รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1

การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ผู้จัดทำโครงการ​

ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และ ผศ.พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์

คณะบัญชี

1. บริบทและความสำคัญ

            เมื่อเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะบัญชี (ปี 2546) บริบททางวิชาการของคณะยังอยู่ในระยะตั้งต้น งานหลักของคณะในขณะนั้นมุ่งเน้นการแก้ไขและปรับปรุงหลักสูตรบัญชีบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่วิชาชีพบัญชีให้ได้ตามข้อกำหนดของสภาวิชาชีพบัญชี ภารกิจด้านการวิจัยจึงยังมิได้ถูกกำหนดในแผนพัฒนาคณะอย่างชัดเจน ผลงานวิจัยจึงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักศึกษา (ซึ่งขณะที่เปิดดำเนินการสอน มีนักศึกษาโอนย้ายจากคณะบริหารธุรกิจ รวม 4 ชั้นปี ประมาณ 90 คน และอาจารย์ประจำเพียง 6 คน) การบริหารอาจารย์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การจัดระเบียบการทำงาน การจัดภาระงาน จัดระบบอาจารย์ที่ปรึกษา รวมทั้งการพัฒนานักศึกษา ยังไม่มีเป้าหมายและโครงสร้างสนับสนุนการทำวิจัย ขาดเครือข่ายวิชาการ ไม่มีระบบพี่เลี้ยง รวมทั้งแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม วัฒนธรรมองค์กรในเวลานั้นจึงยังไม่เอื้อต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง
            อย่างไรก็ตาม ปีพ.ศ. 2558 ภายใต้บริบทของการอุดมศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการประกันคุณภาพมีความเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต ที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ตามปณิธาณและวิสัยทัศน์ของท่านอธิการบดีที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังแห่งปัญญาสู่สังคมธรรมาธิปไตย ซึ่งหมายถึง มหาวิทยาลัยจะเป็น

            แหล่งรวมความรู้ ทั้งความรู้ที่มีอยู่เดิมและองค์ความรู้ใหม่ เป็นที่รวมของบุคลากรคุณภาพสูง สามารถชี้นำสังคมภายใต้หลักการของสังคมธรรมาธิปไตย มหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เพียงสถานที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ
            จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ คณบดีจึงเห็นชัดเจนว่าคณะจำเป็นต้องยกระดับภารกิจด้านการวิจัยให้เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในฐานะของส่วนหนึ่งของขลุมพลังแห่งปัญญา การธำรงความเป็นเลิศด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในระยะยาวด้วยการสร้าง “วัฒนธรรมวิจัย” จึงมิใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปรับกรอบความคิดร่วมกันระหว่างคณบดีกับอาจารย์ประจำคณะ ซึ่งมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ในการสื่อสารวิสัยทัศน์กับคณาจารย์ว่าการวิจัยมิใช่ภาระเพิ่มเติม แต่เป็นภาระกิจด้านหนึ่งของการเป็นอาจารย์ และเป็นกลไกที่ยกระดับคุณภาพการสอน เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นนักวิชาการ คณบดีได้ใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ได้แก่ การเปิดดำเนินการสอนหลักสูตรบัญชีบัณฑิต การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การจัดประชุม การจัดสัมมนาภายใน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยภายนอกที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันมุมมอง เพื่อจุดประกายความเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร
            วัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี หมายถึง สภาพแวดล้อมทางวิชาการที่อาจารย์ในคณะทุกคนมีค่านิยมร่วมกันในการแสวงหาความรู้ใหม่ด้วยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้อย่างมีมาตรฐาน
แม้ทุกวันนี้จะเป็นภารกิจตามตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาและเป้าหมายประเด็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่คณบดีพยายามที่จะทำให้เป็น “วิถีปฏิบัติทางวิชาการ” ที่ฝังอยู่ในระบบงาน โครงสร้างสนับสนุน และทัศนคติของอาจารย์และนักศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ
2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี
3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี
4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ

สรุปขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. ศึกษาโจทย์/กติกา และสรุป “สารหลัก” ของงานให้ชัดเจน
  2. วางแผนการเล่าเรื่อง (ภาพเดี่ยว/ชุดภาพ) ออกแบบโทน และเตรียมการถ่ายทำ
  3. ลงมือผลิตภาพ เก็บตัวเลือกให้เพียงพอ แล้วคัดเลือกเป็นรอบ ๆ ตามเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง
  4. ปรับแต่งให้เกิดเอกภาพของผลงาน และจัดทำไฟล์/เอกสารประกอบให้ตรงข้อกำหนด
  5. ตรวจสอบด้วย checklist ก่อนส่ง เก็บหลักฐานการส่ง ติดตามผล และสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนารอบถัดไป
  6. พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการงานสร้างสรรค์เข้ากับรายวิชา “ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์” เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลในงานประจำ
  7. การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ผู้อื่น

ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้

  • ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)

ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
แนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ได้แก่
– กลยุทธ์ที่ทำให้การวิจัยเกิดความสำเร็จ ของศ.นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ (2557)
– ริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ ของ ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม อ.ไพฑูรญ์ กอบกาญจนพฤฒิ (2558)

– การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยเครื่องมือทางสังคม ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์
ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ (2558)

-การวิจัยเรื่องกระบวนทัศน์การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในระยะเริ่มต้น ของ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์
ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม (2559) ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ

-ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ของ รศ.ดร.อาภรณ์ ดีงาน (2564)

-การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ของ
รศ.นันทชัย ทองแป้น (2565)
-การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ของผศ.ดร. ราชศักดิ์ สมยานนทนากูล (2566)

  • ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
    ผศ. ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ คณะบัญชี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
            ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัว คณบดี คณะบัญชี คือการเรียนรู้พฤติกรรมอาจารย์แต่ละท่าน ที่สะท้อนถึงทัศนคติการวิจัย เพื่อประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทาย และโอกาส ของคณะในการผลิตผลงานวิจัยจากการเปิดหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตในปี 2548 ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะ ด้วยเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้นยังไม่เข้มเหมือนในปัจจุบัน จึงเอื้อให้สามารถแต่งตั้งอาจารย์ประจำคณะเป็นที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระให้กับนักศึกษาได้ โดยคณบดีเป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องคุณภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยของนักศึกษา นอกจากนี้คณบดีได้ร่วมสร้างเครือข่ายวิจัยทางบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ธุรกิจบัณฑิต และอีกหลายแห่ง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัยทางบัญชีระหว่างคณาจารย์ต่างสถาบัน มีการจัดอบรมวิธีการทางสถิติ และการผลักดันผลงานวิจัยของนักศึกษาในหลักสูตรให้ได้รับรางวัล ความสำเร็จที่นำมาซึ่งความมั่นใจในการสร้างบรรยากาศทางวิชาการในคณะ ครั้งแรก คือผลงานนักศึกษาได้รับรางวัลดีเด่น จากการประชุมวิชาการระดับชาติ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี 2553 หลังเปิดดำเนินการสอน 6 ปี และต่อมารางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 2 ครั้งในปี 2555 และปี 2566 นอกเหนืองานรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 3 ปืซ้อนจากมหาวิทยาลัยรังสิต บทเรียนจากการบริหารหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ทำให้คณบดีเห็นถึงความสำคัญของการสร้างค่านิยมร่วมการทำวิจัย โดยเริ่มที่การส่งเสริมสนับสนุนให้อาจารย์ใหม่และอาจารย์เก่า สร้างทีมวิจัย สร้างระบบพี่เลี้ยง และส่งเสริมอาจารย์ใหม่ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
            สำหรับความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ ได้ส่งผลดีอย่างมากต่อคณะบัญชี เป็นพลังบวกที่ส่งมายังคณะเมื่อเห็นความสำเร็จของคณะต่างๆ ผ่านเวทีการมอบรางวัลดีเด่นแนวปฏิบัติที่ดี จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน คณบดีได้ใช้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการวิจัย ซึ่งถือเป็นบทเรียนการพัฒนาคุณภาพผลงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายวิจัย เทคนิคการทำให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ การริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ การใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการวิจัยพัฒนาชุมชน และโดยเฉพาะการสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนางานวิจัยที่ดี กล่าวคือ ต้องมีเป้าหมายและองค์ประกอบของปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ แผนยุทธ์ศาสตร์ กำลังคน อุปกรณ์และเครื่องมือ และเงินทุนสนับสนุน ระบบการให้รางวัล โดยคณบดีต้องสร้างการมีร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
            กล่าวได้ว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ใช้เวลาร่วม 18 ปี ในการทำให้สภาพแวดล้อมทางวิชาการคณะบัญชีก่อเกิดค่านิยมร่วมในการวิจัย จากการทำความเข้าใจพฤติกรรมบุคลากรสายสอน การสื่อสารทำความเข้าใจในบทบาทร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการและการวิจัย และการส่งเสริมการเรียนรู้จาก แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัย

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)

  • ยุทธศาสตร์ที่ 2  KR 2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ 
  • สอดคล้องตามตัวชี้วัด
  • ตัวชี้วัดคุณภาพ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2  

รายละเอียดตัวชี้วัด
            ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ ให้ได้ในระดับที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการทั้งระดับชาติและสากล ตามประเด็น

            ยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี โดยสะท้อนถึงคุณภาพการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของคณะที่พิจารณาจากแนวโน้มคุณภาพที่สูงขึ้นและอยู่ในระดับดีมากอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่โอกาสและความท้าทายการเพิ่มจำนวนการอ้างอิงผลงานวิชาการในอนาคต พิจารณาจากร้อยละของผลรวมค่าถ่วงน้าหนักของบทความและผลงานสร้างสรรค์ต่อจานวนอาจารย์ โดยใช้สูตรคำนวณตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะวิชา เท่ากับผลรวมถ่วงน้าหนักของผลงานวิชาการที่มีค่าถ่วงน้าหนักตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไปหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ

  • ตัวชี้วัดรอง
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย
     สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น
     ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2

รายละเอียดตัวชี้วัด
           จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย เป็นตัวชี้วัดปัจจัยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการผลิตงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่คณะวิชาสามารถแสวงหาทุนวิจัยได้จากแหล่งทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยรังสิต และภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาจากเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายในและภายนอก โดยมีสัญญาการรับเงินทุนวิจัย หรือ เอกสารรับรองการรับเงินทุน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงถึงการได้รับเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุน เทียบกับจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ประจาที่อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อ สูตรคำนวณ เท่ากับ จำนวนเงินทุนวิจัยทั้งหมดที่ได้รับในปีการศึกษาที่ได้รับการประเมินหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ

            “การสร้างและการธำรงไว้ซึ่งระดับและแนวโน้มของร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ และจำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัยของคณะบัญชี จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างต่อเนื่องหากอาจารย์ประจำทุกคนไม่มีค่านิยมร่วมในการพัฒนาศักยภาพของคณะ การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชีจึงส่งผลให้การดำเนินงานด้านวิจัยดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ของประเด็นยุทธศาสตร์ ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย พัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมตามบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย”

ขั้นตอนการดำเนินงาน
1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน
2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม
3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้

ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
            คณะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม กล่าวคือ โดยทางตรง คณะบัญชีโดยคณบดีได้ทำขออนุมัติการสมัครเป็นสมาชิกฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ โดยมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนทางการเงินทำให้คณาจารย์และนักศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการทำวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุน คณะได้รับการสนับสนุนโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติที่เหมาะกับข้อมูลทางการเงิน และการนำพาอาจารย์ไปเรียนรู้การใช้ข้อมูลในระบบฐานะข้อมูล Bloomberg ที่อำนวยการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณในโครงการพัฒนาบุคลากรของคณะ โดยทางอ้อม ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมของมหาวิทยาลัย ผ่านสถาบันวิจัยในการทำผลงานวิจัยและการตีพิมพ์เผยแพร่ ได้แก่ การให้ทุนวิจัย การสนับสนุนค่าใช้จายในการตีพิมพ์เผยแพร่ การให้เงินรางวัลสำหรับการตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต ในการจัดหาฐานข้อมูลผลการวิจัยในอดีต โปรแกรมการตรวจการคัดลอก

