ปีการศึกษา2567

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอน สู่ความเป็นเลิศ ผู้จัดทำโครงการ​ นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​               ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสาคัญในทุกด้านของชีวิต การศึกษาเองก็ได้รับผลกระทบและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด เพราะเติบโตมากับเทคโนโลยี จึงมีแนวคิดและวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเดิม ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนจาเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งนักศึกษาต้องการความยืดหยุ่นในการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น การเรียนผ่านวิดีโอ หรือการใช้แอปพลิเคชันการศึกษา รายวิชาของหมวดวิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน พัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัย และเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนาไปใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ อีกทั้งพยายามปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักศึกษา เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศสอดคล้องตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ทั้งนี้ได้นารายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) มาพัฒนาเพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับการเรียนการสอนในทุกมิติ โดยให้ชื่อโครงการว่า “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ” ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาสมรรถนะ (competency) ของนักศึกษา โดยมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ• ความรู้ (knowledge)• ทักษะ (skill)• ทัศนคติ (Attitude) การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน (Transformative Learning)• ผ่านประสบการณ์ (experience)• นำามาคิดไคร่ครวญ (contemplative thinking)• สะท้อนการเรียนรู้ (reflection)• แลกเปลี่ยนกัน (rational discourse)• ใช้การสนทนา (dialogue) เพื่อให้ได้ข้อสรุป (conceptualization)• เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองจากภายใน (behavior change / inside out) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อ.นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ วางแผนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา ทั้งทางด้าน ความรู้ (knowledge), ทักษะ (skill) และ ทัศนคติ (Attitude) ผ่านกิจกกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับผู้เรียน ความรู้ (knowledge) พัฒนาทักษะการสอนเน้นกระตุ้นการคิดและการมีส่วนร่วมกับผู้เรียน โดยใช้ใช้คาถามปลายเปิดให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเตรียมการเรียนการสอน ร่วมทั้งนามาจัดกิจกรรมในระหว่างเรียนเพื่อช่วยให้การสอนน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น Kahoot, Mentimeter เป็นต้น พัฒนาทักษะการสอนทั้งการใช้น้าเสียง การยกตัวอย่าง การเล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย และฝึกชื่นชมนักศึกษา และให้กาลังใจอย่างเหมาะสม ผสมผสานการเรียนรู้ทั้งการเรียนในห้องเรียน (On-site) และ การเรียนออนไลน์ (Online) ผ่าน VDO บันทึกการสอนที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบัน ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเรียน นักศึกษาสามารถเลือกฟังเฉพาะหัวข้อที่ไม่เข้าใจ หรือหัวข้อที่จดตามในห้องบรรยายไม่ทัน เพราะได้วาง tag เวลาของแต่ละหัวข้อไว้ให้ รวมทั้งในช่วงท้ายยังเพิ่มเติมการสรุปบทเรียนเน้นประเด็นสาคัญของการเรียนในวันนั้น ซึ่งใช้เทคนิคการถ่ายผ่าน green screen เพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น การฟังบทสรุปช่วยให้นักศึกษาฝึกสะท้อนการเรียนรู้ (reflection) ว่าหลังจากฟังบรรยายสามารถจับประเดินสาคัญได้มากเพียงใด จัดให้มีกิจกรรม Tutorials session ในรูปแบบ active Learning ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยให้นักศึกษาช่วยกันลองทาโจทย์ปัญหาไปด้วยกัน ฝึกคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และชี้จุดอ่อนที่ต้องพัฒนาให้กับนักศึกษา ตัวอย่าง VDO บันทึกการสอน : https://youtu.be/uWmAnXKjb-Q ทักษะ (skill) เนื่องจากคู่รายวิชานี้ยังรวมถึงการเรียนในภาคปฏิบัติการ (เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา PSO223) ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของ learning pyramid จึงยิ่งช่วยเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักศึกษา กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเรียนภาคปฏิบัติการจะช่วยพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ที่สามารถนาไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ เช่นo ทักษะในการอภิปรายผลการทดลองที่ต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราห์อย่างเป็นระบบo ทักษะในการทาปฏิบัติการซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้งานอุปกรณ์ห้องปฏิการต่างๆ ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพในอนาคตo ทักษะการนาเสนอผ่านกิจกรรม Conference ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนสูงสุด เพราะนักศึกษาได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้วยตนเอง ทาให้เข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น   ทัศนคติ (Attitude) ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อปลูกฝังทัศนคติที่พึงประสงค์ให้กับนักศึกษา โดยออกแบบโครงการหรือกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับปัญหาที่พบในการเรียนการสอนที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาที่ 1: นักศึกษาไม่เข้าห้องเรียน (on-site)          จากปัญหาในปัจจุบันที่นักศึกษามักไม่เข้าเรียน on-site และในขณะเดียวกันก็ไม่มีวินัยพอที่จะทบทวนบทเรียนในรู้แบบ online จึงมักทบทวนบทเรียนไม่ทันในการสอบแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงหาแนวทางที่จะดึงดูดให้นักศึกษาเข้าชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยเชิญชวนว่าหากเข้าฟังบรรยายครบทุกครั้งจะมอบเกียรติบัตรให้ ซึ่งเป็นเกียรติบัตรในรูปแบบ online ที่สามารถจัดทาได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย           พบว่าช่วยให้นักศึกษาพยายามเข้าชั้นเรียนกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านๆ มา และเมื่อผู้เรียนเหล่านี้สามารถติดตามเนื้อหาและทบทวนบทเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลดีต่อคะแนนสอบ ส่งผลให้สามารถตระหนักถึงความสาคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อเข้าเรียน on-site และอยากเข้าชั้นเรียนมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปัญหาที่ 2: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง มักไม่ถูกกระตุ้นศักยถาพ โดยปกติแล้วผู้ดูแลรายวิชา (course coordinator) มักเฝ้าระวังและติดตามผลการเรียนของนักกศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ามากกว่ากลุ่มอื่น เพื่อหาแนวทางพัฒนาให้มีศักยภาพให้ทัดเทียมเพื่อนๆ โดยมักไม่มีโครงการหรือกิจการรมการเรียรู้ใดที่มีเป้าประสงค์ในการกระตุ้นศักยถาพของนักศึกษามีสมรรถนะในการเรียนสูงทางรายวิชาตระหนักถึงความสาคัญในการดูและนักศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมในทุกกลุ่ม จึงจัดให้มีโครงการต้นแบบเพื่อกระตุ้นสักยภาพของนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง โดยถ้าสามารถทาคะแนนได้เต็มในหัวข้อสรีรวิทยาของระบบประสาท และสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือด จะมอบเกียรติบัตรพิเศษให้ ถึงแม้ นักศึกษากลุ่มนี้หลายคนอาจเคยได้คะแนนสูงสุดมาก่อน และได้รับคาชมเชยบ่อยครั้งจะเป็นเรื่องเคยชิน แต่การทาคะแนนได้เต็มยังต้องอาศัยความพยายามให้มากขึ้นอีกหลายเท่า นับเป็นการเพิ่มความท้าทาย ช่วยกระตุ้นศักยภาพของนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นแรงบรรดาลใจให้กับนักศึกษาทุกระดับ ช่วยให้นักศึกษาจะตระหนักถึงความจริงได้ว่า “ไม่ว่าจะมีสมรรถนะในการเรียนสูงเพียงใดหากต้องการความสาเร็จที่สูงขึ้น ก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่” ปัญหาที่ 3: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ำ ขาดความเชื่อมันในตัวเองและขาดแรงบรรดาลใจในการเรียนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ซึ่งจัดการเรียนการสอนเป็นสองรายวิชาต่อเนื่อง เดิมเป็นรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ (PSO225) เพียงตัวเดียว ปัญหาที่พบคือมีนักศึกษาที่ไม่ผ่านรายวิชาสะสมอยู่จานวนมาก ในกลุ่มนี้ยังรวมถึงนักศึกษาที่ได้รับเกรด F ของรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อนหลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาเหล่านี้พบว่าส่วนใหญ่มักขาดความเชื่อมันในตัวเอง และขาดแรงบรรดาลใจในการเรียน พอใกล้สอบก็ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือส่งผลให้จาเนื้อหาบทเรียนไม่ได้ จึงมักสอบไม่ผ่านในหลายรายวิชา ดังนั้นจึงมีโครงการเพื่อมุ่งพัฒนาทัศนคติ และสร้างความเชื่อมันในตัวเองให้กับนักศึกษาในกลุ่มนี้ โดยมีกระบวนการโดยสังเขปดังนี้ โครงการนี้สงวนให้เฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า คือเคยได้รับ F หรือ W ในรายวิชานี้ และรวมทั้งกลุ่มที่ได้เคยได้รับ F ในรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อน ให้ทาการ re-exam เฉพาะการสอบครั้งที่ 3 และ 4 สารองไว้ตั้งแต่หลังการสอบครั้งนั้นๆ โดยไม่ต้องรอผลการตัดเกรด เมื่อสิ้นสุดรายวิชาให้นาคะแนนปกติทาการตัดเกรดก่อน หากสอบผ่านรายวิชาได้ตามปกติ จะไม่ใช้คะแนนในส่วนที่ re-exam ไว้ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแต่สามารถสอบผ่านโดยไม่ จาเป็นต้องใช้คะแนน re-exam สามารถได้รับเกรดตามปกติตามความสามารถของตนเอง นักศึกษาที่รวมคะแนนปกติแล้วได้รับเกรด F จะนาคะแนนจากการ re-exam ที่สารองไว้มาแทนที่ในการสอบครั้งนั้นๆ ซึ่งหากแทนที่เพียงแค่การสอบครั้งที่ 3 แล้วสามารถได้เกรด D ก็ไม่จาเป็นต้องทาการสอบ re-exam ในครั้งที่ 4 นักศึกษาที่ใช้คะแนนจากการ re-exam มาแทนที่จะได้รับเกรดไม่เกิน D หากมองเผินๆ จะคล้ายกับการ re-exam ตามปกติ แต่ในความจริงแล้วนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมากสอบ re-exam สะสมคะแนนไว้ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับ F หรือไม่ หากเปรียบเทียบจะคล้ายกับการทาประกันชีวิตมากกว่า ด้วยกระบวนการนี้จะช่วยให้นักศึกษาซึ่งเดิมจะขาดความมั่นใจในการเรียน มีสมาธิในการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาจะรู้สึกว่าในทางที่ร้ายที่สุดก็ยังมีโครงการที่ยังให้โอกาสพวกเขาอยู่ และในกรณีที่สามารถสอบผ่านได้ด้วยตนเองจะยิ่งสร้างความเชื่อมันในตัวเอง (self-esteem) ให้กับนักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักศึกษากลุ่มนี้เพราะไม่มีใครจะสร้างความเชื่อมั่นแทนคนอื่นได้ จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน             ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ถือได้ว่าประสบผลสาเร็จเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในด้านผลการเรียน ที่พบว่าที่ดีที่สุดเท่าที่ เคยเปิดการเรียนการสอนรายวิชานี้มา ทั้งยังได้รับความพึงพอใจจากผู้เรียนดังแสดงในตัวอย่างจากแบบประเมินที่ได้รับจากนักศึกษา เช่น Physioเป็นวิชาที่เข้าใจนักศึกษาที่สุดตั้งแต่หนูเรียนในคณะนี้มาแล้วค่ะ จัดการสอบและจัดเวลาเรียนได้สมเหตุสมผล คิดถึงนักศึกษาและพูดกับนักศึกษาตรงๆในจุดที่ต้องแจ้ง อยากขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆค่ะ วิชานี้คือวิชาที่ทาให้หนูได้รู้ว่ายังมีเหล่าอาจารย์ที่จริงใจและตั้งใจที่จะสอนนักศึกษาจริงๆ ใส่ใจทุกรายละเอียดดีเทล สไลด์สวย สอนดีทุกคนจริงๆค่ะ หนูประทับใจมากจริงๆค่ะ แบบมากๆจากใจ ปกติหนูไม่ชอบเรียนวิชาแบบนี้เลยค่ะ แต่วิชานี้เพราะอาจารย์สอนกันใส่ใจมากๆจริงๆเลยทาให้หนูมีแรงเรียนแล้วก็สอนเข้าใจด้วยค่ะ มันเลยง่ายขึ้นหน่อยสาหรับหนู ขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆจริงๆนะคะ อยากมอบรางวัลโนเบลให้ค่ะ วิชานี้ในทั้งเรื่องการจัดการ การประสานงาน เนื้อหาที่เรียน รูปแบบการเรียนการสอน รวมถึงอาจารย์ทุกท่าน สาหรับผม ผมชอบมากที่สุดแล้วครับ รู้สึกอาจารย์ใส่ใจ เข้าใจนักศึกษา ให้ขาดได้ตามบริหาร ช่วงใกล้สอบก็มีวิดีโออัดให้โดยไม่ต้องเข้าเรียน ในไลน์ก็ยังคอยอัพเดทเรื่องต่างๆ เป็นไลน์กลุ่มเรื่องเรียนวิชาเดียว ที่มีแจ้งเตือนแล้วทาให้อยากกดเข้าไปอ่าน ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านมากครับ ชอบวิชานี้ที่สุดเท่าที่เรียนมา จริงๆ ครับ สู้ๆ ครับอาจารย์ทุกคน ขอบคุณอาจารย์หมวด สรีรวิทยาทุกคนค่ะ สอนดีมากๆเลยค่ะ เป็นวิชาที่รู้สึกยาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการต่างๆของร่างกาย มีขั้นตอนต่างๆ แต่อาจารย์หลายท่านทาให้เข้าใจ อธิบายได้ดี รวมถึงมี tutorial ขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมขอบคุณมากๆเลยค่ะ             หลังจากสิ้นสุดรายวิชาพบว่ามีนักศึกษาจานวน 35 คนที่เข้าเรียนครบทั้ง 50 ชั่วโมง (นับรวมตลอดการเรียนของทั้งรายวิชา PSO222 และ PSO223) และไม่มีนักศึกษาคนใดเลยที่ขาดเรียนเกินกาหนดของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าในจานวนนี้มีนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า (กลุ่มที่ได้รับเกรด F หรือ W มาก่อน) ได้รับเกียรติบัตร 12 คน (คิดเป็น 30%) หากนาข้อมูลไปเทียบกับผลการเรียนของนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่ามีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทาให้ศึกษาในกลุ่มนี้ตระหนักถึงความสาคัญของการเข้าเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน on-site มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ NEURO CHALLENGE และ CARDIO CHALLENGE           ถึงแม้ในปีนี้จะไม่มีนักศึกษาทันตแพทย์ที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงคนใดสามารถทาคะแนนเต็มได้สาเร็จในรายวิชา PSO222 แต่หลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่าตัวโครงการได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาเพื่อกระตุ้นตัวเองให้มีศักยถาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ได้นาแนวปฏิบัติของรายวิชานี้ไปใช้กับรายวิชา สรีรวิทยา (PSO201) สาหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ในรายวิชานี้มีนักศึกษาสามารถทาคะแนนได้เต็มในระบบหัวใจและหลอดเลือด 1 คน ซึ่งนอกจากจะเป็นขวัญและกาลังใจต่อผู้ที่รับเกียติบัตรเองแล้ว ยังส่งผลต่อความภาคภูมิใจต่อเพื่อนร่วมคณะให้มีแรงบันดาลใจ มีความพยายามในการเรียนเพิ่มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ RESCUE PROJECT            เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประสบผลสาเร็จเกินคาดหมาย จากนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 19 คน ในจานวนนี้สามารถตัดเกรดโดยใช้คะแนนของตนเองตามปกติมากถึง 15 คน ซึ่งผลดีอย่างมากต่อนักศึกษาในกลุ่มนี้ เพราะเป็นการช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับตนเอง ช่วยเป็นเครื่องยืนยันว่าถึงแม้จะมีสมรรถนะในการเรียนต่าแต่ถ้ามีความพยายามก็สามารถทาสาเร็จได้ดังใจหวัง ซึ่งจากแบบประเมินของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับ 5 คะแนนเต็ม           อีกทั้งในจำนวน 4 คนที่ต้องใช้คะแนน re-exam เข้าทดแทน ยังพบว่ามี 3 คนที่ใช้เพียงคะแนน re-exam ของการสอบครั้งที่ 3 เท่านั้น ก็สามารถสอบผ่านได้โดยไม่จาเป็นต้องนัดสอบหลังจากการสอบครั้ง 4 จึงยังช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับพวกเขาได้เช่นเดียวกัน เพราะเขาจะรู้สึกว่าด้วยความพยามของเขาเองอย่างเต็มทีเสริมกับความช่วยเหลือเพียงหนึ่งครั้งก็สามามารถผ่านไปได้             ในขณะที่นักศึกษาคนสุดท้ายจะยังคงสอบไม่ผ่านถึงแม้จะใช้คะแนน re-exam ทั้งสองครั้งแล้วก็ตาม ถือว่าโครงการนี้ยังมีอานาจจาแนกกลุ่มเด็กที่สมรรถนะในการเรียนระดับต่ามากถึงแม้จะให้โอกาสแต่ก็ยังขาดความพยายาม ชี้ปัญหาให้เขาได้ตระหนักและมุ่งพัฒนาเพื่อมีศักยภาพให้เพิ่มขึ้นในอนาคต               ทั้งนี้ในแต่ละขั้นตอนตลอดโครงการนี้นักศึกษายังได้พัฒนาทักษะในหลายด้านที่สอดคล้องกับ Transformative learning เช่นกระบวนการ brainstorming, reflection, rational discourse ช่วยให้ได้ผลลัพท์ทางการศึกษาที่ดีในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของนักศึกษา จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรในอนาคตปัญหาและอุปสรรคที่พบ การประเมินผลการเรียนของรายวิชา PSO222 จะไม่มีการเรียนภาคปฏิบัติการ (ภาคปฏิบัติการจัดอยู่ในรายวิชา PSO223) ทาให้นักศึกษามีความกดดันระหว่างเรียนพอสมควร เพราะคะแนนจะมาจากการสอบเพียงสองครั้ง ร่วมกับคะแนน post-test ถ้าหากขาดความพร้อมในการทบทวนบทเรียนก่อนการสอบจะมีโอกาสสอบไม่ผ่านสูง เนื่องจากนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนและการสอบในหลากหลายวิชา ทาให้บ่อยครั้งนักศึกษาเลือกที่จะไม่เข้าห้องเรียน และใช้เวลาสาหรับทบทวนเนื้อหาที่กาลังจะสอบ ส่งผลให้ในการสอบครั้งหลังๆ จะตามทบทวนเนื้อหาที่ไม่เข้าเรียนมาก่อนไม่ทัน               จะเห็นได้ว่าเมื่อเราดูแลรายวิชาให้ครอบคลุมในทุกด้าน และดูแลนักศึกษาอย่างทั่วถึงผ่านโครงการที่หลากหลายสอดคล้องเหมาะสมกับนักศึกษาในแต่ละสมรรถนะการเรียนรู้ ถึงแม้จะเป็นเพียงรายวิชาเดียวก็ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และทัศนคติของนักศึกษาไปในทางที่ดีขึ้นได้ หากนำแนวปฏิบัตินี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับปริบทของรายวิชาต่างๆ ตลอดหลักสูตร จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK              การดำเนินงานของโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) การนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ active Learning ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน อีกทั้งยังมีอีกหลายโครงการที่มุ่งพัฒนาทางด้านทัศนติ ซึ่งถือเป็นโจย์ยากในการปลูกฟังแนวคิดที่ถูกต้องเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างยั่งยืน สร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังจากผลการเรียน และผลจากการประเมินการเรียนการสอน สามารถสะท้อนความสาเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี โดยได้ถอดบทเรียนจากโครงการและนาไปปรับใช้กับรายวิชาต่างๆ ของหมวดวิชาสรีรวิทยา ตลอดจนยังนาแนวปฏิบัติมาใช้กับการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ในปีการศึกษาปัจจุบัน รวมทั้งยังมีโอกาสร่วมแชร์แนวปฏิบัตินี้ในการประชุมพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์ ประจาปีการศึกษา 2567 ซึ่งคณาจารย์แต่ละท่านสามารถนาข้อมูลไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปริบทของรายวิชาตนเอง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนจะได้ประโยชน์จากโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”เพียงใด นอกจากรูปแบบโครงการที่หลากหลายและครอบคลุมกับนักศึกษาทุกกลุ่มแล้ว อีกสิ่งที่สาคัญไม่แพ้กันคือ ความตั้งใจของตัวนักศึกษาเอง ถึงแม้รายวิชานี้จะมุ่งพัฒนาการเรียนการสอนในทุกด้านเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเรียนให้กับนักศึกษาแต่ด้วยปริบทนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ก็ไม่ง่ายนักที่จะเปลี่ยนทัศนคติให้กับนักศึกษาทุกคนได้ จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในทุกรายวิชาตลอดหลักสูตรคอยช่วยกันหล่อหลอมเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีความเป็นเลิศตามต้องการ            นอกจากการมุ่งพัฒนานักศึกษาแล้วสิ่งสาคัญอย่างยิ่งคือการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ควบคู่ไปด้วย จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสาคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับคณาจารย์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเต็มกาลังความสามารถ ในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกเลิกการแจกเกียรติบัตรอาจารย์สอนดีเด่น (ที่ได้รับเมื่อมีคะแนนประเมินจากนักศึกษาในระดับสูง) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างแรงจูงใจเพื่อพัฒนาศักยภาพการสอนของคณาจารย์ หากมีแนวปฏิบัติอื่นใดที่ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าเหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจแก่คณาจาย์สามารถนามาประกาศใช้เพิ่มเติม ย่อมส่งผลดีต่อนักศึกษาเพราะจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ Read More »

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้จัดทำโครงการ รศ.ดร.ภัททวัฒน์ มณีวัฒนภิญโญ นศภ.จารวี สุริโย นศภ.อรณัฏฐ์ หวยสูงเนิน นศภ.ณัฐกิตต์ เกตุพิมล ผศ.ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร และผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางด้านการจัดการศึกษามากขึ้นโดยผู้วิจัยได้นำเทคโนโลยีและความทันสมัยของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาใช้ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในปัจจุบันมีช่องทางในการศึกษาที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์สื่อการเรียนรู้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยเทคนิคทางด้านการพัฒนาสื่อการสอน กลายมาเป็นเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึง และใช้งานได้อย่างสะดวก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในการจัดการเรียนการสอน หรือเป็นสื่อเสริมการเรียนรู้ได้           ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นโดยออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ผ่านเบราว์เซอร์ Safari, edge หรือ Google chrome ซึ่งจะจำกัดการลงทะเบียนในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ด้วย E-mail ของทางมหาวิทยาลัยรังสิต เท่านั้น โดยสื่อการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการทบทวนบทเรียน โดยที่ผู้เรียนสามารถทบทวนเนื้อหาได้ตลอดเวลา และทุกสถานที่ตามต้องการ           วิชา Pharmaceutical chemistry II รหัส PHA 333 เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 มีรูปแบบเป็นการเรียนแบบบรรยาย 2 หน่วยกิต ซึ่งเนื้อหารายวิชา เกี่ยวข้องกับโครงสร้างยาหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่ใช้ในทางเภสัชกรรม การค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตัวยาจากแหล่งที่มาต่าง ๆ ได้แก่ ยาที่ได้จากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ โดยแบ่งเนื้อหาตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการนำไปใช้ ธรรมชาติทางเคมี คุณสมบัติทาง physical chemistry ของตัวยา อันตรกิริยาของยา และความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างทางเคมีกับการออกฤทธิ์ของยา ทางทีมผู้วิจัยมีความประสงค์จัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนนี้ขึ้นเพื่อช่วยในการเรียน วิชา Pharmaceutical chemistry II ในหัวข้อกลุ่มยาต้านแบคทีเรีย เพื่อให้ผู้เรียนนั้นได้เข้าใจเนื้อหา และโครงสร้างกลุ่มยาต้านแบคทีเรียมากขึ้น มีแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งานเว็บไซต์ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเว็บไซต์จะให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มยาต้านแบคทีเรียอ้างอิงจำนวนการแบ่งกลุ่มยาตามเอกสารคำสอนของอาจารย์ผู้สอนของรายวิชาเภสัชเคมี 2 รหัส PHA 333 มีการแสดงข้อมูลโครงสร้างทางเคมีของกลุ่มยาต้านแบคทีเรียต่างๆ มีข้อมูลพื้นฐานทาง pharmacology สามารถให้ผู้เรียนสามารถเลือกเข้าชม และมีช่องคำค้นหาตามกลุ่มยาที่สนใจและต้องการหาข้อมูลนั้นได้           ดังนั้นสื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ควรทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และหรือใช้ร่วมกับการเรียนบรรยาย ซึ่งสื่อนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถนำทักษะมาใช้ในวิชา pharmaceutical chemistry II ได้ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องชัดเจน โดยในการจัดทำสื่อเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และเป็นช่องทางในการทบทวนความรู้ทางเภสัชเคมีนี้มีแนวทางในประเมินผลโดยดำเนินงานในรูปของโครงการวิจัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            รายวิชา Pharmaceutical Chemistry II (PHA 333) เป็นรายวิชาหลักในหลักสูตรเภสัชศาสตร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะบรรยาย จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชานี้มุ่งเน้นการศึกษาทางด้านเคมีเภสัชกรรม โดยครอบคลุมองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของตัวยาหลากหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องในทางเภสัชกรรม หลักการค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตลอดจนแหล่งที่มาของตัวยา ซึ่งอาจเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์ และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ เนื้อหาของรายวิชาได้รับการจัดระเบียบตามกลุ่มเภสัชวิทยาของยา โดยเน้นการศึกษาคุณสมบัติเฉพาะของสารออกฤทธิ์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ โครงสร้างทางเคมี สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางเคมีกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเภสัชกรในการวิเคราะห์ ประเมิน และบูรณาการข้อมูลทางเคมีของยาเพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัยในเวชปฏิบัติ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพคือการพัฒนา website ที่รวบรวมข้อมูลทางเคมีของยาปฏิชีวนะ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับค้นหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา และข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ของยากลุ่มนี้ Website ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ โดยช่วยให้สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาในการสืบค้น วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเคมีของยาในการศึกษาทางเภสัชกรรม นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ           ดังนั้นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการศึกษาในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก เพิ่มศักยภาพในการค้นคว้า และสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ           อาจารย์ประจำวิชา PHA 333 เภสัชเคมี 2 จะแนะนำเว็บไซต์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัยได้ทดลองใช้งานจริง จากนั้นมีแบบทดสอบก่อนเข้าเรียน (pre-test) ในเว็บไซต์ แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ให้ผู้เข้าร่วมวิจัย เป็นการขอความร่วมมือจากนักศึกษา และไม่มีผลต่อการวัดผลของรายวิชา โดยมีแนวทางในการดำเนินกิจกรรมและระเบียบวิธีวิจัย ดังนี้ ประชากร (Population : N) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 150 คน     กลุ่มตัวอย่าง (Sample : n) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567  จำนวน 110 หรือ 109 คน (คำนวณตาม Taro Yamane ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05) การสร้างและทดสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยออกแบบสื่อการเรียนรู้สำหรับการใช้ใน วิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333) ผู้วิจัยเตรียมเนื้อหา และออกแบบบทเรียนบน Microsoft Excel และทดลองใช้กับกลุ่มเล็กเพื่อนำความเห็นปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนรู้ (pre-test) เพื่อประเมินความเข้าใจ และทักษะด้านเคมีทางยา ผู้วิจัยชี้แจงผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้สื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 PHA 333 ห้องเรียนแจ้งกับผู้เรียนในคาบเรียน และให้ผู้เรียนใช้สื่อการเรียนรู้ช่วงว่างโดยใช้งานก่อน หรือหลังเรียนในคาบเรียน ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนรู้ (post-test) เพื่อประเมินความเข้าใจและทักษะด้านเคมีทางยาสำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย หลังจากใช้สื่อการเรียนรู้ ช่วงว่างโดยใช้หลังเรียนในคาบเรียน โดยผู้วิจัยสร้างแบบประเมินความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333)  โดยสร้างแบบประเมิน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่      ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ประกอบด้วยเพศ ปีที่เข้าเรียน และสาขาวิชา      ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความเห็นของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้โดยมีข้อคำถาม 18 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเห็นต่อเนื้อหา และแบบฝึกหัด 2) ความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้ และความพึงพอใจโดยรวม 1 ข้อ แบบสอบถามเป็นแบบ Likert Scale มี 5 ระดับ เรียงจากระดับความพึงพอใจน้อยที่สุดถึงระดับความพึงพอใจมากที่สุด      ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของนักศึกษาต่อสื่อการเรียนรู้ จำนวน 1 ข้อ      ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) จากอาจารย์เภสัชกรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน โดยทุกข้อคำถามต้องมีค่า Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 และหาความเชื่อมั่นของการหาความเชื่อมั่น แบบความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency) ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน เป็นความสอดคล้องกันระหว่างคะแนนรายข้อเป็นตัวแทนของคุณลักษณะเด่นเดียวกันที่ต้องการวัด วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coeffident: ) การให้คะแนนเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ยังใช้ได้กับแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบ 0, 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล : เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) โดยได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจ และ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) โดยได้จากแบบทดสอบ pre-test และ post-test การวิเคราะห์ข้อมูล : นี้ผู้วิจัยได้นำคะแนนที่ผู้ร่วมวิจัยได้ทำแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งาน. เว็บไซต์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งจะประเมินได้ว่าผู้ร่วมวิจัยนั้นมีความเข้าใจหลังใช้งานนวัตกรรมมากหรือน้อยเพียงใด และนำ Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 ในแบบสอบถามความพึงพอใจ มาประเมินผลข้อมูลว่าค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินความพึงพอใจค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test เพื่อหานัยสำคัญทางสถิติ มีการลงพื้นที่วิจัยภาคสนาม ในห้องห้องเรียนรายวิชา pharmaceutical chemistry II (PHA333) มหาวิทยาลัยรังสิต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้ถูกพัฒนาเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้และเครื่องมือช่วยทบทวนความรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยเน้นการจัดทำฐานข้อมูลที่ครอบคลุมโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ และสมบัติของยาปฏิชีวนะกลุ่มต่าง ๆ ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) จากนั้นศึกษาเนื้อหาและทำแบบทดสอบหลังเรียน (post-test) ผลการดำเนินโครงการพบว่า มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ คะแนนเฉลี่ย pre-test ก่อนการเรียนอยู่ที่ 3.00 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) ในขณะที่คะแนนเฉลี่ย post-test หลังจากการทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลคะแนนเป็นรายบุคคล พบว่า นักศึกษาที่ได้คะแนน post-test 5 คะแนน มีจำนวน 55 คน คิดเป็น ร้อยละ 45.45 นักศึกษาที่ได้คะแนนเต็ม 6 คะแนน มีจำนวน 56 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.18 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาวิชาเภสัชเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อุปสรรคและปัญหาในการดำเนินงาน แม้ว่าผลลัพธ์ของโครงการจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา แต่ยังพบอุปสรรคและปัญหาบางประการในกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้ ความท้าทายในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม การจัดทำฐานข้อมูลของยาปฏิชีวนะต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลทางเคมีและเภสัชวิทยา ซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวนข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลให้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย การพัฒนาโปรแกรมค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำต้องอาศัยการทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การใช้งานจริงของนักศึกษา นักศึกษาบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ทำให้ต้องใช้เวลาในการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเข้าถึงและใช้งานระบบ การทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนสำหรับนักศึกษาบางกลุ่ม ปัจจัยด้านความพร้อมของระบบและอุปกรณ์ ปัญหาทางเทคนิค เช่น ความเร็วในการเข้าถึงระบบ การรองรับจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกัน และข้อผิดพลาดของโปรแกรม อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา อุปกรณ์ของนักศึกษาบางคนอาจไม่รองรับการใช้งานโปรแกรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่พบในการดำเนินโครงการ สามารถพิจารณาปรับปรุงในด้านต่อไปนี้ ปรับปรุงฟังก์ชันของระบบให้มีความเสถียรและใช้งานง่าย พัฒนาอินเทอร์เฟซให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท เพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ใช้ เช่น คู่มือการใช้งานออนไลน์ หรือคลิปวิดีโอแนะนำ เพิ่มเนื้อหาหรือเครื่องมือเสริมการเรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ interactive หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของยา เพิ่มแบบฝึกหัดหรือข้อสอบจำลองเพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินความเข้าใจของตนเองได้ก่อนการสอบจริง ปรับกลยุทธ์การส่งเสริมการใช้งานระบบ จัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานสื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในวิชา PHA 333 จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น           โดยสรุป ผลการดำเนินโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในการเพิ่มพูนความเข้าใจด้านเภสัชเคมีของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อพัฒนาและขยายขอบเขตของโครงการให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในระยะยาว 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้รับการพัฒนาเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหาทางเคมีเภสัชกรรมเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยมีการตรวจสอบผลการดำเนินงานผ่านการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา รวมถึงการเก็บรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานสื่อการเรียนรู้นี้ การนำไปใช้จริงพบว่า นักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 สามารถเข้าถึงและใช้โปรแกรมค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการทำ pre-test ก่อนใช้สื่อการเรียนรู้ และทำ post-test หลังจากการศึกษาเนื้อหา ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยของ pre-test อยู่ที่ 3.00 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) และเพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) ใน post-test แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาได้อย่างมีนัยสำคัญ           นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อสื่อการเรียนรู้นี้ โดยให้ความเห็นว่าระบบสามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะได้สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางส่วนยังพบปัญหาด้านเทคนิค เช่น ความยากในการค้นหาข้อมูลเฉพาะด้าน และข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ สรุปและอภิปรายผล จากผลการดำเนินโครงการ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้ โปรแกรมค้นหานี้ช่วยให้คะแนน post-test ของนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 00 เป็น 5.15 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยพัฒนาความเข้าใจและความสามารถในการจำแนกข้อมูลของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนนักศึกษาที่ทำคะแนนได้สูงขึ้นหลังใช้สื่อการเรียนรู้ ยืนยันถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและความสามารถของโปรแกรมในการสนับสนุนการเรียนรู้ ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกที่ทุกเวลา ลดข้อจำกัดของการเรียนการสอนในห้องเรียน ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้แบบ self-directed learning ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อุปสรรคและข้อจำกัด ปัญหาด้านเทคนิค เช่น การเข้าถึงระบบที่อาจไม่เสถียรในบางช่วงเวลา และข้อจำกัดของอุปกรณ์ของนักศึกษาบางส่วน นักศึกษาบางรายยังขาดความคุ้นเคยกับการใช้สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ทำให้ต้องมีระยะเวลาในการปรับตัว บทสรุปความรู้และความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการวิจัยนี้ สามารถสรุปองค์ความรู้และข้อค้นพบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในอนาคต ดังนี้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเสริมการเรียนรู้ในรายวิชาที่มีเนื้อหาจำนวนมาก สื่อการเรียนรู้แบบ interactive หรือระบบค้นหาแบบดิจิทัลสามารถช่วยลดภาระการจดจำข้อมูลของนักศึกษา และทำให้สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น การออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นระบบ การใช้ pre-test และ post-test เป็นแนวทางที่ดีในการวัดผลการเรียนรู้ และสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาอื่น ๆ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต และปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ         จากการดำเนินโครงการนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 พบว่ามีศักยภาพในการช่วยเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในอนาคต ควรมีแนวทางการพัฒนาเพิ่มเติม รวมถึงระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ ดังนี้ 1. การปรับปรุงระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น หนึ่งในข้อจำกัดของระบบปัจจุบันคือการค้นหาข้อมูลที่อาจยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุม ดังนั้น ควรพัฒนาระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการค้นหาตาม โครงสร้างทางเคมี หรือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเภสัชเคมีของยาต้านแบคทีเรีย แนวทางการพัฒนา: ปรับปรุง algorithm การค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ หมู่ฟังก์ชันทางเคมี หรือ ลักษณะโครงสร้างโมเลกุล ของยาได้ เพิ่มฟังก์ชัน การเชื่อมโยงข้อมูลทางเภสัชวิทยาและเภสัชจลนศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาในร่างกายได้ง่ายขึ้น ออกแบบระบบที่สามารถ แสดงความสัมพันธ์ของยาในกลุ่มเดียวกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 2. การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine Learning (ML) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ AI และ ML สามารถช่วยให้ระบบค้นหาข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น โดยสามารถเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใช้ และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษา แนวทางการพัฒนา: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับยาที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา พัฒนา Chatbot อัจฉริยะ ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในเชิงลึก และช่วยตอบคำถามของนักศึกษาแบบเรียลไทม์ ใช้เทคนิค Natural Language Processing (NLP) เพื่อทำให้การค้นหาข้อมูลโดยใช้ภาษาธรรมชาติมีความแม่นยำมากขึ้น Machine Learning-based Recommendation System ที่สามารถแนะนำข้อมูลหรือบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักศึกษาสนใจ 3. การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น แอนิเมชัน หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และ แบบจำลอง 3 มิติของโครงสร้างยา สามารถช่วยให้นักศึกษาเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยาได้ชัดเจนขึ้น แนวทางการพัฒนา: สร้าง แอนิเมชันแสดงกลไกการออกฤทธิ์ของยา ในระดับเซลล์หรือโมเลกุล เพื่อช่วยให้เห็นกระบวนการทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับยาต้านแบคทีเรีย พัฒนา โมเดลโครงสร้าง 3 มิติของยา ที่สามารถหมุนและปรับมุมมองได้ เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างเชิงพื้นที่ของโมเลกุล เพิ่ม interactive Learning Modules เช่น แบบจำลองเสมือนจริง (Virtual Reality, VR) หรือแบบจำลองเสริม (Augmented Reality, AR) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกับโมเลกุลยาในมิติที่สมจริงมากขึ้น 4. ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ นอกจากแนวทางการพัฒนาแล้ว ปัจจัยต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมาย 4.1 การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา การบูรณาการสื่อการเรียนรู้เข้าสู่หลักสูตรของรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมให้คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 4.2 ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน การรักษาความเสถียรของระบบและเพิ่มขีดความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ให้สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันของผู้ใช้จำนวนมาก 4.3 การมีส่วนร่วมของนักศึกษาและการรับผลการประเมินเพื่อการปรับปรุง ควรมีระบบ feedback mechanism เพื่อให้นักศึกษาสามารถให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม และนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ การส่งเสริมการเรียนรู้แบบ active Learning โดยให้มีแบบฝึกหัด ทดสอบความเข้าใจ และกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) Read More »

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 5.1.2 และ KR 5.3.2 การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            ทิศทางการบริหารจัดการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้น ได้ใช้กลยุทธ์ในการเปลี่ยนจากคณะวิชาให้เป็นวิทยาลัยแห่งผลลัพธ์ มุ่งเน้นการบูรณาการทุกภาระกิจแบบครบวงจร โดยหลักการที่สำคัญที่นำมาใช้คือ การSynergy ของทุกองคาพยพทั้งคนและภารกิจของวิทยาลัย โดยเน้นในเรื่องการปฏิบัติภารกิจใดๆ ต้องส่งผลทำให้มีเกิดผลลัพธ์เกิดขึ้นเพื่อนำไปใช้ต่อเนื่องในภารกิจอื่นๆต่อๆกันไปอย่างครบวงจร เช่น การบริการวิชาการ ต้องสามารถให้เกิดผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การพัฒนานักศึกษา การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ การประชาสัมพันธ์เพื่อนำชื่อเสียงมาสู่วิทยาลัย รวมทั้งการนำไปใช้ในการดำเนินการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สามารถนำไปสู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมโดยมีรูปแบบการทำงานโดยสรุปดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษายุคใหม่            พิจารณาจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Great University) ได้นั้นต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (Learning University) และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเสาะแสวง (Inquiring University) โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญคืองานสอน งานวิจัย และงานบริการวิชาการรวมทั้งการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยมีการทดลองแบบ Service Learning ที่เน้นการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมหรือภาค Real Sector ที่เกี่ยวข้องโดยมีจุดมุ่งหมายในการเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีปรัชญาว่า“นวัตกรรม จิตวิญญาณผู้ประกอบการ และ ความเป็นสากล ชนะทุกสิ่ง และนำมาซึ่งความสำเร็จ” มีปณิธานในการมุ่งทำให้ “โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงานและโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”และมีวิสัยทัศน์คือ ก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีคำขวัญประจำวิทยาลัยว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง”           วิทยาลัยฯ มีความเชื่อและได้มีหนึ่งในสมมติฐานที่สำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้การพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯประสบความสำเร็จคือ “การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ” โดยในเรื่องดังกล่าวนี้เรามีความเชื่อว่าหนึ่งในตัวแปรต้นหรือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการก็คือ “งานบริการวิชาการ”และมีตัวแปรตามซึ่งหมายถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ความสำเร็จในการพัฒนานักศึกษาทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ทัศนคติและการมีงานทำและ/หรือการประกอบอาชีพส่วนตัว ความสำเร็จในการพัฒนาอาจารย์ทั้งในแง่คุณภาพในการจัดกระบวนการเรียนรู้ คุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการ ความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ความสำเร็จในการพัฒนาวิชาชีพ ความสำเร็จในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ           โดยมีตัวแปรควบคุมคือ “งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์.           ที่กล่าวมาโดยสรุปคือหนึ่งในแผนแนวคิดและยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่มุ่งใช้การบริหารจัดการจะเน้นการโดยใช้เป้าหมายเป็นฐาน (Target Based Management) ที่เน้นการพัฒนาบัณฑิตที่เปลี่ยนจาก Formative/Informative Learning เป็น Transformative Learning โดยมุ่งให้เป็นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership, Change Agent Skill) โดยใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ รูปที่ 2 แสดงยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ เมื่อ S คือ ภาระงานบริการวิชาการ   R คือ ภาระงานวิจัย  และ T/L คือ ภาระงานสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิดในการการพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารที่ประกอบด้วยหลักการการจัดการองค์กร องค์ความรู้ทางด้านการบริหารภารกิจการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา(การบริหารการศึกษา งานวิจัย งานบริการวิชาการ) องค์ความรู้ทางด้านการพัฒนางานบริการวิชาการและการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ องค์ความรู้แบบองค์รวมในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของศตวรรษที่ 21 ยุคหลังโควิด-19 รวมทั้งยุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างๆทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์โดยเน้นในเรื่องของสภาพปัญหาและข้อจำกัด (Pain Point) ในทุกมิติขององคาพยพทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทยทั้งเรื่องของวิชาการ การวิจัย และงานบริการวิชาการ เรื่องของวงจรชีวิตของเครื่องมือและเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ เรื่องของคนและวิชาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ และการพัฒนา Career Path ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับประเทศไทยรวมทั้งการจัดการศึกษาและพัฒนาบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของมหาวิทยาลัยรังสิต การศึกษาดูงานจากสถาบันการศึกษาและ Real Sector รวมทั้งองค์กรในลักษณะอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงาน องค์ความรู้อื่นๆ ที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา แระดับหลักสูตรระดับคณะและวิทยาลัยรวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพรวมทั้งภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาให้กับภาค Real Sector ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ต่างๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิธีการดำเนินการ           องค์ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นหลักสูตรอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์จนมีการเติบโตขึ้นเป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปัจจุบัน โดยมีความเชื่อในเรื่องของใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการว่า กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ก็คือ “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” และเชื่อว่าทิศทางการพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จะต้องมีทิศทางความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าและนวัตกรรมของโลก โดยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี & นวัตกรรมจะต้องไม่เป็นความแปลกหน้า-แปลกแยกของนักศึกษาและบัณฑิต           ดังนั้นการวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ต้องตอบสนองโลกของความต้องการจริงที่เรียกว่า Demand Driven ซึ่งเป็นปณิธานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า เรามุ่งทำให้“โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือการทำให้การพัฒนาในทุกมิติของวิทยาลัยฯ อยู่ในทิศเดียวกับความก้าวหน้าของโลก อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของโลกในปัจจุบันและอนาคตนอกจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในทุกด้านอย่างรวดเร็ว (Technology Disruption) ก็คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Completely Aged Society) ซึ่งการรับมือกับสิ่งท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้การปรับเปลี่ยนพลิกโฉมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Re-inventing Innovation) ร่วมกับแนวคิด Glocalization (Think globally, Act locally) ที่เป็นการรวม Globalization และ Localization เข้าด้วยกัน นำไปสู่การพลิกโฉมความรู้และแนวปฏิบัติจากสังคมโลกสู่สังคมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในสมมุติฐานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า “เครื่องมือในการพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯให้ประสบความสำเร็จคือ การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ จึงถูกนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่ วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีการดำเนินการโดยสรุปดังนี้ จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ รูปที่ 3 ศูนย์บริการวิชาการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จำนวน 3 ศูนย์ ที่ใช้เป็นฐานในการให้บริการวิชาการกับสังคม วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางวิชาการจำนวน 3 ศูนย์หลักเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการใช้งานบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ดังรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ 1.1 ศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering Innovation and Service Center: BIS CENTER) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 (เริ่มเปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ปีการศึกษา2545) เดิมชื่อศูนย์วิจัย พัฒนาและบริการอุปกรณ์ชีวการแพทย์ (Biomedical Instruments Research Development and Services Center) ต่อมาในปีการศึกษา 2560 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นศูนย์บริการที่ดำเนินกิจกรรมแบบครบวงจรของการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลา ตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพ 1.2 ศูนย์การศึกษาและพัฒนามาตรฐานบริการสุขภาพนานาชาติ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีการศึกษา 2556 โดยมีจุดประสงค์หลักในการให้บริการวิชาการทางด้านการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานบริการสุขภาพทั้งระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้งกับการบริหารจัดการโรงพยาบาลโดยใช้มาตรฐานสากล เช่น JCI และ DNVGL เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการมุ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ 1.3 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวารแพทย์ (BMERSU Technology Transfer Center:TTC) ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นในปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในด้านการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนรวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ในการให้บริการการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ ทั้งนี้ศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยทั้ง 3 ศูนย์ มีภารกิจใน 3 ลักษณะ คือ การให้บริการในด้านการยกระดับความรู้และทักษะการพัฒนาวิชางานและวิชาคนให้กับนักศึกษาและศิษย์เก่าทั้งในด้านการฝึกอบรม ให้ความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการพัฒนาทักษะปฏิบัติและทักษะการเป็นผู้ประกอบการแบบให้เปล่า เพื่อรองรับโครงการต่างๆ ในการพัฒนาเช่น โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน โครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจรที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 การให้บริการเพื่อสังคมแบบให้เปล่า โดยการจัดโครงการบริการวิชาการทางด้านการอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.) ในเขตจังหวัดปทุมธานีและโรงพยาบาลที่ห่างไกลความเจริญในต่างจังหวัด รวมทั้งเคยจัดโครงการให้บริการวิชาการในลักษณะนี้ให้กับโรงพยาบาลประเทศสปป.ลาวจำนวนกว่า 7 โรงพยาบาลตั้งแต่ปีการศึกษา 2551-จนถึงปัจจุบัน การให้บริการวิชาการในเชิงพาณิชย์ทางด้านในด้านการฝึกอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะเพิ่มเติม พัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยี การดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ เนื่องจากศูนย์บริการทั้งสามศูนย์นี้ได้จดทะเบียนรับงานบริการวิชาการในเชิงพาณิชย์กับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยแต่ละปีได้ให้บริการวิชาการในลักษณะดังกล่าวในราคาสถานศึกษาให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวนหลายโรงพยาบาลรวมทั้งบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จำนวนหลายบริษัท 2. ใช้ศูนย์บริการวิชาการทั้งสามศูนย์เป็นฐานในการดำเนินโครงการบริการวิชาการใน 3 ลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น           สำหรับโครงการบริการวิชาการทั้งสามลักษณะที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร 2.1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนเป็นโครงการบริการทางวิชาการสังคมแบบให้เปล่าที่ให้บริการกับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในลักษณะโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. รวมทั้งการจัดอบรมในเรื่องการใช้งาน การบำรุงรักษาเชิงป้องกันเบื้องต้นให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกทางหนึ่งด้วยโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการให้นักศึกษาและอาจารย์เรียนรู้ปัญหาจริงๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการฝึกทักษะปฏิบัติ ฝึกการเรียนรู้วิชางานและวิชาคนโดยการปฏิบัติงานจริงในสถานการร์จริงรวมทั้งฝึกจิตวิญญาณในด้านการให้บริการประชะชาชนให้กับนักศึกษา 2.1.2 ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่จัดการเรียนการสอนแบบ Module ชื่อว่า Module วิศวกรรมคลินิก (Clinical Engineering) โดยมีอาจารย์ที่สอนในโมดูลนี้เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นผู้นำในการดำเนินการโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของวิทยาลัยฯ 2.1.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Service Learning ในลักษณะของการออกไปให้บริการทำการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพที่อยู่บริเวณรอบๆมหาวิทยาลัยรังสิตและในจังหวัดปทุมธานีรวมทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลที่มีการร้องขอมายังวิทยาลัยฯ ผ่านนักศึกษาปัจจุบัน ผู้ปกครองของนักศึกษาหรือศิษย์เก่านอกจากนั้นยังได้ให้บริการกับโรงพยาบาลในประเทศสปป.ลาวจำนวนมากกว่า 7 โรงพยาบาลเพื่อเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาสุวรรณภูมิของมหาวิทยาลัยรังสิตอีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญยิ่งก็คือ ทางวิทยาลัยได้รับความไว้วางใจและได้รับเกียรติจากกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ให้เข้าไปตรวจเช็คความพร้อมใช้รวมทั้งการทดสอบสอบเทียบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำปีให้กับเครื่องมือแพทย์ของกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วมโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเช่น กรณีของอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือโรงพยาบาลในจังหวัดอื่นๆที่เกี่ยวข้องเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทางวิทยาลัยฯได้รับการประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (ที่มีMOUในระดับคณะ) ทางวิทยาลัยฯก็ได้ใช้โครงการดังกล่าวนี้ระดมศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าออกไปช่วยเหลือในการบำรุงรักษาเพื่อฟื้นฟูให้เครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลกลับมาใช้งานได้ปกติในเวลาที่รวดเร็วเพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวในระยะกว่า20 ปีที่ผ่านมาประมาณมากกว่า 50 โรงพยาบาล ถ้าคิดเป็นจำนวนครั้งประมาณมากว่า 100 ครั้ง 2.2 โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ 2.2.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นโครงการบริการทางวิชาการในเชิงพาณิชย์กับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพหรือสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ดำเนินการทางด้านการให้บริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ความรู้ความสามารถและทักษะของอาจารย์ให้เต็มประสิทธิภาพรวมถึงเป็นที่ฝึกและขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญของคณาจารย์กับประสบการณ์จริงโดยมีนักศึกษาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้นเพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น 2.2.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการให้บริการในโครงการนี้จึงต้องเป็นไปแบบมืออาชีพ มีเรื่องของระเบียบ กฎเกณฑ์ รวมทั้งมาตรฐานมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นในส่วนของนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้เป็นนักศึกษาที่คัดเลือกมาจากทุกชั้นปีโดยจะมีการรับสมัครเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นทำงานไม่เกิน 3 ปี โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการคัดเลือกและทำสัญญาจ้างงานเป็นรายปีและเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจะมีการออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้ด้วย 2.2.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้น เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น โดยการให้บริการจะเป็น 2 ลักษณะคือ การให้บริการเป็นรายปี ปีละ 1 ครั้งในทุกปีโดยการทำเป็นสัญญา และการให้บริการแบบ Walk in เข้ามาที่ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯ โดยจะมีการจัดระบบการดำเนินการแบบมืออาชีพที่จะมีผู้ให้บริการที่ประกอบด้วยอาจารย์และ/หรือนักศึกษาจะ Standby อยู่ตลอดเวลา โดยในแต่ละปีจะมีจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวนี้ในแบบประจำรายปีปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้บริการประจำวันในทุกวันทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมา 2.3 โครงการ Mini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.3.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศัยภาพทางด้านการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้กับบัณฑิตซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดให้เรียนได้ในโครงสร้างของหลักสูตรแบบปกติ 2.3.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ ในระยะเริ่มต้นได้จัดโครงการนี้ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนจบการศึกษาต่อมาโครงการดังกล่าวนี้ได้มีการรับทราบถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จึงได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วย จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 40 คนต่อ 1 รุ่น 2.3.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการอบรมหลักสูตรระยะสั้นในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นระยะเวลาประมาณ100ชั่วโมงเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการทัวไป หลักการบริหารจัดการบุคคล หลักการบริหารการตลาด หลักการบริหารการเงินและบัญชี การวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ เป็นต้นและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทั้งหมดในการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ในสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพรวมทั้ง แนวทางการจัดทำและการบริหารธุรกิจทางด้านการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center 2.4.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการให้บริการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี 2.4.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝน รวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง 2.4.3 ลักษณะการดำเนินการโครงการนี้ ทั้งนี้การนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี โดยในช่วงการแพ่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ 2.5 โครงการยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก 2.5.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการจัดการสอบเพื่อรับรองมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ 4 ถึงระดับ 8 2.5.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตกับสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย โดยได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ใช้ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯเป็นสถานที่สอบโดยมีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและจากสถาบันการศึกษาอื่นๆเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยผู้เข้ารับการสอบเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.5.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดสอบมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ4 ถึงระดับ 8 ของวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degreeทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ 2.6.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.2  ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) 2.7.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น 2.8.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อร่วมกันพัฒนางานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สามารถตอบสนองต่อการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนในยุคของการดำเนินการยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบยั่งยืนของโลก 2.8.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก และวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องมือแพทย์จากบริษัทต่างๆในประเทศญี่ปุ่นทั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นและสาขาในประเทศไทย รวมทั้งวิศวกรชีวการแพทย์จากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยรังสิตรุ่นละ 5 คน จำนวน 2 รุ่นต่อปี 2.8.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นผ่านมาทาง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก โดยการให้ทุนรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดอบรมและดูงานในสถานประกอบการจริงที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นโดยจัดโครงการดังกล่าวนี้จำนวน 4 รุ่นต่อเนื่องกันในระยะ 4 ปี มีผู้สำเร็จการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 40 คน 2.9 โครงการยกระดับและพัฒนาทักษะโดยการจัดอบรมแบบ Non Degree เรื่อง”Upskilled Biomedical Engineers for Transformation if Healthcare Technology Support ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากต่างประเทศ จำนวน 20 ประเทศ 2.9.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์ในประเทศที่สนใจโดยการจัดอบรมหลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง “Upskilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support” 2.9.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ วิทยากรประกอบด้วยอาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จาก 15 ประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลกจำนวน 40 คน 2.9.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศในการจัดอบรมแบบออนไลน์หลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง Skilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support ระหว่างวันที่ 3-26 มิถุนายน 2567 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลลัพธ์โดยตรงจากการดำเนินงาน 2.1.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร ผลการดำเนินงานตามโครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนแลโครงการวิศวกรรมชีการแพทย์สัญจรที่ได้ดำเนินการในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้ออกหน่วยให้บริการปีละประมาณ 5 ครั้ง รวมทั้งสิ้นกว่า 100 ครั้ง ครอบคลุมโรงพยาบาลและ/หรือสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพไม่น้อยกว่า 100 แห่ง มีนักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 600 คน สามารถประหยัดงบประมาณให้กับภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า1,000,000 บาท ที่สำคัญก็คือหลังจากการจัดโครงการนี้ให้กับสถานประกอบการใดๆ ก็ตามเป็นระยะไม่เกิน 5ปีผ่านไป จะส่งผลกระตุ้นให้สถานประกอบการดังกล่าวสร้างบุคลากรขึ้นมาเพื่อเรียนรู้งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์หรือบางสถานประกอบการจะทำการสรรหาวิศวกรชีวการแพทย์และในที่สุดก็สามารถพึ่งพาตนเองทางด้านการดำเนินการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ 2.1.2   โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ ผลการดำเนินงานตามโครงการนี้ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมาพบว่าสามารถช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีรายได้ไม่มากพอในการจ้างบริษัท Outsource ให้เข้าไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้การใช้บริการประจำวันในทุกวัน ทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมาโดยมีรายได้ผ่านศูนย์บริการของมหาวิทยาลัยรังสิตเฉลี่ยปีละประมาณ 350,000 บาท ส่งผลให้สามารถใช้ในการจ้างงานให้กับนักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน สามารถใช้ในการจัดซื้อเครื่องมือมาตรฐานสำหรับทดสอบและสอบเทียบเครื่องมือแพทย์เพื่อลดภาระงบประมาณของมหาวิทยาลัยบางส่วนได้ ที่สำคัญทางวิทยาลัยได้ใช้เป็นบริษัทจำลองสำหรับให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทางด้านการทำธุรกืจทางด้านการให้บริการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์อีกทางหนึ่งด้วย 2.1.3 โครงการMini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถืว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจมีผู้ผ่านการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวจำนวนมากกว่า 400 คน และผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรนี้พบว่า สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์จากที่เรียนไปใช้ในการปฏิบัติจนส่งผลต่อความก้าวหน้าในการทำงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แหล่งงานจำนวนหลายบริษัทรวมทั้งโรงพยาบาลในภาครัฐได้ส่งพนักงานที่ต้องการส่งเสริมให้เป็นผู้บริหารในระดับต้นเข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าวรวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วยจึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น 2.1.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์กับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาทางด้านระบบการแพทย์ทางไกล ไปใช้งานสำหรับ การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้านในช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี 2.1.5 โครงการ ยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก ผลการดำเนินงานของโครงการนี้พบว่าในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา สามารถพัฒนาสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สอบผ่านมาตรฐานสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4-6 กว่า 100 คน 2.1.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา1ปีพบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน80 คน ส่งผลทำให้ผู้ผ่านการอบรมเหล่านี้สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ไปยกระดับตนเองได้ทั้งทางด้านการประกอบอาชีพและรายได้ 2.1.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 1 ปี พบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่นมีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน สำเร็จการอบรมส่วนหนึ่งสามารถใช้ชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และทักษะในการพัฒนางาน สำคัญที่สุดก็คือผลทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ถือว่าวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และชุดทักษะ ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ให้กับบุคลากรต้นแบบหรือแม่ไก่ให้กับประเทศไทย เพื่อไปขยายผลให้กับองค์กรและประเทศไทยต่อไปในอนาคต เป็นผู้นำและบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในยุทธศาสตร์ทั้งในระดับโลก ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยรวมทั้งยุทธศาสตร์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่อง GREEN and CLEAN Hospital หรือโครงการโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.1.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ Read More »

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.2, KR 1.2.3, KR 1.2.4, KR 1.3.1, KR 1.3.3, KR 5.1.1, KR 5.1.2, KR 5.1.3, KR 5.1.4 และ KR 5.1.5 การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) กำหนดให้สถาบันการศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) คุณธรรม จริยธรรม 2) ความรู้ 3) ทักษะทางปัญญา 4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5) ทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบัณฑิตที่สมบูรณ์แบบและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว           การส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้นักศึกษามีทักษะที่จำเป็นในวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม เช่น การมีจริยธรรมในวิชาชีพ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างดี           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มีความมุ่งมั่นที่จะมุ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์สำหรับทุกช่วงวัยของชีวิตแห่งอาเซียน เพื่อทำให้บัณฑิตคิดอย่างมีนวัตกรรม ทำด้วยจิตวิญญาผู้ประกอบการ มีสมรรถนะและโลกทัศน์ในระดับสากลจึงมีความจำเป็นในการที่จะต้องพัฒนาความพร้อมให้กับนักศึกษา พัฒนาความตระหนักและปลูกจิตสานึกและความรับผิดชอบและการค้นพบตัวเองให้กับนักศึกษา พัฒนาให้นักศึกษาเกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ในการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ 5 ด้าน ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศผ่านกการทำกิจกรรม มีความมุ่งมั่นที่จะนำผลงานวิจัย งานบริการทางวิชาการกับสังคม รวมทั้งด้านการผลิตบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีความรู้ควบคู่กับทักษะปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษามีคุณค่าและความสง่างาม ใฝ่รู้ ใฝ่ดี มีความรับผิดชอบและมีวินัย  อันเป็นคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์           จากที่มาและความสำคัญกล่าวมาข้างต้น คุณลักษณะของบัณฑิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ นักศึกษาต้องผ่านกิจกรรมต่างๆที่หล่อหลอมอย่างเป็นระบบและอย่างต่อเนื่อง  กระบวนการจัดการเรียนการสอนผ่านกิจกรรมต้องเน้นให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์จริงให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้และประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ มีดังนี้ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการกำหนดคุณลักษณะและผลการเรียนรู้ของบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยกำหนด 5 มาตรฐานหลัก ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม, ความรู้, ทักษะทางปัญญา, ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ, และทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การบูรณาการการเรียนรู้กับกิจกรรมเสริมหลักสูตร การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นแนวทางที่นำการเรียนการสอนในห้องเรียนมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม การปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะที่สำคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากประสบการณ์การทำงาน   ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ในระดับคณะและวิทยาลัย ความรู้จากงานที่รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา วิธีการดำเนินการ            วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาประจำปีการศึกษาทุกๆปี การวางแผนงานเป็นไปตามประเด็นยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ดังนี้ ประเด็นยุทธศาสตร์ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาด้านงานวิจัยและนวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง โดยมีคณบดีและกรรมการบริหารวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบาย มีรองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาการศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบด้านวิชาการ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้านกิจการนักศึกษา รองฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบด้านภาษา ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและบริการวิชาการเป็นผู้รับผิดชอบด้านงานบริการวิชาการ โดยมีนักศึกษาจากสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมเป็นผู้ร่วมการจัดทำแผนงานและเป็นผู้ดำเนินการ นักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม/โครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาครอบคลุมทั้งสติปัญญา สังคม อารมณ์รวมถึงด้านคุณธรรมจริยธรรม  เพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบและทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแผนพัฒนานักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนักศึกษา ดังนี้ กิจกรรม “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” See it, Own it, Solve it and Do it ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมไหว้ครู มอบเสื้อชอปของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพด้านภาวะจิตใจ และอารมณ์ก่อนเข้าเรียน กิจกรรมปฐมนิเทศของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมประกวดแข่งขัน Start Up Thailand League กิจกรรมการพํฒนานักศึกษาให้เกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ กิจกรรมทำบุญปีใหม่ กิจกรรมพัฒนาความคิดแบบนวัตกรรมในการมุ่งทำความดีให้กับสังคม  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: ชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมร่วมกับศูนย์ BIS กิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ กิจกรรมการให้บริการทางวิชาการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมสโมสรนักศึกษา ด้านกีฬา ครอบครัว BMI สัมพันธ์น้องพี่ และ BME SAT ของนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่าและค่ายอุปกรณ์ฯ กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมงานบริการวิชาการโดยผ่านศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัย กิจกรรมพัฒนาความเป็นวิศวกรชีวการแพทย์และความเป็นผู้ประกอบการ  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: อาจารย์ และ ศูนย์ BIS กิจกรรมปัจฉิมนิเทศนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมเสริมทางด้านภาษาต่างประเทศ กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) กิจกรรมนำเสนอผลงานของนักศึกษาในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ กิจกรรมงานประกวดผลงานนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองมาตรฐานการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน กิจกรรมการพัฒนาความเป็นสังคมครอบครัววิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมงานรับปริญญา              ในการจัดแผนงานได้วางแผนการจัดกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายการจัดสรรงบประมาณ การส่งเสริมคุณลักษณะของบัณฑิต รวมถึงผู้รับผิดชอบ โดยแผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ เป็นดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     ในการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้มักจะพบกับอุปสรรคหรือปัญหา โดยอุปสรรคหลักๆ และวิธีการแก้ไขมีดังนี้ การขาดแรงจูงใจหรือความสนใจจากนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาบางคนอาจไม่สนใจหรือไม่มีแรงจูงใจเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมต่ำและขาดความกระตือรือร้น การแก้ไข: การสร้างแรงจูงใจด้วยการออกแบบกิจกรรมที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกับความสนใจของนักศึกษา การให้โอกาสนักศึกษาเลือกกิจกรรมที่ต้องการเอง ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ปัญหา: กิจกรรมบางอย่างต้องใช้ทรัพยากร เวลา หรือสถานที่ที่จำกัด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ การแก้ไข: การวางแผนให้เหมาะสมและเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ปัญหา: การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจทำให้กิจกรรมไม่ได้คุณภาพหรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ การแก้ไข: การเชิญวิทยากร หรือการร่วมมือกับภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อเพิ่มบุคลากรและวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ความหลากหลายของความต้องการและความสนใจของนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาแต่ละคนมีความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้การจัดกิจกรรมไม่สามารถตอบสนองทุกคนได้ การแก้ไข: การสำรวจความต้องการและความสนใจของนักศึกษาก่อนเริ่มกิจกรรม และจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีความสนใจแตกต่างกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้           นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้            นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             นักศึกษาชั้นปีที่ 2 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาในชั้นปีที่ 2 จะพัฒนาต่อจากการเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่นของชั้นปีที่ 1  เมื่อเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น จึงก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ การมีมนุษย์สัมพันธ์ มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในวิทยาลัย สามารถสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เป็นสโมสรนักศึกษา ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมของวิทยาลัย  โดยผลงานของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว และพร้อมที่จะขึ้นสู่การทำงานในชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมในชั้นปีที่ 3 จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 2  มีความปรารถนาอันแรงกล้า มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม โดยทุกกิจกรรมสำเร็จลุล่วง นักศึกษามีทัศนคติในการทำงาน รู้จักการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย รู้จักการทำงานร่วมกัน กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซึ่งเป็นสโมสรนักศึกษารับผิดชอบในการจัดงานทั้งหมด 6 กิจกรรม ดังนี้   กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ การอบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR)             นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะพัฒนาต่อจากโมดูลที่ 2  การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ 1 การพัฒนาภาษาอังกฤษ การมีภาวะผู้นำ มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในสังคม สามารถสร้างเครือข่าย การพัฒนานวัตกรรม การสร้างเสริมองค์ความรู้ และการสร้างแนวคิดธุรกิจให้กับนักศึกษา โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทำงานให้กับชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคม ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ได้แก่ งานบริการวิชาการบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ งานออกค่ายต่างๆ เป็นต้น มีการพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารให้กับนักศึกษาทำให้นักศึกษาสามารถสอบผ่าน CEFR ระดับ B1 ได้ถึงร้อยละ 84.31 จากนักศึกษาที่เข้าสอบ โดยผลของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมออกค่าย การทำงานเพื่อสังคม ที่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่ให้บริการ โดยให้มาบริการงานวิชาการในปีต่อๆ ไป กิจกรรมที่ชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีทั้งสิ้น 6 กิจกรรม ดังนี้ โครงการงานสานสัมพันธ์วิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่า และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ โครงการค่ายวิศวกรชีวการแพทย์สัญจร โครงการการอบรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านภาษาอังกฤษ กิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา: บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โครงการบริการวิชาการแบบให้เปล่า ซึ่งดำเนินงานภายใต้รายวิชาทางด้านเครื่องมือแพทย์ โครงการบริการวิชาการแบบแบบมีรายได้ ซึ่งดำเนินงานภายใต้ศูนย์ BIS             จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 3 มีภาวะความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อการจัดงานได้อย่างดีเยี่ยม มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และหน่วยงานภายนอกได้ให้ความไว้วางใจในการดำเนินงานบริการวิชาการในปีต่อไป            นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นพัฒนาต่อเนื่องจากนักศึกษาชั้นปีที่ 3 การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ  การขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ การพัฒนามาตรฐานภาษาอังกฤษ มีการทดลองทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทดลองสร้างนวัตกรรม การทดลองสร้างแนวคิดธุรกิจใหม่ โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมภายนอกในรูปแบบการทำโครงงานสร้างนวัตกรรม การประกวดโครงงาน การแสดงผลงานวิชาการในงานประชุมวิชาการ และการแสดงนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในงานปัจฉิมนิเทศ           เมื่อนักศึกษามีโอกาสได้ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ในวิชาชีพ ด้วยการบริการสังคม จะทำให้นักศึกษาได้มองเห็นแนวทางของการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม  สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 4 มีความพร้อมในการเข้าร่วมการประกวดต่างๆ เพื่อสะสมเป็นผลงานของตนเอง  มีความพร้อมในการนำเสนอผลงานในระดับชาติ มีความมั่นใจที่จะก้าวเข้าสู่การทำงาน สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องปี 3 ในด้านการบริการวิชาการสู่สังคม ทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่จบการศึกษาสามารถมีงานทำอย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้เข้าร่วมและจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 9 กิจกรรม ดังนี้ โครงการสนับสนุนและส่งเสริมนักศึกษานำเสนอผลงานวิชาการและ Pitching Idea ในงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีสุขภาพแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 (HTCON 2023) วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โครงการอบรมสัมมนาเรื่อง แนวทางการขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับฝ่ายแพทย์หลวงพระบรม มหาราชวัง โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับ คลินิกมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ วัดสุทธาราม กรุงเทพ มหานคร โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการส่งผลงานนักศึกษาประกวดงาน Thailand New Gen Inventors Award 2024 (I – New Gen Award 2024) ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 โดยผลงานที่ส่งประกวดมี 6 ชิ้นงาน มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4, 3, 2 และปีที่ 1 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โครงการส่งผลงานนักศึกษาเข้าร่วมประกวดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” Thailand Research Expo 2023 ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 12 คน กิจกรรมเตรียมความพร้อมในการทำงาน โครงการปัจฉิมนิเทศ และ BME Innovation2024 & Job Fair กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาลัยการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมการศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษาในด้านวิชาชีพ และความเป็นนานาชาติ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น            จากการจัดกิจกรรมให้ทั้ง 4 ชั้นปี ได้บรรลุตามเป้าประสงค์ของวิทยาลัย โดยนักศึกษาจบเป็นบัณฑิตมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานได้ สามารถทำงานให้กับหน่วยงานได้อย่างดี บัณฑิตมีทักษะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยี ทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารได้ มีความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงาน และบัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่างๆทำให้บัณฑิตบางคนได้งานก่อนจบการศึกษา ผลการประเมินตามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.86  อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) ด้านคุณธรรมจริยธรรม ประกอบไปด้วย (1) ความซื่อสัตย์สุจริต ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (2) ความมีนํ้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (3) ความมีระเบียบวินัยในการทำงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (4) ความขยันอดทน อุตสาหะ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (5) การตรงต่อเวลา ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 2) ด้านความรู้ ประกอบไปด้วย (1) ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.80 (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (3) ความสามารถในการนำเสนองานที่ทำ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (4) ความรอบรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 3) ด้านทักษะทางปัญญา ประกอบไปด้วย (1) ความสามารถในการเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนางาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (2) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ Read More »

