รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1
การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE (Development of an Examination System for Assessing Nursing Students' Competencies via OSCE)
ผู้จัดทำโครงการ
ดร. ณัฐพล ยุวนิช, อาจารย์ นิธิมา คันธะชุมภู, ดร. นิรุชา นิธิชัย, อาจารย์ จรัสศรี อัธยาศัย, ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย, อาจารย์ สุนิษา เชือกทอง, อาจารย์ อาภัสรา กล้าณรงค์, ผศ. ยุภาพร นาคกลิ้ง และอาจารย์ ธนัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง
คณะพยาบาลศาสตร์
1. บริบทและความสำคัญ
การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์จำเป็นต้องมีการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเกณฑ์การรับรองคุณภาพสถาบันการศึกษาฯ ที่กำหนดให้มีการใช้ห้องปฏิบัติการพยาบาลเสมือนจริง (Simulation-based learning: SBL) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานจริง คณะพยาบาลศาสตร์ได้เริ่มนำการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงมาใช้ในปีการศึกษา 2567 และด้วยวิธีการนี้นักศึกษาเกิดความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถสร้างองค์ความรู้ทางด้านการพยาบาลจากประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง อีกทั้งยังเกิดความมั่นใจเมื่อขึ้นฝึกปฏิบัติ ณ หอผู้ป่วยจริง (ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, 2567) อย่างไรก็ตามการเข้าเรียนในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง อาจารย์ผู้สอนจะจัดนักศึกษาจะเข้าเรียนเป็นคู่ หรือเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางด้านการพยาบาล ทักษะการสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ดังนั้น SBL จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการเรียนการการสอน (formative learning) และอาจมีข้อจำกัดในการวัดการประเมินผลสมรรถนะการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลแบบรายบุคคล (summative assessment) (Arrogante et al., 2021)
จากข้อกำหนดของสภาการพยาบาลและ AUN-QA กำหนดให้สถานบันการศึกษาพยาบาลวัดสมรรถนะของนักศึกษาทุกชั้นปี โดยเน้นที่สมรรถนะการปฏิบัติด้านการพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในการใช้กระบวนการพยาบาล ความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ความสามารถด้านการพยาบาลครอบครัวและการผดุงครรภ์ และเทคนิคหัตถการและความสามารถในการพยาบาลทั่วไป (สภาการพยาบาล, 2561) จะเห็นได้ว่าสมรรถนะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องแสดงให้เห็นประจักษ์จริงว่านักศึกษามีสมรรถนะเหล่านี้มากน้อยเพียงใด และการสอบโดยใช้ข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยอาจมีข้อจำกัดในการวัดผลสมรรถนะเหล่านี้เนื่องจากข้อสอบไม่ได้กำหนดให้นักศึกษาแสดงสมรรถนะให้อาจารย์หรือผู้ประเมินเห็น แต่เป็นการวัดความรู้ในด้านการพยาบาลเท่านั้น (Chang et al., 2023) อีกทั้งการสอบแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถสะท้อนสมรรถนะที่แท้จริงในสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ คณะพยาบาลศาสตร์จึงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาระบบการสอบแบบ Objective Structured Clinical Examination (OSCE) ซึ่งเป็นการสอบภาคปฏิบัติแบบสถานการณ์จำลองที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาแต่ละชั้นปีและบัณฑิตพยาบาลมีสมรรถนะตามที่สภาการพยาบาลกำหนดและพร้อมสำหรับการทำงานจริง
เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้น เพื่อเป้าหมายอะไร
- เพื่อพัฒนาระบบการสอบวัดสมรรถนะทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาลให้มีมาตรฐาน เที่ยงตรง และมีประสิทธิภาพในการวัดสมรรถนะด้านการพยาบาล
- เพื่อวัดสมรรถนะทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3
- เพื่อเตรียมความพร้อมและทบทวนทักษะทางการพยาบาลที่จำเป็น (Nursing Skills) ให้กับนักศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษา
- เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับอาจารย์ผู้สอนและเจ้าหน้าที่ในการจัดการประเมินผลแบบ Objective Structured Clinical Examination (OSCE)
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
- ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ดร. ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, คณะพยาบาลศาสตร์, เรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education)
- อื่น ๆ (โปรดระบุ) INACSL Standard of best practice (SOBP) in Nursing Simulation
- อื่น ๆ (ระบุ) Miller’s Pyramid of Clinical Competence
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด คณะทำงานพัฒนาการจัดสอบ OSCE และวิทยากรจาก INACSL Thailand RIGs ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสถานการณ์จำลองและการประเมินผล
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
INACSL Standard of best practice (SOBP) in Nursing Simulation and OSCE
