รางวัลชมเชย

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอน สู่ความเป็นเลิศ ผู้จัดทำโครงการ​ นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​               ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสาคัญในทุกด้านของชีวิต การศึกษาเองก็ได้รับผลกระทบและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด เพราะเติบโตมากับเทคโนโลยี จึงมีแนวคิดและวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเดิม ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนจาเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งนักศึกษาต้องการความยืดหยุ่นในการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น การเรียนผ่านวิดีโอ หรือการใช้แอปพลิเคชันการศึกษา รายวิชาของหมวดวิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน พัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัย และเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนาไปใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ อีกทั้งพยายามปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักศึกษา เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศสอดคล้องตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ทั้งนี้ได้นารายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) มาพัฒนาเพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับการเรียนการสอนในทุกมิติ โดยให้ชื่อโครงการว่า “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ” ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาสมรรถนะ (competency) ของนักศึกษา โดยมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ• ความรู้ (knowledge)• ทักษะ (skill)• ทัศนคติ (Attitude) การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน (Transformative Learning)• ผ่านประสบการณ์ (experience)• นำามาคิดไคร่ครวญ (contemplative thinking)• สะท้อนการเรียนรู้ (reflection)• แลกเปลี่ยนกัน (rational discourse)• ใช้การสนทนา (dialogue) เพื่อให้ได้ข้อสรุป (conceptualization)• เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองจากภายใน (behavior change / inside out) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อ.นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ วางแผนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา ทั้งทางด้าน ความรู้ (knowledge), ทักษะ (skill) และ ทัศนคติ (Attitude) ผ่านกิจกกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับผู้เรียน ความรู้ (knowledge) พัฒนาทักษะการสอนเน้นกระตุ้นการคิดและการมีส่วนร่วมกับผู้เรียน โดยใช้ใช้คาถามปลายเปิดให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเตรียมการเรียนการสอน ร่วมทั้งนามาจัดกิจกรรมในระหว่างเรียนเพื่อช่วยให้การสอนน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น Kahoot, Mentimeter เป็นต้น พัฒนาทักษะการสอนทั้งการใช้น้าเสียง การยกตัวอย่าง การเล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย และฝึกชื่นชมนักศึกษา และให้กาลังใจอย่างเหมาะสม ผสมผสานการเรียนรู้ทั้งการเรียนในห้องเรียน (On-site) และ การเรียนออนไลน์ (Online) ผ่าน VDO บันทึกการสอนที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบัน ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเรียน นักศึกษาสามารถเลือกฟังเฉพาะหัวข้อที่ไม่เข้าใจ หรือหัวข้อที่จดตามในห้องบรรยายไม่ทัน เพราะได้วาง tag เวลาของแต่ละหัวข้อไว้ให้ รวมทั้งในช่วงท้ายยังเพิ่มเติมการสรุปบทเรียนเน้นประเด็นสาคัญของการเรียนในวันนั้น ซึ่งใช้เทคนิคการถ่ายผ่าน green screen เพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น การฟังบทสรุปช่วยให้นักศึกษาฝึกสะท้อนการเรียนรู้ (reflection) ว่าหลังจากฟังบรรยายสามารถจับประเดินสาคัญได้มากเพียงใด จัดให้มีกิจกรรม Tutorials session ในรูปแบบ active Learning ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยให้นักศึกษาช่วยกันลองทาโจทย์ปัญหาไปด้วยกัน ฝึกคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และชี้จุดอ่อนที่ต้องพัฒนาให้กับนักศึกษา ตัวอย่าง VDO บันทึกการสอน : https://youtu.be/uWmAnXKjb-Q ทักษะ (skill) เนื่องจากคู่รายวิชานี้ยังรวมถึงการเรียนในภาคปฏิบัติการ (เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา PSO223) ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของ learning pyramid จึงยิ่งช่วยเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักศึกษา กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเรียนภาคปฏิบัติการจะช่วยพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ที่สามารถนาไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ เช่นo ทักษะในการอภิปรายผลการทดลองที่ต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราห์อย่างเป็นระบบo ทักษะในการทาปฏิบัติการซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้งานอุปกรณ์ห้องปฏิการต่างๆ ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพในอนาคตo ทักษะการนาเสนอผ่านกิจกรรม Conference ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนสูงสุด เพราะนักศึกษาได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้วยตนเอง ทาให้เข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น   ทัศนคติ (Attitude) ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อปลูกฝังทัศนคติที่พึงประสงค์ให้กับนักศึกษา โดยออกแบบโครงการหรือกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับปัญหาที่พบในการเรียนการสอนที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาที่ 1: นักศึกษาไม่เข้าห้องเรียน (on-site)          จากปัญหาในปัจจุบันที่นักศึกษามักไม่เข้าเรียน on-site และในขณะเดียวกันก็ไม่มีวินัยพอที่จะทบทวนบทเรียนในรู้แบบ online จึงมักทบทวนบทเรียนไม่ทันในการสอบแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงหาแนวทางที่จะดึงดูดให้นักศึกษาเข้าชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยเชิญชวนว่าหากเข้าฟังบรรยายครบทุกครั้งจะมอบเกียรติบัตรให้ ซึ่งเป็นเกียรติบัตรในรูปแบบ online ที่สามารถจัดทาได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย           พบว่าช่วยให้นักศึกษาพยายามเข้าชั้นเรียนกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านๆ มา และเมื่อผู้เรียนเหล่านี้สามารถติดตามเนื้อหาและทบทวนบทเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลดีต่อคะแนนสอบ ส่งผลให้สามารถตระหนักถึงความสาคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อเข้าเรียน on-site และอยากเข้าชั้นเรียนมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปัญหาที่ 2: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง มักไม่ถูกกระตุ้นศักยถาพ โดยปกติแล้วผู้ดูแลรายวิชา (course coordinator) มักเฝ้าระวังและติดตามผลการเรียนของนักกศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ามากกว่ากลุ่มอื่น เพื่อหาแนวทางพัฒนาให้มีศักยภาพให้ทัดเทียมเพื่อนๆ โดยมักไม่มีโครงการหรือกิจการรมการเรียรู้ใดที่มีเป้าประสงค์ในการกระตุ้นศักยถาพของนักศึกษามีสมรรถนะในการเรียนสูงทางรายวิชาตระหนักถึงความสาคัญในการดูและนักศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมในทุกกลุ่ม จึงจัดให้มีโครงการต้นแบบเพื่อกระตุ้นสักยภาพของนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง โดยถ้าสามารถทาคะแนนได้เต็มในหัวข้อสรีรวิทยาของระบบประสาท และสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือด จะมอบเกียรติบัตรพิเศษให้ ถึงแม้ นักศึกษากลุ่มนี้หลายคนอาจเคยได้คะแนนสูงสุดมาก่อน และได้รับคาชมเชยบ่อยครั้งจะเป็นเรื่องเคยชิน แต่การทาคะแนนได้เต็มยังต้องอาศัยความพยายามให้มากขึ้นอีกหลายเท่า นับเป็นการเพิ่มความท้าทาย ช่วยกระตุ้นศักยภาพของนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นแรงบรรดาลใจให้กับนักศึกษาทุกระดับ ช่วยให้นักศึกษาจะตระหนักถึงความจริงได้ว่า “ไม่ว่าจะมีสมรรถนะในการเรียนสูงเพียงใดหากต้องการความสาเร็จที่สูงขึ้น ก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่” ปัญหาที่ 3: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ำ ขาดความเชื่อมันในตัวเองและขาดแรงบรรดาลใจในการเรียนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ซึ่งจัดการเรียนการสอนเป็นสองรายวิชาต่อเนื่อง เดิมเป็นรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ (PSO225) เพียงตัวเดียว ปัญหาที่พบคือมีนักศึกษาที่ไม่ผ่านรายวิชาสะสมอยู่จานวนมาก ในกลุ่มนี้ยังรวมถึงนักศึกษาที่ได้รับเกรด F ของรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อนหลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาเหล่านี้พบว่าส่วนใหญ่มักขาดความเชื่อมันในตัวเอง และขาดแรงบรรดาลใจในการเรียน พอใกล้สอบก็ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือส่งผลให้จาเนื้อหาบทเรียนไม่ได้ จึงมักสอบไม่ผ่านในหลายรายวิชา ดังนั้นจึงมีโครงการเพื่อมุ่งพัฒนาทัศนคติ และสร้างความเชื่อมันในตัวเองให้กับนักศึกษาในกลุ่มนี้ โดยมีกระบวนการโดยสังเขปดังนี้ โครงการนี้สงวนให้เฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า คือเคยได้รับ F หรือ W ในรายวิชานี้ และรวมทั้งกลุ่มที่ได้เคยได้รับ F ในรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อน ให้ทาการ re-exam เฉพาะการสอบครั้งที่ 3 และ 4 สารองไว้ตั้งแต่หลังการสอบครั้งนั้นๆ โดยไม่ต้องรอผลการตัดเกรด เมื่อสิ้นสุดรายวิชาให้นาคะแนนปกติทาการตัดเกรดก่อน หากสอบผ่านรายวิชาได้ตามปกติ จะไม่ใช้คะแนนในส่วนที่ re-exam ไว้ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแต่สามารถสอบผ่านโดยไม่ จาเป็นต้องใช้คะแนน re-exam สามารถได้รับเกรดตามปกติตามความสามารถของตนเอง นักศึกษาที่รวมคะแนนปกติแล้วได้รับเกรด F จะนาคะแนนจากการ re-exam ที่สารองไว้มาแทนที่ในการสอบครั้งนั้นๆ ซึ่งหากแทนที่เพียงแค่การสอบครั้งที่ 3 แล้วสามารถได้เกรด D ก็ไม่จาเป็นต้องทาการสอบ re-exam ในครั้งที่ 4 นักศึกษาที่ใช้คะแนนจากการ re-exam มาแทนที่จะได้รับเกรดไม่เกิน D หากมองเผินๆ จะคล้ายกับการ re-exam ตามปกติ แต่ในความจริงแล้วนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมากสอบ re-exam สะสมคะแนนไว้ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับ F หรือไม่ หากเปรียบเทียบจะคล้ายกับการทาประกันชีวิตมากกว่า ด้วยกระบวนการนี้จะช่วยให้นักศึกษาซึ่งเดิมจะขาดความมั่นใจในการเรียน มีสมาธิในการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาจะรู้สึกว่าในทางที่ร้ายที่สุดก็ยังมีโครงการที่ยังให้โอกาสพวกเขาอยู่ และในกรณีที่สามารถสอบผ่านได้ด้วยตนเองจะยิ่งสร้างความเชื่อมันในตัวเอง (self-esteem) ให้กับนักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักศึกษากลุ่มนี้เพราะไม่มีใครจะสร้างความเชื่อมั่นแทนคนอื่นได้ จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน             ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ถือได้ว่าประสบผลสาเร็จเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในด้านผลการเรียน ที่พบว่าที่ดีที่สุดเท่าที่ เคยเปิดการเรียนการสอนรายวิชานี้มา ทั้งยังได้รับความพึงพอใจจากผู้เรียนดังแสดงในตัวอย่างจากแบบประเมินที่ได้รับจากนักศึกษา เช่น Physioเป็นวิชาที่เข้าใจนักศึกษาที่สุดตั้งแต่หนูเรียนในคณะนี้มาแล้วค่ะ จัดการสอบและจัดเวลาเรียนได้สมเหตุสมผล คิดถึงนักศึกษาและพูดกับนักศึกษาตรงๆในจุดที่ต้องแจ้ง อยากขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆค่ะ วิชานี้คือวิชาที่ทาให้หนูได้รู้ว่ายังมีเหล่าอาจารย์ที่จริงใจและตั้งใจที่จะสอนนักศึกษาจริงๆ ใส่ใจทุกรายละเอียดดีเทล สไลด์สวย สอนดีทุกคนจริงๆค่ะ หนูประทับใจมากจริงๆค่ะ แบบมากๆจากใจ ปกติหนูไม่ชอบเรียนวิชาแบบนี้เลยค่ะ แต่วิชานี้เพราะอาจารย์สอนกันใส่ใจมากๆจริงๆเลยทาให้หนูมีแรงเรียนแล้วก็สอนเข้าใจด้วยค่ะ มันเลยง่ายขึ้นหน่อยสาหรับหนู ขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆจริงๆนะคะ อยากมอบรางวัลโนเบลให้ค่ะ วิชานี้ในทั้งเรื่องการจัดการ การประสานงาน เนื้อหาที่เรียน รูปแบบการเรียนการสอน รวมถึงอาจารย์ทุกท่าน สาหรับผม ผมชอบมากที่สุดแล้วครับ รู้สึกอาจารย์ใส่ใจ เข้าใจนักศึกษา ให้ขาดได้ตามบริหาร ช่วงใกล้สอบก็มีวิดีโออัดให้โดยไม่ต้องเข้าเรียน ในไลน์ก็ยังคอยอัพเดทเรื่องต่างๆ เป็นไลน์กลุ่มเรื่องเรียนวิชาเดียว ที่มีแจ้งเตือนแล้วทาให้อยากกดเข้าไปอ่าน ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านมากครับ ชอบวิชานี้ที่สุดเท่าที่เรียนมา จริงๆ ครับ สู้ๆ ครับอาจารย์ทุกคน ขอบคุณอาจารย์หมวด สรีรวิทยาทุกคนค่ะ สอนดีมากๆเลยค่ะ เป็นวิชาที่รู้สึกยาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการต่างๆของร่างกาย มีขั้นตอนต่างๆ แต่อาจารย์หลายท่านทาให้เข้าใจ อธิบายได้ดี รวมถึงมี tutorial ขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมขอบคุณมากๆเลยค่ะ             หลังจากสิ้นสุดรายวิชาพบว่ามีนักศึกษาจานวน 35 คนที่เข้าเรียนครบทั้ง 50 ชั่วโมง (นับรวมตลอดการเรียนของทั้งรายวิชา PSO222 และ PSO223) และไม่มีนักศึกษาคนใดเลยที่ขาดเรียนเกินกาหนดของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าในจานวนนี้มีนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า (กลุ่มที่ได้รับเกรด F หรือ W มาก่อน) ได้รับเกียรติบัตร 12 คน (คิดเป็น 30%) หากนาข้อมูลไปเทียบกับผลการเรียนของนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่ามีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทาให้ศึกษาในกลุ่มนี้ตระหนักถึงความสาคัญของการเข้าเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน on-site มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ NEURO CHALLENGE และ CARDIO CHALLENGE           ถึงแม้ในปีนี้จะไม่มีนักศึกษาทันตแพทย์ที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงคนใดสามารถทาคะแนนเต็มได้สาเร็จในรายวิชา PSO222 แต่หลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่าตัวโครงการได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาเพื่อกระตุ้นตัวเองให้มีศักยถาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ได้นาแนวปฏิบัติของรายวิชานี้ไปใช้กับรายวิชา สรีรวิทยา (PSO201) สาหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ในรายวิชานี้มีนักศึกษาสามารถทาคะแนนได้เต็มในระบบหัวใจและหลอดเลือด 1 คน ซึ่งนอกจากจะเป็นขวัญและกาลังใจต่อผู้ที่รับเกียติบัตรเองแล้ว ยังส่งผลต่อความภาคภูมิใจต่อเพื่อนร่วมคณะให้มีแรงบันดาลใจ มีความพยายามในการเรียนเพิ่มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ RESCUE PROJECT            เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประสบผลสาเร็จเกินคาดหมาย จากนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 19 คน ในจานวนนี้สามารถตัดเกรดโดยใช้คะแนนของตนเองตามปกติมากถึง 15 คน ซึ่งผลดีอย่างมากต่อนักศึกษาในกลุ่มนี้ เพราะเป็นการช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับตนเอง ช่วยเป็นเครื่องยืนยันว่าถึงแม้จะมีสมรรถนะในการเรียนต่าแต่ถ้ามีความพยายามก็สามารถทาสาเร็จได้ดังใจหวัง ซึ่งจากแบบประเมินของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับ 5 คะแนนเต็ม           อีกทั้งในจำนวน 4 คนที่ต้องใช้คะแนน re-exam เข้าทดแทน ยังพบว่ามี 3 คนที่ใช้เพียงคะแนน re-exam ของการสอบครั้งที่ 3 เท่านั้น ก็สามารถสอบผ่านได้โดยไม่จาเป็นต้องนัดสอบหลังจากการสอบครั้ง 4 จึงยังช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับพวกเขาได้เช่นเดียวกัน เพราะเขาจะรู้สึกว่าด้วยความพยามของเขาเองอย่างเต็มทีเสริมกับความช่วยเหลือเพียงหนึ่งครั้งก็สามามารถผ่านไปได้             ในขณะที่นักศึกษาคนสุดท้ายจะยังคงสอบไม่ผ่านถึงแม้จะใช้คะแนน re-exam ทั้งสองครั้งแล้วก็ตาม ถือว่าโครงการนี้ยังมีอานาจจาแนกกลุ่มเด็กที่สมรรถนะในการเรียนระดับต่ามากถึงแม้จะให้โอกาสแต่ก็ยังขาดความพยายาม ชี้ปัญหาให้เขาได้ตระหนักและมุ่งพัฒนาเพื่อมีศักยภาพให้เพิ่มขึ้นในอนาคต               ทั้งนี้ในแต่ละขั้นตอนตลอดโครงการนี้นักศึกษายังได้พัฒนาทักษะในหลายด้านที่สอดคล้องกับ Transformative learning เช่นกระบวนการ brainstorming, reflection, rational discourse ช่วยให้ได้ผลลัพท์ทางการศึกษาที่ดีในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของนักศึกษา จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรในอนาคตปัญหาและอุปสรรคที่พบ การประเมินผลการเรียนของรายวิชา PSO222 จะไม่มีการเรียนภาคปฏิบัติการ (ภาคปฏิบัติการจัดอยู่ในรายวิชา PSO223) ทาให้นักศึกษามีความกดดันระหว่างเรียนพอสมควร เพราะคะแนนจะมาจากการสอบเพียงสองครั้ง ร่วมกับคะแนน post-test ถ้าหากขาดความพร้อมในการทบทวนบทเรียนก่อนการสอบจะมีโอกาสสอบไม่ผ่านสูง เนื่องจากนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนและการสอบในหลากหลายวิชา ทาให้บ่อยครั้งนักศึกษาเลือกที่จะไม่เข้าห้องเรียน และใช้เวลาสาหรับทบทวนเนื้อหาที่กาลังจะสอบ ส่งผลให้ในการสอบครั้งหลังๆ จะตามทบทวนเนื้อหาที่ไม่เข้าเรียนมาก่อนไม่ทัน               จะเห็นได้ว่าเมื่อเราดูแลรายวิชาให้ครอบคลุมในทุกด้าน และดูแลนักศึกษาอย่างทั่วถึงผ่านโครงการที่หลากหลายสอดคล้องเหมาะสมกับนักศึกษาในแต่ละสมรรถนะการเรียนรู้ ถึงแม้จะเป็นเพียงรายวิชาเดียวก็ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และทัศนคติของนักศึกษาไปในทางที่ดีขึ้นได้ หากนำแนวปฏิบัตินี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับปริบทของรายวิชาต่างๆ ตลอดหลักสูตร จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK              การดำเนินงานของโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) การนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ active Learning ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน อีกทั้งยังมีอีกหลายโครงการที่มุ่งพัฒนาทางด้านทัศนติ ซึ่งถือเป็นโจย์ยากในการปลูกฟังแนวคิดที่ถูกต้องเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างยั่งยืน สร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังจากผลการเรียน และผลจากการประเมินการเรียนการสอน สามารถสะท้อนความสาเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี โดยได้ถอดบทเรียนจากโครงการและนาไปปรับใช้กับรายวิชาต่างๆ ของหมวดวิชาสรีรวิทยา ตลอดจนยังนาแนวปฏิบัติมาใช้กับการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ในปีการศึกษาปัจจุบัน รวมทั้งยังมีโอกาสร่วมแชร์แนวปฏิบัตินี้ในการประชุมพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์ ประจาปีการศึกษา 2567 ซึ่งคณาจารย์แต่ละท่านสามารถนาข้อมูลไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปริบทของรายวิชาตนเอง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนจะได้ประโยชน์จากโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”เพียงใด นอกจากรูปแบบโครงการที่หลากหลายและครอบคลุมกับนักศึกษาทุกกลุ่มแล้ว อีกสิ่งที่สาคัญไม่แพ้กันคือ ความตั้งใจของตัวนักศึกษาเอง ถึงแม้รายวิชานี้จะมุ่งพัฒนาการเรียนการสอนในทุกด้านเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเรียนให้กับนักศึกษาแต่ด้วยปริบทนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ก็ไม่ง่ายนักที่จะเปลี่ยนทัศนคติให้กับนักศึกษาทุกคนได้ จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในทุกรายวิชาตลอดหลักสูตรคอยช่วยกันหล่อหลอมเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีความเป็นเลิศตามต้องการ            นอกจากการมุ่งพัฒนานักศึกษาแล้วสิ่งสาคัญอย่างยิ่งคือการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ควบคู่ไปด้วย จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสาคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับคณาจารย์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเต็มกาลังความสามารถ ในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกเลิกการแจกเกียรติบัตรอาจารย์สอนดีเด่น (ที่ได้รับเมื่อมีคะแนนประเมินจากนักศึกษาในระดับสูง) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างแรงจูงใจเพื่อพัฒนาศักยภาพการสอนของคณาจารย์ หากมีแนวปฏิบัติอื่นใดที่ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าเหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจแก่คณาจาย์สามารถนามาประกาศใช้เพิ่มเติม ย่อมส่งผลดีต่อนักศึกษาเพราะจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ Read More »

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้จัดทำโครงการ รศ.ดร.ภัททวัฒน์ มณีวัฒนภิญโญ นศภ.จารวี สุริโย นศภ.อรณัฏฐ์ หวยสูงเนิน นศภ.ณัฐกิตต์ เกตุพิมล ผศ.ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร และผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางด้านการจัดการศึกษามากขึ้นโดยผู้วิจัยได้นำเทคโนโลยีและความทันสมัยของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาใช้ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในปัจจุบันมีช่องทางในการศึกษาที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์สื่อการเรียนรู้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยเทคนิคทางด้านการพัฒนาสื่อการสอน กลายมาเป็นเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึง และใช้งานได้อย่างสะดวก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในการจัดการเรียนการสอน หรือเป็นสื่อเสริมการเรียนรู้ได้           ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นโดยออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ผ่านเบราว์เซอร์ Safari, edge หรือ Google chrome ซึ่งจะจำกัดการลงทะเบียนในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ด้วย E-mail ของทางมหาวิทยาลัยรังสิต เท่านั้น โดยสื่อการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการทบทวนบทเรียน โดยที่ผู้เรียนสามารถทบทวนเนื้อหาได้ตลอดเวลา และทุกสถานที่ตามต้องการ           วิชา Pharmaceutical chemistry II รหัส PHA 333 เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 มีรูปแบบเป็นการเรียนแบบบรรยาย 2 หน่วยกิต ซึ่งเนื้อหารายวิชา เกี่ยวข้องกับโครงสร้างยาหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่ใช้ในทางเภสัชกรรม การค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตัวยาจากแหล่งที่มาต่าง ๆ ได้แก่ ยาที่ได้จากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ โดยแบ่งเนื้อหาตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการนำไปใช้ ธรรมชาติทางเคมี คุณสมบัติทาง physical chemistry ของตัวยา อันตรกิริยาของยา และความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างทางเคมีกับการออกฤทธิ์ของยา ทางทีมผู้วิจัยมีความประสงค์จัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนนี้ขึ้นเพื่อช่วยในการเรียน วิชา Pharmaceutical chemistry II ในหัวข้อกลุ่มยาต้านแบคทีเรีย เพื่อให้ผู้เรียนนั้นได้เข้าใจเนื้อหา และโครงสร้างกลุ่มยาต้านแบคทีเรียมากขึ้น มีแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งานเว็บไซต์ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเว็บไซต์จะให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มยาต้านแบคทีเรียอ้างอิงจำนวนการแบ่งกลุ่มยาตามเอกสารคำสอนของอาจารย์ผู้สอนของรายวิชาเภสัชเคมี 2 รหัส PHA 333 มีการแสดงข้อมูลโครงสร้างทางเคมีของกลุ่มยาต้านแบคทีเรียต่างๆ มีข้อมูลพื้นฐานทาง pharmacology สามารถให้ผู้เรียนสามารถเลือกเข้าชม และมีช่องคำค้นหาตามกลุ่มยาที่สนใจและต้องการหาข้อมูลนั้นได้           ดังนั้นสื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ควรทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และหรือใช้ร่วมกับการเรียนบรรยาย ซึ่งสื่อนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถนำทักษะมาใช้ในวิชา pharmaceutical chemistry II ได้ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องชัดเจน โดยในการจัดทำสื่อเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และเป็นช่องทางในการทบทวนความรู้ทางเภสัชเคมีนี้มีแนวทางในประเมินผลโดยดำเนินงานในรูปของโครงการวิจัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            รายวิชา Pharmaceutical Chemistry II (PHA 333) เป็นรายวิชาหลักในหลักสูตรเภสัชศาสตร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะบรรยาย จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชานี้มุ่งเน้นการศึกษาทางด้านเคมีเภสัชกรรม โดยครอบคลุมองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของตัวยาหลากหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องในทางเภสัชกรรม หลักการค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตลอดจนแหล่งที่มาของตัวยา ซึ่งอาจเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์ และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ เนื้อหาของรายวิชาได้รับการจัดระเบียบตามกลุ่มเภสัชวิทยาของยา โดยเน้นการศึกษาคุณสมบัติเฉพาะของสารออกฤทธิ์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ โครงสร้างทางเคมี สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางเคมีกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเภสัชกรในการวิเคราะห์ ประเมิน และบูรณาการข้อมูลทางเคมีของยาเพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัยในเวชปฏิบัติ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพคือการพัฒนา website ที่รวบรวมข้อมูลทางเคมีของยาปฏิชีวนะ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับค้นหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา และข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ของยากลุ่มนี้ Website ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ โดยช่วยให้สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาในการสืบค้น วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเคมีของยาในการศึกษาทางเภสัชกรรม นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ           ดังนั้นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการศึกษาในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก เพิ่มศักยภาพในการค้นคว้า และสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ           อาจารย์ประจำวิชา PHA 333 เภสัชเคมี 2 จะแนะนำเว็บไซต์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัยได้ทดลองใช้งานจริง จากนั้นมีแบบทดสอบก่อนเข้าเรียน (pre-test) ในเว็บไซต์ แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ให้ผู้เข้าร่วมวิจัย เป็นการขอความร่วมมือจากนักศึกษา และไม่มีผลต่อการวัดผลของรายวิชา โดยมีแนวทางในการดำเนินกิจกรรมและระเบียบวิธีวิจัย ดังนี้ ประชากร (Population : N) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 150 คน     กลุ่มตัวอย่าง (Sample : n) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567  จำนวน 110 หรือ 109 คน (คำนวณตาม Taro Yamane ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05) การสร้างและทดสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยออกแบบสื่อการเรียนรู้สำหรับการใช้ใน วิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333) ผู้วิจัยเตรียมเนื้อหา และออกแบบบทเรียนบน Microsoft Excel และทดลองใช้กับกลุ่มเล็กเพื่อนำความเห็นปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนรู้ (pre-test) เพื่อประเมินความเข้าใจ และทักษะด้านเคมีทางยา ผู้วิจัยชี้แจงผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้สื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 PHA 333 ห้องเรียนแจ้งกับผู้เรียนในคาบเรียน และให้ผู้เรียนใช้สื่อการเรียนรู้ช่วงว่างโดยใช้งานก่อน หรือหลังเรียนในคาบเรียน ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนรู้ (post-test) เพื่อประเมินความเข้าใจและทักษะด้านเคมีทางยาสำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย หลังจากใช้สื่อการเรียนรู้ ช่วงว่างโดยใช้หลังเรียนในคาบเรียน โดยผู้วิจัยสร้างแบบประเมินความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333)  โดยสร้างแบบประเมิน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่      ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ประกอบด้วยเพศ ปีที่เข้าเรียน และสาขาวิชา      ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความเห็นของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้โดยมีข้อคำถาม 18 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเห็นต่อเนื้อหา และแบบฝึกหัด 2) ความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้ และความพึงพอใจโดยรวม 1 ข้อ แบบสอบถามเป็นแบบ Likert Scale มี 5 ระดับ เรียงจากระดับความพึงพอใจน้อยที่สุดถึงระดับความพึงพอใจมากที่สุด      ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของนักศึกษาต่อสื่อการเรียนรู้ จำนวน 1 ข้อ      ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) จากอาจารย์เภสัชกรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน โดยทุกข้อคำถามต้องมีค่า Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 และหาความเชื่อมั่นของการหาความเชื่อมั่น แบบความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency) ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน เป็นความสอดคล้องกันระหว่างคะแนนรายข้อเป็นตัวแทนของคุณลักษณะเด่นเดียวกันที่ต้องการวัด วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coeffident: ) การให้คะแนนเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ยังใช้ได้กับแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบ 0, 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล : เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) โดยได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจ และ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) โดยได้จากแบบทดสอบ pre-test และ post-test การวิเคราะห์ข้อมูล : นี้ผู้วิจัยได้นำคะแนนที่ผู้ร่วมวิจัยได้ทำแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งาน. เว็บไซต์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งจะประเมินได้ว่าผู้ร่วมวิจัยนั้นมีความเข้าใจหลังใช้งานนวัตกรรมมากหรือน้อยเพียงใด และนำ Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 ในแบบสอบถามความพึงพอใจ มาประเมินผลข้อมูลว่าค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินความพึงพอใจค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test เพื่อหานัยสำคัญทางสถิติ มีการลงพื้นที่วิจัยภาคสนาม ในห้องห้องเรียนรายวิชา pharmaceutical chemistry II (PHA333) มหาวิทยาลัยรังสิต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้ถูกพัฒนาเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้และเครื่องมือช่วยทบทวนความรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยเน้นการจัดทำฐานข้อมูลที่ครอบคลุมโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ และสมบัติของยาปฏิชีวนะกลุ่มต่าง ๆ ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) จากนั้นศึกษาเนื้อหาและทำแบบทดสอบหลังเรียน (post-test) ผลการดำเนินโครงการพบว่า มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ คะแนนเฉลี่ย pre-test ก่อนการเรียนอยู่ที่ 3.00 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) ในขณะที่คะแนนเฉลี่ย post-test หลังจากการทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลคะแนนเป็นรายบุคคล พบว่า นักศึกษาที่ได้คะแนน post-test 5 คะแนน มีจำนวน 55 คน คิดเป็น ร้อยละ 45.45 นักศึกษาที่ได้คะแนนเต็ม 6 คะแนน มีจำนวน 56 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.18 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาวิชาเภสัชเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อุปสรรคและปัญหาในการดำเนินงาน แม้ว่าผลลัพธ์ของโครงการจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา แต่ยังพบอุปสรรคและปัญหาบางประการในกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้ ความท้าทายในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม การจัดทำฐานข้อมูลของยาปฏิชีวนะต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลทางเคมีและเภสัชวิทยา ซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวนข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลให้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย การพัฒนาโปรแกรมค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำต้องอาศัยการทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การใช้งานจริงของนักศึกษา นักศึกษาบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ทำให้ต้องใช้เวลาในการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเข้าถึงและใช้งานระบบ การทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนสำหรับนักศึกษาบางกลุ่ม ปัจจัยด้านความพร้อมของระบบและอุปกรณ์ ปัญหาทางเทคนิค เช่น ความเร็วในการเข้าถึงระบบ การรองรับจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกัน และข้อผิดพลาดของโปรแกรม อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา อุปกรณ์ของนักศึกษาบางคนอาจไม่รองรับการใช้งานโปรแกรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่พบในการดำเนินโครงการ สามารถพิจารณาปรับปรุงในด้านต่อไปนี้ ปรับปรุงฟังก์ชันของระบบให้มีความเสถียรและใช้งานง่าย พัฒนาอินเทอร์เฟซให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท เพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ใช้ เช่น คู่มือการใช้งานออนไลน์ หรือคลิปวิดีโอแนะนำ เพิ่มเนื้อหาหรือเครื่องมือเสริมการเรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ interactive หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของยา เพิ่มแบบฝึกหัดหรือข้อสอบจำลองเพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินความเข้าใจของตนเองได้ก่อนการสอบจริง ปรับกลยุทธ์การส่งเสริมการใช้งานระบบ จัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานสื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในวิชา PHA 333 จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น           โดยสรุป ผลการดำเนินโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในการเพิ่มพูนความเข้าใจด้านเภสัชเคมีของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อพัฒนาและขยายขอบเขตของโครงการให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในระยะยาว 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้รับการพัฒนาเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหาทางเคมีเภสัชกรรมเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยมีการตรวจสอบผลการดำเนินงานผ่านการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา รวมถึงการเก็บรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานสื่อการเรียนรู้นี้ การนำไปใช้จริงพบว่า นักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 สามารถเข้าถึงและใช้โปรแกรมค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการทำ pre-test ก่อนใช้สื่อการเรียนรู้ และทำ post-test หลังจากการศึกษาเนื้อหา ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยของ pre-test อยู่ที่ 3.00 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) และเพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) ใน post-test แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาได้อย่างมีนัยสำคัญ           นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อสื่อการเรียนรู้นี้ โดยให้ความเห็นว่าระบบสามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะได้สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางส่วนยังพบปัญหาด้านเทคนิค เช่น ความยากในการค้นหาข้อมูลเฉพาะด้าน และข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ สรุปและอภิปรายผล จากผลการดำเนินโครงการ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้ โปรแกรมค้นหานี้ช่วยให้คะแนน post-test ของนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 00 เป็น 5.15 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยพัฒนาความเข้าใจและความสามารถในการจำแนกข้อมูลของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนนักศึกษาที่ทำคะแนนได้สูงขึ้นหลังใช้สื่อการเรียนรู้ ยืนยันถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและความสามารถของโปรแกรมในการสนับสนุนการเรียนรู้ ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกที่ทุกเวลา ลดข้อจำกัดของการเรียนการสอนในห้องเรียน ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้แบบ self-directed learning ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อุปสรรคและข้อจำกัด ปัญหาด้านเทคนิค เช่น การเข้าถึงระบบที่อาจไม่เสถียรในบางช่วงเวลา และข้อจำกัดของอุปกรณ์ของนักศึกษาบางส่วน นักศึกษาบางรายยังขาดความคุ้นเคยกับการใช้สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ทำให้ต้องมีระยะเวลาในการปรับตัว บทสรุปความรู้และความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการวิจัยนี้ สามารถสรุปองค์ความรู้และข้อค้นพบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในอนาคต ดังนี้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเสริมการเรียนรู้ในรายวิชาที่มีเนื้อหาจำนวนมาก สื่อการเรียนรู้แบบ interactive หรือระบบค้นหาแบบดิจิทัลสามารถช่วยลดภาระการจดจำข้อมูลของนักศึกษา และทำให้สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น การออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นระบบ การใช้ pre-test และ post-test เป็นแนวทางที่ดีในการวัดผลการเรียนรู้ และสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาอื่น ๆ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต และปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ         จากการดำเนินโครงการนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 พบว่ามีศักยภาพในการช่วยเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในอนาคต ควรมีแนวทางการพัฒนาเพิ่มเติม รวมถึงระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ ดังนี้ 1. การปรับปรุงระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น หนึ่งในข้อจำกัดของระบบปัจจุบันคือการค้นหาข้อมูลที่อาจยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุม ดังนั้น ควรพัฒนาระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการค้นหาตาม โครงสร้างทางเคมี หรือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเภสัชเคมีของยาต้านแบคทีเรีย แนวทางการพัฒนา: ปรับปรุง algorithm การค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ หมู่ฟังก์ชันทางเคมี หรือ ลักษณะโครงสร้างโมเลกุล ของยาได้ เพิ่มฟังก์ชัน การเชื่อมโยงข้อมูลทางเภสัชวิทยาและเภสัชจลนศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาในร่างกายได้ง่ายขึ้น ออกแบบระบบที่สามารถ แสดงความสัมพันธ์ของยาในกลุ่มเดียวกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 2. การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine Learning (ML) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ AI และ ML สามารถช่วยให้ระบบค้นหาข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น โดยสามารถเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใช้ และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษา แนวทางการพัฒนา: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับยาที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา พัฒนา Chatbot อัจฉริยะ ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในเชิงลึก และช่วยตอบคำถามของนักศึกษาแบบเรียลไทม์ ใช้เทคนิค Natural Language Processing (NLP) เพื่อทำให้การค้นหาข้อมูลโดยใช้ภาษาธรรมชาติมีความแม่นยำมากขึ้น Machine Learning-based Recommendation System ที่สามารถแนะนำข้อมูลหรือบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักศึกษาสนใจ 3. การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น แอนิเมชัน หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และ แบบจำลอง 3 มิติของโครงสร้างยา สามารถช่วยให้นักศึกษาเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยาได้ชัดเจนขึ้น แนวทางการพัฒนา: สร้าง แอนิเมชันแสดงกลไกการออกฤทธิ์ของยา ในระดับเซลล์หรือโมเลกุล เพื่อช่วยให้เห็นกระบวนการทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับยาต้านแบคทีเรีย พัฒนา โมเดลโครงสร้าง 3 มิติของยา ที่สามารถหมุนและปรับมุมมองได้ เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างเชิงพื้นที่ของโมเลกุล เพิ่ม interactive Learning Modules เช่น แบบจำลองเสมือนจริง (Virtual Reality, VR) หรือแบบจำลองเสริม (Augmented Reality, AR) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกับโมเลกุลยาในมิติที่สมจริงมากขึ้น 4. ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ นอกจากแนวทางการพัฒนาแล้ว ปัจจัยต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมาย 4.1 การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา การบูรณาการสื่อการเรียนรู้เข้าสู่หลักสูตรของรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมให้คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 4.2 ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน การรักษาความเสถียรของระบบและเพิ่มขีดความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ให้สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันของผู้ใช้จำนวนมาก 4.3 การมีส่วนร่วมของนักศึกษาและการรับผลการประเมินเพื่อการปรับปรุง ควรมีระบบ feedback mechanism เพื่อให้นักศึกษาสามารถให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม และนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ การส่งเสริมการเรียนรู้แบบ active Learning โดยให้มีแบบฝึกหัด ทดสอบความเข้าใจ และกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) Read More »

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 5.1.2 และ KR 5.3.2 การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            ทิศทางการบริหารจัดการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้น ได้ใช้กลยุทธ์ในการเปลี่ยนจากคณะวิชาให้เป็นวิทยาลัยแห่งผลลัพธ์ มุ่งเน้นการบูรณาการทุกภาระกิจแบบครบวงจร โดยหลักการที่สำคัญที่นำมาใช้คือ การSynergy ของทุกองคาพยพทั้งคนและภารกิจของวิทยาลัย โดยเน้นในเรื่องการปฏิบัติภารกิจใดๆ ต้องส่งผลทำให้มีเกิดผลลัพธ์เกิดขึ้นเพื่อนำไปใช้ต่อเนื่องในภารกิจอื่นๆต่อๆกันไปอย่างครบวงจร เช่น การบริการวิชาการ ต้องสามารถให้เกิดผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การพัฒนานักศึกษา การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ การประชาสัมพันธ์เพื่อนำชื่อเสียงมาสู่วิทยาลัย รวมทั้งการนำไปใช้ในการดำเนินการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สามารถนำไปสู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมโดยมีรูปแบบการทำงานโดยสรุปดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษายุคใหม่            พิจารณาจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Great University) ได้นั้นต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (Learning University) และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเสาะแสวง (Inquiring University) โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญคืองานสอน งานวิจัย และงานบริการวิชาการรวมทั้งการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยมีการทดลองแบบ Service Learning ที่เน้นการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมหรือภาค Real Sector ที่เกี่ยวข้องโดยมีจุดมุ่งหมายในการเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีปรัชญาว่า“นวัตกรรม จิตวิญญาณผู้ประกอบการ และ ความเป็นสากล ชนะทุกสิ่ง และนำมาซึ่งความสำเร็จ” มีปณิธานในการมุ่งทำให้ “โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงานและโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”และมีวิสัยทัศน์คือ ก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีคำขวัญประจำวิทยาลัยว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง”           วิทยาลัยฯ มีความเชื่อและได้มีหนึ่งในสมมติฐานที่สำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้การพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯประสบความสำเร็จคือ “การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ” โดยในเรื่องดังกล่าวนี้เรามีความเชื่อว่าหนึ่งในตัวแปรต้นหรือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการก็คือ “งานบริการวิชาการ”และมีตัวแปรตามซึ่งหมายถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ความสำเร็จในการพัฒนานักศึกษาทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ทัศนคติและการมีงานทำและ/หรือการประกอบอาชีพส่วนตัว ความสำเร็จในการพัฒนาอาจารย์ทั้งในแง่คุณภาพในการจัดกระบวนการเรียนรู้ คุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการ ความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ความสำเร็จในการพัฒนาวิชาชีพ ความสำเร็จในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ           โดยมีตัวแปรควบคุมคือ “งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์.           ที่กล่าวมาโดยสรุปคือหนึ่งในแผนแนวคิดและยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่มุ่งใช้การบริหารจัดการจะเน้นการโดยใช้เป้าหมายเป็นฐาน (Target Based Management) ที่เน้นการพัฒนาบัณฑิตที่เปลี่ยนจาก Formative/Informative Learning เป็น Transformative Learning โดยมุ่งให้เป็นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership, Change Agent Skill) โดยใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ รูปที่ 2 แสดงยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ เมื่อ S คือ ภาระงานบริการวิชาการ   R คือ ภาระงานวิจัย  และ T/L คือ ภาระงานสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิดในการการพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารที่ประกอบด้วยหลักการการจัดการองค์กร องค์ความรู้ทางด้านการบริหารภารกิจการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา(การบริหารการศึกษา งานวิจัย งานบริการวิชาการ) องค์ความรู้ทางด้านการพัฒนางานบริการวิชาการและการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ องค์ความรู้แบบองค์รวมในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของศตวรรษที่ 21 ยุคหลังโควิด-19 รวมทั้งยุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างๆทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์โดยเน้นในเรื่องของสภาพปัญหาและข้อจำกัด (Pain Point) ในทุกมิติขององคาพยพทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทยทั้งเรื่องของวิชาการ การวิจัย และงานบริการวิชาการ เรื่องของวงจรชีวิตของเครื่องมือและเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ เรื่องของคนและวิชาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ และการพัฒนา Career Path ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับประเทศไทยรวมทั้งการจัดการศึกษาและพัฒนาบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของมหาวิทยาลัยรังสิต การศึกษาดูงานจากสถาบันการศึกษาและ Real Sector รวมทั้งองค์กรในลักษณะอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงาน องค์ความรู้อื่นๆ ที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา แระดับหลักสูตรระดับคณะและวิทยาลัยรวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพรวมทั้งภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาให้กับภาค Real Sector ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ต่างๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิธีการดำเนินการ           องค์ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นหลักสูตรอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์จนมีการเติบโตขึ้นเป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปัจจุบัน โดยมีความเชื่อในเรื่องของใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการว่า กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ก็คือ “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” และเชื่อว่าทิศทางการพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จะต้องมีทิศทางความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าและนวัตกรรมของโลก โดยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี & นวัตกรรมจะต้องไม่เป็นความแปลกหน้า-แปลกแยกของนักศึกษาและบัณฑิต           ดังนั้นการวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ต้องตอบสนองโลกของความต้องการจริงที่เรียกว่า Demand Driven ซึ่งเป็นปณิธานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า เรามุ่งทำให้“โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือการทำให้การพัฒนาในทุกมิติของวิทยาลัยฯ อยู่ในทิศเดียวกับความก้าวหน้าของโลก อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของโลกในปัจจุบันและอนาคตนอกจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในทุกด้านอย่างรวดเร็ว (Technology Disruption) ก็คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Completely Aged Society) ซึ่งการรับมือกับสิ่งท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้การปรับเปลี่ยนพลิกโฉมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Re-inventing Innovation) ร่วมกับแนวคิด Glocalization (Think globally, Act locally) ที่เป็นการรวม Globalization และ Localization เข้าด้วยกัน นำไปสู่การพลิกโฉมความรู้และแนวปฏิบัติจากสังคมโลกสู่สังคมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในสมมุติฐานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า “เครื่องมือในการพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯให้ประสบความสำเร็จคือ การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ จึงถูกนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่ วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีการดำเนินการโดยสรุปดังนี้ จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ รูปที่ 3 ศูนย์บริการวิชาการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จำนวน 3 ศูนย์ ที่ใช้เป็นฐานในการให้บริการวิชาการกับสังคม วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางวิชาการจำนวน 3 ศูนย์หลักเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการใช้งานบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ดังรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ 1.1 ศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering Innovation and Service Center: BIS CENTER) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 (เริ่มเปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ปีการศึกษา2545) เดิมชื่อศูนย์วิจัย พัฒนาและบริการอุปกรณ์ชีวการแพทย์ (Biomedical Instruments Research Development and Services Center) ต่อมาในปีการศึกษา 2560 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นศูนย์บริการที่ดำเนินกิจกรรมแบบครบวงจรของการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลา ตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพ 1.2 ศูนย์การศึกษาและพัฒนามาตรฐานบริการสุขภาพนานาชาติ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีการศึกษา 2556 โดยมีจุดประสงค์หลักในการให้บริการวิชาการทางด้านการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานบริการสุขภาพทั้งระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้งกับการบริหารจัดการโรงพยาบาลโดยใช้มาตรฐานสากล เช่น JCI และ DNVGL เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการมุ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ 1.3 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวารแพทย์ (BMERSU Technology Transfer Center:TTC) ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นในปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในด้านการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนรวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ในการให้บริการการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ ทั้งนี้ศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยทั้ง 3 ศูนย์ มีภารกิจใน 3 ลักษณะ คือ การให้บริการในด้านการยกระดับความรู้และทักษะการพัฒนาวิชางานและวิชาคนให้กับนักศึกษาและศิษย์เก่าทั้งในด้านการฝึกอบรม ให้ความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการพัฒนาทักษะปฏิบัติและทักษะการเป็นผู้ประกอบการแบบให้เปล่า เพื่อรองรับโครงการต่างๆ ในการพัฒนาเช่น โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน โครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจรที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 การให้บริการเพื่อสังคมแบบให้เปล่า โดยการจัดโครงการบริการวิชาการทางด้านการอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.) ในเขตจังหวัดปทุมธานีและโรงพยาบาลที่ห่างไกลความเจริญในต่างจังหวัด รวมทั้งเคยจัดโครงการให้บริการวิชาการในลักษณะนี้ให้กับโรงพยาบาลประเทศสปป.ลาวจำนวนกว่า 7 โรงพยาบาลตั้งแต่ปีการศึกษา 2551-จนถึงปัจจุบัน การให้บริการวิชาการในเชิงพาณิชย์ทางด้านในด้านการฝึกอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะเพิ่มเติม พัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยี การดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ เนื่องจากศูนย์บริการทั้งสามศูนย์นี้ได้จดทะเบียนรับงานบริการวิชาการในเชิงพาณิชย์กับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยแต่ละปีได้ให้บริการวิชาการในลักษณะดังกล่าวในราคาสถานศึกษาให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวนหลายโรงพยาบาลรวมทั้งบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จำนวนหลายบริษัท 2. ใช้ศูนย์บริการวิชาการทั้งสามศูนย์เป็นฐานในการดำเนินโครงการบริการวิชาการใน 3 ลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น           สำหรับโครงการบริการวิชาการทั้งสามลักษณะที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร 2.1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนเป็นโครงการบริการทางวิชาการสังคมแบบให้เปล่าที่ให้บริการกับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในลักษณะโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. รวมทั้งการจัดอบรมในเรื่องการใช้งาน การบำรุงรักษาเชิงป้องกันเบื้องต้นให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกทางหนึ่งด้วยโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการให้นักศึกษาและอาจารย์เรียนรู้ปัญหาจริงๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการฝึกทักษะปฏิบัติ ฝึกการเรียนรู้วิชางานและวิชาคนโดยการปฏิบัติงานจริงในสถานการร์จริงรวมทั้งฝึกจิตวิญญาณในด้านการให้บริการประชะชาชนให้กับนักศึกษา 2.1.2 ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่จัดการเรียนการสอนแบบ Module ชื่อว่า Module วิศวกรรมคลินิก (Clinical Engineering) โดยมีอาจารย์ที่สอนในโมดูลนี้เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นผู้นำในการดำเนินการโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของวิทยาลัยฯ 2.1.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Service Learning ในลักษณะของการออกไปให้บริการทำการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพที่อยู่บริเวณรอบๆมหาวิทยาลัยรังสิตและในจังหวัดปทุมธานีรวมทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลที่มีการร้องขอมายังวิทยาลัยฯ ผ่านนักศึกษาปัจจุบัน ผู้ปกครองของนักศึกษาหรือศิษย์เก่านอกจากนั้นยังได้ให้บริการกับโรงพยาบาลในประเทศสปป.ลาวจำนวนมากกว่า 7 โรงพยาบาลเพื่อเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาสุวรรณภูมิของมหาวิทยาลัยรังสิตอีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญยิ่งก็คือ ทางวิทยาลัยได้รับความไว้วางใจและได้รับเกียรติจากกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ให้เข้าไปตรวจเช็คความพร้อมใช้รวมทั้งการทดสอบสอบเทียบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำปีให้กับเครื่องมือแพทย์ของกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วมโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเช่น กรณีของอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือโรงพยาบาลในจังหวัดอื่นๆที่เกี่ยวข้องเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทางวิทยาลัยฯได้รับการประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (ที่มีMOUในระดับคณะ) ทางวิทยาลัยฯก็ได้ใช้โครงการดังกล่าวนี้ระดมศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าออกไปช่วยเหลือในการบำรุงรักษาเพื่อฟื้นฟูให้เครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลกลับมาใช้งานได้ปกติในเวลาที่รวดเร็วเพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวในระยะกว่า20 ปีที่ผ่านมาประมาณมากกว่า 50 โรงพยาบาล ถ้าคิดเป็นจำนวนครั้งประมาณมากว่า 100 ครั้ง 2.2 โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ 2.2.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นโครงการบริการทางวิชาการในเชิงพาณิชย์กับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพหรือสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ดำเนินการทางด้านการให้บริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ความรู้ความสามารถและทักษะของอาจารย์ให้เต็มประสิทธิภาพรวมถึงเป็นที่ฝึกและขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญของคณาจารย์กับประสบการณ์จริงโดยมีนักศึกษาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้นเพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น 2.2.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการให้บริการในโครงการนี้จึงต้องเป็นไปแบบมืออาชีพ มีเรื่องของระเบียบ กฎเกณฑ์ รวมทั้งมาตรฐานมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นในส่วนของนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้เป็นนักศึกษาที่คัดเลือกมาจากทุกชั้นปีโดยจะมีการรับสมัครเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นทำงานไม่เกิน 3 ปี โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการคัดเลือกและทำสัญญาจ้างงานเป็นรายปีและเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจะมีการออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้ด้วย 2.2.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้น เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น โดยการให้บริการจะเป็น 2 ลักษณะคือ การให้บริการเป็นรายปี ปีละ 1 ครั้งในทุกปีโดยการทำเป็นสัญญา และการให้บริการแบบ Walk in เข้ามาที่ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯ โดยจะมีการจัดระบบการดำเนินการแบบมืออาชีพที่จะมีผู้ให้บริการที่ประกอบด้วยอาจารย์และ/หรือนักศึกษาจะ Standby อยู่ตลอดเวลา โดยในแต่ละปีจะมีจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวนี้ในแบบประจำรายปีปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้บริการประจำวันในทุกวันทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมา 2.3 โครงการ Mini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.3.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศัยภาพทางด้านการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้กับบัณฑิตซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดให้เรียนได้ในโครงสร้างของหลักสูตรแบบปกติ 2.3.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ ในระยะเริ่มต้นได้จัดโครงการนี้ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนจบการศึกษาต่อมาโครงการดังกล่าวนี้ได้มีการรับทราบถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จึงได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วย จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 40 คนต่อ 1 รุ่น 2.3.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการอบรมหลักสูตรระยะสั้นในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นระยะเวลาประมาณ100ชั่วโมงเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการทัวไป หลักการบริหารจัดการบุคคล หลักการบริหารการตลาด หลักการบริหารการเงินและบัญชี การวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ เป็นต้นและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทั้งหมดในการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ในสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพรวมทั้ง แนวทางการจัดทำและการบริหารธุรกิจทางด้านการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center 2.4.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการให้บริการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี 2.4.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝน รวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง 2.4.3 ลักษณะการดำเนินการโครงการนี้ ทั้งนี้การนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี โดยในช่วงการแพ่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ 2.5 โครงการยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก 2.5.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการจัดการสอบเพื่อรับรองมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ 4 ถึงระดับ 8 2.5.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตกับสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย โดยได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ใช้ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯเป็นสถานที่สอบโดยมีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและจากสถาบันการศึกษาอื่นๆเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยผู้เข้ารับการสอบเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.5.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดสอบมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ4 ถึงระดับ 8 ของวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degreeทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ 2.6.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.2  ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) 2.7.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น 2.8.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อร่วมกันพัฒนางานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สามารถตอบสนองต่อการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนในยุคของการดำเนินการยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบยั่งยืนของโลก 2.8.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก และวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องมือแพทย์จากบริษัทต่างๆในประเทศญี่ปุ่นทั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นและสาขาในประเทศไทย รวมทั้งวิศวกรชีวการแพทย์จากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยรังสิตรุ่นละ 5 คน จำนวน 2 รุ่นต่อปี 2.8.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นผ่านมาทาง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก โดยการให้ทุนรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดอบรมและดูงานในสถานประกอบการจริงที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นโดยจัดโครงการดังกล่าวนี้จำนวน 4 รุ่นต่อเนื่องกันในระยะ 4 ปี มีผู้สำเร็จการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 40 คน 2.9 โครงการยกระดับและพัฒนาทักษะโดยการจัดอบรมแบบ Non Degree เรื่อง”Upskilled Biomedical Engineers for Transformation if Healthcare Technology Support ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากต่างประเทศ จำนวน 20 ประเทศ 2.9.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์ในประเทศที่สนใจโดยการจัดอบรมหลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง “Upskilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support” 2.9.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ วิทยากรประกอบด้วยอาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จาก 15 ประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลกจำนวน 40 คน 2.9.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศในการจัดอบรมแบบออนไลน์หลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง Skilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support ระหว่างวันที่ 3-26 มิถุนายน 2567 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลลัพธ์โดยตรงจากการดำเนินงาน 2.1.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร ผลการดำเนินงานตามโครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนแลโครงการวิศวกรรมชีการแพทย์สัญจรที่ได้ดำเนินการในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้ออกหน่วยให้บริการปีละประมาณ 5 ครั้ง รวมทั้งสิ้นกว่า 100 ครั้ง ครอบคลุมโรงพยาบาลและ/หรือสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพไม่น้อยกว่า 100 แห่ง มีนักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 600 คน สามารถประหยัดงบประมาณให้กับภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า1,000,000 บาท ที่สำคัญก็คือหลังจากการจัดโครงการนี้ให้กับสถานประกอบการใดๆ ก็ตามเป็นระยะไม่เกิน 5ปีผ่านไป จะส่งผลกระตุ้นให้สถานประกอบการดังกล่าวสร้างบุคลากรขึ้นมาเพื่อเรียนรู้งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์หรือบางสถานประกอบการจะทำการสรรหาวิศวกรชีวการแพทย์และในที่สุดก็สามารถพึ่งพาตนเองทางด้านการดำเนินการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ 2.1.2   โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ ผลการดำเนินงานตามโครงการนี้ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมาพบว่าสามารถช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีรายได้ไม่มากพอในการจ้างบริษัท Outsource ให้เข้าไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้การใช้บริการประจำวันในทุกวัน ทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมาโดยมีรายได้ผ่านศูนย์บริการของมหาวิทยาลัยรังสิตเฉลี่ยปีละประมาณ 350,000 บาท ส่งผลให้สามารถใช้ในการจ้างงานให้กับนักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน สามารถใช้ในการจัดซื้อเครื่องมือมาตรฐานสำหรับทดสอบและสอบเทียบเครื่องมือแพทย์เพื่อลดภาระงบประมาณของมหาวิทยาลัยบางส่วนได้ ที่สำคัญทางวิทยาลัยได้ใช้เป็นบริษัทจำลองสำหรับให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทางด้านการทำธุรกืจทางด้านการให้บริการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์อีกทางหนึ่งด้วย 2.1.3 โครงการMini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถืว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจมีผู้ผ่านการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวจำนวนมากกว่า 400 คน และผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรนี้พบว่า สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์จากที่เรียนไปใช้ในการปฏิบัติจนส่งผลต่อความก้าวหน้าในการทำงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แหล่งงานจำนวนหลายบริษัทรวมทั้งโรงพยาบาลในภาครัฐได้ส่งพนักงานที่ต้องการส่งเสริมให้เป็นผู้บริหารในระดับต้นเข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าวรวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วยจึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น 2.1.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์กับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาทางด้านระบบการแพทย์ทางไกล ไปใช้งานสำหรับ การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้านในช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี 2.1.5 โครงการ ยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก ผลการดำเนินงานของโครงการนี้พบว่าในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา สามารถพัฒนาสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สอบผ่านมาตรฐานสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4-6 กว่า 100 คน 2.1.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา1ปีพบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน80 คน ส่งผลทำให้ผู้ผ่านการอบรมเหล่านี้สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ไปยกระดับตนเองได้ทั้งทางด้านการประกอบอาชีพและรายได้ 2.1.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 1 ปี พบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่นมีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน สำเร็จการอบรมส่วนหนึ่งสามารถใช้ชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และทักษะในการพัฒนางาน สำคัญที่สุดก็คือผลทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ถือว่าวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และชุดทักษะ ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ให้กับบุคลากรต้นแบบหรือแม่ไก่ให้กับประเทศไทย เพื่อไปขยายผลให้กับองค์กรและประเทศไทยต่อไปในอนาคต เป็นผู้นำและบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในยุทธศาสตร์ทั้งในระดับโลก ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยรวมทั้งยุทธศาสตร์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่อง GREEN and CLEAN Hospital หรือโครงการโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.1.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ Read More »

