รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1

ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ (Proactive Mentoring and Support System for International Publication)

ผู้จัดทำโครงการ​

ดร. ณัฐพล ยุวนิช รศ. ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย อาจารย์ สุนิษา เชือกทอง

คณะพยาบาลศาสตร์

1. บริบทและความสำคัญ

               มหาวิทยาลัยรังสิตมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (World Class University) มีเป้าหมายสำคัญในการติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (World Ranking) และตัวชี้วัดที่มีความสำคัญมาก คือ “ผลงานวิจัย” ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (International Publications) ที่ปรากฏในฐานข้อมูลสากล เช่น Scopus หรือ Web of Science รวมถึงจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง (Citation)

               จากการทบทวนและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยของคณะพยาบาลศาสตร์ ในปีการศึกษา 2567 พบว่า คณาจารย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ มีศักยภาพสูงในการผลิตผลงานทางวิชาการ โดยมีผลงานรวมทั้งสิ้น 21 ชิ้นงาน (บทความวิจัย/วิชาการ 20 เรื่อง และตำรา 1 เรื่อง) มีผลรวมถ่วงนํ้าหนักของผลงานทางวิชาการ ร้อยละ 30.34 ได้คะแนนเท่ากับ 5.00 คะแนน ซึ่งบรรลุตามเกณ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปริมาณผลงานวิจัยจำนวนมาก เมื่อจำแนกตามแหล่งตีพิมพ์พบว่า ผลงานส่วนใหญ่ (18 เรื่อง) ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ (TCI กลุ่ม 1 และ 2) มีผลงานระดับนานาชาติ เพียง 2 เรื่องเท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพและจำนวนอาจารย์ อุปสรรคสำคัญ (Pain Points) ที่ทำให้อาจารย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ ไม่สามารถผลักดันงานวิจัยไปสู่วารสารระดับนานาชาติได้ คือ 1) ความไม่มั่นใจในการเขียนบทความภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (Academic English) 2) ภาระงานสอนมาก ทำให้อาจารย์ขาดช่วงเวลาที่มีสมาธิต่อเนื่อง (Focus Time) ในการเขียนผลงาน และ 3) การขาดระบบสนับสนุนที่ครบวงจร เช่น ทุนสนับสนุนค่าตรวจแก้ภาษา (English Editing) หรือระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ที่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุน และช่วยเหลือในการเขียนผลงาน

               เพื่อเป็นการปิดช่องว่างดังกล่าว และยกระดับจากการเขียนผลงานวิจัยของอาจารย์จาก “ระดับชาติ” สู่ “ระดับนานาชาติ” คณะพยาบาลศาสตร์จึงพัฒนาแนวปฏิบัติ “ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ” ขึ้นมา เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัย (Research Ecosystem) ที่เอื้อต่อการผลิตผลงานระดับนานาชาติของคณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ และสนับสนุนยุทธศาสตร์ World Ranking ของมหาวิทยาลัยด้วย

เป้าหมายของแนวปฏิบัติ

  1. เพิ่มจำนวนผลงานวิจัยระดับนานาชาติของอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์
  2. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของอาจารย์ในการคัดเลือกวารสารที่จะตีพิมพ์และตรวจแก้ภาษาโดยใช้ระบบพี่เลี้ยงในการกลั่นกรองคุณภาพก่อนส่งและปรับแก้
  3. สร้างความพึงพอใจและความมั่นใจแก่อาจารย์ในการเขียนบทความภาษาอังกฤษ และการปฏิสัมพันธ์กับวารสารต่างประเทศ
  4. พัฒนากระบวนการบริหารจัดการงานวิจัยให้เป็นระบบ เช่น การทำงานเป็นทีมและมีทิศทางชัดเจน ทำให้การใช้งบประมาณวิจัยเกิดความคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่มีผลกระทบสูง
  5. สนับสนุนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในการเพิ่ม University Ranking ผ่านฐานข้อมูลวิจัย

ความรู้สำคัญที่นำมาใช้

ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้

ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)

  • ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
  • http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
  • ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ
  • ระดับนานาชาติ: คณะพยาบาลศาสตร์

ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)

  • เจ้าของความรู้/สังกัด Academic writing skill in English and  experiences of international journal publication

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้

               จากการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Good Practice) ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในหัวข้อ “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ” โดยรศ.ดร.อาภรณ์ ดีนาน และคณะ (2565) เป็นการถอดบทเรียนความสำเร็จของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการผลักดันผลงานวิจัยสู่ฐานข้อมูลสากล (Scopus) สามารถสรุปสาระสำคัญได้เป็น 2 ส่วนหลัก โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและช่องว่างเชิงระบบเพื่อการพัฒนา ดังนี้

ส่วนที่ 1 การสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จและกระบวนการ (Success Factors & Procedures)

               ความสำเร็จในการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนด้วย 7 ปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญเชิงลึก (Clinical Expertise) การมีองค์ความรู้ที่ตกผลึกในสาขาของตนอย่างแท้จริง
  2. ความมุ่งมั่นทางวิชาการ (Academic Valiancy) ความกล้าหาญทางปัญญาในการบูรณาการศาสตร์และศิลป์เพื่อสื่อสารผ่านภาษาอังกฤษ
  1. เครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) การทำงานเป็นทีมและการสร้างพันธมิตรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ
  1. ทรัพยากรสนับสนุน (Funding) มีงบประมาณเพียงพอสำหรับค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC)
  2. ความเพียรพยายาม (Persistence) ความอดทนต่ออุปสรรค ไม่ย่อท้อเมื่อถูกปฏิเสธงาน และพร้อมแก้ไข
  3. การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ยึดหลัก Learning by doing เพื่อพัฒนาทักษะ
  4. ทักษะการนำเสนอ (Persuasive Communication) เทคนิคการเขียนจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่ดึงดูดความสนใจบรรณาธิการ

               กระบวนการเน้นความเป็นมาตรฐาน (Standard of practice: SOP) เริ่มตั้งแต่การวิจัยเชิงกลยุทธ์ร่วมกับเครือข่าย การคัดเลือกวารสารโดยใช้ฐานข้อมูลเชิงปริมาณ (Scimago) เพื่อดูค่า Quartile การเตรียมต้นฉบับตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และการประกันคุณภาพก่อนส่ง (Pre-submission Quality Assurance) ที่จะต้องมีการตรวจสอบภาษา (English Editing) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ส่งเสริมการตีพิมพ์ในวารสารไทยที่อยู่ในฐานข้อมูลสากลเป็นจุดเริ่มต้น และควรจัดตั้งศูนย์ Writing Center เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนคณาจารย์

ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ช่องว่างเชิงระบบ (Systemic Gap Analysis)

               แม้แนวปฏิบัติข้างต้นจะสัมฤทธิ์ผล แต่จากการวิเคราะห์ยังพบช่องว่าง (Gaps) ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 3 ประการ

  1. การพึ่งพาตัวบุคคล (Individual Reliance) ความสำเร็จยังผูกติดกับความสามารถเฉพาะตัวและเครือข่าย

ส่วนตัวของนักวิจัยอาวุโส (Senior Researchers) ส่งผลให้นักวิจัยรุ่นใหม่ที่ขาดต้นทุนทางสังคมและการสร้างเครือข่ายนักวิจัยเริ่มต้นได้ยาก หากขาดพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ

  1. การประกันคุณภาพเชิงรับ (Reactive Quality Control) กระบวนการตรวจสอบคุณภาพมักเกิดขึ้นใน

ขั้นตอนสุดท้าย (Pre-submission) ซึ่งอาจสายเกินไป หากกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) หรือระเบียบวิธีวิจัยมีข้อบกพร่องตั้งแต่ต้น การแก้ไขที่ปลายเหตุมักทำได้ยากและเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธ (Rejection) จึงควรมีระบบติดตามคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้น

  1. ข้อจำกัดในการถ่ายทอดความรู้ฝังลึก (Limitation of Tacit Knowledge Transformation) การไม่

