รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1
การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox)
ผู้จัดทำโครงการ
ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และ ดร.กนกวรรณ พิภักดิ์สมุทร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
1. บริบทและความสำคัญ
ในโลกยุคใหม่ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อน องค์ความรู้ทางทฤษฎีสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ มหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้วิสัยทัศน์ “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และความมุ่งมั่นที่จะเป็น “ขุมพลังแห่งปัญญา (Intellectual Powerhouse)” ได้กำหนดทิศทางใหม่เพื่อให้นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอดวิชา แต่เป็น “ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)” ที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการและยึดมั่นในสังคมธรรมาธิปไตย
ก่อนที่จะมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พบความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างประสบการณ์จริง” ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มักเผชิญกับทัศนคติที่กลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) และขาดการเชื่อมโยงระหว่างวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) กับวิชาชีพเฉพาะทาง 1 สภาพปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้นักศึกษามองไม่เห็นความสำคัญของวิชาพื้นฐาน และไม่สามารถนำความรู้เชิงวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่แยกส่วน (Fragmented Learning) จึงไม่สามารถตอบโจทย์สมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการทั้งความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), จริยธรรม (Ethics) และคุณลักษณะบุคคล (Character) หรือกรอบ KSEC 1
เหตุผลสำคัญในการริเริ่มแนวปฏิบัติ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการปิดช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) โดยเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองโลกจริง (Sandbox Classroom) เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลอง ฝึกฝน และกล้าที่จะล้มเหลวในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Failure Zone) 1 โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตชิ้นงานออกแบบ แต่เป็นการบ่มเพาะวิธีคิดที่เป็นระบบและการมีจิตสาธารณะ (Compassion) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยรังสิต 1 โดยอาศัยช่วงเวลา “Golden Period” ในภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป้าหมายทางการศึกษาของนักศึกษาใหม่มีความเปราะบางที่สุด มาใช้เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) เพื่อให้เกิดความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ โดยปรับรูปแบบการสอนจากการเรียนแบบแยกรายวิชา ไปสู่การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงวิชาศึกษาทั่วไปกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างเป็นระบบ ทำให้นักศึกษาสามารถเห็นความสัมพันธ์ขององค์ความรู้และนำไปใช้ในงานออกแบบได้จริง
- เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเชื่อมโยงของรายวิชา การดำเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในรายวิชาศึกษาทั่วไป โดยออกแบบการเรียนรู้แบบ Integrated Learning Model ที่ร้อยเรียงรายวิชา RSU111, RSU243 และ RSU180 ให้ทำงานร่วมกันในกรอบกระบวนการเดียวกัน ทำให้นักศึกษาเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเกิดความเข้าใจที่ลึกขึ้นในกระบวนการคิดเชิงสถาปัตยกรรม
- 3. เพื่อปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่ให้เกิดความพร้อมที่ใกล้เคียงกัน นักศึกษาที่เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การออกแบบ แนวปฏิบัตินี้จึงมีเป้าหมายในการcปรับพื้นฐานทักษะการคิด ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ และสร้างทักษะการนำเสนอ
ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้
ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้
- ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)
ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ Sandbox.The Transformative learning framework
- การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ
- จากรางวัลชมเชย เรื่อง Sandbox.The Transformative learning framework ปีการศึกษา 2567
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้
แนวปฏิบัตินี้ได้บูรณาการความรู้ทั้งแบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากคลังความรู้ของระบบการจัดการความรู้วิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการนำแนวปฏิบัติที่เคยได้รับรางวัลชมเชยเรื่อง “Sandbox: The Transformative Learning Framework” ในปีการศึกษา 2567 มาพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของปีการศึกษา 2568 องค์ความรู้หลักที่นำมาใช้ประกอบด้วย:
