รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1
การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี :
บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน
ผู้จัดทำโครงการ
นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร นายกิตติธัช ช้างทอง
นางสาวชวัลรัศมิ์ จตุเทน และ นางสาววิลาวัณย์ แดนสีแก้ว
สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม
หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้
ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งเน้นการพัฒนา สังคม ชุมชน และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วัตถุดิบท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าทอพื้นเมืองจากฝ้ายย้อมคราม ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านลวดลายโบราณ เทคนิคการถักทอด้วยมือ เส้นฝ้ายแท้ และกระบวนการย้อมสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชุมชน ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงมุ่งมั่น ยกระดับผ้าทอพื้นเมืองให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญในด้านศิลปะวัฒนธรรมการทอผ้า ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ของทางภาคอีสาน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. 2558 การศึกษาและพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากร ผ่านการลงพื้นที่ศึกษากระบวนการผลิตผ้าทอพื้นเมืองของชุมชนอำเภอเขมราฐ โดยเน้นการศึกษาและลงมือปฏิบัติในด้านการพัฒนาลวดลาย การใช้สีธรรมชาติ และเส้นใยธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจที่นำใช้ในกระบวนการทอผ้า จากลวดลายดั้งเดิมสู่นวัตกรรมองค์ความรู้จากนักศึกษาและสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไปบูรณาการร่วมกับชุมชน ในการสร้างลวดลาย โทนสี เส้นใยใหม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้ตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมของตลาดในปัจจุบัน โดยการนำลวดลายดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความงามและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับปรุงและพัฒนาให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น
การศึกษาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยการสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะ วัฒนธรรม และวัตถุดิบที่ใช้ในชุมชน ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้มีคุณค่าและสามารถนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว
ช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2560 ได้ดำเนินการศึกษาลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและพัฒนาลวดลายผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ใช้ผ้าพื้นเมือง ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้ลวดลายดั้งเดิมให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของตลาดสมัยใหม่ โดยมีการออกแบบที่สามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองให้มีความน่าสนใจในรูปแบบที่ร่วมสมัย การวิเคราะห์และการออกแบบเครื่องแต่งกายจากลวดลายผ้าไทยในกระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และสามารถรักษาคุณค่าและความหมายทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรกในงานเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ “ฤดูกาลบอกรัก (ษ์) เขมราษฎร์ธานี” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับชุมชน ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ระหว่างเทศบาลตำบลเขมราฐและมหาวิทยาลัยรังสิต
ช่วงปี พ.ศ. 2561 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการศึกษาและพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองเขมราฐ ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ หมวก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามวิถีชีวิตชุมชน ได้ถูกออกแบบโดยนักศึกษาให้มีความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้ผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐให้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเสนอผ้าพื้นเมืองในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมเสริมการท่องเที่ยวเมืองเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยรังสิต
ช่วงปี พ.ศ. 2562 – 2564 การถ่ายทอดกระบวนการทอผ้าพื้นเมืองและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์สื่อมัลติมีเดียทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีการนำเสนอในมิติการท่องเที่ยวและรูปแบบสารคดี ผ่านช่อง YouTube สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมัลติมีเดียที่สร้างขึ้นในปีดังกล่าวได้รวบรวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีการทอผ้าพื้นเมือง ลวดลายผ้าที่มีเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมไปถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตชุมชนและการพัฒนาในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในรูปแบบสารคดีช่วยให้ผู้ชมเข้าใจถึงกระบวนการทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้า และยังเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในพื้นที่อำเภอเขมราฐ ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทอผ้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สาธารณะชนในวงกว้าง อีกทั้งได้เสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการตลาดและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน
ช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2566 การพัฒนา การออกแบบลวดลายผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ โดยการนำมาประยุกต์เข้ากับแพทเทิร์นที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ซึ่งได้ศึกษา ทดสอบร่วมกับเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนา คือ การนำหนังแท้จาก ที่ผลิตโดยโรงผลิตในเขตพื้นที่ชุมชนหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังแท้ที่ใช้ร่วมกับผ้าพื้นเมืองในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผลงานมีความทันสมัยสู่สากล และคงคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงสุด
ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2566 ได้มีการสร้างสรรค์พัฒนารูปแบบจากผ้าพื้นเมืองลวดลายโบราณสู่ลวดลายผ้าขาวม้า ที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงในเรื่องของ concept การถักทอด้วยมือ ลวดลายและสีธรรมชาติ จากชุมชน ลงพื้นที่ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีพัฒนาบ้านโพธิ์เมือง “เฮือนชูฮัก โฮมสตังค์” บ้านโพธิ์เมือง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มาจากวิถีชีวิตชุมชนสะท้อนผ่านบนพื้นผ้าผ้าขาวม้าทอมือ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากกระบวนการ การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้สี ใช้เส้นใย การถักทอผ้า จนถึงขั้นตอนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมโครงการ eisa อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จัดขึ้นโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เตรียมพร้อมสนับสนุนผ้าขาวม้าทอมือทั่วประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Creative Young Designers Season 3 เข้าผนึกกำลังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า พร้อมการจัดกิจกรรม Workshop ต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาและชุมชน ก่อนไปสู่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบตัดเย็บชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้า ให้มีความเป็นสากล เข้าถึงคนเมืองมากขึ้น จนได้โมเดลผลงานสร้างสรรค์ต้นแบบชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้าส่งมอบให้แก่ชุมชน อีกทั้งเพื่อส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือของชุมชน และการสร้างโอกาสในการขยายตลาดประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี สู่การผลิตสื่อจากโครงการ eisa ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมลงพื้นที่และบันทึกเทปการถ่ายทำสื่อวิดีโอ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่โครงการผ่านสื่อต่างๆ อาทิ รายการบันทึกไทยเบฟ และ ช่อง Amarin TV 34HD สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้มอบลวดลายสร้างสรรค์ผ้าขาวม้าอำเภอเขมราฐให้กับชุมชนได้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่อไป ในเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ ตลาดบกสืบสานวัฒนธรรมไทย สัมผัสวิถีชุมชนเขมราษฎร์ธานี ดินแดนแห่งความสุข ประจำปี 2566
จากกิจกรรม “10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยกระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านทางวิชาการ
ช่วงปี พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน การออกแบบ ผลิตภัณฑ์กางเกง “บอกรักษ์เขมราฐ” จากลวดลายวิถีชีวิตเขมราฐได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าพื้นเมือง วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ภายใต้กระบวนการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาผ่านการวาดลายเส้นอย่างละเอียด โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษา คิดค้นและออกแบบลวดลาย การผสมผสานระหว่างการออกแบบลวดลายผ้าด้วยเทคนิค การพิมพ์สกรีนสี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ทำให้ผลงานมีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น คงรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน และมอบลวดลายผ้าที่ออกแบบนี้ให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในอำเภอเขมราฐ และยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและชุมชนในการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้วัสดุพื้นบ้านที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน
การศึกษานี้ ถือเป็นการช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นการรวบรวมข้อมูลสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่สามารถพัฒนาต่อยอดนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ในด้านของเรื่องราววิถีชีวิตชุมชน ความงาม และคุณภาพของวัตถุดิบชุมชน โดยการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย การลงพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับชุมชนตลอดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) จึงเป็นกระบวนการที่เสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักศึกษา บุคลากร และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้
การใช้ความรู้ในการพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองนั้น โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจและศึกษาลักษณะเฉพาะของวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาของชุมชน การออกแบบลวดลายผ้าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความงดงามและสะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การศึกษาและวิจัยลวดลายดั้งเดิมของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าให้คงอยู่ ลวดลายเหล่านี้มักมีความหมายทางสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นลวดลายที่ทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างสรรค์ลวดลายผ้าให้คงเอกลักษณ์ของชุมชน ทั้งด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ทันสมัยและมีความหมายทางสังคม โดยกระบวนการศึกษาลงมือปฏิบัติ มีการพัฒนาองค์ความรู้สำคัญ ดังนี้
1.องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลายผ้า