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           นักศึกษาออนไลน์ คือ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมดิจิทัล ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต ที่เรียนผ่านระบบ LMS ของ Cyber University เป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไม่ค่อยได้เข้ามาที่มหาวิทยาลัยบ่อยนัก มีทั้งนักศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ การเรียนการสอนดำเนินการ ผ่านระบบ LMS ของ Cyber University รูปแบบการเรียน คือ ช่วง 1 ปีแรกเป็นการเรียนรายวิชา เมื่อสิ้นสุดการเรียนรายวิชาต่าง ๆ นักศึกษาจะต้องเริ่มงานวิจัย ซึ่งตามแผนการเรียนนักศึกษาจะใช้เวลาในการทำวิจัย 2 ภาคเรียนในปีที่ 2 ที่ผ่านมาหลักสูตรพบปัญหาว่า ในช่วงการเข้าห้อง Chatroom นักศึกษายังมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น แต่เมื่อเรียนจบ ก็ต่างคนต่างไป ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกับหลักสูตร หยุดการเรียนรู้และหยุดการทำวิจัย หรือสำหรับบางคนที่เริ่มงานวิจัยไว้บ้างแล้วกลับหายไป การทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีความต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้นักศึกษาให้เหตุผลต่าง ๆ เช่น เช่นเรื่องการจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาเรียน การต้องโฟกัสกับการทำงานเพราะต้องหาเงิน บ้างก็มีครอบครัว เช่น แต่งงานหรือมีบุตร ทำให้ขาดแรงจูงใจในทำวิจัย การเรียนหยุดชะงัก จำนวนนักศึกษาคงค้างในหลักสูตรค่อนข้างสูง อัตราการจบการศึกษาของนักศึกษาตามเวลาของหลักสูตรไม่สามารถทำได้สำเร็จ           ช่วงเริ่มต้นหลักสูตรมีแนวทางในการแก้ปัญหากับกลุ่มนักศึกษาในกรุงเทพและปริมณฑลก่อน เกิดเป็นโครงการ “ศุกร์หรรษา” หรือภายหลังชื่อได้เปลี่ยนเป็น “สุขหรรษา”  ที่ต้องการแก้ปัญหาการหายตัวไปของนักศึกษาหลังจากเรียนจบรายวิชาสอน และสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษากลับเรียนจนสำเร็จ ในช่วงแรกอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยจะนัดพบนักศึกษาในวันศุกร์ตอนเย็นเพราะเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ทำงาน นักศึกษาสามารถเคลียร์เวลาและสมองเพื่อโฟกัสกับหัวข้อวิจัยได้ดี จึงเรียกว่า “ศุกร์หรรษา” ซึ่งนัดกันทุกวันศุกร์ ในเวลาต่อ ๆมา นักศึกษาอาจสะดวกเป็นวันหยุดอื่น ๆ ก็จะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเป็นวันศุกร์เท่านั้น โครงการนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโครงการ “สุขหรรษา” แทน เพื่อให้การทำวิจัยเหมือนเป็นการแบ่งปันความสุขไปด้วยกัน นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันกำหนดวันและเวลาให้ทุกคนได้จัดเวลาว่างได้ตรงกัน อาจเป็นในเมืองตอน 2 ทุ่มวันธรรมดา หรือ บ่ายวันเสาร์ หรือจะออนไลน์ก็ได้ อาจนัดพบกันตามร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟูด ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด สามารถนั่งดื่มกินและคุยกันได้ ความเครียดที่ต้องมาคุยกันเรื่องวิจัยก็จะคลายลง           สำหรับนักศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัด ทางหลักสูตรจัดให้มีโครงการ “สุขหรรษาสัญจร” นั่นคือ ใช้จังหวะเวลาที่อาจารย์ที่ปรึกษามีกิจธุระที่จะต้องไปยังจังหวัดนั้นก็จะแจ้งนักศึกษา และเชิญชวนนักศึกษาที่อยู่ในระแวกจังหวัดใกล้เคียงมาเข้าร่วม อีกทั้งมีการใช้การประชุมทางไกล (Video Conference) เพื่อติดต่อกับนักศึกษา           สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการและสร้างแรงจูงใจ คือ การถ่ายรูปลงใน Facebook ลงในกลุ่มไลน์ของหลักสูตร เพื่อทำให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่าน เกิดการรับรู้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องเป็นประจำ คนเข้าร่วมจะเป็นสมาชิกหน้าเดิม ๆ ที่มีการเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ อาจมีสัญจรบ้าง มีกิจกรรม outing บ้าง มากกว่าการคุยวิจัยที่จริงจังแบบในห้องเรียน นักศึกษาที่เห็นภาพในสื่อต่าง ๆ ก็จะรู้สึกสนใจเข้าร่วม และต้องการมีหัวข้อวิจัยเหมือนเพื่อน ๆ จึงเริ่มเข้ามาร่วมโครงการไปเรื่อย ๆ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การให้คำปรึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาหลักสูตรออนไลน์ การสร้างแรงจูงใจนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลอาจารย์ที่ปรึกษา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และ ผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิธีการดำเนินการ            หลักสูตรมีการประชุมหารือถึงปัญหานักศึกษาคงค้างสืบ พบสาเหตุสำคัญมาจากความไม่ต่อเนื่องในการทำวิจัยเพราะห่างหายไปหลักสูตรหลังจากเรียนจบรายวิชา และไม่ติดต่อกลับอาจารย์ที่ปรึกษา  หลักสูตรได้พยายามหาหนทางในการดึงนักศึกษาคงค้างเหล่านี้ให้กลับมา จึงเกิดเป็นโครงการสุขหรรษา เป็นลักษณะการทำงานแบบวัฏจักรเกิดขึ้นซึ่งสามารถแบ่งช่วงย่อยได้เป็น 3 ช่วง โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 1 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เป็นต้นมา ทางหลักสูตรได้ลงมือดำเนินโครงการสุขหรรษาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์/ค้นคว้าอิสระ แต่ละคนจะประกาศผ่านช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ไปยังนักศึกษาถึงวัน เวลา และสถานที่ที่จะนัดให้นักศึกษาเข้ามาพบอาจารย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทำวิจัย โดยแต่ละครั้งที่นัดจะกำหนดจำนวนนักศึกษาไว้ที่ 5-8 คน เพื่อให้นักศึกษาที่สนใจลงชื่อจองล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม การจัดสุขหรรษาแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3-9 ชั่วโมงแล้วแต่จำนวนนักศึกษา ตลอดระยะเวลาผ่านมาโครงการสุขหรรษาถูกจัดขึ้นเป็นประจำ (ตามเวลาเอื้ออำนวยต่อทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา) โดยเฉลี่ยแล้วเดือนละ 1 ครั้ง และมีบางครั้งที่นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงกันรวมตัวกันได้ ก็จะแจ้งกลับมายังผู้อำนวยการหลักสูตรเพื่อให้ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษากลุ่มนั้นเดินทางไปจังหวัดที่นักศึกษารวมตัวกัน ซึ่งในกรณีนี้จะเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการสุขหรรษาสัญจร” ภาพบรรยากาศของโครงการดังแสดงในรูปที่ 2            โครงการทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ที่เน้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์เชิงบูรณาการ โดยเริ่มจากให้นักศึกษาวิเคราะห์ปัญหาทางด้านการจัดการเทคโนโลยี อาจจะพบจากที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน แล้วพยายามหาข้อมูลการแก้ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน นำมาคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา มีเพื่อน ๆ ในหลักสูตรท่านอื่นเข้ารับฟังการคุยกันด้วย อาจารย์จะพยายามสอบถามให้นักศึกษาลองคิดว่า ปัญหาที่สนใจนี้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตรงไหนคือปัญหาที่แท้จริง เมื่อนักศึกษาเริ่มคิด ก็จะเกิดไอเดียในการทำวิจัยต่อมา มีความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน บางงานสามารถร่วมทำกันเป็นกลุ่มในหัวข้อที่คล้ายกันได้ เป็นการส่งเสริมการทำงานวิจัยร่วมกัน ทำให้นักศึกษามีกำลังใจและมีแรงจูงใจในการทำวิจัย นักศึกษาส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการในการประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตีพิมพ์ในฐานข้อมูล TCI ได้อย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คือ นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาได้ รูปที่ 2 ภาพบรรยากาศโครงการสุขหรรษา และสุขหรรษาสัญจร            หลังจากการนัดพบในโครงการสุขหรรษา หลักสูตรต้องลงภาพถ่ายในสื่อ social media ที่ทำให้เห็นอย่างกว้างขวาง อาจเป็นไลน์กลุ่ม หรือ เฟสบุค เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ให้กับนักศึกษาในหลักสูตร ให้เพื่อนช่วยกระตุ้นให้กลับมาทำวิจัยให้จบ นักศึกษาที่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จะเริ่มมีกำลังใจ เพื่อน ๆ และหลักสูตรช่วยกันติดต่อเพื่อนในรุ่นให้กลับมาทำวิจัยด้วยกัน หลักสูตรต้องสร้างการรับรู้โดยตลอดโดยเฉพาะตอนมีการสอบหัวข้อวิจัยหรือสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งภาพถ่ายของการทำงานอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาในโครงการสุขหรรษา เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่คิดว่าตนเองไม่พร้อม ไม่มีความสามารถ ไม่มีหัวข้อวิจัย ให้รู้สึกว่า เมื่อเพื่อนทำได้ เราก็จะทำได้ และหลักสูตรไม่ได้ทอดทิ้งให้นักศึกษาแก้ปัญหาวิจัยเองตามลำพัง อย่างไรก็ดี โครงการสุขหรรษาก็ได้พบอุปสรรคในหลาย ๆ ด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย บางครั้งเวลาที่นัดหรือสถานที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษาทุกคน พบปัญหาการจราจร การพบปะแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างมากคือ 3 ชั่วโมงขึ้นไป (รวมเวลาเดินทาง) อาจารย์ต้องจัดสรรเวลาให้เอื้อต่อสมาชิกส่วนใหญ่จริง ๆ การเดินทาง การรับประทานอาหารก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ในการพบปะเวลา ไม่อาจจะให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาได้ทุกคน นักศึกษาต้องมารออาจารย์ให้คำปรึกษากับเพื่อน นั่งฟังงานของเพื่อนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยของตน ทำให้ในระยะหลัง ๆ นักศึกษาก็จะไม่อยากเข้าร่วมเพราะเสียเวลา หรือต้องมารอ ช่วงโควิดที่ทำให้การพบปะกันแบบเจอหน้ากันไม่สามารถทำได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธี online ผ่านโปรแกรม zoom ข้อดีเจอกันได้ง่ายขึ้น อาจารย์และนักศึกษาก็สามารถนัดกันได้บ่อยขึ้น อย่างไรก็ดีการพบกันแบบ online จะทำให้บรรยากาศความสนุกสนานจะลดลง นักศึกษาที่มาพบในแต่ละครั้งอาจเป็นคนละคนกับที่มาครั้งที่แล้ว การพูดคุยอาจจะไม่ต่อเนื่อง มีการถามปัญหาเดิม ๆ อาจารย์ต้องตอบสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซึ่งเสียเวลา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK จากอุปสรรคและปัญหาที่พบในโครงการมตลอดหลายปี หลักสูตรได้มีการทบทวนกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาแต่ละด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย หลักสูตรใช้การสลับการพบปะเป็นแบบออนไลน์สลับกับแบบออนไซต์ การนัดพบกันมักจะเกิดขึ้นแบบเอื้อต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เช่น อาจารย์ต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลอยู่แล้วก็สามารถนัดนักศึกษาที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล หรืออาจารย์ต้องไปทำธุระส่วนตัวที่ห้างสรรพสินค้าอยู่แล้วก็ถือโอกาสนัดนักศึกษาได้ และหลักสูตรได้ยืดหยุ่นเวลาทำงานให้กับอาจารย์โดยให้อาจารย์หยุดงานในวันทำงานปกติ แทนวันเสาร์อาทิตย์ที่อาจารย์ต้องไปนัดสุขหรรษากับนักศึกษา สำหรับนักศึกษาบางคนที่สะดวกพบอาจารย์ในวันปกติสามารถพบกันที่มหาวิทยาลัยในช่วงกลางวัน หรือช่วงเย็นของวันธรรมดาแทนได้ นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ควรจัดจำนวนให้มีคนเข้ามาในแต่ละครั้งไม่เกิน 3 คน และควรเป็นกลุ่มที่ทำหัวข้อใกล้ ๆ กัน เพื่อทำให้การใช้เวลาแต่ละครั้งที่พบกันสั้นและทั่วถึง หากนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาอยากพบกันแบบออนไซต์ จะเลือกมาที่มหาวิทยาลัย โดยอาจารย์จะจัดสถานที่ที่ไม่เป็นห้องเรียน คือ ใช้ห้องประชุม เหตุผลเพราะห้องประชุมให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าห้องเรียน นักศึกษาได้ใช้โต๊ะตัวใหญ่ร่วมกัน ช่วยกันระดมความคิด เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดีย ในระยะหลังโควิด โครงการสุขหรรษา ใช้รูปแบบออนไลน์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรม Zoom การอัดคลิปง่ายขึ้น บางครั้งอาจารย์เอาผลงานวิจัยของรุ่นพี่มาเล่าให้ฟัง เอาคลิปการสอบหัวข้อวิจัย หรือสอบป้องกันมาอธิบายให้ดูง่ายขึ้น อาจารย์รวบรวมคลิปที่อธิบายวิธีเขียนงานวิจัยอย่างเหมาะสม หรือตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ ที่นักศึกษาถาม เมื่อนักศึกษามีคำถามหรือปัญหาเดิม อาจารย์ก็สามารถให้นักศึกษาไปดูคลิปหรือคำอธิบายที่ได้รวบรวมไว้แล้วได้ ไม่เสียเวลาในการพูดคุยเรื่องเดิมๆ             ผลจากการทำโครงการสุขหรรษาพบว่า โครงการนี้ช่วยให้นักศึกษาที่ยังไม่มีโจทย์วิจัย เกิดแรงจูงใจ ให้กลับมาทำงานวิจัย ขณะที่ฟังเพื่อนกับอาจารย์ปรึกษางานวิจัยกัน ก็ผลักดันให้นักศึกษาเกิดทักษะวิจัยโดยไม่รู้ตัว ให้คิดตามเพื่อน ได้เกิดหัวข้อวิจัย เกิดการมีการเลียนแบบ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นักศึกษาได้เริ่มต้นทำวิจัยอย่างมีเป้าหมาย และต่อเนื่อง เป็นผลให้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ และจบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ตลอดการทำโครงการหลักสูตรจำเป็นต้องมีการทบทวนวิธีการดำเนินการที่ช่วยปรับให้เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาและจำนวนนักศึกษาที่ขอรับการปรึกษามีความสมดุล และความสำเร็จของโครงการคือความทุ่มเทของทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่จะต้องทำงานร่วมกันจนสำเร็จ การนำเสนอความก้าวหน้าในแต่ละครั้งที่พบอาจารย์ที่ปรึกษาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญให้เพื่อนสมาชิกออนไลน์ของหลักสูตรสามารถเห็นความเป็นไปและสร้างแรงจูงใจ ดึงให้เขากลับเข้ามาทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง (Keep Doing – Keep Posting) ตัวอย่างการโพสภาพสุขหรรษาบนสื่อสังคมออนไลน์ ดังรูปที่ 3 รูปที่ 3 การโพสต์ภาพกิจกรรมสุขหรรษาลงในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           จากปัญหาและอุปสรรคที่ได้พบการในดำเนินโครงการมาโดยตลอด หลักสูตรได้พยายามทบทวนและหาทางแก้ไขเกิดเป็นแนวทาง S-O-F-A-R สำหรับโครงการสุขหรรษา ดังนี้ (S) Same idea / Small group: แบ่งกลุ่มนักศึกษาตามความสนใจ นักศึกษาที่สนใจ นักศึกษาที่มีความสนใจในหัวข้อใกล้เคียงกันเหมาะอย่างยิ่งที่จะนัดในเวลาเดียวกัน เพราะให้นักศึกษาเกิดไอเดียร่วมกัน และช่วยกันผลักดันงานวิจัยของกันและกัน (O) Open mind and be positive: นักศึกษาที่ยังไม่มีหัวข้อวิจัย ควรเข้าร่วมสุขหรรษาอย่างเปิดใจ เพื่อได้รับไอเดียที่เป็นประโยชน์จากอาจารย์และเพื่อน ๆ นักศึกษาต้องไม่รู้สึกเปรียบเทียบตนเองว่าด้อยกว่าเพื่อน ต้องให้กำลังใจตนเองว่าจะทำอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จแบบเพื่อนให้ได้ (F) Frequent meeting: รูปแบบการเข้าร่วมสุขหรรษาควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและค่อนข้างถี่ ความถี่ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเริ่มทำวิจัย คือ ทุก ๆ 1 สัปดาห์ โดยรูปแบบอาจเป็นออนไลน์สลับกับออนไซต์ (A) Alone but sure: หลังจากที่นักศึกษาได้หัวข้อวิจัยแล้ว ให้นักศึกษาติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบเดี่ยว จะทำให้นักศึกษาได้จดจ่อและมุ่งมั่นกับงานวิจัยของตน (R) Rearrange knowledge: หลักสูตรต้องมีการรวบรวมและจัดทำความรู้ต่าง ๆ ที่มักเป็นประเด็นในการทำวิจัย เป็นคลิปสั้น ๆ หรือเป็นบทความ รวบรวมคำถาม-คำตอบที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อให้นักศึกษาที่มีคำถามสามารถหาคำตอบได้เอง และไม่เสียเวลาถามซ้ำ 

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย Read More »

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 “หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด อาจารย์ประณต มณีอินทร์ รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ และ อาจารย์ธนกร พรมโคตรค้า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร คือ เป็นหลักสูตรที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยต่างๆ เข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลิตผล โดยใช้ข้อมูลของต้นพืช สภาพแวดล้อมของฟาร์ม และฐานข้อมูลด้านการเกษตร ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย มาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการตัดสินใจปรับปัจจัยการผลิตและการดูแลรักษาต้นพืชอย่างพอเหมาะ รวมถึงการจัดการผลิตผลเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อคงคุณภาพเอาไว้ให้นานที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ผลิตผลเกษตรที่สําคัญของโลก แต่ด้วยเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตต่ํา ทําให้เกษตรกรของไทยยังคงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน ขณะเดียวกันจํานวนประชากรที่สูงขึ้น ชุมชนเมืองที่ขยายตัว พื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาโลกร้อน รวมทั้งความต้องการผลิตผลเกษตรเพื่อแปลงเป็นพลังงานที่สูงขึ้น ทําให้เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมยิ่งไม่สามารถให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการได้ และความพยายามในการเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีเดิมๆ กลับทําให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็น นอกจากนี้ผลิตผลเกษตรจํานวนมากยังคงสูญเสียไปตั้งแต่เก็บเกี่ยวตลอดเส้นทางไปสู่ผู้บริโภคหรือสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีพอ นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นศาสตร์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย เกษตรกรรมแบบแม่นยําสูงหรือฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรรมในเมือง และเกษตรกรรมแบบยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการผลิตผลเกษตรแบบครบวงจร นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นเกษตรกรรมยุคใหม่ที่จะมีบทบาทมากขึ้นและถือว่าเป็นเกษตรกรรมของอนาคตอย่างแท้จริง นวัตกรรมเกษตรจะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสําคัญของผลิตผลเกษตรของโลกต่อไป หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ได้เปิดทําการเรียนการสอนครั้งแรก ในปี 2557 โดยการออกแบบหลักสูตรในปีแรก เป็นการออกแบบหลักสูตรแบบ Central Design ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดย และครบรอบปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1.ในปี 2561 และหลักสูตรปรับปรุง ปี 2562 ครบรอบปรับปรุงหลักสูตร ในปี 2566 และเปิดการเรียนการสอนในปี 2567 ซึ่งหลักสูตร ปี 2557 เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Student center จากการปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1          ทางหลักสูตรได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกหรือการพัฒนาที่จ าเป็นในการพัฒนา (ปรับปรุง) หลักสูตร ตามเป้าหมายการพัฒนาด้านการเกษตร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยเน้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (value-based economy) ที่ใช้ความได้เปรียบที่ประเทศ เรามีอยู่แล้ว คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติทั้งนี้ประเทศไทยมีนโยบาย การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG model) และสังคมคาร์บอนต ่า รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้าและการเคลื่อนย้ายอาชีพการท างาน ท าให้เกิดการแข่งขันทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกระทบต่อการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของสินค้าเกษตร ด้วยแผนพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจชาติดังกล่าว รวมทั้งความเจริญทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และสังคม ท าให้เกิดการแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ และทักษะวิชาชีพ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการเพิ่มการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาด้านเกษตรที่รองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงข้างต้น และนอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการวิเคราะห์ความต้องการของสังคม ตลาดงาน และหรือผู้ใช้บัณฑิตด้วย วิธีการวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย กับการผลิตบัณฑิตของหลักสูตร ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรและนวัตกรรมเกษตร อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้ใช้บัณฑิต ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ในการวิเคราะห์ความต้องการของ Stakeholders ทางคณะกรรมการหลักสูตรได้ใช้วิธีการเก็บรวมรวบข้อมูลหลายวิธี ความรู้ที่เป็นประเด็นสําคัญที่นํามาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรคือ : “Backward Curriculum Design :BCD”          เป็นกระบวนการออกแบบหลักสูตรแบบ ย้อนกลับ ที่ทางคณะนํามาปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร โดยนําเอาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (Outcomes – Based Education ; OBE) มาออกแบบแผนการดําเนินงาน ซึ่งการออกแบบต้องคํานึงถึงความสอดคล้อง ให้ไปในแนวเดียวกันของผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) วิธีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Assessment method) และการจัดการเรียนการ (Teaching/ Learning Approaches) ซึ่งการออกแบบหลักสูตรแบบย้อนกลับ (Backward Curriculum Design ; BCD) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนที่สําคัญ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/ Outcomes) ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine Acceptable Evidence/Assessment) ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction/Activities) ดังแสดงในภาพที่ 1           ซึ่งการกําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ของหลักสูตร เช่นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมเกษตร ผู้ใช้บัณฑิต ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่มีความร่วมมือทางวิชาการ รวมถึงตัวบัณฑิต แล้วจึงนําข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ในระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes : PLOs) แล้วจึงนํามาถอดเป็นหลักสูตร (Curriculum) แล้วนําไปจัดการเรียนการสอน มีการวัดและประเมินผลแล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากผลลัพธ์และ Feedback ที่ได้เป็นไปนืทศทางที่ดี ให้จัดไว้เป็น Standardized แต่หากยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง ให้นําไปพัฒนาต่อ หรือไปสอบถามความต้องการของ Stakeholders ซ้ําอีกครั้ง ซึ่งกลไกที่ทางคณะใช้ในการออกแบบเพื่อปรับปรุงหลักสูตร จะเป็นวงจร PDCA เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตามภาพที่ 2 นอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการนําแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ประเด็นการพัฒนาความมั่นคงด้านการเกษตร และอาหารของประเทศและชุมชน ในมิติปริมาณ คุณภาพ ราคาและการเข้าถึงอาหารมาใช้ประกอบ การออกแบบหลักสูตร รวมถึง นโยบายรับมือการผลิตทางการเกษตรในภาวะโลกร้อนอีกด้วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดทำหลักสูตร หลังจากที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/Outcomes)          กําหนดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ในหลักสูตร โดยหลักสูตร ได้มีคําสั่งแต่งตั้งกรรมการวิพากษ์ หลักสูตร เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) พร้อมออกหนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆมาให้ความเห็น เกี่ยวกับทิศทาง และคุณลักษณะของบัณฑิตที่ต้องการ ทางหลักสูตรมีการระบุผลลัพธ์การเรียนรู้ชัดเจน ให้ครอบคลุม ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) ว่าความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านทัศนคติ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเมื่อสําเร็จการศึกษาจากหลักสูตร โดยตั้งคําถามสําคัญ (Essential Questions) เพื่อใช้กําหนดเป็นกรอบความคิดหลักว่า เมื่อจบการศึกษาจากหลักสูตรแล้ว บัณฑิตควรมีความรู้อะไร และมีความเข้าใจในหัวข้อความรู้หรือสาระการเรียนที่เป็นแก่นสําคัญใน เรื่องใดบ้างควรปฏิบัติและแสดงความสามารถในเรื่องใดบ้าง ระบุความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สําคัญของหลักสูตร จากนั้นคณะกรรมการประจําหลักสูตรทําการรวบรวมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholders’ Need Analysis) ซึ่งถือเป็น กระบวนการสําคัญในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน “demand drive” ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการรองรับทิศทางการเติบโต ของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร กําหนด Program Learning Outcomes : PLOs ออกแบบหลักสูตร กําหนดเนื้อหาวิชา โครงสร้างหลักสูตร (Structured and progressive) CLOs,YLOs ออกแบบกระบวนวิชา Course Learning Outcomes ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine AcceptableEvidence/Assessment)          ระบุเครื่องมือที่ใช้วัดประเมินผลและวิธีการวัดประเมินผล โดยเน้นการวัดจากพฤติกรรมการเรียนรู้ รวบยอด (Performance Assessment) เพื่อประเมินว่าผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นผลมาจาก การมีความรู้ความเข้าใจตามเกณฑ์ที ่ได้กําหนดไว้ในเป้าหมายหลักของการจัดการเรียนรู ้ได้จริงหรือไม่ อะไรคือ ร่องรอยหลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนรู้และสามารถทําได้ตามที่มาตรฐานกําหนด ซึ่งทางหลักสูตร ได้มีการประเมินผลทั้ง 3 ระยะคือ ประเมินผลก่อนเรียน ในระหว่างเรียน และเมื่อสิ้นสุดการเรียน โดยใช้เครื่องมือการวัดในหลากหลายรูปแบบ เช่น การประเมินก่อน-หลังการเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อ การสังเกต การพูดคุย การทดสอบย่อยการกําหนดโจทย์หรือประเด็นปัญหาที่ให้ผู้เรียนคิด การลงมือปฏิบัติ(ในรายวิชาปฏิบัติการ) การสังเกตความพร้อมทางการเรียน การสังเกตการทํากิจกรรม การตรวจการบ้าน การสอบบูรณาการ การสะท้อนผลจากชิ้นงาน โดยเฉพาะรายงานโครงการพิเศษ ซึ่งทางหลักสูตรใช้เป็นการประเมินทักษะความสามารถ (Performance) ของผู้เรียน ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ เพราะเป็นชิ้นงานที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ของผู้เรียนอย่างชัดเจน ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction)           เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามหลักฐานการแสดงออกที่ระบุไว้ใน ขั้นที่ 2 เพื่อเป็น หลักฐานว่าผู้เรียน มีความรู้ ความสามารถตามที่กําาหนดไว้ในขั้นที่ 1 โดยผู้สอนมีการวางแผนการเรียนการสอน ว่าจะจัด กิจกรรม อย่างไรจึงจะสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความรู้ตามที่มาตรฐานกําหนดไว้ การกําหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้รูปแบบกิจกรรม และสื่อการเรียนรู้ให้มีความกลมกลืน สอดคล้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งผลต่อการวัดประเมินผลได้ชัดเจน การทวนสอบผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome Verification) 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลจากการปรับปรุงหลักสูตรตามรูปแบบของ Backward Curriculum Design : BCD มีผลทําให้2.1 มีจํานวนนักศึกษาแรกเข้าเพิ่มขึ้น          นักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจสมัครเรียนคณะนวัตกรรมเกษตรเพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด จาก จํานวน 38 คน ในปี 2561 เพิ่มเป็น 71 คนในปี 2562 หลังการปรับปรุงหลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 186.84 และหลังจากนั้น จํานวนนักศึกษาแรกเข้าของคณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2565-2566 ดังแสดงในภาพที่ 3 เป็นผลจากกระแสการชูประเด็นการวิจัยพัฒนา ด้าน Plant wellness ไม่ว่าจะเป็นกัญชาทางการแพทย์ เห็ดทางการแพทย์หรือ พืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการนํามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ เช่น บัวอียิปต์ ฮอปส์ ไข่ผําและวานิลา เป็นต้น 2.2 มีนักศึกษา ที่ผ่านการคัดเลือกให้นําเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ           โดยในปี 2566 มีนักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตร ได้รับการพิจารณาให้นําเสนอผลงานวิจัย หรือ โครงการพิเศษในงานประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 21 จํานวน 4 คน ซึ่งการนําเสนอผลงานวิจัยดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของของการดําเนินงานปรับปรุงหลักสูตรใน ขั้นตอนที่ 2 ตามหลักการของ BCD : Backward Curriculum Design 2.3 การประชาสัมพันธ์กิจกรรมการเรียนการสอนของหลักสูตร ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นคณะนวัตกรรมเกษตรได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมการเรียนการสอนของคณะ ผ่านสื่อโซเชียลช่องทางต่างๆ และมีผู้ให้ความสนใจ และติดตาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงให้เห็นถึงความสนใจในหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ของบุคคลทั่วไป ดังแสดงในภาพที่ 5-8 ภาพที่ 5 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Fanpage Facebook ภาพที่ 6 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Tiktok ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง IG ภาพที่ 8 หลักฐาน การติดตามข้อมูลผ่านช่องทาง facebook live 2.4 มีจำนวนนักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของคณะนวัตกรรมเกษตร ในงาน Open House ในระดับสูง จากการที่สำนักงานรับนักศึกษาได้จัดกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) เป็นประจำทุกปี และในส่วนของคณะได้มีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมผลงานการจัดการเรียนการสอนในคณะ มีนักเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมฐานของคณะจำนวนมาก จากการรวบรวมข้อมูลสถิติ ผู้ลงทะเบียนของแต่ละคณะ ทั้งลงทะเบียนล่วงหน้าและลงทะเบียนหน้างาน คณะนวัตกรรมเกษตร อยู่ในอันดับ ทอป 10 .ในกลุ่มคณะที่ได้รับความสนใจ ภาพที่ 9 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตร ภาพที่ 10 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตรในปี 2023-2024 2.5 มีนักเรียนมํธยมปลายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP เพิ่มขี้น คณะนวัตกรรมเกษตร ได้จัดโครงการ ค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP ขึ้น 2 รอบ รอบแรก วันที่ 1– 18 กุมภาพันธ์ 2567 ผลการดำเนินงานในภาพรวม มีผู้สนใจลงชื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 44 คน มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรมจริง 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 มีผลการประเมินเชิงคุณภาพ ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อยู่ในระดับดี และดีมาก และการจัดโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP 2 ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม พ.ศ.2567 มีนักเรียนมัธยมตอนปลายเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 34 คน และมีคะแนนประเมินความสนใจในกิจกรรมฐานแต่ละฐาน ดังแสดงในภาพที่ 10 2.6 หลักสูตรมีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศหลักสูตรมีหน่วยงานพันธมิตร ที่ให้ความอนุเคราะห์ทางด้านวิชาการศึกษาดูงาน ฝึกงานและฝึกสหกิจศึกษา มั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมี่เกี่ยวข้องทางด้านนวัตกรรมเกษตร ตัวอย่างหน่วยงานพันธมิตรดังแสดงในตาราง ที่ 1            นอกจากนี้ยังมีได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) (ดังแสดงในภาพที่ 11) กับ Guizhou University for Nationalities ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1951 โดยสังกัดรัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจว เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่สำคัญแห่งแรกของมณฑลกุ้ยโจว รัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจวและคณะกรรมการกิจการพลเรือนแห่งชาติร่วมกันสร้างขึ้นและมหาวิทยาลัยกุ้ยโจ้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรติดอันดับต้นๆของประเทศจีน และ ในช่วงระหว่าง วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 – 30 กรกฎาคม 2567 ทางหลักสูตรได้มีการส่งนักศึกษา จำนวน 7 คน ไปฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลักษณะงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อาทิ การเพาะเลี้ยงเชื้อ การคัดแยกเชื้อ การทดสอบกิจกรรมการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญของพืชสมุนไพร ภาพที่ 11 หลักฐานแสดงข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ Guizhou University for Nationalities 2.7 บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากทางหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำสูง          นางสาวบุญญานุช เมืองแก้ว รหัสนักศึกษา 6105127 เร็จการศึกษา เมื่อปี 2565 สามารถสอบเข้ารับราชการตำแหน่งนักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สังกัดกรมวิชาการเกษตร เป็นนักศึกษาทุน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตนิยมอันดับ 1 นอกจากนี้ยังมีนางสาวกนกวรรณ นันทเส รหัส นักศึกษา 6303860 เป็นนักศึกษาทุนต้นกล้าพัฒนาประเทศ และเป็นนักศึกษาแผนสหกิจศึกษา ฝึกปฏิบัติงานสหกิจศึกษาที่บริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด ในช่วงที่ฝึกสหกิจ นักศึกษาสามารรถเขียน SOP ให้กับทางบริษัท มีผลทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัท ลดขั้นตอนการทำงาน การทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลกำไรเพิ่มขึ้น ทางบริษัทจองตัวให้เข้าร่วมงาน และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทอง และปัจจุบันเข้าทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร กับบริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด (ภาพที่ 12) 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK          การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรตามแนวทาง Outcome-Based Education(OBE) : Backward Curriculum Design มี concept คือ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดําเนินงานที่ตรงกัน (clear concept) ที่หลักสูตรจะกําหนดไว้ มคอ.2 ที่จะกําหนดการกระทํา/พฤติกรรมใดเพื่อตอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (พฤติกรรมที่หลักสูตรกําหนดใน TQF) ซึ่งผลการดําเนินการออกแบบหลักสูตรตามหลัก BCD ทําให้คณะมีคะแนนประเมินผลการดําเนินงานของหลักสูตร จากคณะกรรมการตรวจประเมินภายในมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น โดยในปี 2565 มีคะแนนเฉลี่ย 3.91 อยู่ในระดับดี และในปี 2566 มีคะแนนเฉลี่ย 4.15 อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ดังแสดงในภาพ 13 ภาพที่ 13 แสดงคะแนนประเมินผลการำเนินงานของหลักสูตร ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้(Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) โดยเฉพาะด้าน ลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) เป็นการประเมินที่ทําได้ค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่ผลลัพธ์ด้านนี้จะแฝงอยู่ในด้านความรู้และด้านทักษะ ผู้สอนจะต้องมีทักษะในการจัดกระบวนการสอนเพื่อให้สัมพันธ์กับประเมินด้านนี้ด้วย

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” Read More »

SANDBOX: The transformative learning framework

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 SANDBOX: The transformative learning framework ผู้จัดทำโครงการ​ อ. ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์มุ่งเน้นการนำทักษะด้านต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา เน้นการประเมินผลเชิงคุณภาพ ในรายวิชาภาคปฏิบัติ มีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่ครอบคลุมผลลัพธ์ผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน (Learner Person, Innovative Co-Creator, Active Citizen) และมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุงปี พ.ศ. 2561 ในปีการศึกษา2565 หลักสูตรวางแผนและการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในรูปแบบบูรณาการ โดยมีความเชื่อมโยงไปยังตัวบ่งชี้ทางการประกันคุณภาพ             การจัดการศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม โดยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิรูป (Transformative Learning)  ซึ่งประเด็นปัญหาที่พบในการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิม คือ: การขาดการบูรณาการระหว่างชั้นปีและรายวิชาที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชา นักศึกษาไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติในบริบทสถานการณ์จริง ยังขาดการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือองค์กรภายนอกในสาขาวิชาชีพ (Stakeholder) ในกระบวนการเรียนรู้ นักศึกษาขาดทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์และมุมมองที่หลากหลาย            หลักสูตรจึงได้ออกแบบการเรียนแบบบูรณาการองค์ความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ และประเมินภายใต้กรอบการเรียนรู้แบบองค์รวม Sandbox: The transformative learning framework โดยกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละชั้นปี หรือ Year learning outcomes (YLOs) มีเป้าหมายเพื่อวัดสมรรถนะ และทักษะของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Stakeholder Engagement) ที่เน้นให้นักศึกษามีทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดวิชาชีพและสังคม โดยมีผู้รับผิดชอบรายวิชาในแต่ละชั้นปีเป็นผู้ร่วมดำเนินการ และมีการตรวจประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ข้ามชั้นปีระหว่างกระบวนการโดยผู้ประเมินภายใน (Internal peer reviewer) และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานขั้นสมบูรณ์ต่อกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ วิชาชีพ และผู้ใช้บัณฑิต ในฐานะผู้ประเมินภายนอก (External peer reviewer) ที่จะกำกับมาตรฐานวิชาการตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างเป็นขั้นตอน  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีขึ้นทุกรายวิชาในแต่ละชั้นปี และสะท้อนให้เห็นจากความพึงพอใจของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตอีกทางหนึ่ง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  OBE: Outcome-based education Transformative learning Stakeholder engagement ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit Universityเจ้าของความรู้/สังกัด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ             ในช่วงปีการศึกษา 2565-2567 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้พัฒนากรอบแนวคิด  “SANDBOX: The transformative learning framework ” ที่ประกอบด้วยการจัดโครงสร้างการเรียนรู้ที่ส่งต่อและเกี่ยวเนื่องกันในเชิงระบบตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแนวทาง Authentic Learning ใน Program learning outcome (PLO) สู่การกำหนดเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายชั้นปี หรือ Year learning outcome (YLOs) ที่ถ่ายทอดเชื่อมต่อกับเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายวิชา หรือ Couse learning outcome (CLOs) โดยได้กำหนดกลไกการปฏิบัติในการบูรณาการองค์ความรู้และการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชั้นปี (Integration model) โดยมีกลไกการจัดการเรียนการสอนผ่านการสวมบทบาท (Role play) ของแต่ละชั้นปี ด้วย โครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 2 ชั้นปี คือ โครงการ 4+1 ในภาคการศึกษาที่ 1 และโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 ชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 ในภาคการศึกษาที่ 2  โดยมุ่งเน้นให้เกิดกลไกการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมและผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันและเกิดประสบการณ์ตามบทบาทจำลองในแต่ละชั้นปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อ “หลักคิดที่สำคัญ (Core essence)” ของเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละชั้นปี  โดยมีรายละเอียด ดังนี้ บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 4+1 (1) ชั้นปีที่ 4: การจัดตั้งและบริหารองค์กรในฐานะองค์กร (Design Firm management) และการกำหนด Branding ที่มุ่งเน้นการฝึกบริหารจัดการตามแนวคิด 4C  ได้แก่ Collaboration – การทำงานเป็นทีม (ภายใน) Connection – การทำงานร่วมกับผู้อื่น Collaborate ทีม (Cross ชั้นปี) Creativity – การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมและการสร้างอัตลักษณ์องค์กร Compassion – การคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (2) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการและคำนึงถึงผลกรทบและการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม)   บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 3+2+1 (1) ชั้นปีที่ 3: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักออกแบบเชิงกลยุทธ์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะเน้นพัฒนาทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ และเรียนรู้การเชื่อมโยงมูลค่าทางเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะ  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา การกำหนดที่ตั้งโครงการ การวิเคราะห์จุดเชื่อมโยงเชิงมูลค่า การสร้างทางเลือก และการสร้างจุดแข็งของคุณค่าเชิงสาธารณะ (2) ชั้นปีที่ 2: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักประกอบการ ทำหน้าที่เสมือน “ผู้มาซื้อที่ดินแปลงย่อยไปพัฒนาโครงการเชิงธุรกิจ” เพื่อมุ่งเน้นการฝึกทักษะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้ลงทุน ในการสร้างมูลค่าและความเป็นไปได้ในเชิงการลงทุนผ่านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะการสร้างมูลค่าจากการออกแบบ (3) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการแต่ไม่ละเลยผลกระทบและความเป็นไปได้ในมิติต่างๆ)  โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ: นักศึกษามีพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนดในแต่ละชั้นปี เกิดการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และระหว่างชั้นปี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น ผลงานของนักศึกษามีทั้งคุณค่าที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) การนำไปใช้: นำแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและการสอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างชั้นปี สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชนในการพัฒนาโครงการจริง อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน: การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอาจารย์และนักศึกษาจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม การบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรในการจัดกิจกรรมข้ามชั้นปี การประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลที่สามารถวัดทั้งคุณค่าที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            การประยุกต์ใช้โมเดล SANDBOX: The transformative learning framework จากโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่างชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 และโครงการ 4+1 ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งในระดับปัจเจกและองค์รวม โดยพบว่านักศึกษาแต่ละชั้นปีมีพัฒนาการตามกรอบบทบาทที่กำหนด (Role-based Development) อย่างชัดเจน กล่าวคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 แสดงออกถึงความสามารถในการมองวิสัยทัศน์เชิงการออกแบบ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สามารถวิเคราะห์มูลค่าและความเป็นไปได้ทางการลงทุน ในขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 แสดงศักยภาพในการคิดเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ            ผลการดำเนินงานด้านการบูรณาการองค์ความรู้ (Knowledge Integration) ปรากฏในรูปแบบของโครงการที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากกระบวนการ Connection ระหว่างชั้นปีและ Collaboration ภายในทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โครงการมีความสอดคล้องกับความต้องการในบริบทจริงและสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ (Tangible and Intangible Value Creation) อย่างสมดุล            การนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในระดับหลักสูตร (Curriculum Implementation) ได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและการประเมินผลที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิด โดยอาศัยกลไกการประเมินผลลัพธ์ที่คำนึงถึงสมรรถนะของผู้เรียนตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร อันเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Learning) ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของผู้เรียน            อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SANDBOX: The transformative learning framework ยังต้องการการพัฒนาที่ต่อเนื่องในหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ของผู้สอนและผู้เรียนจากระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมสู่รูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและเวลา (Resource and Time Management) สำหรับกิจกรรมข้ามชั้นปี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (Assessment Tool Development) ที่สามารถวัดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของโมเดลในอนาคต   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             การปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ที่เน้นการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ผ่านสถานการ์จำลองจากโครงการปฏิบัติการร่วมกันของนักศึกษาข้ามชั้นปี (Stakeholder Engagement) และการกำหนดบทบาท (Role play) ของนักศึกษาในแต่ละชั้นปี สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับความต้องการในศตวรรษที่ 21 ตามกรอบการศึกษาแบบ OBE: Outcome-based education ได้อย่างมีประสิทธิภาพ             การตรวจสอบการดำเนินการตามโมเดล SANDBOX: The transformative learning framework ได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักการประเมินเชิงพัฒนา ที่มุ่งเน้นการสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้ระบบการประเมินแบบหลายมิติ ที่ครอบคลุมทั้งการประเมินตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา การติดตามพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนด (Role-based Progression Monitoring) และการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Satisfaction Survey) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง            การนำเสนอประสบการณ์การนำโมเดลไปใช้ได้ถูกดำเนินการผ่านการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา  ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนการสอนตามกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework โดยนำเสนอตัวอย่างโครงการที่แสดงถึงการบูรณาการระหว่างชั้นปี และการสร้างคุณค่าเชิงซ้อน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Reflection Collection) เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกของโมเดลในหลากหลายมิติ              การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานภายใต้กรอบการประเมินเชิงผลลัพธ์ (Outcome-based Evaluation Framework) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ผ่านโมเดล Sandbox-Integration สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Experience) ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติในบริบทจริง (Theory-Practice Integration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการสวมบทบาท (Role-based Learning Process) ในแต่ละชั้นปีไม่เพียงแต่พัฒนาทักษะเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมในปัจจุบัน             บทสรุปความรู้จากการดำเนินการตามโมเดล Sandbox-Integration ได้นำไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Education Framework) ที่มีลักษณะเฉพาะและสามารถถ่ายทอดเป็นแบบจำลองการเรียนรู้ (Learning Model) ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดบทบาทเชิงพัฒนาการ (Developmental Role Assignment) ตามลำดับชั้นปี 2) การบูรณาการทักษะตามกรอบ 4C (Collaboration-Connection-Creativity-Compassion Integration) และ 3) การประเมินผลเชิงคุณค่า (Value-based Assessment) ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดในบริบทการศึกษาอื่นๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป

SANDBOX: The transformative learning framework Read More »

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.3.2 โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.อุกฤษฎ์ จอมยิ้ม วิทยาลัยการออกแบบ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ระบบการเรียนการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรศิลปะภาพถ่ายและมีเดียอาร์ต คือการพยายามผลักดันให้ผลงานของนักศึกษาเป็นที่รู้จักแก่สาธารณะชน ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) การจัดนิทรรศการในพื้นที่แสดงงานศิลปะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญและเป็นพันธกิจของหลักสูตรมายาวนาน คือ การพยายามผลักดันให้ผลงาน เผยแพร่ผ่านเวทีงานประกวดศิลปะภาพถ่าย ทั้งเวทีภายในประเทศและเวทีต่างประเทศ                ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทางหลักสูตรฯ ได้ร่วมผลักดันให้นักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดผลงานสร้างสรรค์ ในเวทีการประกวด YOUNG THAI ARTIST AWARD ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ SCG เป็นเวทีการประกวดที่เปิดโอกาสให้กับผลงานสร้างสรรค์ศิลปะที่หลากหลาย ซึ่งศิลปะภาพถ่ายเป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์ที่ถูกบรรจุให้เป็นสาขาหนึ่งของเวทีการประกวด ทั้งนี้ในทุกปีที่ผ่านมานักศึกษาสาขาศิลปะภาพถ่ายฯ จะได้เข้ารอบและชนะรางวัลในระดับยอดเยี่ยมทุกปี มีเงินรางวัล 50,000 บาท สำหรับผู้ที่เข้ารอบมาในระดับนี้ แต่ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา นักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้พร้อมรับเงินรางวัล 300,000  บาท จึงเป็นที่มาของการทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของโครงการที่สามารถผลักดันนักศึกษาสามารถที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่นำไปสู่เวทีการประกวดงานสร้างสรรค์ระดับชาติ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              ในโครงการนี้ทางหลักสูตรฯ ได้นำองค์ความรู้ในรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ   เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งสองรายวิชาโดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งในรายละเอียดรายวิชาจะมีกระบวนการให้นักศึกษาทำความเข้าใจปรากฏการณ์การทำงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย ที่สามารถนำประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นักศึกษาจะต้องมีกระบวนการนำความรู้ทางด้านนี้มานำเสนอหัวข้อกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อที่จะนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นผลงานสร้างสรรค์ มีกระบวนการทดลองทั้งในด้านเทคนิคและทดลองแนวความคิด โดยเฉพาะเทคนิคของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่สามารถสื่อให้เห็นถึงประเด็นต่างๆ ได้ มีการนำสัญญะทางศิลปะร่วมสมัยมาใช้อย่างมีเหตุมีผล                 ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรูแบบชัดแจง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)ความรูในทางวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และความรูในเชิงปฏิบัติการจากเจาของโครงการ ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรูของหลักสูตรศิลปะภาพถายและมีเดียอารต และจากอาจรยผูสอนประจํารายวิชารวมถึงศิลปนภาพถายรับเชิญ วิธีการดำเนินการ               เริ่มจากการการนำรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ ที่มีกระบวนการเรียนการสอนเกี่ยวกับ ความเข้าใจเชิงลึกในการสร้างสรรค์ผลงานเชิงวิชาชีพ เชิงปรัชญา เน้นความเปลี่ยนแปลงทางสุนทรียภาพของศิลปะภาพถ่าย ที่สัมพันธ์กับสื่อแขนงอื่น บทบาททางสังคม การวิเคราะห์ ผ่านการจัดเสวนาร่วมกับศิลปินรับเชิญที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์โครงงานส่วนบุคคล โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้       ในชั้นเรียนแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย ให้เลือกหัวข้อที่นักศึกษาสนใจและมีความถนัดในเชิงเทคนิคทางด้านใด จากนั้นอธิบายพื้นฐานการทำงานของงานศิลปะร่วมสมัยที่มีผลต่อประเด็นทางด้านสังคมในแต่ละยุคสมัย ให้นักศึกษานำเสนอหัวข้อที่สนใจจะทำงานศิลปะภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อที่อาจารย์ประจำวิชาให้โจทย์ไว้ เช่น ความทรงจำที่สัมพันธ์กับประเด็นทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นหัวข้อกว้างๆ ทั้งก็เพื่อสร้างทางเลือกให้กับนักศึกษา ซึ่งหัวข้อเหล่านี้จะสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับแนวความคิดของเวทีการประกวดของ YOUNG THAI ARTIST AWARD  ให้นักศึกษานำผลงานสร้างสรรค์ที่ทำขึ้นภายใต้หัวข้อที่เลือกไว้ ให้อาจารย์ประจำรายวิชาและทีมศิลปินภาพถ่ายรับเชิญร่วมกันวิจารณ์งาน เพื่อให้นักศึกษานำคำวิจารณ์ไปพัฒนาผลงานของตนเอง ในกระบวนการนี้อาจารย์ประจำรายวิชาจะให้นักศึกษาทำงานส่งตรวจและวิจารณ์ทั้งหมด 3 ครั้ง ให้นักศึกษานำผลงาน final ไปดำเนินงานติดตั้งในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการติดตั้งแสดงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกฎของเวทีงานประกวดสำหรับผู้ที่เข้ารอบก่อนคัดเลือก 5 คนต้องแสดงงานนิทรรศการในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อให้กรรมการตรวจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประกาศผลรางวัล ดังนั้นการฝึกติดตั้งแสดงงานในพื้นที่หอศิลป์ของวิทยาลัย จึงเป็นการเสริมองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง มีการสรุปผล แนะนำ นักศึกษาในกระบวนการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด ในขณะเดียวกับอาจารย์ประจำรายวิชา จะคัดเลือกผลงานและแนะนำนักศึกษาที่สนใจจะส่งงานเข้าประกวด โดยอาจจะให้ไปสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มเติม รวมถึงแนะนำแนวความคิดในการทำงานที่ชัดเจนมากยิ้งขึ้น         2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการดำเนินงาน              สามารถที่จะคัดเลือกผลงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างหลากหลาย เพิ่มศักยภาพของนักศึกษาเพื่อผลักดันเข้าสู่เวทีงานประกวด ในอีกด้านหนึ่งนักศึกษาก็สามารถนำผลงานไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นงานศิลปนิพนธ์ในอนาคต    อุปสรรค เนื่องจากหัวข้อของเวทีการประกวดมีการเปลี่ยนแนวความคิดทุกปี จึงอาจจะทำให้หัวข้อการทำงานในรายวิชาอาจจะไม่ตรงกับหัวข้อของเวทีก่รประกวด เนื่องจากต้องเชิญศิลปินภาพถ่ายจากภายนอก อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการนัดหมาย เพื่อให้คุณภาพผลงานคงไว้ซึ่งมาตราฐาน อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานจากในรายวิชาอื่น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK             ผลจากการดำเนินการในรายวิชา ที่ให้นักศึกษาในชั้นเรียนทำงานภายใต้หัวข้อที่กำหนดจากอาจารย์ประจำรายวิชา และทีมศิลปินที่มีประสบการณ์การทำงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้ผลงานของนักศึกษามีคุณภาพทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหา จนสามารถที่จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยมและดีเด่นได้ถึง 3 รางวัล ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถที่จะนำองค์ความรู้ ไปพัฒนาและก้าวเข้าสู่วงการศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยต่อไปในฐานะการทำงานเป็นศิลปินภาพถ่าย ถือเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้กำหนดไว้           นอกจากนี้การที่งานนักศึกษาถูกวิพากษ์ (critic) จากศิลปินที่มีประสบการณ์ จะทำให้ผลงานสร้างสรรค์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ดีและเป็นการเพิ่ม soft skill ของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานทางด้านวิชาชีพ     ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทางหลักสูตรฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันนักศึกษาให้ได้รับรางวัลในเวทีระดับชาติเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีต่อๆ ไป จึงอยากหัรักษากระบวนการเรียนการสอนทั้ง 2 รายวิชาให้มีการพัฒนามากยิ่ง โดยเฉพาะการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะร่วมสมัย ศิลปะภาพถ่าย มาร่วมทำ work shop กับนักศึกษาภายใต้หัวข้อหรือประเด็นทางด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการศิลปะและเวทีการประกวดระดับชาติ         

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 Read More »

Transformative Learning (ปีที่ 2)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 Transformative Learning (ปีที่ 2) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ คณะบริหารธุรกิจ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การเรียนรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปในอดีตอาจมีอาจารย์ เป็นเจ้าของความรู้ เป็นศูนย์กลางของ วามรู้ทั้งหมด ทําให้การเรียนรู้เกิดขึ้นโดยมีศูนย์รวมความสนใจที่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ในปัจจุบันนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น  ทำให้รูปแบบการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนแปลงไป และสามารถตอบคําถามของผู้เรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้ และทําให้บรรยากาศการเรียนไม่น่าเบื่อนักศึกษาสามารถสนุกกับการเรียนของคนเองและเพื่อนๆ ได้           ดังนั้นอาจารยผูสอนจึงไดนํารูปแบบของการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายแผนยุทธศาสตรการพัฒนามหาวิทยาลัยในการสรางความเปนเลิศทางการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตดวยรูปแบบการเรียนการสอนใหทันสมัยและทันตอการเปลี่ยนแปลง สอดคลองทฤษฎีการเรียนรูเพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซี่โรว (Mezirow) เปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยกระตุน ใหผูเรียนไดคิดวิเคราะห โดยการจัดสภาพการเรียน ให้เผชิญกับวิกฤตการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน เกิดการใครครวญอยางมีวิจารณญาณ สนทนาเชิงวิพากษจนนําไปสูการเรียนรูสิ่งใหม ภายใตหัวขอ Transformative Learning มาปรับใชในวิชาสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           อาจารย์ผู้สอนได้นําความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)ตามทัศนะของเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาทําโปรเจคอะไรก็ได้ที่ส่งเสริมและเสริมสร้างการททํางานเป็นทีม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เมซิโรว์เสนอ 10ขั้นตอน ได้แก่1. การใหผูเรียนไดเผชิญกับวิกฤติการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน2. การตรวจสอบตนเอง3. การประเมินสมมุติฐานเดิมของตนอยางจริงจัง4. การเปดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง5. การคนหาทางเลือกใหม6. การวางแผนการกระทําใหม7. การหาความรูและทักษะสําหรับการปฏิบัติตามแผน8. การเริ่มทดลองทําตามบทบาทใหม9. การสรางความสามารถและความมั่นใจในบทบาทและความสัมพันธใหม10. การบูรณาการจนเปนวิถีชีวิตใหมของตน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) วิธีการดำเนินการ วิเคราะห์เนื้อหาวิชาที่สามารถนําหลักของ ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ได้แก่วิชา การสร้างทีมงานและการจูงใจ (HRM414) ปีการศึกษา 2/67 พิจารณาเนื้อหาการสอนจากแต่ละบทว่าสามารถนํามาประยุกต์ใช้ตามทฤษฎีได้หรือไม่ โดยประยุกต์ใช้หลักการจากทฤษฏี ปรับวิธีการสอนและการสอบหมายงานโครงการให้สอดคล้องกับทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) โดยวิธีการ ดังนี้ วิธีการ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เสริมสริางการสื่อสารที่ดี ผสานความรู้จากหลายแหล่ง สร้างโอกาสเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ส่งเสริมการสะท้อนความคิด สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ประเมินผลและให้คําแนะนํา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทํางาน หลังจากได้นําหลักการดังกล่าวไปใช้ในรายวิชา มีตัวอย่างผลการดําเนินการ ดังนี้ จุดประสงค์ของวิชา1. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการในการจูงใจเพื่อให้เกิดการทํางานที่มีประสิทธิภาพ2. เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความสําคัญของการทํางานเป็นทีม3. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติตามเทคนิคการสร้างทีมงาน4. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักในการสร้างทีมงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นการออกแบบการจัดการสอน Transformative Learning  (ใช้งานปีที่ 2) ตามแนวทางของมหาวิทยาลัยและยังไม่มั่นใจว่าถูกต้องตามแนวทางของ Transformative Learning   หรือไม่ แต่ได้มีการปรับปรุงกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาได้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จริง ไม่ใช่แค่สอนหลักทฤษฎีการสร้างทีมงาน เอกสารแนบ รายงาน PDCA โครงการ เอกสารแนบ 1 เอกสารแนบ 2 เอกสารแนบ 3 เอกสารแนบ 4 เอกสารแนบ 5 เอกสารแนบ 6 เอกสารแนบ 7

Transformative Learning (ปีที่ 2) Read More »

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันต่อรูปแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต และจากผลสำรวจวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงานของ World Economy Forum (WEF) สรุปว่าทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st Century skills) 4 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการสื่อสาร (communication skills) เป็นความสามารถในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 2) ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skills) เป็นความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำและงานทำงานเป็นทีม  3) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking skills) เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา และ 4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking skills) เป็นความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานและการคิดแก้ปัญหา            วิจารณ์ พานิช, (2555) อธิบายขยายความว่า ครูผู้สอนจะต้องออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรู้เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ที่สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในทุกวิชาแกนหลัก’ โดยทุกรายวิชาผู้สอนจะต้องมีบทบาทในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต การปรับตัวตามปรากฏการณ์ใหม่แห่งทศวรรษที่ 21            ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนจึงมีความสำคัญในการตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นตามมาอันเนื่องจากผลกระทบของการปั่นป่วนเทคโนโลยี (technology disruption) ที่มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำผู้เรียนแห่งทศวรรษที่ 21 จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล (digital behavior) ที่ผู้เรียนจะต้องปรับตัวก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ‘การดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนการสอนจะต้องเน้นการเรียนรู้โดยการลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต’ การฝึกทักษะจึงเป็นเสมือนเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการผลิตกำลังคนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกบนพื้นฐานความเป็นไทยและแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่อความท้าทายปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21            จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ‘การจัดการเรียนรู้’ (learning management system: LMS) ของครูผู้สอนที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียนจะช่วยพัฒนายกระดับสมรรถนะความสามารถของผู้เรียนให้สอดคล้องต่อการนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น การจัดการเรียนรู้จึงมีบทบาทความสำคัญต่อครูผู้สอนในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยครูผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และครูผู้สอนจะต้องปรับการสอนเป็นการสอนแบบมีส่วนร่วม (actively teach) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่หลากหลากด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนรู้โดยการเน้นให้ผู้เรียนลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ดังที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2567) อธิบายว่าเป็นกระบวนการการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยครูผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ เสมือนโค้ชและพี่เลี้ยง (coach and mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่บ่งบอกถึงการมีสรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ ที่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ตามระดับช่วงวัย สำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี เช่น แบบระดมสมอง (brainstorming) แบบบทบาทสมสมมุติ (role playing) แบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (think-pair-share) แบบการสะท้อนความคิด (student’s reflection) แบบตั้งคำถาม (questioning-based learning) แบบใช้เกม (games-based learning) แบบกิจกรรมเป็นฐาน (active-based learning) แบบปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) และแบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นต้น สำหรับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นการจัดการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นและเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจนได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการรู้หรือสงสัย ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานยังส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา คิดวิพากษ์ และรับผิดชอบต่อความสำเร็จของส่วนร่วม            สำหรับรายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นรายวิชากลุ่มวิชาพื้นฐานวิชาชีพตามหลักสูตรนิเทศาสตรบัณฑิต ของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นรายวิชาที่มีลักษณะการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำโครงงานปลายภาค (final project) เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงออกแบบ การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์สื่อเพื่องานนิเทศาสตร์ โดยลักษณะของโครงงานปลายภาคมุ่งเน้นผู้เรียนเกิดสมรรถนะทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 คือทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ซึ่งเป็นหนึ่งทักษะที่จำเป็นที่ผู้เรียนจะต้องนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับทักษะการสื่อสาร (communication) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (collaboration) และทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical) หรือที่เรียกว่า 4C            อนึ่งแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่งการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประกอบด้วยทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิด ADDIE model ตามแนวคิดของ Kruse (2007) มีขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ (analysis) เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์ความจำเป็น หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การออกแบบ (design) เป็นขั้นตอนการระบุกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ การเลือกสื่อ และวิธีการจัดการเรียนการสอน 3) การพัฒนา (development) เป็นขั้นตอนการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล 4) การนำไปใช้ (implementation) เป็นขั้นตอนการนำแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม และเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง และ 5) การประเมินผล (evaluation) เป็นขั้นตอนการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ทุกระดับสำหรับการนำไปใช้ในครั้งต่อไป และแนวคิดการออกแบบการสอนเชิงระบบของ และ Dick, Carey and Carey (2005) โดยแนวคิดประกอบด้วยองค์ประกอบ 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายการเรียนการสอน (identity instructional goals) เป็นขั้นการกำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยวิเคราะห์การปฏิบัติงาน (analyze performance) และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (conduct needs assessment) 2) วิเคราะห์การเรียนการสอน (analyze instruction) เป็นขั้นการวิเคราะห์การดำเนินการอย่างไรให้บรรลุสำเร็จเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3) การวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท (analyze learners and context) 4) การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (write performance objective) เป็นขั้นการระบุความชัดเจนว่าผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างในด้านความรู้และการปฏิบัติ 5) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (develop assessment instrument) 6) การพัฒนากลยุทธ์การสอน (develop instructional strategy) 7) การพัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอน (develop and select instructional materials) 8) การออกแบบและประเมินผลระหว่างการเรียนการสอน (design and conduct formation evaluation of instruction) 9) ทบทวนการจัดการเรียนการสอน (revise instruction) และ 10) การออกแบบและการประเมินผลภายหลังการเรียนการสอน (design and conduct summative evaluation) แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ตามแนวคิดของ ดุษฎี โยเหลา และ คณะ ฯ (2557) เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ และ 6) ขั้นนำเสนอผลงาน ส่วน KM CHILD-PBL (2015) เสนอว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การคิดเลือกหัวข้อ 3) การเขียนเค้าโครงของโครงการ 4) การลงมือปฏิบัติ 5) การนำเสนอโครงงาน และ 6) การประเมินผลโครงงาน และ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) เสนอว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนการเสนอแบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนำเสนอ 2) ขั้นวางแผน 3) ขั้นปฏิบัติ และ 4) ขั้นประเมินผล และ Katz & Chard (2005) อธิบายการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเริ่มโครงงาน (getting started) เป็นขั้นการกระตุ้นความคิด ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 2) ระยะพัฒนาโครงงาน (project development period) เป็นขั้นการวางแผน ออกแบบ สำรวจ ทดลอง สืบค้นข้อมูล เพื่อหาคำตอบในหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 3) ระยะสรุปโครงงาน (concluding a project) เป็นขั้นการสรุปและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ และนำเสนอผลงาน แนวคิดการคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดของ 0sbom (1963) อธิบายรูปแบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของการแก้ไขปัญหาใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นหาความคิด (idea-finding) และ 3) การค้นหาคำตอบ (solution-finding) ส่วน Torrance (1986) ขยายความเพิ่มว่า การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นพบปัญหา (problem-finding) 3) การค้นพบความคิด (idea-finding) 4) การค้นพบคำตอบ (solution-finding) และ 5) การยอมรับผลจากการค้นพบ (acceptance-finding) แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ตามแนวคิดของ Stanford d. school และ แนวคิดของ การคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดที่ว่า การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) มีการดำเนินการเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) 2) ขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) 3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) 4) ขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) โดย 2 ขั้นตอนแรก คือขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) และขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) เป็นขั้นของการสร้างความเข้าใจและตีความปัญหาเพื่อการตั้งโจทย์ของโครงการ ขั้นที่ 3 ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลาย ๆ คนในทีมเพื่อสร้างคำตอบหรือทางเลือกวิธีการแก้ปัญหา และขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) เป็นขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบและการทดสอบแนวคิดการสร้างสรรค์กับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายก่อนนำไปใช้จริง สำหรับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดจะแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการค้นหาข้อมูล (discover) 2) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล (define) 3) ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) และ 4) ขั้นการพัฒนาเพื่อส่งมอบผู้ใช้ (deliver) โดยขั้นที่ 1 และ 2 คือการค้นหาข้อมูล (discover) และการวิเคราะห์ข้อมูล (define) เป็นขั้นการสร้างความเข้าใจและตีความประเด็นปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขั้นที่ 3 ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) เป็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ความคิดใหม่อันหลากหลายในการแก้ปัญหา และขั้นที่ 4 การพัฒนาเพื่อส่งมอบให้กับผู้ใช้ (deliver) เป็นขั้นตอนการทดสอบช่วงสุดท้ายก่อนจะนำนวัตกรรมไปใช้จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิธีการดำเนินการ         การดำเนินการแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยมีสาระสำคัญของขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้       ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research: R1) ศึกษา รวบรวบ วิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชารายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ (learning style) ความสามารถพื้นฐานการสื่อสาร ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสรรค์ เพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ในการนำไปออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) การนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย (R1) มาออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) นำแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น (D1) ไปทดลองใช้ และประเมินประสิทธิผล       ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Development: D2) นำผลการประเมินประสิทธิผลของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ (R2) นำมาพัฒนา ปรับปรุง ก่อนนำไปใช้จริง และพัฒนาเป็นโมเดลในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐานกับผู้เรียน โดยผู้สอนนำเสนอแนวคิด หลักการ และเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน ให้เกิดความเข้าใจต่อการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน                2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ เป็นขั้นการเสนอประเด็นโครงงานปลายภาค โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นประเด็นของโครงงานปลายภาค โดยผลสรุปโครงการสร้างสรรค์สื่อเพื่อการ ในประเด็นของแนวคิด “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”                3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มสมาชิก กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในการดำเนินโครงงานปลายภาค                4) ขั้นแสวงหาความรู้ โดยใช้การตั้งคำถามเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสวงหาความรู้ ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนการดำเนินโครงงาน                5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ นักศึกษาเสนอแนวคิดโครงงาน (concept project) ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร                6) ขั้นนำเสนอผลงาน  โดยการเผยแพร่ผลงานในรูปของการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการสร้างสรรค์สื่อ “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่                การดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานบูรณาการร่วมกับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ในการจัดทำโครงงานปลายภาค ผู้สอนจะพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (creative problem solving) ให้กับผู้เรียน โดยใช้ระบบการคิด 2 แบบในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) และ 2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) โดยทั้ง 2 แบบคิด มีสาระสำคัญ ดังนี้                1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เป็นการคิดในการสร้างไอเดียต่าง ๆ โดยการมองหาความเป็นได้ของแนวทางที่หลากหลาย มองแบบองค์รวม (holistic) ให้รอบด้านมากที่สุด เป็นการคิดเชิงเหตุผลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อค้นหาแนวทางในการแก้ไขให้ได้มากที่สุด                2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เป็นการคิดเพื่อค้นหาแนวทางวิธีการที่เหมาะสมกับการนำไปดำเนินการและการลงมือปฏิบัติ ที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม โดยการนำแนวทางที่หลากหลายในขั้นของการคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking มาผสมสานหรือหลอมรวมให้เป็นแนวคิดเดียวที่เหมาะที่สุดที่ทำให้เกิดผลลัพธ์สอดคล้องตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้                การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) โดยการใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) การแสวงความรู้แนวขยายโดยการทลายกรอบจากภายนอกเข้าหาภายใน ประกอบด้วยการทำคามเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา (content) สื่อ (media) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) และ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความเป็นได้หลาย ๆ แนวทาง และวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านโดยมองจากปัญหาของกลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง (human center) เพื่อนำไปสู่ขั้นการกำหนดปัญหาในการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ (define)                2) ขั้นการกำหนดปัญหา (define) การนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ในขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) มาคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือเป้าหมายของการสื่อสารที่คาดหวัง                3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการนำปัญหาที่ต้องการแก้ไขที่กำหนดไว้ในขั้นการกำหนดปัญหา (define) โดยใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เพื่อนำไปสู่การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) เป็นการเขียนกรอบแนวคิดในการกำหนดประเด็นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) 2) ปัญหา (problem) 3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) 4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) 5) แนวคิดหรือประเด็นการสื่อสาร  (what to say concept or key communication) 6) สนับสนุนแนวคิด (support) 7) อารมณ์และบรรยากาศ (mood and tone) และ 8) ความต้องการ (desire) โดยการเขียนสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ของโจทย์การสร้างสรรค์ที่เกิดจากลของการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนตกผลึกทางความคิดแล้ว และเขียนในรูปของประโยดสั้น ๆ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีแนวทางในการเขียนโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) ดังนี้                (1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) เป็นเขียนการระบุถึงความเป็นมาหรือความต้องการของโจทย์ที่ต้องการแก้ไข                (2) ปัญหา (problem) กำหนดประเด็นปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์                (3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) กำหนดผลการสื่อที่คาดหวังที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย เช่น การนำแนวคิด AIDA model มาเป็นแนวทางกำหนดเป็นวัตถุระสงค์ทางการสื่อสาร ได้แก่ 1) สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ หรือสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) 2) การสร้างความสนใจ หรือสร้างการมีส่วนร่วม (Interest) 3) สร้างความต้องการ สร้างทัศนคติ ความเชื่อ (Desire) และ 4) สร้างการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น (Action) การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารอาจกำหนดแค่ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารให้ครอบคลุมทั้ง awareness, interest, desire และ action ก็ได้ และวัตถุประสงค์การสื่อสารที่กำหนดไว้จะส่งต่อการออกแบบเนื้อหาและออกแบบสื่อจะต้องตอบวัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่กำหนดไว้                (4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) เป็นการระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับสาร ได้แก่ 1) ประชากรศาสตร์ (demographic) เพศ อายุ รายได้ การศึกษา ฯลฯ  2) จิตวิทยา (psychographic) ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ  3) การดำเนินวิถีชีวิต (lifestyle) สิ่งที่สะท้อนตัวตน

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ Read More »

