รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR4.1.3, 4.1.6/1, 4.2.1
การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอน กิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผู้จัดทำโครงการ
ผศ. ดร. ศนิ บุญญกุล, รศ. นันทชัย ทองแป้น, ผศ. อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง และ รศ. ดร. ณัฐพล ถนัดช่างแสง
วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์
1. บริบทและความสำคัญ
ในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ และนวัตกรรมทางการแพทย์ ได้ส่งผลให้การผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) และเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ซึ่งเป็นศาสตร์บูรณาการระหว่างวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แนวโน้มการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับความเป็นสากลของการศึกษา (Internationalization of Higher Education) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะสากล (Global Competence) สามารถทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม มีทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม มีความเข้าใจในมาตรฐานสากล และสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติได้ สอดคล้องกับแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ที่เน้นทักษะสำคัญ ได้แก่ การคิดเชิงวิเคราะห์และนวัตกรรม (Critical and Innovative Thinking) การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน (Communication and Collaboration) ความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์บริบทการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ พบว่ายังคงมีสภาพปัญหาและความท้าทายหลายประการ ที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- ข้อจำกัดด้านประสบการณ์และการเรียนรู้ในบริบทนานาชาติของนักศึกษา
- ความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาในมิติความเป็นสากล
- การแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาในระดับภูมิภาคและระดับโลก
- โอกาสในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์
สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์มีลักษณะเป็นสาขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามสถาบันและข้ามประเทศในการพัฒนานวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุตสาหกรรมในต่างประเทศจึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและการเรียนรู้ของนักศึกษาและบุคลากร
จากบริบทดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะต้องริเริ่มและพัฒนา แนวปฏิบัติดี “ด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอน กิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ” เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการ
- ส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับนานาชาติของนักศึกษา
- พัฒนาศักยภาพอาจารย์และบุคลากรให้สามารถทำงานในเครือข่ายวิชาการระดับโลก
- สร้างความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมกับสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ
- ยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้มีสมรรถนะสากลและสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติ
ซึ่งการพัฒนาแนวปฏิบัตินี้จึงไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อแนวโน้มของการศึกษาระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนด กลยุทธ์ด้านความเป็นสากลของวิทยาลัยให้มีทิศทางที่ชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา บุคลากร และองค์กรในระยะยาว อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในเวทีนานาชาติต่อไป
นอกเหนือไปจากนั้นจากนั้นจากบริบทและความสำคัญดังที่กล่าวข้างต้นยังมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565–2569 ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก โดยการดำเนินแนวปฏิบัติด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสามารถสนับสนุนและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแบบบูรณาการในหลายมิติ ดังนี้
- การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education)
การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษา (Bilingual) เพื่อรองรับนักศึกษาต่างชาติ ร่วมกับการพัฒนากิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการเรียนการสอน และกิจกรรมเหล่านี้ได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับสากล
- การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development)
สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ส่งเสริมการทำวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยไทยและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการได้รับทุนวิจัยและการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติ โดยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาผ่านกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต
- การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล(Internationalization)
เนื่องจากยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยรังสิตมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่งเสริมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากิจกรรมที่ทำให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานร่วมกันในกิจกรรมทางวิชาการและโครงการต่าง ๆ ดังนั้นแนวปฏิบัติด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยให้เกิดผลในระดับคณะและหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม
- การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management)
การสร้างกิจกรรมและเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ รวมถึงการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรให้มีศักยภาพในการทำงานระดับโลก จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่การเพิ่มการรับรู้และการยอมรับในระดับนานาชาติ การสร้างชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยผ่านผลงานนักศึกษาและงานวิจัย และการเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการสร้างความโดดเด่นและชื่อเสียงทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ
จากบริบทและความสำคัญที่กล่าวมา แนวปฏิบัติเรื่อง “การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต” สามารถกำหนด เป้าหมายของการจัดทำแนวปฏิบัติ ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา ศักยภาพบุคลากร และการพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย โดยสรุปประเด็นได้ดังนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรสู่ความเป็นสากล
เพื่อยกระดับกระบวนการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในบริบทนานาชาติ ผ่านการการเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติและกิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ เช่น การเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษาและโครงการแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ กิจกรรมวิชาการนานาชาติ และการทำวิจัยร่วม ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านภาษา การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล
- ยกระดับคุณภาพการผลิตบัณฑิตให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ
แนวปฏิบัตินี้มุ่งพัฒนานักศึกษาให้มี Global Competency และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกันในทีมสหสาขาวิชา การเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (International Academic Integration) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบัณฑิตในการทำงานในอุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพในระดับโลก
- เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างประเทศ
เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และองค์กรในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรร่วม การทำวิจัยร่วม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ อันนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมและผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในระดับนานาชาติ
- เพิ่มความพึงพอใจและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา
การจัดกิจกรรมและโครงการในระดับนานาชาติจะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผัสวัฒนธรรมและระบบการศึกษาที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และเพิ่มความพึงพอใจต่อประสบการณ์การศึกษาในมหาวิทยาลัย
- เพิ่มศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรทางการศึกษา
เพื่อส่งเสริมให้อาจารย์และบุคลากรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ การวิจัย และการจัดการเรียนการสอนในบริบทนานาชาติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางวิชาการกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
- เสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ
การดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มการยอมรับของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในระดับสากล ทั้งในด้านการศึกษา การวิจัย และความร่วมมือทางวิชาการ ส่งผลต่อการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสถาบัน
ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
❒ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้
(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้
☑ อื่น ๆ (โปรดระบุ) ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต และดำริของ ดร.อาทิตย์ และ ดร.อรรถวิทย์ อุไรรัตน์ ยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ แบบรายงานผลการดำเนินงาน QA ของวิทยาลัย (SAR) และแบบรายงาน PDCA ของโครงการกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
❒ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)
❒ เจ้าของความรู้/สังกัด
☑ อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ในระดับคณะและวิทยาลัย
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
การจัดทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดีเรื่อง “การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต” อาศัยองค์ความรู้และประเด็นสำคัญจากหลายมิติ ทั้งด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
- แนวคิดการพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 (21st Century Education)
- แนวคิดการสร้างความเป็นสากลของสถาบันอุดมศึกษา (Internationalization of Higher Education)
- แนวคิดการพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ
- แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านเครือข่ายความร่วมมือ (Academic Networking)
- แนวคิดการบริหารจัดการโครงการตามวงจรคุณภาพ (PDCA)
ซึ่งจากทั้ง 5 แนวคิดข้างต้น สามารถสร้างโมเดล BME-RSU Internationalization Knowledge Management Framework เพื่อใช้เป็นกลไกในการบูรณาการการพัฒนาความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่
- Curriculum International Integration เป็นการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนแบบสองภาษา รวมถึงการบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ (Academic Integration)
- Global Mobility and International Experience เป็นการส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ระดับนานาชาติ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกงาน และการศึกษาดูงานในต่างประเทศ
- International Research Collaboration เป็นการสร้างเครือข่ายการวิจัยระดับนานาชาติ การตีพิมพ์ผลงานวิจัยในฐานข้อมูลสากล และการเข้าร่วมแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติ
- Professional and Academic Networking เป็นการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาและบุคลากร
โดยกลไกทั้งสี่ด้าน4 ด้านนี้ดำเนินการผ่านกระบวนการ Knowledge Management (KM) ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Creation) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) และการถ่ายทอดและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer๗) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานักศึกษาให้มี Global Competency และสามารถทำงานในบริบทนานาชาติได้ โดยสามารถสรุปโมเดลได้ดังแผนภาพ
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
☑ยุทธศาสตร์ที่ 4 โปรดระบุ KR 4.1.3, 4.1.6/1, 4.2.1,
รายละเอียดตัวชี้วัด
เอกสารประกอบ: แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรงัสติ พ.ศ. 2565-2569 (ฉบบัปรบัปรุง พ.ศ. 2567-2569)
