ยุทธศาสตร์ที่ 2

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1 การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ ว่าที่ร้อยตรี รศ.ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จากการจัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอุปกรณ์ชีวการแพทย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนพัฒนาเป็นหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปี พ.ศ. 2555 และยกระดับหน่วยงานเป็นคณะในปี พ.ศ. 2559 และเป็นวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2561 การพัฒนานี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการสร้างกำลังคน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย วิทยาลัยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัย การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก การขาดระบบพี่เลี้ยงสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องของทีมวิจัย ส่งผลให้ศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยเชิงลึก การขอทุนวิจัยภายนอก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว วิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีและแผนปฏิบัติการ โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2560–2564) มุ่งสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางชีวการแพทย์เพื่อสังคมอาเซียน” และเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต่อมาในระยะที่สอง (พ.ศ. 2565–2569) ปรับสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการชีวการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตให้เป็นระบบเดียวกัน และในปี พ.ศ. 2568 วิทยาลัยได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์เข้าสู่ระยะที่สาม โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการวิศวกรรมชีวการแพทย์แบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน ในระดับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2565–2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567) โดยกำหนดให้ Innovative Research and Development เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก พร้อมตัวชี้วัดด้านทุนวิจัยและเครือข่ายวิจัยระดับสากล ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับตัวชี้วัดของวิทยาลัย ได้แก่ KR2.2.1 การเพิ่มจำนวนทุนวิจัยทั้งภายในและภายนอก และ KR2.2.2 การเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก โดยเฉพาะทุนจากงานวิจัยเชิงบริการและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถานพยาบาล เพื่อให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดผลอย่างยั่งยืน วิทยาลัยได้พัฒนา ระบบการจัดการความรู้ (KM) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างและถ่ายทอด วัฒนธรรมการวิจัยขององค์กร (Research Culture) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การถอดบทเรียนจากโครงการวิจัย การใช้ระบบ Mentoring การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาความเข้มแข็งของข้อเสนอโครงการวิจัย ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงภารกิจหนึ่งขององค์กร แต่กลายเป็น “DNA การวิจัยของวิทยาลัย” ที่ฝังอยู่ในทุกภารกิจหลัก โดยสรุป แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อยกระดับศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็งและต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น และขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ที่สามารถสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการอย่างยั่งยืน 2.แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น กลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สามารถสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการใช้ KM เพื่อรวบรวมบทเรียน อุปสรรค และแนวทางที่ประสบความสำเร็จมาใช้พัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง (2) การเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก ด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดต้นทุนการพัฒนางานวิจัย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในทีมและการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และหน่วยงานวิจัย (4) การเสริมสร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยระบบบริหารที่โปร่งใส ชัดเจน และมีกลไกการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และ (5) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการประชุมวิชาการ การสัมมนา การถ่ายทอด Tacit Knowledge ด้วยระบบ Mentoring และการพัฒนาคลังองค์ความรู้ด้านการวิจัย โดยสรุป แนวปฏิบัติ KM นี้มีบทบาทเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ. 3.ความรู้สำคัญที่นำมาใช้  แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) รวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ 3.1 ประเภทของความรู้ แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้หลายประเภท เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งประเภทของความรู้ได้ดังนี้ 1) ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่สามารถบันทึก จัดเก็บ และเข้าถึงได้ผ่านระบบสารสนเทศขององค์กร ตัวอย่างเช่น คลังองค์ความรู้ด้านการวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจัดเก็บผ่านระบบ RKMS (Rangsit Knowledge Management System) แนวคิดและหลักการด้านการบริหารองค์กรและการบริหารงานวิจัย เช่น การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M (Man, Machine, Material, Method) การบริหารโครงการวิจัย การจัดทำงบประมาณ และการประเมินความเสี่ยงของงานวิจัย ความรู้เชิงวิชาการด้านการวิจัย เช่น วิธีวิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทเรียนและประสบการณ์จากการศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และองค์กรอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ประเภทนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัย 2) ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของบุคลากร โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการบริหารงานวิจัยของผู้บริหารและคณาจารย์ ซึ่งสั่งสมจากการดำเนินงานจริงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ของ รองศาสตราจารย์นันทชัย ทองแป้น และทีมคณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย องค์ความรู้ประเภทนี้มักถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกัน การให้คำปรึกษา และระบบ Mentoring ซึ่งช่วยถ่ายทอดประสบการณ์จากนักวิจัยอาวุโสสู่คณาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ 3) ความรู้ผสมและความรู้จากเครือข่าย (Hybrid & Networking Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้ เช่น การประชุมสัมมนา การจัดเวิร์กชอป การถอดบทเรียน (Lessons Learned) และระบบ Mentoring นอกจากนี้ยังรวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก เช่น ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง 3.2 ที่มาของความรู้ (Knowledge Sources) แหล่งที่มาขององค์ความรู้ในแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) เจ้าของความรู้ (Knowledge Owners) ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และบทเรียนจากการดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรม 2) แหล่งจัดเก็บองค์ความรู้ (Knowledge Repositories) ได้แก่ ฐานความรู้ของศูนย์จัดการความรู้มหาวิทยาลัยรังสิต ระบบ RKMS รวมถึงช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ของวิทยาลัย เช่น เว็บไซต์ สื่อดิจิทัล และรายงานวิชาการ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ฐานความรู้เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน  แนวปฏิบัตินี้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตและยุทธศาสตร์การวิจัยของวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายทุนวิจัยจากภายนอก ตัวชี้วัดหลัก (Main KPI) KR2.2.1 – จำนวนเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ (ภายใน + ภายนอก) กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อปี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อคนต่อปี ตัวชี้วัดนี้สะท้อนความสามารถของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัดรอง (Secondary KPI) KR2.2.2 – สัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก วัดสัดส่วนเงินทุนจากภายนอก เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และงานวิจัยเชิงบริการ (Contract Research) เทียบกับเงินทุนวิจัยทั้งหมด เพื่อสะท้อนศักยภาพของวิทยาลัยในการสร้างความร่วมมือและแข่งขันขอทุนวิจัยในระดับประเทศ การวัดและประเมินผล  การประเมินผลการดำเนินงานด้านวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการผ่านตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีเกณฑ์การประเมินผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผล ตัวชี้วัด เป้าหมาย จำนวนทุนวิจัยและบริการวิชาการ ≥ 3,000,000 บาทต่อปี หรือ ≥100,000 บาทต่อคน ผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญา บทความนานาชาติ ≥25 เรื่อง/ปี และ IP ≥3 รายการ/ปี การพัฒนาตำแหน่งวิชาการ ≥60% ของอาจารย์ทั้งหมด รางวัลนวัตกรรม / Start-Up ≥3 รางวัลต่อปี การนำผลงานไปใช้จริง ≥1 โครงการเชิงพาณิชย์ต่อปี ความสนใจจากหน่วยงานภายนอก ≥5 หน่วยงานต่อปี การได้รับการยอมรับเป็น Node / Hub ≥1 เครือข่ายต่อ 2 ปี คะแนนประกันคุณภาพ ระดับดีมาก ความร่วมมือวิจัยใหม่ ≥1 โครงการต่อปี การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงาน และปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขั้นตอนการดำเนินงาน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้กรอบ Knowledge Management (KM) และ PDCA ผ่านกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพองค์กร วิทยาลัยดำเนินการวิเคราะห์ SWOT ด้านการวิจัย ครอบคลุมทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมทั้งทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เช่น จำนวนทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดทิศทางและวางแผนเชิงกลยุทธ์ 2) การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุ โครงการวิจัยหลัก (Flagship Research) และจัดทำ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) รวมถึงกำหนดกิจกรรมด้าน KM เช่น การจัด Workshop การถอดบทเรียน และระบบ Mentoring เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัด KR2.2.1 และ KR2.2.2 3) การดำเนินงานตามแผน พัฒนาศักยภาพทีมวิจัยผ่านระบบ Mentoring และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานพยาบาล เพื่อขยายโอกาสในการขอทุนวิจัยและพัฒนางานวิจัยร่วม 4) การติดตามและประเมินผล ดำเนินการติดตามผลตาม ตัวชี้วัด KPIs อย่างสม่ำเสมอ ทั้งรายเดือน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี พร้อมให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) และรางวัลแก่ทีมวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น โดยใช้กระบวนการ PDCA เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง 5) การสรุปบทเรียนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานและบทเรียนที่ได้รับในแต่ละรอบการดำเนินงาน (Lessons Learned) พร้อมจัดทำ Improvement Plan สำหรับปีถัดไป เพื่อเสริมจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยให้มีความยั่งยืน แนวคิดสำคัญของกระบวนการนี้คือการสร้าง Research Ecosystem ที่ทำให้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการวิจัยขนาดเล็ก สร้างเครดิตทางวิชาการ และต่อยอดสู่โครงการวิจัยขนาดใหญ่ พร้อมบูรณาการ KM ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ตารางที่ 2 แหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัย แหล่งทุน สัดส่วน บทบาท ทุนภายในมหาวิทยาลัย 20% Seed Funding สำหรับโครงการเริ่มต้น ทุนภาครัฐ 72.5% สนับสนุนโครงการวิจัยหลักและ Contract Research ทุนภาคเอกชน 2.5% สนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รายได้จากบริการวิชาการ 5% หมุนเวียนกลับมาสนับสนุนงานวิจัย นอกจากงบประมาณแล้ว วิทยาลัยยังใช้ทรัพยากรสำคัญอื่น ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยมาตรฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรสนับสนุน ซึ่งได้รับการพัฒนาผ่านระบบ Mentoring และ KM โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบคลังความรู้และฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรสารสนเทศ จากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต การจัดสรรทรัพยากรในลักษณะดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถสร้าง ระบบนิเวศการวิจัยที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนภายในเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทีมวิจัย ก่อนขยายไปสู่ทุนภายนอก และนำรายได้จากบริการวิชาการกลับมาสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ KR2.2.1 และ KR2.2.2 3. การลงมือปฏิบัติ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ โดยสามารถแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้ ระยะที่ 1: การเริ่มต้นและวางรากฐาน (พ.ศ. 2545–2549) ในช่วงเริ่มต้นที่หลักสูตรยังอยู่ภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก โดยได้รับทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยประมาณ 90,000 บาท งานวิจัยมุ่งพัฒนาเครื่องมือวัดพื้นฐาน เช่น เครื่องมือวัดทางฟิสิกส์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่สามารถแสดงผลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาเป็นชุดเครื่องมือที่ใช้งานจริงและผลิตเชิงพาณิชย์ประมาณ 300 ชุด รวมถึงได้รับรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์จากหน่วยงานภายนอก นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้างเครดิตงานวิจัยแรกและวางรากฐานการพัฒนางานวิจัยขององค์กร ระยะที่ 2: การพัฒนาศักยภาพงานวิจัย (พ.ศ. 2550–2559) วิทยาลัยเริ่มขยายทีมวิจัยและเพิ่มศักยภาพในการขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก ส่งผลให้ผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติมากกว่า 20 ผลงานต่อปี พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพงานวิจัยภายใน นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้าง Research Credit ขององค์กร และเริ่มนำระบบ Mentoring และ KM มาใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ระยะที่ 3: การพัฒนาเป็นคณะและวิทยาลัยแห่งการวิจัย (พ.ศ. 2560–2564) หลังการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย โครงสร้างการบริหารงานวิจัยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ วิทยาลัยได้เสริมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็น Mentor เปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาศูนย์นวัตกรรม เช่น BIS Center เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง นัยสำคัญของระยะนี้ คือการก้าวสู่การเป็น วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม ระยะที่ 4: การพัฒนาไปสู่ผู้นำด้านนวัตกรรม (พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน) ในระยะปัจจุบัน วิทยาลัยสามารถขยายงานวิจัยจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่บริการวิชาการเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งส่งเสริม Startup และนวัตกรรมนักศึกษา ผ่านโครงสร้างสนับสนุน เช่น Smart Lab, Innovation Zone และ BIS Center  นัยสำคัญของระยะนี้ คือการใช้ระบบ Mentoring โครงสร้างการวิจัย และ KM เป็นกลไกสำคัญในการแปลงผลงาน Research → Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางการแก้ไข วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้ การจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกสำคัญในการเรียนรู้ ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Lessons Learned, Mentoring และ Feedback ความท้าทายสำคัญและแนวทางการแก้ไขสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระยะเริ่มต้น ในช่วงเริ่มต้น วิทยาลัยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์วิจัย แนวทางแก้ไขคือการใช้ ทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จากมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก และนำบทเรียนจากโครงการแรกมาพัฒนาเป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัยในระยะต่อไป การสร้างเครดิตวิจัยและชื่อเสียงทางวิชาการ ในระยะพัฒนาทีมวิจัย วิทยาลัยยังมีชื่อเสียงด้านการวิจัยจำกัด จึงมุ่งเน้นการ ตีพิมพ์ผลงานในวารสารและการประชุมวิชาการ การจดทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งผลงานเข้าประกวด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการขอทุนวิจัยจากภายนอก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญ การหา Mentor ระยะยาวเป็นความท้าทายสำคัญ วิทยาลัยจึงพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผ่านรูปแบบ Public–Private Partnerships เพื่อเสริมศักยภาพทีมวิจัยและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี การแปลงผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง งานวิจัยบางส่วนเผชิญช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Valley of Death) วิทยาลัยจึงพัฒนาโครงสร้างสนับสนุน เช่น BIS Center และส่งเสริมบริการวิชาการเชิงพาณิชย์ รวมถึงกิจกรรมนวัตกรรมและ Startup ของนักศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง การสร้างวัฒนธรรมการวิจัยอย่างยั่งยืน วิทยาลัยใช้ KM การสัมมนา เวิร์กชอป และระบบ Mentoring เพื่อพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีกลไกยกย่องและให้รางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมการวิจัยที่ยั่งยืน โดยสรุป ความท้าทายเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาเชิงระบบ ทำให้วิทยาลัยสามารถยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ. 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้ระบบการติดตามและประเมินผลตามหลัก PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ผ่านการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ประสานงานระหว่างทีมวิจัย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร โดยในระดับภาพรวม วิทยาลัยมีการสรุปผลการดำเนินงาน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี เพื่อตรวจสอบผลตามตัวชี้วัด (KPIs) และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators: KPIs) ตัวชี้วัดหลักที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วย จำนวนทุนวิจัยและอัตราส่วนทุนวิจัยต่ออาจารย์ประจำต่อปี (2.1) จำนวนผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียน การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) จำนวนนักศึกษาแรกเข้าในทุกระดับ รางวัลผลงานนวัตกรรมหรือ Startup ของอาจารย์และนักศึกษา การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ความสนใจจากหน่วยงานภายนอกในการเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน การได้รับการยอมรับให้เป็น Node/Hub ด้านการวิจัย จากแหล่งทุนภายนอก คะแนนประกันคุณภาพการศึกษาในระดับหลักสูตรและระดับวิทยาลัย ความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินผล วิทยาลัยใช้ ฐานข้อมูลกลางของมหาวิทยาลัยรังสิต เช่น ระบบฐานข้อมูลทุนวิจัยและผลงานวิชาการ รวมถึงระบบรายงาน PDCA และระบบประกันคุณภาพการศึกษาในการตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้แนวคิด EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) เพื่อประเมินคุณภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงองค์กร ทำให้การติดตามผลและการพัฒนางานวิจัยเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งด้านทุนวิจัย ผลงานวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยอมรับจากเครือข่ายภายนอก โดยข้อมูลจาก ตารางที่ 3 (ปีการศึกษา 2561–2567) แสดงให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของทุนวิจัยและผลผลิตทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ยประมาณ 8.67 ล้านบาทต่อปี โดยทุนจากภายนอกคิดเป็นประมาณ 87% ของทุนทั้งหมด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์อยู่ที่ประมาณ 466,557 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของมหาวิทยาลัย (60,000 บาทต่อคนต่อปี) อย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลผลิตทางวิชาการ วิทยาลัยสามารถผลิต บทความวิจัยในวารสารนานาชาติประมาณ 38–40 เรื่องต่อปี โดยมากกว่า 90% เป็นวารสารระดับ Q1 สะท้อนถึงคุณภาพงานวิจัยในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาเฉลี่ย 3–5 รายการต่อปี แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัย ผลลัพธ์สำคัญของการดำเนินงาน ทุนวิจัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ย 2–10 ล้านบาทต่อปี และมีทุนวิจัยต่ออาจารย์เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาทต่อคนต่อปี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายเท่า ผลผลิตวิจัยคุณภาพระดับนานาชาติ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 35 เรื่องต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นวารสารระดับ Q1 พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย อาจารย์ของวิทยาลัยมากกว่า 60% มีตำแหน่งทางวิชาการ สะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านวิชาการและงานวิจัย ศักยภาพในการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ความเข้มแข็งด้านงานวิจัยและบุคลากรทำให้วิทยาลัยมีความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอก การเติบโตของจำนวนนักศึกษา จากชื่อเสียงด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160 คน เป็นมากกว่า 500 คน ความสำเร็จด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยี อาจารย์และนักศึกษาได้รับรางวัลนวัตกรรมและ Startup เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับสถาบัน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การนำผลงานวิจัยไปใช้จริง ผลงานวิจัยบางส่วนถูกนำไปใช้ในภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาเชิงพาณิชย์ การยอมรับจากหน่วยงานภายนอก วิทยาลัยกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมที่สำคัญ มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง การยอมรับในเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ วิทยาลัยได้รับการยอมรับให้ทำหน้าที่เป็น Node/Hub ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ (ปี 2568–2569) การขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ มีความร่วมมือด้านการวิจัยและวิชาการกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการประกันคุณภาพการศึกษาที่โดดเด่น วิทยาลัยได้รับคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและคุณภาพหลักสูตรอยู่ในระดับ อันดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต การยกระดับสู่มาตรฐานคุณภาพระดับอาเซียน วิทยาลัยได้รับการคัดเลือกให้พัฒนาเข้าสู่ระบบประกันคุณภาพ AUN-QA ในปีการศึกษา 2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา สรุป  ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยสามารถสร้าง ผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพองค์กร ส่งผลให้วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในอนาคต ข้อสรุปเชิงนัยยะทางยุทธศาสตร์  จากข้อมูลผลการดำเนินงานด้านทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาตาม ตารางที่ 3 สามารถสรุปนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดังนี้ ศักยภาพในการดึงทุนวิจัยในระดับสูง ข้อมูลย้อนหลังปีการศึกษา 2561–2567 แสดงให้เห็นว่าทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์ในบางปีอยู่ในระดับสูงมาก เช่น ปี 2563 มีค่าเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาทต่ออาจารย์หนึ่งคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการวิจัยและกระบวนการพัฒนาข้อเสนอทุน (Research Proposal) ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ โอกาสเชิงกลยุทธ์จาก Funding Cycle แม้ว่าจำนวนทุนในแต่ละปีจะมีความผันผวนตามลักษณะของ Funding Cycle ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบทุนวิจัย แต่สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้วิทยาลัยสามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อรักษา

