รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1
U-Scopus Accelerator: โมเดลการยกระดับผลงานวิจัยนักศึกษาปริญญาตรีสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง
ผู้จัดทำโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัญจนพร โตชัยกุล
คณะรังสีเทคนิค
1. บริบทและความสำคัญ
สภาพปัญหาและความท้าทาย: ในอดีต ผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมักถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรายวิชาสัมมนาหรือเพื่อให้จบการศึกษาเท่านั้น ผลงานส่วนใหญ่จึงหยุดอยู่เพียง “เล่มรายงาน” ที่จัดเก็บไว้ภายในคณะ ซึ่งไม่สามารถนำมานับผลงานเชิงวิชาการหรือค่าถ่วงน้ำหนักได้ ส่งผลให้เกิดความท้าทายใน 4 มิติหลัก ดังนี้:
- มิติด้านคุณภาพมาตรฐาน: งานวิจัยนักศึกษายังขาดการเจียระไนให้ถึงระดับสากล ทำให้เสียโอกาสในการแสดงศักยภาพบนเวทีโลก
- มิติด้านภาระงานอาจารย์: อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระงานสอน งานบริหาร และงานบริการวิชาการที่หนาแน่น ทำให้มีข้อจำกัดด้านเวลาในการสร้างสรรค์งานวิจัยใหม่ๆ หรือการเขียนบทความวิจัย (Manuscript) จากศูนย์ด้วยตนเองทั้งหมด
- มิติด้านตัวชี้วัดยุทธศาสตร์: การที่ผลงานไม่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus ทำให้ค่าถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการของคณะ (และมหาวิทยาลัยตาม KR2.5.1/1) ไม่เพิ่มขึ้น ทั้งๆที่ผลงานวิจัยบางเรื่องสามารถไปได้ไกลกว่าภายในชั้นเรียน
- มิติด้านสร้างแรงจูงใจ: นักศึกษาขาดความเชื่อมั่นและขาดต้นแบบว่าผลงานจากระดับชั้นเรียนสามารถก้าวไปไกลถึงระดับ Scopus Q1-Q3 ได้
เหตุผลในการริเริ่มแนวปฏิบัติ: จากการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว อาจารย์จึงเล็งเห็นโอกาสในการสร้าง “กลไกการทำงานร่วมกัน” โดยใช้แนวปฏิบัติ “U-Scopus Accelerator” เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากอาจารย์ที่ปรึกษาแบบเดิม มาเป็น “นักวิจัยพี่เลี้ยง” ซึ่งวิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาแบบบูรณาการ คือ:
- นักศึกษา: ได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุดและมีผลงานระดับสากลติดตัวก่อนหรือหลังจบการศึกษา
- อาจารย์: สามารถต่อยอดข้อมูลจากงานวิจัยนักศึกษาที่ตนเองมีส่วนร่วมมาวิเคราะห์เชิงลึกและตีพิมพ์ได้ ซึ่งช่วยลดภาระการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่ทั้งหมด และเป็นการบริหารจัดการเวลาที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- คณะและมหาวิทยาลัย: ได้รับผลงานคุณภาพสูงระดับ Scopus ที่มีค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 อย่างต่อเนื่อง
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)
- เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย: ยกระดับการเผยแพร่ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมสู่มาตรฐานสากลตามยุทธศาสตร์ 02.5 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ (KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการ)
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าผลงานทางวิชาการ: มุ่งเน้นการผลิตบทความวิจัยระดับสูงในฐานข้อมูล Scopus (Q1-Q3) ซึ่งมีค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 เพื่อส่งเสริมตัวชี้วัดด้านการประกันคุณภาพการศึกษา (KPI) ของทั้งคณาจารย์ คณะ และมหาวิทยาลัยให้มีคะแนนในระดับสูงสุด
