รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1
“RBL Coaching Model: ยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ”
ผู้จัดทำโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์
วิทยาลัยนิเทศศาสตร์
1. บริบทและความสำคัญ
ในยุคที่โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruptive Change) อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และระบบสารสนเทศ ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการบุคคลที่มีความยืดหยุ่น โดยมีทักษะความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน รวมถึงความไม่แน่นอนทางสภาพสังคมและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามระบบการศึกษาแบบเดิมที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียนเพียงฝ่ายเดียว (Teacher-Centered) จึงไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมในยุคปัจจุบัน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาจึงได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered) ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยก้าวข้ามขีดจำกัดของการท่องจำเนื้อหาจากตำราเพียงอย่างเดียว การปรับเปลี่ยนนี้เองส่งผลให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งยังมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้ของตนเอง และพร้อมที่จะเปลี่ยนจากความรู้ที่ได้รับให้กลายเป็นสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกวิชาชีพ (Wani, 2020)
อย่างไรก็ตามการพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นต้องมุ่งเน้นที่สมรรถนะของผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมต่อโลกการทำงานจริง และการดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ซึ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ใช้รูปแบบการถ่ายทอดความรู้แบบเดิม ไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ซึ่งให้ความสำคัญกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ตลอดจนการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผล ให้มีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ (Constructive Alignment) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนจะเกิดทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สามารถบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง (เรณุมาศ มาอุ่น, 2559; สุเมธ แย้มนุ่น, 2560)
จากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในบริบทของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่ต้องอาศัยองค์ความรู้การวิจัยกับการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อก้าวทันต่อพลวัตของสังคม ทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎี ควบคู่กับการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ตอบสนองบริบทของอุตสาหกรรมในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา ซึ่งเป็นวิชาเอกบังคับของสาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ โดยมีผู้เรียนเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกวิชาชีพ แม้ว่ารายวิชาดังกล่าวจะมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถออกแบบงานวิจัยสำหรับงานโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ด้วยตนเอง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ข้อค้นพบหรือองค์ความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยไม่สามารถนำไปสู่การเผยแพร่ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงวิชาชีพได้อย่างเหมาะสม ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการทำรูปเล่มวิจัย แต่คือการขาดกระบวนการเรียนการสอนเชิงบูรณาการที่จะยกระดับงานวิจัยในรายวิชาสู่การเผยแพร่ผลงานวิจัยในเวทีวิชาการระดับชาติ ที่สร้างประโยชน์ให้เกิดเป็นผลกระทบเชิงบวก (Social Impact) แก่สังคมและภาคอุตสาหกรรมโฆษณาในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงได้ออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) ในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา ในปีการศึกษา 2568 จากการนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาเริ่มทดลองใช้ในปีการศึกษา 2567 อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่ได้รับรางวัลผลการวิจัยดีเด่น (Best Paper Award) จากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยปรับเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จาก “ผู้สอน” (Instructor) ในชั้นเรียน สู่การเป็น “โค้ช” (Coach) ซึ่งทำหน้าที่แนะนำแนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยให้กับผู้เรียน เพื่อยกระดับงานวิจัยในรายวิชาสู่การเผยแพร่ในเวทีระดับชาติที่สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา และการผลิตบัณฑิตนิเทศศาสตร์ที่มีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนสังคมด้วยฐานรากแห่งความรู้อย่างแท้จริง
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้
1.1 การประหยัดเวลา กล่าวคือ ในปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 และ 2 รายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา มีการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตลอดภาคการศึกษา ระยะเวลา 16 สัปดาห์ (4 เดือน) สามารถยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนไปสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่