1.Transformative Learning Framework: กรอบการเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นการสร้าง “ความหมายของการเรียนรู้” ผ่านการสะท้อนคิด (Reflection) และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากภายใน 1
2.Outcome-Based Education (OBE) และ Impact-Based Education (IBE): การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วัดผลได้จริงด้วย “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม มากกว่าเพียงการให้เกรดเฉลี่ย 1
3.AI Integration Learning Framework (AIILF): การใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลเป็นฐานในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างต้นแบบ (Prototyping) ของนักศึกษาใหม่ 1
4.Design Thinking และ Lean Startup: เครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้ใช้ (User Insight) และการสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม
ตารางที่ 1 แสดงประเภทความรู้
ประเภทความรู้ | แหล่งที่มาและรายละเอียด |
ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) | คลังความรู้ RKMS มหาวิทยาลัยรังสิต และเอกสารแผนยุทธศาสตร์ 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง 2567) |
ความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) | เจ้าของความรู้ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และทีมผู้สอนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 |
สมรรถนะที่มุ่งพัฒนา | กรอบ KSEC (Knowledge, Skills, Ethics, Character) |
2. การวางแผน
ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน
ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)
❑ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศและการผลิตบัณฑิต โปรดระบุ KR ตัวชี้วัดหลัก: ความสำเร็จตาม Key Result (KR) 1.2.1 ของแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567-2569) ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และ Transformative Learning ที่นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง 1 โดยวัดจากระดับสมรรถนะของนักศึกษาตามกรอบ KSEC ที่ระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าระดับ 3 หรือระดับมาตรฐานที่ทำงานได้เองและแก้ปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้
ภาพที่ 1 แสดงความเชื่อมโยง KSEC ของแต่ละรายวิชา
ที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568
รายละเอียดตัวชี้วัด
การวางแผนดำเนินโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox ได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิต
ตัวชี้วัดรอง
ตัวชี้วัดรอง: การประเมินผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Impact Measurement) ผ่านระบบ OKRs (Objectives and Key Results) รายทีม และการวัดระดับการยอมรับจากสังคมผ่าน Social Listening Metrics เช่น ยอด Engagement และ Sentiment ในสื่อออนไลน์
ภาพที่ 2 แสดงผลลัพธ์โดยรวม (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์ม
ที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568
ภาพที่ 3 แสดงผลลัพธ์โดยรวม (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์ม
ที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568
ขั้นตอนการดำเนินงาน
การดำเนินงานถูกจัดโครงสร้างเป็นวงจรการเรียนรู้แบบ “Think-Produce-Sell” ตลอด 8 สัปดาห์ในภาคเรียน S/2568 ดังนี้
1.ระยะ BRIEF (สัปดาห์ที่ 1-2): มุ่งเน้นการทำ Empathy และ Critical Thinking เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาภายใต้โจทย์ “Healthy-Happy-Sustainable Living” ผ่านรายวิชา RSU 111 สังคมธรรมธิปไตย
2.ระยะ PITCH (สัปดาห์ที่ 3-5): เน้นกระบวนการ Ideation และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) เพื่อพัฒนาแนวคิดและสร้างต้นแบบเบื้องต้นผ่านรายวิชา RSU 243 ความสร้างสรรค์ในงานศิลป์
3.ระยะ ACHIEVE (สัปดาห์ที่ 6-8): การผลิตผลงานจริงและจัดแสดงในรูปแบบ Pop-up Exhibition พร้อมการสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านรายวิชา RSU 180 รังสิตมายสไตล์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่ระดับมืออาชีพ
ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)
โครงการนี้ได้รับความสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเครื่องมือจากมหาวิทยาลัย:
1.งบประมาณ: มหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณ 50% สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างโมเดลจริง
2.อุปกรณ์และเครื่องมือ: การใช้ AI Integration (AIILF Model) โดยนักศึกษาได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI Lab เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างสรรค์ภาพจำลอง