- เพื่อสร้างระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืน: สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงานวิจัย สร้างกลไกการทำงานที่ต่อเนื่อง (2021-2025) เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาปริญญาตรีสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีศักยภาพสูง จนเกิดเป็น “วัฒนธรรมวิจัย” ภายในองค์กร ที่สามารถผลิตผลงานคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
- ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.กัญจนพร โตชัยกุล สังกัด คณะรังสีเทคนิค
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
- เทคนิคการ Coaching และ Mentoring เชิงรุก: ความรู้ในการคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและแรงจูงใจ เพื่อให้นักศึกษาทุ่มเทจนงานถึงระดับตีพิมพ์ได้
- ทักษะการวิเคราะห์และเลือกวารสารในฐานข้อมูล Scopus (Q1-Q3) ที่สอดคล้องกับเนื้อหางานวิจัยของนักศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตอบรับ
- การบริหารจัดการโครงการวิจัยที่มีระยะเวลาจำกัด (ตามปีการศึกษา) ให้สามารถบรรลุผลลัพธ์คุณภาพสูง (Scopus Q3-Q1 Tier 1) ภายในกำหนดเวลา
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย โปรดระบุ KR 02.5 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ (KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการ)
รายละเอียดตัวชี้วัด
ตัวชี้วัดที่ 1 จำนวนบทความ Scopus ต่อปี มีเป้าหมายอย่างน้อย 1 เรื่อง/ปี
ตัวชี้วัดที่ 2 ระดับคุณภาพผลงาน มีเป้าหมายในระดับ Scopus Q3 ขึ้นไป (ค่าถ่วงน้ำหนักงานวิจัยเท่ากับ 1.0 ต่อผลงาน)
ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)
ขั้นตอนการดำเนินงาน
Phase 1: การวางแผนและคัดเลือกนักศึกษา โดยใช้วิธี Early Scouting: คัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและแรงจูงใจตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ 2-3 เพื่อขยายระยะเวลาการทำงานวิจัยให้ยาวนานขึ้น ทลายข้อจำกัดด้านเวลาหากรอเริ่มในชั้นปีที่ 4
Trend Analysis: อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมกับนักศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มงานวิจัยระดับโลก (Global Trends) เพื่อกำหนดหัวข้อที่ “สด ใหม่” และอยู่ในความสนใจของวารสารระดับ Q1-Q3 พร้อมจัดทำ Research Road Map ล่วงหน้า
Phase 2: ระบบพี่เลี้ยง โดยใช้วิธี Data Validation & Enhancement: มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเคร่งครัด โดยอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยสนับสนุนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม (Re-analysis) รวมถึงการทดลองเสริมเพิ่มเติม เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลงานให้สูงกว่ามาตรฐานงานวิจัยในชั้นเรียนทั่วไป
Quality Mentoring: ดำเนินการวิจัยต่อเนื่องตลอดช่วงชั้นปีที่ 2-4 โดยมีอาจารย์เป็น Coach กำกับดูแลทุกขั้นตอนเพื่อลดโอกาสการถูกปฏิเสธ (Rejection) จากวารสารสากล
Phase 3: การกลั่นกรองและคัดเลือกวารสารเป้าหมาย โดยใช้วิธี Strategic Submission: วิเคราะห์และเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้อหา โดยเน้นกลุ่ม Scopus Q1 – Q3 เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์
Phase 4: การรักษามาตรฐานและความต่อเนื่อง โดยใช้วิธี Senior-to-Junior Mentorship: การถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและรักษาความต่อเนื่องของการผลิตผลงาน เมื่อนักศึกษารุ่นน้องเห็นว่ารุ่นพี่ทำได้ จึงมีความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจที่อยากดำเนินรอยตามมากขึ้น
Monitoring & Evaluation: อาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่บันทึกสถิติและสถานะการตีพิมพ์อย่างเป็นระบบตลอด 4 ปี (2021-2025) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และนำมาปรับปรุงกระบวนการบ่มเพาะในปีถัดไป
