รางวัลชมเชย

“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR ไม่ระบุ “จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. มนพร ชาติชำนิ, นางสาวภัทราพร จันทรังษี, นางสาวอุมา คุ้มวงศ์, นางสาวกัลย์สุดา แสงรัศมีธนสิน, นางสาวศุภิสชา เจริญวงศ์, นางสาวกรวรรณ เทวินโท, นางสาวอธิชา เจริญใจธนะกุล, อาจารย์ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, อาจารย์หนึ่งฤทัย เพชรมีดี, อาจารย์อุมาพร แก้วสุข และ อาจารย์ดวงนภา บุญส่ง สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ 1. บริบทและความสำคัญ                1.1 สภาพปัญหา ความท้าทาย และโอกาสในการพัฒนา                มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ มีนักศึกษา บุคลากร และผู้มาติดต่อจำนวนมากในแต่ละวัน ครอบคลุมหลายอาคารและพื้นที่กิจกรรม หากเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การหยุดหายใจ หรืออุบัติเหตุรุนแรง “ช่วงเวลา 3–5 นาทีแรก” เป็นช่วงวิกฤตที่มีผลต่อการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ                แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีระบบบริการสุขภาพและทีมแพทย์ฉุกเฉิน แต่ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางทำให้บุคลากรในพื้นที่เป็น First Responder ที่มีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ก่อนการดำเนินแนวปฏิบัตินี้ ยังพบว่าบุคลากรจำนวนมากขาดความมั่นใจและทักษะที่ถูกต้องในการทำ CPR และการใช้ AED                1.2 เหตุผลในการริเริ่มแนวปฏิบัติ สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นว่า “การช่วยชีวิตที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ แต่เริ่มจาก ‘คนที่พร้อม’ และ ‘ระบบที่เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง’” จึงริเริ่มแนวปฏิบัติในการจัดการความรู้ด้านการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และยกระดับระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยในระยะยาว                1.3 เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้ พัฒนาความรู้และทักษะ BLS และการใช้ AED ของบุคลากรอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน สร้างคลังความรู้และสื่อการเรียนรู้ถาวรด้านการช่วยชีวิต วางรากฐานระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ รางวัล KM Best practice ด้านงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ ประจำปีการศึกษา 2566 ภายใต้หัวข้อเรื่อง เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน: การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน https://youtu.be/z4MgyZX7tbU?si=dOIeYSfE_D8dDS20 รางวัลชมเชยแนวปฏิบัติที่ดี ประจำปีการศึกษา 2567 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) และ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการสู่องค์กรอัจฉริยะ (Smart Organization) การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เอกสาร คู่มือ และแผนการสอนจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต       ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด   ประสบการณ์ตรงของพยาบาลวิชาชีพ คณาจารย์ และทีมฉุกเฉินของสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ  เทคนิคการสอนแบบ Simulation-based learning และการให้ feedback จากสถานการณ์จริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ มีการบูรณาการความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการฝึกปฏิบัติจริง การจำลองสถานการณ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “ทักษะที่ใช้ได้จริง” และสามารถถ่ายทอดต่อได้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1  โปรดระบุ KR สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น – ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 1 โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต (Living Learning Resource)” ผ่านระบบการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยของผู้อื่น                                                                          ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) โครงการกำหนดตัวชี้วัดรองเพื่อสะท้อนผลลัพธ์เชิงลึกของกระบวนการจัดการความรู้ ได้แก่ ระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจของบุคลากรในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อน–หลังการอบรม การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย การนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำและขยายผลในหน่วยงานต่าง ๆ ความพร้อมของระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS ในการเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานขององค์กร และระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความรู้เฉพาะบุคคลสู่ระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับ SDG 3, SDG 4 แนวคิด Health Promoting University และกรอบ HURS                    ขั้นตอนการดำเนินงาน โครงการการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) การระบุประเด็นความรู้และความเสี่ยง (Knowledge & Risk Identification)วิเคราะห์สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพภายในมหาวิทยาลัย เพื่อระบุช่องว่างขององค์ความรู้และทักษะด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของบุคลากร รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก การสังเคราะห์และจัดเตรียมองค์ความรู้ (Knowledge Capture & Creation)รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการแพทย์ ทั้งความรู้แบบชัดแจ้ง (แนวทาง BLS มาตรฐาน คู่มือ และสื่อการสอน) และความรู้ที่ฝังลึกจากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของมหาวิทยาลัย การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing & Learning)ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Active Learning) และการจำลองสถานการณ์ (Simulation-based Learning) เพื่อให้บุคลากรได้ฝึกปฏิบัติจริง เสริมสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การนำความรู้ไปใช้จริงและฝึกทักษะ (Knowledge Application)เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงเหตุการณ์จริง พร้อมรับคำแนะนำและการสะท้อนกลับจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงทักษะและการตัดสินใจอย่างเหมาะสม การถอดบทเรียนและจัดเก็บความรู้ (Knowledge Reflection & Storage)ดำเนินการถอดบทเรียนจากการอบรมและการฝึกปฏิบัติ จัดทำเป็นองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และบันทึกเข้าสู่คลังความรู้ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถเข้าถึง ใช้ซ้ำ และพัฒนาต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง การติดตาม ประเมินผล และขยายผล (Evaluation & Sustainability)ประเมินผลลัพธ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พร้อมนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการ และวางแผนขยายผลสู่การเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการช่วยชีวิตของมหาวิทยาลัยในระยะยาว                  ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรด้านงบประมาณใช้สำหรับการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ฝึก และการพัฒนาระบบคลังความรู้ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสามารถใช้ซ้ำได้ในระยะยาว ทรัพยากรด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ หุ่นฝึกช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR Training Manikin) เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติสำหรับฝึก (AED Trainer) อุปกรณ์จำลองสัญญาณชีพ (Vital Sign Simulator) สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เช่น วิดีโอ คู่มือ และ Infographic ทรัพยากรด้านบุคลากรและองค์ความรู้ วิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการช่วยชีวิต ทีมงานสำนักงานสวัสดิการสุขภาพในการประสานงานและจัดการความรู้ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน   โครงการได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการนำองค์ความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่ผ่านการสังเคราะห์แล้วไปถ่ายทอดสู่บุคลากรกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง (Experiential Learning) และการจำลองสถานการณ์ใกล้เคียงเหตุฉุกเฉินจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกทักษะการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ระหว่างการดำเนินงาน มีการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งการซักถาม การสะท้อนประสบการณ์ และการให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา ส่งผลให้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ถูกถ่ายทอดและต่อยอดเป็นความรู้ร่วมของกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการฝึกปฏิบัติ การประเมินทักษะ และข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปสู่การถอดบทเรียนและจัดเก็บเป็นองค์ความรู้ในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ในระหว่างการดำเนินโครงการ พบอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความแตกต่างของพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมอบรม รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานของบุคลากร ส่งผลให้บางรายมีความกังวลและขาดความมั่นใจในการฝึกปฏิบัติจริง โครงการได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย เพิ่มการสาธิตซ้ำและการโค้ชรายบุคคล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งปรับตารางการอบรมให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและคลังความรู้เพื่อให้บุคลากรสามารถทบทวนองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองภายหลังการอบรม แนวทางดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพิ่มความมั่นใจของผู้เข้าร่วม และส่งเสริมให้การจัดการความรู้ด้าน BLS สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล โครงการดำเนินการตรวจสอบและประเมินผลโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนทั้งผลลัพธ์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ประกอบด้วย การประเมินความรู้และทักษะของผู้เข้าร่วมอบรมก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม (Pre–Post Test และ Skill-based Assessment) การสังเกตพฤติกรรมและความสามารถในการปฏิบัติจริงระหว่างการฝึกสถานการณ์จำลอง รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าของผู้เข้าร่วมผ่านแบบสอบถามและการสะท้อนความคิดเห็น (Feedback & Reflection) นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย เพื่อติดตามความต่อเนื่องของการเรียนรู้และการนำองค์ความรู้ไปใช้ซ้ำในหน่วยงาน  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผลการประเมินพบว่า บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน และแสดงให้เห็นถึงทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดีขึ้น ในเชิงองค์กร เกิดการจัดเก็บองค์ความรู้ด้าน BLS อย่างเป็นระบบในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย และเริ่มเกิดเครือข่ายบุคลากรที่มีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดและขยายผลความรู้ในหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้รายบุคคลสู่การเป็นสมรรถนะขององค์กร การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนด พบว่าโครงการสามารถบรรลุตัวชี้วัดหลักได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ โดยบุคลากรกลุ่มเป้าหมายผ่านการอบรมและการประเมินทักษะ BLS ในระดับที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ตัวชี้วัดรองด้านความพึงพอใจ การใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ และการนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำในหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดี สะท้อนประสิทธิผลของระบบการจัดการความรู้และศักยภาพในการขยายผลอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้ ได้แก่ การสนับสนุนเชิงนโยบายและการให้ความสำคัญจากผู้บริหาร การออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ที่เชื่อมโยงความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง การบูรณาการความรู้ที่ฝังลึกของผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ขององค์กร และการมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างคุณค่าและความยั่งยืนด้านความปลอดภัยและสุขภาวะของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม                                                          5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โครงการได้นำผลจากการติดตามและประเมินผล รวมถึงข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับความรู้และบทบาทหน้าที่ของบุคลากรแต่ละกลุ่ม เพิ่มความหลากหลายของสื่อการเรียนรู้ เช่น สื่อดิจิทัล วิดีโอสาธิต และคู่มือสรุปขั้นตอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทบทวนซ้ำได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ มีการปรับปรุงกระบวนการฝึกปฏิบัติให้เน้นสถานการณ์จำลองที่สอดคล้องกับบริบทจริงของมหาวิทยาลัยมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมกลไกการโค้ชและการให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล เพื่อยกระดับความมั่นใจและความสามารถในการนำความรู้ไปใช้จริง ส่งผลให้ระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้เกิดความยั่งยืนในระดับองค์กร โครงการมีแนวทางในการขยายผลโดยบูรณาการระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS เข้ากับนโยบายด้านความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของมหาวิทยาลัย กำหนดให้การพัฒนาทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาบุคลากรและกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพประจำปี ในระยะยาว เสนอให้จัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOPs) และคู่มือการดำเนินงานด้าน BLS ที่อ้างอิงจากองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายบุคลากรแกนนำ (BLS Knowledge Champion) ในแต่ละหน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอด ติดตาม และขยายผลความรู้สู่บุคลากรกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับแนวปฏิบัตินี้จากการดำเนินงานเชิงโครงการไปสู่การเป็นระบบงานถาวรที่สนับสนุนการเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพและองค์กรที่มีความพร้อมด้านความปลอดภัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ

“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” Read More »

รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.3 รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ผู้จัดทำโครงการ​ รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ           ที่ผ่านมา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการขับเคลื่อนหน่วยงานไปสู่เป้าหมายด้านการวิจัยและนวัตกรรม เนื่องจากกระบวนการปฏิบัติงานมีลักษณะแยกส่วน ส่งผลให้ภารกิจด้านการวิจัยถูกนิยามเป็นเพียงภาระงานส่วนเพิ่มจากงานสอนปกติและการบริการวิชาการ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดสภาวะภาระงานล้นตัวแก่บุคลากร แต่ยังส่งผลให้ผลผลิตทางการวิจัยมักเป็นโครงการขนาดเล็กที่ขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาไปสู่ชุดโครงการวิจัยที่มีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน บทบาทของนักศึกษาในกระบวนการวิจัยยังคงจำกัดอยู่เพียงระดับห้องเรียน ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสในการบ่มเพาะทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมและกระบวนการคิดวิเคราะห์ขั้นสูงให้แก่ผู้เรียน           จากประเด็นข้างต้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ว่า “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้คณะวิทยาศาสตร์ดำเนินการออกแบบระบบงานใหม่ เพื่อผสานพันธกิจทั้งด้านการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ แนวปฏิบัติภูมิทัศน์ใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้างระบบการวิจัยที่ยั่งยืน และการปรับเปลี่ยนบทบาทของนักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็น ผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ ที่สามารถขับเคลื่อนงานวิจัยที่มีคุณค่าทางวิชาการร่วมกับคณาจารย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม           เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบมีรากฐานที่มั่นคง คณะวิทยาศาสตร์จึงได้ดำเนินการจัดการความรู้โดยบูรณาการความรู้แบบชัดแจ้งจากแผนยุทธศาสตร์ปี 2568 ผนวกกับความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์ตรงของคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ นำมาสกัดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพและสังคมสืบไป ในช่วงก่อนดำเนินแนวปฏิบัตินี้ (ปีการศึกษา 2562–2566) คณะมีจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับ SJR Q1–Q2 เฉลี่ย 2-4 เรื่องต่อปี แต่ไม่มีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียนในฐานะผู้วิจัยหลัก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการบูรณาการการเรียนการสอนกับงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว คณะจึงออกแบบแนวปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนหลักการวิจัยแบบบูรณาการ เพื่อแก้ไขช่องว่างระหว่างการเรียนการสอนกับการผลิตผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ แนวปฏิบัตินี้ตั้งอยู่บนหลักการวิจัยแบบบูรณาการ ซึ่งผสานพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ให้ดำเนินไปในกระบวนการเดียวกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้ตัวอย่างรายวิชา BMS401 เป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติการ เพื่อแปลงกิจกรรมการเรียนรู้ให้กลายเป็นกระบวนการผลิตองค์ความรู้ระดับสากล เป้าหมาย การบูรณาการวิจัยสู่กระบวนการเรียนการสอน เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากภารกิจแยกส่วน สู่การสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เพื่อเปลี่ยนชั่วโมงการเรียนการสอน เป็นการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและสร้างความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงลึก การยกระดับนักศึกษาสู่ผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนฐานข้อมูลวิจัย เพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (02.2) พัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตามบริบท ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย และตัวชี้วัด KR 2.2.3 จำนวนงานวิจัยหรือชุดงานวิจัยงาน สร้างสรรค์และ/หรือนวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกัน แบบสหวิทยาการ หรือเป็นความร่วมมือระหว่างคณะ วิชา กลุ่มคณะ หรือร่วมมือกับภายนอก การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยนักศึกษาได้รับการบ่มเพาะทักษะการวิจัยขั้นสูงจากการลงมือปฏิบัติจริง ขณะที่ คณาจารย์สามารถบริหารจัดการพันธกิจด้านการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มศักยภาพในการผลิตผลงานวิชาการระดับสากล อีกทั้งมหาวิทยาลัยสามารถสร้างระบบการวิจัยที่เข้มแข็งและยกระดับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน การผลิตบทความวิจัยระดับ SJR Q1–Q2 อย่างน้อย 2 เรื่องต่อปี โดยมีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียนไม่น้อยกว่า 30% ของจำนวนบทความทั้งหมด ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ประสบการณ์อาจารย์ด้านงานวิจัย/บริการวิชาการ คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) แผนยุทธศาสตร์ที่ 2 Innovative research and development (02.2) ใช้ KR 2.2.3 เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์ของแนวปฏิบัตินี้ รายละเอียดตัวชี้วัด        ความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ โดยมีสัดส่วนคณาจารย์จากสหสาขาวิชาและนักศึกษาร่วมเป็นผู้วิจัย ตลอดจนมีความต่อเนื่องของประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยจำนวนบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับ SJR Q1–Q2 อย่างน้อย 2 เรื่อง ภายในปีการศึกษา 2568 และมีนักศึกษาร่วมเป็นผู้เขียน ตัวชี้วัดรอง การประเมินความสำเร็จ พิจารณาจากผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพ โดยมีเป้าหมายหลักที่การเพิ่มจำนวนบทความวิจัยที่ได้รับการส่งเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับสากล ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านระยะเวลาในการผลิตผลงานวิจัยให้มีความรวดเร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายผลไปสู่รายวิชาต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเนื้อหาและกระบวนการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยวัดจากระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงวิจัยร่วมกับคณาจารย์อย่างเป็นระบบ ขั้นตอนการดำเนินงาน ดำเนินการผ่าน 4 ระยะสำคัญ เริ่มจากคิดวิเคราะห์รายวิชาเพื่อระบุจุดเชื่อมโยงสู่โจทย์วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ จากนั้นจึงจัดวางระบบการเก็บข้อมูลผ่านใบงานปฏิบัติการเพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อน นำไปสู่การสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในห้องเรียนที่มุ่งเน้นคุณภาพข้อมูลตามมาตรฐานสากล และจบด้วยการสรุปและเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ พร้อมถอดบทเรียนเป็นแนวปฏิบัติที่ดีขององค์กร ทรัพยากรที่ใช้ แนวปฏิบัตินี้อาศัยการบูรณาการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดแข็งด้านบุคลากร ที่ประกอบด้วยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ และเครือข่ายสหวิทยาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ โดยใช้ศักยภาพของห้องเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ และระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก รวมถึงมีการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ที่จำลองสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ เพื่อ การเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจเบื้องต้น            3. การลงมือปฏิบัติ โดยเริ่มขับเคลื่อนแนวปฏิบัติสู่รูปธรรมผ่านรายวิชา Integrated Medical Sciences (BMS401) โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายสู่กระบวนการสร้างสรรค์องค์ความรู้ร่วมกัน เริ่มจากการกำหนดโจทย์วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ในประเด็นสุขภาวะที่ซับซ้อนระหว่างปี 2562–2567 เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยขั้นสูง จากนั้นจึงบูรณาการการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเข้าสู่กิจกรรมในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทนักศึกษาให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ โดยมีคณาจารย์เป็นพี่เลี้ยงดูและการผลิตบทความวิจัยต้นฉบับให้ได้มาตรฐานสากล กระบวนการดังกล่าวส่งผลเชิงประจักษ์ให้ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับคุณภาพ (SJR Q1-Q2) โดยมีชื่อนักศึกษาร่วมเป็นผู้วิจัย ซึ่งพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการลดภาระงานซ้ำซ้อนควบคู่กับการผลิตบัณฑิตตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล โดยกำหนดกลไกการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงบูรณาการครอบคลุม 3 มิติหลัก เริ่มจากการประเมินมาตรฐานคุณภาพงานวิจัยผ่านการยอมรับของบทความในฐานข้อมูลสากล (SJR Quartile) ควบคู่ไปกับการวัดสมรรถนะผู้เรียนจากผลสัมฤทธิ์ในการเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้วิจัยร่วมที่มีทักษะการสังเคราะห์องค์ความรู้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพกระบวนงาน โดยติดตามความสำเร็จในการบูรณาการงานวิจัยเข้าสู่รายวิชา BMS401 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการลดความซ้ำซ้อนของภาระงานคณาจารย์อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินงานพบผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ ด้านผลผลิตวิชาการ พบว่ามีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ SJR Q1 ถึง Q2 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและวิจัยในระดับสากล เรื่อง Insights from systematic reviews and drug interaction database analysis in people with HIV and comorbidities (Q2) และ The role of microbiota in autoimmune disease pathogenesis: Mechanisms and therapeutic implications (Q1) ด้านการพัฒนาบัณฑิต พบว่านักศึกษาในรายวิชาสามารถร่วมผลิตผลงานวิจัยที่มีความซับซ้อน (HIV Comorbidities และ Microbiota in autoimmune) ได้ก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพบัณฑิตตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ ด้านระบบข้อมูล เกิดการจัดทำคลังข้อมูลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review database) ช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 ที่มีความต่อเนื่องและพร้อมสำหรับการต่อยอดในเชิงวิชาการในอนาคต การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมายที่วางไว้ ตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง ความเข้ากันได้ สร้างกระบวนการวิจัยร่วมกันเพื่อลดภาระงานส่วนเกิน ผลงานตีพิมพ์ 2 ฉบับ และชุดข้อมูลวิจัยเพื่อสุขภาวะ พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนชั่วโมงสอนเป็นชั่วโมงสะสมข้อมูลวิจัยทำได้จริง และได้ผลงานคุณภาพสูง ยกระดับนักศึกษาสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ ปรากฏชื่อนักศึกษาเป็นผู้วิจัยหลักและผู้เขียนผลงาน ชัดเจนที่สุด เพราะนักศึกษาไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่มีสถานะทางวิชาการร่วมกับอาจารย์ในบทความวิจัยระดับ Q1/Q2 สร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน (นักศึกษาได้ทักษะและอาจารย์ได้งานวิจัย) นักศึกษามากกว่า 9 คนผ่านกระบวนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ครบทุกขั้นตอน และ สามารถพัฒนาต้นฉบับบทความวิจัย (manuscript) จำนวน 2 ฉบับ แสดงให้เห็นความเข้มข้นของเนื้อหาที่นักศึกษาได้รับ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูง และอาจารย์ได้ชุดข้อมูลต่อเนื่องเพื่อตีพิมพ์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จในการขับเคลื่อนแนวปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศจนนำไปสู่การตีพิมพ์ผลงานในระดับสากล มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านการบริหารจัดการ โดยผนวกงานวิจัยเข้ากับรายวิชาอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเวลา ควบคู่กับการมีระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการที่เข้มแข็ง โดยคณาจารย์ร่วมลงมือปฏิบัติกับนักศึกษาในทุกขั้นตอนจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนบทบาทผู้เรียนสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์ความรู้ นอกจากนี้ การยึดมั่นในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตามตัวชี้วัด KR 2.2.3 ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาชุดโครงการวิจัยที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยังมุ่งเน้นการขยายผลจากโครงการนำร่องสู่ระดับภาควิชา โดยส่งเสริมการทำงานในรูปแบบทีมวิจัยสหสาขาวิชา เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็งและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมร่วมกันขององค์กรแทนการผลิตผลงานรายบุคคล ควบคู่ไปกับการยกระดับบทบาทของนักศึกษาให้ก้าวข้ามการปฏิบัติงานตามคำสั่งสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นอิสระ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสถานะนักศึกษาจากส่วนประกอบในงานวิจัยสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างชุดโครงการวิจัยที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจระหว่างคณาจารย์และผู้เรียนตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน           ผลจากการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จเชิงประจักษ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ในที่ประชุมวิชาการ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ภายใต้ “โครงการพัฒนาศักยภาพงานวิจัยและวิชาการของคณะวิทยาศาสตร์ 2568” ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรูปแบบการวิจัยเชิงบูรณาการในการยกระดับการผลิตผลงานวิชาการ โดยมุ่งรณรงค์ให้คณาจารย์ตระหนักถึงความสำคัญของการดึงนักศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัย แทนการจำกัดบทบาทอยู่เพียงการเรียนรู้เชิงทฤษฎี รูปแบบการบูรณาการดังกล่าวดำเนินการอย่างเป็นระบบในสามมิติสำคัญ ได้แก่ (1) การบูรณาการเชิงพันธกิจ โดยผสานการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้อยู่ในกระบวนการเดียวกัน (2) การบูรณาการเชิงกระบวนการ โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการวิจัยจริง ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงการจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อเตรียมส่งตีพิมพ์ (3) การบูรณาการเชิงบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ทำงานร่วมกันในฐานะผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้ ผ่านกลไกการเรียนรู้แบบพี่สอนน้องอย่างต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จากการนำร่องในรายวิชา BMS401 แสดงให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนบทความวิจัย ไม่เพียงช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของคณาจารย์ ยังเอื้อต่อการสร้างเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้รายวิชากลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางวิชาการที่สามารถแปลงการเรียนรู้ระดับปริญญาตรีไปสู่การผลิตผลงานวิชาการระดับสากลได้จริง ทั้งนี้มีเป้าหมายที่จะผลักดันโมเดลการบริหารจัดการภารกิจที่ผสานการสอนและการวิจัยให้เป็นเนื้อเดียวกันดังกล่าวเข้าสู่ระบบการจัดการความรู้ขององค์กร เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับหน่วยงานอื่นในการยกระดับมาตรฐานผลงานวิชาการระดับสากล และเสริมสร้างศักยภาพบัณฑิตในภาพรวมของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างยั่งยืน โดยรูปแบบดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับรายวิชาอื่นในระดับปริญญาตรี โดยใช้หลักการบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ (1) การบูรณาการเชิงพันธกิจ (2) การบูรณาการเชิงกระบวนการ และ (3) การบูรณาการเชิงบุคลากร ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเชิงระบบของคณะวิทยาศาสตร์ และขยายผลสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม 6. ข้อมูลประกอบ บทความตีพิมพ์มีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมทำวิจัย 2 ฉบับ Boonyong C, Boonsing P, Ruangritpassorn L, Thayutichayaton P, Rattanamungkun P, Chaiboonrueang N, Powthong P. Insights from systematic reviews (2019-2024) and drug interaction database analysis in people with HIV and comorbidities. Int J STD AIDS. 2026 Mar;37(3):280-296. doi: 10.1177/09564624251385831. Epub 2025 Oct 31. PMID: 41171993. Pothong, P., Khotprathum, T., Wongchaiya, T., Daengkoed, C., Ramphan, K., Sowat, C., & Boonyong, C. (2025). The role of microbiota in autoimmune disease pathogenesis: Mechanisms and therapeutic implications. Journal of Integrated Science & Technology, 13(7), 1160.

รูปแบบการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อยกระดับผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติจากกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี Read More »

ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ (Proactive Mentoring and Support System for International Publication)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1 ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ (Proactive Mentoring and Support System for International Publication) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. ณัฐพล ยุวนิช รศ. ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย อาจารย์ สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                มหาวิทยาลัยรังสิตมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (World Class University) มีเป้าหมายสำคัญในการติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (World Ranking) และตัวชี้วัดที่มีความสำคัญมาก คือ “ผลงานวิจัย” ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (International Publications) ที่ปรากฏในฐานข้อมูลสากล เช่น Scopus หรือ Web of Science รวมถึงจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง (Citation)                จากการทบทวนและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยของคณะพยาบาลศาสตร์ ในปีการศึกษา 2567 พบว่า คณาจารย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ มีศักยภาพสูงในการผลิตผลงานทางวิชาการ โดยมีผลงานรวมทั้งสิ้น 21 ชิ้นงาน (บทความวิจัย/วิชาการ 20 เรื่อง และตำรา 1 เรื่อง) มีผลรวมถ่วงนํ้าหนักของผลงานทางวิชาการ ร้อยละ 30.34 ได้คะแนนเท่ากับ 5.00 คะแนน ซึ่งบรรลุตามเกณ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปริมาณผลงานวิจัยจำนวนมาก เมื่อจำแนกตามแหล่งตีพิมพ์พบว่า ผลงานส่วนใหญ่ (18 เรื่อง) ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ (TCI กลุ่ม 1 และ 2) มีผลงานระดับนานาชาติ เพียง 2 เรื่องเท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพและจำนวนอาจารย์ อุปสรรคสำคัญ (Pain Points) ที่ทำให้อาจารย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ ไม่สามารถผลักดันงานวิจัยไปสู่วารสารระดับนานาชาติได้ คือ 1) ความไม่มั่นใจในการเขียนบทความภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (Academic English) 2) ภาระงานสอนมาก ทำให้อาจารย์ขาดช่วงเวลาที่มีสมาธิต่อเนื่อง (Focus Time) ในการเขียนผลงาน และ 3) การขาดระบบสนับสนุนที่ครบวงจร เช่น ทุนสนับสนุนค่าตรวจแก้ภาษา (English Editing) หรือระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ที่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุน และช่วยเหลือในการเขียนผลงาน                เพื่อเป็นการปิดช่องว่างดังกล่าว และยกระดับจากการเขียนผลงานวิจัยของอาจารย์จาก “ระดับชาติ” สู่ “ระดับนานาชาติ” คณะพยาบาลศาสตร์จึงพัฒนาแนวปฏิบัติ “ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ” ขึ้นมา เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัย (Research Ecosystem) ที่เอื้อต่อการผลิตผลงานระดับนานาชาติของคณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ และสนับสนุนยุทธศาสตร์ World Ranking ของมหาวิทยาลัยด้วย เป้าหมายของแนวปฏิบัติ เพิ่มจำนวนผลงานวิจัยระดับนานาชาติของอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของอาจารย์ในการคัดเลือกวารสารที่จะตีพิมพ์และตรวจแก้ภาษาโดยใช้ระบบพี่เลี้ยงในการกลั่นกรองคุณภาพก่อนส่งและปรับแก้ สร้างความพึงพอใจและความมั่นใจแก่อาจารย์ในการเขียนบทความภาษาอังกฤษ และการปฏิสัมพันธ์กับวารสารต่างประเทศ พัฒนากระบวนการบริหารจัดการงานวิจัยให้เป็นระบบ เช่น การทำงานเป็นทีมและมีทิศทางชัดเจน ทำให้การใช้งบประมาณวิจัยเกิดความคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่มีผลกระทบสูง สนับสนุนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในการเพิ่ม University Ranking ผ่านฐานข้อมูลวิจัย ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ระดับนานาชาติ: คณะพยาบาลศาสตร์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด Academic writing skill in English and  experiences of international journal publication รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                จากการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Good Practice) ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในหัวข้อ “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ” โดยรศ.ดร.อาภรณ์ ดีนาน และคณะ (2565) เป็นการถอดบทเรียนความสำเร็จของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการผลักดันผลงานวิจัยสู่ฐานข้อมูลสากล (Scopus) สามารถสรุปสาระสำคัญได้เป็น 2 ส่วนหลัก โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและช่องว่างเชิงระบบเพื่อการพัฒนา ดังนี้ ส่วนที่ 1 การสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จและกระบวนการ (Success Factors & Procedures)                ความสำเร็จในการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนด้วย 7 ปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้ ความเชี่ยวชาญเชิงลึก (Clinical Expertise) การมีองค์ความรู้ที่ตกผลึกในสาขาของตนอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นทางวิชาการ (Academic Valiancy) ความกล้าหาญทางปัญญาในการบูรณาการศาสตร์และศิลป์เพื่อสื่อสารผ่านภาษาอังกฤษ เครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) การทำงานเป็นทีมและการสร้างพันธมิตรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ทรัพยากรสนับสนุน (Funding) มีงบประมาณเพียงพอสำหรับค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC) ความเพียรพยายาม (Persistence) ความอดทนต่ออุปสรรค ไม่ย่อท้อเมื่อถูกปฏิเสธงาน และพร้อมแก้ไข การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ยึดหลัก Learning by doing เพื่อพัฒนาทักษะ ทักษะการนำเสนอ (Persuasive Communication) เทคนิคการเขียนจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่ดึงดูดความสนใจบรรณาธิการ                กระบวนการเน้นความเป็นมาตรฐาน (Standard of practice: SOP) เริ่มตั้งแต่การวิจัยเชิงกลยุทธ์ร่วมกับเครือข่าย การคัดเลือกวารสารโดยใช้ฐานข้อมูลเชิงปริมาณ (Scimago) เพื่อดูค่า Quartile การเตรียมต้นฉบับตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และการประกันคุณภาพก่อนส่ง (Pre-submission Quality Assurance) ที่จะต้องมีการตรวจสอบภาษา (English Editing) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ส่งเสริมการตีพิมพ์ในวารสารไทยที่อยู่ในฐานข้อมูลสากลเป็นจุดเริ่มต้น และควรจัดตั้งศูนย์ Writing Center เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนคณาจารย์ ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ช่องว่างเชิงระบบ (Systemic Gap Analysis)                แม้แนวปฏิบัติข้างต้นจะสัมฤทธิ์ผล แต่จากการวิเคราะห์ยังพบช่องว่าง (Gaps) ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 3 ประการ การพึ่งพาตัวบุคคล (Individual Reliance) ความสำเร็จยังผูกติดกับความสามารถเฉพาะตัวและเครือข่าย ส่วนตัวของนักวิจัยอาวุโส (Senior Researchers) ส่งผลให้นักวิจัยรุ่นใหม่ที่ขาดต้นทุนทางสังคมและการสร้างเครือข่ายนักวิจัยเริ่มต้นได้ยาก หากขาดพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ การประกันคุณภาพเชิงรับ (Reactive Quality Control) กระบวนการตรวจสอบคุณภาพมักเกิดขึ้นใน ขั้นตอนสุดท้าย (Pre-submission) ซึ่งอาจสายเกินไป หากกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) หรือระเบียบวิธีวิจัยมีข้อบกพร่องตั้งแต่ต้น การแก้ไขที่ปลายเหตุมักทำได้ยากและเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธ (Rejection) จึงควรมีระบบติดตามคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้น ข้อจำกัดในการถ่ายทอดความรู้ฝังลึก (Limitation of Tacit Knowledge Transformation) การไม่ มีระบบพี่เลี้ยง ทำให้เกิดข้อจำกัดในการถ่ายทอดทักษะที่ไม่ปรากฏในตำรา เช่น เทคนิคการเจรจาต่อรองกับบรรณาธิการ (Editorial Negotiation) หรือการวิเคราะห์รสนิยมของวารสาร (Journal Preference) ทำให้นักวิจัยต้องเสียเวลาเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกด้วยตนเอง บทสรุป                แม้กลไกการสนับสนุนการตีพิมพ์รูปแบบเดิมจะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัย แต่ในทางปฏิบัติ ผลสัมฤทธิ์มักจำกัดอยู่ในกลุ่มนักวิจัยระดับอาวุโสหรือผู้ที่มีประสบการณ์เป็นทุนเดิม ในขณะที่อาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่มักเผชิญกับอุปสรรคทางจิตวิทยา (Psychological barriers) โดยเฉพาะความไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเอง และความกังวลต่อมาตรฐานของเวทีวิชาการระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความลังเลในการผลิตผลงาน ดังนั้น ระบบพี่เลี้ยง (Mentorship system) ที่เน้นการให้คำปรึกษาเชิงปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและเป็นกัลยาณมิตร จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดทอนอุปสรรคทางจิตวิทยาเหล่านี้ ทำให้อาจารย์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเอง และพัฒนาศักยภาพสู่การตีพิมพ์ในระดับสากลได้อย่างมั่นใจ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.5.1 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ รายละเอียดตัวชี้วัด การประกันคุณภาพภายใน องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาพยาบาล สภาการพยาบาล 2568 ส่วนที่ 2 มาตรฐานกระบวนการ ข้อที่ 4 การบริหารการวิจัยและนวัตกรรม ตัวบ่งชี้ที่ 15 การพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และนำไปใช้ประโยชน์ ตัวบ่งชี้ที่ 16 กระบวนการเผยแพร่งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา 3. การลงมือปฏิบัติ ขั้นตอนการดำเนินงาน (รูปที่ 1) และรายละเอียดผลการปฏิบัติจริง (ตารางที่ 1) มีดังนี้ รูปที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินงาน ตารางที่ 1 รายละเอียดการดำเนินการตามแนวปฏิบัติ ระยะที่ หัวข้อ ขั้นตอนการดำเนินการ ผลการปฏิบัติ 1 การวิเคราะห์และคัดกรองศักยภาพผลงานวิจัย (Research Analysis & Screening) ดำเนินการสำรวจและวิเคราะห์ผลงานวิจัยของคณาจารย์เพื่อคัดกรองศักยภาพสำหรับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ โดยในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการคัดเลือกงานวิจัยที่มีโครงร่างวิจัยสมบูรณ์และจัดทำเป็นฉบับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดได้ทันที จากการสำรวจในช่วงเดือนมกราคม 2568 พบว่างานวิจัยของ ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และอาจารย์ สุนิษา เชือกทอง ชื่อเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพลังสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดปทุมธานี เป็นงานวิจัยแบบ quasi-experimental study มีศักยภาพเพียงพอต่อการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และอาจารย์มีความประสงค์ที่จะตีพิมพ์งานวิจัยนี้ในวารสารนานาชาติ 2 การจัดตั้งระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการ (Academic Mentoring System) จัดตั้งระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ในรูปแบบรายบุคคล (One-on-One) หรือรายทีม โดยมีรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยทำหน้าที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงหลัก (Mentor) ให้แก่คณาจารย์ที่มีความประสงค์จะตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติ ซึ่งบทบาทสำคัญของอาจารย์พี่เลี้ยงประกอบด้วย การให้คำแนะนำในการเลือกวารสารที่เหมาะสม (Journal Selection) การให้คำปรึกษาด้านการเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) และการตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความวิจัยก่อนการส่งตีพิมพ์ (Pre-submission Review) รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ทำหน้าที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงหลัก (Mentor) ให้แก่ ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และอาจารย์  สุนิษา เชือกทอง 3 การคัดเลือกวารสารเป้าหมาย (Target Journal Selection) ดำเนินการคัดเลือกวารสารนานาชาติที่เหมาะสม โดยอาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัยร่วมกันพิจารณาขอบเขตเนื้อหา (Scope) ของวารสารและฐานข้อมูล Scopus ที่เป็นเป้าหมาย โดยจะทำการคัดเลือกวารสารสำรองไว้อย่างน้อย 3 รายชื่อ เพื่อเป็นการวางแผนบริหารความเสี่ยง ในกรณีที่วารสารลำดับแรกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Reject) จะสามารถดำเนินการปรับแก้และส่งไปยังวารสารลำดับถัดไปได้ทันทีตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction) ในการคัดเลือกวารสารจะคัดเลือกวารสารที่น่าเชื่อถือเพื่อหลีกเลี่ยง Predatory Journals และเพิ่มโอกาสการตอบรับ หลังจากร่วมอภิปรายและศึกษา scope ของวารสารนานาชาติแล้ว ได้คัดเลือกวารสารนานาชาติดังนี้ ·     Journal of Current Science and Technology (JCST) ·     International Journal of Mental Health Nursing ·     Journal of Mental Health Nursing 4 การทบทวนและทำความเข้าใจเนื้อหางานวิจัย (Research Review & Comprehension) อาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัยร่วมกันอภิปรายเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดของงานวิจัย ครอบคลุมความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัย และการอภิปรายผล เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาสาระสำคัญมีความถูกต้องตามมาตรฐานทางวิชาการและมีความชัดเจนก่อนเข้าสู่กระบวนการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภายหลังการร่วมอภิปรายระหว่างอาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์ผู้วิจัย ทำความเข้าใจในรายละเอียดของงานวิจัยเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการแปลเป็นภาษาอังกฤษ 5 การแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ (Translation & English Drafting) ดำเนินการแปลและเรียบเรียงโครงร่างงานวิจัยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์พี่เลี้ยง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการตรวจสอบร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าถ้อยคำและสำนวนภาษาที่ใช้สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้วิจัยและบริบททางวิชาการ อาจารย์พี่เลี้ยงดำเนินการแปลและเรียบเรียงโครงร่างงานวิจัยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 6 – 17 มกราคม 2568 ภายหลังการแปลและตรวจสอบร่างที่แปลพบว่าข้อมูลและการสื่อความหมายเป็นไปตามโครงร่างต้นฉบับภาษาไทย มีบางคำที่เป็นศัพท์เฉพาะที่ปรับแก้ เช่น คำว่า psychological force ใช้เป็น resilience และคำว่า psychological well-being ปรับเป็น mental health well-being 6 การตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาและไวยากรณ์ (Language Editing & Proofreading) ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องทางไวยากรณ์อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Tools) เช่น โปรแกรม Grammarly ในการตรวจสอบเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา (Professional linguist) ทำการตรวจสอบและขัดเกลาสำนวนภาษาอีกครั้ง เพื่อให้บทความมีความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ จากการตรวจสอบไวยากรณ์โครงร่างที่แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย Grammarly พบ review suggestion 77 รายการ (1% matches external sources และ 36% has patterns that resemble AI text) และได้พิจารณาแก้ไข เมื่อปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้วได้ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ 7 การจัดรูปแบบบทความวิจัย (Manuscript Formatting) จัดเตรียมต้นฉบับบทความวิจัย (Manuscript) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction/Guidelines) ของวารสารเป้าหมาย โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบการจัดวางเนื้อหา และกำกับดูแลให้อาจารย์ผู้วิจัยปรับปรุงต้นฉบับให้ถูกต้องครบถ้วนตามเกณฑ์ที่วารสารกำหนด อาจารย์ผู้วิจัยจัดเตรียมต้นฉบับบทความวิจัย (Manuscript) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Instruction/Guidelines) ของวารสารเป้าหมาย โดยมีอาจารย์พี่เลี้ยงช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำ 8 การเตรียมเอกสารประกอบการส่งตีพิมพ์ (Supporting Documents Preparation) จัดเตรียมเอกสารประกอบที่จำเป็นสำหรับการยื่นตีพิมพ์ อาทิ จดหมายนำส่ง (Cover Letter) และหน้าปกบทความ (Title Page) โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะช่วยร่างแบบฟอร์มและอธิบายหลักการเขียนที่ถูกต้อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้อาจารย์ผู้วิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนและส่งตีพิมพ์ผลงานด้วยตนเองในอนาคต จัดเตรียมเอกสารประกอบที่จำเป็นสำหรับการยื่นตีพิมพ์ ได้แก่ จดหมายนำส่ง (Cover Letter) 9 การส่งบทความเข้าสู่ระบบวารสาร (Manuscript Submission) ดำเนินการส่งบทความวิจัยเข้าสู่ระบบของวารสาร (Submission Process) โดยอาจารย์พี่เลี้ยงจะให้คำแนะนำและกำกับดูแลในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด (Step-by-Step) เพื่อให้อาจารย์ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการส่งงานจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและทักษะในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติต่อไป ดำเนินการส่งบทความวิจัยเข้าสู่ระบบของวารสาร (Submission Process) ในวันที่ 18 มีนาคม 2568 10 การติดตามความก้าวหน้าและการปรับแก้ไขบทความ (Monitoring and Revision) ติดตามสถานะและรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อได้รับการตอบรับให้มีการปรับแก้ไข (Revise) อาจารย์พี่เลี้ยงจะร่วมอภิปรายและอธิบายประเด็นที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิต้องการให้แก้ไข พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการจัดทำตารางชี้แจงการแก้ไข (Response to Reviewers Table) และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและไวยากรณ์ภายหลังการปรับปรุงบทความแล้วเสร็จ ได้รับการติดต่อจากวารสารวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ปรับแก้ไขเล็กน้อย (minor revision) จากนั้นได้ทำการแก้ไขตามประเด็นที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิต้องการให้แก้ไข และชี้แจงการแก้ไขในตาราง (Response to Reviewers Table) (ภาคผนวก ก) 11 การส่งบทความฉบับแก้ไขและการประสานงานกองบรรณาธิการ (Resubmission & Correspondence) ช่วยดูแลขั้นตอนการส่งบทความฉบับปรับปรุงแก้ไข (Resubmission) และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแก่อาจารย์ผู้วิจัยในการติดต่อประสานงานหรือโต้ตอบกับกองบรรณาธิการวารสารในระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นจนบทความได้รับการตอบรับตีพิมพ์ (Accepted) Resubmission วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และได้รับการตอบรับตีพิมพ์วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 (รูปที่ 2) 12 การเสริมพลังและการยกย่องเชิดชูเกียรติ (Reinforcement & Recognition) ดำเนินการเสริมพลังและสร้างขวัญกำลังใจ (Reinforcement) เมื่อผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยหน่วยพัฒนาสื่อ สิ่งประดิษฐ์ วิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล จะจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบภาพกราฟิกเพื่อแสดงความยินดีและยกย่องเกียรติแก่อาจารย์ผู้วิจัย (รูปที่ 3) พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวเพื่อเชิญชวนให้คณาจารย์ในคณะได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจากที่งานวิจัย officially published ในวารสารเล่มที่ Vol. 15 No. 4 (2025): October-December คณะพยาบาลศาสตร์ ดำเนินการโดยหน่วยพัฒนาสื่อ สิ่งประดิษฐ์ วิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล ได้มีการสร้างขวัญกำลังใจ และยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์โดยจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบภาพกราฟิกเพื่อแสดงความยินดีบน Facebook page ของคณะพยาบาลศาสตร์ (รูปที่ 3) และประชาสัมพันธ์ในกลุ่ม LINE บุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวเพื่อเชิญชวนให้คณาจารย์ในคณะได้อ่านและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รูปที่ 2 จดหมายตอบรับการตีพิมพ์จากวารสาร รูปที่ 3 การเสริมพลังและการยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ผู้วิจัย ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบในการส่งตรวจสอบไวยกรณ์ภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ AI tool: Grammarly ปัญหาและอุปสรรคที่พบและแนวทางการแก้ไข           การส่งโครงร่างให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานการเขียนเชิงวิชาการระดับนานาชาติ มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และอาจมีข้อจำกัดในการบริหารด้านการเงินระดับคณะฯ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ​ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้คือการทำความเข้าใจและอธิบายถึงเหตุผลสำคัญในการตรวจสอบภาษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เมื่อต้องเผยแพร่ในวารสารนานาชาติ และชี้แจงอาจารย์ผู้วิจัย เรื่องการเบิกเงินค่าตีพิมพ์จากสถาบันวิจัยเมื่องานวิจัยได้รับการเผยแพร่แล้ว (ประกาศมหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง การสนับสนุนการนำเสนอผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ และการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยในวารสารทางวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ พ.ศ.2566) ดังนั้น อาจารย์ผู้วิจัยจึงสำรองจ่ายเงินก่อน และเบิกค่าสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตภายหลัง ซึ่งดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล อาจารย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบพี่เลี้ยงเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ สามารถเผยแพร่งานวิจัยได้ภายในระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา อาจารย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบพี่เลี้ยง มีความรู้และเข้าใจกระบวนการเผยแพร่งานวิจัยในวารสารนานาชาติ อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ อย่างน้อย 1 เรื่องต่อภาคการศึกษา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในปีการศึกษา 2568 ภาคการศึกษาที่ 2 เมื่อเริ่มดำเนินงานระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่วารสารระดับนานาชาติ ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้ามหาย โดยผลงานของอาจารย์ผู้วิจัยเรื่อง The Effect of the Resilience Quotient Program with Social Support among the Elderly with Chronic Non-Communicable Diseases ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Current Science and Technology (indexed in Scopus Q3) ผลจากการ debriefing ภายหลังดำเนินการตามแนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Content analysis พบประเด็นหลัก และประเด็นย่อย ดังนี้ (รูปที่ 4) รูปที่ 4 ประเด็นหลักและประเด็นย่อยที่ได้จากการ debriefing ของอาจารย์ผู้วิจัย การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           บรรลุเป้าหมาย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ทัศนคติเชิงบวกและการสนับสนุนของพี่เลี้ยง (Positive Mentorship and Support) ปัจจัยสำคัญ ประการแรกคือทัศนคติของพี่เลี้ยงที่มีความเป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช้ทัศนคติเชิงลบหรือสร้างความกดดันเมื่อผู้รับคำปรึกษาขาดประสบการณ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความวิตกกังวลและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในระยะเริ่มต้น การให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติอย่างใกล้ชิด (Hands-on Guidance) การปรับเปลี่ยนวิธีการจากการให้ คำแนะนำในเชิงทฤษฎี มาเป็นการร่วมปฏิบัติการในทุกขั้นตอน (Doing together) ช่วยให้อาจารย์ผู้วิจัยมีความเข้าใจกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะขั้นตอนที่มีความซับซ้อน เช่น การแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Mindset Shift) การที่พี่เลี้ยงช่วยชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงระหว่าง กระบวนการตีพิมพ์ระดับชาติและระดับนานาชาติ (ซึ่งแตกต่างกันที่ข้อกำหนดด้านภาษา) ช่วยลดทอนทัศนคติที่มองว่าการตีพิมพ์ระดับนานาชาติเป็นเรื่องยากจนเกินความสามารถ ส่งผลให้อาจารย์ผู้วิจัยเกิดความมั่นใจและมีทัศนคติที่ดีต่อการส่งผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้วิจัย (Researcher’s Commitment and Determination) นอกเหนือจาก การสนับสนุนของระบบพี่เลี้ยง ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่ง คือความมุ่งมั่นและความพยายามของอาจารย์ผู้วิจัยเอง ที่พร้อมเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ อดทนต่อกระบวนการพิจารณาและแก้ไขบทความซึ่งใช้ระยะเวลานาน ตลอดจนมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาศักยภาพงานวิจัยของตนเองไปสู่มาตรฐานระดับสากล 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้วิจัย (Alleviating Personal Financial Burden) ผู้วิจัยมัก ประสบปัญหาการสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมการตรวจสอบภาษา (Proofreading) ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูง แม้จะมีระบบเบิกจ่ายคืนในภายหลังแต่กระบวนการที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้วิจัย ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงคือ คณะพยาบาลศาสตร์ควรพิจารณาจัดตั้ง “ระบบเงินทดรองจ่าย” จากกองทุนวิชาการเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว การพัฒนาระบบเครือข่ายสนับสนุนด้านภาษา (Developing Language Support Networks) คณะพยาบาลศาสตร์ ควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน จัดหา หรือสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและบริษัทรับตรวจสอบภาษาที่มีมาตรฐานในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม (Corporate Rate) หรือจัดให้มีบุคลากรเพื่อให้คำปรึกษาด้านภาษาเบื้องต้นภายในหน่วยงาน การเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรพี่เลี้ยง (Expanding Mentorship Capacity) ในปัจจุบันภาระงานในการ เป็นพี่เลี้ยงมักตกอยู่กับบุคลากรเพียงบางกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) หรือการดูแลที่ไม่ครอบคลุม จึงควรพิจารณาขยายฐานอาจารย์พี่เลี้ยงโดยเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในคณะพยาบาลศาสตร์มาร่วมเป็นคณะทำงาน แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนอย่างเป็นทางการ (Formalizing the Support Unit) ควรยกระดับ การดำเนินงานให้เป็น “ศูนย์หรือหน่วยสนับสนุนการวิจัยและการตีพิมพ์” อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีการจัดสรรงบประมาณรองรับ และสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบงานโดยไม่พึ่งพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เชิงรุก (Proactive Public Relations) ควรส่งเสริมการเผยแพร่ความสำเร็จของโครงการ (Success Stories) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นความสนใจและดึงดูดอาจารย์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแต่ยังขาดความมั่นใจ ให้เข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JCST/article/view/9099/1377 ภาคผนวก ก ตัวอย่าง Response to Reviewers Table Title: The Effect of the Resilience Quotient Program with Social Support among the Elderly with Chronic Non-Communicable Diseases  Authors: Thitchaya Piyaphattanuschai and Sunisa Chuaktong No.