OSCE เป็นการประเมินทักษะทางคลินิกทางการพยาบาลในปัจจุบัน เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เน้นการปฏิบัติ (Performance-based) ในสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย การสอบด้วยวิธีนี้พัฒนา Ronald Harden ในปี ค.ศ. 1975 เพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนและความลำเอียงของการสอบปากเปล่าแบบดั้งเดิม (Harden & Gleeson, 1979) โครงสร้างของการสอบประกอบด้วย สถานีสอบ (Stations) ที่มีการกำหนดเวลาแน่นอน นักศึกษาจะหมุนเวียนไปตามสถานีต่างๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะ โดยมาตรฐานจำนวนสถานีมักมีตั้งแต่ 10 ถึง 12 สถานี เพื่อให้ครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย
องค์ประกอบสำคัญ (Key Components)
สถานีสอบ OSCE เป็นการนำสถานการณ์จำลองเสมือนจริงมาใช้ในการวัดผล โดยสถานการณ์จะเป็นสถานการณ์สั้นๆ เน้นการวัดสมรรถนะด้านใดด้านหนึ่งหรืออาจจะวัดได้ 2-3 สมรรถนะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละสมรรถนะนั้นๆ ฉะนั้นองค์ความรู้ที่ยังต้องใช้คือการจัดสถานการณ์จำลองเสมือนจริงตาม SOBP ของ INACSL ที่คณะพยาบาลศาสตร์ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ (INACSL Standards Committee et al., 2021) การจัดสถานีสอบ OSCE มีองค์ประกอบดังนี้
- โจทย์สถานการณ์ (Scenario) และคำสั่ง: ข้อมูลสั้นๆ ที่ระบุบทบาทของนักศึกษาและสมรรถนะที่ต้องปฏิบัติ
- ผู้ป่วยจำลองหรือหุ่นทางการพยาบาล (SP/Mannequin): การใช้คนแสดงเป็นผู้ป่วย (Stimulated/Standardized Patient) หรือใช้หุ่นฝึกทักษะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์นั้นต้องการวัดทักษะการซักประวัติผู้ป่วย หรือการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วย การใช้ SP จะมีความเหมาะสมและสมจริง ส่วนสถานการณ์ที่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ทางคลินิกหรือผู้ป่วยวิกฤต การเลือกใช้ High fidelity mannequin จึงจะเหมาะสมกับสถานีสอบ (ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, 2568) นอกจาก SP/Mannequin แล้วการเตรียมสถานีสอบเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญเพื่อจัดให้สถานการณ์ในการสอบมีความเสมือนจริงและใช้วัดสมรรถนะทางการพยาบาลได้จริง
- ผู้ประเมิน (Raters): อาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่คอยสังเกตการณ์และประเมินทักษะของนักศึกษา
- เกณฑ์การให้คะแนน (Checklist): รายการประเมินที่ลงรายละเอียดชัดเจน ทั้งนี้ตาม SOBP จาก INACSL แนะนำให้ใช้แบบ rubric scale เพื่อลดความลำเอียง (Objectivity) (INACSL Standards Committee et al., 2021)
- ความปลอดภัย (Safety): เป็นการประเมินที่ไม่มีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยจริง
แนวปฏิบัติที่ดีเรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education)
องค์ความรู้จากการจัดการความรู้เรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ได้โดยนำแนวคิดการสร้างกรณีศึกษาเสมือนจริง (Simulation-based scenario) มาใช้สร้างโจทย์ในแต่ละฐานสอบ OSCE ให้มีความหลากหลายและสมจริง การประยุกต์ใช้ หุ่นจำลองขั้นสูง (High-fidelity mannequin) ในฐานสอบที่ต้องการวัดทักษะกับผู้ป่วยวิกฤต หรือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น การกู้ชีพ หรือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ยาก) ซึ่งไม่สามารถใช้ผู้ป่วยจำลอง (Standardized Patient) ที่เป็นคนจริงได้
นอกจากนี้ยังนำองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ในการออกแบบ assessment form ซึ่งจากเดิมที่อาจจะวัดแค่ ทักษะการทำหัตถการ (Psychomotor skills) แต่ในการสอบด้วยวิธี OSCE ต้องการวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิก ฉะนั้นจึงปรับเกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบ Rubric เพื่อให้ครอบคลุมถึง การประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจทางคลินิกอย่างทันท่วงที
Miller’s Pyramid of Clinical Competence
ความรู้ที่นำมาใช้ในการพัฒนารูปแบบการสอบด้วยวิธี OSCE ได้นำกรอบแนวคิดทฤษฎี Miller’s Pyramid of Clinical Competence (Miller, 1990) ซึ่งเป็นแบบจำลองมาตรฐานในการประเมินความสามารถทางคลินิกของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และพยาบาลมาใช้ โดยโครงสร้างของพีระมิดนี้แบ่งระดับความสามารถออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Knows, Knows How, Shows How และ Does (รูปที่ 1) ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการจากการมีความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง ในบริบทของการสอบ OSCE กรอบแนวคิดนี้มุ่งเน้นไปที่ระดับ Shows How โดยมีรายละเอียดดังนี้:
จากความรู้สู่การกระทำ (From Cognition to Behavior)
Miller ได้จำแนกความแตกต่างระหว่าง ความรู้ (Cognition) และ พฤติกรรม (Behavior) ไว้อย่างชัดเจน:
- Knows & Knows How: เป็นระดับของความรู้ (Knowledge) และความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ (Competence) ซึ่งมักถูกประเมินผ่านข้อสอบข้อเขียน (Written exams) เพื่อวัดว่าผู้เรียน “รู้” อะไรบ้าง