มีระบบพี่เลี้ยง ทำให้เกิดข้อจำกัดในการถ่ายทอดทักษะที่ไม่ปรากฏในตำรา เช่น เทคนิคการเจรจาต่อรองกับบรรณาธิการ (Editorial Negotiation) หรือการวิเคราะห์รสนิยมของวารสาร (Journal Preference) ทำให้นักวิจัยต้องเสียเวลาเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

บทสรุป

               แม้กลไกการสนับสนุนการตีพิมพ์รูปแบบเดิมจะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัย แต่ในทางปฏิบัติ ผลสัมฤทธิ์มักจำกัดอยู่ในกลุ่มนักวิจัยระดับอาวุโสหรือผู้ที่มีประสบการณ์เป็นทุนเดิม ในขณะที่อาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่มักเผชิญกับอุปสรรคทางจิตวิทยา (Psychological barriers) โดยเฉพาะความไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเอง และความกังวลต่อมาตรฐานของเวทีวิชาการระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความลังเลในการผลิตผลงาน ดังนั้น ระบบพี่เลี้ยง (Mentorship system) ที่เน้นการให้คำปรึกษาเชิงปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและเป็นกัลยาณมิตร จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดทอนอุปสรรคทางจิตวิทยาเหล่านี้ ทำให้อาจารย์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเอง และพัฒนาศักยภาพสู่การตีพิมพ์ในระดับสากลได้อย่างมั่นใจ

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

ตัวชี้วัดหลัก

  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.5.1 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ
  • สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น
  • ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ
  • เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ

รายละเอียดตัวชี้วัด

  • การประกันคุณภาพภายใน องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์
  • เกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาพยาบาล สภาการพยาบาล 2568 ส่วนที่ 2 มาตรฐานกระบวนการ ข้อที่ 4 การบริหารการวิจัยและนวัตกรรม
    • ตัวบ่งชี้ที่ 15 การพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และนำไปใช้ประโยชน์
    • ตัวบ่งชี้ที่ 16 กระบวนการเผยแพร่งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา

3. การลงมือปฏิบัติ

ขั้นตอนการดำเนินงาน (รูปที่ 1) และรายละเอียดผลการปฏิบัติจริง (ตารางที่ 1) มีดังนี้

รูปที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินงาน

ตารางที่ 1 รายละเอียดการดำเนินการตามแนวปฏิบัติ

ระยะที่

หัวข้อ

ขั้นตอนการดำเนินการ

ผลการปฏิบัติ

1

การวิเคราะห์และคัดกรองศักยภาพผลงานวิจัย (Research Analysis & Screening)

ดำเนินการสำรวจและวิเคราะห์ผลงานวิจัยของคณาจารย์เพื่อคัดกรองศักยภาพสำหรับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ โดยในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการคัดเลือกงานวิจัยที่มีโครงร่างวิจัยสมบูรณ์และจัดทำเป็นฉบับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดได้ทันที

จากการสำรวจในช่วงเดือนมกราคม 2568 พบว่างานวิจัยของ ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และอาจารย์ สุนิษา เชือกทอง ชื่อเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพลังสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดปทุมธานี เป็นงานวิจัยแบบ quasi-experimental study มีศักยภาพเพียงพอต่อการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และอาจารย์มีความประสงค์ที่จะตีพิมพ์งานวิจัยนี้ในวารสารนานาชาติ

2

การจัดตั้งระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการ (Academic Mentoring System)

จัดตั้งระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ในรูปแบบรายบุคคล (One-on-One) หรือรายทีม โดยมีรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยทำหน้าที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงหลัก (Mentor) ให้แก่คณาจารย์ที่มีความประสงค์จะตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติ ซึ่งบทบาทสำคัญของอาจารย์พี่เลี้ยงประกอบด้วย การให้คำแนะนำในการเลือกวารสารที่เหมาะสม (Journal Selection) การให้คำปรึกษาด้านการเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) และการตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความวิจัยก่อนการส่งตีพิมพ์ (Pre-submission Review)

รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ทำหน้าที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงหลัก (Mentor) ให้แก่ ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และอาจารย์  สุนิษา เชือกทอง

3

การคัดเลือกวารสารเป้าหมาย (Target Journal Selection)

