รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1
การจัดการเรียนการสอนแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (RSU Comprehensive Dental Care Clinic)
ผู้จัดทำโครงการ
ดร. วัชรินทร์ จงกลสถิต
วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์
1. บริบทและความสำคัญ
การจัดการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย ความซับซ้อนทางระบาดวิทยา และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป หลักสูตรแบบแยกส่วน (Fragmented) จึงล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์ (1) การศึกษาทันตแพทยศาสตร์ (Dental education) จึงต้องเปลี่ยนจากระบบคลินิกแยกสาขาที่เก็บคะแนนตามรอยโรคเฉพาะจุด ไปสู่การบูรณาการที่มุ่งผลิตทันตแพทย์มีมองมองแบบองค์รวม เข้าใจผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ มากกว่าการเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (2) ทำให้คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (Comprehensive Care Clinic – CCC) กลายเป็นกลไกสำคัญที่จำลองสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพจริง โดยเฉพาะในระบบสุขภาพปฐมภูมิ (3) ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกตัดสินใจและวางแผนการรักษาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อน เช่น เศรษฐานะ สิทธิรักษาพยาบาล (4) ซึ่งเป็นการบ่มเพาะทักษะการปฏิบัติงานเชิงระบบ (Systems-based practice) ที่หาไม่ได้จากการเรียนแบบบรรยาย
ประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้สูงอายุมีอัตราสูญเสียฟันและต้องการฟันเทียมเพิ่มขึ้น (5) การดูแลจึงต้องบูรณาการความรู้ด้านสรีรวิทยาและการจัดการโรคทางระบบที่ซับซ้อน (6) ขณะเดียวกัน ปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัย (ECC) ก็ยังเป็นความท้าทาย (5) ภาระคู่ขนาน (Double burden) นี้ ย้ำว่านักศึกษาต้องเข้าใจกระบวนการเกิดโรคที่ผูกพันกับปัจจัยทางสังคม (Social Determinants of Health – SDoH) ตลอดช่วงชีวิตแทนการเรียนรู้แบบแยกส่วน
ระบบคลินิกแยกสาขาจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านสู่ CCC ช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสาร การทำงานข้ามวิชาชีพ และทำให้ผู้ป่วยพึงพอใจมากขึ้น (7) การประเมินผลด้วย case completion แทนการนับปริมาณงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานคลินิกได้อย่างมีนัยสำคัญ (8) และกระตุ้นให้เน้นงานทันตกรรมป้องกันมากขึ้น (9) อีกทั้งยังยืนยันได้ว่าการศึกษาแบบองค์รวมช่วยเพิ่มพูนทักษะหลายมิติ โดยไม่ลดทอนประสบการณ์ทางคลินิก (10)
1.1 เป้าหมาย
การจัดการเรียนการสอนแบบ CCC มีเป้าหมายเพื่อ
- ผลิตทันตแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะทางวิชาชีพที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ และสังคม
- ส่งเสริมการรักษาทางทันตกรรมที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-centered care)
1.2 ความรู้
การจัดการเรียนการสอนแบบ Comprehensive care
การศึกษาคลินิกทันตแพทย์ในไทยมักจัดแบบแยกสาขาวิชา (Discipline-based) ที่เน้นสะสมปริมาณงาน (Requirement-driven) ให้ครบเกณฑ์ แต่ด้วยความซับซ้อนของระบบสุขภาพและพยาธิสภาพผู้ป่วยในปัจจุบัน การเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (Comprehensive Care Clinic: CCC) หลักการสำคัญคือการจำลองการปฏิบัติงานจริง (Real-world practice) ให้นักศึกษาเป็นทันตแพทย์เจ้าของไข้ (Primary care provider) ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ซักประวัติ วินิจฉัย วางแผนบูรณาการ จนถึงการติดตามผลระยะยาว (11) การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตารางสอน แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิด (Cognitive restructuring) ของทั้งอาจารย์และนักศึกษา
- การยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและการบูรณาการปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Patient-Centered Care and Integration of Social Determinants of Health)
CCC เปลี่ยนจุดสนใจจากรอยโรคไปที่ตัวผู้ป่วย โดยนำปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (SDoH) เช่น เศรษฐานะ ระยะทาง หรือวัฒนธรรม มาใช้ตัดสินใจ แผนทฤษฎี (Ideal plan) อาจไม่ใช่แผนที่ดีที่สุดเสมอไป นักศึกษาต้องบูรณาการความรู้ทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์เพื่อออกแบบแผนที่ปฏิบัติได้จริง (Pragmatic plan) (12) การประเมินผลจึงต้องครอบคลุมทักษะการสัมภาษณ์ การสร้างความไว้วางใจ และการร่วมตัดสินใจ (Shared decision-making) (13)
- การบูรณาการข้ามสาขาวิชาและการปรับมาตรฐานการประเมินของอาจารย์ (Interdisciplinary Integration and Instructor Calibration)
ปัญหาหลักของ CCC คือ ความขัดแย้งของแนวทางการรักษาและมาตรฐานประเมินของอาจารย์ต่างสาขา (14) จึงต้องมีระบบให้อาจารย์ร่วมอภิปราย (Case conference) เพื่อหาข้อสรุปแนวทางเดียวกัน รวมทั้งการปรับมาตรฐานการประเมินเป็นกระบวนการที่ขาดไม่ได้ (15) หลักสูตรจึงต้องมีคู่มือแนวทางรักษา (Clinical Practice Guidelines) และจัดอบรมเกณฑ์ให้คะแนน (Rubric) ให้ตรงกันเพื่อลดความลำเอียงและสร้างความยุติธรรมในการประเมินความสามารถของนักศึกษา
- การประเมินผลบนฐานสมรรถนะ (Competency-Based Assessment)
CCC ไม่สามารถใช้ระบบนับชิ้นงาน (Requirement-based) แบบเดิมได้ จึงต้องพึ่งพาการศึกษาบนฐานสมรรถนะ (CBDE) เน้นประเมินพฤติกรรม การใช้เหตุผล (Clinical reasoning) และผลสัมฤทธิ์ภาพรวม เครื่องมือควรหลากหลาย เช่น แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) การสังเกตปฏิบัติงานตรง (DOPS) หรือระบบ EPA ที่ประเมินตามความซับซ้อนของเคส [11] เพื่อสะท้อนความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐานสภาวิชาชีพก่อนลงมือปฏิบัติงานจริง
- กฎหมายวิชาชีพ และจริยธรรม (Practice Management, Legal Frameworks, and Ethics)
CCC เป็นพื้นที่เหมาะสมในการสอดแทรกการบริหารคลินิกและจรรยาบรรณ นักศึกษาต้องเรียนรู้การบริหารเวลา (Chair-time) จัดการอุปกรณ์ สื่อสารกับทีมงาน บันทึกเวชระเบียน และการขอความยินยอม (Informed consent) อย่างสมบูรณ์ (16) การบูรณาการนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางกฎหมายและจริยธรรม ป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
- การเชื่อมโยงกับชุมชนและระบบสุขภาพปฐมภูมิ (Community Context and Primary Care Integration)
บริการทันตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ CCC จึงควรเชื่อมโยงกับทันตสาธารณสุข ให้นักศึกษาพิจารณาพื้นฐานชีวิตผู้ป่วยและการดูแลตนเอง (Self care) หลังจบการรักษา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ต้องการทันตแพทย์ในระบบปฐมภูมิที่ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพได้ CCC จึงเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางสังคมที่ย่อโลกความจริงให้นักศึกษาได้เรียนรู้ (17)
การประเมินสมรรถนะ
เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาทางทันตแพทยศาสตร์คือการผลิตบัณฑิตที่ดูแลสุขภาพช่องปากผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (18) การประเมินผลในอดีตที่แยกตามภาควิชาและเน้นจำนวนงาน (Requirement-based) ไม่สะท้อนการดูแลผู้ป่วยในชีวิตจริง จึงมีการนำ CCC มาจำลองคลินิกทั่วไป ให้นักศึกษารับผิดชอบดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนสิ้นสุดการรักษา (19,20) อย่างไรก็ตาม การประเมินใน CCC มีความซับซ้อนเพราะครอบคลุมทักษะทางปัญญา ทักษะปฏิบัติการ และทัศนคติ/การสื่อสาร (Affective/Professionalism) การสอบข้อเขียนหรือสอบปฏิบัติแบบเดิมจึงไม่เพียงพอต่อการประเมินสมรรถนะของนักศึกษา (21)