- Shows How: เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก้าวข้ามจากการวัดความรู้มาสู่การวัด “ทักษะการปฏิบัติ” (Performance) การสอบ OSCE จึงถูกจัดให้อยู่ในระดับนี้ เพราะไม่ได้ต้องการทราบว่าผู้สอบมีความรู้เพียงพอหรือไม่ แต่ต้องการพิสูจน์ว่าผู้สอบ “สามารถทำได้จริงหรือไม่” เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จำลอง
บทบาทของ “Shows How” ในสถานการณ์จำลอง (Simulated Environment)
ระดับ “Shows How” คือการสาธิตทักษะในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมหรือการจำลองสถานการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ OSCE
- การจำลองความจริง (Simulation): ผู้สอบต้องแสดงทักษะทางคลินิก (เช่น การซักประวัติ, การตรวจร่างกาย, การให้คำแนะนำ) กับผู้ป่วยจำลอง (Standardized Patient) หรือหุ่นจำลอง
- มาตรฐาน (Standardization): เหตุผลที่ OSCE อยู่ในระดับ “Shows How” แทนที่จะเป็น “Does” (การปฏิบัติงานจริง) เพราะต้องการควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้สอบทุกคน เพื่อความยุติธรรมและความเที่ยงตรงในการวัดผล ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิบัติงานจริงในคลินิก (Does) อาจทำได้ยากเนื่องจากความหลากหลายของผู้ป่วยและสถานการณ์
ความแตกต่างจากระดับ “Does” (Action)
แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือระดับ “Does” (การปฏิบัติงานจริงในชีวิตประจำวัน) แต่ในกระบวนการประเมินผลเพื่อจบการศึกษาหรือขอใบอนุญาต การประเมินในระดับ “Does” อาจมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและความแปรปรวนของสถานการณ์ ดังนั้น OSCE ในระดับ Shows How จึงทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” (Proxy) ที่ดีที่สุดในการประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานจริง โดยสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนมีความพร้อมทางทักษะการพยาบาลก่อนที่จะไปสู่การดูแลผู้ป่วยจริง
รูปที่ 1. Miller’s Pyramid (ที่มา Witheridge et al., 2019)
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
- ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง
- สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น
- ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (AUN-QA)
- เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ
รายละเอียดตัวชี้วัด
- AUN-QA Criterion 4 – Student Assessment
- 4.7. The student assessment and its processes are shown to be continuously reviewed and improved to ensure their relevance to the needs of industry and alignment to the expected learning outcomes.
- เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ ส่วนที่ 2 มาตรฐานกระบวนการ ตัวบ่งชี้ที่ 12 การจัดกระบวนการเรียนรู้และการประเมินผล ข้อ 3 การกำกับติดตามการจัดกระบวนการเรียนรู้ การประเมินผลทั้งในระดับรายวิชา รายชั้นปี ตลอดหลักสูตรที่สอดคล้องกับที่ได้ออกแบบไว้ในหลักสูตร ซึ่งเน้นการวัดสมรรถนะนักศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-based) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การจัดสอบจำลองสถานการณ์ (OSCE)
ขั้นตอนการดำเนินงาน
การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ในครั้งนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ได้นำเนินการเป็น 3 ระยะ โดยสรุปไว้ในรูปที่ 2 และมีรายละเอียดดังนี้
รูปที่ 2. แผนภาพแสดงขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง 3 ระยะของการพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE
ระยะที่ 1 Preparation & Pilot ในระยะแรกคณะฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานโดยมอบหมายให้รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงดำเนินการ ในระยะนี้มีหลักคิดร่วมกันคือ “Learning by doing” โดยร่วมกันพัฒนาข้อสอบ/สถานการณ์ และดำเนินการทดสอบนำร่อง (Pilot OSCE) เพื่อหาค่าความเที่ยงตรง (Validation) ด้วยวิธี Alpha และ Beta test แกนนำหลักในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่คณะกรรมการฯ ในระยะนี้คือรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ซึ่งได้ผ่านการอบรม OSCE Workshop จาก INACSL Thailand RIGs และเป็นกรรมการฝ่าย training ของชมรม INACSL Thailand RIGs และผู้ที่ร่วมถ่ายทอดการพัฒนาการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE อีก 1 ท่านคืออาจารย์ในคณะกรรมการฯ ที่ผ่านการอบรม OSCE Workshop จาก INACSL Thailand RIGs
- วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 1
- เพื่อให้คณะกรรมการฯ มีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE
- เพื่อทดลองการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE และได้ข้อสอบที่ผ่านการ Validation แล้วอย่างน้อย 5 สถานีสอบ
ระยะที่ 2 (Faculty Development) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (OSCE Workshop) ให้แก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก INACSL Thailand RIGs เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาข้อสอบ OSCE การจัดสถานีสอบ การเตรียมสอบ และการจัดสอบด้วยวิธี OSCE
- วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 2
- เพื่อให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการคณะพยาบาลศาสตร์ มีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE
- เพื่อพัฒนาข้อสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE และได้ข้อสอบที่ผ่านการ Validation แล้วอย่างน้อย 6 สถานีสอบ เพื่อนำไปใช้ในการสอบวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 ในระยะถัดไป
ระยะที่ 3 (Implementation) ดำเนินการสอบจริง (OSCE) กับนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 ทั้งชั้นปีจำนวน 141 คน โดยมีการบริหารจัดการสถานีสอบ อาจารย์ผู้คุมสอบ และนักศึกษาช่วยงานอย่างเป็นระบบ
- วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 3
- เพื่อวัดสมรรถนะด้านการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4
- เพื่อให้คณาจารย์ได้ดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE จริงและเกิดความมั่นใจในการนำไปใช้เพื่อวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิกแก่นักศึกษาได้ในอนาคต
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
- บุคลากร:
- อาจารย์ประจำสถานีสอบ จำนวน 2 คนต่อสถานี
- กรรมการกลาง จำนวน 10-12 คน
- นักศึกษาช่วยงาน จำนวน 10-15 คนต่อวันสอบ
- เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ จำนวน 2 คน
- สถานที่และอุปกรณ์: ห้องปฏิบัติการพยาบาล, Simulators, และอุปกรณ์ทางการแพทย์และการพยาบาล รายละเอียดแสดงในภาคผนวก ข
- งบประมาณ: อาหารว่าง และอาหารกลางวันสำหรับนักศึกษาผู้เข้าสอบ และบุคลากร
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 1 (Preparation & Pilot)
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE ประชุมร่วมกับคณะกรรมการฯ เพื่อชี้แจงหลักสำคัญ ความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีการ และวัน-เวลาในการดำเนินการ
- ก่อนเริ่ม Workshop อาจารย์ที่อยูในคณะทำงานได้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความรู้เรื่องการจัดสอบด้วยวิธี OSCE (pre-test) และดำเนินการจัด Workshop เรื่องการพัฒนาข้อสอบ OSCE ดำเนินการโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE โดยได้กำหนดรายละเอียดของแบบเตรียมสอบในแต่ละสถานีสอบซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ผู้เข้าสอบ สถานการณ์ คำสั่ง อุปกรณ์ simulator เวลา อาจารย์ประจำสถานีสอบ และแบบประเมินการสอบ ตัวอย่างของแบบเตรียมสอบ OSCE แสดงในภาคผนวก ก
- Validation ข้อสอบโดยวิธี Alpha test เป็นการทดสอบแบบทดสอบ OSCE ที่พัฒนาขึ้นโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ในระยะนี้ผู้ทดสอบ Alpha test เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE ร่วมกับคณะกรรมการฯ โดยทดสอบหาความยากง่ายของสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบ ความเสมือนจริง เวลาที่ใช้ในการสอบโดยกำหนดให้ไม่เกิน 3 นาที และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินโดยใช้ inter-rater reliability test และปรับแก้ไขแบบทดสอบ OSCE หลังจาก Alpha test แล้ว
- เตรียมสถานีสอบโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยทำหน้าที่เป็น trainer ให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการในการสอนอ่าน scenario การเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในสถานีสอบ การเตรียมสถานีสอบ การใช้ Simulator และการตกแต่ง simulator เพื่อให้เกิดความสมจริง (moulage)
- จัดการสอบ OSCE ในขั้นตอนนี้ได้มีการคัดเลือกนักศึกษากลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นผู้ทดสอบ Beta test ของแต่ละสถานีสอบ โดยจัดขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. 2568 ภายหลังจากการทดสอบ Beta test คณะทำงานได้ประชุมหารือเพื่อสรุปงานและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทดลองจัดสอบ OSCE และทำ Post test เพื่อวัดความรู้เกี่ยวกับการจัดสอบด้วยวิธี OSCE
ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 2 (Faculty Development)
- เชิญวิทยากรจากผู้เชี่ยวชาญจาก INACSL Thailand RIGs มาจัดอบรมให้แก่คณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ โดยจัดอบรมระหว่างวันที่ 18 – 19 ตุลาคม 2568 ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- ทำแบบทดสอบ Pre-post test เกี่ยวกับการจัดสอบด้วยวิธี OSCE
- Workshop พัฒนาแบบทดสอบด้วยวิธี OSCE แยกตามกลุ่มวิชา ได้แก่ กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ กลุ่มวิชาการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช และกลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน
- จัดสอบเพื่อทดสอบ Alpha และ Best test เพื่อให้ได้แบบทดสอบ OSCE ที่ Validated และสามารถนำไปใช้ในระยะถัดไป
ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 3 (Implementation)
