รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2, 2.5.1, 2.5.4/1
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)
ผู้จัดทำโครงการ
ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร
วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ
1. บริบทและความสำคัญ
การพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการวิจัยเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมักสิ้นสุดเพียงรายงานภายในรายวิชา โดยไม่ได้รับการพัฒนาไปสู่การเผยแพร่ในวารสารวิชาการ
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่
- ศักยภาพด้านการวิจัยของนักศึกษาไม่ได้ถูกใช้เต็มที่
- ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้สังคม
- มหาวิทยาลัยสูญเสียโอกาสเพิ่มผลงานตีพิมพ์
- ไม่สามารถสนับสนุนตัวชี้วัดด้านวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม
มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ได้แก่
- KR5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6
- KR5.2 จำนวนผลงานที่ได้รับการเผยแพร่
- KR5.4 อัตราการอ้างอิง (Citation)
ดังนั้น การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่สามารถเปลี่ยนงานวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นผลงานตีพิมพ์จริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัย
แนวปฏิบัตินี้จึงถูกพัฒนาในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ โดยใช้การเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) ร่วมกับระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย เพื่อผลักดันผลงานของนักศึกษาเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายดังนี้
- ผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์
- เพิ่มจำนวนบทความในวารสารฐาน TCI
- สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่
- สนับสนุนตัวชี้วัด KR ของมหาวิทยาลัยโดยตรง
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
- ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้
- หลักการวิจัยทางสังคมศาสตร์และระเบียบวิธีวิจัย
- แนวทางการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)
- แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning)
- แนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE)
- มาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และกรอบการประกันคุณภาพการศึกษา
- หลักเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการระดับชาติ
- ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร ผู้อำนวยการหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต
- อื่น ๆ (ระบุ) คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ ในบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
- ประสบการณ์การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการ
- เทคนิคการปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer)
- ความสามารถในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย
- กลยุทธ์การเขียนบทความให้ผ่านกระบวนการพิจารณา
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก
❑ ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR
- 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์
- 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6
- 5.4/1 อัตราการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์
❑ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น
ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ
❑ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ
อื่นๆ โปรดระบุ สอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และแนวทางการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE)
รายละเอียดตัวชี้วัด
แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการวิจัยของนักศึกษา และการสร้างผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE) ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะผู้เรียนและผลผลิตที่เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมคุณภาพบัณฑิตด้านการคิดเชิงวิจัย การสื่อสารทางวิชาการ และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของระบบประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา แนวปฏิบัตินี้ยังสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย และสามารถขยายผลไปสู่รายวิชาอื่นหรือหลักสูตรอื่นได้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
ตัวชี้วัดรอง
- อัตราความสำเร็จของกลุ่มวิจัยในรายวิชา – ร้อยละของกลุ่มวิจัยที่ส่งบทความฉบับสมบูรณ์ได้ตามกำหนดเวลา
- จำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์ (Submission) ต่อภาคการศึกษา – อย่างน้อย 1 เรื่อง/ภาคการศึกษา
- จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับ/ตีพิมพ์ (Acceptance/Publication) – จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)
- คุณภาพวารสารเป้าหมาย – สัดส่วนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) กลุ่ม 1 หรือ 2
- คุณภาพบทความตามเกณฑ์การตรวจประเมินภายใน (Internal Peer Review Rubric) – บทความต้องผ่านเกณฑ์ในหัวข้อสำคัญ เช่น ความชัดเจนของปัญหาวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ความถูกต้องของการวิเคราะห์ และรูปแบบการอ้างอิง
- ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes) ด้านทักษะวิจัยและการเขียนเชิงวิชาการ – คะแนนประเมินชิ้นงานวิจัยและบทความวิชาการตามเกณฑ์รายวิชา
- การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในฐานะผู้ร่วมวิจัยและผู้เขียนบทความ – ร้อยละของบทความที่มีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย
- ศักยภาพการอ้างอิงและการเผยแพร่ต่อยอด (Citation & Dissemination Potential) – จำนวนครั้งที่ถูกนำเสนอ/เผยแพร่ต่อในกิจกรรมวิชาการภายในคณะ/มหาวิทยาลัย หรือการนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในงานวิจัยต่อยอดของนักศึกษา/อาจารย์
ขั้นตอนการดำเนินงาน
การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ออกแบบให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) แบบครบวงจร โดยมุ่งให้ผู้เรียนสามารถผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ได้จริง มีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- การออกแบบการเรียนการสอนเชิงวิจัย
กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ให้ผู้เรียนสามารถดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัยจนถึงการเขียนบทความวิชาการ พร้อมกำหนดแผนการเรียนการสอนและเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับเป้าหมายการตีพิมพ์
- การจัดตั้งกลุ่มวิจัยนักศึกษา
นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยขนาดเล็ก 2-3 คน โดยแต่ละกลุ่มเลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและการทำงานเป็นทีม
- การแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม
คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เพื่อให้คำแนะนำด้านวิชาการ ระเบียบวิธีวิจัย และการเขียนบทความอย่างใกล้ชิด
- การพัฒนาโครงร่างวิจัย (Research Proposal)
แต่ละกลุ่มจัดทำโครงร่างวิจัยที่ประกอบด้วยปัญหาวิจัย วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด วิธีการวิจัย และแผนการเก็บข้อมูล โดยผ่านการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ผู้สอนและที่ปรึกษา
- การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์
ดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลทุติยภูมิ ตามระเบียบวิธีวิจัยที่กำหนด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางสถิติหรือวิธีเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือ
- การเขียนบทความวิชาการ
นำผลการวิจัยมาพัฒนาเป็นบทความวิชาการในรูปแบบที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของวารสารเป้าหมาย รวมถึงการจัดรูปแบบการอ้างอิงและองค์ประกอบบทความตามมาตรฐาน
- การตรวจประเมินคุณภาพภายใน (Internal Review)
บทความทุกเรื่องผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความเหมาะสมก่อนส่งตีพิมพ์
- การส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์
คัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย และดำเนินการส่งบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)
- การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความให้มีคุณภาพตามข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบรับตีพิมพ์
- การเผยแพร่และติดตามผล
หลังจากได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์ มีการเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางของสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการและติดตามผลลัพธ์ เช่น การนำไปใช้ประโยชน์หรือการอ้างอิงในอนาคต
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
- งบประมาณ
- ใช้งบประมาณในระดับจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลวิจัย เช่น ค่าเดินทางหรือค่าเอกสาร
- ค่าใช้จ่ายในการส่งบทความหรือค่าธรรมเนียมวารสาร (หากมี)
- ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก
แนวปฏิบัตินี้เป็นรูปแบบการพัฒนาการเรียนการสอนที่ใช้งบประมาณต่ำ แต่สร้างผลลัพธ์ทางวิชาการที่มีคุณค่าและยั่งยืน
- อุปกรณ์และเครื่องมือ
- ห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัย
- คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
- โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติที่มหาวิทยาลัยจัดให้)
- ฐานข้อมูลวิชาการออนไลน์
- เครื่องมือเก็บข้อมูล เช่น แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์
- แหล่งสนับสนุนทางวิชาการ
- ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ
- วารสารและฐานข้อมูลออนไลน์
- คู่มือและแนวทางการเขียนบทความวิชาการ
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ดำเนินการจริงต่อเนื่องตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จนถึงภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยมีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงของนักศึกษาในทุกภาคการศึกษา สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ดังนี้
- การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานวิจัยจริง
ผู้สอนได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายเป็นหลัก มาเป็นการทำโครงงานวิจัยตลอดภาคการศึกษา โดยนักศึกษาทุกกลุ่มต้องผลิตผลงานวิจัยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงรายงานเบื้องต้น
- การดำเนินงานวิจัยของนักศึกษา
นักศึกษาได้เลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ และดำเนินการวิจัยจริง ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การเก็บข้อมูลภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล
- การให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มได้จัดการให้คำปรึกษาเป็นระยะ ทั้งในชั้นเรียนและนอกเวลาเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินงานวิจัย เช่น การปรับเครื่องมือวิจัย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล
- การพัฒนาบทความจากรายงานวิจัย
หลังจากงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ นักศึกษาได้รับการฝึกให้ปรับรูปแบบรายงานวิจัยให้เป็นบทความวิชาการ โดยเน้นการเขียนตามมาตรฐานวารสารจริง
- การคัดเลือกผลงานที่มีศักยภาพสูง
มีการคัดเลือกผลงานที่มีคุณภาพเหมาะสม ผ่านการพิจารณาร่วมกันของผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา
- การส่งบทความและติดตามผล
บทความที่ผ่านการคัดเลือกถูกส่งไปยังวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
- การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ
เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความจนผ่านเกณฑ์การพิจารณา
- ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
จากการดำเนินงานจริง ทำให้เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งมีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย และสะท้อนความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้ ผลงานตีพิมพ์ดังนี้
Patteera Pantaratorn, Supisara Tipsangwan, Sasikan Chanarak, Armee Jangja, Phenpat Jaruenwai. (2026). Title: Factors Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4), (July-Augudt 2026) Status-Accepted
Pantaratorn P., Ruadrew B., Khanitda N., & Tinnakornonsaeng A. (2026). Effects of Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16-36.
พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2024). การศึกษาแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48.
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
การดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงและการผลักดันสู่การตีพิมพ์ มีความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านผู้เรียน เวลา และกระบวนการตีพิมพ์ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
- นักศึกษาขาดประสบการณ์ด้านการวิจัยและการเขียนบทความวิชาการ
นักศึกษาระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยเชิงลึก และไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสาร
แนวทางแก้ไข
- จัดการเรียนการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป
- ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในแต่ละขั้นตอน
- ใช้ตัวอย่างบทความจริงประกอบการสอน
- ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคการศึกษา
การดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการภายในหนึ่งภาคการศึกษามีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และเขียนบทความ
แนวทางแก้ไข
- วางแผนกิจกรรมเป็นช่วงเวลาอย่างชัดเจน
- กำหนดเป้าหมายย่อย (Milestones)
- ให้การติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
- ความแตกต่างของศักยภาพผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม
นักศึกษามีพื้นฐานและทักษะด้านวิจัยแตกต่างกัน ส่งผลต่อคุณภาพของผลงาน
แนวทางแก้ไข
- จัดกลุ่มแบบผสมความสามารถ
- ให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลเฉพาะกลุ่ม
- ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม
- ความซับซ้อนของกระบวนการตีพิมพ์
กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารใช้เวลานาน และมีข้อเสนอแนะที่ต้องปรับปรุงหลายประเด็น
แนวทางแก้ไข
- เตรียมบทความให้มีคุณภาพก่อนส่งตีพิมพ์
- ให้คำแนะนำในการตอบข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
- เลือกวารสารที่เหมาะสมกับลักษณะงานวิจัย
- ความกดดันและแรงจูงใจของนักศึกษา
การทำวิจัยเพื่อการตีพิมพ์อาจสร้างความกดดันให้กับนักศึกษา
แนวทางแก้ไข
- สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุน
- เน้นคุณค่าของประสบการณ์มากกว่าผลลัพธ์
- ชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อมีความก้าวหน้า
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
การประเมินผลดำเนินการทั้งในระดับรายวิชาและระดับผลผลิตทางวิชาการ โดยใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้
- การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes)
ประเมินจากผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่นักศึกษาจัดทำ โดยใช้เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน (Rubric) ที่ครอบคลุมความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ความชัดเจนของการนำเสนอ และความถูกต้องของการอ้างอิง
- การประเมินคุณภาพบทความก่อนส่งตีพิมพ์
บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้มีความพร้อมตามมาตรฐานวารสาร
- การวัดผลจากจำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์
นับจำนวนบทความที่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการ
- การวัดผลจากจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์
พิจารณาจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)
- การประเมินผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะวิจัยของนักศึกษา
พิจารณาจากความสามารถของนักศึกษาในการดำเนินงานวิจัยอย่างเป็นระบบ การเขียนเชิงวิชาการ และการทำงานเป็นทีม
- การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
พิจารณาความสามารถของแนวปฏิบัติในการสนับสนุนตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ด้านจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
จากการดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 ถึงปีการศึกษา 2568 พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้
- เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง
- วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง
- วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง
- นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำวิจัยและการเขียนบทความวิชาการจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และการสื่อสารทางวิชาการ
- เพิ่มศักยภาพการผลิตผลงานวิจัยของหลักสูตร ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างและฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป
- สนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยโดยตรง แนวปฏิบัตินี้มีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ ซึ่งสอดคล้องกับ 5.2
- สร้างภาพลักษณ์เชิงวิชาการให้กับหลักสูตรและมหาวิทยาลัย การมีผลงานตีพิมพ์จากนักศึกษาช่วยสะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สามารถผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ และสนับสนุนตัวชี้วัดด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ภายใต้วัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 ของยุทธศาสตร์ที่ 2
ผลการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมาย
- ด้านจำนวนผลงานตีพิมพ์
เป้าหมาย คือ การสร้างผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่สามารถเผยแพร่ได้ในวารสารวิชาการ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มีบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) จำนวน 3 เรื่อง ประกอบด้วย
- วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง
- วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง
ซึ่งสะท้อนว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการผลิตผลงานวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ด้านคุณภาพผลงานวิชาการ
เป้าหมาย คือ ให้ผลงานมีคุณภาพตามมาตรฐานวารสาร
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 และ 2 ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) แสดงถึงคุณภาพทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ
- ด้านการสนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
แนวปฏิบัตินี้มีส่วนสนับสนุนตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่
- 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่
- 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6
- 5.4 อัตราการอ้างอิง (ในระยะยาว)
โดยผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนับเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์
- ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา
เป้าหมาย คือ การพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยจริง การเขียนบทความวิชาการ และการทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในระดับอุดมศึกษา
สรุป
เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการผลิตผลงานตีพิมพ์ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และการสนับสนุนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากการบูรณาการหลายปัจจัย ทั้งด้านการออกแบบการเรียนการสอน การกำกับดูแล และการสนับสนุนทางวิชาการ โดยสามารถสรุปปัจจัยสำคัญได้ ดังนี้
- ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอน
ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและควบคุมคุณภาพของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบรายวิชา การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการส่งบทความตีพิมพ์ ทำให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
- การออกแบบการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์จริง
รายวิชาถูกออกแบบให้เน้นการผลิตผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้หรือเผยแพร่ได้จริง ไม่ใช่เพียงการทำรายงานเพื่อให้ผ่านรายวิชา ส่งผลให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจและความรับผิดชอบต่อผลงานมากขึ้น
- ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม
การมีอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลแต่ละกลุ่มวิจัยอย่างใกล้ชิด ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเวลา และยกระดับคุณภาพงานของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
- การติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
มีการกำหนดช่วงเวลาการตรวจสอบและรายงานความก้าวหน้า ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การสร้างแรงจูงใจด้านวิชาการให้กับนักศึกษา
การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีผลงานตีพิมพ์จริง และได้รับการยอมรับทางวิชาการ ช่วยกระตุ้นความตั้งใจและความภาคภูมิใจในผลงาน
- การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวปฏิบัตินี้ใช้ทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจำนวนมาก
- การบูรณาการการเรียนการสอนกับการวิจัย
การเชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนการสอนเข้ากับการผลิตผลงานวิจัย ทำให้เกิดคุณค่าทั้งต่อผู้เรียน หลักสูตร และมหาวิทยาลัย
สรุป ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ทำให้แนวปฏิบัตินี้สามารถดำเนินการได้จริง มีความต่อเนื่อง และสามารถขยายผลไปยังรายวิชาหรือหลักสูตรอื่นได้
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า แม้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ได้จริง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลลัพธ์ในระยะยาว โดยมีแนวทางการปรับปรุง ดังนี้
- การพัฒนาทักษะการเขียนบทความวิชาการของนักศึกษา
จัดกิจกรรมเสริม เช่น การอบรมเกี่ยวกับการเขียนบทความวิชาการ การอ้างอิง และการจัดรูปแบบตามมาตรฐานวารสาร เพื่อเพิ่มความพร้อมของนักศึกษาก่อนการส่งตีพิมพ์
- การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงวิจัย
ส่งเสริมให้มีการให้คำปรึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์หรือผู้มีประสบการณ์ด้านการวิจัย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพงานและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน
- การวางแผนระยะเวลาที่เหมาะสม
ปรับแผนกิจกรรมในรายวิชาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ โดยกำหนดช่วงเวลาการส่งงานและการตรวจแก้ไขที่ชัดเจน
- การเพิ่มการติดตามและประเมินผลระหว่างดำเนินงาน
จัดให้มีการติดตามความก้าวหน้าเป็นระยะ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และลดความเสี่ยงที่งานจะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย
- การคัดเลือกวารสารเป้าหมายอย่างเหมาะสม
วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างคุณภาพงานวิจัยกับขอบเขตของวารสาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบรับตีพิมพ์
- การสร้างฐานข้อมูลผลงานตัวอย่าง
รวบรวมบทความที่ประสบความสำเร็จไว้เป็นฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลงาน
- การส่งเสริมแรงจูงใจของผู้เรียน
สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการมีผลงานตีพิมพ์ เช่น การนำเสนอผลงาน การประกาศเกียรติคุณ หรือการเผยแพร่ผ่านช่องทางของมหาวิทยาลัย
สรุป แนวทางการปรับปรุงเหล่านี้มุ่งให้แนวปฏิบัติมีความยั่งยืน สามารถยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และขยายผลไปยังรายวิชาอื่นในอนาคต
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการ ทำงาน
แนวปฏิบัตินี้มีศักยภาพในการขยายผลไปยังรายวิชาและหลักสูตรอื่นภายในมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ทรัพยากรไม่สูง สามารถปรับใช้ได้กับสาขาวิชาที่มีการทำวิจัย โดยมีแนวทางการขยายผลและพัฒนาเป็นมาตรฐานดังนี้
- การเผยแพร่แนวปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย
นำเสนอผลการดำเนินงานและองค์ความรู้ที่ได้ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) การอบรม หรือการประชุมวิชาการภายใน เพื่อให้คณาจารย์ในหลักสูตรอื่นสามารถนำไปปรับใช้
- การจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติ (Guidelines)
พัฒนาเอกสารแนวทางการดำเนินงาน เช่น ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน การกำกับดูแลกลุ่มวิจัย และกระบวนการเตรียมบทความ เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับผู้สอนรายวิชาวิจัย
- การบูรณาการเข้าสู่ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ผลักดันให้รูปแบบการเรียนการสอนนี้เป็นแนวปฏิบัติที่สนับสนุนตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษาและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย
- การขยายไปสู่รายวิชาวิจัยในหลักสูตรอื่น
ส่งเสริมให้หลักสูตรที่มีรายวิชาวิจัยนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยจากนักศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษา
- การสนับสนุนจากระดับนโยบาย
หากได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในด้านนโยบายหรือทรัพยากร จะช่วยให้แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็นมาตรฐานการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน
- การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
กำหนดระบบติดตามผลการนำไปใช้ในหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน
สรุป แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นรูปแบบมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนเชิงวิจัย ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตงานวิจัยจากนักศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในระยะยาว
6. ข้อมูลประกอบ
รายชื่อผลงานตีพิมพ์ที่เกิดขึ้น
- พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2567). การศึกษาแรงจูงใจและความ
พึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ MSVAR/article/view/279549
- Pantaratorn, P., Ruadrew, B., Khanitda, N., & Tinnakornonsaeng, A. (2026). Effects of
Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16–36. DOI: https://doi.org/10.59796/jcsh.v13i1.16-36
- Pantaratorn, P., Tipsangwan, S., Chanarak, S., Jangja, A., & Jaruenwai, P. (2026). Factors
Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4).
(วารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 — อยู่ระหว่างรอตีพิมพ์ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569)
