การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1 การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ รศ.นันทชัย ทองแป้น รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ ว่าที่ร้อยตรี รศ.ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จากการจัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอุปกรณ์ชีวการแพทย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนพัฒนาเป็นหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปี พ.ศ. 2555 และยกระดับหน่วยงานเป็นคณะในปี พ.ศ. 2559 และเป็นวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2561 การพัฒนานี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการสร้างกำลังคน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย วิทยาลัยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัย การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก การขาดระบบพี่เลี้ยงสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องของทีมวิจัย ส่งผลให้ศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยเชิงลึก การขอทุนวิจัยภายนอก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว วิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีและแผนปฏิบัติการ โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2560–2564) มุ่งสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางชีวการแพทย์เพื่อสังคมอาเซียน” และเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต่อมาในระยะที่สอง (พ.ศ. 2565–2569) ปรับสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการชีวการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตให้เป็นระบบเดียวกัน และในปี พ.ศ. 2568 วิทยาลัยได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์เข้าสู่ระยะที่สาม โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการวิศวกรรมชีวการแพทย์แบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน ในระดับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2565–2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567) โดยกำหนดให้ Innovative Research and Development เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก พร้อมตัวชี้วัดด้านทุนวิจัยและเครือข่ายวิจัยระดับสากล ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับตัวชี้วัดของวิทยาลัย ได้แก่ KR2.2.1 การเพิ่มจำนวนทุนวิจัยทั้งภายในและภายนอก และ KR2.2.2 การเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก โดยเฉพาะทุนจากงานวิจัยเชิงบริการและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถานพยาบาล เพื่อให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดผลอย่างยั่งยืน วิทยาลัยได้พัฒนา ระบบการจัดการความรู้ (KM) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างและถ่ายทอด วัฒนธรรมการวิจัยขององค์กร (Research Culture) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การถอดบทเรียนจากโครงการวิจัย การใช้ระบบ Mentoring การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาความเข้มแข็งของข้อเสนอโครงการวิจัย ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงภารกิจหนึ่งขององค์กร แต่กลายเป็น “DNA การวิจัยของวิทยาลัย” ที่ฝังอยู่ในทุกภารกิจหลัก โดยสรุป แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อยกระดับศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็งและต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น และขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ที่สามารถสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการอย่างยั่งยืน 2.แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น กลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สามารถสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการใช้ KM เพื่อรวบรวมบทเรียน อุปสรรค และแนวทางที่ประสบความสำเร็จมาใช้พัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง (2) การเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก ด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดต้นทุนการพัฒนางานวิจัย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในทีมและการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และหน่วยงานวิจัย (4) การเสริมสร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยระบบบริหารที่โปร่งใส ชัดเจน และมีกลไกการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และ (5) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการประชุมวิชาการ การสัมมนา การถ่ายทอด Tacit Knowledge ด้วยระบบ Mentoring และการพัฒนาคลังองค์ความรู้ด้านการวิจัย โดยสรุป แนวปฏิบัติ KM นี้มีบทบาทเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ. 3.ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) รวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ 3.1 ประเภทของความรู้ แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้หลายประเภท เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งประเภทของความรู้ได้ดังนี้ 1) ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่สามารถบันทึก จัดเก็บ และเข้าถึงได้ผ่านระบบสารสนเทศขององค์กร ตัวอย่างเช่น คลังองค์ความรู้ด้านการวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจัดเก็บผ่านระบบ RKMS (Rangsit Knowledge Management System) แนวคิดและหลักการด้านการบริหารองค์กรและการบริหารงานวิจัย เช่น การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M (Man, Machine, Material, Method) การบริหารโครงการวิจัย การจัดทำงบประมาณ และการประเมินความเสี่ยงของงานวิจัย ความรู้เชิงวิชาการด้านการวิจัย เช่น วิธีวิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทเรียนและประสบการณ์จากการศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และองค์กรอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ประเภทนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัย 2) ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของบุคลากร โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการบริหารงานวิจัยของผู้บริหารและคณาจารย์ ซึ่งสั่งสมจากการดำเนินงานจริงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ของ รองศาสตราจารย์นันทชัย ทองแป้น และทีมคณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย องค์ความรู้ประเภทนี้มักถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกัน การให้คำปรึกษา และระบบ Mentoring ซึ่งช่วยถ่ายทอดประสบการณ์จากนักวิจัยอาวุโสสู่คณาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ 3) ความรู้ผสมและความรู้จากเครือข่าย (Hybrid & Networking Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้ เช่น การประชุมสัมมนา การจัดเวิร์กชอป การถอดบทเรียน (Lessons Learned) และระบบ Mentoring นอกจากนี้ยังรวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก เช่น ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง 3.2 ที่มาของความรู้ (Knowledge Sources) แหล่งที่มาขององค์ความรู้ในแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) เจ้าของความรู้ (Knowledge Owners) ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และบทเรียนจากการดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรม 2) แหล่งจัดเก็บองค์ความรู้ (Knowledge Repositories) ได้แก่ ฐานความรู้ของศูนย์จัดการความรู้มหาวิทยาลัยรังสิต ระบบ RKMS รวมถึงช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ของวิทยาลัย เช่น เว็บไซต์ สื่อดิจิทัล และรายงานวิชาการ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ฐานความรู้เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน แนวปฏิบัตินี้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตและยุทธศาสตร์การวิจัยของวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายทุนวิจัยจากภายนอก ตัวชี้วัดหลัก (Main KPI) KR2.2.1 – จำนวนเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ (ภายใน + ภายนอก) กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อปี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อคนต่อปี ตัวชี้วัดนี้สะท้อนความสามารถของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัดรอง (Secondary KPI) KR2.2.2 – สัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก วัดสัดส่วนเงินทุนจากภายนอก เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และงานวิจัยเชิงบริการ (Contract Research) เทียบกับเงินทุนวิจัยทั้งหมด เพื่อสะท้อนศักยภาพของวิทยาลัยในการสร้างความร่วมมือและแข่งขันขอทุนวิจัยในระดับประเทศ การวัดและประเมินผล การประเมินผลการดำเนินงานด้านวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการผ่านตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีเกณฑ์การประเมินผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผล ตัวชี้วัด เป้าหมาย จำนวนทุนวิจัยและบริการวิชาการ ≥ 3,000,000 บาทต่อปี หรือ ≥100,000 บาทต่อคน ผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญา บทความนานาชาติ ≥25 เรื่อง/ปี และ IP ≥3 รายการ/ปี การพัฒนาตำแหน่งวิชาการ ≥60% ของอาจารย์ทั้งหมด รางวัลนวัตกรรม / Start-Up ≥3 รางวัลต่อปี การนำผลงานไปใช้จริง ≥1 โครงการเชิงพาณิชย์ต่อปี ความสนใจจากหน่วยงานภายนอก ≥5 หน่วยงานต่อปี การได้รับการยอมรับเป็น Node / Hub ≥1 เครือข่ายต่อ 2 ปี คะแนนประกันคุณภาพ ระดับดีมาก ความร่วมมือวิจัยใหม่ ≥1 โครงการต่อปี การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงาน และปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขั้นตอนการดำเนินงาน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้กรอบ Knowledge Management (KM) และ PDCA ผ่านกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพองค์กร วิทยาลัยดำเนินการวิเคราะห์ SWOT ด้านการวิจัย ครอบคลุมทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมทั้งทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เช่น จำนวนทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดทิศทางและวางแผนเชิงกลยุทธ์ 2) การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุ โครงการวิจัยหลัก (Flagship Research) และจัดทำ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) รวมถึงกำหนดกิจกรรมด้าน KM เช่น การจัด Workshop การถอดบทเรียน และระบบ Mentoring เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัด KR2.2.1 และ KR2.2.2 3) การดำเนินงานตามแผน พัฒนาศักยภาพทีมวิจัยผ่านระบบ Mentoring และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานพยาบาล เพื่อขยายโอกาสในการขอทุนวิจัยและพัฒนางานวิจัยร่วม 4) การติดตามและประเมินผล ดำเนินการติดตามผลตาม ตัวชี้วัด KPIs อย่างสม่ำเสมอ ทั้งรายเดือน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี พร้อมให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) และรางวัลแก่ทีมวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น โดยใช้กระบวนการ PDCA เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง 5) การสรุปบทเรียนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานและบทเรียนที่ได้รับในแต่ละรอบการดำเนินงาน (Lessons Learned) พร้อมจัดทำ Improvement Plan สำหรับปีถัดไป เพื่อเสริมจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยให้มีความยั่งยืน แนวคิดสำคัญของกระบวนการนี้คือการสร้าง Research Ecosystem ที่ทำให้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการวิจัยขนาดเล็ก สร้างเครดิตทางวิชาการ และต่อยอดสู่โครงการวิจัยขนาดใหญ่ พร้อมบูรณาการ KM ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ตารางที่ 2 แหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัย แหล่งทุน สัดส่วน บทบาท ทุนภายในมหาวิทยาลัย 20% Seed Funding สำหรับโครงการเริ่มต้น ทุนภาครัฐ 72.5% สนับสนุนโครงการวิจัยหลักและ Contract Research ทุนภาคเอกชน 2.5% สนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รายได้จากบริการวิชาการ 5% หมุนเวียนกลับมาสนับสนุนงานวิจัย นอกจากงบประมาณแล้ว วิทยาลัยยังใช้ทรัพยากรสำคัญอื่น ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยมาตรฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรสนับสนุน ซึ่งได้รับการพัฒนาผ่านระบบ Mentoring และ KM โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบคลังความรู้และฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรสารสนเทศ จากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต การจัดสรรทรัพยากรในลักษณะดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถสร้าง ระบบนิเวศการวิจัยที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนภายในเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทีมวิจัย ก่อนขยายไปสู่ทุนภายนอก และนำรายได้จากบริการวิชาการกลับมาสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ KR2.2.1 และ KR2.2.2 3. การลงมือปฏิบัติ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ โดยสามารถแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้ ระยะที่ 1: การเริ่มต้นและวางรากฐาน (พ.ศ. 2545–2549) ในช่วงเริ่มต้นที่หลักสูตรยังอยู่ภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก โดยได้รับทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยประมาณ 90,000 บาท งานวิจัยมุ่งพัฒนาเครื่องมือวัดพื้นฐาน เช่น เครื่องมือวัดทางฟิสิกส์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่สามารถแสดงผลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาเป็นชุดเครื่องมือที่ใช้งานจริงและผลิตเชิงพาณิชย์ประมาณ 300 ชุด รวมถึงได้รับรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์จากหน่วยงานภายนอก นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้างเครดิตงานวิจัยแรกและวางรากฐานการพัฒนางานวิจัยขององค์กร ระยะที่ 2: การพัฒนาศักยภาพงานวิจัย (พ.ศ. 2550–2559) วิทยาลัยเริ่มขยายทีมวิจัยและเพิ่มศักยภาพในการขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก ส่งผลให้ผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติมากกว่า 20 ผลงานต่อปี พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพงานวิจัยภายใน นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้าง Research Credit ขององค์กร และเริ่มนำระบบ Mentoring และ KM มาใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ระยะที่ 3: การพัฒนาเป็นคณะและวิทยาลัยแห่งการวิจัย (พ.