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและคณาจารย์ทุกกลุ่มวิชาประชุมพิจารณากำหนดสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลที่จะทำการทดสอบ (ตามกรอบของสภาการพยาบาล) จากนั้นเลือกข้อสอบที่ validated แล้วจากการอบรบ OSCE Workshop ที่สามารถทดสอบสมรรถนะที่กำหนดได้ และออกแบบทดสอบ OSCE เพิ่มให้เป็น 10 สถานีสอบ และครอบคลุมตามสมรรถนะ
- มอบหมายให้กลุ่มวิชาออกแบบทดสอบ OSCE เพิ่มเติมและทำ Validation test ด้วยวิธี Alpha และ Beta test เพื่อให้ครอบคลุมสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลที่กำหนด
- เตรียมสถานีสอบโดยสรุปชื่อสถานีสอบ ผังการเดินสถานีสอบ อุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละสถานีสอบ และ simulator ที่ใช้ในสถานีสอบให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินการจัดสถานีสอบ
- เตรียม simulated patient หรือผู้ป่วยจำลอง ที่คัดเลือกจากนักศึกษาหรืออาจารย์ โดยทำความเข้าใจสถานการณ์ของสถานีสอบ ส่งบทให้ผู้ป่วยจำลองเพื่อซ้อมในการใช้สนทนากับผู้สอบ นัดหมายผู้ป่วยจำลองในช่วงการทำ Alpha และ Beta test เพื่อทดลองใช้ผู้ป่วยจำลอง รวมถึงหารือในการปรับบทและการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงมากที่สุด โดยกลุ่มวิชาที่ใช้ผู้ป่วยจำลองได้แก่ กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และกลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน
- จัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 จำนวน 141 คน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ธันวาคม 2568
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข สามารถสรุปในตารางที่ 1 ได้ดังนี้
ตารางที่ 1. ปัญหา อุปสรรคที่พบในแต่ละระยะและแนวทางในการแก้ไข
ปัญหาอุปสรรค | ระยะที่พบปัญหา | แนวทางการแก้ไข |
อาจารย์ผู้ออกแบบทดสอบ OSCE กำหนดสมรรถนะมากเกินไป | ระยะที่ 1 และ 2 | อธิบายถึงหลักการของ OSCE และให้อาจารย์ทดลองการทำ Alpha test เพื่อทดสอบแบบทดสอบ OSCE ที่อาจารย์สร้างขึ้น ผลที่ได้คืออาจารย์เข้าใจถึงการกำหนดสมรรถนะที่จำเป็นในการนำมาทดสอบและตัดรายละเอียดอื่นที่ไม่จำเป็นออกจากแบบทดสอบ ทำให้แบบทดสอบกระชับและเที่ยงตรงกับการวัดสมรรถนะมากขึ้น |
การเตรียมสถานีสอบพบการจัดอุปกรณ์ไม่ครบและไม่เพียงพอ มีบางส่วนขาดความสมจริง เช่น Ampule ยาฉีด | ระยะที่ 1 | ในระหว่างดำเนินการจัดสอบ pilot OSCE เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการได้ช่วยเติมอุปกรณ์และจัดหาอุปกรณ์ได้อย่างเพียงพอ ภายหลังเสร็จสิ้นระยะที่ 1 คณะทำงานได้ร่วมอภิปรายถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น จึงได้จัดทำรายละเอียดสรุปอุปกรณ์ และ simulator ที่ใช้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์ของสถานีสอบได้อย่างเพียงพอ และเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อต้องมีการเตรียมอุปกรณ์บางชนิดให้เกิดความสมจริง เช่น ‘Syringe 5 mL draw NSS ไว้ 4 mL ระบุว่า “Lasix 40 mg” 1 อัน/นศ’ เป็นต้น การจัดทำเอกสารสรุปรายการอุปกรณ์และ simulator ที่ใช้ในแต่ละสถานีสอบ(ภาคผนวก ข) ได้นำมาปรับใช้ในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการจัดสอบจริงและไม่พบปัญหาดังกล่าวในระหว่างการจัดสอบจริงในระยะที่ 3 |
มีรายชื่อนักศึกษาซ้ำกัน และนักศึกษาบางคนพักการเรียน | ระยะที่ 3 | ในรอบที่มีรายชื่อนักศึกษาซ้ำกันหรือมีรายชื่อนักศึกษาที่พักการศึกษา คณะกรรมการการจัดสอบ OSCE ได้พิจารณาตัดรายชื่อนั้น ๆ ออกและไม่เลื่อนรายชื่อนักศึกษารอบถัดไปมาสอบ เพื่อป้องกันการสับสนของรอบสอบ |
นักศึกษาเดินเปลี่ยนสถานีสอบผิด และข้ามสถานีสอบ | ระยะที่ 3 | จัดให้มีกรรมการกลางบอกทางเดินแก่นักศึกษาในระยะที่มีการเปลี่ยนสถานีสอบ ส่วนนักศึกษาที่ข้ามสถานีสอบและไม่ได้ทดสอบในสถานีนั้น มีจำนวน 1 คน คณะกรรมการฯ ได้กักตัวนักศึกษาไว้ ไม่ให้ไปปะปนกับกลุ่มนักศึกษาที่สอบไปแล้ว และจัดให้นักศึกษาสอบเมื่อสถานีที่นักศึกษาข้ามไป ว่าง |
ผู้ป่วยจำลองเกิดความอ่อนล้าเนื่องจากต้องแสดงบทซ้ำเป็นจำนวนหลายรอบ | ระยะที่ 3 | จัดเตรียมผู้ป่วยจำลองสำรองให้เพียงพอในแต่ละสถานีสอบ อย่างน้อย 4 คนขึ้นไปในแต่ละวันสอบ เพื่อสับเปลี่ยนกันแสดงบทบาทจำลองในแต่ละรอบ ทั้งนี้คณะกรรมการฯ พิจารณาถึงความเที่ยงตรงของการแสดงของผู้ป่วยจำลอง ในระยะถัดไปอาจจะมีการอบรมผู้สนใจเพื่ออาสาเป็นผู้ป่วยจำลอง |
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล สรุปในตารางที่ 2 และรูปที่ 3
รูปที่ 3. รายงานผลการดำเนินงานการพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE
ตารางที่ 2 รายละเอียดผลการดำเนินงานการพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE
ระยะการดำเนินการ | เกณฑ์/วิธีการวัดผลและประเมินผล | ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น | การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ |
ระยะที่ 1 Preparation & Pilot | · อาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบด้วยวิธี OSCE โดยมีคะแนนความรู้เฉลี่ย ³ 80% · นักศึกษามีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของการเข้าร่วมทดสอบวิธีการวัดสมรรถนะทางการพยาบาลด้วยวิธี OSCE ³ 3.5 · คณะฯพัฒนาแบบทดสอบสอบ OSCE ที่ผ่านการ Validation ด้วยวิธี Beta test อย่างน้อย 5 แบบทดสอบ | · อาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบด้วยวิธี OSCE โดยมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับ 91.4% · นักศึกษามีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของการเข้าร่วมทดสอบวิธีการวัดสมรรถนะทางการพยาบาลด้วยวิธี OSCE อยู่ในเกณฑ์ดีมาก คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 (SD 0.57) · คณะพัฒนาแบบทดสอบสอบ OSCE ที่ผ่านการ Validation ด้วยวิธี Beta test ได้ 7 แบบทดสอบ | บรรลุเป้าหมาย |
ระยะที่ 2 Faculty Development | · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ OSCE Workshop มากกว่า 60% ขึ้นไป · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ OSCE Workshop มีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ OSCE โดยคะแนนเฉลี่ย ³ 3.5 คะแนน · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบด้วยวิธี OSCE โดยมีคะแนนความรู้เฉลี่ย ³ 80% · คณะฯพัฒนาแบบทดสอบ OSCE ที่ผ่านการ Validation ด้วยวิธี Beta test แยกตามกลุ่มสาขาวิชา จำนวน 6 เรื่อง
| · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ OSCE Workshop จำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 67.2 · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ OSCE Workshop มีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ OSCE อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.71 (SD 0.69) · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบด้วยวิธี OSCE โดยมีคะแนนความรู้เฉลี่ย 89% · คณะได้สถานการณ์ คำสั่ง และแบบประเมิน ที่ผ่านการ Validation ด้วยวิธี Beta test แยกตามกลุ่มสาขาวิชา จำนวน 6 เรื่อง | บรรลุเป้าหมาย |
ระยะที่ 3 Implementation | · นักศึกษาร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะและทักษะทางการพยาบาล · คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของนักศึกษาพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ดี (เฉลี่ย >3.5) · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการมีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ OSCE โดยคะแนนเฉลี่ย ³ 3.5 คะแนน | · นักศึกษาร้อยละ 80.14% ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะและทักษะทางการพยาบาล · คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของนักศึกษาพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.75 (SD 0.9) · คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการมีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ OSCE อยู่ในเกณฑ์ดีมากโดยคะแนนเฉลี่ย 4.71 (SD 0.49) | บรรลุเป้าหมาย |
นอกจากนั้นคณะทำงานได้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยให้นักศึกษาที่เข้าสอบวัดสมรรถนะทางการพยาบาลสะท้อนคิดและเสนอแนะกระบวนการและการดำเนินงาน ผลจากการสะท้อนคิดและเสนอแนะเมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธี Content analysis ได้ประเด็นหลักและประเด็นย่อยเพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาการจัดการสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้ (รูปที่ 4)
รูปที่ 4. ผลลัพธ์เชิงคุณภาพจาก Content analysis ภายหลังการทดสอบสมรรถนะด้วยวิธี OSCE
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
- การตระหนักของคณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ถึงความสำคัญของการพัฒนานักศึกษา เนื่องจากมีความเชื่อว่า หากนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนด้วย SBL หรือการวัดสมรรถนะการพยาบาลด้วยวิธี OSCE นักศึกษาได้มีการลงมือปฏิบัติและอาจเกิดเป็นทักษะและองค์ความรู้ที่ได้จากการลงมือทำ ซึ่งสอดคล้องกับ Miller’s Pyramid of Clinical Competence (Miller, 1990)
- การร่วมมือกันภายในองค์กร เนื่องจากการจัดสอบ OSCE ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของคณะพยาบาลศาสตร์ ที่จัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะครอบคลุมทุกสาขาวิชา ดังนั้นการจัดสอบต้องอาศัยการร่วมมือกันทั้งคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ และยังต้องยึดเป้าหมายเดียวกันเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การดำเนินงานในครั้งนี้ถือว่ามี engagement ภายในองค์กรที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนและการวัดผลเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาชีพ
- การตระหนักรู้ของนักศึกษาถึงความสำคัญในการทดสอบสมรรถนะและทักษะทางคลินิกเพื่อให้สอดสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาชีพ
- การสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และ simulator ทางการพยาบาลที่ทันสมัยจากคณะพยาบาลศาสตร์ และจากมหาวิทยาลัยรังสิตผ่านโครงการพัฒนาและทดสอบความสามารถทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองทางการพยาบาล
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
- วางแผนเพื่อกำหนดการสอบวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิกของนักศึกษาประจำชั้นปีล่วงหน้าและกำหนดใน master plan ประจำปีการศึกษาอย่างชัดเจนเพื่อให้นักศึกษามีเวลาเตรียมพร้อมมากขึ้น