โดยในการวางแผนในการจัดโครงการหรือกิจกรรมแต่ละกิจกรรมของวิทยาลัยวิศวรรมชีวการแพทย์ ถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องบูรณาการและตอบโจทย์ในหลายตัวชี้วัด
ขั้นตอนการดำเนินงาน
วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาประจำปีการศึกษาทุกๆปี การวางแผนงานเป็นไปตามประเด็นยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ดังนี้ ประเด็น ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล(Internationalization) ซึ่งบูรณาการร่วมกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development) และยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management) โดยมีคณบดีและกรรมการบริหารวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบายโดยมี
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบด้านการเรียนรู้และกิจกรรมแบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (International Academic Integration) การรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน การอบรมทางวิชาชีพในต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานและสถาบันในต่างประเทศ
- รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้านกิจการนักศึกษาและประสานงานกับรองฯ วิชาการและวิเทศสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ
- รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเป้นผู้รับผิดชอบในเรื่องของการวิจัยร่วมกับสถาบันในต่างประเทศ การเข้าร่วมเสนอผลงานทางวิชาการและวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษาในระดับนานาชาติ รวมถึงการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ
โดยในทุกภาคส่วนได้มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในสังคมโลก ได้แก่ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Communication and Collaboration) ความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารในบริบทนานาชาติรวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
- งบประมาณจากมหาวิทยาลัยเป็นไปตามงบประมาณที่จัดสรรในแต่ละโครงการ โดยรายละเอียดดังเอกสารแนบใน PDCA
- งบประมาณจากแหล่งทุนอื่น เช่นจากกระทรวงการต่างประเทศ โครงการทุนความร่วมมือในเครือข่ายระดับนานาชาติ
3. การลงมือปฏิบัติ
ทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ซึ่งยึดมั่นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยปรับให้สอดคล้องกับบริบทของวิทยาลัยและความต้องการของนักศึกษา บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) โดยมีรายละเอียดดังนี้
- หลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษา (Bilingual) เพื่อรองรับนักศึกษาต่างชาติ
เนื่องจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ดำริริเริ่มให้มีการเรียนการสอนแบบสองภาษา และรับนักศึกษาต่างชาติมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 ดังนั้นรายวิชาทุกรายวิชาที่เปิดทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 จะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ 1 กลุ่ม ในทุกรายวิชา โดยในการเรียนในกลุ่มภาษาอังกฤษ จะมีนักศึกษาไทยที่เลือกเข้าเรียนในกลุ่มนี้โดยความสมัครใจ ทำให้เกิดการ การเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (Academic Integration) และการพัฒนาทักษะทางภาษา นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมร่วมกันทำให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้มีการปฎิสัมพันธ์ผ่านการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ของวิทยาลัยแบบพหุวัฒนธรรม (Multiculture) โดยจากสถิติจะเห็นได้ว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติขิงวิทยาลัยได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนต่อความมีชื่อเสียงและการยอมรับของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติ โดยสามารถสรุปสถิติจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้าศึกษาในวิทยาลัยตามรายปีได้ดังนี้
เอกสารประกอบ: KM-BME1_สรุปจำนวนนักศึกษาต่างชาติ และนักศึกษาแลกเปลี่ยน
- การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์
ทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มุ่งเน้นในการพัฒนาบัณฑิตให้มีความเท่าทันโลก ซึ่งภาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสื่อสาร โดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาษาอังกฤษตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ที่ระบุให้นักศึกษาในระดับปริญญาตรี มีผลสอบภาษาอังกฤษแบบ CEFR ไม่ต่ำกว่าระดับ B1 แต่อย่างไรก็ตามนักศึกษาในวิทยาลัยมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่มีความหลากหลาย ทางวิทยาลัยจึงได้มีโครงการพัฒนาภาษาอังกฤษเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนที่จะไปฝึกงานต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ CEFR ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า B1 ซึ่งจากผลดำเนินงานพบว่านศ. ระดับปริญญาตรีของวทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีผลสอสอบภาษาอังกฤษ CEFR ในระดับไม่ต่ำกว่า B1 เป็นจำนวน 100%
เอกสารประกอบ: KM-BME2_ผลสอบCEFR67
- โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
จากการที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดเรียนการสอนแบบสองภาษา และรับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงมีการทำวิจัยอย่างเข้มข้นโดยคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยรังสิตมีความสนใจเดินทางมาแลกเปลี่ยน และทำวิจัยเพิ่มเติมที่วิทยาลัย ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมีชื่อเสียงและการยอมรับของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตในระดับนานาชาติ
ในด้านการแลกเปลี่ยนอาจารย์และบุคลากร ทางวิทยาลัยมีกลไกในการสนับสนุนให้บุคลากรมีการเพิ่มพูนประสบการณ์ณ. สถาบันในต่างประเทศที่เป็นเครือข่าย ดังนั้นภายใต้โครงการ Erasmus+ ICM programme: staff mobility กับมหาวิทยาลัย Jönköping University ประเทศสวีเดน ได้มีการแลกเปลี่ยนอาจารย์เพื่อไปสอนและเพิ่มพูนประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัย Jönköping University ในการนี้ รศ. ดร. ณัฐพล ถนัดช่างแสง รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมได้เดินทางไปสอนเป็นระยะเวลา สามสัปดาห์ในเดือนตุลาคม 2022 และ ผศ.ดร. ศนิ บุญญกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานและร่วมประชุม เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนในการเดินทางทั้งหมดจากโครงการ Erasmus+ICM Programme และผลสืบเนื่องจากโครงการนี้ ทางวิทยาลัยได้มีการแต่งตั้ง Associate Professor Kent Eine Salomonsson เป็นศาสตรจารย์วุฒิคุณของวิทยาลัย