3.พื้นที่และเครือข่าย: การใช้พื้นที่ Sandbox Classroom และการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง (Stakeholders) ในพื้นที่ตึก 19 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และตึก 6 Student center มหาวิทยาลัยรังสิต
3. การลงมือปฏิบัติ
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน
การลงมือปฏิบัติจริงในโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการนำวงจร “คิด-ผลิต-ขาย” มาปรับใช้ในตารางเรียนรายสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกระบวนการทำงานแบบบูรณาการอย่างแนบเนื้อ
วันจันทร์ – RSU 111 (คิด): กระบวนการ Research-Based และ Design Thinking เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก (Design Solutions) โดยนักศึกษาต้องตอบคำถามว่า “Architecture for What?” เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน
วันพุธ – RSU 243 (ผลิต): กระบวนการ Skill-Based และ Critical Thinking ในการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นต้นแบบ (Production) โดยเน้นความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ (Design Process) 1
วันศุกร์ – RSU 180 (ขาย): กระบวนการ Professional-Based และ Creative Thinking ในการนำเสนอผลงาน (Presentation) และการสร้างกลยุทธ์การออกแบบ (Design Strategy) เพื่อสื่อสารแบรนด์ของตนเองต่อสาธารณะ
ภาพที่ 4 แสดงขั้นตอน และกระบวนการในการลงมือปฎิบัติจริง
ที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568
สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละระยะ
ระยะ BRIEF: นักศึกษาลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อหา Insight ที่ลึกซึ้งกว่าการสังเกตแบบเดิม
ระยะ PITCH: การสร้าง Safe Failure Zone โดยอาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach หรือ Facilitator ที่อนุญาตให้นักศึกษาล้มเหลวในการทดลองโครงสร้างและวัสดุ เพื่อเรียนรู้ผ่าน Iterative Loop
ระยะ ACHIEVE: การจัดแคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” ผ่าน Instagram และ Facebook เพื่อสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้สู่สังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสัมผัสได้ถึง “ตัวตนและคุณค่า” ของงานตนเอง
ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข
ความกังวลในการประเมินสมรรถนะ: นักศึกษาบางส่วนกังวลกับการวัดผลแบบ Rubric score ที่ไม่ใช่คะแนนสอบแบบเดิม
แนวทางแก้ไข: อาจารย์สร้างความโปร่งใสผ่านระบบ OKRs และการทำ After Action Review (AAR) ทุกสัปดาห์เพื่อให้เห็น “เส้นทางการเติบโต” ของตนเองอย่างชัดเจน
ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคเรียน S: ระยะเวลาเพียง 8 สัปดาห์อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ
แนวทางแก้ไข: การจัดทำ Pre-Summer Bootcamp และการปรับปรุงรายวิชาให้เป็นรูปแบบ Module ที่เชื่อมโยง คิด-ผลิต-ขาย ให้จบภายในสัปดาห์เดียวเพื่อสร้างชัยชนะเล็กๆที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจและสร้างกำลังใจในการเรียนรู้และการลงมือปฎิบัติ
4. การตรวจสอบและวัดผล
วิธีการวัดผลและประเมินผล
วิธีการวัดผลและประเมินผลของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการให้เกรด (Grades) แต่เป็นการใช้ระบบการประเมินสมรรถนะ KSEC ร่วมกับ Rubric Score ระดับ 0-5 เพื่อวัดการเติบโตเชิงพฤติกรรม (Behavioral Growth) โดยการบูรณาการรายวิชาศึกษาทั่วไป ได้แก่ RSU 111, RSU 243 และ RSU 180 เข้ากับแนวทางการสร้างทักษะแบบสตูดิโอออกแบบ ช่วยเปลี่ยนสถานะของผู้เรียนจาก “นักเรียน” ที่ยังขาดทักษะวิชาชีพ ให้กลายเป็น “นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต” ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Character) สำหรับการเข้าสู่ภาคเรียนที่ 1 ได้อย่างเต็มตัว ระบบ KSEC Rubric score ช่วยให้การวัดผลลัพธ์ใน Semester S นี้มีความหมายมากกว่าคะแนนสอบ แต่คือการยืนยันความพร้อมในการเป็น Change Agent ในสายงานสถาปัตยกรรม
ตารางที่ 2 แสดงตารางเกณฑ์การประเมินสมรรถนะ KSEC (Rubric Score 0-5)
|
ระดับ |
ชื่อระดับสมรรถนะ |
นิยามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicator) |
|
0 |
ไม่ปรากฏสมรรถนะ |
ไม่มีการแสดงผลงานหรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะนั้นในชิ้นงาน |
|
1 |
ระดับเริ่มต้น |
สามารถรับรู้ทฤษฎีพื้นฐานแต่แสดงออกได้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับการประคองใกล้ชิด |
|
2 |
ระดับพื้นฐาน |
เข้าใจและจัดการงานประจำ (Routine) ได้ภายใต้คำแนะนำ |
|
3 |
ระดับชำนาญ |
เกณฑ์มาตรฐาน: แก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ |
|
4 |
ระดับเชี่ยวชาญ |
นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่กว้างขึ้นได้อย่างอิสระและเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ |
|
5 |
ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ |
เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่สร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบกว้างขวาง |