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              อุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลและเกมเพื่อการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ของประเทศ โดยเฉพาะการนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย เช่น อาหารไทย ขนมหวานไทย ผ่านสื่อเกมดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเกมที่มีคุณภาพและสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกและความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ                มหาวิทยาลัยรังสิตมีศักยภาพด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ แต่ยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยด้านการเพิ่มรายได้จากแหล่งทุนภายนอก                 วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต จึงมีความคิดริเริ่มโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang – Bangkok Street Food โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปี พ.ศ.2562 และประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากผู้เล่นเกมอย่างมาก ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ต่อยอดจัดทำเกม RimTHang 2 – Thai Dessert Game ที่นำเอาขนมไทยยอดนิยมมาทำเป็นเกมที่สามารถเล่นบนมือถือทั้งระบบ Android และ iOS ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 จากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ประเภทเกมทำขนมหวานไทย บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน สำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป ให้เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้รับความบันเทิงและได้รับความรู้การทำขนมหวานไทยและส่งเสริมให้คนทั่วโลกได้รู้จักขนมหวานไทยและอยากมาชิมขนมหวานไทยที่ประเทศไทยมากขึ้นได้อีกด้วย แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม ต่อหน่วยงานภายนอก เพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในรูปแบบเกมบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป เพื่อยกระดับผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเกม การจัดการโครงการ และการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 KR 2.2.2 มีสัดส่วนเงินทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม หรือทุนวิจัยเชิงบริการวิชาการ (Contract research) ต่อภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ต่อทุนวิจัยทั้งหมด ขั้นตอนการดำเนินงาน                การขอทุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) สำหรับหน่วยงานสถาบันการศึกษาอย่างเช่น มหาวิทยาลัยรังสิต มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ ศึกษายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยและเกณฑ์ของกองทุนในปีนั้น โดยสามารถดาวน์โหลดและอ่านคู่มือหรือประกาศของปีงบประมาณที่กองทุนประกาศเปิดรับ เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ เรื่องหัวข้อที่สนับสนุน ขอบเขตโครงการ และประเภททุน (เช่น ประเภททั่วไป / เชิงยุทธศาสตร์ / ความร่วมมือ) ก่อนเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ออกแบบแนวคิดและเนื้อหาโครงการ RimTHang 2 โดยดูจากผลลัพธ์และข้อเสนอแนะจากโครงการ RimTHang 1 ที่ประสบความสำเร็จ และพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น จัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) เขียนข้อเสนอโครงการให้ชัดเจน ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด รวมทั้งหัวข้อที่ต้องระบุ เช่น วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และแผนดำเนินงาน โดยให้สอดคล้องกับแนวทางของกองทุน รวมถึงจัดเตรียมเอกสารยืนยันสถานะของมหาวิทยาลัย อันได้แก่ หนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคลของมหาวิทยาลัย และหนังสือรับรองอำนาจผู้มีสิทธิลงนามของผู้ยื่นโครงการที่มอบอำนาจโดยอธิการบดี ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นที่ปรึกษาโครงการในหลาย ๆ ด้าน ยื่นข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์ กรอกและส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ของกองทุนที่ https://granting.thaimediafund.or.th/ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่นในรอบเปิดรับเดือนที่ระบุในปีงบประมาณนั้น) การประกาศผลและลงนามสัญญา หากได้รับการคัดเลือกให้ทุน กองทุนจะประกาศผลและดำเนินการลงนามข้อตกลงและสัญญา รวมถึงแจ้งเงื่อนไขการเบิกเงินงวดแรก ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบของกองทุน ประเมินผลและรายงานผลโครงการ โดยกองทุนมีระบบการติดตามประเมินผลความคืบหน้าของโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 งวด ทั้งงวดการนำเสนอผลงาน และงวดการตรวจสอบบัญชีของโครงการ ตัวชี้วัดรอง ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 ขั้นตอนการดำเนินงาน1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บุคลากรด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล เครื่องมือพัฒนาเกมและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารไทยและวัฒนธรรม 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิเคราะห์ความต้องการของแหล่งทุนและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ออกแบบเกม RimTHang 2 ให้มีเนื้อหาการเรียนรู้อาหารไทยและวัฒนธรรม โดยในโครงการนี้เปลี่ยนจากอาหารไทยริมทาง เป็นขนมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเช่นกัน จัดทำข้อเสนอขอทุนและเอกสารประกอบ พัฒนา Prototype เกมและทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และเครือข่ายศิษย์เก่า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลาเนื่องจากกองทุนให้ระยะเวลาในการทำโครงการ 1 ปี การบูรณาการเนื้อหากับความสนุกของเกมให้สมดุล กระบวนการขอทุนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งแต่ละปีมีคนเป็นจำนวนมาก แนวทางในการแก้ไข วางแผนการทำงานเป็นระยะ และถ้าหากจำเป็นต้องขยายเวลา ก็สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ ใช้ทีมที่มีประสบการณ์และหาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง พัฒนา Prototype เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ตรวจสอบการได้รับทุนจากภายนอก ประเมินคุณภาพผลงานเกมที่พัฒนา ประเมินการใช้งานจริงของผู้เรียน/ผู้ใช้ โดยในโครงการที่ส่งขอทุนได้กำหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล โดยเสนอต่อกองทุนฯ ดังนี้ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย/จํานวน วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน รายงานยอดดาวน์โหลดเกมจาก Google Play Store และ App Store  ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) รายงานผลจาก Google Play Store และ App Store ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เกิดโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือ เพื่อการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang 2 เพิ่มโอกาสในการได้รับทุนจากหน่วยงานภายนอก สร้างผลงานนวัตกรรมด้านเกมและสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้าน Creative Digital Content   ผลผลิตที่ส่งมอบต่อกองทุนฯ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันเกม RimTHang 2 บนระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android ที่เสร็จสมบูรณ์ วิดีโอ Tutorial ที่สอนการเล่นเกม, วิดีโอ Teaser Game และวิดีโอ Trailer Game เว็บไซต์ทางการของเกม RimTHang 2 (www.rimthanggame.com) ผลผลิต (Outputs) เชิงปริมาณ –   มียอดดาวน์โหลดเกมทั้งหมดจำนวน 9,233 ดาวน์โหลด ซึ่งเกินกว่าตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าไว้ (7,000 ดาวน์โหลด) โดยแบ่งเป็นผู้ใช้งานบนระบบ Android ดาวน์โหลดผ่าน Google Play Store จำนวน 5,058 ดาวน์โหลด และผู้ใช้งานบนระบบ iOS ดาวน์โหลดผ่าน App Store จำนวน 4,175 ดาวน์โหลด ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ –   คะแนนรีวิวหรือคะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีคนให้คะแนนเกมบน Google Play Store จำนวน 20 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 15 คน มีคนให้คะแนนเกมบน App Store จำนวน 18 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 6 คน     ผลลัพธ์อื่น ๆ ที่ได้ นอกเหนือจากเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ –   มีคนนำเกมไปเล่นและทำคอนเท้นท์วิดีโอรีวิวเกมลงบนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok อีกจำนวนหนึ่ง –   มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น Website, Facebook, X และ TikTok เป็นต้น  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย ผลลัพธ์ คำอธิบายผลการประเมิน 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน 9,233 คน ในช่วงระยะเวลาของโครงการมียอดดาวน์โหลดมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้     ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย ผลลัพธ์ 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) ได้คะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีผู้ให้คะแนนความพึงพอใจเกมบน Google Play Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และบน App Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก การวางแผนโครงการอย่างเป็นระบบ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาโมเดลการขอทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยดูจากคำแนะนำของกรรมการตอนตรวจงาน เพิ่มความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐ ร่วมกับเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอื่น ๆ                  นอกจากนี้ หลังจากที่ได้เผยแพร่เกมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากโครงการออกไปแล้ว จากการให้คะแนนและเขียนรีวิว โครงการสามารถที่จะต่อยอดโครงการเพิ่มเติมในมิติต่าง ๆ ได้ดังนี้ การต่อยอดในด้านสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัล                โครงการเกม RimTHang 2 มีศักยภาพในการต่อยอดเป็นสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเผยแพร่อัตลักษณ์และวัฒนธรรมอาหารไทย โดยเฉพาะขนมหวานไทยทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ผ่านกลไกของเกมที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้เล่นทุกช่วงวัยในระยะต่อไป สามารถพัฒนาเนื้อหาเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เกมเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัยและยั่งยืนได้ การต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมเกม                โครงการสามารถขยายผลสู่อุตสาหกรรมเกมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้เกม RimTHang 2 เป็นโมเดลต้นแบบของเกมวัฒนธรรมไทย, เกมเพื่อการท่องเที่ยวและ Soft Power และเกมที่ส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นด้านอาหาร ในอนาคตสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือกับร้านขนมไทยจริง ชุมชน หรือหน่วยงานด้านวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือสื่อประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ การขยายผลด้านสังคมและสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์                เนื่องจากเกม RimTHang 2 เป็นเกมที่ไม่มีความรุนแรง ไม่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม จึงสามารถขยายผลเป็น ต้นแบบสื่อดิจิทัลปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน ในระยะยาวสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเกมที่ให้ความบันเทิงควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมที่ดี เช่น ความขยัน ความอดทน การบริหารเวลา และการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทยได้ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                เพื่อให้การขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือแหล่งทุนภายนอกอื่น สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เสนอให้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติดังนี้ กำหนดขั้นตอนมาตรฐานการพัฒนาโครงการเพื่อขอทุนภายนอก วิเคราะห์ความสอดคล้องกับนโยบายของกองทุนฯ และภาครัฐ ในช่วงปีงบประมาณ กำหนดเนื้อหาโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน เขียนข้อเสนอโครงการ ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นตามข้อกำหนด ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ กำหนดให้ทุกโครงการที่ยื่นขอทุนภายนอกต้องแสดงความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัดระดับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนา Template กลางในการเขียนโครงการขอทุนสื่อสร้างสรรค์ เช่น รูปแบบข้อเสนอโครงการ หรือ ตัวอย่างผลลัพธ์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรสามารถใช้เป็นต้นแบบในการยื่นขอทุน จัดตั้งกลไกพี่เลี้ยง (Mentor) การขอทุนภายนอก โดยผู้ที่มีประสบการณ์ได้รับทุนภายนอก ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจข้อเสนอ และถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาโครงการ ผลักดันให้เป็นแนวปฏิบัติระดับคณะ หากต้องการขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือแหล่งทุนภายนอกให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน และเพิ่มสัดส่วนทุนภายนอกของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การขอทุนภายนอกไม่เป็นเพียงผลงานรายบุคคล แต่เป็นระบบการทำงานมาตรฐานของหน่วยงาน ที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลได้ในระดับมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ Link เอกสารที่เกี่ยวข้อง https://drive.google.com/drive/folders/1EUtnJE_n3_tdki7eg5diuj0bwXSfNm8Q?usp=sharing Link สื่อประชาสัมพันธ์ https://www.banmuang.co.th/news/education/457994 https://ibiznewsmedia.com/2025/12/09/rsu-383/ https://sabaideethailand.com/2025/12/09/rsu-360/ https://www.rsu.ac.th/blog/id/6937d35851a2f144303ac20e https://www.ajmontri.com/869 https://www.online-station.net/mobile-game/994321 https://thisisgamethailand.com/games/mobile/rimthang-2-dl-th/ https://www.rimthanggame.com/ https://www.facebook.com/rimthanggame https://www.youtube.com/@rimthanggame https://x.com/rimthanggame

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Read More »

การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และ ผศ.พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์ คณะบัญชี 1. บริบทและความสำคัญ             เมื่อเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะบัญชี (ปี 2546) บริบททางวิชาการของคณะยังอยู่ในระยะตั้งต้น งานหลักของคณะในขณะนั้นมุ่งเน้นการแก้ไขและปรับปรุงหลักสูตรบัญชีบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่วิชาชีพบัญชีให้ได้ตามข้อกำหนดของสภาวิชาชีพบัญชี ภารกิจด้านการวิจัยจึงยังมิได้ถูกกำหนดในแผนพัฒนาคณะอย่างชัดเจน ผลงานวิจัยจึงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักศึกษา (ซึ่งขณะที่เปิดดำเนินการสอน มีนักศึกษาโอนย้ายจากคณะบริหารธุรกิจ รวม 4 ชั้นปี ประมาณ 90 คน และอาจารย์ประจำเพียง 6 คน) การบริหารอาจารย์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การจัดระเบียบการทำงาน การจัดภาระงาน จัดระบบอาจารย์ที่ปรึกษา รวมทั้งการพัฒนานักศึกษา ยังไม่มีเป้าหมายและโครงสร้างสนับสนุนการทำวิจัย ขาดเครือข่ายวิชาการ ไม่มีระบบพี่เลี้ยง รวมทั้งแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม วัฒนธรรมองค์กรในเวลานั้นจึงยังไม่เอื้อต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง            อย่างไรก็ตาม ปีพ.ศ. 2558 ภายใต้บริบทของการอุดมศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการประกันคุณภาพมีความเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต ที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ตามปณิธาณและวิสัยทัศน์ของท่านอธิการบดีที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังแห่งปัญญาสู่สังคมธรรมาธิปไตย ซึ่งหมายถึง มหาวิทยาลัยจะเป็น             แหล่งรวมความรู้ ทั้งความรู้ที่มีอยู่เดิมและองค์ความรู้ใหม่ เป็นที่รวมของบุคลากรคุณภาพสูง สามารถชี้นำสังคมภายใต้หลักการของสังคมธรรมาธิปไตย มหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เพียงสถานที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ            จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ คณบดีจึงเห็นชัดเจนว่าคณะจำเป็นต้องยกระดับภารกิจด้านการวิจัยให้เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในฐานะของส่วนหนึ่งของขลุมพลังแห่งปัญญา การธำรงความเป็นเลิศด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในระยะยาวด้วยการสร้าง “วัฒนธรรมวิจัย” จึงมิใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปรับกรอบความคิดร่วมกันระหว่างคณบดีกับอาจารย์ประจำคณะ ซึ่งมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ในการสื่อสารวิสัยทัศน์กับคณาจารย์ว่าการวิจัยมิใช่ภาระเพิ่มเติม แต่เป็นภาระกิจด้านหนึ่งของการเป็นอาจารย์ และเป็นกลไกที่ยกระดับคุณภาพการสอน เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นนักวิชาการ คณบดีได้ใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ได้แก่ การเปิดดำเนินการสอนหลักสูตรบัญชีบัณฑิต การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การจัดประชุม การจัดสัมมนาภายใน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยภายนอกที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันมุมมอง เพื่อจุดประกายความเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร            วัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี หมายถึง สภาพแวดล้อมทางวิชาการที่อาจารย์ในคณะทุกคนมีค่านิยมร่วมกันในการแสวงหาความรู้ใหม่ด้วยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้อย่างมีมาตรฐานแม้ทุกวันนี้จะเป็นภารกิจตามตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาและเป้าหมายประเด็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่คณบดีพยายามที่จะทำให้เป็น “วิถีปฏิบัติทางวิชาการ” ที่ฝังอยู่ในระบบงาน โครงสร้างสนับสนุน และทัศนคติของอาจารย์และนักศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังต่อไปนี้1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ สรุปขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาโจทย์/กติกา และสรุป “สารหลัก” ของงานให้ชัดเจน วางแผนการเล่าเรื่อง (ภาพเดี่ยว/ชุดภาพ) ออกแบบโทน และเตรียมการถ่ายทำ ลงมือผลิตภาพ เก็บตัวเลือกให้เพียงพอ แล้วคัดเลือกเป็นรอบ ๆ ตามเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ปรับแต่งให้เกิดเอกภาพของผลงาน และจัดทำไฟล์/เอกสารประกอบให้ตรงข้อกำหนด ตรวจสอบด้วย checklist ก่อนส่ง เก็บหลักฐานการส่ง ติดตามผล และสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนารอบถัดไป พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการงานสร้างสรรค์เข้ากับรายวิชา “ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์” เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลในงานประจำ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ผู้อื่น ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)แนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ได้แก่– กลยุทธ์ที่ทำให้การวิจัยเกิดความสำเร็จ ของศ.นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ (2557)– ริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ ของ ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม อ.ไพฑูรญ์ กอบกาญจนพฤฒิ (2558) – การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยเครื่องมือทางสังคม ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ (2558) -การวิจัยเรื่องกระบวนทัศน์การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในระยะเริ่มต้น ของ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม (2559) ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ -ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ของ รศ.ดร.อาภรณ์ ดีงาน (2564) -การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ของรศ.นันทชัย ทองแป้น (2565)-การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ของผศ.ดร. ราชศักดิ์ สมยานนทนากูล (2566) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)ผศ. ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ คณะบัญชี รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้            ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัว คณบดี คณะบัญชี คือการเรียนรู้พฤติกรรมอาจารย์แต่ละท่าน ที่สะท้อนถึงทัศนคติการวิจัย เพื่อประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทาย และโอกาส ของคณะในการผลิตผลงานวิจัยจากการเปิดหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตในปี 2548 ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะ ด้วยเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้นยังไม่เข้มเหมือนในปัจจุบัน จึงเอื้อให้สามารถแต่งตั้งอาจารย์ประจำคณะเป็นที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระให้กับนักศึกษาได้ โดยคณบดีเป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องคุณภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยของนักศึกษา นอกจากนี้คณบดีได้ร่วมสร้างเครือข่ายวิจัยทางบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ธุรกิจบัณฑิต และอีกหลายแห่ง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัยทางบัญชีระหว่างคณาจารย์ต่างสถาบัน มีการจัดอบรมวิธีการทางสถิติ และการผลักดันผลงานวิจัยของนักศึกษาในหลักสูตรให้ได้รับรางวัล ความสำเร็จที่นำมาซึ่งความมั่นใจในการสร้างบรรยากาศทางวิชาการในคณะ ครั้งแรก คือผลงานนักศึกษาได้รับรางวัลดีเด่น จากการประชุมวิชาการระดับชาติ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี 2553 หลังเปิดดำเนินการสอน 6 ปี และต่อมารางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 2 ครั้งในปี 2555 และปี 2566 นอกเหนืองานรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 3 ปืซ้อนจากมหาวิทยาลัยรังสิต บทเรียนจากการบริหารหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ทำให้คณบดีเห็นถึงความสำคัญของการสร้างค่านิยมร่วมการทำวิจัย โดยเริ่มที่การส่งเสริมสนับสนุนให้อาจารย์ใหม่และอาจารย์เก่า สร้างทีมวิจัย สร้างระบบพี่เลี้ยง และส่งเสริมอาจารย์ใหม่ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก            สำหรับความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ ได้ส่งผลดีอย่างมากต่อคณะบัญชี เป็นพลังบวกที่ส่งมายังคณะเมื่อเห็นความสำเร็จของคณะต่างๆ ผ่านเวทีการมอบรางวัลดีเด่นแนวปฏิบัติที่ดี จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน คณบดีได้ใช้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการวิจัย ซึ่งถือเป็นบทเรียนการพัฒนาคุณภาพผลงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายวิจัย เทคนิคการทำให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ การริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ การใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการวิจัยพัฒนาชุมชน และโดยเฉพาะการสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนางานวิจัยที่ดี กล่าวคือ ต้องมีเป้าหมายและองค์ประกอบของปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ แผนยุทธ์ศาสตร์ กำลังคน อุปกรณ์และเครื่องมือ และเงินทุนสนับสนุน ระบบการให้รางวัล โดยคณบดีต้องสร้างการมีร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม            กล่าวได้ว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ใช้เวลาร่วม 18 ปี ในการทำให้สภาพแวดล้อมทางวิชาการคณะบัญชีก่อเกิดค่านิยมร่วมในการวิจัย จากการทำความเข้าใจพฤติกรรมบุคลากรสายสอน การสื่อสารทำความเข้าใจในบทบาทร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการและการวิจัย และการส่งเสริมการเรียนรู้จาก แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัย 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2  KR 2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ  สอดคล้องตามตัวชี้วัด ตัวชี้วัดคุณภาพ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2   รายละเอียดตัวชี้วัด            ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ ให้ได้ในระดับที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการทั้งระดับชาติและสากล ตามประเด็น             ยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี โดยสะท้อนถึงคุณภาพการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของคณะที่พิจารณาจากแนวโน้มคุณภาพที่สูงขึ้นและอยู่ในระดับดีมากอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่โอกาสและความท้าทายการเพิ่มจำนวนการอ้างอิงผลงานวิชาการในอนาคต พิจารณาจากร้อยละของผลรวมค่าถ่วงน้าหนักของบทความและผลงานสร้างสรรค์ต่อจานวนอาจารย์ โดยใช้สูตรคำนวณตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะวิชา เท่ากับผลรวมถ่วงน้าหนักของผลงานวิชาการที่มีค่าถ่วงน้าหนักตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไปหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ ตัวชี้วัดรอง ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 รายละเอียดตัวชี้วัด           จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย เป็นตัวชี้วัดปัจจัยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการผลิตงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่คณะวิชาสามารถแสวงหาทุนวิจัยได้จากแหล่งทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยรังสิต และภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาจากเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายในและภายนอก โดยมีสัญญาการรับเงินทุนวิจัย หรือ เอกสารรับรองการรับเงินทุน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงถึงการได้รับเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุน เทียบกับจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ประจาที่อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อ สูตรคำนวณ เท่ากับ จำนวนเงินทุนวิจัยทั้งหมดที่ได้รับในปีการศึกษาที่ได้รับการประเมินหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ             “การสร้างและการธำรงไว้ซึ่งระดับและแนวโน้มของร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ และจำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัยของคณะบัญชี จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างต่อเนื่องหากอาจารย์ประจำทุกคนไม่มีค่านิยมร่วมในการพัฒนาศักยภาพของคณะ การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชีจึงส่งผลให้การดำเนินงานด้านวิจัยดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ของประเด็นยุทธศาสตร์ ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย พัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมตามบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย” ขั้นตอนการดำเนินงาน1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)            คณะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม กล่าวคือ โดยทางตรง คณะบัญชีโดยคณบดีได้ทำขออนุมัติการสมัครเป็นสมาชิกฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ โดยมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนทางการเงินทำให้คณาจารย์และนักศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการทำวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุน คณะได้รับการสนับสนุนโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติที่เหมาะกับข้อมูลทางการเงิน และการนำพาอาจารย์ไปเรียนรู้การใช้ข้อมูลในระบบฐานะข้อมูล Bloomberg ที่อำนวยการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณในโครงการพัฒนาบุคลากรของคณะ โดยทางอ้อม ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมของมหาวิทยาลัย ผ่านสถาบันวิจัยในการทำผลงานวิจัยและการตีพิมพ์เผยแพร่ ได้แก่ การให้ทุนวิจัย การสนับสนุนค่าใช้จายในการตีพิมพ์เผยแพร่ การให้เงินรางวัลสำหรับการตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต ในการจัดหาฐานข้อมูลผลการวิจัยในอดีต โปรแกรมการตรวจการคัดลอก 3. การลงมือปฏิบัติ              ในระยะแรกของการดำเนินงานคณะบัญชี คณบดีได้ใช้หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตซึ่งเปิดดำเนินการสอนในปี2548 เป็นกลไกการขับเคลื่อนเป้าหมายการผลิตผลงานวิจัยของคณะ ตั้งแต่ปี 2548-2556 โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรด้วยคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้น การเปิดดำเนินการหลักสูตรบัญชีบัณฑิตเป็นโอกาสของการพัฒนาทีมวิจัยของคณะ ด้วยกลไกของการบริหารหลักสูตรได้ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 2 ท่านได้เข้ามาร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ในขณะเดียวกันใช้มาตรการส่งเสริมให้อาจารย์ที่มีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษให้ศึกษาต่อต่างประเทศ โดยขออนุมัติทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกให้อาจารย์ประจำ 2 คนต่อเนื่องกันในระยะ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2558 หลังจากที่คณะบัญชีมีอาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาเอกเพิ่มขึ้น ศักยภาพทางวิชาการของคณะเพิ่มขึ้น จึงได้ดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้1) การวางรากฐานเชิงระบบ เริ่มจากการกำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคล และวางแนวทางส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนา โดยให้บุคลากรวางเป้าหมายพัฒนาตนเองให้ครอบคลุมตัวชี้วัดความสำเร็จแผนยุทธศาสตร์ การส่งเสริมการวิจัยของคณะให้สอดคล้องกับบริบทของวิชาชีพบัญชีและทิศทางการพัฒนาประเทศ ระบุประเด็นวิจัยที่คณะมีศักยภาพและสอดคล้องกับการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยโดยแบ่งเป็น 3 ด้านคือ 1) การวิจัยองค์ความรู้ใหม่ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยง 2) การวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน มุ่งเน้นการวิจัยในชั้นเรียน และ 3) การวิจัยพัฒนาชุมชน ที่มุ่งเน้นการวิจัยสหวิทยาการ ทั้งนี้เพราะการมีทิศทางที่ชัดเจนช่วยให้การพัฒนาศักยภาพไม่กระจัดกระจาย และทำให้การส่งสนับสนุนนั้นตอนต่อไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลดีกับอาจารย์ทำให้เกิดการสั่งสมความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ วิจัย และกิจการต่างประเทศของคณะบัญชี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัย รวมถึงการให้การส่งเสริมการทำวิจัย และการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย ตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ บริการวิชาการ และกิจการพิเศษ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ การเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการ วิจัย การเรียนการสอนให้กับอาจารย์ประจำคณะ จัดอบรมสัมมนา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิจัยระหว่างอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งคณะได้ปรับระบบการประเมินผลการปฎิบัติงานประจำปี ให้สะท้อนถึงการเน้นคุณค่าของผลงานวิจัยอย่างแท้จริง3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อคณาจารย์ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยน้อย และอาจารย์ใหม่ จะได้รับการส่งเสริมการทำวิจัยแบบทีม สร้างโครงการวิจัยร่วมระหว่างอาจารย์ที่มีประสบการณ์กับอาจารย์รุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดทักษะตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การออกแบบระเบียบวิธี การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการเขียนบทความเพื่อการตีพิมพ์ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนผลงานวิจัย แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการเป็นนักวิจัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข            ต้องยอมรับว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ที่ออกมาในช่วงปี 2558 เป็นความ ท้าทายและโอกาสสำคัญ ที่จะทำให้อาจารย์ในคณะเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการมากขึ้น เพราะก่อนหน้าเป็นเกณฑ์ฯ ปี 2548 ซึ่งไม่เน้นคุณลักษณะของอาจารย์ประจำหลักสูตรที่จะต้องมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ยังมีลักษณะการให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้กระบวนการมากกว่าตัวบ่งชี้เชิงคุณภาพ ในช่วง 9 ปี ของการเปิดดำเนินการคณะบัญชี ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากพอสมควรต่อการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยของคณะ คณบดีต้องทำวิจัยทุกปีเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำวิจัย และการตีพิมพ์ สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการทำงานด้านอื่นตามภาระกิจของอาจารย์ หลังจากคณบดีได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายวิจัยทางการบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ทำการส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคณะด้วยการเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และธรรมศาสตร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ การทำวิจัยเชิงพฤติกรรมทางการบัญชี และการวิจัยการเรียนการสอนตามลำดับ กล่าวได้ว่ามาตรการส่งเสริมสนับสนุนในช่วงก่อนหน้าปี 2558 (ช่วงแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2550-2554 และ พ.ศ. 2555-2559) นั้นได้ผลน้อยมาก คณะยังไม่มีทีมวิจัย อาจารย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทำวิจัย และเกิดการกระจุกตัวของอาจารย์ที่ทำผลงานวิจัย แม้จะมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต แต่หลังจากปี 2558 อุปสรรคเหล่านี้เริ่มลดลง แต่ก็เกิดอุปสรรคใหม่ คือ การทำให้อาจารย์ที่ทำวิจัยทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ยังไม่มีผลงานวิจัย ดังนั้นความท้าทายก็เปลี่ยนไปจากเดิม กลายมาเป็นปัญหา “จะทำอย่างไรให้เกิดจุดร่วมทางความคิดในการสร้างผลงานวิจัยของคณะ”            หลังจากปี 2558 มหาวิทยาลัยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย โดยกำหนดเป้าหมายในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ซึ่งจะเป็นทางด้านวิจัย และนวัตกรรม ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้ปัญหาการขับเคลื่อน             เป้าหมายแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี ระยะ 10 ปี ตามระยะเวลาแผนยุทธศาสตร์ฯ พ.ศ.2560 -2564, ต่อด้วย พ.ศ. 2565-2569 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดลง ด้วยปัจจัยเหตุที่สำคัญ ดังนี้ 1. การประชุมคณะที่คณบดีได้ชี้ให้เห็นถึงจุดที่ควรพัฒนาในการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพ เพื่อให้คณาจารย์ได้เห็นว่าเราต้องช่วยกัน เพราะการวิจัยนำมาซึ่งความรู้ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังนักศึกษา ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และใช้ในการขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการ และเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้สังคมหรือผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบศักยภาพของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจะทำให้คณะบัญชี เป็นที่รู้จัก อาจจะส่งผลให้มีนักศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น 2) การใช้ผลการพัฒนาตนเองเป็นรายบุคคล ตามแผนพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลของคณะบัญชีได้ผูกกับเกณฑ์การประเมินผลปฏิบัติงานและการให้ความดีความชอบประจำปี ได้ถูกปรับสัดส่วนค่าถ่วงน้ำหนักคะแนนการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องการผลิตผลงานทางวิชาการ ให้จูงใจมากขึ้นเทียบเท่าคุณภาพการสอน 3) คณาจารย์ในคณะได้ใช้ผลงานทางวิชาการ และผลการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐาน ในการขอดำรงแหน่งทางวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นต่อเนื่องด้วยแนวทางและกลยุทธ์ต่างๆ ที่ดำเนินการ ทำให้ในที่สุดคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต มาถึงจุดยืน ณ ปัจจุบัน ที่อาจารย์ทุกท่าน ยอมรับในความสำคัญจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ และเกิดความคิดร่วมกันต่อการสร้างผลงานวิจัย 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล     ผลลัพธ์จากแนวปฏิบัติที่ดีนี้ ถูกเรียกว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี จะพิจารณาจาก KR และตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา  ซึ่งมีความสอดคล้องกันและนำมาใช้ในการวัดและประเมินผลตามจุดมุ่งหมาย  ดังแสดงในตาราง จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ผลลัพธ์ที่คาดหวังตามจุดมุ่งหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ วิธีการวัดและประเมินความสำเร็จ 1.       ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ   คณาจารย์คณะบัญชี มีศักยภาพการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ 1.1อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน แนวโน้มตัวชี้วัดความสำเร็จของผลลัพธ์ย้อนหลัง 5 ปี อยู่ในระดับดีมาก 2.       เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี ผลงานของคณาจารย์คณะบัญชีส่วนใหญ่ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางด้านวิชาชีพบัญชี ที่อยู่ในฐานข้อมูลวิจัยของไทย และต่างประเทศ ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่จัดอยู่ในสายวิชาชีพบัญชี และอยู่ในฐาน แหล่งตีพิมพ์เผยแพร่จากเอกสารรับรองผลงานวิจัยของอาจารย์ประจำ ย้อนหลัง 5 ปี ของรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 3.       พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี ผลการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาด้านการเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิตแต่ละปี อยู่ในระดับดีมาก ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับหลักสูตร องค์ประกอบที่ 2 และองค์ประกอบที่ 5 แนวโน้มคุณภาพบัณฑิตย้อนหลัง 3 ปีองค์ประกอบที่ 2 แนวโน้มผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ย้อนหลัง 3 ปี องค์ประกอบที่ 5 4.       สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ   การได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากเวทีวิชาการทั้งในระดับประเทศ และสากล จำนวนผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับรางวัล  องค์กรวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ และสากล ที่คณาจารย์คณะบัญชีได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ จำนวนรางวัลที่ได้รับ ย้อนหลัง 3 ปี   รายชื่อองค์กรวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 2565 2566 2567 1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ   1.1 อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 11.80/11 ร้อยละ 107.27         563,568.00/11 = 51,233.00 (บาท/คน) 11.80/11 ร้อยละ 107.27         953,707.50/11 = 86,700.68 (บาท/คน) 18.20/12 ร้อยละ 151.67       953,061.00/12 = 79,421.75 (บาท/คน) 2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี 2.1 ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่จัดอยู่ในสายวิชาชีพบัญชี และอยู่ในฐาน 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 ชิ้น ……………….   ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 5 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 7 ชิ้น 3)      ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 1 ชิ้น ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 9 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 8 ชิ้น 3)      ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 5 ชิ้น ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับหลักสูตร 3.1 องค์ประกอบที่ 2 3.2 องค์ประกอบที่ 5     5.00   5.00     5.00   5.00     5.00   5.00 4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ   4.1จำนวนผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับรางวัล  4.2องค์กรวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ และสากล ที่คณาจารย์คณะบัญชีได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ 1) ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 2) อาจารย์ที่ได้รับเชิงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน   2) ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 3)   มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานSCOPUS จำนวน 1 เรื่อง 4)   อาจารย์ที่ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน 1)   ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 2)   มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานSCOPUS จำนวน 5 เรื่องมากกว่าปีก่อนที่มี เพียง 1 เรื่อง 3)   อาจารย์ที่ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน   การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ ปี 2565 ปี2566 ปี 2567 เป้าหมาย ผลลัพธ์ เป้าหมาย ผลลัพธ์ เป้าหมาย ผลลัพธ์ 1.1อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน ร้อยละ 35       เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25,000 บาทต่อคน ร้อยละ 107.27       51,233.00 (บาท/คน) ร้อยละ 40       เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25,000 บาทต่อคน ร้อยละ 107.27       86,700.68 (บาท/คน) ร้อยละ 45  

การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว Read More »

แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง”

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง” ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ผู้จัดทำมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมคัดเลือกผลงานภาพถ่ายของเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “Soft Power : พลังอำนาจแฝง” ซึ่งเป็นโจทย์ที่เปิดกว้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพให้ “สวย” หรือ “เทคนิคดี” เท่านั้น หากต้องทำให้ภาพสามารถสื่อสารความหมายได้ชัดเจน มีพลังโน้มน้าวด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม/วิถีชีวิต/อัตลักษณ์ และเชื่อมโยงกับกรอบคิดของโจทย์ได้อย่างน่าเชื่อถือ           ช่วงเริ่มต้น ผู้จัดทำพบว่าการทำงานภาพถ่ายเพื่อส่งเข้าคัดเลือกมีอุปสรรคสำคัญที่คล้ายกับประสบการณ์ของคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก คือ โจทย์ใหญ่ตีความได้หลายทาง ทำให้การตัดสินใจ “จะเล่าเรื่องอะไรผ่านภาพ” ไม่ชัดเจนพอ อีกทั้งเมื่อเริ่มผลิตงานจริง ก็เกิดความเสี่ยงที่ภาพจะออกมาดีในเชิงความงาม แต่ยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงสารหรือความหมาย และเมื่อต้องเตรียมส่งผลงาน ยังมีรายละเอียดด้านมาตรฐานไฟล์ เอกสารประกอบ และข้อกำหนดการส่งที่หากจัดการไม่เป็นระบบก็อาจพลาดได้ง่าย           จากความท้าทายดังกล่าว ผู้จัดทำจึงเริ่ม “ถอดบทเรียน” ระหว่างทำงาน และค่อย ๆ สร้างวิธีการเตรียมตัวแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การแปลงโจทย์ให้เป็นประเด็นที่ถ่ายได้จริง การวางคอนเซปต์ให้คุมทิศทางงาน การผลิตและคัดเลือกภาพด้วยมุมมองของกรรมการ ไปจนถึงการเตรียมไฟล์และเอกสารให้ครบถ้วนตามกติกา วิธีการเหล่านี้ทำให้งานสร้างสรรค์ถูกพัฒนาทีละขั้นอย่างมีเหตุผล ไม่หลงทางไปกับความสวยงามเพียงอย่างเดียว และช่วยลดความผิดพลาดระหว่างกระบวนการส่งผลงาน           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผลงานภาพถ่ายของผู้จัดกทำ ได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดง ในกิจกรรมดังกล่าว ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ช่วง 6–8 พฤษภาคม 2568) ซึ่งสะท้อนว่า “กระบวนการเตรียมตัว” มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของงานภาพถ่ายในเวทีภายนอก ไม่ใช่เพียงผลจากความสามารถเชิงเทคนิคเพียงมิติเดียว           ดังนั้น แนวปฏิบัตินี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมขั้นตอนและกลไกสำคัญที่ผู้จัดทำใช้จริง ให้กลายเป็น “แนวทางปฏิบัติที่ดี” ที่ผู้อื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดยมุ่งหวังให้การทำงานสร้างสรรค์ภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด/คัดเลือกเป็นงานที่มีระบบ ตรวจสอบได้ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเผยแพร่หรือจัดแสดงในเวทีที่มีมาตรฐาน เป้าหมายของแนวปฏิบัติ                    กล่าวโดยสรุป แนวปฏิบัตินี้มุ่ง (1) เพิ่มการเตรียมงานก่อนส่งคัดเลือก (2) เพิ่มโอกาสให้ผลงานผ่านการคัดเลือก/ได้รับการจัดแสดง และ (3) ลดความผิดพลาดจากรายละเอียดกติกาและการจัดการไฟล์/เอกสารด้วยการทำงานแบบเป็นระบบ สรุปขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาโจทย์/กติกา และสรุป “สารหลัก” ของงานให้ชัดเจน วางแผนการเล่าเรื่อง (ภาพเดี่ยว/ชุดภาพ) ออกแบบโทน และเตรียมการถ่ายทำ ลงมือผลิตภาพ เก็บตัวเลือกให้เพียงพอ แล้วคัดเลือกเป็นรอบ ๆ ตามเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ปรับแต่งให้เกิดเอกภาพของผลงาน และจัดทำไฟล์/เอกสารประกอบให้ตรงข้อกำหนด ตรวจสอบด้วย checklist ก่อนส่ง เก็บหลักฐานการส่ง ติดตามผล และสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนารอบถัดไป พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการงานสร้างสรรค์เข้ากับรายวิชา “ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์” เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลในงานประจำ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ผู้อื่น ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  งานวิจัยด้วยภาพ: สะท้อนความจริงให้ปรากฏ แนวคิดการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเชิงวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ หัวข้อ ‘Green spirit’ การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ ‘Human Condition : Hope and Survival’ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม สาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์       วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                การบูรณาการ “ความรู้แบบชัดแจ้ง” จากกติกาและมาตรฐานการส่งผลงาน ตลอดจนองค์ความรู้จากคลังระบบการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ภาพถ่ายและกรณีศึกษาเวทีภาพถ่ายระดับนานาชาติ เข้ากับ “ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)” ที่เกิดจากประสบการณ์การตีความธีม การกำหนดแนวคิดและการเล่าเรื่องด้วยภาพ การคัดเลือกผลงานด้วยมุมมองเชิงประเมิน และการพัฒนาความเป็นเอกภาพของงานด้านโทนและการนำเสนอ ส่งผลให้กระบวนการเตรียมและพัฒนาผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งเข้ารับการคัดเลือกมีความเป็นระบบ ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2  KR 2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม ต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด  สอดคล้องตามตัวชี้วัด                     R ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด                KR 2.1.1: สัดส่วนอาจารย์/นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม ต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด เมื่อเชื่อมกับการประกันคุณภาพ สามารถใช้อธิบายร่วมกับ ตัวบ่งชี้ 2.3 ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ซึ่งประเมิน “ผลผลิตทางวิชาการ/งานสร้างสรรค์” ของอาจารย์ในรอบปีการศึกษา โดยพิจารณาจำนวนผลงานหรือผลรวมถ่วงน้ำหนักตามระดับการเผยแพร่ แล้วเทียบกับ “จำนวนอาจารย์ประจำ” เพื่อสะท้อนทั้ง “สัดส่วนอาจารย์ที่มีผลงาน” (ตาม KR 2.1.1) และ “ผลงานเฉลี่ยต่ออาจารย์” (ตามตัวบ่งชี้ 2.3) ในภาพเดียวกัน. ขั้นตอนการดำเนินงาน           เริ่มต้นกระบวนการดำเนินงานด้วยการทำความเข้าใจ “โจทย์” และกรอบแนวคิดของกิจกรรมให้ชัดเจน ผู้จัดทำอ่านรายละเอียดธีมและเงื่อนไขการส่งผลงาน จากนั้นแปลงโจทย์ใหญ่ให้กลายเป็น “ประเด็นย่อยที่ถ่ายได้จริง” โดยสรุปสารหลักของผลงานเป็นข้อความสั้น ๆ หนึ่งประโยค เพื่อใช้เป็นเข็มทิศคุมทิศทางงานตลอดกระบวนการ ขั้นตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่งานจะหลุดธีมหรือเล่าเรื่องกว้างเกินไปจนไม่ชัดเจน           เมื่อได้ประเด็นแล้วจึงเข้าสู่การวางแผนการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ผู้จัดทำกำหนดแนวทางเล่าเรื่องว่าจะนำเสนอแบบภาพเดี่ยวหรือชุดภาพ ออกแบบโทนและบรรยากาศของงาน รวมถึงวางแผนการลงพื้นที่ถ่ายภาพในด้านสถานที่ เวลา แสง องค์ประกอบภาพ และสิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อให้ได้ภาพที่สะท้อนสารตามโจทย์ พร้อมทั้งกำหนดแผนสำรองเพื่อให้มีตัวเลือกเพียงพอในการคัดเลือกภายหลัง           ขั้นต่อมาเป็นการลงมือผลิตภาพและคัดเลือกผลงานเป็นรอบ ๆ ผู้จัดทำถ่ายภาพตามแผนโดยเน้นให้ได้ทั้ง “ภาพหลัก” ที่สื่อสารสารสำคัญ และ “ภาพสนับสนุน” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดองค์ประกอบหรือเล่าเรื่อง เมื่อได้ภาพแล้วจะคัดเลือกด้วยเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง คือความสอดคล้องกับธีม ความชัดของความหมาย และคุณภาพเชิงเทคนิค จากนั้นปรับแต่งภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (โทน แสง สี ความคม) เพื่อให้เกิดเอกภาพของผลงาน ก่อนสรุปเป็นภาพ/ชุดภาพที่พร้อมส่งเข้ารับการคัดเลือก           เมื่อผลงานมีความพร้อมเชิงเนื้อหาและคุณภาพภาพแล้ว ผู้จัดทำจึงดำเนินการเตรียมการส่งผลงานอย่างรอบคอบ โดยจัดทำไฟล์ตามข้อกำหนดของโครงการ (รูปแบบ ชื่อไฟล์ ความละเอียด ขนาดไฟล์ และเอกสารประกอบ) พร้อมเขียนคำอธิบายผลงานในลักษณะที่เชื่อม “สารที่ต้องการสื่อ” เข้ากับธีมอย่างกระชับชัดเจน ก่อนส่งผลงานจะตรวจสอบด้วย checklist เพื่อป้องกันความผิดพลาดเรื่องเอกสารและรูปแบบการส่ง รวมถึงเก็บหลักฐานการส่งและติดตามผลการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ           นอกจากกระบวนการเตรียมผลงานเพื่อส่งคัดเลือกดังกล่าว ผู้จัดทำยังเพิ่มกระบวนการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย “ฝัง” การเรียนรู้ไว้ในงานประจำ ด้วยการร้องขอไปยังฝ่ายจัดตารางสอนเพื่อขอรับผิดชอบรายวิชา ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์ เพื่อยกระดับความรู้และทักษะให้เป็นระบบยิ่งขึ้น และบูรณาการการสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือเกิดวงจรพัฒนาแบบเรียนรู้–ทดลอง–ปรับปรุง–ถ่ายทอด ทำให้แนวปฏิบัตินี้ไม่หยุดอยู่ที่ความสำเร็จเฉพาะครั้ง แต่สามารถต่อยอดเป็นมาตรฐานการทำงานสร้างสรรค์และการแบ่งปันความรู้ในหน่วยงานได้ในระยะยาว ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) 1) งบประมาณ           ค่าเดินทาง/ค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ถ่ายทำ          ค่าพิมพ์ผลงานเพื่อพิจารณา 2) อุปกรณ์           กล้องถ่ายภาพดิจิทัลและเลนส์ที่เหมาะสมกับลักษณะงาน          สมาร์ทโฟน          คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสำหรับคัดเลือกและปรับแต่งภาพ          อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล 3) เครื่องมือ/ซอฟต์แวร์และเอกสารประกอบการทำงาน โปรแกรมจัดการและปรับแต่งภาพ (สำหรับคัดเลือก ปรับสี แสง ความคม และส่งออกไฟล์ตามสเปก)   3. การลงมือปฏิบัติ (1) การดำเนินงานจริงเพื่อทำให้โจทย์เป็นรูปธรรม           ในการปฏิบัติจริง ผู้จัดทำเริ่มจากการ “ล็อกความหมายของโจทย์” ให้ชัดเจนในระดับที่นำไปถ่ายได้ โดยสรุปสารหลักเป็น 1 ประโยคและใช้ประโยคดังกล่าวเป็นเกณฑ์ตัดสินใจตลอดทาง ทุกครั้งที่ได้ภาพเพิ่มจะย้อนกลับไปตรวจว่า “ภาพนี้ช่วยยืนยันสารหลักหรือไม่” หากไม่ชัดเจนจะถูกกันออกจากชุดงาน แม้ภาพจะมีความสวยงามเชิงเทคนิคก็ตาม วิธีนี้ทำให้การทำงานไม่หลุดธีม และช่วยลดการเสียเวลาปรับแต่งภาพที่ไม่ตอบโจทย์ในช่วงท้าย (2) การผลิตภาพแบบสะสมต่อเนื่องและการคัดเลือกจริงเป็นรอบ           ระหว่างการลงมือถ่าย ผู้จัดทำเลือกวิธีสะสมภาพอย่างต่อเนื่องตามบริบทที่สอดคล้องโจทย์ โดยตั้งใจเก็บทั้งภาพหลักและภาพสำรองเพื่อมี “ตัวเลือก” เพียงพอสำหรับการคัดเลือก เมื่อได้ภาพจำนวนหนึ่งแล้วจึงทำการคัดเลือกแบบเป็นรอบ โดยเน้นสามเกณฑ์ที่ใช้จริงคือ (ก) ความสอดคล้องกับธีม (ข) ความชัดของความหมาย (ค) ความพร้อมเชิงเทคนิค พร้อมปรับลำดับ/จัดชุดภาพให้การสื่อสารต่อเนื่องและไม่ขัดกันในเชิงอารมณ์และโทนภาพ (3) การปรับแต่งและการเตรียมส่งตามข้อกำหนด           เมื่อได้ภาพที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ผู้จัดทำมุ่งทำให้ผลงาน “เป็นชุดเดียวกัน” ด้วยการปรับโทน แสง สี และความคมให้คงเส้นคงวา จากนั้นจึงจัดเตรียมไฟล์และเอกสารประกอบตามข้อกำหนดของโครงการอย่างรอบคอบ โดยใช้ checklist ตรวจทานก่อนส่งจริง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดด้านสเปกไฟล์ การตั้งชื่อไฟล์ และความครบถ้วนของเอกสาร ทั้งนี้ได้จัดเก็บหลักฐานการส่งและหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดทำรายงานผล (4) การพัฒนาทักษะผ่านการสอนและการทำงานควบคู่กันตลอดปีการศึกษา           ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้จัดทำได้พัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาถ่ายภาพดิจิทัลตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1 ซึ่งทำให้ต้องเตรียมบทเรียน สืบค้นข้อมูลและตัวอย่าง และฝึกวิเคราะห์/ให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ กระบวนการดังกล่าวช่วยเพิ่มความคมชัดของมุมมองและมาตรฐานการประเมินคุณภาพภาพถ่ายของผู้จัดทำเอง ควบคู่กับการสะสมและพัฒนาภาพถ่ายตามโจทย์ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1 จนถึงภาคการศึกษาที่ 2 จึงสรุปผลงานและส่งเข้ารับการคัดเลือก ทำให้ผลงานมีความพร้อมมากขึ้นทั้งด้านความคิดและทักษะเชิงปฏิบัติ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           ใช้การประเมินผลเชิงประจักษ์จาก “ผลการคัดเลือกโดยคณะกรรมการของโครงการ” เป็นหลัก โดยพิจารณาจากหลักฐานการได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงในนิทรรศการ รวมถึงการตรวจสอบความครบถ้วนของกระบวนการก่อนคัดเลือกภาพส่ง เช่น ความสอดคล้องกับธีม คุณภาพไฟล์ และเอกสารประกอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานผ่านมาตรฐานตามข้อกำหนดของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           ผลงานภาพถ่ายของผู้จัดทำได้รับการคัดเลือกจำนวน 2 ภาพ ได้แก่ “Fairies & Goddesses (นางฟ้า นางสวรรค์)” และ “The Path of Faith (ทางเดินของผู้ศรัทธา)” ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของกระบวนการเตรียมงานตั้งแต่การตีความโจทย์ การผลิตและคัดเลือกภาพ ไปจนถึงการจัดทำไฟล์และเอกสารประกอบให้พร้อมต่อการพิจารณา ภาพที่ 4.1 ผลงานภาพถ่าย “นางฟ้า นางสวรรค์” ภาพที่ 4.2 ผลงานภาพถ่าย “ทางเดินของผู้ศรัทธา” การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           เมื่อเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ (การมีผลงานสร้างสรรค์ได้รับการคัดเลือก/เผยแพร่ในเวทีภายนอก) พบว่าผลลัพธ์ บรรลุตามตัวชี้วัด เนื่องจากผลงานได้รับการคัดเลือกจำนวน 2 ภาพตามรายชื่อผลงานข้างต้น           ทั้งนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนตัวชี้วัดด้านคุณภาพอาจารย์/งานสร้างสรรค์ในรอบปีการศึกษาได้อย่างชัดเจน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การกำหนด “สารหลัก”(Key Message) ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้การผลิตและคัดเลือกภาพยึดโจทย์เป็นศูนย์กลางและไม่หลุดธีม การทำงานเป็นระบบแบบเป็นขั้นตอนและตรวจสอบได้ การพัฒนาคุณภาพผลงานอย่างต่อเนื่องผ่านการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ระหว่างกระบวนการ (ผลิต–ทบทวน–ปรับปรุง) ส่งผลให้ผลงานมีเอกภาพและพร้อมต่อการพิจารณาในเวทีภายนอก การจัดการหลักฐานและข้อมูลประกอบอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถยืนยันผลลัพธ์และนำไปใช้รายงาน/ต่อยอดในรอบถัดไปได้ทันที                                                                                 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                พัฒนากระบวนการตีความโจทย์ให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยกำหนดกรอบการแปลงธีมเป็น “สารหลัก” และ “ประเด็นย่อย” ที่ถ่ายได้จริง เช่น การสรุปสารหลักเป็น 1 ประโยค การระบุคำสำคัญ/สัญลักษณ์/บริบทที่สะท้อนธีม และการกำหนดเกณฑ์ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างแนวคิด–ภาพ–คำอธิบายผลงาน เพื่อให้การผลิตและคัดเลือกภาพยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานสื่อสารตรงประเด็นตามที่คณะกรรมการพิจารณา                จากนั้นใช้การทบทวนงานแบบเป็นรอบ (critique) ตั้งแต่รอบแนวคิด รอบคัดเลือกภาพ ไปจนถึงรอบความพร้อมของไฟล์และเอกสาร เพื่อทำให้ผลงานก้าวจาก “ภาพที่สวย” ไปสู่ “ภาพที่สื่อสารชัดและตรงโจทย์” มากขึ้น                ในด้านการดำเนินงานเชิงเวลา ควรวางแผนการผลิตภาพระยะยาวตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา โดยจัดช่วงเวลาให้มีการสะสมภาพ ทดลองแนวคิด และปรับปรุงผลงานอย่างต่อเนื่องก่อนถึงกำหนดส่งจริง วิธีการนี้ช่วยลดความเร่งรีบช่วงท้าย ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและความผิดพลาดตามข้อกำหนด และเปิดโอกาสให้ผู้จัดทำมีเวลาทบทวนงานด้วยมุมมองที่รอบคอบมากขึ้น ส่งผลให้ผลงานมีความพร้อมและมีมาตรฐานสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก.  แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้ขยายผลได้ในวงกว้าง ควรกำหนดให้การส่งผลงานสร้างสรรค์เป็น “กระบวนการทำงานมาตรฐาน” ของหน่วยงาน โดยกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องมีร่วมกันทุกครั้ง เช่น สารหลักของผลงาน (สรุป 1 ประโยค) คำอธิบายผลงานที่เชื่อมโยงโจทย์อย่างชัดเจน ไฟล์ภาพตามข้อกำหนด และหลักฐานการส่ง/ผลการคัดเลือกที่ตรวจสอบได้ จากนั้นให้จัดทำ “ชุดตัวอย่างมาตรฐาน” (ตัวอย่างผลงานที่ผ่านการคัดเลือกพร้อมสรุปแนวคิดและจุดที่ปรับก่อนส่ง) และ “สรุปบทเรียนหลังส่งงาน” แบบสั้นเป็นรายครั้ง เพื่อสะสมเป็นองค์ความรู้ร่วมของหน่วยงาน วิธีการนี้ช่วยให้ผู้ที่เริ่มทำครั้งแรกมีต้นแบบในการทำงาน ลดการลองผิดลองถูก ทำให้การเตรียมผลงานมีทิศทางเดียวกัน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและรายงานผลได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละปีการศึกษา 6. ข้อมูลประกอบ เอกสาร/ความรู้จากคลัง KM ที่ใช้อ้างอิง งานวิจัยด้วยภาพ: สะท้อนความจริงให้ปรากฏ: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2015_04_16_103213.docx แนวคิดการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเชิงวัฒนธรรม: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2020_06_18_093852.pdf การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ หัวข้อ “Green spirit”: https://lc.rsu.ac.th/km/knowledgebase/form/detail/791 4. การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ “Human Condition : Hope and Survival”: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2022_09_14_100411.pdf เอกสารโครงการ/สูจิบัตรนิทรรศการ/ประกาศที่เกี่ยวข้อง สูจิบัตรนิทรรศการภาพถ่าย ประจำปีการศึกษา 2568 https://bit.ly/photo-exhibition-2568 เอกสารเชิญเข้าร่วมกิจกรรม รายละเอียดโครงการและรายละเอียดกติกาการส่งผลงาน https://bit.ly/4kB5D5N

แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง” Read More »

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 และ KR 2.5.1 การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ของอาจารย์รุ่นใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธีระพงค์ สีสมุทร์ คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การทำวิจัยในอาจารย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากอาจารย์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะต้องมุ่งการทำงานในส่วนของการสอนที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมสมบูรณ์เพื่อทำการสอนนักศึกษา ทำให้อาจารย์บางท่านไม่สามารถจัดสรรเวลาในการทำวิจัยได้ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าบรรจุทำงานในมหาวิทยาลัยในบางคณะ อาจจะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยที่เพียงพอทำให้ไม่สามารถเริ่มทำงานวิจัยได้ ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่บางคนไม่สามารถผลิตผลงานวิจัยได้ในช่วงแรกของการเริ่มเข้าทำงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่นำมาใช้คือ แนวปฏิบัติจากคลังความรู้ KM Rangsit University ประจำปี 2562 โดย ดร.สุรชัย กาญจนาคม เรื่อง เทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติ ที่ได้กล่าวถึงเทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติให้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงเทคนิคการมี citation สูง ๆ ในผลงานวิจัยของเรา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ การทำวิจัยหลังจากการได้รับบรรจุเป็นบุคลากร ต้องมีการแบ่งเวลาในการทำวิจัยดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย ต้องมีความสอดคล้องกับความถนัด ทุนวิจัยและวัสดุอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน จนถึงขั้นการตีพิมพ์ว่างานวิจัยฉบับนี้ต้องได้รับการตีพิมพ์ในช่วงเวลาไหน การทำวิจัยภาคสนามต้องจัดตารางสอนให้มีช่วงเวลาที่จะสามารถออกสารวจและเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตได้อย่างน้อยภาคการศึกษาละ 14-21 วัน การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลที่ต้องใช้ห้องทดลอง มีการวางแผนก่อนทำการทดลองทุกครั้งเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับช่วงเวลาในการสอน เมื่อได้ผลการทดลองแล้ว ทำการเลือกวารสารที่ต้องการจะตีพิมพ์ ต้องเป็นวารสารที่มีคุณภาพซึ่งอยู่ในฐาน SCOPUS จากนั้นทาการเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะต้องมีการนัดประชุมกันทุกคนโดยใช้รูปแบบออนไลน์สาหรับผู้ร่วมวิจัยต่างสถาบันและนักวิจัยต่างประเทศ โดยจะนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้ว ทำการ submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่าเสมอ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของ editor และ reviewer โดยต้องทำให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กาหนดเพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกาหนดเวลาที่วางไว้ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ตั้งแต่เริ่มเข้าทางานในตาแหน่งอาจารย์สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ในเดือนธันวาคม 2565 ในระยะเวลา 2 ปีอาจารย์ ดร. ธีระพงค์ สีสมุทร์ มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ ที่อยู่ในฐาน SCOPUS โดยมีทั้งหมด 6 เรื่องดังนี้ (ไฟล์ที่แนบมา) Seesamut, T., Chanabun, R., Likhitrakarn, N., Siriwut, W., Srisonchai, R., Pholyotha, A.,Sutcharit, C. & Jeratthitikul, E. (2023). First Record of a Cavernous Land Leech3 Sinospelaeobdella cavatuses (Hirudinda: Haemadipsidae) from Thailand. TropicalNatural History, 7, 213-220. Chanabun, R., Aoonkum, A., Seesamut, T., Bantaowong, U. & Panha, S. (2023). Four newterrestrial earthworm species from the northeast Thailand (Oligochaeta, Megascolecidae). ZooKeys, 1176, 195-219.https://doi.org/10.3897/zookeys.1176.106517 Pholyotha, A., Panha, S., Sutcharit, C., Jirapatrasilp, P., Seesamut, T., Liew, T. & Tongkerd, P. (2023). Molecular phylogeny of the land snail family Euconulidae in Thailand and its position in the superfamily Trochomorphoidea (Stylommatophora:  imacoidei),with description of a new  genus. Invertebrate Systematics, 37, 571-605. Seesamut, T., Oba, Y., Jirapatrasilp, P. et al. (2024). Global species delimitation of the cosmopolitan marine littoral earthworm Pontodrilus litoralis (Grube, 1855). Scientific Reports, 14, 1753. https://doi.org/10.1038/s41598-024-52252-8 Tongkerd, P., Lwin, N., Páll-Gergely, B., Chanabun, R., Pholyotha, A., Prasankok, P.,Seesamut, T., Siriwut, W., Srisonchai, R., Sutcharit, C. & Panha, S. (2024). Contributions of a small collection of terrestrial microsnails (Pupilloidea,Hypselostomatidae) from Myanmar with description of three new species. ZooKeys,1195, 157-197. https://doi.org/10.3897/zookeys.1195.112112 Likhitrakarn, N., Jeratthitikul, E., Sapparojpattana, P., Siriwut, W., Srisonchai, R., Jirapatrasilp,P., Seesamut, T., Poolprasert, P., Panha, S., & Sutcharit, C. (2024). Six new species ofthe pill millipede genus Hyleoglomeris Verhoeff, 1910 (Diplopoda, Glomerida,Glomeridae) in Thailand revealed by dna-barcoding. Contributions to Zoology, 93(4),289-323. https://doi.org/10.1163/18759866-bja10062 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดาเนินการ การนาเสนอประสบการณ์การนาไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          ได้ความรู้ในการวางแผนช่วงเวลาในการทำวิจัย ทาให้สามารถทางานวิจัยคู่ขนานไปกับการสอนในภาคปกติได้ กระบวนการทำวิจัยสาหรับอาจารย์ที่บรรจุเข้าทางานใหม่มีดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน โดยสามารถทำคู่ขนานไปกับการสอนในช่วงเวลาปกติได้ การทำวิจัยภาคสนามต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อจัดการตารางสอนของตนเองในอนาคต การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลสามารถทำการศึกษาในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นหลังจากการสอนได้ การเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะสามารถนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้วและไม่รบกวนเวลาสอนของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นที่เป็นผู้ร่วมวิจัย submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกำหนดเวลาที่วางไว้   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การมี contribution ร่วมกับอาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ทำงานวิจัยในกลุ่มเดียวกัน มีความสาคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากมีผลต่อการนำมาอ้างอิงร่วมกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการวิจัย แนวคิด ทำให้งานวิจัยเรามีคุณภาพมากขึ้น สามารถตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor สูงๆได้ เอกสารแนบ