ระบบพี่เลี้ยงและกลไกสนับสนุนเชิงรุกเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่วารสารนานาชาติ (Proactive Mentoring and Support System for International Publication) Read More »

พัฒนานวัตกรรมด้านกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพร่วมกับสหวิชาชีพ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.3 พัฒนานวัตกรรมด้านกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพร่วมกับสหวิชาชีพ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.โชติกา ลักษณะพุกก์, ดร.เบญจรัตน์ แสงทอง, ดร.จิรพิมล เขาเขียว และ ดร.สมชนก หงษ์ทอง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ ที่ผ่านมา บุคลากรทางกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพได้มีการดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่จำนวนมาก ทั้งในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในบริบทของการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชนหรือสถานบริการสุขภาพ พบว่ายังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น การขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานจริง การขาดนวัตกรรมที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงข้อจำกัดด้านการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ การบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างศาสตร์ด้านกายภาพบำบัด วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิศวกรรมศาสตร์ จะช่วยให้สามารถพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือระบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง มีความเหมาะสมต่อบริบทของผู้ใช้ และสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันในลักษณะสหวิชาชีพยังเป็นการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม (innovation thinking) การต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในระบบสุขภาพหรือขยายผลในระดับชุมชนและอุตสาหกรรมสุขภาพได้ในอนาคต                                                                                                                 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยการพัฒนาเครื่องมือหรืออุปกรณ์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับหลักการทางกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ช่วยสนับสนุนกระบวนการประเมิน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้รับบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในสถานพยาบาลและในชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นการนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยด้านกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพมาพัฒนาเป็นเครื่องมือหรือรูปแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางคลินิกหรือการส่งเสริมสุขภาพเพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการของบุคลากรสุขภาพ เนื่องจากการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และช่วยให้บุคลากรสามารถดูแลผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นการเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ เนื่องจากนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย มีความปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ จะช่วยให้ผู้รับบริการมีประสบการณ์ที่ดีต่อการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่งผลต่อความร่วมมือในการรักษาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และเป็นการเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ด้านสุขภาพของประชาชน หากในอนาคตสามารถผลิตนวัตกรรมได้ในเชิงอุตสาหกรรม ก็จะช่วยลดต้นทุน ทำให้สถานบริการสุขภาพ ชุมชน และประชาชนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์หรือเครื่องมือดังกล่าวได้ง่ายมากขึ้น และการสร้างต้นแบบนวัตกรรมจากองค์ความรู้เดิมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลงานวิจัยเชิงนวัตกรรม การจดสิทธิบัตรอีกด้วย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)     ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง ได้แก่ องค์ความรู้ด้านการวิจัย กายภาพบำบัด และวิศวกรรมศาสตร์     ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน    2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2   โปรดระบุ KR 2.2.3 จำนวนงานวิจัยหรือชุดงานวิจัย งานสร้างสรรค์และ/หรือนวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันแบบสหวิทยาการ หรือเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิชา กลุ่มคณะ หรือร่วมมือกับภายนอก  สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกับสหวิชาชีพ ในปีการศึกษา 2568 มีจำนวน 5 ผลงาน ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่สำหรับตรวจวัดรูปแบบการหายใจ โดย ดร.เบญจรัตน์ แสงทอง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ ผศ.ธนกร อยู่โต คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต Application AI-Assisted Emotion Training for Individuals with Autism Spectrum Disorder (ASD) A development Approach โดย ดร.จิรพิมล เขาเขียว คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ ผศ.ดร. จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต อุปกรณ์เกมฝึกการทรงตัวแบบ real time feedback โดย ดร.โชติกา ลักษณะพุกก์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ ผศ.ดร. จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต อุปกรณ์เกมฝึกการเคลื่อนไหวและการรู้คิดของสมอง โดย ดร.โชติกา ลักษณะพุกก์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ ผศ.ดร. จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต อุปกรณ์ช่วยฝึกมือแบบ 2 ระนาบ โดย ดร.สมชนก หงษ์ทอง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ รศ.ดร.ชนะ รักษ์ศิริ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขั้นตอนการดำเนินงาน การวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของการฝึกทางกายภาพบำบัดในปัจจุบัน การระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสหวิชาชีพ การออกแบบและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม (Prototype Development) การรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน (User Feedback) การปรับปรุงและพัฒนาต้นแบบ การทดสอบการใช้งานจริง (Prototype Testing) การสรุปผลและเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อยอด 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัด รวบรวมและวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการฝึกฟื้นฟูและการส่งเสริมสุขภาพทางกายภาพบำบัด เช่น ข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่มีอยู่ ความไม่สะดวกในการใช้งาน และการเข้าถึงอุปกรณ์ของผู้รับบริการ เพื่อนำมากำหนดประเด็นในการพัฒนานวัตกรรม ระดมความคิดเห็นและออกแบบแนวคิดนวัตกรรม ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักกายภาพบำบัด และนักศึกษาวิศวกรรม เพื่อร่วมกันออกแบบแนวคิดของอุปกรณ์หรือเครื่องมือนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณและระยะเวลา พัฒนาต้นแบบนวัตกรรม นักศึกษาดำเนินการออกแบบและผลิตต้นแบบอุปกรณ์ โดยมีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการทางกายภาพบำบัดและวิศวกรรม ทดลองใช้งานและรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้ นำต้นแบบไปทดลองใช้งานและรับข้อเสนอแนะจากนักกายภาพบำบัดและบุคลากรสุขภาพ เพื่อนำมาปรับปรุงรูปแบบและการใช้งานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ปรับปรุงและทดสอบการใช้งานจริง ปรับแก้ต้นแบบตามข้อเสนอแนะ และนำไปทดลองใช้งานอีกครั้งเพื่อประเมินความเหมาะสม ประสิทธิภาพ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงหรือพัฒนาต่อยอดในอนาคต                          ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากงบประมาณในการพัฒนาต้นแบบมีจำกัด ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชิ้นส่วนที่เลือกใช้มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพไม่สูงเท่าที่ควรและชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ต้องเลือกใช้มีน้ำหนักมาก ส่งผลต่อความเสถียรหรือความแม่นยำของการใช้งาน และไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายหรือใช้งานในบางบริบท แนวทางการแก้ไข: มีการปรับเปลี่ยนหรือเลือกใช้ชิ้นส่วนที่มีความเหมาะสมกับงบประมาณมากขึ้น รวมทั้งปรับรูปแบบการออกแบบอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของวัสดุและอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ และมีการปรับลดสเปกของอุปกรณ์และโครงสร้างบางส่วนให้เหมาะสมกับงบประมาณ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                การประเมินความก้าวหน้าของโครงการโดยคณาจารย์คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ เกี่ยวกับการออกแบบ การผลิตต้นแบบบ และความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง และการนำเสนออุปกรณ์ของนักศึกษาเมื่อจบโครงการโดยมีคณาจารย์จากคณะกายภาพบำบัดฯ มาร่วมทดลองการใช้งานต้นแบบอุปกรณ์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความสะดวก และประสิทธิภาพในการใช้งาน และประเมินความเป็นไปได้ในการนำอุปกรณ์ไปใช้จริงหรือพัฒนาต่อยอดในอนาคต                   ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                ได้อุปกรณ์ต้นแบบสำหรับใช้ในการฝึก ฟื้นฟู หรือส่งเสริมสุขภาพทางกายภาพบำบัด ซึ่งสามารถนำไปทดลองใช้งานจริงและพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังเกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสหวิชาชีพ ได้แก่ สาขากายภาพบำบัด วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิศวกรรมศาสตร์ ในการร่วมออกแบบ พัฒนา และปรับปรุงนวัตกรรมให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง                                                                             การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                จากการดำเนินงานพบว่าสามารถพัฒนาผลงานอุปกรณ์ต้นแบบได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยตัวชี้วัดความสำเร็จคือจำนวนผลงานหรือนวัตกรรมต้นแบบที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของสหวิชาชีพ  ซึ่งในปีการศึกษานี้มีผลงานทั้งหมดจำนวน 5 ชิ้น ที่สามารถนำไปทดลองใช้งานและพัฒนาต่อยอดได้ต่อไป ถือเป็นการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาแนวปฏิบัติที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา และการฟื้นฟูทางกายภาพบำบัด        ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                การทำงานร่วมกันระหว่างสาขากายภาพบำบัด วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้ทั้งด้านสุขภาพและด้านเทคโนโลยีในการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม และการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน เช่น นักกายภาพบำบัดหรือบุคลากรสุขภาพ เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะ ทำให้สามารถปรับปรุงอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง รวมถึงการสนับสนุนจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาในการให้คำปรึกษาและกำกับดูแล ช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมเป็นไปอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับหลักวิชาการ  5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                ควรพัฒนาคุณภาพของอุปกรณ์ต้นแบบทั้งด้านวัสดุ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการออกแบบโครงสร้าง เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น      แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน นำอุปกรณ์ต้นแบบไปศึกษาทดลองในเชิงการวิจัย เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ต่อการส่งเสริมสุขภาพหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดและการนำอุปกรณ์ไปใช้ในวงกว้างต่อไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รูปที่ 1 หลักฐานรางวัลผลงานประดิษฐ์ “อุปกรณ์สวมใส่สำหรับตรวจวัดรูปแบบการหายใจ โดย ดร.เบญจรัตน์ แสงทอง ผศ.ธนกร อยู่โต และคณะ รูปที่ 2 ผลงานต้นแบบอุปกรณ์เกมฝึกการทรงตัวแบบ real time feedback และ อุปกรณ์เกมฝึกการเคลื่อนไหวและการรู้คิดของสมอง โดย ผศ.ดร. จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ ดร.โชติกา ลักษณะพุกก์ และคณะ รูปที่ 3 Application AI-Assisted Emotion Training for Individuals with Autism Spectrum Disorder (ASD) – A development Approach โดย ผศ.ดร. จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ ดร.จิรพิมล เขาเขียว และคณะ รูปที่ 4 อุปกรณ์ช่วยฝึกมือแบบ 2 ระนาบ โดย รศ.ดร.ชนะ รักษ์ศิริ ดร.สมชนก หงษ์ทอง และคณะ

พัฒนานวัตกรรมด้านกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์สุขภาพร่วมกับสหวิชาชีพ Read More »

ความสำเร็จของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 ในสาขา Pharmacology and Pharmacy