1.1.1 บทความวิจัยเรื่อง “การนำเสนอเนื้อหาของบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์บนสื่อ TikTok กับแนวทางการรู้เท่าทันสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล” เผยแพร่ในวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2568
1.1.2 บทความวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม TikTok” ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดผลงานวิชาการ ประเภทความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
1.2 การประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ในด้านความคุ้มค่าเชิงต้นทุน กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) โดยใช้ทรัพยากรและงบประมาณดำเนินงานปกติของรายวิชา มาบริหารจัดการให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ซึ่งโดยปกติการผลิตและเผยแพร่ผลงานวิชาการระดับชาติอาจต้องใช้งบประมาณสนับสนุนการวิจัย จึงถือเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่เป็นต้นทุนเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตร ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การนำเสนอในเวทีวิชาการระดับชาติ ได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกและผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาผลงานวิจัยให้มีความสมบูรณ์ มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานวิชาการ
- เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และการเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางวิชาการและวิชาชีพ ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือได้รับรางวัล สามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เมื่อต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนในอนาคต
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
- ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Active Learning
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์ สาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ที่นำมาใช้ในแนวปฏิบัตินี้ เกิดจากประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนและการให้คำปรึกษางานวิจัยของผู้สอนในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการเข้าร่วมอบรมด้านการวิจัย การจัดทำและเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบทบาทในการเป็นวิทยากรด้านการวิจัยในระดับปริญญาโท และการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของวารสารวิชาการ ทำให้เข้าใจในมาตรฐานและกระบวนการพิจารณาต่างๆ ประสบการณ์ดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานร่วมกับการโค้ชเชิงพัฒนา เพื่อยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
- ยุทธศาสตร์ที่ 1 KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอน มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง
- สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น – ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ
รายละเอียดตัวชี้วัด
องค์ประกอบที่ 3 นักศึกษา ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา
ขั้นตอนการดำเนินงาน
การดำเนินกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model: การยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ” ในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) และผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (Course Learning Outcomes: CLOs) ในปีการศึกษา 2568 โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ ดังแสดงในภาพที่ 1 กล่าวคือ
ภาพที่ 1 แบบจำลองของกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) จัดทำโดยผู้สอนในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา (บดินทร์ เดชาบูรณานนท์, 2568)
- การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน (OBE Alignment)
ผู้สอนเริ่มจากการวิเคราะห์ความสอดคล้องกัน ระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) และผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (Course Learning Outcomes: CLOs) ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะในการดำเนินการวิจัยด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นระบบ โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดหัวข้อการวิจัย การออกแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงการจัดทำโครงงานและบทความวิจัยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางวิชาการ ทั้งยังสามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยในเวทีวิชาการและวารสารวิชาการระดับชาติ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
- การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ RBL Coaching