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่ Read More »

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.1.4 และ KR 2.4.3/1 สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล ผู้จัดทำโครงการ​ ทพญ.กาญจนา สิงขโรทัย และ ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปากที่ต้องมีการปฏิบัติในคนไข้ ซึ่งขบวนการรักษาทางศัลยกรรมในคนไข้ครั้งแรกๆของนักศึกษาจะมีความตื่นเต้น, ความกังวล รวมถึงความแตกต่างของคนไข้ที่ทำให้การรักษานั้นยากมากขึ้น และมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น ทำให้ อ.ทพญ. กาญจนา สิงขโรทัย และ อ.ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล อาจารย์ประจำในสาขาศัลยศาสตร์ช่องปาก ได้สังเกตเห็นถึงปัญหา และวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์เองก็มีเรื่องของงานนวัตกรรมที่อยู่ในขบวนการการเรียนการสอนอยู่ด้วยจึงได้นึกถึงงานนวัตกรรมในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในการเรียนการสอนในการฝึกปฏิบัติก่อนทำการรักษาในคนไข้จริงให้ใกล้เคียงคนไข้จริงมาที่สุด และเมื่อต้องทำงานแล้วงานที่ได้ควรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไปจึงได้ตั้งเป้าในการส่งประกวดร่วมด้วย จึงได้เริ่มงานนวัตกรรมจากได้เริ่มจากสังเกตุในการฝึกปฏิบัติของคนไข้ที่ทำอยู่เกี่ยวกับการเย็บแผ่นหนังซึ่งเวลาฝึกจะไม่สามารถเลียนแบบท่าเข้าเย็บเหมือนในช่องปากที่มีฟันเป็นอุปสรรค และมีช่องปากในการเข้าทำที่ยากกว่าการทำบนแผ่นหนัง และเมื่อใช้แล้วแผ่นหนังจะเป็นรูซึ่งทำให้การเย็บซ้ำจะมีร่องรอยไม่สามารถใช้ได้เหมือนครั้งแรก   จึงนำไปสู่ประเด็นของการสร้างนวัตกรรม โดยนำปัญหานี้มาพูดคุยกับนักศึกษาที่เป็นผู้ใช้จริงเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหานี้ เป็นการให้โอกาสในการคิดและเสนอแนวทางการคิดและในการตั้งกำหนดเป้าหมายในการทำงานชัดเจนทำให้นักศึกษาสามารถร่วมกันสร้างนวัตกรรม และร่วมกันแก้ปัญหาจนสามารถผลิตนวัตกรรมที่ใช้ฝึกเย็บที่สามารถใช้ใน model คนไข้เสมือนจริงที่มีใช้อยู่แล้วในคลินิกทันตกรรมและสามารถใช้วัสดุ silicone sheet ที่สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด ใช้ง่าย และสามารถเปลี่ยนเพื่อใช้ใหม่ได้ คุณสมบัติคล้ายเหงือกมากกว่าแผ่นหนัง และราคาประหยัด เมื่อสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีราคาประหยัดจึงทำให้สามารถประกวดในงานนวัตกรรมของวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์และได้รางวัลที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ส่งประกวด ในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ และได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยรังสิต ในปีถัดมา ในวิธีคิดและการวางแผนการในการทำงานที่ทำด้วยใจ มีความสนุกและมีเป้าหมายที่ชัดเจนกับงานและมีงานต่อยอด ในการประดิษฐ์ model เพื่อใช้ถอนฟัน ซึ่งก็ทำให้ได้รางวับรองชนะเลิศในการประกวดงานนวัตกรรมในวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนจะสามารถนำทางไปสู่ความสำเร็จได้ตรงเป้าและถึงเป้าได้ไม่มากก็น้อย งานที่สร้างจากปัญหาและอุปสรรค ร่วมกับมีการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรคและไม่ปิดกั้น รวมทั้งมีการเพิ่มกำลังใจเชิงบวกจะทำไห้เกิดผลลัพธ์ที่น่าจดจำและมีคุณค่าแท้จริง การเลือกงานที่เรามีความชอบหรือสนใจจะทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้เป็นอย่างดี การเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองเป็นหลักพื้นฐานในการทำให้งานประสบความสำเร็จได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ วิธีการดำเนินการ           เริ่มจากการพูดคุยกับนักศึกษาโดยอธิบายถึงเป้าหมายในการทำงานในมุมทีต้องการแก้ปัญหาในการเรียนการสอนทางปฏิบัติและเริ่มต้นจากการระดมปัญหาและเลือกปัญหาที่คิดเลือก หลังจากนั้นก็ทำการร่วมกันคิดต่อโดยตั้งเป้าในมุมมองของการตอบโจทย์ในการสร้างด้วยวิธีที่ทำได้เองจากสิ่งที่หาได้ ราคาไม่แพง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งก็มองเห็นปัญหานั้นเช่นกันคือ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่ใช้อยู่เดิม จะทำจากแผ่นหนังสัตว์ ที่เมื่อถูกเข็มแทงจะเกิดรูทันที ใช้ฝึกปฏิบัติไปไม่นาน แผ่นหนังดังกล่าวก็จะเกิดรูพรุนอย่างมาก จนไม่สามารถใช้งานได้ต่อ นอกจากนี้ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองดังกล่าวก็ไม่เหมือนกับกายภาพในช่องปากจริง ทำให้นักศึกษาขาดการฝึกทักษะการเข้าเย็บแผลในช่องปาก และขาดการฝึกวางท่าทางตนเองให้เหมาะสมกับการให้การรักษาในช่องปากคนไข้ไป  เมื่อทุกคนในโครงการทราบถึงปัญหาและเข้าใจในจุดที่ต้องการแก้ไข อาจารย์จึงได้กำหนดเป้าหมายของนวัตกรรมไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องการผลิตอุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่มีความทนทานต่อการใช้งาน ไม่เกิดรูพรุนง่ายหรือง่ายต่อการฉีกขาด ให้สัมผัสขณะฝึกเย็บที่เสมือนจริง และอยู่บนลักษณะทางกายภาพเสมือนกับช่องปากเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถฝึกการเข้าทำงานในช่องปากได้เป็นอย่างดี                                                                                    หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว ก็ให้คำแนะนำและกระตุ้นให้เกิดกระบวนความคิดในเชิงบวก ร่วมกับการติดตามผลความคืบหน้าเป็นระยะต่อเนื่อง โดยเมื่อผู้ร่วมโครงการเจออุปสรรค อาจารย์ก็จะให้คำชี้แนะที่มาจากประสบการณ์การทำงานของอาจารย์โดยตรง เกิดเป็นผลลัพธ์ คือ การใช้แผ่นซิลิโคนขนาดบาง ทดแทนแผ่นหนัง  ซึ่งแผ่นซิลิโคนนั้นมีความทนทานมากกว่าแผ่นหนัง หาได้ง่าย ราคาถูก และสามารถนำมายึดบนแบบจำลองขากรรไกรที่สามารถใช้ติดกับหัวหุ่นจำลองได้ เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถเย็บแผลใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด คือ เย็บแผลในช่องปากคนไข้  2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                หลังจากการจัดทำอุปกรณ์เย็บแผลจำลองรูปแบบใหม่ที่ตรงตามเป้าหมายสำเร็จ  อาจารย์และผู้ร่วมโครงการก็ได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาตรวจสอบ และทดลองฝึกปฏิบัติจริง จึงได้พบกับปัญหาแรก คือ แผ่นซิลิโคนที่หนาเกินไป ทำให้สัมผัสของการฝึกเย็บแผลไม่เหมือนจริง ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้ลงมือแก้ปัญหาด้วยการเลือกใช้แผ่นซิลิโคนที่บางลง ปัญหาที่สอง คือ การยึดแผ่นซิลิโคนกับแบบจำลองขากรรไกรที่ต้องสามารถเปลี่ยนเข้าออกได้นั้น ทำได้ยาก เนื่องจากบริเวณพื้นผิวที่จะยึดแผ่นซิลโคนมีความโค้งนูน และเป็น 3 มิติ ทั้งยังต้องเป็นการยึดที่แน่นและอยู่ได้นาน ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้เลือกการยึดแผ่นซิลิโคนด้วยน๊อต ซึ่งจะทำให้เกิดการยึดที่แน่น ทนต่อแรงดีงของเข็มเย็บ และหากแผ่นซิลิโคนเริ่มชำรุดฉีกขาด ก็สามารถไขน๊อตเปลี่ยนแผ่นซิลิโคนได้อย่างง่ายดาย  โดยตลอดการแก้ไขและพัฒนานั้น อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจในมุมมองและข้อจำกัดด้านความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมโครงการอย่างแท้จริง จึงสามารถให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือ และกำลังใจ โดยมุ่งหวังในเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีความตั้งใจไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ และพยายามร่วมกันหาทางแก้ไขจนพบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้นอกเหนือจากนวัตกรรมชิ้นใหม่ ก็คือ การที่ผู้ร่วมโครงการได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ควบคุม วางแผน แก้ปัญหา จนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จ  3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK                หลังจากการนำเสนอผลงานนวัตกรรม และได้รับความเห็นว่าเป็นผลงานที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ และได้รางวัลชนะเลิศในระดับวิทยาลัยแล้ว อาจารย์กาญจนา อาจารย์ฐิติพร และผู้ร่วมโครงการ ก็ได้ใช้ผลงานไปนำเสนอในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ ซึ่งนับเป็นการยอมรับในระดับประเทศ  นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตรในตัวผลงาน และในขั้นตอนวิธีการผลิตผลงานด้วย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การกำหนดเป้าหมายแรกเริ่มที่สูงจะทำให้ผลงานตอนสุดท้ายออกมามีคุณภาพที่ดีและเป็นประโยชน์มากที่สุด การเลือกแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่ใกล้ตัวและน่าสนใจ เราจะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องการแก้ไข และทางแก้ไขได้ง่ายเนื่องจากเป็นประสบการณ์จริงของตนเองซึ่งเรามักจะมีต้นทุนความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่ นอกจากนั้น ปัญหาเหล่านั้นมักจะเห็นเป็นประจักษ์ในสายตาของผู้ร่วมโครงการเช่นกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจน ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการก้าวต่อไปของโครงการอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาตนเอง และเชื่อในศักยภาพของตนเองก่อนที่จะมองหาทางแก้ไขที่รวดเร็วจากบุคคลอื่น ยังคงเป็นหลักพื้นฐานสำคัญในถนนสู่ความสำเร็จ

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล Read More »