การศึกษาและเข้าใจลวดลายดั้งเดิมของชุมชน โดยลวดลายและสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญ ในวัฒนธรรมท้องถิ่นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงคำนึงการใช้สีธรรมชาติในการออกแบบ เรียนรู้การใช้สีจากธรรมชาติที่ได้จากพืช แร่ธาตุในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีผลต่อลวดลายผ้า สีที่ได้จากธรรมชาติมักจะมีเอกลักษณ์และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากสีสังเคราะห์ รวมถึงการผสมผสานระหว่างลวดลายดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามร่วมสมัย ซึ่งแนวทางการออกแบบ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าได้ นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
Design Thinking
กระบวนการออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ มีกระบวนการดังนี้
การเข้าใจปัญหา, การกำหนดปัญหา, การระดมความคิด, การสร้างต้นแบบ และการทดสอบ
Sustainable Design Model
การออกแบบที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนในการใช้วัสดุและกระบวนการผลิต
Modular Design
การออกแบบที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้ โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและพัฒนา
Cultural Design Model
การออกแบบที่ใช้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น ซึ่งช่วยในการสื่อสารเรื่องราวและ
ความเป็นเอกลักษณ์
Innovation Design Model
เน้นการคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการออกแบบเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม
The Four Pillars of Sustainability
การนำ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม มาเชื่อมโยงกัน
- องค์ความรู้ด้านกระบวนการทอผ้า
การเรียนรู้เทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมในชุมชน เกี่ยวกับเทคนิคการทอ ซึ่งกี่ทอผ้าของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะตัวของมันจะช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่สวยงามและคงความเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ได้ และต้องคำนึงถึงการคัดสรรวัสดุที่ใช้ในการทอผ้า การเลือกวัสดุทอผ้าที่มีความเหมาะสม เช่น ไหม ฝ้าย หรือใยจากธรรมชาติพืชท้องถิ่น อีกทั้งการพัฒนาเทคนิคการทอให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ปรับปรุง พัฒนาเทคนิคการทอในรูปแบบใหม่ๆ โดยการผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่เพือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
Biomimicry Design
การนำแนวคิด Biomimicry มาประยุกต์ในการออกแบบการทอผ้า ในการศึกษาธรรมชาติในการทอรวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับธรรมชาติ
Sustainability Design
การออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกด้าน โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติหรือการใช้เทคนิคการทอที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยสารพิษ
- องค์ความรู้ด้านการใช้สีธรรมชาติ
การเรียนรู้วิธีการสกัดและใช้งานสีจากธรรมชาติ เช่น คราม, ฝาง, ครั่ง, ใบไม้กิ่งไม้ และอื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติในการย้อมสีผ้า โดยเลือกใช้สีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและวิธีการย้อมที่เป็นมิตร
ต่อโลก นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
Color Wheel Model
โมเดลวงล้อสีเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเลือกสี
Cultural Color Significance
การเลือกใช้สีในแต่ละวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ
Pantone Matching System
การจับคู่สีมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการออกแบบ
- องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง การนำผ้าที่ทอมาออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงการรักษาคุณภาพและความคงทนของผ้า โดยผ่านการทดสอบและพัฒนาเทคนิคการทอและการย้อมสีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
Sustainable Design Framework (การออกแบบที่ยั่งยืน)
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยใช้วัสดุ ที่ยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แนวทางนี้ ช่วยให้กระบวนการผลิตสีธรรมชาติ มีความยั่งยืน
Cradle to Cradle Design (C2C)
โมเดลการออกแบบนี้ มุ่งเน้นการผลิตที่ไม่มีขยะโดยใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัสดุหรือในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ การใช้สีจากธรรมชาติที่ไม่ทิ้งสารพิษและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการผลิตอื่น ๆ
Brand Identity Model
มุ่งเน้นการสร้างและการจัดการภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สะท้อนถึงคุณค่าหลักและเอกลักษณ์ของแบรนด์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้
- องค์ความรู้ด้านความยั่งยืน
การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน โดยการเลือกใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน เช่น วัสดุธรรมชาติที่สามารถผลิตและใช้ใหม่ได้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์เอกลักษณ์ชุมชน
การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากนักปราชญ์ในชุมชน การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในการทอผ้าและ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ โดยร่วมมือกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ การผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การสร้างสรรค์งานยังคงสะท้อนอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ความคิดของชุมชน นักศึกษา และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
Community-Based Sustainable Development
การพัฒนาโดยมีการมีส่วนร่วมจากชุมชนในการตัดสินใจและดำเนินการ โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งที่มีค่าในท้องถิ่น
Cultural Heritage Preservation