- การจัดสถานีสอบอาจพิจารณาลดจำนวนผู้ช่วยประจำสถานีสอบเพื่อให้มีจำนวนคนน้อยลง อาจช่วยลดความกดดันของนักศึกษาขณะทดสอบได้
- การบริหารเวลาสอบอาจพิจารณาปรับได้ตามสมควรตามรายวิชา หรือการทดสอบสมรรถนะที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรเกิน 10 นาทีต่อสถานีสอบ
- พิจารณาจัดอบรมการแสดงของผู้ป่วยจำลองและ train ผู้ป่วยจำลองให้แก่นักศึกษาอาสาสมัครและผู้สนใจภายนอกเพื่อให้มีผู้ป่วยจำลองที่ได้มาตรฐานและจำนวนเพียงพอเมื่อมีการจัดสอบ OSCE
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
คณะพยาบาลศาสตร์ได้กำหนดให้หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ทั้งสองหลักสูตร คือ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ต้องมีการสอบเพื่อวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิกด้วยวิธี OSCE แก่นักศึกษาพยาบาลทุกชั้นปี โดยกำหนดเป็นระเบียบของคณะฯ ในการสอบเพื่อวัดสมรรถนะและเลื่อนชั้นปี โดยเริ่ม implement ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 และในปีการศึกษานี้ได้ขยายผลไปยังหลักสูตรอื่นได้แก่
- หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ) ได้ใช้ OSCE เพื่อวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะการประเมินสภาพขั้นสูงของนักศึกษา ก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาล
- หลักสูตรเวชปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทางการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ได้ใช้ OSCE เพื่อวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะการประเมินสภาพขั้นสูงของนักศึกษา ก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาล
นอกจากสองหลักสูตรที่กล่าวไปแล้ว ยังมีแผนการใช้ OSCE เพื่อวัดสมรรถนะในหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางอื่นๆ เช่น หลักสูตรการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต หลักสูตรการพยาบาลแบบประคับประคอง และหลักสูตรการพยาบาลโรคติดเชื้อ
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link
https://drive.google.com/drive/folders/1GjjhMo3C27X5UCCMIt8uzDhl-D-5irCY?usp=drive_link
เอกสารอ้างอิง
ณัฐพล ยุวนิช, ธนัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง, ศศิพินทุ์ ศุภมนตรี บัวพล, นิธิมา คันธะชุมภู, ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, และ อ.จรัสศรี อัธยาศัย. (2567). การจัดการความรู้มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง : ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education). สืบค้นจาก https://rkms.rsu.ac.th/outstanding67-1-1/
ณัฐพล ยุวนิช, ธนัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง, นิธิมา คันธะชุมภู, ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, จรัสศรี อัธยาศัย และ ศศิพินท์ ศุภมนตรี บัวพล. (2568). การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาพยาบาล. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท., 7(2), 1-19.
สภาการพยาบาล. (2561). สมรรถนะหลักของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก สาขาพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรฝึกอบรมการพยาบาล ขั้นสูงระดับวุฒิบัตรและได้รับวุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญเฉพาะ ทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการพยาบาลเฉพาะทางสาขาพยาบาลศาสตร์. สืบค้นจาก https://www.lphnd.com/nurse/A_nursethailand.php
Arrogante, O., González-Romero, G. M., López-Torre, E. M., Carrión-García, L., & Polo, A. (2021). Comparing formative and summative simulation-based assessment in undergraduate nursing students: nursing competency acquisition and clinical simulation satisfaction. BMC nursing, 20(1), 92. https://doi.org/10.1186/s12912-021-00614-2
Chang, O., Holbrook, A. M., Lohit, S., Deng, J., Xu, J., Lee, M., & Cheng, A. (2023). Comparability of Objective Structured Clinical Examinations (OSCEs) and Written Tests for Assessing Medical School Students’ Competencies: A Scoping Review. Evaluation & the health professions, 46(3), 213–224. https://doi.org/10.1177/01632787231165797
Harden, R. M., & Gleeson, F. A. (1979). Assessment of clinical competence using an objective structured clinical examination (OSCE). Medical Education, 13(1), 41–54. https://doi.org/10.1111/j.1365-2923.1979.tb00918.x
INACSL Standards Committee, McMahon, E., Jimenez, F. A., Lawrence, K., & Victor, J. (2021). Healthcare Simulation Standards of Best Practice<sup>TM</sup> evaluation of learning and performance. Clinical Simulation in Nursing, 58, 54–56. https://doi.org/10.1016/j.ecns.2021.08.016
Miller, G. (1990). The Assessment of Clinical Skills/Competence/Performance. Academic Medicine, 65, S63-S67.