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 และ KR 2.1.1 การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หัวใจสำคัญของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา คือ การทำวิจัย แต่นักศึกษาส่วนใหญ่จะขาดทักษะและความรู้ที่เพียงพอต่อการทำวิจัย ตลอดจนความกลัวในเรื่องการใช้สถิติ และตัวเลขต่างๆ ที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการทำวิจัย           ซึ่งการวิจัยทางการศึกษานั้นเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการค้นคว้า กระบวนการแสวงหาความรู้ การศึกษาหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน และมีจุดมุ่งหมาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา/สถานศึกษา อันประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูอาจารย์ผู้สอน นักเรียน/นักศึกษา ผู้เรียน สภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเนื้อหาสาระรายวิชา รวมถึงหลักสูตรที่สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่มุมต่างๆ          ซึ่งหากจะแบ่งตามเทคนิคการเก็บข้อมูลเป็นเกณฑ์อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาหาความจริงโดยใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรู้สภาพ เพื่อจำแนก เปรียบเทียบ สังเคราะห์ และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ โดยใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยอธิบาย หรือใช้ข้อมูลที่เป็นค่าคะแนน หรือตัวเลขที่สามารถวัดได้ 2. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Naturalism) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างลุ่มลึก เข้าใจความหมาย กระบวนการ ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ฯลฯ เพื่อรู้ลึก รู้จริงในเรื่องที่ศึกษา โดยเน้นการพรรณา วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ 3. การวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed-methods research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาและค้นหาความจริงหรือองค์ความรู้ใหม่โดย การบูรณาการหรือผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ครอบคลุม สมบูรณ์ ทั้งในเชิงลึกที่ให้ข้อมูลแบบละเอียดและการศึกษาเพื่อให้ได้ความเข้าใจแบบองค์รวมโดยการวิเคราะห์ ค่าหรือตัวเลขเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ด้วยวิธีการทางสถิติ และการออกแบบการวิจัยแบบ ผสมผสานจะมีระเบียบแบบแผนในการศึกษาวิจัยที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาวิจัย           ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาต้องเริ่มที่ปัญหาวิจัย (Research problem) เป็นลำดับแรก โดยปัญหาวิจัยจะนำไปสู่การตั้งคำถามวิจัย (Research question) และวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research objective) ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาควรคำนึงถึงตัวแปร (Variable) ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในศาสตร์ทางด้านการการศึกษา เช่น ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ (Leadership) การประกันคุณภาพการศึกษา (Educational quality assurance) นโยบายและแผน (Policy and plan) การพัฒนากลยุทธ์ (Strategy) โมเดลหรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และความเสี่ยงทางการศึกษา (Educational risk) เป็นต้น เมื่อกำหนดปัญหาวิจัยชัดเจนแล้ว การออกแบบการวิจัย ด้านต่างๆ จะตามมา ทั้งการออกแบบการวิจัย (Research design) แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง (Sampling design) และแบบแผนการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis design)           ทั้งนี้การวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณบางเรื่องอาจใช้สถิติพื้นฐาน (Basic statistics) เท่านั้น แต่บางเรื่องก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สถิติเลยก็ได้ ดังนั้นการเลือกใช้สถิติจึงถูกนำไปใช้เป็นหลักในการวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่นิยมใช้ในการศึกษามีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัย โดยนักการศึกษาและนักสถิติมีบทบาทที่แตกต่างกันในการใช้สถิติเพื่อการวิจัย กล่าวคือนักสถิติ คือ ผู้ผลิต (Producer) ขณะที่นักการศึกษาคือผู้บริโภคหรือผู้ใช้ (Consumer/user) ดังนั้นการวิจัยทางการศึกษาจึงเน้นการนำสถิติไปใช้เพื่อตอบคำถามวิจัยที่สนใจศึกษาหรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษามากกว่าที่การคิดค้นสูตรทางสถิติใหม่ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          การวิจัยทางการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) จําเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์ทางสถิติ เมื่อผู้วิจัยออกแบบการวิจัย และออกแบบการสุ่มตัวอย่างแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการเขียนระเบียบวิธีวิจัย คือ การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมและถูกต้องตามแบบแผนการวิจัยที่กําหนดไว้ซึ่งต้องวิเคราะห์คําถามวิจัย ว่าควรใช้สถิติใด ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าคําถามวิจัยทางด้านการศึกษามีลักษณะอย่างไร คลุมเครือหรือบ่งชี้ชัดเจนถึงเทคนิคทางสถิติที่จะนํามาใช้วิเคราะห์หรือไม่ และควรพิจารณาถึงเจตนาของคําถามวิจัยว่าต้องการคําตอบอะไร การใช้สถิติในงานวิจัยทางการศึกษา ขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัยแต่ละเรื่อง เช่น ใช้สถิติเพื่อบรรยายหรือพรรณา (Descriptive statistics) ใช้สถิติเพื่อสรุปอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างไปหากลุ่มประชากร (Inferential statistics) ใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) เพื่อตอบคําถามวิจัยที่ซับซ้อน การผสมผสานระหว่างการใช้สถิติเชิงบรรยายสถิติเชิงสรุปอ้างอิง และสถิติขั้นสูง (Mixed statistics) การใช้สถิติแบบไม่อาศัยค่าพารามิเตอร์ (Nonparametric statistics) เนื่องจากข้อมูลมีขนาดเล็กหรือมีระดับการวัดของตัวแปรที่สถิติแบบอาศัยค่าพารามิเตอร์ (Parametric statistics) ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ซึ่งสถิติที่นิยมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา มีรายละเอียดดังตาราง  ตารางที่ 1 รายละเอียดของสถิติที่นิมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา การเลือกใช้สถิติ แนวทางโดยสรุป Analysis of Variance (ANOVA) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป เช่น คะแนนสอบจากการสอนด้วยวิธีการสอน 3 วิธี เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณกับตัวแปรเชิงกลุ่ม โดยที่ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรเชิงปริมาณ (1 ตัว) ส่วนตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรเชิงกลุ่ม Needs Assessment Research Priority Needs Index (PNI) แบบปรับปรุง เป็นสูตรที่ปรับปรุงจากสูตร PNI แบบดั้งเดิม เป็นวิธีการหาค่าผลต่างของ (I – D) และหารด้วยค่า D เพื่อควบคุมขนาดของความต้องการจำเป็นให้อยู่ในพิสัยที่ไม่มีช่วงกว้างมากเกินไป และให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบ เมื่อใช้ระดับของสภาพที่เป็นอยู่เป็นฐานในการคำนวณอัตราการพัฒนาเข้าสู่สภาพที่คาดหวัง PNImodified = (I – D) / D Multiple Regression Analysis (MRA) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ นำมาใช้เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรพยากรณ์ (X) หลายตัวที่มีต่อตัวแปรตามหรือตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว (Y) (ในกรณีที่ตัวแปรอิสระมีเพียง 1 ตัว จะเรียกว่า Simple regression) Factor Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้เพื่อลดจำนวนตัวแปรให้น้อยลง โดยรวมกันเป็นองค์ประกอบ และใช้น้ำหนักองค์ประกอบ (Factor loading) มาช่วยอธิบาย ตัวแปรแต่ละตัวในแต่ละองค์ประกอบ มี 2 ประเภท คือ Exploratory Factor Analysis (EFA) และ Confirmatory Factor Analysis (CFA) เป็นต้น Structural Equation Modeling (SEM)/ Linear Structural Relationship (LISREL) โมเดลสมการโครงสร้าง นำมาใช้ในการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ หรือโมเดลสมการโครงสร้าง หรือเรียกว่าการวิเคราะห์ลิสเรล (LISREL analysis)  คือ Linear Structural Relationship หมายถึง โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้น Path Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้ศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลโดยอาศัย แผนภาพเส้นทาง (Path diagram) และสมการโครงสร้าง (Structural equation) เป็นหลักในการวิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเหตุ ที่มีต่อตัวแปรผลใน 2 ด้าน คือขนาดและทิศทาง และเป็นการอธิบาย ความสัมพันธ์ใน 2 แบบ คือ ทางตรง (Direct effect) และทางอ้อม (Indirect effect) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช/สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ การเลือกใช้สถิติที่เหมาะในการวิจัยทางการศึกษา ผู้วิจัยจะต้อง ศึกษาแนวคิดของการใช้สถิติเบื้องต้นและสถิติขั้นสูงแต่ละประเภทในภาพกว้างก่อนว่า จะนำไปใช้กับข้อมูลที่มีลักษณะอย่างไร ตัวแปรอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด เมื่อผู้วิจัยตัดสินใจได้แล้ว จึงค่อยศึกษารายละเอียดในเชิงเทคนิควิธีของสถิติวิเคราะห์ประเภทนั้นในเชิงลึก (In-depth Study) เช่น การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ/หาความสัมพันธ์ สถิติที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น Correlation Analysis, t-test, F-test, ANOVA, ANCOVA, MANOVA เป็นต้น การสร้างสมการทำนาย เช่น Multiple Regression Analysis เป็นต้น การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปร เช่น Structural Equation Modeling/ LISREL, Path Analysis เป็นต้น การหาองค์ประกอบของคุณลักษณะแฝง (Latent Trait) เช่น EFA, CFA เป็นต้น ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น ใช้สถิตินอนพาราเมตริก เช่น – test, Two-way ANOVA เป็นต้น พิจารณาขนาดของกลุ่มตัวอย่างว่ามีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ เช่น การวิเคราะห์ LISREL ควรใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวน อย่างน้อย 25 เท่าของจำนวนตัวแปร เป็นต้น พิจารณาข้อจำกัดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล เช่น SPSS วิเคราะห์ได้ เฉพาะ EFA แต่หากผู้วิจัยต้องการทำสถิติที่สูงขึ้น คือ CFA ก็ต้องใช้โปรแกรม LISREL หรือ AMOS หรือถ้าข้อมูลที่เป็นตัวแปรอิสระ สามารถแบ่งได้อย่างน้อย 2 ระดับขึ้นไป โปรแกรมที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ก็ควรจะเป็น HLM หรือ MLwiN เป็นต้น สามารถเลือกใช้สถิติเพียงประเภทเดียว หรือผสมผสานกันก็ได้ในงานวิจัย 1 ชิ้น การเลือกสถิติเพียงประเภทเดียว อาจจะเหมาะสำหรับงานวิจัยขนาดเล็ก ที่ต้องการคำตอบวิจัยเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น การบูรณาการและผสมผสานสถิติหลายประเภท จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัยที่มีหลากหลายมิติ ที่คำถามการวิจัยอาจมีหลายข้อที่ต้องการคำตอบที่แตกต่างกัน ใช้ระยะเวลา งบประมาณ และวิธีดำเนินการวิจัยหลายขั้นตอน ซึ่งในศาสตร์สาขาด้านการศึกษา มักจะเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Method Research) 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษาปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักศึกษาที่มีความไม่เข้าใจในการทำวิจัย ความกังวล/ความกลัวในเรื่องความรู้ทางสถิติที่ไม่เพียงพอ โดยการพูดคุยและชี้แนะการทำวิจัยที่ละขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ตัวอย่างงานวิจัยในประเด็นที่นักศึกษาสนใจ นำกลับไปอ่านทำความเข้าใจและย่อยข้อมูลตัวอย่างงานวิจัย แล้วกลับมารายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาภายใน 1 สัปดาห์ อาจารย์ที่ปรึกษาทดลองให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้การควบคุมดูแล โดยทำตามขั้นตอนในกระบวนการการทำวิจัยตั้งแต่การกำหนดปัญหานำวิจัย นำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยให้ชัดเจนก่อนว่านักศึกษาในฐานะผู้วิจัยต้องการจะศึกษาอะไร ต้องการคำตอบอะไรจากผลการวิจัย ไม่ใช่การนำสถิติเป็นตัวตั้ง โดยยึดหลัก 5W1H คือ ต้องการศึกษาใคร (Who) ในประเด็นอะไร (What) ทำการศึกษาช่วงเวลาใด (เมื่อใด) (When) ศึกษาหน่วยงานใด (Where) ทำไมจึงต้องการศึกษาเรื่องนี้ (Why) และจะออกแบบหรือทำวิจัยอย่างไร (How) นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยจะต้องเสนอประเด็นที่จะทำการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโดยกำหนดเป็นคำสำคัญ (Key word) แล้วนำมาขยายความออกเป็นชื่อเรื่อง โดยสื่อให้เห็นถึงตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะศึกษา ระบุถึงประชากรหรือกลุ่มที่ต้องการศึกษา และระบุสถานที่ๆ ต้องการศึกษา นักศึกษาจะต้องกำหนดคำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัยที่ชัดเจนจะนำไปสู่การเลือกใช้สถิติว่าตัวแปรจะอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด มีจำนวนตัวแปรที่ต้องการศึกษา และความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาเป็นอย่างไร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยอาจจะใช้วิธีการเลือกกลุ่มประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง (Total Population Sampling) หรือการกำหนดจำนวนกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างให้ไม่น้อยกว่า 20-25 เท่าของตัวแปร ซึ่งในบางครั้งการเลือกสถิติที่ใช้นั้นผู้วิจัยอาจจะระบุสถิติไว้ประเภทหนึ่ง แต่เมื่อทำการวิเคราะห์ผลข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปไม่ได้ ผู้วิจัยจะต้องปรับเปลี่ยนสถิติที่จะใช้ทดสอบใหม่ เช่น ระบุไว้ว่าใช้ Multiple regression แต่ไม่สามารถรันข้อมูลออกได้ ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาว่าจะสามารถใช้ ANOVA ในการรันข้อมูลและสามารถได้ผลการวิจัยที่เพียงพอสามารถตอบคำถามการวิจัยหรือไม่ นักศึกษาจะต้องทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่ทิ้งช่วงระยะเวลาหรือหยุดทำงานวิจัยไปเป็นระยะเวลานาน ควรขอคำปรึกษาและแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างเคร่งขรัด อาจารย์ที่ปรึกษาควรต้องศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในประเด็นใหม่ๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และกระบวนการทำวิจัยใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องต้องช่วยหาทาออกให้แก่นักศึกษา ในบางกรณีที่นักศึกษากำหนดสถิติที่จะใช้ในงานวิจัยที่นำเสนอในโครงร่างฯ ต่อคณะกรรมการการสอบไปแล้วนั้น ไม่สามารถประมวลผลในโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากการ Error ของข้อมูล หรือจำนวนข้อมูลที่เก็บมาไม่เพียงพอต่อการประมวลผลทางสถิติบางประเภท ดังนั้นการช่วยหาทาออดให้นักศึกษาโดยการใช้สถิติประเภทอื่นทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักศึกษา ให้นักศึกษาเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มั่นใจ ขยัน มีวินัย และอดทน จะทำให้งานวิจัยนั้นประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน กับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการให้คำแนะนำการทำวิจัย ตลอดจนการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมกับงานวิจัยของนักศึกษาแต่ละคน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยสามารถผลิตผลงานการวิจัย ได้ผลสอบผ่านในระดับดีมาก ผลงานการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในฐานข้องมูล TCI 1 ขึ้นไป นักศึกษาได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต หน่วยงานต้นสังกัดของผู้วิจัยนำผลการวิจัยที่ได้จากการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาไปใช้ในต่อยอดการบริหารจัดการหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การนำผลการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ไปต่อยอดจนได้รับรางวัลโรงเรียนสุขภาวะดิจิทัลระดับชาติ เป็นต้น การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมในงานวิจัยทางการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา จะทำให้ผลการวิจัยที่เกิดขึ้นมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง และแม่นยำ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สถิติระดับที่สูงขึ้น เช่น ใช้สถิติขั้นสูงแทนสถิติพื้นฐาน จึงไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงระดับคุณภาพของงานวิจัยอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากผลการสังเคราะห์สถิติที่นิยมนำามาใช้ในการวิจัยทางการศึกษาที่นิยมใช้สถิติเชิงบรรยายนำมาใช้ในการวัด และวิเคราะห์ตัวแปรทางการศึกษาได้อย่างครอบคลุม นักวิจัยทางการศึกษาจึงต้องเลือกใช้ระเบียบวิธีทางสถิติที่เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย เพื่อจะได้ข้อค้นพบที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างมีคุณภาพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติความกลัวเกี่ยวกับเรื่องสถิติของนักศึกษา การทำความเข้าใจในเรื่องการใช้สถิติ ด้วยการให้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง และสืบค้นข้อมูลเพิ่มขึ้น อาจารย์และนักศึกษาจะต้องทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ควรทิ้งช่วง/ขาดการติดต่อสื่อสารกันเป็นระยะเวลานาน ทำงานร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน step by step ความร่วมมือร่วมใจระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา ให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำวิจัย โดยปราศจากอคติ 

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา Read More »

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR1.2.1 การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.อัญชลี ชยานุวัชร ผศ.ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช ผศ.ดร.นิภาพร สกุลวงศ์ และ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ 1.1 หลักการและเหตุผล     การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาขั้นสูงที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาทักษะการวิจัย และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ นักศึกษาในระดับนี้จึงต้องการการดูแลและให้คำปรึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ 1.2 ความสำคัญ     การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนี้     1.2.1 ส่งเสริมความสำเร็จทางการศึกษา: ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการศึกษา ดำเนินการวิจัย และสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.2.2 พัฒนาทักษะการวิจัย: ให้คำแนะนำและสนับสนุนนักศึกษาในการพัฒนาทักษะการวิจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ     1.2.3 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์     1.2.4. สนับสนุนการพัฒนาส่วนบุคคล: ให้คำปรึกษาและสนับสนุนนักศึกษาในการจัดการกับความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการศึกษา     1.2.5 เตรียมความพร้อมสู่การทำงานและโลกแห่งความเป็นจริง: ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา 1.3 ประเด็นปัญหา     วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิตนั้น มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา 2) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา 3) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และ 4) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีขอบเขตที่ครอบคลุมทั้งด้านการให้คำปรึกษาทางวิชาการ การเรียนการสอน การวิจัย และยังรวมถึงการพัฒนาและให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคล นอกจากนี้ นักศึกาของวิทยาลัยครูฯ นอกจากจะมีความหลากหลายทางด้านระดับวิชาชีพแล้ว ยังมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม การที่คณาจารย์จากทุกหลักสูตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแบ่งปันแนวปฏิบัติในด้านนี้ จะช่วยให้ประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวเนื่องได้รับการแก้ไขไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม     ปัญหาที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลและการให้คำปรึกษานักศึกษา ได้แก่     1.3.1 ภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์ที่ปรึกษามักมีภาระงานจำนวนมาก ทำให้มีเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด     1.3.2 ความแตกต่างของความต้องการ: นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล     1.3.3 การเข้าถึงแหล่งข้อมูล: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย     1.3.4 ปัญหาด้านสุขภาพจิต: นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาอาจเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต     1.3.5 การสนับสนุนด้านการเงิน: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา 1.4 แนวทางการแก้ไข     วิทยาลัยครูสุริยเทพ ได้ตระหนักว่า การดูแลและให้คำปรึกษานับเป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จึงได้มีการหารือในเรื่องนี้ ในทุกระดับการประชุม ไม่ว่าระดับคณะและหลักสูตร เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งโดยสรุปมีแนวทางการแก้ไขดังนี้     1.4.1 เพิ่มจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม: เพื่อลดภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษาและเพิ่มเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษา     1.4.2 พัฒนาทักษะการให้คำปรึกษา: จัดอบรมและพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาแก่อาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตร เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.4.3 สร้างระบบสนับสนุนนักศึกษา: มีระบบข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานหรือศูนย์ให้คำปรึกษาที่ให้บริการด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการให้คำปรึกษาด้านการเงิน     1.4.4 ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย: จัดกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์           1.4.5 สนับสนุนด้านการเงิน: จัดหาทุนการศึกษาและแหล่งทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเงิน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช 3) ดร.เตชาเมธ เพียรชนะ 4) ผศ.ดร. นิภาพร สกุลวงศ์ สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ                การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การแก้ไขประเด็นปัญหาและพัฒนาระบบการดูแลและให้คำปรึกษาให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องนี้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญ           โดยวิทยาลัยครูสุริยเทพจัดให้มีกิจกรรม “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)” ขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2523 โดยในครั้งแรกนั้น ได้เชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาเป็นทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ หรือ กระบวนกร (Facilitator) และได้เลือกหัวข้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่คณาจารย์และบุคลากรมีความเข้าใจในระดับน้อยและไม่ชัดเจน ได้แก่ การเขียนโครงการบริการวิชาการเพื่อเสนอขอรับทุนจากภายนอก การเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เป็นต้น กิจกรรม PLC นี้ ยังคงจัดมาจนปัจจุบัน โดยมีการเลือกหัวข้อที่ตอบสนองการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพและมหาวิทยาลัยรังสิต                ในการหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาก็เช่นกัน ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) ในวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568 เวลา 9.30-12.30 น. โดยมีคณาจารย์และเจ้าหน้าที่จากทุกหลักสูตรเข้าร่วม เพื่อพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขและเพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน โดยในครั้งนี้ มีดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ คณบดีวิทยาลัยครูสุริยเทพ ทำหน้าที่กระบวนกร ดำเนินรายการและถอดและบันทึกแนวปฏิบัติต่างๆที่เห็นพ้องร่วมกัน โดยการได้ปฏิบัติมาแล้วจนเกิดผลสำเร็จ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ปัญหาที่พบในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาและแนวปฏิบัติที่เห็นพ้องว่าเหมาะสมร่วมกัน ได้แก่ เวลาและสภาพแวดล้อมในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด เช่น อาจารย์มีจำนวนน้อย นักศึกษาอาศัยอยู่ต่างประเทศ นักศึกษามีหน้าที่การงาน ต้องใช้วิธีการปรึกษาทางการประชุมทางไกล โทรศัพท์ หรือมาขอคำปรึกษาในวันหยุดสุดสัปดาห์ ต้องใช้การวางแผนตารางปรึกษาหารือที่เหมาะสมสอดคล้องเห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับนักศึกษาแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาต่างชาติซึ่งมีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมและวิถีการใช้ชีวิต บางครั้งเมื่อนักศึกษามีปัญหา อาจจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ญาติ และเพื่อนสนิทของนักศึกษา เพื่อเข้าใจบริบทของปัญหาให้ดีขึ้น นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาต้องชี้แหล่ง เช่น ให้บรรณารักษ์ช่วยอบรมการใช้ฐานข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการวิจัยของนักศึกษา อาจทำได้หลายวิธี เช่น เชิญบรรณารักษ์มาบรรยายในชั้นเรียน ตลอดจนการแนะนำการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการต่างๆ ที่ห้องสมุด และการให้นักศึกษาไปเรียนรู้การใช้ห้องสมุดด้วยตนเองผ่านรายงานหรือแบบฝึกหัดในรายวิชา เป็นต้น ปัญหาการทำวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตรควรเข้าใจกระบวนการขอสอบ รูปแบบการเขียน การเลือกใช้สถิติเพื่อการวิจัยที่เหมาะสม ขั้นตอนการขอจริยธรรมในคน ขั้นตอนการยื่นขอจบ เป็นต้น เพื่อสามารถอธิบายชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษาได้ รวมไปถึงระเบียบต่างๆของบัณฑิตวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ปัญหานักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเรียน อาจารย์ในหลักสูตรและอาจารย์ที่ปรึกษาต้องหมั่นสังเกตและใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารพูดคุย นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามักมีวัยวุฒิ จึงอาจต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้างความคุ้นเคย ความไว้ใจ และยอมแลกเปลี่ยนเปิดเผยปัญหา ในเรื่องนี้ หากมีการจัดอบรมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยอีกในอนาคต คณาจารย์เกือบทุกท่านจะเข้าอบรม นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา จะใช้วิธีให้คำปรึกษาด้านการแบ่งชำระค่าหน่วยกิต การยื่นคำร้องต่างๆ การหาและแนะนำแหล่งทุนเพื่อการศึกษา นักศึกษาที่ต้องการทำงานทั้งเพื่อหารายได้และประสบการณ์ คณาจารย์ควรแบ่งปันข้อมูลเรื่องแหล่งงานที่เหมาะสมให้นักศึกษาทราบ นับเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างประสบการณ์ทางการประกอบอาชีพแก่นักศึกษา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           แนวปฏิบัติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งคณาจารย์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพได้ร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันนั้น ได้ถูกใช้มาอย่างน้อย 2-3 ปีการศึกษา พบว่ามีผลลัพท์ในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมดังนี้ นักศึกษามีการเรียนอย่างต่อเนื่อง ราบรื่น จบการศึกษาตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการสะดุดหยุดเรียนกลางคัน นักศึกษามีความสุข มีความรักและผูกพันกับอาจารย์และวิทยาลัยครูฯ นักศึกษามีความมั่นใจและไว้ใจที่จะบอกเล่าปัญหาต่างๆกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเกิดผลดีในการแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์มีคุณภาพมาตรฐาน เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างวิทยาลัยครูสุริยเทพกับผู้ปกครองของนักศึกษา คณาจารย์และเจ้าหน้าที่มีโอกาสปรับทัศนคติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สิ่งสำคัญที่ค้นพบจากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันในห้วข้อ การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ได้แก่ การปรับทัศนคติ การใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ การดูและ และให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา เรื่องนี้จึงควรใส่ใจ สร้างมาตรฐาน และพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่เพียงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Good practice) แต่ให้เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1, 3 และ 5 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.4.1/1 และ KR5.1.2/1 การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผศ.ดร.นิภา กิมสูงเนิน อาจารย์ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง และนางปราณี บุญญา สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบัน ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับชุมชนที่หลากหลายร่วมกับเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี การพยาบาลชุมชนจึงมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตจากข้อมูลการสํารวจในปี 2567 ตรวจพบปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อ้วนลงพุง โรคเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด และซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตประสบปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย เช่น(1) ประชากรวัยทํางานและผู้สูงอายุร้อยละ 79.63 มีภาวะน้ําหนักเกิน (2) ร้อยละ 42.59 มีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง (3) ร้อยละ 96.30 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และ (4) ประชากรร้อยละ 53.70 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกประเด็นที่พบในกลุ่มเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาถึงร้อยละ 68 รายงานว่ามีระดับความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว           การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดีในทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) มุ่งเน้น การบูรณาการการดูแลสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยทั้ง ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหารุนแรง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ประเด็นปัญหา  ภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง ความชุกของภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และโรคหัวใจ กําลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกําลังกาย และความเครียดสะสม สุขภาพจิตในกลุ่มวัยเรียนและวัยทํางาน ความเครียดและความกดดันในชีวิตประจําวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพัฒนาไปสู่โรคซึมศร้าหรือภาวะคิดฆ่าตัวตาย จําเป็นต้องมีการดูแลด้านจิตใจอย่างครอบคลุม การขาดการคัดกรองและป้องกันโรค อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งเต้านม และการวัดความดันโลหิต ยังอยู่ในระดับต่ํา ซึ่งเป็นช่องว่างสําคัญในการป้องกันโรค แนวทางการพัฒนาโครงการ การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: จัดกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกาย เช่น การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการออกกําลังกาย และสุขภาพจิต เช่น การฝึกสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) การตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก: เพิ่มการเข้าถึงการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและระดับ น้ําตาลในเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รณรงค์การลดบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการออกกําลังกายที่เหมาะสมสําหรับแต่ละช่วงวัย การสนับสนุนสุขภาพจิต: สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สําหรับการพูดคุยปัญหาและให้คําปรึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           โครงการนี้มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษานําความรู้จากการเรียนพยาบาลอนามัยชุมชนมาใช้ในสถานการณ์จริง พัฒนาแผนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งนําทฤษฎีการพยาบาลมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการยังเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ ได้แก่ เอกสาร PDCA จากผลสําเร็จของโครงการ วิธีการดำเนินการ           แนวทางการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” สําหรับแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิต จากการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “โครงการแม่บ้านรังสิต หัวใจฟิต ชีวิตฟิน กินดีมีสุข”, “สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข” และ “สูงวัยรู้ทัน เข้าใจ ห่างไกลภัยติดเตียง”, มีแนวทางการดําเนินการที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” ให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของแม่บ้านรังสิต ก่อนออกแบบโครงการ ควรมีการเก็บข้อมูลสุขภาพของแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิตโดยนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 รายวิชา BNS 481 ปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชน ผ่านแบบสํารวจสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อกําหนดปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข เช่น โรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด) ภาวะเครียดจากการทํางานและชีวิตครอบครัว การขาดโอกาสในการออกกําลังกายและโภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต และการบริหารจัดการความเครียด 2. แนวทางดําเนินโครงการ (PDCA Model)(P) Plan – การวางแผน1. กําหนดเป้าหมายของโครงการ    o สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทุกมิติ    o ลดอัตราความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)     o พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องและยั่งยืน2. ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม    o สุขภาพกาย: กิจกรรมออกกําลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพเบื้องต้น    o สุขภาพจิต: ฝึกสมาธิ ลดความเครียด เทคนิคจัดการอารมณ์    o สุขภาพสังคม: สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ สนับสนุนทางสังคม    o สุขภาพสิ่งแวดล้อม: การจัดการที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ3. กําหนดกลุ่มเป้าหมาย    o แม่บ้านและพนักงานในมหาวิทยาลัยรังสิต    o จํานวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ลงทะเบียน4. พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพ    o แบบสอบถามสุขภาพก่อน-หลังโครงการ    o การตรวจคัดกรองโรค (BMI, ความดันโลหิต, น้ําตาลในเลือด)5. เตรียมทรัพยากรและงบประมาณ    o ประสานงานกับคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    o ขอสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน (D) Do – การดําเนินโครงการ ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนํามาใช้ในโครงการ:กิจกรรมที่ 1: รู้ทันโรค ห่างไกลความเสี่ยง        • ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง       • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคําแนะนําจากพยาบาล       • ใช้เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพกิจกรรมที่ 2: หัวใจฟิต ชีวิตฟิน       • ฝึกออกกําลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดินเร็ว โยคะ เต้นแอโรบิก       • แนะนําโปรแกรมออกกําลังกายที่สามารถทําได้ที่บ้าน       • แนะนําเทคนิคการใช้เครื่องมือติดตามสุขภาพ เช่น สมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชันสุขภาพกิจกรรมที่ 3: กินดี มีสุข       • สาธิตการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1       • สอนการอ่านฉลากอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ       • เชิญนักโภชนาการมาให้คําแนะนําเกี่ยวกับเมนูสุขภาพกิจกรรมที่ 4: สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข       • เทคนิคการบริหารความเครียดและการทําสมาธิ       • จัดเวิร์กช็อปการฝึกสติและการจัดการอารมณ์       • สนับสนุนเครือข่ายสังคมเพื่อให้กําลังใจกันและกันกิจกรรมที่ 5: สิ่งแวดล้อมดี ชีวิตมีสุข      • แนะนําแนวทางปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ      • การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด      • กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อสุขภาพจิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดําเนินการ การนําเสนอประสบการณ์การนําไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        • แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรมสุขภาพก่อน-หลังโครงการ        • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการคัดกรอง        • วัดระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ        • ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังโครงการ 1 เดือน และ 3 เดือน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เน้นนวัตกรรม (O 1.2)• KR1.2.1 การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ        o ปรับปรุงโครงการโดยใช้ผลการประเมินเพื่อนํามาพัฒนาเนื้อหาการอบรม        o ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง        o ส่งเสริมให้แม่บ้านเป็น “แกนนําสุขภาพ” ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ • KR1.2.4 การสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ผ่านโครงการที่มีผลลัพธ์ชัดเจน        o บูรณาการกิจกรรมด้านการพยาบาลและการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน        o นักศึกษาพยาบาลสามารถเข้าร่วมโครงการและนําความรู้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 2. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (O3.1, O3.4)• KR3.1.1 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายในและภายนอก        o จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านสุขภาพดี” เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดูแลสุขภาพ        o ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สําหรับการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพผ่านคณาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ • KR3.1.2/1 การพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี        o ส่งเสริมให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เช่นศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัย        o ประสานงานกับศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สามารถขยายสูระดับชุมชน • KR3.4.2 การพัฒนาทักษะของบุคลากรสายสอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชน        o สนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลเข้าร่วมโครงการและพัฒนาทักษะด้านการพยาบาลชุมชน       o ให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการอบรมเชิงปฏิบัติการและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสุขภาพ 3. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม (O5.1)• KR5.1.2/1 การพัฒนาโครงการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและยกระดับชื่อเสียงมหาวิทยาลัย        o จัดโครงการบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสําหรับชุมชน        o ทํางานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงการ         o จัดทํา Health Map ของแม่บ้านเพื่อช่วยติดตามสุขภาพและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม บทสรุป          โครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผ่านเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรสุขภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลไปยังชุมชนได้ในอนาคต การดําเนินโครงการนี้จะช่วยให้แม่บ้าน และบุคลากรในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะที่สําคัญต่อการพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และการยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน รูปภาพเพิ่มเติม

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) Read More »

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 และ KR 2.5.1 การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ของอาจารย์รุ่นใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธีระพงค์ สีสมุทร์ คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การทำวิจัยในอาจารย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากอาจารย์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะต้องมุ่งการทำงานในส่วนของการสอนที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมสมบูรณ์เพื่อทำการสอนนักศึกษา ทำให้อาจารย์บางท่านไม่สามารถจัดสรรเวลาในการทำวิจัยได้ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าบรรจุทำงานในมหาวิทยาลัยในบางคณะ อาจจะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยที่เพียงพอทำให้ไม่สามารถเริ่มทำงานวิจัยได้ ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่บางคนไม่สามารถผลิตผลงานวิจัยได้ในช่วงแรกของการเริ่มเข้าทำงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่นำมาใช้คือ แนวปฏิบัติจากคลังความรู้ KM Rangsit University ประจำปี 2562 โดย ดร.สุรชัย กาญจนาคม เรื่อง เทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติ ที่ได้กล่าวถึงเทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติให้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงเทคนิคการมี citation สูง ๆ ในผลงานวิจัยของเรา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ การทำวิจัยหลังจากการได้รับบรรจุเป็นบุคลากร ต้องมีการแบ่งเวลาในการทำวิจัยดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย ต้องมีความสอดคล้องกับความถนัด ทุนวิจัยและวัสดุอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน จนถึงขั้นการตีพิมพ์ว่างานวิจัยฉบับนี้ต้องได้รับการตีพิมพ์ในช่วงเวลาไหน การทำวิจัยภาคสนามต้องจัดตารางสอนให้มีช่วงเวลาที่จะสามารถออกสารวจและเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตได้อย่างน้อยภาคการศึกษาละ 14-21 วัน การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลที่ต้องใช้ห้องทดลอง มีการวางแผนก่อนทำการทดลองทุกครั้งเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับช่วงเวลาในการสอน เมื่อได้ผลการทดลองแล้ว ทำการเลือกวารสารที่ต้องการจะตีพิมพ์ ต้องเป็นวารสารที่มีคุณภาพซึ่งอยู่ในฐาน SCOPUS จากนั้นทาการเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะต้องมีการนัดประชุมกันทุกคนโดยใช้รูปแบบออนไลน์สาหรับผู้ร่วมวิจัยต่างสถาบันและนักวิจัยต่างประเทศ โดยจะนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้ว ทำการ submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่าเสมอ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของ editor และ reviewer โดยต้องทำให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กาหนดเพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกาหนดเวลาที่วางไว้ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ตั้งแต่เริ่มเข้าทางานในตาแหน่งอาจารย์สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ในเดือนธันวาคม 2565 ในระยะเวลา 2 ปีอาจารย์ ดร. ธีระพงค์ สีสมุทร์ มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ ที่อยู่ในฐาน SCOPUS โดยมีทั้งหมด 6 เรื่องดังนี้ (ไฟล์ที่แนบมา) Seesamut, T., Chanabun, R., Likhitrakarn, N., Siriwut, W., Srisonchai, R., Pholyotha, A.,Sutcharit, C. & Jeratthitikul, E. (2023). First Record of a Cavernous Land Leech3 Sinospelaeobdella cavatuses (Hirudinda: Haemadipsidae) from Thailand. TropicalNatural History, 7, 213-220. Chanabun, R., Aoonkum, A., Seesamut, T., Bantaowong, U. & Panha, S. (2023). Four newterrestrial earthworm species from the northeast Thailand (Oligochaeta, Megascolecidae). ZooKeys, 1176, 195-219.https://doi.org/10.3897/zookeys.1176.106517 Pholyotha, A., Panha, S., Sutcharit, C., Jirapatrasilp, P., Seesamut, T., Liew, T. & Tongkerd, P. (2023). Molecular phylogeny of the land snail family Euconulidae in Thailand and its position in the superfamily Trochomorphoidea (Stylommatophora:  imacoidei),with description of a new  genus. Invertebrate Systematics, 37, 571-605. Seesamut, T., Oba, Y., Jirapatrasilp, P. et al. (2024). Global species delimitation of the cosmopolitan marine littoral earthworm Pontodrilus litoralis (Grube, 1855). Scientific Reports, 14, 1753. https://doi.org/10.1038/s41598-024-52252-8 Tongkerd, P., Lwin, N., Páll-Gergely, B., Chanabun, R., Pholyotha, A., Prasankok, P.,Seesamut, T., Siriwut, W., Srisonchai, R., Sutcharit, C. & Panha, S. (2024). Contributions of a small collection of terrestrial microsnails (Pupilloidea,Hypselostomatidae) from Myanmar with description of three new species. ZooKeys,1195, 157-197. https://doi.org/10.3897/zookeys.1195.112112 Likhitrakarn, N., Jeratthitikul, E., Sapparojpattana, P., Siriwut, W., Srisonchai, R., Jirapatrasilp,P., Seesamut, T., Poolprasert, P., Panha, S., & Sutcharit, C. (2024). Six new species ofthe pill millipede genus Hyleoglomeris Verhoeff, 1910 (Diplopoda, Glomerida,Glomeridae) in Thailand revealed by dna-barcoding. Contributions to Zoology, 93(4),289-323. https://doi.org/10.1163/18759866-bja10062 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดาเนินการ การนาเสนอประสบการณ์การนาไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          ได้ความรู้ในการวางแผนช่วงเวลาในการทำวิจัย ทาให้สามารถทางานวิจัยคู่ขนานไปกับการสอนในภาคปกติได้ กระบวนการทำวิจัยสาหรับอาจารย์ที่บรรจุเข้าทางานใหม่มีดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน โดยสามารถทำคู่ขนานไปกับการสอนในช่วงเวลาปกติได้ การทำวิจัยภาคสนามต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อจัดการตารางสอนของตนเองในอนาคต การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลสามารถทำการศึกษาในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นหลังจากการสอนได้ การเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะสามารถนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้วและไม่รบกวนเวลาสอนของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นที่เป็นผู้ร่วมวิจัย submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกำหนดเวลาที่วางไว้   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การมี contribution ร่วมกับอาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ทำงานวิจัยในกลุ่มเดียวกัน มีความสาคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากมีผลต่อการนำมาอ้างอิงร่วมกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการวิจัย แนวคิด ทำให้งานวิจัยเรามีคุณภาพมากขึ้น สามารถตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor สูงๆได้ เอกสารแนบ

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่ Read More »

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.1.4 และ KR 2.4.3/1 สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล ผู้จัดทำโครงการ​ ทพญ.กาญจนา สิงขโรทัย และ ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปากที่ต้องมีการปฏิบัติในคนไข้ ซึ่งขบวนการรักษาทางศัลยกรรมในคนไข้ครั้งแรกๆของนักศึกษาจะมีความตื่นเต้น, ความกังวล รวมถึงความแตกต่างของคนไข้ที่ทำให้การรักษานั้นยากมากขึ้น และมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น ทำให้ อ.ทพญ. กาญจนา สิงขโรทัย และ อ.ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล อาจารย์ประจำในสาขาศัลยศาสตร์ช่องปาก ได้สังเกตเห็นถึงปัญหา และวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์เองก็มีเรื่องของงานนวัตกรรมที่อยู่ในขบวนการการเรียนการสอนอยู่ด้วยจึงได้นึกถึงงานนวัตกรรมในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในการเรียนการสอนในการฝึกปฏิบัติก่อนทำการรักษาในคนไข้จริงให้ใกล้เคียงคนไข้จริงมาที่สุด และเมื่อต้องทำงานแล้วงานที่ได้ควรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไปจึงได้ตั้งเป้าในการส่งประกวดร่วมด้วย จึงได้เริ่มงานนวัตกรรมจากได้เริ่มจากสังเกตุในการฝึกปฏิบัติของคนไข้ที่ทำอยู่เกี่ยวกับการเย็บแผ่นหนังซึ่งเวลาฝึกจะไม่สามารถเลียนแบบท่าเข้าเย็บเหมือนในช่องปากที่มีฟันเป็นอุปสรรค และมีช่องปากในการเข้าทำที่ยากกว่าการทำบนแผ่นหนัง และเมื่อใช้แล้วแผ่นหนังจะเป็นรูซึ่งทำให้การเย็บซ้ำจะมีร่องรอยไม่สามารถใช้ได้เหมือนครั้งแรก   จึงนำไปสู่ประเด็นของการสร้างนวัตกรรม โดยนำปัญหานี้มาพูดคุยกับนักศึกษาที่เป็นผู้ใช้จริงเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหานี้ เป็นการให้โอกาสในการคิดและเสนอแนวทางการคิดและในการตั้งกำหนดเป้าหมายในการทำงานชัดเจนทำให้นักศึกษาสามารถร่วมกันสร้างนวัตกรรม และร่วมกันแก้ปัญหาจนสามารถผลิตนวัตกรรมที่ใช้ฝึกเย็บที่สามารถใช้ใน model คนไข้เสมือนจริงที่มีใช้อยู่แล้วในคลินิกทันตกรรมและสามารถใช้วัสดุ silicone sheet ที่สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด ใช้ง่าย และสามารถเปลี่ยนเพื่อใช้ใหม่ได้ คุณสมบัติคล้ายเหงือกมากกว่าแผ่นหนัง และราคาประหยัด เมื่อสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีราคาประหยัดจึงทำให้สามารถประกวดในงานนวัตกรรมของวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์และได้รางวัลที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ส่งประกวด ในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ และได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยรังสิต ในปีถัดมา ในวิธีคิดและการวางแผนการในการทำงานที่ทำด้วยใจ มีความสนุกและมีเป้าหมายที่ชัดเจนกับงานและมีงานต่อยอด ในการประดิษฐ์ model เพื่อใช้ถอนฟัน ซึ่งก็ทำให้ได้รางวับรองชนะเลิศในการประกวดงานนวัตกรรมในวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนจะสามารถนำทางไปสู่ความสำเร็จได้ตรงเป้าและถึงเป้าได้ไม่มากก็น้อย งานที่สร้างจากปัญหาและอุปสรรค ร่วมกับมีการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรคและไม่ปิดกั้น รวมทั้งมีการเพิ่มกำลังใจเชิงบวกจะทำไห้เกิดผลลัพธ์ที่น่าจดจำและมีคุณค่าแท้จริง การเลือกงานที่เรามีความชอบหรือสนใจจะทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้เป็นอย่างดี การเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองเป็นหลักพื้นฐานในการทำให้งานประสบความสำเร็จได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ วิธีการดำเนินการ           เริ่มจากการพูดคุยกับนักศึกษาโดยอธิบายถึงเป้าหมายในการทำงานในมุมทีต้องการแก้ปัญหาในการเรียนการสอนทางปฏิบัติและเริ่มต้นจากการระดมปัญหาและเลือกปัญหาที่คิดเลือก หลังจากนั้นก็ทำการร่วมกันคิดต่อโดยตั้งเป้าในมุมมองของการตอบโจทย์ในการสร้างด้วยวิธีที่ทำได้เองจากสิ่งที่หาได้ ราคาไม่แพง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งก็มองเห็นปัญหานั้นเช่นกันคือ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่ใช้อยู่เดิม จะทำจากแผ่นหนังสัตว์ ที่เมื่อถูกเข็มแทงจะเกิดรูทันที ใช้ฝึกปฏิบัติไปไม่นาน แผ่นหนังดังกล่าวก็จะเกิดรูพรุนอย่างมาก จนไม่สามารถใช้งานได้ต่อ นอกจากนี้ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองดังกล่าวก็ไม่เหมือนกับกายภาพในช่องปากจริง ทำให้นักศึกษาขาดการฝึกทักษะการเข้าเย็บแผลในช่องปาก และขาดการฝึกวางท่าทางตนเองให้เหมาะสมกับการให้การรักษาในช่องปากคนไข้ไป  เมื่อทุกคนในโครงการทราบถึงปัญหาและเข้าใจในจุดที่ต้องการแก้ไข อาจารย์จึงได้กำหนดเป้าหมายของนวัตกรรมไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องการผลิตอุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่มีความทนทานต่อการใช้งาน ไม่เกิดรูพรุนง่ายหรือง่ายต่อการฉีกขาด ให้สัมผัสขณะฝึกเย็บที่เสมือนจริง และอยู่บนลักษณะทางกายภาพเสมือนกับช่องปากเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถฝึกการเข้าทำงานในช่องปากได้เป็นอย่างดี                                                                                    หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว ก็ให้คำแนะนำและกระตุ้นให้เกิดกระบวนความคิดในเชิงบวก ร่วมกับการติดตามผลความคืบหน้าเป็นระยะต่อเนื่อง โดยเมื่อผู้ร่วมโครงการเจออุปสรรค อาจารย์ก็จะให้คำชี้แนะที่มาจากประสบการณ์การทำงานของอาจารย์โดยตรง เกิดเป็นผลลัพธ์ คือ การใช้แผ่นซิลิโคนขนาดบาง ทดแทนแผ่นหนัง  ซึ่งแผ่นซิลิโคนนั้นมีความทนทานมากกว่าแผ่นหนัง หาได้ง่าย ราคาถูก และสามารถนำมายึดบนแบบจำลองขากรรไกรที่สามารถใช้ติดกับหัวหุ่นจำลองได้ เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถเย็บแผลใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด คือ เย็บแผลในช่องปากคนไข้  2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                หลังจากการจัดทำอุปกรณ์เย็บแผลจำลองรูปแบบใหม่ที่ตรงตามเป้าหมายสำเร็จ  อาจารย์และผู้ร่วมโครงการก็ได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาตรวจสอบ และทดลองฝึกปฏิบัติจริง จึงได้พบกับปัญหาแรก คือ แผ่นซิลิโคนที่หนาเกินไป ทำให้สัมผัสของการฝึกเย็บแผลไม่เหมือนจริง ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้ลงมือแก้ปัญหาด้วยการเลือกใช้แผ่นซิลิโคนที่บางลง ปัญหาที่สอง คือ การยึดแผ่นซิลิโคนกับแบบจำลองขากรรไกรที่ต้องสามารถเปลี่ยนเข้าออกได้นั้น ทำได้ยาก เนื่องจากบริเวณพื้นผิวที่จะยึดแผ่นซิลโคนมีความโค้งนูน และเป็น 3 มิติ ทั้งยังต้องเป็นการยึดที่แน่นและอยู่ได้นาน ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้เลือกการยึดแผ่นซิลิโคนด้วยน๊อต ซึ่งจะทำให้เกิดการยึดที่แน่น ทนต่อแรงดีงของเข็มเย็บ และหากแผ่นซิลิโคนเริ่มชำรุดฉีกขาด ก็สามารถไขน๊อตเปลี่ยนแผ่นซิลิโคนได้อย่างง่ายดาย  โดยตลอดการแก้ไขและพัฒนานั้น อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจในมุมมองและข้อจำกัดด้านความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมโครงการอย่างแท้จริง จึงสามารถให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือ และกำลังใจ โดยมุ่งหวังในเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีความตั้งใจไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ และพยายามร่วมกันหาทางแก้ไขจนพบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้นอกเหนือจากนวัตกรรมชิ้นใหม่ ก็คือ การที่ผู้ร่วมโครงการได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ควบคุม วางแผน แก้ปัญหา จนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จ  3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK                หลังจากการนำเสนอผลงานนวัตกรรม และได้รับความเห็นว่าเป็นผลงานที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ และได้รางวัลชนะเลิศในระดับวิทยาลัยแล้ว อาจารย์กาญจนา อาจารย์ฐิติพร และผู้ร่วมโครงการ ก็ได้ใช้ผลงานไปนำเสนอในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ ซึ่งนับเป็นการยอมรับในระดับประเทศ  นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตรในตัวผลงาน และในขั้นตอนวิธีการผลิตผลงานด้วย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การกำหนดเป้าหมายแรกเริ่มที่สูงจะทำให้ผลงานตอนสุดท้ายออกมามีคุณภาพที่ดีและเป็นประโยชน์มากที่สุด การเลือกแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่ใกล้ตัวและน่าสนใจ เราจะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องการแก้ไข และทางแก้ไขได้ง่ายเนื่องจากเป็นประสบการณ์จริงของตนเองซึ่งเรามักจะมีต้นทุนความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่ นอกจากนั้น ปัญหาเหล่านั้นมักจะเห็นเป็นประจักษ์ในสายตาของผู้ร่วมโครงการเช่นกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจน ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการก้าวต่อไปของโครงการอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาตนเอง และเชื่อในศักยภาพของตนเองก่อนที่จะมองหาทางแก้ไขที่รวดเร็วจากบุคคลอื่น ยังคงเป็นหลักพื้นฐานสำคัญในถนนสู่ความสำเร็จ

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล Read More »

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.กัญจนพร โตชัยกุล คณะรังสีเทคนิค หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ หลักการและเหตุผล                คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและความเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ผสานการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางวิชาการ จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิจัยของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงยกระดับคุณภาพผลงานวิชาการสู่ระดับสากล การจัดทำรายงานการจัดการความรู้ในหัวข้อ “นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1” จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบูรณาการด้านการเรียนการสอนและการวิจัยให้สามารถผลิตผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ความสำคัญ                นวัตกรรมการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากร การบูรณาการกระบวนการเรียนรู้เข้ากับการวิจัยช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงสามารถพัฒนาทักษะวิชาชีพและวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การเผยแพร่ผลงานในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 ไม่เพียงแค่ยกระดับชื่อเสียงของคณะและมหาวิทยาลัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสถาบันการศึกษาในระดับสากล ทั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการสร้างความเป็นเลิศด้านวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นปัญหา                แม้ว่าคณะรังสีเทคนิคจะมีการพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ เช่น การขาดการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างการเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจและทักษะของนักศึกษา ข้อจำกัดในด้านทรัพยากรที่ทันสมัยและการสนับสนุนข้อมูลสำหรับการวิจัย รวมถึงความท้าทายในการผลิตผลงานที่สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับ Scopus Q1 Tier 1 นอกจากนี้ อุปสรรคในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยของคณะให้ก้าวไกลในระดับสากล ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              จากประสบการณ์ในปี 2565 ที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตได้ถอดแบบความรู้ในแนวทางการเขียนบทความวิชาการในรูปแบบ Review Article พบว่าบทความวิชาการประเภทนี้มีศักยภาพสำคัญในการเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้ในเชิงวิชาการ โดยเฉพาะการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ บทความ Review Article ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสถาบันและนักวิจัย ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัยให้สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับสูง เช่น Scopus Q1 Tier 1                ในปี 2566 คณะได้มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและการวิจัยเข้าสู่บริบทของชุมชน โดยการนำนวัตกรรมที่ได้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน การพัฒนาระบบการคัดกรอง และการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการวิจัยกับการเรียนการสอนในรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาจริงของสังคมและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม                ด้วยฐานความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมานี้ แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการยกระดับคุณภาพงานวิจัย โดยการนำแนวทางที่เป็นนวัตกรรม เช่น การใช้ E-book ที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน สื่อ E-book ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับนักศึกษารังสีเทคนิค โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดทางวิชาการ พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ทางคลินิก                การพัฒนาสื่อ E-book นี้ยังสอดคล้องกับจริยธรรมทางการศึกษาและมาตรฐานระดับสากล โดยใช้กระบวนการตรวจสอบที่รอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าสื่อการเรียนการสอนมีความถูกต้อง มีคุณภาพ และเหมาะสมต่อการใช้งาน การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Q1 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำคุณภาพของงานวิจัยและเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล                สำหรับประโยชน์ต่อนักศึกษารังสีเทคนิค การใช้ E-book ช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และความเข้าใจในเชิงลึก ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านการจำลองสถานการณ์จริง ทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีในภาคปฏิบัติ นอกจากนี้ สื่อการเรียนรู้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถทบทวนและศึกษาซ้ำได้ทุกเวลา ด้านอาจารย์ สื่อ E-book ช่วยส่งเสริมการสอนในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของการบรรยายเนื้อหา และช่วยให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติและการวิเคราะห์เชิงลึกกับนักศึกษาได้มากยิ่งขึ้น                แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษาและอาจารย์ แต่ยังส่งผลต่อความสามารถในการผลิตงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานและศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในระดับโลก ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด คณะรังสีเทคนิค วิธีการดำเนินการ การพัฒนาและนำ E-book ที่ออกแบบเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ จะดำเนินการผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้: การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของนักศึกษารังสีเทคนิคในด้านความรู้และทักษะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ศึกษาแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม รวมถึงมาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรมการศึกษาระดับสากล การออกแบบและพัฒนาสื่อ E-book รวบรวมเนื้อหาวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการทำงานของเครื่องแมมโมแกรม วิธีการควบคุมคุณภาพ และตัวอย่างสถานการณ์จริง ออกแบบ E-book ในรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้งานง่าย และส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การใช้ภาพประกอบ วิดีโอสาธิต และแบบฝึกหัดเชิงโต้ตอบ เพิ่มฟีเจอร์ที่สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น คำถามทบทวน หรือส่วนประเมินผลตนเอง การทดลองใช้สื่อ E-book จัดทำกลุ่มทดลอง (Experimental Group) และกลุ่มควบคุม (Control Group) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ จัดการฝึกอบรมให้นักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book ให้กลุ่มทดลองใช้งาน E-book ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม การเก็บข้อมูลและประเมินผล ประเมินผลความรู้และทักษะของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้งาน E-book ด้วยแบบทดสอบ Pre-test และ Post-test เก็บข้อมูลความคิดเห็นของนักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book เพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ การปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม ปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบของ E-book ตามข้อมูลผลการประเมิน เสริมฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ การเผยแพร่และส่งเสริมการใช้งาน เผยแพร่ E-book ผ่านช่องทางออนไลน์หรือระบบการเรียนรู้ของคณะ จัดการอบรมเพิ่มเติมสำหรับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถนำ E-book ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การตีพิมพ์ผลงานวิจัย สรุปผลการดำเนินโครงการและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้ จัดทำบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 โดยเน้นความสำคัญของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กระบวนการทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของนักศึกษารังสีเทคนิค ตลอดจนส่งเสริมการเรียนการสอนเชิงวิจัยให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำ E-book ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ ไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน พบว่ามีนักศึกษารังสีเทคนิคที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจและทักษะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) นักศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า E-book ช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการควบคุมคุณภาพและการแก้ไขปัญหาเครื่องแมมโมแกรมในสถานการณ์จริง ในด้านอาจารย์ E-book ช่วยลดเวลาในการสอนแบบบรรยายและเพิ่มโอกาสให้อาจารย์ได้เน้นการฝึกปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การพัฒนาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ E-book ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโครงการและสะท้อนถึงศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในการสร้างสรรค์งานวิชาการระดับสากล  การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง E-book ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม โดยเริ่มจากการฝึกอบรมอาจารย์และนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานสื่อ จากนั้นจึงนำ E-book ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการและการศึกษาด้วยตนเอง นักศึกษาสามารถใช้งาน E-book ผ่านระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยได้ทุกเวลา ทำให้สะดวกต่อการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหา E-book ยังได้รับการเผยแพร่ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การพัฒนาสื่อที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะการออกแบบ E-book ที่สอดคล้องกับการเรียนการสอนเฉพาะทาง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเนื้อหาให้ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีนักศึกษาและอาจารย์บางส่วนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์หรือระบบออนไลน์ที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ E-book เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร หรือการขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม การประเมินผลและปรับปรุงแม้ว่าผลลัพธ์จากการใช้งาน E-book จะเป็นที่น่าพอใจ แต่การวัดผลในเชิงลึก เช่น ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ยังต้องการการติดตามและวิเคราะห์เพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอาจารย์บางส่วนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สื่อดิจิทัลในการสอน จึงต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ E-book ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนา E-book และกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการการตรวจสอบผลการดำเนินการของโครงการนี้ดำเนินการผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เพื่อตรวจวัดระดับความรู้และทักษะของนักศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากนักศึกษาและอาจารย์ผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ E-book และความพึงพอใจในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ประสบการณ์ในการนำ E-book ไปใช้แสดงให้เห็นถึงความสะดวกและความยืดหยุ่นของสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นอิสระ และใช้ E-book ในการทบทวนความรู้ก่อนการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ การออกแบบที่เน้นการใช้งานง่ายและมีส่วนโต้ตอบ เช่น คำถามและคำอธิบายแบบมัลติมีเดีย ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและกระตุ้นความสนใจของนักศึกษา ในมุมมองของอาจารย์ E-book ช่วยลดภาระในการอธิบายเนื้อหาเบื้องต้น ทำให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการสอนเชิงปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้อาจารย์สามารถปรับปรุงเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่องตามความคิดเห็นของผู้ใช้งาน สรุปและอภิปรายผลผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่า E-book ที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้และทักษะของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและเพิ่มความสนใจในการเรียนการสอนเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม อย่างไรก็ตาม อุปสรรคบางประการ เช่น ความไม่คุ้นเคยกับการใช้งานสื่อดิจิทัล และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ได้ถูกระบุและนำมาวางแผนปรับปรุงในระยะต่อไป บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการนี้ ได้ค้นพบว่า: E-book ที่ออกแบบเฉพาะทาง สามารถเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิดและทักษะเชิงปฏิบัติของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สื่อดิจิทัลช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์นักศึกษาที่มีพื้นฐานและความต้องการหลากหลาย การบูรณาการการเรียนการสอนเชิงวิจัยผ่านสื่อดิจิทัลช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาและเพิ่มคุณภาพงานวิจัย ประสบการณ์จากโครงการนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และสร้างแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทสรุปของโครงการนี้ ยืนยันถึงศักยภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล เช่น วารสาร Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะของนักศึกษา รวมถึงยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนในสาขารังสีเทคนิค. ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม ขยายการพัฒนา E-book ไปยังหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดอื่น หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ในสาขารังสีเทคนิค เพิ่มความหลากหลายในเนื้อหา เช่น การใช้เทคโนโลยี AR/VR ในการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ การสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี จัดหาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และการเข้าถึงสำหรับนักศึกษา พัฒนาระบบออนไลน์ที่เสถียรและรองรับการใช้งานในหลากหลายอุปกรณ์   การฝึกอบรมอาจารย์ จัดอบรมให้ความรู้แก่อาจารย์เกี่ยวกับการใช้ E-book และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนและการนำสื่อไปใช้ สร้างชุมชนการเรียนรู้สำหรับอาจารย์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดี ส่งเสริมการจัดประชุมหรือสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานและรวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การประเมินผลต่อเนื่อง วางแผนการประเมินผลการใช้งาน E-book อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษาและอาจารย์ เก็บข้อมูลผลกระทบในระยะยาว เช่น การพัฒนาทักษะวิชาชีพหรือโอกาสการทำงานของนักศึกษาหลังเรียนจบ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result การสนับสนุนจากผู้บริหาร การได้รับการสนับสนุนในด้านงบประมาณ ทรัพยากร และนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมจากนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน การเปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริง การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาปรับใช้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เช่น ระบบ E-learning ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี   การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 หรือการเพิ่มคะแนนการเรียนรู้ของนักศึกษา การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือแนวทางการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปในอนาคต ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Key Result ของคณะและมหาวิทยาลัย

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 Read More »

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 และ 5 : KR 2.1.4, KR 2.5.2, KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.ธวัช แก้วกัณฑ์ และ รศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัยควบคู่กับการพัฒนานักศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์หรือนักวิจัยให้ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป พัฒนานักศึกษาทักษะทางวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) เผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นต้องมีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลกสามารถสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ และความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง (Active Citizen) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้จากการทำโครงงานเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานในอนาคต ซึ่งได้พัฒนาทักษะทางด้านการทำงานวิจัย การนำเสนอ การแสดงผลงานวิจัยต่อสาธารณชน ฝึกการตอบคำถามผ่านกิจกรรมการแข่งขันประกวดงานนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้สนับสนุนอาจารย์และนักศึกษาด้านการสร้างแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการและความเป็นสากลเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ มีความเป็นนวัตกร มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยมอบหมายให้อาจารย์ในห้องวิจัยแต่ละห้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆปี โดยอาจารย์ประจำห้องวิจัยจะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าแข่งขันประกวดผลงาน โดยในปีที่ผ่านมาทางห้องวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย: วิทยาลัยมุ่งเน้นการผลักดันให้อาจารย์และนักวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่านั้น เพื่อสร้างชื่อเสียงและเสริมความน่าเชื่อถือของวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะนักศึกษา: เน้นการพัฒนาทักษะทางวิชาการและปฏิบัติรวมถึงความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และเข้าใจบทบาทของตนในฐานะผู้แก้ปัญหาสังคม ความเป็นผู้ประกอบการและพลเมืองที่เข้มแข็ง: นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถสร้างมูลค่าให้ตนเองและชุมชน รวมถึงร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเข้าร่วมแข่งขันและประกวดนวัตกรรม : วิทยาลัยสนับสนุนนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมแข่งขันประกวดนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ เพื่อฝึกทักษะการวิจัย การนำเสนอผลงาน การตอบคำถาม และการสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 การสนับสนุนจากอาจารย์ประจำห้องวิจัย: อาจารย์แต่ละคนในห้องวิจัยมีหน้าที่ดูแลนักศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการพัฒนานวัตกรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมแข่งขันผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง1.  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย2. องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการในการเตรียมผลงานวิจัยเพื่อเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024                1. ติดตามข่าวสารการประกวด อาจารย์ประจำห้องวิจัยจะติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดผลงานนวัตกรรมจากเว็บไซต์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบกำหนดการและข้อกำหนดต่าง ๆ                2. คัดเลือกผลงานวิจัย อาจารย์ประจำห้องวิจัยในห้องวิจัยจะพิจารณาและคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมการประกวด โดยคำนึงถึงคุณภาพและความน่าสนใจของผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2024 นี้ ได้คัดเลือกผลงานทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่ การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา                3. การเตรียมความพร้อมของผลงาน นักศึกษาจะจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนด โดยเน้นหัวข้อทางด้านการแพทย์ที่สอดคล้องกับแนวทางของการประกวด อาจารย์ที่ปรึกษาจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอโครงการ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น                4. การส่งผลงานเข้ารอบคัดเลือก เมื่อข้อเสนอโครงการผ่านการตรวจทานและปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาและคณะอาจารย์จะจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในรอบคัดเลือกตามกำหนดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ               5. เตรียมการสำหรับรอบต่อไป เมื่อมีการประกาศผลผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ดำเนินงานจะจัดเตรียมเอกสารและสื่อประกอบ เช่น โปสเตอร์แสดงผลงานและวิดีโอ (VDO) ให้นักศึกษามีตวามมั่นใจในการนำเสนอผลงาน โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ผ่านเข้ารอบมีจำนวนทั้งสิ้น 5 ผลงาน ดังรูปที่ 1 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รูปแสดงเอกสารแจ้งการเข้ารอบคัดเลิอกผลงานการประดิษฐ์จากทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รหัส 14688 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOTอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว ภูริดา นันทภัคพงศ์2. นางสาว นาตชา อินทโชติ3. นางสาว ชลดา ชื่นเจริญ รหัส 14883 เรื่อง เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วยอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย อับดุลรอฮมาน ดามิเด็ง2. นางสาว อารยา กัดเขียว3. นางสาว สุนิสา ไทยรัตน์ รหัส 14941 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย ภูติวัฒน์ เพียรมั่น2. นางสาว ณัฎฐณิชา วิฑูรย์พันธ์3. นางสาว ธนภรณ์ เวชกุล4. นางสาว วรรณพร เปมานุกรรักษ์ รหัส 15024 เรื่อง การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว กันต์กนิษฐ์ ผู้สำรอง2. นางสาว สุภาพร พิศเพลิน3. นางสาว สุภาวดี จันทร์ฉาย4. นาย ภานุพงศ์ อุ่นคำ5. นาย นครินทร์ นพเก้า รหัส 17368 เรื่อง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาอาจารย์ที่ปรึกษา 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรีพิชิตพล โชติกุลนันทน์2. รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น3. อาจารย์ กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว สุชาดา ทองย้อย2. นางสาว ปิ่นเพชร เกษม3. นางสาว ศศิวิมล ศรีบุญเรื่อง4. นางสาว ขนารตี สามยอด5. นางสาว ภณัฐศวรรณ นวลศรี 6. ฝึกซ้อมการนำเสนอ นักศึกษาจะได้รับการฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน การตอบคำถามจากคณะกรรมการและการจัดเตรียมสื่อที่ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้มีความพร้อมและมั่นใจในการแข่งขันจริงอาจารย์จะให้คำแนะนำและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักศึกษารวมถึงช่วยพัฒนาเทคนิคในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          จากการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดและรับรางวัลในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการเเละการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีอาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1,2 และ 3 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โดยได้รับรางวัลทั้งหมด 5 ผลงาน ดังนี้1. การออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ รางวัล The JIPA Award for the Best Innovation for ICT for the invention Blood Pressure Measurement using the PPG Principle2. เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย ได้รับรางวัลเหรียญทอง3. การออกแบบและสร้างเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC 62353 ได้รับรางวัลเหรียญทอง4. การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ ได้รับรางวัลเหรียญทอง5. เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ได้รับรางวัลเหรียญทอง บรรยากาศในงานประกวดและการขึ้นเวทีรับรางวัลระดับชาติ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน1. งบประมาณการจัดทำโครงงานของนักศึกษาที่จำกัดงบประมาณที่จำกัดในการทำงานโครงงานของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการพัฒนางานวิจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรับรองคุณภาพของงานวิจัย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยไปสู่การทดสอบและพัฒนาต่อไปได้ในระดับที่ต้องการ2. เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาจำกัด อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระการสอนที่มาก ส่งผลให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การทำงานวิจัยเป็นไปได้ช้าและประสิทธิภาพในการพัฒนางานลดลง เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง3. ขาดงบสนับสนุนในการนำเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยมีงบประมาณจำกัดในการสนับสนุนนักวิจัยเพื่อนำผลงานเข้าร่วมประกวดหรือเผยแพร่ ซึ่งทำให้นักวิจัยหลายคนขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานในเวทีที่สำคัญ หรือไม่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ว่าการได้รับรางวัลจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยก็ตาม 4. ขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากเวทีภายนอกไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์และนักศึกษารู้สึกว่าผลงานของตนไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรและขาดการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง 5. แรงจูงใจในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเข้าประกวดผลงาน อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนหรือช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นผลที่ได้รับในการทำงานแทบไม่มีความแตกต่าง จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนางานหรือผลักดันให้เข้าร่วมแข่งขัน แม้การเข้าร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ         ผลการดำเนินการในการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) ซึ่งจัดขึ้นในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในด้านการสร้างชื่อเสียงระดับชาติ โดยผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งหมด 5 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานได้รับเหรียญทอง อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT เพิ่มเติมอีกหนึ่งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของนักศึกษาและคณาจารย์ในการพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ และมีคุณภาพ 3.2 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้         การเข้าร่วมโครงการและการประกวดครั้งนี้ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะในการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมชมงานในระดับประเทศ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ในการพัฒนาผลงานที่สามารถใช้งานได้จริง ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักศึกษา ตลอดจนได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผลงานต่อไป 3.3 สรุปและอภิปรายผล        การเข้าร่วมและได้รับรางวัลในครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิต ในระดับชาติ ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในเวทีที่กว้างขวาง และยังเป็นกำลังใจให้คณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การได้รางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT แสดงถึงการยอมรับในระดับสากลและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.4 บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        การพัฒนานวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ในด้านการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม 3.5 การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติ        ผลงานทั้ง 5 ชิ้นที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนที่มีส่วนร่วม การสนับสนุนจากคณาจารย์ในวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและ มีความหมายในระดับสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้หรือในอนาคตสู่การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียง 4.1 มหาวิทยาลัยควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณการจัดทำโครงง่นนักศึกษาและควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานให้เข้าประกวดแข่งขันเพิ่มขึ้น4.2 ปรับปรุงการบริหารจัดการภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ควรจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม โดยลดภาระการสอนที่อาจารย์ต้องรับผิดชอบลง เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ4.3 เพิ่มงบประมาณสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันและนำเสนอผลงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำเสนองานวิจัยในเวทีระดับชาติและนานาชาติถือเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยควรมีแผนสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงผลงานในระดับที่สูงขึ้น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย4.4 สร้างระบบการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล มหาวิทยาลัยควรมีการโปรโมทผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัย จดหมายข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและแสดงถึงการยอมรับผลงานที่ได้รับรางวัลในวงกว้าง นอกจากนี้ ควรมีการจัดแสดงผลงานวิจัยในงานประชุมหรือกิจกรรมพิเศษของมหาวิทยาลัยเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับทราบและภาคภูมิใจในความสำเร็จของเพื่อนร่วมสถาบัน4.5 ส่งเสริมแรงจูงใจของอาจารย์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ที่สนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เช่น การให้รางวัลรวมถึงการนำผลงานวิจัยที่ได้รางวัลมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจจัดกิจกรรมพิเศษหรือรางวัลเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การแข่งขันในระดับสูง ทั้งนี้จะช่วยให้อาจารย์มีแรงจูงใจมากขึ้นในการสนับสนุนนักวิจัยและสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 และ KR 3.1.2/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ ผศ.ดร.วรรณวิภา ติตถะสิริ และ อ.สุพานิช อังศิริกุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ชุมชนในหลายพื้นที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนำความก้าวหน้าทางดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน จึงเป็นแนวทางที่สามารถช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน           โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม           แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับชุมชนในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในชุมชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ          องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และชุมชน ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University    https://rkms.rsu.ac.th/outstanding66-2-1/ เจ้าของความรู้/สังกัด รองศาสตราจารย์ ดร.มนพร ชาตชำนิ, อ.ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลางคณะพยาบาลศาสตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนัตศักดิ์ วงศ์กำแหง, อ.อนุชิต นิรภัยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิธีการดำเนินการ – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ           เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากชุมชน เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชุมชน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น ในปีการศึกษา 2565 ได้ร่วมกับชุมชนคลองคูกลาง หมู่ 1 ตำบลหลักหก พัฒนาระบบบริหารกองทุนหมู่บ้าน และในปีการศึกษา 2566 ได้ร่วมกับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติให้กับห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ           เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับชุมชน จะมีการจัดกิจกรรมอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับชุมชนและการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน           หลังจากประชุมร่วมกับชุมชนหรือหน่วยงานเพื่อทำการรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนหรือหน่วยงาน พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ ภาพการประชุมร่วมกับผู้บริหารชุมชนคลองคูกลาง ภาพหน่วยงานห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี – ทดสอบและแก้ไขระบบ          ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้ตัวแทนชุมชนหรือหน่วยงานเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของชุมชนได้อย่างแท้จริง ภาพตัวอย่างระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง หมู่ที่ 1 ต.หลักหก จ.ปทุมธานี ภาพรวมอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในงานพัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ ภาพอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ   – ส่งมอบระบบให้กับชุมชน           หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมอบรมการใช้งานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาระบบ เพื่อให้ชุมชนหรือหน่วยงานสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะมีการติดตามผลหลังการส่งมอบเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการและวางแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมเพื่อพัฒนานักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่น่าประทับใจ โดยมีนวัตกรรมเชิงประจักษ์ 2 ชิ้นงานดังนี้: 1. ระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง ปี 2565    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดการข้อมูลกองทุนหมู่บ้าน เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบมากขึ้น ลดภาระการทำงานด้วยเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารกองทุน โดยนักศึกษาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านและความต้องการของคณะทำงาน จากนั้นออกแบบและพัฒนาโปรแกรมที่สามารถบันทึกข้อมูลสมาชิก การเบิกจ่ายเงินกองทุน และรายงานสถานะของกองทุนแบบเรียลไทม์ โครงการประสบความสำเร็จในการสร้างระบบที่สามารถนำไปใช้งานจริง และได้รับความสนใจจากกองทุนหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ต้องการนำไปปรับใช้    อุปสรรคหรือปัญหา: การเก็บข้อมูลจากคณะทำงานกองทุนหมู่บ้านมีความล่าช้า เนื่องจากเอกสารบางส่วนยังอยู่ในรูปแบบเอกสารกระดาษ ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล การอบรมให้คณะทำงานกองทุนใช้งานระบบเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบางคนไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของชุมชนไม่เสถียร ส่งผลต่อการใช้งานระบบออนไลน์ในบางช่วงเวลา 2. ระบบควบคุมการเปิดปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน สำหรับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ปี 2566    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้พัฒนาอุปกรณ์ไอโอทีสำหรับควบคุมการเปิด-ปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการทางการแพทย์ นักศึกษาได้ดำเนินการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล โดยเมื่อมีการสั่งจ่ายยา อุปกรณ์จะเปิดเฉพาะกล่องยาที่ถูกต้องเพื่อลดโอกาสในการหยิบยาผิด นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อยาใกล้หมดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเติมยาได้อย่างทันท่วงที ระบบนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาระของเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี    อุปสรรคหรือปัญหา: การพัฒนาอุปกรณ์ต้องใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมต่อไอโอที ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับนักศึกษาที่ต้องศึกษาและทดลองหลายรอบเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเสถียร การติดตั้งและทดสอบระบบภายในโรงพยาบาลต้องทำในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากห้องฉุกเฉินเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานตลอดเวลา ต้องมีการปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างระบบไอโอทีกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาลให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ           หลังจากดำเนินโครงการทั้งสองเสร็จสิ้น ได้มีการตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยใช้วิธีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพของระบบในสถานการณ์ใช้งานจริง สำหรับระบบกองทุนหมู่บ้าน ได้รับข้อเสนอแนะว่าระบบสามารถลดภาระการทำงานด้วยเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีควบคุมกล่องยาในห้องฉุกเฉิน ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่าระบบช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น          การตรวจสอบผลยังรวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบระหว่างการใช้งานจริง เช่น การปรับปรุงอินเทอร์เฟซของระบบกองทุนให้ใช้งานง่ายขึ้น และการเสริมระบบสำรองข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ไอโอทีเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้          การดำเนินโครงการครั้งนี้ทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานจริงร่วมกับชุมชนและองค์กรภายนอก โดยเฉพาะการเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของผู้ใช้งาน ในโครงการกองทุนหมู่บ้าน นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงจากระบบเอกสารเป็นระบบดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับตัวและต้องมีการอบรมที่เหมาะสม ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีในโรงพยาบาล นักศึกษาได้เข้าใจถึงความสำคัญของความแม่นยำและความปลอดภัยของระบบทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบหลายครั้งก่อนนำไปใช้จริง สรุปและอภิปรายผล          โครงการทั้งสองแสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้สามารถช่วยพัฒนาโครงสร้างการทำงานขององค์กรชุมชนและภาคการแพทย์ได้จริง ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และทำให้กระบวนการทำงานสะดวกขึ้น การพัฒนานวัตกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านผู้ใช้งาน เช่น การฝึกอบรม การออกแบบที่ใช้งานง่าย และความปลอดภัยของข้อมูล การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร การปรับตัว และความเข้าใจในข้อจำกัดของแต่ละองค์กร บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคตและปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result ความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายมีการสื่อสารที่ดีและมีความเข้าใจตรงกัน ระบบที่พัฒนาจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น การบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพการกำหนดกรอบเวลา แผนงาน และทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของโครงการให้ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและลดปัญหาความล่าช้า การพัฒนาทักษะของนักศึกษานักศึกษาควรมีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็นทั้งในด้านเทคนิค เช่น การเขียนโค้ด การออกแบบระบบ และในด้าน Soft Skills เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสารกับผู้ใช้ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทดสอบและปรับปรุงระบบตาม Feed Back จากผู้ใช้การนำ Feedback จากผู้ใช้มาปรับปรุงระบบเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนหรือองค์กร จะช่วยให้โครงการสามารถใช้งานได้จริงและมีความยั่งยืน เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือระบบที่สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ตจำกัด หรือการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซเพื่อลดค่าใช้จ่าย          หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะและปัจจัยเหล่านี้ได้ โครงการในอนาคตจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น และช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาการและทักษะการทำงานร่วมกับสังคมอย่างแท้จริง

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม Read More »