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
- ทรัพยากรบุคคล: ระบบอาจารย์พี่เลี้ยง: อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และมีประสบการณ์การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ
- งบประมาณและการสนับสนุน: การขอทุนสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งทุนภายในและภายนอก และเลือกวารสารที่ไม่ใช่ Open Access เพื่อลดงบประมาณค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์
- เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐาน: มีโปรแกรมสนับสนุนการวิจัย: เช่น โปรแกรมวิเคราะห์สถิติขั้นสูง, โปรแกรมจัดการบรรณานุกรม (EndNote/Mendeley), หรือโปรแกรมตรวจสอบการคัดลอกผลงาน (Turnitin) พร้อมทั้งระบบห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่มีพื้นที่และอุปกรณ์เครื่องมือที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางรังสีเทคนิค โดยใช้เครื่องมือและพื้นที่จากคณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นหลัก ประกอบกับความร่วมมือจากคณะอื่นภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
Phase 1: การวางแผนและคัดเลือกนักศึกษา เลือกนักศึกษาในแต่ละรุ่นประมาณ 3-4 กลุ่มเข้ามาในการดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัย ซึ่งจากทั้งหมด 3-4 กลุ่มจะมีนักศึกษาอย่างน้อย 1 กลุ่มที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่วางแผนไว้แล้วสามารถนำผลงานระดับปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์ในวารสารระดับสากลได้ อย่างน้อย 1 เรื่องต่อปี
Phase 2: ระบบพี่เลี้ยง อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยจะคอยดูแลตลอดขั้นตอนตั้งแต่การเลือกหัวข้องานวิจัย การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องหรือข้อมลที่ peer-review ต้องการเพิ่มเติม เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลงานให้สูงกว่ามาตรฐานงานวิจัยในชั้นเรียนทั่วไปและลดโอกาสการถูกปฏิเสธจากวารสารสากล
Phase 3: การกลั่นกรองและคัดเลือกวารสารเป้าหมาย โดยอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยจะเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้อหาโดยเน้นให้สามารถตีพิมพ์ได้จริง แม้บางผลงานจะไม่สามารถเข้าถึงการตีพิมพ์ในระดับ Q1-Q2 ได้ก็จะสนับสนุนให้ตีพิมพ์ใน Q3 แทน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการได้ตีพิมพ์และมีชื่อในวารสารระดับสากล แม้จะไม่ได้อยู่ใน quartile ที่สูงมากนักแต่หากอยู่ในฐาน Scopus ก็จะได้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1 เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักศึกษาและผู้ปกครองได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ การมีทัศนคติต่องานวิจัยในแง่ดี เพื่อให้นักศึกษาที่จบไปแล้วไม่กลัวการทำวิจัยต่อไปในอนาคต ไม่มองว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องยากหรือน่ากลัว
Phase 4: การรักษามาตรฐานและความต่อเนื่อง เมื่อสามารถดำเนินการได้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจึงส่งผลให้รุ่นพี่กล้าที่จะส่งต่อหรือพูดคุยกับรุ่นน้อง หรือรุ่นน้องอาจจะเห็นจากการประชาสัมพันธ์ในเพจคณะ ทำให้เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ในทุกรุ่นมีนักศึกษาที่สนใจในการเริ่มดำเนินการทำวิจัยในชั้นปีต้นๆมากขึ้น จึงทำให้รักษาความต่อเนื่องของการผลิตผลงานได้ จนส่งผลให้การดำเนินการตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้งานวิจัยตีพิมพ์ในระดับสากลรวมกันมากถึง 8 เรื่อง ดังแสดงในตาราง