ดำเนินการคัดเลือกวารสารนานาชาติที่เหมาะสม โดยอาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัยร่วมกันพิจารณาขอบเขตเนื้อหา (Scope) ของวารสารและฐานข้อมูล Scopus ที่เป็นเป้าหมาย โดยจะทำการคัดเลือกวารสารสำรองไว้อย่างน้อย 3 รายชื่อ เพื่อเป็นการวางแผนบริหารความเสี่ยง ในกรณีที่วารสารลำดับแรกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Reject) จะสามารถดำเนินการปรับแก้และส่งไปยังวารสารลำดับถัดไปได้ทันทีตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction) ในการคัดเลือกวารสารจะคัดเลือกวารสารที่น่าเชื่อถือเพื่อหลีกเลี่ยง Predatory Journals และเพิ่มโอกาสการตอบรับ

หลังจากร่วมอภิปรายและศึกษา scope ของวารสารนานาชาติแล้ว ได้คัดเลือกวารสารนานาชาติดังนี้

·     Journal of Current Science and Technology (JCST)

·     International Journal of Mental Health Nursing

·     Journal of Mental Health Nursing

4

การทบทวนและทำความเข้าใจเนื้อหางานวิจัย (Research Review & Comprehension)

อาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัยร่วมกันอภิปรายเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดของงานวิจัย ครอบคลุมความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัย และการอภิปรายผล เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาสาระสำคัญมีความถูกต้องตามมาตรฐานทางวิชาการและมีความชัดเจนก่อนเข้าสู่กระบวนการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

ภายหลังการร่วมอภิปรายระหว่างอาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัย ทำความเข้าใจในรายละเอียดของงานวิจัยเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

5

การแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ (Translation & English Drafting)

ดำเนินการแปลและเรียบเรียงโครงร่างงานวิจัยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์พี่เลี้ยง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการตรวจสอบร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าถ้อยคำและสำนวนภาษาที่ใช้สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้วิจัยและบริบททางวิชาการ

อาจารย์พี่เลี้ยงดำเนินการแปลและเรียบเรียงโครงร่างงานวิจัยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 6 – 17 มกราคม 2568 ภายหลังการแปลและตรวจสอบร่างที่แปลพบว่าข้อมูลและการสื่อความหมายเป็นไปตามโครงร่างต้นฉบับภาษาไทย มีบางคำที่เป็นศัพท์เฉพาะที่ปรับแก้ เช่น คำว่า psychological force ใช้เป็น resilience และคำว่า psychological well-being ปรับเป็น mental health well-being

6

การตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาและไวยากรณ์ (Language Editing & Proofreading)

ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องทางไวยากรณ์อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Tools) เช่น โปรแกรม Grammarly ในการตรวจสอบเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา (Professional linguist) ทำการตรวจสอบและขัดเกลาสำนวนภาษาอีกครั้ง เพื่อให้บทความมีความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ

จากการตรวจสอบไวยากรณ์โครงร่างที่แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย Grammarly พบ review suggestion 77 รายการ (1% matches external sources และ 36% has patterns that resemble AI text) และได้พิจารณาแก้ไข เมื่อปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้วได้ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ

7

การจัดรูปแบบบทความวิจัย (Manuscript Formatting)

จัดเตรียมต้นฉบับบทความวิจัย (Manuscript) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction/Guidelines) ของวารสารเป้าหมาย โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบการจัดวางเนื้อหา และกำกับดูแลให้อาจารย์ผู้วิจัยปรับปรุงต้นฉบับให้ถูกต้องครบถ้วนตามเกณฑ์ที่วารสารกำหนด

อาจารย์ผู้วิจัยจัดเตรียมต้นฉบับบทความวิจัย (Manuscript) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction/Guidelines) ของวารสารเป้าหมาย โดยมีอาจารย์พี่เลี้ยงช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำ

8

การเตรียมเอกสารประกอบการส่งตีพิมพ์ (Supporting Documents Preparation)

จัดเตรียมเอกสารประกอบที่จำเป็นสำหรับการยื่นตีพิมพ์ อาทิ จดหมายนำส่ง (Cover Letter) และหน้าปกบทความ (Title Page) โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะช่วยร่างแบบฟอร์มและอธิบายหลักการเขียนที่ถูกต้อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้อาจารย์ผู้วิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนและส่งตีพิมพ์ผลงานด้วยตนเองในอนาคต

จัดเตรียมเอกสารประกอบที่จำเป็นสำหรับการยื่นตีพิมพ์ ได้แก่ จดหมายนำส่ง (Cover Letter)

9

การส่งบทความเข้าสู่ระบบวารสาร (Manuscript Submission)

ดำเนินการส่งบทความวิจัยเข้าสู่ระบบของวารสาร (Submission Process) โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะให้คำแนะนำและกำกับดูแลในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด (Step-by-Step) เพื่อให้อาจารย์ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการส่งงานจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและทักษะในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติต่อไป

ดำเนินการส่งบทความวิจัยเข้าสู่ระบบของวารสาร (Submission Process) ในวันที่ 18 มีนาคม 2568

10

การติดตามความก้าวหน้าและการปรับแก้ไขบทความ (Monitoring and Revision)

ติดตามสถานะและรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อได้รับการตอบรับให้มีการปรับแก้ไข (Revise) อาจารย์พี่เลี้ยงจะร่วมอภิปรายและอธิบายประเด็นที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิต้องการให้แก้ไข พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการจัดทำตารางชี้แจงการแก้ไข (Response to Reviewers Table) และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและไวยากรณ์ภายหลังการปรับปรุงบทความแล้วเสร็จ

ได้รับการติดต่อจากวารสารวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ปรับแก้ไขเล็กน้อย (minor revision) จากนั้นได้ทำการแก้ไขตามประเด็นที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิต้องการให้แก้ไข และชี้แจงการแก้ไขในตาราง (Response to Reviewers Table) (ภาคผนวก ก)

11

การส่งบทความฉบับแก้ไขและการประสานงานกองบรรณาธิการ (Resubmission & Correspondence)

ช่วยดูแลขั้นตอนการส่งบทความฉบับปรับปรุงแก้ไข (Resubmission) และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแก่อาจารย์ผู้วิจัยในการติดต่อประสานงานหรือโต้ตอบกับกองบรรณาธิการวารสารในระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นจนบทความได้รับการตอบรับตีพิมพ์ (Accepted)

Resubmission วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และได้รับการตอบรับตีพิมพ์วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 (รูปที่ 2)

12

การเสริมพลังและการยกย่องเชิดชูเกียรติ (Reinforcement & Recognition)

ดำเนินการเสริมพลังและสร้างขวัญกำลังใจ (Reinforcement) เมื่อผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยหน่วยพัฒนาสื่อ สิ่งประดิษฐ์ วิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล จะจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบภาพกราฟิกเพื่อแสดงความยินดีและยกย่องเกียรติแก่อาจารย์ผู้วิจัย (รูปที่ 3) พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวเพื่อเชิญชวนให้คณาจารย์ในคณะได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

หลังจากที่งานวิจัย officially published ในวารสารเล่มที่ Vol. 15 No. 4 (2025): October-December คณะพยาบาลศาสตร์ ดำเนินการโดยหน่วยพัฒนาสื่อ สิ่งประดิษฐ์ วิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล ได้มีการสร้างขวัญกำลังใจ และยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์โดยจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบภาพกราฟิกเพื่อแสดงความยินดีบน Facebook page ของคณะพยาบาลศาสตร์ (รูปที่ 3) และประชาสัมพันธ์ในกลุ่ม LINE บุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวเพื่อเชิญชวนให้คณาจารย์ในคณะได้อ่านและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

รูปที่ 2 จดหมายตอบรับการตีพิมพ์จากวารสาร

รูปที่ 3 การเสริมพลังและการยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ผู้วิจัย

ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)

  • งบในการส่งตรวจสอบไวยกรณ์ภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • AI tool: Grammarly

ปัญหาและอุปสรรคที่พบและแนวทางการแก้ไข

          การส่งโครงร่างให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และอาจมีข้อจำกัดในการบริหารด้านการเงินระดับคณะฯ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ​ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้คือการทำความเข้าใจและอธิบายถึงเหตุผลสำคัญในการตรวจสอบภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เมื่อต้องเผยแพร่ในวารสารนานาชาติ และชี้แจงอาจารย์ผู้วิจัย เรื่องการเบิกเงินค่าตีพิมพ์จากสถาบันวิจัยเมื่องานวิจัยได้รับการเผยแพร่แล้ว (ประกาศมหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง การสนับสนุนการนำเสนอผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ และการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยในวารสารทางวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ พ.ศ.2566) ดังนั้น อาจารย์ผู้วิจัยจึงสำรองจ่ายเงินก่อน และเบิกค่าสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตภายหลัง ซึ่งดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล

  1. อาจารย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบพี่เลี้ยงเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ สามารถเผยแพร่งานวิจัยได้ภายในระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา
  2. อาจารย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบพี่เลี้ยง มีความรู้และเข้าใจกระบวนการเผยแพร่งานวิจัยในวารสารนานาชาติ
  3. อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ อย่างน้อย 1 เรื่องต่อภาคการศึกษา

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

  • ในปีการศึกษา 2568 ภาคการศึกษาที่ 2 เมื่อเริ่มดำเนินงานระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่วารสารระดับนานาชาติ ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้ามหาย โดยผลงานของอาจารย์ผู้วิจัยเรื่อง The Effect of the Resilience Quotient Program with Social Support among the Elderly with Chronic Non-Communicable Diseases ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Current Science and Technology (indexed in Scopus Q3)
  • ผลจากการ debriefing ภายหลังดำเนินการตามแนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Content analysis พบประเด็นหลัก และประเด็นย่อย ดังนี้ (รูปที่ 4)

รูปที่ 4 ประเด็นหลักและประเด็นย่อยที่ได้จากการ debriefing ของอาจารย์ผู้วิจัย

การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

          บรรลุเป้าหมาย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ

  • ทัศนคติเชิงบวกและการสนับสนุนของพี่เลี้ยง (Positive Mentorship and Support) ปัจจัยสำคัญ

ประการแรกคือทัศนคติของพี่เลี้ยงที่มีความเป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช้ทัศนคติเชิงลบหรือสร้างความกดดันเมื่อผู้รับคำปรึกษาขาดประสบการณ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความวิตกกังวลและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในระยะเริ่มต้น

  • การให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติอย่างใกล้ชิด (Hands-on Guidance) การปรับเปลี่ยนวิธีการจากการให้

คำแนะนำในเชิงทฤษฎี มาเป็นการร่วมปฏิบัติการในทุกขั้นตอน (Doing together) ช่วยให้อาจารย์ผู้วิจัยมีความเข้าใจกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะขั้นตอนที่มีความซับซ้อน เช่น การแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ

  • การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Mindset Shift) การที่พี่เลี้ยงช่วยชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงระหว่าง

กระบวนการตีพิมพ์ระดับชาติและระดับนานาชาติ (ซึ่งแตกต่างกันที่ข้อกำหนดด้านภาษา) ช่วยลดทอนทัศนคติที่มองว่าการตีพิมพ์ระดับนานาชาติเป็นเรื่องยากจนเกินความสามารถ ส่งผลให้อาจารย์ผู้วิจัยเกิดความมั่นใจและมีทัศนคติที่ดีต่อการส่งผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ

  • ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้วิจัย (Researcher’s Commitment and Determination) นอกเหนือจาก

การสนับสนุนของระบบพี่เลี้ยง ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่ง คือความมุ่งมั่นและความพยายามของอาจารย์ผู้วิจัยเอง ที่พร้อมเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ อดทนต่อกระบวนการพิจารณาและแก้ไขบทความซึ่งใช้ระยะเวลานาน ตลอดจนมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาศักยภาพงานวิจัยของตนเองไปสู่มาตรฐานระดับสากล

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

  • การลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้วิจัย (Alleviating Personal Financial Burden) ผู้วิจัยมัก

ประสบปัญหาการสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมการตรวจสอบภาษา (Proofreading) ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูง แม้จะมีระบบเบิกจ่ายคืนในภายหลังแต่กระบวนการที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้วิจัย ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงคือ คณะพยาบาลศาสตร์ควรพิจารณาจัดตั้ง “ระบบเงินทดรองจ่าย” จากกองทุนวิชาการเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว

  • การพัฒนาระบบเครือข่ายสนับสนุนด้านภาษา (Developing Language Support Networks)

คณะพยาบาลศาสตร์ ควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน จัดหา หรือสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและบริษัทรับตรวจสอบภาษาที่มีมาตรฐานในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม (Corporate Rate) หรือจัดให้มีบุคลากรเพื่อให้คำปรึกษาด้านภาษาเบื้องต้นภายในหน่วยงาน

  • การเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรพี่เลี้ยง (Expanding Mentorship Capacity) ในปัจจุบันภาระงานในการ

เป็นพี่เลี้ยงมักตกอยู่กับบุคลากรเพียงบางกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) หรือการดูแลที่ไม่ครอบคลุม จึงควรพิจารณาขยายฐานอาจารย์พี่เลี้ยงโดยเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในคณะพยาบาลศาสตร์มาร่วมเป็นคณะทำงาน

แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน

  • การจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนอย่างเป็นทางการ (Formalizing the Support Unit) ควรยกระดับ

การดำเนินงานให้เป็น “ศูนย์หรือหน่วยสนับสนุนการวิจัยและการตีพิมพ์” อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีการจัดสรรงบประมาณรองรับ และสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบงานโดยไม่พึ่งพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

  • การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เชิงรุก (Proactive Public Relations) ควรส่งเสริมการเผยแพร่ความสำเร็จของโครงการ (Success Stories) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นความสนใจและดึงดูดอาจารย์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแต่ยังขาดความมั่นใจ ให้เข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น

6. ข้อมูลประกอบ

เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link
ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JCST/article/view/9099/1377

ภาคผนวก ก

ตัวอย่าง Response to Reviewers Table

Title: The Effect of the Resilience Quotient Program with Social Support among the Elderly with Chronic Non-Communicable Diseases 

Authors: Thitchaya Piyaphattanuschai and Sunisa Chuaktong

No.

Topic

Reviewers’ and editor’s Comments

Authors’ responses

1

Title

Reviewer A: The title reflects the research objectives, results, and conclusions of the study. 
Reviewer B: No suggestion 
Editor Comments: No suggestion 

N/A

2

Objective

Reviewer A: The research objectives of the study are clearly explicated.
Reviewer B: No suggestion 
Editor Comments: Very short, could specify secondary objectives if any (e.g., mental health improvement).

Suggestions: Rewrite as (Not mendatory):
“This study aimed to investigate the effect of the Resilience Quotient (RQ) program with social support on RQ levels and mental health outcomes among elderly individuals with chronic NCDs.”

Thank you for your comments. We have read carefully on the study objective, and it only aims to investigate the effect of the Resilience Quotient (RQ) program with social support on RQ levels among elderly individuals, not the mental health outcomes (e.g., stress level, anxiety level, coping ability, etc.). However, the mental health outcomes are our concern, and we plan to measure them in future research. This is why we revised the objective of the study into:

“This study aimed to investigate the effect of the Resilience Quotient (RQ) program with social support on RQ levels among elderly with chronic NCDs.”

3

Abstract

Reviewer A: Please provide additional details regarding:

·         The participants, including information about the experimental and control groups.

·         The questionnaire used in the study.

Conclusions 
“Elevated RQ levels have been associated with improved mental health outcomes and it is believed to be advantageous for the elderly with chronic illnesses, potentially leading to effective disease management.” -> The conclusion should focus on the results of this study. Therefore, this sentence does not serve as the conclusion of the study.

·         The description of this part was slightly revised. The questionnaire was described in the abstract. Unfortunately, we could not provide more information of the participants due to word limitation in the abstract part. Please see the revision in the abstract at page C-1.

·         The conclusion part was also revise please see the change in the last paragraph of the abstract at page C-1.

 
Scroll to Top