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ผลการดำเนินโครงการในปีการศึกษาล่าสุดพบว่า
สมรรถนะนักศึกษา: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สามารถนำเสนอผลงานจริง (Pitch) ได้ภายใน 4 สัปดาห์แรก ซึ่งทำลายสถิติการเรียนรู้แบบเดิมและแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของสมรรถนะ
ผลกระทบเชิงสังคม: แคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” มียอด Organic Engagement สูงถึง 25,448 ครั้ง จาก 580 ข้อความบนสื่อออนไลน์ โดยมี Instagram เป็นช่องทางหลัก (80.34%) ซึ่งสะท้อนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพึงพอใจและอัตราคงอยู่: นักศึกษามีความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง (Self-Efficacy) และมีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลบวกต่ออัตราการคงอยู่ของนักศึกษาใหม่
การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ
โครงการบรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 (KR 1.2.1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินพบว่านักศึกษากว่า 80% มีสมรรถนะในระดับ 3 ขึ้นไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “Architect Mindset” ไปสู่ “Visionary Mindset” ตั้งแต่ช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่ภาคเรียนปกติ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ
Synergistic Strategy: การผสานเนื้อหาการเรียนการสอน ระบบคิดเชิงวิจัย และงานบริการวิชาการเข้าด้วยกัน
Collective Responsibility: การทำงานข้ามชั้นปี (Cross Peer – Cross Year) และการที่อาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach
Identity Alignment: การเน้นย้ำคุณลักษณะ Change Agent ที่มีความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) และรับผิดชอบต่อสังคมตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต
จากการดำเนินงานโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox ต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา (2567 และ 2568) ทำให้ทีมผู้สอนได้ข้อค้นพบสำคัญ (Key Insight) ในการบูรณาการกลุ่มวิชา gen.Ed. เข้ากับเป้าหมายสมรรถนะของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการค้นพบกลไกการเชื่อมโยงของ “ภาคเรียน S” ในฐานะช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) จากนักเรียนทั่วไปให้กลายเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มีสมรรถนะ Change Agent อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ ภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) เป็นช่วงเวลา “Golden Period” สำหรับการปรับตัวของนักศึกษาใหม่ ดังนี้
(1.) การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปไม่ควรเป็นเพียงการ “เรียนเสริม” แต่ต้องเป็น “ฐานสมรรถนะ” ที่ถูกร้อยเรียงเข้ากับสตูดิโอออกแบบอย่างแนบเนียน ผลคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง (Self-Efficacy) ที่ทำให้นักศึกษามีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย
(2.) กลไกการสะท้อนคิดเชิงวิสัยทัศน์ ผ่านการการประเมินสมรรถนะในอนาคตควรเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ Impact Dashboard ที่รวบรวมข้อมูลแบบ Real-time เพื่อสร้าง Digital Portfolio ที่สะท้อนตัวตนของบัณฑิตต่อตลาดแรงงานโลกนวัตกรรม
ภาพที่ 5 AAR (After Action Review)
การประเมินแบบสะท้อนผลระหว่างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ปรับปรุงแนวคิด และพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องใน Sandbox Classroom
ที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568
5. การปรับปรุงและพัฒนา
การออกแบบกระบวนวิชาของทั้งสองวิชา ที่ทำในปีการศึกษา 2568 เป็นนวัตกรรมที่ผนวกรวมระหว่างการกิจกรรมการเรียนรู้แบบ classic คือ การเรียนรู้จากปัญหาจำลองเหตุการณ์จริงและการแก้ไขปัญหา กับกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีมาก่อน แบบ Pre-experience ซึ่งเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ได้ผล คือทำให้นักศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมการใฝ่รู้ กระตือรืนร้น ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญเรียนอย่างสนุกไม่น่าเบื่อ ในอนาคต หลักสูตรอาจจะปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ Module สำหรับรายวิชาทั้งสองซึ่งอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเลือก ที่สามารถผนวกรวมได้ ผ่านโครงการสำนักงานบัญชีภายในมหาวิทยาลัย และอาศัยความร่วมมือของชมรมสำนักงานบัญชี จังหวัดปทุมธานี โดยให้นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มบริการรับทำบัญชีธุรกิจให้กับลูกค้า โดยมีผู้ทำบัญชีจากชมรมฯ เป็นโค้ช นักศึกษาจะเรียนรู้การให้บริการสำนักงานบัญชี พร้อมกับการทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย
