รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1/1, 2.2.3, 2.3.1/1
รับมือวิกฤติสุขภาพ
และโรคอุบัติใหม่
ผู้จัดทำโครงการ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ และ ดร.ณีรนุช รักยิ่ง
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข
1. บริบทและความสำคัญ
ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา
- เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตได้เห็นความสำคัญในเรื่องผลกระทบรอบด้านของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงมีนโยบายให้ศึกษาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ การรักษา และการป้องกันจากโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่หลายชนิดในอนาคตที่อาจจะเกิดจากโคโรน่าไวรัส ไวรัสนิปาห์ โรคฝีดาษลิง ไข้หวัดนก ฯลฯ ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถตัดต่อพันธุกรรมและพัฒนาในห้องแลปให้ร้ายแรงขึ้นโดยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในสถาณการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องหาแนวทางในการพึ่งพาตนเองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้อย่างเร็วที่สุด
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)
- ทำการศึกษาและวิจัย เพื่อแสวงหาความจริง แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางป้องกัน แนวทางการรักษาในเรื่องโรคอุบัติใหม่ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ในการสำรวจภาวะสุขภาพหลังจากโรคระบาดโควิด-19 ได้ยุติลง ด้วยการตรวจเลือด 1,177 คนและตรวจสแกนสมองด้วย MRI 1,070 คน เมื่อปี 2568
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
- ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
- อื่น ๆ (โปรดระบุ)
- มีฐานข้อมูลของสมองคนไทยที่เป็นปกติตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 75 เป็นจำนวน 1070 รายโดยมี รายละเอียดทั้งโครงสร้างปริมาตรและสายใยประสาทเชื่อมโยงสมอง จากการจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางสมองและผู้เชี่ยวชาญทางระบบสแกนคอมพิวเตอร์สมองด้วยเอ็มอาร์ไอโดยใช้งบงบประมาณแผ่นดิน (ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา)
- ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด
- อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย
- ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ (เดิม รพ.รามาธิบดี สถาบันจุฬาภรณ์) ปัจจุบัน เชื่อมโยงกับรพ.นวเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเคมี การพัฒนายาใหม่ และปัญญาประดิษฐ์
- ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ แพทย์เชี่ยวชาญด้าน
อายุรกรรมและระบบประสาท ทางด้านภูมิคุ้มและติดเชื้อ - ดร.นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการเขต 11 กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา
- ศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทใบยา ไซโตฟาร์ม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยา วัคซีนจากใบยา และวิเคราะห์เปปไทด์จากเลือดด้วยวิธี Mass spectrometry
- ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cellular and molecular immunology
- ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนูชีววิทยาทางไวรัส และจัดการข้อมูลระดับลึก
- ดร.ณีรนุช รักยิ่ง นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโปรตีน และจัดการข้อมูลระดับลึก
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
- ยุทธศาสตร์ที่ O2.2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1
- ยุทธศาสตร์ที่ O2.2 โปรดระบุ KR 2.2.3
- ยุทธศาสตร์ที่ O2.3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1
- ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR Strategic goals 1
รายละเอียดตัวชี้วัด
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1 งานนี้สำเร็จลงได้ไม่ใช่เพียงแต่เงินทุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่เป็นการลงทุนร่วมจากเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์เพื่อคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านปัญญาประดิษฐ์
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.3 เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต บริษัทใบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์สมองโรงพยาบาลนวเวช คณะนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ และการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่ถูกต้อง
- ยุทธศาสตร์ที่ 3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 สร้างรูปแบบการประเมินสุขภาพชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนโดยมีความลึกซึ้งและสามารถระบุความรุนแรงได้ทั้งทั้งที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทั้งนี้ต้องมีการต่อยอดจากรัฐบาลใน การนำการประเมินดังกล่าวเป็นการบริการระดับชุมชนซึ่งจะทำให้มีการวางแผนพัฒนาสุขภาพอย่างเข้มข้น จนถึงระดับบุคคล
- ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR Strategic goals 1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาลัย การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ จากการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยจนทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงของวิกฤตสุขภาพก่อนที่จะเริ่มออกอาการรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สามารถนำไปสู่การวางแผนในระดับประเทศได้ทันที และสร้างการเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยในความยั่งยืนในชีวิตของคนไทยตรงตามปณิธานของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นไม่ใช่เพียงชื่อเสียงและกำไรเท่านั้นแต่เพื่อความยั่งยืนในชีวิตของคนไทย
ขั้นตอนการดำเนินงาน
- ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต
- ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน
- ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต
- ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง
- โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย
- ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
- ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
- พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
- ตู้เย็น -80 องศาเซลเซียส 856,000 บาท
- อุปกรณ์เจาะเลือด หลอดเลือด และค่าจ้างนักเทคนิคการแพทย์ 65,677 บาท
- ค่าส่งตัวอย่างเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ 3,210 บาท
- ค่าตรวจวิเคราะห์สแกนสมองด้วยวิธี MRI 21,640,000 บาท
- ค่าตรวจวิเคราะห์โปรตีนในเลือดขั้นสูง 7,200,000 บาท
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
- ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต
- ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน
- ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต
- ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง
- โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย
- ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
- ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
- พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
- แก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรม เนื่องจากตอนแรกรับเฉพาะอาสาสมัครที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิตที่มีตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป แต่จำนวนที่ได้มีเพียงไม่ถึง 200 รายซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้คือ 1,200 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรมเป็น รับอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
- ทำการเลื่อนวันลงทะเบียนและเจาะเลือดอาสาสมัคร จากเดือนมีนาคม 2568 เป็นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2568 โดยทำการส่งอีเมลให้กับอาสาสมัครแต่ละรายถึงกำหนดการใหม่รวมทั้งสถานที่ใหม่
- การเก็บข้อมูลสุขภาพ การได้รับวัคซีนโควิด รวมถึงการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมโครงการของอาสาสมัครแต่ละราย เนื่องจากถ้าทำการเก็บข้อมูลในวันเจาะเลือดจะทำให้เกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลเพราะมีอาสาสมัครมากกว่า 1,000 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโดยให้อาสาสมัครแต่ละรายทำการเซ็นใบยินยอมการเข้าร่วมโครงการรวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนวันเจาะเลือดจริง
- เกิดความล่าช้าในช่วงแรกของการตรวจเลือดขั้นสูง เนื่องจากต้องทำการปรับกระบวนดำเนินงานให้เหมาะสม จึงทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงสองถึงสามเดือนแรก ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการติดตามผลหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่องทุกสองสัปดาห์ ทำให้ได้ผลทั้งหมดในเดือนธันวาคม 2568
- ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลการตรวจสแกนสมองด้วย MRI เนื่องจากผลที่ได้เป็นไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์แยกย่อยได้ ทางสูงจึงได้ทำการอ่านผลการตรวจของอาสาสมัครแต่ละรายแล้วแยกข้อมูลลงในไฟล์ Excel และทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Jupyter notebook 7.3.2 เพื่อให้ได้ผลที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น
- ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเลือดขั้นสูง ได้ผลการตรวจเป็นโปรตีนมากกว่า 10,000 ชนิดซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ให้อาสาสมัครเข้าใจได้ ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นห้าระบบสุขภาพ ได้แก่ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบ (Immune Inflammation) และจนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันล้า (Immune exhaustion) ระบบหัวใจ หลอดเลือดและการเผาผลาญ (cardio-metabolic) สมองเสื่อม (Alzheimer’s และ Parkinson’s) และทำการส่งผลการวิเคราะห์ให้กับอาสาสมัคร
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
- สามารถดำเนินการตรวจวิเคราะห์การตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและตรวจความหลากหลายของโปรตีนย่อยในเลือดและความปกติของการเชื่อมต่อของสมองได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวอย่าง
- ดำเนินการวิเคราะห์ผลให้มีความแล้วเสร็จไม่ต่ำกว่า 50%
- สามารถดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ทางรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดด้วยเทคนิคจำเพาะได้ไม่ต่ำกว่า 50%
- ทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
- สามารถดำเนินการวิเคราะห์ตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดได้เสร็จสิ้น 100%
- มีการดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ในรูปแบบจดหมายและอีเมลอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้เข้าร่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 100%
- ยกเลิกทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน เนื่องจากระยะเวลาในการใช้สมุนไพร อาจสั้นเกิดไปในการวิเคราะห์
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
บรรลุเป้าหมาย 100% เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดที่ตั้งเอาไว้ที่ 50% ความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งนี้เนื่องจากมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีการทบทวนโดยสถาบันที่ยุโรปพบว่ามีความแม่นยำอย่างน้อย 80% และตัวอย่างที่ตรวจได้คนไทย 1177 คนเพียงพอทั้งนี้ต้องการเพิ่มอีก 2000 คนซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นและคนยุโรปเช่นเยอรมนี เพื่อขึ้นทะเบียนที่ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
มีการสร้างเครือข่ายการทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งนี้โดยอาศัยความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคที่ต้องมีความผิดปกติในหลายระบบร่วมกันทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากระบบเดียวก่อนและลุกลามเป็นลูกโซ่จนกระทั่งทำให้ทุกระบบเกิดวิกฤติขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีอาการแสดงก็ตาม
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
ความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรและนักวิจัยผู้ปฏิบัติงานในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องถึงสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสุขภาพยั่งยืนและประชาชนคนไทยสามารถยืนด้วยตัวเองได้โดยรับทราบความเสี่ยงของสุขภาพตนเองว่าเกิดวิกฤติขึ้นแล้วและต้องการความใส่ใจมากขึ้น และในขณะเดียวกันองค์กรต้องมีความตระหนักว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถใช้ประเมินประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรในผู้ป่วย ทั้งนี้โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้าที่จะใช้และหลังใช้โดยไม่ต้องรอระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
- การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ PROPREDIC ขึ้นทะเบียนที่สหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
- ในการนำมาใช้จริงสำหรับคนไทยต้องการการผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีอุปสรรคหลายขั้นตอนทั้งนี้ถ้าไม่สามารถทำได้และรอให้มีการขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศก่อนแล้วย้อนกลับมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยจะทำให้ค่าใช้จ่ายถีบตัวสูงขึ้นโดยคนไทยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จริง
- การประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเพื่อให้ประชาชนคนไทยรวมทั้งสถาบันต่างๆในประเทศไทยและองค์กรรัฐได้รับทราบความสำเร็จนี้ และเกิดการผลักดัน ให้มีการวางแผนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยยึดข้อมูลของการศึกษานี้ที่พบว่าในคนไทยอายุ 40 ถึง 60 ปีที่เป็นช่วงอายุสำคัญของการทำงานแท้จริงแล้วมีภาวะโรคซ่อนอยู่ที่จะก่อให้เกิดวิกฤติทางสุขภาพได้ในอนาคต และต้องมีมาตรการฉุกเฉินโดยด่วน
6. ข้อมูลประกอบ
ไม่มี