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.2, 2.5.1, 2.5.4 ความสำเร็จของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 ในสาขา Pharmacology and Pharmacy ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรเชาวลิต มณฑล และ รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรกัมปนาท หวลบุตตา วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการพัฒนางานวิจัยให้มีผลกระทบในระดับนานาชาติ อาทิ ภาระงานที่สูง ข้อจำกัดด้านทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงคุณภาพกับสถาบันขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาแนวทางการทำวิจัยเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพและผลกระทบของผลงาน มากกว่าการเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว การริเริ่มแนวปฏิบัตินี้จึงเกิดขึ้นจากความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนให้สามารถสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถแข่งขันได้ตามเกณฑ์การประเมินที่ใช้ในระดับโลก แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำวิจัยของอาจารย์ ให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพสูง ถูกอ้างอิงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อการยกระดับตัวชี้วัดด้านการวิจัยของคณะและมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างต้นแบบความสำเร็จที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลได้ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้           แนวปฏิบัตินี้อาศัยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในประสบการณ์การทำวิจัยของอาจารย์ผู้ได้รับการจัดอันดับ World’s Top 2% Scientist ซึ่งครอบคลุมการเลือกโจทย์วิจัย การวางแผนตีพิมพ์ การบริหารบทบาทผู้เขียน และการสร้างผลกระทบเชิงวิชาการในระยะยาว ความรู้ดังกล่าวสามารถถ่ายทอดในรูปแบบแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่      2      โปรดระบุ KR   2.1.2, 2.5.1, 2.5.4 รายละเอียดตัวชี้วัด           KR2.1.2 จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่มีค่า H-index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป            KR2.5.1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการที่มีค่าถ่วงน้ำหนักของผลงาน 0.6 ขึ้นไป           KR2.5.4 อัตราส่วนของผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ที่มีการอ้างอิงจากวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่ (Citation) ต่อจำนวนอาจารย์ประจำ และนักวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงาน กำหนดทิศทางการวิจัยหลัก (research focus) ที่มีศักยภาพในการสร้างการอ้างอิง วางแผนการผลิตผลงานวิจัยระยะกลางและระยะยาว กำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วมให้สะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ เลือกวารสารเป้าหมายที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับเนื้อหางานวิจัย ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)           ใช้ทรัพยากรหลัก ได้แก่ งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรังสิตและหน่วยงานภายนอก เครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ฐานข้อมูล Scopus เครื่องมือจัดทำบรรณานุกรม และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน กำหนดทิศทางการวิจัยหลัก (research focus): ได้มีการทบทวนผลงานวิจัยที่ผ่านมา วิเคราะห์จุดแข็ง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และแนวโน้มการพัฒนาความรู้ในสาขา Pharmacology and Pharmacy เพื่อกำหนดทิศทางการวิจัยหลักที่มีความต่อเนื่องและมีศักยภาพในการถูกนำไปอ้างอิง การดำเนินการในขั้นตอนนี้มิได้มุ่งหวังผลลัพธ์ด้านการจัดอันดับ แต่เน้นการสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและสามารถตอบโจทย์เชิงวิชาการได้อย่างแท้จริง วางแผนการผลิตผลงานวิจัยระยะกลางและระยะยาว: ได้มีการจัดทำแผนการวิจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องขององค์ความรู้และการสะสมผลกระทบของผลงานวิจัย แผนดังกล่าวช่วยให้การผลิตผลงานมีความสม่ำเสมอและมีทิศทางชัดเจน โดยมุ่งเน้นคุณภาพและความลึกของเนื้อหา กำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วมให้สะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ: ในการดำเนินงานวิจัยร่วม ได้มีการกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน โดยรับผิดชอบในส่วนของการกำหนดแนวคิดหลัก การออกแบบการทดลอง การลงมือทำวิจัย การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้บทบาทในงานวิจัยสะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพของงานวิจัย ส่งผลให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในวงกว้าง เลือกวารสารเป้าหมายที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับเนื้อหางานวิจัย: ได้มีการคัดเลือกวารสารเป้าหมายที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับขอบเขตเนื้อหาของงานวิจัย และเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้และอ้างอิง การคัดเลือกวารสารเป็นไปเพื่อให้ผลงานถูกสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในเวทีวิชาการ           โดยสรุป แนวปฏิบัติที่ดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายหลักเพื่อการทำวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นระบบ และยั่งยืน มิได้มุ่งหวังการได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist เป็นเป้าหมายตั้งต้น หากแต่ผลการจัดอันดับดังกล่าวเกิดขึ้นในฐานะ “รางวัล” หรือผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของการดำเนินงานวิจัยตามแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล                    ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           อุปสรรคที่พบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและความซับซ้อนของงานวิจัยเชิงสหสาขา แนวทางแก้ไขคือการจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัย การทำงานเป็นทีมและกำหนดบทบาทที่ชัดเจน และการเลือกทำวิจัยในประเด็นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           ประเมินผลโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากฐานข้อมูล Scopus ได้แก่ จำนวนผลงานตีพิมพ์ จำนวนการอ้างอิง และ h-index รวมถึงการเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด KR ที่กำหนด  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           อาจารย์ทั้งสองท่านได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 by Stanford University ประเภท Single Year Citation Impact สาขา Pharmacology & Pharmacy และสะท้อนความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้อย่างชัดเจน ที่มา: https://elsevier.digitalcommonsdata.com/datasets/btchxktzyw/8 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           จากตาราง แสดงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าผลงานและตัวชี้วัดด้านการวิจัยของอาจารย์ทั้งสองท่านมีการพัฒนาอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินในระดับสากล โดยเฉพาะด้านจำนวนการอ้างอิง ความสม่ำเสมอของผลงานตีพิมพ์ และบทบาทหลักในงานวิจัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนและส่งเสริมโอกาสในการได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist อย่างมีนัยสำคัญ ตัวชี้วัด เป้าหมาย รศ.ดร.ภก.เชาวลิต มณฑล รศ.ดร.ภก.กัมปนาท หวลบุตตา ค.ศ. 2024 ค.ศ. 2025 ค.ศ. 2024 ค.ศ. 2025 จำนวนงานวิจัยตีพิมพ์ 10 บทความ 21 12 12 11 h-index 10 18 18 22 22 จำนวนการอ้างอิง (citation) 100 citations/ปี 243 198 351   582 หมายเหตุ อ้างอิงจากฐานข้อมูล Scopus ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ มุ่งสร้างผลงานที่ถูกนำไปอ้างอิงได้จริง:ความสำเร็จเริ่มจากการเลือกโจทย์วิจัยที่มีความสำคัญต่อสาขา มีช่องว่างความรู้ชัดเจน และสามารถนำไปต่อยอดได้ งานลักษณะนี้มีแนวโน้มถูกอ้างอิงสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนการอ้างอิงรวมและความเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความสม่ำเสมอของการอ้างอิง: การมี h-index สูงไม่ได้เกิดจากบทความเด่นเพียงไม่กี่ชิ้น แต่เกิดจากการผลิตผลงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จจะมีแผนการวิจัยระยะยาวและพัฒนาแนวคิดเดิมให้ลึกขึ้น แทนการทำงานแบบกระจัดกระจาย มีบทบาทสำคัญในงานวิจัยร่วม: การทำงานวิจัยร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความสำเร็จเกิดจากการมีบทบาทหลัก เช่น การเป็นผู้กำหนดแนวคิด ออกแบบการศึกษา การลงมือทำวิจัย การวิเคราะห์ผล หรือสังเคราะห์ผล วางตำแหน่งตนเองให้เป็นผู้นำทางวิชาการ: การเป็นผู้เขียนลำดับแรก (first author) หรือผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ในบทความ ช่วยสะท้อนความเป็นผู้นำทางวิชาการ นักวิจัยที่ก้าวสู่ Top 2% มักมีบทบาทในการกำหนดทิศทางงานวิจัย มากกว่าการเป็นเพียงผู้ร่วมโครงการ บริหารคุณภาพผลงานให้สะท้อนตัวชี้วัดรวม: การประสบความสำเร็จในระดับสากลไม่ได้อาศัยตัวชี้วัดเดียว แต่ต้องบริหารภาพรวมของผลงานให้ส่งเสริม composite citation indicator เช่น การมีทั้งบทความที่ถูกอ้างอิงสูง งานที่ต่อเนื่อง และบทบาทหลักในงานวิจัย รักษาความโดดเด่นทั้งระยะยาวและระยะปัจจุบัน: นักวิจัยที่ติดอันดับสามารถรักษาผลกระทบของผลงานได้ทั้งตลอดอาชีพ (life time) และในช่วงเวลาปัจจุบัน (single year) โดยยังคงผลิตผลงานใหม่ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับประเด็นวิจัยร่วมสมัย ไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม เลือกช่องทางการเผยแพร่ที่เพิ่มการมองเห็นในระดับนานาชาติ: การตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่มีคุณภาพสูงช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ่านและอ้างอิง ความสำเร็จจึงเกิดจากการเลือกวารสารอย่างมีกลยุทธ์ ควบคู่กับการสื่อสารผลงานให้ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง สร้างความเชี่ยวชาญในงานวิจัยของตนเอง: การสร้างความเชี่ยวชาญในสาขางานวิจัยด้านที่มีความสนใจและตอบโจทย์ปัญหาสังคมเพื่อสร้างงานวิจัยและบทความวิชาการที่ส่งผลกระทบต่อวงการเพื่อให้เกิดการอ้างอิงของงานวิจัย     โดยสรุป การเป็น World’s Top 2% Scientist ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความบังเอิญ แต่เกิดจาก การวางกลยุทธ์การทำวิจัยอย่างเป็นระบบ การสร้างผลงานที่ผู้อื่นต้องใช้และอ้างอิง และการรักษาบทบาทความเป็นผู้นำทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จเชิงประจักษ์ตามเกณฑ์การประเมินระดับโลก 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี           เพื่อยกระดับผลลัพธ์ของแนวปฏิบัตินี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรเสริมสร้างระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการ (research mentoring) อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้อาจารย์ที่มีผลงานวิจัยโดดเด่นและมีประสบการณ์สูงทำหน้าที่ถ่ายทอดแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการเลือกโจทย์วิจัย การกำหนดบทบาทในงานวิจัยร่วม และการวางแผนการตีพิมพ์ในระยะยาว เพื่อให้อาจารย์สามารถติดตามผลกระทบของผลงานและปรับทิศทางการวิจัยให้สอดคล้องกับแนวโน้มของสาขาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การส่งเสริมเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างอาจารย์ที่มีผลงานโดดเด่นกับอาจารย์รุ่นใหม่ จะช่วยลดช่วงเวลาในการพัฒนาศักยภาพการวิจัย และสร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน           ในระดับองค์กร ควรนำแนวปฏิบัตินี้พัฒนาเป็นกรอบมาตรฐานการทำวิจัยของคณะหรือมหาวิทยาลัย โดยบูรณาการเข้ากับระบบบริหารงานวิจัยและระบบพัฒนาบุคลากร การกำหนดแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความชัดเจนในทิศทางการวิจัย ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลงานที่มีผลกระทบสูงในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ควรใช้แนวปฏิบัตินี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาอาจารย์และนักวิจัยในสาขาอื่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำวิจัยที่มุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในระยะยาวอย่างเป็นระบบ 6. ข้อมูลประกอบ การแสดงความยินดีจากเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต และวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ความสำเร็จของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับเป็น World’s Top 2% Scientist 2025 ในสาขา Pharmacology and Pharmacy Read More »

การพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.2 การพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกันท์ วารินหอมหวล วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก 1. บริบทและความสำคัญ เนื่องด้วยในปัจจุบันวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มีบุคลากรที่ยังไม่มีผลงานทางวิชาการ อาทิเช่น การตีพิมพ์วารสาร ระดับชาติ หรือ ระดับนานาชาติ ส่งผลต่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ รวมถึงข้อจำกัดในการสอนระดับบัณฑิตศึกษา การรับนักศึกษา จึงต้องการริเริ่มแนวปฏิบัติในการส่งเสริมการทำวิจัยและการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในแก่อาจารย์ภายในวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก โดยทำการสำรวจรายชื่ออาจารย์ที่มีผลงานตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ มีความร่วมมือภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น mentor ในการแนะนำการวิจัยต่อไป ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  คณาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการ ที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้           เป็นการดึงเอาทักษะและประสบการณ์เฉพาะตัว ของอาจารย์ที่มีผลงานตีพิมพ์ต่อเนื่อง มาถ่ายทอดให้อาจารย์ใหม่ หรืออาจารย์ที่ยังไม่มีผลงานทางวิชาการ แนวทางในการทำวิจัย และการหาทุนวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนางานวิจัย โอกาสในการตอบรับการตีพิมพ์  ประกอบไปด้วย 1) เทคนิคการเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้องานวิจัย 2) การแก้บทความตามคำแนะนำของ reviewer ถูกต้องตามหลักทางวิชาการ 3) การบริหารจัดการเวลา โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ทำวิจัยควบคู่ไปกับภาระงานสอน เพื่อให้ผลิตผลงานได้สม่ำเสมอ 4) เครือข่ายวิจัย แนะนำการร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อให้งานวิจัยของตนเองกว้างขึ้น 5) การใช้ mentor ให้อาจารย์ผู้มีประสบการณ์จับคู่กับอาจารย์ เพื่อให้คำแนะนำในการทำวิจัย  การเขียนขอทุนวิจัย 6) แนวทางการขอตำแหน่งทางวิชาการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่     2   โปรดระบุ KR    KR2.1.2  รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป                         ขั้นตอนการดำเนินงาน 1) สำรวจมูลการตีพิมพ์งานวิจัย ทุนวิจัย และการขอตำแหน่งทางวิชาการ2) แบ่งกลุ่มอาจารย์โดยให้กลุ่มที่มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง ถ่ายทอดประสบการณ์การทำวิจัย ถ่ายทอดวิธีการขอทุนวิจัย เครือข่ายวิจัย3) ทำแผน timeline ในการทำงานวิจัยการจับคู่กับ mentor รวมถึงการขอตำแหน่งทางวิชาการ4) ติดตามผลการดำเนินการเป็นระยะ5) สรุปผลและแนวทางในการจัดทำกิจกรรมดังกล่าวในระยะที่ 2 ต่อไป (นำผลที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนาต่อระยะที่ 2) 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                จากการสำรวจพบว่าอาจารย์ส่วนใหญ่มีการทำวิจัยแต่เป็นเพียงผู้ประพันธ์ร่วม (co-author) และมีการทำวิจัยนำเสนอผลงานผ่านงานประชุมวิชาการระดับชาติ ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในส่วนของการตีพิมพ์ผลงานวารสารทางวิชาการระดับชาติ หรือนานาชาติ ยังมีอยู่น้อยที่เป็น first author และ corresponding author ซึ่งจะส่งผลต่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดสรรเวลาในการดำเนินการวิจัยที่ทำให้ไม่มีเวลาในการวิจัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           อาจารย์ขาดงบประมาณในการทำวิจัย และมีภาระงานสอนที่เยอะ ซึ่งแนวทางในการแก้ไขโดยการจับคู่อาจารย์ที่มีงบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ และทำการวางแผน timeline ในการทำวิจัย การนำเข้าที่ประชุมเพื่อจัดภาระงานสอนให้เหมาะสมกับอาจารย์ที่มีแผนทำวิจัยและทำตำแหน่งทางวิชาการ นอกจากนี้อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ดำเนินการเปิดฐานข้อมูล google scholar ทำให้ไม่มีข้อมูล  4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                อาจารย์มีค่า H-Index อย่างน้อย 3 ขึ้นไป มีแผน timeline ในการทำวิจัยและการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                อาจารย์มีค่า H-Index อย่างน้อย 3 ขึ้นไป จากการสืบค้นข้อมูลผ่าน google scholar และเริ่มมีการวางแผนการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ                                การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                ผลลัพธ์เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดความสำเร็จพบว่ามีอาจารย์ที่มีค่า H-Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปจำนวน 4 ท่าน จากการสืบค้นข้อมูลใน google scholar                                                                                     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการวางแผนในการทำวิจัยควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทางด้านการเรียนการสอน รวมถึงการขอตำแหน่งทางวิชาการ      5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี 1) การผลักดันให้อาจารย์มีค่า H-Index เพิ่มมากขึ้นในทุกปีตามเกณฑ์ KR โดยทำเป็นบันทึกข้อความเวียนแจ้งอาจารย์ในวิทยาลัย เพื่อให้รับทราบและทำตามแผนการดำเนินการที่วางแผนไว้ 2) ชี้แจงเรื่องวิธีการกรอกสมัครข้อมูล google scholar เพื่อให้อาจารย์ได้ดำเนินการ                                    แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน           จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อให้ทราบข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการที่จัดทำ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของอาจารย์ 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ Read More »