การอนุรักษ์และปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของเป็นวัตถุและที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดการและดูแลมรดก
ทางวัฒนธรรมให้มีความยั่งยืนในด้านการศึกษาและการปกป้อง
Cultural Capital Model
ทุนทางวัฒนธรรม ที่มีค่าของชุมชน
Cultural Identity Model
ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นและการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมเพื่อสร้าง
อัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและวิถีชีวิตของชุมชน
Heritage and Legacy Model
การสร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์และการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อให้คงอยู่ในเยาวชนไทยรุ่นหลัง
7.องค์ความรู้ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน
การจัดการด้านของจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ถือเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น นักศึกษา และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้
ทฤษฎีเศรษฐกิจฐานราก
โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ผ่านการผลิตและจำหน่ายสินค้าของตนเอง โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใช้เครือข่ายในท้องถิ่น ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมประจำทุกสัปดาห์ ตลาดชุมชน ศูนย์สินค้า OTOP หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้เน้นแนวคิด “การตลาดเพื่อชุมชน” ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดได้
ประเภทความรู้และที่มาความรู้
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับชาวบ้าน นักปราชญ์ชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
- อื่น ๆ (ระบุ) หนังสือ ตำรา บทความวิจัย วิชาการ ด้านศิลปะการออกแบบ ศิลปวัฒนธรรม และคติชนสร้างสรรค์
วิธีการดำเนินการ
ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) ได้ถอดบทเรียนจากการศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่นักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาก
- การศึกษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่น
การศึกษากระบวนการทอผ้าเริ่มต้นด้วยการเข้าใจถึงเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่นในแต่ละชุมชน เช่น การศึกษาลวดลาย เทคนิคการทอ วัสดุที่ใช้ และการเล่าเรื่องราวที่ผ้าสื่อถึง ผ้าไหม ผ้าฝ้ายในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านลวดลายผ้า
- สำรวจและเก็บข้อมูลจากชุมชน
การที่นักศึกษาและบุคลากรลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมพร้อมศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเรื่องเล่าและตำนาน ทอผ้าและมีประวัติศาสตร์ทอผ้าอันยาวนาน โดยใช้กระบวนการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากชาวบ้านหรือช่างทอผ้า ปราชญ์ชวบ้าน ผู้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าและลวดลายเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ
- ศึกษาลวดลายและสัญลักษณ์
การศึกษาเกี่ยวกับลวดลายที่สำคัญของชุมชน เช่น ลายดอกไม้, ลายสัตว์, ลายธรรมชาติ หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายทางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของชุมชน ให้สามารถรักษาความหมายและความสำคัญของลวดลายในผืนผ้า ซึ่งผ้าฝ้ายทอเมืองเขมราษฎร์ธานี อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องเล่าและตำนานผ่านลวดลายบนผืนผ้าทอจำนวน 14 ลวดลาย ดังนี้
1) ลายช่อเทียน
เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 ของเมืองสยาม ชาวบ้านโคกกงพะเนียงอยู่ในศีลกินในธรรมมาโดยตลอด ผู้ชายก็ออกรบอยู่ไม่ขาด ถ้าทางราชการต้องการก็จะส่งคนที่เก่งฟันดาบคาถาอาคมไปช่วยอยู่มิขาด เมื่อนางนวลตั้งท้องได้ 3 เดือน สามีของนางถูกส่งไปช่วยเหลือราชการแดนไกล เมื่อไปแล้วถูกส่งไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองหลวง เพราะสามีนางเก่งกาจวิชาอาคมบู๊บุ๋น นางสวดมนต์ภาวนาเสมอ นางเป็นผู้นำชาวบ้านลงวัดผู้นำขึ้นบทสวด ผู้นำร้องสรภัญญะ เสียงของนางไพเราะ ใสเหมือนระฆัง นางเลี้ยงลูกได้ 9 – 10 ปี มีทหารขี่ม้าส่งข่าวสารเขียนว่า “ข้าสบายดี จะได้กลับบ้านเราแล้ว ให้นำข่าวไปบอกญาติๆ ข้าด้วย คิดถึงทุกชั่วทุกยาม” ข้าคำหาญ นางดีใจจนสุดที่จะบรรยาย นางได้จุดเทียนสวดมนต์ด้วยน้ำตาและตั้งใจว่าจะมัดหมี่ลายช่อเทียนเป็นครั้งแรก โดยจำลองเอาเทียนที่ตนไหว้พระสวดมนต์มาทำแนวลายมัดหมี่ นางมัดหมี่เพื่อจะใส่อวดสามีตอนกลับมา นางมัดเวลาพลบค่ำจนถึงไก่ขันจึงเสร็จ แสงเทียนนางสว่างทั้งคืน นางมัดเสร็จภายในคืนเดียว ตื่นเช้ามานางย้อมคราม นางมีเจตนาว่าถ้าผู้ใดได้ใส่ผ้ามัดหมี่ลายนี้ นางขออวยพร
2) ลายดาวเคียงเดือน
เมื่อราวรักสามเศร้าที่ไม่สมหวัง เมื่อชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวคือนางเดือนเต็มและนางแสงดาวลูกสาวเศรษฐี พ่อแม่ฝ่ายชายจะยกขันหมากไปสู่ขอนางเดือนเต็มให้ แต่ด้วยความกลัวว่าทั้งสองนางจะเสียใจชายหนุ่มจึงเข้าไปขวางขบวนขันหมาก ฝ่ายพ่อโมโหมาก จึงเนรเทศลูกออกจากเมืองด้วยกลัวเสียหน้าจึงยกขบวนขันหมากไปสู่ขอลูกสะใภ้เช่นเดิม แต่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเจ้าบ่าว ฝ่ายหญิงจึงคิดค่าปรับเป็นทองคำ 10 บาท วันหนึ่งขณะที่สองนางไปเที่ยวป่าของชายทุ่ง ชายหนุ่มได้เขียนจดหมายไปบอกลาว่าเขาไม่สามารถที่จะแต่งงานกับใครได้เลย เพราะทั้งคู่ต่างดีกับเขา ไม่อยากให้ใครต้องมาทุกข์ใจ เขาจึงขอบวชตลอดชีวิตเพื่อชดเชยความผิดในครั้งนี้
3) ลายนาคน้อย