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.กัญจนพร โตชัยกุล คณะรังสีเทคนิค หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ หลักการและเหตุผล                คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและความเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ผสานการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางวิชาการ จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิจัยของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงยกระดับคุณภาพผลงานวิชาการสู่ระดับสากล การจัดทำรายงานการจัดการความรู้ในหัวข้อ “นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1” จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบูรณาการด้านการเรียนการสอนและการวิจัยให้สามารถผลิตผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ความสำคัญ                นวัตกรรมการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากร การบูรณาการกระบวนการเรียนรู้เข้ากับการวิจัยช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงสามารถพัฒนาทักษะวิชาชีพและวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การเผยแพร่ผลงานในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 ไม่เพียงแค่ยกระดับชื่อเสียงของคณะและมหาวิทยาลัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสถาบันการศึกษาในระดับสากล ทั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการสร้างความเป็นเลิศด้านวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นปัญหา                แม้ว่าคณะรังสีเทคนิคจะมีการพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ เช่น การขาดการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างการเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจและทักษะของนักศึกษา ข้อจำกัดในด้านทรัพยากรที่ทันสมัยและการสนับสนุนข้อมูลสำหรับการวิจัย รวมถึงความท้าทายในการผลิตผลงานที่สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับ Scopus Q1 Tier 1 นอกจากนี้ อุปสรรคในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยของคณะให้ก้าวไกลในระดับสากล ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              จากประสบการณ์ในปี 2565 ที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตได้ถอดแบบความรู้ในแนวทางการเขียนบทความวิชาการในรูปแบบ Review Article พบว่าบทความวิชาการประเภทนี้มีศักยภาพสำคัญในการเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้ในเชิงวิชาการ โดยเฉพาะการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ บทความ Review Article ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสถาบันและนักวิจัย ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัยให้สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับสูง เช่น Scopus Q1 Tier 1                ในปี 2566 คณะได้มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและการวิจัยเข้าสู่บริบทของชุมชน โดยการนำนวัตกรรมที่ได้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน การพัฒนาระบบการคัดกรอง และการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการวิจัยกับการเรียนการสอนในรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาจริงของสังคมและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม                ด้วยฐานความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมานี้ แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการยกระดับคุณภาพงานวิจัย โดยการนำแนวทางที่เป็นนวัตกรรม เช่น การใช้ E-book ที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน สื่อ E-book ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับนักศึกษารังสีเทคนิค โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดทางวิชาการ พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ทางคลินิก                การพัฒนาสื่อ E-book นี้ยังสอดคล้องกับจริยธรรมทางการศึกษาและมาตรฐานระดับสากล โดยใช้กระบวนการตรวจสอบที่รอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าสื่อการเรียนการสอนมีความถูกต้อง มีคุณภาพ และเหมาะสมต่อการใช้งาน การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Q1 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำคุณภาพของงานวิจัยและเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล                สำหรับประโยชน์ต่อนักศึกษารังสีเทคนิค การใช้ E-book ช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และความเข้าใจในเชิงลึก ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านการจำลองสถานการณ์จริง ทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีในภาคปฏิบัติ นอกจากนี้ สื่อการเรียนรู้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถทบทวนและศึกษาซ้ำได้ทุกเวลา ด้านอาจารย์ สื่อ E-book ช่วยส่งเสริมการสอนในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของการบรรยายเนื้อหา และช่วยให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติและการวิเคราะห์เชิงลึกกับนักศึกษาได้มากยิ่งขึ้น                แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษาและอาจารย์ แต่ยังส่งผลต่อความสามารถในการผลิตงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานและศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในระดับโลก ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด คณะรังสีเทคนิค วิธีการดำเนินการ การพัฒนาและนำ E-book ที่ออกแบบเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ จะดำเนินการผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้: การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของนักศึกษารังสีเทคนิคในด้านความรู้และทักษะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ศึกษาแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม รวมถึงมาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรมการศึกษาระดับสากล การออกแบบและพัฒนาสื่อ E-book รวบรวมเนื้อหาวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการทำงานของเครื่องแมมโมแกรม วิธีการควบคุมคุณภาพ และตัวอย่างสถานการณ์จริง ออกแบบ E-book ในรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้งานง่าย และส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การใช้ภาพประกอบ วิดีโอสาธิต และแบบฝึกหัดเชิงโต้ตอบ เพิ่มฟีเจอร์ที่สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น คำถามทบทวน หรือส่วนประเมินผลตนเอง การทดลองใช้สื่อ E-book จัดทำกลุ่มทดลอง (Experimental Group) และกลุ่มควบคุม (Control Group) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ จัดการฝึกอบรมให้นักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book ให้กลุ่มทดลองใช้งาน E-book ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม การเก็บข้อมูลและประเมินผล ประเมินผลความรู้และทักษะของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้งาน E-book ด้วยแบบทดสอบ Pre-test และ Post-test เก็บข้อมูลความคิดเห็นของนักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book เพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ การปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม ปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบของ E-book ตามข้อมูลผลการประเมิน เสริมฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ การเผยแพร่และส่งเสริมการใช้งาน เผยแพร่ E-book ผ่านช่องทางออนไลน์หรือระบบการเรียนรู้ของคณะ จัดการอบรมเพิ่มเติมสำหรับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถนำ E-book ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การตีพิมพ์ผลงานวิจัย สรุปผลการดำเนินโครงการและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้ จัดทำบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 โดยเน้นความสำคัญของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กระบวนการทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของนักศึกษารังสีเทคนิค ตลอดจนส่งเสริมการเรียนการสอนเชิงวิจัยให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำ E-book ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ ไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน พบว่ามีนักศึกษารังสีเทคนิคที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจและทักษะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) นักศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า E-book ช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการควบคุมคุณภาพและการแก้ไขปัญหาเครื่องแมมโมแกรมในสถานการณ์จริง ในด้านอาจารย์ E-book ช่วยลดเวลาในการสอนแบบบรรยายและเพิ่มโอกาสให้อาจารย์ได้เน้นการฝึกปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การพัฒนาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ E-book ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโครงการและสะท้อนถึงศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในการสร้างสรรค์งานวิชาการระดับสากล  การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง E-book ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม โดยเริ่มจากการฝึกอบรมอาจารย์และนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานสื่อ จากนั้นจึงนำ E-book ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการและการศึกษาด้วยตนเอง นักศึกษาสามารถใช้งาน E-book ผ่านระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยได้ทุกเวลา ทำให้สะดวกต่อการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหา E-book ยังได้รับการเผยแพร่ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การพัฒนาสื่อที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะการออกแบบ E-book ที่สอดคล้องกับการเรียนการสอนเฉพาะทาง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเนื้อหาให้ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีนักศึกษาและอาจารย์บางส่วนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์หรือระบบออนไลน์ที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ E-book เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร หรือการขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม การประเมินผลและปรับปรุงแม้ว่าผลลัพธ์จากการใช้งาน E-book จะเป็นที่น่าพอใจ แต่การวัดผลในเชิงลึก เช่น ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ยังต้องการการติดตามและวิเคราะห์เพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอาจารย์บางส่วนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สื่อดิจิทัลในการสอน จึงต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ E-book ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนา E-book และกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการการตรวจสอบผลการดำเนินการของโครงการนี้ดำเนินการผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เพื่อตรวจวัดระดับความรู้และทักษะของนักศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากนักศึกษาและอาจารย์ผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ E-book และความพึงพอใจในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ประสบการณ์ในการนำ E-book ไปใช้แสดงให้เห็นถึงความสะดวกและความยืดหยุ่นของสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นอิสระ และใช้ E-book ในการทบทวนความรู้ก่อนการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ การออกแบบที่เน้นการใช้งานง่ายและมีส่วนโต้ตอบ เช่น คำถามและคำอธิบายแบบมัลติมีเดีย ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและกระตุ้นความสนใจของนักศึกษา ในมุมมองของอาจารย์ E-book ช่วยลดภาระในการอธิบายเนื้อหาเบื้องต้น ทำให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการสอนเชิงปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้อาจารย์สามารถปรับปรุงเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่องตามความคิดเห็นของผู้ใช้งาน สรุปและอภิปรายผลผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่า E-book ที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้และทักษะของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและเพิ่มความสนใจในการเรียนการสอนเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม อย่างไรก็ตาม อุปสรรคบางประการ เช่น ความไม่คุ้นเคยกับการใช้งานสื่อดิจิทัล และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ได้ถูกระบุและนำมาวางแผนปรับปรุงในระยะต่อไป บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการนี้ ได้ค้นพบว่า: E-book ที่ออกแบบเฉพาะทาง สามารถเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิดและทักษะเชิงปฏิบัติของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สื่อดิจิทัลช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์นักศึกษาที่มีพื้นฐานและความต้องการหลากหลาย การบูรณาการการเรียนการสอนเชิงวิจัยผ่านสื่อดิจิทัลช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาและเพิ่มคุณภาพงานวิจัย ประสบการณ์จากโครงการนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และสร้างแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทสรุปของโครงการนี้ ยืนยันถึงศักยภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล เช่น วารสาร Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะของนักศึกษา รวมถึงยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนในสาขารังสีเทคนิค. ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม ขยายการพัฒนา E-book ไปยังหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดอื่น หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ในสาขารังสีเทคนิค เพิ่มความหลากหลายในเนื้อหา เช่น การใช้เทคโนโลยี AR/VR ในการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ การสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี จัดหาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และการเข้าถึงสำหรับนักศึกษา พัฒนาระบบออนไลน์ที่เสถียรและรองรับการใช้งานในหลากหลายอุปกรณ์   การฝึกอบรมอาจารย์ จัดอบรมให้ความรู้แก่อาจารย์เกี่ยวกับการใช้ E-book และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนและการนำสื่อไปใช้ สร้างชุมชนการเรียนรู้สำหรับอาจารย์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดี ส่งเสริมการจัดประชุมหรือสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานและรวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การประเมินผลต่อเนื่อง วางแผนการประเมินผลการใช้งาน E-book อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษาและอาจารย์ เก็บข้อมูลผลกระทบในระยะยาว เช่น การพัฒนาทักษะวิชาชีพหรือโอกาสการทำงานของนักศึกษาหลังเรียนจบ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result การสนับสนุนจากผู้บริหาร การได้รับการสนับสนุนในด้านงบประมาณ ทรัพยากร และนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมจากนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน การเปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริง การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาปรับใช้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เช่น ระบบ E-learning ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี   การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 หรือการเพิ่มคะแนนการเรียนรู้ของนักศึกษา การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือแนวทางการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปในอนาคต ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Key Result ของคณะและมหาวิทยาลัย

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 Read More »