“RBL Coaching Model” มีการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิจัยเป็นฐาน (Research-Based Learning: RBL) ร่วมกับเทคนิคการโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching) ซึ่ง ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557) ได้อธิบายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน (Research-Based Learning) ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติกระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอนทำให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง อาจใช้การประมวลผลงานวิจัยมาประกอบการสอน โดยเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สนับสนุนแนวคิดของการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้และค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานมีความสัมพันธ์กับการโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching) ที่ช่วยส่งเสริมในการตั้งคำถามและปัญหา เพื่อช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามธรรมชาติและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดย Costa and Garmston (2002) ได้เสนอขั้นตอนกระบวนการโค้ชเพื่อช่วยพัฒนาความคิดของผู้เรียนไว้ 4 ขั้นตอน กล่าวคือ 1) การวางแผน (Planning) เป็นขั้นตอนการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เลือกวิธีการในการดำเนินการ 2) การเฝ้าสังเกตติดตาม (Monitoring) เพื่อให้บรรลุผลตามตัวชี้วัดและปรับปรุงแก้ไขวิธีการให้เกิดประสิทธิภาพ 3) การวิเคราะห์ (Analyzing) เป็นขั้นตอนที่โค้ชเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนสรุปเหตุการณ์เปรียบเทียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ และ 4) การประยุกต์ (Applying) เป็นการนำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตลอดกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ศึกษากรณีตัวอย่างจากการสืบค้นและวิเคราะห์งานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผลงานวิจัยของผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ เพื่อให้เห็นรูปแบบ แนวทางของงานวิจัยที่มีความหลากหลาย ควบคู่กับการได้รับการติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้คำปรึกษา และการโค้ชจากผู้สอนอย่างต่อเนื่อง
2.1 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัย (Research-Based Learning Process)
เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ โดยมีเทคนิคการดำเนินงาน (How-to) เริ่มต้นจากการกำหนดหัวข้อวิจัยด้วยเทคนิคการวางกรอบโจทย์วิจัยตามความสนใจของผู้เรียน (Interest-Based Research Framing) ผู้สอนชักชวนผู้เรียนสำรวจปรากฏการณ์สื่อสารด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ที่สนใจ แล้วจึงใช้วิธีการแนะนำให้ประเด็นหัวข้อแคบลง เพื่อให้สัมพันธ์กับหัวข้อวิจัยของเวทีการประชุมวิชาการแห่งชาติ หรือการพิจารณาขอบเขตเนื้อหาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโจทย์และลดกำแพงความกังวลและทัศนคติที่มองว่าวิชาวิจัยเป็นเรื่องยาก จากนั้นผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะผ่านบทบาทของผู้สอนกลายเป็นโค้ชให้คำปรึกษา (Consultative Coach) ตั้งแต่การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเลือกเครื่องมือเก็บข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในภาคสนาม ไปจนถึงการลงรหัสข้อมูล การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประมวลข้อมูล โดยเน้นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมองหาความหมายเบื้องหลังของปรากฏการณ์ที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ที่ลุ่มลึกและมีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาการ
2.2 การโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching)
ผู้สอนติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในชั้นเรียน ผ่านการตั้งคำถามหลายแง่มุม รวมถึงให้คำปรึกษาในการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้และส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างรอบด้าน การโค้ชเชิงพัฒนาในขั้นตอนนี้มิได้มุ่งเน้นการให้คำตอบหรือชี้นำโดยตรง ผู้สอนใช้เทคนิคการตั้งคำถามกับผู้เรียน ตัวอย่างเช่น
2.2.1 การกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามและพิจารณาความเหมาะสมของกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่เลือกใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางการสื่อสาร
2.2.2 การชักชวนให้ผู้เรียนทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำการศึกษา เพื่อค้นหาช่องว่างของงานวิจัย (Research Gap) และความใหม่ทางวิชาการ
2.2.3 การส่งเสริมให้ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความผลการวิจัยโดยเปรียบเทียบกับงานวิจัยเดิม เพื่อสะท้อนความสอดคล้อง ความแตกต่าง และคุณค่าทางวิชาการ
กระบวนการโค้ชเชิงพัฒนาดังกล่าว ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงและพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียน ผู้สอนได้รับฟังสิ่งที่ผู้เรียนคาดว่าน่าจะเป็นอุปสรรคระหว่างการลงมือทำ เพื่อให้เกิดภาพร่างของงานวิจัยที่ตรงกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนนั้นเกิดความถูกต้องทางด้านระเบียบวิธีวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูล
2.3 การยกระดับผลงาน (Academic Output Enhancement)
ผู้สอนคัดเลือกผลงานวิจัยของผู้เรียนที่มีศักยภาพทั้งด้านประเด็นการวิจัย การออกแบบงานวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำโครงงานวิจัยฉบับสมบูรณ์มาย่อเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบของบทความวิจัย (Research Article) ที่มีความสมบูรณ์ตามเกณฑ์มาตรฐานของการประชุมวิชาการหรือวารสารวิชาการระดับชาติ เมื่อคัดเลือกผลงานได้แล้วผู้สอนและผู้เรียนจะร่วมกันปรับแต่ง เรียบเรียงเนื้อหา หรือสังเคราะห์ผลการวิจัยอีกครั้ง กรณีผลงานวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการระดับชาติ ผู้สอนจะโค้ชอย่างใกล้ชิดในรายละเอียดเนื้อหา ผลงานวิจัย การออกแบบและจัดทำสื่อนำเสนอ (Presentation Slides) การซ้อมการนำเสนอแบบจับเวลา 10-15 นาที เสมือนผู้เรียนต้องขึ้นเวทีนำเสนอจริง เพื่อฝึกทักษะการบริหารจัดการเวลา (Time Management) และการจัดลำดับความคิดภายใต้สภาวะกดดัน โดยผู้สอนสวมบทบาทเป็นกรรมการหรือผู้ทรงคุณวุฒิมีการใช้คำถามเพื่อเน้นย้ำในจุดที่งานวิจัยยังมีช่องว่าง เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนมีไหวพริบในการตอบคำถามเฉพาะหน้า การหาข้อมูลเพิ่มเติม การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ หรือความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัยมาอธิบายเพิ่มเติม เทคนิคนี้เป็นหัวใจสำคัญที่เพิ่มความมั่นใจให้ผู้เรียนไม่ตื่นตระหนกหรือประหม่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ทรงคุณวุฒิ
- ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการจัดการเรียนรู้ (Evidence-Based Learning Outcomes)
ผู้สอนได้นำกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) ในการจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา โดยผลงานวิจัยของนักศึกษาสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยมีผลงานวิจัยได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยไปต่อยอด หรือการขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้จริง ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ ทักษะ และสมรรถนะด้านการวิจัยได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ อันเป็นการยืนยันถึงความสอดคล้องของการจัดการเรียนรู้ภายใต้แนวทางการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) และการเชื่อมโยงระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs) กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แนวปฏิบัติดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นกลไกการจัดการความรู้ในระดับรายวิชา ให้เกิดเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยน และต่อยอดในแวดวงวิชาการได้อย่างยั่งยืน
- การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing)
ผู้สอนได้ดำเนินการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกลไก 2 ระดับ ดังนี้
4.1 กิจกรรม Research Showcase ให้ผู้เรียนรุ่นพี่ที่ผ่านการเรียนวิชาดังกล่าว โดยมีประสบการณ์ที่ผลงานวิจัยได้รับการคัดเลือกหรือได้รับรางวัลระดับชาติ มาถ่ายทอดเคล็ดลับความสำเร็จของงานวิจัย (Research Success Story) เน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ตั้งแต่กระบวนการออกแบบงานวิจัย การเตรียมตัวนำเสนอ และการตอบข้อซักถามของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือความล้มเหลวระหว่างการทำวิจัย เช่น ความท้อถอยจากการโดนแก้งานวิจัยจากผู้สอนหลายรอบ การหาข้อมูลไม่ได้ หรือการรายงานความก้าวหน้าไม่ทันตามกำหนด เป็นต้น เพื่อให้รุ่นน้องที่เป็นผู้เรียนปัจจุบัน เรียนรู้แนวทางการรับมือ สร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนการก้าวผ่านอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ
4.2 การดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในสาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการถอดบทเรียนความสำเร็จเชิงประจักษ์จากรางวัลชนะเลิศระดับชาติ เพื่อสกัดเป็นองค์ความรู้ร่วมกับคณาจารย์ในสาขาวิชา ผ่านกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของผู้เรียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งสาขาวิชา ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้มแข็งเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่การนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ และการเผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศทางวิชาการและการเป็นต้นแบบการจัดการความรู้ที่ยั่งยืน
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
การดำเนินงานตามแนวปฏิบัตินี้ใช้ทรัพยากรหลักจากการบริหารจัดการภายในรายวิชา โดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย
- ทรัพยากรด้านบุคลากร ผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) กำกับติดตาม ให้คำปรึกษา และโค้ชเชิงพัฒนาแก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการดำเนินงานวิจัยในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ
- ทรัพยากรด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ ใช้ห้องเรียนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (SPSS) ควบคู่กับการสืบค้นฐานข้อมูลงานวิจัยออนไลน์ รวมถึงบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านแพลตฟอร์ม Google Classroom สำหรับการอัปโหลดไฟล์เอกสารประกอบการสอน การกำกับติดตามความก้าวหน้า และการจัดเก็บโครงงานวิจัยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังใช้แอปพลิเคชัน Line กลุ่ม เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารเพื่อให้คำปรึกษาแบบทันท่วงที ซึ่งช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและกระตุ้นศักยภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
- ทรัพยากรด้านการเผยแพร่ผลงาน ผู้สอนบริหารจัดการช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยมุ่งเน้นการใช้เวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ และวารสารวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน เป็นช่องทางหลักในการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำเสนอผลงานสู่สาธารณะ โดยคัดเลือกหน่วยงานและแหล่งตีพิมพ์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ผลงาน เพื่อลดภาระด้านทุนทรัพย์และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงพื้นที่ทางวิชาการได้อย่างเท่าเทียม
3. การลงมือปฏิบัติ
ในการนำแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ผู้สอนมุ่งเน้นการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียนและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการโค้ชอย่างเป็นระบบ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
3.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสร้างแรงจูงใจ
ในช่วงเริ่มต้นผู้เรียนส่วนใหญ่มองว่าวิชาวิจัยเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ผู้สอนจึงปรับเปลี่ยนวิธีการจากการบรรยายเนื้อหาตามตำรา มาเป็นการใช้วิธีเปิดมุมมองใหม่ โดยการนำกรณีศึกษา (Case Study) ความสำเร็จของรุ่นพี่ที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ การตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในวารสารวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดและสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ
เทคนิคการปฏิบัติ: เปลี่ยนบรรยากาศห้องเรียนให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิด (Brainstorming Session) โดยใช้กำหนดกรอบหัวข้อวิจัยไว้คร่าวๆ ซึ่งได้มาจากการสำรวจการประชุมวิชาการระดับชาติของสถาบันต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นพบ “หัวข้อวิจัย” ที่เกิดจากความสนใจของผู้เรียน ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้สำเร็จเหมือนรุ่นพี่
3.2 การปฏิบัติการโค้ชรายกลุ่ม
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการวิจัย พบว่าผู้เรียนมักเผชิญอุปสรรคทางความคิด ที่ไม่สามารถคาดเดาคำตอบหรือตั้งสมมติฐานการวิจัยได้ หรือการทบทวนวรรณกรรมยังไม่เห็นถึงช่องว่างการวิจัย (Research Gap) ที่เกิดขึ้น ผู้สอนจึงได้ทำการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียนทีละกลุ่ม เพื่อระดมความคิดให้ผู้เรียนเกิดมุมมองของหัวข้อวิจัยที่มีความหลากหลาย โดยผู้สอนมีการเตรียมตัวในการทบทวนวรรณกรรมหัวข้อวิจัยที่ผู้เรียนสนใจไว้เบื้องต้น เพื่อนำมาสกัดประเด็นสำคัญร่วมกับผู้เรียน
เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ตรวจแก้ (Corrector) แต่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความคิด โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถามไล่เรียงจากประเด็นกว้างสู่ประเด็นเฉพาะ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทางสังคมกับทฤษฎีที่เลือกใช้ นอกจากนี้ยังช่วยแนะนำการวางโครงสร้างการเขียนโครงงานวิจัย 5 บท ให้มีความลุ่มลึกและมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลมากขึ้น
3.3 การคัดเลือกและปรับปรุงผลงานวิจัยก่อนเข้าสู่การประชุมวิชาการ
ผู้สอนได้ดำเนินการคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความลุ่มลึกได้มาตรฐานทางวิชาการ โดยพิจารณาจากงานวิจัยที่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมที่ทันสมัยและมีคุณค่าต่อวิชาชีพ เพื่อยกระดับงานวิจัยดังกล่าวเข้าสู่เวทีการประชุมวิชาการระดับชาติและการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ โดยผู้สอนจะทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการโค้ช เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากงานวิจัยในชั้นเรียนไปสู่งานวิจัยระดับชาติ
เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันจัดทำบทความวิจัยตามเกณฑ์ของการประชุมวิชาการระดับชาติอีกครั้ง โดยพิจารณาเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์ ความถูกต้องของรายการอ้างอิง เมื่องานวิจัยผ่านเข้ารอบผู้สอนได้มีการซักซ้อมเพื่อจับเวลาการนำเสนอ การสวมบทบาทเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นที่ปรึกษาและกรรมการภายนอกมาตั้งคำถามในมุมมองที่หลากหลาย เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการตอบข้อซักถามเชิงวิชาการอย่างมั่นใจ กระบวนการนี้ช่วยลดความประหม่าและเสริมสร้างบุคลิกภาพความเป็นมืออาชีพ
3.4 การจัดการความรู้ตลอดระยะเวลาการเรียนการสอน
ตลอดระยะเวลาการเรียนการสอน ผู้สอนได้สังเกตการณ์และจดบันทึกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในงานวิจัยของผู้เรียน เช่น ความสับสนหรือไม่แม่นยำในระบบการอ้างอิงตามแบบ APA (7th Edition) การใช้ภาษาพูดกึ่งทางการในงานวิจัยมากกว่าการใช้ภาษาเชิงวิชาการ หรือการใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลคำทับศัพท์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เป็นต้น
เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนสกัดปัญหาเหล่านั้นมาสรุปเป็น “เช็กลิสต์ (Checklist) ข้อควรระวัง” และสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่มของรายวิชา เพื่อให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการจัดทำและป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อน ถือเป็นการจัดการความรู้ที่เกิดขึ้นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนในภาพรวมได้
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
จากการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) พบปัญหาและอุปสรรคในหลายประเด็น ซึ่งผู้สอนได้ดำเนินการปรับแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ผู้เรียนขาดประสบการณ์ด้านการทำวิจัย ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการวิจัยในเชิงลึก โดยเฉพาะการกำหนดกรอบแนวคิด การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย และการเขียนเชิงวิชาการ
แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนใช้การเรียนรู้ผ่านกรณีตัวอย่างจากงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่จริง ร่วมกับการโค้ชเชิงพัฒนาและการให้ข้อเสนอแนะในการปรับแก้ทีละจุด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจและทักษะด้านการวิจัยอย่างเป็นลำดับขั้น
- ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนางานวิจัยให้ถึงมาตรฐานเวทีวิชาการ การยกระดับโครงงานวิจัยในรายวิชาให้มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการนำเสนอหรือเผยแพร่ในเวทีวิชาการระดับชาติ จำเป็นต้องใช้เวลามากกว่ากรอบเวลาการเรียนการสอนตามปกติ
แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนวางแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาผลงานต่อเนื่องให้แล้วเสร็จเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา
- ความแตกต่างด้านศักยภาพและความพร้อมของผู้เรียน ผู้เรียนมีพื้นฐาน ทักษะ และแรงจูงใจในการทำวิจัยแตกต่างกัน ส่งผลต่อความก้าวหน้าและคุณภาพของผลงาน
แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนใช้การโค้ชเชิงพัฒนาแบบยืดหยุ่น โดยปรับระดับการให้คำปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละกลุ่มตามระดับการเรียนรู้ และส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน
- ความท้าทายในการปรับผลงานให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของเวทีวิชาการ ผู้เรียนยังขาดความเข้าใจในรูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาผลงานของการประชุมวิชาการหรือวารสารวิชาการ
แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนนำเกณฑ์การพิจารณาบทความและตัวอย่างผลงานวิจัยที่ผ่านการเผยแพร่มาใช้เป็นแนวทางในการโค้ชเชิงพัฒนา พร้อมทั้งช่วยสะท้อนจุดแข็ง จุดที่ควรปรับปรุง และแนวทางการพัฒนาผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ
จากการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) และการจัดการปัญหาอุปสรรคอย่างเป็นระบบ พบความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการเรียนการสอนในอดีต โดยทางด้านบรรยากาศการเรียนรู้ได้เปลี่ยนจากการเน้นทฤษฎีตามตำรา มาเป็นการโค้ชเชิงพัฒนารายกลุ่มและการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดที่เปิดกว้าง ส่งผลให้ผู้เรียนเปลี่ยนทัศนคติจากการถูกบังคับให้ทำวิจัย เป็นการทำวิจัยภายใต้แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลงานให้สำเร็จ
ในส่วนของประสิทธิภาพการจัดการความรู้ จากเดิมที่ปัญหาการเรียนการสอนในรายวิชามักถูกแก้ไขเป็นรายบุคคลโดยไม่มีการเก็บบันทึก ผู้สอนได้พัฒนากระบวนการสกัดบทเรียนที่เกิดขึ้นจริง (Lessons Learned) มาเป็น “เช็กลิสต์ (Checklist) ข้อควรระวัง” เพื่อแบ่งปันผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่ม ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้นเรียนและป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลงาน โดยยกระดับจากเพียงโครงงานวิจัยในรายวิชาทั่วไป มาสู่งานวิจัยที่มีความลุ่มลึก มีองค์ความรู้ใหม่ และสามารถผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติของหน่วยงานที่กำกับมาตรฐาน ดังเช่นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สำเร็จ
นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังส่งผลต่อการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียน (Competency) อย่างครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย
- ด้านความรู้ (Knowledge) ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงหลักการวิจัยเข้ากับมาตรฐานวิชาชีพได้อย่างแม่นยำและลึกซึ้ง
- ด้านทักษะ (Skill) ที่เกิดความเชี่ยวชาญในการผลิตงานวิจัยคุณภาพได้มาตรฐาน และการนำเสนอในระดับวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ด้านทัศนคติ (Attitude) ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ และมองเห็นคุณค่าของการทำงานวิจัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม
ความสำเร็จดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดรับกับทักษะในศตวรรษที่ 21
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
การตรวจสอบและวัดผลของแนวปฏิบัตินี้ ดำเนินการโดยยึดกรอบการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ซึ่งสอดคล้องกับระบบการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ที่ระบุไว้ในเอกสาร RQF3 หมวดที่ 4 และหมวดที่ 7 ของรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา โดยมุ่งเน้นการประเมินสมรรถนะที่สำคัญ 4 ด้าน เพื่อตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ดังนี้
4.1 การประเมินทักษะด้านความรู้และทักษะ (CLO 1, 2) เป็นการประเมินจากสมรรถนะในการวิเคราะห์และออกแบบงานวิจัย โดยใช้โครงงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Final Project) เป็นเครื่องมือวัดผลหลักในสัปดาห์ที่ 16 (สัดส่วนร้อยละ 50 ตาม RQF3) และมีการทดสอบย่อย กิจกรรมย่อย (สัดส่วนร้อยละ 20 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาขั้นตอนการออกแบบงานวิจัยและความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างเหมาะสม
4.2 การประเมินทักษะด้านจริยธรรม (CLO 3) เป็นการประเมินจากสมรรถนะในการปฏิบัติตนให้เหมาะสมตามกฎระเบียบ มีวินัย ตรงต่อเวลา ตระหนักในคุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพด้านการวิจัยเพื่อการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ โดยพิจารณาจากการมาเรียน การส่งงานตรงเวลา จริยธรรมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การอ้างอิง เป็นเครื่องมือวัดผลตลอดการเรียนการสอน (สัดส่วนร้อยละ 10 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาตามกฎระเบียบ มีวินัย ตรงต่อเวลา ตระหนักในคุณธรรม จริยธรรมของนักวิจัย
4.3 การประเมินลักษณะส่วนบุคคล (CLO 4) เป็นการประเมินผ่านกระบวนการทำงานกลุ่มและการเข้ารับการโค้ช (Process-Based) โดยใช้การสังเกตพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมอภิปรายในชั้นเรียน (สัดส่วนร้อยละ 20 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาความรับผิดชอบและการบริหารจัดการงานวิจัยร่วมกับผู้อื่น
4.4 การวัดผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ นอกจากการประเมินตามแผนทวนสอบใน หมวดที่ 7 ของ RQF3 โดยคณะกรรมการกำกับมาตรฐานวิชาการแล้ว แนวปฏิบัตินี้ยังใช้การผ่านเกณฑ์คัดเลือกและได้รับรางวัลในเวทีวิชาการระดับชาติ เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เพื่อยืนยันว่าสมรรถนะของผู้เรียนก้าวข้ามมาตรฐานในชั้นเรียนสู่ระดับผลงานวิชาการระดับชาติอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
จากการดำเนินงานกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัตินี้ พบว่าผู้เรียนสามารถพัฒนางานวิจัยจากโครงงานวิจัยเพื่อการประเมินผลในชั้นเรียน ไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการ ผลงานวิจัยของผู้เรียนบางส่วนได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย และได้รับการพัฒนาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ ออกแบบ เก็บข้อมูล รายงานผล และการนำเสนอของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
การออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) ในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา พบว่าสามารถบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ได้อย่างดี โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผลลัพธ์เดิมที่การทำวิจัยในรายวิชามีตัวชี้วัดเพียงการส่งโครงงานวิจัยในชั้นเรียน กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติใหม่นี้ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทผู้สอนสู่การเป็นโค้ชเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs) และเชื่อมโยงสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์กล่าวคือ ในปีการศึกษา 2568 ผลงานวิจัยมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ (TCI กลุ่ม 2) และมีผลงานวิจัยได้รับรางวัลชนะเลิศผลงานวิชาการ จากหน่วยงานระดับนโยบาย อย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) และการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพอย่างแท้จริง
ตัวชี้วัดความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา ดังแสดงในตารางที่ 1
ปีการศึกษา | การเผยแพร่ ผลงานวิจัย | หน่วยงาน ที่รับรอง | ประเภทของ ผลลัพธ์ | ระดับความสำเร็จ | การนำไป ใช้ประโยชน์
|
1/2567 (การนำแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” มาใช้ในระยะเริ่มต้น) | ผลงานวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อ: โฆษณาแฝงที่ปรากฏในรายการแข่งขันทำอาหารบนสื่อทีวีดิจิทัล” ได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอประเภท Oral Presentation ในการประชุมวิชาการวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ | กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ | ความเป็นเลิศ ทางวิชาการระดับชาติ
| รางวัลผลการวิจัยดีเด่น (Best Paper Award)
| สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและผลงานส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้การเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อในมิติของโฆษณาแฝง |
1/2568 | ผลงานวิจัยเรื่อง “การนำเสนอเนื้อหาของบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์บนสื่อ TikTok กับแนวทางการรู้เท่าทันสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล” ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2568 | วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
| การยอมรับตามหลัก มาตรฐานวิชาการระดับชาติ | บทความได้รับ การตอบรับตีพิมพ์เผยแพร่ ในวารสาร วิชาการ ระดับชาติ (TCI กลุ่ม 2)
| เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ปรากฏอยู่ในฐาน TCI สำหรับผู้สนใจทั่วไป |
2/2568 | ผลงานวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม TikTok” ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย (รอบสุดท้าย) ประเภท Oral Presentation ในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 | สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
| ความเป็นเลิศ ทางวิชาการระดับชาติ
| รางวัลชนะเลิศ ในการประกวด ผลงานวิชาการ
| สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและผลงานส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ในการเฝ้าระวังการโฆษณาเกินจริงในระดับเชิงนโยบายสุขภาพแห่งชาติ |
ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดความสำเร็จในรายวิชา ADM354 การวิจัยและการพัฒนาเพื่องานโฆษณา ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ตามแนวทางของกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
- การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ในระดับรายวิชาและระดับหลักสูตร เพื่อมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพนิเทศศาสตร์ และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับชาติ
- การใช้กระบวนการวิจัยเป็นแกนกลางของการเรียนรู้ควบคู่กับการโค้ชผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คำแนะนำและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างใกล้ชิด โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสู่มาตรฐานการเผยแพร่ในเวทีวิชาการระดับชาติ
