รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.4
การบริหารจัดการห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัยสู่การคว้ารางวัลระดับชาติและนานาชาติ
ผู้จัดทำโครงการ
รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง, ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ อ.อนุชาญ พนักศรี
วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์
1. บริบทและความสำคัญ
ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา
ห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืนเป็นห้องปฏิบัติหนึ่งที่อยู่ภายใต้การวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นห้องปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการศึกษา
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)
ห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งในการผลิตผลงานวิจัยทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯ ที่มุ่งเน้นการแปลงผลงานวิจัยสู่การเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผลผลิตของงานวิจัยส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการเป็นหลัก
ความท้าทายสำคัญคือ คณาจารย์และนักวิจัยยังขาด กระบวนการบริหารจัดการและระบบสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาผลงานวิจัยเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรมต้นแบบ ที่มีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน รวมถึงยังขาดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคนิคการนำเสนอผลงาน ให้ตอบโจทย์เกณฑ์ของเวทีการประกวด ทำให้องค์กรพลาดโอกาสสำคัญในการนำผลงานไปแสดงศักยภาพและสร้างการยอมรับในเวทีสาธารณะ
เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ห้องปฏิบัติการฯ จึงได้ริเริ่มแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยการสร้างระบบเครือข่ายพี่เลี้ยงและการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (Mentoring & Peer Review) ในกลุ่มคณาจารย์และนักวิจัย เพื่อช่วยเหลือกันพัฒนาชิ้นงานและเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการผลักดันให้บุคลากรสายวิชาการได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร
- เพื่อเพิ่มจำนวนคณาจารย์และนักวิจัยที่ได้รับรางวัล: ผลักดันและสนับสนุนให้บุคลากรของห้องปฏิบัติการฯ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดและคว้ารางวัลในเวทีระดับมหาวิทยาลัย ระดับชาติ และนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
- เพื่อยกระดับผลงานวิจัยสู่นวัตกรรม (Research to Innovation): ส่งเสริมการนำองค์ความรู้ทางวิชาการด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ มาพัฒนาต่อยอดเป็นชิ้นงานต้นแบบที่จับต้องได้และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก
- เพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็ง: สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันและการจัดการความรู้ (KM) ภายในกลุ่มนักวิจัย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและประสบการณ์ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
- (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้
- อื่น ๆ (โปรดระบุ)
- คู่มือและเกณฑ์การประเมินผลงานนวัตกรรมของเวทีการแข่งขันระดับชาติและสากล
- ระเบียบวิธีวิจัยและเอกสารทางวิชาการด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
- คณาจารย์และนักวิจัยอาวุโสประจำห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมเวทีการประกวดนวัตกรรม
- อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ ทักษะ และเทคนิคการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อดึงศักยภาพบุคลากรในการนำเสนอผลงาน (Pitching) และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการแข่งขัน
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.1.4 จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป
รายละเอียดตัวชี้วัด
จำนวนคณาจารย์และนักวิจัยภายใต้ห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน ที่ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ (เป้าหมาย: คณาจารย์/นักวิจัยได้รับการผลักดันจนได้รับรางวัล อย่างน้อย 2 ท่าน ต่อปีการศึกษา)
ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)
เชิงปริมาณ: จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์ในห้องปฏิบัติการฯ ที่ผ่านการเตรียมความพร้อมและถูกส่งเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือนานาชาติ (เป้าหมาย: อย่างน้อย 2 ผลงานต่อปีการศึกษา)
เชิงคุณภาพ: มีการนำองค์ความรู้และข้อเสนอแนะจากการประกวด มาถอดบทเรียน (Lessons Learned) และจัดทำเป็นแนวทางปฏิบัติ (SOP) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการพัฒนาชิ้นงานนวัตกรรมของห้องปฏิบัติการฯ ในรุ่นต่อไป
ขั้นตอนการดำเนินงาน
ห้องปฏิบัติการฯ ใช้หลักการบริหารวงจรคุณภาพ (PDCA) ในการขับเคลื่อน ดังนี้:
การวางแผน (Plan): สำรวจและคัดเลือกผลงานวิจัยของคณาจารย์ที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อกำหนดเป้าหมายเวทีประกวดระดับนานาชาติที่เหมาะสม พร้อมทั้งวางแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุน (เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ – วช.)
การลงมือปฏิบัติ (Do): ดำเนินการเตรียมความพร้อมผ่าน ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) โดยให้คณาจารย์และนักวิจัยร่วมกันวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (Peer Review) ช่วยเหลือกันจัดทำชิ้นงานต้นแบบ และฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน (Pitching) โดยเน้นการสื่อสารจุดเด่นและผลกระทบเชิงบวกทางสังคมให้เข้าใจง่ายและเป็นสากล
การตรวจสอบและวัดผล (Check): ประเมินความพร้อมของผลงานในรอบคัดเลือกตัวแทนประเทศ และติดตามผลลัพธ์จากการแข่งขันจริงบนเวทีนานาชาติ พร้อมทั้งรวบรวมข้อเสนอแนะ (Feedback) จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
การปรับปรุงและพัฒนา (Act): นำประสบการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีสากล มาต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ (เช่น การจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการทดลองทางคลินิก) และนำกระบวนการทั้งหมดมาปรับปรุงระบบพี่เลี้ยงให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
ทรัพยากรบุคคล: เวลา ทักษะ และความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาในห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพฯ ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม
งบประมาณ: ทุนสนับสนุนการวิจัยสำหรับการพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ รวมถึงงบประมาณหรือทุนสนับสนุนสำหรับการสมัครและเดินทางเข้าร่วมประกวดผลงานในเวทีระดับนานาชาติ
อุปกรณ์และเครื่องมือ: เครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานภายในห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
จากการกำหนดเป้าหมายเพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัย ห้องปฏิบัติการฯ ได้ดำเนินการตามวงจรคุณภาพ (PDCA) โดยมีกรณีศึกษา (Case Study) จากการส่งผลงานของคณาจารย์จำนวน 2 ท่าน เข้าร่วมประกวดในเวที “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนี้:
การวางแผน (Plan): ห้องปฏิบัติการฯ ได้คัดเลือกผลงานวิจัยที่มีศักยภาพและเคยผ่านการประกวดในประเทศมาแล้ว เพื่อส่งเข้ารับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยส่ง 2 ผลงานเด่น ได้แก่ 1) นวัตกรรมแผ่นเมมเบรนชุดตรวจโรคไตเบื้องต้นจากปัสสาวะ (Nanofiber Membrane for Urinary Albumin Detection…) และ 2) นวัตกรรมผิวหนังเทียมจากเจลาตินหนังปลา (Artificial Skin by Bioprinting from Fish Gelatin)
การลงมือปฏิบัติ (Do): การใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอและจัดแสดง
ทีมพี่เลี้ยง (Mentors) ได้นำความรู้และประสบการณ์จากการประกวดเวทีระดับโลกมาจัดกระบวนการติวเข้ม (Intensive Coaching) ให้แก่นักวิจัย โดยแบ่งยุทธศาสตร์ออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ:
กลยุทธ์ด้านการนำเสนอ: เทคนิค Elevator Pitch: ฝึกฝนให้นักวิจัยสามารถสรุปแก่นของนวัตกรรมให้จบได้ภายใน 1-3 นาทีแรก โดยใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Problem-Solution-Impact (ระบุปัญหา-นำเสนอทางออก-แสดงผลกระทบเชิงบวก)
เทคนิคการแปลงข้อมูล (Data Translation): ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการนำเสนอแบบวิชาการ เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง มาเป็นการสื่อสารคุณค่าของนวัตกรรม (Value Proposition) เน้นให้เห็นถึงความใหม่ ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และประโยชน์ต่อสังคมระดับสากล เพื่อให้กรรมการที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ โดยตรงสามารถเข้าใจและประทับใจได้ทันที
กลยุทธ์ด้านการจัดแสดงผลงาน (Exhibition & Engagement Strategy):
การสาธิตเชิงโต้ตอบ (Interactive Demonstration): ปรับรูปแบบบูธจัดแสดงจากการใช้เพียงโปสเตอร์แบบดั้งเดิม มาเป็นการเน้นนำเสนอชิ้นงานต้นแบบ ที่สามารถจับต้องและสาธิตการทำงานได้จริง เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างประสบการณ์ร่วม (Engagement) ให้กับคณะกรรมการ
การสร้างจุดดึงดูดสายตา (Visual Hook): ออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์และอินโฟกราฟิก ประจำบูธให้มีข้อความหลัก (Key Message) ที่กระชับและมองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล เพื่อแย่งชิงความสนใจท่ามกลางผลงานนวัตกรรมนับพันชิ้นในฮอลล์จัดแสดง
การตรวจสอบและวัดผล (Check): ดำเนินการจัดกิจกรรม “จำลองการนำเสนอ (Mock Pitching)” ภายใต้สภาวะกดดันที่ใกล้เคียงกับเวทีจริง โดยเชิญคณาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชามาสวมบทบาทเป็นคณะกรรมการนานาชาติ เพื่อประเมินทักษะการตอบคำถาม (Q&A) ไหวพริบ และภาษากาย (Body Language) พร้อมทั้งบันทึกวิดีโอเพื่อให้นักวิจัยได้เห็นจุดบกพร่องและนำไปแก้ไขปรับปรุง
ผลสัมฤทธิ์จากกระบวนการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นนี้ ทำให้นักวิจัยสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลจากเวทีสากลมาได้ถึง 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากประเทศจีน, รางวัล NRCT Special Award และ รางวัลชมเชยพิเศษ จาก วช.
