รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.2
การพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ
ผู้จัดทำโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกันท์ วารินหอมหวล
วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก
1. บริบทและความสำคัญ
เนื่องด้วยในปัจจุบันวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มีบุคลากรที่ยังไม่มีผลงานทางวิชาการ อาทิเช่น การตีพิมพ์วารสาร ระดับชาติ หรือ ระดับนานาชาติ ส่งผลต่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ รวมถึงข้อจำกัดในการสอนระดับบัณฑิตศึกษา การรับนักศึกษา จึงต้องการริเริ่มแนวปฏิบัติในการส่งเสริมการทำวิจัยและการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในแก่อาจารย์ภายในวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก โดยทำการสำรวจรายชื่ออาจารย์ที่มีผลงานตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ มีความร่วมมือภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น mentor ในการแนะนำการวิจัยต่อไป
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
☑ เจ้าของความรู้/สังกัด คณาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการ ที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
เป็นการดึงเอาทักษะและประสบการณ์เฉพาะตัว ของอาจารย์ที่มีผลงานตีพิมพ์ต่อเนื่อง มาถ่ายทอดให้อาจารย์ใหม่ หรืออาจารย์ที่ยังไม่มีผลงานทางวิชาการ แนวทางในการทำวิจัย และการหาทุนวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนางานวิจัย โอกาสในการตอบรับการตีพิมพ์ ประกอบไปด้วย 1) เทคนิคการเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้องานวิจัย 2) การแก้บทความตามคำแนะนำของ reviewer ถูกต้องตามหลักทางวิชาการ 3) การบริหารจัดการเวลา โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ทำวิจัยควบคู่ไปกับภาระงานสอน เพื่อให้ผลิตผลงานได้สม่ำเสมอ 4) เครือข่ายวิจัย แนะนำการร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อให้งานวิจัยของตนเองกว้างขึ้น 5) การใช้ mentor ให้อาจารย์ผู้มีประสบการณ์จับคู่กับอาจารย์ เพื่อให้คำแนะนำในการทำวิจัย การเขียนขอทุนวิจัย 6) แนวทางการขอตำแหน่งทางวิชาการ
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR KR2.1.2
รายละเอียดตัวชี้วัด
- จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป
ขั้นตอนการดำเนินงาน
1) สำรวจมูลการตีพิมพ์งานวิจัย ทุนวิจัย และการขอตำแหน่งทางวิชาการ
2) แบ่งกลุ่มอาจารย์โดยให้กลุ่มที่มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง ถ่ายทอดประสบการณ์การทำวิจัย ถ่ายทอดวิธีการขอทุนวิจัย เครือข่ายวิจัย
3) ทำแผน timeline ในการทำงานวิจัยการจับคู่กับ mentor รวมถึงการขอตำแหน่งทางวิชาการ
4) ติดตามผลการดำเนินการเป็นระยะ
5) สรุปผลและแนวทางในการจัดทำกิจกรรมดังกล่าวในระยะที่ 2 ต่อไป (นำผลที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนาต่อระยะที่ 2)
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
จากการสำรวจพบว่าอาจารย์ส่วนใหญ่มีการทำวิจัยแต่เป็นเพียงผู้ประพันธ์ร่วม (co-author) และมีการทำวิจัยนำเสนอผลงานผ่านงานประชุมวิชาการระดับชาติ ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในส่วนของการตีพิมพ์ผลงานวารสารทางวิชาการระดับชาติ หรือนานาชาติ ยังมีอยู่น้อยที่เป็น first author และ corresponding author ซึ่งจะส่งผลต่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดสรรเวลาในการดำเนินการวิจัยที่ทำให้ไม่มีเวลาในการวิจัย
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
อาจารย์ขาดงบประมาณในการทำวิจัย และมีภาระงานสอนที่เยอะ ซึ่งแนวทางในการแก้ไขโดยการจับคู่อาจารย์ที่มีงบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ และทำการวางแผน timeline ในการทำวิจัย การนำเข้าที่ประชุมเพื่อจัดภาระงานสอนให้เหมาะสมกับอาจารย์ที่มีแผนทำวิจัยและทำตำแหน่งทางวิชาการ นอกจากนี้อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ดำเนินการเปิดฐานข้อมูล google scholar ทำให้ไม่มีข้อมูล
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
อาจารย์มีค่า H-Index อย่างน้อย 3 ขึ้นไป มีแผน timeline ในการทำวิจัยและการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
อาจารย์มีค่า H-Index อย่างน้อย 3 ขึ้นไป จากการสืบค้นข้อมูลผ่าน google scholar และเริ่มมีการวางแผนการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
ผลลัพธ์เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดความสำเร็จพบว่ามีอาจารย์ที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปจำนวน 4 ท่าน จากการสืบค้นข้อมูลใน google scholar
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการวางแผนในการทำวิจัยควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทางด้านการเรียนการสอน รวมถึงการขอตำแหน่งทางวิชาการ
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
1) การผลักดันให้อาจารย์มีค่า H-Index เพิ่มมากขึ้นในทุกปีตามเกณฑ์ KR โดยทำเป็นบันทึกข้อความเวียนแจ้งอาจารย์ในวิทยาลัย เพื่อให้รับทราบและทำตามแผนการดำเนินการที่วางแผนไว้
2) ชี้แจงเรื่องวิธีการกรอกสมัครข้อมูล google scholar เพื่อให้อาจารย์ได้ดำเนินการ
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อให้ทราบข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการที่จัดทำ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของอาจารย์
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