- กรอบแนวคิด Miller’s Pyramid แบ่งระดับการเรียนรู้และการประเมินผลออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (22)
- ระดับความรู้ (Knows) สะท้อนถึงการมีความรู้ทางทฤษฎี ประเมินด้วยข้อสอบทั้งแบบปรนัย และอัตนัย
- ระดับการประยุกต์ใช้ความรู้ (Knows How) เป็นความสามารถในการนำความรู้ไปแก้ปัญหาทางคลินิก ประเมินด้วยการสอบแบบ Case-based discussion
- ระดับการแสดงให้เห็นถึงทักษะ (Shows How) เป็นความสามารถในการแสดงทักษะในสภาพแวดล้อมจำลอง ในทางทันตกรรมมักใช้การประเมินด้วย OSCE หรือการปฏิบัติงานในคลินิกจำลอง (Simulation clinic/Phantom head) (23)
- ระดับการปฏิบัติในสถานการณ์จริง (Does) สะท้อนพฤติกรรมและการปฏิบัติงานจริงในคลินิกกับผู้ป่วย เป็นระดับที่มุ่งเน้นประเมินใน CCC (24,25) นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มระดับ Is ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ (Professional Identity Formation) ซึ่งจะถูกหล่อหลอมเมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานในระดับ Does (26)
- เครื่องมือการประเมินผลในระดับ Does สำหรับคลินิก CCC
การประเมินในระดับยอดของพีระมิดนั้น จะเป็นการประเมินโดยใช้ Workplace-Based Assessment – WBAมีเครื่องมือประเมินประกอบด้วย
- Direct Observation of Procedural Skills – DOPS เป็นการประเมินโดยสังเกตขณะที่นักศึกษากำลังทำหัตถการเฉพาะอย่าง เช่น การถอนฟัน การเตรียมโพรงฟัน ใน CCC อาจารย์ที่ประเมินผลการปฏิบัติงานจะสังเกตตั้งแต่การเตรียมเครื่องมือ การควบคุมการติดเชื้อ ทักษะทางคลินิก (Psychomotor skills) และให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีเมื่อเสร็จสิ้น (27)
- Mini-Clinical Evaluation Exercise (Mini-CEX) จะถูกนำมาใช้ประเมินทักษะทางคลินิกโดยรวม เช่น การซักประวัติ การตรวจภายในช่องปากและนอกช่องปาก การให้คำปรึกษา และการตัดสินใจทางคลินิก (Clinical reasoning) ในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในขั้นตอนการวางแผนการรักษา CCC (28)
- Logbooks และ Portfolios เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการติดตามพัฒนาการในระดับ Does
- โมเดล Conscious Competence ในการบูรณาการสู่ทันตแพทยศาสตรศึกษาฐานสมรรถนะการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้เปลี่ยนสู่ CBE ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้มากกว่าระยะเวลา (29,30) เพื่อประกันว่าบัณฑิตสามารถปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัย ซึ่งพัฒนาจากผู้เริ่มต้นสู่ผู้ปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญนั้น เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความรู้และทักษะปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้น (31)
Conscious Competence Learning Model ได้นำมาประยุกต์เพื่ออธิบายและติดตามเส้นทางการเรียนรู้ของนักศึกษา (32) ดังนี้
- ระดับที่ 1 ไม่รู้ตัวว่าตนเองไม่มีความสามารถ (Unconscious Incompetence) เป็นระดับที่นักศึกษาไม่มีทักษะหรือความรู้ในเรื่องนั้น ๆ และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ตระหนักถึงความไม่รู้ของตนเอง (Blind spot) (33)
- ระดับที่ 2 รู้ตัวว่าตนเองไม่มีความสามารถ (Conscious Incompetence) เป็นระดับที่เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้รับข้อมูลป้อนกลับจากการประเมินผล ผู้เรียนเริ่มตระหนักถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตนเองรู้กับสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ (34) และเผชิญกับความจริงว่าทักษะทางคลินิกนั้นยากกว่าที่คิด (35)