3. การลงมือปฏิบัติ

             ในระยะแรกของการดำเนินงานคณะบัญชี คณบดีได้ใช้หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตซึ่งเปิดดำเนินการสอนในปี
2548 เป็นกลไกการขับเคลื่อนเป้าหมายการผลิตผลงานวิจัยของคณะ ตั้งแต่ปี 2548-2556 โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรด้วยคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้น การเปิดดำเนินการหลักสูตรบัญชีบัณฑิตเป็นโอกาสของการพัฒนาทีมวิจัยของคณะ ด้วยกลไกของการบริหารหลักสูตรได้ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 2 ท่านได้เข้ามาร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ในขณะเดียวกันใช้มาตรการส่งเสริมให้อาจารย์ที่มีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษให้ศึกษาต่อต่างประเทศ โดยขออนุมัติทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกให้อาจารย์ประจำ 2 คนต่อเนื่องกันในระยะ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2558 หลังจากที่คณะบัญชีมีอาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาเอกเพิ่มขึ้น ศักยภาพทางวิชาการของคณะเพิ่มขึ้น จึงได้ดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้
1) การวางรากฐานเชิงระบบ เริ่มจากการกำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคล และวางแนวทางส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนา โดยให้บุคลากรวางเป้าหมายพัฒนาตนเองให้ครอบคลุมตัวชี้วัดความสำเร็จแผนยุทธศาสตร์ การส่งเสริมการวิจัยของคณะให้สอดคล้องกับบริบทของวิชาชีพบัญชีและทิศทางการพัฒนาประเทศ ระบุประเด็นวิจัยที่คณะมีศักยภาพและสอดคล้องกับการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยโดยแบ่งเป็น 3 ด้านคือ 1) การวิจัยองค์ความรู้ใหม่ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยง 2) การวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน มุ่งเน้นการวิจัยในชั้นเรียน และ 3) การวิจัยพัฒนาชุมชน ที่มุ่งเน้นการวิจัยสหวิทยาการ ทั้งนี้เพราะการมีทิศทางที่ชัดเจนช่วยให้การพัฒนาศักยภาพไม่กระจัดกระจาย และทำให้การส่งสนับสนุนนั้นตอนต่อไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลดีกับอาจารย์ทำให้เกิดการสั่งสมความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง
2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ วิจัย และกิจการต่างประเทศของคณะบัญชี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัย รวมถึงการให้การส่งเสริมการทำวิจัย และการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย ตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ บริการวิชาการ และกิจการพิเศษ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ การเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการ วิจัย การเรียนการสอนให้กับอาจารย์ประจำคณะ จัดอบรมสัมมนา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิจัยระหว่างอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งคณะได้ปรับระบบการประเมินผลการปฎิบัติงานประจำปี ให้สะท้อนถึงการเน้นคุณค่าของผลงานวิจัยอย่างแท้จริง
3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อคณาจารย์ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยน้อย และอาจารย์ใหม่ จะได้รับการส่งเสริมการทำวิจัยแบบทีม สร้างโครงการวิจัยร่วมระหว่างอาจารย์ที่มีประสบการณ์กับอาจารย์รุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดทักษะตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การออกแบบระเบียบวิธี การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการเขียนบทความเพื่อการตีพิมพ์ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนผลงานวิจัย แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการเป็นนักวิจัย

ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
            ต้องยอมรับว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ที่ออกมาในช่วงปี 2558 เป็นความ ท้าทายและโอกาสสำคัญ ที่จะทำให้อาจารย์ในคณะเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการมากขึ้น เพราะก่อนหน้าเป็นเกณฑ์ฯ ปี 2548 ซึ่งไม่เน้นคุณลักษณะของอาจารย์ประจำหลักสูตรที่จะต้องมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ยังมีลักษณะการให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้กระบวนการมากกว่าตัวบ่งชี้เชิงคุณภาพ ในช่วง 9 ปี ของการเปิดดำเนินการคณะบัญชี ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากพอสมควรต่อการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยของคณะ คณบดีต้องทำวิจัยทุกปีเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำวิจัย และการตีพิมพ์ สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการทำงานด้านอื่นตามภาระกิจของอาจารย์ หลังจากคณบดีได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายวิจัยทางการบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ทำการส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคณะด้วยการเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และธรรมศาสตร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ การทำวิจัยเชิงพฤติกรรมทางการบัญชี และการวิจัยการเรียนการสอนตามลำดับ กล่าวได้ว่ามาตรการส่งเสริมสนับสนุนในช่วงก่อนหน้าปี 2558 (ช่วงแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2550-2554 และ พ.ศ. 2555-2559) นั้นได้ผลน้อยมาก คณะยังไม่มีทีมวิจัย อาจารย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทำวิจัย และเกิดการกระจุกตัวของอาจารย์ที่ทำผลงานวิจัย แม้จะมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต แต่หลังจากปี 2558 อุปสรรคเหล่านี้เริ่มลดลง แต่ก็เกิดอุปสรรคใหม่ คือ การทำให้อาจารย์ที่ทำวิจัยทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ยังไม่มีผลงานวิจัย ดังนั้นความท้าทายก็เปลี่ยนไปจากเดิม กลายมาเป็นปัญหา “จะทำอย่างไรให้เกิดจุดร่วมทางความคิดในการสร้างผลงานวิจัยของคณะ”
            หลังจากปี 2558 มหาวิทยาลัยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย โดยกำหนดเป้าหมายในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ซึ่งจะเป็นทางด้านวิจัย และนวัตกรรม ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้ปัญหาการขับเคลื่อน

            เป้าหมายแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี ระยะ 10 ปี ตามระยะเวลาแผนยุทธศาสตร์ฯ พ.ศ.2560 -2564, ต่อด้วย พ.ศ. 2565-2569 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดลง ด้วยปัจจัยเหตุที่สำคัญ ดังนี้ 1. การประชุมคณะที่คณบดีได้ชี้ให้เห็นถึงจุดที่ควรพัฒนาในการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพ เพื่อให้คณาจารย์ได้เห็นว่าเราต้องช่วยกัน เพราะการวิจัยนำมาซึ่งความรู้ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังนักศึกษา ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และใช้ในการขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการ และเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้สังคมหรือผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบศักยภาพของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจะทำให้คณะบัญชี เป็นที่รู้จัก อาจจะส่งผลให้มีนักศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น 2) การใช้ผลการพัฒนาตนเองเป็นรายบุคคล ตามแผนพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลของคณะบัญชีได้ผูกกับเกณฑ์การประเมินผลปฏิบัติงานและการให้ความดีความชอบประจำปี ได้ถูกปรับสัดส่วนค่าถ่วงน้ำหนักคะแนนการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องการผลิตผลงานทางวิชาการ ให้จูงใจมากขึ้นเทียบเท่าคุณภาพการสอน 3) คณาจารย์ในคณะได้ใช้ผลงานทางวิชาการ และผลการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐาน ในการขอดำรงแหน่งทางวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นต่อเนื่อง
ด้วยแนวทางและกลยุทธ์ต่างๆ ที่ดำเนินการ ทำให้ในที่สุดคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต มาถึงจุดยืน ณ ปัจจุบัน ที่อาจารย์ทุกท่าน ยอมรับในความสำคัญจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ และเกิดความคิดร่วมกันต่อการสร้างผลงานวิจัย

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล (ตาราง)
ผลลัพธ์จากแนวปฏิบัติที่ดีนี้ ถูกเรียกว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี จะพิจารณาจาก KR และตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกันและนำมาใช้ในการวัดและประเมินผลตามจุดมุ่งหมาย ดังแสดงในตาราง
ตาราง แสดงวิธีการวัดผลและประเมินผลการดำเนินงานที่เกิดจากแนวปฏิบัติที่ดี
จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังตามจุดมุ่งหมาย
ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์
วิธีการวัดและประเมินความสำเร็จ
1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ
คณาจารย์คณะบัญชี มีศักยภาพการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ
1.1 อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน
1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน
แนวโน้มตัวชี้วัดความสำเร็จของผลลัพธ์ย้อนหลัง 5 ปี อยู่ในระดับดีมาก

จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังตามจุดมุ่งหมาย
ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์
วิธีการวัดและประเมินความสำเร็จ
2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี
ผลงานของคณาจารย์คณะบัญชีส่วนใหญ่ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางด้านวิชาชีพบัญชี ที่อยู่ในฐานข้อมูลวิจัยของไทย และต่างประเทศ
ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่จัดอยู่ในสายวิชาชีพบัญชี และอยู่ในฐาน
แหล่งตีพิมพ์เผยแพร่จากเอกสารรับรองผลงานวิจัยของอาจารย์ประจำ ย้อนหลัง 5 ปี ของรายงานผลการดำเนินงานประจำปี
3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี
ผลการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาด้านการเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิตแต่ละปี อยู่ในระดับดีมาก
ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับหลักสูตร องค์ประกอบที่ 2 และองค์ประกอบที่ 5
แนวโน้มคุณภาพบัณฑิตย้อนหลัง 3 ปีองค์ประกอบที่ 2
แนวโน้มผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ย้อนหลัง 3 ปี องค์ประกอบที่ 5
4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ
การได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากเวทีวิชาการทั้งในระดับประเทศ และสากล
จำนวนผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับรางวัล
องค์กรวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ และสากล ที่คณาจารย์คณะบัญชีได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ
จำนวนรางวัลที่ได้รับ ย้อนหลัง 3 ปี
รายชื่อองค์กรวิชาชีพ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (ตาราง)

การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

         

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
            การเปลี่ยนผ่านจากคณะวิชาที่ “ไม่มีผลงานวิจัย” ไปสู่ “มีความเข้มแข็งด้านการวิจัย” เป็นผลจากความสม่ำเสมอ ความอดทน และการบริหารจัดการอย่างมีวิสัยทัศน์ คณะบัญชีเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาระงานสอน และการดูแลพัฒนานักศึกษา การบริการวิชาการ และความไม่มั่นใจของอาจารย์ในระยะแรก แต่ด้วยการสื่อสารที่เปิดกว้าง การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม และการสนับสนุนเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง คณะบัญชีจึงค่อย ๆ ก่อรูปวัฒนธรรมที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของการวิจัย
            ใช้เวลาร่วม 20 ปี จึงเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้เริ่มปรากฏอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง จำนวนบทความตีพิมพ์เพิ่มขึ้น คุณภาพของวารสารที่ตีพิมพ์สูงขึ้น คณาจารย์ได้รับทุนวิจัยภายนอก ได้รับเชิญเป็นวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิในเวทีวิชาการ ชื่อเสียงของคณะในด้านความเชี่ยวชาญเชิงวิจัยได้รับการยอมรับในวงกว้าง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การเกิด “วัฒนธรรมวิจัย” ที่ฝังรากลึกในวิถีการทำงานของคณะ การตั้งคำถาม การแสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางวิชาการประจำวัน

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
            เป้าหมายต่อไป คือ การยกระดับคุณภาพงานวิจัยสู่วารสารในฐาน SCOPUS โดยเร่งพัฒนาขีดความสามารถของอาจารย์ในการใช้ AI ช่วยทำงานวิจัยและการเขียนบทความวิจัยภาษาอังกฤษ

            แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
ระดับคณะ การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันในความสำเร็จทางวิชาการ จะเป็นแนวทางในการขยายผล โดยผู้บริหารจำเป็นต้องมีปณิธานที่ชัดเจน สามารถทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และใช้การ ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
ระดับมหาวิทยาลัย การพัฒนาโครงสร้างการบริหารงานวิจัย แยกบุคลากรเป็น สายสอน กับสานวิจัย อย่างเป็นรูปธรรม จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิจัยเพื่อทำหน้าที่สร้างงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม สร้างนักวิจัยใหม่ ส่งเสริม ช่วยเหลือ รวมทั้งจัดให้มีฐานะข้อมูลผลงานวิจัยของอาจารย์จำแนกตามศาสตร์สาขา และความเชี่ยวชาญ พัฒนาระบบพี่เลี้ยงวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน

6. ข้อมูลประกอบ

เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
รายงานผลการดำเนินงาน เพื่อการประเมินตนเอง ระดับหลักสูตร และ ระดับคณะ ปีการศึกษา 2565-2567
LINK https://drive.google.com/drive/folders/1EYC_8C78h2KTQotxeCXsQYgK-eGjj2IC?usp=sharing

Scroll to Top