ในปี 2026 นี้ทางวิทยาลัย ร่วมกับ University of Skövde ประเทศสวีเดน กำลังอยู่ในระหว่างขอยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับทุนสนับสนุนภายใต้โครงการ Erasmus+ ICM programme: staff and student mobility ประจำปี 2026 นอกเหนือไปจากนั้นทางวิทยาลัยอยู่ในระหว่างพัฒนาหลักสูตรภาคฤดูร้อนร่วมกับ School of Engineering, University of Skövde เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีศักยภาพ เดินทางไปศึกษาระยะสั้นในช่วงภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
เอกสารประกอบ: KM-BME3_JUErasmus+ICM, KM-BME4_คำสั่งแต่งตั้งBME_ProfKent
- การพัฒนางานวิจัยเพื่อการเผยแพร่และแข่งขันในระดับนานาชาติ
ด้วยยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้มุ่งเน้นและส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพัฒนางานวิจัยและแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ โดยมีกลไกขับเคลื่อนด้วยระบบสนับสนุนต่างๆ ทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำวิจัยให้มีความทันสมัย ทำให้บุคลากรและนักศึกษามีการเผยแพร่งานวิจัยทั้งในรูปการประชุมวิชาการ ตีพิมพ์ผลงานวิจัย และการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้แก่จำนวนผลงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ในสารสารระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากรายงานการสืบค้นข้อมูลผ่านGoogle Scholar ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522- 2568 พบว่ามีงานวิจัยจากคณาจารย์และนักศึกษาตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scorpus เป็นจำนวนทั้งสิ้น 168 ผลงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีจำนวนผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี
สำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ มีดังนี้
- รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ได้นำผลงาน นวัตกรรมผิวหนังเทียมจากเครื่องพิมพ์ชีวภาพ เข้าร่วมประกวดที่งาน Kaohsiung International Invention & Design EXPO (KIDE 2023)ประเทศไต้หวัน ในระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2566 โดยได้รับ 2 รางวัลเหรียญทอง พร้อมเกียรติบัตร ดังนี้คือ Gold Medal for Invention และ 2. Hong Kong Special Award
- ในปี 2568 ทางวิทยาลัยได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักศึกษาส่งผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ประกวดระดับนานาชาติในงาน “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และได้รับรางวัลดังนี้คือ รางวัลเหรียญทอง (Gole Medal) และ 2. รางวัล NRTC Special Awards
- งาน “2026 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition; IPTEx2026” ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ มกราคม 2569 ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นเวทีระดับนานาชาติที่จัดแสดงและประกวดนวัตกรรมกว่า 800 ผลงาน จากนักประดิษฐ์และนักวิจัยทั่วโลก รวม 23 ประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายและผลักดันสิ่งประดิษฐ์สู่การใช้งานจริง โดยทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ร่วมนำเสนอและแข่งขันประกวดนวัตกรรม และได้รับรางวัลเหรียญทอง
เอกสารประกอบ: KM-BME5_สรุปวิจัยนวัตกรรมBME-RSU ณัฐพล
- โครงการพัฒนาบุคลากรทางวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติ
- การพัฒนาบุคลากรด้านเครื่องมือแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขลาว ภายใต้ทุนสนับสนุน Grand Duchy-Luxembourg
ในปี 2013 สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ก่อนปรับมาเป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตในปี 2018) ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขประเทศลาวได้ทำโครงการความร่วมมือ “โครงการฝึกอบรมบุคลากรด้านเครื่องมือแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขลาวในประเทศไทย (Academic Training of MOH Technical Staff in Thailand in the Domain of Medical Equipment)” ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ “Lao-Luxembourg Health Initiatives Support Programme (LAO/017)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคนิคของกระทรวงสาธารณสุขลาว โดยเป็นการสร้างบุคลากรที่สามารถดูแล ซ่อมบำรุง และบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลของลาว โดยในโครงการนี้ทางสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้จัดการฝึกอบรมสามหลักสูตรได้แก่ Bachelor of Science Program, Mini MBA Program และ Biomedical Instrumentation Technician Certificate Training ให้แก่บุคลากรจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ซึ่งโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนทั้งหมดจาก Lux-Development ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลลักเซมเบิร์ก โดยมีผู้สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 25 คน ผลสืบเนื่องจากการฝึกอบรมดังกล่าว ได้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนาบุคลากรระหว่างประเทศ โดยมีนักศึกษาที่จบในระดับปริญญาตรี ได้กลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท 2563 และจบการศึกษาไปปี 2565 ผลสืบเนื่องจากโครงการนี้ ยังก่อให้เกิดความร่วมมือแบบไตรภาคี ได้แก่ประเทศไทย ประเทศฃลาว และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวางแผนความร่วมมือต่อเนื่องในการพัฒนาบุคลากรทางวิศวกรรมคลินิกให้กับประเทศลาว โดยในวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2567 ทีมผู้บริหารจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม. รังสิตและทีมวิศวกรคลินิกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไกประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปประชุมหาความร่วมมือ และการดำเนินงานทางด้านเครื่องมือแพทย์ ที่กระทรวงสธารณสุขลาว นครเวียงจันทร์ และโรงพยาบาลหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้รับทุนสนับสนุนในการเดินทางทั้งหมดจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น