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.2, KR 1.2.3, KR 1.2.4, KR 1.3.1, KR 1.3.3, KR 5.1.1, KR 5.1.2, KR 5.1.3, KR 5.1.4 และ KR 5.1.5 การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) กำหนดให้สถาบันการศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) คุณธรรม จริยธรรม 2) ความรู้ 3) ทักษะทางปัญญา 4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5) ทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบัณฑิตที่สมบูรณ์แบบและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว           การส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้นักศึกษามีทักษะที่จำเป็นในวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม เช่น การมีจริยธรรมในวิชาชีพ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างดี           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มีความมุ่งมั่นที่จะมุ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์สำหรับทุกช่วงวัยของชีวิตแห่งอาเซียน เพื่อทำให้บัณฑิตคิดอย่างมีนวัตกรรม ทำด้วยจิตวิญญาผู้ประกอบการ มีสมรรถนะและโลกทัศน์ในระดับสากลจึงมีความจำเป็นในการที่จะต้องพัฒนาความพร้อมให้กับนักศึกษา พัฒนาความตระหนักและปลูกจิตสานึกและความรับผิดชอบและการค้นพบตัวเองให้กับนักศึกษา พัฒนาให้นักศึกษาเกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ในการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ 5 ด้าน ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศผ่านกการทำกิจกรรม มีความมุ่งมั่นที่จะนำผลงานวิจัย งานบริการทางวิชาการกับสังคม รวมทั้งด้านการผลิตบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีความรู้ควบคู่กับทักษะปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษามีคุณค่าและความสง่างาม ใฝ่รู้ ใฝ่ดี มีความรับผิดชอบและมีวินัย  อันเป็นคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์           จากที่มาและความสำคัญกล่าวมาข้างต้น คุณลักษณะของบัณฑิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ นักศึกษาต้องผ่านกิจกรรมต่างๆที่หล่อหลอมอย่างเป็นระบบและอย่างต่อเนื่อง  กระบวนการจัดการเรียนการสอนผ่านกิจกรรมต้องเน้นให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์จริงให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้และประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ มีดังนี้ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการกำหนดคุณลักษณะและผลการเรียนรู้ของบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยกำหนด 5 มาตรฐานหลัก ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม, ความรู้, ทักษะทางปัญญา, ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ, และทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การบูรณาการการเรียนรู้กับกิจกรรมเสริมหลักสูตร การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นแนวทางที่นำการเรียนการสอนในห้องเรียนมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม การปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะที่สำคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากประสบการณ์การทำงาน   ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ในระดับคณะและวิทยาลัย ความรู้จากงานที่รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา วิธีการดำเนินการ            วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาประจำปีการศึกษาทุกๆปี การวางแผนงานเป็นไปตามประเด็นยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ดังนี้ ประเด็นยุทธศาสตร์ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาด้านงานวิจัยและนวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง โดยมีคณบดีและกรรมการบริหารวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบาย มีรองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาการศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบด้านวิชาการ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้านกิจการนักศึกษา รองฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบด้านภาษา ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและบริการวิชาการเป็นผู้รับผิดชอบด้านงานบริการวิชาการ โดยมีนักศึกษาจากสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมเป็นผู้ร่วมการจัดทำแผนงานและเป็นผู้ดำเนินการ นักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม/โครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาครอบคลุมทั้งสติปัญญา สังคม อารมณ์รวมถึงด้านคุณธรรมจริยธรรม  เพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบและทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแผนพัฒนานักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนักศึกษา ดังนี้ กิจกรรม “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” See it, Own it, Solve it and Do it ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมไหว้ครู มอบเสื้อชอปของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพด้านภาวะจิตใจ และอารมณ์ก่อนเข้าเรียน กิจกรรมปฐมนิเทศของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมประกวดแข่งขัน Start Up Thailand League กิจกรรมการพํฒนานักศึกษาให้เกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ กิจกรรมทำบุญปีใหม่ กิจกรรมพัฒนาความคิดแบบนวัตกรรมในการมุ่งทำความดีให้กับสังคม  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: ชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมร่วมกับศูนย์ BIS กิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ กิจกรรมการให้บริการทางวิชาการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมสโมสรนักศึกษา ด้านกีฬา ครอบครัว BMI สัมพันธ์น้องพี่ และ BME SAT ของนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่าและค่ายอุปกรณ์ฯ กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมงานบริการวิชาการโดยผ่านศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัย กิจกรรมพัฒนาความเป็นวิศวกรชีวการแพทย์และความเป็นผู้ประกอบการ  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: อาจารย์ และ ศูนย์ BIS กิจกรรมปัจฉิมนิเทศนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมเสริมทางด้านภาษาต่างประเทศ กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) กิจกรรมนำเสนอผลงานของนักศึกษาในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ กิจกรรมงานประกวดผลงานนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองมาตรฐานการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน กิจกรรมการพัฒนาความเป็นสังคมครอบครัววิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมงานรับปริญญา              ในการจัดแผนงานได้วางแผนการจัดกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายการจัดสรรงบประมาณ การส่งเสริมคุณลักษณะของบัณฑิต รวมถึงผู้รับผิดชอบ โดยแผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ เป็นดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     ในการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้มักจะพบกับอุปสรรคหรือปัญหา โดยอุปสรรคหลักๆ และวิธีการแก้ไขมีดังนี้ การขาดแรงจูงใจหรือความสนใจจากนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาบางคนอาจไม่สนใจหรือไม่มีแรงจูงใจเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมต่ำและขาดความกระตือรือร้น การแก้ไข: การสร้างแรงจูงใจด้วยการออกแบบกิจกรรมที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกับความสนใจของนักศึกษา การให้โอกาสนักศึกษาเลือกกิจกรรมที่ต้องการเอง ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ปัญหา: กิจกรรมบางอย่างต้องใช้ทรัพยากร เวลา หรือสถานที่ที่จำกัด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ การแก้ไข: การวางแผนให้เหมาะสมและเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ปัญหา: การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจทำให้กิจกรรมไม่ได้คุณภาพหรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ การแก้ไข: การเชิญวิทยากร หรือการร่วมมือกับภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อเพิ่มบุคลากรและวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ความหลากหลายของความต้องการและความสนใจของนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาแต่ละคนมีความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้การจัดกิจกรรมไม่สามารถตอบสนองทุกคนได้ การแก้ไข: การสำรวจความต้องการและความสนใจของนักศึกษาก่อนเริ่มกิจกรรม และจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีความสนใจแตกต่างกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้           นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้            นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             นักศึกษาชั้นปีที่ 2 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาในชั้นปีที่ 2 จะพัฒนาต่อจากการเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่นของชั้นปีที่ 1  เมื่อเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น จึงก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ การมีมนุษย์สัมพันธ์ มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในวิทยาลัย สามารถสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เป็นสโมสรนักศึกษา ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมของวิทยาลัย  โดยผลงานของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว และพร้อมที่จะขึ้นสู่การทำงานในชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมในชั้นปีที่ 3 จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 2  มีความปรารถนาอันแรงกล้า มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม โดยทุกกิจกรรมสำเร็จลุล่วง นักศึกษามีทัศนคติในการทำงาน รู้จักการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย รู้จักการทำงานร่วมกัน กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซึ่งเป็นสโมสรนักศึกษารับผิดชอบในการจัดงานทั้งหมด 6 กิจกรรม ดังนี้   กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ การอบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR)             นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะพัฒนาต่อจากโมดูลที่ 2  การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ 1 การพัฒนาภาษาอังกฤษ การมีภาวะผู้นำ มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในสังคม สามารถสร้างเครือข่าย การพัฒนานวัตกรรม การสร้างเสริมองค์ความรู้ และการสร้างแนวคิดธุรกิจให้กับนักศึกษา โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทำงานให้กับชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคม ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ได้แก่ งานบริการวิชาการบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ งานออกค่ายต่างๆ เป็นต้น มีการพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารให้กับนักศึกษาทำให้นักศึกษาสามารถสอบผ่าน CEFR ระดับ B1 ได้ถึงร้อยละ 84.31 จากนักศึกษาที่เข้าสอบ โดยผลของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมออกค่าย การทำงานเพื่อสังคม ที่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่ให้บริการ โดยให้มาบริการงานวิชาการในปีต่อๆ ไป กิจกรรมที่ชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีทั้งสิ้น 6 กิจกรรม ดังนี้ โครงการงานสานสัมพันธ์วิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่า และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ โครงการค่ายวิศวกรชีวการแพทย์สัญจร โครงการการอบรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านภาษาอังกฤษ กิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา: บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โครงการบริการวิชาการแบบให้เปล่า ซึ่งดำเนินงานภายใต้รายวิชาทางด้านเครื่องมือแพทย์ โครงการบริการวิชาการแบบแบบมีรายได้ ซึ่งดำเนินงานภายใต้ศูนย์ BIS             จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 3 มีภาวะความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อการจัดงานได้อย่างดีเยี่ยม มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และหน่วยงานภายนอกได้ให้ความไว้วางใจในการดำเนินงานบริการวิชาการในปีต่อไป            นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นพัฒนาต่อเนื่องจากนักศึกษาชั้นปีที่ 3 การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ  การขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ การพัฒนามาตรฐานภาษาอังกฤษ มีการทดลองทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทดลองสร้างนวัตกรรม การทดลองสร้างแนวคิดธุรกิจใหม่ โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมภายนอกในรูปแบบการทำโครงงานสร้างนวัตกรรม การประกวดโครงงาน การแสดงผลงานวิชาการในงานประชุมวิชาการ และการแสดงนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในงานปัจฉิมนิเทศ           เมื่อนักศึกษามีโอกาสได้ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ในวิชาชีพ ด้วยการบริการสังคม จะทำให้นักศึกษาได้มองเห็นแนวทางของการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม  สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 4 มีความพร้อมในการเข้าร่วมการประกวดต่างๆ เพื่อสะสมเป็นผลงานของตนเอง  มีความพร้อมในการนำเสนอผลงานในระดับชาติ มีความมั่นใจที่จะก้าวเข้าสู่การทำงาน สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องปี 3 ในด้านการบริการวิชาการสู่สังคม ทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่จบการศึกษาสามารถมีงานทำอย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้เข้าร่วมและจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 9 กิจกรรม ดังนี้ โครงการสนับสนุนและส่งเสริมนักศึกษานำเสนอผลงานวิชาการและ Pitching Idea ในงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีสุขภาพแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 (HTCON 2023) วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โครงการอบรมสัมมนาเรื่อง แนวทางการขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับฝ่ายแพทย์หลวงพระบรม มหาราชวัง โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับ คลินิกมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ วัดสุทธาราม กรุงเทพ มหานคร โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการส่งผลงานนักศึกษาประกวดงาน Thailand New Gen Inventors Award 2024 (I – New Gen Award 2024) ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 โดยผลงานที่ส่งประกวดมี 6 ชิ้นงาน มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4, 3, 2 และปีที่ 1 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โครงการส่งผลงานนักศึกษาเข้าร่วมประกวดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” Thailand Research Expo 2023 ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 12 คน กิจกรรมเตรียมความพร้อมในการทำงาน โครงการปัจฉิมนิเทศ และ BME Innovation2024 & Job Fair กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาลัยการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมการศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษาในด้านวิชาชีพ และความเป็นนานาชาติ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น            จากการจัดกิจกรรมให้ทั้ง 4 ชั้นปี ได้บรรลุตามเป้าประสงค์ของวิทยาลัย โดยนักศึกษาจบเป็นบัณฑิตมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานได้ สามารถทำงานให้กับหน่วยงานได้อย่างดี บัณฑิตมีทักษะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยี ทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารได้ มีความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงาน และบัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่างๆทำให้บัณฑิตบางคนได้งานก่อนจบการศึกษา ผลการประเมินตามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.86  อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) ด้านคุณธรรมจริยธรรม ประกอบไปด้วย (1) ความซื่อสัตย์สุจริต ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (2) ความมีนํ้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (3) ความมีระเบียบวินัยในการทำงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (4) ความขยันอดทน อุตสาหะ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (5) การตรงต่อเวลา ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 2) ด้านความรู้ ประกอบไปด้วย (1) ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.80 (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (3) ความสามารถในการนำเสนองานที่ทำ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (4) ความรอบรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 3) ด้านทักษะทางปัญญา ประกอบไปด้วย (1) ความสามารถในการเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนางาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (2) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ Read More »

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           นักศึกษาออนไลน์ คือ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมดิจิทัล ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต ที่เรียนผ่านระบบ LMS ของ Cyber University เป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไม่ค่อยได้เข้ามาที่มหาวิทยาลัยบ่อยนัก มีทั้งนักศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ การเรียนการสอนดำเนินการ ผ่านระบบ LMS ของ Cyber University รูปแบบการเรียน คือ ช่วง 1 ปีแรกเป็นการเรียนรายวิชา เมื่อสิ้นสุดการเรียนรายวิชาต่าง ๆ นักศึกษาจะต้องเริ่มงานวิจัย ซึ่งตามแผนการเรียนนักศึกษาจะใช้เวลาในการทำวิจัย 2 ภาคเรียนในปีที่ 2 ที่ผ่านมาหลักสูตรพบปัญหาว่า ในช่วงการเข้าห้อง Chatroom นักศึกษายังมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น แต่เมื่อเรียนจบ ก็ต่างคนต่างไป ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกับหลักสูตร หยุดการเรียนรู้และหยุดการทำวิจัย หรือสำหรับบางคนที่เริ่มงานวิจัยไว้บ้างแล้วกลับหายไป การทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีความต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้นักศึกษาให้เหตุผลต่าง ๆ เช่น เช่นเรื่องการจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาเรียน การต้องโฟกัสกับการทำงานเพราะต้องหาเงิน บ้างก็มีครอบครัว เช่น แต่งงานหรือมีบุตร ทำให้ขาดแรงจูงใจในทำวิจัย การเรียนหยุดชะงัก จำนวนนักศึกษาคงค้างในหลักสูตรค่อนข้างสูง อัตราการจบการศึกษาของนักศึกษาตามเวลาของหลักสูตรไม่สามารถทำได้สำเร็จ           ช่วงเริ่มต้นหลักสูตรมีแนวทางในการแก้ปัญหากับกลุ่มนักศึกษาในกรุงเทพและปริมณฑลก่อน เกิดเป็นโครงการ “ศุกร์หรรษา” หรือภายหลังชื่อได้เปลี่ยนเป็น “สุขหรรษา”  ที่ต้องการแก้ปัญหาการหายตัวไปของนักศึกษาหลังจากเรียนจบรายวิชาสอน และสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษากลับเรียนจนสำเร็จ ในช่วงแรกอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยจะนัดพบนักศึกษาในวันศุกร์ตอนเย็นเพราะเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ทำงาน นักศึกษาสามารถเคลียร์เวลาและสมองเพื่อโฟกัสกับหัวข้อวิจัยได้ดี จึงเรียกว่า “ศุกร์หรรษา” ซึ่งนัดกันทุกวันศุกร์ ในเวลาต่อ ๆมา นักศึกษาอาจสะดวกเป็นวันหยุดอื่น ๆ ก็จะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเป็นวันศุกร์เท่านั้น โครงการนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโครงการ “สุขหรรษา” แทน เพื่อให้การทำวิจัยเหมือนเป็นการแบ่งปันความสุขไปด้วยกัน นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันกำหนดวันและเวลาให้ทุกคนได้จัดเวลาว่างได้ตรงกัน อาจเป็นในเมืองตอน 2 ทุ่มวันธรรมดา หรือ บ่ายวันเสาร์ หรือจะออนไลน์ก็ได้ อาจนัดพบกันตามร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟูด ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด สามารถนั่งดื่มกินและคุยกันได้ ความเครียดที่ต้องมาคุยกันเรื่องวิจัยก็จะคลายลง           สำหรับนักศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัด ทางหลักสูตรจัดให้มีโครงการ “สุขหรรษาสัญจร” นั่นคือ ใช้จังหวะเวลาที่อาจารย์ที่ปรึกษามีกิจธุระที่จะต้องไปยังจังหวัดนั้นก็จะแจ้งนักศึกษา และเชิญชวนนักศึกษาที่อยู่ในระแวกจังหวัดใกล้เคียงมาเข้าร่วม อีกทั้งมีการใช้การประชุมทางไกล (Video Conference) เพื่อติดต่อกับนักศึกษา           สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการและสร้างแรงจูงใจ คือ การถ่ายรูปลงใน Facebook ลงในกลุ่มไลน์ของหลักสูตร เพื่อทำให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่าน เกิดการรับรู้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องเป็นประจำ คนเข้าร่วมจะเป็นสมาชิกหน้าเดิม ๆ ที่มีการเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ อาจมีสัญจรบ้าง มีกิจกรรม outing บ้าง มากกว่าการคุยวิจัยที่จริงจังแบบในห้องเรียน นักศึกษาที่เห็นภาพในสื่อต่าง ๆ ก็จะรู้สึกสนใจเข้าร่วม และต้องการมีหัวข้อวิจัยเหมือนเพื่อน ๆ จึงเริ่มเข้ามาร่วมโครงการไปเรื่อย ๆ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การให้คำปรึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาหลักสูตรออนไลน์ การสร้างแรงจูงใจนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลอาจารย์ที่ปรึกษา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และ ผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิธีการดำเนินการ            หลักสูตรมีการประชุมหารือถึงปัญหานักศึกษาคงค้างสืบ พบสาเหตุสำคัญมาจากความไม่ต่อเนื่องในการทำวิจัยเพราะห่างหายไปหลักสูตรหลังจากเรียนจบรายวิชา และไม่ติดต่อกลับอาจารย์ที่ปรึกษา  หลักสูตรได้พยายามหาหนทางในการดึงนักศึกษาคงค้างเหล่านี้ให้กลับมา จึงเกิดเป็นโครงการสุขหรรษา เป็นลักษณะการทำงานแบบวัฏจักรเกิดขึ้นซึ่งสามารถแบ่งช่วงย่อยได้เป็น 3 ช่วง โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 1 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เป็นต้นมา ทางหลักสูตรได้ลงมือดำเนินโครงการสุขหรรษาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์/ค้นคว้าอิสระ แต่ละคนจะประกาศผ่านช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ไปยังนักศึกษาถึงวัน เวลา และสถานที่ที่จะนัดให้นักศึกษาเข้ามาพบอาจารย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทำวิจัย โดยแต่ละครั้งที่นัดจะกำหนดจำนวนนักศึกษาไว้ที่ 5-8 คน เพื่อให้นักศึกษาที่สนใจลงชื่อจองล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม การจัดสุขหรรษาแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3-9 ชั่วโมงแล้วแต่จำนวนนักศึกษา ตลอดระยะเวลาผ่านมาโครงการสุขหรรษาถูกจัดขึ้นเป็นประจำ (ตามเวลาเอื้ออำนวยต่อทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา) โดยเฉลี่ยแล้วเดือนละ 1 ครั้ง และมีบางครั้งที่นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงกันรวมตัวกันได้ ก็จะแจ้งกลับมายังผู้อำนวยการหลักสูตรเพื่อให้ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษากลุ่มนั้นเดินทางไปจังหวัดที่นักศึกษารวมตัวกัน ซึ่งในกรณีนี้จะเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการสุขหรรษาสัญจร” ภาพบรรยากาศของโครงการดังแสดงในรูปที่ 2            โครงการทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ที่เน้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์เชิงบูรณาการ โดยเริ่มจากให้นักศึกษาวิเคราะห์ปัญหาทางด้านการจัดการเทคโนโลยี อาจจะพบจากที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน แล้วพยายามหาข้อมูลการแก้ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน นำมาคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา มีเพื่อน ๆ ในหลักสูตรท่านอื่นเข้ารับฟังการคุยกันด้วย อาจารย์จะพยายามสอบถามให้นักศึกษาลองคิดว่า ปัญหาที่สนใจนี้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตรงไหนคือปัญหาที่แท้จริง เมื่อนักศึกษาเริ่มคิด ก็จะเกิดไอเดียในการทำวิจัยต่อมา มีความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน บางงานสามารถร่วมทำกันเป็นกลุ่มในหัวข้อที่คล้ายกันได้ เป็นการส่งเสริมการทำงานวิจัยร่วมกัน ทำให้นักศึกษามีกำลังใจและมีแรงจูงใจในการทำวิจัย นักศึกษาส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการในการประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตีพิมพ์ในฐานข้อมูล TCI ได้อย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คือ นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาได้ รูปที่ 2 ภาพบรรยากาศโครงการสุขหรรษา และสุขหรรษาสัญจร            หลังจากการนัดพบในโครงการสุขหรรษา หลักสูตรต้องลงภาพถ่ายในสื่อ social media ที่ทำให้เห็นอย่างกว้างขวาง อาจเป็นไลน์กลุ่ม หรือ เฟสบุค เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ให้กับนักศึกษาในหลักสูตร ให้เพื่อนช่วยกระตุ้นให้กลับมาทำวิจัยให้จบ นักศึกษาที่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จะเริ่มมีกำลังใจ เพื่อน ๆ และหลักสูตรช่วยกันติดต่อเพื่อนในรุ่นให้กลับมาทำวิจัยด้วยกัน หลักสูตรต้องสร้างการรับรู้โดยตลอดโดยเฉพาะตอนมีการสอบหัวข้อวิจัยหรือสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งภาพถ่ายของการทำงานอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาในโครงการสุขหรรษา เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่คิดว่าตนเองไม่พร้อม ไม่มีความสามารถ ไม่มีหัวข้อวิจัย ให้รู้สึกว่า เมื่อเพื่อนทำได้ เราก็จะทำได้ และหลักสูตรไม่ได้ทอดทิ้งให้นักศึกษาแก้ปัญหาวิจัยเองตามลำพัง อย่างไรก็ดี โครงการสุขหรรษาก็ได้พบอุปสรรคในหลาย ๆ ด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย บางครั้งเวลาที่นัดหรือสถานที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษาทุกคน พบปัญหาการจราจร การพบปะแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างมากคือ 3 ชั่วโมงขึ้นไป (รวมเวลาเดินทาง) อาจารย์ต้องจัดสรรเวลาให้เอื้อต่อสมาชิกส่วนใหญ่จริง ๆ การเดินทาง การรับประทานอาหารก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ในการพบปะเวลา ไม่อาจจะให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาได้ทุกคน นักศึกษาต้องมารออาจารย์ให้คำปรึกษากับเพื่อน นั่งฟังงานของเพื่อนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยของตน ทำให้ในระยะหลัง ๆ นักศึกษาก็จะไม่อยากเข้าร่วมเพราะเสียเวลา หรือต้องมารอ ช่วงโควิดที่ทำให้การพบปะกันแบบเจอหน้ากันไม่สามารถทำได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธี online ผ่านโปรแกรม zoom ข้อดีเจอกันได้ง่ายขึ้น อาจารย์และนักศึกษาก็สามารถนัดกันได้บ่อยขึ้น อย่างไรก็ดีการพบกันแบบ online จะทำให้บรรยากาศความสนุกสนานจะลดลง นักศึกษาที่มาพบในแต่ละครั้งอาจเป็นคนละคนกับที่มาครั้งที่แล้ว การพูดคุยอาจจะไม่ต่อเนื่อง มีการถามปัญหาเดิม ๆ อาจารย์ต้องตอบสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซึ่งเสียเวลา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK จากอุปสรรคและปัญหาที่พบในโครงการมตลอดหลายปี หลักสูตรได้มีการทบทวนกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาแต่ละด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย หลักสูตรใช้การสลับการพบปะเป็นแบบออนไลน์สลับกับแบบออนไซต์ การนัดพบกันมักจะเกิดขึ้นแบบเอื้อต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เช่น อาจารย์ต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลอยู่แล้วก็สามารถนัดนักศึกษาที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล หรืออาจารย์ต้องไปทำธุระส่วนตัวที่ห้างสรรพสินค้าอยู่แล้วก็ถือโอกาสนัดนักศึกษาได้ และหลักสูตรได้ยืดหยุ่นเวลาทำงานให้กับอาจารย์โดยให้อาจารย์หยุดงานในวันทำงานปกติ แทนวันเสาร์อาทิตย์ที่อาจารย์ต้องไปนัดสุขหรรษากับนักศึกษา สำหรับนักศึกษาบางคนที่สะดวกพบอาจารย์ในวันปกติสามารถพบกันที่มหาวิทยาลัยในช่วงกลางวัน หรือช่วงเย็นของวันธรรมดาแทนได้ นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ควรจัดจำนวนให้มีคนเข้ามาในแต่ละครั้งไม่เกิน 3 คน และควรเป็นกลุ่มที่ทำหัวข้อใกล้ ๆ กัน เพื่อทำให้การใช้เวลาแต่ละครั้งที่พบกันสั้นและทั่วถึง หากนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาอยากพบกันแบบออนไซต์ จะเลือกมาที่มหาวิทยาลัย โดยอาจารย์จะจัดสถานที่ที่ไม่เป็นห้องเรียน คือ ใช้ห้องประชุม เหตุผลเพราะห้องประชุมให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าห้องเรียน นักศึกษาได้ใช้โต๊ะตัวใหญ่ร่วมกัน ช่วยกันระดมความคิด เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดีย ในระยะหลังโควิด โครงการสุขหรรษา ใช้รูปแบบออนไลน์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรม Zoom การอัดคลิปง่ายขึ้น บางครั้งอาจารย์เอาผลงานวิจัยของรุ่นพี่มาเล่าให้ฟัง เอาคลิปการสอบหัวข้อวิจัย หรือสอบป้องกันมาอธิบายให้ดูง่ายขึ้น อาจารย์รวบรวมคลิปที่อธิบายวิธีเขียนงานวิจัยอย่างเหมาะสม หรือตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ ที่นักศึกษาถาม เมื่อนักศึกษามีคำถามหรือปัญหาเดิม อาจารย์ก็สามารถให้นักศึกษาไปดูคลิปหรือคำอธิบายที่ได้รวบรวมไว้แล้วได้ ไม่เสียเวลาในการพูดคุยเรื่องเดิมๆ             ผลจากการทำโครงการสุขหรรษาพบว่า โครงการนี้ช่วยให้นักศึกษาที่ยังไม่มีโจทย์วิจัย เกิดแรงจูงใจ ให้กลับมาทำงานวิจัย ขณะที่ฟังเพื่อนกับอาจารย์ปรึกษางานวิจัยกัน ก็ผลักดันให้นักศึกษาเกิดทักษะวิจัยโดยไม่รู้ตัว ให้คิดตามเพื่อน ได้เกิดหัวข้อวิจัย เกิดการมีการเลียนแบบ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นักศึกษาได้เริ่มต้นทำวิจัยอย่างมีเป้าหมาย และต่อเนื่อง เป็นผลให้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ และจบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ตลอดการทำโครงการหลักสูตรจำเป็นต้องมีการทบทวนวิธีการดำเนินการที่ช่วยปรับให้เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาและจำนวนนักศึกษาที่ขอรับการปรึกษามีความสมดุล และความสำเร็จของโครงการคือความทุ่มเทของทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่จะต้องทำงานร่วมกันจนสำเร็จ การนำเสนอความก้าวหน้าในแต่ละครั้งที่พบอาจารย์ที่ปรึกษาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญให้เพื่อนสมาชิกออนไลน์ของหลักสูตรสามารถเห็นความเป็นไปและสร้างแรงจูงใจ ดึงให้เขากลับเข้ามาทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง (Keep Doing – Keep Posting) ตัวอย่างการโพสภาพสุขหรรษาบนสื่อสังคมออนไลน์ ดังรูปที่ 3 รูปที่ 3 การโพสต์ภาพกิจกรรมสุขหรรษาลงในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           จากปัญหาและอุปสรรคที่ได้พบการในดำเนินโครงการมาโดยตลอด หลักสูตรได้พยายามทบทวนและหาทางแก้ไขเกิดเป็นแนวทาง S-O-F-A-R สำหรับโครงการสุขหรรษา ดังนี้ (S) Same idea / Small group: แบ่งกลุ่มนักศึกษาตามความสนใจ นักศึกษาที่สนใจ นักศึกษาที่มีความสนใจในหัวข้อใกล้เคียงกันเหมาะอย่างยิ่งที่จะนัดในเวลาเดียวกัน เพราะให้นักศึกษาเกิดไอเดียร่วมกัน และช่วยกันผลักดันงานวิจัยของกันและกัน (O) Open mind and be positive: นักศึกษาที่ยังไม่มีหัวข้อวิจัย ควรเข้าร่วมสุขหรรษาอย่างเปิดใจ เพื่อได้รับไอเดียที่เป็นประโยชน์จากอาจารย์และเพื่อน ๆ นักศึกษาต้องไม่รู้สึกเปรียบเทียบตนเองว่าด้อยกว่าเพื่อน ต้องให้กำลังใจตนเองว่าจะทำอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จแบบเพื่อนให้ได้ (F) Frequent meeting: รูปแบบการเข้าร่วมสุขหรรษาควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและค่อนข้างถี่ ความถี่ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเริ่มทำวิจัย คือ ทุก ๆ 1 สัปดาห์ โดยรูปแบบอาจเป็นออนไลน์สลับกับออนไซต์ (A) Alone but sure: หลังจากที่นักศึกษาได้หัวข้อวิจัยแล้ว ให้นักศึกษาติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบเดี่ยว จะทำให้นักศึกษาได้จดจ่อและมุ่งมั่นกับงานวิจัยของตน (R) Rearrange knowledge: หลักสูตรต้องมีการรวบรวมและจัดทำความรู้ต่าง ๆ ที่มักเป็นประเด็นในการทำวิจัย เป็นคลิปสั้น ๆ หรือเป็นบทความ รวบรวมคำถาม-คำตอบที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อให้นักศึกษาที่มีคำถามสามารถหาคำตอบได้เอง และไม่เสียเวลาถามซ้ำ 

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย Read More »

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 “หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด อาจารย์ประณต มณีอินทร์ รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ และ อาจารย์ธนกร พรมโคตรค้า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร คือ เป็นหลักสูตรที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยต่างๆ เข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลิตผล โดยใช้ข้อมูลของต้นพืช สภาพแวดล้อมของฟาร์ม และฐานข้อมูลด้านการเกษตร ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย มาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการตัดสินใจปรับปัจจัยการผลิตและการดูแลรักษาต้นพืชอย่างพอเหมาะ รวมถึงการจัดการผลิตผลเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อคงคุณภาพเอาไว้ให้นานที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ผลิตผลเกษตรที่สําคัญของโลก แต่ด้วยเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตต่ํา ทําให้เกษตรกรของไทยยังคงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน ขณะเดียวกันจํานวนประชากรที่สูงขึ้น ชุมชนเมืองที่ขยายตัว พื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาโลกร้อน รวมทั้งความต้องการผลิตผลเกษตรเพื่อแปลงเป็นพลังงานที่สูงขึ้น ทําให้เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมยิ่งไม่สามารถให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการได้ และความพยายามในการเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีเดิมๆ กลับทําให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็น นอกจากนี้ผลิตผลเกษตรจํานวนมากยังคงสูญเสียไปตั้งแต่เก็บเกี่ยวตลอดเส้นทางไปสู่ผู้บริโภคหรือสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีพอ นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นศาสตร์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย เกษตรกรรมแบบแม่นยําสูงหรือฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรรมในเมือง และเกษตรกรรมแบบยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการผลิตผลเกษตรแบบครบวงจร นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นเกษตรกรรมยุคใหม่ที่จะมีบทบาทมากขึ้นและถือว่าเป็นเกษตรกรรมของอนาคตอย่างแท้จริง นวัตกรรมเกษตรจะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสําคัญของผลิตผลเกษตรของโลกต่อไป หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ได้เปิดทําการเรียนการสอนครั้งแรก ในปี 2557 โดยการออกแบบหลักสูตรในปีแรก เป็นการออกแบบหลักสูตรแบบ Central Design ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดย และครบรอบปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1.ในปี 2561 และหลักสูตรปรับปรุง ปี 2562 ครบรอบปรับปรุงหลักสูตร ในปี 2566 และเปิดการเรียนการสอนในปี 2567 ซึ่งหลักสูตร ปี 2557 เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Student center จากการปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1          ทางหลักสูตรได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกหรือการพัฒนาที่จ าเป็นในการพัฒนา (ปรับปรุง) หลักสูตร ตามเป้าหมายการพัฒนาด้านการเกษตร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยเน้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (value-based economy) ที่ใช้ความได้เปรียบที่ประเทศ เรามีอยู่แล้ว คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติทั้งนี้ประเทศไทยมีนโยบาย การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG model) และสังคมคาร์บอนต ่า รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้าและการเคลื่อนย้ายอาชีพการท างาน ท าให้เกิดการแข่งขันทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกระทบต่อการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของสินค้าเกษตร ด้วยแผนพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจชาติดังกล่าว รวมทั้งความเจริญทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และสังคม ท าให้เกิดการแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ และทักษะวิชาชีพ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการเพิ่มการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาด้านเกษตรที่รองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงข้างต้น และนอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการวิเคราะห์ความต้องการของสังคม ตลาดงาน และหรือผู้ใช้บัณฑิตด้วย วิธีการวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย กับการผลิตบัณฑิตของหลักสูตร ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรและนวัตกรรมเกษตร อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้ใช้บัณฑิต ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ในการวิเคราะห์ความต้องการของ Stakeholders ทางคณะกรรมการหลักสูตรได้ใช้วิธีการเก็บรวมรวบข้อมูลหลายวิธี ความรู้ที่เป็นประเด็นสําคัญที่นํามาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรคือ : “Backward Curriculum Design :BCD”          เป็นกระบวนการออกแบบหลักสูตรแบบ ย้อนกลับ ที่ทางคณะนํามาปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร โดยนําเอาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (Outcomes – Based Education ; OBE) มาออกแบบแผนการดําเนินงาน ซึ่งการออกแบบต้องคํานึงถึงความสอดคล้อง ให้ไปในแนวเดียวกันของผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) วิธีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Assessment method) และการจัดการเรียนการ (Teaching/ Learning Approaches) ซึ่งการออกแบบหลักสูตรแบบย้อนกลับ (Backward Curriculum Design ; BCD) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนที่สําคัญ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/ Outcomes) ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine Acceptable Evidence/Assessment) ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction/Activities) ดังแสดงในภาพที่ 1           ซึ่งการกําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ของหลักสูตร เช่นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมเกษตร ผู้ใช้บัณฑิต ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่มีความร่วมมือทางวิชาการ รวมถึงตัวบัณฑิต แล้วจึงนําข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ในระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes : PLOs) แล้วจึงนํามาถอดเป็นหลักสูตร (Curriculum) แล้วนําไปจัดการเรียนการสอน มีการวัดและประเมินผลแล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากผลลัพธ์และ Feedback ที่ได้เป็นไปนืทศทางที่ดี ให้จัดไว้เป็น Standardized แต่หากยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง ให้นําไปพัฒนาต่อ หรือไปสอบถามความต้องการของ Stakeholders ซ้ําอีกครั้ง ซึ่งกลไกที่ทางคณะใช้ในการออกแบบเพื่อปรับปรุงหลักสูตร จะเป็นวงจร PDCA เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตามภาพที่ 2 นอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการนําแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ประเด็นการพัฒนาความมั่นคงด้านการเกษตร และอาหารของประเทศและชุมชน ในมิติปริมาณ คุณภาพ ราคาและการเข้าถึงอาหารมาใช้ประกอบ การออกแบบหลักสูตร รวมถึง นโยบายรับมือการผลิตทางการเกษตรในภาวะโลกร้อนอีกด้วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดทำหลักสูตร หลังจากที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/Outcomes)          กําหนดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ในหลักสูตร โดยหลักสูตร ได้มีคําสั่งแต่งตั้งกรรมการวิพากษ์ หลักสูตร เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) พร้อมออกหนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆมาให้ความเห็น เกี่ยวกับทิศทาง และคุณลักษณะของบัณฑิตที่ต้องการ ทางหลักสูตรมีการระบุผลลัพธ์การเรียนรู้ชัดเจน ให้ครอบคลุม ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) ว่าความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านทัศนคติ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเมื่อสําเร็จการศึกษาจากหลักสูตร โดยตั้งคําถามสําคัญ (Essential Questions) เพื่อใช้กําหนดเป็นกรอบความคิดหลักว่า เมื่อจบการศึกษาจากหลักสูตรแล้ว บัณฑิตควรมีความรู้อะไร และมีความเข้าใจในหัวข้อความรู้หรือสาระการเรียนที่เป็นแก่นสําคัญใน เรื่องใดบ้างควรปฏิบัติและแสดงความสามารถในเรื่องใดบ้าง ระบุความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สําคัญของหลักสูตร จากนั้นคณะกรรมการประจําหลักสูตรทําการรวบรวมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholders’ Need Analysis) ซึ่งถือเป็น กระบวนการสําคัญในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน “demand drive” ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการรองรับทิศทางการเติบโต ของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร กําหนด Program Learning Outcomes : PLOs ออกแบบหลักสูตร กําหนดเนื้อหาวิชา โครงสร้างหลักสูตร (Structured and progressive) CLOs,YLOs ออกแบบกระบวนวิชา Course Learning Outcomes ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine AcceptableEvidence/Assessment)          ระบุเครื่องมือที่ใช้วัดประเมินผลและวิธีการวัดประเมินผล โดยเน้นการวัดจากพฤติกรรมการเรียนรู้ รวบยอด (Performance Assessment) เพื่อประเมินว่าผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นผลมาจาก การมีความรู้ความเข้าใจตามเกณฑ์ที ่ได้กําหนดไว้ในเป้าหมายหลักของการจัดการเรียนรู ้ได้จริงหรือไม่ อะไรคือ ร่องรอยหลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนรู้และสามารถทําได้ตามที่มาตรฐานกําหนด ซึ่งทางหลักสูตร ได้มีการประเมินผลทั้ง 3 ระยะคือ ประเมินผลก่อนเรียน ในระหว่างเรียน และเมื่อสิ้นสุดการเรียน โดยใช้เครื่องมือการวัดในหลากหลายรูปแบบ เช่น การประเมินก่อน-หลังการเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อ การสังเกต การพูดคุย การทดสอบย่อยการกําหนดโจทย์หรือประเด็นปัญหาที่ให้ผู้เรียนคิด การลงมือปฏิบัติ(ในรายวิชาปฏิบัติการ) การสังเกตความพร้อมทางการเรียน การสังเกตการทํากิจกรรม การตรวจการบ้าน การสอบบูรณาการ การสะท้อนผลจากชิ้นงาน โดยเฉพาะรายงานโครงการพิเศษ ซึ่งทางหลักสูตรใช้เป็นการประเมินทักษะความสามารถ (Performance) ของผู้เรียน ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ เพราะเป็นชิ้นงานที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ของผู้เรียนอย่างชัดเจน ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction)           เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามหลักฐานการแสดงออกที่ระบุไว้ใน ขั้นที่ 2 เพื่อเป็น หลักฐานว่าผู้เรียน มีความรู้ ความสามารถตามที่กําาหนดไว้ในขั้นที่ 1 โดยผู้สอนมีการวางแผนการเรียนการสอน ว่าจะจัด กิจกรรม อย่างไรจึงจะสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความรู้ตามที่มาตรฐานกําหนดไว้ การกําหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้รูปแบบกิจกรรม และสื่อการเรียนรู้ให้มีความกลมกลืน สอดคล้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งผลต่อการวัดประเมินผลได้ชัดเจน การทวนสอบผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome Verification) 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลจากการปรับปรุงหลักสูตรตามรูปแบบของ Backward Curriculum Design : BCD มีผลทําให้2.1 มีจํานวนนักศึกษาแรกเข้าเพิ่มขึ้น          นักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจสมัครเรียนคณะนวัตกรรมเกษตรเพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด จาก จํานวน 38 คน ในปี 2561 เพิ่มเป็น 71 คนในปี 2562 หลังการปรับปรุงหลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 186.84 และหลังจากนั้น จํานวนนักศึกษาแรกเข้าของคณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2565-2566 ดังแสดงในภาพที่ 3 เป็นผลจากกระแสการชูประเด็นการวิจัยพัฒนา ด้าน Plant wellness ไม่ว่าจะเป็นกัญชาทางการแพทย์ เห็ดทางการแพทย์หรือ พืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการนํามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ เช่น บัวอียิปต์ ฮอปส์ ไข่ผําและวานิลา เป็นต้น 2.2 มีนักศึกษา ที่ผ่านการคัดเลือกให้นําเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ           โดยในปี 2566 มีนักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตร ได้รับการพิจารณาให้นําเสนอผลงานวิจัย หรือ โครงการพิเศษในงานประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 21 จํานวน 4 คน ซึ่งการนําเสนอผลงานวิจัยดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของของการดําเนินงานปรับปรุงหลักสูตรใน ขั้นตอนที่ 2 ตามหลักการของ BCD : Backward Curriculum Design 2.3 การประชาสัมพันธ์กิจกรรมการเรียนการสอนของหลักสูตร ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นคณะนวัตกรรมเกษตรได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมการเรียนการสอนของคณะ ผ่านสื่อโซเชียลช่องทางต่างๆ และมีผู้ให้ความสนใจ และติดตาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงให้เห็นถึงความสนใจในหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ของบุคคลทั่วไป ดังแสดงในภาพที่ 5-8 ภาพที่ 5 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Fanpage Facebook ภาพที่ 6 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Tiktok ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง IG ภาพที่ 8 หลักฐาน การติดตามข้อมูลผ่านช่องทาง facebook live 2.4 มีจำนวนนักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของคณะนวัตกรรมเกษตร ในงาน Open House ในระดับสูง จากการที่สำนักงานรับนักศึกษาได้จัดกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) เป็นประจำทุกปี และในส่วนของคณะได้มีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมผลงานการจัดการเรียนการสอนในคณะ มีนักเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมฐานของคณะจำนวนมาก จากการรวบรวมข้อมูลสถิติ ผู้ลงทะเบียนของแต่ละคณะ ทั้งลงทะเบียนล่วงหน้าและลงทะเบียนหน้างาน คณะนวัตกรรมเกษตร อยู่ในอันดับ ทอป 10 .ในกลุ่มคณะที่ได้รับความสนใจ ภาพที่ 9 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตร ภาพที่ 10 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตรในปี 2023-2024 2.5 มีนักเรียนมํธยมปลายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP เพิ่มขี้น คณะนวัตกรรมเกษตร ได้จัดโครงการ ค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP ขึ้น 2 รอบ รอบแรก วันที่ 1– 18 กุมภาพันธ์ 2567 ผลการดำเนินงานในภาพรวม มีผู้สนใจลงชื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 44 คน มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรมจริง 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 มีผลการประเมินเชิงคุณภาพ ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อยู่ในระดับดี และดีมาก และการจัดโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP 2 ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม พ.ศ.2567 มีนักเรียนมัธยมตอนปลายเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 34 คน และมีคะแนนประเมินความสนใจในกิจกรรมฐานแต่ละฐาน ดังแสดงในภาพที่ 10 2.6 หลักสูตรมีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศหลักสูตรมีหน่วยงานพันธมิตร ที่ให้ความอนุเคราะห์ทางด้านวิชาการศึกษาดูงาน ฝึกงานและฝึกสหกิจศึกษา มั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมี่เกี่ยวข้องทางด้านนวัตกรรมเกษตร ตัวอย่างหน่วยงานพันธมิตรดังแสดงในตาราง ที่ 1            นอกจากนี้ยังมีได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) (ดังแสดงในภาพที่ 11) กับ Guizhou University for Nationalities ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1951 โดยสังกัดรัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจว เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่สำคัญแห่งแรกของมณฑลกุ้ยโจว รัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจวและคณะกรรมการกิจการพลเรือนแห่งชาติร่วมกันสร้างขึ้นและมหาวิทยาลัยกุ้ยโจ้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรติดอันดับต้นๆของประเทศจีน และ ในช่วงระหว่าง วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 – 30 กรกฎาคม 2567 ทางหลักสูตรได้มีการส่งนักศึกษา จำนวน 7 คน ไปฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลักษณะงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อาทิ การเพาะเลี้ยงเชื้อ การคัดแยกเชื้อ การทดสอบกิจกรรมการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญของพืชสมุนไพร ภาพที่ 11 หลักฐานแสดงข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ Guizhou University for Nationalities 2.7 บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากทางหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำสูง          นางสาวบุญญานุช เมืองแก้ว รหัสนักศึกษา 6105127 เร็จการศึกษา เมื่อปี 2565 สามารถสอบเข้ารับราชการตำแหน่งนักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สังกัดกรมวิชาการเกษตร เป็นนักศึกษาทุน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตนิยมอันดับ 1 นอกจากนี้ยังมีนางสาวกนกวรรณ นันทเส รหัส นักศึกษา 6303860 เป็นนักศึกษาทุนต้นกล้าพัฒนาประเทศ และเป็นนักศึกษาแผนสหกิจศึกษา ฝึกปฏิบัติงานสหกิจศึกษาที่บริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด ในช่วงที่ฝึกสหกิจ นักศึกษาสามารรถเขียน SOP ให้กับทางบริษัท มีผลทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัท ลดขั้นตอนการทำงาน การทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลกำไรเพิ่มขึ้น ทางบริษัทจองตัวให้เข้าร่วมงาน และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทอง และปัจจุบันเข้าทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร กับบริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด (ภาพที่ 12) 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK          การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรตามแนวทาง Outcome-Based Education(OBE) : Backward Curriculum Design มี concept คือ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดําเนินงานที่ตรงกัน (clear concept) ที่หลักสูตรจะกําหนดไว้ มคอ.2 ที่จะกําหนดการกระทํา/พฤติกรรมใดเพื่อตอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (พฤติกรรมที่หลักสูตรกําหนดใน TQF) ซึ่งผลการดําเนินการออกแบบหลักสูตรตามหลัก BCD ทําให้คณะมีคะแนนประเมินผลการดําเนินงานของหลักสูตร จากคณะกรรมการตรวจประเมินภายในมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น โดยในปี 2565 มีคะแนนเฉลี่ย 3.91 อยู่ในระดับดี และในปี 2566 มีคะแนนเฉลี่ย 4.15 อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ดังแสดงในภาพ 13 ภาพที่ 13 แสดงคะแนนประเมินผลการำเนินงานของหลักสูตร ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้(Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) โดยเฉพาะด้าน ลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) เป็นการประเมินที่ทําได้ค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่ผลลัพธ์ด้านนี้จะแฝงอยู่ในด้านความรู้และด้านทักษะ ผู้สอนจะต้องมีทักษะในการจัดกระบวนการสอนเพื่อให้สัมพันธ์กับประเมินด้านนี้ด้วย

