รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1
การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2
ผู้จัดทำโครงการ
อ.สุพานิช อังศิริกุล , อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ และ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา
วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี
1. บริบทและความสำคัญ
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ
โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับบริษัทในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า สถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)
ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้
- องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์
- การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development)
- การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management)
- การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development)
- การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
- องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา
- กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking)
- การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis)
- การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design)
- องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน
- การบริหารโครงการ (Project Management)
- การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication)
- การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้
- องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
- การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use)
- การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ
องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ ศิษย์เก่า และบริษัท ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ออกแบบและพัฒนาระบบ HR ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยออกแบบและพัฒนาตาม Requirement ของบริษัท โดยมีศิษย์เก่า พนักงานของบริษัท อาจารย์ร่วมให้คำแนะนำในการดำเนินงาน
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
- ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม
- ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด อ.สุพานิช อังศิริกุล, อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ และดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 การพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ขั้นตอนการดำเนินงาน
– ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ
เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากบริษัท ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของสาขาวิชา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการระบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น
– จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ
เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการออกแบบและพัฒนาระบบงานแบบมืออาชีพ จึงมีการจัดอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ
– พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน
หลังจากประชุมร่วมกับบริษัทเพื่อรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ
– ทดสอบและแก้ไขระบบ
ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้บริษัทเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของบริษัทได้อย่างแท้จริง
– ส่งมอบระบบให้กับบริษัท
หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับบริษัทอย่างเป็นทางการ
3. การลงมือปฏิบัติ
1) การประชุมระดมสมองและกำหนดรายละเอียดโครงการ
ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนบริษัทซึ่งเป็นศิษย์เก่า เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการขององค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน แผนการดำเนินงาน และทรัพยากรที่จำเป็น ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน
2) การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะนักศึกษา
ได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสารสนเทศ การออกแบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และการบริหารโครงการ เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงวิชาชีพและเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับสถานประกอบการได้จริง
3) การออกแบบและพัฒนาระบบต้นแบบ
นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึก ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และพัฒนาระบบต้นแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของบริษัท โดยมีการประสานงานและรับข้อเสนอแนะจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่พัฒนามีความสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริง
4) การทดสอบ ปรับปรุง และตรวจสอบคุณภาพระบบ
มีการทดสอบระบบทั้งในระดับฟังก์ชันและการใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้จากบริษัททดลองใช้งาน พร้อมเก็บข้อมูลข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่งผลให้ระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
5) การส่งมอบระบบและถ่ายทอดองค์ความรู้
ได้ดำเนินการส่งมอบระบบให้แก่บริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำระบบไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
1) ความต้องการของผู้ใช้งานยังไม่ชัดเจนในระยะแรก
- ปัญหา: ความต้องการของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ
- แนวทางแก้ไข: ใช้กระบวนการประชุมติดตามงานเป็นระยะ และพัฒนาระบบแบบต้นแบบ (Prototype) เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพและให้ข้อเสนอแนะได้รวดเร็ว
2) ความแตกต่างของทักษะนักศึกษาในทีมพัฒนา
- ปัญหา: นักศึกษามีระดับความรู้และประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้การทำงานบางช่วงล่าช้า
- แนวทางแก้ไข: จัดการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด จัดกิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม และให้คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด
3) ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนาระบบควบคู่กับการเรียน
- ปัญหา: นักศึกษาต้องบริหารเวลาเรียนและการพัฒนาระบบพร้อมกัน
- แนวทางแก้ไข: ใช้แนวคิดการบริหารโครงการแบบ Agile แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4) การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงมีข้อจำกัด
- ปัญหา: การเข้าถึงข้อมูลจริงและผู้ใช้งานจริงมีข้อจำกัดในบางช่วงเวลา
- แนวทางแก้ไข: สร้างชุดข้อมูลจำลองสำหรับการทดสอบ และกำหนดช่วงเวลาทดลองใช้งานร่วมกับบริษัทอย่างเหมาะสม
5) ความเสถียรและความปลอดภัยของระบบก่อนใช้งานจริง
- ปัญหา: ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความปลอดภัยของระบบก่อนส่งมอบ
- แนวทางแก้ไข: ดำเนินการทดสอบหลายรอบ ตรวจสอบข้อผิดพลาด และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจนระบบมีความพร้อมใช้งาน
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
การประเมินผลการดำเนินโครงการใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้สะท้อนผลลัพธ์ของการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการอย่างรอบด้าน โดยมีแนวทางดังนี้
- การประเมินจากความสำเร็จของระบบที่พัฒนา โดยพิจารณาความสามารถของระบบในการตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ความถูกต้องของการทำงาน ความเสถียร และความพร้อมในการใช้งานจริง
- การประเมินทักษะและสมรรถนะของนักศึกษา ซึ่งประเมินจากความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการบริหารโครงการ ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
- การประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นจากบริษัท คณาจารย์ และนักศึกษา เพื่อประเมินคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ รวมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงาน
- การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงของผลลัพธ์กับการพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการสร้างคุณค่าทางสังคมตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้
- เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้
- การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง
- ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
- การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถบรรลุเป้าหมายหลักของโครงการ โดย
- สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือระบบสารสนเทศที่นำไปใช้งานได้จริงในองค์กร
- นักศึกษาเกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม
- เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศิษย์เก่า และภาคองค์กร ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมในอนาคต
- สนับสนุนเป้าหมายด้านการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยสำคัญมาจาก
- ความร่วมมือของทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และองค์กรภายนอก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) การให้นักศึกษาได้ทำงานกับปัญหาจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต
- กระบวนการพัฒนาแบบต่อเนื่องและยืดหยุ่น การทดสอบ ปรับปรุง และรับข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบมีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้จริง
- การกำกับดูแลและสนับสนุนจากคณาจารย์ คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
- พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ความต้องการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องมือด้าน Design Thinking และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้การพัฒนาระบบตรงกับความต้องการจริง
- เสริมสร้างทักษะเชิงเทคโนโลยีและการบริหารโครงการของนักศึกษา จัดอบรมเพิ่มเติมด้านเทคโนโลยีใหม่ แนวคิด Agile การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารเชิงวิชาชีพ
- เพิ่มกระบวนการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ กำหนดมาตรฐานการทดสอบ การสำรองข้อมูล และความปลอดภัยของสารสนเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว
- พัฒนาระบบติดตามผลหลังการส่งมอบ จัดให้มีการประเมินผลการใช้งานจริงขององค์กร เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการเรียนการสอนและโครงการในรอบถัดไป
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
- หลักสูตรกำหนดเป้าหมายให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ทำการบริการวิชาการด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยใช้การทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นแรงจูงใจในการดึงนักศึกษาเข้าร่วมโดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพ
- ติดต่อกับศิษย์เก่า องค์กร/ชุมชน ที่อาจารย์มีความคุ้นเคยเพื่อรับฟังปัญหา และความต้องการในการนำความรู้ไปแก้ปัญหา โดยทำประชุมร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
- เมื่อได้นวัตกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนให้นักศึกษาช่วยกันออกแบบและพัฒนานวัตกรรม โดยใช้แนวคิด Design Thinking และ User-Centered Design เพื่อออกแบบโซลูชันที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ใช้จริงโดยมีอาจารย์และชุมชน/องค์กรให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
- นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง และปรับปรุงคุณภาพ รับข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่อง และเก็บข้อมูลความพึงพอใจ ทำการส่งมอบและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยจัดทำเอกสาร คู่มือ และอบรมการใช้งาน เพื่อให้องค์กร/ชุมชนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน
- เผยแพร่ผลลัพธ์ของโครงการเพื่อให้นักศึกษาในรุ่นถัดไปเกิดความสนใจ ทำการจัดเก็บบทเรียนและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน รวบรวมผลลัพธ์ ปัญหา และแนวทางแก้ไข จัดทำเป็นคู่มือหรือ Template กลางของสาขาวิชา เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในโครงการถัดไป
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link
https://tinyurl.com/3e9rc2bz
