รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.3

รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี

ผู้จัดทำโครงการ​

รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี

คณะวิทยาศาสตร์

1. บริบทและความสำคัญ

          ที่ผ่านมา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการขับเคลื่อนหน่วยงานไปสู่เป้าหมายด้านการวิจัยและนวัตกรรม เนื่องจากกระบวนการปฏิบัติงานมีลักษณะแยกส่วน ส่งผลให้ภารกิจด้านการวิจัยถูกนิยามเป็นเพียงภาระงานส่วนเพิ่มจากงานสอนปกติและการบริการวิชาการ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดสภาวะภาระงานล้นตัวแก่บุคลากร แต่ยังส่งผลให้ผลผลิตทางการวิจัยมักเป็นโครงการขนาดเล็กที่ขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาไปสู่ชุดโครงการวิจัยที่มีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน บทบาทของนักศึกษาในกระบวนการวิจัยยังคงจำกัดอยู่เพียงระดับห้องเรียน ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสในการบ่มเพาะทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมและกระบวนการคิดวิเคราะห์ขั้นสูงให้แก่ผู้เรียน

          จากประเด็นข้างต้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ว่า “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้คณะวิทยาศาสตร์ดำเนินการออกแบบระบบงานใหม่ เพื่อผสานพันธกิจทั้งด้านการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ แนวปฏิบัติภูมิทัศน์ใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้างระบบการวิจัยที่ยั่งยืน และการปรับเปลี่ยนบทบาทของนักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็น ผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ ที่สามารถขับเคลื่อนงานวิจัยที่มีคุณค่าทางวิชาการร่วมกับคณาจารย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

          เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบมีรากฐานที่มั่นคง คณะวิทยาศาสตร์จึงได้ดำเนินการจัดการความรู้โดยบูรณาการความรู้แบบชัดแจ้งจากแผนยุทธศาสตร์ปี 2568 ผนวกกับความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์ตรงของคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ นำมาสกัดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพและสังคมสืบไป ในช่วงก่อนดำเนินแนวปฏิบัตินี้ (ปีการศึกษา 2562–2566) คณะมีจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับ SJR Q1–Q2 เฉลี่ย 2-4 เรื่องต่อปี แต่ไม่มีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียนในฐานะผู้วิจัยหลัก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการบูรณาการการเรียนการสอนกับงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว คณะจึงออกแบบแนวปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนหลักการวิจัยแบบบูรณาการ เพื่อแก้ไขช่องว่างระหว่างการเรียนการสอนกับการผลิตผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ

แนวปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนหลักการวิจัยแบบบูรณาการ ซึ่งผสานพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ให้ดำเนินไปในกระบวนการเดียวกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้ตัวอย่างรายวิชา BMS401 เป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติการ เพื่อแปลงกิจกรรมการเรียนรู้ให้กลายเป็นกระบวนการผลิตองค์ความรู้ระดับสากล

เป้าหมาย

  1. การบูรณาการวิจัยสู่กระบวนการเรียนการสอน เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากภารกิจแยกส่วน สู่การสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เพื่อเปลี่ยนชั่วโมงการเรียนการสอน เป็นการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและสร้างความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงลึก
  2. การยกระดับนักศึกษาสู่ผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนฐานข้อมูลวิจัย เพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (02.2) พัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตามบริบท ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย และตัวชี้วัด KR 2.2.3 จำนวนงานวิจัยหรือชุดงานวิจัยงาน สร้างสรรค์และ/หรือนวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกัน แบบสหวิทยาการ หรือเป็นความร่วมมือระหว่างคณะ วิชา กลุ่มคณะ หรือร่วมมือกับภายนอก
  3. การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยนักศึกษาได้รับการบ่มเพาะทักษะการวิจัยขั้นสูงจากการลงมือปฏิบัติจริง ขณะที่ คณาจารย์สามารถบริหารจัดการพันธกิจด้านการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มศักยภาพในการผลิตผลงานวิชาการระดับสากล อีกทั้งมหาวิทยาลัยสามารถสร้างระบบการวิจัยที่เข้มแข็งและยกระดับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน
  4. การผลิตบทความวิจัยระดับ SJR Q1–Q2 อย่างน้อย 2 เรื่องต่อปี โดยมีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียนไม่น้อยกว่า 30% ของจำนวนบทความทั้งหมด

ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้

ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้

ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)

ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)

  • เจ้าของความรู้/สังกัด ประสบการณ์อาจารย์ด้านงานวิจัย/บริการวิชาการ
  • คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)

  • แผนยุทธศาสตร์ที่ 2 Innovative research and development (02.2) ใช้ KR 2.2.3 เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์ของแนวปฏิบัตินี้

รายละเอียดตัวชี้วัด       

ความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ โดยมีสัดส่วนคณาจารย์จากสหสาขาวิชาและนักศึกษาร่วมเป็นผู้วิจัย ตลอดจนมีความต่อเนื่องของประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยจำนวนบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับ SJR Q1–Q2 อย่างน้อย 2 เรื่อง ภายในปีการศึกษา 2568 และมีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียน

ตัวชี้วัดรอง

การประเมินความสำเร็จ พิจารณาจากผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพ โดยมีเป้าหมายหลักที่การเพิ่มจำนวนบทความวิจัยที่ได้รับการส่งเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับสากล ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านระยะเวลาในการผลิตผลงานวิจัยให้มีความรวดเร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายผลไปสู่รายวิชาต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเนื้อหาและกระบวนการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยวัดจากระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงวิจัยร่วมกับคณาจารย์อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนการดำเนินงาน

ดำเนินการผ่าน 4 ระยะสำคัญ เริ่มจากคิดวิเคราะห์รายวิชาเพื่อระบุจุดเชื่อมโยงสู่โจทย์วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ จากนั้นจึงจัดวางระบบการเก็บข้อมูลผ่านใบงานปฏิบัติการเพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อน นำไปสู่การสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในห้องเรียนที่มุ่งเน้นคุณภาพข้อมูลตามมาตรฐานสากล และจบด้วยการสรุปและเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ พร้อมถอดบทเรียนเป็นแนวปฏิบัติที่ดีขององค์กร

ทรัพยากรที่ใช้

แนวปฏิบัตินี้อาศัยการบูรณาการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดแข็งด้านบุคลากร ที่ประกอบด้วยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ และเครือข่ายสหวิทยาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ โดยใช้ศักยภาพของห้องเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ และระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก รวมถึงมีการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ที่จำลองสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ เพื่อ การเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจเบื้องต้น           

3. การลงมือปฏิบัติ

โดยเริ่มขับเคลื่อนแนวปฏิบัติสู่รูปธรรมผ่านรายวิชา Integrated Medical Sciences (BMS401) โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายสู่กระบวนการสร้างสรรค์องค์ความรู้ร่วมกัน เริ่มจากการกำหนดโจทย์วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ในประเด็นสุขภาวะที่ซับซ้อนระหว่างปี 2562–2567 เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยขั้นสูง จากนั้นจึงบูรณาการการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเข้าสู่กิจกรรมในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทนักศึกษาให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ โดยมีคณาจารย์เป็นพี่เลี้ยงดูและการผลิตบทความวิจัยต้นฉบับให้ได้มาตรฐานสากล กระบวนการดังกล่าวส่งผลเชิงประจักษ์ให้ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับคุณภาพ (SJR Q1-Q2) โดยมีชื่อนักศึกษาร่วมเป็นผู้วิจัย ซึ่งพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการลดภาระงานซ้ำซ้อนควบคู่กับการผลิตบัณฑิตตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล

โดยกำหนดกลไกการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงบูรณาการครอบคลุม 3 มิติหลัก เริ่มจากการประเมินมาตรฐานคุณภาพงานวิจัยผ่านการยอมรับของบทความในฐานข้อมูลสากล (SJR Quartile) ควบคู่ไปกับการวัดสมรรถนะผู้เรียนจากผลสัมฤทธิ์ในการเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้วิจัยร่วมที่มีทักษะการสังเคราะห์องค์ความรู้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพกระบวนงาน โดยติดตามความสำเร็จในการบูรณาการงานวิจัยเข้าสู่รายวิชา BMS401 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการลดความซ้ำซ้อนของภาระงานคณาจารย์อย่างเป็นรูปธรรม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

จากการดำเนินงานพบผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

  • ด้านผลผลิตวิชาการ พบว่ามีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ SJR Q1 ถึง Q2 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและวิจัยในระดับสากล เรื่อง Insights from systematic reviews and drug interaction database analysis in people with HIV and comorbidities (Q2) และ The role of microbiota in autoimmune disease pathogenesis: Mechanisms and therapeutic implications (Q1)
  • ด้านการพัฒนาบัณฑิต พบว่านักศึกษาในรายวิชาสามารถร่วมผลิตผลงานวิจัยที่มีความซับซ้อน (HIV Comorbidities และ Microbiota in autoimmune) ได้ก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพบัณฑิตตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ
  • ด้านระบบข้อมูล เกิดการจัดทำคลังข้อมูลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review database) ช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 ที่มีความต่อเนื่องและพร้อมสำหรับการต่อยอดในเชิงวิชาการในอนาคต

การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

เป้าหมายที่วางไว้

ตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง

ความเข้ากันได้

สร้างกระบวนการวิจัยร่วมกันเพื่อลดภาระงานส่วนเกิน

ผลงานตีพิมพ์ 2 ฉบับ และชุดข้อมูลวิจัยเพื่อสุขภาวะ

พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนชั่วโมงสอนเป็นชั่วโมงสะสมข้อมูลวิจัยทำได้จริง และได้ผลงานคุณภาพสูง

ยกระดับนักศึกษาสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์

ปรากฏชื่อนักศึกษาเป็นผู้วิจัยหลักและผู้เขียนผลงาน

ชัดเจนที่สุด เพราะนักศึกษาไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่มีสถานะทางวิชาการร่วมกับอาจารย์ในบทความวิจัยระดับ Q1/Q2

สร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน (นักศึกษาได้ทักษะและอาจารย์ได้งานวิจัย)

นักศึกษามากกว่า 9 คนผ่านกระบวนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ครบทุกขั้นตอน และ สามารถพัฒนาต้นฉบับบทความวิจัย (manuscript) จำนวน 2 ฉบับ

แสดงให้เห็นความเข้มข้นของเนื้อหาที่นักศึกษาได้รับ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูง และอาจารย์ได้ชุดข้อมูลต่อเนื่องเพื่อตีพิมพ์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนแนวปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศจนนำไปสู่การตีพิมพ์ผลงานในระดับสากล มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านการบริหารจัดการ โดยผนวกงานวิจัยเข้ากับรายวิชาอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเวลา ควบคู่กับการมีระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการที่เข้มแข็ง โดยคณาจารย์ร่วมลงมือปฏิบัติกับนักศึกษาในทุกขั้นตอนจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนบทบาทผู้เรียนสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ นอกจากนี้ การยึดมั่นในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตามตัวชี้วัด KR 2.2.3 ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาชุดโครงการวิจัยที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยังมุ่งเน้นการขยายผลจากโครงการนำร่องสู่ระดับภาควิชา โดยส่งเสริมการทำงานในรูปแบบทีมวิจัยสหสาขาวิชา เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็งและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมร่วมกันขององค์กรแทนการผลิตผลงานรายบุคคล ควบคู่ไปกับการยกระดับบทบาทของนักศึกษาให้ก้าวข้ามการปฏิบัติงานตามคำสั่งสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นอิสระ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสถานะนักศึกษาจากส่วนประกอบในงานวิจัยสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างชุดโครงการวิจัยที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจระหว่างคณาจารย์และผู้เรียนตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่วางไว้

แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน

          ผลจากการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จเชิงประจักษ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ในที่ประชุมวิชาการ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ภายใต้ “โครงการพัฒนาศักยภาพงานวิจัยและวิชาการของคณะวิทยาศาสตร์ 2568” ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรูปแบบการวิจัยเชิงบูรณาการในการยกระดับการผลิตผลงานวิชาการ โดยมุ่งรณรงค์ให้คณาจารย์ตระหนักถึงความสำคัญของการดึงนักศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัย แทนการจำกัดบทบาทอยู่เพียงการเรียนรู้เชิงทฤษฎี

รูปแบบการบูรณาการดังกล่าวดำเนินการอย่างเป็นระบบในสามมิติสำคัญ ได้แก่

(1) การบูรณาการเชิงพันธกิจ โดยผสานการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้อยู่ในกระบวนการเดียวกัน

(2) การบูรณาการเชิงกระบวนการ โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการวิจัยจริง ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงการจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อเตรียมส่งตีพิมพ์

(3) การบูรณาการเชิงบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ทำงานร่วมกันในฐานะผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้ ผ่านกลไกการเรียนรู้แบบพี่สอนน้องอย่างต่อเนื่อง

โดยผลลัพธ์จากการนำร่องในรายวิชา BMS401 แสดงให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนบทความวิจัย ไม่เพียงช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของคณาจารย์ ยังเอื้อต่อการสร้างเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้รายวิชากลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางวิชาการที่สามารถแปลงการเรียนรู้ระดับปริญญาตรีไปสู่การผลิตผลงานวิชาการระดับสากลได้จริง ทั้งนี้มีเป้าหมายที่จะผลักดันโมเดลการบริหารจัดการภารกิจที่ผสานการสอนและการวิจัยให้เป็นเนื้อเดียวกันดังกล่าวเข้าสู่ระบบการจัดการความรู้ขององค์กร เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับหน่วยงานอื่นในการยกระดับมาตรฐานผลงานวิชาการระดับสากล และเสริมสร้างศักยภาพบัณฑิตในภาพรวมของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างยั่งยืน โดยรูปแบบดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับรายวิชาอื่นในระดับปริญญาตรี โดยใช้หลักการบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ (1) การบูรณาการเชิงพันธกิจ (2) การบูรณาการเชิงกระบวนการ และ (3) การบูรณาการเชิงบุคลากร ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเชิงระบบของคณะวิทยาศาสตร์ และขยายผลสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

6. ข้อมูลประกอบ

บทความตีพิมพ์มีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมทำวิจัย 2 ฉบับ

  • Boonyong C, Boonsing P, Ruangritpassorn L, Thayutichayaton P, Rattanamungkun P, Chaiboonrueang N, Powthong P. Insights from systematic reviews (2019-2024) and drug interaction database analysis in people with HIV and comorbidities. Int J STD AIDS. 2026 Mar;37(3):280-296. doi: 10.1177/09564624251385831. Epub 2025 Oct 31. PMID: 41171993.
  • Pothong, P., Khotprathum, T., Wongchaiya, T., Daengkoed, C., Ramphan, K., Sowat, C., & Boonyong, C. (2025). The role of microbiota in autoimmune disease pathogenesis: Mechanisms and therapeutic implications. Journal of Integrated Science & Technology, 13(7), 1160.
 
Scroll to Top