รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey”

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ผู้จัดทำโครงการ​

อ. สุวัฒนา ทองเอีย ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยะเวช ดร.ช่อผกา ดำรงไทย อ.ทิวา โกศล ดร.ดวงฤดี ดิษสงค์ และ อ.ปฐมพงศ์ จันทิมา

คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา

1. บริบทและความสำคัญ

ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา

               การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในหลักสูตรกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนักศึกษา Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับความกดดันทั้งด้านวิชาการที่เข้มข้น และการปรับตัวทางสังคมในยุคดิจิทัล ความเครียดจากการเรียนวิชาพื้นฐานทางการแพทย์ และความกังวลต่อความคาดหวังของครอบครัว มักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาเกิดภาวะท้อแท้และสูญเสียเป้าหมาย นำไปสู่ปัญหาการเรียนอ่อนและอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา ที่สูงขึ้นในชั้นปีต้นๆ

               คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลนักศึกษา โดยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลเพียงแค่เรื่องเรียน แต่เพิ่มการสร้างความมั่นคงภายใน และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักศึกษามีความจัดการชีวิตและอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               นอกจาการดูแลผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบติดตามเชิงรุกผ่านอาจารย์ประสานงานรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อค้นหาสัญญาณเตือนก่อนเกิดวิกฤต แล้วยังมีการจัดกิจกรรมพบผู้ปกครองเพื่อสร้างแนวร่วมในการประคับประคองนักศึกษาอีกด้วย

               ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ไม่เพียงแต่เป็นเพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่นและปลอดภัย ช่วยให้นักศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในวิชาชีพ และมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลสังคมได้อย่างยั่งยืน       

 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)

  1. เพื่อค้นหานักศึกษาที่มีสัญญาณความเสี่ยง (ด้านการเรียนหรือสภาพจิตใจ) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  2. เพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา (Drop-out) และเพิ่มอัตราการจบการศึกษาตามเกณฑ์ของหลักสูตร
  3. เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบัณฑิตมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะการสื่อสาร

ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้

ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้

☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)

☑ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้

     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)

     ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้

  1. ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยเวช คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา เรื่อง ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ปี 2568
  2. รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ปี 2567
  3. ผศ. ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล

อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being

☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)

☑ เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้

  1. ทักษะการสื่อสารและการให้คำปรึกษา: ใช้ความรู้ด้านการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างอาจารย์และนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการฟังเชิงลึก (Active Listening) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
  2. การพัฒนาจิตปัญญาศึกษาและการเยียวยาจากด้านใน: นำความรู้เรื่องการจัดการความเครียดและการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากสู่สุขภาวะ มาใช้ในกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และความยืดหยุ่นทางใจให้แก่นักศึกษา Gen Z
  3. ประสบการณ์จากคณาจารย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในคณะฯ เพื่อพัฒนาแนวทางการรับมือกับนักศึกษาที่มีความซับซ้อนในมิติต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมการเรียน

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
q ยุทธศาสตร์ที่ 5.3 โปรดระบุ  KR5.3.1/1 ความพึงพอใจต่อมหาวิทยาลัยรังสิต ด้านบรรยากาศ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการ และการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย

รายละเอียดตัวชี้วัด

  1. ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลนักศึกษา มีค่าอยู่ใน ระดับดีขึ้นไป (3.51 คะแนน จากคะแนน เต็ม 5)
  2. นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
  3. อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลแผนการเรียนของนักศึกษารายบุคคล และมีข้อมูลการดูแลนักศึกษา                               

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. การวิเคราะห์สถานการณ์และรวบรวมข้อมูล: ประชุมอาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปประเด็นปัญหาของนักศึกษาจากปีการศึกษาที่ผ่านมา พร้อมทั้งประชุมร่วมกับสโมสรนักศึกษาเพื่อบูรณาการความต้องการของนักศึกษาเข้ากับแผนการจัดกิจกรรม
  2. การจัดทำแผนงานและขออนุมัติ: นำเสนอแผนโครงการและกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการบริหารคณะฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณและบรรจุลงในแผนปฏิบัติงานประจำปีของคณะ
  3. การขับเคลื่อนระบบและดำเนินกิจกรรม: ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา จัดสรรอาจารย์ดูแลนักศึกษาเป็นรายบุคคล และขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น ค่ายพัฒนาด้านใน และกิจกรรมพี่ติวน้อง) ให้เป็นไปตามปฏิทินการศึกษา
  4. การติดตามและรายงานผล: ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและรายงานสรุปผลการจัดกิจกรรมต่อที่ประชุมกรรมการคณะฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลนักศึกษาที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
  5. การประเมินผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน: สรุปภาพรวมของผลการดำเนินงานและวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นในปีการศึกษาถัดไป

ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)

ขออนุมัติงบโครงการของฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา

3. การลงมือปฏิบัติ

สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน

  1. ช่วงปลายปีการศึกษาของทุกปีการศึกษา อาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา ในประชุมสรุปข้อมูลจำนวนนักศึกษา และผลการดำเนินกิจกรรมและวางแผนกิจกรรมในปีการศึกษาต่อไป และนำไปประชุมร่วมกับทีมสโมสรนักศึกษาเพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกัน
  2. ร่างโครงการและขออนุมัติงบประมาณเสนอโครงการหรือกิจกรรมต่อคณะกรรมการคณะฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ และระบุในแผนดำเนินงานกิจกรรมของคณะ โดยมีโครงสร้างของกิจกรรมดังนี้
  • กิจกรรมสำหรับเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ ดังนี้
    • กิจกรรมที่จัดโดย จัดโดย ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาและคณาจารย์
      • กิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ลักษณะกิจกรรมจะมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่นักศึกษา และมีการเชิญผู้ปกครองประชุมพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อทำความเข้าใจระบบการดูแล และร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับความคาดหวังของผู้ปกครอง
    • จัดโดยสโมสรนักศึกษา
      • กิจกรรม แรกพบน้องพี่ PTSM first date เป็นการต้อนรับและสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกใหม่ของคณะ ให้รู้จักคณะและมหาวิทยาลัยมากขึ้น
      • กิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญ แก่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมความความพร้อมทางด้านจิตใจให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคณะ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยอีกด้วย
      • กิจกรรมพี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการเรียนจะเป็นตัวช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนๆได้ผ่านตามเกณฑ์ คณะฯ
    • กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านในกิจกรรมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี ดังนี้
      • กิจกรรม “ค่ายปี 1 เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การฝึกทักษะการสื่อสาร
      • กิจกรรม “ค่ายปี 2 พลังกลุ่มและความสุข” เพื่อปลูกฝังนักศึกษาให้มีความรักเพื่อนมนุษย์ ในฐานะผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างสำนึกเรื่องความเสียสละ และฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น
      • กิจกรรม “ค่ายปี 3 ภาวะผู้นำที่เน้นพลังกลุ่ม” เพื่อเสริมสร้างภาวะความเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม
      • กิจกรรม “ค่ายปี 4 เผชิญความตายอย่างสงบ” เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมต่อการสูญเสีย เรียนรู้ความจริง และเตรียมพร้อมการใช้ชีวิต
  1. สร้างระบบการดูแลนักศึกษา หากพบนักศึกษามีปัญหาด้านพฤติกรรม การเรียน หรือปัญหาส่วนบุคคล จะมีระบบการดูแลดังนี้
    • แต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการและพัฒนานักศึกษา ทำหน้าที่ดังนี้
  • รวบรวมข้อมูลของนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า – ข้อมูลส่วนตัว ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง
  • จัดสรรให้อาจารย์แต่ละท่านดูแลนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา
  • จัดกิจกรรมพบอาจารย์ที่ปรึกษาภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการเรียนของนักศึกษา สร้างความไว้วางใจและปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับนักศึกษา
  • ติดตามผลการดูแลนักศึกษาทุกภาคการศึกษา โดยรวบรวมข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน
  • จัดทำความเสี่ยงของนักศึกษา เพื่อให้สามารถหาทางป้องกันไม่ให้นักศึกษาเรียนตกซ้ำชั้น หรือพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพจิต และสามารถปรับพฤติกรรมการเรียนและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา
    • เมื่อพบว่านักศึกษามีปัญหาจะมีแนวทางการดูแลดังนี้
      • อาจารย์ผู้สอน สังเกตเห็นความผิดปกติจะแจ้งที่ อาจารย์ที่ปรึกษา
      • อาจารย์ที่ปรึกษา แจ้งฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาให้รับทราบข้อมูล และให้คำปรึกษาดังนี้
        • ปัญหาเล็กน้อย อาจารย์ที่ปรึกษาจะสอบถามนักศึกษา พูดคุยทำความเข้าใจ
        • หากปัญหาที่พบต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง หากสามารถแก้ไขได้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะแจ้งอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษา โดยกรอกข้อมูลไว้ในระบบข้อมูล
        • หากอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการการช่วยเหลือให้แจ้งต่ออาจารย์ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจัดนัดหมายพูดคุยร่วมกับผู้ปกครอง หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง

  1. อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในเกณฑ์สูงเกินภาระงานที่เหมาะสม : เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลังของบุคลากรสายวิชาการในแต่ละสาขาวิชา ทำให้เกิดความแตกต่างของสัดส่วนการดูแล ดังนี้:
  • สาขากายภาพบำบัด: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 30-35
  • สาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและสมรรถภาพทางการกีฬา: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-30
  • สาขาชรัณสุขศาสตร์: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-25
  1. ข้อจำกัดด้านประสบการณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ : อาจารย์ที่ปรึกษาที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติงานยังขาดทักษะและประสบการณ์เชิงลึกในการรับมือกับความซับซ้อนของปัญหาเด็กยุค Gen Z รวมถึงกระบวนการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา
  2. ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานทับซ้อน : ภาระงานด้านการสอน การวิจัย และงานบริหารที่มาก ประกอบกับตารางเรียนของนักศึกษาและตารางสอนของอาจารย์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้การจัดเวลาพบปะอย่างเป็นทางการทำได้ยาก
  3. ขาดกลไกจูงใจและการสะท้อนภาระงานจริง : เกณฑ์การประเมินภาระงานในปัจจุบันยังคำนวณจาก “จำนวนนักศึกษา” เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึง “ความซับซ้อนของปัญหา” ที่อาจารย์ต้องแบกรับ เช่น การดูแลด้านสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน ซึ่งในแต่ละกรณีต้องใช้เวลาและพลังงานในการเยียวยาแตกต่างกัน ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน

 

แนวทางในการแก้ไข

  1. การบริหารจัดการอัตรากำลังเชิงรุก: จัดทำแผนระบุจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละปีการศึกษาอย่างชัดเจน และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคณะฯ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสัดส่วนภาระงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรในอนาคต
  2. การเสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ที่ปรึกษา: พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และประสานความร่วมมือกับหน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (Counselling Center) ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาเชิงลึกสำหรับอาจารย์ใหม่และอาจารย์ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง
  3. การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ: ประสานงานกับฝ่ายวิชาการเพื่อกำหนดช่วงเวลา “วันพบอาจารย์ที่ปรึกษา” ลงในตารางเรียนและตารางสอนในทุกภาคการศึกษา เพื่อลดปัญหาภาระงานทับซ้อนและประกันโอกาสในการเข้าถึงอาจารย์ของนักศึกษา
  4. การพัฒนาระบบข้อมูลและการรับรองภาระงาน: พัฒนาแบบบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา ให้มีความละเอียดและครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของนักศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเสนอแนวทางผลักดันให้การดูแลนักศึกษาที่มีความซับซ้อนสูงถูกนับเป็นผลงานและภาระงานอย่างเป็นรูปธรรม

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล

  1. การประเมินจากความพึงพอใจ: จัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลผ่าน QR Code หลังจบกิจกรรมหลักในแต่ละปีการศึกษา
  2. การติดตามการมีส่วนร่วม: ตรวจสอบข้อมูลการเช็คชื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายชั้นปีที่พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาทุกชั้นปี
  3. การประเมินระบบอาจารย์ที่ปรึกษา: ตรวจสอบความครบถ้วนของ แผนการเรียนรายบุคคลที่อาจารย์ต้องจัดทำ
  4. การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง: สรุปจำนวนนักศึกษาที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ในทุกภาคการศึกษา เพื่อวัดประสิทธิภาพการค้นหาสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