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ปาริษา มูสิกะคามะ ดร.ศศิกาญจน์ ศรีโสภณ และ อ.อามาล ภักดีธรรม ฉิมวิไลทรัพย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมากกว่าสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถชี้นำและขับเคลื่อนสังคมได้ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Community Engagement) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวก             ในช่วงปีการศึกษา 2566 – 2567 ที่ผ่านมานี้ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ดำเนินโครงการวิจัยหัวข้อแนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต โครงการวิจัยนี้เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบูรณาการโครงการวิจัยกับกิจกรรมพัฒนานักเรียนและนักศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาภายนอก และสถานประกอบการภาคเอกชนที่เป็นผู้ถือครององค์ความรู้เรื่องภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม                ภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมคือมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ประเภทหนึ่งที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปตามบริบทการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีผู้ถือองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือคานเรือศรีเจริญ ซึ่งเป็นสถานประกอบการภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าเจ้าของกิจการคานเรือศรีเจริญจะมีปณิภาณส่งต่อภูมิปัญญาสู่บุคคลภายนอก และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือช่างมาสืบต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ แต่การดำเนินการเพื่อบรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย ด้วยข้อจำกัดในมิติต่างๆ อาทิ การขาดเครือข่ายความร่วมมือ การขาดเงินทุน การขาดองค์ความรู้ การขาดประสบการณ์ ฯลฯ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ภูมิปัญญาด้านการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด: คุณชัชวาล และคุณสมรทิพย์ ศรีเปลี่ยนจันทร์ ผู้ประกอบการคานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิธีการดำเนินการ                ทีมวิจัยทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต                การดำเนินการตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมกระบวนการออกแบบแบบเชิงปฏิบัติการ โดยบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาด้านนานาชาติของคณะ โดยการนำกลุ่มนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ Universitas Islam Indonesia (UII) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพันธมิตรของมหาวิทยาลัยรังสิตจำนวน 25 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในบริเวณพื้นที่คานเรือศรีเจริญ ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภูมิปัญญา และสถานที่ตั้งที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (living museum) ครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสีระดับชั้นประถมศึกษา โดยเชิญนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่โรงเรียนวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเดียวกันกับคานเรือศรีเจริญมาเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 25 คน ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดในจินตนาการของนักเรียนภายใต้หัวข้อ “อยุธยา เมืองแห่งสายน้ำ และเรือในฝันของฉัน” ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือการเกิดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องเรือที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการทัศนศึกษาก่อนการวาดภาพ ทำให้นักเรียนที่มีวิถีชีวิตห่างไกลจากแม่น้ำและเรือเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น และพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางภูมิปัญญากับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระบบการศึกษาร่วมสมัย ผลลัพธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเกิดต้นแบบของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมสำหรับเยาวชน ครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมวาดภาพระบายสี โดยเชิญศิลปิน อาจารย์ และนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 55 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดที่สะท้อนความประทับใจในสถานที่ตั้ง ส่วนผลลัพธ์จากกิจกรรมนั้นถือว่าประสบความสำเร็จกว่าที่คาดการณ์ไว้ นั้นคือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่รับทราบและตระหนักรู้ถึงความสำคัญทางประวัติของสถานที่ตั้งและภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม แต่ยังเกิดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือใหม่เพื่อต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่ไม่มีชีวิต ภาพที่ 1 กิจกรรมออกแบบเชิงปฏิบัติการนานาชาติครั้งที่ 1 เมือเดือนสิงหาคม 2566 ภาพที่ 2 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม 2567 ภาพที่ 3 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม 2568 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           การจัดกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีเชิงประจักษ์เป็นขั้นลำดับ ได้แก่ เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสถานที่และภูมิปัญญา เกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้เพิ่มเติม เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ และเกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม           อย่างไรก็ตาม หากจะส่งเสริมให้กระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยประเมินว่ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือควรสนับสนุนกระบวนการในฐานะพี่เลี้ยงไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเครือข่ายความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเข้มแข็งต่อไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                ทีมวิจัยประเมินว่าโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นั้นคือนอกเหนือจากการพัฒนาข้อเสนอแนะทางกายภาพเพื่อพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตแล้ว ยังได้ริเริ่มพัฒนากิจกรรมเพื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน และบุคคลทั่วไป เพื่อเป็นต้นแบบให้คานเรือศรีเจริญในฐานะผู้ถือครองภูมิปัญญาเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะดำเนินการส่งต่อภูมิปัญญาสู่เยาวชนและบุคคลทั่วไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้                ผู้วิจัยยืนยันข้อสรุปจากผลการดำเนินงานได้ว่ามหาวิทยาลัยคือองค์กรที่สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกวัฒนธรรมที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือสถานประกอบการภาคเอกชน โดยรูปแบบของกระบวนการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบที่โครงการวิจัยประยุกต์ใช้ตลอดการดำเนินการทั้ง 3 ครั้งนั้นก็เป็นเครืองมือที่ทรงพลังที่สามารถบูรณาการการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมกับการศึกษาร่วมสมัยได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกสนุก ประทับใจ และรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยที่ทำให้โครงการวิจัยนี้เกิดความสำเร็จ คือ ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรมเพื่อการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของการดำเนินการ เครือข่ายความร่วมมือ และการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา                กิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active เหมาะสมต่อการนำมาบูรณาการเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กระบวนการทางศิลปะเปิดกว้างทางความคิดและจินตนาการ ทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงคุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน กิจกรรมประเภทนี้เหมาะสมกับผู้เรียนรู้ทุกช่วงวัย จึงมีศักยภาพสูงมากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในโอกาสอื่นๆ                ความต่อเนื่องของการดำเนินการคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยสามารถทดสอบกระบวนการและเครื่องมือเพื่อการถ่ายทอดความรู้ที่เลือกใช้นี้ รวมถึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างผู้วิจัยและผู้ถือครองภูมิปัญญาว่ามีพันธกิจและเป้าหมายเดียวกัน ความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้มีผลต่อการสร้างความร่วมมือระยะยาว                เครือข่ายความร่วมมือคือปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โครงการวิจัยได้รับความร่วมมือจากทีมอาจารย์คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมถึงได้รับความร่วมมือจากศิลปินผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ความสำเร็จดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพันธมิตรดังกล่าวนี้                ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จคือการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต ทำให้กิจกรรมได้รับความร่วมมือ อำนวยการ และสนับสนุนในมิติต่างๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ผลงานวิจัยของอาจารย์ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย แต่ยังส่งผลกระทบทางบวกโดยตรงต่อนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต Read More »

โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหาร และพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กฤตพร ลาภพิมล อ.มัลลิกา จงศิริ อ.รังสิต เจียมปัญญา ดร.ปาริษา มูสิกะคามะ และ ดร.ศศิกาญจน์ ศรีโสภณ นักศึกษา นางสาวปุณยวีร์ วงศ์สระหลวง นางสาวณิรินทร์ญา ชัยนิติรัศมิ์ นางสาวศศิเมศวร์ แน่นอุดร นางสาวณัฐวดี นิลลออ นาย ชวลิต ตระหง่านกุลชัย นายชนกันต์ พลเคน นายปิยะ สาทตพันธ์ นางสาวชาคริยา ภัทรมนัสกุล และนางสาวชัญญา ลือชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปีการศึกษา 2567 ทางสํานักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร มีแผนจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จึงได้ขอความร่วมมือทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ศึกษาและออกแบบพื้นที่ในบริเวณเมืองเก่าและพื้นที่ริมแม่น้ําโขง ทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ทางด้านวิชาการและวิชาชีพจึงนํา โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริการวิชาการแบบให้เปล่าและบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชา ARC 423 หัวข้อพิเศษเพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรม (Special Topics for Architectural Design)          โครงการนี้เป็นการพัฒนาพื้นที่เมืองของจังหวัดมุกดาหารเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมือง ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาเมืองระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกับภาคเครือข่ายอื่นๆ และประชาชนในพื้นที่ในการเล่าเรื่องราววิถีชุมชนและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย(Workshop and Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนและถอดผลออกมาเป็นผังกายภาพการพัฒนาพื้นที่เมืองมุกดาหาร ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การออกแบบชุมชนเมืองและสถาปัตยกรรม (Urban Design and Architecture) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)อื่น ๆ (ระบุ) กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประสบการณ์ปัญหาความต้องและข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่เมืองร่วมกัน วิธีการดำเนินการ           ทีมอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงพื้นที่สํารวจชุมชนเมืองมุกดาหาร รวมทั้งจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย (Workshop and Focus Group) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “มองเมืองมุกดาหารสู่เมืองชาญฉลาด อยู่อาศัยดี มีอัตลักษณ์ (Mukdahan Smart Livable &Environment City)” ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังข้อมูลความคิดเห็นผ่านประสบการณ์ ปัญหาความต้องการ และข้อเสนอแนะต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการจัดทําผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง เป็นระยะเวลา 5 วัน (วันที่ 1-5กรกฎาคม 2567)          เมื่อได้ศึกษาข้อมูลทางปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทางทุติยภูมิ(Secondary Data) แล้ว ทางอาจารย์และนักศึกษาได้นําข้อมูลทั้งหมดมาสรุปวิเคราะห์และสังเคราะห์ร่วมกันด้วยกระบวนการออกแบบเมืองเพื่อให้ได้แนวคิดการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับเมืองมุกดาหารและนําไปสู่การจัดทําผังพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพโดยสะท้อนออกมาเป็นโครงการนําร่องต่างๆ ตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทํางาน           การบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่า มุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร เป็นการพัฒนาพื้นที่เมืองให้กับหน่วยงานระดับจังหวัด โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ในโครงการนี้นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทํางานตั้งแต่ต้นจนจบ คือ การวางแผนเดินทางและสํารวจพื้นที่ การเตรียมประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย การลงพื้นที่สํารวจเมืองย่านและชุมชน การสัมภาษณ์บุคคลและตัวแทนหน่วยงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อย รวมทั้งการสรุปผลวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจนได้แนวคิดและแนวทางการวางผังออกแบบพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งได้เข้าร่วมนําเสนองานต่อรองผู้ว่าราชการและตัวแทนหน่วยงานจังหวัดมุกดาหาร การบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนนี้ นักศึกษาได้ใช้องค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองมาพัฒนาในพื้นที่จริง ได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ ความต้องการของผู้คนในสถานภาพระดับต่างๆ ฝึกฝนทักษะการสื่อสารเพื่อพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้พบปัญหาอุปสรรคทั้งเชิงระบบและโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองซึ่งเป็นข้อจํากัดเชิงนโยบาย ในฐานะนักออกแบบสามารถนําทักษะองค์ความรู้ไปช่วยแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ด้วยการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เมืองมุกดาหารน่าอยู่น่าอาศัยและน่าท่องเที่ยว เมื่อเมืองมีศักยภาพทางกายภาพที่ดีแล้วย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจสังคมและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา  รูปภาพที่ 1 กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย (Workshop and Focus Group) วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 รูปภาพที่ 2 การลงสำรวจพื้นที่เมืองมุกดาหารและสรุปผลการประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการวางผังและออกแบบ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           จากผลการดําเนินงานนี้ได้เกิดผลลัพธ์การพัฒนาพื้นที่คือ โครงการนําร่องซึ่งเป็นแนวคิดและแนวทางการออกแบบวางผังพัฒนาพื้นที่ให้กับเมืองมุกดาหาร โดยโครงการนําร่องนี้เป็นโครงการที่ได้มาจากการถอดประสบการณ์ ปัญหาความต้องการจากทุกภาคส่วนร่วมกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย มาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าต่อการใช้งานในมิติต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองที่ช่วยให้ภาครัฐขับเคลื่อนนําไปจัดทําแผนพัฒนาระดับจังหวัดและท้องถิ่นต่อไป          นอกจากผลลัพธ์การพัฒนาพื้นที่แล้ว ในด้านวิชาการและวิชาชีพนักศึกษายังได้ใช้องค์ความรู้และทักษะทางการออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่จริงซึ่งเป็นโจทย์การศึกษาและออกแบบ เป็นประเด็นความท้าท้ายที่ให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์และสรุปผลการออกแบบที่ไม่เน้นเพียงความสวยงามเท่านั้นแต่ต้องออกแบบเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้คนในเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการถอดบทเรียนด้วยเครื่องมือ คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และกลุ่มย่อยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ชุดประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ทั้งระดับปัจเจกบุคคล และกลุ่ม ได้แก่ ปัญหาความต้องการ ความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่างๆ ถอดออกมาเป็นบทเรียน (Explicit Knowledge) ได้แก่ แนวคิดและแนวทางออกแบบพัฒนาพื้นที่ และสรุปผลออกมาเป็นชุดความรู้ใหม่ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ โครงการนําร่องพัฒนาพื้นที่ต่างๆ เป็นการเชื่อมโยงต่อยอดชุดความรู้ของคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ รูปภาพที่ 3 แนวทางการพัฒนาจัดทำผังแนวคิดพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง ซึ่งได้มาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นและกลุ่มย่อย รูปภาพที่ 4 โครงการนำร่อง – การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก รูปภาพที่ 5 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงศูนย์การท่องเที่ยวและศูนย์ OTOP เมืองมุกดาหาร รูปภาพที่ 6 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงภูมิทัศน์และพื้นที่ริมแม่น้ำโขงเพื่อเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมและพื้นที่สาธารณะของเมือง รูปภาพที่ 7 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงถนนคนเดินและทางเดินเท้าเพื่อเชื่อมต่อกิจกรรมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ปัจจัยสําคัญสู่ความสําเร็จในการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร เกิดจากความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ซึ่ง เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลัก ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองมุกดาหารไปสู่เมืองชาญฉลาด อยู่อาศัยดี มีอัตลักษณ์ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นของชาวเมืองซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยและเจ้าของพื้นที่ เป็น การรับฟังข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก Bottom-up ขึ้นมาซึ่งจะสะท้อนปัญหาและความต้องการของชาวเมืองมุกดาหารอย่างแท้จริงไปสู่ภาครัฐซึ่งเป็นผู้จัดทําแผนและนโยบายในระดับ Top-down ในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานให้เกิดกิจกรรมครั้งนี้ได้ประสานติดตามเพื่อผลักดันให้โครงการนํา ร่องบรรจุลงในแผนพัฒนาจังหวัดซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทํางานพัฒนาจังหวัดปี2570 ของทางฝ่ายแผนและ นโยบายจังหวัดมุกดาหารเพื่อจัดตั้งงบประมาณอันเป็นกลไกของภาครัฐในการนําแผนแปลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็น รูปธรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อ ช่วยขับเคลื่อนให้โครงการเกิดผลสําเร็จต่อไป รูปภาพที่ 8 ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนพัฒนาเมืองมุกดาหาร

โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร Read More »

งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 และ KR 2.2.3 งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร. นพปฎล ธาระวานิช วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           วิชางาน TRM 225 งานมัคคุเทศก์ เป็นรายวิชาชีพบังคับตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา      การจัดการการท่องเที่ยวและการบริการมีการเรียนการสอน โดยเน้นการปฏิบัติงานในฐานะมัคคุเทศก์ซึ่งมีความต้องการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้แก่ประเทศและทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพที่ดี การสอนวิชานี้จึงต้องมีการสอนโดยการเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี โดยการให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานในฐานะมัคคุเทศก์ เริ่มตั้งแต่ด้านบุคลิกภาพและศิลปะการต้อนรับนักท่องเที่ยว มารยาทไทย วิธีการดูแลนักท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ การใช้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ การหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกต้อง และการนำไปใช้ในการบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมไปถึงการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ตั้งแต่เริ่มต้นและจบการทำงาน           ดังนั้น จึงทำการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อศึกษาถึงวิธีการที่จะทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ การฝึกปฏิบัติและการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ไปใช้ได้จริงด้วยการเรียนการสอนแบบเรียนรู้ด้วยวิธีการให้เป็นผู้สอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            งานมัคคุเทศก์เป็นการศึกษาหาความรู้จากการพัฒนาความสามารถและทักษะเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคตจึงต้องมีการศึกษาหาความรู้และเรียนรู้ประสบการณ์จากกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และฝึกปฏิบัติงานจริงโดยนำความรู้จากการค้นคว้าและจากการเรียนมาใช้ในการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ จึงมีศาสตร์หลายแขนงที่ต้องนำมาประกอบในการทำงานตั้งแต่การพัฒนาบุคลิกภาพ พฤติกรรมที่เหมาะสม การต้อนรับ การทักทาย ข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  โดยนำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาถ่ายทอดต่อสู่เยาวชนโดยมหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับสสส. ในการจัดทำโครงการพัฒนานักเรียนให้เป็นยุวอาสาพาเที่ยววัดรังสิต 2 ทำให้นักศึกษาได้นำวิชาความรู้และประสบการณ์มาเป็นผู้สอนให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดรังสิต  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด บทความวิจัยเรื่อง การเรียนการสอนแบบเรียนรู้ด้วยวิธีการให้เป็นผู้สอน:       กรณีศึกษาวิชา TRM 225 งานมัคคุเทศก์และ TRM 383 การนำชาวต่างชาติเที่ยวในประเทศไทย วิธีการดำเนินการ         นำนักศึกษาที่เรียนรายวิชา TRM 225 งานมัคคุเทศก์แล้วจำนวน 40 คน มาทดสอบและทบทวนความรู้ในงานมัคคุเทศก์ วางหัวข้อและแผนการอบรมนักเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนวัดรังสิต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาใช้ในการสอนนักเรียนโรงเรียน      วัดรังสิตจำนวน 40 คนได้เป็นอย่างดี โดยนักศึกษาสามารถกำหนดบทเรียน เวลาและหัวข้อที่จะสอนนักเรียนได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นจากการสอนด้านบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายใน การทักทายและศิลปะการต้อนรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การบรรยายและข้อมูลการบรรยาย ทำให้นักเรียนโรงเรียนวัดรังสิตที่เข้ารับการอบรมมีความกล้าและมีความสามารถในนำเที่ยววัดรังสิตได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ผลการดำเนินการพบว่า เชิงปริมาณ นักเรียนโรงเรียนวัดรังสิตจำนวน 40 คน (ร้อยละ 100) มีการพัฒนาที่ดีในด้านบุคลิกภาพ การต้อนรับ การใช้ข้อมูลในการบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวและมีความกล้าในการแสดงออกและสามารถนำนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศเที่ยวชมวัดรังสิตได้           เชิงคุณภาพ พบว่า นักเรียนผ่านการทดสอบและมีความสามารถในการนำเที่ยววัดรังสิตโดยใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี นักศึกษามีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดีและมีผลการเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การให้นักศึกษามาเป็นผู้สอน ทำให้นักศึกษามีการวางแผน มีการกำหนดหัวข้อและการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้นักเรียนที่เข้ารับการอบรมตามโครงการมีตัวอย่างที่ดีและสามารถนำไปใช้ในการนำเที่ยวได้จริงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่สองที่ใช้ในการสอน

งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง Read More »

การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง : ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning : Challenges of nursing education) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ณัฐพล ยุวนิช อ. นัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง อ.ศศิพินทุ์ ศุภมนตรี บัวพล อ.นิธิมา คันธะชุมภู อ.ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล และ อ.จรัสศรี อัธยาศัย คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์เป็นการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่าง ทฤษฎีและการปฏิบัติโดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาพยาบาลมีองค์ความรู้และทักษะทางการพยาบาลและนําไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อดูแลผู้รับบริการ ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพและเกิดความปลอดภัย สภาการพยาบาลจึงได้กําหนดให้หลักสูตรพยาบาลศาสตร์จัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีโดยมีชั่วโมงบรรยายและชั่วโมงฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาล และภาคปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน ตลอดจนให้ความสําคัญกับการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาลมากขึ้น เพื่อเตรียมนักศึกษาให้มีความพร้อมในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จริง โดยเกณฑ์การรับรองคุณภาพสถาบันการศึกษาการพยาบาลและการผดุงครรภ์พ.ศ. 2568 ได้กําหนดเพิ่มเติมให้สถาบันการศึกษามีห้องปฏิบัติการพยาบาลเสมือนจริง  ให้นักศึกษาฝึกฝนทักษะการปฏิบัติการพยาบาล การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจทางคลินิก โดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงทางการพยาบาลด้วยหุ่นจําลองผู้ป่วยเสมือนจริง ในแต่ละรายวิชาครอบคลุม 5 สาขาหลัก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกําหนดและเป็นการเตรียมความพร้อมแก่นักศึกษาก่อนฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย           ในปัจจุบันการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลศาสตร์มีแนวโน้มการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) มาสร้างสถานการณ์จําลองในรูปแบบกรณีศึกษามากขึ้น ซึ่งการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ช่วยให้นักศึกษาพยาบาลได้ฝึกปฏิบัติทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้ ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะที่จําเป็นในการประกอบวิชาชีพพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ (Guerrero et al., 2024; Jiang et al., 2024; Nair et al., 2024) อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการเปิดโอกาสให้นักศึกษาพยาบาลได้ฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วยที่พบเจอได้น้อยในสถานการณ์จริง เช่น ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยที่มีโรคที่พบได้ยาก และ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โดยนักศึกษาสามารถฝึกปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จําลองได้หลายครั้งโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย (Diaz-Navarro et al., 2024) ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการเรียนการสอนแบบการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) มีประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้ (Saragih et al.,2024) ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ เพิ่มความมั่นใจให้นักศึกษาพยาบาล โดยการฝึกฝนทักษะการพยาบาลที่จําเป็นต่างๆ หลายครั้งจนเกิดความชํานาญและความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจทางคลินิก สถานการณ์จําลองเสมือนจริงจะถูกออกแบบมาให้มีความหลากหลายและซับซ้อน ทําให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ การทํางานร่วมกันในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทํางานเป็นทีมและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย การใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในการฝึกปฏิบัติจริง เพิ่มความน่าสนใจในการเรียนรู้ สถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ถูกออกแบบมาอย่างดี จะช่วยให้นักศึกษาเกิดความสนใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น           คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นความสําคัญของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) และได้พัฒนามาโดยลําดับ ในปีการศึกษา 2566 คณะพยาบาลศาสตร์ได้ปรับการเรียนการสอนในบางสาขาวิชาจากวิธีบรรยายมาใช้กรณีศึกษาร่วมกับการอภิปรายในชั้นเรียนแบบกลุ่ม โดยได้รายงานเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการเรียนการสอน โดย ผศ. สมหญิง โควศวนนท์ และ คณะ เรื่อง “สอนย่างไรจึงจะทําให้นักศึกษานําความรู้สู่การปฏิบัติได้” ซึ่งได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนวิชา BNS 234 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจแนวคิดและทฤษฎีพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น และสามารถให้การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะสุขภาพดีและมีปัญหาสุขภาพได้ ผลการใช้การเรียนการสอนรูปแบบกรณีศึกษาร่วมกับการอภิปรายในชั้นเรียนแบบกลุ่ม พบว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติมากขึ้น และพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนรูปแบบนี้ยังมีข้อจํากัดในด้านการตัดสินใจทางคลินิก การปฏิบัติการพยาบาลเป็นทีม และการสื่อสาร 2 ทาง (Two-way communication) ระหว่างผู้ป่วยและนักศึกษาพยาบาล จึงมีข้อเสนอให้นํากรณีศึกษามาสร้างสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากกรณีศึกษาได้สมจริงมากขึ้น เช่น เห็นการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ การหายใจและการขยายของทรวงอก การหดตัวของรูม่านตาเมื่อมีปฏิกิริยาต่อแสง และอาการต่าง ๆ แบบ Real-time และสามารถพูดคุยกับหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงได้ส่งเสริมให้มีการคิดวิเคราะห์ การสื่อสารเชิงวิชาชีพ การตัดสินใจในการให้การพยาบาลที่เหมาะสมอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดความมั่นใจในตนเองก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติ กับผู้ป่วยจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน (Jiang et al., 2024; Nair et al., 2024) ในปีการศึกษา 2567 คณะได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองทางการพยาบาล และคณะผู้จัดทําได้ร่วมกับคณะกรรมการฯ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) ด้วยหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ในการเรียนการสอน 3 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารก และการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และ 1 สาขาวิชาเสริม คือ การพยาบาลพื้นฐานและเสริมการพยาบาล โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานการณ์จําลองที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงให้ได้มากที่สุดและหวังผลให้เกิดองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสารเชิงวิชาชีพ การตัดสินใจในการให้การพยาบาลที่เหมาะสมอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดความมั่นใจในตนเองก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้             การประยุกต์กระบวนการพยาบาล แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน และแนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาล (Nursing Education Simulation Framework) ของ Jeffries (2005)           กระบวนการพยาบาล (Nursing process) กระบวนการพยาบาลเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการพยาบาล ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินสภาพ การวินิจฉัยการพยาบาลหรือการกําหนดปัญหาทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผล กระบวนการพยาบาลช่วยให้พยาบาลมองปัญหาสุขภาพของผู้รับบริการรายบุคคลแบบองค์รวมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และเป็นการนําความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติบนพื้นฐานของการใช้เหตุผล การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาซึ่งส่งเสริมให้เกิดคุณภาพทางการพยาบาล (Toney-Butler &Thayer, 2023) Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005)เป็นแนวคิดจําลองการออกแบบและการประยุกต์ใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการเรียนการสอนทางการพยาบาล ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การอํานวยความสะดวกในการเรียนของผู้สอน โดยผู้สอนมีหน้าที่หลักในการสังเกต อํานวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน สะท้อนคิด และสรุปผล การเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน การสอนในสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่มีการเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน-ผู้เรียน และผู้เรียน-ผู้สอน การออกแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยคํานึงถึง การกําหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การสร้างสถานการณ์จําลองที่มีรายละเอียดและครอบคลุม การออกแบบสภาพแวดล้อม และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์จําลองเพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการประยุกต์ใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการเรียนการสอนทางการพยาบาล ได้แก่ องค์ความรู้ (Knowledge) ทักษะปฏิบัติการพยาบาล (Nursing skill) ความพึงพอใจของผู้เรียน (Learner’s satisfaction) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และความมั่นใจในตนเอง (Self-confidence) การจัดการเรียนการสอนมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนํา ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing)           แนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาลของ Jeffries ช่วยให้นักศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และปฏิบัติการพยาบาลอย่างเต็มศักยภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ต่อผู้ป่วย อีกทั้งยังช่วยให้นักศึกษาพยาบาลสามารถประเมินผลและปรับปรุงความสามารถของตนเองเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น (Jeffries, 2005)           จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าว ทางคณะผู้จัดทําจึงพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยกรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ดําเนินการเรียนการสอนตามแนวคิดของ Jeffries 3 ขั้นตอน คือ สถานการณ์ตามฉากที่กําหนด และกําหนดให้นักศึกษาบูรณาการใช้กระบวนการพยาบาล ร่วมกับการสื่อสารเชิงวิชาชีพ การทํางานเป็นทีม ทักษะปฏิบัติการพยาบาลที่จําเป็น และหลักจริยธรรมทางการพยาบาล มาใช้ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยจําลองแบบองค์รวม ด้วยวิธีการนี้คณะผู้จัดทําเชื่อว่าเมื่อนักศึกษาขึ้นฝึกปฏิบัติวิชาปฏิบัติการการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน นักศึกษาจะสามารถนําความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลแก่ผู้ป่วยแบบองค์รวมได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ. สมหญิง โควศวนนท์ และคณะ คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง “สอนอย่างไรจึงจะทําให้นักศึกษานําความรู้สู่การปฏิบัติได้” อื่นๆ ได้แก่ 1) กระบวนการพยาบาลและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐานและ เสริมการพยาบาล และ 2) แนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาลของJeffries ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) Simulation-based knowledge skills ของอาจารย์ วิธีการดำเนินการ วิธีการดําเนินการ แบ่งเป็น 4 ระยะระยะที่ 1: การสร้างกรณีศึกษา และการตั้งค่าหุ่นจําลองทางการพยาบาลตามกรณีศึกษา (Scenariocreating and high-fidelity manikin setting up)          ทีมผู้สอนสร้างกรณีศึกษา โดยคัดเลือกกรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงที่นักศึกษาได้ให้การดูแลในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล หรือชุมชน ในวิชาปฏิบัติการพยาบาลของปีการศึกษา 2566 เมื่อคัดเลือกกรณีศึกษาที่มีความเหมาะสมกับเนื้อหาหรือบทเรียนที่จะใช้ในการเรียนการสอนทางห้องปฏิบัติการแล้ว ขั้นตอนถัดไปจะเป็นการดัดแปลงและปรับแก้ไขกรณีศึกษาเพื่อให้ค่าการแสดงผลลัพธ์ต่างๆ เข้ากันได้กับหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง ตัวอย่างของกรณีศึกษาและบทเรียนในห้องปฏิบัติการที่มีความสอดคล้องกันแสดงในตารางที่ 1           เมื่อได้กรณีศึกษาที่เหมาะสม ทางทีมผู้สอนจะนํามาเขียนสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (ตัวอย่างของสถานการณ์จําลองเสมือนจริงแสดงในภาคผนวก ก) โดยใช้แบบฟอร์มของ the International Nursing Association of Clinical Simulation and Learning (INACSL), Thailand Regional Interest Groups (RIGs) โดยมีหัวข้อย่อยในการเขียนสถานการณ์จําลองเสมือนจริง 10 หัวข้อ มีรายละเอียดดังนี้ ข้อมูลทั่วไป เป็นส่วนที่กําหนดข้อมูลทั่วไปของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ชื่อเรื่อง ภาควิชา ผู้เรียน ผู้พัฒนาบท คณะผู้วิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะ และวันที่พัฒนาสถานการณ์จําลอง เป้าหมายการเรียนรู้ (Goal) เป็นส่วนที่กําหนดเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Objectives) เป็นส่วนที่กําหนดวัตถุประสงค์ย่อยในการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ซึ่งในแต่ละวัตถุประสงค์อาจสอดคล้องกับระยะของสถานการณ์จําลอง (หัวข้อ 8) ระยะเวลา ผู้สอนกําหนดระยะเวลาให้ชัดเจนในการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยระยะเวลาจะแบ่งเป็น 3 ระยะตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005) ได้แก่ ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) บทบาทในสถานการณ์จําลอง เป็นการกําหนดบทบาทของผู้เรียน (Learner’s role) และบทบาทผู้ช่วยในสถานการณ์จําลอง (Consideration role) รายละเอียดทั่วไปของสถานการณ์จําลอง ในหัวข้อนี้จะกําหนดรายละเอียดข้อมูลต่างๆของกรณีศึกษาที่คัดเลือกมาใช้ในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น อาการสําคัญนําส่ง ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบันประวัติการเจ็บป่วยในอดีต และข้อมูลสําคัญอื่นที่เกี่ยวข้อง อุปกรณ์ที่ต้องตรียม เป็นการกําหนดอุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องในการใช้ในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ถังออกซิเจน ท่อช่วยหายใจ อุปกรณ์เช็ดตัวลดไข้ Labor set เป็นต้น รายละเอียดในแต่ละระยะในสถานการณ์จําลอง เป็นการกําหนดระยะต่างๆ ของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ในระยะนี้จะมีการเขียนรายละเอียดของการแสดงผลลัพธ์ต่างๆ ในหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง โดยจะแบ่งเป็นหัวข้อย่อย 5 หัวข้อย่อย ได้แก่ 1) ระยะเวลาของสถานการณ์ 2) สภาวะผู้ป่วย (สภาพที่นักศึกษามองเห็นและสังเกตได้และจะนําไปปฏิบัติ 3) การปฏิบัติของผู้เรียน 4) บันทึกของ Facilitator 5) ระยะเวลาของการปฏิบัติ (นาที) ประเด็นการอภิปรายภายหลังสถานการณ์จําลอง (Debriefing) เป็นการกําหนดประเด็นในการอภิปราย และให้นักศึกษาสะท้อนคิดภายหลังเสร็จสิ้นสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยใช้หลักการ GAS model [G = Gathering information, A = Analyze, S = Summarize] References และแหล่งอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2: การทดสอบความน่าเชื่อถือของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Validity testing)           เมื่อสร้างสถานการณ์จําลองเสมือนจริงและตั้งค่าแสดงผลลัพธ์ต่างๆ ในหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงแล้ว ผู้สอนจัดเตรียมอุปกรณ์และจัดสภาพแวดล้อมให้เสมือนหอผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นจะนําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่สร้างขึ้นไปทดสอบ Alpha test และ Beta test ตามลําดับโดยมีรายละเอียดดังนี้ Alpha test: นําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับผู้เรียน ซึ่งเป็นคณาจารย์ต่าง สาขาวิชา เพื่อทดสอบการ Run scenario ของสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้น และหลังสิ้นสุดสถานการณ์ จะอภิปรายร่วมกันกับผู้เรียนเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ ความยากง่าย และการนําไปใช้ หากมีข้อเสนอแนะหรือปรับปรุงแก้ไข ทางผู้สอนจะพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม Beta test: เมื่อปรับแก้สถานการณ์จําลองจากขั้น Alpha test แล้ว ผู้สอนจะนําไปทดสอบ Beta test โดยนําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ปรับปรุงไปทดสอบกับผู้เรียน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มที่จะเรียนในห้องปฏิบัติการด้วยสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้น และหลังสิ้นสุดสถานการณ์จะอภิปรายร่วมกันกับผู้เรียนเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ ความยากง่าย และการนําไปใช้ เมื่อมีข้อเสนอแนะ หรือปรับปรุงแก้ไข ทางผู้สอนจะพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม หลังจากนั้นจะได้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่พร้อมใช้ในการเรียนการสอน ระยะที่ 3: การเตรียมความพร้อมและจัดสิ่งแวดล้อมในการดําเนินสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Scene setting up phase)          ผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมให้เสมือนหอผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด และจัดอุปกรณ์จําเป็นต่างๆ (ที่กําหนดในหัวข้อที่ 7 ของสถานการณ์จําลอง) ในการเรียนการสอนรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ระยะที่ 4: การนําไปใช้ในการสอนในห้องปฏิบัติการ (Implementing phase)          ระยะนี้เป็นขั้นการนําสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้นมาใช้ในการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005) ได้แก่ ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) ในระหว่างการ Run scenario ผู้สอนที่ทําหน้าที่ Facilitator จะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการปฏิบัติของนักศึกษา และจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีจําเป็นเท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีการตอบสนองบางอย่างที่หุ่นไม่สามารถตอบสนองได้ เช่น การยกแขน ขา เป็นต้น หลังจบการ Run scenario จะพูดคุย เปิดโอกาสให้สะท้อนคิด และอภิปรายกับผู้เรียนถึงประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และตลอดการเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ ผู้สอนต้องรักษาบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตสังคม (Psychosocial Safety Climate) ตลอดเวลาเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024) ระยะที่ 5: การประเมินผล (Evaluating phase)          หลังจากสิ้นสุดสถานการณ์ ผู้เรียนจะเข้าสู่ขั้นตอนการสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) โดยผู้สอนจะใช้ คําถามในการกระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนคิดและมีการอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการ Run scenario โดยคําถามจะเป็นไปตามกรอบ GAS model นอกจากนี้จะมีการทดสอบความรู้โดยการสอบข้อเขียนในหัวข้อที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จําลองอีกครั้ง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน นอกจากนี้ยังพบว่าผลของการเรียนในห้องปฏิบัติการวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาก่อนที่ใช้กรณีศึกษาหรือการเรียนการสอนแบบฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาล (Nursing skill training) ในห้องปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบเดิม ดังตารางที่ 2 ในรายวิชา BNS 342 การผดุงครรภ์ 2 หลังเสร็จสิ้นการเรียนการสอนและเว้นระยะเวลาการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 4 เดือน (เนื่องจากนักศึกษาขึ้นฝึกวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ) เมื่อนำผลการสอบมาวิเคราะห์รายบทพบว่า มีร้อยละของนักศึกษาที่สอบผ่านในหัวข้อ การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 32.53% เป็น 62.50% 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           การประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) พบว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติมากขึ้น และพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเรียนในรูปแบบเดิมที่ไม่มีการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง ดังข้อมูลในตารางที่ 3 ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) อยากให้มีสถานการณ์หลายๆ สถานการณ์ค่ะ จะได้เรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นไปได้ อยากมีเวลาในการทําสถานการณ์ซ้ําเพื่อดูว่าจะทําได้ดีขึ้นไหม อภิปรายผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation- based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin)           ผลจากการเรียนการสอนด้วยการใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation- based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ชี้ให้เห็นว่านักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยค่าคะแนนเฉลี่ยของการเรียนในห้องปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาก่อนที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม การเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติบนพื้นฐานขององค์ความรู้และมีการสะท้อนคิดเพื่อสรุปสาระสําคัญหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติผ่านการ Debriefing ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสะท้อนคิดถึงเหตุการณ์ในสถานการณ์ รวมถึงเหตุผลในการตัดสินใจในการปฏิบัติ ความรู้สึกขณะปฏิบัติ และมีภาพจดจําจากสถานการณ์ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ทําให้เกิดเป็นความรู้ที่คงทนมากกว่าการฟังการบรรยาย การดูการสาธิต และการสาธิตย้อนกลับ           จากการสะท้อนคิดของนักศึกษาพบว่านักศึกษาเกิดความสนุกในการเรียน ไม่เครียดหรือกดดัน บรรยากาศในการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่นและรู้สึกปลอดภัย ทั้งนี้สามารถอธิบายประเด็นนี้ได้ว่ารูปแบบของการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ผู้สอนต้องรักษาบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตสังคม(Psychosocial Safety Climate) ตลอดเวลาเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024) และอาจารย์ที่สอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงได้ รักษากฏระเบียบข้อนี้อย่างเคร่งครัดและปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอจึงทําให้บรรยากาศน่าเรียนและนักศึกษาเกิดความสนุกในการเรียน และอาจส่งผลต่อความพึงพอใจต่อนักศึกษาในการเรียนด้วยวิธีนี้ (Saragih et al., 2024) จากการสํารวจหลังการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงพบว่านักศึกษาเกิดความพึงพอใจต่อรายวิชามากขึ้น โดยผลจากการบูรณาการวิธีการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงต่อความพึงพอใจของผู้เรียนสอดคล้องกับการศึกษาของ Gaspar และ Banayat (2024) โดยสนับสนุนว่าการใช้ High-fidelity manikin ในการเรียนการสอนแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงส่งผลให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับสูงและมีทัศนคติเชิงบอกต่อการเรียนการสอนในสาขาพยาบาลศาสตร์ นอกจากนี้นักศึกษายังสะท้อนคิดให้เห็นว่าการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงทําให้มีทักษะการสื่อสารเชิงวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่ผ่านมาหลายเรื่อง (Gaspar & Banayat, 2024; Jiang et al., 2024; Nair et al.,2024; Diaz-Navarro et al., 2024; Saragih et al., 2024) นอกจากนี้ยังส่งผลให้นักศึกษามีความมั่นใจขึ้นก่อนที่จะไปฝึกปฏิบัติจริงที่สถานบริการสุขภาพ ในโรงพยาบาล หรือในชุมชน ซึ่งอธิบายได้ว่าการสอนในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ โดยสามารถลองผิดลองถูกได้และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Saragih et al., 2024) และการได้ปฏิบัติซ้ํา จากการแก้ไขข้อผิดพลาดเดิมทําให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น อาจารย์ผู้สอนด้วยวิธีการใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ในครั้งนี้ให้ข้อคิดเห็นผ่านการสะท้อนคิดว่าการสอนด้วยวิธีนี้มีความท้าทาย เป็นวิธีใหม่ที่ค่อนข้างดีและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษา นอกจากการเตรียมสอนโดยวิธีการปกติแล้วอาจารย์ยังมีหน้าที่ในการจัดสิ่งแวดล้อมและตั้งค่าแสดงผลลัพธ์ต่างๆใน High-fidelity manikin ทั้งนี้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น (Verkuyl et al., 2024) เป็นที่น่าสนใจว่าอาจารย์ที่ใช้วิธีการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงกล่าวถึงการควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ใจเย็น ไม่ดุว่านักศึกษาในขณะที่กําลังปฏิบัติในสถานการณ์จําลอง ทั้งนี้เป็นข้อกําหนดของรูปแบบการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ต้องรักษาบรรยากาศ           ความปลอดภัยทางจิตสังคม (Psychosocial Safety Climate) เพื่อให้นักศึกษากล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็น ลงมือปฏิบัติอย่างตั้งใจ และเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างอาจารย์และนักศึกษา (Ford et al., 2024) นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024)  บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงโดยใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เป็นรูปแบบที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ ดังนี้ นักศึกษาเกิดการพัฒนาองค์ความรู้จากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในสถานการณ์จําลอง ความรู้ที่เกิดขึ้น เป็นความรู้ที่คงทนมากกว่าการฟังจากการบรรยาย นักศึกษาเกิดการบูรณาการใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับความรู้เรื่องการสื่อสารเชิงวิชาชีพอย่างสร้างสรรค์ การเคารพสิทธิผู้ป่วยและจรรยาบรรณวิชาชีพ ทักษะจําเป็นทางการพยาบาล การทํางานเป็นทีมและการตัดสินใจทางคลินิก นักศึกษาเกิดความมั่นใจก่อนไปฝึกปฏิบัติการพยาบาลจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน นักศึกษามีความสุขขณะเรียน บรรยากาศในการเรียนไม่กดดัน มีความปลอดภัยทางจิตสังคม และส่งผลต่อความพึงพอในในระดับดีมากของรายวิชาที่บูรณาการการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง อาจารย์ได้เรียนรู้วิธีการสอนที่แตกต่างหลากหลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเตรียมสถานการณ์จําลองให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด อาจารย์มีการจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น เป็นไปในเชิงบวก และเรียนรู้การรักษาความปลอดภัยทางจิตสังคมซึ่งเป็นประโยชน์ในการนําไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาปฏิบัติการพยาบาล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice สร้างกรณีศึกษาเพื่อใช้ในสถานการณ์จําลองให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมสาระสําคัญของการพยาบาล 5 สาขาหลัก และสาขาพื้นฐานและเสริมการพยาบาล โดยมีทั้งสถานการณ์ที่ซับซ้อนและไม่ซับซ้อนตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา เพื่อให้นักศึกษาการเรียนรู้ได้หลากหลายมิติ พัฒนาสถานการณ์จําลองแบบ Hybridge โดยอาจใช้ Standardized patient ร่วมกับการใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เพื่อให้สถานการณ์จําลองมีความเสมือนจริงมากขึ้นและน่าสนใจ จากการสังเกตพบว่านักศึกษาหลายคนมีความโดดเด่นในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติการในสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า นักศึกษาบางคนไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ รวมทั้งพร่องทักษะการปฏิบัติดังนั้นก่อนจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ควรจัดให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาลที่จําเป็นมาก่อน และมีกระบวนการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนเข้าเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ดู VDO การปฏิบัติทักษะต่าง ๆ ที่นักศึกษาต้องปฏิบัติในแต่ละฐานสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และจัดเตรียมเอกสารความรู้ที่เกี่ยวข้อง จัดทําคู่มือปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงเพื่อให้ผู้สอนปฏิบัติได้ถูกต้องตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่อาจารย์ผู้สอนในเรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ทั้งในรายใหม่ที่ยังไม่เคยอบรมและ re-skill ในอาจารย์ที่ได้รับการอบรมมาแล้ว เพื่อให้เกิดทักษะการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และมีทักษะในการใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงมากขึ้น โดยอาจให้จับคู่กับอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนด้วยวิธีนี้ และให้ช่วยรับบทในสถานการณ์จําลองที่ไม่ซับซ้อน เช่น ญาติผู้ป่วย พยาบาลหัวหน้าเวร และแพทย์เวร เพื่อให้มีส่วนร่วมและเห็นกระบวนการในการเรียนการสอนตามหลักแนวคิดของ Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework ซึ่งจะทําให้อาจารย์มีประสบการณ์และสามารถใช้วิธีการสอนนี้ได้ด้วยตนเองในครั้งถัดไป ควรมีการติดตามผลลัพธ์ของการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงต่อความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลด้วยการวิจัยต่อไป ReferencesDiaz-Navarro, C.,

การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education) Read More »

เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 5.2.1 เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สมชาย เล็กเจริญ ผศ.ดร.วศิณ ชูประยูร ผศ.ดร.ภาคภูมิ ชัยศิริประเสริฐ ผศ.ดร.ไววิทย์ จันทร์วิเมลือง ผศ.ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช ผศ.ดร.กานต์ ยงศิริวิทย์ ดร. ปภังกร พิชญะธนกร อ.สงบ ศศิพงศ์พรรณ และนางสาวสุรัตนา ขันธสอน วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ มหาวิทยาลัยรังสิตมุงเนนการพัฒนาการเรียนการสอนตามแนวทาง โดยใหนักศึกษาเปนศูนยกลางของการเรียนรู และเนนการพัฒนาทักษะผานกิจกรรมและการปฏิบัติจริง แทนการเรียนรูเชิงทฤษฎีเพียงอยางเดียว ความสําคัญของโครงการจึงการเปลี่ยนผานการเรียนรูจาก Lecture-based Learning ไปสู Active Learning ผานกิจกรรมที่สงเสริมการใชกระบวนการคิดเชิงวิจัย เชน Problem-based Learning, Project-based Learning และ Service Learning จะชวยเพิ่มศักยภาพของนักศึกษาใหสามารถแขงขันในระดับชาติและนานาชาติไดโดยมีประเด็นปญหา คือ ปจจุบันนักศึกษาสวนใหญขาดแรงบันดาลใจ ขาดประสบการณในการประยุกตใชความรูในเชิงปฏิบัติและการสรางผลงานที่สามารถแขงขันไดในระดับชาติและนานาชาติจึงไดเกิดขั้นตอนกระบวนการใน รูปที่ 1 กระบวนการวางแผนการพัฒนานักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3 ตั้งแตนักศึกษาเรียนเขามาศึกษาในชั้นปที่ 1 อาจารยจะปูความรูพื้นฐานพรอมไปกับการสรางแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพผานกิจกรรมในหองเรียน เริ่มใหสรางสรรคแนวคิดโครงการนวัตกรรมดวยกระบวนการวิจัยเบื้องตน ชั้นปที่ 2 พัฒนาโครงการนวัตกรรมผานกระบวนการวิจัยที่ตองอานเอกสารวิชาการคนหาแนวคิดเชิงวิชาการพัฒนาโครงการสงเขารวมการแขงขันระดับชาติ และ/หรือ ใหนําเสนอโครงการนวัตกรรมตอนองป 1ในงานปฐมนิเทศนักศึกษารุนตอไป และนักเรียนมัธยมในวัน RSU Open House ชั้นปที่3 เริ่มเขาสูกระบวนการวิจัยในการอาน Research Reference เพื่อนํามาคิด วิเคราะห สรุปประเด็นสรางสรรคงานวิจัยของตนเองเพื่อตีพิมพในงานประชุมวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติรวมกับอาจารยที่ปรึกษา ชวยสรางชื่อเสียงใหเปนที่รูจักและเปนที่ยอมรับ รูปที่ 1 กระบวนการวางแผนการสอนนักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การการเรียนรูเชิงปฏิบัติ Active Learning ผาน Problem-based Learning, Project-basedLearning, Service Learning ภายใตแนวคิดที่เนนผลลัพธของการเรียนรู การเรียนรูเชิงปฏิบัติที่นําไปสูการพัฒนาทักษะการสรางสรรคนวัตกรรมและงานวิจัย การเสริมสรางแรงบันดาลใจ ความสามารถในการแขงขันของนักศึกษาในเวทีระดับชาติและนานาชาติ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) เจาของความรู/สังกัด อาจารย ผูชวยอาจารย และเจาหนาที่ ประจําสาขาวิชานวัตกรรมดิจิทัล วิธีการดำเนินการ วิธีการดําเนินการ รูปที่ 2 แสดงวิธีการดําเนินงานกับนักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3ที่มา: สรางภาพดวย Chat GPT ปที่ 1: Foundation and Inspirationการปูพื้นฐานและสรางแรงบันดาลใจผานการเรียนรูแบบ Project-based Learning & Active Learning• การใหความรูพื้นฐานผานวิชาพื้นฐานในชั้นปที่ 1 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร, ระบบสารสนเทศเบื้องตน, กระบวนการธุรกิจสําหรับระบบสารสนเทศ, วิทยาศาสตรและธุรกิจนวัตกรรมรายใหม, การคิดและการเขียนเชิงสรางสรรค, การออกแบบและพัฒนาเว็บ, คณิตศาสตรพื้นฐานสําหรับการลงทุน, การออกแบบอินโฟกราฟก, พื้นฐานการออกแบบกราฟก• นักศึกษาไดรับมอบหมายใหนําเสนอแนวคิดโครงงานขนาดเล็กที่เกี่ยวของกับสาขาวิชาของตนเอง เชน แนวคิดการพัฒนาแอปพลิเคชันตนแบบ หรือการออกแบบแนวคิดผลิตภัณฑใหม• แนวคิดโครงการมาจาการใช Problem-based Learning (PBL) เพื่อใหเกิดการคิดวิเคราะหและ การแกปญหาอยางเปนระบบ• เชิญผูเชี่ยวชาญหรือศิษยเกามาเปนวิทยากรเพื่อสรางแรงบันดาลใจและแชรประสบการณในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของกับสาขา• พัฒนาผลงานผานกระบวนการ Design Thinking ในการทํางานเปนทีมผานกิจกรรม Collaborative Learning และ Workshop ที่เนนการปฏิบัติจริงภายในชั้นเรียน ปที่ 2: Apply to Innovation Project and Competitionสงเสริมตอยอดโครงการในหองเรียนสูการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมและสงเขารวมการแขงขันในระดับชาติ• การใหความรูผานวิชาชีพในชั้นปที่ 2 การใหความรูเชิงลึกและฝกปฏิบัติแบบครอบคลุมทุกดาน เชน การวิเคราะหและการออกแบบระบบสารสนเทศ การสื่อสารขอมูลและเครือขายคอมพิวเตอรระบบฐานขอมูล การพัฒนาโปรแกรมประยุกตบนเว็บ การจัดการระบบฐานขอมูลสําหรับองคกร การพัฒนาโปรแกรมประยุกตสําหรับใชกับอุปกรณเคลื่อนที่ ความมั่นคงระบบสารสนเทศ อินเทอรเน็ตของสรรพสิ่ง การบริหารโครงการระบบสารสนเทศ• นักศึกษาไดรับคําแนะนําในการพัฒนาโครงงานในรายวิชาที่เรียนผานกระบวนการ Design Thinking ที่เพิ่มกระบวนการวิจัยเบื้องตนมาดําเนินงาน อานทบทวนงานอางอิงทางวิชาการปรับปรุงและทดลองโครงการ• คณาจารยชวยใหคําปรึกษาในการพัฒนาโครงงานดวยความรูชั้นปที่ 2 และเตรียมแผนงาน การพัฒนาโมเดลธุรกิจ ฝกซอมการนําเสนอผลงาน มีการจัด Mock Pitching Sessions เพื่อใหฝกนําเสนอและรับคําติชมกอนลงสนามจริงในการแขงขัน ปที่ 3: Senior Project & National or International Researchสรางสรรคงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ พรอมนําเสนอผลงานวิชาการ• การใชกระบวนการวิจัย ผานวิชาในชั้นปที่ 3 เชน วิทยาการวิจัยดานนวัตกรรมดิจิทัล, ปริญญานิพนธ, วิชาชีพเลือก เพื่อเตรียมความพรอมในการทําวิจัย• นักศึกษาระดมไอเดียและเลือกหัวขอวิจัยที่มีศักยภาพ โดยไดรับคําแนะนําจากอาจารยที่ปรึกษา• นักศึกษาทํางานเปนรายบุคคล และหรือเปนกลุมวิจัย โดยมีการนําเสนอความคืบหนากับอาจารย์ที่ปรึกษาเปนระยะ• งานที่เขาเกณฑสงผลงานวิจัยเขารวมการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงการตีพิมพในวารสารทางวิชาการ• นําเสนอใหเสนอเปนรายงานวิทยานิพนธ สําหรับงานที่ไมไดสงผลงานวิจัยเขารวมการประชุมวิชาการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 1ปีที่ 1: Foundation and Inspiration บรรยากาศต้อนรับน้องใหม่ ใครเป็นใครไปรู้จักกันให้มากขึ้นในช่วงพบปะทีมอาจารย์ รุ่นพี่ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่องที่เตรียมไว้ให้น้อง ๆ โดยเฉพาะเลยค่ะ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ โดยรุ่นพี่ศิษย์เก่าของเรา ขอขอบคุณ พี่ต้า นายจิรายุส ปรีชาเดช มาให้คําแนะนําต่างๆ กับ น้องๆ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีประโยชน์มากมาย นักศึกษาลงพื้นที่บริการวิชาการแก่ชุมชน ในโครงการยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น สอนการทําสื่อดิจิทัล และความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี การไลฟ์ สด ขายของออนไลน์ พร้อมมอบอุปกรณ์ไลฟ์ สด ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมณีจินดา By ครูนก จ.ปทุมธานี นักศึกษาสาขานวัตกรรมดิจิทัล ได้รับทุนการสนับสนุนจากทางธนาคารออมสิน ในกิจกรรม Smart Start Idea by GSB Startup GSB Micropreneur Academy ประจําปี 2567 ระดับมหาวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีม Mica ได้รับทุนสนับสนุน จํานวน 3,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม Jajitech ได้รับทุนสนับสนุน จํานวน 2,000 บาท สรางแรงบันดาลใจนํานักศึกษาดูงานที่ Shibaura Institute of Technology ประเทศญี่ปุน ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 2ปีที่ 2: Apply to Innovation Project and Competition นําเสนอผลงาน โครงงาน นวัตกรรม ของชั้นปีที่ 2 ในงาน DIT Innovation & JOB Fairs ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1-3 ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง นักเรียนมัธยมศึกษา นางสาว จูเลีย ปิตุนกิน นางสาว สุเมธินี สุทธาเวศ นางสาว วัชราภรณ์ เทียนกระจ่างร่วมเป็นสมาชิกทีมรังสิตสามัคคี พร้อมด้วยคณะเทคโนโลยีอาหาร จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารจากพืชปลอดภัย ได้รับรางวัลชนะเลิศ Best of the best ระดับประเทศ ประเภท คิดดีในโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ประจําปี 2566 นักศึกษาสาขานวัตกรรมดิจิทัล ได้พัฒนานวัตกรรม Wewy (เครื่องรดน้ําต้นไม้อัตโนมัติ) ที่ผ่านการอนุมัติทุนสนับสนุนจากทาง ธนาคารออมสิน ในโครงการ Smart Startup Company by GSB Startup เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 3ปีที่ 3: Senior Project & National or International Research นักศึกษาปริญญาตรีส่งผลงานตีพิมพ์งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2024 8thInternational Conference on Information Technology (InCIT), Chonburi, Thailand, 2024, doi: 10.1109/InCIT63192.2024 นักศึกษาปริญญาตรีสงผลงานตีพิมพงานประชุมวิชาการระดับชาติ2024 16th National Conference on Information Technology (NCIT), Chonburi, Thailand, 2024, Shibaura Institute of Technology Student Exchange & Research Exchange in Japan ภายหลังสําเร็จการศึกษา ได้ทํางานงานและ/หรือได้รับทุนการศึกษาต่อ ทํางานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยและได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ไดทํางานในบริษัทที่มีชื่อเสียง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK • นักศึกษาทั้งชั้นปี แบ่งเป็นกลุ่มจํานวน 6 กลุ่ม มีความรู้และประสบการณ์ การส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดแข่งขัน 100 % ได้รับรางวัล 2 กลุ่ม• พัฒนาระบบที่ปรึกษาทางวิชาการและเครือข่ายความร่วมมือในองค์กร รวมถึงระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมคุณภาพงานวิจัย เช่น Shibaura Institute of Technology, มูลนิธิเอิร์ทซีฟาวน์เดชั่น, บริษัทดูดีพ จํากัด, PPT Digital• การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง พบว่าการใช้Active Learning ช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนางานของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสําคัญ ตามผลงานในหัวข้อ 2 ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยสําคัญที่ทําให้การดําเนินการครั้งนี้ประสบความสําเร็จ การใช้แนวทาง Outcome-Based Education (OBE) ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา การสนับสนุนจากคณาจารย์และผู้บริหารที่ช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง การบูรณาการการเรียนรู้เชิงปฏิบัติเข้ากับโครงงานและการวิจัยเพื่อเสริมสร้างทักษะและความสามารถของนักศึกษา การมีเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ทั้งระดับชาติและนานาชาติที่ช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษามีเวทีแสดงผลงาน ระบบที่ปรึกษาทางวิชาการและการให้คําแนะนําเชิงลึกที่ช่วยพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของนักศึกษา ข้อเสนอแนะในการดําเนินการในอนาคต ควรเพิ่มการฝึกอบรมการวิจัยและการเขียนเชิงวิชาการ ให้แก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติและนานาชาติ เพื่อให้มีเวทีเผยแพร่ผลงานมากขึ้น จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุน การพัฒนานวัตกรรมและการตีพิมพ์งานวิจัย จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ ใช้แนวทางการประเมินผลแบบต่อเนื่อง (Continuous Assessment) เพื่อวัดผลลัพธ์ของการดําเนินงาน และปรับปรุงกลยุทธ์ตามผลลัพธ์ที่ได้รับ พัฒนาระบบศิษย์เก่า เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ทํางานให้กับศิษย์ปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีMentorship Program ระหว่าง อาจารย์ ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน เพื่อพัฒนาแนวทางการทํางานวิจัยที่มีคุณภาพ

เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ Read More »

แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.3, KR 1.4.3 แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ผู้จัดทำโครงการ​ อ.วัฒนี รัมมะพ้อ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และอ.ปรมินทร์ งามระเบียบ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หลักสูตรบัญชีบัณฑิตที่เปดดําเนินการสอนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ตองไดรับการรับรอง ปริญญาตรีทางการบัญชีจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภจึงจะมีผลใหผูสําเร็จการศึกษาสามารถเขาสูกระบวนการทางวิชาชีพไดตามกฎหมาย การรับรองปริญญาตรีทางการบัญชีจึงอยูในอํานาจและหนาที่ของสภาวิชาชีพบัญชี ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ในการพิจารณาใหการรับรองจะใชหลักการความสอดคลองของหลักสูตรกับมาตรฐานการศึกษาระหวางประเทศ สําหรับผูประกอบวิชาชีพบัญชี ที่มุงเนนผลลัพธ           การเรียนรูประกอบดวย ความรูความสามารถเชิงเทคนิค ทักษะทางวิชาชีพ และคานิยม จริยธรรม และทัศนคติทางวิชาชีพเมื่อนํามาประกอบเกณฑมาตรฐานหลักสูตร ระดับปริญญาตรี เกณฑมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี และระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งเปนกฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ สถาบันอุดมศึกษาจะตองดําเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพผูเรียนและผูสําเร็จการศึกษา ใหมีผลลัพธการเรียนรูที่หลักสูตรกําหนด การดําเนินการหลักสูตรจึงครอบคลุมภารกิจและเปาหมายคุณภาพ ในดาน การกํากับมาตรฐาน หลักสูตร นักศึกษา อาจารยผูรับผิดชอบหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุน การเรียนรูรวมทั้งสิ่งอํานวยความสะดวก ซึ่งทั้ง 6 ดานนี้ เปนองคประกอบปจจัยความสําเร็จของการบริหาร หลักสูตรอยางมีคุณภาพ ที่เปนหลักประกันคุณภาพการศึกษาของบัณฑิตใหกับผูมีสวนไดสวนเสียกับหลักสูตร คุณภาพของผูเรียน และบัณฑิต เปนองคประกอบสําคัญที่มีการกําหนดไวในประเด็นยุทธศาสตรการ พัฒนาคณะบัญชี ประเด็นที่ 1 คือ การสรางความเปนเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิตของคณะบัญชี โดยมีวัตถุประสงคความเปนเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต 4 ขอ ดังนี้ หลักสูตรทันสมัยตอบสนองความตองการจําเปนของผูมีสวนเกี่ยวของ การจัดการเรียนสอนตองมุงใหเกิดผลสัมฤทธิ์ผลลัพธการเรียนรูที่หลักสูตรกําหนด คุณภาพของนักศึกษาและบัณฑิตตองเปนที่ยอมรับของตลาด และ คุณภาพของอาจารยที่นอกเหนือจากการมีคุณสมบัติตามเกณฑมาตรฐานหลักสูตร ยังมีความสามารถในการสอนดวยเทคนิคการสอนและการวัดและประเมินผลสัมฤทธการเรียนรูที่เหมาะสม มุงเนนที่ผลลัพธการเรียนรูของผูเรียน           ในทางปฏิบัติ คณะกรรมการหลักสูตรจะกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดความสําเร็จในการจัดการเรียนการสอน ไวในแผนปฏิบัติการประจําปสอดคลองกับเปาหมายแผนยุทธศาสตรการพัฒนาคณะบัญชี ดังนั้นเพื่อใหการดําเนินงานหลักสูตรประสบความสําเร็จ และบรรลุเปาหมายดังกลาว คณะกรรมการหลักสูตรจะมีการออกแบบการดําเนินงานที่ขับเคลื่อนหลักสูตรไปสูเปาหมาย ทั้งในรูปแบบของกิจกรรมและโครงการ ซึ่งในที่นี้จะมุงเนนเฉพาะกิจกรรมหรือโครงการ ที่มุงสูการบรรลุเปาหมายตัวชี้วัดผลลัพธ KR 1.4.3 อาจารยไดรับการพัฒนาเทคนิคการสอนหรือการประเมินผลการเรียนรูของนักศึกษา และ KR 1.2.3 รอยละของผูเรียนในแตละรายวิชามีผลสัมฤทธิ์การเรียนรูไมต่ําวา ระดับคะแนน C ไมต่ํากวา รอยละ 80 ซึ่งมีกลไกที่สําคัญในการขับเคลื่อน คือ อาจารยผูสอน หลักสูตรจึงตระหนักถึงความจําเปนที่ตองจัดความรูใหกับอาจารยผูสอนทุกคน ไดมีความเขาใจในหลักการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู การวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน ควบคูกับการกําหนดผลลัพธการเรียนรูรายวิชา ซึ่งหลักสูตรไดเริ่มการพัฒนาอาจารยประจําหลักสูตรทุกคน ในดานนี้ตั้งแตปลายปการศึกษา 2565 จนถึงปจจุบัน และพบวาอาจารยประจําหลักสูตรทุกคน มีความเขาใจมากขึ้นและนําไปปฎิบัติไดดีขึ้นเปนลําดับ สงผลใหหลักสูตรบรรลุเปาหมายของ KR ดังกลาวทั้งสอง           จากการคัดเลือกผลงานเชิงประจักษการจัดการความรูของอาจารยประจําหลักสูตร ในปการศึกษา 2567 ทางคณะบัญชี จึงเห็นสมควรใหนําเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีในเรื่อง แนวทางการประเมินผูเรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู (RQF5) ของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต โดยมีวัตถุประสงค เพื่อแบงปนความรูที่เกิดจากกระบวนการทํางานเชิงคุณภาพของอาจารยประจําแบบ PACD ใน ดานการเรียนการสอน ประกอบดวยการกําหนดผลลัพธการเรียนรูรายวิชา การวางแผนการสอน กําหนดหัวขอสอน กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู ที่ผานมาตลอดระยะเวลา 3 ป ตั้งcตปการศึกษา 2565 – 2567 โดยเนนเฉพาะการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู และการจัดทํารายงานผลการติดตามผลลัพธการเรียนรูของรายวิชา (RQF5) ที่ใชเปนตนแบบของคณะบัญชี เพื่อเสนอแนวทางการนําไปใชเปนเครื่องมือในการเตรียมความพรอมการบริหารทางวิชาการของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2568 เนื่องจากเปนหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด Outcome Based Education ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  เทคนิคการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ เทคนิคการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ การรายงานผลการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้  ความรูแบบชัดแจง (Explicit Knowledge) ความรูจากคลังความรูของเว็บไซตระบบการจัดการความรู KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)เรื่อง การบริหารจัดการ การศึกษาพยาบาลที่เปนเลิศ เจาของความรู/สังกัด ผศ.ดร.อําภาพร นามวงศพรหม และคณะ สังกัด คณะพยาบาลศาสตรเรื่อง การออกแบบการสอนแบบทลายกําแพงวิชาเจาของความรู/สังกัด อาจารยวัฒนี รัมมะพอ สังกัด คณะบัญชีเรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ในรูปแบบหองเรียนกลับทางเจาของความรู/สังกัด ดร.สัณหสิรี เมืองมาลย คณะเทคนิคการแพทยเรื่อง การสรางกระบวนการเรียนรูผานกิจกรรมจําลอง ในวิชา ผูประกอบการสํานักงานบัญชีเจาของความรู/สังกัด อาจารยวัฒนี รัมมะพอ และ อาจารยอัญชลี มณีทาโพธสังกัด คณะบัญชี อื่น ๆ : แนวคิดการออกแบบหลักสูตรที่มุงเนนผลลัพธการเรียนรูและเทคนิคการประเมินผูเรียน ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) เจาของความรู/สังกัด คณบดีคณะบัญชี, อาจารยวัฒนี รัมมะพอ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ คณะกรรมการหลักสูตร ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการ การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน  โดย ปีการศึกษา 2566 เข้าสัมมนาวิชาการ หัวข้อ แนวคิดและหลักการ การจัดเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน หลังจากที่มีประกาศเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิ  พ.ศ.2565  จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2566  เข้าอบรมเชิงปฏิบัติ หัวข้อ การเขียนรายละเอียดหลักสูตรที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ จัดโดยมหาวิทยาลัย  ปีการศึกษา 2566 เข้าสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ การบริหารหลักสูตรอย่างมีคุณภาพ จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2567 เข้าสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ การวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้เพื่อเตรียมรับการตรวจรับรองหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐาน จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2567 เข้าอบรม หลักสูตร การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) จัดโดยมหาวิทยาลัย คณบดีจัดประชุมกรรมการประจำคณะและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณา เรื่องแนวทางการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ของนักศึกษาทุกชั้นปี และจัดทำเป็นแนวปฏิบัติ เพิ่มเติมจากการทวนสอบ ต่อมาหลักสูตรได้นำสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565  และปรับปรุงวิธีการจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ รายชั้นปี คณบดีจัดประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ให้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้หลักสูตร ในแผนการจัดการเรียนรู้ RQF3 ในปีการศึกษา 2566 โดยคณบดี ได้ทำต้นแบบ RQF3 เป็นตัวอย่าง คณบดีจัดประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการรายงานผลการดำเนินการจัดการเรียนรู้ RQF5 ในปีการศึกษา 2566 โดยคณบดี ได้ทำต้นแบบ RQF5 เป็นตัวอย่าง อาจารย์ประจำ นำความรู้ที่ได้รับจากการสัมมนา อบรม และประชุมคณะกรรมการฯ มาใช้ในทางปฏิบัติ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โดยยกเว้น รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ และรายวิชาที่สอนให้คณะวิชาอื่น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินงาน                                                                                                               หลักสูตรได้มีการกำกับติดตามการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยวางแนวทางปฏิบัติดังนี้ อาจารย์ผู้สอน/ผู้รับผิดชอบรายวิชา (กรณีอาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์พิเศษ) จะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการสอน และนำขึ้นระบบ TQF ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากยังเป็นหลักสูตรบัญชีบัณฑิต พ.ศ. 2563 จึงยังคงใช้ มคอ. 5 จนถึงปีการศึกษา 66 คณบดีได้นำเสนอให้มีการเพิ่มเติมผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาลงในแผนการดำเนินการสอน (มคอ.3) เพิ่มเติมจากมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามที่หลักสูตรกำหนด เพื่อให้การวัดและประเมินผลมีความชัดเจนมากขึ้นว่า “ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังหลังจากเรียนรายวิชานั้นแล้วนักศึกษาจะมีผลลัพธ์การเรียนรู้ ในด้านคุณธรรมจริยธรรม ทักษะความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งในปีการศึกษา 2566 ยังไม่บังคับแต่เป็นการขอความร่วมมือ หัวหน้าหลักสูตร จะเป็นผู้ตรวจทานความถูกต้องของการแผนการจัดการเรียนรู้ (มคอ. 3) ให้เป็นไปตามหลักสูตรกำหนด โดยเฉพาะวัตถุประสงค์รายวิชา คำอธิบายรายวิชา หัวข้อสอนที่จะต้องมีครบตามคำอธิบายรายวิชา ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอน กลยุทธ์การวัดและประเมินผล และผลลัพธ์ผู้เรียน หากพบข้อผิดพลาด หรือมีข้อสังเกตใดๆ จะแจ้งให้อาจารย์ผู้สอน/ผู้รับผิดชอบรายวิชาดำเนินการแก้ไข ก่อนเปิดภาคเรียน คณบดี ได้ทำต้นแบบของแผนการดำเนินการสอน ที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างผลลัพธ์เรียนรู้รายวิชา กับผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร และผลลัพธ์ผู้เรียน นอกจากนี้การกำหนดกลยุทธ์การสอน และกลยุทธ์การวัดและประเมินผลผู้เรียนในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังนั้น จะต้องมีเหมาะสมสอดคล้องกัน ดังตัวอย่าง กระบวนวิชา ACC 421 การบัญชีขั้นสูง ภาคการศึกษาที่ 2/2566 ต่อไป 4. เมื่อมีการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ อย่างชัดเจนแล้ว อาจารย์ผู้สอนจะดำเนินการตามแผน พร้อมทั้งมีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายใน1 วิชา เช่น การสังเกตตามสภาพจริงที่ปรากฏในชั้นเรียน  การใช้แบบทดสอบความรู้  การใช้เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics Score  เป็นต้น ทั้งนี้วิธีการประเมินที่ใช้จะต้องแจ้งให้นักศึกษาเข้าใจและรู้เป้าหมายในการพัฒนาตนเอง 5. การกระจายคะแนนในการประเมินผล จะต้องกำหนดให้ชัดเจน และเหมาะสมกับเวลาที่ใช้ไปในการสอนการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ ดังนั้น ผลลัพธ์การเรียนรู้ในแต่ละด้านตามที่หลักสูตรกำหนด จะได้รับการจัดสรรคะแนนส่วนใหญ่ ในด้านทักษะความรู้และทักษะปัญญา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 6. อาจารย์ผู้สอน ต้องออกแบบเครื่องมือในการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ ซึ่งอาจใช้มาตรวัดที่แตกต่างไปจากการให้คะแนน เช่น การให้ผ่าน หรือการไม่ให้ผ่าน เป็นต้น โดยต้องตั้งเกณฑ์ผ่านและแจ้งให้นักศึกษาทราบ ดังตารางที่ 1 ดังนั้นในการรายงานผลการประเมินผู้เรียน จึงมีตารางคะแนนการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้และแสดงคะแนนของนักศึกษาเป็นรายบุคคล จำแนกตามมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ดังนี้ ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการประเมินผลจำแนกตามเครื่องมือวัดผลลัพธ์ นำไปใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน (เกรด) ตามระบบการวัดและประเมินผลของมหาวิทยาลัย ผลรวมของคะแนน จำแนกตามมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ นำไปใช้ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ผลการประเมิน จะเป็น ผ่าน หรือไม่ผ่าน 7. อาจารย์ผู้สอนรายงานผลการดำเนินการสอน (มคอ. 5) โดยคณบดีได้ออกแบบต้นแบบของการจัดทำรายงานฯ เพื่อเสนอต่ออาจารย์ทุกท่านในที่ประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะบัญชี (ดูตัวอย่างการรายงานจากเอกสารแนบท้าย)         อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน       หลังจากที่ได้มีการเรียนรู้จากต้นแบบที่คณบดี นำเสนอและเผยแพร่ให้อาจารย์ทุกท่านได้ศึกษาและทดลองทำ มีรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ประจำได้ดำเนินการตาม  ในส่วนของรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ หรือ รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ประจำแต่เป็นการสอนให้กับคณะอื่น  ยังไม่มีการดำเนินการ  พบว่ามีอุปสรรค ดังนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตร และอาจารย์ผู้สอนที่เป็นอาจารย์ประจำ ได้ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ต้นแบบที่คณบดีได้นำเสนอ  แต่ในการรายงานผลการดำเนินการสอนในบางรายวิชา ยังคงรายงานในรูปแบบเดิมตาม มคอ.5  ทางหลักสูตรจึงเห็นว่าเป็นช่วงที่เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจ ประกอบกับเวลาที่ใช้ในการติดตามและประเมินผลมีมากขึ้นหากทำตามต้นแบบ  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรายงานผลให้ทันตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ จะดำเนินได้ยาก เพราะเป็นอาจารย์อาวุโส และบางรายวิชาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอาวุโส การที่อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะดำเนินการในส่วนของการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ในการรายงานผลการดำเนินการสอน อาจทำได้ยาก 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ในการประยุกต์ใช้ต้นแบบการวัดและประเมินผู้เรียน ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนวิชา ที่อาจารย์ผู้สอนจะแสดงในแผนการสอนรายวิชา โดยจะต้องลงรายละเอียดของวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนด  ดังนั้นจากประสบการณ์การนำไปใช้ พบว่า อาจารย์หลายท่านสามารถทำได้และมีการพัฒนาทักษะการออกแบบกระบวนวิชา การสอนและการวัดประเมินผล มากขึ้น  โดยในปีการศึกษา 2567 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ได้มีนำ RQF3 มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการกำกับติดตามคุณภาพการสอนของอาจารย์ ซึ่งส่งผลไปยังการทำเอกสารแบบฟอร์มของการติดตามการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อแสดงคะแนนของนักศึกษาที่ทำได้ จำแนกเป็นรายบุคคลและรายด้านของผลลัพธ์การเรียนรู้ ในลักษณะ Metric รวมทั้งการสรุปผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน  เพื่อนำข้อสรุปนี้รายงานลงใน มคอ.5 จะทำให้ การรายงานผลการดำเนินการสอน กระชับขึ้นและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชนืในการติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้รายชั้นปี ต่อไป           บทสรุปความรู้ที่ได้  คือ ปัจจัยความสำเร็จในเรื่องนี้ คือ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับอาจารย์ประจำทุกคนในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอน และการวัดประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะต้องมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม และที่สำคัญเมื่อนำสู่การปฏิบัติต้องก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้และเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามความคาดหวัง           ในปีการศึกษาต่อไป คณบดี และหัวหน้าหลักสูตร มีแผนงานที่จะช่วยกันจัดทำระบบข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับอาจารย์ทุกท่านในการป้อนข้อมูลที่จะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา และใช้ในการติดตามพัฒนาการผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดกับนักศึกษาแต่ละคนได้           ความสำเร็จตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของการดำเนินงาน คือ หลักสูตรบัญชีบัณฑิต สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนปฏิบัติการประจำปี บรรลุเป้าหมาย ทั้ง KR 1.4.3 และ KR 1.2.3  และได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษา องค์ประกอบที่ 5 ตัวบ่งชี้ 5.3 ในระดับดี คะแนน 4 มาโดยตลอดตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปี 2566 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ได้นำต้นแบบการออกแบบกระบวนวิชาของคณบดี ไปใช้ในทางปฏิบัติมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2565- ปี2567  เพื่อให้การจัดการเรียนรู้เป็นตามที่หลักสูตรกำหนดโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ และการรายงานผลอย่างถูกต้อง  อีกทั้งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการสอนหลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2568  ให้เป็นไปในแนวทางที่ก่อให้เกิดความพร้อมในการรับตรวจ Post Audit ที่จะเกิดขึ้นในปีการศึกษา 2569 ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กำหนด           ข้อเสนอแนะในอนาคต คือ หลักสูตรจะผลักดันให้อาจารย์ผู้สอนทุกท่าน โดยเฉพาะอาจารย์ประจำ จะต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัติการสอนให้เป็นไปตามแผน  และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้  ให้ถูกต้องตามหลักการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE)  โดยมีการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับอาจารย์ และเพื่อให้มีการรวมข้อมูลอยู่ในศูนย์ข้อมูลเดียวกัน อันจะทำให้การกำกับติดตามการดำเนินงาน และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา จำแนกรายบุคคล เป็นไปได้อย่างเรียบร้อย    

แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต Read More »