การปรับปรุงและพัฒนา (Act): หลังจากการแข่งขัน ห้องปฏิบัติการฯ ได้จัดเวทีเสวนาถอดบทเรียน เพื่อรวบรวมเทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงรูปแบบคำถามที่มักพบบ่อยจากคณะกรรมการนานาชาติ นำมาจัดทำเป็น คู่มือแนวปฏิบัติสำหรับการประกวดนวัตกรรมระดับสากลเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการเตรียมความพร้อมให้แก่นักวิจัยของห้องปฏิบัติการฯ ในรอบปีถัดไป
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
ปัญหา/อุปสรรค: กับดักความเชี่ยวชาญ ของนักวิจัย
รายละเอียด: นักวิจัยมักมีความผูกพันกับกระบวนการทดลองและรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก (Deep Tech) ทำให้เมื่อต้องนำเสนอผลงาน มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอธิบายระเบียบวิธีวิจัย จนลืมเน้นย้ำถึงจุดเด่นและผลกระทบเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้คณะกรรมการระดับนานาชาติอาจหลุดโฟกัสหรือเกิดความเบื่อหน่าย
แนวทางแก้ไข: ระบบพี่เลี้ยงได้นำแนวทางการประเมินแบบข้ามศาสตร์ มาใช้ โดยให้นักวิจัยทดลองนำเสนองานให้บุคลากรที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ฟัง หากผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจประเด็นหลักได้ภายใน 3 นาที นักวิจัยจะต้องกลับไปปรับรื้อโครงสร้างสคริปต์ใหม่ โดยบังคับให้ใช้ การเปรียบเทียบ แทนการอธิบายกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
การวัดผลเชิงปริมาณ : ประเมินจาก จำนวนคณาจารย์และนักวิจัย (บุคคล) ของห้องปฏิบัติการฯ ที่ได้รับรางวัลจากการส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือระดับนานาชาติ
การวัดผลเชิงคุณภาพ : ประเมินระดับความพร้อมด้านการนำเสนอ ของนักวิจัยก่อนการแข่งขันจริง ผ่านกิจกรรมจำลองการนำเสนอ โดยใช้เกณฑ์การประเมินแบบข้ามศาสตร์ เพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารคุณค่าของนวัตกรรมให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้
การประเมินหลังการปฏิบัติการ: รวบรวมข้อเสนอแนะและรูปแบบคำถามจากคณะกรรมการในเวทีระดับนานาชาติ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาต่อของทั้งตัวผลงานและตัวผู้นำเสนอ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
จำนวนคณาจารย์และนักวิจัย (บุคคล) ของห้องปฏิบัติการฯ ที่ได้รับรางวัลจากการส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือระดับนานาชาติ จำนวน 2 คน
จากการใช้ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) และการติวเข้มอย่างเป็นระบบ คณาจารย์ของห้องปฏิบัติการฯ ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการนำเสนอผลงานบนเวทีระดับนานาชาติ “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสามารถสื่อสารนวัตกรรมเชิงลึกให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้ (Interactive Demonstration) จนสามารถคว้ารางวัลระดับสากลได้ถึง 4 รางวัล ได้แก่:
รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากคณะกรรมการจัดการประกวดประเทศจีน 2 รางวัล
รางวัลพิเศษ (NRCT Special Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
รางวัลชมเชยพิเศษ (NRCT Honorable Mention Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
ผลการดำเนินงาน บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จากตัวชี้วัดหลัก (KR 2.1.4) ที่กำหนดเป้าหมายให้มีคณาจารย์และนักวิจัยได้รับรางวัลอย่างน้อย 2 ท่านต่อปีการศึกษา พบว่าจากการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ ห้องปฏิบัติการฯ สามารถสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ คณาจารย์จำนวน 2 ท่าน คว้ารางวัลระดับสากลกลับมาได้สำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ในการปั้นนักวิจัยได้อย่างตรงจุด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
ระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งและการประเมินแบบข้ามศาสตร์: การมีทีมนักวิจัยอาวุโสที่มากประสบการณ์มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการให้บุคลากรจากต่างสาขาวิชามาร่วมฟังและวิจารณ์ผลงาน ช่วยให้นักวิจัยสามารถก้าวข้าม กับดักความเชี่ยวชาญ และสามารถย่อยข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราว ที่สื่อสารคุณค่าของนวัตกรรมได้อย่างชัดเจนและเป็นสากล
การจำลองสถานการณ์แข่งขันจริงอย่างเป็นระบบ: การจัดกิจกรรมฝึกซ้อมนำเสนอเสมือนจริงภายใต้สภาวะกดดัน ช่วยให้นักวิจัยมีความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม (Q&A) สามารถควบคุมเวลาในการนำเสนอแบบกระชับ (และเห็นจุดบกพร่องของตนเองเพื่อนำไปแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์แบบก่อนการเดินทางไปแข่งขันจริง
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการจัดแสดงผลงาน: การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการนำเสนอเชิงวิชาการ ไปสู่การนำเสนอเชิงประจักษ์ โดยเน้นการใช้ ชิ้นงานต้นแบบ มาสาธิตให้คณะกรรมการเห็นกลไกการทำงาน (ผสานกับการใช้กลยุทธ์ดึงดูดความสนใจใน 10 วินาทีแรก ทำให้ผลงานมีความโดดเด่นและสามารถเอาชนะกำแพงด้านภาษาในการสื่อสารระดับนานาชาติได้
ความสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ขององค์กร : การที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิต มีนโยบายผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรม (Research to Innovation) อย่างชัดเจน ทำให้คณาจารย์มีเป้าหมายร่วมกัน มีการจัดสรรทรัพยากรและทุนสนับสนุนที่เพียงพอ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักวิจัยมีความพร้อมในการก้าวสู่เวทีระดับโลก
5. การปรับปรุงและพัฒนา
แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
การบูรณาการความรู้ด้านธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา (Business & IP Integration): จากประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติพบว่า คณะกรรมการให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ดังนั้นจึงควรปรับปรุงระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) โดยเพิ่มการอบรมหรือการให้คำปรึกษาด้านการจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas) และกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เข้าไปในกระบวนการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้นักวิจัยสามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น
การจัดทำฐานข้อมูลและคู่มือเตรียมตัว (Innovation Contest Playbook): ควรมีการรวบรวมข้อมูลลักษณะเฉพาะ เกณฑ์การประเมิน และความสนใจของคณะกรรมการในแต่ละเวทีประกวดระดับนานาชาติ รวมถึงถอดบทเรียนรูปแบบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) จัดทำเป็น คู่มือแนวปฏิบัติและคลังข้อมูล แบบดิจิทัล เพื่อลดระยะเวลาในการเตรียมตัวและเป็นทางลัด ให้นักวิจัยรุ่นถัดไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที
แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน
การกำหนดระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure – SOP) ก่อนการประกวด: เสนอแนะให้หน่วยงานนำ กระบวนการจำลองการนำเสนอ (Mock Pitching)และ เกณฑ์การสื่อสารนวัตกรรมให้เป็นสากล มาจัดทำเป็นมาตรฐาน (SOP) หรือข้อกำหนดเบื้องต้น สำหรับผลงานวิจัยทุกชิ้นของวิทยาลัยฯ โดยผลงานที่จะเป็นตัวแทนองค์กรไปแข่งขันในเวทีภายนอก จะต้องผ่านกระบวนการซ้อมและปรับแก้จากคณะกรรมการระดับคลินิกนวัตกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพ การสร้างมาตรฐานภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการคว้ารางวัลตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัย (KR 2.1.4) อย่างยั่งยืน
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link