Witheridge, A., Ferns, G., & Scott-Smith, W. (2019). Revisiting Miller’s pyramid in medical education: the gap between traditional assessment and diagnostic reasoning. International journal of medical education, 10, 191–192. https://doi.org/10.5116/ijme.5d9b.0c37
ภาคผนวก ก
ตัวอย่างแบบเตรียมสอบ OSCE ที่พัฒนาโดยคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ภาคผนวก ก ตัวอย่างแบบเตรียมสอบ OSCE ที่พัฒนาโดยคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ต่อ)
ภาคผนวก ข
OSCE Comprehensive หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต BNS ชั้นปีที่ 4 และ BNE ชั้นปีที่ 3
วันที่ 20 – 21 ธันวาคม 2568 สรุปจำนวนสถานีสอบ ห้องสอบ อุปกรณ์และ Simulator ที่ใช้
สถานี | ห้องสอบ | อุปกรณ์ | Simulator | หมายเหตุ |
1: การตรวจสภาพจิตในผู้ป่วยจิตเภท (thought) (จิตเวช) | 409/2 | · โต๊ะ เก้าอี้สำหรับซักประวัติ 1 ชุด · ชุดผู้ป่วย 3 ชุด · ป้ายชื่อผู้ป่วยจำลอง (Name tag) · กระดาษและปากกา | ผู้ป่วยจำลอง (SP) สวมชุดโรงพยาบาล สีหน้าไม่แจ่มใส ตาขวาง ไม่มีสมาธิ วอกแวกง่ายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ตอบตรงคำถาม |
|
2: การซักประวัติผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร (ชุมชน) | 409/2 | · โต๊ะ เก้าอี้สำหรับซักประวัติ 1 ชุด · กระดาษและปากกา | ผู้ป่วยจำลอง (SP) |
|
3: การจัดการความปวดและการจัดท่าผู้ป่วยหลังผ่าตัด Left Total Hip Replacement (การพยาบาลผู้ใหญ่) | 409/3 | · หมอนสำหรับวางระหว่างขา 1 ใบ · Syringe 10 mL draw NSS ไว้ 10 mL ระบุว่า “Morphine 1 mg/mL” 1 อัน/นศ · Syringe 10 mL draw NSS ไว้ 5 mL 2 อัน/นศ · ถาดสแตนเลสและ tray ใส่ syringe ยาฉีด 1 ชุด · สำลีแอลกอฮอล์และ Forceps · ชาร์ตผู้ป่วย (เขียน order Morphine 3 mg IV PRN for severe pain every 4 hrs) 1 อัน
| หุ่นพื้นฐานทางการพยาบาล และแขนหุ่นเจาะเลือดและฉีดยาพื้นฐาน (insert IV catheter + NSS lock for injection) อย่างละ 1 ตัว
| Syringe 10 ML และ 5 ML ขอกล่องใหญ่ไว้เลยครับ ส่วนการ Label อาจารย์ในสาขาจะทำเองครับ เมื่อนักศึกษาประเมิน อาจารย์ประจำสถานีเปิดเสียงคำพูดผู้ป่วยว่า ‘ปวด 7 คะแนนค่ะ’ |
4: การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure: CHF) (การพยาบาลผู้ใหญ่) | 409/3 | · Oxygen tank 1 ถัง · Oxygen canula 1 ชุด · Stethoscope 1 ชิ้น · Syringe 5 mL draw NSS ไว้ 4 mL ระบุว่า “Lasix 40 mg” 1 อัน/นศ · Syringe 10 mL draw NSS ไว้ 5 mL 2 อัน/นศ · ถาดสแตนเลสและ tray ใส่ syringe ยาฉีด 1 ชุด · สำลีแอลกอฮอล์และ Forceps 1 ชุด | High fidelity manikin (Sim man) และแขนหุ่นเจาะเลือดและฉีดยาพื้นฐาน (insert IV catheter + NSS lock for injection) อย่างละ 1 ตัว **อาจารย์ ณัฐพล จะ Set up Sim man ในวันที่19 ธค. 2568 | Syringe 10 ML และ 5 ML ขอกล่องใหญ่ไว้เลยครับ ส่วนการ Label อาจารย์ในสาขาจะทำเองครับ ชาร์ตผู้ป่วย 1 อัน อาจารย์จะเขียน Order ว่า: O2 C/N 3-5 LPM if SpO2 < 95% Keep SpO2 ³ 95% Lasix 40 mg IV stat |
5: การทำคลอดทารก (ผดุงครรภ์) | 409/4 | · เตียงทำคลอด · อุปกรณ์ Set ทำคลอด · ถุงมือทำคลอด | หุ่นคลอดครึ่งตัว และทารก (Upright) |
|
6: การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (ผดุงครรภ์) | 409/4 | · สายวัด 1 อัน · เครื่อง Doptone 1 เครื่อง · เครื่องโทรศัพท์ 1 เครื่อง · สมุดฝากครรภ์ 1 เล่ม | หุ่น High fidelity manikin (SIMMOM with Monitoring แสดงผล) |
|
7: การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Breast feeding) (การพยาบาลมารดาและทารก)
8: การให้คำแนะนำผู้สูงอายุที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ (การพยาบาลผู้สูงอายุ) | 409/5
409/5 | · nipple puller 1 อัน · syringe puller 1 อัน · ถุงมือ Disposable glove 1 กล่อง · 70% Alcohol Hand Rub 1 ขวด สำหรับล้างมือ · เก้าอี้มีพนักพิง หรือเตียงผู้ป่วย 1 อัน · หมอนให้นม หรือหมอนสำหรับรองตัวทารก 1 อัน
· โต๊ะและเก้าอี้สำหรับซักประวัติ 1 ชุด · โมเดล/ภาพของระบบทางเดินปัสสาวะ 1 อัน | · โมเดลเต้านม 1 อัน · หุ่นพื้นฐานทางการพยาบาล 1 ตัว
|
|
9: การพยาบาลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง (Neonatal jaundice) ที่ได้รับการส่องไฟรักษา (การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น) | 409/6 | · เครื่อง photo therapy 1 เครื่อง · สำลี 1 กระปุก · 0.9% NSS 5 ml 3 กล่องใหญ่ · แผ่นปิดตา 1 ชุด · Micropore 2 อัน · ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็ก 1 อัน · ปรอทวัดไข้ 1 อัน · ขวดนม 4 ออนซ์ 1 อัน · ถังขยะ 1 ใบ | หุ่นทารกแรกเกิด 1 ตัว |
|
10: การซักประวัติเด็กป่วย (การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น) | 409/6 | · โต๊ะ เก้าอี้สำหรับซักประวัติ 1 ชุด · กระดาษและปากกา | ผู้ป่วยจำลอง (SP)
|
|