U-Scopus Accelerator: โมเดลการยกระดับผลงานวิจัยนักศึกษาปริญญาตรีสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 U-Scopus Accelerator: โมเดลการยกระดับผลงานวิจัยนักศึกษาปริญญาตรีสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัญจนพร โตชัยกุล คณะรังสีเทคนิค 1. บริบทและความสำคัญ                สภาพปัญหาและความท้าทาย: ในอดีต ผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมักถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรายวิชาสัมมนาหรือเพื่อให้จบการศึกษาเท่านั้น ผลงานส่วนใหญ่จึงหยุดอยู่เพียง “เล่มรายงาน” ที่จัดเก็บไว้ภายในคณะ ซึ่งไม่สามารถนำมานับผลงานเชิงวิชาการหรือค่าถ่วงน้ำหนักได้ ส่งผลให้เกิดความท้าทายใน 4 มิติหลัก ดังนี้: มิติด้านคุณภาพมาตรฐาน: งานวิจัยนักศึกษายังขาดการเจียระไนให้ถึงระดับสากล ทำให้เสียโอกาสในการแสดงศักยภาพบนเวทีโลก มิติด้านภาระงานอาจารย์: อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระงานสอน งานบริหาร และงานบริการวิชาการที่หนาแน่น ทำให้มีข้อจำกัดด้านเวลาในการสร้างสรรค์งานวิจัยใหม่ๆ หรือการเขียนบทความวิจัย (Manuscript) จากศูนย์ด้วยตนเองทั้งหมด มิติด้านตัวชี้วัดยุทธศาสตร์: การที่ผลงานไม่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus ทำให้ค่าถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการของคณะ (และมหาวิทยาลัยตาม KR2.5.1/1) ไม่เพิ่มขึ้น ทั้งๆที่ผลงานวิจัยบางเรื่องสามารถไปได้ไกลกว่าภายในชั้นเรียน มิติด้านสร้างแรงจูงใจ: นักศึกษาขาดความเชื่อมั่นและขาดต้นแบบว่าผลงานจากระดับชั้นเรียนสามารถก้าวไปไกลถึงระดับ Scopus Q1-Q3 ได้                เหตุผลในการริเริ่มแนวปฏิบัติ: จากการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว อาจารย์จึงเล็งเห็นโอกาสในการสร้าง “กลไกการทำงานร่วมกัน” โดยใช้แนวปฏิบัติ “U-Scopus Accelerator” เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากอาจารย์ที่ปรึกษาแบบเดิม มาเป็น “นักวิจัยพี่เลี้ยง” ซึ่งวิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาแบบบูรณาการ คือ: นักศึกษา: ได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุดและมีผลงานระดับสากลติดตัวก่อนหรือหลังจบการศึกษา อาจารย์: สามารถต่อยอดข้อมูลจากงานวิจัยนักศึกษาที่ตนเองมีส่วนร่วมมาวิเคราะห์เชิงลึกและตีพิมพ์ได้ ซึ่งช่วยลดภาระการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่ทั้งหมด และเป็นการบริหารจัดการเวลาที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คณะและมหาวิทยาลัย: ได้รับผลงานคุณภาพสูงระดับ Scopus ที่มีค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 อย่างต่อเนื่อง แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย: ยกระดับการเผยแพร่ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมสู่มาตรฐานสากลตามยุทธศาสตร์ 02.5 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ (KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าผลงานทางวิชาการ: มุ่งเน้นการผลิตบทความวิจัยระดับสูงในฐานข้อมูล Scopus (Q1-Q3) ซึ่งมีค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 เพื่อส่งเสริมตัวชี้วัดด้านการประกันคุณภาพการศึกษา (KPI) ของทั้งคณาจารย์ คณะ และมหาวิทยาลัยให้มีคะแนนในระดับสูงสุด เพื่อสร้างระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืน: สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงานวิจัย สร้างกลไกการทำงานที่ต่อเนื่อง (2021-2025) เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาปริญญาตรีสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีศักยภาพสูง จนเกิดเป็น “วัฒนธรรมวิจัย” ภายในองค์กร ที่สามารถผลิตผลงานคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด         ผศ.กัญจนพร โตชัยกุล    สังกัด คณะรังสีเทคนิค                        รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ เทคนิคการ Coaching และ Mentoring เชิงรุก: ความรู้ในการคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและแรงจูงใจ เพื่อให้นักศึกษาทุ่มเทจนงานถึงระดับตีพิมพ์ได้ ทักษะการวิเคราะห์และเลือกวารสารในฐานข้อมูล Scopus (Q1-Q3) ที่สอดคล้องกับเนื้อหางานวิจัยของนักศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตอบรับ การบริหารจัดการโครงการวิจัยที่มีระยะเวลาจำกัด (ตามปีการศึกษา) ให้สามารถบรรลุผลลัพธ์คุณภาพสูง (Scopus Q3-Q1 Tier 1) ภายในกำหนดเวลา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย โปรดระบุ KR 02.5 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และ นานาชาติ (KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการ) รายละเอียดตัวชี้วัด                ตัวชี้วัดที่ 1  จำนวนบทความ Scopus ต่อปี มีเป้าหมายอย่างน้อย 1 เรื่อง/ปี                ตัวชี้วัดที่ 2 ระดับคุณภาพผลงาน มีเป้าหมายในระดับ Scopus Q3 ขึ้นไป (ค่าถ่วงน้ำหนักงานวิจัยเท่ากับ 1.0 ต่อผลงาน) ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ขั้นตอนการดำเนินงาน               Phase 1: การวางแผนและคัดเลือกนักศึกษา โดยใช้วิธี Early Scouting: คัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและแรงจูงใจตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ 2-3 เพื่อขยายระยะเวลาการทำงานวิจัยให้ยาวนานขึ้น ทลายข้อจำกัดด้านเวลาหากรอเริ่มในชั้นปีที่ 4               Trend Analysis: อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมกับนักศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มงานวิจัยระดับโลก (Global Trends) เพื่อกำหนดหัวข้อที่ “สด ใหม่” และอยู่ในความสนใจของวารสารระดับ Q1-Q3 พร้อมจัดทำ Research Road Map ล่วงหน้า               Phase 2: ระบบพี่เลี้ยง โดยใช้วิธี Data Validation & Enhancement: มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเคร่งครัด โดยอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยสนับสนุนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม (Re-analysis) รวมถึงการทดลองเสริมเพิ่มเติม เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลงานให้สูงกว่ามาตรฐานงานวิจัยในชั้นเรียนทั่วไป               Quality Mentoring: ดำเนินการวิจัยต่อเนื่องตลอดช่วงชั้นปีที่ 2-4 โดยมีอาจารย์เป็น Coach กำกับดูแลทุกขั้นตอนเพื่อลดโอกาสการถูกปฏิเสธ (Rejection) จากวารสารสากล               Phase 3: การกลั่นกรองและคัดเลือกวารสารเป้าหมาย โดยใช้วิธี Strategic Submission: วิเคราะห์และเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้อหา โดยเน้นกลุ่ม Scopus Q1 – Q3 เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์               Phase 4: การรักษามาตรฐานและความต่อเนื่อง โดยใช้วิธี Senior-to-Junior Mentorship: การถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและรักษาความต่อเนื่องของการผลิตผลงาน เมื่อนักศึกษารุ่นน้องเห็นว่ารุ่นพี่ทำได้ จึงมีความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจที่อยากดำเนินรอยตามมากขึ้น               Monitoring & Evaluation: อาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่บันทึกสถิติและสถานะการตีพิมพ์อย่างเป็นระบบตลอด 4 ปี (2021-2025) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และนำมาปรับปรุงกระบวนการบ่มเพาะในปีถัดไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรบุคคล: ระบบอาจารย์พี่เลี้ยง: อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และมีประสบการณ์การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ งบประมาณและการสนับสนุน: การขอทุนสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งทุนภายในและภายนอก และเลือกวารสารที่ไม่ใช่ Open Access เพื่อลดงบประมาณค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐาน: มีโปรแกรมสนับสนุนการวิจัย: เช่น โปรแกรมวิเคราะห์สถิติขั้นสูง, โปรแกรมจัดการบรรณานุกรม (EndNote/Mendeley), หรือโปรแกรมตรวจสอบการคัดลอกผลงาน (Turnitin) พร้อมทั้งระบบห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่มีพื้นที่และอุปกรณ์เครื่องมือที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางรังสีเทคนิค โดยใช้เครื่องมือและพื้นที่จากคณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นหลัก ประกอบกับความร่วมมือจากคณะอื่นภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน Phase 1: การวางแผนและคัดเลือกนักศึกษา เลือกนักศึกษาในแต่ละรุ่นประมาณ 3-4 กลุ่มเข้ามาในการดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัย ซึ่งจากทั้งหมด 3-4 กลุ่มจะมีนักศึกษาอย่างน้อย 1 กลุ่มที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่วางแผนไว้แล้วสามารถนำผลงานระดับปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์ในวารสารระดับสากลได้ อย่างน้อย 1 เรื่องต่อปีPhase 2: ระบบพี่เลี้ยง อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยจะคอยดูแลตลอดขั้นตอนตั้งแต่การเลือกหัวข้องานวิจัย การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องหรือข้อมลที่ peer-review  ต้องการเพิ่มเติม เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลงานให้สูงกว่ามาตรฐานงานวิจัยในชั้นเรียนทั่วไปและลดโอกาสการถูกปฏิเสธจากวารสารสากลPhase 3: การกลั่นกรองและคัดเลือกวารสารเป้าหมาย โดยอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยจะเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเนื้อหาโดยเน้นให้สามารถตีพิมพ์ได้จริง แม้บางผลงานจะไม่สามารถเข้าถึงการตีพิมพ์ในระดับ Q1-Q2 ได้ก็จะสนับสนุนให้ตีพิมพ์ใน Q3 แทน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการได้ตีพิมพ์และมีชื่อในวารสารระดับสากล แม้จะไม่ได้อยู่ใน quartile ที่สูงมากนักแต่หากอยู่ในฐาน Scopus ก็จะได้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1 เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักศึกษาและผู้ปกครองได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ การมีทัศนคติต่องานวิจัยในแง่ดี เพื่อให้นักศึกษาที่จบไปแล้วไม่กลัวการทำวิจัยต่อไปในอนาคต ไม่มองว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องยากหรือน่ากลัวPhase 4: การรักษามาตรฐานและความต่อเนื่อง เมื่อสามารถดำเนินการได้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจึงส่งผลให้รุ่นพี่กล้าที่จะส่งต่อหรือพูดคุยกับรุ่นน้อง หรือรุ่นน้องอาจจะเห็นจากการประชาสัมพันธ์ในเพจคณะ ทำให้เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ในทุกรุ่นมีนักศึกษาที่สนใจในการเริ่มดำเนินการทำวิจัยในชั้นปีต้นๆมากขึ้น จึงทำให้รักษาความต่อเนื่องของการผลิตผลงานได้ จนส่งผลให้การดำเนินการตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้งานวิจัยตีพิมพ์ในระดับสากลรวมกันมากถึง 8 เรื่อง ดังแสดงในตาราง ปีการศึกษา/ค.ศ. จำนวนผลงาน (นักศึกษา ป.ตรี) ฐานข้อมูล / Quartile ค่าถ่วงน้ำหนัก (ต่อผลงาน) 2021 (ปีเริ่มระบบ) 2 Scopus Q3 1.0 2022 (พัฒนาระบบ) 1 Scopus Q3 1.0 2023 (ขยายผล) 3 Scopus Q2-Q3 1.0 2024-2025 (ปัจจุบัน) 2 Scopus Q1-Q1 (Tier 1) 1.0 ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความกังวลและความกลัวต่อการทำวิจัย (Research Anxiety): ในช่วงแรกที่เริ่มกระบวนการนี้นั้นนักศึกษามองว่าการตีพิมพ์ Scopus เป็นเรื่องยากเกินความสามารถและมีความกดดันสูง อาจารย์ที่ปรึกษาจึงต้องใช้วิธีการย่อยขั้นตอนการทำงานให้เล็กลง เข้าร่วม ไม่ทอดทิ้ง เพื่อให้นักศึกษามีกำลังใจและดำเนินการต่อไปตลอดการศึกษา และใช้วิธีสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน เพื่อให้นักศึกษารู้สึกว่าความสำเร็จเข้าถึงได้จริง ความผันแปรของคุณภาพงานวิจัยในแต่ละกลุ่ม: งานวิจัยของนักศึกษาบางกลุ่มอาจมีความสมบูรณ์ไม่เพียงพอต่อการส่งตีพิมพ์ใน Quartile ระดับบน (Q1-Q2) จึงมีการแก้ไขให้ปรับกลยุทธ์การส่งวารสารให้สอดคล้องกับคุณภาพงานจริง โดยเน้นกลุ่ม Q3 เพื่อรักษาสิทธิ์การได้รับค่าถ่วงน้ำหนัก 1.0 ซึ่งเป็นการการันตีความสำเร็จของผลลัพธ์ในภาพรวม นึกศึกษายังคงได้ร่วมมีชื่อในการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ กระบวนการ Peer-Review ที่เข้มงวด: วารสารสากลมีการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งเกินกว่าแผนการวิจัยเริ่มต้นที่นักศึกษาทำไว้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะใช้เก็บข้อมูลสำรองหรือวิเคราะห์เพิ่มเติม การบริหารเวลาและภาระงาน: การทำวิจัยเพื่อตีพิมพ์ควบคู่ไปกับการเรียนตามหลักสูตรปกติ สร้างภาระงานหนักให้นักศึกษาและอาจารย์ จึงได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2-3 และการบริหารจัดการกลุ่มนักศึกษาแบบเป็นรุ่นช่วยให้สามารถกระจายภาระงานและติดตามความคืบหน้าได้เป็นระบบมากขึ้น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                Achievement Metric: วัดความสำเร็จจากการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus Q1-Q3 ที่ต้องได้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์               Affordability Metric (Workload): วัดประสิทธิภาพการบริหารภาระงานของอาจารย์ โดยเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่าง “เวลาที่ใช้” กับ “ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้น” (เป้าหมายคือลดขั้นตอนการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่จากศูนย์)               Adherence Metric: วัดความต่อเนื่องของการดำเนินงานตลอด 4 ปี โดยตรวจสอบจำนวนผลงานที่เกิดขึ้นในทุกปีการศึกษา ไม่ให้เกิดช่องว่างของผลผลิตทางวิชาการ   ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์: ตลอด 4 ปี (2021-2025) สามารถผลิตบทความวิจัยระดับสากลได้รวม 8 เรื่อง (เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีละ 1 เรื่อง) และทุกเรื่องได้รับค่าถ่วงน้ำหนัก 1.0               ประสิทธิภาพการทำงาน: อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถสร้างผลงานวิจัยคุณภาพสูงได้โดยใช้กระบวนการ Mentorship ร่วมกับนักศึกษา ซึ่งช่วยลดภาระงานในการบุกเบิกงานวิจัยใหม่ และเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคล (นักศึกษา) มาสนับสนุนงานวิจัยของคณะได้อย่างเต็มศักยภาพ               ความยั่งยืนของระบบ: นักศึกษามี “Research Mindset” ที่ดี มีความภาคภูมิใจในผลงานระดับสากล และส่งต่อแนะนำความภาคภูมิใจนี้สู่รุ่นน้อง เกิดเป็น “Research Pipeline” ที่เสถียร โดยมีนักศึกษารุ่นน้องสนใจเข้าร่วมโปรแกรมตั้งแต่ปี 2-3 เพิ่มขึ้นในทุกปี ส่งผลให้คณะมีผลงานตีพิมพ์ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกปีการศึกษา  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย ผลการดำเนินงานจริง จำนวนบทความ Scopus ต่อปี อย่างน้อย 1 เรื่อง/ปี บรรลุเฉลี่ย 2 เรื่อง/ปี (ดำเนินการต่อเนื่อง 4 ปีรวม 8 เรื่อง) ระดับคุณภาพผลงาน Scopus Q3 ขึ้นไป บรรลุ Q1 tier1 – Q3 ค่าถ่วงน้ำหนักงานวิจัยเท่ากับ 1.0 (ทุกผลงาน)  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                Proactive Mentorship: การเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากเพียงผู้ตรวจเป็น “เพื่อนร่วมวิจัย” ที่สนับสนุนนักศึกษาตั้งแต่การวางแผนต้นทาง การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล               Proactive Workflow: การเริ่มงานตั้งแต่ชั้นปีที่ 2-3 แทนการเริ่มทำในชั้นปีที่ 4 ทำให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการ Re-analysis และการแก้ไขบทความตามคำแนะนำของ Peer Review               Strategic Journal Matching: ความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกวารสารระดับนานาชาติที่ “ตีพิมพ์ได้จริง” และให้ค่าถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.0 ทำให้ลดความล้มเหลวและสร้างขวัญกำลังใจให้นักศึกษา               Win-Win Collaboration: โมเดลการทำงานที่เอื้อประโยชน์ทั้งอาจารย์ (ได้งานวิจัยโดยลดภาระงานในการทำวิจัยตั้งแต่ศูนย์) และนักศึกษา (ได้ผลงานระดับสากลโลกเป็นโปรไฟล์)               Institutional Synergy: การประชาสัมพันธ์ความสำเร็จภายในคณะจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่รุ่นพี่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                จากการดำเนินงานต่อเนื่อง 4 ปี คณะได้ถอดบทเรียนเพื่อการพัฒนาในอนาคต ดังนี้:                   การเพิ่มทักษะด้าน AI-Assisted Research: บูรณาการเครื่องมือ AI ที่มหาวิทยาลัยรองรับมาใช้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นและการตรวจสอบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพื่อลดภาระงานของอาจารย์และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดทำต้นฉบับ (Manuscript) ให้ได้มาตรฐานสากล                   สร้างคลังความรู้: รวบรวมรายชื่อวารสาร (Journal List) ในระดับ Scopus Q1-Q3 ที่เหมาะสมกับงานวิจัยของนักศึกษา เพื่อเป็นทางลัดให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ในรุ่นต่อๆ ไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                การถอดบทเรียนกระบวนการออกมาในรูปแบบคู่มือหรือสื่อออนไลน์ เพื่อให้อาจารย์ท่านอื่นภายในคณะหรือคณะอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เพื่อเปลี่ยนค่านิยมจากการทำวิจัยเพื่อจบการศึกษา มาเป็นการทำวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าทางวิชาการร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาอย่างยั่งยืน               การผลักดันสู่การเป็นวิชาบูรณาการ: เสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรโดยนำกระบวนการ “Research Mentorship” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสัมมนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการผลิตผลงานคุณภาพสูงเป็นวงกว้างแทนการทำเพียงกลุ่มเฉพาะ 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link https://drive.google.com/drive/folders/1qEHbYg0PxK3qKbSdFQcW5QbWLTHkblWT?usp=drive_link ลิ้งค์ google drive แสดงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รูปภาพหน้าปกงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล scopus ตลอด 4 ปี ทั้งหมด 8 เรื่อง ไฟล์ manuscript ฉบับเต็มทั้งหมด 8 เรื่อง

