รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1/1, 2.2.3, 2.3.1/1

รับมือวิกฤติสุขภาพ
และโรคอุบัติใหม่

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ผู้จัดทำโครงการ​

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ และ ดร.ณีรนุช รักยิ่ง

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข

1. บริบทและความสำคัญ

ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา

  • เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตได้เห็นความสำคัญในเรื่องผลกระทบรอบด้านของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงมีนโยบายให้ศึกษาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ การรักษา และการป้องกันจากโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่หลายชนิดในอนาคตที่อาจจะเกิดจากโคโรน่าไวรัส ไวรัสนิปาห์ โรคฝีดาษลิง ไข้หวัดนก ฯลฯ ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถตัดต่อพันธุกรรมและพัฒนาในห้องแลปให้ร้ายแรงขึ้นโดยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในสถาณการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องหาแนวทางในการพึ่งพาตนเองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้อย่างเร็วที่สุด

 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)

  • ทำการศึกษาและวิจัย เพื่อแสวงหาความจริง แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางป้องกัน แนวทางการรักษาในเรื่องโรคอุบัติใหม่ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ในการสำรวจภาวะสุขภาพหลังจากโรคระบาดโควิด-19 ได้ยุติลง ด้วยการตรวจเลือด 1,177 คนและตรวจสแกนสมองด้วย MRI 1,070 คน เมื่อปี 2568

ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้

ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้

  1. มีฐานข้อมูลของสมองคนไทยที่เป็นปกติตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 75 เป็นจำนวน 1070 รายโดยมี รายละเอียดทั้งโครงสร้างปริมาตรและสายใยประสาทเชื่อมโยงสมอง จากการจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางสมองและผู้เชี่ยวชาญทางระบบสแกนคอมพิวเตอร์สมองด้วยเอ็มอาร์ไอโดยใช้งบงบประมาณแผ่นดิน (ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา)
  • ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
  • เจ้าของความรู้/สังกัด
  1. อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย
  2. ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ (เดิม รพ.รามาธิบดี สถาบันจุฬาภรณ์) ปัจจุบัน เชื่อมโยงกับรพ.นวเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  3. ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเคมี การพัฒนายาใหม่ และปัญญาประดิษฐ์
  4. ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ​ แพทย์เชี่ยวชาญด้าน
    อายุรกรรมและระบบประสาท ทางด้านภูมิคุ้มและติดเชื้อ
  5. ดร.นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการเขต 11 กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา
  6. ศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทใบยา ไซโตฟาร์ม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยา วัคซีนจากใบยา และวิเคราะห์เปปไทด์จากเลือดด้วยวิธี Mass spectrometry
  7. ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cellular and molecular immunology
  8. ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนูชีววิทยาทางไวรัส และจัดการข้อมูลระดับลึก
  9. ดร.ณีรนุช รักยิ่ง นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโปรตีน และจัดการข้อมูลระดับลึก

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

  • ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.1/1
  • ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.3
  • ยุทธศาสตร์ที่ O2.3  โปรดระบุ KR 2.3.1/1
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5  โปรดระบุ KR Strategic goals 1

รายละเอียดตัวชี้วัด

  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1 งานนี้สำเร็จลงได้ไม่ใช่เพียงแต่เงินทุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่เป็นการลงทุนร่วมจากเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์เพื่อคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านปัญญาประดิษฐ์
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.3 เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต บริษัทใบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์สมองโรงพยาบาลนวเวช คณะนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ และการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่ถูกต้อง
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 สร้างรูปแบบการประเมินสุขภาพชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนโดยมีความลึกซึ้งและสามารถระบุความรุนแรงได้ทั้งทั้งที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทั้งนี้ต้องมีการต่อยอดจากรัฐบาลใน การนำการประเมินดังกล่าวเป็นการบริการระดับชุมชนซึ่งจะทำให้มีการวางแผนพัฒนาสุขภาพอย่างเข้มข้น จนถึงระดับบุคคล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR Strategic goals 1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาลัย การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ จากการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยจนทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงของวิกฤตสุขภาพก่อนที่จะเริ่มออกอาการรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สามารถนำไปสู่การวางแผนในระดับประเทศได้ทันที และสร้างการเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยในความยั่งยืนในชีวิตของคนไทยตรงตามปณิธานของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นไม่ใช่เพียงชื่อเสียงและกำไรเท่านั้นแต่เพื่อความยั่งยืนในชีวิตของคนไทย

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต
  2. ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน
  3. ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง
  5. โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย
  6. ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
  7. ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
  8. พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC

ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)

  1. ตู้เย็น -80 องศาเซลเซียส 856,000 บาท
  2. อุปกรณ์เจาะเลือด หลอดเลือด และค่าจ้างนักเทคนิคการแพทย์ 65,677 บาท
  3. ค่าส่งตัวอย่างเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ 3,210 บาท
  4. ค่าตรวจวิเคราะห์สแกนสมองด้วยวิธี MRI 21,640,000 บาท
  5. ค่าตรวจวิเคราะห์โปรตีนในเลือดขั้นสูง 7,200,000 บาท

3. การลงมือปฏิบัติ

สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน

  1. ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต
  2. ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน
  3. ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง
  5. โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย
  6. ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
  7. ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย
  8. พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC

ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข

  1. แก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรม เนื่องจากตอนแรกรับเฉพาะอาสาสมัครที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิตที่มีตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป แต่จำนวนที่ได้มีเพียงไม่ถึง 200 รายซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้คือ 1,200 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรมเป็น รับอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
  2. ทำการเลื่อนวันลงทะเบียนและเจาะเลือดอาสาสมัคร จากเดือนมีนาคม 2568 เป็นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2568 โดยทำการส่งอีเมลให้กับอาสาสมัครแต่ละรายถึงกำหนดการใหม่รวมทั้งสถานที่ใหม่
  3. การเก็บข้อมูลสุขภาพ การได้รับวัคซีนโควิด รวมถึงการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมโครงการของอาสาสมัครแต่ละราย เนื่องจากถ้าทำการเก็บข้อมูลในวันเจาะเลือดจะทำให้เกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลเพราะมีอาสาสมัครมากกว่า 1,000 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโดยให้อาสาสมัครแต่ละรายทำการเซ็นใบยินยอมการเข้าร่วมโครงการรวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนวันเจาะเลือดจริง
  4. เกิดความล่าช้าในช่วงแรกของการตรวจเลือดขั้นสูง เนื่องจากต้องทำการปรับกระบวนดำเนินงานให้เหมาะสม จึงทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงสองถึงสามเดือนแรก ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการติดตามผลหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่องทุกสองสัปดาห์ ทำให้ได้ผลทั้งหมดในเดือนธันวาคม 2568
  5. ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลการตรวจสแกนสมองด้วย MRI เนื่องจากผลที่ได้เป็นไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์แยกย่อยได้ ทางสูงจึงได้ทำการอ่านผลการตรวจของอาสาสมัครแต่ละรายแล้วแยกข้อมูลลงในไฟล์ Excel และทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Jupyter notebook 7.3.2 เพื่อให้ได้ผลที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น
  6. ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเลือดขั้นสูง ได้ผลการตรวจเป็นโปรตีนมากกว่า 10,000 ชนิดซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ให้อาสาสมัครเข้าใจได้ ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นห้าระบบสุขภาพ ได้แก่ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบ (Immune Inflammation) และจนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันล้า (Immune exhaustion) ระบบหัวใจ หลอดเลือดและการเผาผลาญ (cardio-metabolic) สมองเสื่อม (Alzheimer’s และ Parkinson’s) และทำการส่งผลการวิเคราะห์ให้กับอาสาสมัคร

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล

  1. สามารถดำเนินการตรวจวิเคราะห์การตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและตรวจความหลากหลายของโปรตีนย่อยในเลือดและความปกติของการเชื่อมต่อของสมองได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวอย่าง
  2. ดำเนินการวิเคราะห์ผลให้มีความแล้วเสร็จไม่ต่ำกว่า 50%
  3. สามารถดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ทางรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดด้วยเทคนิคจำเพาะได้ไม่ต่ำกว่า 50%
  4. ทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน

 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

  1. สามารถดำเนินการวิเคราะห์ตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดได้เสร็จสิ้น 100%
  2. มีการดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ในรูปแบบจดหมายและอีเมลอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้เข้าร่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 100%
  3. ยกเลิกทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน เนื่องจากระยะเวลาในการใช้สมุนไพร อาจสั้นเกิดไปในการวิเคราะห์

การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

          บรรลุเป้าหมาย 100% เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดที่ตั้งเอาไว้ที่ 50% ความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งนี้เนื่องจากมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีการทบทวนโดยสถาบันที่ยุโรปพบว่ามีความแม่นยำอย่างน้อย 80% และตัวอย่างที่ตรวจได้คนไทย 1177 คนเพียงพอทั้งนี้ต้องการเพิ่มอีก 2000 คนซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นและคนยุโรปเช่นเยอรมนี เพื่อขึ้นทะเบียนที่ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ

          มีการสร้างเครือข่ายการทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งนี้โดยอาศัยความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคที่ต้องมีความผิดปกติในหลายระบบร่วมกันทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากระบบเดียวก่อนและลุกลามเป็นลูกโซ่จนกระทั่งทำให้ทุกระบบเกิดวิกฤติขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีอาการแสดงก็ตาม

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

               ความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรและนักวิจัยผู้ปฏิบัติงานในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องถึงสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสุขภาพยั่งยืนและประชาชนคนไทยสามารถยืนด้วยตัวเองได้โดยรับทราบความเสี่ยงของสุขภาพตนเองว่าเกิดวิกฤติขึ้นแล้วและต้องการความใส่ใจมากขึ้น และในขณะเดียวกันองค์กรต้องมีความตระหนักว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถใช้ประเมินประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรในผู้ป่วย ทั้งนี้โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้าที่จะใช้และหลังใช้โดยไม่ต้องรอระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี

แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน

    1. การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ PROPREDIC ขึ้นทะเบียนที่สหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
    2. ในการนำมาใช้จริงสำหรับคนไทยต้องการการผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีอุปสรรคหลายขั้นตอนทั้งนี้ถ้าไม่สามารถทำได้และรอให้มีการขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศก่อนแล้วย้อนกลับมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยจะทำให้ค่าใช้จ่ายถีบตัวสูงขึ้นโดยคนไทยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จริง
    3. การประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเพื่อให้ประชาชนคนไทยรวมทั้งสถาบันต่างๆในประเทศไทยและองค์กรรัฐได้รับทราบความสำเร็จนี้ และเกิดการผลักดัน ให้มีการวางแผนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยยึดข้อมูลของการศึกษานี้ที่พบว่าในคนไทยอายุ 40 ถึง 60 ปีที่เป็นช่วงอายุสำคัญของการทำงานแท้จริงแล้วมีภาวะโรคซ่อนอยู่ที่จะก่อให้เกิดวิกฤติทางสุขภาพได้ในอนาคต และต้องมีมาตรการฉุกเฉินโดยด่วน

6. ข้อมูลประกอบ

ไม่มี

 
Scroll to Top