ปีการศึกษา/ค.ศ. | จำนวนผลงาน | ฐานข้อมูล / Quartile | ค่าถ่วงน้ำหนัก |
2021 (ปีเริ่มระบบ) | 2 | Scopus Q3 | 1.0 |
2022 (พัฒนาระบบ) | 1 | Scopus Q3 | 1.0 |
2023 (ขยายผล) | 3 | Scopus Q2-Q3 | 1.0 |
2024-2025 (ปัจจุบัน) | 2 | Scopus Q1-Q1 (Tier 1) | 1.0 |
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
- ความกังวลและความกลัวต่อการทำวิจัย (Research Anxiety): ในช่วงแรกที่เริ่มกระบวนการนี้นั้นนักศึกษามองว่าการตีพิมพ์ Scopus เป็นเรื่องยากเกินความสามารถและมีความกดดันสูง อาจารย์ที่ปรึกษาจึงต้องใช้วิธีการย่อยขั้นตอนการทำงานให้เล็กลง เข้าร่วม ไม่ทอดทิ้ง เพื่อให้นักศึกษามีกำลังใจและดำเนินการต่อไปตลอดการศึกษา และใช้วิธีสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน เพื่อให้นักศึกษารู้สึกว่าความสำเร็จเข้าถึงได้จริง
- ความผันแปรของคุณภาพงานวิจัยในแต่ละกลุ่ม: งานวิจัยของนักศึกษาบางกลุ่มอาจมีความสมบูรณ์ไม่เพียงพอต่อการส่งตีพิมพ์ใน Quartile ระดับบน (Q1-Q2) จึงมีการแก้ไขให้ปรับกลยุทธ์การส่งวารสารให้สอดคล้องกับคุณภาพงานจริง โดยเน้นกลุ่ม Q3 เพื่อรักษาสิทธิ์การได้รับค่าถ่วงน้ำหนัก 1.0 ซึ่งเป็นการการันตีความสำเร็จของผลลัพธ์ในภาพรวม นึกศึกษายังคงได้ร่วมมีชื่อในการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ
- กระบวนการ Peer-Review ที่เข้มงวด: วารสารสากลมีการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งเกินกว่าแผนการวิจัยเริ่มต้นที่นักศึกษาทำไว้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะใช้เก็บข้อมูลสำรองหรือวิเคราะห์เพิ่มเติม
- การบริหารเวลาและภาระงาน: การทำวิจัยเพื่อตีพิมพ์ควบคู่ไปกับการเรียนตามหลักสูตรปกติ สร้างภาระงานหนักให้นักศึกษาและอาจารย์ จึงได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2-3 และการบริหารจัดการกลุ่มนักศึกษาแบบเป็นรุ่นช่วยให้สามารถกระจายภาระงานและติดตามความคืบหน้าได้เป็นระบบมากขึ้น
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
Achievement Metric: วัดความสำเร็จจากการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus Q1-Q3 ที่ต้องได้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์
Affordability Metric (Workload): วัดประสิทธิภาพการบริหารภาระงานของอาจารย์ โดยเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่าง “เวลาที่ใช้” กับ “ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้น” (เป้าหมายคือลดขั้นตอนการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่จากศูนย์)
Adherence Metric: วัดความต่อเนื่องของการดำเนินงานตลอด 4 ปี โดยตรวจสอบจำนวนผลงานที่เกิดขึ้นในทุกปีการศึกษา ไม่ให้เกิดช่องว่างของผลผลิตทางวิชาการ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์: ตลอด 4 ปี (2021-2025) สามารถผลิตบทความวิจัยระดับสากลได้รวม 8 เรื่อง (เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีละ 1 เรื่อง) และทุกเรื่องได้รับค่าถ่วงน้ำหนัก 1.0
ประสิทธิภาพการทำงาน: อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถสร้างผลงานวิจัยคุณภาพสูงได้โดยใช้กระบวนการ Mentorship ร่วมกับนักศึกษา ซึ่งช่วยลดภาระงานในการบุกเบิกงานวิจัยใหม่ และเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคล (นักศึกษา) มาสนับสนุนงานวิจัยของคณะได้อย่างเต็มศักยภาพ
ความยั่งยืนของระบบ: นักศึกษามี “Research Mindset” ที่ดี มีความภาคภูมิใจในผลงานระดับสากล และส่งต่อแนะนำความภาคภูมิใจนี้สู่รุ่นน้อง เกิดเป็น “Research Pipeline” ที่เสถียร โดยมีนักศึกษารุ่นน้องสนใจเข้าร่วมโปรแกรมตั้งแต่ปี 2-3 เพิ่มขึ้นในทุกปี ส่งผลให้คณะมีผลงานตีพิมพ์ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกปีการศึกษา
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
ตัวชี้วัดความสำเร็จ | เป้าหมาย | ผลการดำเนินงานจริง |
จำนวนบทความ Scopus ต่อปี | อย่างน้อย 1 เรื่อง/ปี | บรรลุเฉลี่ย 2 เรื่อง/ปี (ดำเนินการต่อเนื่อง 4 ปีรวม 8 เรื่อง) |
ระดับคุณภาพผลงาน | Scopus Q3 ขึ้นไป | บรรลุ Q1 tier1 – Q3 ค่าถ่วงน้ำหนักงานวิจัยเท่ากับ 1.0 (ทุกผลงาน) |
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
Proactive Mentorship: การเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากเพียงผู้ตรวจเป็น “เพื่อนร่วมวิจัย” ที่สนับสนุนนักศึกษาตั้งแต่การวางแผนต้นทาง การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
Proactive Workflow: การเริ่มงานตั้งแต่ชั้นปีที่ 2-3 แทนการเริ่มทำในชั้นปีที่ 4 ทำให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการ Re-analysis และการแก้ไขบทความตามคำแนะนำของ Peer Review
Strategic Journal Matching: ความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกวารสารระดับนานาชาติที่ “ตีพิมพ์ได้จริง” และให้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 ทำให้ลดความล้มเหลวและสร้างขวัญกำลังใจให้นักศึกษา
Win-Win Collaboration: โมเดลการทำงานที่เอื้อประโยชน์ทั้งอาจารย์ (ได้งานวิจัยโดยลดภาระงานในการทำวิจัยตั้งแต่ศูนย์) และนักศึกษา (ได้ผลงานระดับสากลโลกเป็นโปรไฟล์)
Institutional Synergy: การประชาสัมพันธ์ความสำเร็จภายในคณะจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่รุ่นพี่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
จากการดำเนินงานต่อเนื่อง 4 ปี คณะได้ถอดบทเรียนเพื่อการพัฒนาในอนาคต ดังนี้:
การเพิ่มทักษะด้าน AI-Assisted Research: บูรณาการเครื่องมือ AI ที่มหาวิทยาลัยรองรับมาใช้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นและการตรวจสอบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพื่อลดภาระงานของอาจารย์และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดทำต้นฉบับ (Manuscript) ให้ได้มาตรฐานสากล
สร้างคลังความรู้: รวบรวมรายชื่อวารสาร (Journal List) ในระดับ Scopus Q1-Q3 ที่เหมาะสมกับงานวิจัยของนักศึกษา เพื่อเป็นทางลัดให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ในรุ่นต่อๆ ไป
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
การถอดบทเรียนกระบวนการออกมาในรูปแบบคู่มือหรือสื่อออนไลน์ เพื่อให้อาจารย์ท่านอื่นภายในคณะหรือคณะอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เพื่อเปลี่ยนค่านิยมจากการทำวิจัยเพื่อจบการศึกษา มาเป็นการทำวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าทางวิชาการร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาอย่างยั่งยืน
การผลักดันสู่การเป็นวิชาบูรณาการ: เสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรโดยนำกระบวนการ “Research Mentorship” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสัมมนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการผลิตผลงานคุณภาพสูงเป็นวงกว้างแทนการทำเพียงกลุ่มเฉพาะ
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link
https://drive.google.com/drive/folders/1qEHbYg0PxK3qKbSdFQcW5QbWLTHkblWT?usp=drive_link
ลิ้งค์ google drive แสดงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
- รูปภาพหน้าปกงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล scopus ตลอด 4 ปี ทั้งหมด 8 เรื่อง
- ไฟล์ manuscript ฉบับเต็มทั้งหมด 8 เรื่อง