U-Scopus Accelerator: โมเดลการยกระดับผลงานวิจัยนักศึกษาปริญญาตรีสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง Read More »

การบริหารจัดการห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัยสู่การคว้ารางวัลระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.4 การบริหารจัดการห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัยสู่การคว้ารางวัลระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง, ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ อ.อนุชาญ พนักศรี วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา ห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืนเป็นห้องปฏิบัติหนึ่งที่อยู่ภายใต้การวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นห้องปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการศึกษา แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งในการผลิตผลงานวิจัยทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯ ที่มุ่งเน้นการแปลงผลงานวิจัยสู่การเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผลผลิตของงานวิจัยส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการเป็นหลัก   ความท้าทายสำคัญคือ คณาจารย์และนักวิจัยยังขาด กระบวนการบริหารจัดการและระบบสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาผลงานวิจัยเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรมต้นแบบ ที่มีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน รวมถึงยังขาดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคนิคการนำเสนอผลงาน ให้ตอบโจทย์เกณฑ์ของเวทีการประกวด ทำให้องค์กรพลาดโอกาสสำคัญในการนำผลงานไปแสดงศักยภาพและสร้างการยอมรับในเวทีสาธารณะ   เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ห้องปฏิบัติการฯ จึงได้ริเริ่มแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยการสร้างระบบเครือข่ายพี่เลี้ยงและการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (Mentoring & Peer Review) ในกลุ่มคณาจารย์และนักวิจัย เพื่อช่วยเหลือกันพัฒนาชิ้นงานและเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการผลักดันให้บุคลากรสายวิชาการได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร เพื่อเพิ่มจำนวนคณาจารย์และนักวิจัยที่ได้รับรางวัล: ผลักดันและสนับสนุนให้บุคลากรของห้องปฏิบัติการฯ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดและคว้ารางวัลในเวทีระดับมหาวิทยาลัย ระดับชาติ และนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับผลงานวิจัยสู่นวัตกรรม (Research to Innovation): ส่งเสริมการนำองค์ความรู้ทางวิชาการด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ มาพัฒนาต่อยอดเป็นชิ้นงานต้นแบบที่จับต้องได้และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก เพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็ง: สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันและการจัดการความรู้ (KM) ภายในกลุ่มนักวิจัย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและประสบการณ์ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                               อื่น ๆ (โปรดระบุ) คู่มือและเกณฑ์การประเมินผลงานนวัตกรรมของเวทีการแข่งขันระดับชาติและสากล ระเบียบวิธีวิจัยและเอกสารทางวิชาการด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) คณาจารย์และนักวิจัยอาวุโสประจำห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมเวทีการประกวดนวัตกรรม อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ ทักษะ และเทคนิคการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อดึงศักยภาพบุคลากรในการนำเสนอผลงาน (Pitching) และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการแข่งขัน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.1.4 จำนวนอาจารย์ นักวิจัยที่ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนคณาจารย์และนักวิจัยภายใต้ห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน ที่ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ (เป้าหมาย: คณาจารย์/นักวิจัยได้รับการผลักดันจนได้รับรางวัล อย่างน้อย 2 ท่าน ต่อปีการศึกษา) ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)  เชิงปริมาณ: จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์ในห้องปฏิบัติการฯ ที่ผ่านการเตรียมความพร้อมและถูกส่งเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือนานาชาติ (เป้าหมาย: อย่างน้อย 2 ผลงานต่อปีการศึกษา) เชิงคุณภาพ: มีการนำองค์ความรู้และข้อเสนอแนะจากการประกวด มาถอดบทเรียน (Lessons Learned) และจัดทำเป็นแนวทางปฏิบัติ (SOP) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการพัฒนาชิ้นงานนวัตกรรมของห้องปฏิบัติการฯ ในรุ่นต่อไป ขั้นตอนการดำเนินงาน ห้องปฏิบัติการฯ ใช้หลักการบริหารวงจรคุณภาพ (PDCA) ในการขับเคลื่อน ดังนี้: การวางแผน (Plan): สำรวจและคัดเลือกผลงานวิจัยของคณาจารย์ที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อกำหนดเป้าหมายเวทีประกวดระดับนานาชาติที่เหมาะสม พร้อมทั้งวางแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุน (เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ – วช.) การลงมือปฏิบัติ (Do): ดำเนินการเตรียมความพร้อมผ่าน ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) โดยให้คณาจารย์และนักวิจัยร่วมกันวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (Peer Review) ช่วยเหลือกันจัดทำชิ้นงานต้นแบบ และฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน (Pitching) โดยเน้นการสื่อสารจุดเด่นและผลกระทบเชิงบวกทางสังคมให้เข้าใจง่ายและเป็นสากล การตรวจสอบและวัดผล (Check): ประเมินความพร้อมของผลงานในรอบคัดเลือกตัวแทนประเทศ และติดตามผลลัพธ์จากการแข่งขันจริงบนเวทีนานาชาติ พร้อมทั้งรวบรวมข้อเสนอแนะ (Feedback) จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ การปรับปรุงและพัฒนา (Act): นำประสบการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีสากล มาต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ (เช่น การจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการทดลองทางคลินิก) และนำกระบวนการทั้งหมดมาปรับปรุงระบบพี่เลี้ยงให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรบุคคล: เวลา ทักษะ และความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาในห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพฯ ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม งบประมาณ: ทุนสนับสนุนการวิจัยสำหรับการพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ รวมถึงงบประมาณหรือทุนสนับสนุนสำหรับการสมัครและเดินทางเข้าร่วมประกวดผลงานในเวทีระดับนานาชาติ อุปกรณ์และเครื่องมือ: เครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานภายในห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จากการกำหนดเป้าหมายเพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัย ห้องปฏิบัติการฯ ได้ดำเนินการตามวงจรคุณภาพ (PDCA) โดยมีกรณีศึกษา (Case Study) จากการส่งผลงานของคณาจารย์จำนวน 2 ท่าน เข้าร่วมประกวดในเวที “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนี้: การวางแผน (Plan): ห้องปฏิบัติการฯ ได้คัดเลือกผลงานวิจัยที่มีศักยภาพและเคยผ่านการประกวดในประเทศมาแล้ว เพื่อส่งเข้ารับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยส่ง 2 ผลงานเด่น ได้แก่ 1) นวัตกรรมแผ่นเมมเบรนชุดตรวจโรคไตเบื้องต้นจากปัสสาวะ (Nanofiber Membrane for Urinary Albumin Detection…) และ 2) นวัตกรรมผิวหนังเทียมจากเจลาตินหนังปลา (Artificial Skin by Bioprinting from Fish Gelatin) การลงมือปฏิบัติ (Do): การใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอและจัดแสดง ทีมพี่เลี้ยง (Mentors) ได้นำความรู้และประสบการณ์จากการประกวดเวทีระดับโลกมาจัดกระบวนการติวเข้ม (Intensive Coaching) ให้แก่นักวิจัย โดยแบ่งยุทธศาสตร์ออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ: กลยุทธ์ด้านการนำเสนอ: เทคนิค Elevator Pitch: ฝึกฝนให้นักวิจัยสามารถสรุปแก่นของนวัตกรรมให้จบได้ภายใน 1-3 นาทีแรก โดยใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Problem-Solution-Impact (ระบุปัญหา-นำเสนอทางออก-แสดงผลกระทบเชิงบวก) เทคนิคการแปลงข้อมูล (Data Translation): ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการนำเสนอแบบวิชาการ เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง มาเป็นการสื่อสารคุณค่าของนวัตกรรม (Value Proposition) เน้นให้เห็นถึงความใหม่ ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และประโยชน์ต่อสังคมระดับสากล เพื่อให้กรรมการที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ โดยตรงสามารถเข้าใจและประทับใจได้ทันที กลยุทธ์ด้านการจัดแสดงผลงาน (Exhibition & Engagement Strategy): การสาธิตเชิงโต้ตอบ (Interactive Demonstration): ปรับรูปแบบบูธจัดแสดงจากการใช้เพียงโปสเตอร์แบบดั้งเดิม มาเป็นการเน้นนำเสนอชิ้นงานต้นแบบ ที่สามารถจับต้องและสาธิตการทำงานได้จริง เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างประสบการณ์ร่วม (Engagement) ให้กับคณะกรรมการ การสร้างจุดดึงดูดสายตา (Visual Hook): ออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์และอินโฟกราฟิก ประจำบูธให้มีข้อความหลัก (Key Message) ที่กระชับและมองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล เพื่อแย่งชิงความสนใจท่ามกลางผลงานนวัตกรรมนับพันชิ้นในฮอลล์จัดแสดง การตรวจสอบและวัดผล (Check): ดำเนินการจัดกิจกรรม “จำลองการนำเสนอ (Mock Pitching)” ภายใต้สภาวะกดดันที่ใกล้เคียงกับเวทีจริง โดยเชิญคณาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชามาสวมบทบาทเป็นคณะกรรมการนานาชาติ เพื่อประเมินทักษะการตอบคำถาม (Q&A) ไหวพริบ และภาษากาย (Body Language) พร้อมทั้งบันทึกวิดีโอเพื่อให้นักวิจัยได้เห็นจุดบกพร่องและนำไปแก้ไขปรับปรุง ผลสัมฤทธิ์จากกระบวนการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นนี้ ทำให้นักวิจัยสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลจากเวทีสากลมาได้ถึง 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากประเทศจีน, รางวัล NRCT Special Award และ รางวัลชมเชยพิเศษ จาก วช. การปรับปรุงและพัฒนา (Act): หลังจากการแข่งขัน ห้องปฏิบัติการฯ ได้จัดเวทีเสวนาถอดบทเรียน เพื่อรวบรวมเทคนิคที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงรูปแบบคำถามที่มักพบบ่อยจากคณะกรรมการนานาชาติ นำมาจัดทำเป็น คู่มือแนวปฏิบัติสำหรับการประกวดนวัตกรรมระดับสากลเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการเตรียมความพร้อมให้แก่นักวิจัยของห้องปฏิบัติการฯ ในรอบปีถัดไป ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา/อุปสรรค: กับดักความเชี่ยวชาญ ของนักวิจัย รายละเอียด: นักวิจัยมักมีความผูกพันกับกระบวนการทดลองและรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก (Deep Tech) ทำให้เมื่อต้องนำเสนอผลงาน มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอธิบายระเบียบวิธีวิจัย จนลืมเน้นย้ำถึงจุดเด่นและผลกระทบเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้คณะกรรมการระดับนานาชาติอาจหลุดโฟกัสหรือเกิดความเบื่อหน่าย แนวทางแก้ไข: ระบบพี่เลี้ยงได้นำแนวทางการประเมินแบบข้ามศาสตร์ มาใช้ โดยให้นักวิจัยทดลองนำเสนองานให้บุคลากรที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ฟัง หากผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจประเด็นหลักได้ภายใน 3 นาที นักวิจัยจะต้องกลับไปปรับรื้อโครงสร้างสคริปต์ใหม่ โดยบังคับให้ใช้ การเปรียบเทียบ แทนการอธิบายกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การวัดผลเชิงปริมาณ : ประเมินจาก จำนวนคณาจารย์และนักวิจัย (บุคคล) ของห้องปฏิบัติการฯ ที่ได้รับรางวัลจากการส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือระดับนานาชาติ การวัดผลเชิงคุณภาพ : ประเมินระดับความพร้อมด้านการนำเสนอ ของนักวิจัยก่อนการแข่งขันจริง ผ่านกิจกรรมจำลองการนำเสนอ โดยใช้เกณฑ์การประเมินแบบข้ามศาสตร์ เพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารคุณค่าของนวัตกรรมให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ การประเมินหลังการปฏิบัติการ: รวบรวมข้อเสนอแนะและรูปแบบคำถามจากคณะกรรมการในเวทีระดับนานาชาติ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาต่อของทั้งตัวผลงานและตัวผู้นำเสนอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จำนวนคณาจารย์และนักวิจัย (บุคคล) ของห้องปฏิบัติการฯ ที่ได้รับรางวัลจากการส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับชาติหรือระดับนานาชาติ จำนวน 2 คน จากการใช้ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) และการติวเข้มอย่างเป็นระบบ คณาจารย์ของห้องปฏิบัติการฯ ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการนำเสนอผลงานบนเวทีระดับนานาชาติ “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสามารถสื่อสารนวัตกรรมเชิงลึกให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้ (Interactive Demonstration) จนสามารถคว้ารางวัลระดับสากลได้ถึง 4 รางวัล ได้แก่:  รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากคณะกรรมการจัดการประกวดประเทศจีน 2 รางวัล   รางวัลพิเศษ (NRCT Special Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลชมเชยพิเศษ (NRCT Honorable Mention Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ผลการดำเนินงาน บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จากตัวชี้วัดหลัก (KR 2.1.4) ที่กำหนดเป้าหมายให้มีคณาจารย์และนักวิจัยได้รับรางวัลอย่างน้อย 2 ท่านต่อปีการศึกษา พบว่าจากการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ ห้องปฏิบัติการฯ สามารถสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ คณาจารย์จำนวน 2 ท่าน คว้ารางวัลระดับสากลกลับมาได้สำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ในการปั้นนักวิจัยได้อย่างตรงจุด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งและการประเมินแบบข้ามศาสตร์: การมีทีมนักวิจัยอาวุโสที่มากประสบการณ์มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการให้บุคลากรจากต่างสาขาวิชามาร่วมฟังและวิจารณ์ผลงาน ช่วยให้นักวิจัยสามารถก้าวข้าม กับดักความเชี่ยวชาญ และสามารถย่อยข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราว ที่สื่อสารคุณค่าของนวัตกรรมได้อย่างชัดเจนและเป็นสากล การจำลองสถานการณ์แข่งขันจริงอย่างเป็นระบบ: การจัดกิจกรรมฝึกซ้อมนำเสนอเสมือนจริงภายใต้สภาวะกดดัน ช่วยให้นักวิจัยมีความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม (Q&A) สามารถควบคุมเวลาในการนำเสนอแบบกระชับ (และเห็นจุดบกพร่องของตนเองเพื่อนำไปแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์แบบก่อนการเดินทางไปแข่งขันจริง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการจัดแสดงผลงาน: การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการนำเสนอเชิงวิชาการ ไปสู่การนำเสนอเชิงประจักษ์ โดยเน้นการใช้ ชิ้นงานต้นแบบ มาสาธิตให้คณะกรรมการเห็นกลไกการทำงาน (ผสานกับการใช้กลยุทธ์ดึงดูดความสนใจใน 10 วินาทีแรก ทำให้ผลงานมีความโดดเด่นและสามารถเอาชนะกำแพงด้านภาษาในการสื่อสารระดับนานาชาติได้ ความสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ขององค์กร : การที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิต มีนโยบายผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรม (Research to Innovation) อย่างชัดเจน ทำให้คณาจารย์มีเป้าหมายร่วมกัน มีการจัดสรรทรัพยากรและทุนสนับสนุนที่เพียงพอ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักวิจัยมีความพร้อมในการก้าวสู่เวทีระดับโลก 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การบูรณาการความรู้ด้านธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา (Business & IP Integration): จากประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติพบว่า คณะกรรมการให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ดังนั้นจึงควรปรับปรุงระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) โดยเพิ่มการอบรมหรือการให้คำปรึกษาด้านการจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas) และกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เข้าไปในกระบวนการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้นักวิจัยสามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น การจัดทำฐานข้อมูลและคู่มือเตรียมตัว (Innovation Contest Playbook): ควรมีการรวบรวมข้อมูลลักษณะเฉพาะ เกณฑ์การประเมิน และความสนใจของคณะกรรมการในแต่ละเวทีประกวดระดับนานาชาติ รวมถึงถอดบทเรียนรูปแบบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) จัดทำเป็น คู่มือแนวปฏิบัติและคลังข้อมูล แบบดิจิทัล เพื่อลดระยะเวลาในการเตรียมตัวและเป็นทางลัด ให้นักวิจัยรุ่นถัดไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การกำหนดระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure – SOP) ก่อนการประกวด: เสนอแนะให้หน่วยงานนำ กระบวนการจำลองการนำเสนอ (Mock Pitching)และ เกณฑ์การสื่อสารนวัตกรรมให้เป็นสากล มาจัดทำเป็นมาตรฐาน (SOP) หรือข้อกำหนดเบื้องต้น สำหรับผลงานวิจัยทุกชิ้นของวิทยาลัยฯ โดยผลงานที่จะเป็นตัวแทนองค์กรไปแข่งขันในเวทีภายนอก จะต้องผ่านกระบวนการซ้อมและปรับแก้จากคณะกรรมการระดับคลินิกนวัตกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพ การสร้างมาตรฐานภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการคว้ารางวัลตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัย (KR 2.1.4) อย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link