Prevalence of malnutrition in hospitalized patient

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 Prevalence of malnutrition in hospitalized patient ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.พิเศษ นพ.สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัญหาโภชนาการในผู้ป่วยเป็นปัญหาสําคัญทางสาธารณสุข โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ปัญหาทุพโภชนาการในผู้ป่วยส่งผลให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ภาวะแทรกซ้อนในการดูแลรักษา อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเกิดความจําเป็นในการใช้บุคลากรจํานวนมากขึ้น ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น การทําการสํารวจคัดกรอง ภาวะโภชนาการแรกเข้าโรงพยาบาลในผู้ป่วยทําให้สามารถแก้ไขดูแลด้านโภชนาการในผู้ป่วยดีขึ้น มีผลลัพธ์ทําให้การดูแลรักษาผู้ป่วยดีขึ้น ปัจจุบันระบบคัดกรองภาวะโภชนาการในโรงพยาบาลต่างๆ ยังใช้เป็นเอกสารบันทึกคัดกรอง ทําให้ไม่สะดวก เพิ่มภาระงานบุคลากร ตลอดจนไม่สามารถนําข้อมูลมาทําการวิเคราะห์และวางแผนงานในอนาคต ในแง่ประเด็นของความเหมาะสมของงานต่อจํานวนบุคลากร งบประมาณในระดับโรงพยาบาล ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ในประเทศยังมีไม่เพียงพอในการบูรณาการจัดการวางแผนนโยบายสาธารณสุขของประเทศ ทางหน่วยงานจึงได้นําปัญหานี้มาวางแผนทําโครงการ Big data Nutrition in hospitalized patient ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ที่นํามาใช้1. ความรู้ทางด้านโภชนาการที่มีผลต่อผู่ป่วย2. ความรู้ด้านการจัดการข้อมูล3. ความรู้ด้านการวิจัย4. ความรู้ด้านมาตรฐานการคัดกรองภาวะโภชนาการในประเทศไทย5. การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัดอื่น ๆ (โปรดระบุ) มาจาก สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดําและทางเดินอาหารในประเทศไทย ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.นพ.สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ สังกัดวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และสถาบันร่วมผลิตแพทย์ – กรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลราชวิถี) วิธีการดำเนินการ 1. จัดทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์นําระบบคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วยใน จากระบบเอกสารมาทําเป็นระบบ digital2. ทดลองในโรงพยาบาลราชวิถีจนประสบความสําเร็จ3. นําโปรแกรมไปติดตั้งในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้าน IT4. จัดอบรมการใช้โปรแกรมทั่วประเทศระยะเวลา 2 ปี โดยมีโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งโปรแกรมได้ 80 แห่ง จากโรงพยาบาล 154 แห่ง5. จัดทํา MOU นําข้อมูลของแต่ละโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยอ้างอิงการปกป้องข้อมูลแต่ละบุคคล PDPA โดยแต่ละโรงพยาบาลจะส่งข้อมูลมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อทําการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งกลับไปที่ โรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยมีรายละเอียดในระดับขนาดโรงพยาบาล ระดับจังหวัด ระดับเขตระดับประเทศ6. จัดทํางานวิจัยระดับประเทศ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           จัดทําโครงการเผยแพร่และติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อคัดกรองภาวะโภชนาการในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในส่วนภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่ปี 2565 – 2567 มี โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 150 โรงพยาบาล โดยทีมงานได้ออกไปสอนและทํา workshop ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค จนถึงปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งโปรแกรมคัดกรองภาวะโภชนาการ ได้ทั้งสิ้น 80 โรงพยาบาล จาก 150 โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ และได้ทยอยส่งข้อมูลกลับมายังโรงพยาบาลราชวิถีเพื่อทําการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นของ prevalence ของภาวะทุพโภชนาการ ความสัมพันธ์ของภาวะทุพโภชนาการกับเรื่องค่าใช้จ่าย ภาวะแทรกซ้อน อัตราตาย และระยะเวลาวันนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการในแต่ละระดับ ได้ทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ข้อมูล ปัญหาอุปสรรค ส่วนใหญ่เกิดจากความร่วมมือของแต่ละโรงพยาบาลที่จะส่งข้อมูลกลับมาให้ทางทีมโรงพยาบาลราชวิถีทําการวิเคราะห์ขาดแรงจูงใจ ภาระงานที่มากขึ้นของแต่ละโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่จะส่งข้อมูลกลับมา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ผลการดําเนินการ ได้ทําการตรวจสอบข้อมูลที่ส่งกลับมา นําเสนอผลงานนี้ในที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุขโดยปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานในที่ประชุม และสรุปความเห็นว่าเป็นโครงการที่กระทรวงฯ จะได้ดําเนินการต่อ เพื่อเป็นข้อมูลของประเทศ (Big data) ในการวางแผนนโยบายสาธารณสุขเกี่ยวกับด้านโภชนาการ ในประเด็น งบประมาณ บุคลากร ตลอดจนแนวทางการป้องกันภาวะทุพโภชนาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคต่างๆ ในโรงพยาบาล โดยที่ความรู้นี้เป็นข้อมูลในระดับประเทศที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้มาก่อน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะ ให้กระทรวงสาธารณสุขออกเป็นนโยบายที่ทุกโรงพยาบาล จะต้องส่งข้อมูลผ่านระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทางโรงพยาบาลราชวิถีจัดทําขึ้น เพื่อนํามาวิเคราะห์ข้อมูลเป็นประจําทุกปี เพื่อดูแนวโน้ม รวมทั้งปัญหาภาวะโภชนาการในผู้ป่วยในของประเทศไทย

Prevalence of malnutrition in hospitalized patient Read More »

“ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 “ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.วิมลรัตน์ บุญเสถียร อาจารย์ปราณี ทัดศรี ผศ.วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นปัญหาสำคัญที่มีมายาวนาน เนื่องจากลักษณะพื้นที่ที่ทุรกันดาร เข้าถึงยาก รวมถึงความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับสถานพยาบาลเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและสัญญาณโทรศัพท์/อินเตอร์เน็ต แม้ทุกพื้นที่สูงจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน แต่ช่วงฤดูฝนหลายพื้นที่ถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลัก ทำให้ อสม. มีความลำบากในการปฏิบัติงาน ประกอบกับขาดโอกาสในการเพิ่มเติมความรู้และทักษะที่จำเป็นตามที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้ เมื่อประชาชนเจ็บป่วยจึงต้องดูแลตนเองตามวัฒนธรรมและความเชื่อของตน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา           จากประเด็นปัญหาดังกล่าว นำมาสู่การพัฒนาโครงการวิจัยแรก ในปี พ.ศ. 2565 “การพัฒนาสมรรถนะซุปเปอร์ อสม. บนพื้นที่สูง” ซึ่งเป็นการวิจัยร่วมระหว่าง 3 สถาบัน ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (มรส.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี (มจธ.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จฬ.) โดยแต่ละสถาบันใช้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตนร่วมกันออกแบบการวิจัย โดยคณะพยาบาลศาสตร์ มรส. ออกแบบหลักสูตร ชุดความรู้ในการพัฒนาสมรรถนะเพื่อยกระดับ อสม. ให้เป็น “ซุปเปอร์ อสม.” โดยต่อยอดความรู้และทักษะพื้นฐานที่มีความจำเพาะกับปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยบนพื้นที่สูง ประกอบด้วยชุดความรู้และทักษะด้านสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1) การอนามัยแม่และเด็ก 2) การปฐมพยาบาล 3) การประเมินและการช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤติ 4) การดูแลผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ป่วยเรื้อรัง 5) การดูแลผู้สูงอายุ และ 6) การรับมือกับโรคระบาด มจธ. ออกแบบกระเป๋าซุปเปอร์ อสม. สำหรับใส่เครื่องมือและยาจำเป็นพื้นฐาน รวมทั้งติดตั้งเสาสัญญาณวิทยุสื่อสารบนพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และ จฬ. พัฒนาสื่อวิดิทัศน์ความรู้และทักษะปฏิบัติที่ใช้บ่อยสำหรับให้ซุปเปอร์ อสม. เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผลการวิจัยทำให้ได้รูปแบบการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง และได้นวัตกรชุมชนจำนวน 27 คนจากพื้นที่ 11 ตำบล ที่มีสมรรถนะเหมาะสมตอบโจทย์สุขภาพในพื้นที่ รวมทั้งได้นวัตกรรมกระเป๋าเวชภัณฑ์ที่เหมาะกับการทำงานของซุปเปอร์ อสม.           ผลลัพธ์จากการวิจัยระยะแรก นำสู่การเปลี่ยนผ่านกระบวนการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. จากนักวิจัยนอกพื้นที่สู่บุคลากรสุขภาพในพื้นที่ในการวิจัยระยะถัดมาในปี พ.ศ. 2566 “การศึกษากลไกในพื้นที่สำหรับขยายผลการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ในพื้นที่ทุรกันดาร” เพื่อสร้างนวัตกรชุมชนรูปแบบ “ซุปเปอร์ อสม.” ให้ครอบคลุมหมู่บ้านบนพื้นที่สูงให้มากที่สุด มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกการพึ่งตนเองในการดูแลด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพ ผ่านการพัฒนาบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ให้มีสมรรถนะในการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ได้ด้วยตนเองโดยมีทีมนักวิจัยเป็นพี่เลี้ยง ช่วยให้นวัตกรชุมชน “ซุปเปอร์ อสม.” มีสมรรถนะและปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน และมีการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. รุ่นใหม่ ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการด้านสุขภาพของชุมชน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชนบนพื้นที่สูง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ทางการพยาบาล ด้านการพยาบาลอายุรกรรมและศัลยกรรม การพยาบาลมารดาและทารก การพยาบาลเด็ก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการพยาบาลผู้สูงอายุ แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory) ของ David A. Kolb พีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Cone of Learning) ของ Edgar Dale และระบบพี่เลี้ยงตามโมเดล Mentoring for development ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ทางการพยาบาล แนวคิด และทฤษฎีของการเรียนรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  หลักสูตร ชุดความรู้ และทักษะการพยาบาล ของอาจารย์พยาบาล (ผู้วิจัย)  อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ ของพยาบาลวิชาชีพในรพ.สต. วิธีการดำเนินการ ระยะแรก ปี พ.ศ. 2565 ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) และนำแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ David A. Kolb ร่วมกับพีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Cone of Learning) ของ Edgar Dale มาใช้ในการยกระดับ อสม. ให้เป็น ซุปเปอร์ อสม. ผ่านกระบวนการพัฒนา 2 ระยะ ดังนี้          ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการและพัฒนาสมรรถนะ อสม. เป็นระยะการทำความเข้าใจปัญหา ร่วมวางแผน สร้างความร่วมมือในพื้นที่ และร่วมพัฒนาสมรรถนะของ อสม. ผ่านการเรียนรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกทักษะปฏิบัติ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ประสานงานเพื่อทำความเข้าใจปัญหา และสร้างกลไกและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 2) การสำรวจพื้นที่จริง ระดมความคิด/แลกเปลี่ยนกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาและกิจกรรมการพัฒนาสมรรถนะ อสม. 3) สร้างหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะ อสม. และ 4) ดำเนินการพัฒนาสมรรถนะ อสม. โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกทักษะที่ได้รับการอบรม และศึกษาดูงาน/ฝึกทักษะบางด้านในโรงพยาบาลอำเภอ          ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาต่อยอดสมรรถนะด้านความรู้ ทัศนคติ ทักษะปฏิบัติ และทักษะการตัดสินใจผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์และบริบทจริง ภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง (พยาบาลวิชาชีพ/นักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานที่ รพ.สต.) เพื่อพัฒนา อสม. ให้เป็นนวัตกรชุมชน (ซุปเปอร์ อสม.) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ปฏิบัติงานในสถานการณ์และพื้นที่จริงในฐานะ อสม. 2) เรียนรู้ขณะปฏิบัติงานในพื้นที่จริงกับพี่เลี้ยงหลังการฝึกปฏิบัติ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อน อสม. พี่เลี้ยง และทีมวิจัย ทางออนไลน์ผ่านไลน์กลุ่ม 3) อภิปราย/ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกับพี่เลี้ยงและทีมวิจัยทุก 2-3 เดือน ทางออนไซด์และออนไลน์ 4) เวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง อสม. และ 5) ถอดบทเรียนกระบวนการเรียนรู้ของ อสม. และพี่เลี้ยง และการประเมินสมรรถนะของ อสม. ด้านความรู้ ทัศนคติในการดูแล และทักษะปฏิบัติเมื่อสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาสมรรถนะ          ระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2566 สร้างกระบวนการบ่มเพาะซุปเปอร์ อสม. โดยบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ โดยประยุกต์ใช้ระบบพี่เลี้ยงตามโมเดล Mentoring for development โดยทีมวิจัยทำหน้าที่ Mentor บุคลากรสุขภาพในพื้นที่ทำหน้าที่ Mentee ในขณะเดียวกับบุคลากรสุขภาพจะรับหน้าที่เป็น Mentor ให้ซุปเปอร์ อสม. ด้วย การบ่มเพาะพี่เลี้ยงและซุปเปอร์ อสม. ผ่านการดำเนินงาน 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) กำหนดเป้าหมายและวางแผนร่วมกันผ่านการมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน 2) สร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจผ่านไลน์กลุ่ม 3) พัฒนาสมรรถนะแบบองค์รวมผ่านวิธีการหลากหลายต่อเนื่องตามรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะซุปเปอร์ อสม. ที่ได้จากการถอดบทเรียนระยะแรก  และ 4) เชื่อมโยง ประสานเครือข่ายและแหล่งประโยชน์ในพื้นที่เพื่อร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลลัพธ์ของการดำเนินงานทั้ง 2 ระยะ มีดังนี้ ยกระดับ อสม. ให้เป็นซุปเปอร์ อสม. จำนวน 57 คน ครอบคลุม 50 หย่อมบ้าน (ชุมชนบนพื้นที่สูง) จาก 17 ตำบลของจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เกิดทีมพี่เลี้ยงที่สามารถรับช่วงการดำเนินงาน และมีสมรรถนะในการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. จำนวน 15 คน ผลการให้บริการของซุปเปอร์ อสม. พบว่า ให้บริการประชาชนที่เจ็บป่วยทั้งหมด 2,383 ครั้ง (นับเฉพาะช่วงเวลาของโครงการ) ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายัง รพ.สต. ที่อยู่บนพื้นราบ คิดเป็น 1,211,863.70 บาท นอกจากนั้นซุปเปอร์ อสม. สามารถดำเนินการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคลากรสุขภาพ รพ.สต. จำนวน 2,135 ครั้ง ตัดสินใจติดตามวัดความดันโลหิต เจาะเลือดปลายนิ้วในประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วย และทำแผลให้ประชาชนก่อนรายงานผลให้บุคลากรสุขภาพทราบ ซึ่งช่วยลดภาระงานบางด้านให้บุคลากรสุขภาพ รวมถึงสามารถประเมินสภาพและประสานส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปยังโรงพยาบาลแม่ข่ายทางรถ Ambulance และ Sky doctor ได้ทันเวลา จำนวน 13 ครั้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ซุปเปอร์ อสม. สามารถพัฒนาโครงการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับปัญหา บริบท และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ร่วมกับบุคลากรสุขภาพจำนวน 17 โครงการ ตัวอย่างเช่น โครงการลดการติดจอเพิ่มพัฒนาการ โครงการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเด็กอายุ 0-5 ปี (มุ่งเน้นที่การมีความรู้และทักษะในการเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี) โครงการดูแลเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วยตัวเรา (เป็นโครงการร่วมของซุปเปอร์ อสม. และบุคลากรสุขภาพจาก 2 รพ.สต.) โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี “มึสุมึสะ” (เน้นปัญหาซึมเศร้า) เป็นต้น เกิด Learning Innovation Platform (LIP) ที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ในบริบทพื้นที่สูง ในระยะเริ่มต้นทีมวิจัยรับผิดชอบเป็นผู้จัดการ (นายสถานี) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปัจจุบันมีบุคลากรสุขภาพในพื้นที่เข้ามามีส่วนเป็นผู้บริหารจัดการแทนทีมนักวิจัย ผลงานด้านชุดการเรียนรู้ ได้แก่ หนังสือ “รวมเรื่องเล่า เล่าเรื่องราว” จากการถอดบทเรียนประสบการณ์การทำงานในฐานะซุปเปอร์ อสม. จำนวน 25 คน ที่มาจาก 20 หมู่บ้าน 10 ตำบล ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสบเมย และอำเภอแม่สะเรียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน คู่มือ “หลักสูตร ซุปเปอร์ อสม.” ซึ่งรวบรวมแนวคิด ความเป็นมา วัตถุประสงค์และโครงสร้างหลักสูตร รวมถึงแผนการเรียนรู้ และเนื้อหาสาระสำคัญที่จำเป็นของหลักสูตร สื่อสุขภาพ 3 ภาษา 6 ประเด็นโจทย์สุขภาพ จำนวน 40 คลิป 6 เพลง นวัตกรรม “ซุปเปอร์กระเป๋าเวชภัณฑ์” พร้อมคู่มือยาสามัญประจำบ้านและภูมิปัญญา                      ด้านปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ได้แก่ ข้อจำกัดในการหาแหล่งทุนสนับสนุนการเติมยาและวัสดุทางการแพทย์ในกระเป๋าเวชภัณฑ์ของซุปเปอร์ อสม. เนื่องจากยังไม่อยู่ในระบบการเบิกจ่ายของ สปสช. และสัญญาณโทรศัพท์/อินเตอร์เน็ตในบางพื้นที่ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสารและการติดต่อประสานงานระหว่างกันซึ่งทีมวิจัยแก้ไขโดยการติดเสาสัญญาณวิทยุสื่อสาร อย่างไรก็ตามกรณีมีเคสผู้ป่วยจะยังไม่สามารถส่งภาพหรือวิดีโอเพื่อให้บุคลากรสุขภาพร่วมประเมินสภาพผู้ป่วยได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK     บทสรุปความรู้ที่ค้นพบจากการดำเนินงาน           ได้ความรู้เชิงกระบวนการในการสร้างความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ การดูแลสุขภาพประชาชนต้องเริ่มจากความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีคนในพื้นที่ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมของพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ การสร้างสมรรถนะในการดูแลสุขภาพจำเป็นต้องใช้หลายวิธี ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงสะท้อนคิดสิ่งที่ปฏิบัติ และปรับปรุงการปฏิบัติ หมุนวนเป็นวงจรต่อเนื่อง จะทำให้ได้ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมใหม่ทุกครั้ง ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง การดูแลสุขภาพประชาชนบนพื้นที่สูงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ จำเป็นต้องประสานงานและได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทุกระดับ ที่มีความรับผิดชอบแตกต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน และจำเป็นต้องผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายเพื่อได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ รางวัล Big Impact สร้างผลกระทบสูงต่อชุมชน ระดับดีเยี่ยม จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในงานนิทรรศการปิดโครงการวิจัยและเสนอผลงาน Appropriate Technology “เรียนรู้ เติบโต แบ่งปันเทคโนโลยีเพื่อชุมชน ขยายผลสู่การพัฒนายั่งยืน” เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 จัดที่โรงแรมเซ็นทาราฯ ซุปเปอร์ อสม. 2 คน ได้รับรางวัล “นวัตกรชุมชน” ระดับดี จากงานประกวดและนิทรรศการ “ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” ครั้งที่ 2 “เสริมพลังนวัตกร ด้วยนวัตกรรมเด่นสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2567 จัดที่โรงแรม The Berkley Hotel Pratunam นักวิจัยจาก มจธ. 2 คน ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่น ปีการศึกษา 2566 จากการดำเนินโครงการซุปเปอร์ อสม. มีการเผยแพร่ข่าวสารด้านสมรรถนะและความจำเป็นที่ต้องผลิต “ซุปเปอร์ อสม.” ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2567 หน้าเว็บหมวด “Likeสาระ”  ความต่อเนื่องยั่งยืนหลังเสร็จสิ้นโครงการ Learning innovation platform ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ (พี่เลี้ยง) เป็นผู้จัดการ (นายสถานี) มีการใช้ประโยชน์จาก platform ในการปรึกษาเคสผู้ป่วยที่พบประกอบการตัดสินใจให้บริการหรือส่งต่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ป่วยที่ดูแล ส่งข้อมูลความรู้ให้ซุปเปอร์ อสม. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสนอข่าวสารการยกระดับบ้านของซุปเปอร์ อสม. เป็นสถานีสุขภาพ เป็นต้น เกิดความร่วมมือในการหาแหล่งสนับสนุนเวชภัณฑ์และยาสามัญประจำบ้านจากวัด โบสถ์ โรงเรียน และ รพ.สต. ที่สามารถเบิกจ่ายเวชภัณฑ์ได้ มีการขยายผลจากนโยบายของสาธารณสุขอำเภอ กำหนดให้บ้านซุปเปอร์ อสม. แต่ละหย่อมบ้าน เป็นสถานีสุขภาพชุมชน ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งแล้วจำนวน 8 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนบนพื้นที่สูง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ ความรับผิดชอบและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายต่างระดับ และต่างสาขาวิชาชีพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ได้แก่ ภาคประชาชน (ผู้นำชุมชน และ อสม.) บุคลากรของหน่วยงานสุขภาพในพื้นที่ (สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาและนักวิจัยในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะที่แตกต่างกัน การผลักดันการดำเนินงานเข้าสู่ระดับนโยบาย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำที่มีแผนการดำเนินงานรองรับชัดเจน มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การมีแหล่งทุนวิจัยสนับสนุนและให้โอกาสในการดำเนินงานระยะเริ่มต้นก่อนเปลี่ยนผ่านสู่บุคลากรสุขภาพในพื้นที่เพื่อความยั่งยืนต่อไป Link เอกสาร ภาพ สื่อ ที่เป็นผลจากการดำเนินงาน https://drive.google.com/drive/folders/1Ov-rlBWCnMWBfVOd7DiKkckB0U23L1n2?usp=sharing Link การเผยแพร่ ซุปเปอร์ อสม. ในสกู๊ปข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า https://www.naewna.com/likesara/830450 Link VDO เผยแพร่โครงการ ซุปเปอร์ อสม. โดย บพท. https://youtu.be/ODTfIK4bZC8?feature=shared https://youtu.be/yEqTrYlrf-A?feature=shared https://youtu.be/yGlxffMdmpA?feature=shared

“ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง Read More »

การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 1.3.2, KR 2.1.1 การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี เข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ภก.เชาวลิต มณฑล วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           รายวิชา ปัญหาพิเศษ เป็นหนึ่งในรายวิชาในหลักสูตรระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่จำเป็นในด้านการวิจัยทางเภสัชศาสตร์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ ในรายวิชานี้ นักศึกษาจะได้มีโอกาสศึกษา วิเคราะห์ และค้นคว้าประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญทางด้านเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาความเข้าใจอย่างรอบด้านผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น ตำรา หนังสือ วารสารวิชาการ ฐานข้อมูล และเอกสารคำสอนต่าง ๆ กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้นักศึกษาไม่เพียงแต่มีความเข้าใจเชิงลึกในศาสตร์ที่ศึกษา แต่ยังได้เรียนรู้ การตั้งสมมติฐาน การออกแบบงานวิจัย การวางแผนการทดลอง รวมถึงการแปลผลข้อมูล กระบวนการดังกล่าวยังช่วยปลูกฝังทักษะการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในวิชาชีพเภสัชกรรม นอกจากนี้ ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากรายวิชานี้ยังมีศักยภาพที่จะถูกพัฒนาต่อยอดสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงและเพิ่มขีดความสามารถของนักศึกษาในเวทีวิชาการ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานักศึกษาให้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ รายวิชา ปัญหาพิเศษ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สร้างผลงานที่มีคุณค่า สร้างองค์ความรู้ใหม่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในวิชาชีพกรรมอย่างแท้จริง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ในรายวิชา ปัญหาพิเศษ ประกอบด้วยความรู้พื้นฐานด้านเภสัชศาสตร์ เช่น การคำนวณทางเภสัชกรรม เทคนิคการชั่ง ตวง วัด ทฤษฎีต่าง ๆ ทางเภสัชศาสตร์ และความรู้ขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีเภสัชกรรม เภสัชเคมี เภสัชเวท เภสัชวิทยา และเภสัชกรรมคลินิก ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการตั้งสมมติฐานและออกแบบงานวิจัย ตลอดจนกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการตั้งสมมติฐาน การออกแบบงานวิจัย การวางแผนการทดลอง การทำการทดลอง การแปลผลข้อมูล และการสรุปข้อมูลอย่างเป็นระบบ นักศึกษายังได้พัฒนาทักษะการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น ตำรา หนังสือ วารสารวิชาการ ฐานข้อมูล และเอกสารคำสอน นอกจากนี้ รายวิชายังส่งเสริมการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์ พร้อมทั้งฝึกทักษะการสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การเขียนรายงานผลการวิจัยและการนำเสนอผลงานให้แก่คณาจารย์และนักศึกษาด้วยกันเอง รวมถึงการพัฒนาผลงานวิจัยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยกระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่ใช้ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชานี้ช่วยให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในวิชาชีพเภสัชกรรมและการวิจัยในอนาคตอย่างแท้จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต                                 วิธีการดำเนินการ คัดเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาและหัวข้อวิจัย           นักศึกษาคัดเลือกอาจารย์ที่ต้องการทำวิจัยด้วย และเข้าพูดคุยปรึกษาเพื่อคัดเลือกหัวข้อวิจัยที่ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีความสนใจร่วมกัน ก่อนเริ่มต้นการวิจัย จะต้องสืบค้นข้อมูล (ภาคการศึกษาที่ 2 ของชั้นปีที่ 4) เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่างานวิจัยที่จะดำเนินการไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่มีอยู่เดิม การเตรียมทรัพยากรสำหรับวิจัย           อาจารย์จัดหาและเตรียมสารเคมี อุปกรณ์ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยให้นักศึกษา ก่อนเริ่มดำเนินการในภาคการศึกษาที่ 1 (ของชั้นปีที่ 5) ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย           ก่อนเริ่มการวิจัย อาจารย์ชี้แจงขั้นตอนการวิจัย รวมถึงเน้นประเด็นด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ (lab safety) เพื่อให้นักศึกษาสามารถทำการวิจัยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นนักศึกษาดำเนินการวิจัยตามแผนที่วางไว้ โดยมีอาจารย์ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และสามารถเข้าปรึกษาอาจารย์ได้ตลอดเวลา           ในขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การเตรียมและเจือจางสารมาตรฐาน การใช้งานเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง เช่น HPLC หรือการใช้ไมโครปิเปต จะมีอาจารย์ดูแลเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย           เมื่อนักศึกษาทำการวิจัยในแต่ละหัวข้อเสร็จสิ้น ต้องจัดการข้อมูลการทดลองให้เรียบร้อยภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกหล่นของข้อมูล และก่อนเริ่มการทดลองในหัวข้อถัดไป อาจารย์และนักศึกษาจะพูดคุยวางแผนและแนวทางแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากการทดลองที่ผ่านมาเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจภาพรวมของการวิจัย รายงานความก้าวหน้า การจัดทำรายงาน และการนำเสนอผลการวิจัย           นักศึกษารายงานความก้าวหน้าของงานวิจัยในช่วงปลายภาคการศึกษาที่ 1 ของชั้นปีที่ 5 พร้อมจัดทำรายงานและเตรียมการนำเสนอในปลายภาคการศึกษาที่ 2 การจัดทำบทความวิจัย           อาจารย์รับผิดชอบหลักในการร่างบทความวิจัย โดยใช้ข้อมูลที่จัดทำร่วมกับนักศึกษา พร้อมคัดเลือกวารสารสำหรับการตีพิมพ์และประสานงานจนบทความได้รับการตีพิมพ์ โดยนักศึกษาจะได้รับการระบุชื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยในทุกบทความที่เกิดจากรายวิชานี้ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลการดำเนินการนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในทุกปีการศึกษา นักศึกษามีผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น ในปีการศึกษา 2562 เกิดบทความวิจัยจำนวน 2 เรื่องจากการวิจัยของนักศึกษาเพียงกลุ่มเดียว และในปีการศึกษา 2563 ได้บทความวิจัยจำนวน 2 เรื่องจากการดำเนินงานของนักศึกษา 2 กลุ่ม ขณะที่ปีการศึกษาอื่น ๆ มีผลงานตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอปีละ 1 เรื่อง ยกเว้นปีการศึกษา 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้ามาดำเนินงานวิจัยในมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตบทความวิจัยในปีการศึกษาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ในปีการศึกษา 2567 นักศึกษาได้ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานและการเตรียมนำเสนอ ซึ่งผลการวิจัยที่ได้ถูกส่งไปยังวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus เพื่อรอการพิจารณาตีพิมพ์ต่อไป           อุปสรรคสำคัญที่พบในการดำเนินงานวิจัย นอกจากข้อจำกัดด้านสถานการณ์ภายนอก เช่น การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงภาระทางการเรียนของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่มีเนื้อหาวิชาการปริมาณมาก ซึ่งส่งผลให้มีเวลาในการทำวิจัยอย่างจำกัด โดยเฉพาะในช่วงปลายภาคการศึกษาที่ 1 ของชั้นปีที่ 5 ที่นักศึกษาต้องเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทำให้สูญเสียเวลาสำหรับการทำวิจัยบางส่วน ส่งผลให้ต้องเร่งดำเนินงานวิจัยเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้สามารถทำวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้งานวิจัยมีความคืบหน้าอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ยังคงมีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพ การสนับสนุนและการปรับแผนงานอย่างเหมาะสมจากอาจารย์ที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานวิจัยจนประสบความสำเร็จ หลักฐานประกอบ ปีการศึกษา 2562 ปีการศึกษา 2562 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2565 ปีการศึกษา 2566 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           การตรวจสอบผลการดำเนินการวิจัย ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยเป็นระยะ ทั้งในรูปแบบการรายงานความคืบหน้า การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนการนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบรายงานฉบับสมบูรณ์และการนำเสนอปากเปล่าในช่วงปลายภาคการศึกษา กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาคุณภาพของผลงานวิจัย แต่ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการกับคณาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียน อันนำไปสู่มุมมองที่กว้างขวางและรอบด้าน           ในด้านประสบการณ์การนำไปใช้ งานวิจัยที่นักศึกษาดำเนินการแสดงถึงศักยภาพในการต่อยอดทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติ ตลอดจนการสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนานวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติได้ ผลการสรุปและอภิปรายพบว่า ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ สามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus อย่างต่อเนื่องในทุกปีการศึกษา อุปสรรคสำคัญที่พบระหว่างการดำเนินงาน คือ ภาระทางการเรียนของนักศึกษา ส่งผลให้เวลาในการทำวิจัยมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวได้รับการแก้ไขผ่านการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงการจัดสรรเวลาเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้งานวิจัยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง           บทสรุปของการดำเนินการนี้ คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าและศักยภาพในเชิงวิชาการ นอกจากนี้ กระบวนการเรียนรู้ในรายวิชายังช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในอนาคต นอกจากนี้ บทความวิจัยที่ผลิตขึ้นยังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษา และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สามารถใช้รับรองมาตรฐานของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ในอนาคต ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยสนับสนุนและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้: การวางแผนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ           ควรเริ่มกระบวนการวางแผนหัวข้อวิจัยร่วมกันระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้นักศึกษามีเวลาเพียงพอในการสืบค้นข้อมูล จัดเตรียมทรัพยากร และลดความเร่งรีบในช่วงเวลาการดำเนินการ การสนับสนุนทรัพยากรและเครื่องมือที่ทันสมัย           การจัดหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์ทดลอง สารเคมี และฐานข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงการอัพเดตซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย การจัดสรรเวลาอย่างยืดหยุ่น           ควรพิจารณาจัดตารางเวลาที่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาสามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา การสนับสนุนเชิงจิตวิทยา           การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตรและส่งเสริมความมั่นใจในตนเองของนักศึกษา รวมถึงการให้คำปรึกษาและคำแนะนำจากอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการดำเนินการวิจัย การกำหนดเป้าหมายและการติดตามผลที่ชัดเจน           การกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงของการวิจัย พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้นักศึกษาเห็นความก้าวหน้าของงานวิจัยและสามารถปรับปรุงการทำงานได้ทันท่วงที การต่อยอดงานวิจัยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์           บางงานวิจัยที่นักศึกษาดำเนินการยังไม่สมบูรณ์หรือมีข้อจำกัดในบางประการ ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบสามารถขยายขอบเขตงานวิจัยให้กว้างขึ้น เพื่อตอบโจทย์ประเด็นวิจัยที่ยังคงค้างอยู่ ในกรณีเช่นนี้ ทีมวิจัยและคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์และความลึกซึ้งของผลงาน ตลอดจนพัฒนาให้งานวิจัยมีคุณภาพเหมาะสมต่อการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติต่อไป           ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของนักศึกษาในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพในอนาคต และบทความวิจัยที่พัฒนาขึ้นยังเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการตอบสนองนโยบายมหาวิทยาลัยที่จะเข้าสู่การจัดอันดับ QS World University Rankings ได้เป็นอย่างดี

การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Read More »

การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาวิทยาลัยรัฐ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.2.1/1, KR 2.2.2, KR 2.2.3, KR 2.4.2, KR 2.4.3/1 และ KR 2.4.4/1 การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่ กับมหาวิทยาลัยรัฐ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจและได้วางแผนชีวิตในการเป็นครู สู่การพัฒนาเป็นโค้ช และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการสร้างผลงานนวัตกรรมการวิจัย   เพราะนอกเหนือจากภารกิจหลักในการสอนและทำงานวิจัยแล้ว  ยังมีโอกาสได้สร้างแรงบันดาลใจและผลักดันการสร้างนวัตกรรมการวิจัย ให้นักศึกษาเห็นถึงความสำคัญและความเชื่อมโยงที่เป็นรูปธรรมของวิชาพื้นฐานและวิชาชีพ ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ research based learning เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตื่นตาตื่นใจและเกิดความต้องการที่จะอยากรู้ การสอนโดยสอดแทรกเนื้อหาจากการค้นพบจากงานวิจัย ทำให้ลูกศิษย์ของข้าพเจ้ามองเห็นภาพและนำไปสู่บรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการที่เป็นรูปธรรมเพื่อหาคำตอบจากรูปแบบการทำงานวิจัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1   การเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน  ทำให้ลูกศิษย์ของข้าพเจ้าได้รับโอกาสที่ท้าทายขีดความสามารถ จนสามารถทลายความกลัว และลบความรู้สึกต่ำต้อยให้หมดไปจากหัวใจ  ให้สามารถพัฒนาตนเอง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเทียมหน้าเทียมตานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยภาครัฐ  ที่ไม่เพียงเป็นสร้างขวัญและพลังใจให้กับตนเอง  แต่ยังส่งต่อสู่นักศึกษารุ่นต่อมาได้อย่างต่อเนื่อง  จนมีผลงานที่ได้ถ้วยรางวัลและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 24 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยตั้งแต่ปี 2562 ในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ และการได้รับโอกาสในเป็นตัวแทนประเทศไทยนำผลงานไปแข่งระดับนานาชาติจากการได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2568 มุ่งเป้าไปสู่การเพิ่มพูนทักษะในการปั้นนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมวิจัยและเทคโนโลยีของตนเอง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  วิชาเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร (Food Biotechnology) วิชาความรู้เบื้องต้นทางนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอาหาร วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Research and Development of Innovation Biotechnology) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล /วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร  วิธีการดำเนินการ ได้จัดการเรียนการสอนนวัตกรรมวิจัยในรายวิชาที่อยู่ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท โดยผู้สอนได้สอดแทรกลงในรายวิชา FTH342 Food Biotechnology หรือวิชาเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร และวิชา FTH 383 เทคโนโลยีข้าว ระดับปริญญาตรี ของคณะเทคโนโลยีอาหาร ที่เปิดสอนในภาคเรียนที่ 2 และวิชา CAB111 Introduction to Agricultural Innovation, Biotechnology and Food Technology หรือวิชาความรู้เบื้องต้นทางนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอาหาร ระดับปริญญาตรี ของนักศึกษาทั้ง 2 คณะ ทั้งคณะคณะนวัตกรรมเกษตรและคณะเทคโนโลยีอาหาร ของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหารเพื่อปูพื้นและสร้างความคุ้นเคยให้กับนักศึกษาทั้งสองคณะของวิทยาลัยตั้งแต่ขั้นปีที่ 1 และได้สอนวิชา BIT691 Research Methodology and Experimental Design ในระดับปริญญาตรีและโท เพื่อให้สามารถฟอร์มทีมนักศึกษาในการส่งแข่งให้มีทั้งป.ตรี และ ป.โท ได้ ได้ขอทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้างนวัตกรรมการวิจัย ได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดเวทีต่างๆ ผลงานสำคัญและงานที่ภาคภูมิใจ ผลงานการแข่งขันนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ผลงานที่ได้ถ้วยและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 24 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ มุ่งเป้าไปสู่การเพิ่มพูนทักษะในการเป็นผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง 2. ผลงานการเป็นหัวหน้าโครงการได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัย ได้รับทุนจากแหล่งทุนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาผลงานอาหารจากพืชตั้ง แต่ปี 2562 และเชื่อมโยงกับผลงานวิจัยที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2542 รวม 60 โครงการ มูลค่าทุนรวม 31,782,789 บาท ดังแสดงในตารางที่ 3  (ตารางสีฟ้า)  มีความภาคภูมิใจที่ผลงานอาหารโปรตีนจากพืชหลังปี 2562 สามารถผลักดันส่งเข้าประกวดระดับชาติ และนานาชาติได้ในปัจจุบัน ตารางที่ 3  หัวหน้าโครงการวิจัย จำนวน 60 โครงการ ผลงานนวัตกรรมการวิจัยได้รับทุนภายนอกและมีการโอนค่าธรรมเนียมคืนสู่มหาวิทยาลัย หลักฐานการโอนค่าบริการวิชาการจากแหล่งทุนภายนอกแก่มหาวิทยาลัย 10% ในปี 2567 รางวัลชมชนะเลิศ นวัตกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2567 รางวัลชนะเลิศนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2565 รางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2564 รางวัลชมเชยนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2567 รางวัล Bronze Award ปี 2565 รางวัล Silver Award ปี 2564 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา จากการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา อยู่ในระดับ 4-5 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการดำเนินการ สามารถขอทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอกได้หลากหลายแหล่งทุน และได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับดี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยที่สามารถขยายสู่การร่วมออกจัดแสดงผลงานของแหล่งทุนในงาน FOOD  FAIR ใหญ่ๆ ได้ทั้งในระดับประเทศ และต่างประเทศ  (สวก. และ วช.)  และบางโครงการรับการคัดเลือกเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นจากแหล่งทุนภายนอก (บพข.) ให้นำเสนอเป็นงานวิจัยไฮไลต์ ผลงานวิจัยที่ส่งประกวดเวทีต่างๆ ระดับประเทศได้รับการพิจจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการตัดสินให้เข้ารอบและได้รับรางวัลครบทุกเวที ยังไม่มีประวัติส่งไปแข่งแล้วไม่ติดรางวัลใดกลับมา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 1.มีข้อเสนอแนะจากผู้เรียนให้เพิ่มเติมประเด็นการขยายผลสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ นักศึกษามีความประสงค์ที่จะทำวิจัยเชิงลึกในระดับปริญญาโท  และมีข้อเสนอแนะให้เชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเพิ่มเติม 2.ได้คอนเนคชั่นจากแหล่งทุนเดิมในการขยายสู่แหล่งทุนภายนอกในเฟสต่อไปเพื่อให้สามารถสเกลอัปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารใหม่และอาหารฟังก์ชั่นซึ่งเป็นอาหารแห่งอนาคตที่รัฐบาลไทยเร่งการผลักดันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ได้รับ Feed back จากการออกบูธจัดแสดงผลงานและการเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ในการปรับปรุงงานวิจัยให้ตรงใจผู้บริโภคต่างประเทศเพื่อการส่งออกในอนาคต 4.มีผลงานถ้วยรางวัลและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 25 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ และผลงาน Update ในปี 2568 ได้ขยับระดับการส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในเวทีระดับนานาชาติ จำนวน 3 เวทีคือ                4.1  เวที 2025 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition (IPITEx 2025) จัดโดยสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช) ในงาน วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2568 วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2568  รางวัลที่ได้รับ คือ รางวัลเหรียญทอง                4.2 The 3rd China-ASEAN Innovation and Entrepreneurship Competition Commitment Letter จัดโดย  Ministry of Science and Technology of the People’s Republic of China  ASEAN Secretariat ประเทศจีน และนำเสนอผลงาน (pitching) ณ ประเทศมาเลเซีย เดือนกรกฏาคม 2568 อยู่ในระหว่างรอประกาศผล ส่งแข่งโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)                4.2 The 5th World Science, Environment and Engineering Competition WSEEC 2025, Jakarta จัดโดย Fakultas Universitas Pancasila ประเทศอินโดนีเซีย และนำเสนอผลงาน (pitching) ณ ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 14-22 เดือนพฤษภาคม 2568 ส่งแข่งโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เรื่องที่ 1  งบประมาณทุนวิจัย เป็นที่ทราบกันดีว่า มหาวิทยาลัยเอกชน จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านทุนวิจัยจากภาครัฐ  แต่จะใช้เงินรายได้จากจำนวนนักศึกษาเข้าเรียนที่ไม่แน่นอนมาจัดสรรทุนวิจัย  อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเข้าเรียนของนักศึกษาใหม่ มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง  มหาวิทยาลัยเอกชนจึงมีวงเงินจำกัดในการให้ทุนวิจัยแก่คณาจารย์ ทำให้งานวิจัยไม่ลึกและแคบรวมถึงไม่สามารถขยายสเกลสู่สหสาขาได้   และหากต้องการขอทุนระดับ 5 แสน ต้องมีการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติระดับควอไทน์ 2 ขึ้นไป  ยังไม่มีการเทรดหรือการวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยด้วยรางวัลการแข่งประกวดนวัตกรรม อาจเพราะไม่สามารถนำมาใช้จัดอันดับมหาวิทยาลัยเหมือนบทความตีพิมพ์ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าผลงานนวัตกรรมวิจัยเป็นสิ่งที่จับต้องได้และมี impact ที่ส่งเสริมความเจริญของประเทศไทยได้ไม่ด้อยกว่าการตีพิมพ์บทความวิจัย สิ่งที่อยากนำเสนอต่อแหล่งทุนภายในคือ การเพิ่มออปชั่นการวัดความสำเร็จในการขอวงเงินวิจัยระดับ 5 แสนอัป ด้วยการใช้ผลงานการประกวดนวัตกรรมเพิ่มเติมจากผลงานตีพิมพ์ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแล้ว การขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก มีการแข่งขันอย่างดุเดือดจากคณาจารย์สังกัดมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยกันและจากมหาวิทยาลัยภาครัฐด้วย  ดังนั้น นอกเหนือไปจากการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์และวิทยานิพนธ์จำนวนมากซึ่งเป็นบทบาทหลักของอาจารย์ประจำในการบริหารโครงการวิจัยหลักอยู่แล้ว   การที่ข้าพเจ้าได้รับทุนจากแหล่งทุนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง  เพื่อทำงานวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัยหลัก จึงเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้รับความเชื่อถือ และสามารถปิดทุนได้ครบสมบูรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ผู้ให้ทุน  ข้าพเจ้าในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยที่มีการทำสัญญาทุนวิจัย จำนวน 60 โครงการ มูลค่าทุนรวม 31,782,789 บาท มีความภาคภูมิใจที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของแหล่งทุนโดยไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างไร สิ่งที่อยากนำเสนอต่อแหล่งทุนภายในคือ การระบุวันที่ในใบเสร็จที่ใช้เคลียร์เงินทุนวิจัยตามงวด น่าจะมีการยืดหยุ่นให้นักวิจัยได้บ้าง เพราะนักวิจัยอย่างข้าพเจ้า มักจะทำวิจัยให้สำเร็จไปก่อนอย่างน้อย 80 % ก่อนขอทุนวิจัย เพื่อเป็นหลักประกันว่าสามารถควบคุมเวลาวิจัยได้ตรงตามช่วงรายงานความก้าวหน้า  ปัญหาคือใบเสร็จเก่าที่อยู่นอกกรอบเวลา ต้องถูกทิ้งไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เรื่องที่ 2 การแข่งขันประกวดผลงานในเวทีนานาชาติ มีสิ่งที่อยากนำเสนอ คือ เรื่องเวลา เพราะไม่สามารถเดินทางไปร่วมแข่งในรูปแบบออนไซต์ได้ ทำให้พลาดโอกาสการส่งผลงานแข่งในหลายเวทีที่ไม่ได้จัดแข่งแบบออนไลน์ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาติดภาระกิจการเรียนการสอนที่ไม่ยืดหยุ่นในบางรายวิชาที่ไม่ให้คุณค่าการแข่งขัน ทำให้นักศึกษามีความเครียดและรู้สึกว่าการแข่งขันเป็นการบั่นทอนเกรดการเรียน เรื่องนโยบาย เพราะรางวัลจากการแข่งขันไม่สามารถนำมาใชประโยชน์อะไรในทางวิชาการของอาจารย์ได้เลย     กล่าวโดยสรุป ผลการดำเนินในปี 2567 ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงจากผลงานการสร้างนวัตกรรมวิจัยที่ทำมาก่อนหน้าที่นำมาแสดง เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่เห็นผลชัดเจนประการหนึ่งคือ ยอดนักศึกษาที่เข้าเรียนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เทคโนโลยีชีวภาพ) เพิ่มจาก 1 คนในปี 2566 และ 0 คน ในปี 2567 เป็น 5 คน ในปี 2568 (รหัสจำลอง ป.โท ของนศ.ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 67911-00444, 67911-00302, 67921-00117, 67921-00113 และ 67921-112) และทั้งหมด เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร ในระบบตรีควบโท  ที่มีความคุ้นเคยกับการสร้างวัตกรรมการวิจัยขณะที่กำลังศึกษาในหลักสูตร ตรงตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมวิจัย  และได้รับการอนุมัติทุน 50% จากมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาวิทยาลัยรัฐ Read More »

การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.2.1/1 และ KR 2.5.1/1 การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็น นักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาก่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้แบบใหม่อยู่เสมอ ความต้องการนักวิจัยรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนานักวิจัยจึงเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของคณะบัญชีในผลักดันอาจารย์รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ให้มีโอกาสได้ทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และให้เข้าสู่เส้นทางการเป็นนักวิจัยอาชีพและสร้างองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาทักษะด้านการวิจัยก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ การส่งเสริมบุคลากรให้มีความเชื่อมั่นในองค์ความรู้ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานด้านการวิจัย กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ทันต่อการแข่งขัน และพร้อมก้าวสู่อนาคต สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี การพัฒนาอาจารย์ด้านวิจัยจึงจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจในการริเริ่มพัฒนา โดยการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความรู้และพัฒนาศักยภาพของอาจารย์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ขอทุนสนับสนุนการวิจัยและสนับสนุนในการนำเสนอผลงานวิจัย และการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา           การพัฒนาอาจารย์นอกจากจะพัฒนาด้านการสอน ด้านการบริการวิชาการแล้ว การพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัยก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นการพัฒนาอาจารย์ด้านการผลิตผลงานวิชาการและงานวิจัยจึงถือเป็นอีกหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด KR2.2.1/1 จำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และ KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการ รวมทั้งการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะ องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ และตัวบ่งชี้ที่ 2.3 ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  Training & Development: T&D กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง Set T&D Goals กำหนดเป้าหมายด้านการวิจัยให้สอดคล้องกับเส้นทางเติบโตของคณะ ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี พ.ศ. 2565 – 2569 ระยะ 5 ปีเพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาด้านงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม Assessment หาจุดอ่อน (Gap) ของคณะบัญชีและอาจารย์ โดยสร้างระบบและกลไกส่งเสริมการผลิตผลงานวิชาการและงานวิจัย การจัดทำแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อให้อาจารย์กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเองระยะ 5 ปี Training & Development Journey ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างรอบด้าน เป็นการส่งเสริมสนุนการดำเนินงานด้านการวิจัย โดยการสนับสนุนส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการวิจัย กำหนดแผนการพัฒนาความรู้และทักษะด้านวิจัย จัดอบรมให้ความรู้ reskill และ upskill เพื่อเตรียมพร้อมทักษะความสามารถต่อทุกการเปลี่ยนแปลง Choose Tools / Methods เลือกเครื่องมือให้ถูกต้อง ในการพัฒนาทักษะด้านการวิจัย โดยได้มีการจัดเตรียมระบบที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล ระบบตรวจสอบการคัดลออกผลงาน ระบบฐานข้อมูลและโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ทางสถิติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องและการคัดลอกข้อมูล จึงมีระบบการเผยแพร่ข่าวสาร การอบรมสัมมนาด้านการวิจัย การเผยแพร่ผลงานวิจัย และการตีพิมพ์ผลงาน ข่าวสารเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการบริหารงานวิจัยของคณาจารย์  ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบฐานข้อมูลวิจัยออนไลน์   ระบบการตรวจสอบความถูกต้องของบทความ (Authentication) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย  ระบบการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนภายในและภายนอกสถาบัน ข้อมูลการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ข้อมูลเกี่ยวกับการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัย รวมถึงข้อมูลการจัดอบรมด้านวิชาการและการวิจัย  Work Environment สร้างวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเรียนรู้ในองค์กร โดยการสร้างแรงจูงใจ จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือให้เหมาะสม สร้างทีมวิจัยโดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ให้คำแนะนำก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้การดำเนินงานวิจัยให้อาจารย์มีที่ปรึกษาตลอดการดำเนินงานวิจัย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ/คณะบัญชี อื่น ๆ  Training & Development กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง https://www.ftpi.or.th/en/2022/78527?fbclid=IwAR1vamM2nvif_KtM2wmBvar-p5EEoAWbfuX2M1Eiz_libpffE9Hdb12qdxo ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ/คณะบัญชี วิธีการดำเนินการ           คณะบัญชีมีพันธกิจในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ  ดังนั้นการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัย  จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพการวิจัยของคณะ โดยนอกจากจะใช้เพื่อการสืบค้นข้อมูลสำหรับการพัฒนาหัวข้อและโครงร่างวิจัย  ยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาวารสารที่มีคุณภาพในการตัดสินใจเลือกตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับสากล รวมทั้งคณะบัญชีมีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เกี่ยวกับแหล่งทุนให้อาจารย์ในคณะทราบโดยประกาศผ่านทางบอร์ดภายในคณะ การให้ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง Line Application  คณะบัญชีมีการส่งเสริมการทำวิจัยโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์งานประชุมวิชาการ งานสัมมนาและอบรมต่าง ๆ เพื่อให้คณาจารย์ได้รับทราบข่าวสาร และสร้างความตื่นตัวให้กับอาจารย์  นอกจากนี้ยังมีระบบข้อมูล  SETSMART และจัดทำห้องสมุดของคณะที่รวบรวมวารสารทางวิชาการผลงานวิจัย สื่อสิ่งพิมพ์ และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ทางการวิจัยให้แก่อาจารย์และนักศึกษา  ในปีการศึกษา 2566 คณะได้รับความอนุเคราะห์ในการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อส่งเสริมงานวิจัยจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้อาจารย์และนักศึกษาในระดับปริญญาโท  สามารถใช้ระบบสารสนเทศฯ ดังกล่าวในการสืบค้นข้อมูล บทวิเคราะห์  ข่าวสาร  ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยทางด้านการเงิน และตลาดทุน โดยสามารถสรุปขั้นตอนการดำเนินงานได้ดังนี้ ประชุมกรรมการประจำคณะและอาจารย์ประจำเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี พ.ศ.2565–2569 ระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคณะบัญชีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศใช้แผนเพื่อให้บุคลากรทุกคนได้รับทราบข้อมูลและเป้าหมายการพัฒนาคณะโดยทั่วกัน กำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อให้อาจารย์กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเองระยะ 5 ปี โดยการกำหนดแผนการพัฒนาด้านวิจัยซึ่งประกอบไปด้วย การกำหนดเป้าจำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และการกำหนดเป้าหมายร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการอย่างน้อยที่ค่าคะแนนถ่วงน้ำหนัก 00 ต่อคน จัดทำแผนการพัฒนาความรู้และทักษะด้านวิจัย โดยการวางแผนการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์งานวิจัย เพื่อเตรียมพร้อมทักษะความสามารถต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ดำเนินงานตามแผน โดยเมื่ออาจารย์รับทราบและกำหนดเป้าหมายแล้ว จะต้องดำเนินการตามแผนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน โดยรองคณบดีฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงาน 2 ครั้งต่อปีการศึกษา เพื่อเป็นการเน้นย้ำและรายงานผลการปฏิบัติงานระยะครึ่งปี สรุปผลการดำเนินงาน โดยรองคณบดีฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่สรุปผลการดำเนินงานจัดทำเป็นรายงานผลการเป้าหมายและผลงานเชิงประจักษ์การพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ประจำปีการศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการด้านงานวิชาการและงานวิจัยตามแผนตั้งแต่ปี พ.ศ.2565–2569 ระยะ 5 ปี สามารถสรุปได้ดังนี้                ด้านการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                คณะบัญชี มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เกี่ยวกับแหล่งทุนให้อาจารย์ในคณะทราบโดยประกาศผ่านทางบอร์ดภายในคณะ การให้ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง Line Application โดยคณะมีการประชาสัมพันธ์งานประชุมวิชาการ งานสัมมนาต่าง ๆ เพื่อให้อาจารย์ได้รับทราบข่าวสาร และสร้างความตื่นตัวให้กับอาจารย์  นอกจากนี้ ยังมีระบบข้อมูลบริษัทจดทะเบียน  SETSMART และห้องสมุดของคณะที่รวบรวมวารสารทางวิชาการ ผลงานวิจัย สื่อสิ่งพิมพ์ และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน  เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ทางการวิจัยให้แก่อาจารย์ รังสิต มีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย โดยสถาบันวิจัย (สวจ.) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการดูแลและบริหารระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย ที่ทุกคณะวิชาสามารถเข้าถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศ และนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารงานวิจัยได้ ดำเนินการสนับสนุนพันธกิจด้านการวิจัยและงานสร้างสรรค์ โดยทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัย ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ และศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้ ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคสมัยใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตผลงานวิชาการ นอกจากนี้สถาบันวิจัย ยังเป็นศูนย์ให้คำปรึกษา โดยมีบริการให้คำปรึกษา บริการการจัดอบรมด้านวิชาการและการวิจัย  บริการข่าวสารข้อมูลด้านการวิจัยและมีสำนักงานจริยธรรม เป็นหน่วยงานที่ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน ในการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์                ด้านการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเรียนรู้ในองค์กร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการรักษาความปลอดภัยในการวิจัยหรือการผลิตงานสร้างสรรค์ เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบรักษาความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ โดยมหาวิทยาลัยมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกหรือรักษาความปลอดภัยในการทำวิจัยหรือการผลิตผลงานสร้างสรรค์ โดยมีโปรแกรม อักขรวิสุทธิ์ และTurnitin เป็นเครื่องมือใช้ตรวจสอบการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Plagiarism Checker) เช่น วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ และบทความวิจัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ เพื่อให้ประโยชน์ในด้านการวิจัย                การจัดกิจกรรมกิจกรรมวิชาการที่ส่งเสริมงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เช่น การจัดประชุมวิชาการ การจัดแสดงงานสร้างสรรค์ การจัดให้มีศาสตราจารย์อาคันตุกะหรือศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) คณะบัญชีมีความร่วมมือกับสมาคมบัญชีบริหารแห่งเอเซีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Management Accounting Association: APMAA) ในการจัดการประชุมทางวิชาการ และการสัมนาในรูปแบบออนไลน์ โดยในปี 2565 มีการจัดสัมมนา  International Conference – Indonesia Chapter (วันที่ 8-11 November 2022) และมีการจัดสัมนาในลักษณะออนไซต์ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 มีแขกรับเชิญจากต่างประเทศ จำนวน 14 ท่าน จากประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย บังคลาเทศ เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ International Seminar Topic: Possibility of Research Collaborations between universities ทั้งอาจารย์และนักศึกษามีส่วนร่วมในการเข้าฟังบรรยาย และมีส่วนร่วมในการจัดการสัมมนา รวมทั้งการร่วมจัดประชุมและสัมมนาวิชาการด้านการศึกษาทางการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูถัมภ์ โดยมีบุคลากรของคณะร่วมเป็นกรรมการจัดงาน และผู้ร่วมเสวนาในการสัมมนาวิชาการ กิจกรรมดังกล่าวเหล่านี้เป็นกิจกรรมส่งเสริมงานวิจัยที่คณะ เพื่อสนับสนุนให้คณาจารย์ในคณะมีความเติบโตทางการวิจัยและวิชาการ                ผลการดำเนินงานด้านการเผยแพร่ผลงานวิชาการะและงานวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                โดยปีการศึกษา 2565 คณาจารย์ของคณะบัญชีมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมอยู่ในทุนวิจัยตามสัญญารับทุนอุดหนุนวิจัยของอาจารย์ประจำคณะบัญชี โดยมีจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการตีพิมพ์จำนวนทั้งสิ้น 15 บทความ แยกเป็นตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ (TCI 1 และ TCI2) จำนวน 8 บทความ การตีพิมพ์ในการประชุมระดับชาติ จำนวน 5 บทความ และการประชุมระดับนานาชาติ จำนวน 2 บทความ                โดยปีการศึกษา 2566 คณาจารย์ของคณะบัญชีมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมอยู่ในทุนวิจัยตามสัญญารับทุนอุดหนุนวิจัยของอาจารย์ประจำคณะบัญชี โดยมีจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการตีพิมพ์จำนวนทั้งสิ้น 20 บทความ แยกเป็นตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ (TCI 1 TCI2 และ Scopus) จำนวน 13 บทความ การตีพิมพ์ในการประชุมระดับชาติ จำนวน 3 บทความ และการประชุมระดับนานาชาติ จำนวน 4 บทความ โดยผลงานวิจัย ปี 2566 มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในฐานข้อมูลที่มีระดับคุณภาพสูงขึ้น ผลการดำเนินงานด้านเงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์งานวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                ปีการศึกษา 2565 คณะบัญชี มีจำนวนอาจารย์ประจำที่ปฏิบัติงานจริง จำนวน 11 คน โดยมีเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในและภายนอกสถาบัน จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ทุนวิจัย เป็นทุนวิจัยจากหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย จำนวน 5 ทุนวิจัย (เงินทุนวิจัย 342,143บาท) และเป็นทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอกในประเทศ 1 ทุนวิจัย และจากต่างประเทศ 2 ทุนวิจัย (เงินทุนวิจัย 221,425 บาท) รวมเงินทุนวิจัยทั้ง 8 ทุนวิจัย เป็นจำนวน 563,568 บาท           ปีการศึกษา 2566 คณะบัญชีมีจำนวนอาจารย์ประจำที่ปฏิบัติงานจริง [ไม่นับรวมอาจารย์ที่ศึกษาต่อ] จำนวน 11 คน โดยมีเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในรวมทั้งสิ้น  655,406.50 บาท แบ่งเป็นทุนวิจัยจากสัญญาทุนปีการศึกษา 2566 จำนวน 308,647.50  บาท  และทุนวิจัยจากสัญญาทุน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 346,759.00 บาท ทุนวิจัยจากภายนอกสถาบัน รวมทั้งสิ้น 298,301.00 บาท แบ่งเป็นทุนวิจัยจากสัญญาทุนปี 2566 รวม  61,492.00 บาท และทุนวิจัยจากสัญญาทุนปี 2565 รวม  236,809.00 บาทเมื่อคำนวณจำนวนเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในละภายนอกต่อจำนวนอาจารย์ประจำทั้งสิ้น 11 คน  เงินสนับสนุนทุนวิจัยเฉลี่ยรายบุคคลเท่ากับ   86,700.68 บาท และแปลงค่าจำนวนเงินต่อจำนวนอาจารย์ประจำตามกลุ่มสาขาวิชาฯ ได้คะแนนเท่ากับ 5.00 คะแนน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านการวิจัยพบว่าปี พ.ศ.2565-2566  การพัฒนาอาจารย์ด้วยการวิจัยนั้นบรรลุความสำเร็จทุกเป้าหมายและสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด KR2.2.1/1 จำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และ KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการ  ดังนี้           ผลการดำเนินงานด้านการวิจัย ปีพ.ศ.2565-2566 บรรลุเป้าหมายเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะ องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ประกอบด้วย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ และตัวบ่งชี้ที่ 2.3ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ทำให้คณะบัญชีมีผลการประเมิน 5.00 คะแนน สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การดำเนินงานด้านการวิจัยเพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 เพื่อให้คณะสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานคณะได้ต่อไป เมื่อคณะมีการกำหนดแผนการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว ให้มีการประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้อาจารย์สามารถนำไปกำหนดแผนการพัฒนาด้านการวิจัยให้สอดคล้องไปกับแผนการดำเนินคณะและมหาวิทยาลัย           การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงควรมีแผนการดำเนินงานและเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถออกแบบแผนการพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัยต่อไป การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนอกจากจะเน้นการอำนวยความสะดวกด้านสิ่งสนับสนุนงานวิจัยแล้ว ยังต้องมีการสร้างแรงจูงใจ และมีทีมวิจัยใจที่ดีมีพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำส่งผลการดำเนินงานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในปี 2567 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนโลกของการค้นพบและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในการเริ่มต้นใช้ AI เพื่อการเรียนรู้และวิจัย ควรมีการพัฒนาเรียนรู้วิธีการใช้ AI tools เป็นผู้ช่วยนักวิจัยตัวน้อย ที่จะช่วยให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์สนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อโลกแห่งอนาคต ตารางแสดงผลงานวิจัยของอาจารย์ประจำ ประจำปีการศึกษา 2565

การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง Read More »

การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2 การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ ผศ.ดร.ฐิติ วิทยสรณะ นายวุฒิศักดิ์ อยู่จำนงค์ นางเบญจพร เกาะแก้ว สำนักงานจริยธรรมการวิจัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันมหาวิทยาลัยรังสิตได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ในงานวิจัยที่เกี่ยงข้องกับคน ของอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาจารย์ที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเพื่อยื่นของตำแหน่งวิชาการ โดยตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 ข้อที่ (6) หากผลงานทางวิชาการมีการใช้ข้อมูลการทำการวิจัยในคนหรือสัตว์ ผู้ขอจะต้องยื่นหลักฐานแสดงการอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่มีการดำเนินการ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงรังสิตจึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต หรือ Rangsit University – Ethical Review Board (RSU-ERB) หรือ เรียกย่อๆว่า คณะกรรมการฯ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2560 เพื่อออกใบรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ให้กับอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ตลอดการทำงานที่ผ่านมา หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของคณะกรรมการฯ คือการได้รับความยอมรับการปฏิบัติงาน จากหน่วยงาน หรือสถาบันภายนอก ทั้งในระดับชาติและในระดับสากล โดยมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ได้รับการยอมรับระดับสากลนั้น คณะกรรมการฯต้องผ่านการรับรองมาตราฐานจากทางหน่วยงานที่มีชื่อว่า The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP) หรือเรียกย่อๆว่า SIDCER-FERCAP ซึ่งทางสำนักงานจริยธรรมการวิจัยและคณะกรรมการฯ ได้มีการวางแผนและเตรียมการเพื่อขอการรับรองมาตรฐานจาก SIDER-FERCAP โดยแผนการและการเตรียมการนั้นทางสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ได้รายงานในแบบรายงานแนวปฏิบัติที่ดีตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เรื่อยมา ซึ่งสำนักงานจริยธรรมการวิจัยได้รับรางวัลชมเชยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ 3 ปีซ้อนคือ ในปีการศึกษา 2564 เรื่อง “การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” ในปีการศึกษา 2565 เรื่อง “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” และในปีการศึกษา 2566 เรื่อง “การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)”           ในปีการศึกษา 2567 หลังจากได้นำเอาหลักการ และแนวปฏิบัติที่ได้ทำมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มาปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการรับรองจากมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก SIDCER-FERCAP ถือเป็นคณะกรรมการจริยธรรมในคน จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก และแห่งเดียวในตอนนี้ได้ได้รับการรับรอง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ สำนักงานจริยธรรมการวิจัยในคน วิธีการดำเนินการ           เพื่อให้ได้การรับรองมาตราฐานจาก SIDCER-FERCAP นั้น ทางคณะกรรมการฯ ได้นำเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ที่ได้รับรางวัลชมเชยแนวทางปฏิบัติที่ดี 3 ปีซ้อนคือ ในปีการศึกษา 2564 เรื่อง “การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” ในปีการศึกษา 2565 เรื่อง “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” และในปีการศึกษา 2566 เรื่อง “การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)” ซึ่งจะกล่าวคร่าวได้ดังนี้ 1. การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต และขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ซึ่งมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ชุดปัจจุบัน (แต่งตั้งเมื่อปี 2566)  ประกอบด้วยกรรมการภายหลักจำนวน 12 คน Lay person 2 คน และกรรมการสมทบจำนวน 70     1.2  มีการจัดตั้งสำนักงานจริยธรรมการวิจัย โดยใช้ห้อง 1/504 ซึ่งห้องนี้จะเป็นห้องที่ใช้เป็นสำนักงานจริยธรรมการวิจัย โดยเฉพาะ มีการจัดหาอุปกรณ์สำนักงานสำหรับงานจริยธรรมการวิจัยในคน โดยเฉพาะ มีการจัดหาบุคลากรและเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานในส่วนของจริยธรรมการวิจัย โดยเฉพาะ มีการจัดทำ Standard Operating Procedures หรือ SOP ของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งปัจจุบันเป็น version ที่ 2.2 มีการพิจารณาข้อเสนอโครงการครอบคลุม 3 ระดับคือ Exempted, Expedited และ Full board มีการพิจารณาข้อเสนอโครงการระดับ Full board ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน มีการติดตามการดำเนินงานของนักวิจัย หลังจากที่ได้รับใบรับรองจริยธรรมการวิจัย ทุกปี มีการจัดอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยให้กับอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทุกปี 2.การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)”    2.1 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้าง และองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ   2.2 ขั้นตอนการเตรียม Standard Operating Procedures หรือ SOP   2.3 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการฯ   2.4. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการติดตามผลหลังจากได้รับหนังสือรับรอง และการติดตามการปิดโครงการ   2.5 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านเอกสารและการจัดการเอกสาร 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           คณะกรรมการฯ ได้รับการประเมินการปฏิบัติงานจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)  ในวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย ห้อง 1-505 และห้องประชุม 1-301 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้ ศ. เกียรติคุณ ดร. พญ. จันทรา กาบวัง เหล่าถาวร, Survey Coordinator ผศ. ดร. พญ. พรรณทิพา ว่องไว,  Lead Surveyor รศ. ดร. พญ. ศิริอนงค์ นามวงศ์พรหม,  Local Surveyor                      ดร. พญ. อรวรรณ ศิลปะกิจ, Local Surveyor Sangeeta Desai, Foreign Surveyor From India รศ.ดร. อารีวรรณ เชี่ยวชาญวัฒนา Assistance Surveyor กรรมการจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน อีกจำนวน 15 คน รูปที่ 1 บรรยากาศในวันประเมินระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2566           หลังจากได้รับการประเมิน กรรมการผู้ประเมินได้มีขอแนะนำต่างๆ ให้ทางคณะกรรมการฯแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตราฐานสากล ก่อนที่จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อได้คำแนะนำจากกรรมการผู้ประเมินแล้ว คณะกรรมการฯจึงได้ทำการวางแผนงาน และแก้ไข ปรับปรุงตามคำแนะนำต่างๆ จนในวันที่ 6 กันยายน 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยระบบการรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (National Ethics  Committee Accreditation System of Thailand :NECAST) ได้เสนอบทบาทในฐานะผู้ตรวจติดตามการรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ภายหลัง SIDCER Recognition เพื่อเป็นการทบทวนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาทำการตรวจติดตามผลการแก้ไขของคณะกรรมการฯ รูปที่ 2 บรรยากาศในวันประเมินระหว่างวันที่ 6 กันยายน 2567 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            หลังจากผ่านการประเมินติดตามการดำเนินงาน และการแก้ไขปรับปรุงของคณะกรรมการฯ แล้ว คณะกรรมการฯจึงได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานจาก SIDCER-FERCAP  อย่างเป็นทางการ และได้เดินทางไปรับโล่ห์การรับรองการปฏิบัติงาน ที่โรงแรม Everest Hotel กรุงกาฐมัณฑุ ประเทศเนปาล ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา รูปที่ 3 บรรยากาศการรับโล่ห์รางวัลที่โรงแรม Everest Hotel กรุงกาฐมัณฑุ ประเทศเนปาล ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 รูปที่ 4 โล่การรับรองการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ จาก SIDCER-FERCAP ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          การที่คณะกรรมการฯ ได้รับรองจาก SIDCER-FERCAP ในครั้งนี้นั้น ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ คณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่รับหน้าที่พิจารณาโครงการที่ส่งเข้ามาให้พิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพตรงไป ตรงมา ตามหลักวิชาการ และมีกัลยณมิตรต่อนักวิจัย   เจ้าหน้าที่ในสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ที่ช่วยให้การปฎิบัติงานของคณะกรรมการฯ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ที่ส่งโครงการเข้ามาขอการรับรอง ที่เข้าใจการทำงานของคณะกรรมการฯ          คณะกรรมการฯ ได้ผ่านการรับรองจาก SIDER-FERCAP ซึ่งถือว่าเป็นคณะกรรมการจริยธรรมในคน จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก และแห่งเดียวในตอนนี้ ที่ได้การรับรอง ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นอย่างมากในวงการวิชาการและวิจัย ดังนั้นการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ถือเป็น Best Practice หรือเป็นแบบอย่างที่ดีที่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน จากสถาบันอื่นที่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก SIDCER-FERCAP มาเรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติตาม ซึ่งได้มีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนจากหลายสถาบันได้ติดต่อเข้ามาขอเยี่ยมชมการดำเนินงานของคณะกรรมฯ ตลอดจนการขอพูดคุยเพื่อขอทำ MOU กับคณะกรรมการฯ ในอนาคต

การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) Read More »

การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR3.3.1/1 การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี นายธงชัย บุญเกิด นายพสุ กุนทีกาญจน์ นางสาวนิตยา ป้องศรี นายขุนคำ ปองรักษาชีวิต นางสาวไพวัลย์ ปัญญามูล สำนักงานทะเบียน สำนักงานการเงิน สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ ในปัจจุบัน ระบบสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสามารถช่วยให้การดำเนินงานต่างๆ มีประสิทธิภาพ เช่น ลดระยะเวลา ประหยัดทรัพยากร การดำเนินงานแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบเอกสารและการจัดการข้อมูลด้วยมือ (Manual) มักประสบปัญหาหลายประการ เช่น ความล่าช้าในการค้นหาและประมวลผลข้อมูล ความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน การสูญหายของเอกสารสำคัญ และการสิ้นเปลืองทรัพยากรกระดาษจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดการทำงานที่แยกส่วนและขาดการบูรณาการ                ด้วยเหตุนี้ การนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในหลายมิติ ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในรูปแบบดิจิทัล การประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานแบบเรียลไทม์ การลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร           ผู้ให้ความรู้เล็งเห็นว่างานบางส่วนของสำนักงานทะเบียน สามารถนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานดังที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ ในการถอดความรู้ครั้งนี้ จึงจะขอนำเสนอตัวอย่างงาน 2 ตัวอย่าง ได้แก่  1) งานระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล 2) งานระบบคำร้องขอเงินคืนกรณีสำเร็จการศึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย (กรณีศึกษาฐานข้อมูลบริการวิชาการ) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี นายธงชัย บุญเกิด นายพสุ กุนทีกาญจน์ นางสาวนิตยา ป้องศรี นายขุนคำ ปองรักษาชีวิต นางสาวไพวัลย์ ปัญญามูล วิธีการดำเนินการ ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยังขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก)  สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การดำเนินงานในส่วนของงานระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล และงานระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษา มีแนวทางในการดำเนินการตามวิธีการดำเนินการที่กล่าวไว้ แต่มีความแตกต่างกันในขั้นตอนต่างๆ เช่น                ในการพิจารณาเกี่ยวกับระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ระบบที่ใช้อยู่มีการรับคำร้องผ่านระบบออนไลน์อยู่แล้ว แต่พบว่ายังไม่สามารถชำระเงินค่าคำขอได้ทันที ประกอบกับเอกสารสำคัญทางการศึกษา มีขั้นตอนในการผลิตพอสมควร ตั้งแต่การเข้าไปค้นหาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล พิมพ์เอกสาร เซ็นรับรอง ประทับตรา ซึ่งทำให้การขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการนำ LINE OA: RSU Connect ซึ่งใช้ในการตรวจสอบผลการเรียน มาใช้เป็นช่องทางในการยื่นคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษา และชำระเงินออนไลน์ได้ทันที จากนั้นเมื่อได้รับคำร้องมาที่ระบบ ทางเจ้าหน้าที่เพียงทำการตรวจสอบข้อมูล และยืนยัน ระบบจะทำการสร้างเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลพร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล และส่งกลับไปให้นักศึกษาได้เลย ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่อง 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร ซึ่งระบบดังกล่าวหลังจากพัฒนาได้ใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่พบปัญหาในส่วนของนักศึกษาที่เกรดพึ่งออกครบแล้วอยากขอใบรับรองว่าจบการศึกษาในทันที กรณีนี้ สถานะในระบบยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน เมื่อขอเข้ามาจึงยังมีสถานะกำลังศึกษาอยู่ แต่ปัจจุบันได้มีพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับการดำเนินการในกรณีดังกล่าวแล้ว           สำหรับในส่วนของระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษา ขั้นตอนที่ใช้ก่อนหน้านี้ นักศึกษาจะต้องไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้บริหารคณะเพื่อให้เซ็นใบคำร้อง จากนั้นจะมาที่สำนักงานทะเบียนเพื่อมาตรวจสอบว่าจบการศึกษาจริง ไม่มีหนี้ค้างหรือเงื่อนไขอื่นๆ เมื่อเรียบร้อยจะต้องไปติดต่อที่สำนักงานการเงินเพื่อให้ข้อมูลบัญชีเพื่อรอการโอนเงินค่าประกันคืน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่า ขั้นตอนการไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้บริหารคณะนั้น ไม่มีความเกี่ยวโยงกับเงื่อนไขในการพิจารณาขอเงินค่าประกันคืน ประเด็นสำคัญคือ นักศึกษาจบการศึกษาจริงหรือไม่ และมีหนี้ค้างหรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่ต้องจัดการก่อนไหม โดยข้อมูลเหล่านี้มีจัดเก็บอยู่ในระบบแล้ว การมาติดต่อสำนักงานทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จึงไม่จำเป็นเช่นกัน ดังนั้นนักศึกษาสามารถเข้าสู่ระบบคำร้องและระบบจะตรวจสอบได้ทันที หากไม่ติดอะไรสามารถให้ข้อมูลบัญชีเพื่อรอการโอนเงินค่าประกันคืน ซึ่งระบบจะส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับทางสำนักงานการเงินโดยตรง ซึ่งระบบดังกล่าวหลังจากพัฒนาได้ใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           ระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมีการใช้งานมาประมาณ 8 เดือน มีการขอใช้งานมาไม่น้อยกว่า 4,415 รายการ แบ่งเป็น ใบรับรอง 2,087 รายการ ใบแสดงผลการเรียน 2,028 รายการ รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 400,000 บาท ซึ่งหลังจากนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้ จากการสอบถามนักศึกษา พบว่านักศึกษารู้สึกสะดวก กระบวนการขอเอกสารสำคัญมีความรวดเร็ว ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน สามารถให้บริการได้สะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณการใช้งานระบบดังกล่าวในปัจจุบันยังใช้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเมื่อเทียบกับการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบกระดาษ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อสร้างความรับรู้และความมั่นใจให้กับนักศึกษาในการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งล่าสุดทางวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ปกติจะมีการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบกระดาษให้กับนักศึกษาทั้งวิทยาลัย แต่ในตอนนี้มีการขอเป็นรูปแบบดิจิทัลแทนแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคณะ/วิทยาลัย อื่นๆ ต่อไปได้ อันจะส่งผลให้ปริมาณการใช้งานเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมาใช้แสดงดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 ขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ ระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามีการใช้งานมาประมาณ 7 เดือน มีการใช้งานมาไม่น้อยกว่า 2,100 รายการ ซึ่งจากการสอบถามนักศึกษา พบว่านักศึกษาค่อนข้างพึงพอใจ เนื่องจากได้รับเงินคืนรวดเร็ว และลดขั้นตอนไปได้หลายขั้นตอน ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานนั้น ระบบดังกล่าวช่วยลดการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถสืบค้นข้อมูลและดำเนินการคืนเงินให้นักศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ           ดังนั้น บทสรุปความรู้หรือสิ่งที่ค้นพบจากการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน คือ สามารถช่วยให้การดำเนินงานต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลไปถึงความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งการที่ระบบดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การทำงานได้เป็นอย่างดี เป็นผลมาจากการเข้าใจกระบวนการทำงาน เมื่อวิเคราะห์และพิจารณาความเป็นไปได้รวมถึงผลลัพธ์และความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น จะสามารถทราบได้ขั้นตอนไหนควรปรับหรือเปลี่ยนหรือนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้งาน โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามาใช้แสดงดังภาพที่ 2 โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามาใช้แสดงดังภาพที่ 2 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้สำเร็จ คือ ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงจริงๆ ควรดำเนินการดังนี้ ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยังขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก) สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว                ซึ่งเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ควรตัดสินใจร่วมกันทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมสร้างผลกระทบบางอย่างทั้งในเชิงบวกและลบ ซึ่งเมื่อทุกคนเข้าใจและพร้อมจะเปลี่ยนแปลง แม้จะพบปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขต่อไป เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยประเด็นสำคัญ ที่ต้องพิจารณาหลังจากนำระบบสารสนเทศมาใช้ คือ ความสเถียรของระบบสารสนเทศ ต้องสามารถทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในความถูกต้องแม่นยำ ไม่เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาให้ต้องแก้ไข โดยหากเกิดประเด็นดังกล่าว ต้องรีบแก้ไขปรับปรุงระบบสารสนเทศให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ                แต่อย่างไรก็ตามนโยบาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเอื้อหรือสนับสนุนสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง หากยังมีระเบียบหรือเงื่อนไขใดที่เป็นอุปสรรคต้องรีบดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกัน ซึ่งผู้ให้ความรู้เชื่อว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะสามารถเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำขั้นตอนวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อตัดสินใจในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน

การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน Read More »

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี : บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการ​ นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร นายกิตติธัช ช้างทอง นางสาวชวัลรัศมิ์ จตุเทน และ นางสาววิลาวัณย์ แดนสีแก้ว สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งเน้นการพัฒนา สังคม ชุมชน และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วัตถุดิบท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน              โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าทอพื้นเมืองจากฝ้ายย้อมคราม ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านลวดลายโบราณ เทคนิคการถักทอด้วยมือ เส้นฝ้ายแท้ และกระบวนการย้อมสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชุมชน ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงมุ่งมั่น ยกระดับผ้าทอพื้นเมืองให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น                ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญในด้านศิลปะวัฒนธรรมการทอผ้า ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ของทางภาคอีสาน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. 2558 การศึกษาและพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากร ผ่านการลงพื้นที่ศึกษากระบวนการผลิตผ้าทอพื้นเมืองของชุมชนอำเภอเขมราฐ โดยเน้นการศึกษาและลงมือปฏิบัติในด้านการพัฒนาลวดลาย การใช้สีธรรมชาติ และเส้นใยธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจที่นำใช้ในกระบวนการทอผ้า  จากลวดลายดั้งเดิมสู่นวัตกรรมองค์ความรู้จากนักศึกษาและสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไปบูรณาการร่วมกับชุมชน ในการสร้างลวดลาย โทนสี เส้นใยใหม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้ตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมของตลาดในปัจจุบัน โดยการนำลวดลายดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความงามและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับปรุงและพัฒนาให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น                        การศึกษาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้น  เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยการสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะ วัฒนธรรม และวัตถุดิบที่ใช้ในชุมชน ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้มีคุณค่าและสามารถนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว             ช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2560 ได้ดำเนินการศึกษาลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและพัฒนาลวดลายผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ใช้ผ้าพื้นเมือง ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้ลวดลายดั้งเดิมให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของตลาดสมัยใหม่ โดยมีการออกแบบที่สามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองให้มีความน่าสนใจในรูปแบบที่ร่วมสมัย การวิเคราะห์และการออกแบบเครื่องแต่งกายจากลวดลายผ้าไทยในกระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และสามารถรักษาคุณค่าและความหมายทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรกในงานเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ “ฤดูกาลบอกรัก (ษ์) เขมราษฎร์ธานี” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับชุมชน ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ระหว่างเทศบาลตำบลเขมราฐและมหาวิทยาลัยรังสิต              ช่วงปี พ.ศ. 2561 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการศึกษาและพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองเขมราฐ ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ หมวก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามวิถีชีวิตชุมชน ได้ถูกออกแบบโดยนักศึกษาให้มีความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้ผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐให้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเสนอผ้าพื้นเมืองในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมเสริมการท่องเที่ยวเมืองเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยรังสิต             ช่วงปี พ.ศ. 2562 – 2564 การถ่ายทอดกระบวนการทอผ้าพื้นเมืองและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์สื่อมัลติมีเดียทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีการนำเสนอในมิติการท่องเที่ยวและรูปแบบสารคดี ผ่านช่อง YouTube สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมัลติมีเดียที่สร้างขึ้นในปีดังกล่าวได้รวบรวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีการทอผ้าพื้นเมือง ลวดลายผ้าที่มีเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมไปถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตชุมชนและการพัฒนาในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในรูปแบบสารคดีช่วยให้ผู้ชมเข้าใจถึงกระบวนการทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้า และยังเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในพื้นที่อำเภอเขมราฐ ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทอผ้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สาธารณะชนในวงกว้าง อีกทั้งได้เสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการตลาดและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน             ช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2566 การพัฒนา การออกแบบลวดลายผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ โดยการนำมาประยุกต์เข้ากับแพทเทิร์นที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ซึ่งได้ศึกษา ทดสอบร่วมกับเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนา คือ การนำหนังแท้จาก ที่ผลิตโดยโรงผลิตในเขตพื้นที่ชุมชนหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังแท้ที่ใช้ร่วมกับผ้าพื้นเมืองในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผลงานมีความทันสมัยสู่สากล และคงคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงสุด             ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2566 ได้มีการสร้างสรรค์พัฒนารูปแบบจากผ้าพื้นเมืองลวดลายโบราณสู่ลวดลายผ้าขาวม้า ที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงในเรื่องของ concept การถักทอด้วยมือ ลวดลายและสีธรรมชาติ จากชุมชน ลงพื้นที่ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีพัฒนาบ้านโพธิ์เมือง “เฮือนชูฮัก โฮมสตังค์” บ้านโพธิ์เมือง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มาจากวิถีชีวิตชุมชนสะท้อนผ่านบนพื้นผ้าผ้าขาวม้าทอมือ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากกระบวนการ การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้สี  ใช้เส้นใย การถักทอผ้า จนถึงขั้นตอนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมโครงการ eisa อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จัดขึ้นโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เตรียมพร้อมสนับสนุนผ้าขาวม้าทอมือทั่วประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Creative Young Designers Season 3 เข้าผนึกกำลังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า พร้อมการจัดกิจกรรม Workshop ต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาและชุมชน ก่อนไปสู่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบตัดเย็บชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้า ให้มีความเป็นสากล เข้าถึงคนเมืองมากขึ้น จนได้โมเดลผลงานสร้างสรรค์ต้นแบบชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้าส่งมอบให้แก่ชุมชน  อีกทั้งเพื่อส่งเสริม  การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือของชุมชน และการสร้างโอกาสในการขยายตลาดประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี สู่การผลิตสื่อจากโครงการ eisa  ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมลงพื้นที่และบันทึกเทปการถ่ายทำสื่อวิดีโอ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่โครงการผ่านสื่อต่างๆ อาทิ รายการบันทึกไทยเบฟ และ ช่อง Amarin TV 34HD สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้มอบลวดลายสร้างสรรค์ผ้าขาวม้าอำเภอเขมราฐให้กับชุมชนได้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่อไป       ในเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ ตลาดบกสืบสานวัฒนธรรมไทย สัมผัสวิถีชุมชนเขมราษฎร์ธานี ดินแดนแห่งความสุข ประจำปี 2566                จากกิจกรรม “10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยกระทรวงวัฒนธรรม  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านทางวิชาการ           ช่วงปี พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน การออกแบบ ผลิตภัณฑ์กางเกง “บอกรักษ์เขมราฐ” จากลวดลายวิถีชีวิตเขมราฐได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าพื้นเมือง วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ภายใต้กระบวนการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาผ่านการวาดลายเส้นอย่างละเอียด โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษา คิดค้นและออกแบบลวดลาย การผสมผสานระหว่างการออกแบบลวดลายผ้าด้วยเทคนิค  การพิมพ์สกรีนสี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ทำให้ผลงานมีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น  คงรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน และมอบลวดลายผ้าที่ออกแบบนี้ให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในอำเภอเขมราฐ และยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและชุมชนในการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้วัสดุพื้นบ้านที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน              การศึกษานี้ ถือเป็นการช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นการรวบรวมข้อมูลสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่สามารถพัฒนาต่อยอดนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ในด้านของเรื่องราววิถีชีวิตชุมชน ความงาม และคุณภาพของวัตถุดิบชุมชน โดยการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย การลงพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับชุมชนตลอดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) จึงเป็นกระบวนการที่เสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักศึกษา บุคลากร และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                การใช้ความรู้ในการพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองนั้น โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจและศึกษาลักษณะเฉพาะของวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาของชุมชน การออกแบบลวดลายผ้าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความงดงามและสะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การศึกษาและวิจัยลวดลายดั้งเดิมของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าให้คงอยู่ ลวดลายเหล่านี้มักมีความหมายทางสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นลวดลายที่ทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างสรรค์ลวดลายผ้าให้คงเอกลักษณ์ของชุมชน ทั้งด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ทันสมัยและมีความหมายทางสังคม โดยกระบวนการศึกษาลงมือปฏิบัติ  มีการพัฒนาองค์ความรู้สำคัญ ดังนี้                1.องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลายผ้า                การศึกษาและเข้าใจลวดลายดั้งเดิมของชุมชน โดยลวดลายและสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญ  ในวัฒนธรรมท้องถิ่นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงคำนึงการใช้สีธรรมชาติในการออกแบบ เรียนรู้การใช้สีจากธรรมชาติที่ได้จากพืช แร่ธาตุในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีผลต่อลวดลายผ้า สีที่ได้จากธรรมชาติมักจะมีเอกลักษณ์และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากสีสังเคราะห์ รวมถึงการผสมผสานระหว่างลวดลายดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามร่วมสมัย ซึ่งแนวทางการออกแบบ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าได้ นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้  ดังนี้                         Design Thinking                กระบวนการออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ  มีกระบวนการดังนี้ การเข้าใจปัญหา, การกำหนดปัญหา, การระดมความคิด, การสร้างต้นแบบ  และการทดสอบ                Sustainable Design Model                การออกแบบที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนในการใช้วัสดุและกระบวนการผลิต                Modular Design                การออกแบบที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้ โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและพัฒนา                Cultural Design Model                การออกแบบที่ใช้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น ซึ่งช่วยในการสื่อสารเรื่องราวและความเป็นเอกลักษณ์                Innovation Design Model                เน้นการคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการออกแบบเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม                The Four Pillars of Sustainability                การนำ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม มาเชื่อมโยงกัน องค์ความรู้ด้านกระบวนการทอผ้า                การเรียนรู้เทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมในชุมชน เกี่ยวกับเทคนิคการทอ ซึ่งกี่ทอผ้าของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะตัวของมันจะช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่สวยงามและคงความเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ได้ และต้องคำนึงถึงการคัดสรรวัสดุที่ใช้ในการทอผ้า การเลือกวัสดุทอผ้าที่มีความเหมาะสม เช่น ไหม ฝ้าย หรือใยจากธรรมชาติพืชท้องถิ่น อีกทั้งการพัฒนาเทคนิคการทอให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ปรับปรุง พัฒนาเทคนิคการทอในรูปแบบใหม่ๆ โดยการผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่เพือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                        Biomimicry Design                การนำแนวคิด Biomimicry มาประยุกต์ในการออกแบบการทอผ้า ในการศึกษาธรรมชาติในการทอรวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับธรรมชาติ                Sustainability Design                การออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกด้าน โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  การออกแบบที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติหรือการใช้เทคนิคการทอที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยสารพิษ  องค์ความรู้ด้านการใช้สีธรรมชาติ                การเรียนรู้วิธีการสกัดและใช้งานสีจากธรรมชาติ เช่น คราม, ฝาง, ครั่ง, ใบไม้กิ่งไม้ และอื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติในการย้อมสีผ้า โดยเลือกใช้สีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและวิธีการย้อมที่เป็นมิตรต่อโลก นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                     Color Wheel Model                โมเดลวงล้อสีเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเลือกสี                Cultural Color Significance                การเลือกใช้สีในแต่ละวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ                Pantone Matching System                การจับคู่สีมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการออกแบบ องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง การนำผ้าที่ทอมาออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย  รวมไปถึงการรักษาคุณภาพและความคงทนของผ้า โดยผ่านการทดสอบและพัฒนาเทคนิคการทอและการย้อมสีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Sustainable Design Framework (การออกแบบที่ยั่งยืน)                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยใช้วัสดุ ที่ยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แนวทางนี้ ช่วยให้กระบวนการผลิตสีธรรมชาติ  มีความยั่งยืน                Cradle to Cradle Design (C2C)                โมเดลการออกแบบนี้ มุ่งเน้นการผลิตที่ไม่มีขยะโดยใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัสดุหรือในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ การใช้สีจากธรรมชาติที่ไม่ทิ้งสารพิษและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการผลิตอื่น ๆ                Brand Identity Model                มุ่งเน้นการสร้างและการจัดการภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สะท้อนถึงคุณค่าหลักและเอกลักษณ์ของแบรนด์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้   องค์ความรู้ด้านความยั่งยืน                การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน โดยการเลือกใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน เช่น วัสดุธรรมชาติที่สามารถผลิตและใช้ใหม่ได้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์เอกลักษณ์ชุมชน                การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากนักปราชญ์ในชุมชน การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในการทอผ้าและการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ โดยร่วมมือกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ การผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การสร้างสรรค์งานยังคงสะท้อนอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ความคิดของชุมชน นักศึกษา และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Community-Based Sustainable Development                การพัฒนาโดยมีการมีส่วนร่วมจากชุมชนในการตัดสินใจและดำเนินการ โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งที่มีค่าในท้องถิ่น                Cultural Heritage Preservation                การอนุรักษ์และปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของเป็นวัตถุและที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดการและดูแลมรดกทางวัฒนธรรมให้มีความยั่งยืนในด้านการศึกษาและการปกป้อง                Cultural Capital Model                ทุนทางวัฒนธรรม ที่มีค่าของชุมชน                Cultural Identity Model                ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นและการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมเพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและวิถีชีวิตของชุมชน                Heritage and Legacy Model                การสร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์และการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อให้คงอยู่ในเยาวชนไทยรุ่นหลัง                7.องค์ความรู้ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน                การจัดการด้านของจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ถือเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น นักศึกษา  และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                  ทฤษฎีเศรษฐกิจฐานราก        โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ผ่านการผลิตและจำหน่ายสินค้าของตนเอง โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใช้เครือข่ายในท้องถิ่น ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมประจำทุกสัปดาห์ ตลาดชุมชน ศูนย์สินค้า OTOP หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้เน้นแนวคิด “การตลาดเพื่อชุมชน” ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับชาวบ้าน นักปราชญ์ชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี                                       อื่น ๆ (ระบุ) หนังสือ ตำรา บทความวิจัย วิชาการ ด้านศิลปะการออกแบบ ศิลปวัฒนธรรม และคติชนสร้างสรรค์ วิธีการดำเนินการ                ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) ได้ถอดบทเรียนจากการศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่นักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาก  การศึกษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่น                การศึกษากระบวนการทอผ้าเริ่มต้นด้วยการเข้าใจถึงเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่นในแต่ละชุมชน เช่น การศึกษาลวดลาย เทคนิคการทอ วัสดุที่ใช้ และการเล่าเรื่องราวที่ผ้าสื่อถึง ผ้าไหม ผ้าฝ้ายในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านลวดลายผ้า สำรวจและเก็บข้อมูลจากชุมชน                การที่นักศึกษาและบุคลากรลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมพร้อมศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเรื่องเล่าและตำนาน ทอผ้าและมีประวัติศาสตร์ทอผ้าอันยาวนาน โดยใช้กระบวนการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากชาวบ้านหรือช่างทอผ้า ปราชญ์ชวบ้าน ผู้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าและลวดลายเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ  ศึกษาลวดลายและสัญลักษณ์       การศึกษาเกี่ยวกับลวดลายที่สำคัญของชุมชน เช่น ลายดอกไม้, ลายสัตว์, ลายธรรมชาติ หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายทางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของชุมชน ให้สามารถรักษาความหมายและความสำคัญของลวดลายในผืนผ้า ซึ่งผ้าฝ้ายทอเมืองเขมราษฎร์ธานี อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องเล่าและตำนานผ่านลวดลายบนผืนผ้าทอจำนวน 14 ลวดลาย ดังนี้ 1) ลายช่อเทียน                   เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 ของเมืองสยาม ชาวบ้านโคกกงพะเนียงอยู่ในศีลกินในธรรมมาโดยตลอด ผู้ชายก็ออกรบอยู่ไม่ขาด ถ้าทางราชการต้องการก็จะส่งคนที่เก่งฟันดาบคาถาอาคมไปช่วยอยู่มิขาด เมื่อนางนวลตั้งท้องได้ 3 เดือน สามีของนางถูกส่งไปช่วยเหลือราชการแดนไกล เมื่อไปแล้วถูกส่งไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองหลวง เพราะสามีนางเก่งกาจวิชาอาคมบู๊บุ๋น นางสวดมนต์ภาวนาเสมอ นางเป็นผู้นำชาวบ้านลงวัดผู้นำขึ้นบทสวด ผู้นำร้องสรภัญญะ เสียงของนางไพเราะ ใสเหมือนระฆัง นางเลี้ยงลูกได้ 9 – 10 ปี มีทหารขี่ม้าส่งข่าวสารเขียนว่า “ข้าสบายดี จะได้กลับบ้านเราแล้ว ให้นำข่าวไปบอกญาติๆ ข้าด้วย คิดถึงทุกชั่วทุกยาม” ข้าคำหาญ นางดีใจจนสุดที่จะบรรยาย นางได้จุดเทียนสวดมนต์ด้วยน้ำตาและตั้งใจว่าจะมัดหมี่ลายช่อเทียนเป็นครั้งแรก โดยจำลองเอาเทียนที่ตนไหว้พระสวดมนต์มาทำแนวลายมัดหมี่ นางมัดหมี่เพื่อจะใส่อวดสามีตอนกลับมา นางมัดเวลาพลบค่ำจนถึงไก่ขันจึงเสร็จ แสงเทียนนางสว่างทั้งคืน นางมัดเสร็จภายในคืนเดียว ตื่นเช้ามานางย้อมคราม นางมีเจตนาว่าถ้าผู้ใดได้ใส่ผ้ามัดหมี่ลายนี้ นางขออวยพร 2) ลายดาวเคียงเดือน                   เมื่อราวรักสามเศร้าที่ไม่สมหวัง เมื่อชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวคือนางเดือนเต็มและนางแสงดาวลูกสาวเศรษฐี พ่อแม่ฝ่ายชายจะยกขันหมากไปสู่ขอนางเดือนเต็มให้ แต่ด้วยความกลัวว่าทั้งสองนางจะเสียใจชายหนุ่มจึงเข้าไปขวางขบวนขันหมาก ฝ่ายพ่อโมโหมาก จึงเนรเทศลูกออกจากเมืองด้วยกลัวเสียหน้าจึงยกขบวนขันหมากไปสู่ขอลูกสะใภ้เช่นเดิม แต่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเจ้าบ่าว ฝ่ายหญิงจึงคิดค่าปรับเป็นทองคำ 10 บาท  วันหนึ่งขณะที่สองนางไปเที่ยวป่าของชายทุ่ง ชายหนุ่มได้เขียนจดหมายไปบอกลาว่าเขาไม่สามารถที่จะแต่งงานกับใครได้เลย เพราะทั้งคู่ต่างดีกับเขา ไม่อยากให้ใครต้องมาทุกข์ใจ เขาจึงขอบวชตลอดชีวิตเพื่อชดเชยความผิดในครั้งนี้ 3) ลายนาคน้อย                   เกิดขึ้นพร้อมกับมีชาววงศ์ปัดสาสร้างวัดกลางเมื่อนานมาแล้ว ข่าวเล่าขานกันอยู่มิขาดระยะ คือชาวบ้านโคกกงพะเนียงได้พบเห็นนางสองนางมายืมฟืม ในเวลาบ่ายคล้อยเกือบค่ำ วันศีล 5 พอดี วันนั้นมีลมพัดโชยมาเยือกเย็นผิดปกติ นางฟางนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน นางทั้งสองสวยผิวขาวเหลือง มีปิ่นปักผม 3 ช่อ ข้างหูทั้งสองข้าง ผมยาวกลางหลัง นางยิ้มและพูดว่า “ข้ามาขอยืมฟืมเจ้าไปทอผ้าสัก 5 – 6 วันแล้วจะเอามาส่งคืน” นางฟางตอบว่า “ทำไมเร็ว จะทออะไรถึงได้ทอ 5 – 6 วัน” นางบอกว่า “ข้าจะทอผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อย” “เจ้าให้ยืมเถิด ข้าจะทอลายนาคน้อยมาให้เจ้าดู” แล้วนางฟางก็ถามว่า บ้านเจ้าอยู่ที่ใด นางตอบ “อยู่ฝั่งห้วยใกล้ นี่เอง” นางฟางคิดว่าเป็นชาวบ้านท่าปัดซุมฝั่งลาวนั่งเรือมายืมจึงให้ไป โดย 5 วันต่อมาอากาศอึมครึม ลมเย็น ๆ เช่นเดิม เวลาเดิม นางทั้งสองเดินเข้ามา “ข้าเอาฟืมมาส่งแล้ว” นางก็อวดผ้าซิ่น นางฟางรีบเดินมาขอดูใกล้ ๆ  ก็ตกใจ ลายผ้าเป็นตัวนาคน้อยจริงๆ นางบอกว่า “เจ้าทอลายนี้นะ ข้าจะอวยพร ใส่แล้วชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข” ถ้าเจ้าเห็นบั้งไฟผุดขึ้นเหนือน้ำ เจ้าอย่าพากันตกใจ คือพญานาคท่านมาอวยพรให้เจ้าอยู่เย็นเป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน แล้วนางก็เดินจากไป นางฟางคิดว่าทำไมจึงอวยพรอย่างนี้ จึงรีบชวนนางจันนางยืนแอบตามไปส่องทางดูว่า จะกลับไปบ้านใด นางย่องไปจนถึงฝั่งโขงเห็นสองนางโบกมือลา นางฟางตกใจว่ากูอยู่ในป่ากล้วยแท้ ๆ ทำไมนางถึงได้เห็น ภาพที่นางฟางได้เห็นคือ นางเดินลงน้ำ   เห็นแต่เส้นผมฟูน้ำหายไป…ฯ” 4) ลายเม็ดข้าวสาร                    ลายนี้กล่าวถึงพิธีกรรมไหว้ผีนา หรือที่อีสานเรียนกว่าผีตาแฮก จะกระทำในวันแรกที่จะเริ่มเพาะปลูกข้าวพร้อม ๆ กับพิธีแรกนาขวัญ เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ข้าวกล้าบริบรูณ์ดี ได้ข้าวเม็ดงาม แม้หากใครได้สวมใส่จะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 5) ลายดอกหญ้า                    อัญญาวังวงศ์ปัดสา เห็นชาวกรุงเดินผ่านชาวบ้าน พวกเขาแต่งตัวสวยงาม วาจาไพเราะ ขณะที่ชาวบ้านแต่งตัวธรรมดา ๆ และรู้สึกขัดเขินเมื่อต้องพูดจากับชาวกรุง จึงเกิดความน้อยใจ และเปรียบว่าชาวเขมราฐเป็นเหมือนเช่น “ดอกหญ้า” แต่ดอกหญ้าสามารถออกดอกผลิบานได้ทุกหนแห่ง คนอีสานก็มีดีเช่นกัน  มีที่ดินไร่นามากมาย มีข้าวกล้าอุดมสมบรูณ์ สักวันหนึ่งคนทั้งหลายจะได้พึ่งพาชาวอีสานขอให้ชาวอีสานได้ภูมิใจในตนเองเถิด นางหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลง แล้วลุกขึ้นมาฟ้อนรำอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวบ้านจึงถามว่า รำอะไรสวยงามมาก นางจึงตอบว่า รำตุ้มพาง 7) ลายหมี่เอื้อสองคอง                   กาลครั้งนั้นในทุก ๆ ปีของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว ผู้นำชุมชนหรือหมู่บ้านจะตีกลองเรียกประชุมที่ลานวัดเพื่อถามสารทุกข์ความเป็นอยู่ในแต่ละครอบครัว อัญญา บุญทอง วงศ์ปัดสา ได้พบว่า มีครอบครัวผู้หนึ่ง ไม่มีที่ดินทำนา ต้องอาศัยรับจ้างทำนาช่วยผู้อื่น ท่านจึงแบ่งปันที่ดินให้ประมาณ 5 ไร่ เป็นบริเวณชายป่าเพื่อใช้ทำนา โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนใด ๆ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นลาน ผู้นำชุมชนจะตีกลองประชุมที่ลานวัด เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของคนในหมู่บ้าน ครอบครัวของผู้ยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้ทอผ้ามัดหมี่มามอบให้ท่าน ท่านจึงถามว่า “มันคือผ้าอะไร”เจ้าของผ้าจึงตอบว่า “ข้าน้อยได้มัดหมี่เอื้อสองคองมามอบให้ท่าน คองที่หนึ่ง คือ บุญบารมีผู้สูงส่ง คองที่สอง การให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้าน้อยจึงตั้งชื่อว่า หมี่เอื้อสองคอง” คือที่มาของหมี่เอื้อสองคอง จึงมีความหมายว่า ถ้าใครชื่นชอบผ้าลายนี้จะเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งจะให้ทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผู้มีจิตใจประเสริฐงดงาม 8) ลายพญานาคคู่                    เป็นเรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค ผู้ดูแลความสงบสุขของดินแดนสองฝั่ง ลำน้ำโขง ชาวเขมราฐมีความเชื่อเรื่องพญานาคเป็นอย่างมาก และนำมาทำเป็นลายผ้าซิ่นมงคล มีคำทำนายเกี่ยวกับคนที่ชอบนุ่งผ้าซิ่นลายนาคคู่ว่า หญิงที่เลือกผ้าลายนี้แสดงว่าเป็นคนที่รักในศักดิ์ศรี หากตนเองไม่ได้ทำผิดสิ่งใดแล้วมีผู้มากล่าวหาก็จะสู้อย่างถึงที่สุด 9) ลายพานไหว้ครู                   อัญญาวัง วงศ์ปัดสา ได้จำลองเอาพานไหว้ครูที่ปั้นด้วยดินเหนียวเสียบด้วยดอกรัก และดอกจำปี ธูปเทียน ดอกเข็ม เพื่อให้ลูกชายนำไปไหว้ครู ท่านจึงมัดขึ้น 2 ผืน ให้บุตรชายอาจารย์ไพศาล วงศ์ปัดสานำไปไหว้ครู ซึ่งก่อนท่านเสียชีวิต บุตรสาวถามว่าข้าน้อยอยากได้ผ้ามัดหมี่ผืนนี้เพื่อนำไปใส่จะได้ไหม แม่ตอบว่า “ลูกใส่มิได้ดอก ลูกมิคู่ควรแม่ตั้งใจมัดให้ผู้มีวิชาความรู้ เป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนผู้อื่นได้เท่านั้น” ผู้เป็นลูกได้ยินจึงเกิดความรักผ้ามัดหมี่ลายนี้เอาไว้ว่า ตัวเองมิคู่ควร จึงยกให้น้องชายผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ จึงมีความหมายว่า หากผู้ใดชอบผ้าลายนี้เกิดมาจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานสามารถอบรมสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วยสติปัญญา 10) ลายฮั้วอ้อมบ้าน/ลายรั้วล้อมบ้าน  

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน Read More »

“Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR ไม่ระบุ “Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพ การรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก ผู้จัดทำโครงการ​ ทพ. ดร. กุญชร เกิดมณี วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​               การจัดการเรียนการสอนระดับชั้นคลินิก สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ให้มีคุณภาพครบทั้ง ความรู้ความสามารถในการรักษา มีจิตใจที่เมตตา และมีจริยธรรมในวิชาชีพ                 วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้เลือกวิธีการเรียนการสอนในรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” ที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย สามารถรับผิดชอบดำเนินการรักษาตามแผนที่วางไว้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ด้วยตนเอง รวมถึง การติดตามผลการรักษาให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างยั่งยืน                 ในการประเมินความพร้อมของนักศึกษา วิทยาลัยฯ ได้ใช้การวัดและประเมินผลนักศึกษาขณะรักษาผู้ป่วย โดยให้อาจารย์ผู้ดูแลบันทึกข้อมูลลงในแบบให้คะแนนที่เรียกว่า “Daily Performance” ซึ่งมุ่งประเมินทั้งในมิติของความรู้ ทักษะ และจิตพิสัย ในทุกครั้งที่นักศึกษารักษาผู้ป่วย                 ด้วยจำนวนนักศึกษาและการปฎิบัติงาน 9 คาบต่อสัปดาห์(คาบละ 3 ชั่วโมง) ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนหลายหมื่นรายการต่อภาคการศึกษา เป็นปัญหาหลักต่อการนำข้อมูลมาประเมินผลอย่างยิ่ง                 จากการดำเนินงานที่ผ่านมา วิทยาลัยฯ ได้พัฒนาระบบการบันทึกคะแนน“Daily Performance” เริ่มจากการบันทึกด้วยกระดาษมาเป็นระบบดิจิทัล ผ่าน google form เพื่อลดปัญหาการจัดเก็บเอกสาร และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งช่วยให้การประเมินผลทำได้ทันทีหลังการบันทึก ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มสามารถติดตามและตรวจสอบผลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น                 อย่างไรก็ตามระบบการบันทึกคะแนน “Daily Performance”ผ่าน google form ยังคงพบปัญหาสำคัญคือ ขาดกลไกการแจ้งเตือนหรือยืนยันว่าคะแนนได้ถูกบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูล คะแนนนักศึกษาอย่างถูกต้องแล้ว ทำให้เกิดความยากลำบากในการตรวจสอบและติดตามคะแนนที่อาจมีความผิดพลาดหรือตกหล่นได้เช่น อาจารย์ลงคะแนนแล้วไม่ขึ้นในระบบ อาจารย์กรอกข้อมูลส่วนวันที่หรือเวลาผิด หรืออาจารย์เลือกชื่อนักศึกษาผิด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพิจารณาเกรดของวิชาคลินิกที่มีความสำคัญยิ่ง                 การตรวจสอบและติดตามคะแนนด้วยวิธีการเดิมต้องใช้เวลามาก ในขณะที่นักศึกษาทันตแพทย์เองก็มีภาระการเรียนที่หนัก ทำให้มีเวลาว่างน้อยในการติดตามผลคะแนนดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดทำโครงการจึงได้พัฒนาต่อยอดเป็น “ระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฎิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก”  หรือ “ Daily Note” เพื่อลดภาระในการติดตามตรวจสอบคะแนน และเพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนได้ถูกบันทึกอย่างถูกต้อง ครบถ้วน                 ระบบแจ้งเตือนนี้จะส่งการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติไปยังนักศึกษาเมื่อมีการบันทึกคะแนนโดยอาจารย์ผู้ประเมินแล้ว ทำให้นักศึกษาสามารถสอบทานความถูกต้องของคะแนนได้ทันที และระบบยังสามารถตรวจสอบการให้คะแนนที่ผิดพลาดผิดวันผิดพลาดปฏิบัติงาน หากพบข้อผิดพลาด นักศึกษาสามารถแจ้งอาจารย์ผู้ประเมินได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทำการแก้ไขคะแนนให้ถูกต้อง กลไกดังกล่าวจะช่วยลดความเครียด และความวิตกกังวลของนักศึกษาเกี่ยวกับความถูกต้องของคะแนน ทำให้สามารถใช้เวลาไปกับการเรียนและฝึกปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการทำงานในคลินิกมากขึ้น                 นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาแล้ว ระบบนี้ยังช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์ผู้รับผิดชอบในการตรวจทานความผิดพลาดของคะแนน และลดความเสี่ยงที่คะแนนที่ผิดพลาดหรือตกหล่นส่งผลกระทบต่อผลการเรียน หรือการพิจารณาเกรดในภาพรวม ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติจะทำให้กระบวนการติดตามและแก้ไขคะแนนเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด           สรุปได้ว่า ระบบแจ้งเตือนนี้จะช่วยยกระดับกระบวนการบันทึก ติดตาม และแก้ไขคะแนนประเมินการปฎิบัติงานคลินิกของนักศึกษาทันตแพทย์ ให้มีความถูกต้อง โปร่งใส สะดวกรวดเร็ว และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีต่อทั้งตัวนักศึกษาเอง ต่อวิทยาลัยฯ รวมถึงต่อการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมต่อไปในอนาคต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ด้านระบบสาระสนเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ Google Services (Google Form, Google Sheets, Google Apps Script) เพื่อสร้างระบบการบันทึกและจัดการข้อมูลแบบดิจิทัล การออกแบบระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ (Notification System) ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลออนไลน์ การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation) เพื่อลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ความรู้ด้าน การบริหารจัดการการศึกษาทางทันตแพทยศาสตร์ หลักการ จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” การออกแบบระบบการวัดและประเมินผล ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพและเกณฑ์สภาวิชาชีพ กระบวนการติดตามและตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนในระดับคลินิก ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การ นำวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบงาน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากผู้ใช้งานระบบทั้งอาจารย์และนักศึกษา การปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องตามหลักการของ Continuous Quality Improvement (CQI) ความรู้ด้านจิตวิทยาการศึกษา การ ลดความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษาในกระบวนการประเมินผล การสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการประเมินผลการเรียนรู้ การส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความรับผิดชอบในการติดตามและพัฒนาผลการเรียนของตนเอง ความรู้ด้านการทำงานเป็นทีมและการจัดการความรู้ในองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างทีมคณาจารย์ผู้พัฒนาระบบ การทำงานแบบบูรณาการข้ามสาขาวิชาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมจากผู้พัฒนาสู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง             การนำความรู้ทั้งห้าด้านมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถพัฒนาระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฎิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ สอดคล้องกับบริบทการจัดการเรียนการสอนทันตแพทยศาสตร์ และก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      เจ้าของความรู้/สังกัด คณะกรรมการจัดการความรู้วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                    เอกสารการใช้งาน เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง Google Services (Google Form, Google Sheets, Google Apps Script) คู่มือการวัดและประเมินผลนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การใช้ AI ช่วยในการเขียนโค้ดโปรแกรมระบบแจ้งเตือน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)  เจ้าของความรู้/สังกัด           อาจารย์ทันตแพทย์ ดร กุญชร เกิดมณี รหัสบุคลากร 5890326  วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและการประยุกต์ใช้ Google Apps Script ประสบการณ์การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาระบบการบันทึกข้อมูลทางคลินิก อาจารย์ทันตแพทย์ วิธวินท์ เดโชศิลป์ รหัสบุคลากร 5990255  วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศและรับผิดชอบโดยอาจารย์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการศึกษา ประสบการณ์การใช้ Google Services การพัฒนาระบบการจัดการข้อมูล Daily Performance อื่น ๆ (ระบุ)            ประสบการณ์จากการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก ข้อมูลย้อนกลับจากอาจารย์ผู้ใช้งานระบบในการประเมินนักศึกษา            การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณาจารย์ประจำวิทยาลัยที่มีความชำนาญด้านการพัฒนาระบบสาระสนเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษา วิธีการดำเนินการ การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ การวิเคราะห์ฐานข้อมูล: ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูล Daily Performance รับผิดชอบโดยอาจารย์ทันตแพทย์ วิธวินท์ เดโชศิลป์ เพื่อศึกษารูปแบบทั้งหมดของความผิดพลาดของข้อมูลที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระบบ  การศึกษาปัญหาจากอาจารย์ผู้ประเมิน: รวบรวมข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นจากอาจารย์ในขณะทำการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษา เช่นการเลือกวันผิด การเลือกรายชื่อนักศึกษาผิด หรือการไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกบันทึกเรียบร้อยแล้วหรือไม่ การสัมภาษณ์นักศึกษา: สัมภาษณ์นักศึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับปัญหาและความยากลำบากในการตรวจสอบติดตามข้อมูลคะแนนของตนเอง รวมถึงความต้องการในการได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการบันทึกคะแนน การออกแบบระบบ การกำหนดโครงสร้างระบบ: ออกแบบระบบแจ้งเตือนที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Daily Performance เดิม โดยไม่กระทบกระบวนการทำงานปกติ การกำหนดกลไกการแจ้งเตือน: ออกแบบระบบให้สามารถส่งการแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังนักศึกษาเมื่อมีการบันทึกคะแนน โดยระบุรายละเอียดของคะแนนที่ได้รับการบันทึก การกำหนดระบบตรวจสอบข้อผิดพลาด: ออกแบบให้ระบบสามารถตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูลที่บันทึก เช่น การบันทึกคะแนนผิดวัน หรือผิดคาบปฏิบัติงาน การพัฒนาระบบ การพัฒนาโค้ด: พัฒนาโค้ดด้วย Google Apps Script เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับ Google Form และ Google Sheets การสร้างระบบเชื่อมโยง: พัฒนาระบบให้สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล Daily Performance และเมื่อได้รับการประเมินคะแนนปฏิบัติงานในคลินิกจากอาจารย์ โค้ดจะทำการส่งการแจ้งเตือนไปยังนักศึกษาผ่านทางอีเมล ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและหากต้องมีการแก้ไขรายละเอียดของคะแนน จะมีคำแนะนำส่งให้ทั้งอาจารย์ผู้ประเมิน และนักศึกษาเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง การพัฒนาระบบรายงาน: สร้างระบบรายงานสรุปที่นักศึกษาสามารถตรวจสอบคาบการปฏิบัติงานของตนเองได้แบบเรียลไทม์ การทดสอบระบบ การทดสอบเบื้องต้น: ทดสอบการทำงานของระบบในสภาพแวดล้อมควบคุมก่อนนำไปใช้จริง การทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง: ทดลองใช้ระบบกับกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จำนวนหนึ่งเพื่อประเมินประสิทธิภาพและรับฟังข้อเสนอแนะ การทดสอบสถานการณ์จำลอง: จำลองสถานการณ์ปัญหาที่พบจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเพื่อทดสอบการทำงานของระบบในการแก้ไขปัญหา การนำไปใช้จริงและการติดตามผล การติดตั้งระบบ: นำระบบแจ้งเตือนไปใช้งานจริงในกระบวนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ การให้คำแนะนำผู้ใช้งาน: ชี้แจงและให้คำแนะนำการใช้งานระบบแก่อาจารย์และนักศึกษาผ่านทาง infographic ที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย การเก็บข้อมูลและติดตามผล: ติดตามการทำงานของระบบและรวบรวมข้อมูลป้อนกลับจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลและปรับปรุง การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ: ประเมินประสิทธิภาพของระบบในการลดข้อผิดพลาดและอำนวยความสะดวกในการติดตามคะแนน การรวบรวมข้อเสนอแนะ: รับฟังข้อเสนอแนะจากนักศึกษาและอาจารย์เพื่อนำมาปรับปรุงระบบ การพัฒนาต่อยอด: วางแผนการพัฒนาระบบในระยะต่อไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและฟีเจอร์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น              การดำเนินการพัฒนาระบบแจ้งเตือนนี้เป็นการต่อยอดจากระบบบันทึกคะแนน Daily Performance เดิมที่ได้พัฒนาไว้แล้ว โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่พบจากการใช้งานจริง และตอบสนองความต้องการของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ในการติดตามและตรวจสอบคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การพัฒนาระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ได้ดำเนินการผ่านกระบวนการดังนี้ การพัฒนาระบบโค้ดและการใช้เทคโนโลยี ใช้ Google Apps Script เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลคะแนน Daily Performance อาศัยเทคโนโลยี AI ช่วยในการเขียนและปรับแก้โค้ด แม้ผู้พัฒนามีความรู้ในทางเทคนิคการเขียนโค้ดไม่มากนัก แต่ AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถพัฒนาระบบที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนากลไกการตรวจจับข้อมูลใหม่ที่เข้าสู่ระบบผ่านการเขียนสคริปต์ที่ตรวจสอบข้อมูลที่เพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูลในช่วงเวลาที่กำหนด และส่งการแจ้งเตือนไปยังอีเมลของนักศึกษาโดยอัตโนมัติ การสร้างระบบตรวจสอบความผิดพลาด: พัฒนาอัลกอริทึมตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เช่น ตรวจสอบความสอดคล้องของวันที่ประเมินกับตารางการปฏิบัติงานของนักศึกษา ตรวจสอบชื่อและรหัสนักศึกษาที่ผิด ตลอดจนการให้คะแนนซ้ำ และล่าช้า ออกแบบรูปแบบอีเมลแจ้งเตือนให้มีข้อมูลสำคัญครบถ้วน เช่น วันที่ประเมิน คาบเรียน ชื่ออาจารย์ผู้ประเมิน และข้อเสนอแนะ เพื่อให้นักศึกษาสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว การทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพ ทดสอบระบบในกลุ่มนักศึกษาทันตแพทย์กลุ่มย่อย เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการทำงานและระยะเวลาในการแจ้งเตือน ในช่วงทดสอบเบื้องต้น พบว่าการแจ้งเตือนมีความล่าช้าถึง 5-6 นาที ผู้พัฒนาจึงได้ปรับแก้โค้ดโดยเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบข้อมูลใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพของฟังก์ชันการส่งอีเมล หลังการปรับปรุง สามารถลดระยะเวลาการแจ้งเตือนลงเหลือเพียง 2-3 นาทีหลังการบันทึกคะแนน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที ทดสอบระบบในสถานการณ์ที่มีการบันทึกคะแนนพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานจริงได้โดยไม่มีปัญหา การขยายการใช้งานจริง เริ่มใช้งานระบบกับนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นคลินิกทั้งหมดในวิทยาลัยฯ ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1/2567 จัดทำคู่มือการใช้งานแบบ infographic สำหรับนักศึกษาและอาจารย์ โดยอธิบายรูปแบบและการตรวจสอบข้อมูลจากอีเมลแจ้งเตือน รวมถึงขั้นตอนการแจ้งแก้ไขหากพบข้อผิดพลาด เปิดโอกาสให้มีการซักถามและเสนอแนะย้อนกลับมาทางผู้พัฒนา เพื่อให้ระบบตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด จัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาและข้อเสนอแนะสำหรับการใช้งานระบบ เพื่อให้สามารถปรับปรุงระบบได้อย่างต่อเนื่อง อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน การใช้อีเมลเป็นช่องทางการแจ้งเตือนอาจมีความล่าช้าบ้างในบางกรณี เช่น ช่วงที่ระบบมีภาระงานสูง หรือปัญหาจากระบบ Google ของมหาวิทยาลัย แต่ระยะเวลา 2-3 นาทียังเป็นเวลาที่เหมาะสม ประสิทธิภาพของระบบอาจลดลงเมื่อฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้พัฒนาได้วางแผนการจัดการข้อมูลโดยแยกฐานข้อมูลตามชั้นปีการศึกษาเพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ การลดลงของข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนน: จากการเก็บข้อมูลพบว่าข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนนลดลงจาก 10% เหลือไม่เกิน 2% ต่อวัน หลังจากใช้ระบบแจ้งเตือน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนการแจ้งเตือนต่อวัน: เฉลี่ยประมาณ 350-380 การแจ้งเตือนต่อวันในช่วงคลินิก โดยแต่ละการแจ้งเตือนมีข้อมูลครบถ้วนตามที่ออกแบบไว้ อัตราความสำเร็จในการส่งการแจ้งเตือน: 8% ของการบันทึกคะแนนทั้งหมดได้รับการแจ้งเตือนสำเร็จ มีเพียง 0.2% ที่เกิดข้อผิดพลาดในการส่ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาของระบบ Google sheet ระยะเวลาเฉลี่ยในการแก้ไขข้อผิดพลาด: ลดลงจากเดิมที่ใช้เวลาหลายวัน เหลือเพียง 1-2 ชั่วโมงหลังจากได้รับการแจ้งเตือน เนื่องจากนักศึกษาสามารถตรวจสอบและแจ้งอาจารย์ขอแก้ไขได้ทันที ผลการดำเนินงานเชิงคุณภาพ การลดความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษา: จากการสัมภาษณ์นักศึกษาพบว่า ระบบแจ้งเตือนช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ นักศึกษาไม่ต้องกังวลว่าคะแนนจะถูกบันทึกผิดพลาดหรือตกหล่น การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการประเมิน: ทั้งนักศึกษาและอาจารย์รายงานว่า ระบบแจ้งเตือนช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการประเมิน เนื่องจากทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างทันท่วงที การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเวลาของนักศึกษา: นักศึกษาสามารถวางแผนการเรียนและการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น เนื่องจากทราบผลคะแนนอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน ความพึงพอใจของอาจารย์: อาจารย์รายงานว่าระบบช่วยลดภาระในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจว่าการประเมินของตนได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง ความรู้และบทเรียนที่ได้รับ การพัฒนาระบบที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered System): ระบบแจ้งเตือนนี้พัฒนาขึ้นจากการให้ความสำคัญกับความเครียดและความกังวลของนักศึกษาเป็นหลัก เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาระบบที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพในการพัฒนาระบบ: แม้ผู้พัฒนาจะมีความรู้ทางเทคนิคการเขียนโค้ดไม่มากนัก แต่การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนาทำให้สามารถสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพได้ แสดงให้เห็นว่า AI สามารถลดช่องว่างทางทักษะและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสามารถพัฒนานวัตกรรมได้ การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการทางการศึกษา: การพัฒนาระบบนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่แล้วของมหาวิทยาลัย (Google Services) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในบริบทการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากร ความสำคัญของการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ใช้งาน (Empathetic Design): การพัฒนาระบบโดยคำนึงถึงความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะความเครียดและความกังวลของนักศึกษา ทำให้ได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจน   การอภิปรายผล ระบบแจ้งเตือนนี้เป็นตัวอย่างของ “การสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน” (Innovation for Student Well-being) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพประสบการณ์การเรียนรู้ การลดข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนนและการเพิ่มความโปร่งใสมีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา เนื่องจากนักศึกษาสามารถมุ่งเน้นกับการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับความถูกต้องของการประเมิน การพัฒนาระบบนี้ยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพ การใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบแสดงให้เห็นถึงโอกาสใหม่ในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขั้นสูงเท่านั้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การพัฒนาต่อยอดในอนาคต พัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนที่หลากหลาย: ควรพิจารณาเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนผ่านแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจากอีเมล เช่น LINE Notification API เพื่อให้การแจ้งเตือนรวดเร็วและเข้าถึงนักศึกษาได้มากขึ้น แม้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ประโยชน์ที่ได้รับอาจคุ้มค่ากับการลงทุน สร้างแพลตฟอร์มติดตามคะแนนแบบเรียลไทม์: พัฒนาแพลตฟอร์มที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงเพื่อดูคะแนนและความก้าวหน้าของตนเองได้ตลอดเวลา พร้อมกับระบบวิเคราะห์และให้คำแนะนำในการปรับปรุงผลการเรียน พัฒนาระบบการวิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบ: เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของนักศึกษา และช่วยให้อาจารย์สามารถปรับกลยุทธ์การสอนให้ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ การให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Approach): การพัฒนาระบบที่เริ่มต้นจากการเข้าใจและตอบสนองต่อความเครียดและความกังวลของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบประสบความสำเร็จ เพราะตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้: การเลือกใช้ Google Services ที่มีอยู่แล้วในระบบของมหาวิทยาลัย ทำให้การพัฒนาและนำไปใช้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การนำ AI มาเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ: การใช้ AI ช่วยในการพัฒนาระบบแม้ผู้พัฒนามีความรู้ทางเทคนิคไม่มากนัก ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: การทดสอบกับกลุ่มนักศึกษาจริงและการรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม: การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ในการใช้และพัฒนาระบบ ทำให้เกิดการยอมรับและการใช้งานอย่างแพร่หลาย การขยายผลและการถ่ายทอดความรู้ พัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับสถาบันการศึกษาอื่น: จัดทำเอกสารและคู่มือที่ครอบคลุมเพื่อให้สถาบันการศึกษาอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ แบ่งปันประสบการณ์ในเวทีวิชาการ: นำเสนอผลงานและประสบการณ์ในการพัฒนาระบบในการประชุมวิชาการด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ พัฒนาเป็นชุดความรู้แบบบูรณาการ: รวบรวมความรู้และประสบการณ์จากการพัฒนาระบบเป็นชุดความรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยี การศึกษาทางคลินิก และการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน การสร้างความยั่งยืน พัฒนาทีมงานเพื่อดูแลและพัฒนาระบบต่อเนื่อง: ฝึกอบรมและพัฒนาทีมงานเพื่อดูแลและพัฒนาระบบในระยะยาว เพื่อไม่ให้ระบบพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินไป สร้างกลไกรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: พัฒนากลไกในการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบได้รับการปรับปรุงให้ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป บูรณาการเข้ากับระบบประกันคุณภาพการศึกษา: ผสานระบบแจ้งเตือนเข้ากับกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาของวิทยาลัย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน           โดยสรุป ระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิกที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนานวัตกรรมที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Innovation) ที่มุ่งเน้นการลดความเครียดและความกังวลของนักศึกษา ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการประเมินผล การผสานระหว่างความเข้าใจในบริบทการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม และการอาศัย AI เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนา ทำให้สามารถสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อการจัดการเรียนการสอน การขยายผลและการพัฒนาต่อยอดจะช่วยให้ระบบนี้สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ต่อไป

“Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก Read More »

Graduate Information Service System (GISS)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 Graduate Information Service System (GISS) ผู้จัดทำโครงการ​ ศ.ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน ผศ.ดร.พิชิต บุญครอง คุณศศิรดา พวงผกา คุณอธิษฐาน เกียรติไพศาล คุณอรรคพล ทิวรรณแก้ว บัณฑิตวิทยาลัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ในปีการศึกษา 2565 คณะกรรมการบริหารงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย ได้มีการประชุมร่วมกันในการทบทวนโครงสร้างการบริหารงาน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 โดยมีผลของการทบทวนคือ การเพิ่มความเป็น Smart Organization ในการเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารงานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาโดยมีการกระจายการบริหารงาน ภายในบัณฑิตวิทยาลัยเป็น 4 กลุ่มงานที่มีความแตกต่างกันในภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มงานมาตรฐานวิชาการและเลขานุการ กลุ่มงานบริการการศึกษา กลุ่มงานแนะแนวและบริการวิชาการ และกลุ่มงาน Graduate Information Service System (GISS) วัตถุประสงค์ของการจัดโครงสร้างดังกล่าวข้างต้น          เพื่อให้ลักษณะของการทำงานมีความชัดเจนในลักษณะของ 4C ภายในบัณฑิตวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอกที่สอดคล้องกับค่านิยมของมหาวิทยาลัยรังสิตในยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย นั่นคือ Creativity/ Collaboration/  Connectivity/  Compassion จากที่กล่าวข้างต้น และความสำคัญของข้อมูลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลของอาจารย์และนักศึกษาที่มีจำนวนมากและเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บัณฑิตวิทยาลัยจึงมีแผนงานในการนำระบบสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานดังกล่าว โดยมีกลุ่มงาน GISS เป็นหน่วยงานภายในบัณฑิตวิทยาลัยที่มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกสำหรับการดำเนินงานด้วยระบบสารสนเทศระหว่างหลักสูตรและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบัณฑิตวิทยาลัย ระบบสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนามาเป็นเครื่องมือมีชื่อเรียกว่า “ระบบ Graduate Information Service System (GISS)” ซึ่งระบบนี้จะเป็นเครื่องมือในการลดกระบวนการทำงานหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความสะดวกและรวดเร็ว        ในปีการศึกษา 2567 กลุ่มงาน GISS ได้ถูกมอบหมายจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยให้พัฒนาระบบ GISS ให้เป็นระบบที่สามารถช่วยให้องค์กรสามารถมุ่งไปสู่องค์การที่สามารลดการใช้กระดาษหรือไร้กระดาษ Paper less ในการทำงาน ดังนั้นกลุ่มงาน GISS จึงได้มีการปรับปรุงระบบ GISS เดิม ให้มีระบบการทำงานที่รองรับกับการทำงานของบุคคลากรภายในบัณฑิตวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถลดการใช้กระดาษให้ได้อย่างน้อย 90% ระบบ GISS ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบย่อย ได้แก่        1) ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน        2) ส่วนงานพิจารณาทุนระดับบัณฑิตศึกษา        3) ส่วนงานตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์        4) ส่วนของฐานข้อมูลอาจารย์ทั้งอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา        5) ส่วนของงานเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ        6) ส่วนงานระบบสารบรรณภายในบัณฑิตวิทยาลัย        7) ส่วนของกลุ่มงานมาตรฐานวิชาการ        8) ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้าง        9) ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย และ        10) ส่วนของฐานข้อมูลของนักศึกษาของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่ 10 องค์ประกอบดังกล่าวมีการทำงานที่เชื่อมโยงในระบบที่นำไปสู่ระบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่มีการเปิดระบบให้หลักสูตร นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบัณฑิตวิทยาลัยสามารถเข้าถึงได้ตามขอบเขตของการเข้าถึง ซึ่งจะก่อให้เกิดการทำงานที่ลดการเดินทาง ลดเวลาและลดการใช้กระดาษ เช่น การรับส่งเอกสารและการสรุปความคิดเห็นระหว่างบัณฑิตวิทยาลัยและหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เป็นต้น อีกทั้งระบบยังได้รองรับการปรับเปลี่ยนผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้การดำเนินงานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการติดตาม การตรวจสอบ การค้นหาข้อมูลและการกำกับการบริหารหลักสูตร แผนงานที่วางไว้สำหรับการพัฒนาระบบ GISS มีความสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลาของการใช้แต่ละงานในระบบ นั่นคือ – ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน ได้รับการพัฒนาและใช้งานตั้งแต่ปลายปีการศึกษา 2562 เพื่อรองรับการรับสมัครนักศึกษา online ในช่วงเวลาของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการของการรับสมัครที่เป็นไปตามบริบทของการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และทำให้เกิดความสะดวก(ลดการเดินทางและลดการใช้กระดาษ) และลดระยะเวลาในการพิจารณาการรับเข้าศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2567 ได้ปรับปรุงระบบให้สามารถเชื่อมต่อกันระหว่างระบบรับสมัครของมหาวิทยาลัยและระบบ GISS เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พัฒนาเพิ่มในส่วนของการแจ้งผลการรับสมัครและการตอบรับเข้าศึกษาต่อทางอีเมลแบบอัตโนมัติให้ผู้สมัครทราบ – ส่วนงานพิจารณาทุนระดับบัณฑิตศึกษา ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับส่วนงานทุนระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งโดยปกติทางหลักสูตรจะต้องแจ้งขอปลดล็อคทุนต่อบัณฑิตฯ ด้วยการยื่นแบบฟอร์มพร้อมเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับส่วนลดหรือทุนนนั้น ๆ ซึ่งจะต้องจัดทำเป็น Hardcopy และรอคณบดีบัณฑิตอนุมัติจึงจะปลดล็อคในระบบทุนฯ ของ Softsquare และนักศึกษาจึงจะสามารถไปลงทะเบียนได้ แต่ด้วยระบบพิจารณาทุนฯ ที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้การทำงานง่ายมากขึ้นไม่ต้องจัดเตรียมเอกสารใด ๆ ที่เป็น Hardcopy สามารถดำเนินการขออนุมัติปลดล็อคจากระบบทุนฯ ได้เลย และทางเจ้าหน้าที่ของบัณฑิตฯ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องจากในระบบพิจารณาทุนฯ และดำเนินการปลดล็อคในระบบทุนฯ ของ Softsquare ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้มีการวางแผนการใช้งานระบบทุนฯ ในเทอม S/2568 เป็นต้นไป – ส่วนงานตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์ อยู่ระหว่างพัฒนาระบบตรวจฯ โดยวางแผนพัฒนาระบบ 2 เฟส เฟสที่ 1 มีเป้าหมายเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัยที่รับผิดชอบงานส่วนนี้ให้สามารถปฏิบัติงานได้เร็วขึ้น สาเหตุที่ในเฟสแรกมีเป้าหมายช่วยเจ้าหน้าที่ฯ ก่อนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานจะมีเพียง 2 คนทำให้ช่วงเวลาที่มีวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ส่งเข้ามาตรวจสอบพร้อมกันจำนวนมาก จะทำได้ค่อนข้างช้าจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบขึ้นมาเพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการพัฒนาระบบเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยจะเริ่มใช้งานระบบฯ ภายในเดือนเมษายน 2567 ส่วนเฟสที่ 2 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบตรวจฯ ให้มุ่งเป้าช่วยนักศึกษาเป็นหลัก กล่าวคือจากเป็นระบบที่ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ ถูกพัฒนาให้เป็นระบบที่สามารถช่วยจัดรูปแบบการจัดพิมพ์วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ให้นักศึกษาแทน ซึ่งการพัฒนาระบบฯในลักษณะนี้จะทำให้นักศึกษาสะดวกและสามารถทำให้นักศึกษาแจ้งจบได้เร็วขึ้นอีกด้วย – ส่วนของฐานข้อมูลของอาจารย์ทั้งในส่วนของอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้รับการพัฒนา ทดสอบการใช้งานและเริ่มใช้งานตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 แต่ทั้งนี้ในการทำงานของระบบเดิมได้พบกับปัญหาที่ไม่สามารถเข้าไปใช้งานในระบบเดิมได้ จึงได้มีการพัฒนาระบบขึ้นอีกครั้งและคาดว่าจะใช้งานได้ภายใน S/2568 – ส่วนของงานเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษเป็นการพัฒนาระบบเพื่อใช้สำหรับการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาโดยทางหลักสูตรส่งผลภาษาอังกฤษเข้าในระบบ ซึ่งผลการเทียบเกณฑ์ฯ จะถูกพิจารณาโดย RELI เมื่อ RELIรับรองผลการเทียบเกณฑ์ฯ เรียบร้อยแล้วระบบฯ จะส่งผลการเทียบเกณฑ์ฯ ไปยังเจ้าหน้าที่หลักสูตรด้วยอีเมลซึ่งในการพัฒนาระบบนี้ ทางส่วนกลางของมหาวิทยาลัย สามารถดึงข้อมูลไปใช้งานได้ด้วยซึ่งระบบงานส่วนนี้ได้เปิดให้ใช้งานเรียบร้อยแล้ว – ส่วนงานระบบสารบรรณภายในบัณฑิตวิทยาลัยด้วยบัณฑิตวิทยาลัยเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่ช่วยหลักสูตรตรวจสอบเอกสารทุกอย่างให้เป็นไปตามเกณฑ์หรือข้อบังคับตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา ฯ และ สำนักงานมาตรฐานวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิตกำหนด ทำให้มีเอกสารจำนวนมากที่นำมาใช้งานเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด ทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีเป้าหมายในการลดการใช้กระดาษให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการปฏิบัติงานทุกอย่างที่สามารถทำได้ให้ปรับเป็นการทำงานในระบบสารบรรณที่พัฒนาขึ้นระบบงานส่วนนี้วางแผนเริ่มใช้งานใน S/2568 – ส่วนของกลุ่มงานมาตรฐานวิชาการ ด้วยกลุ่มงานนี้มีหลายส่วนงานที่เป็นแกนหลักของข้อมูลต่าง ๆทั้งของอาจารย์และนักศึกษา จึงเป็นส่วนงานที่มีการใช้กระดาษเยอะมากที่สุด ระบบงานของกลุ่มงานส่วนนี้จึงพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นแกนหลักสำหรับข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่วนงานอื่นสามารถดึงข้อมูลไปใช้งานได้ และเป็นการปรับการปฏิบัติงานให้อยู่ในระบบออไลน์มากขึ้น  สามารถปฏิบัติงานที่ไหนก็ได้ และสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยวางแผนให้พัฒนาระบบงานแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2567 และจะเริ่มใช้งานใน S/2568 – ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้างเดิมบัณฑิตวิทยาลัยเป็นผู้จัดทำแบบสอบถามและส่งให้หลักสูตรประสานกับต้นสังกัดของนักศึกษา และรวบรวมข้อมูลส่งกลับบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อประมวลผลและใช้สำหรับ QA ของแต่ละหลักสูตร แต่สำหรับปีการศึกษา 2567 ได้มีการพัฒนาระบบให้ง่ายต่อการส่งแบบสอบถามและประมวลผลมากขึ้น ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับทางหลักสูตรยิ่งขึ้น – ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัยสำหรับงานส่วนนี้เป็นการบริหารจัดการภายในบัณฑิตวิทยาลัยสำหรับการขอนุมัติลาหยุดชดเชยกรณีที่มีการเข้ามาปฏิบัติงานส่วนรวมของหน่วยงานและการขอออกก่อนเวลา เพื่อช่วยลดปัญหาการติดตามแบบฟอร์มขอลาหยุดชดเชยหรือบันทึกข้อความเพื่อขออนุมัติออกก่อนเวลา ซึ่งระบบงานส่วนนี้จะช่วยให้สามารถขออนุมัติได้เร็วขึ้นและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปส่งหัวหน้างานและสำนักบุคคลได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยระบบงานส่วนนี้ได้เปิดการใช้ในเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และจะใช้อย่างเป็นทางการในเทอม S/2568 – ส่วนของฐานข้อมูลของนักศึกษาของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษามีเป้าหมายเพื่อแสดงความก้าวหน้าของนักศึกษา ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาทราบ timeline ของตนเองว่าอยู่ตรงกระบวนการจุดไหน ยังมีกระบวนการไหนที่ยังตกหล่น ทำให้ทราบว่าขั้นต่อไปตนเองจะต้องทำอะไร ทำให้นักศึกษาสามารถวางแผนในการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาไปถึงเป้าหมายที่ตนเองวางไว้ได้ดีมากขึ้น คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ใน S/2568 ด้วยความที่การพัฒนาระบบ GISS ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในปีการศึกษา 2567 นี้ จึงมีการใช้ระบบ GISS ในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในส่วนของงานการพิจารณาการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          ความรู้ที่เป็นประเด็นหลักในการพัฒนาระบบ GISS เพื่อเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเป็นเครื่องมือในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้แก่การรับสมัครและคัดเลือกนักศึกษา การขึ้นทะเบียนอาจารย์ของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา การบริหารงานในการทำวิจัย ของนักศึกษา และการบริหารจัดการงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) :  เจ้าของความรู้/สังกัด บุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย วิธีการดำเนินการ 1. กลุ่มงาน GISS ปรึกษาแนวทางและเก็บรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติงานของทุกฝ่ายเช่น Flow ขั้นตอนการทำงาน,เกณฑ์ข้อบังคับ, แบบฟอร์มต่างๆ ที่ใช้ภายในบัณฑิตวิทยาลัย เป็นต้น2. ออกแบบการทำงานของแต่ละระบบงานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานระดับต่างๆซึ่งสามารถแบ่งผู้ใช้งานระบบ GISS ออกเป็น2.1 ผู้ใช้งานฝ่ายหลักสูตร ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่หลักสูตร, ผู้อำนวยการหลักสูตร และคณบดี2.2 ผู้ใช้งานฝ่ายบัณฑิตวิทยาลัย ประกอบได้ด้วยเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัย,หัวหน้างานแต่ละฝ่ายของบัณฑิตวิทยาลัย และผู้บริหารบัณฑิตวิทยาลัย2.3 ผู้ใช้งานของหน่วยงานอื่นๆ เช่น RELI2.4 รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ3. ดำเนินการออกแบบและพัฒนาระบบ GISS โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมจากทุกฝ่ายงานรวมถึงประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลได้ถูกต้องและสอดคล้องกับกระบวนการทำงานมากที่สุด4. วางแผนการถ่ายทอดความรู้การใช้งานระบบ GISS แก่หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีระบบ Graduate Information Service System (GISS) เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาเป็นระบบ Graduate Information ServiceSystem ที่สามารถนำมาใช้งานบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและบริหารการดำเนินงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย มีส่วนงานที่เสร็จและสามารถใช้งานได้คือ 1)ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน 2)ส่วนงานการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ 3) ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย 4)ส่วนงานประเมินความพึงพอใจของนายจ้าง ดังแสดงผังการทำงานของ 4 ส่วนงานนี้ในรูปที่ 2-5 รูปที่ 1 ภาพรวมระบบ Graduate Information Service System (GISS) รูปที่ 2 Flowchart ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน รูปที่ 3 Flowchart ส่วนงานการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ รูปที่ 4 ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย รูปที่ 5 ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้าง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK         สืบเนื่องจากการนำประสบการณ์การทำงานในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและการบริหารงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย มาเชื่อมโยงกับความร่วมมือของผู้บริหารทั้งในบัณฑิตวิทยาลัย หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้เกิดระบบฐานความรู้เพื่อการบริหารจัดการในรูปแบบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชื่อ GraduateInformation Service System หรือ GISS ที่ต้องอาศัยข้อมูลและประสบการณ์การทำงานรวมถึงความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานการศึกษาและการบริหารจัดการ งานทั้งหมดที่นำมากล่าวถึง คือ         ในการพัฒนาระบบ GISS ขึ้นมาเพื่อใช้บริหารงานระดับบัณฑิตศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในหลายส่วนงาน ร่วมกันให้ข้อมูล แชร์ประสบการณ์ที่พบเจอปัญหา การแก้ไขปัญหา รวมถึงการให้รายละเอียดของกระบวนการทำงานที่ชัดเจน จึงจะทำให้ระบบ GISS สามารถพัฒนาได้สำเร็จ ซึ่งใน Phase นี้เป็นการพัฒนาระบบขึ้นมาบนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลที่ทุกส่วนงานให้ข้อมูลเพื่อให้ระบบ GISS สามารถตอบสนองการทำงานได้ในระบบที่ทุกส่วนงานพึงพอใจตามเป้าหมายของการพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดการใช้กระดาษ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          เพื่อให้ระบบ GISS มีควาสมบูรณ์และสามารถใช้งานตอบสนองการทำงานได้มากยิ่งขึ้น ใน Phase ต่อไปจะได้นำปัญหาที่พบระหว่างการใช้งานระบบ GISS ใน Phase 1 มาพัฒนา เพื่อให้การใช้งานราบรื่นมายิ่งขึ้นในลักษณะของการทำ PDCA

Graduate Information Service System (GISS) Read More »

คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.2.1/1, KR 3.3.1/1, KR 3.4.1/1 และ KR 5.3.1/1 คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being) ผู้จัดทำโครงการ​ นายรชานนท์ สากล นายกวี ภัทรยุคลธร นางสาวอุมา คุ้มวงศ์ และนางสาวภัทราพร จันทรังษี สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ หลักการและเหตุผล / ความสำคัญ / ประเด็นปัญหา1.1 หลักการพื้นฐานของการให้บริการสุขภาพทางเพศดิจิทัล วัยรุ่นเป็นช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQAI+) มักเผชิญกับความท้าทายด้านอัตลักษณ์และการยอมรับในสังคม ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศ ความกังวลเรื่องการตีตราและความไม่สะดวกในการเข้ารับคำปรึกษาทางการแพทย์ อาจทำให้วัยรุ่นหลายคนไม่ได้รับการดูแลสุขภาพทางเพศที่เหมาะสมจากข้อมูลการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น จังหวัดปทุมธานี พบว่าอัตราการติดเชื้อ เช่น เอชไอวี หนองใน และซิฟิลิส ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ ทั้งจากมุมมองของผู้ใช้บริการและระบบบริการเอง  ดังนั้น แนวทางการให้บริการสุขภาพทางเพศที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอยู่บนหลักการสำคัญดังนี้: 1.1.1 การเข้าถึงที่สะดวกและปลอดภัย – บริการสุขภาพต้องเปิดกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว1.1.2 การใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง – นำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อให้บริการที่สะดวกและลดอุปสรรคในการเข้าถึง1.1.3 แนวทางที่เป็นมิตรและปราศจากการตีตรา – ออกแบบพื้นที่และระบบบริการให้เอื้อต่อวัยรุ่นทุกเพศสภาพ1.1.4 การดูแลแบบองค์รวมโดยทีมสหวิชาชีพ – ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักจิตวิทยาที่มีความเข้าใจในประเด็นด้านเพศภาวะ 1.2 การประยุกต์ใช้แนวคิดทางทฤษฎีเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในวัยรุ่นไม่สามารถมุ่งเน้นเฉพาะด้านการรักษาเพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยใช้ "Health Promotion Model" ของ Pender เป็นแนวทางหลัก ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การรับรู้ผลประโยชน์ของพฤติกรรมสุขภาพ – สร้างความเข้าใจว่า การดูแลสุขภาพทางเพศตั้งแต่เนิ่น ๆช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือปัญหาจากการใช้ฮอร์โมนโดยไม่มีคำแนะนำที่ถูกต้อง  การลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ – ใช้เทคโนโลยีช่วยให้การรับคำปรึกษาง่ายขึ้นลดความรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพบแพทย์โดยตรง อิทธิพลของปัจจัยทางสังคม – สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้วัยรุ่นกล้ารับบริการสุขภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตีตรา การพัฒนาทัศนคติในระดับบุคคล – กระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของสุขภาพทางเพศไม่ใช่แค่เมื่อมีอาการป่วย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม 1.3 โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้“RSU New Gen x Pride Clinic” ถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบของการให้บริการสุขภาพทางเพศ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยใช้ โมเดลการจัดการความรู้ (Knowledge Management Model) ที่มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล – ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นเพื่อพัฒนานโยบายการให้บริการที่เหมาะสม การพัฒนาองค์ความรู้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย – สร้างเนื้อหาการให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยรุ่นและใช้สื่อดิจิทัลให้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูล การนำองค์ความรู้ไปใช้ในบริการจริง – พัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้วัยรุ่นสามารถจองคิว นัดหมายแพทย์ ขอคำปรึกษาออนไลน์และเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศได้สะดวก การประเมินผลและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง – ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้บริการมาพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQAI+ 1.4 เทคโนโลยีกับการลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการสุขภาพทางเพศคือ ความรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวการถูกตีตรา และความยุ่งยากของกระบวนการรับบริการ ดังนั้น คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลจึงใช้ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมต่อบริการสุขภาพกับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแนวทางดังนี้ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล – พัฒนา ไลน์บัญชีทางการ (LINE Official Account) เพื่อช่วยให้วัยรุ่นสามารถนัดหมาย ปรึกษาแพทย์ และขอรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ทันที บริการทางไกลและTelemedicine – เพิ่มทางเลือกให้สามารถเข้ารับคำปรึกษาผ่านวิดีโอคอลหรือ แชทโดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การให้บริการแบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน – ลดปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกอึดอัดในการเข้ารับบริการ เช่น การลงทะเบียนแบบไม่ระบุชื่อหรือการใช้ระบบจองคิวอัตโนมัติ  การใช้ AI หรือ Chatbot – นำปัญญาประดิษฐ์หรือระบบตอบข้อความอัตโนมัติเข้ามาช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง สรุป โมเดล “คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: การจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้” ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQAI+ เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของระบบสุขภาพที่เน้น “การจัดการความรู้ (Knowledge Management) “ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพบริการในระยะยาว  ช่วยให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการทางสุขภาพทางเพศได้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตร  ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ  นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาและวัยรุ่นยุคใหม่  ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดอัตราการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในระยะยาว การจัดการองค์ความรู้ในคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำให้สุขภาพทางเพศกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ สะดวก และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของวัยรุ่นทุกคน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)– ข้อมูลจากสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต– ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เขต 4 และ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดปทุมธานี– ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก– การประยุกต์ทฤษฎีทางการพยาบาล– ทิศทางกลยุทธ์และนโยบาย โดย สภาการพยาบาล ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัดประสบการณ์ตรงและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในคลินิกฯและผู้รับบริการโดยตรงจากการปฏิบัติงานทางคลินิกและการให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพทางเพศในกลุ่มนักศึกษาทั่วไปและนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางเพศ ช่วงวัยรุ่น– นายรชานนท์ สากล (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้จัดตั้งโครงการฯ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นายกวี ภัทรยุคลธร (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นางสาวอุมา คุ้มวงศ์ (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นางสาวภัทราพร จันทรังษี (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพอื่น ๆ นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์, นายแพทย์วิชาญ เกิดวิชัย, นางปราณี บุญญา, และทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ          การดำเนินโครงการ RSU New Gen x Pride Clinic เป็นการพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพทางเพศ ที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย โดยใช้ แนวคิดการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นแนวทางหลัก เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง การดำเนินงาน มี 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวางแผน การพัฒนาโครงสร้างและระบบบริการ การดำเนินกิจกรรมและให้บริการ การติดตามผล และการส่งเสริมความร่วมมือ โดยแต่ละขั้นตอนถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและพัฒนาไปสู่ระบบบริการที่ยั่งยืน1. การวางแผนและเตรียมการการพัฒนาและดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด1.1 การจัดตั้งทีมงานและการบริหารจัดการโครงการ จัดตั้งทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักจิตวิทยา และผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ เพื่อร่วมกันออกแบบและพัฒนาระบบ วางโครงสร้างและกระบวนการทำงานของคลินิกให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นและนักศึกษา จัดประชุมระหว่างทีมงานเพื่อกำหนดแนวทางให้บริการอย่างเป็นมิตรและไม่เลือกปฏิบัติ1.2 การพัฒนาองค์ความรู้และเตรียมบุคลากร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวทางการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ พัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของกลุ่ม LGBTQAI+ ออกแบบหลักสูตรอบรมสำหรับนักศึกษาแกนนำที่สนใจเป็นผู้ให้ความรู้ในระดับเพื่อนช่วยเพื่อน1.3 การจัดทำแผนและขออนุมัติโครงการ จัดทำแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย วัตถุประสงค์ งบประมาณ และตารางเวลาดำเนินงาน ประสานงานกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติโครงการ 2. การพัฒนาโครงสร้างและระบบบริการ เพื่อให้บริการของคลินิกสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก ระบบดิจิทัลจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก2.1 การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล พัฒนา ไลน์บัญชีทางการ หรือ LINE Official Account เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงบริการ ออกแบบระบบจองคิวออนไลน์และปรับปรุงช่องทางการติดต่อให้มีความเป็นส่วนตัว พัฒนาบริการ เทเลเมดดิซีน (Telemedicine) ผ่านวิดีโอคอล เพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้น2.2 การจัดหาอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ จัดเตรียมชุดตรวจ HIV Self-Test Kit, ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก, ถุงยางอนามัย และสารหล่อลื่น จัดหาวัสดุและอุปกรณ์สนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา2.3 การสร้างระบบการให้บริการแบบบูรณาการ ประสานงานระหว่างทีมบุคลากรสหวิชาชีพเพื่อให้บริการที่ครอบคลุม จัดให้มีพื้นที่ให้บริการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย 3. การดำเนินกิจกรรมและให้บริการคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลให้บริการในหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย3.1 การให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษาออนไลน์ผ่าน LINE Chat และ Video Call บริการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เบื้องต้น บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับเพศภาวะ3.2 การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค ให้บริการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัย นัดหมายและส่งต่อผู้ป่วยไปยังคลินิกเฉพาะทางหากจำเป็น3.3 การแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ แจกจ่ายถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นในจุดให้บริการที่เข้าถึงง่าย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการ3.4 การอบรมและสร้างแกนนำนักศึกษา จัดการอบรมให้แกนนำนักศึกษาเพื่อเป็นตัวแทนในการให้ความรู้เรื่องสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Learning)3.5 การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการเผยแพร่ความรู้ จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพทางเพศในหมู่นักศึกษา 4. การติดตามและประเมินผล การดำเนินโครงการจะต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ4.1 การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้บริการ ระดับความพึงพอใจ และผลการรักษา วิเคราะห์แนวโน้มการติดเชื้อและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย4.2 การติดตามผลการรักษาและให้คำปรึกษาต่อเนื่อง ติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ให้คำแนะนำต่อเนื่องเกี่ยวกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพทางเพศ4.3 การนำผลการประเมินมาปรับปรุงระบบ ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้บริการมาพัฒนาและปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ปรับปรุงแนวทางการให้บริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5. การเสริมสร้างพลังอำนาจและเครือข่ายความร่วมมือ การดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จจำเป็น ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ5.1 การสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษา สนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรมหรือกลุ่มนักศึกษาที่สนใจประเด็นสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมบทบาทของนักศึกษาในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและเผยแพร่ความรู้5.2 การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกับคณะและภาควิชาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่นเพื่อขยายบริการ5.3 การพัฒนาเครือข่ายสนับสนุนระดับประเทศและนานาชาติ ขยายความร่วมมือไปยังองค์กรด้านสุขภาพทางเพศและสิทธิมนุษยชน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีจากหน่วยงานต่างประเทศ         สรุปแนวทางการดำเนินงานของ “คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล” มุ่งเน้น การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงได้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นศูนย์กลาง พร้อมบูรณาการหลักการพยาบาลและสุขภาพสาธารณะเพื่อให้บริการที่ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไปในอนาคต การสร้างเสริมพลังอำนาจ การมีส่วนร่วมของนักศึกษาและภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน2.1 การดำเนินการทดสอบต้นแบบของ RSU New Gen x Pride Clinic การพัฒนา RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะต้นเน้นการทดสอบการให้บริการในรูปแบบ แอปพลิเคชันบัญชีไลน์ทางการ (LINE Official Account) เพื่อวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของระบบ และ ความพร้อมของบุคลากร ในการให้บริการสุขภาพทางเพศแบบดิจิทัล โดยใช้กระบวนการทดสอบ Prototype Testing ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานจริง กระบวนการทดสอบต้นแบบนี้ใช้แนวทาง การพัฒนาวนรอบ (Iterative Development Approach) ซึ่งเน้น การทดลองใช้งาน (Trial Use) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) และการปรับปรุงระบบ ตามข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ (User Feedback-Based Improvement) เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.2 ตารางสรุปการทดสอบต้นแบบ: ประเด็นสำคัญและแนวทางแก้ไข2.2.1 ปัจจัยเชิงเทคนิคและการบริหารจัดการ หัวข้อ รายละเอียด ผลกระทบ / อุปสรรค แนวทางแก้ไข การจัดการข้อมูลและความปลอดภัย ระบบเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการยังไม่มีมาตรการความปลอดภัยเพียงพอ เสี่ยงต่อข้อมูลรั่วไหลและการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Data Security Enhancement) โดยกำหนดระดับสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) ระบบนัดหมายและการบริหารบุคลากร มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด เกิดความล่าช้าในการให้บริการ และอาจมีบางกรณีที่ไม่ได้รับการดูแลทันที พัฒนาระบบ Online & Onsite Booking และเพิ่มเจ้าหน้าที่สนับสนุน การตอบคำถามนอกเวลาทำการ นักศึกษาส่วนใหญ่สอบถามข้อมูลนอกเวลางาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ข้อมูลสำคัญ ใช้ Chatbot ตอบคำถามเบื้องต้น และแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ในกรณีฉุกเฉิน การบริหารจัดการเคส (Case Management) ยังไม่มีระบบติดตามเคสที่เป็นระบบ เกิดปัญหาการตกหล่นของเคส หรือใช้เวลารอนานเกินไป พัฒนา Real-time Case Management System สำหรับติดตามและส่งต่อผู้ป่วย จำนวนแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ มีแพทย์เฉพาะทางเพียงบางวัน และไม่มีแพทย์โรคติดเชื้อประจำ ผู้ป่วยอาจไม่ได้รับการรักษาทันเวลา ขยายเครือข่ายความร่วมมือ กับโรงพยาบาลและหน่วยงานภายนอก นักจิตวิทยาไม่เพียงพอ นักจิตวิทยามีเคสหนาแน่น การให้บริการด้านสุขภาพจิตล่าช้า ใช้แนวทาง Peer Counseling โดยฝึกอบรมพยาบาลให้สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้น ภาระงานพยาบาลเพิ่ม พยาบาลต้องดูแลหลายส่วน ทำให้การให้บริการล่าช้า ผู้ใช้บริการอาจได้รับคำแนะนำล่าช้า ปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและพัฒนา Task Delegation System 2.2.2 ปัจจัยด้านเทคโนโลยี หัวข้อ รายละเอียด ผลกระทบ / อุปสรรค แนวทางแก้ไข ความล่าช้าในการพัฒนาระบบ ทีมพัฒนาเป็นนักศึกษา IT ที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ ระบบอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ร่วมมือกับพยาบาลสารสนเทศและผู้เชี่ยวชาญ IT ข้อจำกัดในการให้ยา ยาบางชนิด เช่น ยาต้านฉุกเฉิน ยังไม่สามารถให้บริการได้ ผู้ใช้บริการต้องไปขอรับบริการที่อื่น ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อขยายการให้บริการ ปัญหาการประชาสัมพันธ์ นักศึกษาบางรายยังไม่ทราบว่าคลินิกมีบริการด้านสุขภาพทางเพศ ทำให้มีผู้เสียโอกาสเข้ารับบริการ ใช้ช่องทาง TikTok, Instagram, LINE OA และกิจกรรมรณรงค์ 2.3 บทเรียนจากการทดสอบต้นแบบและแนวทางพัฒนาจากการทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะแรก พบข้อดีและอุปสรรคที่สามารถ นำมาพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวทางการปรับปรุงในอนาคต ได้แก่2.3.1 ปรับปรุงระบบและโครงสร้างการให้บริการ เพิ่มบุคลากรสนับสนุน – ลดภาระงานของแพทย์ พยาบาล และนักจิตวิทยา โดยใช้ Chatbot และระบบอัตโนมัติ พัฒนาระบบบริหารจัดการเคส – ใช้ระบบติดตามผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ เพื่อลดระยะเวลารอ ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก – เพื่อรองรับบริการด้านสุขภาพทางเพศที่ครอบคลุมมากขึ้น ปรับปรุงแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี ปรับปรุงระบบแจ้งเตือนในไลน์ – ใช้ API ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม เพิ่มระบบ Chatbot AI – ตอบคำถามเบื้องต้นเพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ เพิ่มระบบริชเมนูใน LINE OA – เพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์หลัก เช่น TikTok, Instagram และ กิจกรรมให้ความรู้ ขยายบริการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น LGBTQAI+ และนักศึกษาที่ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมน  ลดอุปสรรคทางจิตวิทยาและสังคม – จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและลดการตีตรา2.3.2 การพัฒนาระยะต่อไป: การขยายขอบเขตของคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล หลังจากการทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะแรกเสร็จสิ้นแผนการพัฒนาระยะต่อไปมีเป้าหมายในการทำให้ระบบสมบูรณ์และครอบคลุมมากขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้ ทดสอบ Web Service และริชเมนูใน LINE OA เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถนัดหมายออนไลน์ขอรับถุงยางอนามัย / ชุดตรวจ HIV / ชุดตรวจ HPV DNA แบบไม่พบหน้า แจ้งเตือนการกินยา รับใบรับรองแพทย์ รับผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบติดตามการรักษาอัตโนมัติ เช่น AI Reminder และ Telehealth Follow-up สร้างโมเดลความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสุขภาพทางเพศ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการสรุป การทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ช่วยให้สามารถระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของระบบได้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้อย่างแท้จริง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK         การดำเนินโครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้ผ่านกระบวนการออกแบบ ทดลองและปรับปรุงจนสามารถ พิสูจน์ความเป็นไปได้ (Feasibility) และประสิทธิผล (Effectiveness) ในการให้บริการสุขภาพ ทางเพศที่เข้าถึงได้จริง ผ่านการบูรณาการ องค์ความรู้ (Explicit Knowledge), เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Health), และแนวทางการทำงานแบบสหวิชาชีพ (Interprofessional Collaboration) กระบวนการ "CHECK" นี้ มุ่งเน้นการ วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน (Performance Analysis), การนำองค์ความรู้ไปใช้ (Knowledge Application), และการกำหนดแนวทางพัฒนาต่อเนื่อง (Future Direction) เพื่อให้โครงการสามารถขยายผลและสร้างผลลัพธ์เชิงระบบอย่างยั่งยืน 3.1 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้3.1.1 ประสบการณ์ในการออกแบบและพัฒนาระบบ ทีมพัฒนาได้นำ ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของ Pender (Pender’s Health Promotion Model)มาใช้เป็นแนวทางหลักในการออกแบบระบบสุขภาพทางเพศดิจิทัล ใช้แนวคิด "การออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design)"เพื่อให้แพลตฟอร์มตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย กระบวนการ Prototype Testing ในสภาพแวดล้อมจริง ช่วยให้ทีมพัฒนา มองเห็น Pain Point ได้เร็วขึ้นและปรับปรุงระบบให้เหมาะสม เช่น การจัดการสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, การขาดแพทย์เฉพาะทาง,และการบริหารข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล3.1.2 ประสบการณ์ในการดำเนินงานจริง มีการพัฒนา ระบบ Case Management และ ระบบติดตามผู้ป่วยผ่านไลน์เพื่อลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ ขยายความร่วมมือกับ โรงพยาบาลปทุมธานี และหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อรองรับการรักษาเฉพาะทางและสนับสนุนทรัพยากร ปรับปรุง กระบวนการทำงานของทีมสหวิชาชีพ ให้มีการสื่อสารที่ดีขึ้น (Effective Communication)ลดข้อผิดพลาดในการส่งต่อและการบริหารจัดการผู้ป่วย 3.2 สรุปและอภิปรายผลการดำเนินงาน3.2.1 พฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นักศึกษาตระหนักถึง ความสำคัญของสุขภาพทางเพศ มากขึ้น มีอัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองสูงขึ้นและลดการใช้ยาด้วยตนเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ ความรู้สึกอึดอัดและการตีตราลดลง เนื่องจากบริการให้ความสำคัญกับ "ความเป็นส่วนตัว"และมีช่องทางการปรึกษาออนไลน์3.2.2 เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพของบริการ ระบบ Online Booking, QR Code Scan, และ Chatbot หรือ AI ลดระยะเวลาการให้บริการและภาระงานของบุคลากร การเชื่อมต่อข้อมูล Real-time ผ่าน LINE Official Account ทำให้การบริหารจัดการเคสเป็นไปอย่างต่อเนื่อง3.2.3 การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายสุขภาพ โครงการ สอดคล้องกับ KR 3.1.2/1 ของยุทธศาสตร์ที่ 3 (Smart Organization)ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร  ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับ โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุข และ NGO ทำให้บริการมีความครอบคลุมและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่ม LGBTQAI+3.2.4 การเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart Organization) มีการนำ Digital Health Solutions เข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานของบุคลากร สอดคล้องกับ KR 3.3.1/1 ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำไปใช้พัฒนาต่อยอด งานวิจัยและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก3.2.5 การสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ (Image & Reputation) การให้บริการที่ครอบคลุมและเป็นมิตรต่อวัยรุ่น สนับสนุน O5.3 (การสร้างเสริมสุขภาวะของนักศึกษา) การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ทำให้ RSU เป็นต้นแบบของHealth Promoting University 3.3 บทสรุปองค์ความรู้ที่ค้นพบใหม่ “โมเดลคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล” ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ – แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถขอรับคำปรึกษาได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคด้านความอายและการตีตรา “Key Success Factor” คือการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ – ทฤษฎีการพยาบาล, เทคโนโลยี, Data Science และ Cultural Competence เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ”ข้อมูลที่รวบรวมสามารถต่อยอดในระดับระบบ” – สถิติการใช้บริการและรายงาน (รง.506) มีประโยชน์เชิงระบาดวิทยา และสามารถนำไปพัฒนานโยบายสุขภาพวัยรุ่นได้ “ต้นแบบมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ” – โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการให้บริการสุขภาพที่สามารถขยายผลไปยังสถาบันอื่น รองรับยุทธศาสตร์ Health Promoting University & Digital Health Transformation 3.4 สรุปผลลัพธ์และแนวทางพัฒนาในอนาคต โครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้พิสูจน์ว่าเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพทางเพศของนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ แนวทางพัฒนาในอนาคต ได้แก่:– ขยายบริการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพ LGBTQ+, การให้คำปรึกษาด้านการใช้ฮอร์โมน– นำ AI และ Chatbot มาเสริมระบบติดตามผลการรักษาและการให้คำแนะนำเบื้องต้น– สร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อการบริหารจัดการผู้ป่วยและ การเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำขึ้น – เพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เพื่อให้โครงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น 3.5 บทสรุปสุดท้าย: CHECK = ความพร้อมสู่อนาคตของ Digital Sexual Healthการดำเนินโครงการในระยะ "CHECK" แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัย ในการเป็นต้นแบบของ SmartOrganization และ Digital Health Leader ที่สามารถ – สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้– บูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญสหวิชาชีพ– ยกระดับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว “RSU New Gen x Pride Clinic: ก้าวสู่คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับทุกคน” ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          โครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นแนวทาง การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration), การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Digital Health), การส่งเสริมสุขภาวะนักศึกษา (Student Well-being), และการบริหารโครงการให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability Management) แนวทาง “ACT” นี้เน้นไปที่ การดำเนินงานเชิงรุก (Proactive Implementation), การปรับปรุงคุณภาพบริการ (Service Optimization), และการพัฒนาองค์ความรู้ให้สามารถขยายผลได้ (Scalable Knowledge Management) โดยอ้างอิง Key Results (KR) และ OKRs ขององค์กร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง 4.1 ขยายความร่วมมือและเสริมสร้างเครือข่าย (Collaboration and Communication)ตาม KR 3.1.2/1การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คลินิกสามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม4.1.1 พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอก  ภายในมหาวิทยาลัย – จัดทำ โครงการบูรณาการกับคณะและวิทยาลัยต่างๆเพื่อออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางเพศและการให้ความรู้ด้านสุขภาวะ ภายนอกมหาวิทยาลัย – สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุข และNGOs เพื่อพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ 4.1.2 ปรับปรุงระบบการสื่อสารภายในทีมสหวิชาชีพ   จัดทำ “คู่มือแนวปฏิบัติ (Standard Operating Procedure – SOP)” สำหรับกระบวนการให้บริการและการจัดเก็บข้อมูล   ใช้ แพลตฟอร์มกลาง (Microsoft Teams, Google Meet, หรือ Intranet ของมหาวิทยาลัย) เพื่อให้บุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและปรึกษาเคสได้อย่างรวดเร็ว 4.1.3 พัฒนา Digital Health Literacy สำหรับบุคลากร

คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being) Read More »

กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.6/1 กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ อ.ประณต มณีอินทร์ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ และ อ.ธนกร พรมโคตรค้า วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ การมีความสารมารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้บัณฑิตสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้จากแหล่งต่างๆทั่วโลกเสริมสร้างโอกาสในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานที่มีความต้องการบุคคลากรที่มีทักษะภาษาสูง นอกจากกนี้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เป็นโลกไร้พรมแดน องค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกต่างก็ได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในยุคดิจิทัล การมีความรู้และความสามารถทางภาษาอังกฤษจะช่วยให้บัณฑิตสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการทำงานการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภาษาของชาติที่เป็นประเทศมหาอำนาจ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน จะได้รับความสนใจเรียนรู้กันทั่วโลก บัณฑิตจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาของชาติที่เป็นประเทศมหาอำนาจและการเรียนรู้ภาษาประจำชาติเพื่อคงความเป็นชาติไว้ หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงกำหนดให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษเป็น ภาษาต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาภาษาไทยที่เป็นภาษาหลักของชาติไปด้วย เพื่อใช้สื่อสารกับคนในประเทศเดียวกัน และใช้ภาษาอังกฤษไว้ใช้สื่อสารกับคนต่างประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้วัฒนธรรมสังคม และเศรษฐกิจที่เปิดเสรีมากขึ้น มีผลให้สถาบันการศึกษาต่างๆเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศหลากหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเกาหลีภาษาญี่ปุ่น แต่ภาษาอังกฤษยังคง เป็นที่ยอมรับและใช้เป็นภาษากลางของโลกสำหรับการติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมประเภทต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษาการทำธุรกิจการลงทุน การท่องเที่ยวและการใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยัง เป็นภาษาที่ใช้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วย แต่จากผลการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับชาติ พบว่า ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น การหาวิธีการ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยเพื่อให้มีคุณภาพทัดเทียมชาติอื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต จุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนรู้ภาษาทุกภาษา ย่อมต้องการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในฐานะภาษาต่างประเทศ ซึ่งการเรียนการภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศหรือใน ฐานะภาษาที่สองพบว่า ผู้เรียนภาษามักจะมีปัญหาในทักษะทางภาษา 4 ทักษะในลักษณะต่างๆกัน ปัญหาของผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศนั้น ผู้เรียนจะมีปัญหาในการฟังมากที่สุด อาจเป็นเพราะผู้เรียนเหล่านั้นมีโอกาสพบกับเจ้าของภาษาน้อย ดังนั้นพวกเขาจึงประสบปัญหาในการฟังบรรยายของเจ้าของภาษา ทักษะการฟังไม่ได้รับความสนใจเท่าเทียมกับทักษะ อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความไม่กล้าแสดงออกและทำให้หมดกำลังใจ การที่ผู้เรียนที่ไม่สามารถฟังภาษาต่างประเทศหรือ ภาษาที่สองได้เข้าใจ ถึงแม้จะได้ผ่านการเรียนวิชาการสนทนามาแล้วทั้งในชั้นระดับชั้นประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหรือระดับอุดมศึกษา อาจเนื่องมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้อง 3 ประการ คือ 1) ความยากลำบากในการจดจำรายละเอียดที่สำคัญของข้อความที่มีความยาวมาก ๆ 2) ความเร็วในการพูดที่มีข้อความที่ไม่ชัดเจน 3) ความไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ที่พูดหรือข้อความที่ได้ฟัง           ภาษาอังกฤษมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนไทย เพราะมีผลต่อการเรียนและการทำงานเป็นอย่างมาก ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยทำให้สามารถสืบค้นข้อมูลที่มีประโยชน์ทั่วโลกได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาส ในการได้งานที่ดีจึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการเรียนและการทำงานในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาไทย ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษ เนื่องมาจากไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ จึงได้จัดให้มีการสอบวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานภาษาอังกฤษเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายยกระดับภาษาอังกฤษของระดับอุดมศึกษา ทั้งยังเป็นการเพิ่มความเป็นสากลให้แก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต          ดังนั้น ทางคณะนวัตกรรมเกษตรได้จัดกิจกรรมการพัฒนาภาษาอังกฤษขึ้น ทั้งสิ้น 3 กิจกรรม ประกอบด้วย การสื่อสารภาษาอังกฤษ เบื้องต้น (Basic English for Communication) ภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอและสัมมนา (English for Presentation and Seminar) และการเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) เพื่อฝึกฝนทักษะ ส่งเสริม และทบทวนการใช้ภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ ของนักศึกษา อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก่อนจบการศึกษาอีกด้วย โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ความรู้ที่เป็นประเด็นสาคัญที่นามาใช้: ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Experiential Learning Theory (ELT) คือ ‘ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์’ บันไดวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning spiral ซึ่งประกอบไปด้วย Experiencing เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนลงมือทำกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เน้นความรู้สึกจากประสบการณ์จริง การลงมือทำ เน้นการเรียนรู้ที่นักศึกษาได้คิดเองทำเอง Reflecting เป็นขั้นตอนการสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม โดยที่ผู้เรียนนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้มาทบทวน คิดไตร่ตรอง ทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้จากการสังเกต และการจดบันทึก Thinking เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนสรุปผลที่ได้จากการสะท้อนความคิด จากการสังเกตแล้วคิดไตร่ตรองจนสร้างเป็นแนวคิดของตนเอง Acting เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำแนวคิดที่ตนเองสร้างไปทดลองปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่จนทำให้เกิดการหมุนเวียนเป็นวงจรการเรียนรู้ใหม่ ตามภาพที่ 1  ภาพที่ 1 แสดง วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT)           การเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT) เป็นการลงมือทำจากความรู้ใหม่ที่ได้ แล้วเรียนรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนควรปรับปรุง จากนั้นจะกลับเข้าสู่ขั้นตอนที่ 1 อีกครั้ง เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ“เพราะโหมดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นซ้ำ จะขยายความเข้าใจของผู้เรียนได้ ผู้เรียนจะค้นพบว่าในทางปฏิบัติ จะเจอปัญหาอะไร และพบการประยุกต์ความรู้ใหม่ที่ทำได้หลากหลาย โดยการนำสิ่งที่เคยเรียนรู้ในสถานการณ์หนึ่งมาใช้ในอีกสถานการณ์หนึ่ง แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่วนซ้ำอย่างต่อเนื่องของวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ (ได้แก่ experiencing, reflecting, thinking, และ acting) วงจรนี้ไม่ใช่วงกลมแต่เป็นบันไดวน เนื่องจากการเดินทางผ่านวงจรแต่ละครั้งจะกลับไปสู่ประสบการณ์ด้วยความเข้าใจใหม่ที่ได้จาก experiencing, reflecting, thinking, และ acting ดังนั้น บันไดวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยอธิบายว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์นำไปสู่การพัฒนาได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากในอนาคต ผู้เรียนได้เข้าไปรับประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีก ก็ให้หมุนวงจรกลับไปที่ขั้นแรก และทำต่อไปจนขั้นที่ 4 อีกครั้ง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)อื่น ๆ (โปรดระบุ) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงานความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)อื่น ๆ (ระบุ) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดทาโครงการ หลังจากที่ได้ดาเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ คณะอาจารย์เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการสโมสรนักศึกษาฯ ผู้รับผิดชอบ ประชุมเพื่อ วางแผนกำหนดการดำเนินงาน วางแผนแนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินงาน เขียนแผนโครงการฯ เพื่อขออนุมัติจัดทำ มอบหมายหน้าที่กับคณะทำงาน ในการจัดทำโครงการฯ เตรียมแผนและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ดำเนินงานการประสานงานระหว่างคณะทำงาน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมโครงการฯ จัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่กำหนด5.1 การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life)5.2 ภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอ (English for Presentations)5.3 การเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) สรุปผล ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาทักษาษาอังกฤษ ตาม วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT)ขั้นที่ 1 Experiencing คือประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเป็นการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพทางด้านนวัตกรรมเกษตร จึงได้กำหนดหัวข้อเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชสมุนไพร ในรายวิชา AIL327 โดยการทำยาดมสมุนไพร โดยอาจารย์แบ่งนักศึกษา ออกเป็นกลุ่ม คละความสามารถ จากนั้นอาจารย์จะเป็นจะเริ่มสอบถามนักศึกษาว่ารู้จักสมุนไพรชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร มีประโยชน์หรือสรรพคุณอย่างไร จากนั้น จะชักชวนให้นักศึกษา ทำการโคลนผลิตยาดมสมุนไพรโดยให้นักศึกษา เลือกส่วนผสมสมุนไพรที่นักศึกษาสนใจ พร้อมอธิบายเครื่องมืออุปกรณ์และส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้ในการทำยาดมสมุนไพร ขั้นตอนการทำ ในการใช้ส่วนประกอบของยาดมสมุนไพร ที่ใช้ในการฝึก ได้แก่ 1. สมุนไพรแห้งที่มีกลิ่นหอม เช่น กระวาน, กานพล, โป้ยกั๊ก, พริกไทยดำ, ลูกผักชี,อบเชย2. สารให้กลิ่นหอม ได้แก่ การบูร, เมนทอล, พิมเสน, น้ำมันยูคาลิปตัส3. ขวดสำหรับใส่ยาดมสมุนไพรอาจารย์เป็นผู้สังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาในขณะส่งตัวแทนมารับอุปกรณ์ตลอดจนการวางแผนและลงมือทำ การชั่งตวงสูตรส่วนผสม เป็นการพัฒนาศัพท์เทคนิคทางด้านการเกษตร ในรายวิชา AIL327โดยในขั้นแรก อาจารย์เป็นผู้กำหนดสูตรส่วนผสม ดังนี้1.ตวงพิมเสนและการบูร อย่างละ 1 ช้อนชา2. ตวงเมนทอล 2 ช้อนชา ใส่ในขวดแก้วปากกว้างที่มีฝาปิด แล้วคนให้เข้ากัน จนกลายเป็นสารละลาย3. เทน้ำมันยูคาลิปตัส 3 มล. ลงไปผสมให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้4. นำกระวาน 1 ผล กานพลู 5 ดอก โป๊ยกั๊ก 1 ผล อบเชย 1 ช้อนชา ลูกผักชี พริกไทยดำ อย่างละ 1 ช้อนชา ใส่ชาผสม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน5. ตักสมุนไพรในข้อ 4 ใส่ลงในขวดสำหรับใส่ยาดม แล้วเติมสารละลายในข้อ 3 ลงไปพอประมาณ แล้วปิดฝา เสร็จขั้นตอนพร้อมนำไปใช้ดมได้ ขั้นที่ 2 Reflecting คือการสะท้อนคิดจากการสังเกตโดยการฝึกให้นักศึกษาทุกคนอภิปรายผลที่ได้และความรู้สึกจากการลงมือทำยาดมสมุนไพรด้วยตนเองในครั้งแร ซึ่งอาจารย์จะคอยช่วยเสริมประเด็นในการอภิปราย ในประเด็นต่างๆ เช่น คำนึงถึงความสะอาดในการทำหรือไม่ อย่างไร เทคนิคการชั่งตวงส่วนผสม ลำดับขั้นตอนการเติมส่วนผสม ความพร้อมในการเตรียมอุปกรณ์จากนั้นตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมาสรุปถึง “การทำยาดมสมุนไพร” ประเมินว่านักศึกษามีความรู้สึกกับผลงานยาดมสมุนไพรฝีมือหรือผลงานของตนเองอย่างไร มีจุดบกพร่องหรือมีข้อผิดพลาดเกิดจากอะไร เพื่อให้นักศึกษาบันทึกผลที่เกิดขึ้น และสาเหตุของการเกิด เพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไขในขั้นตอนต่อไป ขั้นที่ 3 Thinking การสร้างแนวคิดที่เป็นนามธรรมหลังจากที่แต่ละกลุ่มทำยาดมสมุนไพรเสร็จ ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันสรุปวิธีการทำ และอัตราส่วนของสารผสม (พิมเสนและการบูร อย่างละ 1 ช้อนชา เมนทอล 2 ช้อนชา น้ำมันยูคาลิปตัส 3 มล. กระวาน 1 ผล กานพลู 5 ดอก โป๊ยกั๊ก 1 ผล อบเชย 1 ช้อนชา ลูกผักชี พริกไทยดำ อย่างละ 1 ช้อนชา)โดยให้นักศึกษา เขียน Flow chart ตามขั้นตอนของแต่ละกลุ่ม จากนั้นอาจารย์ประเมินความสามารถของนักศึกษาจากแบบบันทึกวิธีการทำยาหม่องสมุนไพร ขั้นที่ 4 Acting คือการทดลองปฏิบัตินักศึกษา ในแต่ละกลุ่มลงมือทำยาหม่องสมุไพรอีกรอบตามวิธีการที่ได้จากแนวคิดของกลุ่ม โดยกำหนดให้ทุกกลุ่มต้องเปลี่ยนสูตรส่วนผสมห้ามซ้ำกับรอบแรก จากนั้นให้นักศึกษาเสนอสูตรการทำยาหม่องสมุนไพรจากวัตถุดิบส่วนผสมที่มี หรือวัตถุดิบส่วนผสมอื่นที่นักศึกษาคิดว่าจะเป็นส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ของยาดมสมุนไพร อาจเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกมากในพื้นที่ หรือเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม โดยใช้อุปกรณ์ ส่วนผสมเดิม โดยในขั้นตอนนี้ อาจารย์ใช้วิธีการสังเกตุพฤติกรรมของนักศึกษา และประเมินคุณภาพของยาดมสมุนไพรที่นักศึกษาลงมือทำ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากรอบแรกอย่างไร นักศึกษาได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากการทำครั้งแรกตรงจุดไหนบ้างและนำมาปรับปรุงในขั้นตอนนี้อย่างไร เพื่อทำให้คุรภาพของยาดมสมุนไพรมีคุณภาพดีขึ้น เช่นหอมขึ้น ไม่แฉะ ไม่หกเลอะเทอะ ใช้ง่ายและสะดวก 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการการนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริงอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน2.1 การพัฒนาทักษะด้าน การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life)จากการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผ่านกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม โดยเชิญ ผศ.ดร.พนิตนาฏ ชูฤกษ์ เป็นวิทยากรอบรม ผลการดำเนินงาน ทักษะด้าน การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life) ผ่านกิจกรรมกลุ่ม การทำยาดมสมุนไพร โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการพัฒนาทักษะ ด้านการสื่อสาร นักศึกษาสามารถอธิบายส่วนผสม อุปกรณ์ ลำดับขั้นตอน การทำยาดมสมุนไพรได้ (ภาพที่ 2) ภาพที่ 2 หลักฐานแสดงกิจกรรมกลุ่มการทำยาดมสมุนไพร ในโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 2.2 การพัฒนาทักษะการเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) เป็นการพัฒนาทักษะด้านการเขียนภาษาอังกฤษ โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทุกคน ได้ฝึกเขียน Resume ภาษาอังกฤษ ภาพที่ 3 ตัวอย่างหลักฐานการเขียน Resume ภาษาอังกฤษ 2.3 ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอ (English for Presentations)วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2024 นักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตร ได้เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ประเทศอินเดีย ในหัวข้อ In vitro biocontrol potential of natural substance combination against microbial plant diseases ภาพที่ 4 ภาพที่ 4 หลักฐานแสดงการนำเสนอผลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ 2.4 มีการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณณัฐประชาชนจีนโดยในปี 2024 ทางหลักสูตรได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ Guizhou University for Nationalities ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1951, โดยสังกัดรัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจว,เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่สำคัญแห่งแรกของมณฑลกุ้ยโจว,รัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจวและคณะกรรมการกิจการพลเรือนแห่งชาติร่วมกันสร้างขึ้น,และมหาวิทยาลัยกุ้ยโจ้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรติดอันดับต้นๆของประเทศจีนโดยในความร่วมมือดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว ได้มีการมานำเสนอผลงานวิจัยด้านโรคที่เกิดจากเชื้อราในพริก และการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดย Prof. Yong Wang ให้กับนักศึกษาคณะนวัตกรรมเกษตร และ ในช่วงระหว่าง วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 – 30 กรกฎาคม 2567 ทางหลักสูตรได้มีการส่งนักศึกษาของคณะ จำนวน 7 คน (ภาพที่ 5) ไปฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลักษณะงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อาทิ การเพาะเลี้ยงเชื้อ การคัดแยกเชื้อ การทดสอบกิจกรรมการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญของพืชสมุนไพร ซึ่งนักศึกษาของเราได้ค้นพบเชื้อราตัวใหม่ที่เป็นเชื้อราสาเหตุโรคในพริกที่ไม่เคยมีการระบาดและตรวจพบมาก่อนใน จีนชื่อเชื้อ Stagonosporopsis pogostemonis มีลักษณะสปอร์ ดังแสดงในภาพที่ 6 ภาพที่ 5 นักศึกษาคณะนวัตกรรมเกษตรที่ไปฝึกงานที่ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว ภาพที่ 6 แสดงลักษณะสปอร์ของเชื้อ Stagonosporopsis pogostemonis ในปี 2567 Assoc. Prof. Dr. Xiang Yu Zeng. จาก Department of Plant Pathology Guizhou University มาบรรยายเกี่ยวกับ “เทคนิคการจำแนกสสปีชีส์เชื้อราสาเหตุโรคพืชด้วย AI” ภาพที่ 7 ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงรายชื่อการร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ 2.5 มีการจัดกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติจากการจัดโครงการพัฒนาทักษะภาษอังกฤษให้กับนักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร มีนักศึกษาของทั้ง 2 คณะ เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย (ภาพที่ 8) ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงรายชื่อการร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           มหาวิทยาลัยรังสิต โดยสถาบันภาษาอังกฤษ ได้จัดให้มีการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตรเข้ารับการทดสอบ RSU2 -Test มีผลการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ในระดับ A2 กับ B2 ภาพที่ 5 ภาพที่ 5 แสดงคะแนนทดสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษ RSU2-Test ของคณะนวัตกรรมเกษตร ในแต่ละปี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร ซึ่งมี 3 หลักสูตร และทั้ง 3 หลักสูตรได้มีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ให้กับนักศึกษา คณะนวัตกรรมเกษตร นอกเหนือจากการจัดโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีโครงการพัฒนาทักษะภาจีนและภาษญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบัณฑิต ในการไปฝึกงานที่จีนและญี่ปุ่น คณะเทคโนโลยีอาหาร มีโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ Toyo College of Food Technology เป็นประจำทุกปี ส่วนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในนามวิทยาลัย ให้นักศึกษาของทั้ง 3 หลักสูตรได้เข้าร่วม แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ผู้ถ่ายทอดบทเรียนขอเสนอ ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ควรจัดให้มีพื้นที่ หรือห้อง ที่มีสื่อหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจ แนะนำแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซด์ที่ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อแก้ปัญหาทักษะการฟัง ควรมีการประชาสัมพันธ์โครงการผ่านสื่อโซเชียล เพื่อให้มีอัตราส่วนของนักศึกษานานาชาติที่สนใจได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้ให้มากกว่านี้ และเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 3 ด้าน

กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่ Read More »

WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.6/1 WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE ผู้จัดทำโครงการ​ อ.เชฎฐ คำวรรณ และ นายกิตติศักดิ์ แก้วใส คณะนิติศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           สถาบันต่อต้านการทุจริต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในสังคมไทย พบว่าในประเทศไทยเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน สาเหตุของการทุจริตมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับปัจจัยต่างๆ เช่น: วัฒนธรรมอุปถัมภ์: การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัวและพวกพ้องมากกว่าหลักการและความถูกต้อง                                                                                                    ระบบราชการที่ซับซ้อน: ขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและขาดความโปร่งใสเปิดโอกาสให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์                                                                                                การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ: การขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด             ค่านิยมที่ผิดเพี้ยน: การยอมรับการทุจริตในวงกว้างและการขาดจิตสำนึกสาธารณะ                         ผลกระทบของการทุจริต: เศรษฐกิจ: ทำให้การลงทุนลดลง, การจัดสรรทรัพยากรไม่เป็นธรรม, และการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว สังคม: สร้างความเหลื่อมล้ำ, บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ, และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การเมือง: ทำให้การบริหารประเทศขาดประสิทธิภาพ, บั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย, และสร้างความไม่มั่นคงทางการเมือง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ เสริมสร้างความโปร่งใส: เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย                                       พัฒนาระบบราชการ: ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ                     บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด                   ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง: ส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะและสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการทุจริต  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)      https://sabaideethailand.com/2024/10/22/rsu-108/                  https://seapublicpolicy.org/work/thailandr2r/  https://www.youtube.com/watch?v=lszQYdbxlPM    https://www.biztosuccess.com/archives/115617             วิธีการดำเนินการ           มหาวิทยาลัยรังสิตได้ร่วมกับ ISI (International Sociological Association) จัดการประชุม World Anti-Corruption Conference 2024 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 จริงค่ะ การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้และกระตุ้นการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในระดับโลก 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน บทสรุปประเด็นสำคัญ: สรุปประเด็นหลักที่ถูกนำเสนอและอภิปรายในการประชุม                          ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมเพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายและแนวทางการต่อต้านการทุจริต ความร่วมมือและเครือข่าย: การสร้างความร่วมมือและเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ การเผยแพร่ความรู้: การเผยแพร่บทความวิจัย, รายงานการประชุม, และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         ด้วยกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ International Strategy Institute (ISI) หรือสถาบันกลยุทธ์ระหว่างประเทศ จัดงานเสวนาวิชาการต่อต้านคอร์รัปชันระดับโลก 2024  (World Anti-Corruption Conference 2024 : “Transforming Trust, Eradicate Corruption : A Global Unity for Integrity”) ภายในงาน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีกิตติคุณผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตและอดีตประธานรัฐสภา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต Mr. CY. Cheah ประธานสถาบันกลยุทธ์ระหว่างประเทศ และ Datuk Seri Shamshun Baharin Mohd Jamil ผู้อำนวยการทั่วไปของศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินแห่งชาติ ให้เกียรติร่วมงาน จัดขึ้น ณ ห้องประชุม 1-301 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต                                                                   นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ “EMPOWERING SMES IN THE AGE OF GLOBALISATION: STRATEGIES TO COMBAT CORRUPTION” / “CROSS-BORDER ANTI-CORRUPTION EFFORTS IN ASIA PACIFIC: ENHANCING REGIONAL COOPERATION”/ “STRENGTHENING ANTI-CORRUPTION LEGISLATION AND JUDICIAL INDEPENDENCE: BUILDING ROBUST LEGAL FRAMEWORK” และ “LEVERAGING TECHNOLOGICAL SOLUTIONS TO DETECT AND PREVENT CORRUPTION” ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            การพัฒนา World Anti-Corruption Conference ควรเน้นที่การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยสามารถใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และการประชุมแบบมีส่วนร่วม รวมถึงการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เช่น UN และธนาคารโลก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและกลยุทธ์ในการต่อต้านการทุจริต นอกจากนี้ควรมีการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในปฏิบัติการทั่วโลก

WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE Read More »

กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KRไม่ระบุ (4.1.6/1) กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.จิระโรจน์ มะหมัดกุล สถาบันการทูตและการต่างประเทศ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            โครงการ “การทูตสู่ชุมชน” มีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียน (ASEAN) และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดนาวง รวมถึงให้นักศึกษาสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ผ่านกิจกรรมนอกห้องเรียน ผ่านการปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่พบ คือ นักเรียนระดับประถมศึกษามีทักษะภาษาอังกฤษที่จำกัด ทำให้ต้องออกแบบกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาเซียนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทักษะภาษาอังกฤษทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา ทักษะการทำงานเป็นทีมข้ามวัฒนธรรมระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากหลักสูตร IRD101 Southeast Asia’s Politics, Economy and Culture และความรู้จากรายวิชา IRD331 ASEAN Studies ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)  เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์และนักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ของนักศึกษาและอาจารย์ที่ดำเนินโครงการ การถ่ายทอดความรู้จากนักศึกษาไปสู่นักเรียน การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ วิธีการดำเนินการ นักศึกษาแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ วางแผนกิจกรรมล่วงหน้า โดยนักศึกษาไทยและต่างชาติร่วมกันกำหนดแนวทางการสอนและลำดับการดำเนินกิจกรรม จัดกิจกรรมที่โรงเรียนวัดนาวง โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มและเข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษและอาเซียน ใช้กิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน เช่น เกมการฟัง พูด อ่าน เขียน และเกมทายคำศัพท์ นักศึกษาทำงานร่วมกันในการดูแลฐานกิจกรรมและให้คำแนะนำนักเรียน หลังกิจกรรม นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติร่วมกันประเมินผลและสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม จัดการประเมินผลความพึงพอใจและการเรียนรู้ของนักเรียนหลังจบกิจกรรม  2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน นักเรียนโรงเรียนวัดนาวงได้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 6 ฐาน ได้แก่ ฐานการฟัง (Listening), ฐานการพูด (Speaking), ฐานการอ่าน (Reading), ฐานการเขียน (Writing), ฐานคำศัพท์ (Vocabulary) และฐานความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ASEAN นักศึกษาสถาบันการทูตฯ ได้ฝึกฝนการถ่ายทอดความรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันในบริบทระหว่างประเทศ นักศึกษาไทยและต่างชาติได้ทำงานเป็นทีมในการจัดกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้เป็นอย่างดี และเกิดความสนใจต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น กิจกรรมบางอย่างซับซ้อนเกินไปสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมมากขึ้น การสื่อสารระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติในบางกรณีต้องใช้เวลาปรับตัว   3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ผลการประเมินโครงการจากนักเรียนมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 65 จาก 5.00 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมได้รับการตอบรับที่ดี นักเรียนให้คะแนนความสำคัญของโครงการ 79 และเห็นว่าควรจัดโครงการนี้ในปีต่อๆ ไป (4.92) นักเรียนร.ร.วัดนาวงได้รับประโยชน์จากกิจกรรมรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนและการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาในวิชา IRD101 Southeast Asia’s Politics, Economy and Culture และ IRD331 ASEAN Studies กับสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม  บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การใช้กิจกรรมที่เน้นการเล่นและการแข่งขันช่วยเพิ่มความสนใจของนักเรียน นักเรียนระดับประถมศึกษายังมีทักษะภาษาอังกฤษที่จำกัด ทำให้ต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับของพวกเขา การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเรียนรู้การทำงานแบบสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ควรจัดเตรียมงบประมาณสำหรับโครงการบริการวิชาการในปีต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้สื่อที่เข้าใจง่ายขึ้น เสริมกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งเสริมให้นักศึกษาใช้ทักษะด้านการทูตและการต่างประเทศในบริบทการสอนและการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม เพิ่มกิจกรรมที่ช่วยให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติเข้าใจการทำงานเป็นทีมข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น เช่น เวิร์กช็อปก่อนเริ่มกิจกรรมและการสะท้อนผลหลังจบโครงการ

กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน Read More »

ICC x LSM Logistics Management

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 1.2.1 และ KR 4.1.6/1 ICC x LSM Logistics Management ผู้จัดทำโครงการ​ Mr. Fudong Luo และ ดร.ชนะเกียรติ สมานบุตร วิทยาลัยนานาชาติจีน หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปัจจุบัน การบริหารโลจิสติกส์และการสื่อสารทางธุรกิจ โดยเฉพาะในภาษาจีน มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ การขาดความเข้าใจด้านโลจิสติกส์และความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยและจีนได้เรียนรู้และฝึกทักษะร่วมกันผ่านรายวิชา Logistics Management ของทั้งสองคณะ โดยนักศึกษาบริหารธุรกิจได้พัฒนาทักษะภาษาจีนและความเข้าใจธุรกิจจีน ขณะที่นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติจีนได้เรียนรู้การบริหารโลจิสติกส์ไทย เสริมทักษะภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถบูรณาการความรู้ เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมข้ามวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตทางอาชีพ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ข้อมูลคำศัพท์พื้นฐานในวิชาชีพโลจิสติกส์ การสื่อสารและการทำงานข้ามวัฒนธรรม การเรียนรู้โครงสร้างคลังสินค้าและกระบวนการปฏิบัติงาน การสร้างสรรค์และออกแบบคลังสินค้า ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) คลังความรู้ที่ทำการศึกษาด้วยตนเอง วิธีการดำเนินการ ให้นักศึกษาจากทั้ง 2 วิชาจาก 2 คณะ (จีนและไทย) ได้ทำความรู้จักกันในครั้งแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคย น.ศ.คณะบริหารธุรกิจ วิชา Lsm302 การจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง จำนวน 52 คน น.ศ.ว.นานาชาติจีน วิชา ICM222 การจัดการโลจิสติกส์ จำนวน 90 คน นักศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 142 คน ถูกจัดกลุ่มแบ่งออกเป็น 15 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 10 คน โดยคละกลุ่มนักศึกษาจีน กับ นักศึกษาไทย หลังจากแบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ให้นักศึกษาทำกิจกรรม ( เกมส์เติมคำศัพท์โลจิสติกส์ ) เพื่อช่วยนักศึกษาได้รู้จักกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองพร้อมกับเรียนรู้คำศัพท์พื้นฐานด้านโลจิสติกส์ นำนักศึกษาเยี่ยมชมคลังสินค้าจำลอง เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างคลังสินค้า อุปกรณ์ที่ใช้ และกระบวนการปฏิบัติงานของโลจิสติกส์ ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มจับฉลากเลือกประเภทของคลังสินค้าที่ต้องออกแบบ แต่ละกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่ออกแบบคลังสินค้าตามโจทย์ที่ได้รับ นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอแนวคิดและแผนการออกแบบคลังสินค้าของตน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           เดิมมีแผนพานักศึกษาไปศึกษาดูงานที่คลังสินค้าของ CP แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมไฟไหม้รถทัวร์ที่ผ่านมา จึงปรับเปลี่ยนเป็นการเยี่ยมชมคลังสินค้าจำลองที่มหาวิทยาลัยรังสิตแทน อย่างไรก็ตาม คลังสินค้าจำลองดังกล่าวมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้การสาธิตและการฝึกปฏิบัติจริงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ และนักศึกษาอาจไม่ได้สัมผัสกับกระบวนการทำงานในสถานที่จริงอย่างครบถ้วน นักศึกษาชื่นชอบกิจกรรม และ สนใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น กระบวนการเรียนรู้มีความแปลกใหม่ทำให้นักศึกษารู้สึกสนุก และ ได้รับเนื้อหาที่สอดคล้องในโลกการทำงานจริง นักศึกษาหลายคนมองว่ากิจกรรมนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเรียนในห้องเรียนโดยเฉพาะของการฝึกปฏิบัติจริง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินงานผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยนักศึกษาได้รับโอกาสในการลงมือปฏิบัติและแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างสาขาวิชาต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ นักศึกษามีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยเฉพาะด้านการจัดการคลังสินค้า สามารถวิเคราะห์และออกแบบพื้นที่จัดเก็บสินค้า วางแผนเส้นทางการเคลื่อนย้าย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบคลังสินค้า การทำงานเป็นกลุ่มช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกันในบริบทข้ามวัฒนธรรม การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ นักศึกษาได้ทดลองออกแบบคลังสินค้าโดยอิงจากแนวคิดที่เรียนมา และสามารถนำเสนอผลงานในลักษณะที่เป็นมืออาชีพ ความท้าทายในกิจกรรม เช่น พื้นที่จำกัดของคลังสินค้าจำลอง ทำให้นักศึกษาต้องคิดวิเคราะห์และปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารและการทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและจีนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล สรุปและอภิปรายผล รวมถึงบทสรุปความรู้ที่ค้นพบใหม่ นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และทักษะด้านภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานระหว่างประเทศ ความรู้ที่ค้นพบใหม่ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้า และแนวทางในการปรับตัวเมื่อเผชิญกับข้อจำกัดของสถานที่หรือทรัพยากร กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ยืนยันว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และช่วยให้นักศึกษาได้รับทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้อย่างแท้จริง   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice จากผลลัพธ์ของโครงการ พบว่านักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินโครงการในอนาคตประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับ Key Result มากขึ้น ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ ขยายโอกาสในการฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง ควรจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในคลังสินค้าหรือสถานประกอบการโลจิสติกส์จริง เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นกระบวนการทำงานที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับโลกธุรกิจ เพิ่มการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) หรือเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรม พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ ออกแบบกิจกรรมที่มีความท้าทายและต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น เช่น การวางแผนกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ หรือการแก้ไขปัญหาภาวะฉุกเฉินในการบริหารคลังสินค้า เสริมสร้างความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม สนับสนุนให้มีการทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทยมากขึ้น โดยอาจเพิ่มกิจกรรมที่ต้องใช้การเจรจาต่อรองหรือการสื่อสารทางธุรกิจที่เป็นภาษาจีนและภาษาไทย การประเมินผลและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จัดให้มีแบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจากนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน เพื่อนำมาปรับปรุงกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยให้โครงการสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ

ICC x LSM Logistics Management Read More »

ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 1.2.1 และ KR 4.1.6/1 ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เชิงสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ พจ.พรพรรณ ทรัพย์เอี่ยม และพจ.ณัฏฐา มูลศาลา วิทยาลัยนานาชาติจีน หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การสื่อสารทางภาษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีนักศึกษาต่างชาติศึกษาอยู่ร่วมกัน จำนวนมากจำเป็นต้องพัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อให้สามารถสื่อสารและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม การพัฒนาทักษะการสื่อสารจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อสำหรับโอกาสในอนาคตของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ด้านการใช้ภาษาจีน และภาษาไทย การเรียนรู้ภาษาจากเจ้าของภาษาทำให้สามารถใช้ภาษาที่เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียนรู้ในการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของภาษาในบรรยากาศที่เป็นมิตร และไม่เป็นทางการจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร การเรียนรู้ภาษาที่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันจะช่วยให้ทั้งนักศึกษาจีน และไทยสามารถเข้าใจ และเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ที่ทำการศึกษาด้วยตนเอง วิธีการดำเนินการ ICC ประสานไปทางคณะบริหารเพื่อเชิญชวน นักศึกษาไทยในโครงการ YUFE (โครงการ 2 ปริญญา Yunnan University of Finance and Economics) และ ORM (แพทย์แผนจีน) มาทำกิจกรรมการเรียน ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง ในคาบเรียนวิชา ICT104 จัดกิจกรรมเล่นเกมส์เพื่อละลายพฤติกรรม ให้นักศึกษาจับกลุ่มกันเพื่อเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ให้นักศึกษาจีนสอนภาษาจีนให้แก่นักศึกษาไทย และนักศึกษาไทยสอนภาษาไทยให้นักศึกษาจีนภายใต้หัวข้อที่กำหนด และออกมานำเสนอร่วมกัน หลังจบคลาสเรียนให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน CONTACT ซึ่งกันและกันตามความสมัครใจ เพื่อทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกันต่อไป 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           เดิมตั้งใจให้นักศึกษา YUFE และ ORM เข้ามาร่วมกิจกรรมในวิชา ICT104 ตลอดภาคการศึกษา แต่นักศึกษาไทยมีตารางกิจกรรมค่อนข้างแน่นจึงทำให้การจัดกิจกรรมได้เป็นครั้งคราวขาดความต่อเนื่อง นักศึกษาทั้งสองกลุ่มได้ร่วมทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมในตอนเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและ  เปิดใจมากในการใช้ภาษาต่างประเทศร่วมกันมากขึ้น การจับกลุ่มเพื่อเรียนรู้ภาษาซึ่งกันและกันทำให้นักศึกษาจีน และไทยได้มีโอกาสสอนภาษาและอธิบายวิธีการใช้ภาษาที่เป็นกันเองซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้ เกิดการแลกเปลี่ยน CONTACT นำมาซึ่งการกระตุ้นให้มีการติดต่อ และสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานในอนาคต  3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           กิจกรรมในครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาทั้ง 2 ประเทศเปิดใจ และทำความรู้จักกันได้ง่ายขึ้นในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเองรวมถึงช่วยเสริมสร้างทักษะภาษาต่างประเทศระหว่างนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม เพิ่มความเข้าใจในการสื่อสารที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ยังช่วยส่งเสริมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม และภาษาที่แตกต่างกัน ทำให้เหล่านักศึกษาเข้าใจซึ่งกันและกันจนนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice อาจารย์ผู้ประสานงานโครงการ YUFE และ ORM ต้องมีความเข้าใจและเห็นพ้องที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม ผู้สอนต้องมีความเข้าใจในภาษา และวัฒนธรรมที่หลากหลาย และยินดีสร้างสรรค์ นักศึกษาทั้ง2ฝ่ายต้องเห็นประโยชน์การดำเนินกิจกรรมร่วมกัน

ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์ Read More »

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR ไม่ระบุ (4.1.6/1) การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/ วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ. ดร. ทศนัย ชุ่มวัฒนะ และบุคลากรสำนักงานนานาชาติทุกท่าน สำนักงานนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ต้องการจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ และผู้นำทางด้านความเป็นสากล (Internationalization) ร่วมกับนโยบายของผู้บริหารที่มุ่งเน้นการวางแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆ  ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตให้แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ           จากประเด็นความท้าทายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี 2559 จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยรังสิตต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ทางด้านการพัฒนาความเป็นสากล ซึ่งจะทำให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งในบริบทของประเทศและบริบทโลกได้           สำนักงานนานาชาติ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายพันธกิจด้านการพัฒนาความเป็นสากลจากอธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต  จึงได้สร้างความร่วมมือระหว่างวิทยาลัย คณะ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม (Cross Cultural) หน่วยงานจึงจัดทำโครงการ RSUnival ขึ้นมาในปีการศึกษาที่ 2567 ซึ่งกิจกรรม RSUnival จะเป็นเวทีให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมและภาษาต่างประเทศ รวมถึงมีประสบการณ์ซึ่งกันและกันและสืบสานประเพณีไทยงานสงกรานต์สืบไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญจากกิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ ที่นอกจากความสนุกสนานและความสำเร็จแล้ว ยังได้มอบความรู้และบทเรียนที่สำคัญหลายประการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมในอนาคตได้  โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ การส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม: กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรม หรือ International Food Festival เป็นต้น ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม ลดอคติ และสร้างมิตรภาพ การจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทย ช่วยเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยให้นักศึกษาต่างชาติได้รู้จักและเข้าใจมากขึ้น การบริหารจัดการกิจกรรม: การวางแผนและเตรียมงานอย่างเป็นระบบ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกิจกรรม ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ สถานที่ กิจกรรม บุคลากร และการประชาสัมพันธ์ การประเมินผลกิจกรรม ช่วยให้เห็นจุดเด่น จุดด้อย และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อไป การสร้างความร่วมมือ: ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม RSUnival การมีส่วนร่วมของนักศึกษา ช่วยให้กิจกรรมมีความหลากหลาย สนุกสนาน และตรงกับความต้องการของนักศึกษามากขึ้น การใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้: กิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ เป็นมากกว่ากิจกรรมสันทนาการ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และการทำงานร่วมกัน การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับการเรียนการสอน ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย: กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และส่งเสริมความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย ความรู้และบทเรียนเหล่านี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา  และบรรลุเป้าหมายของมหาวิทยาลัย  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัด  สำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ ประชุมหารือในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างวิทยาลัย/คณะ/หน่วยงานต่างๆ โดยหน่วยงานได้ติดต่อประสานงานไปยังวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม สำนักงานสิทธิประโยชน์ สำนักงานวิสด้อมมีเดีย ฝ่ายสื่อสารองค์กร และฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางแผนการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival ร่วมกัน จัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมและงบประมาณ กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นในปีการศึกษาที่ 2567 ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2567 จัดขึ้นบริเวณหน้าอาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ ตึก1 โดยมอบหมายการปฏิบัติงานให้แต่ละภาคส่วนดังนี้ International Food Festival จัดโดยวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ การแสดงดนตรีและการจัดบูทจำหน่ายสินค้า จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ International Costume and Performance Day จัดโดยวิทยาลัยศิลปศาสตร์ International Music Festival จัดโดยวิทยาลัยดนตรี การแข่งขัน “มวยทะเล” จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมือง จัดโดยศูนย์สุวรรณภูมิศึกษาและสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงขบวนแห่กลองยาวและการแสดงนานาชาติ จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม Songkran Festival with EDM จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติ โดย วิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติจีน โดย วิทยาลัยนานาชาติจีน International Fair การแสดงของนักศึกษาและชุมชนหลักหก ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ วงดนตรีบัวแก้วเกษร ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ งบประมาณโครงการ รับผิดชอบโดยสำนักงานนานาชาติ งานประชาสัมพันธ์ รับผิดชอบโดยสำนักงานวิสด้อมมีเดียและฝ่ายสื่อสารองค์กร รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ที่ตั้งไว้ในระบบงบประมาณ) ตามตารางที่ 1 ตารางที่1 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1 6,851.00 6,851.00 2 Wisdom Media 1  3,600.00  3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1 88,000.00 88,000.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,625.00 9,625.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1 3,000.00 3,000.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,500.00 13,500.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 18,000.00 18,000.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1 5,000.00 5,000.00 รวมทั้งหมด 161,576.00 รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ค่าใช้จ่ายจริง) ตามตารางที่2 ตารางที่2 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1  6,849.00  6,849.00 2 Wisdom Media 1 3,600.00 3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1  87,951.00  87,951.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,865.00 9,865.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1  3,018.00  3,018.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,480.00 13,480.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 11,890.00 11,890.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1  5,451.90  5,451.90 รวมทั้งหมด 156,104.90 ยอดเงินอนุมัติ 161,576.00 บาท ยอดเงินค่าใช้จ่ายจริง 156,105.50 บาท ยอดเงินคงเหลือ 6,180.40 บาท 3.ดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการดังรูปภาพที่ 1 ภาพกำหนดการงาน “RSUnival” 4. สรุปผลกิจกรรมและผลประเมินความพึงพอใจ ผลการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival มีกิจกรรมภายในงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ สืบสานประเพณีไทยและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างความสนุกสนานและรื่นเริงให้กับนักศึกษา โดยมีกิจกรรมหลากหลายด้าน เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม: การแสดงจากนักศึกษาไทยและต่างชาติ การละเล่นพื้นบ้าน: สะบ้าบ่อน ไทยทรงดำ การออกร้านจำหน่ายอาหาร: อาหารไทยและอาหารนานาชาติ การแสดงดนตรี: ดนตรีสดจากวงดนตรีนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ผลลัพธ์ความสำเร็จจากกิจกรรม RSUnival           ภาพรวมของกิจกรรมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคนไทยและต่างชาติรวมมากกว่า 300 คน สามารถจัดกิจกรรมได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆภายในงานยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมและการแข่งขันมวยทะเล กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ และเผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี ผลประเมินความพึงพอใจ           มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 52 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปผลการประเมินงานได้ดังแผนภูมิรูปภาพ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลการดำเนินการกิจกรรม RSUnival กิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติได้ และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้มหาวิทยาลัยมากขึ้น 2.2 การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้เข้าใจกระบวนการทำงานเป็นทีมทำให้เกิดสหวัฒนธรรมภายในองค์กรและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน สามารถนำประสบการณ์ไปพัฒนาและต่อยอดการทำงานหรือการจัดกิจกรรมอื่นๆในอนาคตได้ 2.3 อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน – ปัญหาการสื่อสารภายใน เนื่องจากต้องทำงานกับทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ตรงกัน ส่งผลต่อการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและล่าช้าในบางครั้ง จึงจัดประชุมเพื่อหารือและหาข้อตกลงก่อนดำเนินงานร่วมกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จำนวนและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมในมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี จึงทำให้มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องในปี 2568 งานโครงการ กิจกรรม ตอบโจทย์ตามเป้าหมายที่ระบุไว้ใน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization)  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ความสำเร็จตาม Key Result วัตถุประสงค์ (Objectives): สร้างและรวบรวมองค์ความรู้จากกิจกรรม RSUnival เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดงานในอนาคต เพื่อสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรม RSUnival อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่นักศึกษาและบุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้สำหรับกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรม RSUnival ผลลัพธ์หลัก (Key Results): จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ Read More »

เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1 เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP) ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.(พิเศษ) นพ. ธเนศ ไทยดำรงค์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ภาวะต่อมลูกหมากโตพบมากขึ้น ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะไม่ออก การรักษาหลักคือการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมาก แบบวิธีดั้งเดิม (Transurethral Resection of Prostate :TURP) ซึ่งมีภาวะเสียเลือดปริมาณมาก (500-1000 ml) ฟื้นตัวช้า นอนโรงพยาบาลนานกว่า 4-5วัน และในผู้สูงอายุอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง(TURP syndrome) ได้ถึงร้อยละ 8 ก่อให้เกิดกระสับกระส่ายไม่รู้สึกตัว จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ร้อยละ 25 ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบในระดับประเทศ โดยมีผู้มารับบริการผ่าตัดTURP ประมาณ 1,500-2,000 รายต่อปี ถึงแม้จะมีการพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเลเซอร์ แต่ราคาอุปกรณ์ก็สูงกว่า 15,000,000 บาท ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพของประชาชน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้         เป็นการพัฒนาการเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP ที่ใช้อุปกรณ์เดิม ร่วมกับการเพิ่มทักษะของศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะในภูมิภาค เพื่อให้ได้ผลเทียบเท่าอุปกรณ์ราคาแพง อีกทั้งเป็นการพัฒนาต้นทุนมนุษย์อย่างยั้งยืน ในการสอนทักษะการผ่าตัดศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะในภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชนในภูมิภาคนั้น ๆ ต่อไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัดTransurethral Anatomical Enucleation of Prostate (TUAEP) in Benign Prostatic Hyperplasia with Bipolar System: First Study in Thailand, J Med Assoc Thai 2019;102(Suppl.4):20-5.  วิธีการดำเนินการ การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดภาวะต่อมลูกหมากโต RJ-TUAEP และได้เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ นำเสนอในงานประชุมวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ในงานประชุมวิชาการสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ จัดการฝึกอบรมและเผยแพร่ เทคนิค RJ-TUAEPกระจายสู่โรงพยาบาลระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะที่สามารถเป็นเครือข่ายการถ่ายทอดองค์ความรู้โมเดลการให้บริการแก่ โรงพยาบาลในเขตสุขภาพใกล้เคียงได้ และเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          ผลลัพธ์/ผลผลิตเชิงประจักษ์: ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะดีขึ้นหลังผ่าตัดทันที โดยการใช้ค่าตัวชี้วัดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการรักษาพบว่าอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีดังนี้มาตรฐานสากลในการวัดระดับความรุนแรงของอาการต่อมลูกหมากโต (international prostate symptom score : IPSS), ระดับคุณภาพชีวิต (Quality of life score : QOL), อัตราการไหลของน้ำปัสสาวะ (Qmax), ปริมาณปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะ (Post Void Residual urine : PVR) อัตราการเสียเลือดเทคนิค RJ- TUAEP ตารางที่ 1 แสดงผลการรักษาก่อน และหลังผ่าตัดด้วยวิธี RJ-TUAEP 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่            ภายหลังเผยแพร่ผลงานในวารสาร การบรรยายในการประชุมวิชาการ การออกหน่วยลงพื้นที่สอนแสดงการผ่าตัด และการจัดอบรม RJ-TUAEP start up ทำให้ได้รับความสนใจในหลายโรงพยาบาล เกิดการริเริ่มให้บริการผ่าตัดแบบRJ- TUAEP เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น เป็นการยกระดับมาตราฐานการรักษาสู่ประชาชนในส่วนภูมิภาค และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการอีกด้วย ประโยชน์ที่ประชาชน และผู้รับบริการได้รับจากโครงการผ่าตัดส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP มีดังนี้1. ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลในส่วนกลาง โดยไม่ต้องเดินทางเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน2. ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เห็นผลดีได้ชัดเจนหลังผ่าตัด3. ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดที่ปลอดภัย เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (TURP-Syndrome)4. ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว นอนโรงพยาบาลสั้นลง ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ5. โครงการก่อเกิดความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ส่งผลดีกับประชาชนดังนี้           10.5.1. เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยโดยส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต้องทุกข์ทรมานกับภาวะปัสสาวะลำบาก          10.5.2. เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ จากโครงการมีการกระจายความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ระดับภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองหลวงกับชนบท ในการมีโอกาสในการรับการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเสมอภาค และสมเหตุสมผล 6. ปัจจุบันมีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEPในหน่วยบริการทั่วประเทศสะสมแล้วกว่า 2,000 ราย มีเครือข่ายกระจายให้บริการในเขตสุขภาพดังต่อไปนี้เขตสุขภาพที่ 1 : เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูนเขตสุขภาพที่ 2 : เพชรบูรณ์ และพิษณุโลกเขตสุขภาพที่ 3 : พิจิตรเขตสุขภาพที่ 4 : สระบุรี ปทุมธานี สิงห์บุรี และลพบุรีเขตสุขภาพที่ 5 : กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสมุทรสงครามเขตสุขภาพที่ 6 : ระยอง และสระแก้วเขตสุขภาพที่ 7 : ร้อยเอ็ด และขอนแก่นเขตสุขภาพที่ 8 : อุดรธานีเขตสุขภาพที่ 9 : ชัยภูมิ และบุรีรัมย์เขตสุขภาพที่ 10 : อยู่ระหว่างการวางแผนงานเขตสุขภาพที่ 11: นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่เขตสุขภาพที่ 12: สงขลา ตรัง นราธิวาส และปัตตานี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การต่อยอดพัฒนาในอนาคต1. การเพิ่มปริมาณศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะที่สนใจ เข้าร่วมการอบรมในโครงการ โดยคาดการที่จำนวน 70 ท่านภายใน 5 ปี2. สร้างเครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมในส่วนภูมิภาค ต่อยอดเสริมศักยภาพผู้ที่ผ่านการอบรมในชุดแรก กว่า 35 ท่าน 3. มีการควบคุมคุณภาพการผ่าตัดโดยผ่านการส่งวีดีโอผ่าตัดมาประเมินทุก 6-12 เดือน4. การสร้างเครือข่ายการผ่าตัดระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้5. การรวบรวมข้อมูลวิจัยร่วมกันเป็นฐานข้อมูลระดับประเทศต่อไป6. สร้างเครือข่ายเผยแพร่ความรู้ระดับอาเซียนและนานาชาติ

เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP) Read More »

Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นระยะที่นักศึกษาแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่โลกการทำงานและการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น นักศึกษามีอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนและการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้อาจสร้างความท้าทายด้านการปรับตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์ เช่น ความเครียดจากภาระการเรียน ความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการอยู่ห่างไกลจากครอบครัวและเพื่อน หรือความกดดันจากสังคมใหม่ที่ต้องเผชิญ (Bewick & Stallman, 2018) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาทางสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปัจจุบันมีอัตราการเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตสูงขึ้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมาถึง 5 เท่า (Bewick & Stallman, 2018) การสำรวจในประเทศไทยพบอุบัติการณ์เกิดภาวะซึมเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยร้อยละ 23 ซึ่งสูงกว่าประชากรไทยโดยรวมถึงร้อยละ 4 (อธิชาติ และจันทิมา, 2565) นอกจากนี้ยังพบว่า ร้อยละ 21.4 ของนักศึกษากำลังเผชิญปัญหาทางสุขภาพจิต โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านการเรียน ความสัมพันธ์ และการปรับตัว ปัญหาทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา ได้แก่ ความเครียดและภาวะวิตกกังวล (ร้อยละ 9) ความรู้สึกโดดเดี่ยว (ร้อยละ 10) ภาวะซึมเศร้า (ร้อยละ 9-15)และพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย (ร้อยละ 13) ซึ่งพบว่าภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด (Pilakanta & Sriwichai, 2020)         นักศึกษาพยาบาลเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มักจะถูกคาดหวังจากสังคม อาจารย์ และครอบครัว ให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น การเรียนการสอนมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการฝึกปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพ ซึ่งนักศึกษาจะต้องปรับตัวกับผู้รับบริการ บุคลากรทีมสุขภาพ และสภาพการณ์ของการเจ็บป่วยและการดูแลรักษาในบริบทแตกต่างหลากหลาย สภาพการณ์เหล่านี้ทำให้นักศึกษาพยาบาลมีโอกาสเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้มาก ประกอบกับในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 นักศึกษาต้องปรับตัวกับการเรียนออนไลน์ การฝึกปฏิบัติงานแบบผสมผสานระหว่างสถานการณ์จำลองและสถานการณ์จริง ทำให้เกิดความเครียดจากการเรียน ดังการศึกษาในกลุ่มนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้งนักศึกษาพยาบาลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่พบว่า ปัจจัยด้านการเรียนการสอนเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาเกิดความเครียด (วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์, นูรีดา ดอเลาะ, ซูฟีนา ดาละ, ปารีรัตน์ มูและ บุษรินทร์ ประดับญาติ และฟาตีเม๊าะ ไสสากา, 2563)         คณาจารย์ในกลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชจึงเห็นความสำคัญของการให้การช่วยเหลือนักศึกษาพยาบาลที่มีความเครียดหรือปัญหาทางสุขภาพจิตจากการเรียนในสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้พัฒนาศูนย์บริการให้คำปรึกษา Happiness Center ขึ้นในปีการศึกษา 2564 เพื่อให้บริการคำปรึกษาทางออนไลน์แก่นักศึกษาพยาบาล ช่วยลดความเครียด ช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ลำบากไปได้ สามารถเรียนรู้ และมีสุขภาพจิตที่ดี การบริการให้คำปรึกษามีการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปีการศึกษา 2566 – 2567 ได้ปรับปรุงหน่วยบริการให้คำปรึกษา ปรับรูปแบบการบริการใหม่เป็นการบริการวิชาการแบบให้เปล่าของคณะพยาบาลศาสตร์ชื่อ รักษ์ใจ – Healing Heart และในปีการศึกษา 2567 ปรับปรุงมาเป็นหน่วยบริการให้คำปรึกษาที่ชื่อว่า Healing Heart Center ขยายขอบเขตการบริการให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงผู้รับบริการในชุมชนเมืองเอกที่ต้องการความช่วยเหลือด้านปัญหาสุขภาพจิต มีการนำ application Line Official มาใช้ในการรับทราบความต้องการการบริการและประสานงานนัดหมายบริการให้คำปรึกษาการดำเนินงานบริการให้คำปรึกษาผ่าน Healing Heart Center เป็นโครงการที่มีส่วนในการสร้างสุขภาวะทางกายและใจของนักศึกษา บุคลากร และชุมชน และสนับสนุนการส่งเสริม Healthy University ของมหาวิทยาลัยรังสิตต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          กระบวนการให้คำปรึกษา การพยาบาลผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิต และ Therapeutic use of self เป็นความรู้สำคัญที่นำมาใช้ในการให้บริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ทางใจของผู้ที่มารับบริการที่ Healing Heart Center          การให้คำปรึกษา (Counseling) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลทำความเข้าใจตนเอง พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา ผลจากการเข้ารับบริการการให้คำปรึกษาและผ่านการทำความเข้าใจตนเอง ทำให้ผู้รับบริการเติบโตภายในจากประสบการณ์ชีวิต กระบวนการให้คำปรึกษามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง Well-being หรือความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยแนวคิดที่นำมาใช้หลักๆ ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจาก Carl Rogers และ Carol Ryff ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภายในของบุคคล การเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) Person-Centered Therapy (Rogers, 1951) – การให้คำปรึกษาที่มุ่งเน้นผู้รับคำปรึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ Empathy (ความเข้าใจเห็นใจ), Unconditional Positive Regard (การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข), และ Genuineness (ความจริงใจ) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ และช่วยให้บุคคลตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และมุ่งสู่การเติมเต็มความสามารถสูงสุดของตน 2) Psychological Well-being (Ryff, 1989) – ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Self-Acceptance (การยอมรับตนเอง) Positive Relations with Others (ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น) Autonomy (การมีอิสระในการตัดสินใจ) Environmental Mastery (การจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดี) Purpose in Life (การมีเป้าหมายในชีวิต) Personal Growth (การเติบโตและพัฒนา) ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้บุคคลเกิดการตระหนักรู้ในตนเอง ยอมรับตนเอง พัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า สามารถปรับตัวต่อความท้าทาย เติบโตจากประสบการณ์ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งส่งผลต่อ Well-being ในระยะยาว ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการให้คำปรึกษา การพยาบาลผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และแนวคิดของกลุ่มมนุษยนิยม  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ได้แก่ ทักษะการให้คำปรึกษา (counseling skills) การใช้ตนเองเพื่อให้การช่วยเหลือ (therapeutic use of self) วิธีการดำเนินการ 1) ประชุมคณาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาสถานการณ์และปัญหาของนักศึกษาที่พบหลังจากนั้นได้นำแนวทางการดำเนินงานเรียนปรึกษาท่านคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับทราบข้อเสนอแนะจากทุกส่วน นำกลับมาประชุมในกลุ่มวิชาฯ เพื่อปรับปรุงแผนการให้บริการ 2) ขั้นเตรียมการ2.1 จัดเตรียมข้อมูลสำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ Healing Heart Center 2.2 จัดเตรียม Line Official สำหรับใช้ในการติดต่อและนัดหมายการรับบริการ จัดบริการให้คำปรึกษาโดยจัดทำระบบการติดต่อขอนัดรับบริการคำปรึกษาแบบ blind ผ่าน Line official2.3 จัดเตรียมสถานที่ให้บริการแบบ on-site: ขออนุญาตใช้ห้องและอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็นสำหรับบริการให้คำปรึกษา 2.4 ประชาสัมพันธ์การเปิดให้บริการให้คำปรึกษา Healing Heart Center 2.5 จัดตารางให้บริการของอาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช 3) เมื่อมีผู้ต้องการรับบริการแจ้งความประสงค์ขอเข้ามารับบริการผ่านทาง Line Official อาจารย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบให้บริการในวันเวลาดังกล่าว จะไปให้บริการตามนัดที่ห้อง 4/2-406 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4) เมื่อพบผู้รับบริการที่มารับบริการให้คำปรึกษา อาจารย์เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการระบายความรู้สึกและบอกเล่า ประสบการณ์ที่ทุกข์ใจ รับฟังด้วยความเข้าใจโดยประยุกต์ใช้กระบวนการให้คำปรึกษาและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลทางสุขภาพจิตและจิตเวช ช่วยให้ผู้รับบริการได้มีโอกาสทบทวนเหตุการณ์และทำความเข้าใจตนเอง มองหาทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาในทางสร้างสรรค์ หลังจากให้คำปรึกษาใน session แล้ว บางรายอาจจะให้การบ้านผู้รับบริการกลับไปทบทวนตนเองและนัดกลับมาพบกรณีที่ผู้รับบริการต้องการหรืออาจารย์ผู้ให้บริการคำปรึกษาเห็นว่าสมควรนัดเพื่อติดตาม 5) กรณีที่พบว่าปัญหาของผู้รับบริการมีความซับซ้อนและต้องการการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ อาจารย์จะขออนุญาตผู้รับบริการและสรุปข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการส่งต่อไปรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญ 6) ประสานงานส่งต่อผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานผลการดำเนินการเชิงปริมาณ          ผลการดำเนินงานของหน่วยบริการให้คำปรึกษา Healing Heart Center คณะพยาบาลศาสตร์ที่ให้บริการคำปรึกษาทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชแก่นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 มีผู้เข้ารับบริการ จำนวน 32 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากคณะต่างๆ รวมถึงคณะพยาบาลศาสตร์ มีบุคคลากรในมหาวิทยาลัยและบุคคลภายนอกเล็กน้อย โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ภาวะซีมเศร้า วิตกกังวล เครียด และแพนิค ทุกรายที่ขอรับบริการได้รับบริการ คิดเป็นร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจหลังรับคำปรึกษาร้อยละ 100 ในปีการศึกษา 2567 กำลังพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูล และคงให้บริการอย่างต่อ ผลการดำเนินการเชิงคุณภาพ          ด้านผู้รับบริการ นักศึกษาที่รับบริการให้คำปรึกษา รู้สึกพึงพอใจและได้รับความช่วยเหลือทำให้สามารถบรรเทาความไม่สบายใจ และมีแนวทางรับมือกับปัญหาที่นำมาปรึกษาได้ ผู้เข้ารับบริการบางรายบอกว่า “ตอนแรกมาถึงหน้าห้องแล้วไม่อยากเข้ามา รู้สึกกลัวและไม่มั่นใจว่าที่นี่จะช่วยได้ไหม แต่พอเข้ามาแล้วรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย” หลายคนบอกว่า “ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังดี อยากหาใครสักคนที่มืออาชีพพอในการฟัง ไม่ตัดสิน ไม่เอาไปพูดต่อ ที่นี่ทำให้รู้สึกพึ่งได้” “หนูออกไปหนูเก่งขึ้นนะ รับมือกับอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาได้ แต่รอบนี้หนูแค่เหนื่อย เลยอยากมาขอพักแป๊บ อยากมาขอพลังใจ แล้วเดี๋ยวจะกลับไปสู้ใหม่” “ที่นี่คือ safe zone อย่างน้อยก็มีที่ที่นึงที่สามารถรับฟังหนูได้ทุกเรื่อง” หรือบางรายบอกว่า “ผมไม่เคยมีเวลาได้ทบทวนตัวเองเลยครับ ทุกครั้งต้องเข้มแข็งเพื่อแม่มาตลอด เพิ่งเข้าใจว่าที่บอกว่าเข้มแข็งแต่ผมก็ทำร้ายตัวเองทางอ้อมด้วย” และเกือบทุกคน “รู้สึกขอบคุณพี่ที่ไม่ถามแม้แต่ชื่อ แต่ทำให้รู้สึกดีและประทับใจที่สุด” เป็นต้น ด้านผู้ให้บริการ เกิดการเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ในการบริการให้คำปรึกษา อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน  มีข้อจำกัดในการบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา เนื่องจากต้องระมัดระวังการรักษาความลับของผู้รับบริการ การบันทึกเป็นแบบนิรนาม วิเคราะห์และสรุปปัญหาในภาพรวม มีข้อจำกัดเรื่องเวลาการให้และการรับบริการ เนื่องจากอาจารย์ผู้ให้บริการคำปรึกษามีภารกิจด้านการสอนมาก บางครั้งต้องสอนภาคปฏิบัติที่โรงพยาบาล ส่วนผู้รับบริการติดเรียนและทำงาน เวลานัดหมายจึงมักเป็นเวลาเย็นถึงค่ำ อาจารย์ต้องเดินทางกลับจากการสอนภาคปฏิบัติในแหล่งฝึกเพื่อมาให้บริการคำปรึกษาที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ความรู้ที่ค้นพบใหม่ เรียนรู้ว่าการดำเนินการบริการให้คำปรึกษาของ Healing Heart Center สามารถช่วยเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ทุกข์ใจในชีวิต โดยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง ความเข้าใจตนเอง เสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เพิ่มทักษะการเผชิญปัญหา และปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตัวเองและคนรอบข้างในทางสร้างสรรค์ ทำให้ผู้รับบริการเกิดสุขภาวะ (Well-being) ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 Healing heart from stressful life experiences to well-being ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice คงการให้บริการคำปรึกษาแก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ให้มีสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อร่วมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยรังสิตเป็น Health Promotion University ที่เข้มแข็งต่อไป พัฒนาและประชาสัมพันธ์ application ที่นักศึกษา บุคลากร และประชาชน สามารถเข้าถึงการบริการให้คำปรึกษาได้ง่ายและทั่วถึง พัฒนาระบบบันทึกข้อมูลการให้บริการคำปรึกษาเพื่อสามารถติดตามการให้บริการได้ต่อเนื่อง โดยคงยึดหลักการรักษาความลับของผู้รับบริการ

Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being Read More »

ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ทนพ. ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ในปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชสมุนไพร มีผลกระทบโดยตรงต่อวงการแพทย์และเภสัชกรรม ซึ่งพืชสมุนไพรเป็นแหล่งสำคัญของสารออกฤทธิ์ที่ใช้ในตำรับยาแผนไทยและแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเหล่านี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การบุกรุกพื้นที่ป่า การใช้สมุนไพรอย่างไม่ยั่งยืน และการขาดความตระหนักในการอนุรักษ์พืชสมุนไพรอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ได้ดำเนินโครงการ "ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข" กิจกรรมปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเป็นการแสดงมุทิตาจิตแด่ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงฉวี บุนนาค คณบดีผู้ก่อตั้งเนื่องในโอกาสได้รับรางวัล เภสัชกรแห่งชาติ โดยสภาเภสัชกรรม โครงการนี้ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การอนุรักษ์สมุนไพรและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน     o ส่งเสริมให้เกิดการปลูกและดูแลพืชสมุนไพรในพื้นที่วัดและสถาบันการศึกษา     o เพิ่มจำนวนพืชสมุนไพรที่สำคัญทางเภสัชกรรมให้คงอยู่ในระบบนิเวศ     o สนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักเภสัชศาสตร์2. การบูรณาการความรู้ทางเภสัชศาสตร์และพระพุทธศาสนา     o เชื่อมโยงศาสตร์ทางเภสัชศาสตร์กับหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสันติ     o เสริมสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและความเมตตา ผ่านกิจกรรมปลูกป่าและการดูแลสมุนไพร     o สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้หลักธรรม เช่น ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อสังคม3. การส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม     o การปลูกป่าสมุนไพรช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ     o สนับสนุนการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมการแพทย์ทางเลือกและองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย     o ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ชุมชน และวัด ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สมุนไพร เหตุผลของการจัดโครงการการจัดโครงการนี้มีความสำคัญและความจำเป็นจากหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้1. การลดลงของทรัพยากรสมุนไพรและความจำเป็นในการอนุรักษ์    o สมุนไพรไทยหลายชนิดกำลังสูญพันธุ์หรือมีจำนวนลดลงจากการใช้ประโยชน์ที่เกินขีดจำกัด     o การจัดตั้งพื้นที่ปลูกป่าสมุนไพรภายในวัดและสถานศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพืชสมุนไพรให้มีความยั่งยืน 2. การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมในการใช้ทรัพยากร    o นอกจากการเรียนรู้เกี่ยวกับเภสัชศาสตร์ นักศึกษาควรได้รับการปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ    o พระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณค่าของความเมตตา ความรับผิดชอบ และความกลมกลืนกับธรรมชาติ 3. การส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการพัฒนาทักษะที่จำเป็น    o การจัดโครงการในพื้นที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับบรรยากาศทางธรรมชาติและหลักธรรม    o นักศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถนำความรู้ที่ได้จากกิจกรรมไปใช้ในการศึกษาต่อเนื่อง รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร 4. การมีส่วนร่วมของชุมชนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ    o วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสมุนไพรที่ยั่งยืน    o การดำเนินโครงการร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา วัด และชุมชน จะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง 4. วัตถุประสงค์ของโครงการ1. เพื่อสร้างทัศนคติที่ดี ปลูกฝั่งจิตที่ดี มีสติ และคุณธรรมแก่นักศึกษาเภสัชศาสตร์ และบุคลากรวิทยาลัยเภสัชศาสตร์2. เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์ และบุคลากรวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ได้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมจริง ได้ฟังในเรื่องที่มีประโยชน์และเสริมสร้างจิตใจที่ดี3. เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิต โครงการ ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข         เป็นโครงการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์กับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ควบคู่กับการพัฒนาจิตใจผ่านกิจกรรมการปลูกป่าและการเรียนรู้ภายในพื้นที่วัดและสถาบันการศึกษา การดำเนินโครงการนี้เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SustainableDevelopment Goals: SDGs) โดยเฉพาะด้าน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ การส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา คณาจารย์ นักศึกษา วัด และชุมชน ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้สมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อเภสัชศาสตร์และการแพทย์ รวมถึงการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          โครงการ “ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข” เป็นโครงการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์และพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สมุนไพรและพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมหลักของโครงการประกอบด้วย การปลูกป่าสมุนไพรและการเรียนรู้คุณค่าทางเภสัชกรรมของพืชสมุนไพร ควบคู่กับการปลูกฝังหลักธรรมและจริยธรรมในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การดำเนินโครงการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ได้นำไปสู่การค้นพบและการตระหนักถึงประเด็นความรู้ที่สำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) องค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์และสมุนไพร (2) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการพัฒนาจิตใจ และ (3) แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น มีหลัก "พุทธปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อม"ซึ่งเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและมีความรับผิดชอบ หรือหลักธรรม เช่น เมตตา กรุณา และสันโดษ ถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งการปลูกฝังแนวคิด "ธมฺมจารี สุขํ เสติ"(ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข) เชื่อมโยงกับการปฏิบัติที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อธรรมชาติและสังคม การปลูกพืชสมุนไพรหรือไม้ยืนต้นยังช่วยสร้างระบบนิเวศที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและการศึกษา และส่งเสริมการศึกษาความสัมพันธ์ของพืชสมุนไพรกับความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่วัดและชุมชน ตลอดจนเป็นการสร้างฐานข้อมูลสมุนไพรในพื้นที่วัดและสถานศึกษาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดการศึกษาและการวิจัย ดังนั้นความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนา นโยบายการอนุรักษ์สมุนไพร, การพัฒนาหลักสูตรด้านเภสัชศาสตร์ และการจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบของการบูรณาการศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนและมีความสมดุลทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)☑︎ อื่น ๆ (โปรดระบุ)ความรู้ที่เกิดประสบการณ์การจัดโครงการแล้วบุคลากรและนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)☑︎ เจ้าของความรู้/สังกัด อ.ดร.ทนพ. ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง โครงการ ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข         เป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สมุนไพรไทย ควบคู่กับการพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและคุณธรรมจริยธรรมในหมู่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของพืชสมุนไพรที่เป็นทรัพยากรสำคัญในทางการแพทย์และเภสัชกรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศของพืชสมุนไพรที่กำลังลดลง การดำเนินโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้บริหารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งตระหนักถึงความจำเป็นของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและเภสัชศาสตร์เข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม โดยมีการดำเนินกิจกรรม ณ โถงหน้าสำนักงานธุรการวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เวลา 9.00-11.00 น. และนำต้นไม้และพืชสมุนไพรไปปลูกที่วัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามากกว่าร้อยละ 60 ของกลุ่มเป้าหมาย และมีระดับความพึงพอใจในกิจกรรมอยู่ในเกณฑ์สูง โดยได้ดำเนินการคัดเลือกและปลูกพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางเภสัชศาสตร์ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในมหาวิทยาลัยและวัดที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถเติบโตและเป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาว โครงการนี้ยังมีนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตระหนักในความสำคัญของการอนุรักษ์สมุนไพร นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้รับประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกและดูแลสมุนไพร ตลอดจนการศึกษาสรรพคุณทางเภสัชวิทยาของพืชแต่ละชนิดที่สามารถบูรณาการเนื้อหาด้านพฤกษศาสตร์เภสัชกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าสู่หลักสูตรเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้นักศึกษาและบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการมีระดับความพึงพอใจสูงต่อกิจกรรม โดยเห็นว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์ทั้งทางด้านวิชาการและการพัฒนาคุณธรรม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผลบทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         การดำเนินกิจกรรมเป็นโครงการความร่วมมือทั้งทางด้านวิชาการ การส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อให้คณาจารย์ คลากรและนักศึกษาได้มีความสัมพันธ์ที่ดีในการร่วมดำเนินกิจกรรมในรั้ววิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โอกาสในการพัฒนาสติ เจริญปัญญา ทบทวนและขัดเกลาคุณธรรมและจริยธรรมสร้างสติภายในตัวเพื่อให้ทั้งคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาใช้ชีวิตทั้งการปฏิบัติงานการเรียนและการสอนตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ตลอดจนเป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติสุข ปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมผ่านการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจหลักในการสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ร่วมกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาท ส่งเสริมและสนับสนุน คุณธรรม จริยธรรม การประกอบสัมมาชีพและจรรโลงไว้ซึ่งพระศาสนา โดยผลที่เกิดขึ้นส่งเสริมให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์มีโอกาสได้ฟังธรรมตามกาล ได้ฝึกสติ เจริญภาวนาซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้มีสติ อันจะนำไปสู่การหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งในการศึกษาเล่าเรียน และในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีโอกาสสั่งสมบุญบารมี ได้มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเกิดการบ่มเพาะ และส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และความซื่อสัตย์ทั้งต่อการศึกษาเล่าเรียนและต่อวิชาชีพ ตลอดจนนักศึกษาเภสัชศาสตร์มีโอกาสในการทำกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์กับทั้งคณาจารย์และบุคลากรอื่นๆ การมีสุขภาพทั้งกายและจิตที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเจริญพร้อมทั้งทางด้านวัตถุและคุณภาพทางจิตใจส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยรังสิตสามารถสร้างบัณฑิตเภสัชศาสตร์ ที่มีคุณธรรม จริยธรรม วางตนในบริบทที่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อมหาวิทยาลัย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นโครงการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ที่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างทั้งสองสถาบัน ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมจึงมีกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสามารถดำเนินโครงการต่อเนื่องตามแนวทางความร่วมมือระหว่างสองสถาบันได้อย่างเกิดประสิทธิผล

ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี Read More »

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 2.1.4, KR 2.5.2 KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.ธวัช แก้วกัณฑ์ รศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัยควบคู่กับการพัฒนานักศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์หรือนักวิจัยให้ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป พัฒนานักศึกษาทักษะทางวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และ พัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) เผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นต้องมีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลก สามารถสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ และความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง (Active Citizen) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้จากการทำโครงงานเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานในอนาคต ซึ่งได้พัฒนาทักษะทางด้านการทำงานวิจัย การนำเสนอ การแสดงผลงานวิจัยต่อสาธารณชน ฝึกการตอบคำถามผ่านกิจกรรมการแข่งขันประกวดงานนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้สนับสนุนอาจารย์และนักศึกษาด้านการสร้างแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการและความเป็นสากล เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ มีความเป็นนวัตกร มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยมอบหมายให้อาจารย์ในห้องวิจัยแต่ละห้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆปี โดยอาจารย์ประจำห้องวิจัยจะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าแข่งขันประกวดผลงาน โดยในปีที่ผ่านมาทางห้องวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย: วิทยาลัยมุ่งเน้นการผลักดันให้อาจารย์และนักวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่านั้น เพื่อสร้างชื่อเสียงและเสริมความน่าเชื่อถือของวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะนักศึกษา: เน้นการพัฒนาทักษะทางวิชาการและปฏิบัติ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Inno creative Co-Creator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และเข้าใจบทบาทของตนในฐานะผู้แก้ปัญหาสังคม ความเป็นผู้ประกอบการและพลเมืองที่เข้มแข็ง: นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถสร้างมูลค่าให้ตนเองและชุมชน รวมถึงร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเข้าร่วมแข่งขันและประกวดนวัตกรรม: วิทยาลัยสนับสนุนนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมแข่งขันประกวดนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ เพื่อฝึกทักษะการวิจัย การนำเสนอผลงาน การตอบคำถาม และการสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 การสนับสนุนจากอาจารย์ประจำห้องวิจัย: อาจารย์แต่ละคนในห้องวิจัยมีหน้าที่ดูแลนักศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการพัฒนานวัตกรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมแข่งขันผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)     ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง      องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย 2. องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ)  เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการในการเตรียมผลงานวิจัยเพื่อเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 ติดตามข่าวสารการประกวด อาจารย์ประจำห้องวิจัยจะติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดผลงานนวัตกรรมจากเว็บไซต์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบกำหนดการและข้อกำหนดต่าง ๆ คัดเลือกผลงานวิจัย อาจารย์ประจำห้องวิจัยในห้องวิจัยจะพิจารณาและคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมการประกวด โดยคำนึงถึงคุณภาพและความน่าสนใจของผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2024 นี้ ได้คัดเลือกผลงานทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่ การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา การเตรียมความพร้อมของผลงาน นักศึกษาจะจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนด โดยเน้นหัวข้อทางด้านการแพทย์ที่สอดคล้องกับแนวทางของการประกวด อาจารย์ที่ปรึกษาจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอโครงการ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น การส่งผลงานเข้ารอบคัดเลือก เมื่อข้อเสนอโครงการผ่านการตรวจทานและปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาและคณะอาจารย์จะจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในรอบคัดเลือกตามกำหนดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เตรียมการสำหรับรอบต่อไป เมื่อมีการประกาศผลผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ดำเนินงานจะจัดเตรียมเอกสารและสื่อประกอบ เช่น โปสเตอร์แสดงผลงานและวิดีโอ (VDO) ให้นักศึกษามีตวามมั่นใจในการนำเสนอผลงาน โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ผ่านเข้ารอบมีจำนวนทั้งสิ้น 5 ผลงาน ดังรูปที่ 1 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รูปที่ 1 แสดงเอกสารแจ้งการเข้ารอบคัดเลิอกผลงานการประดิษฐ์จากทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รหัส 14688     เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG                                        (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT อาจารย์ที่ปรึกษา          1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์  รายชื่อผู้ประดิษฐ์          1. นางสาว ภูริดา นันทภัคพงศ์2.นางสาว นาตชา อินทโชติ3.นางสาว ชลดา ชื่นเจริญ รหัส 14883     เรื่อง เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย  อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นาย อับดุลรอฮมาน ดามิเด็ง2.นางสาว อารยา กัดเขียว3.นางสาว สุนิสา ไทยรัตน์ รหัส 14941     เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นาย ภูติวัฒน์ เพียรมั่น2.นางสาว ณัฎฐณิชา วิฑูรย์พันธ์3.นางสาว ธนภรณ์ เวชกุล4.นางสาว วรรณพร เปมานุกรรักษ์ รหัส 15024     เรื่อง การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือ                      แพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์          1. นางสาว กันต์กนิษฐ์ ผู้สำรอง2.นางสาว สุภาพร พิศเพลิน3.นางสาว สุภาวดี จันทร์ฉาย4.นาย ภานุพงศ์ อุ่นคำ5.นาย นครินทร์ นพเก้า รหัส 17368     เรื่อง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา อาจารย์ที่ปรึกษา1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรีพิชิตพล โชติกุลนันทน์2.รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น3.อาจารย์ กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ4.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นางสาว สุชาดา ทองย้อย2.นางสาว ปิ่นเพชร เกษม3.นางสาว ศศิวิมล ศรีบุญเรื่อง4.นางสาว ขนารตี สามยอด5.นางสาว ภณัฐศวรรณ นวลศรี 6. ฝึกซ้อมการนำเสนอ นักศึกษาจะได้รับการฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน การตอบคำถามจากคณะกรรมการ และการจัดเตรียมสื่อที่ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้มีความพร้อมและมั่นใจในการแข่งขันจริง อาจารย์จะให้คำแนะนำและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักศึกษา รวมถึงช่วยพัฒนาเทคนิคในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           จากการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดและรับรางวัลในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการเเละการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีอาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1,2 และ 3 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โดยได้รับรางวัลทั้งหมด 5 ผลงาน ดังนี้ การออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ รางวัลThe JIPA Award for the Best Innovation for ICT for the invention Blood Pressure Measurement using the PPG Principle เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย ได้รับรางวัลเหรียญทอง การออกแบบและสร้างเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC 62353 ได้รับรางวัลเหรียญทอง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ ได้รับรางวัลเหรียญทอง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ได้รับรางวัลเหรียญทอง รูปที่ 2 บรรยากาศในงานประกวดและการขึ้นเวทีรับรางวัลระดับชาติ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน งบประมาณการจัดทำโครงงานของนักศึกษาที่จำกัด งบประมาณที่จำกัดในการทำงานโครงงานของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการพัฒนางานวิจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรับรองคุณภาพของงานวิจัย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยไปสู่การทดสอบและพัฒนาต่อไปได้ในระดับที่ต้องการ เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาจำกัด อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระการสอนที่มาก ส่งผลให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การทำงานวิจัยเป็นไปได้ช้าและประสิทธิภาพในการพัฒนางานลดลง เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ขาดงบสนับสนุนในการนำเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยมีงบประมาณจำกัดในการสนับสนุนนักวิจัยเพื่อนำผลงานเข้าร่วมประกวดหรือเผยแพร่ ซึ่งทำให้นักวิจัยหลายคนขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานในเวทีที่สำคัญ หรือไม่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ว่าการได้รับรางวัลจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยก็ตาม ขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากเวทีภายนอกไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์และนักศึกษารู้สึกว่าผลงานของตนไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรและขาดการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง แรงจูงใจในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเข้าประกวดผลงาน อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนหรือช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นผลที่ได้รับในการทำงานแทบไม่มีความแตกต่าง จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนางานหรือผลักดันให้เข้าร่วมแข่งขัน แม้การเข้าร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ ผลการดำเนินการในการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) ซึ่งจัดขึ้นในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในด้านการสร้างชื่อเสียงระดับชาติ โดยผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งหมด 5 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานได้รับเหรียญทอง อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT เพิ่มเติมอีกหนึ่งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของนักศึกษาและคณาจารย์ในการพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพ 3.2 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ การเข้าร่วมโครงการและการประกวดครั้งนี้ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะในการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมชมงานในระดับประเทศ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ในการพัฒนาผลงานที่สามารถใช้งานได้จริง ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักศึกษา ตลอดจนได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผลงานต่อไป 3.3 สรุปและอภิปรายผล การเข้าร่วมและได้รับรางวัลในครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระดับชาติ ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในเวทีที่กว้างขวาง และยังเป็นกำลังใจให้คณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การได้รางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT แสดงถึงการยอมรับในระดับสากลและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.4 บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การพัฒนานวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ในด้านการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม 3.5 การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติ ผลงานทั้ง 5 ชิ้นที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนที่มีส่วนร่วม การสนับสนุนจากคณาจารย์ในวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและมีความหมายในระดับสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้หรือในอนาคตสู่การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียง มหาวิทยาลัยควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณการจัดทำโครงง่นนักศึกษาและควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานให้เข้าประกวดแข่งขันเพิ่มขึ้น ปรับปรุงการบริหารจัดการภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ควรจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม โดยลดภาระการสอนที่อาจารย์ต้องรับผิดชอบลง เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพิ่มงบประมาณสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันและนำเสนอผลงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำเสนองานวิจัยในเวทีระดับชาติและนานาชาติถือเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยควรมีแผนสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงผลงานในระดับที่สูงขึ้น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย สร้างระบบการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล มหาวิทยาลัยควรมีการโปรโมทผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัย จดหมายข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและแสดงถึงการยอมรับผลงานที่ได้รับรางวัลในวงกว้าง นอกจากนี้ ควรมีการจัดแสดงผลงานวิจัยในงานประชุมหรือกิจกรรมพิเศษของมหาวิทยาลัยเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับทราบและภาคภูมิใจในความสำเร็จของเพื่อนร่วมสถาบัน ส่งเสริมแรงจูงใจของอาจารย์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ที่สนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เช่น การให้รางวัลรวมถึงการนำผลงานวิจัยที่ได้รางวัลมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจจัดกิจกรรมพิเศษหรือรางวัลเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การแข่งขันในระดับสูง ทั้งนี้จะช่วยให้อาจารย์มีแรงจูงใจมากขึ้นในการสนับสนุนนักวิจัยและสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1, KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมี ชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. ศิรประภา ศรีวิโรจน์ ผศ. ดร. นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และ ผศ. เกศรา สุพยนต์ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และสร้างความมีชื่อเสียงให้กับองค์กร (Image and Reputation Management) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) การสร้างชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยรังสิต (Brand Reputation)2) กลุ่มคณะวิชามีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ (Faculty Quality) 3) การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักศึกษา (Student Life Experience) คณะบัญชีจึงได้นําเป้าหมายผลลัพธ์ (KR) ในแต่ละวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นเป้าหมายของการพัฒนาคณะบัญชีในระยะ 5 ปีนับแต่ปี 2565 -2569 ดังแสดงในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี โดยกําหนดกลยุทธ์สําคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายผลลัพธ์ ดังนี้กลยุทธ์ที่ 1 การสนับสนุนการสร้างชื่อเสียงของอาจารย์โดยการพัฒนาทักษะการวิจัยและสร้างผลงานวิจัยคุณภาพเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพที่อยู่ในฐาน SCOPUS และการเพิ่มผลงานวิจัยคุณภาพ ทุนวิจัย ให้เป็นที่ประจักษ์ในการดําเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษากลยุทธ์ที่ 2 การสร้างภาพลักษณ์ของอาจารย์และนักศึกษาโดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพทั้งระดับประเทศ และระดับนานาชาติ จัดกิจกรรมทางวิชาการภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งการพัฒนานักศึกษา อาจารย์ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และสังคมชุมชนกลยุทธ์ที่ 3 การส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างชื่อเสียงของอาจารย์และนักศึกษาโดยส่งผลงานทางวิชาการที่ทําร่วมกัน ได้แก่ บทความวิจัย รายงานวิจัย เข้าประกวดในเวทีระดับชาติ และนานาชาติอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งนักศึกษาเข้าแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการบัญชี บทวิเคราะห์การศึกษาด้านการบัญชีและธุรกิจ อย่างต่อเนื่องกลยุทธ์ที่ 4 การให้ความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ในการเข้าร่วมดําเนินกิจกรรม/โครงการ วันสําคัญของชาติการสืบสานประเพณี และ การส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรม/ โครงการด้านการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ก่อเกิดคุณค่า/มูลค่าเพิ่มแก่สังคมและประเทศชาติของคณะวิชาการสนับสนุนกิจกรรม/โครงการ           คณะบัญชี โดยคณบดี และคณะกรรมการประจําคณะ ตระหนักถึงความสําคัญในการพัฒนาและนํากลยุทธ์ ทั้ง 4 ลงสู่การปฏิบัติดังปรากฏในแผนปฏิบัติการประจําปี โดยคณะบัญชี ได้วางเป้าหมายและมาตรการส่งเสริมการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ ของแผนยุทธศาสตร์ฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้จุดแข็งและโอกาสของคณะ ต่อไปนี้ในการกําหนดกลยุทธ์เพื่อให้คณะบัญชี สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว จุดแข็ง มีอาจารย์ที่มีความสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาหรือองค์กรวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ มีเครือข่าย และความร่วมมือในด้านวิชาการ การวิจัย กับองค์การวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งบริษัทต่างๆ บุคลากรมีความร่วมมือในการทํางาน สามารถทํางานเป็นทีม และมีความเกื้อกูลกัน มีโครงสร้างการบริหารคณะที่รองรับพันธกิจสถาบันอุดมศึกษา และมีคําอธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบของตําแหน่งผู้บริหารและคณะกรรมการชุดต่างๆ ชัดเจน อาจารย์ส่วนใหญ่อุทิศตนในการทํางานเพื่อคณะ โอกาส ผลงานวิจัยที่อาจารย์ทํารวมกับนักศึกษาสามารถนับเป็นผลงานของทั้งอาจารย์และนักศึกษาได้ แหล่งทุนวิจัยเปิดโอกาสในการเสนอโครงการวิจัยแบบบูรณาการศาสตร์เพื่อมุ่งเป้าผลลัพธ์การพัฒนาชัดเจน หน่วยงานภายนอกและองค์กรวิชาชีพบัญชีในประเทศให้ความสนใจและยินดีที่จะพัฒนาเครือข่ายกับ มหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดดําเนินการสอนหลักสูตรทางการบัญชีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีสถาบันภาษาที่จะช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้กับอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยมีศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ที่จะช่วยสนับสนุนการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ         การคัดเลือกผลงานเชิงประจักษ์การจัดการความรู้ของคณะบัญชีในปีการศึกษา 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการประจําคณะ จึงเห็นสมควรให้นําเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีในเรื่อง การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการคณะวิชาในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ที่มีความยากลําบากพอสมควรสําหรับคณะวิชาขนาดเล็ก ความสําเร็จที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาแผนยุทธศาสตร์แม้จะยังมีไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกันคณะวิชาอื่นที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็กล่าวได้ว่า เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีส่งผลให้คณะบัญชีติดอันดับ TOP 10 ของตัวบ่งชี้ในการประกันคุณภาพ ที่เชื่อมโยงได้ กับเป้าหมายตัวชี้วัดความสําเร็จของแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงตลอด 2 ปีที่ผ่าน คือปี 2565-2566 รวมทั้งแนวโน้มที่ดีในปีการศึกษา 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  เทคนิคและแนวทางในการแสวงหาและสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอกทางวิชาชีพและวิชาการบัญชี ที่จะทําให้ความร่วมมือในการสร้างกิจกรรมหรือโครงการที่มุ่งพัฒนานักศึกษา อาจารย์ ให้มีจิตอาสาทําประโยชน์เพื่อส่วนรวม รวมทั้งการมุ่งส่งเสริมพันธกิจของคณะในการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านมาตรฐานวิชาชีพบัญชี ดานเศรษฐกิจและการเงิน ด้านโมเดลทางธุรกิจ ที่มีต่อความต้องการของตลาด หรือความคาดหวังที่ตลาดมีต่อสถาบันการศึกษา การเรียนรู้ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และการทํางานของคณาจารย์ คณะบัญชี ที่มีอยู่ หลากหลาย สามารถนํามาใช้ประโยชน์ในการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงให้กับคณะวิชา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knoedge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เรื่อง การพัฒนาชุมชนด้วยการวิจัยพัฒนาและกิจกรรมขับเคลื่อนเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์/คณะบัญชี เรื่อง การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนด้วยเครื่องมือทางสังคมเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์/คณะบัญชี เรื่อง การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารเจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.คณิตศร เทอดเผ่าพงศ์/คณะบัญชี เรื่อง การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเจ้าของความรู้/สังกัด รศ.นันทชัยทองแป้น/วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดงานวิจัยและนวัตกรรมเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์/วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความให้ได้ตีพิมพ์ระดับ Q1 Q2เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัด คณบดีคณะบัญชี/ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ การสร้างและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพและวิชาการบัญชีที่มีอยู่ และแสวงหาใหม่ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ การสร้างวัฒนธรรมการทํางานแบบมุ่งมั่นสู่ความสําเร็จและบรรลุเป้าหมาย ในการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมการเข้าแข่งขัน ประกวดผลงาน โดยใช้มาตรการส่งเสริมที่เหมาะสม และคงไว้ซึ่งคุณภาพการเรียนการสอน การศึกษากติกา ข้อบังคับ ระเบียบการต่าง ๆ ให้ชัดเจนในวางแผนดําเนินงาน เพื่อให้การดําเนินงาน ประสบผลสําเร็จ การสร้างความตระหนักรู้นความสําคัญ คุณค่าในตัวของนักศึกษา บุคลากร จากผลงานและความสําเร็จที่ ส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของคณะ การให้รางวัล และการขอบคุณแก่เจ้าของผลงานและผู้มีส่วนร่วมในความสําเร็จ รวมทั้งการเปิดเวทีภายในคณะเพื่อให้มีถ่ายทอดการทํางานและความสําเร็จที่เกิดขึ้น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การนําเป้าหมาย ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชีลงสู่การปฏิบัติอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และการบริหารความเสี่ยง คณะบัญชี ซึ่งมีคณบดีคณะบัญชีเป็นประธานคณะกรรมการ เริ่มจากการกําหนดเป้าหมายผลลัพธ์ และกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่จะดําเนินการในแต่ละปี้การศึกษา โดยมุ่งเป้าการบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ ที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับนักศึกษา อาจารย์ และคณะวิชา ดังนี้     – นักศึกษา เป้าหมายผลลัพธ์ คือ ผลงานของนักศึกษาที่ได้รับรางวัล     – อาจารย์ เป้าหมายผลลัพธ์ คือ ผลงานของอาจารย์ที่ได้รับรางวัล การได้รับเชิญเป็นกรรมการใน คณะกรรมการทางวิชาการ หรือวิชาชีพขององค์กรภายนอก ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐาน SCOPUS      – คณะวิชา เป้าหมายผลลัพธ์ คือ โครงการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน โครงการหรือกิจกรรม สืบสานศิลปะและวัฒนธรรม ที่นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมดําเนินงานกับคณะ หรือมหาวิทยาลัยรังสิต ออกแบบกิจกรรม โครงการ มาตรการ ต่างๆ ที่จะสนับสนุนการดําเนินงานเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ในด้านนี้และในด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ประสบความสําเร็จและบรรลุเป้าหมาย โดยเปิดโอกาสให้มีการทํางานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และองค์กรภายนอก คณบดีให้การส่งเสริมสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอก เพื่อใช้เป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 โดยทําการเสาะแสวงหาความช่วยเหลือ อํานวยการประสานงานกับองค์กรวิชาชีพบัญชี ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ในกระบวนการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ การทําข้อตกลงความเข้าใจ รวมทั้งการทํางานร่วมกันในการสร้างสรรค์กิจกรรมทางวิชา การสร้างผลงานวิจัย และโครงการบริการวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและชุมชน คณบดีให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการด้านการทํานุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยรับเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการดําเนินงานการทํานุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม และสนับสนุนให้อาจารย์ และนักศึกษาของคณะเข้าร่วมเป็นกรรมการดําเนินงานในกิจกรรมต่างๆ และสร้างสรรค์กิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยอันดีงาม ในทุกโครงการหรือกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม การจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการดําเนินงานในปีต่อ ๆ ไป การจัดกิจกรรมยกย่อง ชมเชย การมอบรางวัลให้กับเจ้าของผลงาน และผู้มีส่วนร่วมในความสําเร็จ ในที่ประชุมคณะกรรมการประจําและอาจารย์ประจําคณะ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรืออาจารย์ และนําสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับการพิจารณาความดีความชอบประจําปี อุปสรรคหรือปัญหาในการดําเนินงาน และการแก้ไขปัญหา งบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัด ทําให้คณะจําเป็นต้องหาแหล่งทุนภายนอก เพื่อให้สามารถดําเนินงานตามแผนฯ ประสบความสําเร็จบรรลุเป้าหมาย ครอบคลุมตัวชี้วัดความสําเร็จตามแผนปฏิบัติการ กําลังคนที่มีเพียง 11 คน นั้นหมายความว่าทุกคนจะต้องรับผิดชอบและมีส่วนร่วมกันในการบริหาร ภาพลักษณ์และสร้างความมีชื่อเสียง แต่เป้าหมายทั้งหมดมีทั้งเป้าาหมายระดับบุคคล และระดับคณะดังนั้นจะต้องมีอาจารย์บางท่านเท่านั้นที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม หรือโครงการในด้านการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปและวัฒนธรรม ที่มีวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดความสําเร็จ กําหนดไว้อย่างชัดเจน ในฐานะคณบดีจําเป็นตัองให้การสนับสนุน ช่วยเหลือตามความจําเป็นอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างขวัญกําลังใจ ให้เกิดเป็นพลังบวกให้กับอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม หรือโครงการในด้านการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปและวัฒนธรรม นอกเหนือจากความรับผิดชอบในการผลิตผลงานวิจัยคุณภาพซึ่งเป็นของทุกคน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายผลลัพธ์ของประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 นี้ให้สําเร็จ ภาระงานสอนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจํานวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น เบียดบังชั่วโมงการทํางานและการดําเนินงาน ที่จะขับเคลื่อนแผนและเป้าหมายผลลัพธ์ที่กําหนด อาจารย์เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลต่อผลลัพธ์การดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของแผนฯ ซึ่งพบว่า ผลงานที่ปรากฎในแต่ละปี ไม่สม่ําเสมอ จึงต้องปรับปรุงการดําเนินงานในปีต่อไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดําเนินการ            การนํากลยุทธ์ทั้ง 4 ลงสู่การปฏิบัติปรากฏในรายงานผลการติดตามแผนปฏิบัติการประจําปีที่ผ่าน มา 2 ปี โดยคณะบัญชีได้วางเป้าหมายและมาตรการส่งเสริมการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความ สําเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน จากการติดตามผลการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง มีดังนี้    นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษา องค์ประกอบที่ 5 ตัวบ่งชี้ 5.1 ได้รับการประเมินในระดับดีมาก (5 คะแนนเต็ม) อย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้           ประสบการณ์การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี ที่สามารถนำไปใช้ได้ คือการเริ่มต้นจากเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5  และกำหนดกลยุทธ์ให้เหมาะสม  เมื่อนำสู่การปฏิบัติ คณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และบริหารความเสี่ยง  จะร่วมกันพิจารณาและออกแบบการดำเนินการ โดยจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการประจำปี  โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจวางแผนกิจกรรมและโครงการ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของแผน           ในการบริหารจัดการจำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ โดยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มุ่งเป้าหมายความสำเร็จ  คณบดีต้องให้กับสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้านตามความจำเป็น  รวมทั้งการยกย่อง ชมเชย ให้รางวัล แก่เจ้าของผลงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้งานสำเร็จ  เพื่อสร้างเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับบุคลากร  บทสรุปข้อค้นพบ             แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง ของคณะบัญชี  มีดังนี้ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยใช้การจัดกิจกรรมหรือโครงการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงศักยภาพของอาจารย์ประจำ สร้างความประทับใจ ความน่าเชื่อถือ ในแวดวงวิชาการและวิชาชีพบัญชี สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยส่งนักศึกษาเข้าแข่งขันในเวทีระดับชาติ และพยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ ที่จะได้รับรางวัลจากการแข่งขันทางวิชาการที่จัดโดยองค์กรภายนอกระดับประเทศ และนานาชาติ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยสนับสนุนอาจารย์เข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการทางวิชาการให้กับองค์กรภายนอกทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับเชิญอย่างต่อเนื่อง สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยใช้การเข้าร่วมดำเนินงานกับสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อแสดงถึงความตระหนักรู้ในคุณค่า ค่านิยม และทัศนคติที่ดีต่อการสืบสานวัฒนธรรมไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นไทย โดยส่งอาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมทำงานกับสถาบันฯ ทำคุณประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยให้การส่งเสริมการนำเสนอบทความวิจัยในเวทีประชุมวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวด ทั้งของนักศึกษาและอาจารย์ ในเวทีต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้รับการการคัดเลือกบทความวิจัย หรือผลงานวิจัย ดีเด่น                สิ่งที่สำคัญ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่แสดงถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์ โดยผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง         ในที่นี้ จะพิจารณาจำแนกเป็นรายด้านตามเป้าหมายผลลัพธ์ของแผนปฏิบัติการ  มีดังนี้ในด้านผลงานของนักศึกษา การสร้างความสำเร็จ และนำผลแห่งความสำเร็จไปใช้เป็นสิ่งจูงใจให้กับนักศึกษารุ่นน้อง โดยจัดงานเลื้ยงและประกาศกิตติคุณให้กับนักศึกษาที่สร้างผลงานทำให้คณะและมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของความสามารถ อาจารย์ประจำคณะ มีความรับผิดขอบสูงในการทำหน้าที่โค้ชทีมแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษาทีม  อาจารย์ติวสอบแข่งขัน ภายใต้การให้การสนับสนุนของคณบดีอย่างเต็มที่ในด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบกลไกการสร้างและพัฒนาทีมแข่งขัน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการแข่งขัน การให้การยอมรับ ชื่นชม ยกย่องชมเชย การประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และการมอบรางวัลแก่นักศึกษาที่ได้รับรางวัล ในด้านผลงานของอาจารย์ การสร้างความตระหนักรู้ในความสำคัญและความจำเป็นในการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะ มาจากผลงานของอาจารย์ ดังนั้นผลงานของอาจารย์ทุกท่านคือผลงานของคณะ  คณบดี ให้การสนับสนุนส่งเสริมอาจารย์ทุกคน ให้มีการทำวิจัย ทำตำรา โดยสรรหาผู้ประเมินที่เหมาะสมในการให้ความเห็น ข้อแนะนำต่างๆ  รวมทั้งการจัดให้มีโครงการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ วิชาชีพ และการวิจัยให้กับอาจารย์ประจำ อย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมการทำวิจัยเป็นทีม โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่ากับนักวิจัยมือใหม่ ก่อให้การเรียนรู้จากการลงมือทำ การบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกให้ตรงกับความต้องจำเป็น ในด้านผลงานของคณะวิชา การวางโครงสร้างการบริหารคณะ ให้สอดรับกับพันธกิจสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วยการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยการสร้างระบบและกลไกการบริหารจัดการที่สนับสนุนการทำงานของทุกฝ่าย งบประมาณและการบริหารงบประมาณ ที่เอื้อความสามารถในการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ มีระบบและกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ในการวางแผน การดำเนินงาน  การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงการดำเนินงาน การมอบหมายงานที่เหมาะสมกับความสามารถของบุคคล บุคลากรของคณะ มีความรับผิดชอบสูงมาก ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต เนื่องจากภาระงานสอนที่เพิ่มมากขึ้น ทางคณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และการบริหารความเสี่ยงของคณะบัญชี จะพิจารณาทบทวนปรับเป้าหมายการดำเนินงาน และการกำหนดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรไปในงานแต่ละด้านอย่างเหมาะสม เพื่อไม่สร้างความกดดันให้อาจารย์จนเกินไป และสร้างสมดุลยในการดำเนินงานระหว่างพันธกิจสถาบันต่างๆ ให้มากขึ้น โดยให้คณาจารย์คณะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงด้านนักศึกษา อาจทดลองใช้แนวทางใหม่ โดยให้นักศึกษามีส่วนขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรนักศึกษา ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของนักบัญชียุคใหม่ เช่น มีความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล AI ซึ่งสามารถสอดแทรกในการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร เป็นต้น โดยมีความใส่ใจเรียนรู้เทคโนโลยี และใช้อย่างมีคุณธรรมจริยธรรมแทนการมุ่งเน้นการสร้างผลงานที่ได้รับรางวัล การสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงด้านอาจารย์ ต้องสนับสนุนให้อาจารย์สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยใน SCOPUS ให้มากขึ้น โดยเรียนรรู้การใช้ AI อย่างมีคุณธรรมจริยธรรม

แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1, 3 และ 5 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.4.1/1 และ KR 5.1.2/1 การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผศ.ดร.นิภา กิมสูงเนิน อาจารย์ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง และนางปราณี บุญญา สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบัน ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับชุมชนที่หลากหลายร่วมกับเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี การพยาบาลชุมชนจึงมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตจากข้อมูลการสํารวจในปี 2567 ตรวจพบปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อ้วนลงพุง โรคเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด และซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตประสบปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย เช่น(1) ประชากรวัยทํางานและผู้สูงอายุร้อยละ 79.63 มีภาวะน้ําหนักเกิน (2) ร้อยละ 42.59 มีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง (3) ร้อยละ 96.30 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และ (4) ประชากรร้อยละ 53.70 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกประเด็นที่พบในกลุ่มเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาถึงร้อยละ 68 รายงานว่ามีระดับความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว           การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดีในทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) มุ่งเน้น การบูรณาการการดูแลสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยทั้ง ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหารุนแรง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ประเด็นปัญหา  ภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง ความชุกของภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และโรคหัวใจ กําลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกําลังกาย และความเครียดสะสม สุขภาพจิตในกลุ่มวัยเรียนและวัยทํางาน ความเครียดและความกดดันในชีวิตประจําวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพัฒนาไปสู่โรคซึมศร้าหรือภาวะคิดฆ่าตัวตาย จําเป็นต้องมีการดูแลด้านจิตใจอย่างครอบคลุม การขาดการคัดกรองและป้องกันโรค อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งเต้านม และการวัดความดันโลหิต ยังอยู่ในระดับต่ํา ซึ่งเป็นช่องว่างสําคัญในการป้องกันโรค แนวทางการพัฒนาโครงการ การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: จัดกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกาย เช่น การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการออกกําลังกาย และสุขภาพจิต เช่น การฝึกสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) การตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก: เพิ่มการเข้าถึงการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและระดับ น้ําตาลในเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รณรงค์การลดบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการออกกําลังกายที่เหมาะสมสําหรับแต่ละช่วงวัย การสนับสนุนสุขภาพจิต: สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สําหรับการพูดคุยปัญหาและให้คําปรึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           โครงการนี้มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษานําความรู้จากการเรียนพยาบาลอนามัยชุมชนมาใช้ในสถานการณ์จริง พัฒนาแผนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งนําทฤษฎีการพยาบาลมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการยังเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ ได้แก่ เอกสาร PDCA จากผลสําเร็จของโครงการ วิธีการดำเนินการ           แนวทางการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” สําหรับแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิต จากการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “โครงการแม่บ้านรังสิต หัวใจฟิต ชีวิตฟิน กินดีมีสุข”, “สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข” และ “สูงวัยรู้ทัน เข้าใจ ห่างไกลภัยติดเตียง”, มีแนวทางการดําเนินการที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” ให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของแม่บ้านรังสิต ก่อนออกแบบโครงการ ควรมีการเก็บข้อมูลสุขภาพของแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิตโดยนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 รายวิชา BNS 481 ปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชน ผ่านแบบสํารวจสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อกําหนดปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข เช่น โรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด) ภาวะเครียดจากการทํางานและชีวิตครอบครัว การขาดโอกาสในการออกกําลังกายและโภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต และการบริหารจัดการความเครียด 2. แนวทางดําเนินโครงการ (PDCA Model)(P) Plan – การวางแผน1. กําหนดเป้าหมายของโครงการ    o สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทุกมิติ    o ลดอัตราความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)     o พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องและยั่งยืน2. ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม    o สุขภาพกาย: กิจกรรมออกกําลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพเบื้องต้น    o สุขภาพจิต: ฝึกสมาธิ ลดความเครียด เทคนิคจัดการอารมณ์    o สุขภาพสังคม: สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ สนับสนุนทางสังคม    o สุขภาพสิ่งแวดล้อม: การจัดการที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ3. กําหนดกลุ่มเป้าหมาย    o แม่บ้านและพนักงานในมหาวิทยาลัยรังสิต    o จํานวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ลงทะเบียน4. พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพ    o แบบสอบถามสุขภาพก่อน-หลังโครงการ    o การตรวจคัดกรองโรค (BMI, ความดันโลหิต, น้ําตาลในเลือด)5. เตรียมทรัพยากรและงบประมาณ    o ประสานงานกับคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    o ขอสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน (D) Do – การดําเนินโครงการ ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนํามาใช้ในโครงการ:กิจกรรมที่ 1: รู้ทันโรค ห่างไกลความเสี่ยง        • ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง       • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคําแนะนําจากพยาบาล       • ใช้เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพกิจกรรมที่ 2: หัวใจฟิต ชีวิตฟิน       • ฝึกออกกําลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดินเร็ว โยคะ เต้นแอโรบิก       • แนะนําโปรแกรมออกกําลังกายที่สามารถทําได้ที่บ้าน       • แนะนําเทคนิคการใช้เครื่องมือติดตามสุขภาพ เช่น สมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชันสุขภาพกิจกรรมที่ 3: กินดี มีสุข       • สาธิตการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1       • สอนการอ่านฉลากอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ       • เชิญนักโภชนาการมาให้คําแนะนําเกี่ยวกับเมนูสุขภาพกิจกรรมที่ 4: สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข       • เทคนิคการบริหารความเครียดและการทําสมาธิ       • จัดเวิร์กช็อปการฝึกสติและการจัดการอารมณ์       • สนับสนุนเครือข่ายสังคมเพื่อให้กําลังใจกันและกันกิจกรรมที่ 5: สิ่งแวดล้อมดี ชีวิตมีสุข      • แนะนําแนวทางปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ      • การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด      • กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อสุขภาพจิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดําเนินการ การนําเสนอประสบการณ์การนําไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        • แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรมสุขภาพก่อน-หลังโครงการ        • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการคัดกรอง        • วัดระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ        • ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังโครงการ 1 เดือน และ 3 เดือน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เน้นนวัตกรรม (O 1.2)• KR1.2.1 การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ        o ปรับปรุงโครงการโดยใช้ผลการประเมินเพื่อนํามาพัฒนาเนื้อหาการอบรม        o ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง        o ส่งเสริมให้แม่บ้านเป็น “แกนนําสุขภาพ” ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ • KR1.2.4 การสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ผ่านโครงการที่มีผลลัพธ์ชัดเจน        o บูรณาการกิจกรรมด้านการพยาบาลและการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน        o นักศึกษาพยาบาลสามารถเข้าร่วมโครงการและนําความรู้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 2. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (O3.1, O3.4)• KR3.1.1 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายในและภายนอก        o จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านสุขภาพดี” เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดูแลสุขภาพ        o ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สําหรับการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพผ่านคณาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ • KR3.1.2/1 การพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี        o ส่งเสริมให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เช่นศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัย        o ประสานงานกับศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สามารถขยายสูระดับชุมชน • KR3.4.2 การพัฒนาทักษะของบุคลากรสายสอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชน        o สนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลเข้าร่วมโครงการและพัฒนาทักษะด้านการพยาบาลชุมชน       o ให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการอบรมเชิงปฏิบัติการและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสุขภาพ 3. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม (O5.1)• KR5.1.2/1 การพัฒนาโครงการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและยกระดับชื่อเสียงมหาวิทยาลัย        o จัดโครงการบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสําหรับชุมชน        o ทํางานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงการ         o จัดทํา Health Map ของแม่บ้านเพื่อช่วยติดตามสุขภาพและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม บทสรุป          โครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผ่านเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรสุขภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลไปยังชุมชนได้ในอนาคต การดําเนินโครงการนี้จะช่วยให้แม่บ้าน และบุคลากรในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะที่สําคัญต่อการพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และการยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน รูปภาพเพิ่มเติม

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) Read More »

โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น

รงวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ผู้จัดทำโครงการ​ นางสาวณัฐวรรณ วาเรืองศรี นายศุภวิชญ์ พรมติ๊บ และนายสิทธินนท์ คำไวย์ สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารออมสินร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษา มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้มุ่งเน้นให้เยาวชนได้นำความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการในชุมชน โดยมีแนวคิดสำคัญคือการส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ด้านการเงินการบัญชี เป็นการนำความรู้เรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงการคำนวณต้นทุน เพื่อให้เกิดการขายในจุดที่เหมาะสม และมีกำไรเกิดขึ้น ด้านการตลาด โดยการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาทำให้สินค้าเป็นที่น่าสนใจ และเกิดการซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการซื้อซ้ำ ตลอดจนการวางแผนการตลาดเป็นวงกว้างเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อขาย ด้านการออกแบบ เป็นการนำความรู้มาออกแบบบรรจุภัณฑ์ และหีบห่อให้มีความน่าสนใจ เข้ากับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลง และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าของแต่ละผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ ด้านเทคโนโลยีและความเป็นนวัตกรรม เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการขาย หรือการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละช่วง            ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการและนักพัฒนาชุมชนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจในชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในตลาดกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา และในการลงพื้นที่เพื่อไปปฏิบัติงานแต่ละครั้งต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมาจากหลากหลายคณะ ทั้งนี้จึงต้องมีการวางแผนและประสานงานกันให้ดี เพื่อให้งานที่ลงไปพัฒนาสำเร็จลุล่วง  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด นักศึกษา / มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ 1.คัดเลือกชุมชนตามเงื่อนไขที่ได้รับ           สถาบันการศึกษา (สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพยืสินทางปัญญา ผู้รับผิดชอบโครงการ)  ลงพื้นที่เพื่อทำการคัดเลือกชุมชนที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่ทางธนาคารออมสินกำหนด  จากนั้นนำเสนอต่อธนาคารออมสินภาค 14 ผ่านไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อพิจารณา อนุมัติโครงการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน 2.ตัวแทนอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา โดยได้รับการแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยรังสิต           ทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา จะทำการวางแผนคัดเลือกคณะ/วิทยาลัย ที่เกี่ยวข้องเหมาะสมกับธุรกิจนั้นๆ เพื่อเป็นตัวหลักในการพัฒนา และจะแจ้งไปยังคณะต่างๆ เพื่อขอความอนุเคราะห์ส่งตัวแทนคณาอาจารย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน พร้อมนักศึกษา ที่มีความสนใจในการจะนำความรู้ในสิ่งที่เรียนมาพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยุ่ในแต่ละด้าน เข้าร่วมโครงการ  และจะทำหนังสือไปขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาสุงสุดเพื่อส่งร่างขออนุมัติแต่งตั้ง ก่อนส่งให้สำนักงานบุคคลออกหนังสือแต่งตั้งเป็นทางการ 3.ลงพี้นที่เพื่อสอบถามความต้องการ และแก้ปัญหาให้กับชุมชน           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา  จะนำนักศึกษา/ อาจารย์ ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อพบปะพูดคุยกับสมาชิกในแต่ละชุมชน ว่ามีความต้องการที่ชุมชนอยากให้ช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนาสินค้า/บริการ ของชุมชนที่มีอยู่หรือต้องการเพิ่มสินค้า/บริการให้มีมากขึ้น หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางทีมงานอาจารย์และนักศึกษาจะต้องนำปัญหา หรือสิ่งที่ชุมชนต้องการนำมาประชุมในกลุ่มอีกครั้งเพื่อวางแผนที่จะพัฒนาต่อไปในระยะเวลาที่เหลือของโครงการ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน โดยในระยะนั้นจะมีการลงพื้นที่เพื่อไปพัฒนา โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชน และทีมงานนักสึกษา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละช่วงเวลาทางสำนักงานบ่มเพาะฯจะคอยเป็นพี่เลี้ยงและประสานงานต่างๆ ให้ในระหว่างการปฏิบัติงานของแต่ละกลุ่มให้สามารถดำเนินการได้สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว 4.ดำเนินการและติดตามผล           อาจารย์/นักศึกษา  นำผลของการปฏิบัติงาน มาหารือร่วมกันระหว่างชุมชน อาจารย์ และนักศึกษาในกลุ่ม เพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการ เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงจนสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ชุมชนต้องการ ในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ หีบห่อให้ทันสมัยดูดี ของสินค้า หรือบริการ และเพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตลาดให้เกิดวงกว้าง และเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งในแต่ละช่วงการดำเนินการ ในส่วนของสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจฯ จะต้องทำการถ่ายทำวีดิโอ ถ่ายภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดการพัฒนาสินค้า/บริการ เป็นไปตามความต้องการของชุมชน 5.สรุปผลและนำเสนอผลงาน           ประเมินผลโครงการ โดยเมื่อได้สินค้า/บริการ ตามความต้องการของแต่ละชุมชน สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจฯ จะต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน จัดเวทีให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มมานำเสนอผลงาน ให้กับกรรมการประกอบด้วยกรรมการจากธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ธนาคารออมสินภาค 14 และ กรรมการจากมหาวิทยาลัยลัย ร่วมตัดสินเพื่อพิจารณาจาก 5 ทีม ให้เหลือ 1 ทีม ที่จะต้องเข้าไปแข่งขันกับอีก 63 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น THE BEST OF THE BEST เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุด และในปี 2566 เราสามารถเป็น THE BEST OF THE BEST  ในหมวดคิดดี  และเป็น รอง THE BEST OF THE BEST  ในปี 2567 ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่เราสามารถไปสู่จุดมุ่งหมาย 2 ปีซ้อน และได้รับการยกย่องว่าเป็น BEST PRACTICES ในการดำเนินโครงการออมสินยุวพัฒน์  และเอาแนวปฏิบัตินี้ไปนำเสนอให้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้ปฏิบัติงาน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานวิสาหกิจชุมชน ทีมงานของอาจารย์และนักศึกษาของแต่ละกับ และกับทางธนาคารออมสินภาค 14 และธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับผิดชอบในการถ่ายทำวีดิโอ ถ่ายภาพ ทำโปสเตอร์ รวมถึงการช่วยให้ความเห็นเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์กับตลาด และความเป็นเอกสักษณ์ของชุมชนซึ่งจะต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นจนปิดโครงการ  โดยการจัดทำเอกสารตั้งแต่เสนอโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนงบประมาณ และรายงานขั้นตอนจนปิดโครงการอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังต้องมีหน้าที่ติดตามดูแลโครงการชุมชนที่เข้าร่วมอยู่สม่ำเสมอ ร่วมกับธนาคารออมสิน          อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                – อุปกรณ์ในการทำงานของสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา มีจำกัด เพราะในบางครั้งมีตารางลงพื้นที่ของกลุ่มภายในวันเดียวกัน จนทำให้ต้องแบ่งอุปกรณ์ในการใช้งาน ไปใช้งานตามกลุ่มต่างๆ หรือ ต้องขอความร่วมมือกับนักศึกษาที่มีอุปกรณ์มาช่วยในการเก็บภาพและวีดีโอ ตลอดระยะเวลาในการทำโครงการ                – อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเครื่องรุ่นเก่า มากๆ spec คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปิดโปรแกรมที่ใช้งานได้ในบ้างครั้ง ส่งผลให้งานล่าช้าต้องแก้ไขกันบ่อยครั้ง ซึ่งการทำคลิปวีดิโอมีความจำเป็น เพราะชิ้นงานคลิปมีผลต่อการให้คะแนนไนการประกวดผลงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่ดี มุ่งพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ได้ผลลัพธ์จริง  ซึ่งการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน งานจึง่จะเกิดการพัฒนาไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง ซึ่งทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญโครงการดังกล่าว จึงพยายามให้ความรู้และชี้แนะในบางส่วนที่ทางเราจะสามารถช่วยทีมนักศึกษาและชุมชนได้ โดยอาศัยความร่วมมือจาก อาจารย์ นักศึกษาและชุมชน ความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษา นำความรู้ ความสามารถ พัฒนาทักษะและได้เรียนรู้ในการทำงาน นำไปใช้พัฒนาชุมชนได้แบบยั่งยืน และชณะเดียวกันชุมชนก็ให้ความรู้กับนักศึกษาของเราเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และเข้าร่วมโครงการมาเป็นปีที่ 7 การดำเนินงานดังกล่าว ทำให้นักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน จึงถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อนักศึกษา สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ประเทศชาติได้  และสิ่งที่เราประสบผลสำเร็จก็คือ เราสามารถนำทีมนักศึกษาเข้ารอบจนได้รับเป็น ทีม THE BEST OF THE BEST  ระดับประเทศ และได้ระดับรอง THE BEST OF THE BEST  2 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องจากธนาคารออมสินให้เป็น  BEST PRACTICES ในการดำเนินโครงการออมสินยุวพัฒน์  และเอาแนวปฏิบัตินี้ไปเผยแพร่ให้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้ปฏิบัติงานตามแบบอย่างของมหาวิทยาลัยรังสิตต่อไป นอกจากโครงการดังกล่าวยังใช้งบประมาณจากภายนอกมาสนับสนุน ในการดำเนินงานได้ โดยไม่ต้องของบประมาณของมหาวิทยาลัยรังสิตในการดำเนินงาน

โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น Read More »

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1, KR 5.2.1 และ KR 5.3.1/1  การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร. ทศนัย ชุ่มวัฒนะ และบุคลากรสำนักงานนานาชาติทุกท่าน สำนักงานนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ต้องการจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ และผู้นำทางด้านความเป็นสากล (Internationalization) ร่วมกับนโยบายของผู้บริหารที่มุ่งเน้นการวางแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆ  ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) และยุทธศาสตร์ที่ 5 : การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตให้แข่งขันได้ในระดับนานาชาติและพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ           จากประเด็นความท้าทายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี 2559 จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยรังสิตต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ทางด้านการพัฒนาความเป็นสากล ซึ่งจะทำให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งในบริบทของประเทศและบริบทโลกได้                    สำนักงานนานาชาติ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายพันธกิจด้านการพัฒนาความเป็นสากลจากอธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต  จึงได้สร้างความร่วมมือระหว่างวิทยาลัย คณะ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม (Cross Cultural) หน่วยงานจึงจัดทำโครงการ RSUnival ขึ้นมาในปีการศึกษาที่ 2567 ซึ่งกิจกรรม RSUnival จะเป็นเวทีให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมและภาษาต่างประเทศ รวมถึงมีประสบการณ์ซึ่งกันและกันและสืบสานประเพณีไทยงานสงกรานต์สืบไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญจากกิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ ที่นอกจากความสนุกสนานและความสำเร็จแล้ว ยังได้มอบความรู้และบทเรียนที่สำคัญหลายประการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมในอนาคตได้  โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ การส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม: กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรม หรือ International Food Festival เป็นต้น ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม ลดอคติ และสร้างมิตรภาพ การจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทย ช่วยเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยให้นักศึกษาต่างชาติได้รู้จักและเข้าใจมากขึ้น การบริหารจัดการกิจกรรม: การวางแผนและเตรียมงานอย่างเป็นระบบ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกิจกรรม ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ สถานที่ กิจกรรม บุคลากร และการประชาสัมพันธ์ การประเมินผลกิจกรรม ช่วยให้เห็นจุดเด่น จุดด้อย และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อไป การสร้างความร่วมมือ: ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม RSUnival การมีส่วนร่วมของนักศึกษา ช่วยให้กิจกรรมมีความหลากหลาย สนุกสนาน และตรงกับความต้องการของนักศึกษามากขึ้น การใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้: กิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ เป็นมากกว่ากิจกรรมสันทนาการ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และการทำงานร่วมกัน การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับการเรียนการสอน ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย: กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และส่งเสริมความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย ความรู้และบทเรียนเหล่านี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา  และบรรลุเป้าหมายของมหาวิทยาลัย  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด สำนักงานนานาชาติ วิธีการดำเนินการ ประชุมหารือในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างวิทยาลัย/คณะ/หน่วยงานต่างๆ โดยหน่วยงานได้ติดต่อประสานงานไปยังวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม สำนักงานสิทธิประโยชน์ สำนักงานวิสด้อมมีเดีย ฝ่ายสื่อสารองค์กร และฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางแผนการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival ร่วมกัน จัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมและงบประมาณ กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นในปีการศึกษาที่ 2567 ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2567 จัดขึ้นบริเวณหน้าอาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ ตึก1 โดยมอบหมายการปฏิบัติงานให้แต่ละภาคส่วนดังนี้ International Food Festival จัดโดยวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ การแสดงดนตรีและการจัดบูทจำหน่ายสินค้า จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ International Costume and Performance Day จัดโดยวิทยาลัยศิลปศาสตร์ International Music Festival จัดโดยวิทยาลัยดนตรี การแข่งขัน “มวยทะเล” จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมือง จัดโดยศูนย์สุวรรณภูมิศึกษาและสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงขบวนแห่กลองยาวและการแสดงนานาชาติ จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม Songkran Festival with EDM จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติ โดย วิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติจีน โดย วิทยาลัยนานาชาติจีน International Fair การแสดงของนักศึกษาและชุมชนหลักหก ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ วงดนตรีบัวแก้วเกษร ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ งบประมาณโครงการ รับผิดชอบโดยสำนักงานนานาชาติ งานประชาสัมพันธ์ รับผิดชอบโดยสำนักงานวิสด้อมมีเดียและฝ่ายสื่อสารองค์กร รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ที่ตั้งไว้ในระบบงบประมาณ) ตามตารางที่ 1 ตารางที่1 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1 6,851.00 6,851.00 2 Wisdom Media 1  3,600.00  3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1 88,000.00 88,000.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,625.00 9,625.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1 3,000.00 3,000.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,500.00 13,500.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 18,000.00 18,000.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1 5,000.00 5,000.00 รวมทั้งหมด 161,576.00 รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ค่าใช้จ่ายจริง) ตามตารางที่2 ตารางที่2 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1  6,849.00  6,849.00 2 Wisdom Media 1 3,600.00 3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1  87,951.00  87,951.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,865.00 9,865.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1  3,018.00  3,018.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,480.00 13,480.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 11,890.00 11,890.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1  5,451.90  5,451.90 รวมทั้งหมด 156,104.90 ยอดเงินอนุมัติ 161,576.00 บาทยอดเงินค่าใช้จ่ายจริง 156,105.50 บาทยอดเงินคงเหลือ 6,180.40 บาท 3. ดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการดังรูปภาพที่ 1 ภาพกำหนดการงาน “RSUnival” 4. สรุปผลกิจกรรมและผลประเมินความพึงพอใจ ผลการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival มีกิจกรรมภายในงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ สืบสานประเพณีไทยและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างความสนุกสนานและรื่นเริงให้กับนักศึกษา โดยมีกิจกรรมหลากหลายด้าน เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม: การแสดงจากนักศึกษาไทยและต่างชาติ การละเล่นพื้นบ้าน: สะบ้าบ่อน ไทยทรงดำ การออกร้านจำหน่ายอาหาร: อาหารไทยและอาหารนานาชาติ การแสดงดนตรี: ดนตรีสดจากวงดนตรีนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ผลลัพธ์ความสำเร็จจากกิจกรรม RSUnival           ภาพรวมของกิจกรรมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคนไทยและต่างชาติรวมมากกว่า 300 คน สามารถจัดกิจกรรมได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆภายในงานยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมและการแข่งขันมวยทะเล กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ และเผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี ผลประเมินความพึงพอใจ           มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 52 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปผลการประเมินงานได้ดังแผนภูมิรูปภาพ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลการดำเนินการกิจกรรม RSUnival กิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติได้ และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้มหาวิทยาลัยมากขึ้น 2.2 การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้เข้าใจกระบวนการทำงานเป็นทีมทำให้เกิดสหวัฒนธรรมภายในองค์กรและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน สามารถนำประสบการณ์ไปพัฒนาและต่อยอดการทำงานหรือการจัดกิจกรรมอื่นๆในอนาคตได้ 2.3 อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          ปัญหาการสื่อสารภายใน เนื่องจากต้องทำงานกับทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ตรงกัน ส่งผลต่อการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและล่าช้าในบางครั้ง จึงจัดประชุมเพื่อหารือและหาข้อตกลงก่อนดำเนินงานร่วมกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จำนวนและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมในมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี จึงทำให้มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องในปี 2568 งานโครงการ กิจกรรม ตอบโจทย์ตามเป้าหมายที่ระบุไว้ใน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) และประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 : การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice วัตถุประสงค์ (Objectives): สร้างและรวบรวมองค์ความรู้จากกิจกรรม RSUnival เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดงานในอนาคต เพื่อสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรม RSUnival อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่นักศึกษาและบุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้สำหรับกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรม RSUnival ผลลัพธ์หลัก (Key Results): จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ Read More »

Scroll to Top