เอกสารประกอบ: KM-BME6_Dutchy-Lux contract
- โครงการ TRICOLOR เพื่อการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ไทยร่วมกับวิศวกรคลินิกประเทศญี่ปุ่น
เนื่องด้วยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีร่วมมือกับโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการการพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์นานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 ในโครงการที่มีชื่อว่า Establishment of Thai Biomedical Engineer’s job system through collaboration with Japanese company หรือชื่อย่อว่า โครงการ TRICOLOR 2019 โดยได้ยื่นขอรับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น (Ministry of Health and Welfare;MHW) ภายใต้สำนักงานเลขานุการกองการพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์นานาชาติ (The Bureau of International Health Cooperation of National Center for Global Health and Medicine ; NCGM) ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาบุคลากร และส่งเสริมวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลให้มีความเชี่ยวชาญโดยผ่านการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากวิศวกรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโครงการ3 เฟส ต่อเนื่องระยะเวลา 3 ปี (2562-2565) โดยกลุ่มผู้เข้าอบรมคือผู้ปฏิบัติงานเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ในโรงพยาบาล ประเทศไทย ซึ่งคัดเลือกจากศิษย์เก่าวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จำนวนทั้งสิ้น 10 ท่านที่ได้เดินทางไปอบรมเชิงปฏิบัติการที่ประเทศญี่ปุ่น และอีก 40 ท่านได้รับการอบรมในประเทศไทยโดยทางออนไลน์ อันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคระบาดโควิท
เอกสารประกอบ: KM-BME7_PDCA_TRICOLOR2019, KM-BME8_PDCA-TRICOLOR2020
- การอบรมเพื่อพัฒนาวิศวกรชีวการแพทย์ระดับนานาชาติ โครงการ Upskilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Supports
โครงการอบรม “Upskilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Supports” จัดโดยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency: TICA) กระทรวงการต่างปประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ เช่น Smart Medical Devices AI ทางการแพทย์ และ Smart Hospital Engineering โครงการนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพในระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย การฝึกอบรม หรือโครงการพัฒนาระบบสาธารณสุขในอนาคต นอกเหนือไปจากนั้นในแง่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิทยาลัยในการเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของวิทยาลัยให้เป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการแพทย์และระบบสุขภาพในระดับสากล
เอกสารประกอบ: KM-BME9_Final Report_Upskilled Biomedical Engineers
ความโดดเด่นและนวัตกรรมของแนวปฏิบัติ (Innovation of Best Practice)
ซึ่งจากรายงานทั้ง 8 โครงการ และกิจกรรมที่ได้รายงานไปในแนวปฏิบัติเรื่องการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถสรุปความโดดเด่นและนวัตกรรมของแนวปฏิบัตินี้
- การสร้าง Internationalization Model ที่บูรณาการกับการจัดการองค์ความรู้ (KM-based Internationalization)
แนวปฏิบัตินี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดกิจกรรมระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ได้พัฒนาเป็น ระบบการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management System) ที่เชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนการสอน การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดการเรียนรู้ขององค์กร (Organizational Learning) และสามารถต่อยอดแนวปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
- การบูรณาการนักศึกษาไทยและต่างชาติในรายวิชาเดียวกัน (Academic Integration Model)
วิทยาลัยได้พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติเรียนร่วมกันในรายวิชาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรม (Multicultural Learning Environment) และช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและการทำงานในบริบทสากลของนักศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติที่หลากหลาย (Multi-national Collaboration Network)
วิทยาลัยได้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย โรงพยาบาล และองค์กรระหว่างประเทศในหลายภูมิภาค เช่น เอเชีย ยุโรป และอาเซียน ซึ่งส่งผลให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
- การเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษา งานวิจัย และวิชาชีพในระบบเดียวกัน
แนวปฏิบัตินี้มีความโดดเด่นในการเชื่อมโยง การเรียนการสอน การวิจัย การพัฒนาวิชาชีพ เข้าด้วยกันผ่านกิจกรรมระหว่างประเทศ ทำให้การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรเกิดผลลัพธ์ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และศักยภาพการทำงานในระดับนานาชาติ
- โครงการศึกษาดูงานและอบรมระยะสั้นในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
- ศึกษาดูงานเพื่อความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยที่ Hanoi University of Science and Technology ประเทศเวียตนาม
วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีความสัมพันธ์เป็นอันดีกับ Biomedical Engineering Department, School of Electronics and Telecommunications Hanoi University of Science and Technology ประเทศเวียตนาม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และวิจัย รวมถึงมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปีพ.ศ 2562 สัญญาการลงนามความร่วมมือได้สิ้นสุดลง (ระยะเวลาในสักญญา 5 ปี) ประกอบกับเป็นปีที่เกิดภาวะโรคระบาด CIVID19 ทำให้กิจกรรมต่างๆ ได้หยุดลง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของกิจกรรมทางนานาชาติกับ Hanoi University of Science and Technology ประเทศเวียตนาม จึงได้มีโครงการการศึกษาดูงานที่ Biomedical Engineering Department, School of Electronics and Telecommunications, Hanoi University of Science and Technology ในระหว่างวันที่ระหว่างวันที่ 27- 29 เมษายน 2568 การดำเนินงานประกอบด้วยการเยี่ยมชมหน่วยงานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และโอกาสการฝึกงานของนักศึกษา