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” Read More »

SANDBOX: The transformative learning framework

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 SANDBOX: The transformative learning framework ผู้จัดทำโครงการ​ อ. ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์มุ่งเน้นการนำทักษะด้านต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา เน้นการประเมินผลเชิงคุณภาพ ในรายวิชาภาคปฏิบัติ มีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่ครอบคลุมผลลัพธ์ผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน (Learner Person, Innovative Co-Creator, Active Citizen) และมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุงปี พ.ศ. 2561 ในปีการศึกษา2565 หลักสูตรวางแผนและการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในรูปแบบบูรณาการ โดยมีความเชื่อมโยงไปยังตัวบ่งชี้ทางการประกันคุณภาพ             การจัดการศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม โดยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิรูป (Transformative Learning)  ซึ่งประเด็นปัญหาที่พบในการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิม คือ: การขาดการบูรณาการระหว่างชั้นปีและรายวิชาที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชา นักศึกษาไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติในบริบทสถานการณ์จริง ยังขาดการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือองค์กรภายนอกในสาขาวิชาชีพ (Stakeholder) ในกระบวนการเรียนรู้ นักศึกษาขาดทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์และมุมมองที่หลากหลาย            หลักสูตรจึงได้ออกแบบการเรียนแบบบูรณาการองค์ความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ และประเมินภายใต้กรอบการเรียนรู้แบบองค์รวม Sandbox: The transformative learning framework โดยกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละชั้นปี หรือ Year learning outcomes (YLOs) มีเป้าหมายเพื่อวัดสมรรถนะ และทักษะของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Stakeholder Engagement) ที่เน้นให้นักศึกษามีทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดวิชาชีพและสังคม โดยมีผู้รับผิดชอบรายวิชาในแต่ละชั้นปีเป็นผู้ร่วมดำเนินการ และมีการตรวจประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ข้ามชั้นปีระหว่างกระบวนการโดยผู้ประเมินภายใน (Internal peer reviewer) และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานขั้นสมบูรณ์ต่อกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ วิชาชีพ และผู้ใช้บัณฑิต ในฐานะผู้ประเมินภายนอก (External peer reviewer) ที่จะกำกับมาตรฐานวิชาการตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างเป็นขั้นตอน  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีขึ้นทุกรายวิชาในแต่ละชั้นปี และสะท้อนให้เห็นจากความพึงพอใจของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตอีกทางหนึ่ง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  OBE: Outcome-based education Transformative learning Stakeholder engagement ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit Universityเจ้าของความรู้/สังกัด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ             ในช่วงปีการศึกษา 2565-2567 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้พัฒนากรอบแนวคิด  “SANDBOX: The transformative learning framework ” ที่ประกอบด้วยการจัดโครงสร้างการเรียนรู้ที่ส่งต่อและเกี่ยวเนื่องกันในเชิงระบบตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแนวทาง Authentic Learning ใน Program learning outcome (PLO) สู่การกำหนดเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายชั้นปี หรือ Year learning outcome (YLOs) ที่ถ่ายทอดเชื่อมต่อกับเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายวิชา หรือ Couse learning outcome (CLOs) โดยได้กำหนดกลไกการปฏิบัติในการบูรณาการองค์ความรู้และการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชั้นปี (Integration model) โดยมีกลไกการจัดการเรียนการสอนผ่านการสวมบทบาท (Role play) ของแต่ละชั้นปี ด้วย โครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 2 ชั้นปี คือ โครงการ 4+1 ในภาคการศึกษาที่ 1 และโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 ชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 ในภาคการศึกษาที่ 2  โดยมุ่งเน้นให้เกิดกลไกการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมและผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันและเกิดประสบการณ์ตามบทบาทจำลองในแต่ละชั้นปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อ “หลักคิดที่สำคัญ (Core essence)” ของเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละชั้นปี  โดยมีรายละเอียด ดังนี้ บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 4+1 (1) ชั้นปีที่ 4: การจัดตั้งและบริหารองค์กรในฐานะองค์กร (Design Firm management) และการกำหนด Branding ที่มุ่งเน้นการฝึกบริหารจัดการตามแนวคิด 4C  ได้แก่ Collaboration – การทำงานเป็นทีม (ภายใน) Connection – การทำงานร่วมกับผู้อื่น Collaborate ทีม (Cross ชั้นปี) Creativity – การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมและการสร้างอัตลักษณ์องค์กร Compassion – การคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (2) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการและคำนึงถึงผลกรทบและการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม)   บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 3+2+1 (1) ชั้นปีที่ 3: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักออกแบบเชิงกลยุทธ์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะเน้นพัฒนาทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ และเรียนรู้การเชื่อมโยงมูลค่าทางเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะ  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา การกำหนดที่ตั้งโครงการ การวิเคราะห์จุดเชื่อมโยงเชิงมูลค่า การสร้างทางเลือก และการสร้างจุดแข็งของคุณค่าเชิงสาธารณะ (2) ชั้นปีที่ 2: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักประกอบการ ทำหน้าที่เสมือน “ผู้มาซื้อที่ดินแปลงย่อยไปพัฒนาโครงการเชิงธุรกิจ” เพื่อมุ่งเน้นการฝึกทักษะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้ลงทุน ในการสร้างมูลค่าและความเป็นไปได้ในเชิงการลงทุนผ่านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะการสร้างมูลค่าจากการออกแบบ (3) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการแต่ไม่ละเลยผลกระทบและความเป็นไปได้ในมิติต่างๆ)  โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ: นักศึกษามีพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนดในแต่ละชั้นปี เกิดการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และระหว่างชั้นปี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น ผลงานของนักศึกษามีทั้งคุณค่าที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) การนำไปใช้: นำแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและการสอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างชั้นปี สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชนในการพัฒนาโครงการจริง อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน: การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอาจารย์และนักศึกษาจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม การบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรในการจัดกิจกรรมข้ามชั้นปี การประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลที่สามารถวัดทั้งคุณค่าที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            การประยุกต์ใช้โมเดล SANDBOX: The transformative learning framework จากโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่างชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 และโครงการ 4+1 ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งในระดับปัจเจกและองค์รวม โดยพบว่านักศึกษาแต่ละชั้นปีมีพัฒนาการตามกรอบบทบาทที่กำหนด (Role-based Development) อย่างชัดเจน กล่าวคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 แสดงออกถึงความสามารถในการมองวิสัยทัศน์เชิงการออกแบบ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สามารถวิเคราะห์มูลค่าและความเป็นไปได้ทางการลงทุน ในขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 แสดงศักยภาพในการคิดเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ            ผลการดำเนินงานด้านการบูรณาการองค์ความรู้ (Knowledge Integration) ปรากฏในรูปแบบของโครงการที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากกระบวนการ Connection ระหว่างชั้นปีและ Collaboration ภายในทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โครงการมีความสอดคล้องกับความต้องการในบริบทจริงและสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ (Tangible and Intangible Value Creation) อย่างสมดุล            การนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในระดับหลักสูตร (Curriculum Implementation) ได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและการประเมินผลที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิด โดยอาศัยกลไกการประเมินผลลัพธ์ที่คำนึงถึงสมรรถนะของผู้เรียนตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร อันเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Learning) ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของผู้เรียน            อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SANDBOX: The transformative learning framework ยังต้องการการพัฒนาที่ต่อเนื่องในหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ของผู้สอนและผู้เรียนจากระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมสู่รูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและเวลา (Resource and Time Management) สำหรับกิจกรรมข้ามชั้นปี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (Assessment Tool Development) ที่สามารถวัดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของโมเดลในอนาคต   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             การปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ที่เน้นการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ผ่านสถานการ์จำลองจากโครงการปฏิบัติการร่วมกันของนักศึกษาข้ามชั้นปี (Stakeholder Engagement) และการกำหนดบทบาท (Role play) ของนักศึกษาในแต่ละชั้นปี สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับความต้องการในศตวรรษที่ 21 ตามกรอบการศึกษาแบบ OBE: Outcome-based education ได้อย่างมีประสิทธิภาพ             การตรวจสอบการดำเนินการตามโมเดล SANDBOX: The transformative learning framework ได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักการประเมินเชิงพัฒนา ที่มุ่งเน้นการสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้ระบบการประเมินแบบหลายมิติ ที่ครอบคลุมทั้งการประเมินตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา การติดตามพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนด (Role-based Progression Monitoring) และการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Satisfaction Survey) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง            การนำเสนอประสบการณ์การนำโมเดลไปใช้ได้ถูกดำเนินการผ่านการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา  ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนการสอนตามกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework โดยนำเสนอตัวอย่างโครงการที่แสดงถึงการบูรณาการระหว่างชั้นปี และการสร้างคุณค่าเชิงซ้อน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Reflection Collection) เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกของโมเดลในหลากหลายมิติ              การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานภายใต้กรอบการประเมินเชิงผลลัพธ์ (Outcome-based Evaluation Framework) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ผ่านโมเดล Sandbox-Integration สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Experience) ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติในบริบทจริง (Theory-Practice Integration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการสวมบทบาท (Role-based Learning Process) ในแต่ละชั้นปีไม่เพียงแต่พัฒนาทักษะเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมในปัจจุบัน             บทสรุปความรู้จากการดำเนินการตามโมเดล Sandbox-Integration ได้นำไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Education Framework) ที่มีลักษณะเฉพาะและสามารถถ่ายทอดเป็นแบบจำลองการเรียนรู้ (Learning Model) ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดบทบาทเชิงพัฒนาการ (Developmental Role Assignment) ตามลำดับชั้นปี 2) การบูรณาการทักษะตามกรอบ 4C (Collaboration-Connection-Creativity-Compassion Integration) และ 3) การประเมินผลเชิงคุณค่า (Value-based Assessment) ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดในบริบทการศึกษาอื่นๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป

SANDBOX: The transformative learning framework Read More »

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.3.2 โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.อุกฤษฎ์ จอมยิ้ม วิทยาลัยการออกแบบ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ระบบการเรียนการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรศิลปะภาพถ่ายและมีเดียอาร์ต คือการพยายามผลักดันให้ผลงานของนักศึกษาเป็นที่รู้จักแก่สาธารณะชน ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) การจัดนิทรรศการในพื้นที่แสดงงานศิลปะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญและเป็นพันธกิจของหลักสูตรมายาวนาน คือ การพยายามผลักดันให้ผลงาน เผยแพร่ผ่านเวทีงานประกวดศิลปะภาพถ่าย ทั้งเวทีภายในประเทศและเวทีต่างประเทศ                ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทางหลักสูตรฯ ได้ร่วมผลักดันให้นักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดผลงานสร้างสรรค์ ในเวทีการประกวด YOUNG THAI ARTIST AWARD ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ SCG เป็นเวทีการประกวดที่เปิดโอกาสให้กับผลงานสร้างสรรค์ศิลปะที่หลากหลาย ซึ่งศิลปะภาพถ่ายเป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์ที่ถูกบรรจุให้เป็นสาขาหนึ่งของเวทีการประกวด ทั้งนี้ในทุกปีที่ผ่านมานักศึกษาสาขาศิลปะภาพถ่ายฯ จะได้เข้ารอบและชนะรางวัลในระดับยอดเยี่ยมทุกปี มีเงินรางวัล 50,000 บาท สำหรับผู้ที่เข้ารอบมาในระดับนี้ แต่ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา นักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้พร้อมรับเงินรางวัล 300,000  บาท จึงเป็นที่มาของการทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของโครงการที่สามารถผลักดันนักศึกษาสามารถที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่นำไปสู่เวทีการประกวดงานสร้างสรรค์ระดับชาติ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              ในโครงการนี้ทางหลักสูตรฯ ได้นำองค์ความรู้ในรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ   เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งสองรายวิชาโดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งในรายละเอียดรายวิชาจะมีกระบวนการให้นักศึกษาทำความเข้าใจปรากฏการณ์การทำงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย ที่สามารถนำประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นักศึกษาจะต้องมีกระบวนการนำความรู้ทางด้านนี้มานำเสนอหัวข้อกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อที่จะนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นผลงานสร้างสรรค์ มีกระบวนการทดลองทั้งในด้านเทคนิคและทดลองแนวความคิด โดยเฉพาะเทคนิคของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่สามารถสื่อให้เห็นถึงประเด็นต่างๆ ได้ มีการนำสัญญะทางศิลปะร่วมสมัยมาใช้อย่างมีเหตุมีผล                 ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรูแบบชัดแจง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)ความรูในทางวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และความรูในเชิงปฏิบัติการจากเจาของโครงการ ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรูของหลักสูตรศิลปะภาพถายและมีเดียอารต และจากอาจรยผูสอนประจํารายวิชารวมถึงศิลปนภาพถายรับเชิญ วิธีการดำเนินการ               เริ่มจากการการนำรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ ที่มีกระบวนการเรียนการสอนเกี่ยวกับ ความเข้าใจเชิงลึกในการสร้างสรรค์ผลงานเชิงวิชาชีพ เชิงปรัชญา เน้นความเปลี่ยนแปลงทางสุนทรียภาพของศิลปะภาพถ่าย ที่สัมพันธ์กับสื่อแขนงอื่น บทบาททางสังคม การวิเคราะห์ ผ่านการจัดเสวนาร่วมกับศิลปินรับเชิญที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์โครงงานส่วนบุคคล โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้       ในชั้นเรียนแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย ให้เลือกหัวข้อที่นักศึกษาสนใจและมีความถนัดในเชิงเทคนิคทางด้านใด จากนั้นอธิบายพื้นฐานการทำงานของงานศิลปะร่วมสมัยที่มีผลต่อประเด็นทางด้านสังคมในแต่ละยุคสมัย ให้นักศึกษานำเสนอหัวข้อที่สนใจจะทำงานศิลปะภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อที่อาจารย์ประจำวิชาให้โจทย์ไว้ เช่น ความทรงจำที่สัมพันธ์กับประเด็นทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นหัวข้อกว้างๆ ทั้งก็เพื่อสร้างทางเลือกให้กับนักศึกษา ซึ่งหัวข้อเหล่านี้จะสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับแนวความคิดของเวทีการประกวดของ YOUNG THAI ARTIST AWARD  ให้นักศึกษานำผลงานสร้างสรรค์ที่ทำขึ้นภายใต้หัวข้อที่เลือกไว้ ให้อาจารย์ประจำรายวิชาและทีมศิลปินภาพถ่ายรับเชิญร่วมกันวิจารณ์งาน เพื่อให้นักศึกษานำคำวิจารณ์ไปพัฒนาผลงานของตนเอง ในกระบวนการนี้อาจารย์ประจำรายวิชาจะให้นักศึกษาทำงานส่งตรวจและวิจารณ์ทั้งหมด 3 ครั้ง ให้นักศึกษานำผลงาน final ไปดำเนินงานติดตั้งในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการติดตั้งแสดงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกฎของเวทีงานประกวดสำหรับผู้ที่เข้ารอบก่อนคัดเลือก 5 คนต้องแสดงงานนิทรรศการในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อให้กรรมการตรวจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประกาศผลรางวัล ดังนั้นการฝึกติดตั้งแสดงงานในพื้นที่หอศิลป์ของวิทยาลัย จึงเป็นการเสริมองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง มีการสรุปผล แนะนำ นักศึกษาในกระบวนการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด ในขณะเดียวกับอาจารย์ประจำรายวิชา จะคัดเลือกผลงานและแนะนำนักศึกษาที่สนใจจะส่งงานเข้าประกวด โดยอาจจะให้ไปสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มเติม รวมถึงแนะนำแนวความคิดในการทำงานที่ชัดเจนมากยิ้งขึ้น         2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการดำเนินงาน              สามารถที่จะคัดเลือกผลงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างหลากหลาย เพิ่มศักยภาพของนักศึกษาเพื่อผลักดันเข้าสู่เวทีงานประกวด ในอีกด้านหนึ่งนักศึกษาก็สามารถนำผลงานไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นงานศิลปนิพนธ์ในอนาคต    อุปสรรค เนื่องจากหัวข้อของเวทีการประกวดมีการเปลี่ยนแนวความคิดทุกปี จึงอาจจะทำให้หัวข้อการทำงานในรายวิชาอาจจะไม่ตรงกับหัวข้อของเวทีก่รประกวด เนื่องจากต้องเชิญศิลปินภาพถ่ายจากภายนอก อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการนัดหมาย เพื่อให้คุณภาพผลงานคงไว้ซึ่งมาตราฐาน อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานจากในรายวิชาอื่น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK             ผลจากการดำเนินการในรายวิชา ที่ให้นักศึกษาในชั้นเรียนทำงานภายใต้หัวข้อที่กำหนดจากอาจารย์ประจำรายวิชา และทีมศิลปินที่มีประสบการณ์การทำงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้ผลงานของนักศึกษามีคุณภาพทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหา จนสามารถที่จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยมและดีเด่นได้ถึง 3 รางวัล ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถที่จะนำองค์ความรู้ ไปพัฒนาและก้าวเข้าสู่วงการศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยต่อไปในฐานะการทำงานเป็นศิลปินภาพถ่าย ถือเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้กำหนดไว้           นอกจากนี้การที่งานนักศึกษาถูกวิพากษ์ (critic) จากศิลปินที่มีประสบการณ์ จะทำให้ผลงานสร้างสรรค์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ดีและเป็นการเพิ่ม soft skill ของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานทางด้านวิชาชีพ     ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทางหลักสูตรฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันนักศึกษาให้ได้รับรางวัลในเวทีระดับชาติเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีต่อๆ ไป จึงอยากหัรักษากระบวนการเรียนการสอนทั้ง 2 รายวิชาให้มีการพัฒนามากยิ่ง โดยเฉพาะการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะร่วมสมัย ศิลปะภาพถ่าย มาร่วมทำ work shop กับนักศึกษาภายใต้หัวข้อหรือประเด็นทางด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการศิลปะและเวทีการประกวดระดับชาติ         

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 Read More »

Transformative Learning (ปีที่ 2)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 Transformative Learning (ปีที่ 2) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ คณะบริหารธุรกิจ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การเรียนรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปในอดีตอาจมีอาจารย์ เป็นเจ้าของความรู้ เป็นศูนย์กลางของ วามรู้ทั้งหมด ทําให้การเรียนรู้เกิดขึ้นโดยมีศูนย์รวมความสนใจที่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ในปัจจุบันนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น  ทำให้รูปแบบการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนแปลงไป และสามารถตอบคําถามของผู้เรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้ และทําให้บรรยากาศการเรียนไม่น่าเบื่อนักศึกษาสามารถสนุกกับการเรียนของคนเองและเพื่อนๆ ได้           ดังนั้นอาจารยผูสอนจึงไดนํารูปแบบของการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายแผนยุทธศาสตรการพัฒนามหาวิทยาลัยในการสรางความเปนเลิศทางการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตดวยรูปแบบการเรียนการสอนใหทันสมัยและทันตอการเปลี่ยนแปลง สอดคลองทฤษฎีการเรียนรูเพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซี่โรว (Mezirow) เปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยกระตุน ใหผูเรียนไดคิดวิเคราะห โดยการจัดสภาพการเรียน ให้เผชิญกับวิกฤตการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน เกิดการใครครวญอยางมีวิจารณญาณ สนทนาเชิงวิพากษจนนําไปสูการเรียนรูสิ่งใหม ภายใตหัวขอ Transformative Learning มาปรับใชในวิชาสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           อาจารย์ผู้สอนได้นําความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)ตามทัศนะของเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาทําโปรเจคอะไรก็ได้ที่ส่งเสริมและเสริมสร้างการททํางานเป็นทีม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เมซิโรว์เสนอ 10ขั้นตอน ได้แก่1. การใหผูเรียนไดเผชิญกับวิกฤติการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน2. การตรวจสอบตนเอง3. การประเมินสมมุติฐานเดิมของตนอยางจริงจัง4. การเปดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง5. การคนหาทางเลือกใหม6. การวางแผนการกระทําใหม7. การหาความรูและทักษะสําหรับการปฏิบัติตามแผน8. การเริ่มทดลองทําตามบทบาทใหม9. การสรางความสามารถและความมั่นใจในบทบาทและความสัมพันธใหม10. การบูรณาการจนเปนวิถีชีวิตใหมของตน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) วิธีการดำเนินการ วิเคราะห์เนื้อหาวิชาที่สามารถนําหลักของ ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ได้แก่วิชา การสร้างทีมงานและการจูงใจ (HRM414) ปีการศึกษา 2/67 พิจารณาเนื้อหาการสอนจากแต่ละบทว่าสามารถนํามาประยุกต์ใช้ตามทฤษฎีได้หรือไม่ โดยประยุกต์ใช้หลักการจากทฤษฏี ปรับวิธีการสอนและการสอบหมายงานโครงการให้สอดคล้องกับทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) โดยวิธีการ ดังนี้ วิธีการ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เสริมสริางการสื่อสารที่ดี ผสานความรู้จากหลายแหล่ง สร้างโอกาสเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ส่งเสริมการสะท้อนความคิด สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ประเมินผลและให้คําแนะนํา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทํางาน หลังจากได้นําหลักการดังกล่าวไปใช้ในรายวิชา มีตัวอย่างผลการดําเนินการ ดังนี้ จุดประสงค์ของวิชา1. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการในการจูงใจเพื่อให้เกิดการทํางานที่มีประสิทธิภาพ2. เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความสําคัญของการทํางานเป็นทีม3. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติตามเทคนิคการสร้างทีมงาน4. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักในการสร้างทีมงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นการออกแบบการจัดการสอน Transformative Learning  (ใช้งานปีที่ 2) ตามแนวทางของมหาวิทยาลัยและยังไม่มั่นใจว่าถูกต้องตามแนวทางของ Transformative Learning   หรือไม่ แต่ได้มีการปรับปรุงกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาได้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จริง ไม่ใช่แค่สอนหลักทฤษฎีการสร้างทีมงาน เอกสารแนบ รายงาน PDCA โครงการ เอกสารแนบ 1 เอกสารแนบ 2 เอกสารแนบ 3 เอกสารแนบ 4 เอกสารแนบ 5 เอกสารแนบ 6 เอกสารแนบ 7

Transformative Learning (ปีที่ 2) Read More »

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันต่อรูปแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต และจากผลสำรวจวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงานของ World Economy Forum (WEF) สรุปว่าทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st Century skills) 4 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการสื่อสาร (communication skills) เป็นความสามารถในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 2) ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skills) เป็นความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำและงานทำงานเป็นทีม  3) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking skills) เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา และ 4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking skills) เป็นความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานและการคิดแก้ปัญหา            วิจารณ์ พานิช, (2555) อธิบายขยายความว่า ครูผู้สอนจะต้องออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรู้เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ที่สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในทุกวิชาแกนหลัก’ โดยทุกรายวิชาผู้สอนจะต้องมีบทบาทในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต การปรับตัวตามปรากฏการณ์ใหม่แห่งทศวรรษที่ 21            ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนจึงมีความสำคัญในการตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นตามมาอันเนื่องจากผลกระทบของการปั่นป่วนเทคโนโลยี (technology disruption) ที่มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำผู้เรียนแห่งทศวรรษที่ 21 จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล (digital behavior) ที่ผู้เรียนจะต้องปรับตัวก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ‘การดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนการสอนจะต้องเน้นการเรียนรู้โดยการลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต’ การฝึกทักษะจึงเป็นเสมือนเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการผลิตกำลังคนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกบนพื้นฐานความเป็นไทยและแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่อความท้าทายปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21            จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ‘การจัดการเรียนรู้’ (learning management system: LMS) ของครูผู้สอนที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียนจะช่วยพัฒนายกระดับสมรรถนะความสามารถของผู้เรียนให้สอดคล้องต่อการนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น การจัดการเรียนรู้จึงมีบทบาทความสำคัญต่อครูผู้สอนในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยครูผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และครูผู้สอนจะต้องปรับการสอนเป็นการสอนแบบมีส่วนร่วม (actively teach) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่หลากหลากด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนรู้โดยการเน้นให้ผู้เรียนลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ดังที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2567) อธิบายว่าเป็นกระบวนการการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยครูผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ เสมือนโค้ชและพี่เลี้ยง (coach and mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่บ่งบอกถึงการมีสรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ ที่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ตามระดับช่วงวัย สำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี เช่น แบบระดมสมอง (brainstorming) แบบบทบาทสมสมมุติ (role playing) แบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (think-pair-share) แบบการสะท้อนความคิด (student’s reflection) แบบตั้งคำถาม (questioning-based learning) แบบใช้เกม (games-based learning) แบบกิจกรรมเป็นฐาน (active-based learning) แบบปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) และแบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นต้น สำหรับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นการจัดการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นและเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจนได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการรู้หรือสงสัย ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานยังส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา คิดวิพากษ์ และรับผิดชอบต่อความสำเร็จของส่วนร่วม            สำหรับรายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นรายวิชากลุ่มวิชาพื้นฐานวิชาชีพตามหลักสูตรนิเทศาสตรบัณฑิต ของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นรายวิชาที่มีลักษณะการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำโครงงานปลายภาค (final project) เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงออกแบบ การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์สื่อเพื่องานนิเทศาสตร์ โดยลักษณะของโครงงานปลายภาคมุ่งเน้นผู้เรียนเกิดสมรรถนะทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 คือทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ซึ่งเป็นหนึ่งทักษะที่จำเป็นที่ผู้เรียนจะต้องนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับทักษะการสื่อสาร (communication) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (collaboration) และทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical) หรือที่เรียกว่า 4C            อนึ่งแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่งการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประกอบด้วยทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิด ADDIE model ตามแนวคิดของ Kruse (2007) มีขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ (analysis) เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์ความจำเป็น หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การออกแบบ (design) เป็นขั้นตอนการระบุกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ การเลือกสื่อ และวิธีการจัดการเรียนการสอน 3) การพัฒนา (development) เป็นขั้นตอนการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล 4) การนำไปใช้ (implementation) เป็นขั้นตอนการนำแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม และเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง และ 5) การประเมินผล (evaluation) เป็นขั้นตอนการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ทุกระดับสำหรับการนำไปใช้ในครั้งต่อไป และแนวคิดการออกแบบการสอนเชิงระบบของ และ Dick, Carey and Carey (2005) โดยแนวคิดประกอบด้วยองค์ประกอบ 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายการเรียนการสอน (identity instructional goals) เป็นขั้นการกำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยวิเคราะห์การปฏิบัติงาน (analyze performance) และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (conduct needs assessment) 2) วิเคราะห์การเรียนการสอน (analyze instruction) เป็นขั้นการวิเคราะห์การดำเนินการอย่างไรให้บรรลุสำเร็จเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3) การวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท (analyze learners and context) 4) การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (write performance objective) เป็นขั้นการระบุความชัดเจนว่าผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างในด้านความรู้และการปฏิบัติ 5) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (develop assessment instrument) 6) การพัฒนากลยุทธ์การสอน (develop instructional strategy) 7) การพัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอน (develop and select instructional materials) 8) การออกแบบและประเมินผลระหว่างการเรียนการสอน (design and conduct formation evaluation of instruction) 9) ทบทวนการจัดการเรียนการสอน (revise instruction) และ 10) การออกแบบและการประเมินผลภายหลังการเรียนการสอน (design and conduct summative evaluation) แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ตามแนวคิดของ ดุษฎี โยเหลา และ คณะ ฯ (2557) เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ และ 6) ขั้นนำเสนอผลงาน ส่วน KM CHILD-PBL (2015) เสนอว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การคิดเลือกหัวข้อ 3) การเขียนเค้าโครงของโครงการ 4) การลงมือปฏิบัติ 5) การนำเสนอโครงงาน และ 6) การประเมินผลโครงงาน และ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) เสนอว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนการเสนอแบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนำเสนอ 2) ขั้นวางแผน 3) ขั้นปฏิบัติ และ 4) ขั้นประเมินผล และ Katz & Chard (2005) อธิบายการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเริ่มโครงงาน (getting started) เป็นขั้นการกระตุ้นความคิด ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 2) ระยะพัฒนาโครงงาน (project development period) เป็นขั้นการวางแผน ออกแบบ สำรวจ ทดลอง สืบค้นข้อมูล เพื่อหาคำตอบในหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 3) ระยะสรุปโครงงาน (concluding a project) เป็นขั้นการสรุปและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ และนำเสนอผลงาน แนวคิดการคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดของ 0sbom (1963) อธิบายรูปแบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของการแก้ไขปัญหาใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นหาความคิด (idea-finding) และ 3) การค้นหาคำตอบ (solution-finding) ส่วน Torrance (1986) ขยายความเพิ่มว่า การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นพบปัญหา (problem-finding) 3) การค้นพบความคิด (idea-finding) 4) การค้นพบคำตอบ (solution-finding) และ 5) การยอมรับผลจากการค้นพบ (acceptance-finding) แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ตามแนวคิดของ Stanford d. school และ แนวคิดของ การคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดที่ว่า การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) มีการดำเนินการเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) 2) ขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) 3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) 4) ขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) โดย 2 ขั้นตอนแรก คือขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) และขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) เป็นขั้นของการสร้างความเข้าใจและตีความปัญหาเพื่อการตั้งโจทย์ของโครงการ ขั้นที่ 3 ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลาย ๆ คนในทีมเพื่อสร้างคำตอบหรือทางเลือกวิธีการแก้ปัญหา และขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) เป็นขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบและการทดสอบแนวคิดการสร้างสรรค์กับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายก่อนนำไปใช้จริง สำหรับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดจะแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการค้นหาข้อมูล (discover) 2) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล (define) 3) ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) และ 4) ขั้นการพัฒนาเพื่อส่งมอบผู้ใช้ (deliver) โดยขั้นที่ 1 และ 2 คือการค้นหาข้อมูล (discover) และการวิเคราะห์ข้อมูล (define) เป็นขั้นการสร้างความเข้าใจและตีความประเด็นปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขั้นที่ 3 ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) เป็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ความคิดใหม่อันหลากหลายในการแก้ปัญหา และขั้นที่ 4 การพัฒนาเพื่อส่งมอบให้กับผู้ใช้ (deliver) เป็นขั้นตอนการทดสอบช่วงสุดท้ายก่อนจะนำนวัตกรรมไปใช้จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิธีการดำเนินการ         การดำเนินการแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยมีสาระสำคัญของขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้       ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research: R1) ศึกษา รวบรวบ วิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชารายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ (learning style) ความสามารถพื้นฐานการสื่อสาร ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสรรค์ เพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ในการนำไปออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) การนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย (R1) มาออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) นำแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น (D1) ไปทดลองใช้ และประเมินประสิทธิผล       ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Development: D2) นำผลการประเมินประสิทธิผลของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ (R2) นำมาพัฒนา ปรับปรุง ก่อนนำไปใช้จริง และพัฒนาเป็นโมเดลในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐานกับผู้เรียน โดยผู้สอนนำเสนอแนวคิด หลักการ และเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน ให้เกิดความเข้าใจต่อการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน                2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ เป็นขั้นการเสนอประเด็นโครงงานปลายภาค โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นประเด็นของโครงงานปลายภาค โดยผลสรุปโครงการสร้างสรรค์สื่อเพื่อการ ในประเด็นของแนวคิด “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”                3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มสมาชิก กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในการดำเนินโครงงานปลายภาค                4) ขั้นแสวงหาความรู้ โดยใช้การตั้งคำถามเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสวงหาความรู้ ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนการดำเนินโครงงาน                5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ นักศึกษาเสนอแนวคิดโครงงาน (concept project) ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร                6) ขั้นนำเสนอผลงาน  โดยการเผยแพร่ผลงานในรูปของการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการสร้างสรรค์สื่อ “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่                การดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานบูรณาการร่วมกับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ในการจัดทำโครงงานปลายภาค ผู้สอนจะพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (creative problem solving) ให้กับผู้เรียน โดยใช้ระบบการคิด 2 แบบในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) และ 2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) โดยทั้ง 2 แบบคิด มีสาระสำคัญ ดังนี้                1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เป็นการคิดในการสร้างไอเดียต่าง ๆ โดยการมองหาความเป็นได้ของแนวทางที่หลากหลาย มองแบบองค์รวม (holistic) ให้รอบด้านมากที่สุด เป็นการคิดเชิงเหตุผลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อค้นหาแนวทางในการแก้ไขให้ได้มากที่สุด                2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เป็นการคิดเพื่อค้นหาแนวทางวิธีการที่เหมาะสมกับการนำไปดำเนินการและการลงมือปฏิบัติ ที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม โดยการนำแนวทางที่หลากหลายในขั้นของการคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking มาผสมสานหรือหลอมรวมให้เป็นแนวคิดเดียวที่เหมาะที่สุดที่ทำให้เกิดผลลัพธ์สอดคล้องตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้                การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) โดยการใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) การแสวงความรู้แนวขยายโดยการทลายกรอบจากภายนอกเข้าหาภายใน ประกอบด้วยการทำคามเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา (content) สื่อ (media) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) และ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความเป็นได้หลาย ๆ แนวทาง และวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านโดยมองจากปัญหาของกลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง (human center) เพื่อนำไปสู่ขั้นการกำหนดปัญหาในการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ (define)                2) ขั้นการกำหนดปัญหา (define) การนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ในขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) มาคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือเป้าหมายของการสื่อสารที่คาดหวัง                3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการนำปัญหาที่ต้องการแก้ไขที่กำหนดไว้ในขั้นการกำหนดปัญหา (define) โดยใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เพื่อนำไปสู่การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) เป็นการเขียนกรอบแนวคิดในการกำหนดประเด็นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) 2) ปัญหา (problem) 3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) 4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) 5) แนวคิดหรือประเด็นการสื่อสาร  (what to say concept or key communication) 6) สนับสนุนแนวคิด (support) 7) อารมณ์และบรรยากาศ (mood and tone) และ 8) ความต้องการ (desire) โดยการเขียนสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ของโจทย์การสร้างสรรค์ที่เกิดจากลของการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนตกผลึกทางความคิดแล้ว และเขียนในรูปของประโยดสั้น ๆ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีแนวทางในการเขียนโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) ดังนี้                (1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) เป็นเขียนการระบุถึงความเป็นมาหรือความต้องการของโจทย์ที่ต้องการแก้ไข                (2) ปัญหา (problem) กำหนดประเด็นปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์                (3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) กำหนดผลการสื่อที่คาดหวังที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย เช่น การนำแนวคิด AIDA model มาเป็นแนวทางกำหนดเป็นวัตถุระสงค์ทางการสื่อสาร ได้แก่ 1) สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ หรือสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) 2) การสร้างความสนใจ หรือสร้างการมีส่วนร่วม (Interest) 3) สร้างความต้องการ สร้างทัศนคติ ความเชื่อ (Desire) และ 4) สร้างการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น (Action) การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารอาจกำหนดแค่ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารให้ครอบคลุมทั้ง awareness, interest, desire และ action ก็ได้ และวัตถุประสงค์การสื่อสารที่กำหนดไว้จะส่งต่อการออกแบบเนื้อหาและออกแบบสื่อจะต้องตอบวัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่กำหนดไว้                (4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) เป็นการระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับสาร ได้แก่ 1) ประชากรศาสตร์ (demographic) เพศ อายุ รายได้ การศึกษา ฯลฯ  2) จิตวิทยา (psychographic) ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ  3) การดำเนินวิถีชีวิต (lifestyle) สิ่งที่สะท้อนตัวตน

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ Read More »

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 และ KR 2.1.1 การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หัวใจสำคัญของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา คือ การทำวิจัย แต่นักศึกษาส่วนใหญ่จะขาดทักษะและความรู้ที่เพียงพอต่อการทำวิจัย ตลอดจนความกลัวในเรื่องการใช้สถิติ และตัวเลขต่างๆ ที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการทำวิจัย           ซึ่งการวิจัยทางการศึกษานั้นเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการค้นคว้า กระบวนการแสวงหาความรู้ การศึกษาหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน และมีจุดมุ่งหมาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา/สถานศึกษา อันประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูอาจารย์ผู้สอน นักเรียน/นักศึกษา ผู้เรียน สภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเนื้อหาสาระรายวิชา รวมถึงหลักสูตรที่สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่มุมต่างๆ          ซึ่งหากจะแบ่งตามเทคนิคการเก็บข้อมูลเป็นเกณฑ์อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาหาความจริงโดยใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรู้สภาพ เพื่อจำแนก เปรียบเทียบ สังเคราะห์ และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ โดยใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยอธิบาย หรือใช้ข้อมูลที่เป็นค่าคะแนน หรือตัวเลขที่สามารถวัดได้ 2. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Naturalism) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างลุ่มลึก เข้าใจความหมาย กระบวนการ ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ฯลฯ เพื่อรู้ลึก รู้จริงในเรื่องที่ศึกษา โดยเน้นการพรรณา วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ 3. การวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed-methods research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาและค้นหาความจริงหรือองค์ความรู้ใหม่โดย การบูรณาการหรือผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ครอบคลุม สมบูรณ์ ทั้งในเชิงลึกที่ให้ข้อมูลแบบละเอียดและการศึกษาเพื่อให้ได้ความเข้าใจแบบองค์รวมโดยการวิเคราะห์ ค่าหรือตัวเลขเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ด้วยวิธีการทางสถิติ และการออกแบบการวิจัยแบบ ผสมผสานจะมีระเบียบแบบแผนในการศึกษาวิจัยที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาวิจัย           ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาต้องเริ่มที่ปัญหาวิจัย (Research problem) เป็นลำดับแรก โดยปัญหาวิจัยจะนำไปสู่การตั้งคำถามวิจัย (Research question) และวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research objective) ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาควรคำนึงถึงตัวแปร (Variable) ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในศาสตร์ทางด้านการการศึกษา เช่น ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ (Leadership) การประกันคุณภาพการศึกษา (Educational quality assurance) นโยบายและแผน (Policy and plan) การพัฒนากลยุทธ์ (Strategy) โมเดลหรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และความเสี่ยงทางการศึกษา (Educational risk) เป็นต้น เมื่อกำหนดปัญหาวิจัยชัดเจนแล้ว การออกแบบการวิจัย ด้านต่างๆ จะตามมา ทั้งการออกแบบการวิจัย (Research design) แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง (Sampling design) และแบบแผนการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis design)           ทั้งนี้การวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณบางเรื่องอาจใช้สถิติพื้นฐาน (Basic statistics) เท่านั้น แต่บางเรื่องก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สถิติเลยก็ได้ ดังนั้นการเลือกใช้สถิติจึงถูกนำไปใช้เป็นหลักในการวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่นิยมใช้ในการศึกษามีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัย โดยนักการศึกษาและนักสถิติมีบทบาทที่แตกต่างกันในการใช้สถิติเพื่อการวิจัย กล่าวคือนักสถิติ คือ ผู้ผลิต (Producer) ขณะที่นักการศึกษาคือผู้บริโภคหรือผู้ใช้ (Consumer/user) ดังนั้นการวิจัยทางการศึกษาจึงเน้นการนำสถิติไปใช้เพื่อตอบคำถามวิจัยที่สนใจศึกษาหรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษามากกว่าที่การคิดค้นสูตรทางสถิติใหม่ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          การวิจัยทางการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) จําเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์ทางสถิติ เมื่อผู้วิจัยออกแบบการวิจัย และออกแบบการสุ่มตัวอย่างแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการเขียนระเบียบวิธีวิจัย คือ การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมและถูกต้องตามแบบแผนการวิจัยที่กําหนดไว้ซึ่งต้องวิเคราะห์คําถามวิจัย ว่าควรใช้สถิติใด ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าคําถามวิจัยทางด้านการศึกษามีลักษณะอย่างไร คลุมเครือหรือบ่งชี้ชัดเจนถึงเทคนิคทางสถิติที่จะนํามาใช้วิเคราะห์หรือไม่ และควรพิจารณาถึงเจตนาของคําถามวิจัยว่าต้องการคําตอบอะไร การใช้สถิติในงานวิจัยทางการศึกษา ขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัยแต่ละเรื่อง เช่น ใช้สถิติเพื่อบรรยายหรือพรรณา (Descriptive statistics) ใช้สถิติเพื่อสรุปอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างไปหากลุ่มประชากร (Inferential statistics) ใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) เพื่อตอบคําถามวิจัยที่ซับซ้อน การผสมผสานระหว่างการใช้สถิติเชิงบรรยายสถิติเชิงสรุปอ้างอิง และสถิติขั้นสูง (Mixed statistics) การใช้สถิติแบบไม่อาศัยค่าพารามิเตอร์ (Nonparametric statistics) เนื่องจากข้อมูลมีขนาดเล็กหรือมีระดับการวัดของตัวแปรที่สถิติแบบอาศัยค่าพารามิเตอร์ (Parametric statistics) ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ซึ่งสถิติที่นิยมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา มีรายละเอียดดังตาราง  ตารางที่ 1 รายละเอียดของสถิติที่นิมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา การเลือกใช้สถิติ แนวทางโดยสรุป Analysis of Variance (ANOVA) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป เช่น คะแนนสอบจากการสอนด้วยวิธีการสอน 3 วิธี เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณกับตัวแปรเชิงกลุ่ม โดยที่ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรเชิงปริมาณ (1 ตัว) ส่วนตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรเชิงกลุ่ม Needs Assessment Research Priority Needs Index (PNI) แบบปรับปรุง เป็นสูตรที่ปรับปรุงจากสูตร PNI แบบดั้งเดิม เป็นวิธีการหาค่าผลต่างของ (I – D) และหารด้วยค่า D เพื่อควบคุมขนาดของความต้องการจำเป็นให้อยู่ในพิสัยที่ไม่มีช่วงกว้างมากเกินไป และให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบ เมื่อใช้ระดับของสภาพที่เป็นอยู่เป็นฐานในการคำนวณอัตราการพัฒนาเข้าสู่สภาพที่คาดหวัง PNImodified = (I – D) / D Multiple Regression Analysis (MRA) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ นำมาใช้เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรพยากรณ์ (X) หลายตัวที่มีต่อตัวแปรตามหรือตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว (Y) (ในกรณีที่ตัวแปรอิสระมีเพียง 1 ตัว จะเรียกว่า Simple regression) Factor Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้เพื่อลดจำนวนตัวแปรให้น้อยลง โดยรวมกันเป็นองค์ประกอบ และใช้น้ำหนักองค์ประกอบ (Factor loading) มาช่วยอธิบาย ตัวแปรแต่ละตัวในแต่ละองค์ประกอบ มี 2 ประเภท คือ Exploratory Factor Analysis (EFA) และ Confirmatory Factor Analysis (CFA) เป็นต้น Structural Equation Modeling (SEM)/ Linear Structural Relationship (LISREL) โมเดลสมการโครงสร้าง นำมาใช้ในการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ หรือโมเดลสมการโครงสร้าง หรือเรียกว่าการวิเคราะห์ลิสเรล (LISREL analysis)  คือ Linear Structural Relationship หมายถึง โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้น Path Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้ศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลโดยอาศัย แผนภาพเส้นทาง (Path diagram) และสมการโครงสร้าง (Structural equation) เป็นหลักในการวิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเหตุ ที่มีต่อตัวแปรผลใน 2 ด้าน คือขนาดและทิศทาง และเป็นการอธิบาย ความสัมพันธ์ใน 2 แบบ คือ ทางตรง (Direct effect) และทางอ้อม (Indirect effect) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช/สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ การเลือกใช้สถิติที่เหมาะในการวิจัยทางการศึกษา ผู้วิจัยจะต้อง ศึกษาแนวคิดของการใช้สถิติเบื้องต้นและสถิติขั้นสูงแต่ละประเภทในภาพกว้างก่อนว่า จะนำไปใช้กับข้อมูลที่มีลักษณะอย่างไร ตัวแปรอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด เมื่อผู้วิจัยตัดสินใจได้แล้ว จึงค่อยศึกษารายละเอียดในเชิงเทคนิควิธีของสถิติวิเคราะห์ประเภทนั้นในเชิงลึก (In-depth Study) เช่น การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ/หาความสัมพันธ์ สถิติที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น Correlation Analysis, t-test, F-test, ANOVA, ANCOVA, MANOVA เป็นต้น การสร้างสมการทำนาย เช่น Multiple Regression Analysis เป็นต้น การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปร เช่น Structural Equation Modeling/ LISREL, Path Analysis เป็นต้น การหาองค์ประกอบของคุณลักษณะแฝง (Latent Trait) เช่น EFA, CFA เป็นต้น ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น ใช้สถิตินอนพาราเมตริก เช่น – test, Two-way ANOVA เป็นต้น พิจารณาขนาดของกลุ่มตัวอย่างว่ามีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ เช่น การวิเคราะห์ LISREL ควรใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวน อย่างน้อย 25 เท่าของจำนวนตัวแปร เป็นต้น พิจารณาข้อจำกัดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล เช่น SPSS วิเคราะห์ได้ เฉพาะ EFA แต่หากผู้วิจัยต้องการทำสถิติที่สูงขึ้น คือ CFA ก็ต้องใช้โปรแกรม LISREL หรือ AMOS หรือถ้าข้อมูลที่เป็นตัวแปรอิสระ สามารถแบ่งได้อย่างน้อย 2 ระดับขึ้นไป โปรแกรมที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ก็ควรจะเป็น HLM หรือ MLwiN เป็นต้น สามารถเลือกใช้สถิติเพียงประเภทเดียว หรือผสมผสานกันก็ได้ในงานวิจัย 1 ชิ้น การเลือกสถิติเพียงประเภทเดียว อาจจะเหมาะสำหรับงานวิจัยขนาดเล็ก ที่ต้องการคำตอบวิจัยเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น การบูรณาการและผสมผสานสถิติหลายประเภท จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัยที่มีหลากหลายมิติ ที่คำถามการวิจัยอาจมีหลายข้อที่ต้องการคำตอบที่แตกต่างกัน ใช้ระยะเวลา งบประมาณ และวิธีดำเนินการวิจัยหลายขั้นตอน ซึ่งในศาสตร์สาขาด้านการศึกษา มักจะเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Method Research) 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษาปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักศึกษาที่มีความไม่เข้าใจในการทำวิจัย ความกังวล/ความกลัวในเรื่องความรู้ทางสถิติที่ไม่เพียงพอ โดยการพูดคุยและชี้แนะการทำวิจัยที่ละขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ตัวอย่างงานวิจัยในประเด็นที่นักศึกษาสนใจ นำกลับไปอ่านทำความเข้าใจและย่อยข้อมูลตัวอย่างงานวิจัย แล้วกลับมารายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาภายใน 1 สัปดาห์ อาจารย์ที่ปรึกษาทดลองให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้การควบคุมดูแล โดยทำตามขั้นตอนในกระบวนการการทำวิจัยตั้งแต่การกำหนดปัญหานำวิจัย นำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยให้ชัดเจนก่อนว่านักศึกษาในฐานะผู้วิจัยต้องการจะศึกษาอะไร ต้องการคำตอบอะไรจากผลการวิจัย ไม่ใช่การนำสถิติเป็นตัวตั้ง โดยยึดหลัก 5W1H คือ ต้องการศึกษาใคร (Who) ในประเด็นอะไร (What) ทำการศึกษาช่วงเวลาใด (เมื่อใด) (When) ศึกษาหน่วยงานใด (Where) ทำไมจึงต้องการศึกษาเรื่องนี้ (Why) และจะออกแบบหรือทำวิจัยอย่างไร (How) นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยจะต้องเสนอประเด็นที่จะทำการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโดยกำหนดเป็นคำสำคัญ (Key word) แล้วนำมาขยายความออกเป็นชื่อเรื่อง โดยสื่อให้เห็นถึงตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะศึกษา ระบุถึงประชากรหรือกลุ่มที่ต้องการศึกษา และระบุสถานที่ๆ ต้องการศึกษา นักศึกษาจะต้องกำหนดคำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัยที่ชัดเจนจะนำไปสู่การเลือกใช้สถิติว่าตัวแปรจะอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด มีจำนวนตัวแปรที่ต้องการศึกษา และความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาเป็นอย่างไร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยอาจจะใช้วิธีการเลือกกลุ่มประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง (Total Population Sampling) หรือการกำหนดจำนวนกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างให้ไม่น้อยกว่า 20-25 เท่าของตัวแปร ซึ่งในบางครั้งการเลือกสถิติที่ใช้นั้นผู้วิจัยอาจจะระบุสถิติไว้ประเภทหนึ่ง แต่เมื่อทำการวิเคราะห์ผลข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปไม่ได้ ผู้วิจัยจะต้องปรับเปลี่ยนสถิติที่จะใช้ทดสอบใหม่ เช่น ระบุไว้ว่าใช้ Multiple regression แต่ไม่สามารถรันข้อมูลออกได้ ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาว่าจะสามารถใช้ ANOVA ในการรันข้อมูลและสามารถได้ผลการวิจัยที่เพียงพอสามารถตอบคำถามการวิจัยหรือไม่ นักศึกษาจะต้องทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่ทิ้งช่วงระยะเวลาหรือหยุดทำงานวิจัยไปเป็นระยะเวลานาน ควรขอคำปรึกษาและแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างเคร่งขรัด อาจารย์ที่ปรึกษาควรต้องศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในประเด็นใหม่ๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และกระบวนการทำวิจัยใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องต้องช่วยหาทาออกให้แก่นักศึกษา ในบางกรณีที่นักศึกษากำหนดสถิติที่จะใช้ในงานวิจัยที่นำเสนอในโครงร่างฯ ต่อคณะกรรมการการสอบไปแล้วนั้น ไม่สามารถประมวลผลในโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากการ Error ของข้อมูล หรือจำนวนข้อมูลที่เก็บมาไม่เพียงพอต่อการประมวลผลทางสถิติบางประเภท ดังนั้นการช่วยหาทาออดให้นักศึกษาโดยการใช้สถิติประเภทอื่นทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักศึกษา ให้นักศึกษาเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มั่นใจ ขยัน มีวินัย และอดทน จะทำให้งานวิจัยนั้นประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน กับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการให้คำแนะนำการทำวิจัย ตลอดจนการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมกับงานวิจัยของนักศึกษาแต่ละคน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยสามารถผลิตผลงานการวิจัย ได้ผลสอบผ่านในระดับดีมาก ผลงานการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในฐานข้องมูล TCI 1 ขึ้นไป นักศึกษาได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต หน่วยงานต้นสังกัดของผู้วิจัยนำผลการวิจัยที่ได้จากการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาไปใช้ในต่อยอดการบริหารจัดการหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การนำผลการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ไปต่อยอดจนได้รับรางวัลโรงเรียนสุขภาวะดิจิทัลระดับชาติ เป็นต้น การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมในงานวิจัยทางการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา จะทำให้ผลการวิจัยที่เกิดขึ้นมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง และแม่นยำ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สถิติระดับที่สูงขึ้น เช่น ใช้สถิติขั้นสูงแทนสถิติพื้นฐาน จึงไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงระดับคุณภาพของงานวิจัยอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากผลการสังเคราะห์สถิติที่นิยมนำามาใช้ในการวิจัยทางการศึกษาที่นิยมใช้สถิติเชิงบรรยายนำมาใช้ในการวัด และวิเคราะห์ตัวแปรทางการศึกษาได้อย่างครอบคลุม นักวิจัยทางการศึกษาจึงต้องเลือกใช้ระเบียบวิธีทางสถิติที่เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย เพื่อจะได้ข้อค้นพบที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างมีคุณภาพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติความกลัวเกี่ยวกับเรื่องสถิติของนักศึกษา การทำความเข้าใจในเรื่องการใช้สถิติ ด้วยการให้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง และสืบค้นข้อมูลเพิ่มขึ้น อาจารย์และนักศึกษาจะต้องทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ควรทิ้งช่วง/ขาดการติดต่อสื่อสารกันเป็นระยะเวลานาน ทำงานร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน step by step ความร่วมมือร่วมใจระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา ให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำวิจัย โดยปราศจากอคติ 