เกิดขึ้นพร้อมกับมีชาววงศ์ปัดสาสร้างวัดกลางเมื่อนานมาแล้ว ข่าวเล่าขานกันอยู่มิขาดระยะ คือชาวบ้านโคกกงพะเนียงได้พบเห็นนางสองนางมายืมฟืม ในเวลาบ่ายคล้อยเกือบค่ำ วันศีล 5 พอดี วันนั้นมีลมพัดโชยมาเยือกเย็นผิดปกติ นางฟางนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน นางทั้งสองสวยผิวขาวเหลือง มีปิ่นปักผม 3 ช่อ ข้างหูทั้งสองข้าง ผมยาวกลางหลัง นางยิ้มและพูดว่า “ข้ามาขอยืมฟืมเจ้าไปทอผ้าสัก 5 – 6 วันแล้วจะเอามาส่งคืน” นางฟางตอบว่า “ทำไมเร็ว จะทออะไรถึงได้ทอ 5 – 6 วัน” นางบอกว่า “ข้าจะทอผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อย” “เจ้าให้ยืมเถิด ข้าจะทอลายนาคน้อยมาให้เจ้าดู” แล้วนางฟางก็ถามว่า บ้านเจ้าอยู่ที่ใด นางตอบ “อยู่ฝั่งห้วยใกล้ นี่เอง” นางฟางคิดว่าเป็นชาวบ้านท่าปัดซุมฝั่งลาวนั่งเรือมายืมจึงให้ไป โดย 5 วันต่อมาอากาศอึมครึม ลมเย็น ๆ เช่นเดิม เวลาเดิม นางทั้งสองเดินเข้ามา “ข้าเอาฟืมมาส่งแล้ว” นางก็อวดผ้าซิ่น นางฟางรีบเดินมาขอดูใกล้ ๆ ก็ตกใจ ลายผ้าเป็นตัวนาคน้อยจริงๆ นางบอกว่า “เจ้าทอลายนี้นะ ข้าจะอวยพร ใส่แล้วชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข” ถ้าเจ้าเห็นบั้งไฟผุดขึ้นเหนือน้ำ เจ้าอย่าพากันตกใจ คือพญานาคท่านมาอวยพรให้เจ้าอยู่เย็นเป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน แล้วนางก็เดินจากไป นางฟางคิดว่าทำไมจึงอวยพรอย่างนี้ จึงรีบชวนนางจันนางยืนแอบตามไปส่องทางดูว่า จะกลับไปบ้านใด นางย่องไปจนถึงฝั่งโขงเห็นสองนางโบกมือลา นางฟางตกใจว่ากูอยู่ในป่ากล้วยแท้ ๆ ทำไมนางถึงได้เห็น ภาพที่นางฟางได้เห็นคือ นางเดินลงน้ำ เห็นแต่เส้นผมฟูน้ำหายไป…ฯ”
4) ลายเม็ดข้าวสาร
ลายนี้กล่าวถึงพิธีกรรมไหว้ผีนา หรือที่อีสานเรียนกว่าผีตาแฮก จะกระทำในวันแรกที่จะเริ่มเพาะปลูกข้าวพร้อม ๆ กับพิธีแรกนาขวัญ เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ข้าวกล้าบริบรูณ์ดี ได้ข้าวเม็ดงาม แม้หากใครได้สวมใส่จะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
5) ลายดอกหญ้า
อัญญาวังวงศ์ปัดสา เห็นชาวกรุงเดินผ่านชาวบ้าน พวกเขาแต่งตัวสวยงาม วาจาไพเราะ ขณะที่ชาวบ้านแต่งตัวธรรมดา ๆ และรู้สึกขัดเขินเมื่อต้องพูดจากับชาวกรุง จึงเกิดความน้อยใจ และเปรียบว่าชาวเขมราฐเป็นเหมือนเช่น “ดอกหญ้า” แต่ดอกหญ้าสามารถออกดอกผลิบานได้ทุกหนแห่ง คนอีสานก็มีดีเช่นกัน มีที่ดินไร่นามากมาย มีข้าวกล้าอุดมสมบรูณ์ สักวันหนึ่งคนทั้งหลายจะได้พึ่งพาชาวอีสานขอให้ชาวอีสานได้ภูมิใจในตนเองเถิด นางหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลง แล้วลุกขึ้นมาฟ้อนรำอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวบ้านจึงถามว่า รำอะไรสวยงามมาก นางจึงตอบว่า รำตุ้มพาง
7) ลายหมี่เอื้อสองคอง
กาลครั้งนั้นในทุก ๆ ปีของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว ผู้นำชุมชนหรือหมู่บ้านจะตีกลองเรียกประชุมที่ลานวัดเพื่อถามสารทุกข์ความเป็นอยู่ในแต่ละครอบครัว อัญญา บุญทอง วงศ์ปัดสา ได้พบว่า มีครอบครัวผู้หนึ่ง ไม่มีที่ดินทำนา ต้องอาศัยรับจ้างทำนาช่วยผู้อื่น ท่านจึงแบ่งปันที่ดินให้ประมาณ 5 ไร่ เป็นบริเวณชายป่าเพื่อใช้ทำนา โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนใด ๆ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นลาน ผู้นำชุมชนจะตีกลองประชุมที่ลานวัด เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของคนในหมู่บ้าน ครอบครัวของผู้ยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้ทอผ้ามัดหมี่มามอบให้ท่าน ท่านจึงถามว่า “มันคือผ้าอะไร”เจ้าของผ้าจึงตอบว่า “ข้าน้อยได้มัดหมี่เอื้อสองคองมามอบให้ท่าน คองที่หนึ่ง คือ บุญบารมีผู้สูงส่ง คองที่สอง การให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้าน้อยจึงตั้งชื่อว่า หมี่เอื้อสองคอง” คือที่มาของหมี่เอื้อสองคอง จึงมีความหมายว่า ถ้าใครชื่นชอบผ้าลายนี้จะเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งจะให้ทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผู้มีจิตใจประเสริฐงดงาม
8) ลายพญานาคคู่
เป็นเรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค ผู้ดูแลความสงบสุขของดินแดนสองฝั่ง ลำน้ำโขง ชาวเขมราฐมีความเชื่อเรื่องพญานาคเป็นอย่างมาก และนำมาทำเป็นลายผ้าซิ่นมงคล มีคำทำนายเกี่ยวกับคนที่ชอบนุ่งผ้าซิ่นลายนาคคู่ว่า หญิงที่เลือกผ้าลายนี้แสดงว่าเป็นคนที่รักในศักดิ์ศรี หากตนเองไม่ได้ทำผิดสิ่งใดแล้วมีผู้มากล่าวหาก็จะสู้อย่างถึงที่สุด
9) ลายพานไหว้ครู
อัญญาวัง วงศ์ปัดสา ได้จำลองเอาพานไหว้ครูที่ปั้นด้วยดินเหนียวเสียบด้วยดอกรัก และดอกจำปี ธูปเทียน ดอกเข็ม เพื่อให้ลูกชายนำไปไหว้ครู ท่านจึงมัดขึ้น 2 ผืน ให้บุตรชายอาจารย์ไพศาล วงศ์ปัดสานำไปไหว้ครู ซึ่งก่อนท่านเสียชีวิต บุตรสาวถามว่าข้าน้อยอยากได้ผ้ามัดหมี่ผืนนี้เพื่อนำไปใส่จะได้ไหม แม่ตอบว่า “ลูกใส่มิได้ดอก ลูกมิคู่ควรแม่ตั้งใจมัดให้ผู้มีวิชาความรู้ เป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนผู้อื่นได้เท่านั้น” ผู้เป็นลูกได้ยินจึงเกิดความรักผ้ามัดหมี่ลายนี้เอาไว้ว่า ตัวเองมิคู่ควร จึงยกให้น้องชายผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ จึงมีความหมายว่า หากผู้ใดชอบผ้าลายนี้เกิดมาจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานสามารถอบรมสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วยสติปัญญา
10) ลายฮั้วอ้อมบ้าน/ลายรั้วล้อมบ้าน
ในอดีตสตรีไม่มีโอกาสได้รับราชการ แต่ยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนมากขึ้น ผู้หญิงจึงสามารถรับราชการได้ ผ้าลายนี้จึงแทนความแข็งแกร่งของสตรีไทย ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อแผ่นดินไทย
11) ลายหยาดสายฝน
เมื่อภาคอีสานพบกับความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ยายเฒ่าจึงประกอบพิธีขอฝนให้ตกลงมาให้ชาวนาได้ปลูกข้าว โดยใช้ขันธ์ 5 ดอกหว้านสี่ทิศ และผลไม้ต่าง ๆ มาประกอบพิธีกลางแจ้งจุดธูปบอกกล่าวเทวดาจนทำให้ฝนตกลงมาชุ่มฉ่ำทั้งแผ่นดิน
12) ลายหมี่ดอกไม้โบราณ
ในยุคสมัยก่อนนิยมนำผ้ามัดหมี่ลายนี้ไปไหว้ผู้ใหญ่ในเทศกาลปีใหม่ขึ้นสงกรานต์ และการไหว้เคารพบูชา ผู้ใหญ่ทั่วไป ภาษาอีสาน “สมมาย่า” คนโบราณมัดหมี่เพื่อเป็นสิ่งทดแทนดอกไม้ในการเคารพผู้ใหญ่ นำมะลิเรียงร้อยกราบเท้าแม่ แทนรักแท้มั่นคงแสนยิ่งใหญ่ ดอกไม้นี้เหมือนตัวแทนจากควงใจ ตราบสิ่งใดหามาเทียบแม้นไม่มี จึงหมายความว่า คุณค่าของความเป็นแม่ยิ่งใหญ่นัก กว่าที่ท่านจะเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ แล้ววันนี้คนที่เป็นลูกได้เลี้ยงดูแม่เหมือนที่ท่านได้เลี้ยงดูเราบ้างหรือเปล่า บุญคุณของแม่ยิ่งใหญ่นักเอย
