“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน”
รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR ไม่ระบุ “จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” ผู้จัดทำโครงการ รศ.ดร. มนพร ชาติชำนิ, นางสาวภัทราพร จันทรังษี, นางสาวอุมา คุ้มวงศ์, นางสาวกัลย์สุดา แสงรัศมีธนสิน, นางสาวศุภิสชา เจริญวงศ์, นางสาวกรวรรณ เทวินโท, นางสาวอธิชา เจริญใจธนะกุล, อาจารย์ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, อาจารย์หนึ่งฤทัย เพชรมีดี, อาจารย์อุมาพร แก้วสุข และ อาจารย์ดวงนภา บุญส่ง สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ 1. บริบทและความสำคัญ 1.1 สภาพปัญหา ความท้าทาย และโอกาสในการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ มีนักศึกษา บุคลากร และผู้มาติดต่อจำนวนมากในแต่ละวัน ครอบคลุมหลายอาคารและพื้นที่กิจกรรม หากเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การหยุดหายใจ หรืออุบัติเหตุรุนแรง “ช่วงเวลา 3–5 นาทีแรก” เป็นช่วงวิกฤตที่มีผลต่อการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีระบบบริการสุขภาพและทีมแพทย์ฉุกเฉิน แต่ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางทำให้บุคลากรในพื้นที่เป็น First Responder ที่มีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ก่อนการดำเนินแนวปฏิบัตินี้ ยังพบว่าบุคลากรจำนวนมากขาดความมั่นใจและทักษะที่ถูกต้องในการทำ CPR และการใช้ AED 1.2 เหตุผลในการริเริ่มแนวปฏิบัติ สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นว่า “การช่วยชีวิตที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ แต่เริ่มจาก ‘คนที่พร้อม’ และ ‘ระบบที่เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง’” จึงริเริ่มแนวปฏิบัติในการจัดการความรู้ด้านการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และยกระดับระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยในระยะยาว 1.3 เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้ พัฒนาความรู้และทักษะ BLS และการใช้ AED ของบุคลากรอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน สร้างคลังความรู้และสื่อการเรียนรู้ถาวรด้านการช่วยชีวิต วางรากฐานระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ รางวัล KM Best practice ด้านงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ ประจำปีการศึกษา 2566 ภายใต้หัวข้อเรื่อง เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน: การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน https://youtu.be/z4MgyZX7tbU?si=dOIeYSfE_D8dDS20 รางวัลชมเชยแนวปฏิบัติที่ดี ประจำปีการศึกษา 2567 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) และ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการสู่องค์กรอัจฉริยะ (Smart Organization) การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เอกสาร คู่มือ และแผนการสอนจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ประสบการณ์ตรงของพยาบาลวิชาชีพ คณาจารย์ และทีมฉุกเฉินของสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ เทคนิคการสอนแบบ Simulation-based learning และการให้ feedback จากสถานการณ์จริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ มีการบูรณาการความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการฝึกปฏิบัติจริง การจำลองสถานการณ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “ทักษะที่ใช้ได้จริง” และสามารถถ่ายทอดต่อได้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น – ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 1 โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต (Living Learning Resource)” ผ่านระบบการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยของผู้อื่น ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) โครงการกำหนดตัวชี้วัดรองเพื่อสะท้อนผลลัพธ์เชิงลึกของกระบวนการจัดการความรู้ ได้แก่ ระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจของบุคลากรในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อน–หลังการอบรม การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย การนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำและขยายผลในหน่วยงานต่าง ๆ ความพร้อมของระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS ในการเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานขององค์กร และระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความรู้เฉพาะบุคคลสู่ระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับ SDG 3, SDG 4 แนวคิด Health Promoting University และกรอบ HURS ขั้นตอนการดำเนินงาน โครงการการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) การระบุประเด็นความรู้และความเสี่ยง (Knowledge & Risk Identification)วิเคราะห์สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพภายในมหาวิทยาลัย เพื่อระบุช่องว่างขององค์ความรู้และทักษะด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของบุคลากร รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก การสังเคราะห์และจัดเตรียมองค์ความรู้ (Knowledge Capture & Creation)รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการแพทย์ ทั้งความรู้แบบชัดแจ้ง (แนวทาง BLS มาตรฐาน คู่มือ และสื่อการสอน) และความรู้ที่ฝังลึกจากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของมหาวิทยาลัย การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing & Learning)ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Active Learning) และการจำลองสถานการณ์ (Simulation-based Learning) เพื่อให้บุคลากรได้ฝึกปฏิบัติจริง เสริมสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การนำความรู้ไปใช้จริงและฝึกทักษะ (Knowledge Application)เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงเหตุการณ์จริง พร้อมรับคำแนะนำและการสะท้อนกลับจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงทักษะและการตัดสินใจอย่างเหมาะสม การถอดบทเรียนและจัดเก็บความรู้ (Knowledge Reflection & Storage)ดำเนินการถอดบทเรียนจากการอบรมและการฝึกปฏิบัติ จัดทำเป็นองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และบันทึกเข้าสู่คลังความรู้ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถเข้าถึง ใช้ซ้ำ และพัฒนาต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง การติดตาม ประเมินผล และขยายผล (Evaluation & Sustainability)ประเมินผลลัพธ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พร้อมนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการ และวางแผนขยายผลสู่การเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการช่วยชีวิตของมหาวิทยาลัยในระยะยาว ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรด้านงบประมาณใช้สำหรับการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ฝึก และการพัฒนาระบบคลังความรู้ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสามารถใช้ซ้ำได้ในระยะยาว