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา Read More »

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR1.2.1 การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.อัญชลี ชยานุวัชร ผศ.ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช ผศ.ดร.นิภาพร สกุลวงศ์ และ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ 1.1 หลักการและเหตุผล     การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาขั้นสูงที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาทักษะการวิจัย และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ นักศึกษาในระดับนี้จึงต้องการการดูแลและให้คำปรึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ 1.2 ความสำคัญ     การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนี้     1.2.1 ส่งเสริมความสำเร็จทางการศึกษา: ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการศึกษา ดำเนินการวิจัย และสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.2.2 พัฒนาทักษะการวิจัย: ให้คำแนะนำและสนับสนุนนักศึกษาในการพัฒนาทักษะการวิจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ     1.2.3 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์     1.2.4. สนับสนุนการพัฒนาส่วนบุคคล: ให้คำปรึกษาและสนับสนุนนักศึกษาในการจัดการกับความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการศึกษา     1.2.5 เตรียมความพร้อมสู่การทำงานและโลกแห่งความเป็นจริง: ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา 1.3 ประเด็นปัญหา     วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิตนั้น มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา 2) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา 3) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และ 4) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีขอบเขตที่ครอบคลุมทั้งด้านการให้คำปรึกษาทางวิชาการ การเรียนการสอน การวิจัย และยังรวมถึงการพัฒนาและให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคล นอกจากนี้ นักศึกาของวิทยาลัยครูฯ นอกจากจะมีความหลากหลายทางด้านระดับวิชาชีพแล้ว ยังมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม การที่คณาจารย์จากทุกหลักสูตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแบ่งปันแนวปฏิบัติในด้านนี้ จะช่วยให้ประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวเนื่องได้รับการแก้ไขไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม     ปัญหาที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลและการให้คำปรึกษานักศึกษา ได้แก่     1.3.1 ภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์ที่ปรึกษามักมีภาระงานจำนวนมาก ทำให้มีเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด     1.3.2 ความแตกต่างของความต้องการ: นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล     1.3.3 การเข้าถึงแหล่งข้อมูล: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย     1.3.4 ปัญหาด้านสุขภาพจิต: นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาอาจเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต     1.3.5 การสนับสนุนด้านการเงิน: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา 1.4 แนวทางการแก้ไข     วิทยาลัยครูสุริยเทพ ได้ตระหนักว่า การดูแลและให้คำปรึกษานับเป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จึงได้มีการหารือในเรื่องนี้ ในทุกระดับการประชุม ไม่ว่าระดับคณะและหลักสูตร เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งโดยสรุปมีแนวทางการแก้ไขดังนี้     1.4.1 เพิ่มจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม: เพื่อลดภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษาและเพิ่มเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษา     1.4.2 พัฒนาทักษะการให้คำปรึกษา: จัดอบรมและพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาแก่อาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตร เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.4.3 สร้างระบบสนับสนุนนักศึกษา: มีระบบข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานหรือศูนย์ให้คำปรึกษาที่ให้บริการด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการให้คำปรึกษาด้านการเงิน     1.4.4 ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย: จัดกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์           1.4.5 สนับสนุนด้านการเงิน: จัดหาทุนการศึกษาและแหล่งทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเงิน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช 3) ดร.เตชาเมธ เพียรชนะ 4) ผศ.ดร. นิภาพร สกุลวงศ์ สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ                การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การแก้ไขประเด็นปัญหาและพัฒนาระบบการดูแลและให้คำปรึกษาให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องนี้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญ           โดยวิทยาลัยครูสุริยเทพจัดให้มีกิจกรรม “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)” ขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2523 โดยในครั้งแรกนั้น ได้เชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาเป็นทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ หรือ กระบวนกร (Facilitator) และได้เลือกหัวข้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่คณาจารย์และบุคลากรมีความเข้าใจในระดับน้อยและไม่ชัดเจน ได้แก่ การเขียนโครงการบริการวิชาการเพื่อเสนอขอรับทุนจากภายนอก การเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เป็นต้น กิจกรรม PLC นี้ ยังคงจัดมาจนปัจจุบัน โดยมีการเลือกหัวข้อที่ตอบสนองการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพและมหาวิทยาลัยรังสิต                ในการหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาก็เช่นกัน ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) ในวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568 เวลา 9.30-12.30 น. โดยมีคณาจารย์และเจ้าหน้าที่จากทุกหลักสูตรเข้าร่วม เพื่อพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขและเพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน โดยในครั้งนี้ มีดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ คณบดีวิทยาลัยครูสุริยเทพ ทำหน้าที่กระบวนกร ดำเนินรายการและถอดและบันทึกแนวปฏิบัติต่างๆที่เห็นพ้องร่วมกัน โดยการได้ปฏิบัติมาแล้วจนเกิดผลสำเร็จ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ปัญหาที่พบในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาและแนวปฏิบัติที่เห็นพ้องว่าเหมาะสมร่วมกัน ได้แก่ เวลาและสภาพแวดล้อมในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด เช่น อาจารย์มีจำนวนน้อย นักศึกษาอาศัยอยู่ต่างประเทศ นักศึกษามีหน้าที่การงาน ต้องใช้วิธีการปรึกษาทางการประชุมทางไกล โทรศัพท์ หรือมาขอคำปรึกษาในวันหยุดสุดสัปดาห์ ต้องใช้การวางแผนตารางปรึกษาหารือที่เหมาะสมสอดคล้องเห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับนักศึกษาแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาต่างชาติซึ่งมีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมและวิถีการใช้ชีวิต บางครั้งเมื่อนักศึกษามีปัญหา อาจจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ญาติ และเพื่อนสนิทของนักศึกษา เพื่อเข้าใจบริบทของปัญหาให้ดีขึ้น นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาต้องชี้แหล่ง เช่น ให้บรรณารักษ์ช่วยอบรมการใช้ฐานข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการวิจัยของนักศึกษา อาจทำได้หลายวิธี เช่น เชิญบรรณารักษ์มาบรรยายในชั้นเรียน ตลอดจนการแนะนำการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการต่างๆ ที่ห้องสมุด และการให้นักศึกษาไปเรียนรู้การใช้ห้องสมุดด้วยตนเองผ่านรายงานหรือแบบฝึกหัดในรายวิชา เป็นต้น ปัญหาการทำวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตรควรเข้าใจกระบวนการขอสอบ รูปแบบการเขียน การเลือกใช้สถิติเพื่อการวิจัยที่เหมาะสม ขั้นตอนการขอจริยธรรมในคน ขั้นตอนการยื่นขอจบ เป็นต้น เพื่อสามารถอธิบายชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษาได้ รวมไปถึงระเบียบต่างๆของบัณฑิตวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ปัญหานักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเรียน อาจารย์ในหลักสูตรและอาจารย์ที่ปรึกษาต้องหมั่นสังเกตและใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารพูดคุย นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามักมีวัยวุฒิ จึงอาจต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้างความคุ้นเคย ความไว้ใจ และยอมแลกเปลี่ยนเปิดเผยปัญหา ในเรื่องนี้ หากมีการจัดอบรมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยอีกในอนาคต คณาจารย์เกือบทุกท่านจะเข้าอบรม นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา จะใช้วิธีให้คำปรึกษาด้านการแบ่งชำระค่าหน่วยกิต การยื่นคำร้องต่างๆ การหาและแนะนำแหล่งทุนเพื่อการศึกษา นักศึกษาที่ต้องการทำงานทั้งเพื่อหารายได้และประสบการณ์ คณาจารย์ควรแบ่งปันข้อมูลเรื่องแหล่งงานที่เหมาะสมให้นักศึกษาทราบ นับเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างประสบการณ์ทางการประกอบอาชีพแก่นักศึกษา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           แนวปฏิบัติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งคณาจารย์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพได้ร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันนั้น ได้ถูกใช้มาอย่างน้อย 2-3 ปีการศึกษา พบว่ามีผลลัพท์ในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมดังนี้ นักศึกษามีการเรียนอย่างต่อเนื่อง ราบรื่น จบการศึกษาตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการสะดุดหยุดเรียนกลางคัน นักศึกษามีความสุข มีความรักและผูกพันกับอาจารย์และวิทยาลัยครูฯ นักศึกษามีความมั่นใจและไว้ใจที่จะบอกเล่าปัญหาต่างๆกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเกิดผลดีในการแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์มีคุณภาพมาตรฐาน เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างวิทยาลัยครูสุริยเทพกับผู้ปกครองของนักศึกษา คณาจารย์และเจ้าหน้าที่มีโอกาสปรับทัศนคติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สิ่งสำคัญที่ค้นพบจากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันในห้วข้อ การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ได้แก่ การปรับทัศนคติ การใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ การดูและ และให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา เรื่องนี้จึงควรใส่ใจ สร้างมาตรฐาน และพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่เพียงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Good practice) แต่ให้เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1, 3 และ 5 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.4.1/1 และ KR5.1.2/1 การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผศ.ดร.นิภา กิมสูงเนิน อาจารย์ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง และนางปราณี บุญญา สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบัน ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับชุมชนที่หลากหลายร่วมกับเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี การพยาบาลชุมชนจึงมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตจากข้อมูลการสํารวจในปี 2567 ตรวจพบปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อ้วนลงพุง โรคเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด และซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตประสบปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย เช่น(1) ประชากรวัยทํางานและผู้สูงอายุร้อยละ 79.63 มีภาวะน้ําหนักเกิน (2) ร้อยละ 42.59 มีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง (3) ร้อยละ 96.30 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และ (4) ประชากรร้อยละ 53.70 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกประเด็นที่พบในกลุ่มเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาถึงร้อยละ 68 รายงานว่ามีระดับความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว           การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดีในทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) มุ่งเน้น การบูรณาการการดูแลสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยทั้ง ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหารุนแรง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ประเด็นปัญหา  ภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง ความชุกของภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และโรคหัวใจ กําลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกําลังกาย และความเครียดสะสม สุขภาพจิตในกลุ่มวัยเรียนและวัยทํางาน ความเครียดและความกดดันในชีวิตประจําวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพัฒนาไปสู่โรคซึมศร้าหรือภาวะคิดฆ่าตัวตาย จําเป็นต้องมีการดูแลด้านจิตใจอย่างครอบคลุม การขาดการคัดกรองและป้องกันโรค อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งเต้านม และการวัดความดันโลหิต ยังอยู่ในระดับต่ํา ซึ่งเป็นช่องว่างสําคัญในการป้องกันโรค แนวทางการพัฒนาโครงการ การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: จัดกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกาย เช่น การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการออกกําลังกาย และสุขภาพจิต เช่น การฝึกสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) การตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก: เพิ่มการเข้าถึงการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและระดับ น้ําตาลในเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รณรงค์การลดบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการออกกําลังกายที่เหมาะสมสําหรับแต่ละช่วงวัย การสนับสนุนสุขภาพจิต: สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สําหรับการพูดคุยปัญหาและให้คําปรึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           โครงการนี้มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษานําความรู้จากการเรียนพยาบาลอนามัยชุมชนมาใช้ในสถานการณ์จริง พัฒนาแผนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งนําทฤษฎีการพยาบาลมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการยังเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ ได้แก่ เอกสาร PDCA จากผลสําเร็จของโครงการ วิธีการดำเนินการ           แนวทางการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” สําหรับแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิต จากการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “โครงการแม่บ้านรังสิต หัวใจฟิต ชีวิตฟิน กินดีมีสุข”, “สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข” และ “สูงวัยรู้ทัน เข้าใจ ห่างไกลภัยติดเตียง”, มีแนวทางการดําเนินการที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” ให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของแม่บ้านรังสิต ก่อนออกแบบโครงการ ควรมีการเก็บข้อมูลสุขภาพของแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิตโดยนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 รายวิชา BNS 481 ปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชน ผ่านแบบสํารวจสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อกําหนดปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข เช่น โรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด) ภาวะเครียดจากการทํางานและชีวิตครอบครัว การขาดโอกาสในการออกกําลังกายและโภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต และการบริหารจัดการความเครียด 2. แนวทางดําเนินโครงการ (PDCA Model)(P) Plan – การวางแผน1. กําหนดเป้าหมายของโครงการ    o สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทุกมิติ    o ลดอัตราความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)     o พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องและยั่งยืน2. ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม    o สุขภาพกาย: กิจกรรมออกกําลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพเบื้องต้น    o สุขภาพจิต: ฝึกสมาธิ ลดความเครียด เทคนิคจัดการอารมณ์    o สุขภาพสังคม: สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ สนับสนุนทางสังคม    o สุขภาพสิ่งแวดล้อม: การจัดการที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ3. กําหนดกลุ่มเป้าหมาย    o แม่บ้านและพนักงานในมหาวิทยาลัยรังสิต    o จํานวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ลงทะเบียน4. พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพ    o แบบสอบถามสุขภาพก่อน-หลังโครงการ    o การตรวจคัดกรองโรค (BMI, ความดันโลหิต, น้ําตาลในเลือด)5. เตรียมทรัพยากรและงบประมาณ    o ประสานงานกับคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    o ขอสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน (D) Do – การดําเนินโครงการ ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนํามาใช้ในโครงการ:กิจกรรมที่ 1: รู้ทันโรค ห่างไกลความเสี่ยง        • ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง       • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคําแนะนําจากพยาบาล       • ใช้เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพกิจกรรมที่ 2: หัวใจฟิต ชีวิตฟิน       • ฝึกออกกําลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดินเร็ว โยคะ เต้นแอโรบิก       • แนะนําโปรแกรมออกกําลังกายที่สามารถทําได้ที่บ้าน       • แนะนําเทคนิคการใช้เครื่องมือติดตามสุขภาพ เช่น สมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชันสุขภาพกิจกรรมที่ 3: กินดี มีสุข       • สาธิตการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1       • สอนการอ่านฉลากอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ       • เชิญนักโภชนาการมาให้คําแนะนําเกี่ยวกับเมนูสุขภาพกิจกรรมที่ 4: สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข       • เทคนิคการบริหารความเครียดและการทําสมาธิ       • จัดเวิร์กช็อปการฝึกสติและการจัดการอารมณ์       • สนับสนุนเครือข่ายสังคมเพื่อให้กําลังใจกันและกันกิจกรรมที่ 5: สิ่งแวดล้อมดี ชีวิตมีสุข      • แนะนําแนวทางปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ      • การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด      • กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อสุขภาพจิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดําเนินการ การนําเสนอประสบการณ์การนําไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        • แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรมสุขภาพก่อน-หลังโครงการ        • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการคัดกรอง        • วัดระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ        • ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังโครงการ 1 เดือน และ 3 เดือน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เน้นนวัตกรรม (O 1.2)• KR1.2.1 การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ        o ปรับปรุงโครงการโดยใช้ผลการประเมินเพื่อนํามาพัฒนาเนื้อหาการอบรม        o ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง        o ส่งเสริมให้แม่บ้านเป็น “แกนนําสุขภาพ” ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ • KR1.2.4 การสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ผ่านโครงการที่มีผลลัพธ์ชัดเจน        o บูรณาการกิจกรรมด้านการพยาบาลและการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน        o นักศึกษาพยาบาลสามารถเข้าร่วมโครงการและนําความรู้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 2. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (O3.1, O3.4)• KR3.1.1 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายในและภายนอก        o จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านสุขภาพดี” เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดูแลสุขภาพ        o ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สําหรับการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพผ่านคณาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ • KR3.1.2/1 การพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี        o ส่งเสริมให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เช่นศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัย        o ประสานงานกับศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สามารถขยายสูระดับชุมชน • KR3.4.2 การพัฒนาทักษะของบุคลากรสายสอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชน        o สนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลเข้าร่วมโครงการและพัฒนาทักษะด้านการพยาบาลชุมชน       o ให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการอบรมเชิงปฏิบัติการและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสุขภาพ 3. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม (O5.1)• KR5.1.2/1 การพัฒนาโครงการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและยกระดับชื่อเสียงมหาวิทยาลัย        o จัดโครงการบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสําหรับชุมชน        o ทํางานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงการ         o จัดทํา Health Map ของแม่บ้านเพื่อช่วยติดตามสุขภาพและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม บทสรุป          โครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผ่านเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรสุขภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลไปยังชุมชนได้ในอนาคต การดําเนินโครงการนี้จะช่วยให้แม่บ้าน และบุคลากรในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะที่สําคัญต่อการพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และการยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน รูปภาพเพิ่มเติม

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) Read More »

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 และ KR 2.5.1 การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ของอาจารย์รุ่นใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธีระพงค์ สีสมุทร์ คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การทำวิจัยในอาจารย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากอาจารย์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะต้องมุ่งการทำงานในส่วนของการสอนที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมสมบูรณ์เพื่อทำการสอนนักศึกษา ทำให้อาจารย์บางท่านไม่สามารถจัดสรรเวลาในการทำวิจัยได้ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าบรรจุทำงานในมหาวิทยาลัยในบางคณะ อาจจะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยที่เพียงพอทำให้ไม่สามารถเริ่มทำงานวิจัยได้ ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่บางคนไม่สามารถผลิตผลงานวิจัยได้ในช่วงแรกของการเริ่มเข้าทำงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่นำมาใช้คือ แนวปฏิบัติจากคลังความรู้ KM Rangsit University ประจำปี 2562 โดย ดร.สุรชัย กาญจนาคม เรื่อง เทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติ ที่ได้กล่าวถึงเทคนิคการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการลงในวารสารวิชาการนานาชาติให้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงเทคนิคการมี citation สูง ๆ ในผลงานวิจัยของเรา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ การทำวิจัยหลังจากการได้รับบรรจุเป็นบุคลากร ต้องมีการแบ่งเวลาในการทำวิจัยดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย ต้องมีความสอดคล้องกับความถนัด ทุนวิจัยและวัสดุอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน จนถึงขั้นการตีพิมพ์ว่างานวิจัยฉบับนี้ต้องได้รับการตีพิมพ์ในช่วงเวลาไหน การทำวิจัยภาคสนามต้องจัดตารางสอนให้มีช่วงเวลาที่จะสามารถออกสารวจและเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตได้อย่างน้อยภาคการศึกษาละ 14-21 วัน การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลที่ต้องใช้ห้องทดลอง มีการวางแผนก่อนทำการทดลองทุกครั้งเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับช่วงเวลาในการสอน เมื่อได้ผลการทดลองแล้ว ทำการเลือกวารสารที่ต้องการจะตีพิมพ์ ต้องเป็นวารสารที่มีคุณภาพซึ่งอยู่ในฐาน SCOPUS จากนั้นทาการเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะต้องมีการนัดประชุมกันทุกคนโดยใช้รูปแบบออนไลน์สาหรับผู้ร่วมวิจัยต่างสถาบันและนักวิจัยต่างประเทศ โดยจะนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้ว ทำการ submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่าเสมอ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของ editor และ reviewer โดยต้องทำให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กาหนดเพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกาหนดเวลาที่วางไว้ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ตั้งแต่เริ่มเข้าทางานในตาแหน่งอาจารย์สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ในเดือนธันวาคม 2565 ในระยะเวลา 2 ปีอาจารย์ ดร. ธีระพงค์ สีสมุทร์ มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ ที่อยู่ในฐาน SCOPUS โดยมีทั้งหมด 6 เรื่องดังนี้ (ไฟล์ที่แนบมา) Seesamut, T., Chanabun, R., Likhitrakarn, N., Siriwut, W., Srisonchai, R., Pholyotha, A.,Sutcharit, C. & Jeratthitikul, E. (2023). First Record of a Cavernous Land Leech3 Sinospelaeobdella cavatuses (Hirudinda: Haemadipsidae) from Thailand. TropicalNatural History, 7, 213-220. Chanabun, R., Aoonkum, A., Seesamut, T., Bantaowong, U. & Panha, S. (2023). Four newterrestrial earthworm species from the northeast Thailand (Oligochaeta, Megascolecidae). ZooKeys, 1176, 195-219.https://doi.org/10.3897/zookeys.1176.106517 Pholyotha, A., Panha, S., Sutcharit, C., Jirapatrasilp, P., Seesamut, T., Liew, T. & Tongkerd, P. (2023). Molecular phylogeny of the land snail family Euconulidae in Thailand and its position in the superfamily Trochomorphoidea (Stylommatophora:  imacoidei),with description of a new  genus. Invertebrate Systematics, 37, 571-605. Seesamut, T., Oba, Y., Jirapatrasilp, P. et al. (2024). Global species delimitation of the cosmopolitan marine littoral earthworm Pontodrilus litoralis (Grube, 1855). Scientific Reports, 14, 1753. https://doi.org/10.1038/s41598-024-52252-8 Tongkerd, P., Lwin, N., Páll-Gergely, B., Chanabun, R., Pholyotha, A., Prasankok, P.,Seesamut, T., Siriwut, W., Srisonchai, R., Sutcharit, C. & Panha, S. (2024). Contributions of a small collection of terrestrial microsnails (Pupilloidea,Hypselostomatidae) from Myanmar with description of three new species. ZooKeys,1195, 157-197. https://doi.org/10.3897/zookeys.1195.112112 Likhitrakarn, N., Jeratthitikul, E., Sapparojpattana, P., Siriwut, W., Srisonchai, R., Jirapatrasilp,P., Seesamut, T., Poolprasert, P., Panha, S., & Sutcharit, C. (2024). Six new species ofthe pill millipede genus Hyleoglomeris Verhoeff, 1910 (Diplopoda, Glomerida,Glomeridae) in Thailand revealed by dna-barcoding. Contributions to Zoology, 93(4),289-323. https://doi.org/10.1163/18759866-bja10062 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดาเนินการ การนาเสนอประสบการณ์การนาไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          ได้ความรู้ในการวางแผนช่วงเวลาในการทำวิจัย ทาให้สามารถทางานวิจัยคู่ขนานไปกับการสอนในภาคปกติได้ กระบวนการทำวิจัยสาหรับอาจารย์ที่บรรจุเข้าทางานใหม่มีดังนี้ การออกแบบงานวิจัยและหาหัวข้องานวิจัย โดยแผนงานวิจัยทั้งหมดต้องวางกรอบเวลาให้ชัดเจน โดยสามารถทำคู่ขนานไปกับการสอนในช่วงเวลาปกติได้ การทำวิจัยภาคสนามต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อจัดการตารางสอนของตนเองในอนาคต การทำวิจัยในส่วนของการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางชีววิทยาโมเลกุลสามารถทำการศึกษาในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นหลังจากการสอนได้ การเตรียมต้นฉบับบทความภาษาอังกฤษร่วมกับผู้ร่วมวิจัย จะสามารถนัดในช่วงเย็นที่ไม่มีภาระกิจจากการสอนแล้วและไม่รบกวนเวลาสอนของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นที่เป็นผู้ร่วมวิจัย submit บทความจากนั้นติดตามผลการพิจารณาร่างบทความอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ตามกำหนดเวลาที่วางไว้   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การมี contribution ร่วมกับอาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ทำงานวิจัยในกลุ่มเดียวกัน มีความสาคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากมีผลต่อการนำมาอ้างอิงร่วมกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการวิจัย แนวคิด ทำให้งานวิจัยเรามีคุณภาพมากขึ้น สามารถตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor สูงๆได้ เอกสารแนบ

การทำวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของอาจารย์รุ่นใหม่ Read More »

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.1.4 และ KR 2.4.3/1 สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล ผู้จัดทำโครงการ​ ทพญ.กาญจนา สิงขโรทัย และ ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปากที่ต้องมีการปฏิบัติในคนไข้ ซึ่งขบวนการรักษาทางศัลยกรรมในคนไข้ครั้งแรกๆของนักศึกษาจะมีความตื่นเต้น, ความกังวล รวมถึงความแตกต่างของคนไข้ที่ทำให้การรักษานั้นยากมากขึ้น และมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น ทำให้ อ.ทพญ. กาญจนา สิงขโรทัย และ อ.ทพญ.ฐิติพร กังวานณรงค์กุล อาจารย์ประจำในสาขาศัลยศาสตร์ช่องปาก ได้สังเกตเห็นถึงปัญหา และวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์เองก็มีเรื่องของงานนวัตกรรมที่อยู่ในขบวนการการเรียนการสอนอยู่ด้วยจึงได้นึกถึงงานนวัตกรรมในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในการเรียนการสอนในการฝึกปฏิบัติก่อนทำการรักษาในคนไข้จริงให้ใกล้เคียงคนไข้จริงมาที่สุด และเมื่อต้องทำงานแล้วงานที่ได้ควรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไปจึงได้ตั้งเป้าในการส่งประกวดร่วมด้วย จึงได้เริ่มงานนวัตกรรมจากได้เริ่มจากสังเกตุในการฝึกปฏิบัติของคนไข้ที่ทำอยู่เกี่ยวกับการเย็บแผ่นหนังซึ่งเวลาฝึกจะไม่สามารถเลียนแบบท่าเข้าเย็บเหมือนในช่องปากที่มีฟันเป็นอุปสรรค และมีช่องปากในการเข้าทำที่ยากกว่าการทำบนแผ่นหนัง และเมื่อใช้แล้วแผ่นหนังจะเป็นรูซึ่งทำให้การเย็บซ้ำจะมีร่องรอยไม่สามารถใช้ได้เหมือนครั้งแรก   จึงนำไปสู่ประเด็นของการสร้างนวัตกรรม โดยนำปัญหานี้มาพูดคุยกับนักศึกษาที่เป็นผู้ใช้จริงเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหานี้ เป็นการให้โอกาสในการคิดและเสนอแนวทางการคิดและในการตั้งกำหนดเป้าหมายในการทำงานชัดเจนทำให้นักศึกษาสามารถร่วมกันสร้างนวัตกรรม และร่วมกันแก้ปัญหาจนสามารถผลิตนวัตกรรมที่ใช้ฝึกเย็บที่สามารถใช้ใน model คนไข้เสมือนจริงที่มีใช้อยู่แล้วในคลินิกทันตกรรมและสามารถใช้วัสดุ silicone sheet ที่สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด ใช้ง่าย และสามารถเปลี่ยนเพื่อใช้ใหม่ได้ คุณสมบัติคล้ายเหงือกมากกว่าแผ่นหนัง และราคาประหยัด เมื่อสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีราคาประหยัดจึงทำให้สามารถประกวดในงานนวัตกรรมของวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์และได้รางวัลที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ส่งประกวด ในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ และได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยรังสิต ในปีถัดมา ในวิธีคิดและการวางแผนการในการทำงานที่ทำด้วยใจ มีความสนุกและมีเป้าหมายที่ชัดเจนกับงานและมีงานต่อยอด ในการประดิษฐ์ model เพื่อใช้ถอนฟัน ซึ่งก็ทำให้ได้รางวับรองชนะเลิศในการประกวดงานนวัตกรรมในวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนจะสามารถนำทางไปสู่ความสำเร็จได้ตรงเป้าและถึงเป้าได้ไม่มากก็น้อย งานที่สร้างจากปัญหาและอุปสรรค ร่วมกับมีการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรคและไม่ปิดกั้น รวมทั้งมีการเพิ่มกำลังใจเชิงบวกจะทำไห้เกิดผลลัพธ์ที่น่าจดจำและมีคุณค่าแท้จริง การเลือกงานที่เรามีความชอบหรือสนใจจะทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้เป็นอย่างดี การเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองเป็นหลักพื้นฐานในการทำให้งานประสบความสำเร็จได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ วิธีการดำเนินการ           เริ่มจากการพูดคุยกับนักศึกษาโดยอธิบายถึงเป้าหมายในการทำงานในมุมทีต้องการแก้ปัญหาในการเรียนการสอนทางปฏิบัติและเริ่มต้นจากการระดมปัญหาและเลือกปัญหาที่คิดเลือก หลังจากนั้นก็ทำการร่วมกันคิดต่อโดยตั้งเป้าในมุมมองของการตอบโจทย์ในการสร้างด้วยวิธีที่ทำได้เองจากสิ่งที่หาได้ ราคาไม่แพง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งก็มองเห็นปัญหานั้นเช่นกันคือ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่ใช้อยู่เดิม จะทำจากแผ่นหนังสัตว์ ที่เมื่อถูกเข็มแทงจะเกิดรูทันที ใช้ฝึกปฏิบัติไปไม่นาน แผ่นหนังดังกล่าวก็จะเกิดรูพรุนอย่างมาก จนไม่สามารถใช้งานได้ต่อ นอกจากนี้ อุปกรณ์เย็บแผลจำลองดังกล่าวก็ไม่เหมือนกับกายภาพในช่องปากจริง ทำให้นักศึกษาขาดการฝึกทักษะการเข้าเย็บแผลในช่องปาก และขาดการฝึกวางท่าทางตนเองให้เหมาะสมกับการให้การรักษาในช่องปากคนไข้ไป  เมื่อทุกคนในโครงการทราบถึงปัญหาและเข้าใจในจุดที่ต้องการแก้ไข อาจารย์จึงได้กำหนดเป้าหมายของนวัตกรรมไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องการผลิตอุปกรณ์เย็บแผลจำลองที่มีความทนทานต่อการใช้งาน ไม่เกิดรูพรุนง่ายหรือง่ายต่อการฉีกขาด ให้สัมผัสขณะฝึกเย็บที่เสมือนจริง และอยู่บนลักษณะทางกายภาพเสมือนกับช่องปากเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถฝึกการเข้าทำงานในช่องปากได้เป็นอย่างดี                                                                                    หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว ก็ให้คำแนะนำและกระตุ้นให้เกิดกระบวนความคิดในเชิงบวก ร่วมกับการติดตามผลความคืบหน้าเป็นระยะต่อเนื่อง โดยเมื่อผู้ร่วมโครงการเจออุปสรรค อาจารย์ก็จะให้คำชี้แนะที่มาจากประสบการณ์การทำงานของอาจารย์โดยตรง เกิดเป็นผลลัพธ์ คือ การใช้แผ่นซิลิโคนขนาดบาง ทดแทนแผ่นหนัง  ซึ่งแผ่นซิลิโคนนั้นมีความทนทานมากกว่าแผ่นหนัง หาได้ง่าย ราคาถูก และสามารถนำมายึดบนแบบจำลองขากรรไกรที่สามารถใช้ติดกับหัวหุ่นจำลองได้ เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถเย็บแผลใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด คือ เย็บแผลในช่องปากคนไข้  2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                หลังจากการจัดทำอุปกรณ์เย็บแผลจำลองรูปแบบใหม่ที่ตรงตามเป้าหมายสำเร็จ  อาจารย์และผู้ร่วมโครงการก็ได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาตรวจสอบ และทดลองฝึกปฏิบัติจริง จึงได้พบกับปัญหาแรก คือ แผ่นซิลิโคนที่หนาเกินไป ทำให้สัมผัสของการฝึกเย็บแผลไม่เหมือนจริง ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้ลงมือแก้ปัญหาด้วยการเลือกใช้แผ่นซิลิโคนที่บางลง ปัญหาที่สอง คือ การยึดแผ่นซิลิโคนกับแบบจำลองขากรรไกรที่ต้องสามารถเปลี่ยนเข้าออกได้นั้น ทำได้ยาก เนื่องจากบริเวณพื้นผิวที่จะยึดแผ่นซิลโคนมีความโค้งนูน และเป็น 3 มิติ ทั้งยังต้องเป็นการยึดที่แน่นและอยู่ได้นาน ซึ่งอาจารย์และผู้ร่วมโครงการได้เลือกการยึดแผ่นซิลิโคนด้วยน๊อต ซึ่งจะทำให้เกิดการยึดที่แน่น ทนต่อแรงดีงของเข็มเย็บ และหากแผ่นซิลิโคนเริ่มชำรุดฉีกขาด ก็สามารถไขน๊อตเปลี่ยนแผ่นซิลิโคนได้อย่างง่ายดาย  โดยตลอดการแก้ไขและพัฒนานั้น อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจในมุมมองและข้อจำกัดด้านความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมโครงการอย่างแท้จริง จึงสามารถให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือ และกำลังใจ โดยมุ่งหวังในเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีความตั้งใจไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ และพยายามร่วมกันหาทางแก้ไขจนพบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้นอกเหนือจากนวัตกรรมชิ้นใหม่ ก็คือ การที่ผู้ร่วมโครงการได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ควบคุม วางแผน แก้ปัญหา จนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จ  3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK                หลังจากการนำเสนอผลงานนวัตกรรม และได้รับความเห็นว่าเป็นผลงานที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ และได้รางวัลชนะเลิศในระดับวิทยาลัยแล้ว อาจารย์กาญจนา อาจารย์ฐิติพร และผู้ร่วมโครงการ ก็ได้ใช้ผลงานไปนำเสนอในโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2024 ระดับอุดมศึกษา ในกลุ่มเรื่อง สุขภาพและการแพทย์ ซึ่งนับเป็นการยอมรับในระดับประเทศ  นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตรในตัวผลงาน และในขั้นตอนวิธีการผลิตผลงานด้วย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การกำหนดเป้าหมายแรกเริ่มที่สูงจะทำให้ผลงานตอนสุดท้ายออกมามีคุณภาพที่ดีและเป็นประโยชน์มากที่สุด การเลือกแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่ใกล้ตัวและน่าสนใจ เราจะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องการแก้ไข และทางแก้ไขได้ง่ายเนื่องจากเป็นประสบการณ์จริงของตนเองซึ่งเรามักจะมีต้นทุนความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่ นอกจากนั้น ปัญหาเหล่านั้นมักจะเห็นเป็นประจักษ์ในสายตาของผู้ร่วมโครงการเช่นกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจน ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการก้าวต่อไปของโครงการอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาตนเอง และเชื่อในศักยภาพของตนเองก่อนที่จะมองหาทางแก้ไขที่รวดเร็วจากบุคคลอื่น ยังคงเป็นหลักพื้นฐานสำคัญในถนนสู่ความสำเร็จ

สร้างนวัตกรรมเพื่อการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์ และได้รางวัล Read More »

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.กัญจนพร โตชัยกุล คณะรังสีเทคนิค หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ หลักการและเหตุผล                คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและความเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ผสานการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางวิชาการ จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิจัยของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงยกระดับคุณภาพผลงานวิชาการสู่ระดับสากล การจัดทำรายงานการจัดการความรู้ในหัวข้อ “นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1” จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบูรณาการด้านการเรียนการสอนและการวิจัยให้สามารถผลิตผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ความสำคัญ                นวัตกรรมการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากร การบูรณาการกระบวนการเรียนรู้เข้ากับการวิจัยช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงสามารถพัฒนาทักษะวิชาชีพและวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การเผยแพร่ผลงานในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 ไม่เพียงแค่ยกระดับชื่อเสียงของคณะและมหาวิทยาลัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสถาบันการศึกษาในระดับสากล ทั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการสร้างความเป็นเลิศด้านวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นปัญหา                แม้ว่าคณะรังสีเทคนิคจะมีการพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ เช่น การขาดการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างการเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจและทักษะของนักศึกษา ข้อจำกัดในด้านทรัพยากรที่ทันสมัยและการสนับสนุนข้อมูลสำหรับการวิจัย รวมถึงความท้าทายในการผลิตผลงานที่สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับ Scopus Q1 Tier 1 นอกจากนี้ อุปสรรคในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยของคณะให้ก้าวไกลในระดับสากล ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              จากประสบการณ์ในปี 2565 ที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตได้ถอดแบบความรู้ในแนวทางการเขียนบทความวิชาการในรูปแบบ Review Article พบว่าบทความวิชาการประเภทนี้มีศักยภาพสำคัญในการเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้ในเชิงวิชาการ โดยเฉพาะการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ บทความ Review Article ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสถาบันและนักวิจัย ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัยให้สามารถเผยแพร่ในวารสารระดับสูง เช่น Scopus Q1 Tier 1                ในปี 2566 คณะได้มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและการวิจัยเข้าสู่บริบทของชุมชน โดยการนำนวัตกรรมที่ได้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน การพัฒนาระบบการคัดกรอง และการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการวิจัยกับการเรียนการสอนในรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาจริงของสังคมและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม                ด้วยฐานความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมานี้ แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการยกระดับคุณภาพงานวิจัย โดยการนำแนวทางที่เป็นนวัตกรรม เช่น การใช้ E-book ที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน สื่อ E-book ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับนักศึกษารังสีเทคนิค โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดทางวิชาการ พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ทางคลินิก                การพัฒนาสื่อ E-book นี้ยังสอดคล้องกับจริยธรรมทางการศึกษาและมาตรฐานระดับสากล โดยใช้กระบวนการตรวจสอบที่รอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าสื่อการเรียนการสอนมีความถูกต้อง มีคุณภาพ และเหมาะสมต่อการใช้งาน การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Q1 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำคุณภาพของงานวิจัยและเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล                สำหรับประโยชน์ต่อนักศึกษารังสีเทคนิค การใช้ E-book ช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และความเข้าใจในเชิงลึก ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านการจำลองสถานการณ์จริง ทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีในภาคปฏิบัติ นอกจากนี้ สื่อการเรียนรู้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถทบทวนและศึกษาซ้ำได้ทุกเวลา ด้านอาจารย์ สื่อ E-book ช่วยส่งเสริมการสอนในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของการบรรยายเนื้อหา และช่วยให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติและการวิเคราะห์เชิงลึกกับนักศึกษาได้มากยิ่งขึ้น                แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษาและอาจารย์ แต่ยังส่งผลต่อความสามารถในการผลิตงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานและศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในระดับโลก ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด คณะรังสีเทคนิค วิธีการดำเนินการ การพัฒนาและนำ E-book ที่ออกแบบเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ จะดำเนินการผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้: การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของนักศึกษารังสีเทคนิคในด้านความรู้และทักษะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ศึกษาแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม รวมถึงมาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรมการศึกษาระดับสากล การออกแบบและพัฒนาสื่อ E-book รวบรวมเนื้อหาวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการทำงานของเครื่องแมมโมแกรม วิธีการควบคุมคุณภาพ และตัวอย่างสถานการณ์จริง ออกแบบ E-book ในรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้งานง่าย และส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การใช้ภาพประกอบ วิดีโอสาธิต และแบบฝึกหัดเชิงโต้ตอบ เพิ่มฟีเจอร์ที่สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น คำถามทบทวน หรือส่วนประเมินผลตนเอง การทดลองใช้สื่อ E-book จัดทำกลุ่มทดลอง (Experimental Group) และกลุ่มควบคุม (Control Group) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ จัดการฝึกอบรมให้นักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book ให้กลุ่มทดลองใช้งาน E-book ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม การเก็บข้อมูลและประเมินผล ประเมินผลความรู้และทักษะของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้งาน E-book ด้วยแบบทดสอบ Pre-test และ Post-test เก็บข้อมูลความคิดเห็นของนักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับการใช้งาน E-book เพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ การปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม ปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบของ E-book ตามข้อมูลผลการประเมิน เสริมฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ การเผยแพร่และส่งเสริมการใช้งาน เผยแพร่ E-book ผ่านช่องทางออนไลน์หรือระบบการเรียนรู้ของคณะ จัดการอบรมเพิ่มเติมสำหรับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถนำ E-book ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การตีพิมพ์ผลงานวิจัย สรุปผลการดำเนินโครงการและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้ จัดทำบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 โดยเน้นความสำคัญของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กระบวนการทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของนักศึกษารังสีเทคนิค ตลอดจนส่งเสริมการเรียนการสอนเชิงวิจัยให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำ E-book ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อพัฒนาความเข้าใจในแนวคิดและทักษะการปฏิบัติในเครื่องตรวจแมมโมแกรมสำหรับการควบคุมคุณภาพ ไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน พบว่ามีนักศึกษารังสีเทคนิคที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจและทักษะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) นักศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า E-book ช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการควบคุมคุณภาพและการแก้ไขปัญหาเครื่องแมมโมแกรมในสถานการณ์จริง ในด้านอาจารย์ E-book ช่วยลดเวลาในการสอนแบบบรรยายและเพิ่มโอกาสให้อาจารย์ได้เน้นการฝึกปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การพัฒนาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ E-book ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโครงการและสะท้อนถึงศักยภาพของคณะรังสีเทคนิคในการสร้างสรรค์งานวิชาการระดับสากล  การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง E-book ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม โดยเริ่มจากการฝึกอบรมอาจารย์และนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานสื่อ จากนั้นจึงนำ E-book ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการและการศึกษาด้วยตนเอง นักศึกษาสามารถใช้งาน E-book ผ่านระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยได้ทุกเวลา ทำให้สะดวกต่อการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหา E-book ยังได้รับการเผยแพร่ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การพัฒนาสื่อที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะการออกแบบ E-book ที่สอดคล้องกับการเรียนการสอนเฉพาะทาง เช่น การควบคุมคุณภาพในเครื่องแมมโมแกรม ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเนื้อหาให้ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีนักศึกษาและอาจารย์บางส่วนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์หรือระบบออนไลน์ที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ E-book เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร หรือการขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม การประเมินผลและปรับปรุงแม้ว่าผลลัพธ์จากการใช้งาน E-book จะเป็นที่น่าพอใจ แต่การวัดผลในเชิงลึก เช่น ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ยังต้องการการติดตามและวิเคราะห์เพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอาจารย์บางส่วนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สื่อดิจิทัลในการสอน จึงต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ E-book ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนา E-book และกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการการตรวจสอบผลการดำเนินการของโครงการนี้ดำเนินการผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เพื่อตรวจวัดระดับความรู้และทักษะของนักศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากนักศึกษาและอาจารย์ผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ E-book และความพึงพอใจในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ประสบการณ์ในการนำ E-book ไปใช้แสดงให้เห็นถึงความสะดวกและความยืดหยุ่นของสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นอิสระ และใช้ E-book ในการทบทวนความรู้ก่อนการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ การออกแบบที่เน้นการใช้งานง่ายและมีส่วนโต้ตอบ เช่น คำถามและคำอธิบายแบบมัลติมีเดีย ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและกระตุ้นความสนใจของนักศึกษา ในมุมมองของอาจารย์ E-book ช่วยลดภาระในการอธิบายเนื้อหาเบื้องต้น ทำให้อาจารย์สามารถมุ่งเน้นการสอนเชิงปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกับนักศึกษา นอกจากนี้ การนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้อาจารย์สามารถปรับปรุงเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่องตามความคิดเห็นของผู้ใช้งาน สรุปและอภิปรายผลผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่า E-book ที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้และทักษะของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและเพิ่มความสนใจในการเรียนการสอนเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพเครื่องแมมโมแกรม อย่างไรก็ตาม อุปสรรคบางประการ เช่น ความไม่คุ้นเคยกับการใช้งานสื่อดิจิทัล และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ได้ถูกระบุและนำมาวางแผนปรับปรุงในระยะต่อไป บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการนี้ ได้ค้นพบว่า: E-book ที่ออกแบบเฉพาะทาง สามารถเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิดและทักษะเชิงปฏิบัติของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สื่อดิจิทัลช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์นักศึกษาที่มีพื้นฐานและความต้องการหลากหลาย การบูรณาการการเรียนการสอนเชิงวิจัยผ่านสื่อดิจิทัลช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาและเพิ่มคุณภาพงานวิจัย ประสบการณ์จากโครงการนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และสร้างแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทสรุปของโครงการนี้ ยืนยันถึงศักยภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล เช่น วารสาร Scopus Q1 Tier 1 ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะของนักศึกษา รวมถึงยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนในสาขารังสีเทคนิค. ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม ขยายการพัฒนา E-book ไปยังหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมคุณภาพในอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดอื่น หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ในสาขารังสีเทคนิค เพิ่มความหลากหลายในเนื้อหา เช่น การใช้เทคโนโลยี AR/VR ในการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ การสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี จัดหาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และการเข้าถึงสำหรับนักศึกษา พัฒนาระบบออนไลน์ที่เสถียรและรองรับการใช้งานในหลากหลายอุปกรณ์   การฝึกอบรมอาจารย์ จัดอบรมให้ความรู้แก่อาจารย์เกี่ยวกับการใช้ E-book และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนและการนำสื่อไปใช้ สร้างชุมชนการเรียนรู้สำหรับอาจารย์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดี ส่งเสริมการจัดประชุมหรือสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานและรวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การประเมินผลต่อเนื่อง วางแผนการประเมินผลการใช้งาน E-book อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษาและอาจารย์ เก็บข้อมูลผลกระทบในระยะยาว เช่น การพัฒนาทักษะวิชาชีพหรือโอกาสการทำงานของนักศึกษาหลังเรียนจบ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result การสนับสนุนจากผู้บริหาร การได้รับการสนับสนุนในด้านงบประมาณ ทรัพยากร และนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมจากนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน การเปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริง การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาปรับใช้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เช่น ระบบ E-learning ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี   การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scopus Q1 Tier 1 หรือการเพิ่มคะแนนการเรียนรู้ของนักศึกษา การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือแนวทางการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปในอนาคต ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Key Result ของคณะและมหาวิทยาลัย

นวัตกรรมการเรียนการสอนเชิงวิจัย สู่การยกระดับผลงานในระดับ Scopus Q1 Tier 1 Read More »