ศ. 2560–2564) หลังการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย โครงสร้างการบริหารงานวิจัยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ วิทยาลัยได้เสริมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็น Mentor เปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาศูนย์นวัตกรรม เช่น BIS Center เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง นัยสำคัญของระยะนี้ คือการก้าวสู่การเป็น วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม ระยะที่ 4: การพัฒนาไปสู่ผู้นำด้านนวัตกรรม (พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน) ในระยะปัจจุบัน วิทยาลัยสามารถขยายงานวิจัยจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่บริการวิชาการเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งส่งเสริม Startup และนวัตกรรมนักศึกษา ผ่านโครงสร้างสนับสนุน เช่น Smart Lab, Innovation Zone และ BIS Center นัยสำคัญของระยะนี้ คือการใช้ระบบ Mentoring โครงสร้างการวิจัย และ KM เป็นกลไกสำคัญในการแปลงผลงาน Research → Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางการแก้ไข วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้ การจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกสำคัญในการเรียนรู้ ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Lessons Learned, Mentoring และ Feedback ความท้าทายสำคัญและแนวทางการแก้ไขสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระยะเริ่มต้น ในช่วงเริ่มต้น วิทยาลัยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์วิจัย แนวทางแก้ไขคือการใช้ ทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จากมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก และนำบทเรียนจากโครงการแรกมาพัฒนาเป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัยในระยะต่อไป การสร้างเครดิตวิจัยและชื่อเสียงทางวิชาการ ในระยะพัฒนาทีมวิจัย วิทยาลัยยังมีชื่อเสียงด้านการวิจัยจำกัด จึงมุ่งเน้นการ ตีพิมพ์ผลงานในวารสารและการประชุมวิชาการ การจดทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งผลงานเข้าประกวด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการขอทุนวิจัยจากภายนอก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญ การหา Mentor ระยะยาวเป็นความท้าทายสำคัญ วิทยาลัยจึงพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผ่านรูปแบบ Public–Private Partnerships เพื่อเสริมศักยภาพทีมวิจัยและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี การแปลงผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง งานวิจัยบางส่วนเผชิญช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Valley of Death) วิทยาลัยจึงพัฒนาโครงสร้างสนับสนุน เช่น BIS Center และส่งเสริมบริการวิชาการเชิงพาณิชย์ รวมถึงกิจกรรมนวัตกรรมและ Startup ของนักศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง การสร้างวัฒนธรรมการวิจัยอย่างยั่งยืน วิทยาลัยใช้ KM การสัมมนา เวิร์กชอป และระบบ Mentoring เพื่อพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีกลไกยกย่องและให้รางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมการวิจัยที่ยั่งยืน โดยสรุป ความท้าทายเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาเชิงระบบ ทำให้วิทยาลัยสามารถยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ. 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้ระบบการติดตามและประเมินผลตามหลัก PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ผ่านการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ประสานงานระหว่างทีมวิจัย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร โดยในระดับภาพรวม วิทยาลัยมีการสรุปผลการดำเนินงาน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี เพื่อตรวจสอบผลตามตัวชี้วัด (KPIs) และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators: KPIs) ตัวชี้วัดหลักที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วย จำนวนทุนวิจัยและอัตราส่วนทุนวิจัยต่ออาจารย์ประจำต่อปี (2.1) จำนวนผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียน การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) จำนวนนักศึกษาแรกเข้าในทุกระดับ รางวัลผลงานนวัตกรรมหรือ Startup ของอาจารย์และนักศึกษา การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ความสนใจจากหน่วยงานภายนอกในการเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน การได้รับการยอมรับให้เป็น Node/Hub ด้านการวิจัย จากแหล่งทุนภายนอก คะแนนประกันคุณภาพการศึกษาในระดับหลักสูตรและระดับวิทยาลัย ความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินผล วิทยาลัยใช้ ฐานข้อมูลกลางของมหาวิทยาลัยรังสิต เช่น ระบบฐานข้อมูลทุนวิจัยและผลงานวิชาการ รวมถึงระบบรายงาน PDCA และระบบประกันคุณภาพการศึกษาในการตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้แนวคิด EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) เพื่อประเมินคุณภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงองค์กร ทำให้การติดตามผลและการพัฒนางานวิจัยเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งด้านทุนวิจัย ผลงานวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยอมรับจากเครือข่ายภายนอก โดยข้อมูลจาก ตารางที่ 3 (ปีการศึกษา 2561–2567) แสดงให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของทุนวิจัยและผลผลิตทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ยประมาณ 8.67 ล้านบาทต่อปี โดยทุนจากภายนอกคิดเป็นประมาณ 87% ของทุนทั้งหมด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์อยู่ที่ประมาณ 466,557 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของมหาวิทยาลัย (60,000 บาทต่อคนต่อปี) อย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลผลิตทางวิชาการ วิทยาลัยสามารถผลิต บทความวิจัยในวารสารนานาชาติประมาณ 38–40 เรื่องต่อปี โดยมากกว่า 90% เป็นวารสารระดับ Q1 สะท้อนถึงคุณภาพงานวิจัยในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาเฉลี่ย 3–5 รายการต่อปี แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัย ผลลัพธ์สำคัญของการดำเนินงาน ทุนวิจัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ย 2–10 ล้านบาทต่อปี และมีทุนวิจัยต่ออาจารย์เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาทต่อคนต่อปี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายเท่า ผลผลิตวิจัยคุณภาพระดับนานาชาติ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 35 เรื่องต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นวารสารระดับ Q1 พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย อาจารย์ของวิทยาลัยมากกว่า 60% มีตำแหน่งทางวิชาการ สะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านวิชาการและงานวิจัย ศักยภาพในการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ความเข้มแข็งด้านงานวิจัยและบุคลากรทำให้วิทยาลัยมีความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอก การเติบโตของจำนวนนักศึกษา จากชื่อเสียงด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160 คน เป็นมากกว่า 500 คน ความสำเร็จด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยี อาจารย์และนักศึกษาได้รับรางวัลนวัตกรรมและ Startup เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับสถาบัน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การนำผลงานวิจัยไปใช้จริง ผลงานวิจัยบางส่วนถูกนำไปใช้ในภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาเชิงพาณิชย์ การยอมรับจากหน่วยงานภายนอก วิทยาลัยกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมที่สำคัญ มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง การยอมรับในเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ วิทยาลัยได้รับการยอมรับให้ทำหน้าที่เป็น Node/Hub ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ (ปี 2568–2569) การขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ มีความร่วมมือด้านการวิจัยและวิชาการกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการประกันคุณภาพการศึกษาที่โดดเด่น วิทยาลัยได้รับคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและคุณภาพหลักสูตรอยู่ในระดับ อันดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต การยกระดับสู่มาตรฐานคุณภาพระดับอาเซียน วิทยาลัยได้รับการคัดเลือกให้พัฒนาเข้าสู่ระบบประกันคุณภาพ AUN-QA ในปีการศึกษา 2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา สรุป ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยสามารถสร้าง ผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพองค์กร ส่งผลให้วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในอนาคต ข้อสรุปเชิงนัยยะทางยุทธศาสตร์ จากข้อมูลผลการดำเนินงานด้านทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาตาม ตารางที่ 3 สามารถสรุปนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดังนี้ ศักยภาพในการดึงทุนวิจัยในระดับสูง ข้อมูลย้อนหลังปีการศึกษา 2561–2567 แสดงให้เห็นว่าทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์ในบางปีอยู่ในระดับสูงมาก เช่น ปี 2563 มีค่าเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาทต่ออาจารย์หนึ่งคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการวิจัยและกระบวนการพัฒนาข้อเสนอทุน (Research Proposal) ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ โอกาสเชิงกลยุทธ์จาก Funding Cycle แม้ว่าจำนวนทุนในแต่ละปีจะมีความผันผวนตามลักษณะของ Funding Cycle ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบทุนวิจัย แต่สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้วิทยาลัยสามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อรักษา