13) ลายกาบเทียน
เรื่องราวความรักที่ต่างชนชั้นที่ไม่สมหวังระหว่างนางทองแพง ลูกสาวเศรษฐีและท้าวเซียง ช่างแกะสลักเทียนซึ่งมีฐานะยากจน เมื่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่เห็นด้วย ท้าวเซียงคิดว่ารักไม่สมหวังแน่แท้ จึงได้ให้เพื่อนนำจดหมายไปบอกลานางทองแพงหญิงผู้เป็นที่รักในวันที่นางได้รับเลือกให้เป็นสาวงานประจำต้นเทียนพรรษา “ว่าชาตินี้ไม่ได้คู่กับ ชาติหน้าขอให้ได้เกิดมาคู่กัน” อัญญาวังวงศ์ปัดสา จึงได้มัดหมี่ลายกาบเทียนนี้ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่และผ้าลายนี้ทอถึงให้สาวงามได้สวมใส่
14) ลายดาวลูกไก่
หญิงหม้ายคนหนึ่งหลังจากที่นางสูญเสียสามี ต้องอดทนเลี้ยงลูก 5 คนตามลำพัง นางอยากให้ลูกรักกัน สามัคคีกัน ไม่ทอดทิ้งกันในยามที่ไม่มีแม่ มองเห็นดาวลูกไก่อยู่เกาะกลุ่มกัน จึงมัดผ้าลายดาวลูกไก่และสอนลูกว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร ให้ลูกรักสามัคคีกัน ดูแลกัน เหมือนดาวลูกไก่ที่ส่องแสงระยิบระยับเป็นกลุ่มนั้น”
การออกแบบและวาดลวดลาย
การสร้างสรรค์ต่อยอดจากลวดลายดั้งเดิมของชุมชน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาเอกลักษณ์ของผ้าแต่ละชุมชน โดยสามารถนำลวดลายดั้งเดิมมาประยุกต์ใหม่ให้เหมาะสมกับการทอในยุคปัจจุบัน แต่ต้องคำนึงถึงการทอผ้าด้วยเทคนิคดั้งเดิม เราจึงได้ศึกษาวิธีการทอผ้าแบบดั้งเดิมที่ชุมชนใช้ เช่น กี่ทอผ้าแบบทอมือ เพื่อให้การสร้างลวดลายใหม่ยังคงสามารถทอได้จริงและคงความเป็นเอกลักษณ์ของการทอผ้าแบบดั้งเดิมไว้อยู่ และขั้นตอนถัดมาคือการทดลองทอผ้าจริง เพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ของลวดลายที่ออกแบบ และตรวจสอบว่าเทคนิคการทอสามารถรักษาความสวยงามและเอกลักษณ์ได้หรือไม่ ซึ่งการทดลองนี้สามารถนำไปสู่การปรับปรุงลวดลายหรือเทคนิคการทอให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
4.1 การออกแบบแพทเทิร์นเครื่องแต่งกายให้เข้ากับผ้าทอพื้นเมือง การออกแบบแพทเทิร์นเครื่องแต่งกายที่สอดคล้องกับผ้าทอพื้นเมือง เป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงทั้งความสวยงาม ความเป็นเอกลักษณ์ และต้องมีความทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ตลาดและการใช้งานจริงได้ โดยได้ใช้กระบวนแนวทางในการออกแบบ ดังนี้
1. ศึกษาลักษณะเฉพาะของผ้าทอ
วิเคราะห์คุณสมบัติของผ้าทอพื้นเมืองโดยคำนึงถึง น้ำหนักผ้า ความยืดหยุ่น ลวดลาย และพื้นผิว เพื่อให้สามารถเลือกแพทเทิร์นที่เหมาะสม
ศึกษาลักษณะของลวดลายดั้งเดิม และแนวทางในการจัดวางลวดลายให้เกิดความลงตัวกับการตัดเย็บ
2. การออกแบบแพทเทิร์นให้เข้ากับผ้าทอพื้นเมือง
ใช้แพทเทิร์นที่ช่วยเสริมความโดดเด่นของลวดลายผ้า มุ่งเน้นการวางลายผ้าในแนวตั้งเพื่อให้รูปร่างดูเพรียวหรือการใช้ผ้าในชิ้นส่วนที่ดึงดูดสายตา
ใช้เทคนิคการตัดเย็บที่ช่วยให้ผ้าทอมีความพริ้วไหวและสวมใส่สบาย การจับเดรป (Draping) หรือการผสมผสานกับผ้าที่มีความยืดหยุ่น
ออกแบบให้สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัย เสื้อสูท เสื้อคลุม (Kimono-style jacket), เดรสแบบมินิมอล (Minimalist dress) หรือกางเกงทรงกว้าง (Wide-leg pants)
3. ทดลองผลิตและปรับปรุงแพทเทิร์น
การทดลองตัดเย็บต้นแบบเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของแพทเทิร์นกับเนื้อผ้า รวมถึงความสะดวกสบายในการสวมใส่
การปรับปรุงรายละเอียด เช่น การตัดต่อผ้าให้เหมาะกับการเคลื่อนไหว และการเลือกใช้ซับในหรือวัสดุเสริมเพื่อให้โครงสร้างของเสื้อผ้าคงรูปดีขึ้น
4. การทดสอบตลาดและความนิยม
ได้นำตัวอย่างชุดไปทดลองสวมใส่ในงานนิทรรศการ หรือจัดแสดงในงานแฟชั่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมาย
สำรวจความต้องการของผู้บริโภคในการนำผ้าทอพื้นเมืองมาใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาแพทเทิร์นให้สอดคล้องกับความนิยม
5. การมีส่วนร่วมของชุมชน
การมีส่วนร่วมจากชุมชนในทุกมิติของการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์ลวดลายที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ได้ โดยมุ่งเน้นการถักทอผ้าด้วยเส้นใยธรรมชาติที่ใช้ในการทอผ้า ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ชุมชนต้องการและอยากคงรักษาไว้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง เป็นอีกองค์ความรู้ที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง เช่น เส้นใยฝ้าย เส้นใยไหม เส้นใยเยื่อกล้วย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีในชุมชน ช่วยให้ผ้าที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพสูงด้วยความเป็นธรรมชาติ ในด้านความทนทานและความรู้สึกที่นุ่มนวลเมื่อสัมผัส การเลือกใช้เส้นใยธรรมชาติไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติที่ดี ในการใช้งาน แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น และช่วยลดการพึ่งพาวัสดุที่มาจากภายนอก ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การใช้สีธรรมชาติในการย้อมผ้า ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ชุมชนต้องการและอยากคงรักษาไว้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่มีความสำคัญ ซึ่งสีธรรมชาติที่ได้จากพืชในท้องถิ่นไม่เพียงแต่ให้ความงาม ที่เป็นเอกลักษณ์แต่ยังช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการใช้สีจากพืชที่มีในท้องถิ่น เช่น สีจากครามครั้ง เปลือกไม้ ใบไม้ หรือจากพืชสมุนไพรต่างๆ มีประโยชน์ทั้งในด้านการรักษาสีที่ยาวนาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถสร้างสรรค์สีที่หลากหลายและมีความสวยงาม ซึ่งเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
6. การเผยแพร่และส่งเสริมการตลาด