การบริหารจัดการห้องวิจัยวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคณาจารย์และนักวิจัยสู่การคว้ารางวัลระดับชาติและนานาชาติ Read More »

The Research Overdrive: ปลดล็อกขีดจำกัดงานวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 The Research Overdrive: ปลดล็อกขีดจำกัดงานวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ญาณวุฒิ สุพิชญางกูร วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา สภาพปัญหา: ปริมาณผลงานวิชาการในระดับชาติและนานาชาติยังมีจำนวนน้อย, ความล่าช้าในการเผยแพร่นวัตกรรม, การขาดเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ความท้าทาย: การแข่งขันในระดับโลกสูง, ข้อจำกัดด้านงบประมาณสนับสนุนการตีพิมพ์/การนำเสนอ เหตุผล: เพื่อเพิ่มอันดับมหาวิทยาลัย (Ranking) และสร้างอิทธิพลทางวิชาการ (Academic Impact) ให้กับวิทยาลัย แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพิ่มอัตราการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติโดยมีร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการไม่น้อยกว่า 50% ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ หลักการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) การใช้ระบบฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มงานวิจัย 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)      ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย O2.5 เผยแพร่ผลงานด้านวิจัย งานสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และนานาชาติ KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการ รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนบทความในฐานข้อมูลระดับชาติ นานาชาติ คิดเป็นร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการไม่น้อยกว่า 50% ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ความพึงพอใจของนักวิจัย, จำนวนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ, จำนวนโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากภายนอก ขั้นตอนการดำเนินงาน Gap Analysis: วิเคราะห์ศักยภาพผลงานวิจัยรายบุคคล Mentoring System: สร้างระบบอาจารย์ที่ปรึกษาอาวุโส (Senior Mentor) Internal Review: กระบวนการตรวจทานเชิงลึกก่อนส่งตีพิมพ์ (Pre-submission review) Funding & Logistics: การสนับสนุนค่าธรรมเนียมและการประสานงานจัดแสดงนวัตกรรม ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณสนับสนุนค่าตีพิมพ์และค่าธรรมเนียมสิทธิบัตร แพลตฟอร์มบริหารจัดการงานวิจัยของวิทยาลัย ทีมสนับสนุนด้านภาษาและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอนจัดทำฐานข้อมูลผลงานวิชาการประจำวิทยาลัยปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา: นักวิจัยไม่มีเวลาโฟกัสงานเขียนแนวทางแก้ไข: การจัดสรรเวลาสอน (Teaching Load Reduction) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล จำนวนบทความในฐานข้อมูลระดับชาติ นานาชาติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการไม่น้อยกว่า 50% การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดหลักโดยมีร้อยละของผลรวมถ่วงนํ้าหนักผลงานวิชาการไม่น้อยกว่า 50% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การสนับสนุนจากผู้บริหาร, วัฒนธรรมการทำงานแบบทีมวิจัย (Research Group Culture) 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาการใช้ AI ช่วยในการตรวจทานไวยากรณ์และโครงสร้างบทความให้เป็นสากลมากขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การประกาศใช้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) ของวิทยาลัยเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องไม่ว่าเปลี่ยนผู้บริหารหรือตัวบุคคล 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkhttps://docs.google.com/spreadsheets/d/1uvQ545RsOcHzzUksYDrc5dkqW-cchUR4/edit?usp=sharing&ouid=111672807563565541901&rtpof=true&sd=true  

The Research Overdrive: ปลดล็อกขีดจำกัดงานวิจัย Read More »

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.สุพานิช อังศิริกุล , อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ และ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ                 ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับบริษัทในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า สถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้   องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ ศิษย์เก่า และบริษัท ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้                 ออกแบบและพัฒนาระบบ HR ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยออกแบบและพัฒนาตาม Requirement ของบริษัท โดยมีศิษย์เก่า พนักงานของบริษัท อาจารย์ร่วมให้คำแนะนำในการดำเนินงาน ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม            ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด      อ.สุพานิช อังศิริกุล, อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์  และดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 การพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ขั้นตอนการดำเนินงาน – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากบริษัท ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของสาขาวิชา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการระบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการออกแบบและพัฒนาระบบงานแบบมืออาชีพ จึงมีการจัดอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน หลังจากประชุมร่วมกับบริษัทเพื่อรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ – ทดสอบและแก้ไขระบบ ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้บริษัทเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของบริษัทได้อย่างแท้จริง – ส่งมอบระบบให้กับบริษัท หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับบริษัทอย่างเป็นทางการ 3. การลงมือปฏิบัติ 1) การประชุมระดมสมองและกำหนดรายละเอียดโครงการ                 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนบริษัทซึ่งเป็นศิษย์เก่า เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการขององค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน แผนการดำเนินงาน และทรัพยากรที่จำเป็น ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน 2) การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะนักศึกษา                 ได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสารสนเทศ การออกแบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และการบริหารโครงการ เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงวิชาชีพและเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับสถานประกอบการได้จริง  3) การออกแบบและพัฒนาระบบต้นแบบ       นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึก ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และพัฒนาระบบต้นแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของบริษัท โดยมีการประสานงานและรับข้อเสนอแนะจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่พัฒนามีความสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริง 4) การทดสอบ ปรับปรุง และตรวจสอบคุณภาพระบบ                 มีการทดสอบระบบทั้งในระดับฟังก์ชันและการใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้จากบริษัททดลองใช้งาน พร้อมเก็บข้อมูลข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่งผลให้ระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น 5) การส่งมอบระบบและถ่ายทอดองค์ความรู้                 ได้ดำเนินการส่งมอบระบบให้แก่บริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำระบบไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข 1) ความต้องการของผู้ใช้งานยังไม่ชัดเจนในระยะแรก ปัญหา: ความต้องการของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ แนวทางแก้ไข: ใช้กระบวนการประชุมติดตามงานเป็นระยะ และพัฒนาระบบแบบต้นแบบ (Prototype) เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพและให้ข้อเสนอแนะได้รวดเร็ว 2) ความแตกต่างของทักษะนักศึกษาในทีมพัฒนา ปัญหา: นักศึกษามีระดับความรู้และประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้การทำงานบางช่วงล่าช้า แนวทางแก้ไข: จัดการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด จัดกิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม และให้คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด 3) ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนาระบบควบคู่กับการเรียน ปัญหา: นักศึกษาต้องบริหารเวลาเรียนและการพัฒนาระบบพร้อมกัน แนวทางแก้ไข: ใช้แนวคิดการบริหารโครงการแบบ Agile แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 4) การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงมีข้อจำกัด ปัญหา: การเข้าถึงข้อมูลจริงและผู้ใช้งานจริงมีข้อจำกัดในบางช่วงเวลา แนวทางแก้ไข: สร้างชุดข้อมูลจำลองสำหรับการทดสอบ และกำหนดช่วงเวลาทดลองใช้งานร่วมกับบริษัทอย่างเหมาะสม 5) ความเสถียรและความปลอดภัยของระบบก่อนใช้งานจริง ปัญหา: ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความปลอดภัยของระบบก่อนส่งมอบ แนวทางแก้ไข: ดำเนินการทดสอบหลายรอบ ตรวจสอบข้อผิดพลาด และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจนระบบมีความพร้อมใช้งาน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินผลการดำเนินโครงการใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้สะท้อนผลลัพธ์ของการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการอย่างรอบด้าน โดยมีแนวทางดังนี้ การประเมินจากความสำเร็จของระบบที่พัฒนา โดยพิจารณาความสามารถของระบบในการตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ความถูกต้องของการทำงาน ความเสถียร และความพร้อมในการใช้งานจริง การประเมินทักษะและสมรรถนะของนักศึกษา ซึ่งประเมินจากความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการบริหารโครงการ ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นจากบริษัท คณาจารย์ และนักศึกษา เพื่อประเมินคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ รวมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงาน การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงของผลลัพธ์กับการพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการสร้างคุณค่าทางสังคมตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถบรรลุเป้าหมายหลักของโครงการ โดย สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือระบบสารสนเทศที่นำไปใช้งานได้จริงในองค์กร นักศึกษาเกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศิษย์เก่า และภาคองค์กร ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมในอนาคต สนับสนุนเป้าหมายด้านการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก ความร่วมมือของทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และองค์กรภายนอก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) การให้นักศึกษาได้ทำงานกับปัญหาจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต กระบวนการพัฒนาแบบต่อเนื่องและยืดหยุ่น การทดสอบ ปรับปรุง และรับข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบมีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้จริง การกำกับดูแลและสนับสนุนจากคณาจารย์ คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ความต้องการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องมือด้าน Design Thinking และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้การพัฒนาระบบตรงกับความต้องการจริง เสริมสร้างทักษะเชิงเทคโนโลยีและการบริหารโครงการของนักศึกษา จัดอบรมเพิ่มเติมด้านเทคโนโลยีใหม่ แนวคิด Agile การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารเชิงวิชาชีพ เพิ่มกระบวนการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ กำหนดมาตรฐานการทดสอบ การสำรองข้อมูล และความปลอดภัยของสารสนเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว พัฒนาระบบติดตามผลหลังการส่งมอบ จัดให้มีการประเมินผลการใช้งานจริงขององค์กร เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการเรียนการสอนและโครงการในรอบถัดไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน หลักสูตรกำหนดเป้าหมายให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ทำการบริการวิชาการด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยใช้การทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นแรงจูงใจในการดึงนักศึกษาเข้าร่วมโดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพ ติดต่อกับศิษย์เก่า องค์กร/ชุมชน ที่อาจารย์มีความคุ้นเคยเพื่อรับฟังปัญหา และความต้องการในการนำความรู้ไปแก้ปัญหา โดยทำประชุมร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อได้นวัตกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนให้นักศึกษาช่วยกันออกแบบและพัฒนานวัตกรรม โดยใช้แนวคิด Design Thinking และ User-Centered Design เพื่อออกแบบโซลูชันที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ใช้จริงโดยมีอาจารย์และชุมชน/องค์กรให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง และปรับปรุงคุณภาพ รับข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่อง และเก็บข้อมูลความพึงพอใจ  ทำการส่งมอบและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยจัดทำเอกสาร คู่มือ และอบรมการใช้งาน เพื่อให้องค์กร/ชุมชนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน เผยแพร่ผลลัพธ์ของโครงการเพื่อให้นักศึกษาในรุ่นถัดไปเกิดความสนใจ ทำการจัดเก็บบทเรียนและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน รวบรวมผลลัพธ์ ปัญหา และแนวทางแก้ไข จัดทำเป็นคู่มือหรือ Template กลางของสาขาวิชา เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในโครงการถัดไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkhttps://tinyurl.com/3e9rc2bz

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 Read More »

 
Scroll to Top