  1. ด้านความสำเร็จของนักศึกษา
  • นักศึกษากลุ่มเสี่ยงด้านการเรียนได้รับคำปรึกษาและวางแผนการเรียนรายบุคคลร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้สามารถประคองระดับคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ของคณะได้มากขึ้น
  1. ด้านพัฒนาการทางจิตใจและทักษะศตวรรษที่ 21
  • นักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน มีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น รวมถึงมีทักษะการสื่อสารที่สามารถนำไปใช้ในการฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพได้จริง
  • กิจกรรม “พี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน” ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่น ทำให้นักศึกษามีความผูกพันกับคณะและมีความมั่นใจในวิชาชีพมากขึ้น
  1. ด้านระบบการดูแลและเครือข่ายสนับสนุน
  • คณะมีฐานข้อมูลนักศึกษารายบุคคลที่ละเอียดครอบคลุมทั้งประวัติส่วนตัว ปัญหาด้านพฤติกรรม และความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ทำให้การส่งต่อไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมีความรวดเร็วและเป็นระบบ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคณะและผู้ปกครองมีความแน่นแฟ้นขึ้นจากการจัดประชุมร่วมกัน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและลดความกดดันที่มีต่อนักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษามีสภาพจิตใจที่มั่นคงขึ้น
  1. ด้านการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานการทำงาน
  • อาจารย์ที่ปรึกษา (โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่) มีทักษะการให้คำปรึกษาที่เป็นระบบมากขึ้นจากการทำงานร่วมกับศูนย์แนะแนวของมหาวิทยาลัย ทำให้มาตรฐานการดูแลนักศึกษาของคณะมีความเป็นเอกภาพ
  • เกิดแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการปัญหาภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ผ่านการกำหนดวันพบนักศึกษาที่ชัดเจนในตารางเรียนและตารางสอน

 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

เป้าหมาย/ตัวชี้วัดความสำเร็จ

เกณฑ์เป้าหมาย

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

1.    ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบอาจารย์ที่ปรึกษา

ระดับดีขึ้นไป (3.51 จาก 5.00 คะแนน)

4.67 ระดับดีมาก

2.    อัตราการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา

ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักศึกษาทั้งหมด

นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมาย

3.    การมีข้อมูลแผนการเรียน

อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลนักศึกษารายบุคคลครบ 100%

ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษา มีข้อมูลแผนการเรียนและสถานะของนักศึกษา

 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ

  1. การมีส่วนร่วมของคณาจารย์และสโมสรนักศึกษา: ความร่วมมือระหว่างฝ่ายกิจการนักศึกษากับทีมสโมสรนักศึกษาในการออกแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา
  2. ระบบการดูแลแบบต่อเนื่อง: การจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมดูแลนักศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา ทำให้เกิดความไว้วางใจและสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง
  3. การบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ: การดึงผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแล และการมีช่องทางส่งต่อ ไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน
  4. การพัฒนาศักยภาพอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ: การอบรมทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาวัยรุ่นให้อาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลนักศึกษา

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

  1. พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลเชิงดิจิทัล (Digital Tracking): พัฒนาแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูลที่สามารถอัปเดตสถานะนักศึกษาได้แบบ Real-time เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและฝ่ายวิชาการเห็นความเสี่ยงด้านการเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสรุปท้ายเทอม
  2. การเพิ่มความถี่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor Community): จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (KM) ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์สูงกับอาจารย์ใหม่ เพื่อแชร์เทคนิคการรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาครอบครัวหรือภาวะซึมเศร้า
  3. การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับชั่วโมงเรียน: ปรับตารางเรียนและตารางสอนให้มีช่วงเวลา “Advisory Hour” ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาภาระงานที่ทับซ้อนและทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงอาจารย์ได้ง่ายขึ้น

 

แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน

  1. การรับรองมาตรฐานภาระงาน: พัฒนาแนวทางให้การรวบรวมข้อมูลการดูแลนักศึกษาในทุกมิติ (ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่รวมถึงสุขภาพจิตและการเงิน) สามารถนำมานับเป็นภาระงานหรือผลงานสายสนับสนุนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ในการดูแลนักศึกษาเชิงลึก
  2. ระบบสะสมแต้มความดี/ทักษะ: พัฒนาสมุดบันทึกหรือแอปพลิเคชันเพื่อติดตามทักษะศตวรรษที่ 21 ที่นักศึกษาได้รับจากแต่ละค่าย (ปี 1-4) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ในการสมัครงาน
  3. การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า: ดึงศิษย์เก่าที่มีความสำเร็จในวิชาชีพเข้ามาร่วมใน Journey เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง

 

6. ข้อมูลประกอบ

เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link
https://drive.google.com/drive/folders/1PRzz3YHS2_GgB5C8e1g1ggIw2MaqwhMF?usp=sharing

 

 
Scroll to Top