เอกสารประกอบ: KM-BME10_PDCA_Hanoi
- ศึกษาดูงานเพื่อความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยที่ Airlangga University ประเทศอินโดนีเซีย
สืบเนื่องจากจุดเริ่มต้นในปี 2566 บริษัทไมนด์เรย์ เมดิคอลประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องมือแพทย์ชั้นนำซึ่งมีฐานการผลิตทั้งที่ประเทศจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมออนไลน์เครือข่ายการศึกษาและวิจัยทางวิศวกรรมชีวการแพทย์ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของ ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต และสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ Faculty of Science and Technology, UNIVERSITAS AIRLANGGA ประเทศอินโดนีเซียในด้านการสอนและวิจัยระหว่างสองสถาบัน โดยได้มีการเดินทางแบบเหย้าเยือน ในช่วงสองปีที่ผ่านมา (2566-2568) และได้มีการหารือในการสอน ทำวิจัยร่วมกัน จนถึงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระยะสั้น ตลอดจนถึงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การร่วมทำวิจัย การฝึกงานและการทำกิจกรรมที่บูรณาการการศึกษา (Academic Integration) ระหว่างสองสถาบัน นอกจากนั้นยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (BME-RSU) กับ Faculty of Science and Technology (FST), Universitas Airlangga ซึ่งผลสืบเนื่องคือมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ด้านการสอนเช่นเป็น Guest lecturer และ Key note Speaker ในงานประชุมวิชาการ อย่างต่อเนื่อง
เอกสารประกอบ: KM-BME11_PDCA_Airlangga, KM-BME12_MOA-FTM, KM-BME13_Joint Research Agreement
- โครงการฝึกอบรมระยะสั้นของนักศึกษาในวิชาชีพวิศวกรคลินิกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไกประเทศญี่ปุ่นได้มีความร่วมมือกับทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มากว่า 10 ปี โดยมีการส่งนักศึกษาในระดับปริญญาตรีไปฝึกงานระยะสั้นที่โรงพยาบาลหาวิทยาลัยโตไกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 แต่โครงการดังกล่าวได้ระงับไปในช่วงปีพ.ศ. 2562-2563 เนื่องจากสถานการณ์โควิท และได้มีการกลับมาดำเนินโครงการอีกครั้งในปีพ.ศ. 2565 และ ปีพ.ศ. 2566-2568 โดยมีจำนวนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จากเริ่มแรกในปี 2558-2561 มีนักศึกษาในโครงการ ปีละ 5 ท่าน ปี 2565 มี 9 ท่าน จนมาถึงปี 2566 มีจำนวน 10 ท่าน 2567 มีจำนวน 21 ท่าน และ ปี 2568 มีจำนวน 18 ท่าน ซึ่งจะเห็นได้ว่านักศึกษามีโอกาสได้เพิ่มพูนประสบการณ์ในวิชาชีพโดยบูรณาการร่วมกับการได้รับประสบการณ์ด้านนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารประกอบ: KM-BME14_PDCA_Tokai2023, KM-BME15_PDCA_Tokai2024, KM-BME16_PDCA_Tokai2025
- กิจกรรมเสริมประสบการณ์แบบพหุวัฒนธรรม
เนื่องด้วยปัจจุบันเป็นยุคสังคมโลกาภิวัฒน์ที่มีการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม (multicultural society) ทำให้การผลิตบัณฑิตไม่เพียงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านวิชาการเท่านั้น หากแต่ต้องเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีความพร้อมทางทัศนคติ (attitude) และทักษะทางสังคมที่ใช้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในการอยู่ร่วมกัน (soft skill) ในสังคมการเรียน และสังคมการทำงานที่มีความหลากหลาย (diversity) ซึ่งกิจกรรมนี้จัดเป็นกิจกกรมหนึ่งที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาเกิดความมั่นใจในการเข้าสังคม โดยมีการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมจริง โดยในกิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสองวิทยาลัยได้แก่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาลัยท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยในโครงการนี้ได้จีดให้นักศึกษาทั้งระดับปปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาการแบบตะวันตก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากวิชาการ ดังทีได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว ยังได้มีการฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เนื่องจากนักศึกษาวิทยาลัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ เป็นนักศึกษาต่างชาติ
เอกสารประกอบ: KM-BME17_PDCA_Table Manner66, KM-BME18_PDCA_Table Manners67
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
จากโครงการและกิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสรุปประเด็นปัญหา จนถึงแนวทางการแก้ไขได้ดังนี้
ประเด็นปัญหา / อุปสรรค | สาเหตุหรือบริบทที่พบ | แนวทางแก้ไข |
โอกาสของนักศึกษาในการเข้าถึงประสบการณ์ระดับนานาชาติยังมีจำกัด โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนในกลุ่มไทย | นักศึกษามีโอกาสเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน การทำวิจัยร่วม หรือกิจกรรมวิชาการนานาชาติในสัดส่วนที่ยังไม่มาก ทำให้ทักษะภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ | 1) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual) ในกลุ่มไทยให้มากขึ้น โดยอาจจะใช้เสอนโดยใช้สื่อ หรือเอกสารอ้างอิงที่เป็นภาษาอังกฤษให้มากขึ้น 2) เพิ่มกิจกรรม International Academic Integration ระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติ 3) ส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนและการฝึกงานต่างประเทศ |
ศักยภาพของบุคลากรในการดำเนินงานด้านความเป็นสากล | อาจารย์และบุคลากรยังต้องพัฒนาเครือข่ายวิจัยระหว่างประเทศ และประสบการณ์การสอนในบริบทสากล ให้มากขึ้น | 1) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนอาจารย์และบุคลากร เช่น Erasmus+ 2) เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเป็น Guest Lecturer หรือ Visiting Professor ในแต่ละรายวิชาให้มากขึ้น 3) สนับสนุนการทำวิจัยร่วมและการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ |
การแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาในระดับนานาชาติ | มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียเร่งพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ เครือข่ายความร่วมมือ และการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ | 1) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ 2) พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่มีมิติระหว่างประเทศ 3) ส่งเสริมผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้มีการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ |
ความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศ | โครงการบางส่วนหยุดชะงักจากสถานการณ์ภายนอก เช่น การระบาดของ COVID-19 | 1) ฟื้นฟูความร่วมมือผ่านการศึกษาดูงานและการลงนามความร่วมมือใหม่ 2) ใช้รูปแบบกิจกรรมออนไลน์ เช่น การอบรมหรือประชุมวิชาการออนไลน์ 3) ขยายความร่วมมือแบบหลายประเทศ (Multilateral Collaboration) |
ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ | การดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เช่น การเดินทาง การจัดโครงการ และการวิจัยร่วม | 1) แสวงหาแหล่งทุนจากองค์กรระหว่างประเทศ นอกเหนือไปจากแหล่งทัน Erasmus+ หรือ TICA 2) พัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างประเทศ 3) บริหารโครงการตามวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร |
4. การตรวจสอบและวัดผล
การตรวจสอบและวัดผลโครงการ หรือกิจกรรม โดยอ้างอิงจากแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย และยุทธศาสตร์วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยประเมินจาก PDCA (Plan–Do–Check–Act) ของโครงการ โดยเน้นการประเมินทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมทั้งอ้างอิงจากแบบประเมินความพึงพอใขในการจัดการความเป็นสากล ซึ่งรายงานผลใน SAR ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์
เอกสารประกอบ: KM-BME19_SAR ว. วิศวกรรมชีวการแพทย์ 2567
โดยสามารถสรุปผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Outcome) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และผลกระทบเ (Impact) สรุปได้ดังตาราง
ยุทธศาสตร์ที่สนับสนุน | Outcome (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) | Impact (ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์) |
การพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งสู่ Outcome-Based Education | มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับสถาบันต่างประเทศ และการเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ ทำให้นักศึกษาพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานในบริบทสากล | ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาศักยภาพบัณฑิตให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ |
การพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ | นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ การอบรม และกิจกรรมความร่วมมือกับต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะวิชาชีพและทักษะสากล | บัณฑิตมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและมาตรฐานสากล |
การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ | มีผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษาที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus จำนวน 168 ผลงาน และยังมีรางวัลจากการประกวดวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง | เพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยของวิทยาลัย และเสริมสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ |
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ | เกิดกิจกรรมความร่วมมือด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการอบรมร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ | ขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และสนับสนุนการพัฒนาความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย |
การถอดบทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned)
จากการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ พบปัญหาและอุปสรรคดังที่กล่าวข้างต้น จึงสามารถถอดบทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learn) ได้ดังนี้
- การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก ความร่วมมือเชิงวิชาการไม่ใช่กิจกรรมระยะสั้น
จากการดำเนินงานพบว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จและต่อเนื่องในระยะยาว มักเกิดจากการเริ่มต้นด้วย ความร่วมมือด้านวิจัยหรือวิชาการ (Academic & Research Collaboration) มากกว่าการเริ่มจากกิจกรรมแลกเปลี่ยนระยะสั้น ซึ่งความร่วมมือเชิงวิชาการช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างอาจารย์และสถาบัน ซึ่งนำไปสู่การขยายผลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตรร่วม และโครงการวิจัยนานาชาติ
- การบูรณาการนักศึกษาไทยและต่างชาติในชั้นเรียนจริง เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาทักษะสากล
จากประสบการณ์จากการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาและการเรียนร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ พบว่า การเรียนรู้ในสถานการณ์จริง (Authentic Learning Environment) มีประสิทธิภาพมากกว่าการจัดกิจกรรมเสริมด้านภาษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทั้งด้าน ภาษาอังกฤษ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมและการทำงานเป็นทีมในบริบทนานาชาติ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบ “International Classroom” เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนา Global Competency มากกว่าการฝึกอบรมแบบแยกส่วน
- การจัดการองค์ความรู้ (KM) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสำเร็จสามารถขยายผลและยั่งยืน
การดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศจำนวนมาก หากไม่มีระบบจัดการองค์ความรู้ จะทำให้ความรู้และประสบการณ์ยังคงอยู่ในระดับบุคคล (Tacit Knowledge) ดังนั้นวิทยาลัยจึงให้ความสำคัญกับการ ถอดบทเรียน (Lesson Learned) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) และบันทึกองค์ความรู้ (Knowledge Capture)
ส่งผลให้สามารถพัฒนาแนวปฏิบัติจากประสบการณ์เฉพาะกิจไปสู่ระบบการทำงานขององค์กร ซึ่งจะเห็นได้ว่า KM เป็นตัวเปลี่ยนกิจกรรมให้กลายเป็นระบบการพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืน
- เครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลาย (Multi-network) ช่วยเพิ่มโอกาสและความยืดหยุ่นขององค์กร