- ระดับที่ 3 มีความสามารถแต่ต้องใช้ความตั้งใจและสติอย่างสูง (Conscious Competence) ผู้เรียนสามารถแสดงทักษะนั้น ๆ ได้สำเร็จ แต่ต้องพึ่งพาสมาธิ ความตั้งใจ และการทบทวนขั้นตอนในใจอย่างหนัก หากมีสิ่งรบกวน (Distractions) อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย (36)
- ระดับที่ 4 มีความสามารถในระดับเชี่ยวชาญ ทำได้โดยอัตโนมัติ (Unconscious Competence) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกฝน ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำหัตถการหรือตัดสินใจทางคลินิกได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องหยุดคิดตามลำดับขั้นตอน
2. การวางแผน
2.1 ตัวชี้วัดหลัก
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
- ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต
- K3.3 หลักสูตรมีผลการประเมินคุณภาพของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิและมาตรฐานการอุดมศึกษา จากผู้ใช้บัณฑิต ไม่ต่ำกว่าระดับดี
- เกณฑ์สภาวิชาชีพ
- ร้อยละผู้สอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมผ่านเป็นครั้งแรก
- ตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา (ตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ระดับหลักสูตร)
- ผลประเมินความพึงพอใจโดยผู้ใช้บัณฑิต
- ร้อยละของบัณฑิตที่มีงานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี
2.2 ตัวชี้วัดรอง
- ความพึงพอใจของผู้รับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ไม่น้อยกว่า 51 จากระดับคะแนนเต็ม 5
- จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ไม่น้อยกว่า 6 ของจำนวนนักศึกษาที่ปฏิบัติงานในคลินิกในแต่ละปีการศึกษา
2.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน
- การวางระบบการจัดการเรียนการสอนในคลินิก
การจัดการเรียนการสอนคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดขึ้นในชั้นปีที่ 5 และ 6 โดยนักศึกษาที่ผ่านการเรียนชั้นพรีคลินิกจะต้องเรียนวิชา Introduction to comprehensive care clinic เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มฝึกปฏิบัติการรักษาจริง ซึ่งเป็นปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 9 คาบ (คาบละ 3 ชั่วโมง) โดยแบ่งกลุ่มละ 6 คน (คละชั้นปี 5 และ 6) และมีอาจารย์ที่ปรึกษา (Team leader – TL) 1 คนคอยกำกับดูแล ในระยะแรก TL จะมอบหมายผู้ป่วยให้นักศึกษาคนละ 3-5 ราย เพื่อให้ซักประวัติ ตรวจ และวางแผนการรักษา นักศึกษาจะต้องนำเสนอแผนต่ออาจารย์ TL และผู้ป่วยให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มทำการรักษาเสมอ
เมื่อแผนการรักษาได้รับการอนุมัติ นักศึกษาจะนัดหมายผู้ป่วยมารับบริการผ่านระบบคิวของคลินิก ซึ่งทางวิทยาลัยฯ ได้จัดเตรียมอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ โดยกำหนดอัตราส่วนอาจารย์ 1 คน ต่อนักศึกษาไม่เกิน 6 คน เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
- การปฐมนิเทศการปฏิบัติงานในคลินิก
เมื่อผ่านระดับพรีคลินิก นักศึกษาต้องเรียนวิชา Introduction to comprehensive care clinic เพื่อประเมินความพร้อมและทักษะวิชาชีพพื้นฐานก่อนปฏิบัติงานจริง เช่น การซักประวัติ ตรวจช่องปาก ฉีดยาชา ใช้เครื่องมือตามหลักปลอดเชื้อ และพิมพ์รอยพิมพ์ฟัน รวมทั้งฝึกเขียนรายงานวางแผนการรักษา โดยบูรณาการความรู้พื้นฐานทางการแพทย์และทันตกรรมเข้ากับกรณีศึกษา เพื่อให้ได้แผนการรักษาตามแนวทาง Comprehensive care ที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
- กิจกรรม shadowing การปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ที่ปฏิบัติงานในคลินิกมาก่อน