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 และ 5 : KR 2.1.4, KR 2.5.2, KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.ธวัช แก้วกัณฑ์ และ รศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัยควบคู่กับการพัฒนานักศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์หรือนักวิจัยให้ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป พัฒนานักศึกษาทักษะทางวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) เผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นต้องมีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลกสามารถสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ และความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง (Active Citizen) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้จากการทำโครงงานเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานในอนาคต ซึ่งได้พัฒนาทักษะทางด้านการทำงานวิจัย การนำเสนอ การแสดงผลงานวิจัยต่อสาธารณชน ฝึกการตอบคำถามผ่านกิจกรรมการแข่งขันประกวดงานนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้สนับสนุนอาจารย์และนักศึกษาด้านการสร้างแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการและความเป็นสากลเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ มีความเป็นนวัตกร มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยมอบหมายให้อาจารย์ในห้องวิจัยแต่ละห้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆปี โดยอาจารย์ประจำห้องวิจัยจะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าแข่งขันประกวดผลงาน โดยในปีที่ผ่านมาทางห้องวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย: วิทยาลัยมุ่งเน้นการผลักดันให้อาจารย์และนักวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่านั้น เพื่อสร้างชื่อเสียงและเสริมความน่าเชื่อถือของวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะนักศึกษา: เน้นการพัฒนาทักษะทางวิชาการและปฏิบัติรวมถึงความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และเข้าใจบทบาทของตนในฐานะผู้แก้ปัญหาสังคม ความเป็นผู้ประกอบการและพลเมืองที่เข้มแข็ง: นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถสร้างมูลค่าให้ตนเองและชุมชน รวมถึงร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเข้าร่วมแข่งขันและประกวดนวัตกรรม : วิทยาลัยสนับสนุนนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมแข่งขันประกวดนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ เพื่อฝึกทักษะการวิจัย การนำเสนอผลงาน การตอบคำถาม และการสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 การสนับสนุนจากอาจารย์ประจำห้องวิจัย: อาจารย์แต่ละคนในห้องวิจัยมีหน้าที่ดูแลนักศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการพัฒนานวัตกรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมแข่งขันผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง1.  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย2. องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการในการเตรียมผลงานวิจัยเพื่อเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024                1. ติดตามข่าวสารการประกวด อาจารย์ประจำห้องวิจัยจะติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดผลงานนวัตกรรมจากเว็บไซต์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบกำหนดการและข้อกำหนดต่าง ๆ                2. คัดเลือกผลงานวิจัย อาจารย์ประจำห้องวิจัยในห้องวิจัยจะพิจารณาและคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมการประกวด โดยคำนึงถึงคุณภาพและความน่าสนใจของผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2024 นี้ ได้คัดเลือกผลงานทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่ การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา                3. การเตรียมความพร้อมของผลงาน นักศึกษาจะจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนด โดยเน้นหัวข้อทางด้านการแพทย์ที่สอดคล้องกับแนวทางของการประกวด อาจารย์ที่ปรึกษาจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอโครงการ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น                4. การส่งผลงานเข้ารอบคัดเลือก เมื่อข้อเสนอโครงการผ่านการตรวจทานและปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาและคณะอาจารย์จะจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในรอบคัดเลือกตามกำหนดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ               5. เตรียมการสำหรับรอบต่อไป เมื่อมีการประกาศผลผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ดำเนินงานจะจัดเตรียมเอกสารและสื่อประกอบ เช่น โปสเตอร์แสดงผลงานและวิดีโอ (VDO) ให้นักศึกษามีตวามมั่นใจในการนำเสนอผลงาน โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ผ่านเข้ารอบมีจำนวนทั้งสิ้น 5 ผลงาน ดังรูปที่ 1 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รูปแสดงเอกสารแจ้งการเข้ารอบคัดเลิอกผลงานการประดิษฐ์จากทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รหัส 14688 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOTอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว ภูริดา นันทภัคพงศ์2. นางสาว นาตชา อินทโชติ3. นางสาว ชลดา ชื่นเจริญ รหัส 14883 เรื่อง เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วยอาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย อับดุลรอฮมาน ดามิเด็ง2. นางสาว อารยา กัดเขียว3. นางสาว สุนิสา ไทยรัตน์ รหัส 14941 เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นาย ภูติวัฒน์ เพียรมั่น2. นางสาว ณัฎฐณิชา วิฑูรย์พันธ์3. นางสาว ธนภรณ์ เวชกุล4. นางสาว วรรณพร เปมานุกรรักษ์ รหัส 15024 เรื่อง การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 อาจารย์ที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว กันต์กนิษฐ์ ผู้สำรอง2. นางสาว สุภาพร พิศเพลิน3. นางสาว สุภาวดี จันทร์ฉาย4. นาย ภานุพงศ์ อุ่นคำ5. นาย นครินทร์ นพเก้า รหัส 17368 เรื่อง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาอาจารย์ที่ปรึกษา 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรีพิชิตพล โชติกุลนันทน์2. รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น3. อาจารย์ กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง รายชื่อผู้ประดิษฐ์ 1. นางสาว สุชาดา ทองย้อย2. นางสาว ปิ่นเพชร เกษม3. นางสาว ศศิวิมล ศรีบุญเรื่อง4. นางสาว ขนารตี สามยอด5. นางสาว ภณัฐศวรรณ นวลศรี 6. ฝึกซ้อมการนำเสนอ นักศึกษาจะได้รับการฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน การตอบคำถามจากคณะกรรมการและการจัดเตรียมสื่อที่ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้มีความพร้อมและมั่นใจในการแข่งขันจริงอาจารย์จะให้คำแนะนำและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักศึกษารวมถึงช่วยพัฒนาเทคนิคในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          จากการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดและรับรางวัลในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการเเละการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีอาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1,2 และ 3 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โดยได้รับรางวัลทั้งหมด 5 ผลงาน ดังนี้1. การออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ รางวัล The JIPA Award for the Best Innovation for ICT for the invention Blood Pressure Measurement using the PPG Principle2. เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย ได้รับรางวัลเหรียญทอง3. การออกแบบและสร้างเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC 62353 ได้รับรางวัลเหรียญทอง4. การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ ได้รับรางวัลเหรียญทอง5. เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ได้รับรางวัลเหรียญทอง บรรยากาศในงานประกวดและการขึ้นเวทีรับรางวัลระดับชาติ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน1. งบประมาณการจัดทำโครงงานของนักศึกษาที่จำกัดงบประมาณที่จำกัดในการทำงานโครงงานของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการพัฒนางานวิจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรับรองคุณภาพของงานวิจัย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยไปสู่การทดสอบและพัฒนาต่อไปได้ในระดับที่ต้องการ2. เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาจำกัด อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระการสอนที่มาก ส่งผลให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การทำงานวิจัยเป็นไปได้ช้าและประสิทธิภาพในการพัฒนางานลดลง เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง3. ขาดงบสนับสนุนในการนำเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยมีงบประมาณจำกัดในการสนับสนุนนักวิจัยเพื่อนำผลงานเข้าร่วมประกวดหรือเผยแพร่ ซึ่งทำให้นักวิจัยหลายคนขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานในเวทีที่สำคัญ หรือไม่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ว่าการได้รับรางวัลจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยก็ตาม 4. ขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากเวทีภายนอกไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์และนักศึกษารู้สึกว่าผลงานของตนไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรและขาดการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง 5. แรงจูงใจในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเข้าประกวดผลงาน อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนหรือช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นผลที่ได้รับในการทำงานแทบไม่มีความแตกต่าง จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนางานหรือผลักดันให้เข้าร่วมแข่งขัน แม้การเข้าร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ         ผลการดำเนินการในการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) ซึ่งจัดขึ้นในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในด้านการสร้างชื่อเสียงระดับชาติ โดยผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งหมด 5 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานได้รับเหรียญทอง อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT เพิ่มเติมอีกหนึ่งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของนักศึกษาและคณาจารย์ในการพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ และมีคุณภาพ 3.2 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้         การเข้าร่วมโครงการและการประกวดครั้งนี้ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะในการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมชมงานในระดับประเทศ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ในการพัฒนาผลงานที่สามารถใช้งานได้จริง ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักศึกษา ตลอดจนได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผลงานต่อไป 3.3 สรุปและอภิปรายผล        การเข้าร่วมและได้รับรางวัลในครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิต ในระดับชาติ ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในเวทีที่กว้างขวาง และยังเป็นกำลังใจให้คณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การได้รางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT แสดงถึงการยอมรับในระดับสากลและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.4 บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        การพัฒนานวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ในด้านการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม 3.5 การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติ        ผลงานทั้ง 5 ชิ้นที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนที่มีส่วนร่วม การสนับสนุนจากคณาจารย์ในวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและ มีความหมายในระดับสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้หรือในอนาคตสู่การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียง 4.1 มหาวิทยาลัยควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณการจัดทำโครงง่นนักศึกษาและควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานให้เข้าประกวดแข่งขันเพิ่มขึ้น4.2 ปรับปรุงการบริหารจัดการภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ควรจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม โดยลดภาระการสอนที่อาจารย์ต้องรับผิดชอบลง เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ4.3 เพิ่มงบประมาณสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันและนำเสนอผลงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำเสนองานวิจัยในเวทีระดับชาติและนานาชาติถือเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยควรมีแผนสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงผลงานในระดับที่สูงขึ้น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย4.4 สร้างระบบการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล มหาวิทยาลัยควรมีการโปรโมทผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัย จดหมายข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและแสดงถึงการยอมรับผลงานที่ได้รับรางวัลในวงกว้าง นอกจากนี้ ควรมีการจัดแสดงผลงานวิจัยในงานประชุมหรือกิจกรรมพิเศษของมหาวิทยาลัยเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับทราบและภาคภูมิใจในความสำเร็จของเพื่อนร่วมสถาบัน4.5 ส่งเสริมแรงจูงใจของอาจารย์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ที่สนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เช่น การให้รางวัลรวมถึงการนำผลงานวิจัยที่ได้รางวัลมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจจัดกิจกรรมพิเศษหรือรางวัลเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การแข่งขันในระดับสูง ทั้งนี้จะช่วยให้อาจารย์มีแรงจูงใจมากขึ้นในการสนับสนุนนักวิจัยและสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 และ KR 3.1.2/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ ผศ.ดร.วรรณวิภา ติตถะสิริ และ อ.สุพานิช อังศิริกุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ชุมชนในหลายพื้นที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนำความก้าวหน้าทางดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน จึงเป็นแนวทางที่สามารถช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน           โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม           แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับชุมชนในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในชุมชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ          องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และชุมชน ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University    https://rkms.rsu.ac.th/outstanding66-2-1/ เจ้าของความรู้/สังกัด รองศาสตราจารย์ ดร.มนพร ชาตชำนิ, อ.ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลางคณะพยาบาลศาสตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนัตศักดิ์ วงศ์กำแหง, อ.อนุชิต นิรภัยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิธีการดำเนินการ – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ           เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากชุมชน เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชุมชน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น ในปีการศึกษา 2565 ได้ร่วมกับชุมชนคลองคูกลาง หมู่ 1 ตำบลหลักหก พัฒนาระบบบริหารกองทุนหมู่บ้าน และในปีการศึกษา 2566 ได้ร่วมกับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติให้กับห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ           เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับชุมชน จะมีการจัดกิจกรรมอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับชุมชนและการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน           หลังจากประชุมร่วมกับชุมชนหรือหน่วยงานเพื่อทำการรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนหรือหน่วยงาน พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ ภาพการประชุมร่วมกับผู้บริหารชุมชนคลองคูกลาง ภาพหน่วยงานห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี – ทดสอบและแก้ไขระบบ          ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้ตัวแทนชุมชนหรือหน่วยงานเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของชุมชนได้อย่างแท้จริง ภาพตัวอย่างระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง หมู่ที่ 1 ต.หลักหก จ.ปทุมธานี ภาพรวมอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในงานพัฒนาอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ ภาพอุปกรณ์ระบบควบคุมตู้จ่ายยาอัตโนมัติ   – ส่งมอบระบบให้กับชุมชน           หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับชุมชนหรือหน่วยงานอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมอบรมการใช้งานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาระบบ เพื่อให้ชุมชนหรือหน่วยงานสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะมีการติดตามผลหลังการส่งมอบเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการและวางแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมเพื่อพัฒนานักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่น่าประทับใจ โดยมีนวัตกรรมเชิงประจักษ์ 2 ชิ้นงานดังนี้: 1. ระบบกองทุนหมู่บ้านคลองคูกลาง ปี 2565    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดการข้อมูลกองทุนหมู่บ้าน เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบมากขึ้น ลดภาระการทำงานด้วยเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารกองทุน โดยนักศึกษาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านและความต้องการของคณะทำงาน จากนั้นออกแบบและพัฒนาโปรแกรมที่สามารถบันทึกข้อมูลสมาชิก การเบิกจ่ายเงินกองทุน และรายงานสถานะของกองทุนแบบเรียลไทม์ โครงการประสบความสำเร็จในการสร้างระบบที่สามารถนำไปใช้งานจริง และได้รับความสนใจจากกองทุนหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ต้องการนำไปปรับใช้    อุปสรรคหรือปัญหา: การเก็บข้อมูลจากคณะทำงานกองทุนหมู่บ้านมีความล่าช้า เนื่องจากเอกสารบางส่วนยังอยู่ในรูปแบบเอกสารกระดาษ ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล การอบรมให้คณะทำงานกองทุนใช้งานระบบเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบางคนไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของชุมชนไม่เสถียร ส่งผลต่อการใช้งานระบบออนไลน์ในบางช่วงเวลา 2. ระบบควบคุมการเปิดปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน สำหรับโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ปี 2566    ผลการดำเนินการ:           โครงการนี้พัฒนาอุปกรณ์ไอโอทีสำหรับควบคุมการเปิด-ปิดกล่องยาในห้องฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการทางการแพทย์ นักศึกษาได้ดำเนินการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล โดยเมื่อมีการสั่งจ่ายยา อุปกรณ์จะเปิดเฉพาะกล่องยาที่ถูกต้องเพื่อลดโอกาสในการหยิบยาผิด นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อยาใกล้หมดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเติมยาได้อย่างทันท่วงที ระบบนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาระของเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี    อุปสรรคหรือปัญหา: การพัฒนาอุปกรณ์ต้องใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมต่อไอโอที ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับนักศึกษาที่ต้องศึกษาและทดลองหลายรอบเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเสถียร การติดตั้งและทดสอบระบบภายในโรงพยาบาลต้องทำในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากห้องฉุกเฉินเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานตลอดเวลา ต้องมีการปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างระบบไอโอทีกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาลให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ           หลังจากดำเนินโครงการทั้งสองเสร็จสิ้น ได้มีการตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยใช้วิธีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพของระบบในสถานการณ์ใช้งานจริง สำหรับระบบกองทุนหมู่บ้าน ได้รับข้อเสนอแนะว่าระบบสามารถลดภาระการทำงานด้วยเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีควบคุมกล่องยาในห้องฉุกเฉิน ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่าระบบช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบยาและทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น          การตรวจสอบผลยังรวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบระหว่างการใช้งานจริง เช่น การปรับปรุงอินเทอร์เฟซของระบบกองทุนให้ใช้งานง่ายขึ้น และการเสริมระบบสำรองข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ไอโอทีเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้          การดำเนินโครงการครั้งนี้ทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานจริงร่วมกับชุมชนและองค์กรภายนอก โดยเฉพาะการเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของผู้ใช้งาน ในโครงการกองทุนหมู่บ้าน นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงจากระบบเอกสารเป็นระบบดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับตัวและต้องมีการอบรมที่เหมาะสม ส่วนโครงการอุปกรณ์ไอโอทีในโรงพยาบาล นักศึกษาได้เข้าใจถึงความสำคัญของความแม่นยำและความปลอดภัยของระบบทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบหลายครั้งก่อนนำไปใช้จริง สรุปและอภิปรายผล          โครงการทั้งสองแสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้สามารถช่วยพัฒนาโครงสร้างการทำงานขององค์กรชุมชนและภาคการแพทย์ได้จริง ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และทำให้กระบวนการทำงานสะดวกขึ้น การพัฒนานวัตกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านผู้ใช้งาน เช่น การฝึกอบรม การออกแบบที่ใช้งานง่าย และความปลอดภัยของข้อมูล การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร การปรับตัว และความเข้าใจในข้อจำกัดของแต่ละองค์กร บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคตและปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จตาม Key Result ความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายมีการสื่อสารที่ดีและมีความเข้าใจตรงกัน ระบบที่พัฒนาจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น การบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพการกำหนดกรอบเวลา แผนงาน และทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของโครงการให้ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและลดปัญหาความล่าช้า การพัฒนาทักษะของนักศึกษานักศึกษาควรมีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็นทั้งในด้านเทคนิค เช่น การเขียนโค้ด การออกแบบระบบ และในด้าน Soft Skills เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสารกับผู้ใช้ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทดสอบและปรับปรุงระบบตาม Feed Back จากผู้ใช้การนำ Feedback จากผู้ใช้มาปรับปรุงระบบเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนหรือองค์กร จะช่วยให้โครงการสามารถใช้งานได้จริงและมีความยั่งยืน เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือระบบที่สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ตจำกัด หรือการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซเพื่อลดค่าใช้จ่าย          หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะและปัจจัยเหล่านี้ได้ โครงการในอนาคตจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากขึ้น และช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาการและทักษะการทำงานร่วมกับสังคมอย่างแท้จริง

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม Read More »

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ปาริษา มูสิกะคามะ ดร.ศศิกาญจน์ ศรีโสภณ และ อ.อามาล ภักดีธรรม ฉิมวิไลทรัพย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมากกว่าสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถชี้นำและขับเคลื่อนสังคมได้ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Community Engagement) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวก             ในช่วงปีการศึกษา 2566 – 2567 ที่ผ่านมานี้ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ดำเนินโครงการวิจัยหัวข้อแนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต โครงการวิจัยนี้เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบูรณาการโครงการวิจัยกับกิจกรรมพัฒนานักเรียนและนักศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาภายนอก และสถานประกอบการภาคเอกชนที่เป็นผู้ถือครององค์ความรู้เรื่องภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม                ภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมคือมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ประเภทหนึ่งที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปตามบริบทการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีผู้ถือองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือคานเรือศรีเจริญ ซึ่งเป็นสถานประกอบการภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าเจ้าของกิจการคานเรือศรีเจริญจะมีปณิภาณส่งต่อภูมิปัญญาสู่บุคคลภายนอก และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือช่างมาสืบต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ แต่การดำเนินการเพื่อบรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย ด้วยข้อจำกัดในมิติต่างๆ อาทิ การขาดเครือข่ายความร่วมมือ การขาดเงินทุน การขาดองค์ความรู้ การขาดประสบการณ์ ฯลฯ ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ภูมิปัญญาด้านการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิมในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด: คุณชัชวาล และคุณสมรทิพย์ ศรีเปลี่ยนจันทร์ ผู้ประกอบการคานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิธีการดำเนินการ                ทีมวิจัยทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลภายนอก โดยมีจุดเด่นที่การนำกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบการศึกษาร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากอดีต                การดำเนินการตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมกระบวนการออกแบบแบบเชิงปฏิบัติการ โดยบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาด้านนานาชาติของคณะ โดยการนำกลุ่มนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ Universitas Islam Indonesia (UII) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพันธมิตรของมหาวิทยาลัยรังสิตจำนวน 25 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในบริเวณพื้นที่คานเรือศรีเจริญ ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภูมิปัญญา และสถานที่ตั้งที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (living museum) ครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสีระดับชั้นประถมศึกษา โดยเชิญนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่โรงเรียนวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเดียวกันกับคานเรือศรีเจริญมาเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 25 คน ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดในจินตนาการของนักเรียนภายใต้หัวข้อ “อยุธยา เมืองแห่งสายน้ำ และเรือในฝันของฉัน” ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้คือการเกิดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องเรือที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการทัศนศึกษาก่อนการวาดภาพ ทำให้นักเรียนที่มีวิถีชีวิตห่างไกลจากแม่น้ำและเรือเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น และพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางภูมิปัญญากับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระบบการศึกษาร่วมสมัย ผลลัพธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเกิดต้นแบบของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมสำหรับเยาวชน ครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ทีมวิจัยได้จัดกิจกรรมวาดภาพระบายสี โดยเชิญศิลปิน อาจารย์ และนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 55 คนเข้าร่วมกิจกรรม ผลผลิตจากกิจกรรมคือภาพวาดที่สะท้อนความประทับใจในสถานที่ตั้ง ส่วนผลลัพธ์จากกิจกรรมนั้นถือว่าประสบความสำเร็จกว่าที่คาดการณ์ไว้ นั้นคือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่รับทราบและตระหนักรู้ถึงความสำคัญทางประวัติของสถานที่ตั้งและภูมิปัญญาการต่อเรือไม้แบบดั้งเดิม แต่ยังเกิดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือใหม่เพื่อต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่ไม่มีชีวิต ภาพที่ 1 กิจกรรมออกแบบเชิงปฏิบัติการนานาชาติครั้งที่ 1 เมือเดือนสิงหาคม 2566 ภาพที่ 2 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 2 เมือเดือนธันวาคม 2567 ภาพที่ 3 กิจกรรมวาดภาพระบายสีครั้งที่ 3 เมือเดือนมกราคม 2568 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           การจัดกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีเชิงประจักษ์เป็นขั้นลำดับ ได้แก่ เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสถานที่และภูมิปัญญา เกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้เพิ่มเติม เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ และเกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม           อย่างไรก็ตาม หากจะส่งเสริมให้กระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยประเมินว่ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือควรสนับสนุนกระบวนการในฐานะพี่เลี้ยงไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเครือข่ายความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเข้มแข็งต่อไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                ทีมวิจัยประเมินว่าโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นั้นคือนอกเหนือจากการพัฒนาข้อเสนอแนะทางกายภาพเพื่อพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตแล้ว ยังได้ริเริ่มพัฒนากิจกรรมเพื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน และบุคคลทั่วไป เพื่อเป็นต้นแบบให้คานเรือศรีเจริญในฐานะผู้ถือครองภูมิปัญญาเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะดำเนินการส่งต่อภูมิปัญญาสู่เยาวชนและบุคคลทั่วไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้                ผู้วิจัยยืนยันข้อสรุปจากผลการดำเนินงานได้ว่ามหาวิทยาลัยคือองค์กรที่สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกวัฒนธรรมที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือสถานประกอบการภาคเอกชน โดยรูปแบบของกระบวนการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบที่โครงการวิจัยประยุกต์ใช้ตลอดการดำเนินการทั้ง 3 ครั้งนั้นก็เป็นเครืองมือที่ทรงพลังที่สามารถบูรณาการการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมกับการศึกษาร่วมสมัยได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกสนุก ประทับใจ และรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยที่ทำให้โครงการวิจัยนี้เกิดความสำเร็จ คือ ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรมเพื่อการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของการดำเนินการ เครือข่ายความร่วมมือ และการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา                กิจกรรมเชิงศิลปะและการออกแบบถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active เหมาะสมต่อการนำมาบูรณาการเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กระบวนการทางศิลปะเปิดกว้างทางความคิดและจินตนาการ ทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงคุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน กิจกรรมประเภทนี้เหมาะสมกับผู้เรียนรู้ทุกช่วงวัย จึงมีศักยภาพสูงมากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในโอกาสอื่นๆ                ความต่อเนื่องของการดำเนินการคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยสามารถทดสอบกระบวนการและเครื่องมือเพื่อการถ่ายทอดความรู้ที่เลือกใช้นี้ รวมถึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างผู้วิจัยและผู้ถือครองภูมิปัญญาว่ามีพันธกิจและเป้าหมายเดียวกัน ความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้มีผลต่อการสร้างความร่วมมือระยะยาว                เครือข่ายความร่วมมือคือปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โครงการวิจัยได้รับความร่วมมือจากทีมอาจารย์คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมถึงได้รับความร่วมมือจากศิลปินผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ความสำเร็จดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพันธมิตรดังกล่าวนี้                ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จคือการบูรณาการกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต ทำให้กิจกรรมได้รับความร่วมมือ อำนวยการ และสนับสนุนในมิติต่างๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ผลงานวิจัยของอาจารย์ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย แต่ยังส่งผลกระทบทางบวกโดยตรงต่อนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

แนวทางการพัฒนาพื้นที่และออกแบบสถาปัตยกรรมในพื้นที่คานเรือศรีเจริญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต Read More »

โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหาร และพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กฤตพร ลาภพิมล อ.มัลลิกา จงศิริ อ.รังสิต เจียมปัญญา ดร.ปาริษา มูสิกะคามะ และ ดร.ศศิกาญจน์ ศรีโสภณ นักศึกษา นางสาวปุณยวีร์ วงศ์สระหลวง นางสาวณิรินทร์ญา ชัยนิติรัศมิ์ นางสาวศศิเมศวร์ แน่นอุดร นางสาวณัฐวดี นิลลออ นาย ชวลิต ตระหง่านกุลชัย นายชนกันต์ พลเคน นายปิยะ สาทตพันธ์ นางสาวชาคริยา ภัทรมนัสกุล และนางสาวชัญญา ลือชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปีการศึกษา 2567 ทางสํานักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร มีแผนจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จึงได้ขอความร่วมมือทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ศึกษาและออกแบบพื้นที่ในบริเวณเมืองเก่าและพื้นที่ริมแม่น้ําโขง ทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ทางด้านวิชาการและวิชาชีพจึงนํา โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริการวิชาการแบบให้เปล่าและบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชา ARC 423 หัวข้อพิเศษเพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรม (Special Topics for Architectural Design)          โครงการนี้เป็นการพัฒนาพื้นที่เมืองของจังหวัดมุกดาหารเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมือง ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาเมืองระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกับภาคเครือข่ายอื่นๆ และประชาชนในพื้นที่ในการเล่าเรื่องราววิถีชุมชนและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย(Workshop and Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนและถอดผลออกมาเป็นผังกายภาพการพัฒนาพื้นที่เมืองมุกดาหาร ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การออกแบบชุมชนเมืองและสถาปัตยกรรม (Urban Design and Architecture) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)อื่น ๆ (ระบุ) กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประสบการณ์ปัญหาความต้องและข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่เมืองร่วมกัน วิธีการดำเนินการ           ทีมอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงพื้นที่สํารวจชุมชนเมืองมุกดาหาร รวมทั้งจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย (Workshop and Focus Group) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “มองเมืองมุกดาหารสู่เมืองชาญฉลาด อยู่อาศัยดี มีอัตลักษณ์ (Mukdahan Smart Livable &Environment City)” ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังข้อมูลความคิดเห็นผ่านประสบการณ์ ปัญหาความต้องการ และข้อเสนอแนะต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการจัดทําผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง เป็นระยะเวลา 5 วัน (วันที่ 1-5กรกฎาคม 2567)          เมื่อได้ศึกษาข้อมูลทางปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทางทุติยภูมิ(Secondary Data) แล้ว ทางอาจารย์และนักศึกษาได้นําข้อมูลทั้งหมดมาสรุปวิเคราะห์และสังเคราะห์ร่วมกันด้วยกระบวนการออกแบบเมืองเพื่อให้ได้แนวคิดการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับเมืองมุกดาหารและนําไปสู่การจัดทําผังพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพโดยสะท้อนออกมาเป็นโครงการนําร่องต่างๆ ตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทํางาน           การบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่า มุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร เป็นการพัฒนาพื้นที่เมืองให้กับหน่วยงานระดับจังหวัด โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ในโครงการนี้นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทํางานตั้งแต่ต้นจนจบ คือ การวางแผนเดินทางและสํารวจพื้นที่ การเตรียมประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย การลงพื้นที่สํารวจเมืองย่านและชุมชน การสัมภาษณ์บุคคลและตัวแทนหน่วยงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อย รวมทั้งการสรุปผลวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจนได้แนวคิดและแนวทางการวางผังออกแบบพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งได้เข้าร่วมนําเสนองานต่อรองผู้ว่าราชการและตัวแทนหน่วยงานจังหวัดมุกดาหาร การบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนนี้ นักศึกษาได้ใช้องค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองมาพัฒนาในพื้นที่จริง ได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ ความต้องการของผู้คนในสถานภาพระดับต่างๆ ฝึกฝนทักษะการสื่อสารเพื่อพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้พบปัญหาอุปสรรคทั้งเชิงระบบและโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองซึ่งเป็นข้อจํากัดเชิงนโยบาย ในฐานะนักออกแบบสามารถนําทักษะองค์ความรู้ไปช่วยแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ด้วยการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เมืองมุกดาหารน่าอยู่น่าอาศัยและน่าท่องเที่ยว เมื่อเมืองมีศักยภาพทางกายภาพที่ดีแล้วย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจสังคมและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา  รูปภาพที่ 1 กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย (Workshop and Focus Group) วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 รูปภาพที่ 2 การลงสำรวจพื้นที่เมืองมุกดาหารและสรุปผลการประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการวางผังและออกแบบ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           จากผลการดําเนินงานนี้ได้เกิดผลลัพธ์การพัฒนาพื้นที่คือ โครงการนําร่องซึ่งเป็นแนวคิดและแนวทางการออกแบบวางผังพัฒนาพื้นที่ให้กับเมืองมุกดาหาร โดยโครงการนําร่องนี้เป็นโครงการที่ได้มาจากการถอดประสบการณ์ ปัญหาความต้องการจากทุกภาคส่วนร่วมกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการและกลุ่มย่อย มาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าต่อการใช้งานในมิติต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองที่ช่วยให้ภาครัฐขับเคลื่อนนําไปจัดทําแผนพัฒนาระดับจังหวัดและท้องถิ่นต่อไป          นอกจากผลลัพธ์การพัฒนาพื้นที่แล้ว ในด้านวิชาการและวิชาชีพนักศึกษายังได้ใช้องค์ความรู้และทักษะทางการออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่จริงซึ่งเป็นโจทย์การศึกษาและออกแบบ เป็นประเด็นความท้าท้ายที่ให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์และสรุปผลการออกแบบที่ไม่เน้นเพียงความสวยงามเท่านั้นแต่ต้องออกแบบเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้คนในเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการถอดบทเรียนด้วยเครื่องมือ คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และกลุ่มย่อยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ชุดประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ทั้งระดับปัจเจกบุคคล และกลุ่ม ได้แก่ ปัญหาความต้องการ ความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่างๆ ถอดออกมาเป็นบทเรียน (Explicit Knowledge) ได้แก่ แนวคิดและแนวทางออกแบบพัฒนาพื้นที่ และสรุปผลออกมาเป็นชุดความรู้ใหม่ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ โครงการนําร่องพัฒนาพื้นที่ต่างๆ เป็นการเชื่อมโยงต่อยอดชุดความรู้ของคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ รูปภาพที่ 3 แนวทางการพัฒนาจัดทำผังแนวคิดพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง ซึ่งได้มาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นและกลุ่มย่อย รูปภาพที่ 4 โครงการนำร่อง – การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก รูปภาพที่ 5 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงศูนย์การท่องเที่ยวและศูนย์ OTOP เมืองมุกดาหาร รูปภาพที่ 6 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงภูมิทัศน์และพื้นที่ริมแม่น้ำโขงเพื่อเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมและพื้นที่สาธารณะของเมือง รูปภาพที่ 7 โครงการนำร่อง – การปรับปรุงถนนคนเดินและทางเดินเท้าเพื่อเชื่อมต่อกิจกรรมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ปัจจัยสําคัญสู่ความสําเร็จในการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทําโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร เกิดจากความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ซึ่ง เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลัก ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองมุกดาหารไปสู่เมืองชาญฉลาด อยู่อาศัยดี มีอัตลักษณ์ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นของชาวเมืองซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยและเจ้าของพื้นที่ เป็น การรับฟังข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก Bottom-up ขึ้นมาซึ่งจะสะท้อนปัญหาและความต้องการของชาวเมืองมุกดาหารอย่างแท้จริงไปสู่ภาครัฐซึ่งเป็นผู้จัดทําแผนและนโยบายในระดับ Top-down ในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานให้เกิดกิจกรรมครั้งนี้ได้ประสานติดตามเพื่อผลักดันให้โครงการนํา ร่องบรรจุลงในแผนพัฒนาจังหวัดซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทํางานพัฒนาจังหวัดปี2570 ของทางฝ่ายแผนและ นโยบายจังหวัดมุกดาหารเพื่อจัดตั้งงบประมาณอันเป็นกลไกของภาครัฐในการนําแผนแปลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็น รูปธรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อ ช่วยขับเคลื่อนให้โครงการเกิดผลสําเร็จต่อไป รูปภาพที่ 8 ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนพัฒนาเมืองมุกดาหาร

โครงการบริการวิชาการและบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อจัดทำโครงการผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะเมืองเก่ามุกดาหารและพื้นที่ย่านเมืองเก่าริมฝั่งโขงจังหวัดมุกดาหาร Read More »

งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 และ KR 2.2.3 งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร. นพปฎล ธาระวานิช วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           วิชางาน TRM 225 งานมัคคุเทศก์ เป็นรายวิชาชีพบังคับตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา      การจัดการการท่องเที่ยวและการบริการมีการเรียนการสอน โดยเน้นการปฏิบัติงานในฐานะมัคคุเทศก์ซึ่งมีความต้องการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้แก่ประเทศและทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพที่ดี การสอนวิชานี้จึงต้องมีการสอนโดยการเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี โดยการให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานในฐานะมัคคุเทศก์ เริ่มตั้งแต่ด้านบุคลิกภาพและศิลปะการต้อนรับนักท่องเที่ยว มารยาทไทย วิธีการดูแลนักท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ การใช้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ การหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกต้อง และการนำไปใช้ในการบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมไปถึงการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ตั้งแต่เริ่มต้นและจบการทำงาน           ดังนั้น จึงทำการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อศึกษาถึงวิธีการที่จะทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ การฝึกปฏิบัติและการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ไปใช้ได้จริงด้วยการเรียนการสอนแบบเรียนรู้ด้วยวิธีการให้เป็นผู้สอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            งานมัคคุเทศก์เป็นการศึกษาหาความรู้จากการพัฒนาความสามารถและทักษะเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคตจึงต้องมีการศึกษาหาความรู้และเรียนรู้ประสบการณ์จากกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และฝึกปฏิบัติงานจริงโดยนำความรู้จากการค้นคว้าและจากการเรียนมาใช้ในการทำงานในฐานะมัคคุเทศก์ จึงมีศาสตร์หลายแขนงที่ต้องนำมาประกอบในการทำงานตั้งแต่การพัฒนาบุคลิกภาพ พฤติกรรมที่เหมาะสม การต้อนรับ การทักทาย ข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  โดยนำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาถ่ายทอดต่อสู่เยาวชนโดยมหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับสสส. ในการจัดทำโครงการพัฒนานักเรียนให้เป็นยุวอาสาพาเที่ยววัดรังสิต 2 ทำให้นักศึกษาได้นำวิชาความรู้และประสบการณ์มาเป็นผู้สอนให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดรังสิต  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด บทความวิจัยเรื่อง การเรียนการสอนแบบเรียนรู้ด้วยวิธีการให้เป็นผู้สอน:       กรณีศึกษาวิชา TRM 225 งานมัคคุเทศก์และ TRM 383 การนำชาวต่างชาติเที่ยวในประเทศไทย วิธีการดำเนินการ         นำนักศึกษาที่เรียนรายวิชา TRM 225 งานมัคคุเทศก์แล้วจำนวน 40 คน มาทดสอบและทบทวนความรู้ในงานมัคคุเทศก์ วางหัวข้อและแผนการอบรมนักเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนวัดรังสิต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาใช้ในการสอนนักเรียนโรงเรียน      วัดรังสิตจำนวน 40 คนได้เป็นอย่างดี โดยนักศึกษาสามารถกำหนดบทเรียน เวลาและหัวข้อที่จะสอนนักเรียนได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นจากการสอนด้านบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายใน การทักทายและศิลปะการต้อนรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การบรรยายและข้อมูลการบรรยาย ทำให้นักเรียนโรงเรียนวัดรังสิตที่เข้ารับการอบรมมีความกล้าและมีความสามารถในนำเที่ยววัดรังสิตได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ผลการดำเนินการพบว่า เชิงปริมาณ นักเรียนโรงเรียนวัดรังสิตจำนวน 40 คน (ร้อยละ 100) มีการพัฒนาที่ดีในด้านบุคลิกภาพ การต้อนรับ การใช้ข้อมูลในการบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวและมีความกล้าในการแสดงออกและสามารถนำนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศเที่ยวชมวัดรังสิตได้           เชิงคุณภาพ พบว่า นักเรียนผ่านการทดสอบและมีความสามารถในการนำเที่ยววัดรังสิตโดยใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี นักศึกษามีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดีและมีผลการเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การให้นักศึกษามาเป็นผู้สอน ทำให้นักศึกษามีการวางแผน มีการกำหนดหัวข้อและการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้นักเรียนที่เข้ารับการอบรมตามโครงการมีตัวอย่างที่ดีและสามารถนำไปใช้ในการนำเที่ยวได้จริงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่สองที่ใช้ในการสอน

งานมัคคุเทศก์เป็นมัคคุเทศก์ได้จริง Read More »

“Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR ไม่ระบุ “Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพ การรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก ผู้จัดทำโครงการ​ ทพ. ดร. กุญชร เกิดมณี วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​               การจัดการเรียนการสอนระดับชั้นคลินิก สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ให้มีคุณภาพครบทั้ง ความรู้ความสามารถในการรักษา มีจิตใจที่เมตตา และมีจริยธรรมในวิชาชีพ                 วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้เลือกวิธีการเรียนการสอนในรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” ที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย สามารถรับผิดชอบดำเนินการรักษาตามแผนที่วางไว้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ด้วยตนเอง รวมถึง การติดตามผลการรักษาให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างยั่งยืน                 ในการประเมินความพร้อมของนักศึกษา วิทยาลัยฯ ได้ใช้การวัดและประเมินผลนักศึกษาขณะรักษาผู้ป่วย โดยให้อาจารย์ผู้ดูแลบันทึกข้อมูลลงในแบบให้คะแนนที่เรียกว่า “Daily Performance” ซึ่งมุ่งประเมินทั้งในมิติของความรู้ ทักษะ และจิตพิสัย ในทุกครั้งที่นักศึกษารักษาผู้ป่วย                 ด้วยจำนวนนักศึกษาและการปฎิบัติงาน 9 คาบต่อสัปดาห์(คาบละ 3 ชั่วโมง) ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนหลายหมื่นรายการต่อภาคการศึกษา เป็นปัญหาหลักต่อการนำข้อมูลมาประเมินผลอย่างยิ่ง                 จากการดำเนินงานที่ผ่านมา วิทยาลัยฯ ได้พัฒนาระบบการบันทึกคะแนน“Daily Performance” เริ่มจากการบันทึกด้วยกระดาษมาเป็นระบบดิจิทัล ผ่าน google form เพื่อลดปัญหาการจัดเก็บเอกสาร และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งช่วยให้การประเมินผลทำได้ทันทีหลังการบันทึก ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มสามารถติดตามและตรวจสอบผลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น                 อย่างไรก็ตามระบบการบันทึกคะแนน “Daily Performance”ผ่าน google form ยังคงพบปัญหาสำคัญคือ ขาดกลไกการแจ้งเตือนหรือยืนยันว่าคะแนนได้ถูกบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูล คะแนนนักศึกษาอย่างถูกต้องแล้ว ทำให้เกิดความยากลำบากในการตรวจสอบและติดตามคะแนนที่อาจมีความผิดพลาดหรือตกหล่นได้เช่น อาจารย์ลงคะแนนแล้วไม่ขึ้นในระบบ อาจารย์กรอกข้อมูลส่วนวันที่หรือเวลาผิด หรืออาจารย์เลือกชื่อนักศึกษาผิด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพิจารณาเกรดของวิชาคลินิกที่มีความสำคัญยิ่ง                 การตรวจสอบและติดตามคะแนนด้วยวิธีการเดิมต้องใช้เวลามาก ในขณะที่นักศึกษาทันตแพทย์เองก็มีภาระการเรียนที่หนัก ทำให้มีเวลาว่างน้อยในการติดตามผลคะแนนดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดทำโครงการจึงได้พัฒนาต่อยอดเป็น “ระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฎิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก”  หรือ “ Daily Note” เพื่อลดภาระในการติดตามตรวจสอบคะแนน และเพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนได้ถูกบันทึกอย่างถูกต้อง ครบถ้วน                 ระบบแจ้งเตือนนี้จะส่งการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติไปยังนักศึกษาเมื่อมีการบันทึกคะแนนโดยอาจารย์ผู้ประเมินแล้ว ทำให้นักศึกษาสามารถสอบทานความถูกต้องของคะแนนได้ทันที และระบบยังสามารถตรวจสอบการให้คะแนนที่ผิดพลาดผิดวันผิดพลาดปฏิบัติงาน หากพบข้อผิดพลาด นักศึกษาสามารถแจ้งอาจารย์ผู้ประเมินได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทำการแก้ไขคะแนนให้ถูกต้อง กลไกดังกล่าวจะช่วยลดความเครียด และความวิตกกังวลของนักศึกษาเกี่ยวกับความถูกต้องของคะแนน ทำให้สามารถใช้เวลาไปกับการเรียนและฝึกปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการทำงานในคลินิกมากขึ้น                 นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาแล้ว ระบบนี้ยังช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์ผู้รับผิดชอบในการตรวจทานความผิดพลาดของคะแนน และลดความเสี่ยงที่คะแนนที่ผิดพลาดหรือตกหล่นส่งผลกระทบต่อผลการเรียน หรือการพิจารณาเกรดในภาพรวม ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติจะทำให้กระบวนการติดตามและแก้ไขคะแนนเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด           สรุปได้ว่า ระบบแจ้งเตือนนี้จะช่วยยกระดับกระบวนการบันทึก ติดตาม และแก้ไขคะแนนประเมินการปฎิบัติงานคลินิกของนักศึกษาทันตแพทย์ ให้มีความถูกต้อง โปร่งใส สะดวกรวดเร็ว และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีต่อทั้งตัวนักศึกษาเอง ต่อวิทยาลัยฯ รวมถึงต่อการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมต่อไปในอนาคต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ด้านระบบสาระสนเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ Google Services (Google Form, Google Sheets, Google Apps Script) เพื่อสร้างระบบการบันทึกและจัดการข้อมูลแบบดิจิทัล การออกแบบระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ (Notification System) ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลออนไลน์ การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation) เพื่อลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ความรู้ด้าน การบริหารจัดการการศึกษาทางทันตแพทยศาสตร์ หลักการ จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” การออกแบบระบบการวัดและประเมินผล ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพและเกณฑ์สภาวิชาชีพ กระบวนการติดตามและตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนในระดับคลินิก ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การ นำวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบงาน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากผู้ใช้งานระบบทั้งอาจารย์และนักศึกษา การปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องตามหลักการของ Continuous Quality Improvement (CQI) ความรู้ด้านจิตวิทยาการศึกษา การ ลดความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษาในกระบวนการประเมินผล การสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการประเมินผลการเรียนรู้ การส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความรับผิดชอบในการติดตามและพัฒนาผลการเรียนของตนเอง ความรู้ด้านการทำงานเป็นทีมและการจัดการความรู้ในองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างทีมคณาจารย์ผู้พัฒนาระบบ การทำงานแบบบูรณาการข้ามสาขาวิชาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมจากผู้พัฒนาสู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง             การนำความรู้ทั้งห้าด้านมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถพัฒนาระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฎิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ สอดคล้องกับบริบทการจัดการเรียนการสอนทันตแพทยศาสตร์ และก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      เจ้าของความรู้/สังกัด คณะกรรมการจัดการความรู้วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                    เอกสารการใช้งาน เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง Google Services (Google Form, Google Sheets, Google Apps Script) คู่มือการวัดและประเมินผลนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การใช้ AI ช่วยในการเขียนโค้ดโปรแกรมระบบแจ้งเตือน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)  เจ้าของความรู้/สังกัด           อาจารย์ทันตแพทย์ ดร กุญชร เกิดมณี รหัสบุคลากร 5890326  วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและการประยุกต์ใช้ Google Apps Script ประสบการณ์การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาระบบการบันทึกข้อมูลทางคลินิก อาจารย์ทันตแพทย์ วิธวินท์ เดโชศิลป์ รหัสบุคลากร 5990255  วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศและรับผิดชอบโดยอาจารย์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการศึกษา ประสบการณ์การใช้ Google Services การพัฒนาระบบการจัดการข้อมูล Daily Performance อื่น ๆ (ระบุ)            ประสบการณ์จากการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก ข้อมูลย้อนกลับจากอาจารย์ผู้ใช้งานระบบในการประเมินนักศึกษา            การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณาจารย์ประจำวิทยาลัยที่มีความชำนาญด้านการพัฒนาระบบสาระสนเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษา วิธีการดำเนินการ การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ การวิเคราะห์ฐานข้อมูล: ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูล Daily Performance รับผิดชอบโดยอาจารย์ทันตแพทย์ วิธวินท์ เดโชศิลป์ เพื่อศึกษารูปแบบทั้งหมดของความผิดพลาดของข้อมูลที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระบบ  การศึกษาปัญหาจากอาจารย์ผู้ประเมิน: รวบรวมข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นจากอาจารย์ในขณะทำการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษา เช่นการเลือกวันผิด การเลือกรายชื่อนักศึกษาผิด หรือการไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกบันทึกเรียบร้อยแล้วหรือไม่ การสัมภาษณ์นักศึกษา: สัมภาษณ์นักศึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับปัญหาและความยากลำบากในการตรวจสอบติดตามข้อมูลคะแนนของตนเอง รวมถึงความต้องการในการได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการบันทึกคะแนน การออกแบบระบบ การกำหนดโครงสร้างระบบ: ออกแบบระบบแจ้งเตือนที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Daily Performance เดิม โดยไม่กระทบกระบวนการทำงานปกติ การกำหนดกลไกการแจ้งเตือน: ออกแบบระบบให้สามารถส่งการแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังนักศึกษาเมื่อมีการบันทึกคะแนน โดยระบุรายละเอียดของคะแนนที่ได้รับการบันทึก การกำหนดระบบตรวจสอบข้อผิดพลาด: ออกแบบให้ระบบสามารถตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูลที่บันทึก เช่น การบันทึกคะแนนผิดวัน หรือผิดคาบปฏิบัติงาน การพัฒนาระบบ การพัฒนาโค้ด: พัฒนาโค้ดด้วย Google Apps Script เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับ Google Form และ Google Sheets การสร้างระบบเชื่อมโยง: พัฒนาระบบให้สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล Daily Performance และเมื่อได้รับการประเมินคะแนนปฏิบัติงานในคลินิกจากอาจารย์ โค้ดจะทำการส่งการแจ้งเตือนไปยังนักศึกษาผ่านทางอีเมล ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและหากต้องมีการแก้ไขรายละเอียดของคะแนน จะมีคำแนะนำส่งให้ทั้งอาจารย์ผู้ประเมิน และนักศึกษาเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง การพัฒนาระบบรายงาน: สร้างระบบรายงานสรุปที่นักศึกษาสามารถตรวจสอบคาบการปฏิบัติงานของตนเองได้แบบเรียลไทม์ การทดสอบระบบ การทดสอบเบื้องต้น: ทดสอบการทำงานของระบบในสภาพแวดล้อมควบคุมก่อนนำไปใช้จริง การทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง: ทดลองใช้ระบบกับกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จำนวนหนึ่งเพื่อประเมินประสิทธิภาพและรับฟังข้อเสนอแนะ การทดสอบสถานการณ์จำลอง: จำลองสถานการณ์ปัญหาที่พบจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเพื่อทดสอบการทำงานของระบบในการแก้ไขปัญหา การนำไปใช้จริงและการติดตามผล การติดตั้งระบบ: นำระบบแจ้งเตือนไปใช้งานจริงในกระบวนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ การให้คำแนะนำผู้ใช้งาน: ชี้แจงและให้คำแนะนำการใช้งานระบบแก่อาจารย์และนักศึกษาผ่านทาง infographic ที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย การเก็บข้อมูลและติดตามผล: ติดตามการทำงานของระบบและรวบรวมข้อมูลป้อนกลับจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลและปรับปรุง การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ: ประเมินประสิทธิภาพของระบบในการลดข้อผิดพลาดและอำนวยความสะดวกในการติดตามคะแนน การรวบรวมข้อเสนอแนะ: รับฟังข้อเสนอแนะจากนักศึกษาและอาจารย์เพื่อนำมาปรับปรุงระบบ การพัฒนาต่อยอด: วางแผนการพัฒนาระบบในระยะต่อไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและฟีเจอร์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น              การดำเนินการพัฒนาระบบแจ้งเตือนนี้เป็นการต่อยอดจากระบบบันทึกคะแนน Daily Performance เดิมที่ได้พัฒนาไว้แล้ว โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่พบจากการใช้งานจริง และตอบสนองความต้องการของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ในการติดตามและตรวจสอบคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การพัฒนาระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ได้ดำเนินการผ่านกระบวนการดังนี้ การพัฒนาระบบโค้ดและการใช้เทคโนโลยี ใช้ Google Apps Script เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลคะแนน Daily Performance อาศัยเทคโนโลยี AI ช่วยในการเขียนและปรับแก้โค้ด แม้ผู้พัฒนามีความรู้ในทางเทคนิคการเขียนโค้ดไม่มากนัก แต่ AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถพัฒนาระบบที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนากลไกการตรวจจับข้อมูลใหม่ที่เข้าสู่ระบบผ่านการเขียนสคริปต์ที่ตรวจสอบข้อมูลที่เพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูลในช่วงเวลาที่กำหนด และส่งการแจ้งเตือนไปยังอีเมลของนักศึกษาโดยอัตโนมัติ การสร้างระบบตรวจสอบความผิดพลาด: พัฒนาอัลกอริทึมตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เช่น ตรวจสอบความสอดคล้องของวันที่ประเมินกับตารางการปฏิบัติงานของนักศึกษา ตรวจสอบชื่อและรหัสนักศึกษาที่ผิด ตลอดจนการให้คะแนนซ้ำ และล่าช้า ออกแบบรูปแบบอีเมลแจ้งเตือนให้มีข้อมูลสำคัญครบถ้วน เช่น วันที่ประเมิน คาบเรียน ชื่ออาจารย์ผู้ประเมิน และข้อเสนอแนะ เพื่อให้นักศึกษาสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว การทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพ ทดสอบระบบในกลุ่มนักศึกษาทันตแพทย์กลุ่มย่อย เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการทำงานและระยะเวลาในการแจ้งเตือน ในช่วงทดสอบเบื้องต้น พบว่าการแจ้งเตือนมีความล่าช้าถึง 5-6 นาที ผู้พัฒนาจึงได้ปรับแก้โค้ดโดยเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบข้อมูลใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพของฟังก์ชันการส่งอีเมล หลังการปรับปรุง สามารถลดระยะเวลาการแจ้งเตือนลงเหลือเพียง 2-3 นาทีหลังการบันทึกคะแนน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที ทดสอบระบบในสถานการณ์ที่มีการบันทึกคะแนนพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานจริงได้โดยไม่มีปัญหา การขยายการใช้งานจริง เริ่มใช้งานระบบกับนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นคลินิกทั้งหมดในวิทยาลัยฯ ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1/2567 จัดทำคู่มือการใช้งานแบบ infographic สำหรับนักศึกษาและอาจารย์ โดยอธิบายรูปแบบและการตรวจสอบข้อมูลจากอีเมลแจ้งเตือน รวมถึงขั้นตอนการแจ้งแก้ไขหากพบข้อผิดพลาด เปิดโอกาสให้มีการซักถามและเสนอแนะย้อนกลับมาทางผู้พัฒนา เพื่อให้ระบบตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด จัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาและข้อเสนอแนะสำหรับการใช้งานระบบ เพื่อให้สามารถปรับปรุงระบบได้อย่างต่อเนื่อง อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน การใช้อีเมลเป็นช่องทางการแจ้งเตือนอาจมีความล่าช้าบ้างในบางกรณี เช่น ช่วงที่ระบบมีภาระงานสูง หรือปัญหาจากระบบ Google ของมหาวิทยาลัย แต่ระยะเวลา 2-3 นาทียังเป็นเวลาที่เหมาะสม ประสิทธิภาพของระบบอาจลดลงเมื่อฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้พัฒนาได้วางแผนการจัดการข้อมูลโดยแยกฐานข้อมูลตามชั้นปีการศึกษาเพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ การลดลงของข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนน: จากการเก็บข้อมูลพบว่าข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนนลดลงจาก 10% เหลือไม่เกิน 2% ต่อวัน หลังจากใช้ระบบแจ้งเตือน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนการแจ้งเตือนต่อวัน: เฉลี่ยประมาณ 350-380 การแจ้งเตือนต่อวันในช่วงคลินิก โดยแต่ละการแจ้งเตือนมีข้อมูลครบถ้วนตามที่ออกแบบไว้ อัตราความสำเร็จในการส่งการแจ้งเตือน: 8% ของการบันทึกคะแนนทั้งหมดได้รับการแจ้งเตือนสำเร็จ มีเพียง 0.2% ที่เกิดข้อผิดพลาดในการส่ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาของระบบ Google sheet ระยะเวลาเฉลี่ยในการแก้ไขข้อผิดพลาด: ลดลงจากเดิมที่ใช้เวลาหลายวัน เหลือเพียง 1-2 ชั่วโมงหลังจากได้รับการแจ้งเตือน เนื่องจากนักศึกษาสามารถตรวจสอบและแจ้งอาจารย์ขอแก้ไขได้ทันที ผลการดำเนินงานเชิงคุณภาพ การลดความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษา: จากการสัมภาษณ์นักศึกษาพบว่า ระบบแจ้งเตือนช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ นักศึกษาไม่ต้องกังวลว่าคะแนนจะถูกบันทึกผิดพลาดหรือตกหล่น การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการประเมิน: ทั้งนักศึกษาและอาจารย์รายงานว่า ระบบแจ้งเตือนช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการประเมิน เนื่องจากทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างทันท่วงที การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเวลาของนักศึกษา: นักศึกษาสามารถวางแผนการเรียนและการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น เนื่องจากทราบผลคะแนนอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน ความพึงพอใจของอาจารย์: อาจารย์รายงานว่าระบบช่วยลดภาระในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจว่าการประเมินของตนได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง ความรู้และบทเรียนที่ได้รับ การพัฒนาระบบที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered System): ระบบแจ้งเตือนนี้พัฒนาขึ้นจากการให้ความสำคัญกับความเครียดและความกังวลของนักศึกษาเป็นหลัก เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาระบบที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพในการพัฒนาระบบ: แม้ผู้พัฒนาจะมีความรู้ทางเทคนิคการเขียนโค้ดไม่มากนัก แต่การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนาทำให้สามารถสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพได้ แสดงให้เห็นว่า AI สามารถลดช่องว่างทางทักษะและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสามารถพัฒนานวัตกรรมได้ การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการทางการศึกษา: การพัฒนาระบบนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่แล้วของมหาวิทยาลัย (Google Services) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในบริบทการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากร ความสำคัญของการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ใช้งาน (Empathetic Design): การพัฒนาระบบโดยคำนึงถึงความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะความเครียดและความกังวลของนักศึกษา ทำให้ได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจน   การอภิปรายผล ระบบแจ้งเตือนนี้เป็นตัวอย่างของ “การสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน” (Innovation for Student Well-being) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพประสบการณ์การเรียนรู้ การลดข้อผิดพลาดในการบันทึกคะแนนและการเพิ่มความโปร่งใสมีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา เนื่องจากนักศึกษาสามารถมุ่งเน้นกับการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับความถูกต้องของการประเมิน การพัฒนาระบบนี้ยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพ การใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบแสดงให้เห็นถึงโอกาสใหม่ในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขั้นสูงเท่านั้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การพัฒนาต่อยอดในอนาคต พัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนที่หลากหลาย: ควรพิจารณาเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนผ่านแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจากอีเมล เช่น LINE Notification API เพื่อให้การแจ้งเตือนรวดเร็วและเข้าถึงนักศึกษาได้มากขึ้น แม้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ประโยชน์ที่ได้รับอาจคุ้มค่ากับการลงทุน สร้างแพลตฟอร์มติดตามคะแนนแบบเรียลไทม์: พัฒนาแพลตฟอร์มที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงเพื่อดูคะแนนและความก้าวหน้าของตนเองได้ตลอดเวลา พร้อมกับระบบวิเคราะห์และให้คำแนะนำในการปรับปรุงผลการเรียน พัฒนาระบบการวิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบ: เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของนักศึกษา และช่วยให้อาจารย์สามารถปรับกลยุทธ์การสอนให้ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ การให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Approach): การพัฒนาระบบที่เริ่มต้นจากการเข้าใจและตอบสนองต่อความเครียดและความกังวลของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบประสบความสำเร็จ เพราะตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้: การเลือกใช้ Google Services ที่มีอยู่แล้วในระบบของมหาวิทยาลัย ทำให้การพัฒนาและนำไปใช้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การนำ AI มาเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ: การใช้ AI ช่วยในการพัฒนาระบบแม้ผู้พัฒนามีความรู้ทางเทคนิคไม่มากนัก ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: การทดสอบกับกลุ่มนักศึกษาจริงและการรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม: การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ในการใช้และพัฒนาระบบ ทำให้เกิดการยอมรับและการใช้งานอย่างแพร่หลาย การขยายผลและการถ่ายทอดความรู้ พัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับสถาบันการศึกษาอื่น: จัดทำเอกสารและคู่มือที่ครอบคลุมเพื่อให้สถาบันการศึกษาอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ แบ่งปันประสบการณ์ในเวทีวิชาการ: นำเสนอผลงานและประสบการณ์ในการพัฒนาระบบในการประชุมวิชาการด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ พัฒนาเป็นชุดความรู้แบบบูรณาการ: รวบรวมความรู้และประสบการณ์จากการพัฒนาระบบเป็นชุดความรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยี การศึกษาทางคลินิก และการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียน การสร้างความยั่งยืน พัฒนาทีมงานเพื่อดูแลและพัฒนาระบบต่อเนื่อง: ฝึกอบรมและพัฒนาทีมงานเพื่อดูแลและพัฒนาระบบในระยะยาว เพื่อไม่ให้ระบบพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินไป สร้างกลไกรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: พัฒนากลไกในการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบได้รับการปรับปรุงให้ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป บูรณาการเข้ากับระบบประกันคุณภาพการศึกษา: ผสานระบบแจ้งเตือนเข้ากับกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาของวิทยาลัย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน           โดยสรุป ระบบแจ้งเตือนการประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิกที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนานวัตกรรมที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Innovation) ที่มุ่งเน้นการลดความเครียดและความกังวลของนักศึกษา ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการประเมินผล การผสานระหว่างความเข้าใจในบริบทการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม และการอาศัย AI เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนา ทำให้สามารถสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อการจัดการเรียนการสอน การขยายผลและการพัฒนาต่อยอดจะช่วยให้ระบบนี้สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ต่อไป