การมีเครือข่ายความร่วมมือในหลายประเทศและหลายประเภทองค์กร เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม ทำให้สามารถขยายโอกาสในการฝึกงานและแลกเปลี่ยน รองรับความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเครือข่ายเดียว
- การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในระดับสากลต้องอาศัยการบูรณาการไม่ใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วน
การดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เกิดจากการบูรณาการด้านการเรียนการสอน การวิจัย กิจกรรมเสริมหลักสูตร ความร่วมมือระหว่างประเทศ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
- บทบาทของผู้บริหารและนโยบายองค์กรเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จ
การดำเนินงานด้านความเป็นสากลที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการสนับสนุนเชิงนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับคณะและมหาวิทยาลัย ซึ่งความสำเร็จของ Internationalization ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนในระดับนโยบาย
ซึ่งสามารถสรุปแผนภาพการถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการและกิจกรรมได้ดังนี้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
สามารถสรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ (Key Succes) ได้ดังตาราง
ประเด็น | รายละเอียด |
การสนับสนุนจากผู้บริหาร | ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา สนับสนุนทั้งนโยบาย งบประมาณ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ |
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ | มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างประเทศ ทำให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน |
การบูรณาการกิจกรรมกับการเรียนการสอน | กิจกรรมความร่วมมือและโครงการนานาชาติถูกนำมาบูรณาการกับรายวิชาและกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทำให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง |
ศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษา | คณาจารย์และนักศึกษามีความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการและการวิจัยระดับนานาชาติ ส่งผลให้เกิดผลงานและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ |
การจัดการองค์ความรู้ (KM) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ | มีการถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการดำเนินโครงการ ทำให้สามารถพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีและนำไปใช้ต่อเนื่องได้ |
5. การปรับปรุงและพัฒนา
จากผลการดำเนินโครงการและกิจกรรมตามรายงานแนวปฏิบัติที่ดี (KM) พบว่าสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ ดังนั้นเพื่อให้แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถขยายผลได้อย่างเป็นระบบและเกิดความยั่งยืน จึงเสนอแนวทางการพัฒนาให้เป็นแนวทางปฏิบัติหรือมาตรฐานการดำเนินงาน ดังนี้
- พัฒนาแนวปฏิบัติมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการกับต่างประเทศ
ควรจัดทำแนวทางหรือคู่มือการดำเนินงาน (Standard Operating Procedure: SOP) สำหรับการจัดกิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ โดยกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน การประสานความร่วมมือ การดำเนินกิจกรรม การติดตามผล และการสรุปบทเรียน เพื่อให้หน่วยงานอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน - บูรณาการกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอน
จากผลการดำเนินโครงการพบว่าการจัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ควรส่งเสริมให้หลักสูตรนำรูปแบบกิจกรรมดังกล่าว เช่น การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ หรือกิจกรรมวิชาการนานาชาติ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในบริบทสากล
- พัฒนากลไกสนับสนุนการสร้างผลงานวิจัยและการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ
ควรสนับสนุนให้เกิดการทำวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารหรือเวทีวิชาการระดับนานาชาติ โดยอาจพัฒนากลไกสนับสนุน เช่น การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการเขียนบทความวิจัย การสร้างเครือข่ายวิจัยร่วม และการสนับสนุนทุนสำหรับการเผยแพร่ผลงาน
- พัฒนากิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะสากลของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานในบริบทสากล ควรกำหนดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในด้านทักษะภาษา การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการทำงานร่วมกับนานาชาติ ให้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในแตละปีการศึกษา
- พัฒนาระบบการจัดการองค์ความรู้และการถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการ
ควรมีการรวบรวมองค์ความรู้จากการดำเนินกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น การถอดบทเรียน (Lesson Learned) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงาน เพื่อจัดเก็บเป็นคลังองค์ความรู้ขององค์กร และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีในอนาคต
สามารถสรุปแนวทางการปรับปรุงเป็นตารางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ดังนี้
แนวทางพัฒนา | รายละเอียด |
การขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ | เพิ่มความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรต่างประเทศในหลายภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้ในบริบทสากลที่หลากหลาย |
การพัฒนาทักษะภาษาและสมรรถนะสากลของนักศึกษา | ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมระดับนานาชาติ |
การส่งเสริมการวิจัยร่วมกับต่างประเทศ | สนับสนุนการทำวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยและการเผยแพร่ในฐานข้อมูลสากล |
การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล | จัดทำระบบติดตามผลลัพธ์ของโครงการและกิจกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต |
การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้และความร่วมมือ | ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดกิจกรรม การอบรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายต่างประเทศ |
6. ข้อมูลประกอบ
เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link
https://drive.google.com/drive/folders/1zndKk0Jw-UL9R5hbjgsMRTAoClSuw5Dh