ทรัพยากรด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ หุ่นฝึกช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR Training Manikin) เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติสำหรับฝึก (AED Trainer) อุปกรณ์จำลองสัญญาณชีพ (Vital Sign Simulator) สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เช่น วิดีโอ คู่มือ และ Infographic ทรัพยากรด้านบุคลากรและองค์ความรู้ วิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการช่วยชีวิต ทีมงานสำนักงานสวัสดิการสุขภาพในการประสานงานและจัดการความรู้ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน โครงการได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการนำองค์ความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่ผ่านการสังเคราะห์แล้วไปถ่ายทอดสู่บุคลากรกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง (Experiential Learning) และการจำลองสถานการณ์ใกล้เคียงเหตุฉุกเฉินจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกทักษะการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ระหว่างการดำเนินงาน มีการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งการซักถาม การสะท้อนประสบการณ์ และการให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา ส่งผลให้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ถูกถ่ายทอดและต่อยอดเป็นความรู้ร่วมของกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการฝึกปฏิบัติ การประเมินทักษะ และข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปสู่การถอดบทเรียนและจัดเก็บเป็นองค์ความรู้ในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ในระหว่างการดำเนินโครงการ พบอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความแตกต่างของพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมอบรม รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานของบุคลากร ส่งผลให้บางรายมีความกังวลและขาดความมั่นใจในการฝึกปฏิบัติจริง โครงการได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย เพิ่มการสาธิตซ้ำและการโค้ชรายบุคคล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งปรับตารางการอบรมให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและคลังความรู้เพื่อให้บุคลากรสามารถทบทวนองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองภายหลังการอบรม แนวทางดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพิ่มความมั่นใจของผู้เข้าร่วม และส่งเสริมให้การจัดการความรู้ด้าน BLS สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล โครงการดำเนินการตรวจสอบและประเมินผลโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนทั้งผลลัพธ์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ประกอบด้วย การประเมินความรู้และทักษะของผู้เข้าร่วมอบรมก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม (Pre–Post Test และ Skill-based Assessment) การสังเกตพฤติกรรมและความสามารถในการปฏิบัติจริงระหว่างการฝึกสถานการณ์จำลอง รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าของผู้เข้าร่วมผ่านแบบสอบถามและการสะท้อนความคิดเห็น (Feedback & Reflection) นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย เพื่อติดตามความต่อเนื่องของการเรียนรู้และการนำองค์ความรู้ไปใช้ซ้ำในหน่วยงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผลการประเมินพบว่า บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน และแสดงให้เห็นถึงทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดีขึ้น ในเชิงองค์กร เกิดการจัดเก็บองค์ความรู้ด้าน BLS อย่างเป็นระบบในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย และเริ่มเกิดเครือข่ายบุคลากรที่มีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดและขยายผลความรู้ในหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้รายบุคคลสู่การเป็นสมรรถนะขององค์กร การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนด พบว่าโครงการสามารถบรรลุตัวชี้วัดหลักได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ โดยบุคลากรกลุ่มเป้าหมายผ่านการอบรมและการประเมินทักษะ BLS ในระดับที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ตัวชี้วัดรองด้านความพึงพอใจ การใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ และการนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำในหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดี สะท้อนประสิทธิผลของระบบการจัดการความรู้และศักยภาพในการขยายผลอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้ ได้แก่ การสนับสนุนเชิงนโยบายและการให้ความสำคัญจากผู้บริหาร การออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ที่เชื่อมโยงความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง การบูรณาการความรู้ที่ฝังลึกของผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ขององค์กร และการมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างคุณค่าและความยั่งยืนด้านความปลอดภัยและสุขภาวะของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โครงการได้นำผลจากการติดตามและประเมินผล รวมถึงข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับความรู้และบทบาทหน้าที่ของบุคลากรแต่ละกลุ่ม เพิ่มความหลากหลายของสื่อการเรียนรู้ เช่น สื่อดิจิทัล วิดีโอสาธิต และคู่มือสรุปขั้นตอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทบทวนซ้ำได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ มีการปรับปรุงกระบวนการฝึกปฏิบัติให้เน้นสถานการณ์จำลองที่สอดคล้องกับบริบทจริงของมหาวิทยาลัยมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมกลไกการโค้ชและการให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล เพื่อยกระดับความมั่นใจและความสามารถในการนำความรู้ไปใช้จริง ส่งผลให้ระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้เกิดความยั่งยืนในระดับองค์กร โครงการมีแนวทางในการขยายผลโดยบูรณาการระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS เข้ากับนโยบายด้านความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของมหาวิทยาลัย กำหนดให้การพัฒนาทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาบุคลากรและกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพประจำปี ในระยะยาว เสนอให้จัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOPs) และคู่มือการดำเนินงานด้าน BLS ที่อ้างอิงจากองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายบุคลากรแกนนำ (BLS Knowledge Champion) ในแต่ละหน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอด ติดตาม และขยายผลความรู้สู่บุคลากรกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับแนวปฏิบัตินี้จากการดำเนินงานเชิงโครงการไปสู่การเป็นระบบงานถาวรที่สนับสนุนการเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพและองค์กรที่มีความพร้อมด้านความปลอดภัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ
“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” Read More »