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 และ 5 : KR 2.1.4, KR 2.5.2, KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.ธวัช แก้วกัณฑ์ และ รศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัยควบคู่กับการพัฒนานักศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์หรือนักวิจัยให้ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป พัฒนานักศึกษาทักษะทางวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) เผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นต้องมีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลกสามารถสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ และความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง (Active Citizen) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้จากการทำโครงงานเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานในอนาคต ซึ่งได้พัฒนาทักษะทางด้านการทำงานวิจัย การนำเสนอ การแสดงผลงานวิจัยต่อสาธารณชน ฝึกการตอบคำถามผ่านกิจกรรมการแข่งขันประกวดงานนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้สนับสนุนอาจารย์และนักศึกษาด้านการสร้างแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการและความเป็นสากลเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ มีความเป็นนวัตกร มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยมอบหมายให้อาจารย์ในห้องวิจัยแต่ละห้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆปี โดยอาจารย์ประจำห้องวิจัยจะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าแข่งขันประกวดผลงาน โดยในปีที่ผ่านมาทางห้องวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย: วิทยาลัยมุ่งเน้นการผลักดันให้อาจารย์และนักวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่านั้น เพื่อสร้างชื่อเสียงและเสริมความน่าเชื่อถือของวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะนักศึกษา: เน้นการพัฒนาทักษะทางวิชาการและปฏิบัติรวมถึงความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และเข้าใจบทบาทของตนในฐานะผู้แก้ปัญหาสังคม ความเป็นผู้ประกอบการและพลเมืองที่เข้มแข็ง: นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถสร้างมูลค่าให้ตนเองและชุมชน รวมถึงร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเข้าร่วมแข่งขันและประกวดนวัตกรรม : วิทยาลัยสนับสนุนนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมแข่งขันประกวดนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ เพื่อฝึกทักษะการวิจัย การนำเสนอผลงาน การตอบคำถาม และการสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 การสนับสนุนจากอาจารย์ประจำห้องวิจัย: อาจารย์แต่ละคนในห้องวิจัยมีหน้าที่ดูแลนักศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการพัฒนานวัตกรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมแข่งขันผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง1.  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย2. องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการในการเตรียมผลงานวิจัยเพื่อเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024                1. ติดตามข่าวสารการประกวด อาจารย์ประจำห้องวิจัยจะติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดผลงานนวัตกรรมจากเว็บไซต์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบกำหนดการและข้อกำหนดต่าง ๆ                2. คัดเลือกผลงานวิจัย อาจารย์ประจำห้องวิจัยในห้องวิจัยจะพิจารณาและคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมการประกวด โดยคำนึงถึงคุณภาพและความน่าสนใจของผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2024 นี้ ได้คัดเลือกผลงานทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่ การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา                3. การเตรียมความพร้อมของผลงาน นักศึกษาจะจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนด โดยเน้นหัวข้อทางด้านการแพทย์ที่สอดคล้องกับแนวทางของการประกวด อาจารย์ที่ปรึกษาจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอโครงการ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น                4. การส่งผลงานเข้ารอบคัดเลือก เมื่อข้อเสนอโครงการผ่านการตรวจทานและปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาและคณะอาจารย์จะจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในรอบคัดเลือกตามกำหนดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ               5. เตรียมการสำหรับรอบต่อไป เมื่อมีการประกาศผลผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ดำเนินงานจะจัดเตรียมเอกสารและสื่อประกอบ เช่น โปสเตอร์แสดงผลงานและวิดีโอ (VDO) ให้นักศึกษามีตวามมั่นใจในการนำเสนอผลงาน โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ผ่านเข้ารอบมีจำนวนทั้งสิ้น 5 ผลงาน ดังรูปที่ 1 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รูปแสดงเอกสารแจ้งการเข้ารอบคัดเลิอกผลงานการประดิษฐ์จากทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รหัส 14688 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOTอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว ภูริดา นันทภัคพงศ์2. นางสาว นาตชา อินทโชติ3. นางสาว ชลดา ชื่นเจริญ รหัส 14883 เรื่อง เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วยอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย อับดุลรอฮมาน ดามิเด็ง2. นางสาว อารยา กัดเขียว3. นางสาว สุนิสา ไทยรัตน์ รหัส 14941 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย ภูติวัฒน์ เพียรมั่น2. นางสาว ณัฎฐณิชา วิฑูรย์พันธ์3. นางสาว ธนภรณ์ เวชกุล4. นางสาว วรรณพร เปมานุกรรักษ์ รหัส 15024 เรื่อง การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว กันต์กนิษฐ์ ผู้สำรอง2. นางสาว สุภาพร พิศเพลิน3. นางสาว สุภาวดี จันทร์ฉาย4. นาย ภานุพงศ์ อุ่นคำ5. นาย นครินทร์ นพเก้า รหัส 17368 เรื่อง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาอาจารย์ที่ปรึกษา 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรีพิชิตพล โชติกุลนันทน์2. รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น3. อาจารย์ กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว สุชาดา ทองย้อย2. นางสาว ปิ่นเพชร เกษม3. นางสาว ศศิวิมล ศรีบุญเรื่อง4. นางสาว ขนารตี สามยอด5. นางสาว ภณัฐศวรรณ นวลศรี 6. ฝึกซ้อมการนำเสนอ นักศึกษาจะได้รับการฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน การตอบคำถามจากคณะกรรมการและการจัดเตรียมสื่อที่ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้มีความพร้อมและมั่นใจในการแข่งขันจริงอาจารย์จะให้คำแนะนำและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักศึกษารวมถึงช่วยพัฒนาเทคนิคในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          จากการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดและรับรางวัลในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการเเละการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีอาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1,2 และ 3 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โดยได้รับรางวัลทั้งหมด 5 ผลงาน ดังนี้1. การออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ รางวัล The JIPA Award for the Best Innovation for ICT for the invention Blood Pressure Measurement using the PPG Principle2. เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย ได้รับรางวัลเหรียญทอง3. การออกแบบและสร้างเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC 62353 ได้รับรางวัลเหรียญทอง4. การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ ได้รับรางวัลเหรียญทอง5. เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ได้รับรางวัลเหรียญทอง บรรยากาศในงานประกวดและการขึ้นเวทีรับรางวัลระดับชาติ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน1. งบประมาณการจัดทำโครงงานของนักศึกษาที่จำกัดงบประมาณที่จำกัดในการทำงานโครงงานของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการพัฒนางานวิจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรับรองคุณภาพของงานวิจัย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยไปสู่การทดสอบและพัฒนาต่อไปได้ในระดับที่ต้องการ2. เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาจำกัด อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระการสอนที่มาก ส่งผลให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การทำงานวิจัยเป็นไปได้ช้าและประสิทธิภาพในการพัฒนางานลดลง เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง3. ขาดงบสนับสนุนในการนำเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยมีงบประมาณจำกัดในการสนับสนุนนักวิจัยเพื่อนำผลงานเข้าร่วมประกวดหรือเผยแพร่ ซึ่งทำให้นักวิจัยหลายคนขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานในเวทีที่สำคัญ หรือไม่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ว่าการได้รับรางวัลจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยก็ตาม 4. ขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากเวทีภายนอกไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์และนักศึกษารู้สึกว่าผลงานของตนไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรและขาดการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง 5. แรงจูงใจในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเข้าประกวดผลงาน อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนหรือช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นผลที่ได้รับในการทำงานแทบไม่มีความแตกต่าง จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนางานหรือผลักดันให้เข้าร่วมแข่งขัน แม้การเข้าร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ         ผลการดำเนินการในการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) ซึ่งจัดขึ้นในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในด้านการสร้างชื่อเสียงระดับชาติ โดยผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งหมด 5 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานได้รับเหรียญทอง อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT เพิ่มเติมอีกหนึ่งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของนักศึกษาและคณาจารย์ในการพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ และมีคุณภาพ 3.2 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้         การเข้าร่วมโครงการและการประกวดครั้งนี้ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะในการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมชมงานในระดับประเทศ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ในการพัฒนาผลงานที่สามารถใช้งานได้จริง ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักศึกษา ตลอดจนได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผลงานต่อไป 3.3 สรุปและอภิปรายผล        การเข้าร่วมและได้รับรางวัลในครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิต ในระดับชาติ ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในเวทีที่กว้างขวาง และยังเป็นกำลังใจให้คณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การได้รางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT แสดงถึงการยอมรับในระดับสากลและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.4 บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        การพัฒนานวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ในด้านการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม 3.5 การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติ        ผลงานทั้ง 5 ชิ้นที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนที่มีส่วนร่วม การสนับสนุนจากคณาจารย์ในวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและ มีความหมายในระดับสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้หรือในอนาคตสู่การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียง 4.1 มหาวิทยาลัยควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณการจัดทำโครงง่นนักศึกษาและควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานให้เข้าประกวดแข่งขันเพิ่มขึ้น4.2 ปรับปรุงการบริหารจัดการภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ควรจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม โดยลดภาระการสอนที่อาจารย์ต้องรับผิดชอบลง เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ4.3 เพิ่มงบประมาณสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันและนำเสนอผลงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำเสนองานวิจัยในเวทีระดับชาติและนานาชาติถือเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยควรมีแผนสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงผลงานในระดับที่สูงขึ้น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย4.4 สร้างระบบการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล มหาวิทยาลัยควรมีการโปรโมทผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัย จดหมายข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและแสดงถึงการยอมรับผลงานที่ได้รับรางวัลในวงกว้าง นอกจากนี้ ควรมีการจัดแสดงผลงานวิจัยในงานประชุมหรือกิจกรรมพิเศษของมหาวิทยาลัยเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับทราบและภาคภูมิใจในความสำเร็จของเพื่อนร่วมสถาบัน4.5 ส่งเสริมแรงจูงใจของอาจารย์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ที่สนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เช่น การให้รางวัลรวมถึงการนำผลงานวิจัยที่ได้รางวัลมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจจัดกิจกรรมพิเศษหรือรางวัลเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การแข่งขันในระดับสูง ทั้งนี้จะช่วยให้อาจารย์มีแรงจูงใจมากขึ้นในการสนับสนุนนักวิจัยและสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 และ KR 3.1.2/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ ผศ.ดร.วรรณวิภา ติตถะสิริ และ อ.สุพานิช อังศิริกุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ชุมชนในหลายพื้นที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนำความก้าวหน้าทางดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน จึงเป็นแนวทางที่สามารถช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน           โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม           แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับชุมชนในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในชุมชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ          องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และชุมชน ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University    https://rkms.rsu.ac.th/outstanding66-2-1/ เจ้าของความรู้/สังกัด รองศาสตราจารย์ ดร.มนพร ชาตชำนิ, อ.ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลางคณะพยาบาลศาสตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนัตศักดิ์ วงศ์กำแหง, อ.อนุชิต นิรภัยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิธีการดำเนินการ – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ           เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากชุมชน เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชุมชน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น ในปีการศึกษา 2565 ได้ร่วมกับชุมชนคลองคูกลาง หมู่ 1 ตำบลหลักหก พัฒนาระบบบริหารกองทุนหมู่บ้าน และในปีการศึกษา 2566 ได้ร่วมกับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติให้กับห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ           เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับชุมชน จะมีการจัดกิจกรรมอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับชุมชนและการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน           หลังจากประชุมร่วมกับชุมชนหรือหน่วยงานเพื่อทำการรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนหรือหน่วยงาน พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ ภาพการประชุมร่วมกับผู้บริหารชุมชนคลองคูกลาง ภาพหน่วยงานห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี – ทดสอบและแก้ไขระบบ          ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้ตัวแทนชุมชนหรือหน่วยงานเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของชุมชนได้อย่างแท้จริง ภาพตัวอย่างระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง หมู่ที่ 1 ต.หลักหก จ.ปทุมธานี ภาพรวมอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในงานพัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ ภาพอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ   – ส่งมอบระบบให้กับชุมชน           หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมอบรมการใช้งานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาระบบ เพื่อให้ชุมชนหรือหน่วยงานสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะมีการติดตามผลหลังการส่งมอบเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการและวางแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมเพื่อพัฒนานักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่น่าประทับใจ โดยมีนวัตกรรมเชิงประจักษ์ 2 ชิ้นงานดังนี้: 1. ระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง ปี 2565    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดการข้อมูลกองทุนหมู่บ้าน เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบมากขึ้น ลดภาระการทำงานด้วยเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารกองทุน โดยนักศึกษาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านและความต้องการของคณะทำงาน จากนั้นออกแบบและพัฒนาโปรแกรมที่สามารถบันทึกข้อมูลสมาชิก การเบิกจ่ายเงินกองทุน และรายงานสถานะของกองทุนแบบเรียลไทม์ โครงการประสบความสำเร็จในการสร้างระบบที่สามารถนำไปใช้งานจริง และได้รับความสนใจจากกองทุนหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ต้องการนำไปปรับใช้    อุปสรรคหรือปัญหา: การเก็บข้อมูลจากคณะทำงานกองทุนหมู่บ้านมีความล่าช้า เนื่องจากเอกสารบางส่วนยังอยู่ในรูปแบบเอกสารกระดาษ ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล การอบรมให้คณะทำงานกองทุนใช้งานระบบเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบางคนไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของชุมชนไม่เสถียร ส่งผลต่อการใช้งานระบบออนไลน์ในบางช่วงเวลา 2. ระบบควบคุมการเปิดปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน สำหรับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ปี 2566    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้พัฒนาอุปกรณ์ไอโอทีสำหรับควบคุมการเปิด-ปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการทางการแพทย์ นักศึกษาได้ดำเนินการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล โดยเมื่อมีการสั่งจ่ายยา อุปกรณ์จะเปิดเฉพาะกล่องยาที่ถูกต้องเพื่อลดโอกาสในการหยิบยาผิด นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อยาใกล้หมดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเติมยาได้อย่างทันท่วงที ระบบนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาระของเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี    อุปสรรคหรือปัญหา: การพัฒนาอุปกรณ์ต้องใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมต่อไอโอที ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับนักศึกษาที่ต้องศึกษาและทดลองหลายรอบเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเสถียร การติดตั้งและทดสอบระบบภายในโรงพยาบาลต้องทำในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากห้องฉุกเฉินเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานตลอดเวลา ต้องมีการปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างระบบไอโอทีกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาลให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ           หลังจากดำเนินโครงการทั้งสองเสร็จสิ้น ได้มีการตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยใช้วิธีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพของระบบในสถานการณ์ใช้งานจริง สำหรับระบบกองทุนหมู่บ้าน ได้รับข้อเสนอแนะว่าระบบสามารถลดภาระการทำงานด้วยเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีควบคุมกล่องยาในห้องฉุกเฉิน ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่าระบบช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น          การตรวจสอบผลยังรวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบระหว่างการใช้งานจริง เช่น การปรับปรุงอินเทอร์เฟซของระบบกองทุนให้ใช้งานง่ายขึ้น และการเสริมระบบสำรองข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ไอโอทีเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้          การดำเนินโครงการครั้งนี้ทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานจริงร่วมกับชุมชนและองค์กรภายนอก โดยเฉพาะการเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของผู้ใช้งาน ในโครงการกองทุนหมู่บ้าน นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงจากระบบเอกสารเป็นระบบดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับตัวและต้องมีการอบรมที่เหมาะสม ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีในโรงพยาบาล นักศึกษาได้เข้าใจถึงความสำคัญของความแม่นยำและความปลอดภัยของระบบทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบหลายครั้งก่อนนำไปใช้จริง สรุปและอภิปรายผล          โครงการทั้งสองแสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้สามารถช่วยพัฒนาโครงสร้างการทำงานขององค์กรชุมชนและภาคการแพทย์ได้จริง ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และทำให้กระบวนการทำงานสะดวกขึ้น การพัฒนานวัตกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านผู้ใช้งาน เช่น การฝึกอบรม การออกแบบที่ใช้งานง่าย และความปลอดภัยของข้อมูล การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร การปรับตัว และความเข้าใจในข้อจำกัดของแต่ละองค์กร บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคตและปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result ความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายมีการสื่อสารที่ดีและมีความเข้าใจตรงกัน ระบบที่พัฒนาจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น การบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพการกำหนดกรอบเวลา แผนงาน และทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของโครงการให้ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและลดปัญหาความล่าช้า การพัฒนาทักษะของนักศึกษานักศึกษาควรมีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็นทั้งในด้านเทคนิค เช่น การเขียนโค้ด การออกแบบระบบ และในด้าน Soft Skills เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสารกับผู้ใช้ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทดสอบและปรับปรุงระบบตาม Feed Back จากผู้ใช้การนำ Feedback จากผู้ใช้มาปรับปรุงระบบเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนหรือองค์กร จะช่วยให้โครงการสามารถใช้งานได้จริงและมีความยั่งยืน เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือระบบที่สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ตจำกัด หรือการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซเพื่อลดค่าใช้จ่าย          หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะและปัจจัยเหล่านี้ได้ โครงการในอนาคตจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น และช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาการและทักษะการทำงานร่วมกับสังคมอย่างแท้จริง

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม Read More »

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ปาริษา มูสิกะคามะ ดร.ศศิกาญจน์ ศรีโสภณ และ อ.อามาล ภักดีธรรม ฉิมวิไลทรัพย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมากกว่าสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถชี้นำและขับเคลื่อนสังคมได้ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Community Engagement) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวก             ในช่วงปีการศึกษา 2566 – 2567 ที่ผ่านมานี้ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ดำเนินโครงการวิจัยหัวข้อแนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต โครงการวิจัยนี้เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบูรณาการโครงการวิจัยกับกิจกรรมพัฒนานักเรียนและนักศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาภายนอก และสถานประกอบการภาคเอกชนที่เป็นผู้ถือครององค์ความรู้เรื่องภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม                ภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมคือมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ประเภทหนึ่งที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปตามบริบทการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีผู้ถือองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือคานเรือศรีเจริญ ซึ่งเป็นสถานประกอบการภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าเจ้าของกิจการคานเรือศรีเจริญจะมีปณิภาณส่งต่อภูมิปัญญาสู่บุคคลภายนอก และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือช่างมาสืบต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ แต่การดำเนินการเพื่อบรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย ด้วยข้อจำกัดในมิติต่างๆ อาทิ การขาดเครือข่ายความร่วมมือ การขาดเงินทุน การขาดองค์ความรู้ การขาดประสบการณ์ ฯลฯ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ภูมิปัญญาด้านการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด: คุณชัชวาล และคุณสมรทิพย์ ศรีเปลี่ยนจันทร์ ผู้ประกอบการคานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิธีการดำเนินการ                ทีมวิจัยทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต                การดำเนินการตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมกระบวนการออกแบบแบบเชิงปฏิบัติการ โดยบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาด้านนานาชาติของคณะ โดยการนำกลุ่มนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ Universitas Islam Indonesia (UII) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพันธมิตรของมหาวิทยาลัยรังสิตจำนวน 25 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในบริเวณพื้นที่คานเรือศรีเจริญ ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภูมิปัญญา และสถานที่ตั้งที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (living museum) ครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสีระดับชั้นประถมศึกษา โดยเชิญนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่โรงเรียนวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเดียวกันกับคานเรือศรีเจริญมาเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 25 คน ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดในจินตนาการของนักเรียนภายใต้หัวข้อ “อยุธยา เมืองแห่งสายน้ำ และเรือในฝันของฉัน” ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือการเกิดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องเรือที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการทัศนศึกษาก่อนการวาดภาพ ทำให้นักเรียนที่มีวิถีชีวิตห่างไกลจากแม่น้ำและเรือเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น และพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางภูมิปัญญากับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระบบการศึกษาร่วมสมัย ผลลัพธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเกิดต้นแบบของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมสำหรับเยาวชน ครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมวาดภาพระบายสี โดยเชิญศิลปิน อาจารย์ และนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 55 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดที่สะท้อนความประทับใจในสถานที่ตั้ง ส่วนผลลัพธ์จากกิจกรรมนั้นถือว่าประสบความสำเร็จกว่าที่คาดการณ์ไว้ นั้นคือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่รับทราบและตระหนักรู้ถึงความสำคัญทางประวัติของสถานที่ตั้งและภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม แต่ยังเกิดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือใหม่เพื่อต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่ไม่มีชีวิต ภาพที่ 1 กิจกรรมออกแบบเชิงปฏิบัติการนานาชาติครั้งที่ 1 เมือเดือนสิงหาคม 2566 ภาพที่ 2 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม 2567 ภาพที่ 3 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม 2568 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           การจัดกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีเชิงประจักษ์เป็นขั้นลำดับ ได้แก่ เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสถานที่และภูมิปัญญา เกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้เพิ่มเติม เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ และเกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม           อย่างไรก็ตาม หากจะส่งเสริมให้กระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยประเมินว่ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือควรสนับสนุนกระบวนการในฐานะพี่เลี้ยงไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเครือข่ายความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเข้มแข็งต่อไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                ทีมวิจัยประเมินว่าโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นั้นคือนอกเหนือจากการพัฒนาข้อเสนอแนะทางกายภาพเพื่อพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตแล้ว ยังได้ริเริ่มพัฒนากิจกรรมเพื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน และบุคคลทั่วไป เพื่อเป็นต้นแบบให้คานเรือศรีเจริญในฐานะผู้ถือครองภูมิปัญญาเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะดำเนินการส่งต่อภูมิปัญญาสู่เยาวชนและบุคคลทั่วไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้                ผู้วิจัยยืนยันข้อสรุปจากผลการดำเนินงานได้ว่ามหาวิทยาลัยคือองค์กรที่สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกวัฒนธรรมที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือสถานประกอบการภาคเอกชน โดยรูปแบบของกระบวนการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบที่โครงการวิจัยประยุกต์ใช้ตลอดการดำเนินการทั้ง 3 ครั้งนั้นก็เป็นเครืองมือที่ทรงพลังที่สามารถบูรณาการการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมกับการศึกษาร่วมสมัยได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกสนุก ประทับใจ และรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยที่ทำให้โครงการวิจัยนี้เกิดความสำเร็จ คือ ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรมเพื่อการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของการดำเนินการ เครือข่ายความร่วมมือ และการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา                กิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active เหมาะสมต่อการนำมาบูรณาการเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กระบวนการทางศิลปะเปิดกว้างทางความคิดและจินตนาการ ทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงคุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน กิจกรรมประเภทนี้เหมาะสมกับผู้เรียนรู้ทุกช่วงวัย จึงมีศักยภาพสูงมากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในโอกาสอื่นๆ                ความต่อเนื่องของการดำเนินการคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยสามารถทดสอบกระบวนการและเครื่องมือเพื่อการถ่ายทอดความรู้ที่เลือกใช้นี้ รวมถึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างผู้วิจัยและผู้ถือครองภูมิปัญญาว่ามีพันธกิจและเป้าหมายเดียวกัน ความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้มีผลต่อการสร้างความร่วมมือระยะยาว                เครือข่ายความร่วมมือคือปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โครงการวิจัยได้รับความร่วมมือจากทีมอาจารย์คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมถึงได้รับความร่วมมือจากศิลปินผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ความสำเร็จดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพันธมิตรดังกล่าวนี้                ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จคือการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต ทำให้กิจกรรมได้รับความร่วมมือ อำนวยการ และสนับสนุนในมิติต่างๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ผลงานวิจัยของอาจารย์ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย แต่ยังส่งผลกระทบทางบวกโดยตรงต่อนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต Read More »

Scroll to Top