นักศึกษาจะถูกจัดกลุ่มเพื่อติดตามการปฏิบัติงานและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ประชาสัมพันธ์ การเงิน เวชระเบียน และ CSSD ของรุ่นพี่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตนในคลินิกได้อย่างถูกต้อง
- การปฏิบัติงานในคลินิก
- นักศึกษาจะถูกจัดกลุ่ม (Bay) โดยมีอาจารย์ TL คอยกำกับดูแลการวางแผนการรักษาตลอดจนความประพฤติ
- ช่วงแรกนักศึกษาจะได้รับมอบหมายผู้ป่วย 3-5 ราย เพื่อซักประวัติ ตรวจ และเก็บข้อมูล (ถ่ายภาพ/รังสี/พิมพ์ปาก) สำหรับจัดทำ Comprehensive treatment plan
- เมื่อวางแผนเสร็จ ต้องนำเสนอให้อาจารย์ TL ประเมินและอนุมัติ ก่อนแจ้งรายละเอียดการรักษาและค่าใช้จ่ายโดยประมาณให้ผู้ป่วยทราบ
- ระหว่างขั้นตอนการรักษา นักศึกษาจะถูกประเมินโดยอาจารย์เฉพาะทางในแต่ละสาขา (หัตถการ, เอนโดดอนต์, ปริทันต์, ฟันเทียม) โดยกำหนดอัตราอาจารย์ 1 ท่าน ต่อนักศึกษาไม่เกิน 6 คน
- นอกจากนี้ นักศึกษายังต้องฝึกปฏิบัติงานในคลินิกหมุนเวียน (Rotational clinic) สาขาอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานและปริมาณงานขั้นต่ำของทันตแพทยสภา
- การประเมินผลการปฏิบัติงานในคลินิก
การประเมินผลของคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์มีรูปแบบการประเมินเรียกว่า Daily performance ซึ่งมีองค์ประกอบของการประเมิน ประกอบด้วย จริยธรรม (Ethic) การจัดการผู้ป่วย (Patient management) ครอบคลุมทักษะการสื่อสาร และความประพฤติต่อผู้ป่วย ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา และหลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการรักษา และทักษะทางคลินิกและสมรรถนะ เกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการรักษา ผลของหัตถการ การควบคุมการติดเชื้อ (Infection control) และการบันทึกเวชระเบียน ประเมินเป็น Excellent (E) Satisfied (S) Pass (P) และ Unsatisfied (U)
การประเมินในระบบ Daily performance จะประเมินในโปรแกรมที่มีการพัฒนาขึ้นภายในคณะ ให้อาจารย์สามารถประเมินและให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักศึกษาได้ทันที และนักศึกษาจะทราบผลการประเมิน รวมทั้งตรวจสอบการประเมินของอาจารย์ได้ผ่านระบบ RSU mail
2.4 ทรัพยากรที่ใช้
ไม่มี เนื่องจากเป็นการจัดเรียนการสอนตามหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต
3. การลงมือปฏิบัติ
3.1 สรุปสิ่งที่ได้ดำเนินการปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ดังนี้
- การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึกปฏิบัติในคลินิก มีนักศึกษาที่ผ่าน 02%
- นักศึกษาปฎิบัติงานในคลินิกตามแนวทางการของหลักสูตร
3.2 ปัญหาและอุปสรรค
ปัญหาและอุปสรรค | แนวทางการแก้ไข |
มีข้อจำกัดด้านผู้ป่วย ทั้งในด้านความพร้อมของเวลาของผู้ป่วยที่จะเข้ารับบริการกับนักศึกษาปกติ รวมทั้งความหลากหลายของผู้ป่วยที่จะมีรอยโรคหรือสภาพในช่องปากให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของทันตแพทยสภา | ประชาสัมพันธ์แก่ผู้ป่วยโดยให้สิทธิประโยชน์ เช่น การทำฟันเทียมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาผู้ป่วยเด็กในโรงเรียนประถมศึกษาเครือข่าย |
อาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษมีมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน และการตรวจประเมินคุณภาพการฝึกปฏิบัติในคลินิกที่แตกต่างหลากหลาย | การปฐมนิเทศอาจารย์พิเศษ รวมทั้งการปรับมาตรฐานการตรวจของอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ รวมทั้งการสัมมนาอาจารย์ประจำ |
การเรียนการสอนของนักศึกษาในหลักสูตรก่อนที่จะฝึกปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์นั้น เป็นการเรียนการสอนแบบแยกรายวิชา ทำให้นักศึกษามีความรู้แบบแยกส่วน ดังนั้น อาจารย์ TL ต้องใช้เวลาและความพยายามพัฒนานักศึกษาให้บูรณาการความรู้ และทักษะ ได้ | ควรมีการออกแบบการเรียนการสอน และ/หรือการปรับปรุงหลักสูตรในระดับชั้นพรีคลินิกที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถบูรณาการความรู้ เชื่อมโยงกับกรณีศึกษาผู้ป่วย (Case-based education) |
4. การตรวจสอบและวัดผล
4.1 วิธีวัดผลและประเมินผล
- ประเมินผลได้ทางตรงที่เกิดกับนักศึกษาจาก
- ผลการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมภาควิทยาการคลินิกทันตกรรม
- ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต
- ประเมินผลได้ที่เกิดกับผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ โดยการส่งแบบสำรวจความพึงพอใจผู้รับบริการคลินิกทันตกรรมที่เข้ามารับบริการกับนักศึกษาทันตแพทย์
4.2 ผลที่เกิดขึ้น
- ผลการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมภาควิทยาการคลินิกทันตกรรมซึ่งจัดสอบเป็นประจำปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม ซึ่งวิทยาลัยฯ จะส่งนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นปีที่ 5 และ 6 ที่มีประสบการณ์การฝึกปฏิบัติงานในคลินิกครบตามเกณฑ์เข้าสอบ ซึ่งมีนักศึกษาที่สอบผ่าน >80%
- ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต มีคะแนนเฉลี่ย 61 จากคะแนนเต็ม 5
- ความพึงพอใจของผู้รับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ มีคะแนนความพึงพอใจรวม 21 (SD=0.76)
4.3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ประสบความสำเร็จประกอบด้วย
- การดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร ที่ออกแบบให้เป็นแบบ CCC ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญ มีการเตรียมความพร้อมนักศึกษา รวมทั้งมีการวางระบบรายวิชาให้มีความต่อเนื่องและสนับสนุนกัน
- มีการออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์และคลินิกหมุนเวียน ห้องสัมมนา ระบบการทำให้ปลอดเชื้อ ตลอดจนระบบการจัดการผู้ป่วยที่เอื้อต่อการเรียนการสอนในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ของนักศึกษา
- มีการจัดเตรียมอาจารย์ พัฒนาอาจารย์ทั้งอาจารย์ประจำ และอาจารย์พิเศษ ตลอดจนบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ ที่เอื้อให้การเรียนการสอนแบบ Comprehensive care clinic มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- มีระบบการบริหารจัดการในคลินิกที่ต่อเนื่อง และเป็นเอกภาพ มีการปรับปรุงและทบทวนการดำเนินการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
5. การปรับปรุงและพัฒนา
5.1 แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
- การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านการจัดการเรียนการสอน และประเมินผลสมรรถนะ ครอบคลุมทั้งการประเมิน Summative and formative assessment
- การปรับมาตรฐานการประเมินผลสมรรถนะของอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ
- การพัฒนาระบบการให้คะแนน daily performance และการตรวจสอบการให้คะแนน
5.2 แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
- การเผยแพร่แนวทางการจัดการเรียนการสอนในคลินิกแบบ Comprehensive care clinic ตลอดจนการบริหารจัดการผ่านเวทีการประชุมวิชาการ และ/หรือวารสารทางวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอน
- การสัมมนาอาจารย์เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link ประกอบด้วย
- รายการอ้างอิง
- คะแนนความพึงพอใจของผู้รับบริการ
- คะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต
- คู่มือการปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์
- ตัวอย่างแบบประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ
- ภาพการแบ่งกลุ่มนักศึกษาในคลินิก
- ภาพถ่ายการจัดการเรียนการสอนในคลินิก
- ตัวอย่างรายงาน Case report ของนักศึกษาทันตแพทย์
- หน้าจอระบบ daily performance