การเสนอนำให้ชุมชน มีผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่คงเอกลักษณ์ชุมชนออกสู่สาธารณะ ที่ผ่านมาได้จัดการหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดแสดงในงานหัตถกรรมท้องถิ่นในถนนคนเดินสายวัฒนธรรมอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงการส่งเสริมเข้าร่วมกับงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงการจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์หรือการร่วมมือกับแบรนด์สินค้าสมัยใหม่ ซึ่งผลลัพธ์จากการเผยแพร่ผลงานเหล่านี้ ช่วยส่งเสริม การอนุรักษ์และเผยแพร่เอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น สามารถเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และขยายตลาดไปในระดับประเทศและต่างประเทศได้
2.Prototype testing in an operational environment – DO
ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน
การศึกษา พัฒนา และออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 – ปัจจุบัน ได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าทอพื้นเมืองมาปรับใช้ในเชิงสร้างสรรค์และพัฒนา ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยสรุปผลการดำเนินงานและการนำไปใช้จริงดังนี้
- ด้านการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์
การสำรวจคุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่น ทำให้สามารถรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับลวดลาย เทคนิคการทอ วัสดุ วัตถุดิบที่ใช้ และบริบททางประวัติศาสตร์ของผ้าทอมือของอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยการออกแบบลวดลาย การตัดเย็บใหม่ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย เพื่อให้สามารถต่อยอดการใช้งานในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการทอที่สามารถรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอพื้นเมือง
- ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน
ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การให้ข้อมูล องค์ความรู้ และแนวคิดการออกแบบลวดลาย รวมถึงการช่วยพัฒนาเทคนิคการทอ ส่งเสริมการใช้วัสดุจากธรรมชาติ เส้นใยฝ้าย เส้นใยไหม และการย้อมสีธรรมชาติ เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสนับสนุนให้ช่างทอพื้นบ้านสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยและตรงกับความต้องการของตลาดโลก
- ด้านการเผยแพร่และส่งเสริมการตลาด
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาถูกนำเสนอผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น งานแสดงสินค้าท้องถิ่น ถนนคนเดินสายวัฒนธรรม และงานแสดงหัตถกรรมระดับชาติ และการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดออนไลน์ โดยการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce และโซเชียลมีเดีย อีกทั้งยังร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและนักออกแบบรุ่นใหม่ในชุมชนและภายนอกทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
- ด้านการพัฒนาเชิงวิชาการและองค์ความรู้
นักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยรังสิตได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าทอพื้นเมืองไปใช้ในการศึกษาวิจัย และพัฒนาโครงงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ “ทอตะวัน” มหาวิทยาลัยรังสิต โครงการ CPOT กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และ โครงการ Creative Young Designers ดำเนินโครงการกิจกรรมโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) สนับสนุนผ้าขาวม้าทอมือทั่วประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน ซึ่งปีนี้ร่วมมือพัฒนาชุมชนร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นปีที่ 5 ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการบูรณาการเข้ากับหลักสูตร ด้านศิลปะ การออกแบบ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงสาขาวชาด้านอื่น ๆ ที่หลากหลายภายในมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการพื้นที่ปฏิบัติจริงสู่ผลงานสร้างสรรค์ข้ามศาสตร์ที่สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าจริงระดับชาติและนานาชาติ
- ด้านการพัฒนาเชิงพาณิชย์และเศรษฐกิจชุมชน
ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองที่พัฒนาแล้วสามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์ ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ได้แก่ สูท เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ผสมผสานร่วมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ ๆ รวมถึงได้การพัฒนากลยุทธ์การตลาดในการทำแบรนด์สินค้าจากผ้าทอพื้นเมือง เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมให้ชุมชนมีอาชีพจากการผลิตและจำหน่ายผ้าทอ การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มหัตถกรรมช่างทอผ้าในพื้นที่ชุมชนอำเภอเขมราฐ
- ด้านการขยายผลสู่ความยั่งยืน
ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังคนรุ่นใหม่และช่างทอผ้าในชุมชนอำเภอเขมราฐ และขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ที่สนใจจะศึกษาประเด็นนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความต่อเนื่องด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองทั่วประเทศไทย
3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK
กระบวนการดำเนินโครงการฯ ตลอดระยะเวลา 10 ปี พบว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้สามารถมีความทันสมัยในบริบทสังคมและเศรษฐกิจในทุกยุคสมัย โดยมีการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ศิลปะการออกแบบ เทคโนโลยีแฟชั่น นวัตกรรมสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านและนักศึกษา ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ระยะยาว โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืน โดยการใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย เส้นใยไหม และการย้อมสีธรรมชาติ เป็นแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมแนวคิด Slow Fashion หรือแฟชั่นที่เน้นการผลิตอย่างยั่งยืน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองสามารถอยู่รอดได้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง กระบวนการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเรียนรู้ร่วมกัน พบว่า การใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ทำให้สามารถพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน โดย การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัยรังสิตในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชี้นำสังคม อย่างยั่งยืน อีกทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางของนวัตกรรมด้านการออกแบบแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพิ่มโอกาสในการต่อยอดโครงการวิจัยในอนาคต อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญของการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาที่ได้รับประสบการณ์จริงจากการทำงานร่วมกับชุมชน ถือเป็นการพัฒนาทักษะทั้งทางวิชาการและการปฏิบัติและนักศึกษารุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการใช้ศิลปะและการออกแบบมาช่วยในการพัฒนาสังคม
การศึกษาพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองของนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้ลงพื้นที่ในอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการนำความรู้ทางด้านการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาประยุกต์ใช้ในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีการเน้นการอนุรักษ์และส่งเสริมงานฝีมือผ้าทอพื้นเมืองให้สามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้กับชุมชนในการเสริมสร้างอาชีพ รายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน
ผลจากการพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองดังกล่าว ส่งผลให้ชุมชนในพื้นที่ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ได้แก่
- รางวัลชุมชนดีเด่น “ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม” ในฐานะเป็นชุมชนแห่งการสร้างสรรค์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำปี 2565 โดย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้น)
2. รางวัลคำรับรองการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทสิ่งทอ ระดับดี แก่วิสาหกิจชุมชนชมรมตลาดน้ำริมโขงเขมราฐ กลุ่มผ้ายทอมือเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2562 มอบโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ในขณะนั้น) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. รางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดีเด่น ประจำปี 2560 โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ Thailand Cultural Expo 2018
4. รางวัลเมืองแห่งการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม มอบโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต (ในขณะนั้น) ในในพิธีประสาทปริญญา มหาวิทยาลัยรังสิต ประจำปี 2562
5.รางวัลศิลปินพื้นบ้านอีสาน สาขาศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ประจำปีพุทธศักราช 2562 โดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ซึ่งตัวอย่างรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการบูรณาการความรู้ทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ แสดงถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้การศึกษาองค์ความรู้จากคณะ/วิทยาลัย/สถาบัน ของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนและการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตต่อไป
6.รางวัลตลาดบก สืบสานวัฒนธรรมไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งานเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งในกิจกรรม “10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
7.รางวัลเชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ กระทรวงวัฒนธรรม “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ 2567 โดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
ซึ่งตัวอย่างรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการบูรณาการความรู้ทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ แสดงถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้การศึกษาองค์ความรู้จากคณะ/วิทยาลัย/สถาบัน ของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนและการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตต่อไป
ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice
ผู้ดำเนินโครงการมีความคิดเห็นว่าในอนาคต การพัฒนาบทบาทของนักศึกษาสามารถขยายไปสู่ความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชนในมิติต่างๆ เช่น การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ การบริหารโครงการ และการตลาดระดับสากล ผ่านการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพ โดยนักศึกษาสามารถนำเสนอแนวคิดและผลงานของตนเองในงานแสดงออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง ซึ่งช่วยเสริมสร้างโปรไฟล์และเพิ่มโอกาสทางอาชีพ ช่วยส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถปรับตัวและเติบโตในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ โดยผู้ดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชนให้กว้างขึ้น เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) หรือหน่วยงาน ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการตลาด เพื่อขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยการนำผลิตภัณฑ์ไปแสดงในงานแฟชั่นผ้าทอพื้นเมืองระดับนานาชาติ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังคงต้องพัฒนา ส่งเสริมด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติท้องถิ่น สีย้อมธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่ลดของเสียให้มากที่สุด เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน
