รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.2, 2.5.1, 2.5.4

ความสำเร็จของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 ในสาขา Pharmacology and Pharmacy

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ผู้จัดทำโครงการ​

รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรเชาวลิต มณฑล และ รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรกัมปนาท หวลบุตตา

วิทยาลัยเภสัชศาสตร์

1. บริบทและความสำคัญ

ก่อนการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการพัฒนางานวิจัยให้มีผลกระทบในระดับนานาชาติ อาทิ ภาระงานที่สูง ข้อจำกัดด้านทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงคุณภาพกับสถาบันขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาแนวทางการทำวิจัยเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพและผลกระทบของผลงาน มากกว่าการเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว การริเริ่มแนวปฏิบัตินี้จึงเกิดขึ้นจากความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนให้สามารถสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถแข่งขันได้ตามเกณฑ์การประเมินที่ใช้ในระดับโลก

แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)       

          แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำวิจัยของอาจารย์ ให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพสูง ถูกอ้างอิงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อการยกระดับตัวชี้วัดด้านการวิจัยของคณะและมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างต้นแบบความสำเร็จที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลได้

ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้

☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)

☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  วิทยาลัยเภสัชศาสตร์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้

          แนวปฏิบัตินี้อาศัยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในประสบการณ์การทำวิจัยของอาจารย์ผู้ได้รับการจัดอันดับ World’s Top 2% Scientist ซึ่งครอบคลุมการเลือกโจทย์วิจัย การวางแผนตีพิมพ์ การบริหารบทบาทผู้เขียน และการสร้างผลกระทบเชิงวิชาการในระยะยาว ความรู้ดังกล่าวสามารถถ่ายทอดในรูปแบบแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

2. การวางแผน

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

  • ยุทธศาสตร์ที่      2      โปรดระบุ KR   2.1.2, 2.5.1, 2.5.4

รายละเอียดตัวชี้วัด

          KR2.1.2 จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่มีค่า H-index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป 
          KR2.5.1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการที่มีค่าถ่วงน้ำหนักของผลงาน 0.6 ขึ้นไป 
          KR2.5.4 อัตราส่วนของผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ที่มีการอ้างอิงจากวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่ (Citation) ต่อจำนวนอาจารย์ประจำ และนักวิจัย

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. กำหนดทิศทางการวิจัยหลัก (research focus) ที่มีศักยภาพในการสร้างการอ้างอิง
  2. วางแผนการผลิตผลงานวิจัยระยะกลางและระยะยาว
  3. กำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วมให้สะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ
  4. เลือกวารสารเป้าหมายที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับเนื้อหางานวิจัย

ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)

          ใช้ทรัพยากรหลัก ได้แก่ งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรังสิตและหน่วยงานภายนอก เครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ฐานข้อมูล Scopus เครื่องมือจัดทำบรรณานุกรม และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ

3. การลงมือปฏิบัติ

สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน

  1. กำหนดทิศทางการวิจัยหลัก (research focus): ได้มีการทบทวนผลงานวิจัยที่ผ่านมา วิเคราะห์จุดแข็ง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และแนวโน้มการพัฒนาความรู้ในสาขา Pharmacology and Pharmacy เพื่อกำหนดทิศทางการวิจัยหลักที่มีความต่อเนื่องและมีศักยภาพในการถูกนำไปอ้างอิง การดำเนินการในขั้นตอนนี้มิได้มุ่งหวังผลลัพธ์ด้านการจัดอันดับ แต่เน้นการสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและสามารถตอบโจทย์เชิงวิชาการได้อย่างแท้จริง
  2. วางแผนการผลิตผลงานวิจัยระยะกลางและระยะยาว: ได้มีการจัดทำแผนการวิจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องขององค์ความรู้และการสะสมผลกระทบของผลงานวิจัย แผนดังกล่าวช่วยให้การผลิตผลงานมีความสม่ำเสมอและมีทิศทางชัดเจน โดยมุ่งเน้นคุณภาพและความลึกของเนื้อหา
  3. กำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วมให้สะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ: ในการดำเนินงานวิจัยร่วม ได้มีการกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน โดยรับผิดชอบในส่วนของการกำหนดแนวคิดหลัก การออกแบบการทดลอง การลงมือทำวิจัย การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้บทบาทในงานวิจัยสะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพของงานวิจัย ส่งผลให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในวงกว้าง
  4. เลือกวารสารเป้าหมายที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับเนื้อหางานวิจัย: ได้มีการคัดเลือกวารสารเป้าหมายที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับขอบเขตเนื้อหาของงานวิจัย และเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้และอ้างอิง การคัดเลือกวารสารเป็นไปเพื่อให้ผลงานถูกสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในเวทีวิชาการ

          โดยสรุป แนวปฏิบัติที่ดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายหลักเพื่อการทำวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นระบบ และยั่งยืน มิได้มุ่งหวังการได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist เป็นเป้าหมายตั้งต้น หากแต่ผลการจัดอันดับดังกล่าวเกิดขึ้นในฐานะ “รางวัล” หรือผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของการดำเนินงานวิจัยตามแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล                   

ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข

          อุปสรรคที่พบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและความซับซ้อนของงานวิจัยเชิงสหสาขา แนวทางแก้ไขคือการจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัย การทำงานเป็นทีมและกำหนดบทบาทที่ชัดเจน และการเลือกทำวิจัยในประเด็นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

4. การตรวจสอบและวัดผล

วิธีการวัดผลและประเมินผล

          ประเมินผลโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากฐานข้อมูล Scopus ได้แก่ จำนวนผลงานตีพิมพ์ จำนวนการอ้างอิง และ h-index รวมถึงการเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด KR ที่กำหนด

 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

          อาจารย์ทั้งสองท่านได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 by Stanford University ประเภท Single Year Citation Impact สาขา Pharmacology & Pharmacy และสะท้อนความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้อย่างชัดเจน

ที่มา: https://elsevier.digitalcommonsdata.com/datasets/btchxktzyw/8

การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ

          จากตาราง แสดงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าผลงานและตัวชี้วัดด้านการวิจัยของอาจารย์ทั้งสองท่านมีการพัฒนาอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินในระดับสากล โดยเฉพาะด้านจำนวนการอ้างอิง ความสม่ำเสมอของผลงานตีพิมพ์ และบทบาทหลักในงานวิจัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนและส่งเสริมโอกาสในการได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

รศ.ดร.ภก.เชาวลิต มณฑล

รศ.ดร.ภก.กัมปนาท หวลบุตตา

ค.ศ. 2024

ค.ศ. 2025

ค.ศ. 2024

ค.ศ. 2025

จำนวนงานวิจัยตีพิมพ์

10 บทความ

21

12

12

11

h-index

10

18

18

22

22

จำนวนการอ้างอิง (citation)

100 citations/ปี

243

198

351

 

582

หมายเหตุ อ้างอิงจากฐานข้อมูล Scopus ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ

  1. มุ่งสร้างผลงานที่ถูกนำไปอ้างอิงได้จริง:ความสำเร็จเริ่มจากการเลือกโจทย์วิจัยที่มีความสำคัญต่อสาขา มีช่องว่างความรู้ชัดเจน และสามารถนำไปต่อยอดได้ งานลักษณะนี้มีแนวโน้มถูกอ้างอิงสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนการอ้างอิงรวมและความเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ
  2. สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความสม่ำเสมอของการอ้างอิง: การมี h-index สูงไม่ได้เกิดจากบทความเด่นเพียงไม่กี่ชิ้น แต่เกิดจากการผลิตผลงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จจะมีแผนการวิจัยระยะยาวและพัฒนาแนวคิดเดิมให้ลึกขึ้น แทนการทำงานแบบกระจัดกระจาย
  3. มีบทบาทสำคัญในงานวิจัยร่วม: การทำงานวิจัยร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความสำเร็จเกิดจากการมีบทบาทหลัก เช่น การเป็นผู้กำหนดแนวคิด ออกแบบการศึกษา การลงมือทำวิจัย การวิเคราะห์ผล หรือสังเคราะห์ผล
  4. วางตำแหน่งตนเองให้เป็นผู้นำทางวิชาการ: การเป็นผู้เขียนลำดับแรก (first author) หรือผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ในบทความ ช่วยสะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ นักวิจัยที่ก้าวสู่ Top 2% มักมีบทบาทในการกำหนดทิศทางงานวิจัย มากกว่าการเป็นเพียงผู้ร่วมโครงการ
  5. บริหารคุณภาพผลงานให้สะท้อนตัวชี้วัดรวม: การประสบความสำเร็จในระดับสากลไม่ได้อาศัยตัวชี้วัดเดียว แต่ต้องบริหารภาพรวมของผลงานให้ส่งเสริม composite citation indicator เช่น การมีทั้งบทความที่ถูกอ้างอิงสูง งานที่ต่อเนื่อง และบทบาทหลักในงานวิจัย
  6. รักษาความโดดเด่นทั้งระยะยาวและระยะปัจจุบัน: นักวิจัยที่ติดอันดับสามารถรักษาผลกระทบของผลงานได้ทั้งตลอดอาชีพ (life time) และในช่วงเวลาปัจจุบัน (single year) โดยยังคงผลิตผลงานใหม่ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับประเด็นวิจัยร่วมสมัย ไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม
  7. เลือกช่องทางการเผยแพร่ที่เพิ่มการมองเห็นในระดับนานาชาติ: การตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่มีคุณภาพสูงช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ่านและอ้างอิง ความสำเร็จจึงเกิดจากการเลือกวารสารอย่างมีกลยุทธ์ ควบคู่กับการสื่อสารผลงานให้ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง
  8. สร้างความเชี่ยวชาญในงานวิจัยของตนเอง: การสร้างความเชี่ยวชาญในสาขางานวิจัยด้านที่มีความสนใจและตอบโจทย์ปัญหาสังคมเพื่อสร้างงานวิจัยและบทความวิชาการที่ส่งผลกระทบต่อวงการเพื่อให้เกิดการอ้างอิงของงานวิจัย

    โดยสรุป การเป็น World’s Top 2% Scientist ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความบังเอิญ แต่เกิดจาก การวางกลยุทธ์การทำวิจัยอย่างเป็นระบบ การสร้างผลงานที่ผู้อื่นต้องใช้และอ้างอิง และการรักษาบทบาทความเป็นผู้นำทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จเชิงประจักษ์ตามเกณฑ์การประเมินระดับโลก

5. การปรับปรุงและพัฒนา

แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

          เพื่อยกระดับผลลัพธ์ของแนวปฏิบัตินี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรเสริมสร้างระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการ (research mentoring) อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้อาจารย์ที่มีผลงานวิจัยโดดเด่นและมีประสบการณ์สูงทำหน้าที่ถ่ายทอดแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการเลือกโจทย์วิจัย การกำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วม และการวางแผนการตีพิมพ์ในระยะยาว เพื่อให้อาจารย์สามารถติดตามผลกระทบของผลงานและปรับทิศทางการวิจัยให้สอดคล้องกับแนวโน้มของสาขาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การส่งเสริมเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างอาจารย์ที่มีผลงานโดดเด่นกับอาจารย์รุ่นใหม่ จะช่วยลดช่วงเวลาในการพัฒนาศักยภาพการวิจัย และสร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง

แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน

          ในระดับองค์กร ควรนำแนวปฏิบัตินี้พัฒนาเป็นกรอบมาตรฐานการทำวิจัยของคณะหรือมหาวิทยาลัย โดยบูรณาการเข้ากับระบบบริหารงานวิจัยและระบบพัฒนาบุคลากร การกำหนดแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความชัดเจนในทิศทางการวิจัย ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลงานที่มีผลกระทบสูงในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ควรใช้แนวปฏิบัตินี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาอาจารย์และนักวิจัยในสาขาอื่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำวิจัยที่มุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

6. ข้อมูลประกอบ

การแสดงความยินดีจากเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต และวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 
Scroll to Top