- การใช้ผลงานวิจัยของผู้เรียนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตรวจสอบคุณภาพของการจัดการเรียนรู้ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพของแนวปฏิบัติและนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้สอนได้ยึดหลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนำผลจากการประเมินการสอนของผู้เรียนมาเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการปรับลำดับกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับระดับความซับซ้อนของกระบวนการวิจัย การบูรณาการกรณีศึกษาและตัวอย่างงานวิจัยในบริบทโฆษณายุคดิจิทัลที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การโค้ชให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพรายบุคคล เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพงานวิจัยของผู้เรียนให้ก้าวสู่มาตรฐานวิชาการระดับชาติ
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
เพื่อให้กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) พัฒนาสู่การเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในวงกว้าง ควรมีการกำหนดเป็นแนวทางสำหรับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เน้นการลงมือปฏิบัติ โดยดำเนินการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) และการเชื่อมโยงระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs) กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ควบคู่ไปกับการบูรณาการกระบวนการแสวงหาความรู้ร่วมกับการโค้ชอย่างเป็นระบบ ที่มุ่งเน้นการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดรับกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 แต่ยังเป็นการวางมาตรฐานการประเมินสมรรถนะผู้เรียนที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Attitude) อันเป็นแนวปฏิบัติสำคัญอันจะส่งผลต่อการยกระดับมาตรฐานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยรังสิต ให้มีความโดดเด่นอย่างยั่งยืนในระยะยาว
6. ข้อมูลประกอบ
ภาพที่ 1 “รางวัลผลการวิจัยดีเด่น” (Best Paper Award) บทความวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อ: โฆษณาแฝงที่ปรากฏในรายการแข่งขันทำอาหารบนสื่อทีวีดิจิทัล” ในการประชุมวิชาการวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการนำแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” มาใช้ในระยะเริ่มต้น
ภาพที่ 2 การนำเสนอองค์ความรู้ใหม่จากผลงานวิจัยของผู้เรียน ด้านการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาแฝง ในการประชุมวิชาการวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2567
ภาพที่ 3 การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล จากเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2567 ผ่านช่องทางสื่อสารมวลชน
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 5 มีนาคม 2568
ภาพที่ 4 การเผยแพร่บทความวิจัย เรื่อง “การนำเสนอเนื้อหาของบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์บนสื่อ TikTok กับแนวทางการรู้เท่าทันสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล” วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (TCI กลุ่ม 2) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการยกระดับคุณภาพงานวิจัยของผู้เรียนเข้าสู่มาตรฐานระดับชาติอย่างเป็นระบบ
ภาพที่ 5 ผู้เรียนนำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง “การรู้เท่าทันการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม TikTok” ในการประกวดผลงานวิชาการ (รอบสุดท้าย) ประเภทความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ภาพที่ 6 ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” ในปีการศึกษา 2568 “รางวัลชนะเลิศ” จากการประกวดผลงานวิชาการระดับชาติ ณ งานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
ฐิติมา ญาณะวงษา และคณะ. (2564). หลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์: แนวทางใหม่สำหรับหลักสูตรอุดมศึกษา. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม. 15(2), 279-291.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2557). เติบโตเต็มศักยภาพสู่ศตวรรษที่ 21 ของการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ. (2562). การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน. Journal of Inclusive and Innovative Education, 1(2), 62–71.
ยกนิ้วให้: เด็กนิเทศ ม.รังสิต เจ๋ง คว้ารางวัลวิจัยดีเด่น. (2568, 5 มีนาคม). มติชน, 1.
เรณุมาศ มาอุ่น. (2559). การจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ. JOURNAL OF SOUTHERN TECHNOLOGY, 2(1), 169-176.
สุธน วงศ์แดง. (2567). การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE). วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. 18(1), 234-251.
สุเมธ แย้มนุ่น. (2560). บทบาทของสำนักงานตรวจประเมินภายใต้แผนอุดมศึกษา 20 ปี (2560-2579). สืบค้น 31 มกราคม 2568, จาก http://www.bme.mua.go.th
สมาพร มณีอ่อน. (2560). การพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21 โดยใช้เทคนิคการโค้ช (Coaching). วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 15(2), 61-73.
ภาษาอังกฤษ
Costa, A.L. and Garmston, R.J. (2002). Cognitive Coaching: A Foundation for Renaissance School. 2nd ed. Norwood, MA: Christopher Gordon.
Wani, U. I. (2020). Outcome Based Education (OBE): A Transition from Traditional Education System. Insight: Journal 0f Applied research in Education, (25)1, 1-6.