“Daily Note” ระบบแจ้งเตือนผลการวัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วย ของนักศึกษาทันตแพทย์ระดับคลินิก Read More »

Graduate Information Service System (GISS)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 Graduate Information Service System (GISS) ผู้จัดทำโครงการ​ ศ.ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน ผศ.ดร.พิชิต บุญครอง คุณศศิรดา พวงผกา คุณอธิษฐาน เกียรติไพศาล คุณอรรคพล ทิวรรณแก้ว บัณฑิตวิทยาลัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ในปีการศึกษา 2565 คณะกรรมการบริหารงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย ได้มีการประชุมร่วมกันในการทบทวนโครงสร้างการบริหารงาน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 โดยมีผลของการทบทวนคือ การเพิ่มความเป็น Smart Organization ในการเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารงานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาโดยมีการกระจายการบริหารงาน ภายในบัณฑิตวิทยาลัยเป็น 4 กลุ่มงานที่มีความแตกต่างกันในภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มงานมาตรฐานวิชาการและเลขานุการ กลุ่มงานบริการการศึกษา กลุ่มงานแนะแนวและบริการวิชาการ และกลุ่มงาน Graduate Information Service System (GISS) วัตถุประสงค์ของการจัดโครงสร้างดังกล่าวข้างต้น          เพื่อให้ลักษณะของการทำงานมีความชัดเจนในลักษณะของ 4C ภายในบัณฑิตวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอกที่สอดคล้องกับค่านิยมของมหาวิทยาลัยรังสิตในยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย นั่นคือ Creativity/ Collaboration/  Connectivity/  Compassion จากที่กล่าวข้างต้น และความสำคัญของข้อมูลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลของอาจารย์และนักศึกษาที่มีจำนวนมากและเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บัณฑิตวิทยาลัยจึงมีแผนงานในการนำระบบสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานดังกล่าว โดยมีกลุ่มงาน GISS เป็นหน่วยงานภายในบัณฑิตวิทยาลัยที่มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกสำหรับการดำเนินงานด้วยระบบสารสนเทศระหว่างหลักสูตรและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบัณฑิตวิทยาลัย ระบบสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนามาเป็นเครื่องมือมีชื่อเรียกว่า “ระบบ Graduate Information Service System (GISS)” ซึ่งระบบนี้จะเป็นเครื่องมือในการลดกระบวนการทำงานหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความสะดวกและรวดเร็ว        ในปีการศึกษา 2567 กลุ่มงาน GISS ได้ถูกมอบหมายจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยให้พัฒนาระบบ GISS ให้เป็นระบบที่สามารถช่วยให้องค์กรสามารถมุ่งไปสู่องค์การที่สามารลดการใช้กระดาษหรือไร้กระดาษ Paper less ในการทำงาน ดังนั้นกลุ่มงาน GISS จึงได้มีการปรับปรุงระบบ GISS เดิม ให้มีระบบการทำงานที่รองรับกับการทำงานของบุคคลากรภายในบัณฑิตวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถลดการใช้กระดาษให้ได้อย่างน้อย 90% ระบบ GISS ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบย่อย ได้แก่        1) ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน        2) ส่วนงานพิจารณาทุนระดับบัณฑิตศึกษา        3) ส่วนงานตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์        4) ส่วนของฐานข้อมูลอาจารย์ทั้งอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา        5) ส่วนของงานเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ        6) ส่วนงานระบบสารบรรณภายในบัณฑิตวิทยาลัย        7) ส่วนของกลุ่มงานมาตรฐานวิชาการ        8) ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้าง        9) ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย และ        10) ส่วนของฐานข้อมูลของนักศึกษาของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่ 10 องค์ประกอบดังกล่าวมีการทำงานที่เชื่อมโยงในระบบที่นำไปสู่ระบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่มีการเปิดระบบให้หลักสูตร นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบัณฑิตวิทยาลัยสามารถเข้าถึงได้ตามขอบเขตของการเข้าถึง ซึ่งจะก่อให้เกิดการทำงานที่ลดการเดินทาง ลดเวลาและลดการใช้กระดาษ เช่น การรับส่งเอกสารและการสรุปความคิดเห็นระหว่างบัณฑิตวิทยาลัยและหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เป็นต้น อีกทั้งระบบยังได้รองรับการปรับเปลี่ยนผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้การดำเนินงานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการติดตาม การตรวจสอบ การค้นหาข้อมูลและการกำกับการบริหารหลักสูตร แผนงานที่วางไว้สำหรับการพัฒนาระบบ GISS มีความสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลาของการใช้แต่ละงานในระบบ นั่นคือ – ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน ได้รับการพัฒนาและใช้งานตั้งแต่ปลายปีการศึกษา 2562 เพื่อรองรับการรับสมัครนักศึกษา online ในช่วงเวลาของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการของการรับสมัครที่เป็นไปตามบริบทของการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และทำให้เกิดความสะดวก(ลดการเดินทางและลดการใช้กระดาษ) และลดระยะเวลาในการพิจารณาการรับเข้าศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2567 ได้ปรับปรุงระบบให้สามารถเชื่อมต่อกันระหว่างระบบรับสมัครของมหาวิทยาลัยและระบบ GISS เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พัฒนาเพิ่มในส่วนของการแจ้งผลการรับสมัครและการตอบรับเข้าศึกษาต่อทางอีเมลแบบอัตโนมัติให้ผู้สมัครทราบ – ส่วนงานพิจารณาทุนระดับบัณฑิตศึกษา ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับส่วนงานทุนระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งโดยปกติทางหลักสูตรจะต้องแจ้งขอปลดล็อคทุนต่อบัณฑิตฯ ด้วยการยื่นแบบฟอร์มพร้อมเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับส่วนลดหรือทุนนนั้น ๆ ซึ่งจะต้องจัดทำเป็น Hardcopy และรอคณบดีบัณฑิตอนุมัติจึงจะปลดล็อคในระบบทุนฯ ของ Softsquare และนักศึกษาจึงจะสามารถไปลงทะเบียนได้ แต่ด้วยระบบพิจารณาทุนฯ ที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้การทำงานง่ายมากขึ้นไม่ต้องจัดเตรียมเอกสารใด ๆ ที่เป็น Hardcopy สามารถดำเนินการขออนุมัติปลดล็อคจากระบบทุนฯ ได้เลย และทางเจ้าหน้าที่ของบัณฑิตฯ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องจากในระบบพิจารณาทุนฯ และดำเนินการปลดล็อคในระบบทุนฯ ของ Softsquare ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้มีการวางแผนการใช้งานระบบทุนฯ ในเทอม S/2568 เป็นต้นไป – ส่วนงานตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์ อยู่ระหว่างพัฒนาระบบตรวจฯ โดยวางแผนพัฒนาระบบ 2 เฟส เฟสที่ 1 มีเป้าหมายเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัยที่รับผิดชอบงานส่วนนี้ให้สามารถปฏิบัติงานได้เร็วขึ้น สาเหตุที่ในเฟสแรกมีเป้าหมายช่วยเจ้าหน้าที่ฯ ก่อนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานจะมีเพียง 2 คนทำให้ช่วงเวลาที่มีวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ส่งเข้ามาตรวจสอบพร้อมกันจำนวนมาก จะทำได้ค่อนข้างช้าจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบขึ้นมาเพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการพัฒนาระบบเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยจะเริ่มใช้งานระบบฯ ภายในเดือนเมษายน 2567 ส่วนเฟสที่ 2 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบตรวจฯ ให้มุ่งเป้าช่วยนักศึกษาเป็นหลัก กล่าวคือจากเป็นระบบที่ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจรูปแบบการจัดพิมพ์ ถูกพัฒนาให้เป็นระบบที่สามารถช่วยจัดรูปแบบการจัดพิมพ์วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ให้นักศึกษาแทน ซึ่งการพัฒนาระบบฯในลักษณะนี้จะทำให้นักศึกษาสะดวกและสามารถทำให้นักศึกษาแจ้งจบได้เร็วขึ้นอีกด้วย – ส่วนของฐานข้อมูลของอาจารย์ทั้งในส่วนของอาจารย์ประจำและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้รับการพัฒนา ทดสอบการใช้งานและเริ่มใช้งานตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 แต่ทั้งนี้ในการทำงานของระบบเดิมได้พบกับปัญหาที่ไม่สามารถเข้าไปใช้งานในระบบเดิมได้ จึงได้มีการพัฒนาระบบขึ้นอีกครั้งและคาดว่าจะใช้งานได้ภายใน S/2568 – ส่วนของงานเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษเป็นการพัฒนาระบบเพื่อใช้สำหรับการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาโดยทางหลักสูตรส่งผลภาษาอังกฤษเข้าในระบบ ซึ่งผลการเทียบเกณฑ์ฯ จะถูกพิจารณาโดย RELI เมื่อ RELIรับรองผลการเทียบเกณฑ์ฯ เรียบร้อยแล้วระบบฯ จะส่งผลการเทียบเกณฑ์ฯ ไปยังเจ้าหน้าที่หลักสูตรด้วยอีเมลซึ่งในการพัฒนาระบบนี้ ทางส่วนกลางของมหาวิทยาลัย สามารถดึงข้อมูลไปใช้งานได้ด้วยซึ่งระบบงานส่วนนี้ได้เปิดให้ใช้งานเรียบร้อยแล้ว – ส่วนงานระบบสารบรรณภายในบัณฑิตวิทยาลัยด้วยบัณฑิตวิทยาลัยเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่ช่วยหลักสูตรตรวจสอบเอกสารทุกอย่างให้เป็นไปตามเกณฑ์หรือข้อบังคับตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา ฯ และ สำนักงานมาตรฐานวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิตกำหนด ทำให้มีเอกสารจำนวนมากที่นำมาใช้งานเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด ทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีเป้าหมายในการลดการใช้กระดาษให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการปฏิบัติงานทุกอย่างที่สามารถทำได้ให้ปรับเป็นการทำงานในระบบสารบรรณที่พัฒนาขึ้นระบบงานส่วนนี้วางแผนเริ่มใช้งานใน S/2568 – ส่วนของกลุ่มงานมาตรฐานวิชาการ ด้วยกลุ่มงานนี้มีหลายส่วนงานที่เป็นแกนหลักของข้อมูลต่าง ๆทั้งของอาจารย์และนักศึกษา จึงเป็นส่วนงานที่มีการใช้กระดาษเยอะมากที่สุด ระบบงานของกลุ่มงานส่วนนี้จึงพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นแกนหลักสำหรับข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่วนงานอื่นสามารถดึงข้อมูลไปใช้งานได้ และเป็นการปรับการปฏิบัติงานให้อยู่ในระบบออไลน์มากขึ้น  สามารถปฏิบัติงานที่ไหนก็ได้ และสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยวางแผนให้พัฒนาระบบงานแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2567 และจะเริ่มใช้งานใน S/2568 – ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้างเดิมบัณฑิตวิทยาลัยเป็นผู้จัดทำแบบสอบถามและส่งให้หลักสูตรประสานกับต้นสังกัดของนักศึกษา และรวบรวมข้อมูลส่งกลับบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อประมวลผลและใช้สำหรับ QA ของแต่ละหลักสูตร แต่สำหรับปีการศึกษา 2567 ได้มีการพัฒนาระบบให้ง่ายต่อการส่งแบบสอบถามและประมวลผลมากขึ้น ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับทางหลักสูตรยิ่งขึ้น – ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัยสำหรับงานส่วนนี้เป็นการบริหารจัดการภายในบัณฑิตวิทยาลัยสำหรับการขอนุมัติลาหยุดชดเชยกรณีที่มีการเข้ามาปฏิบัติงานส่วนรวมของหน่วยงานและการขอออกก่อนเวลา เพื่อช่วยลดปัญหาการติดตามแบบฟอร์มขอลาหยุดชดเชยหรือบันทึกข้อความเพื่อขออนุมัติออกก่อนเวลา ซึ่งระบบงานส่วนนี้จะช่วยให้สามารถขออนุมัติได้เร็วขึ้นและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปส่งหัวหน้างานและสำนักบุคคลได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยระบบงานส่วนนี้ได้เปิดการใช้ในเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และจะใช้อย่างเป็นทางการในเทอม S/2568 – ส่วนของฐานข้อมูลของนักศึกษาของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษามีเป้าหมายเพื่อแสดงความก้าวหน้าของนักศึกษา ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาทราบ timeline ของตนเองว่าอยู่ตรงกระบวนการจุดไหน ยังมีกระบวนการไหนที่ยังตกหล่น ทำให้ทราบว่าขั้นต่อไปตนเองจะต้องทำอะไร ทำให้นักศึกษาสามารถวางแผนในการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาไปถึงเป้าหมายที่ตนเองวางไว้ได้ดีมากขึ้น คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ใน S/2568 ด้วยความที่การพัฒนาระบบ GISS ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในปีการศึกษา 2567 นี้ จึงมีการใช้ระบบ GISS ในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในส่วนของงานการพิจารณาการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          ความรู้ที่เป็นประเด็นหลักในการพัฒนาระบบ GISS เพื่อเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเป็นเครื่องมือในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้แก่การรับสมัครและคัดเลือกนักศึกษา การขึ้นทะเบียนอาจารย์ของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา การบริหารงานในการทำวิจัย ของนักศึกษา และการบริหารจัดการงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) :  เจ้าของความรู้/สังกัด บุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย วิธีการดำเนินการ 1. กลุ่มงาน GISS ปรึกษาแนวทางและเก็บรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติงานของทุกฝ่ายเช่น Flow ขั้นตอนการทำงาน,เกณฑ์ข้อบังคับ, แบบฟอร์มต่างๆ ที่ใช้ภายในบัณฑิตวิทยาลัย เป็นต้น2. ออกแบบการทำงานของแต่ละระบบงานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานระดับต่างๆซึ่งสามารถแบ่งผู้ใช้งานระบบ GISS ออกเป็น2.1 ผู้ใช้งานฝ่ายหลักสูตร ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่หลักสูตร, ผู้อำนวยการหลักสูตร และคณบดี2.2 ผู้ใช้งานฝ่ายบัณฑิตวิทยาลัย ประกอบได้ด้วยเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัย,หัวหน้างานแต่ละฝ่ายของบัณฑิตวิทยาลัย และผู้บริหารบัณฑิตวิทยาลัย2.3 ผู้ใช้งานของหน่วยงานอื่นๆ เช่น RELI2.4 รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ3. ดำเนินการออกแบบและพัฒนาระบบ GISS โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมจากทุกฝ่ายงานรวมถึงประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลได้ถูกต้องและสอดคล้องกับกระบวนการทำงานมากที่สุด4. วางแผนการถ่ายทอดความรู้การใช้งานระบบ GISS แก่หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีระบบ Graduate Information Service System (GISS) เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาเป็นระบบ Graduate Information ServiceSystem ที่สามารถนำมาใช้งานบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและบริหารการดำเนินงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย มีส่วนงานที่เสร็จและสามารถใช้งานได้คือ 1)ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน 2)ส่วนงานการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ 3) ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย 4)ส่วนงานประเมินความพึงพอใจของนายจ้าง ดังแสดงผังการทำงานของ 4 ส่วนงานนี้ในรูปที่ 2-5 รูปที่ 1 ภาพรวมระบบ Graduate Information Service System (GISS) รูปที่ 2 Flowchart ส่วนของงานพิจารณาเพื่อการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของผู้สมัครเรียน รูปที่ 3 Flowchart ส่วนงานการเทียบเกณฑ์ภาษาอังกฤษ รูปที่ 4 ส่วนงานบุคคลภายในบัณฑิตวิทยาลัย รูปที่ 5 ส่วนงานแบบสอบถามความพึงพอใจของนายจ้าง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK         สืบเนื่องจากการนำประสบการณ์การทำงานในการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและการบริหารงานภายในบัณฑิตวิทยาลัย มาเชื่อมโยงกับความร่วมมือของผู้บริหารทั้งในบัณฑิตวิทยาลัย หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้เกิดระบบฐานความรู้เพื่อการบริหารจัดการในรูปแบบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชื่อ GraduateInformation Service System หรือ GISS ที่ต้องอาศัยข้อมูลและประสบการณ์การทำงานรวมถึงความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานการศึกษาและการบริหารจัดการ งานทั้งหมดที่นำมากล่าวถึง คือ         ในการพัฒนาระบบ GISS ขึ้นมาเพื่อใช้บริหารงานระดับบัณฑิตศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในหลายส่วนงาน ร่วมกันให้ข้อมูล แชร์ประสบการณ์ที่พบเจอปัญหา การแก้ไขปัญหา รวมถึงการให้รายละเอียดของกระบวนการทำงานที่ชัดเจน จึงจะทำให้ระบบ GISS สามารถพัฒนาได้สำเร็จ ซึ่งใน Phase นี้เป็นการพัฒนาระบบขึ้นมาบนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลที่ทุกส่วนงานให้ข้อมูลเพื่อให้ระบบ GISS สามารถตอบสนองการทำงานได้ในระบบที่ทุกส่วนงานพึงพอใจตามเป้าหมายของการพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดการใช้กระดาษ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          เพื่อให้ระบบ GISS มีควาสมบูรณ์และสามารถใช้งานตอบสนองการทำงานได้มากยิ่งขึ้น ใน Phase ต่อไปจะได้นำปัญหาที่พบระหว่างการใช้งานระบบ GISS ใน Phase 1 มาพัฒนา เพื่อให้การใช้งานราบรื่นมายิ่งขึ้นในลักษณะของการทำ PDCA

Graduate Information Service System (GISS) Read More »

คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.2.1/1, KR 3.3.1/1, KR 3.4.1/1 และ KR 5.3.1/1 คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being) ผู้จัดทำโครงการ​ นายรชานนท์ สากล นายกวี ภัทรยุคลธร นางสาวอุมา คุ้มวงศ์ และนางสาวภัทราพร จันทรังษี สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ หลักการและเหตุผล / ความสำคัญ / ประเด็นปัญหา1.1 หลักการพื้นฐานของการให้บริการสุขภาพทางเพศดิจิทัล วัยรุ่นเป็นช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQAI+) มักเผชิญกับความท้าทายด้านอัตลักษณ์และการยอมรับในสังคม ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศ ความกังวลเรื่องการตีตราและความไม่สะดวกในการเข้ารับคำปรึกษาทางการแพทย์ อาจทำให้วัยรุ่นหลายคนไม่ได้รับการดูแลสุขภาพทางเพศที่เหมาะสมจากข้อมูลการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น จังหวัดปทุมธานี พบว่าอัตราการติดเชื้อ เช่น เอชไอวี หนองใน และซิฟิลิส ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ ทั้งจากมุมมองของผู้ใช้บริการและระบบบริการเอง  ดังนั้น แนวทางการให้บริการสุขภาพทางเพศที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอยู่บนหลักการสำคัญดังนี้: 1.1.1 การเข้าถึงที่สะดวกและปลอดภัย – บริการสุขภาพต้องเปิดกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว1.1.2 การใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง – นำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อให้บริการที่สะดวกและลดอุปสรรคในการเข้าถึง1.1.3 แนวทางที่เป็นมิตรและปราศจากการตีตรา – ออกแบบพื้นที่และระบบบริการให้เอื้อต่อวัยรุ่นทุกเพศสภาพ1.1.4 การดูแลแบบองค์รวมโดยทีมสหวิชาชีพ – ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักจิตวิทยาที่มีความเข้าใจในประเด็นด้านเพศภาวะ 1.2 การประยุกต์ใช้แนวคิดทางทฤษฎีเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในวัยรุ่นไม่สามารถมุ่งเน้นเฉพาะด้านการรักษาเพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยใช้ "Health Promotion Model" ของ Pender เป็นแนวทางหลัก ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การรับรู้ผลประโยชน์ของพฤติกรรมสุขภาพ – สร้างความเข้าใจว่า การดูแลสุขภาพทางเพศตั้งแต่เนิ่น ๆช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือปัญหาจากการใช้ฮอร์โมนโดยไม่มีคำแนะนำที่ถูกต้อง  การลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ – ใช้เทคโนโลยีช่วยให้การรับคำปรึกษาง่ายขึ้นลดความรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพบแพทย์โดยตรง อิทธิพลของปัจจัยทางสังคม – สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้วัยรุ่นกล้ารับบริการสุขภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตีตรา การพัฒนาทัศนคติในระดับบุคคล – กระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของสุขภาพทางเพศไม่ใช่แค่เมื่อมีอาการป่วย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม 1.3 โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้“RSU New Gen x Pride Clinic” ถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบของการให้บริการสุขภาพทางเพศ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยใช้ โมเดลการจัดการความรู้ (Knowledge Management Model) ที่มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล – ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นเพื่อพัฒนานโยบายการให้บริการที่เหมาะสม การพัฒนาองค์ความรู้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย – สร้างเนื้อหาการให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยรุ่นและใช้สื่อดิจิทัลให้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูล การนำองค์ความรู้ไปใช้ในบริการจริง – พัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้วัยรุ่นสามารถจองคิว นัดหมายแพทย์ ขอคำปรึกษาออนไลน์และเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศได้สะดวก การประเมินผลและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง – ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้บริการมาพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQAI+ 1.4 เทคโนโลยีกับการลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการสุขภาพทางเพศคือ ความรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวการถูกตีตรา และความยุ่งยากของกระบวนการรับบริการ ดังนั้น คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลจึงใช้ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมต่อบริการสุขภาพกับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแนวทางดังนี้ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล – พัฒนา ไลน์บัญชีทางการ (LINE Official Account) เพื่อช่วยให้วัยรุ่นสามารถนัดหมาย ปรึกษาแพทย์ และขอรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ทันที บริการทางไกลและTelemedicine – เพิ่มทางเลือกให้สามารถเข้ารับคำปรึกษาผ่านวิดีโอคอลหรือ แชทโดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การให้บริการแบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน – ลดปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกอึดอัดในการเข้ารับบริการ เช่น การลงทะเบียนแบบไม่ระบุชื่อหรือการใช้ระบบจองคิวอัตโนมัติ  การใช้ AI หรือ Chatbot – นำปัญญาประดิษฐ์หรือระบบตอบข้อความอัตโนมัติเข้ามาช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง สรุป โมเดล “คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: การจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้” ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQAI+ เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของระบบสุขภาพที่เน้น “การจัดการความรู้ (Knowledge Management) “ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพบริการในระยะยาว  ช่วยให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการทางสุขภาพทางเพศได้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตร  ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ  นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาและวัยรุ่นยุคใหม่  ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดอัตราการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในระยะยาว การจัดการองค์ความรู้ในคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำให้สุขภาพทางเพศกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ สะดวก และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของวัยรุ่นทุกคน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)– ข้อมูลจากสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต– ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เขต 4 และ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดปทุมธานี– ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก– การประยุกต์ทฤษฎีทางการพยาบาล– ทิศทางกลยุทธ์และนโยบาย โดย สภาการพยาบาล ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัดประสบการณ์ตรงและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในคลินิกฯและผู้รับบริการโดยตรงจากการปฏิบัติงานทางคลินิกและการให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพทางเพศในกลุ่มนักศึกษาทั่วไปและนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางเพศ ช่วงวัยรุ่น– นายรชานนท์ สากล (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้จัดตั้งโครงการฯ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นายกวี ภัทรยุคลธร (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นางสาวอุมา คุ้มวงศ์ (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ– นางสาวภัทราพร จันทรังษี (พยาบาลวิชาชีพ) ผู้ปฏิบัติการ / สำนักงานสวัสดิการสุขภาพอื่น ๆ นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์, นายแพทย์วิชาญ เกิดวิชัย, นางปราณี บุญญา, และทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ          การดำเนินโครงการ RSU New Gen x Pride Clinic เป็นการพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพทางเพศ ที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย โดยใช้ แนวคิดการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นแนวทางหลัก เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง การดำเนินงาน มี 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวางแผน การพัฒนาโครงสร้างและระบบบริการ การดำเนินกิจกรรมและให้บริการ การติดตามผล และการส่งเสริมความร่วมมือ โดยแต่ละขั้นตอนถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและพัฒนาไปสู่ระบบบริการที่ยั่งยืน1. การวางแผนและเตรียมการการพัฒนาและดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด1.1 การจัดตั้งทีมงานและการบริหารจัดการโครงการ จัดตั้งทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักจิตวิทยา และผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ เพื่อร่วมกันออกแบบและพัฒนาระบบ วางโครงสร้างและกระบวนการทำงานของคลินิกให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นและนักศึกษา จัดประชุมระหว่างทีมงานเพื่อกำหนดแนวทางให้บริการอย่างเป็นมิตรและไม่เลือกปฏิบัติ1.2 การพัฒนาองค์ความรู้และเตรียมบุคลากร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวทางการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ พัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของกลุ่ม LGBTQAI+ ออกแบบหลักสูตรอบรมสำหรับนักศึกษาแกนนำที่สนใจเป็นผู้ให้ความรู้ในระดับเพื่อนช่วยเพื่อน1.3 การจัดทำแผนและขออนุมัติโครงการ จัดทำแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย วัตถุประสงค์ งบประมาณ และตารางเวลาดำเนินงาน ประสานงานกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติโครงการ 2. การพัฒนาโครงสร้างและระบบบริการ เพื่อให้บริการของคลินิกสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก ระบบดิจิทัลจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก2.1 การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล พัฒนา ไลน์บัญชีทางการ หรือ LINE Official Account เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงบริการ ออกแบบระบบจองคิวออนไลน์และปรับปรุงช่องทางการติดต่อให้มีความเป็นส่วนตัว พัฒนาบริการ เทเลเมดดิซีน (Telemedicine) ผ่านวิดีโอคอล เพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้น2.2 การจัดหาอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ จัดเตรียมชุดตรวจ HIV Self-Test Kit, ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก, ถุงยางอนามัย และสารหล่อลื่น จัดหาวัสดุและอุปกรณ์สนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา2.3 การสร้างระบบการให้บริการแบบบูรณาการ ประสานงานระหว่างทีมบุคลากรสหวิชาชีพเพื่อให้บริการที่ครอบคลุม จัดให้มีพื้นที่ให้บริการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย 3. การดำเนินกิจกรรมและให้บริการคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลให้บริการในหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย3.1 การให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษาออนไลน์ผ่าน LINE Chat และ Video Call บริการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เบื้องต้น บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับเพศภาวะ3.2 การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค ให้บริการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัย นัดหมายและส่งต่อผู้ป่วยไปยังคลินิกเฉพาะทางหากจำเป็น3.3 การแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ แจกจ่ายถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นในจุดให้บริการที่เข้าถึงง่าย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการ3.4 การอบรมและสร้างแกนนำนักศึกษา จัดการอบรมให้แกนนำนักศึกษาเพื่อเป็นตัวแทนในการให้ความรู้เรื่องสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Learning)3.5 การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการเผยแพร่ความรู้ จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพทางเพศในหมู่นักศึกษา 4. การติดตามและประเมินผล การดำเนินโครงการจะต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ4.1 การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้บริการ ระดับความพึงพอใจ และผลการรักษา วิเคราะห์แนวโน้มการติดเชื้อและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย4.2 การติดตามผลการรักษาและให้คำปรึกษาต่อเนื่อง ติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ให้คำแนะนำต่อเนื่องเกี่ยวกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพทางเพศ4.3 การนำผลการประเมินมาปรับปรุงระบบ ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้บริการมาพัฒนาและปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ปรับปรุงแนวทางการให้บริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5. การเสริมสร้างพลังอำนาจและเครือข่ายความร่วมมือ การดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จจำเป็น ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ5.1 การสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษา สนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรมหรือกลุ่มนักศึกษาที่สนใจประเด็นสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมบทบาทของนักศึกษาในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและเผยแพร่ความรู้5.2 การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกับคณะและภาควิชาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่นเพื่อขยายบริการ5.3 การพัฒนาเครือข่ายสนับสนุนระดับประเทศและนานาชาติ ขยายความร่วมมือไปยังองค์กรด้านสุขภาพทางเพศและสิทธิมนุษยชน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีจากหน่วยงานต่างประเทศ         สรุปแนวทางการดำเนินงานของ “คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล” มุ่งเน้น การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงได้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นศูนย์กลาง พร้อมบูรณาการหลักการพยาบาลและสุขภาพสาธารณะเพื่อให้บริการที่ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไปในอนาคต การสร้างเสริมพลังอำนาจ การมีส่วนร่วมของนักศึกษาและภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน2.1 การดำเนินการทดสอบต้นแบบของ RSU New Gen x Pride Clinic การพัฒนา RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะต้นเน้นการทดสอบการให้บริการในรูปแบบ แอปพลิเคชันบัญชีไลน์ทางการ (LINE Official Account) เพื่อวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของระบบ และ ความพร้อมของบุคลากร ในการให้บริการสุขภาพทางเพศแบบดิจิทัล โดยใช้กระบวนการทดสอบ Prototype Testing ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานจริง กระบวนการทดสอบต้นแบบนี้ใช้แนวทาง การพัฒนาวนรอบ (Iterative Development Approach) ซึ่งเน้น การทดลองใช้งาน (Trial Use) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) และการปรับปรุงระบบ ตามข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ (User Feedback-Based Improvement) เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.2 ตารางสรุปการทดสอบต้นแบบ: ประเด็นสำคัญและแนวทางแก้ไข2.2.1 ปัจจัยเชิงเทคนิคและการบริหารจัดการ หัวข้อ รายละเอียด ผลกระทบ / อุปสรรค แนวทางแก้ไข การจัดการข้อมูลและความปลอดภัย ระบบเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการยังไม่มีมาตรการความปลอดภัยเพียงพอ เสี่ยงต่อข้อมูลรั่วไหลและการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Data Security Enhancement) โดยกำหนดระดับสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) ระบบนัดหมายและการบริหารบุคลากร มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด เกิดความล่าช้าในการให้บริการ และอาจมีบางกรณีที่ไม่ได้รับการดูแลทันที พัฒนาระบบ Online & Onsite Booking และเพิ่มเจ้าหน้าที่สนับสนุน การตอบคำถามนอกเวลาทำการ นักศึกษาส่วนใหญ่สอบถามข้อมูลนอกเวลางาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ข้อมูลสำคัญ ใช้ Chatbot ตอบคำถามเบื้องต้น และแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ในกรณีฉุกเฉิน การบริหารจัดการเคส (Case Management) ยังไม่มีระบบติดตามเคสที่เป็นระบบ เกิดปัญหาการตกหล่นของเคส หรือใช้เวลารอนานเกินไป พัฒนา Real-time Case Management System สำหรับติดตามและส่งต่อผู้ป่วย จำนวนแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ มีแพทย์เฉพาะทางเพียงบางวัน และไม่มีแพทย์โรคติดเชื้อประจำ ผู้ป่วยอาจไม่ได้รับการรักษาทันเวลา ขยายเครือข่ายความร่วมมือ กับโรงพยาบาลและหน่วยงานภายนอก นักจิตวิทยาไม่เพียงพอ นักจิตวิทยามีเคสหนาแน่น การให้บริการด้านสุขภาพจิตล่าช้า ใช้แนวทาง Peer Counseling โดยฝึกอบรมพยาบาลให้สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้น ภาระงานพยาบาลเพิ่ม พยาบาลต้องดูแลหลายส่วน ทำให้การให้บริการล่าช้า ผู้ใช้บริการอาจได้รับคำแนะนำล่าช้า ปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและพัฒนา Task Delegation System 2.2.2 ปัจจัยด้านเทคโนโลยี หัวข้อ รายละเอียด ผลกระทบ / อุปสรรค แนวทางแก้ไข ความล่าช้าในการพัฒนาระบบ ทีมพัฒนาเป็นนักศึกษา IT ที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ ระบบอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ร่วมมือกับพยาบาลสารสนเทศและผู้เชี่ยวชาญ IT ข้อจำกัดในการให้ยา ยาบางชนิด เช่น ยาต้านฉุกเฉิน ยังไม่สามารถให้บริการได้ ผู้ใช้บริการต้องไปขอรับบริการที่อื่น ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อขยายการให้บริการ ปัญหาการประชาสัมพันธ์ นักศึกษาบางรายยังไม่ทราบว่าคลินิกมีบริการด้านสุขภาพทางเพศ ทำให้มีผู้เสียโอกาสเข้ารับบริการ ใช้ช่องทาง TikTok, Instagram, LINE OA และกิจกรรมรณรงค์ 2.3 บทเรียนจากการทดสอบต้นแบบและแนวทางพัฒนาจากการทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะแรก พบข้อดีและอุปสรรคที่สามารถ นำมาพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวทางการปรับปรุงในอนาคต ได้แก่2.3.1 ปรับปรุงระบบและโครงสร้างการให้บริการ เพิ่มบุคลากรสนับสนุน – ลดภาระงานของแพทย์ พยาบาล และนักจิตวิทยา โดยใช้ Chatbot และระบบอัตโนมัติ พัฒนาระบบบริหารจัดการเคส – ใช้ระบบติดตามผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ เพื่อลดระยะเวลารอ ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก – เพื่อรองรับบริการด้านสุขภาพทางเพศที่ครอบคลุมมากขึ้น ปรับปรุงแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี ปรับปรุงระบบแจ้งเตือนในไลน์ – ใช้ API ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม เพิ่มระบบ Chatbot AI – ตอบคำถามเบื้องต้นเพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ เพิ่มระบบริชเมนูใน LINE OA – เพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์หลัก เช่น TikTok, Instagram และ กิจกรรมให้ความรู้ ขยายบริการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น LGBTQAI+ และนักศึกษาที่ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมน  ลดอุปสรรคทางจิตวิทยาและสังคม – จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและลดการตีตรา2.3.2 การพัฒนาระยะต่อไป: การขยายขอบเขตของคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล หลังจากการทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ในระยะแรกเสร็จสิ้นแผนการพัฒนาระยะต่อไปมีเป้าหมายในการทำให้ระบบสมบูรณ์และครอบคลุมมากขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้ ทดสอบ Web Service และริชเมนูใน LINE OA เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถนัดหมายออนไลน์ขอรับถุงยางอนามัย / ชุดตรวจ HIV / ชุดตรวจ HPV DNA แบบไม่พบหน้า แจ้งเตือนการกินยา รับใบรับรองแพทย์ รับผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบติดตามการรักษาอัตโนมัติ เช่น AI Reminder และ Telehealth Follow-up สร้างโมเดลความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสุขภาพทางเพศ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการสรุป การทดสอบต้นแบบ RSU New Gen x Pride Clinic ช่วยให้สามารถระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของระบบได้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้อย่างแท้จริง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK         การดำเนินโครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้ผ่านกระบวนการออกแบบ ทดลองและปรับปรุงจนสามารถ พิสูจน์ความเป็นไปได้ (Feasibility) และประสิทธิผล (Effectiveness) ในการให้บริการสุขภาพ ทางเพศที่เข้าถึงได้จริง ผ่านการบูรณาการ องค์ความรู้ (Explicit Knowledge), เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Health), และแนวทางการทำงานแบบสหวิชาชีพ (Interprofessional Collaboration) กระบวนการ "CHECK" นี้ มุ่งเน้นการ วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน (Performance Analysis), การนำองค์ความรู้ไปใช้ (Knowledge Application), และการกำหนดแนวทางพัฒนาต่อเนื่อง (Future Direction) เพื่อให้โครงการสามารถขยายผลและสร้างผลลัพธ์เชิงระบบอย่างยั่งยืน 3.1 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้3.1.1 ประสบการณ์ในการออกแบบและพัฒนาระบบ ทีมพัฒนาได้นำ ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของ Pender (Pender’s Health Promotion Model)มาใช้เป็นแนวทางหลักในการออกแบบระบบสุขภาพทางเพศดิจิทัล ใช้แนวคิด "การออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design)"เพื่อให้แพลตฟอร์มตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย กระบวนการ Prototype Testing ในสภาพแวดล้อมจริง ช่วยให้ทีมพัฒนา มองเห็น Pain Point ได้เร็วขึ้นและปรับปรุงระบบให้เหมาะสม เช่น การจัดการสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, การขาดแพทย์เฉพาะทาง,และการบริหารข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล3.1.2 ประสบการณ์ในการดำเนินงานจริง มีการพัฒนา ระบบ Case Management และ ระบบติดตามผู้ป่วยผ่านไลน์เพื่อลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ ขยายความร่วมมือกับ โรงพยาบาลปทุมธานี และหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อรองรับการรักษาเฉพาะทางและสนับสนุนทรัพยากร ปรับปรุง กระบวนการทำงานของทีมสหวิชาชีพ ให้มีการสื่อสารที่ดีขึ้น (Effective Communication)ลดข้อผิดพลาดในการส่งต่อและการบริหารจัดการผู้ป่วย 3.2 สรุปและอภิปรายผลการดำเนินงาน3.2.1 พฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นักศึกษาตระหนักถึง ความสำคัญของสุขภาพทางเพศ มากขึ้น มีอัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองสูงขึ้นและลดการใช้ยาด้วยตนเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ ความรู้สึกอึดอัดและการตีตราลดลง เนื่องจากบริการให้ความสำคัญกับ "ความเป็นส่วนตัว"และมีช่องทางการปรึกษาออนไลน์3.2.2 เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพของบริการ ระบบ Online Booking, QR Code Scan, และ Chatbot หรือ AI ลดระยะเวลาการให้บริการและภาระงานของบุคลากร การเชื่อมต่อข้อมูล Real-time ผ่าน LINE Official Account ทำให้การบริหารจัดการเคสเป็นไปอย่างต่อเนื่อง3.2.3 การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายสุขภาพ โครงการ สอดคล้องกับ KR 3.1.2/1 ของยุทธศาสตร์ที่ 3 (Smart Organization)ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร  ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับ โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุข และ NGO ทำให้บริการมีความครอบคลุมและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่ม LGBTQAI+3.2.4 การเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart Organization) มีการนำ Digital Health Solutions เข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานของบุคลากร สอดคล้องกับ KR 3.3.1/1 ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำไปใช้พัฒนาต่อยอด งานวิจัยและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก3.2.5 การสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ (Image & Reputation) การให้บริการที่ครอบคลุมและเป็นมิตรต่อวัยรุ่น สนับสนุน O5.3 (การสร้างเสริมสุขภาวะของนักศึกษา) การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ทำให้ RSU เป็นต้นแบบของHealth Promoting University 3.3 บทสรุปองค์ความรู้ที่ค้นพบใหม่ “โมเดลคลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล” ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ – แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถขอรับคำปรึกษาได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคด้านความอายและการตีตรา “Key Success Factor” คือการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ – ทฤษฎีการพยาบาล, เทคโนโลยี, Data Science และ Cultural Competence เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ”ข้อมูลที่รวบรวมสามารถต่อยอดในระดับระบบ” – สถิติการใช้บริการและรายงาน (รง.506) มีประโยชน์เชิงระบาดวิทยา และสามารถนำไปพัฒนานโยบายสุขภาพวัยรุ่นได้ “ต้นแบบมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ” – โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการให้บริการสุขภาพที่สามารถขยายผลไปยังสถาบันอื่น รองรับยุทธศาสตร์ Health Promoting University & Digital Health Transformation 3.4 สรุปผลลัพธ์และแนวทางพัฒนาในอนาคต โครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้พิสูจน์ว่าเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพทางเพศของนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ แนวทางพัฒนาในอนาคต ได้แก่:– ขยายบริการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพ LGBTQ+, การให้คำปรึกษาด้านการใช้ฮอร์โมน– นำ AI และ Chatbot มาเสริมระบบติดตามผลการรักษาและการให้คำแนะนำเบื้องต้น– สร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อการบริหารจัดการผู้ป่วยและ การเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำขึ้น – เพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เพื่อให้โครงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น 3.5 บทสรุปสุดท้าย: CHECK = ความพร้อมสู่อนาคตของ Digital Sexual Healthการดำเนินโครงการในระยะ "CHECK" แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัย ในการเป็นต้นแบบของ SmartOrganization และ Digital Health Leader ที่สามารถ – สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้– บูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญสหวิชาชีพ– ยกระดับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว “RSU New Gen x Pride Clinic: ก้าวสู่คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัลที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับทุกคน” ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          โครงการ RSU New Gen x Pride Clinic ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นแนวทาง การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration), การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Digital Health), การส่งเสริมสุขภาวะนักศึกษา (Student Well-being), และการบริหารโครงการให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability Management) แนวทาง “ACT” นี้เน้นไปที่ การดำเนินงานเชิงรุก (Proactive Implementation), การปรับปรุงคุณภาพบริการ (Service Optimization), และการพัฒนาองค์ความรู้ให้สามารถขยายผลได้ (Scalable Knowledge Management) โดยอ้างอิง Key Results (KR) และ OKRs ขององค์กร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง 4.1 ขยายความร่วมมือและเสริมสร้างเครือข่าย (Collaboration and Communication)ตาม KR 3.1.2/1การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คลินิกสามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม4.1.1 พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอก  ภายในมหาวิทยาลัย – จัดทำ โครงการบูรณาการกับคณะและวิทยาลัยต่างๆเพื่อออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางเพศและการให้ความรู้ด้านสุขภาวะ ภายนอกมหาวิทยาลัย – สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุข และNGOs เพื่อพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ 4.1.2 ปรับปรุงระบบการสื่อสารภายในทีมสหวิชาชีพ   จัดทำ “คู่มือแนวปฏิบัติ (Standard Operating Procedure – SOP)” สำหรับกระบวนการให้บริการและการจัดเก็บข้อมูล   ใช้ แพลตฟอร์มกลาง (Microsoft Teams, Google Meet, หรือ Intranet ของมหาวิทยาลัย) เพื่อให้บุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและปรึกษาเคสได้อย่างรวดเร็ว 4.1.3 พัฒนา Digital Health Literacy สำหรับบุคลากร

คลินิกสุขภาพทางเพศดิจิทัล: โมเดลการจัดการความรู้เพื่อสร้างสุขภาพที่เข้าถึงได้ (Digital Sexual Health Clinic: A Knowledge Management Model for Accessible Well-being) Read More »

กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.6/1 กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ อ.ประณต มณีอินทร์ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ และ อ.ธนกร พรมโคตรค้า วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ การมีความสารมารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้บัณฑิตสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้จากแหล่งต่างๆทั่วโลกเสริมสร้างโอกาสในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานที่มีความต้องการบุคคลากรที่มีทักษะภาษาสูง นอกจากกนี้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เป็นโลกไร้พรมแดน องค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกต่างก็ได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในยุคดิจิทัล การมีความรู้และความสามารถทางภาษาอังกฤษจะช่วยให้บัณฑิตสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการทำงานการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภาษาของชาติที่เป็นประเทศมหาอำนาจ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน จะได้รับความสนใจเรียนรู้กันทั่วโลก บัณฑิตจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาของชาติที่เป็นประเทศมหาอำนาจและการเรียนรู้ภาษาประจำชาติเพื่อคงความเป็นชาติไว้ หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงกำหนดให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษเป็น ภาษาต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาภาษาไทยที่เป็นภาษาหลักของชาติไปด้วย เพื่อใช้สื่อสารกับคนในประเทศเดียวกัน และใช้ภาษาอังกฤษไว้ใช้สื่อสารกับคนต่างประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้วัฒนธรรมสังคม และเศรษฐกิจที่เปิดเสรีมากขึ้น มีผลให้สถาบันการศึกษาต่างๆเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศหลากหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเกาหลีภาษาญี่ปุ่น แต่ภาษาอังกฤษยังคง เป็นที่ยอมรับและใช้เป็นภาษากลางของโลกสำหรับการติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมประเภทต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษาการทำธุรกิจการลงทุน การท่องเที่ยวและการใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยัง เป็นภาษาที่ใช้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วย แต่จากผลการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับชาติ พบว่า ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น การหาวิธีการ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยเพื่อให้มีคุณภาพทัดเทียมชาติอื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต จุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนรู้ภาษาทุกภาษา ย่อมต้องการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในฐานะภาษาต่างประเทศ ซึ่งการเรียนการภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศหรือใน ฐานะภาษาที่สองพบว่า ผู้เรียนภาษามักจะมีปัญหาในทักษะทางภาษา 4 ทักษะในลักษณะต่างๆกัน ปัญหาของผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศนั้น ผู้เรียนจะมีปัญหาในการฟังมากที่สุด อาจเป็นเพราะผู้เรียนเหล่านั้นมีโอกาสพบกับเจ้าของภาษาน้อย ดังนั้นพวกเขาจึงประสบปัญหาในการฟังบรรยายของเจ้าของภาษา ทักษะการฟังไม่ได้รับความสนใจเท่าเทียมกับทักษะ อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความไม่กล้าแสดงออกและทำให้หมดกำลังใจ การที่ผู้เรียนที่ไม่สามารถฟังภาษาต่างประเทศหรือ ภาษาที่สองได้เข้าใจ ถึงแม้จะได้ผ่านการเรียนวิชาการสนทนามาแล้วทั้งในชั้นระดับชั้นประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหรือระดับอุดมศึกษา อาจเนื่องมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้อง 3 ประการ คือ 1) ความยากลำบากในการจดจำรายละเอียดที่สำคัญของข้อความที่มีความยาวมาก ๆ 2) ความเร็วในการพูดที่มีข้อความที่ไม่ชัดเจน 3) ความไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ที่พูดหรือข้อความที่ได้ฟัง           ภาษาอังกฤษมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนไทย เพราะมีผลต่อการเรียนและการทำงานเป็นอย่างมาก ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยทำให้สามารถสืบค้นข้อมูลที่มีประโยชน์ทั่วโลกได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาส ในการได้งานที่ดีจึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการเรียนและการทำงานในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาไทย ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษ เนื่องมาจากไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ จึงได้จัดให้มีการสอบวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานภาษาอังกฤษเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายยกระดับภาษาอังกฤษของระดับอุดมศึกษา ทั้งยังเป็นการเพิ่มความเป็นสากลให้แก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต          ดังนั้น ทางคณะนวัตกรรมเกษตรได้จัดกิจกรรมการพัฒนาภาษาอังกฤษขึ้น ทั้งสิ้น 3 กิจกรรม ประกอบด้วย การสื่อสารภาษาอังกฤษ เบื้องต้น (Basic English for Communication) ภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอและสัมมนา (English for Presentation and Seminar) และการเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) เพื่อฝึกฝนทักษะ ส่งเสริม และทบทวนการใช้ภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ ของนักศึกษา อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก่อนจบการศึกษาอีกด้วย โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ความรู้ที่เป็นประเด็นสาคัญที่นามาใช้: ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Experiential Learning Theory (ELT) คือ ‘ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์’ บันไดวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning spiral ซึ่งประกอบไปด้วย Experiencing เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนลงมือทำกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เน้นความรู้สึกจากประสบการณ์จริง การลงมือทำ เน้นการเรียนรู้ที่นักศึกษาได้คิดเองทำเอง Reflecting เป็นขั้นตอนการสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม โดยที่ผู้เรียนนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้มาทบทวน คิดไตร่ตรอง ทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้จากการสังเกต และการจดบันทึก Thinking เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนสรุปผลที่ได้จากการสะท้อนความคิด จากการสังเกตแล้วคิดไตร่ตรองจนสร้างเป็นแนวคิดของตนเอง Acting เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำแนวคิดที่ตนเองสร้างไปทดลองปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่จนทำให้เกิดการหมุนเวียนเป็นวงจรการเรียนรู้ใหม่ ตามภาพที่ 1  ภาพที่ 1 แสดง วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT)           การเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT) เป็นการลงมือทำจากความรู้ใหม่ที่ได้ แล้วเรียนรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนควรปรับปรุง จากนั้นจะกลับเข้าสู่ขั้นตอนที่ 1 อีกครั้ง เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ“เพราะโหมดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นซ้ำ จะขยายความเข้าใจของผู้เรียนได้ ผู้เรียนจะค้นพบว่าในทางปฏิบัติ จะเจอปัญหาอะไร และพบการประยุกต์ความรู้ใหม่ที่ทำได้หลากหลาย โดยการนำสิ่งที่เคยเรียนรู้ในสถานการณ์หนึ่งมาใช้ในอีกสถานการณ์หนึ่ง แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่วนซ้ำอย่างต่อเนื่องของวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ (ได้แก่ experiencing, reflecting, thinking, และ acting) วงจรนี้ไม่ใช่วงกลมแต่เป็นบันไดวน เนื่องจากการเดินทางผ่านวงจรแต่ละครั้งจะกลับไปสู่ประสบการณ์ด้วยความเข้าใจใหม่ที่ได้จาก experiencing, reflecting, thinking, และ acting ดังนั้น บันไดวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยอธิบายว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์นำไปสู่การพัฒนาได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากในอนาคต ผู้เรียนได้เข้าไปรับประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีก ก็ให้หมุนวงจรกลับไปที่ขั้นแรก และทำต่อไปจนขั้นที่ 4 อีกครั้ง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)อื่น ๆ (โปรดระบุ) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงานความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)อื่น ๆ (ระบุ) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดทาโครงการ หลังจากที่ได้ดาเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ คณะอาจารย์เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการสโมสรนักศึกษาฯ ผู้รับผิดชอบ ประชุมเพื่อ วางแผนกำหนดการดำเนินงาน วางแผนแนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินงาน เขียนแผนโครงการฯ เพื่อขออนุมัติจัดทำ มอบหมายหน้าที่กับคณะทำงาน ในการจัดทำโครงการฯ เตรียมแผนและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ดำเนินงานการประสานงานระหว่างคณะทำงาน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมโครงการฯ จัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่กำหนด5.1 การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life)5.2 ภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอ (English for Presentations)5.3 การเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) สรุปผล ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาทักษาษาอังกฤษ ตาม วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ Experiential Learning Theory (ELT)ขั้นที่ 1 Experiencing คือประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเป็นการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพทางด้านนวัตกรรมเกษตร จึงได้กำหนดหัวข้อเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชสมุนไพร ในรายวิชา AIL327 โดยการทำยาดมสมุนไพร โดยอาจารย์แบ่งนักศึกษา ออกเป็นกลุ่ม คละความสามารถ จากนั้นอาจารย์จะเป็นจะเริ่มสอบถามนักศึกษาว่ารู้จักสมุนไพรชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร มีประโยชน์หรือสรรพคุณอย่างไร จากนั้น จะชักชวนให้นักศึกษา ทำการโคลนผลิตยาดมสมุนไพรโดยให้นักศึกษา เลือกส่วนผสมสมุนไพรที่นักศึกษาสนใจ พร้อมอธิบายเครื่องมืออุปกรณ์และส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้ในการทำยาดมสมุนไพร ขั้นตอนการทำ ในการใช้ส่วนประกอบของยาดมสมุนไพร ที่ใช้ในการฝึก ได้แก่ 1. สมุนไพรแห้งที่มีกลิ่นหอม เช่น กระวาน, กานพล, โป้ยกั๊ก, พริกไทยดำ, ลูกผักชี,อบเชย2. สารให้กลิ่นหอม ได้แก่ การบูร, เมนทอล, พิมเสน, น้ำมันยูคาลิปตัส3. ขวดสำหรับใส่ยาดมสมุนไพรอาจารย์เป็นผู้สังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาในขณะส่งตัวแทนมารับอุปกรณ์ตลอดจนการวางแผนและลงมือทำ การชั่งตวงสูตรส่วนผสม เป็นการพัฒนาศัพท์เทคนิคทางด้านการเกษตร ในรายวิชา AIL327โดยในขั้นแรก อาจารย์เป็นผู้กำหนดสูตรส่วนผสม ดังนี้1.ตวงพิมเสนและการบูร อย่างละ 1 ช้อนชา2. ตวงเมนทอล 2 ช้อนชา ใส่ในขวดแก้วปากกว้างที่มีฝาปิด แล้วคนให้เข้ากัน จนกลายเป็นสารละลาย3. เทน้ำมันยูคาลิปตัส 3 มล. ลงไปผสมให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้4. นำกระวาน 1 ผล กานพลู 5 ดอก โป๊ยกั๊ก 1 ผล อบเชย 1 ช้อนชา ลูกผักชี พริกไทยดำ อย่างละ 1 ช้อนชา ใส่ชาผสม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน5. ตักสมุนไพรในข้อ 4 ใส่ลงในขวดสำหรับใส่ยาดม แล้วเติมสารละลายในข้อ 3 ลงไปพอประมาณ แล้วปิดฝา เสร็จขั้นตอนพร้อมนำไปใช้ดมได้ ขั้นที่ 2 Reflecting คือการสะท้อนคิดจากการสังเกตโดยการฝึกให้นักศึกษาทุกคนอภิปรายผลที่ได้และความรู้สึกจากการลงมือทำยาดมสมุนไพรด้วยตนเองในครั้งแร ซึ่งอาจารย์จะคอยช่วยเสริมประเด็นในการอภิปราย ในประเด็นต่างๆ เช่น คำนึงถึงความสะอาดในการทำหรือไม่ อย่างไร เทคนิคการชั่งตวงส่วนผสม ลำดับขั้นตอนการเติมส่วนผสม ความพร้อมในการเตรียมอุปกรณ์จากนั้นตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมาสรุปถึง “การทำยาดมสมุนไพร” ประเมินว่านักศึกษามีความรู้สึกกับผลงานยาดมสมุนไพรฝีมือหรือผลงานของตนเองอย่างไร มีจุดบกพร่องหรือมีข้อผิดพลาดเกิดจากอะไร เพื่อให้นักศึกษาบันทึกผลที่เกิดขึ้น และสาเหตุของการเกิด เพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไขในขั้นตอนต่อไป ขั้นที่ 3 Thinking การสร้างแนวคิดที่เป็นนามธรรมหลังจากที่แต่ละกลุ่มทำยาดมสมุนไพรเสร็จ ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันสรุปวิธีการทำ และอัตราส่วนของสารผสม (พิมเสนและการบูร อย่างละ 1 ช้อนชา เมนทอล 2 ช้อนชา น้ำมันยูคาลิปตัส 3 มล. กระวาน 1 ผล กานพลู 5 ดอก โป๊ยกั๊ก 1 ผล อบเชย 1 ช้อนชา ลูกผักชี พริกไทยดำ อย่างละ 1 ช้อนชา)โดยให้นักศึกษา เขียน Flow chart ตามขั้นตอนของแต่ละกลุ่ม จากนั้นอาจารย์ประเมินความสามารถของนักศึกษาจากแบบบันทึกวิธีการทำยาหม่องสมุนไพร ขั้นที่ 4 Acting คือการทดลองปฏิบัตินักศึกษา ในแต่ละกลุ่มลงมือทำยาหม่องสมุไพรอีกรอบตามวิธีการที่ได้จากแนวคิดของกลุ่ม โดยกำหนดให้ทุกกลุ่มต้องเปลี่ยนสูตรส่วนผสมห้ามซ้ำกับรอบแรก จากนั้นให้นักศึกษาเสนอสูตรการทำยาหม่องสมุนไพรจากวัตถุดิบส่วนผสมที่มี หรือวัตถุดิบส่วนผสมอื่นที่นักศึกษาคิดว่าจะเป็นส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ของยาดมสมุนไพร อาจเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกมากในพื้นที่ หรือเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม โดยใช้อุปกรณ์ ส่วนผสมเดิม โดยในขั้นตอนนี้ อาจารย์ใช้วิธีการสังเกตุพฤติกรรมของนักศึกษา และประเมินคุณภาพของยาดมสมุนไพรที่นักศึกษาลงมือทำ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากรอบแรกอย่างไร นักศึกษาได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากการทำครั้งแรกตรงจุดไหนบ้างและนำมาปรับปรุงในขั้นตอนนี้อย่างไร เพื่อทำให้คุรภาพของยาดมสมุนไพรมีคุณภาพดีขึ้น เช่นหอมขึ้น ไม่แฉะ ไม่หกเลอะเทอะ ใช้ง่ายและสะดวก 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการการนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริงอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน2.1 การพัฒนาทักษะด้าน การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life)จากการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผ่านกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม โดยเชิญ ผศ.ดร.พนิตนาฏ ชูฤกษ์ เป็นวิทยากรอบรม ผลการดำเนินงาน ทักษะด้าน การสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Communication in Everyday Life) ผ่านกิจกรรมกลุ่ม การทำยาดมสมุนไพร โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการพัฒนาทักษะ ด้านการสื่อสาร นักศึกษาสามารถอธิบายส่วนผสม อุปกรณ์ ลำดับขั้นตอน การทำยาดมสมุนไพรได้ (ภาพที่ 2) ภาพที่ 2 หลักฐานแสดงกิจกรรมกลุ่มการทำยาดมสมุนไพร ในโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 2.2 การพัฒนาทักษะการเขียน resume ภาษาอังกฤษ (English Resume Writing) เป็นการพัฒนาทักษะด้านการเขียนภาษาอังกฤษ โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทุกคน ได้ฝึกเขียน Resume ภาษาอังกฤษ ภาพที่ 3 ตัวอย่างหลักฐานการเขียน Resume ภาษาอังกฤษ 2.3 ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการนำเสนอ (English for Presentations)วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2024 นักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตร ได้เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในระดับนานาชาติที่ประเทศอินเดีย ในหัวข้อ In vitro biocontrol potential of natural substance combination against microbial plant diseases ภาพที่ 4 ภาพที่ 4 หลักฐานแสดงการนำเสนอผลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ 2.4 มีการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณณัฐประชาชนจีนโดยในปี 2024 ทางหลักสูตรได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ Guizhou University for Nationalities ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1951, โดยสังกัดรัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจว,เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่สำคัญแห่งแรกของมณฑลกุ้ยโจว,รัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจวและคณะกรรมการกิจการพลเรือนแห่งชาติร่วมกันสร้างขึ้น,และมหาวิทยาลัยกุ้ยโจ้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรติดอันดับต้นๆของประเทศจีนโดยในความร่วมมือดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว ได้มีการมานำเสนอผลงานวิจัยด้านโรคที่เกิดจากเชื้อราในพริก และการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดย Prof. Yong Wang ให้กับนักศึกษาคณะนวัตกรรมเกษตร และ ในช่วงระหว่าง วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 – 30 กรกฎาคม 2567 ทางหลักสูตรได้มีการส่งนักศึกษาของคณะ จำนวน 7 คน (ภาพที่ 5) ไปฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลักษณะงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อาทิ การเพาะเลี้ยงเชื้อ การคัดแยกเชื้อ การทดสอบกิจกรรมการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญของพืชสมุนไพร ซึ่งนักศึกษาของเราได้ค้นพบเชื้อราตัวใหม่ที่เป็นเชื้อราสาเหตุโรคในพริกที่ไม่เคยมีการระบาดและตรวจพบมาก่อนใน จีนชื่อเชื้อ Stagonosporopsis pogostemonis มีลักษณะสปอร์ ดังแสดงในภาพที่ 6 ภาพที่ 5 นักศึกษาคณะนวัตกรรมเกษตรที่ไปฝึกงานที่ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว ภาพที่ 6 แสดงลักษณะสปอร์ของเชื้อ Stagonosporopsis pogostemonis ในปี 2567 Assoc. Prof. Dr. Xiang Yu Zeng. จาก Department of Plant Pathology Guizhou University มาบรรยายเกี่ยวกับ “เทคนิคการจำแนกสสปีชีส์เชื้อราสาเหตุโรคพืชด้วย AI” ภาพที่ 7 ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงรายชื่อการร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ 2.5 มีการจัดกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติจากการจัดโครงการพัฒนาทักษะภาษอังกฤษให้กับนักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร มีนักศึกษาของทั้ง 2 คณะ เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย (ภาพที่ 8) ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงรายชื่อการร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           มหาวิทยาลัยรังสิต โดยสถาบันภาษาอังกฤษ ได้จัดให้มีการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตรเข้ารับการทดสอบ RSU2 -Test มีผลการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ในระดับ A2 กับ B2 ภาพที่ 5 ภาพที่ 5 แสดงคะแนนทดสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษ RSU2-Test ของคณะนวัตกรรมเกษตร ในแต่ละปี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร ซึ่งมี 3 หลักสูตร และทั้ง 3 หลักสูตรได้มีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ให้กับนักศึกษา คณะนวัตกรรมเกษตร นอกเหนือจากการจัดโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีโครงการพัฒนาทักษะภาจีนและภาษญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบัณฑิต ในการไปฝึกงานที่จีนและญี่ปุ่น คณะเทคโนโลยีอาหาร มีโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ Toyo College of Food Technology เป็นประจำทุกปี ส่วนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในนามวิทยาลัย ให้นักศึกษาของทั้ง 3 หลักสูตรได้เข้าร่วม แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ผู้ถ่ายทอดบทเรียนขอเสนอ ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ควรจัดให้มีพื้นที่ หรือห้อง ที่มีสื่อหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจ แนะนำแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซด์ที่ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อแก้ปัญหาทักษะการฟัง ควรมีการประชาสัมพันธ์โครงการผ่านสื่อโซเชียล เพื่อให้มีอัตราส่วนของนักศึกษานานาชาติที่สนใจได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้ให้มากกว่านี้ และเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 3 ด้าน

กิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกับบัณฑิตรุ่นใหม่ Read More »

WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.6/1 WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE ผู้จัดทำโครงการ​ อ.เชฎฐ คำวรรณ และ นายกิตติศักดิ์ แก้วใส คณะนิติศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           สถาบันต่อต้านการทุจริต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในสังคมไทย พบว่าในประเทศไทยเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน สาเหตุของการทุจริตมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับปัจจัยต่างๆ เช่น: วัฒนธรรมอุปถัมภ์: การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัวและพวกพ้องมากกว่าหลักการและความถูกต้อง                                                                                                    ระบบราชการที่ซับซ้อน: ขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและขาดความโปร่งใสเปิดโอกาสให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์                                                                                                การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ: การขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด             ค่านิยมที่ผิดเพี้ยน: การยอมรับการทุจริตในวงกว้างและการขาดจิตสำนึกสาธารณะ                         ผลกระทบของการทุจริต: เศรษฐกิจ: ทำให้การลงทุนลดลง, การจัดสรรทรัพยากรไม่เป็นธรรม, และการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว สังคม: สร้างความเหลื่อมล้ำ, บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ, และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การเมือง: ทำให้การบริหารประเทศขาดประสิทธิภาพ, บั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย, และสร้างความไม่มั่นคงทางการเมือง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ เสริมสร้างความโปร่งใส: เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย                                       พัฒนาระบบราชการ: ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ                     บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด                   ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง: ส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะและสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการทุจริต  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)      https://sabaideethailand.com/2024/10/22/rsu-108/                  https://seapublicpolicy.org/work/thailandr2r/  https://www.youtube.com/watch?v=lszQYdbxlPM    https://www.biztosuccess.com/archives/115617             วิธีการดำเนินการ           มหาวิทยาลัยรังสิตได้ร่วมกับ ISI (International Sociological Association) จัดการประชุม World Anti-Corruption Conference 2024 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 จริงค่ะ การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้และกระตุ้นการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในระดับโลก 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน บทสรุปประเด็นสำคัญ: สรุปประเด็นหลักที่ถูกนำเสนอและอภิปรายในการประชุม                          ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมเพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายและแนวทางการต่อต้านการทุจริต ความร่วมมือและเครือข่าย: การสร้างความร่วมมือและเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ การเผยแพร่ความรู้: การเผยแพร่บทความวิจัย, รายงานการประชุม, และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         ด้วยกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ International Strategy Institute (ISI) หรือสถาบันกลยุทธ์ระหว่างประเทศ จัดงานเสวนาวิชาการต่อต้านคอร์รัปชันระดับโลก 2024  (World Anti-Corruption Conference 2024 : “Transforming Trust, Eradicate Corruption : A Global Unity for Integrity”) ภายในงาน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีกิตติคุณผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตและอดีตประธานรัฐสภา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต Mr. CY. Cheah ประธานสถาบันกลยุทธ์ระหว่างประเทศ และ Datuk Seri Shamshun Baharin Mohd Jamil ผู้อำนวยการทั่วไปของศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินแห่งชาติ ให้เกียรติร่วมงาน จัดขึ้น ณ ห้องประชุม 1-301 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต                                                                   นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ “EMPOWERING SMES IN THE AGE OF GLOBALISATION: STRATEGIES TO COMBAT CORRUPTION” / “CROSS-BORDER ANTI-CORRUPTION EFFORTS IN ASIA PACIFIC: ENHANCING REGIONAL COOPERATION”/ “STRENGTHENING ANTI-CORRUPTION LEGISLATION AND JUDICIAL INDEPENDENCE: BUILDING ROBUST LEGAL FRAMEWORK” และ “LEVERAGING TECHNOLOGICAL SOLUTIONS TO DETECT AND PREVENT CORRUPTION” ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            การพัฒนา World Anti-Corruption Conference ควรเน้นที่การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยสามารถใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และการประชุมแบบมีส่วนร่วม รวมถึงการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เช่น UN และธนาคารโลก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและกลยุทธ์ในการต่อต้านการทุจริต นอกจากนี้ควรมีการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในปฏิบัติการทั่วโลก

WORLD ANTI-CORRUPTION CONFERENCE Read More »

กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KRไม่ระบุ (4.1.6/1) กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.จิระโรจน์ มะหมัดกุล สถาบันการทูตและการต่างประเทศ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            โครงการ “การทูตสู่ชุมชน” มีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียน (ASEAN) และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดนาวง รวมถึงให้นักศึกษาสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ผ่านกิจกรรมนอกห้องเรียน ผ่านการปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่พบ คือ นักเรียนระดับประถมศึกษามีทักษะภาษาอังกฤษที่จำกัด ทำให้ต้องออกแบบกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาเซียนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทักษะภาษาอังกฤษทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา ทักษะการทำงานเป็นทีมข้ามวัฒนธรรมระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากหลักสูตร IRD101 Southeast Asia’s Politics, Economy and Culture และความรู้จากรายวิชา IRD331 ASEAN Studies ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)  เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์และนักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ของนักศึกษาและอาจารย์ที่ดำเนินโครงการ การถ่ายทอดความรู้จากนักศึกษาไปสู่นักเรียน การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ วิธีการดำเนินการ นักศึกษาแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ วางแผนกิจกรรมล่วงหน้า โดยนักศึกษาไทยและต่างชาติร่วมกันกำหนดแนวทางการสอนและลำดับการดำเนินกิจกรรม จัดกิจกรรมที่โรงเรียนวัดนาวง โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มและเข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษและอาเซียน ใช้กิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน เช่น เกมการฟัง พูด อ่าน เขียน และเกมทายคำศัพท์ นักศึกษาทำงานร่วมกันในการดูแลฐานกิจกรรมและให้คำแนะนำนักเรียน หลังกิจกรรม นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติร่วมกันประเมินผลและสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม จัดการประเมินผลความพึงพอใจและการเรียนรู้ของนักเรียนหลังจบกิจกรรม  2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน นักเรียนโรงเรียนวัดนาวงได้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 6 ฐาน ได้แก่ ฐานการฟัง (Listening), ฐานการพูด (Speaking), ฐานการอ่าน (Reading), ฐานการเขียน (Writing), ฐานคำศัพท์ (Vocabulary) และฐานความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ASEAN นักศึกษาสถาบันการทูตฯ ได้ฝึกฝนการถ่ายทอดความรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันในบริบทระหว่างประเทศ นักศึกษาไทยและต่างชาติได้ทำงานเป็นทีมในการจัดกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้เป็นอย่างดี และเกิดความสนใจต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น กิจกรรมบางอย่างซับซ้อนเกินไปสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมมากขึ้น การสื่อสารระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติในบางกรณีต้องใช้เวลาปรับตัว   3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ผลการประเมินโครงการจากนักเรียนมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 65 จาก 5.00 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมได้รับการตอบรับที่ดี นักเรียนให้คะแนนความสำคัญของโครงการ 79 และเห็นว่าควรจัดโครงการนี้ในปีต่อๆ ไป (4.92) นักเรียนร.ร.วัดนาวงได้รับประโยชน์จากกิจกรรมรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนและการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาในวิชา IRD101 Southeast Asia’s Politics, Economy and Culture และ IRD331 ASEAN Studies กับสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม  บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การใช้กิจกรรมที่เน้นการเล่นและการแข่งขันช่วยเพิ่มความสนใจของนักเรียน นักเรียนระดับประถมศึกษายังมีทักษะภาษาอังกฤษที่จำกัด ทำให้ต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับของพวกเขา การทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเรียนรู้การทำงานแบบสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ควรจัดเตรียมงบประมาณสำหรับโครงการบริการวิชาการในปีต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้สื่อที่เข้าใจง่ายขึ้น เสริมกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งเสริมให้นักศึกษาใช้ทักษะด้านการทูตและการต่างประเทศในบริบทการสอนและการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม เพิ่มกิจกรรมที่ช่วยให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติเข้าใจการทำงานเป็นทีมข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น เช่น เวิร์กช็อปก่อนเริ่มกิจกรรมและการสะท้อนผลหลังจบโครงการ

กิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากลผ่านโครงการการทูตสู่ชุมชน Read More »

ICC x LSM Logistics Management

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 1.2.1 และ KR 4.1.6/1 ICC x LSM Logistics Management ผู้จัดทำโครงการ​ Mr. Fudong Luo และ ดร.ชนะเกียรติ สมานบุตร วิทยาลัยนานาชาติจีน หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปัจจุบัน การบริหารโลจิสติกส์และการสื่อสารทางธุรกิจ โดยเฉพาะในภาษาจีน มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ การขาดความเข้าใจด้านโลจิสติกส์และความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยและจีนได้เรียนรู้และฝึกทักษะร่วมกันผ่านรายวิชา Logistics Management ของทั้งสองคณะ โดยนักศึกษาบริหารธุรกิจได้พัฒนาทักษะภาษาจีนและความเข้าใจธุรกิจจีน ขณะที่นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติจีนได้เรียนรู้การบริหารโลจิสติกส์ไทย เสริมทักษะภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถบูรณาการความรู้ เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมข้ามวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตทางอาชีพ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ข้อมูลคำศัพท์พื้นฐานในวิชาชีพโลจิสติกส์ การสื่อสารและการทำงานข้ามวัฒนธรรม การเรียนรู้โครงสร้างคลังสินค้าและกระบวนการปฏิบัติงาน การสร้างสรรค์และออกแบบคลังสินค้า ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) คลังความรู้ที่ทำการศึกษาด้วยตนเอง วิธีการดำเนินการ ให้นักศึกษาจากทั้ง 2 วิชาจาก 2 คณะ (จีนและไทย) ได้ทำความรู้จักกันในครั้งแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคย น.ศ.คณะบริหารธุรกิจ วิชา Lsm302 การจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง จำนวน 52 คน น.ศ.ว.นานาชาติจีน วิชา ICM222 การจัดการโลจิสติกส์ จำนวน 90 คน นักศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 142 คน ถูกจัดกลุ่มแบ่งออกเป็น 15 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 10 คน โดยคละกลุ่มนักศึกษาจีน กับ นักศึกษาไทย หลังจากแบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ให้นักศึกษาทำกิจกรรม ( เกมส์เติมคำศัพท์โลจิสติกส์ ) เพื่อช่วยนักศึกษาได้รู้จักกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองพร้อมกับเรียนรู้คำศัพท์พื้นฐานด้านโลจิสติกส์ นำนักศึกษาเยี่ยมชมคลังสินค้าจำลอง เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างคลังสินค้า อุปกรณ์ที่ใช้ และกระบวนการปฏิบัติงานของโลจิสติกส์ ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มจับฉลากเลือกประเภทของคลังสินค้าที่ต้องออกแบบ แต่ละกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่ออกแบบคลังสินค้าตามโจทย์ที่ได้รับ นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอแนวคิดและแผนการออกแบบคลังสินค้าของตน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           เดิมมีแผนพานักศึกษาไปศึกษาดูงานที่คลังสินค้าของ CP แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมไฟไหม้รถทัวร์ที่ผ่านมา จึงปรับเปลี่ยนเป็นการเยี่ยมชมคลังสินค้าจำลองที่มหาวิทยาลัยรังสิตแทน อย่างไรก็ตาม คลังสินค้าจำลองดังกล่าวมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้การสาธิตและการฝึกปฏิบัติจริงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ และนักศึกษาอาจไม่ได้สัมผัสกับกระบวนการทำงานในสถานที่จริงอย่างครบถ้วน นักศึกษาชื่นชอบกิจกรรม และ สนใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น กระบวนการเรียนรู้มีความแปลกใหม่ทำให้นักศึกษารู้สึกสนุก และ ได้รับเนื้อหาที่สอดคล้องในโลกการทำงานจริง นักศึกษาหลายคนมองว่ากิจกรรมนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเรียนในห้องเรียนโดยเฉพาะของการฝึกปฏิบัติจริง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินงานผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยนักศึกษาได้รับโอกาสในการลงมือปฏิบัติและแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างสาขาวิชาต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ นักศึกษามีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยเฉพาะด้านการจัดการคลังสินค้า สามารถวิเคราะห์และออกแบบพื้นที่จัดเก็บสินค้า วางแผนเส้นทางการเคลื่อนย้าย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบคลังสินค้า การทำงานเป็นกลุ่มช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกันในบริบทข้ามวัฒนธรรม การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ นักศึกษาได้ทดลองออกแบบคลังสินค้าโดยอิงจากแนวคิดที่เรียนมา และสามารถนำเสนอผลงานในลักษณะที่เป็นมืออาชีพ ความท้าทายในกิจกรรม เช่น พื้นที่จำกัดของคลังสินค้าจำลอง ทำให้นักศึกษาต้องคิดวิเคราะห์และปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารและการทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาไทยและจีนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล สรุปและอภิปรายผล รวมถึงบทสรุปความรู้ที่ค้นพบใหม่ นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และทักษะด้านภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานระหว่างประเทศ ความรู้ที่ค้นพบใหม่ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้า และแนวทางในการปรับตัวเมื่อเผชิญกับข้อจำกัดของสถานที่หรือทรัพยากร กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ยืนยันว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และช่วยให้นักศึกษาได้รับทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้อย่างแท้จริง   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice จากผลลัพธ์ของโครงการ พบว่านักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินโครงการในอนาคตประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับ Key Result มากขึ้น ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ ขยายโอกาสในการฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง ควรจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในคลังสินค้าหรือสถานประกอบการโลจิสติกส์จริง เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นกระบวนการทำงานที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับโลกธุรกิจ เพิ่มการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) หรือเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรม พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ ออกแบบกิจกรรมที่มีความท้าทายและต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น เช่น การวางแผนกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ หรือการแก้ไขปัญหาภาวะฉุกเฉินในการบริหารคลังสินค้า เสริมสร้างความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม สนับสนุนให้มีการทำงานเป็นทีมระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทยมากขึ้น โดยอาจเพิ่มกิจกรรมที่ต้องใช้การเจรจาต่อรองหรือการสื่อสารทางธุรกิจที่เป็นภาษาจีนและภาษาไทย การประเมินผลและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จัดให้มีแบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจากนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน เพื่อนำมาปรับปรุงกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยให้โครงการสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ

ICC x LSM Logistics Management Read More »

ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 1.2.1 และ KR 4.1.6/1 ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เชิงสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ พจ.พรพรรณ ทรัพย์เอี่ยม และพจ.ณัฏฐา มูลศาลา วิทยาลัยนานาชาติจีน หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การสื่อสารทางภาษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีนักศึกษาต่างชาติศึกษาอยู่ร่วมกัน จำนวนมากจำเป็นต้องพัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อให้สามารถสื่อสารและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม การพัฒนาทักษะการสื่อสารจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อสำหรับโอกาสในอนาคตของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ด้านการใช้ภาษาจีน และภาษาไทย การเรียนรู้ภาษาจากเจ้าของภาษาทำให้สามารถใช้ภาษาที่เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียนรู้ในการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของภาษาในบรรยากาศที่เป็นมิตร และไม่เป็นทางการจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร การเรียนรู้ภาษาที่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันจะช่วยให้ทั้งนักศึกษาจีน และไทยสามารถเข้าใจ และเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ที่ทำการศึกษาด้วยตนเอง วิธีการดำเนินการ ICC ประสานไปทางคณะบริหารเพื่อเชิญชวน นักศึกษาไทยในโครงการ YUFE (โครงการ 2 ปริญญา Yunnan University of Finance and Economics) และ ORM (แพทย์แผนจีน) มาทำกิจกรรมการเรียน ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง ในคาบเรียนวิชา ICT104 จัดกิจกรรมเล่นเกมส์เพื่อละลายพฤติกรรม ให้นักศึกษาจับกลุ่มกันเพื่อเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ให้นักศึกษาจีนสอนภาษาจีนให้แก่นักศึกษาไทย และนักศึกษาไทยสอนภาษาไทยให้นักศึกษาจีนภายใต้หัวข้อที่กำหนด และออกมานำเสนอร่วมกัน หลังจบคลาสเรียนให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน CONTACT ซึ่งกันและกันตามความสมัครใจ เพื่อทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกันต่อไป 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           เดิมตั้งใจให้นักศึกษา YUFE และ ORM เข้ามาร่วมกิจกรรมในวิชา ICT104 ตลอดภาคการศึกษา แต่นักศึกษาไทยมีตารางกิจกรรมค่อนข้างแน่นจึงทำให้การจัดกิจกรรมได้เป็นครั้งคราวขาดความต่อเนื่อง นักศึกษาทั้งสองกลุ่มได้ร่วมทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมในตอนเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและ  เปิดใจมากในการใช้ภาษาต่างประเทศร่วมกันมากขึ้น การจับกลุ่มเพื่อเรียนรู้ภาษาซึ่งกันและกันทำให้นักศึกษาจีน และไทยได้มีโอกาสสอนภาษาและอธิบายวิธีการใช้ภาษาที่เป็นกันเองซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้ เกิดการแลกเปลี่ยน CONTACT นำมาซึ่งการกระตุ้นให้มีการติดต่อ และสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานในอนาคต  3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           กิจกรรมในครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาทั้ง 2 ประเทศเปิดใจ และทำความรู้จักกันได้ง่ายขึ้นในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเองรวมถึงช่วยเสริมสร้างทักษะภาษาต่างประเทศระหว่างนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม เพิ่มความเข้าใจในการสื่อสารที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ยังช่วยส่งเสริมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม และภาษาที่แตกต่างกัน ทำให้เหล่านักศึกษาเข้าใจซึ่งกันและกันจนนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice อาจารย์ผู้ประสานงานโครงการ YUFE และ ORM ต้องมีความเข้าใจและเห็นพ้องที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม ผู้สอนต้องมีความเข้าใจในภาษา และวัฒนธรรมที่หลากหลาย และยินดีสร้างสรรค์ นักศึกษาทั้ง2ฝ่ายต้องเห็นประโยชน์การดำเนินกิจกรรมร่วมกัน

ICC x YUFE x ORM การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเชิงสร้างสรรค์ Read More »

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR ไม่ระบุ (4.1.6/1) การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/ วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ. ดร. ทศนัย ชุ่มวัฒนะ และบุคลากรสำนักงานนานาชาติทุกท่าน สำนักงานนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ต้องการจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ และผู้นำทางด้านความเป็นสากล (Internationalization) ร่วมกับนโยบายของผู้บริหารที่มุ่งเน้นการวางแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆ  ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตให้แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ           จากประเด็นความท้าทายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี 2559 จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยรังสิตต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ทางด้านการพัฒนาความเป็นสากล ซึ่งจะทำให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งในบริบทของประเทศและบริบทโลกได้           สำนักงานนานาชาติ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายพันธกิจด้านการพัฒนาความเป็นสากลจากอธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต  จึงได้สร้างความร่วมมือระหว่างวิทยาลัย คณะ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม (Cross Cultural) หน่วยงานจึงจัดทำโครงการ RSUnival ขึ้นมาในปีการศึกษาที่ 2567 ซึ่งกิจกรรม RSUnival จะเป็นเวทีให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมและภาษาต่างประเทศ รวมถึงมีประสบการณ์ซึ่งกันและกันและสืบสานประเพณีไทยงานสงกรานต์สืบไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญจากกิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ ที่นอกจากความสนุกสนานและความสำเร็จแล้ว ยังได้มอบความรู้และบทเรียนที่สำคัญหลายประการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมในอนาคตได้  โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ การส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม: กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรม หรือ International Food Festival เป็นต้น ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม ลดอคติ และสร้างมิตรภาพ การจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทย ช่วยเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยให้นักศึกษาต่างชาติได้รู้จักและเข้าใจมากขึ้น การบริหารจัดการกิจกรรม: การวางแผนและเตรียมงานอย่างเป็นระบบ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกิจกรรม ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ สถานที่ กิจกรรม บุคลากร และการประชาสัมพันธ์ การประเมินผลกิจกรรม ช่วยให้เห็นจุดเด่น จุดด้อย และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อไป การสร้างความร่วมมือ: ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม RSUnival การมีส่วนร่วมของนักศึกษา ช่วยให้กิจกรรมมีความหลากหลาย สนุกสนาน และตรงกับความต้องการของนักศึกษามากขึ้น การใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้: กิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ เป็นมากกว่ากิจกรรมสันทนาการ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และการทำงานร่วมกัน การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับการเรียนการสอน ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย: กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และส่งเสริมความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย ความรู้และบทเรียนเหล่านี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา  และบรรลุเป้าหมายของมหาวิทยาลัย  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัด  สำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ ประชุมหารือในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างวิทยาลัย/คณะ/หน่วยงานต่างๆ โดยหน่วยงานได้ติดต่อประสานงานไปยังวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม สำนักงานสิทธิประโยชน์ สำนักงานวิสด้อมมีเดีย ฝ่ายสื่อสารองค์กร และฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางแผนการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival ร่วมกัน จัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมและงบประมาณ กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นในปีการศึกษาที่ 2567 ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2567 จัดขึ้นบริเวณหน้าอาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ ตึก1 โดยมอบหมายการปฏิบัติงานให้แต่ละภาคส่วนดังนี้ International Food Festival จัดโดยวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ การแสดงดนตรีและการจัดบูทจำหน่ายสินค้า จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ International Costume and Performance Day จัดโดยวิทยาลัยศิลปศาสตร์ International Music Festival จัดโดยวิทยาลัยดนตรี การแข่งขัน “มวยทะเล” จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมือง จัดโดยศูนย์สุวรรณภูมิศึกษาและสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงขบวนแห่กลองยาวและการแสดงนานาชาติ จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม Songkran Festival with EDM จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติ โดย วิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติจีน โดย วิทยาลัยนานาชาติจีน International Fair การแสดงของนักศึกษาและชุมชนหลักหก ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ วงดนตรีบัวแก้วเกษร ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ งบประมาณโครงการ รับผิดชอบโดยสำนักงานนานาชาติ งานประชาสัมพันธ์ รับผิดชอบโดยสำนักงานวิสด้อมมีเดียและฝ่ายสื่อสารองค์กร รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ที่ตั้งไว้ในระบบงบประมาณ) ตามตารางที่ 1 ตารางที่1 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1 6,851.00 6,851.00 2 Wisdom Media 1  3,600.00  3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1 88,000.00 88,000.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,625.00 9,625.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1 3,000.00 3,000.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,500.00 13,500.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 18,000.00 18,000.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1 5,000.00 5,000.00 รวมทั้งหมด 161,576.00 รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ค่าใช้จ่ายจริง) ตามตารางที่2 ตารางที่2 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1  6,849.00  6,849.00 2 Wisdom Media 1 3,600.00 3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1  87,951.00  87,951.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,865.00 9,865.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1  3,018.00  3,018.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,480.00 13,480.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 11,890.00 11,890.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1  5,451.90  5,451.90 รวมทั้งหมด 156,104.90 ยอดเงินอนุมัติ 161,576.00 บาท ยอดเงินค่าใช้จ่ายจริง 156,105.50 บาท ยอดเงินคงเหลือ 6,180.40 บาท 3.ดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการดังรูปภาพที่ 1 ภาพกำหนดการงาน “RSUnival” 4. สรุปผลกิจกรรมและผลประเมินความพึงพอใจ ผลการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival มีกิจกรรมภายในงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ สืบสานประเพณีไทยและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างความสนุกสนานและรื่นเริงให้กับนักศึกษา โดยมีกิจกรรมหลากหลายด้าน เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม: การแสดงจากนักศึกษาไทยและต่างชาติ การละเล่นพื้นบ้าน: สะบ้าบ่อน ไทยทรงดำ การออกร้านจำหน่ายอาหาร: อาหารไทยและอาหารนานาชาติ การแสดงดนตรี: ดนตรีสดจากวงดนตรีนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ผลลัพธ์ความสำเร็จจากกิจกรรม RSUnival           ภาพรวมของกิจกรรมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคนไทยและต่างชาติรวมมากกว่า 300 คน สามารถจัดกิจกรรมได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆภายในงานยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมและการแข่งขันมวยทะเล กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ และเผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี ผลประเมินความพึงพอใจ           มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 52 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปผลการประเมินงานได้ดังแผนภูมิรูปภาพ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลการดำเนินการกิจกรรม RSUnival กิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติได้ และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้มหาวิทยาลัยมากขึ้น 2.2 การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้เข้าใจกระบวนการทำงานเป็นทีมทำให้เกิดสหวัฒนธรรมภายในองค์กรและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน สามารถนำประสบการณ์ไปพัฒนาและต่อยอดการทำงานหรือการจัดกิจกรรมอื่นๆในอนาคตได้ 2.3 อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน – ปัญหาการสื่อสารภายใน เนื่องจากต้องทำงานกับทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ตรงกัน ส่งผลต่อการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและล่าช้าในบางครั้ง จึงจัดประชุมเพื่อหารือและหาข้อตกลงก่อนดำเนินงานร่วมกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จำนวนและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมในมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี จึงทำให้มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องในปี 2568 งานโครงการ กิจกรรม ตอบโจทย์ตามเป้าหมายที่ระบุไว้ใน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization)  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ความสำเร็จตาม Key Result วัตถุประสงค์ (Objectives): สร้างและรวบรวมองค์ความรู้จากกิจกรรม RSUnival เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดงานในอนาคต เพื่อสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรม RSUnival อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่นักศึกษาและบุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้สำหรับกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรม RSUnival ผลลัพธ์หลัก (Key Results): จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ Read More »

เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1 เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP) ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.(พิเศษ) นพ. ธเนศ ไทยดำรงค์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ภาวะต่อมลูกหมากโตพบมากขึ้น ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะไม่ออก การรักษาหลักคือการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมาก แบบวิธีดั้งเดิม (Transurethral Resection of Prostate :TURP) ซึ่งมีภาวะเสียเลือดปริมาณมาก (500-1000 ml) ฟื้นตัวช้า นอนโรงพยาบาลนานกว่า 4-5วัน และในผู้สูงอายุอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง(TURP syndrome) ได้ถึงร้อยละ 8 ก่อให้เกิดกระสับกระส่ายไม่รู้สึกตัว จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ร้อยละ 25 ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบในระดับประเทศ โดยมีผู้มารับบริการผ่าตัดTURP ประมาณ 1,500-2,000 รายต่อปี ถึงแม้จะมีการพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเลเซอร์ แต่ราคาอุปกรณ์ก็สูงกว่า 15,000,000 บาท ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพของประชาชน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้         เป็นการพัฒนาการเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP ที่ใช้อุปกรณ์เดิม ร่วมกับการเพิ่มทักษะของศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะในภูมิภาค เพื่อให้ได้ผลเทียบเท่าอุปกรณ์ราคาแพง อีกทั้งเป็นการพัฒนาต้นทุนมนุษย์อย่างยั้งยืน ในการสอนทักษะการผ่าตัดศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะในภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชนในภูมิภาคนั้น ๆ ต่อไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัดTransurethral Anatomical Enucleation of Prostate (TUAEP) in Benign Prostatic Hyperplasia with Bipolar System: First Study in Thailand, J Med Assoc Thai 2019;102(Suppl.4):20-5.  วิธีการดำเนินการ การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดภาวะต่อมลูกหมากโต RJ-TUAEP และได้เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ นำเสนอในงานประชุมวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ในงานประชุมวิชาการสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ จัดการฝึกอบรมและเผยแพร่ เทคนิค RJ-TUAEPกระจายสู่โรงพยาบาลระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะที่สามารถเป็นเครือข่ายการถ่ายทอดองค์ความรู้โมเดลการให้บริการแก่ โรงพยาบาลในเขตสุขภาพใกล้เคียงได้ และเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          ผลลัพธ์/ผลผลิตเชิงประจักษ์: ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะดีขึ้นหลังผ่าตัดทันที โดยการใช้ค่าตัวชี้วัดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการรักษาพบว่าอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีดังนี้มาตรฐานสากลในการวัดระดับความรุนแรงของอาการต่อมลูกหมากโต (international prostate symptom score : IPSS), ระดับคุณภาพชีวิต (Quality of life score : QOL), อัตราการไหลของน้ำปัสสาวะ (Qmax), ปริมาณปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะ (Post Void Residual urine : PVR) อัตราการเสียเลือดเทคนิค RJ- TUAEP ตารางที่ 1 แสดงผลการรักษาก่อน และหลังผ่าตัดด้วยวิธี RJ-TUAEP 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่            ภายหลังเผยแพร่ผลงานในวารสาร การบรรยายในการประชุมวิชาการ การออกหน่วยลงพื้นที่สอนแสดงการผ่าตัด และการจัดอบรม RJ-TUAEP start up ทำให้ได้รับความสนใจในหลายโรงพยาบาล เกิดการริเริ่มให้บริการผ่าตัดแบบRJ- TUAEP เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น เป็นการยกระดับมาตราฐานการรักษาสู่ประชาชนในส่วนภูมิภาค และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการอีกด้วย ประโยชน์ที่ประชาชน และผู้รับบริการได้รับจากโครงการผ่าตัดส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP มีดังนี้1. ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลในส่วนกลาง โดยไม่ต้องเดินทางเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน2. ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เห็นผลดีได้ชัดเจนหลังผ่าตัด3. ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดที่ปลอดภัย เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (TURP-Syndrome)4. ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว นอนโรงพยาบาลสั้นลง ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ5. โครงการก่อเกิดความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ส่งผลดีกับประชาชนดังนี้           10.5.1. เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยโดยส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEP ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต้องทุกข์ทรมานกับภาวะปัสสาวะลำบาก          10.5.2. เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ จากโครงการมีการกระจายความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ระดับภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองหลวงกับชนบท ในการมีโอกาสในการรับการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเสมอภาค และสมเหตุสมผล 6. ปัจจุบันมีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ RJ-TUAEPในหน่วยบริการทั่วประเทศสะสมแล้วกว่า 2,000 ราย มีเครือข่ายกระจายให้บริการในเขตสุขภาพดังต่อไปนี้เขตสุขภาพที่ 1 : เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูนเขตสุขภาพที่ 2 : เพชรบูรณ์ และพิษณุโลกเขตสุขภาพที่ 3 : พิจิตรเขตสุขภาพที่ 4 : สระบุรี ปทุมธานี สิงห์บุรี และลพบุรีเขตสุขภาพที่ 5 : กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสมุทรสงครามเขตสุขภาพที่ 6 : ระยอง และสระแก้วเขตสุขภาพที่ 7 : ร้อยเอ็ด และขอนแก่นเขตสุขภาพที่ 8 : อุดรธานีเขตสุขภาพที่ 9 : ชัยภูมิ และบุรีรัมย์เขตสุขภาพที่ 10 : อยู่ระหว่างการวางแผนงานเขตสุขภาพที่ 11: นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่เขตสุขภาพที่ 12: สงขลา ตรัง นราธิวาส และปัตตานี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การต่อยอดพัฒนาในอนาคต1. การเพิ่มปริมาณศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะที่สนใจ เข้าร่วมการอบรมในโครงการ โดยคาดการที่จำนวน 70 ท่านภายใน 5 ปี2. สร้างเครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมในส่วนภูมิภาค ต่อยอดเสริมศักยภาพผู้ที่ผ่านการอบรมในชุดแรก กว่า 35 ท่าน 3. มีการควบคุมคุณภาพการผ่าตัดโดยผ่านการส่งวีดีโอผ่าตัดมาประเมินทุก 6-12 เดือน4. การสร้างเครือข่ายการผ่าตัดระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้5. การรวบรวมข้อมูลวิจัยร่วมกันเป็นฐานข้อมูลระดับประเทศต่อไป6. สร้างเครือข่ายเผยแพร่ความรู้ระดับอาเซียนและนานาชาติ

เส้นทางความสำเร็จด้วยการผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมากเทคนิคใหม่ (RJ-TUAEP) จากจุดเริ่มต้นไปสู่รางวัลเลิศรัฐ 2567 (A to Z road to Public Sector Excellence Awards 2024 : RJ-TUAEP) Read More »

Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นระยะที่นักศึกษาแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่โลกการทำงานและการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น นักศึกษามีอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนและการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้อาจสร้างความท้าทายด้านการปรับตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์ เช่น ความเครียดจากภาระการเรียน ความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการอยู่ห่างไกลจากครอบครัวและเพื่อน หรือความกดดันจากสังคมใหม่ที่ต้องเผชิญ (Bewick & Stallman, 2018) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาทางสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปัจจุบันมีอัตราการเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตสูงขึ้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมาถึง 5 เท่า (Bewick & Stallman, 2018) การสำรวจในประเทศไทยพบอุบัติการณ์เกิดภาวะซึมเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยร้อยละ 23 ซึ่งสูงกว่าประชากรไทยโดยรวมถึงร้อยละ 4 (อธิชาติ และจันทิมา, 2565) นอกจากนี้ยังพบว่า ร้อยละ 21.4 ของนักศึกษากำลังเผชิญปัญหาทางสุขภาพจิต โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านการเรียน ความสัมพันธ์ และการปรับตัว ปัญหาทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา ได้แก่ ความเครียดและภาวะวิตกกังวล (ร้อยละ 9) ความรู้สึกโดดเดี่ยว (ร้อยละ 10) ภาวะซึมเศร้า (ร้อยละ 9-15)และพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย (ร้อยละ 13) ซึ่งพบว่าภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด (Pilakanta & Sriwichai, 2020)         นักศึกษาพยาบาลเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มักจะถูกคาดหวังจากสังคม อาจารย์ และครอบครัว ให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น การเรียนการสอนมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการฝึกปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพ ซึ่งนักศึกษาจะต้องปรับตัวกับผู้รับบริการ บุคลากรทีมสุขภาพ และสภาพการณ์ของการเจ็บป่วยและการดูแลรักษาในบริบทแตกต่างหลากหลาย สภาพการณ์เหล่านี้ทำให้นักศึกษาพยาบาลมีโอกาสเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้มาก ประกอบกับในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 นักศึกษาต้องปรับตัวกับการเรียนออนไลน์ การฝึกปฏิบัติงานแบบผสมผสานระหว่างสถานการณ์จำลองและสถานการณ์จริง ทำให้เกิดความเครียดจากการเรียน ดังการศึกษาในกลุ่มนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้งนักศึกษาพยาบาลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่พบว่า ปัจจัยด้านการเรียนการสอนเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาเกิดความเครียด (วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์, นูรีดา ดอเลาะ, ซูฟีนา ดาละ, ปารีรัตน์ มูและ บุษรินทร์ ประดับญาติ และฟาตีเม๊าะ ไสสากา, 2563)         คณาจารย์ในกลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชจึงเห็นความสำคัญของการให้การช่วยเหลือนักศึกษาพยาบาลที่มีความเครียดหรือปัญหาทางสุขภาพจิตจากการเรียนในสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้พัฒนาศูนย์บริการให้คำปรึกษา Happiness Center ขึ้นในปีการศึกษา 2564 เพื่อให้บริการคำปรึกษาทางออนไลน์แก่นักศึกษาพยาบาล ช่วยลดความเครียด ช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ลำบากไปได้ สามารถเรียนรู้ และมีสุขภาพจิตที่ดี การบริการให้คำปรึกษามีการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปีการศึกษา 2566 – 2567 ได้ปรับปรุงหน่วยบริการให้คำปรึกษา ปรับรูปแบบการบริการใหม่เป็นการบริการวิชาการแบบให้เปล่าของคณะพยาบาลศาสตร์ชื่อ รักษ์ใจ – Healing Heart และในปีการศึกษา 2567 ปรับปรุงมาเป็นหน่วยบริการให้คำปรึกษาที่ชื่อว่า Healing Heart Center ขยายขอบเขตการบริการให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงผู้รับบริการในชุมชนเมืองเอกที่ต้องการความช่วยเหลือด้านปัญหาสุขภาพจิต มีการนำ application Line Official มาใช้ในการรับทราบความต้องการการบริการและประสานงานนัดหมายบริการให้คำปรึกษาการดำเนินงานบริการให้คำปรึกษาผ่าน Healing Heart Center เป็นโครงการที่มีส่วนในการสร้างสุขภาวะทางกายและใจของนักศึกษา บุคลากร และชุมชน และสนับสนุนการส่งเสริม Healthy University ของมหาวิทยาลัยรังสิตต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          กระบวนการให้คำปรึกษา การพยาบาลผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิต และ Therapeutic use of self เป็นความรู้สำคัญที่นำมาใช้ในการให้บริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ทางใจของผู้ที่มารับบริการที่ Healing Heart Center          การให้คำปรึกษา (Counseling) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลทำความเข้าใจตนเอง พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา ผลจากการเข้ารับบริการการให้คำปรึกษาและผ่านการทำความเข้าใจตนเอง ทำให้ผู้รับบริการเติบโตภายในจากประสบการณ์ชีวิต กระบวนการให้คำปรึกษามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง Well-being หรือความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยแนวคิดที่นำมาใช้หลักๆ ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจาก Carl Rogers และ Carol Ryff ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภายในของบุคคล การเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) Person-Centered Therapy (Rogers, 1951) – การให้คำปรึกษาที่มุ่งเน้นผู้รับคำปรึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ Empathy (ความเข้าใจเห็นใจ), Unconditional Positive Regard (การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข), และ Genuineness (ความจริงใจ) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ และช่วยให้บุคคลตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และมุ่งสู่การเติมเต็มความสามารถสูงสุดของตน 2) Psychological Well-being (Ryff, 1989) – ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Self-Acceptance (การยอมรับตนเอง) Positive Relations with Others (ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น) Autonomy (การมีอิสระในการตัดสินใจ) Environmental Mastery (การจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดี) Purpose in Life (การมีเป้าหมายในชีวิต) Personal Growth (การเติบโตและพัฒนา) ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้บุคคลเกิดการตระหนักรู้ในตนเอง ยอมรับตนเอง พัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า สามารถปรับตัวต่อความท้าทาย เติบโตจากประสบการณ์ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งส่งผลต่อ Well-being ในระยะยาว ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการให้คำปรึกษา การพยาบาลผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และแนวคิดของกลุ่มมนุษยนิยม  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ได้แก่ ทักษะการให้คำปรึกษา (counseling skills) การใช้ตนเองเพื่อให้การช่วยเหลือ (therapeutic use of self) วิธีการดำเนินการ 1) ประชุมคณาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาสถานการณ์และปัญหาของนักศึกษาที่พบหลังจากนั้นได้นำแนวทางการดำเนินงานเรียนปรึกษาท่านคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับทราบข้อเสนอแนะจากทุกส่วน นำกลับมาประชุมในกลุ่มวิชาฯ เพื่อปรับปรุงแผนการให้บริการ 2) ขั้นเตรียมการ2.1 จัดเตรียมข้อมูลสำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ Healing Heart Center 2.2 จัดเตรียม Line Official สำหรับใช้ในการติดต่อและนัดหมายการรับบริการ จัดบริการให้คำปรึกษาโดยจัดทำระบบการติดต่อขอนัดรับบริการคำปรึกษาแบบ blind ผ่าน Line official2.3 จัดเตรียมสถานที่ให้บริการแบบ on-site: ขออนุญาตใช้ห้องและอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็นสำหรับบริการให้คำปรึกษา 2.4 ประชาสัมพันธ์การเปิดให้บริการให้คำปรึกษา Healing Heart Center 2.5 จัดตารางให้บริการของอาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช 3) เมื่อมีผู้ต้องการรับบริการแจ้งความประสงค์ขอเข้ามารับบริการผ่านทาง Line Official อาจารย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบให้บริการในวันเวลาดังกล่าว จะไปให้บริการตามนัดที่ห้อง 4/2-406 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4) เมื่อพบผู้รับบริการที่มารับบริการให้คำปรึกษา อาจารย์เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการระบายความรู้สึกและบอกเล่า ประสบการณ์ที่ทุกข์ใจ รับฟังด้วยความเข้าใจโดยประยุกต์ใช้กระบวนการให้คำปรึกษาและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลทางสุขภาพจิตและจิตเวช ช่วยให้ผู้รับบริการได้มีโอกาสทบทวนเหตุการณ์และทำความเข้าใจตนเอง มองหาทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาในทางสร้างสรรค์ หลังจากให้คำปรึกษาใน session แล้ว บางรายอาจจะให้การบ้านผู้รับบริการกลับไปทบทวนตนเองและนัดกลับมาพบกรณีที่ผู้รับบริการต้องการหรืออาจารย์ผู้ให้บริการคำปรึกษาเห็นว่าสมควรนัดเพื่อติดตาม 5) กรณีที่พบว่าปัญหาของผู้รับบริการมีความซับซ้อนและต้องการการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ อาจารย์จะขออนุญาตผู้รับบริการและสรุปข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการส่งต่อไปรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญ 6) ประสานงานส่งต่อผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานผลการดำเนินการเชิงปริมาณ          ผลการดำเนินงานของหน่วยบริการให้คำปรึกษา Healing Heart Center คณะพยาบาลศาสตร์ที่ให้บริการคำปรึกษาทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชแก่นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 มีผู้เข้ารับบริการ จำนวน 32 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากคณะต่างๆ รวมถึงคณะพยาบาลศาสตร์ มีบุคคลากรในมหาวิทยาลัยและบุคคลภายนอกเล็กน้อย โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ภาวะซีมเศร้า วิตกกังวล เครียด และแพนิค ทุกรายที่ขอรับบริการได้รับบริการ คิดเป็นร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจหลังรับคำปรึกษาร้อยละ 100 ในปีการศึกษา 2567 กำลังพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูล และคงให้บริการอย่างต่อ ผลการดำเนินการเชิงคุณภาพ          ด้านผู้รับบริการ นักศึกษาที่รับบริการให้คำปรึกษา รู้สึกพึงพอใจและได้รับความช่วยเหลือทำให้สามารถบรรเทาความไม่สบายใจ และมีแนวทางรับมือกับปัญหาที่นำมาปรึกษาได้ ผู้เข้ารับบริการบางรายบอกว่า “ตอนแรกมาถึงหน้าห้องแล้วไม่อยากเข้ามา รู้สึกกลัวและไม่มั่นใจว่าที่นี่จะช่วยได้ไหม แต่พอเข้ามาแล้วรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย” หลายคนบอกว่า “ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังดี อยากหาใครสักคนที่มืออาชีพพอในการฟัง ไม่ตัดสิน ไม่เอาไปพูดต่อ ที่นี่ทำให้รู้สึกพึ่งได้” “หนูออกไปหนูเก่งขึ้นนะ รับมือกับอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาได้ แต่รอบนี้หนูแค่เหนื่อย เลยอยากมาขอพักแป๊บ อยากมาขอพลังใจ แล้วเดี๋ยวจะกลับไปสู้ใหม่” “ที่นี่คือ safe zone อย่างน้อยก็มีที่ที่นึงที่สามารถรับฟังหนูได้ทุกเรื่อง” หรือบางรายบอกว่า “ผมไม่เคยมีเวลาได้ทบทวนตัวเองเลยครับ ทุกครั้งต้องเข้มแข็งเพื่อแม่มาตลอด เพิ่งเข้าใจว่าที่บอกว่าเข้มแข็งแต่ผมก็ทำร้ายตัวเองทางอ้อมด้วย” และเกือบทุกคน “รู้สึกขอบคุณพี่ที่ไม่ถามแม้แต่ชื่อ แต่ทำให้รู้สึกดีและประทับใจที่สุด” เป็นต้น ด้านผู้ให้บริการ เกิดการเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ในการบริการให้คำปรึกษา อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน  มีข้อจำกัดในการบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา เนื่องจากต้องระมัดระวังการรักษาความลับของผู้รับบริการ การบันทึกเป็นแบบนิรนาม วิเคราะห์และสรุปปัญหาในภาพรวม มีข้อจำกัดเรื่องเวลาการให้และการรับบริการ เนื่องจากอาจารย์ผู้ให้บริการคำปรึกษามีภารกิจด้านการสอนมาก บางครั้งต้องสอนภาคปฏิบัติที่โรงพยาบาล ส่วนผู้รับบริการติดเรียนและทำงาน เวลานัดหมายจึงมักเป็นเวลาเย็นถึงค่ำ อาจารย์ต้องเดินทางกลับจากการสอนภาคปฏิบัติในแหล่งฝึกเพื่อมาให้บริการคำปรึกษาที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ความรู้ที่ค้นพบใหม่ เรียนรู้ว่าการดำเนินการบริการให้คำปรึกษาของ Healing Heart Center สามารถช่วยเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ทุกข์ใจในชีวิต โดยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง ความเข้าใจตนเอง เสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เพิ่มทักษะการเผชิญปัญหา และปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตัวเองและคนรอบข้างในทางสร้างสรรค์ ทำให้ผู้รับบริการเกิดสุขภาวะ (Well-being) ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 Healing heart from stressful life experiences to well-being ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice คงการให้บริการคำปรึกษาแก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ให้มีสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อร่วมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยรังสิตเป็น Health Promotion University ที่เข้มแข็งต่อไป พัฒนาและประชาสัมพันธ์ application ที่นักศึกษา บุคลากร และประชาชน สามารถเข้าถึงการบริการให้คำปรึกษาได้ง่ายและทั่วถึง พัฒนาระบบบันทึกข้อมูลการให้บริการคำปรึกษาเพื่อสามารถติดตามการให้บริการได้ต่อเนื่อง โดยคงยึดหลักการรักษาความลับของผู้รับบริการ

Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being Read More »

ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ทนพ. ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ในปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชสมุนไพร มีผลกระทบโดยตรงต่อวงการแพทย์และเภสัชกรรม ซึ่งพืชสมุนไพรเป็นแหล่งสำคัญของสารออกฤทธิ์ที่ใช้ในตำรับยาแผนไทยและแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเหล่านี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การบุกรุกพื้นที่ป่า การใช้สมุนไพรอย่างไม่ยั่งยืน และการขาดความตระหนักในการอนุรักษ์พืชสมุนไพรอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ได้ดำเนินโครงการ "ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข" กิจกรรมปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเป็นการแสดงมุทิตาจิตแด่ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงฉวี บุนนาค คณบดีผู้ก่อตั้งเนื่องในโอกาสได้รับรางวัล เภสัชกรแห่งชาติ โดยสภาเภสัชกรรม โครงการนี้ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การอนุรักษ์สมุนไพรและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน     o ส่งเสริมให้เกิดการปลูกและดูแลพืชสมุนไพรในพื้นที่วัดและสถาบันการศึกษา     o เพิ่มจำนวนพืชสมุนไพรที่สำคัญทางเภสัชกรรมให้คงอยู่ในระบบนิเวศ     o สนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักเภสัชศาสตร์2. การบูรณาการความรู้ทางเภสัชศาสตร์และพระพุทธศาสนา     o เชื่อมโยงศาสตร์ทางเภสัชศาสตร์กับหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสันติ     o เสริมสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและความเมตตา ผ่านกิจกรรมปลูกป่าและการดูแลสมุนไพร     o สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้หลักธรรม เช่น ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อสังคม3. การส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม     o การปลูกป่าสมุนไพรช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ     o สนับสนุนการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมการแพทย์ทางเลือกและองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย     o ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ชุมชน และวัด ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สมุนไพร เหตุผลของการจัดโครงการการจัดโครงการนี้มีความสำคัญและความจำเป็นจากหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้1. การลดลงของทรัพยากรสมุนไพรและความจำเป็นในการอนุรักษ์    o สมุนไพรไทยหลายชนิดกำลังสูญพันธุ์หรือมีจำนวนลดลงจากการใช้ประโยชน์ที่เกินขีดจำกัด     o การจัดตั้งพื้นที่ปลูกป่าสมุนไพรภายในวัดและสถานศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพืชสมุนไพรให้มีความยั่งยืน 2. การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมในการใช้ทรัพยากร    o นอกจากการเรียนรู้เกี่ยวกับเภสัชศาสตร์ นักศึกษาควรได้รับการปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ    o พระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณค่าของความเมตตา ความรับผิดชอบ และความกลมกลืนกับธรรมชาติ 3. การส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการพัฒนาทักษะที่จำเป็น    o การจัดโครงการในพื้นที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับบรรยากาศทางธรรมชาติและหลักธรรม    o นักศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถนำความรู้ที่ได้จากกิจกรรมไปใช้ในการศึกษาต่อเนื่อง รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร 4. การมีส่วนร่วมของชุมชนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ    o วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสมุนไพรที่ยั่งยืน    o การดำเนินโครงการร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา วัด และชุมชน จะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง 4. วัตถุประสงค์ของโครงการ1. เพื่อสร้างทัศนคติที่ดี ปลูกฝั่งจิตที่ดี มีสติ และคุณธรรมแก่นักศึกษาเภสัชศาสตร์ และบุคลากรวิทยาลัยเภสัชศาสตร์2. เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์ และบุคลากรวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ได้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมจริง ได้ฟังในเรื่องที่มีประโยชน์และเสริมสร้างจิตใจที่ดี3. เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิต โครงการ ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข         เป็นโครงการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์กับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ควบคู่กับการพัฒนาจิตใจผ่านกิจกรรมการปลูกป่าและการเรียนรู้ภายในพื้นที่วัดและสถาบันการศึกษา การดำเนินโครงการนี้เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SustainableDevelopment Goals: SDGs) โดยเฉพาะด้าน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ การส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา คณาจารย์ นักศึกษา วัด และชุมชน ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้สมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อเภสัชศาสตร์และการแพทย์ รวมถึงการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          โครงการ “ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข” เป็นโครงการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์และพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สมุนไพรและพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมหลักของโครงการประกอบด้วย การปลูกป่าสมุนไพรและการเรียนรู้คุณค่าทางเภสัชกรรมของพืชสมุนไพร ควบคู่กับการปลูกฝังหลักธรรมและจริยธรรมในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การดำเนินโครงการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ได้นำไปสู่การค้นพบและการตระหนักถึงประเด็นความรู้ที่สำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) องค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์และสมุนไพร (2) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการพัฒนาจิตใจ และ (3) แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น มีหลัก "พุทธปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อม"ซึ่งเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและมีความรับผิดชอบ หรือหลักธรรม เช่น เมตตา กรุณา และสันโดษ ถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งการปลูกฝังแนวคิด "ธมฺมจารี สุขํ เสติ"(ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข) เชื่อมโยงกับการปฏิบัติที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อธรรมชาติและสังคม การปลูกพืชสมุนไพรหรือไม้ยืนต้นยังช่วยสร้างระบบนิเวศที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและการศึกษา และส่งเสริมการศึกษาความสัมพันธ์ของพืชสมุนไพรกับความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่วัดและชุมชน ตลอดจนเป็นการสร้างฐานข้อมูลสมุนไพรในพื้นที่วัดและสถานศึกษาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดการศึกษาและการวิจัย ดังนั้นความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนา นโยบายการอนุรักษ์สมุนไพร, การพัฒนาหลักสูตรด้านเภสัชศาสตร์ และการจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบของการบูรณาการศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนและมีความสมดุลทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)☑︎ อื่น ๆ (โปรดระบุ)ความรู้ที่เกิดประสบการณ์การจัดโครงการแล้วบุคลากรและนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)☑︎ เจ้าของความรู้/สังกัด อ.ดร.ทนพ. ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง โครงการ ธมฺมจารี สุขํ เสติ: ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข         เป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สมุนไพรไทย ควบคู่กับการพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและคุณธรรมจริยธรรมในหมู่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของพืชสมุนไพรที่เป็นทรัพยากรสำคัญในทางการแพทย์และเภสัชกรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศของพืชสมุนไพรที่กำลังลดลง การดำเนินโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้บริหารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งตระหนักถึงความจำเป็นของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและเภสัชศาสตร์เข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม โดยมีการดำเนินกิจกรรม ณ โถงหน้าสำนักงานธุรการวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เวลา 9.00-11.00 น. และนำต้นไม้และพืชสมุนไพรไปปลูกที่วัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามากกว่าร้อยละ 60 ของกลุ่มเป้าหมาย และมีระดับความพึงพอใจในกิจกรรมอยู่ในเกณฑ์สูง โดยได้ดำเนินการคัดเลือกและปลูกพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางเภสัชศาสตร์ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในมหาวิทยาลัยและวัดที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถเติบโตและเป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาว โครงการนี้ยังมีนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตระหนักในความสำคัญของการอนุรักษ์สมุนไพร นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้รับประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกและดูแลสมุนไพร ตลอดจนการศึกษาสรรพคุณทางเภสัชวิทยาของพืชแต่ละชนิดที่สามารถบูรณาการเนื้อหาด้านพฤกษศาสตร์เภสัชกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าสู่หลักสูตรเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้นักศึกษาและบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการมีระดับความพึงพอใจสูงต่อกิจกรรม โดยเห็นว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์ทั้งทางด้านวิชาการและการพัฒนาคุณธรรม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผลบทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         การดำเนินกิจกรรมเป็นโครงการความร่วมมือทั้งทางด้านวิชาการ การส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อให้คณาจารย์ คลากรและนักศึกษาได้มีความสัมพันธ์ที่ดีในการร่วมดำเนินกิจกรรมในรั้ววิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โอกาสในการพัฒนาสติ เจริญปัญญา ทบทวนและขัดเกลาคุณธรรมและจริยธรรมสร้างสติภายในตัวเพื่อให้ทั้งคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาใช้ชีวิตทั้งการปฏิบัติงานการเรียนและการสอนตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ตลอดจนเป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติสุข ปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมผ่านการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจหลักในการสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ร่วมกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาท ส่งเสริมและสนับสนุน คุณธรรม จริยธรรม การประกอบสัมมาชีพและจรรโลงไว้ซึ่งพระศาสนา โดยผลที่เกิดขึ้นส่งเสริมให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์มีโอกาสได้ฟังธรรมตามกาล ได้ฝึกสติ เจริญภาวนาซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้มีสติ อันจะนำไปสู่การหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งในการศึกษาเล่าเรียน และในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีโอกาสสั่งสมบุญบารมี ได้มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเกิดการบ่มเพาะ และส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และความซื่อสัตย์ทั้งต่อการศึกษาเล่าเรียนและต่อวิชาชีพ ตลอดจนนักศึกษาเภสัชศาสตร์มีโอกาสในการทำกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์กับทั้งคณาจารย์และบุคลากรอื่นๆ การมีสุขภาพทั้งกายและจิตที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเจริญพร้อมทั้งทางด้านวัตถุและคุณภาพทางจิตใจส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยรังสิตสามารถสร้างบัณฑิตเภสัชศาสตร์ ที่มีคุณธรรม จริยธรรม วางตนในบริบทที่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อมหาวิทยาลัย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นโครงการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ที่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างทั้งสองสถาบัน ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมจึงมีกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสามารถดำเนินโครงการต่อเนื่องตามแนวทางความร่วมมือระหว่างสองสถาบันได้อย่างเกิดประสิทธิผล

ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข กิจกรรม ปลูกป่าสมุนไพร ปลูกใจกรุณา ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี Read More »

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 2.1.4, KR 2.5.2 KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.ธวัช แก้วกัณฑ์ รศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัยควบคู่กับการพัฒนานักศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์หรือนักวิจัยให้ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป พัฒนานักศึกษาทักษะทางวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และ พัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Innocreative Co-Creator) เผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นต้องมีความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคม มีคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลก สามารถสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ และความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง (Active Citizen) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์การพัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้จากการทำโครงงานเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานในอนาคต ซึ่งได้พัฒนาทักษะทางด้านการทำงานวิจัย การนำเสนอ การแสดงผลงานวิจัยต่อสาธารณชน ฝึกการตอบคำถามผ่านกิจกรรมการแข่งขันประกวดงานนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้สนับสนุนอาจารย์และนักศึกษาด้านการสร้างแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการและความเป็นสากล เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ มีความเป็นนวัตกร มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยมอบหมายให้อาจารย์ในห้องวิจัยแต่ละห้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆปี โดยอาจารย์ประจำห้องวิจัยจะต้องสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าแข่งขันประกวดผลงาน โดยในปีที่ผ่านมาทางห้องวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย: วิทยาลัยมุ่งเน้นการผลักดันให้อาจารย์และนักวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่านั้น เพื่อสร้างชื่อเสียงและเสริมความน่าเชื่อถือของวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะนักศึกษา: เน้นการพัฒนาทักษะทางวิชาการและปฏิบัติ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 นักศึกษาจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม (Inno creative Co-Creator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และเข้าใจบทบาทของตนในฐานะผู้แก้ปัญหาสังคม ความเป็นผู้ประกอบการและพลเมืองที่เข้มแข็ง: นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถสร้างมูลค่าให้ตนเองและชุมชน รวมถึงร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเข้าร่วมแข่งขันและประกวดนวัตกรรม: วิทยาลัยสนับสนุนนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมแข่งขันประกวดนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ เพื่อฝึกทักษะการวิจัย การนำเสนอผลงาน การตอบคำถาม และการสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 การสนับสนุนจากอาจารย์ประจำห้องวิจัย: อาจารย์แต่ละคนในห้องวิจัยมีหน้าที่ดูแลนักศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการพัฒนานวัตกรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมแข่งขันผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)     ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง      องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย 2. องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ)  เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการในการเตรียมผลงานวิจัยเพื่อเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award 2024 ติดตามข่าวสารการประกวด อาจารย์ประจำห้องวิจัยจะติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดผลงานนวัตกรรมจากเว็บไซต์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบกำหนดการและข้อกำหนดต่าง ๆ คัดเลือกผลงานวิจัย อาจารย์ประจำห้องวิจัยในห้องวิจัยจะพิจารณาและคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมการประกวด โดยคำนึงถึงคุณภาพและความน่าสนใจของผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2024 นี้ ได้คัดเลือกผลงานทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่ การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา การเตรียมความพร้อมของผลงาน นักศึกษาจะจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนด โดยเน้นหัวข้อทางด้านการแพทย์ที่สอดคล้องกับแนวทางของการประกวด อาจารย์ที่ปรึกษาจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอโครงการ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น การส่งผลงานเข้ารอบคัดเลือก เมื่อข้อเสนอโครงการผ่านการตรวจทานและปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาและคณะอาจารย์จะจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในรอบคัดเลือกตามกำหนดการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เตรียมการสำหรับรอบต่อไป เมื่อมีการประกาศผลผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ดำเนินงานจะจัดเตรียมเอกสารและสื่อประกอบ เช่น โปสเตอร์แสดงผลงานและวิดีโอ (VDO) ให้นักศึกษามีตวามมั่นใจในการนำเสนอผลงาน โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ผ่านเข้ารอบมีจำนวนทั้งสิ้น 5 ผลงาน ดังรูปที่ 1 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รูปที่ 1 แสดงเอกสารแจ้งการเข้ารอบคัดเลิอกผลงานการประดิษฐ์จากทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รหัส 14688     เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG                                        (Photoplethysmogram) และแสดงผลผ่านทางระบบ IOT อาจารย์ที่ปรึกษา          1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์  รายชื่อผู้ประดิษฐ์          1. นางสาว ภูริดา นันทภัคพงศ์2.นางสาว นาตชา อินทโชติ3.นางสาว ชลดา ชื่นเจริญ รหัส 14883     เรื่อง เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย  อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นาย อับดุลรอฮมาน ดามิเด็ง2.นางสาว อารยา กัดเขียว3.นางสาว สุนิสา ไทยรัตน์ รหัส 14941     เรื่อง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นาย ภูติวัฒน์ เพียรมั่น2.นางสาว ณัฎฐณิชา วิฑูรย์พันธ์3.นางสาว ธนภรณ์ เวชกุล4.นางสาว วรรณพร เปมานุกรรักษ์ รหัส 15024     เรื่อง การออกแบบและสร้าวเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือ                      แพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC62353 อาจารย์ที่ปรึกษา1. รองศาสตราจารย์ ปรียา อนุพงษ์องอาจ2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธวัช แก้วกัณฑ์ รายชื่อผู้ประดิษฐ์          1. นางสาว กันต์กนิษฐ์ ผู้สำรอง2.นางสาว สุภาพร พิศเพลิน3.นางสาว สุภาวดี จันทร์ฉาย4.นาย ภานุพงศ์ อุ่นคำ5.นาย นครินทร์ นพเก้า รหัส 17368     เรื่อง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา อาจารย์ที่ปรึกษา1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าที่ร้อยตรีพิชิตพล โชติกุลนันทน์2.รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น3.อาจารย์ กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ4.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง รายชื่อผู้ประดิษฐ์1. นางสาว สุชาดา ทองย้อย2.นางสาว ปิ่นเพชร เกษม3.นางสาว ศศิวิมล ศรีบุญเรื่อง4.นางสาว ขนารตี สามยอด5.นางสาว ภณัฐศวรรณ นวลศรี 6. ฝึกซ้อมการนำเสนอ นักศึกษาจะได้รับการฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน การตอบคำถามจากคณะกรรมการ และการจัดเตรียมสื่อที่ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้มีความพร้อมและมั่นใจในการแข่งขันจริง อาจารย์จะให้คำแนะนำและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักศึกษา รวมถึงช่วยพัฒนาเทคนิคในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           จากการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดและรับรางวัลในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการเเละการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีอาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1,2 และ 3 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โดยได้รับรางวัลทั้งหมด 5 ผลงาน ดังนี้ การออกแบบและสร้างเครื่องวัดความดันด้วยหลักการ PPG ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ รางวัลThe JIPA Award for the Best Innovation for ICT for the invention Blood Pressure Measurement using the PPG Principle เครื่องเตือนการรั่วซึมของเลือดที่สายส่งเลือดจากเครื่องไตเทียมเข้าสู่ผู้ป่วย ได้รับรางวัลเหรียญทอง การออกแบบและสร้างเครื่องทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน IEC60601-1 และ IEC 62353 ได้รับรางวัลเหรียญทอง การศึกษาการออกแบบและสร้างเครื่องสอบเทียบอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ ได้รับรางวัลเหรียญทอง เครื่องเลื่อยกระดูกสำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ได้รับรางวัลเหรียญทอง รูปที่ 2 บรรยากาศในงานประกวดและการขึ้นเวทีรับรางวัลระดับชาติ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน งบประมาณการจัดทำโครงงานของนักศึกษาที่จำกัด งบประมาณที่จำกัดในการทำงานโครงงานของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการพัฒนางานวิจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรับรองคุณภาพของงานวิจัย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยไปสู่การทดสอบและพัฒนาต่อไปได้ในระดับที่ต้องการ เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาจำกัด อาจารย์ที่ปรึกษามีภาระการสอนที่มาก ส่งผลให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือให้คำแนะนำแก่นักศึกษาได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การทำงานวิจัยเป็นไปได้ช้าและประสิทธิภาพในการพัฒนางานลดลง เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ขาดงบสนับสนุนในการนำเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยมีงบประมาณจำกัดในการสนับสนุนนักวิจัยเพื่อนำผลงานเข้าร่วมประกวดหรือเผยแพร่ ซึ่งทำให้นักวิจัยหลายคนขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานในเวทีที่สำคัญ หรือไม่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ว่าการได้รับรางวัลจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยก็ตาม ขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้รับรางวัลในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากเวทีภายนอกไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์และนักศึกษารู้สึกว่าผลงานของตนไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรและขาดการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง แรงจูงใจในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเข้าประกวดผลงาน อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนหรือช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นผลที่ได้รับในการทำงานแทบไม่มีความแตกต่าง จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนางานหรือผลักดันให้เข้าร่วมแข่งขัน แม้การเข้าร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ ผลการดำเนินการในการส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมโครงการ Thailand New Gen Inventor Award (I-New Gen Award 2024) ซึ่งจัดขึ้นในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในด้านการสร้างชื่อเสียงระดับชาติ โดยผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งหมด 5 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานได้รับเหรียญทอง อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT เพิ่มเติมอีกหนึ่งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของนักศึกษาและคณาจารย์ในการพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพ 3.2 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ การเข้าร่วมโครงการและการประกวดครั้งนี้ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะในการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมชมงานในระดับประเทศ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ในการพัฒนาผลงานที่สามารถใช้งานได้จริง ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักศึกษา ตลอดจนได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผลงานต่อไป 3.3 สรุปและอภิปรายผล การเข้าร่วมและได้รับรางวัลในครั้งนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระดับชาติ ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในเวทีที่กว้างขวาง และยังเป็นกำลังใจให้คณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การได้รางวัลพิเศษ JIPA Award for the Best Innovation for ICT แสดงถึงการยอมรับในระดับสากลและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.4 บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การพัฒนานวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ในด้านการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม 3.5 การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติ ผลงานทั้ง 5 ชิ้นที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนที่มีส่วนร่วม การสนับสนุนจากคณาจารย์ในวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและมีความหมายในระดับสากล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้หรือในอนาคตสู่การประสบความสำเร็จตาม Key Result ด้านการสร้างชื่อเสียง มหาวิทยาลัยควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณการจัดทำโครงง่นนักศึกษาและควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานให้เข้าประกวดแข่งขันเพิ่มขึ้น ปรับปรุงการบริหารจัดการภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ควรจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม โดยลดภาระการสอนที่อาจารย์ต้องรับผิดชอบลง เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพิ่มงบประมาณสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันและนำเสนอผลงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำเสนองานวิจัยในเวทีระดับชาติและนานาชาติถือเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยควรมีแผนสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับการส่งผลงานเข้าประกวดหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงผลงานในระดับที่สูงขึ้น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย สร้างระบบการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล มหาวิทยาลัยควรมีการโปรโมทผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นทางการ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัย จดหมายข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและแสดงถึงการยอมรับผลงานที่ได้รับรางวัลในวงกว้าง นอกจากนี้ ควรมีการจัดแสดงผลงานวิจัยในงานประชุมหรือกิจกรรมพิเศษของมหาวิทยาลัยเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับทราบและภาคภูมิใจในความสำเร็จของเพื่อนร่วมสถาบัน ส่งเสริมแรงจูงใจของอาจารย์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ที่สนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เช่น การให้รางวัลรวมถึงการนำผลงานวิจัยที่ได้รางวัลมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจจัดกิจกรรมพิเศษหรือรางวัลเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การแข่งขันในระดับสูง ทั้งนี้จะช่วยให้อาจารย์มีแรงจูงใจมากขึ้นในการสนับสนุนนักวิจัยและสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

การพัฒนางานวิจัยจากห้องวิจัยสู่การประกวดผลงานวิจัยเพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1, KR 5.2.1/1 และ KR 5.2.2/1 แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมี ชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. ศิรประภา ศรีวิโรจน์ ผศ. ดร. นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และ ผศ. เกศรา สุพยนต์ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และสร้างความมีชื่อเสียงให้กับองค์กร (Image and Reputation Management) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) การสร้างชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยรังสิต (Brand Reputation)2) กลุ่มคณะวิชามีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ (Faculty Quality) 3) การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักศึกษา (Student Life Experience) คณะบัญชีจึงได้นําเป้าหมายผลลัพธ์ (KR) ในแต่ละวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นเป้าหมายของการพัฒนาคณะบัญชีในระยะ 5 ปีนับแต่ปี 2565 -2569 ดังแสดงในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี โดยกําหนดกลยุทธ์สําคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายผลลัพธ์ ดังนี้กลยุทธ์ที่ 1 การสนับสนุนการสร้างชื่อเสียงของอาจารย์โดยการพัฒนาทักษะการวิจัยและสร้างผลงานวิจัยคุณภาพเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพที่อยู่ในฐาน SCOPUS และการเพิ่มผลงานวิจัยคุณภาพ ทุนวิจัย ให้เป็นที่ประจักษ์ในการดําเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษากลยุทธ์ที่ 2 การสร้างภาพลักษณ์ของอาจารย์และนักศึกษาโดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพทั้งระดับประเทศ และระดับนานาชาติ จัดกิจกรรมทางวิชาการภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งการพัฒนานักศึกษา อาจารย์ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และสังคมชุมชนกลยุทธ์ที่ 3 การส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างชื่อเสียงของอาจารย์และนักศึกษาโดยส่งผลงานทางวิชาการที่ทําร่วมกัน ได้แก่ บทความวิจัย รายงานวิจัย เข้าประกวดในเวทีระดับชาติ และนานาชาติอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งนักศึกษาเข้าแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการบัญชี บทวิเคราะห์การศึกษาด้านการบัญชีและธุรกิจ อย่างต่อเนื่องกลยุทธ์ที่ 4 การให้ความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ในการเข้าร่วมดําเนินกิจกรรม/โครงการ วันสําคัญของชาติการสืบสานประเพณี และ การส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรม/ โครงการด้านการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ก่อเกิดคุณค่า/มูลค่าเพิ่มแก่สังคมและประเทศชาติของคณะวิชาการสนับสนุนกิจกรรม/โครงการ           คณะบัญชี โดยคณบดี และคณะกรรมการประจําคณะ ตระหนักถึงความสําคัญในการพัฒนาและนํากลยุทธ์ ทั้ง 4 ลงสู่การปฏิบัติดังปรากฏในแผนปฏิบัติการประจําปี โดยคณะบัญชี ได้วางเป้าหมายและมาตรการส่งเสริมการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ ของแผนยุทธศาสตร์ฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้จุดแข็งและโอกาสของคณะ ต่อไปนี้ในการกําหนดกลยุทธ์เพื่อให้คณะบัญชี สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว จุดแข็ง มีอาจารย์ที่มีความสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาหรือองค์กรวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ มีเครือข่าย และความร่วมมือในด้านวิชาการ การวิจัย กับองค์การวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งบริษัทต่างๆ บุคลากรมีความร่วมมือในการทํางาน สามารถทํางานเป็นทีม และมีความเกื้อกูลกัน มีโครงสร้างการบริหารคณะที่รองรับพันธกิจสถาบันอุดมศึกษา และมีคําอธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบของตําแหน่งผู้บริหารและคณะกรรมการชุดต่างๆ ชัดเจน อาจารย์ส่วนใหญ่อุทิศตนในการทํางานเพื่อคณะ โอกาส ผลงานวิจัยที่อาจารย์ทํารวมกับนักศึกษาสามารถนับเป็นผลงานของทั้งอาจารย์และนักศึกษาได้ แหล่งทุนวิจัยเปิดโอกาสในการเสนอโครงการวิจัยแบบบูรณาการศาสตร์เพื่อมุ่งเป้าผลลัพธ์การพัฒนาชัดเจน หน่วยงานภายนอกและองค์กรวิชาชีพบัญชีในประเทศให้ความสนใจและยินดีที่จะพัฒนาเครือข่ายกับ มหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดดําเนินการสอนหลักสูตรทางการบัญชีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีสถาบันภาษาที่จะช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้กับอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยมีศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ที่จะช่วยสนับสนุนการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ         การคัดเลือกผลงานเชิงประจักษ์การจัดการความรู้ของคณะบัญชีในปีการศึกษา 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการประจําคณะ จึงเห็นสมควรให้นําเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีในเรื่อง การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการคณะวิชาในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ที่มีความยากลําบากพอสมควรสําหรับคณะวิชาขนาดเล็ก ความสําเร็จที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาแผนยุทธศาสตร์แม้จะยังมีไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกันคณะวิชาอื่นที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็กล่าวได้ว่า เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีส่งผลให้คณะบัญชีติดอันดับ TOP 10 ของตัวบ่งชี้ในการประกันคุณภาพ ที่เชื่อมโยงได้ กับเป้าหมายตัวชี้วัดความสําเร็จของแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงตลอด 2 ปีที่ผ่าน คือปี 2565-2566 รวมทั้งแนวโน้มที่ดีในปีการศึกษา 2567 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  เทคนิคและแนวทางในการแสวงหาและสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอกทางวิชาชีพและวิชาการบัญชี ที่จะทําให้ความร่วมมือในการสร้างกิจกรรมหรือโครงการที่มุ่งพัฒนานักศึกษา อาจารย์ ให้มีจิตอาสาทําประโยชน์เพื่อส่วนรวม รวมทั้งการมุ่งส่งเสริมพันธกิจของคณะในการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านมาตรฐานวิชาชีพบัญชี ดานเศรษฐกิจและการเงิน ด้านโมเดลทางธุรกิจ ที่มีต่อความต้องการของตลาด หรือความคาดหวังที่ตลาดมีต่อสถาบันการศึกษา การเรียนรู้ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และการทํางานของคณาจารย์ คณะบัญชี ที่มีอยู่ หลากหลาย สามารถนํามาใช้ประโยชน์ในการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงให้กับคณะวิชา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knoedge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เรื่อง การพัฒนาชุมชนด้วยการวิจัยพัฒนาและกิจกรรมขับเคลื่อนเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์/คณะบัญชี เรื่อง การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนด้วยเครื่องมือทางสังคมเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์/คณะบัญชี เรื่อง การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารเจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.คณิตศร เทอดเผ่าพงศ์/คณะบัญชี เรื่อง การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเจ้าของความรู้/สังกัด รศ.นันทชัยทองแป้น/วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดงานวิจัยและนวัตกรรมเจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์/วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความให้ได้ตีพิมพ์ระดับ Q1 Q2เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัด คณบดีคณะบัญชี/ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ การสร้างและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพและวิชาการบัญชีที่มีอยู่ และแสวงหาใหม่ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ การสร้างวัฒนธรรมการทํางานแบบมุ่งมั่นสู่ความสําเร็จและบรรลุเป้าหมาย ในการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมการเข้าแข่งขัน ประกวดผลงาน โดยใช้มาตรการส่งเสริมที่เหมาะสม และคงไว้ซึ่งคุณภาพการเรียนการสอน การศึกษากติกา ข้อบังคับ ระเบียบการต่าง ๆ ให้ชัดเจนในวางแผนดําเนินงาน เพื่อให้การดําเนินงาน ประสบผลสําเร็จ การสร้างความตระหนักรู้นความสําคัญ คุณค่าในตัวของนักศึกษา บุคลากร จากผลงานและความสําเร็จที่ ส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของคณะ การให้รางวัล และการขอบคุณแก่เจ้าของผลงานและผู้มีส่วนร่วมในความสําเร็จ รวมทั้งการเปิดเวทีภายในคณะเพื่อให้มีถ่ายทอดการทํางานและความสําเร็จที่เกิดขึ้น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การนําเป้าหมาย ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชีลงสู่การปฏิบัติอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และการบริหารความเสี่ยง คณะบัญชี ซึ่งมีคณบดีคณะบัญชีเป็นประธานคณะกรรมการ เริ่มจากการกําหนดเป้าหมายผลลัพธ์ และกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่จะดําเนินการในแต่ละปี้การศึกษา โดยมุ่งเป้าการบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ ที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับนักศึกษา อาจารย์ และคณะวิชา ดังนี้     – นักศึกษา เป้าหมายผลลัพธ์ คือ ผลงานของนักศึกษาที่ได้รับรางวัล     – อาจารย์ เป้าหมายผลลัพธ์ คือ ผลงานของอาจารย์ที่ได้รับรางวัล การได้รับเชิญเป็นกรรมการใน คณะกรรมการทางวิชาการ หรือวิชาชีพขององค์กรภายนอก ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐาน SCOPUS      – คณะวิชา เป้าหมายผลลัพธ์ คือ โครงการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน โครงการหรือกิจกรรม สืบสานศิลปะและวัฒนธรรม ที่นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมดําเนินงานกับคณะ หรือมหาวิทยาลัยรังสิต ออกแบบกิจกรรม โครงการ มาตรการ ต่างๆ ที่จะสนับสนุนการดําเนินงานเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ในด้านนี้และในด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ประสบความสําเร็จและบรรลุเป้าหมาย โดยเปิดโอกาสให้มีการทํางานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และองค์กรภายนอก คณบดีให้การส่งเสริมสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอก เพื่อใช้เป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 โดยทําการเสาะแสวงหาความช่วยเหลือ อํานวยการประสานงานกับองค์กรวิชาชีพบัญชี ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ในกระบวนการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ การทําข้อตกลงความเข้าใจ รวมทั้งการทํางานร่วมกันในการสร้างสรรค์กิจกรรมทางวิชา การสร้างผลงานวิจัย และโครงการบริการวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและชุมชน คณบดีให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการด้านการทํานุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยรับเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการดําเนินงานการทํานุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม และสนับสนุนให้อาจารย์ และนักศึกษาของคณะเข้าร่วมเป็นกรรมการดําเนินงานในกิจกรรมต่างๆ และสร้างสรรค์กิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยอันดีงาม ในทุกโครงการหรือกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม การจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการดําเนินงานในปีต่อ ๆ ไป การจัดกิจกรรมยกย่อง ชมเชย การมอบรางวัลให้กับเจ้าของผลงาน และผู้มีส่วนร่วมในความสําเร็จ ในที่ประชุมคณะกรรมการประจําและอาจารย์ประจําคณะ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรืออาจารย์ และนําสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับการพิจารณาความดีความชอบประจําปี อุปสรรคหรือปัญหาในการดําเนินงาน และการแก้ไขปัญหา งบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัด ทําให้คณะจําเป็นต้องหาแหล่งทุนภายนอก เพื่อให้สามารถดําเนินงานตามแผนฯ ประสบความสําเร็จบรรลุเป้าหมาย ครอบคลุมตัวชี้วัดความสําเร็จตามแผนปฏิบัติการ กําลังคนที่มีเพียง 11 คน นั้นหมายความว่าทุกคนจะต้องรับผิดชอบและมีส่วนร่วมกันในการบริหาร ภาพลักษณ์และสร้างความมีชื่อเสียง แต่เป้าหมายทั้งหมดมีทั้งเป้าาหมายระดับบุคคล และระดับคณะดังนั้นจะต้องมีอาจารย์บางท่านเท่านั้นที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม หรือโครงการในด้านการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปและวัฒนธรรม ที่มีวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดความสําเร็จ กําหนดไว้อย่างชัดเจน ในฐานะคณบดีจําเป็นตัองให้การสนับสนุน ช่วยเหลือตามความจําเป็นอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างขวัญกําลังใจ ให้เกิดเป็นพลังบวกให้กับอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม หรือโครงการในด้านการบริการวิชาการ การทํานุบํารุงศิลปและวัฒนธรรม นอกเหนือจากความรับผิดชอบในการผลิตผลงานวิจัยคุณภาพซึ่งเป็นของทุกคน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายผลลัพธ์ของประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 นี้ให้สําเร็จ ภาระงานสอนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจํานวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น เบียดบังชั่วโมงการทํางานและการดําเนินงาน ที่จะขับเคลื่อนแผนและเป้าหมายผลลัพธ์ที่กําหนด อาจารย์เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลต่อผลลัพธ์การดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของแผนฯ ซึ่งพบว่า ผลงานที่ปรากฎในแต่ละปี ไม่สม่ําเสมอ จึงต้องปรับปรุงการดําเนินงานในปีต่อไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดําเนินการ            การนํากลยุทธ์ทั้ง 4 ลงสู่การปฏิบัติปรากฏในรายงานผลการติดตามแผนปฏิบัติการประจําปีที่ผ่าน มา 2 ปี โดยคณะบัญชีได้วางเป้าหมายและมาตรการส่งเสริมการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความ สําเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน จากการติดตามผลการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง มีดังนี้    นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษา องค์ประกอบที่ 5 ตัวบ่งชี้ 5.1 ได้รับการประเมินในระดับดีมาก (5 คะแนนเต็ม) อย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้           ประสบการณ์การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี ที่สามารถนำไปใช้ได้ คือการเริ่มต้นจากเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5  และกำหนดกลยุทธ์ให้เหมาะสม  เมื่อนำสู่การปฏิบัติ คณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และบริหารความเสี่ยง  จะร่วมกันพิจารณาและออกแบบการดำเนินการ โดยจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการประจำปี  โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจวางแผนกิจกรรมและโครงการ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของแผน           ในการบริหารจัดการจำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ โดยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มุ่งเป้าหมายความสำเร็จ  คณบดีต้องให้กับสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้านตามความจำเป็น  รวมทั้งการยกย่อง ชมเชย ให้รางวัล แก่เจ้าของผลงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้งานสำเร็จ  เพื่อสร้างเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับบุคลากร  บทสรุปข้อค้นพบ             แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง ของคณะบัญชี  มีดังนี้ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยใช้การจัดกิจกรรมหรือโครงการบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงศักยภาพของอาจารย์ประจำ สร้างความประทับใจ ความน่าเชื่อถือ ในแวดวงวิชาการและวิชาชีพบัญชี สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยส่งนักศึกษาเข้าแข่งขันในเวทีระดับชาติ และพยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ ที่จะได้รับรางวัลจากการแข่งขันทางวิชาการที่จัดโดยองค์กรภายนอกระดับประเทศ และนานาชาติ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยสนับสนุนอาจารย์เข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการทางวิชาการให้กับองค์กรภายนอกทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับเชิญอย่างต่อเนื่อง สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยใช้การเข้าร่วมดำเนินงานกับสถาบันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อแสดงถึงความตระหนักรู้ในคุณค่า ค่านิยม และทัศนคติที่ดีต่อการสืบสานวัฒนธรรมไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นไทย โดยส่งอาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมทำงานกับสถาบันฯ ทำคุณประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ สร้างภาพลักษณ์คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของคณะ โดยให้การส่งเสริมการนำเสนอบทความวิจัยในเวทีประชุมวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวด ทั้งของนักศึกษาและอาจารย์ ในเวทีต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้รับการการคัดเลือกบทความวิจัย หรือผลงานวิจัย ดีเด่น                สิ่งที่สำคัญ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่แสดงถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์ โดยผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง         ในที่นี้ จะพิจารณาจำแนกเป็นรายด้านตามเป้าหมายผลลัพธ์ของแผนปฏิบัติการ  มีดังนี้ในด้านผลงานของนักศึกษา การสร้างความสำเร็จ และนำผลแห่งความสำเร็จไปใช้เป็นสิ่งจูงใจให้กับนักศึกษารุ่นน้อง โดยจัดงานเลื้ยงและประกาศกิตติคุณให้กับนักศึกษาที่สร้างผลงานทำให้คณะและมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของความสามารถ อาจารย์ประจำคณะ มีความรับผิดขอบสูงในการทำหน้าที่โค้ชทีมแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษาทีม  อาจารย์ติวสอบแข่งขัน ภายใต้การให้การสนับสนุนของคณบดีอย่างเต็มที่ในด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบกลไกการสร้างและพัฒนาทีมแข่งขัน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการแข่งขัน การให้การยอมรับ ชื่นชม ยกย่องชมเชย การประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และการมอบรางวัลแก่นักศึกษาที่ได้รับรางวัล ในด้านผลงานของอาจารย์ การสร้างความตระหนักรู้ในความสำคัญและความจำเป็นในการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะ มาจากผลงานของอาจารย์ ดังนั้นผลงานของอาจารย์ทุกท่านคือผลงานของคณะ  คณบดี ให้การสนับสนุนส่งเสริมอาจารย์ทุกคน ให้มีการทำวิจัย ทำตำรา โดยสรรหาผู้ประเมินที่เหมาะสมในการให้ความเห็น ข้อแนะนำต่างๆ  รวมทั้งการจัดให้มีโครงการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ วิชาชีพ และการวิจัยให้กับอาจารย์ประจำ อย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมการทำวิจัยเป็นทีม โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่ากับนักวิจัยมือใหม่ ก่อให้การเรียนรู้จากการลงมือทำ การบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกให้ตรงกับความต้องจำเป็น ในด้านผลงานของคณะวิชา การวางโครงสร้างการบริหารคณะ ให้สอดรับกับพันธกิจสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วยการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยการสร้างระบบและกลไกการบริหารจัดการที่สนับสนุนการทำงานของทุกฝ่าย งบประมาณและการบริหารงบประมาณ ที่เอื้อความสามารถในการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ มีระบบและกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ในการวางแผน การดำเนินงาน  การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงการดำเนินงาน การมอบหมายงานที่เหมาะสมกับความสามารถของบุคคล บุคลากรของคณะ มีความรับผิดชอบสูงมาก ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต เนื่องจากภาระงานสอนที่เพิ่มมากขึ้น ทางคณะกรรมการงานแผน งบประมาณ และการบริหารความเสี่ยงของคณะบัญชี จะพิจารณาทบทวนปรับเป้าหมายการดำเนินงาน และการกำหนดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรไปในงานแต่ละด้านอย่างเหมาะสม เพื่อไม่สร้างความกดดันให้อาจารย์จนเกินไป และสร้างสมดุลยในการดำเนินงานระหว่างพันธกิจสถาบันต่างๆ ให้มากขึ้น โดยให้คณาจารย์คณะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงด้านนักศึกษา อาจทดลองใช้แนวทางใหม่ โดยให้นักศึกษามีส่วนขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรนักศึกษา ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของนักบัญชียุคใหม่ เช่น มีความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล AI ซึ่งสามารถสอดแทรกในการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร เป็นต้น โดยมีความใส่ใจเรียนรู้เทคโนโลยี และใช้อย่างมีคุณธรรมจริยธรรมแทนการมุ่งเน้นการสร้างผลงานที่ได้รับรางวัล การสร้างภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงด้านอาจารย์ ต้องสนับสนุนให้อาจารย์สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยใน SCOPUS ให้มากขึ้น โดยเรียนรรู้การใช้ AI อย่างมีคุณธรรมจริยธรรม

แนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียงของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1, 3 และ 5 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.4.1/1 และ KR 5.1.2/1 การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผศ.ดร.นิภา กิมสูงเนิน อาจารย์ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง และนางปราณี บุญญา สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบัน ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับชุมชนที่หลากหลายร่วมกับเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี การพยาบาลชุมชนจึงมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตจากข้อมูลการสํารวจในปี 2567 ตรวจพบปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อ้วนลงพุง โรคเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด และซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตประสบปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย เช่น(1) ประชากรวัยทํางานและผู้สูงอายุร้อยละ 79.63 มีภาวะน้ําหนักเกิน (2) ร้อยละ 42.59 มีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง (3) ร้อยละ 96.30 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และ (4) ประชากรร้อยละ 53.70 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกประเด็นที่พบในกลุ่มเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาถึงร้อยละ 68 รายงานว่ามีระดับความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว           การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดีในทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) มุ่งเน้น การบูรณาการการดูแลสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยทั้ง ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหารุนแรง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ประเด็นปัญหา  ภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง ความชุกของภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และโรคหัวใจ กําลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกําลังกาย และความเครียดสะสม สุขภาพจิตในกลุ่มวัยเรียนและวัยทํางาน ความเครียดและความกดดันในชีวิตประจําวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพัฒนาไปสู่โรคซึมศร้าหรือภาวะคิดฆ่าตัวตาย จําเป็นต้องมีการดูแลด้านจิตใจอย่างครอบคลุม การขาดการคัดกรองและป้องกันโรค อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งเต้านม และการวัดความดันโลหิต ยังอยู่ในระดับต่ํา ซึ่งเป็นช่องว่างสําคัญในการป้องกันโรค แนวทางการพัฒนาโครงการ การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: จัดกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกาย เช่น การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการออกกําลังกาย และสุขภาพจิต เช่น การฝึกสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) การตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก: เพิ่มการเข้าถึงการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและระดับ น้ําตาลในเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รณรงค์การลดบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการออกกําลังกายที่เหมาะสมสําหรับแต่ละช่วงวัย การสนับสนุนสุขภาพจิต: สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สําหรับการพูดคุยปัญหาและให้คําปรึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           โครงการนี้มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษานําความรู้จากการเรียนพยาบาลอนามัยชุมชนมาใช้ในสถานการณ์จริง พัฒนาแผนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งนําทฤษฎีการพยาบาลมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการยังเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ ได้แก่ เอกสาร PDCA จากผลสําเร็จของโครงการ วิธีการดำเนินการ           แนวทางการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” สําหรับแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิต จากการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “โครงการแม่บ้านรังสิต หัวใจฟิต ชีวิตฟิน กินดีมีสุข”, “สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข” และ “สูงวัยรู้ทัน เข้าใจ ห่างไกลภัยติดเตียง”, มีแนวทางการดําเนินการที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” ให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของแม่บ้านรังสิต ก่อนออกแบบโครงการ ควรมีการเก็บข้อมูลสุขภาพของแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิตโดยนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 รายวิชา BNS 481 ปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชน ผ่านแบบสํารวจสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อกําหนดปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข เช่น โรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด) ภาวะเครียดจากการทํางานและชีวิตครอบครัว การขาดโอกาสในการออกกําลังกายและโภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต และการบริหารจัดการความเครียด 2. แนวทางดําเนินโครงการ (PDCA Model)(P) Plan – การวางแผน1. กําหนดเป้าหมายของโครงการ    o สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทุกมิติ    o ลดอัตราความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)     o พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องและยั่งยืน2. ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม    o สุขภาพกาย: กิจกรรมออกกําลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพเบื้องต้น    o สุขภาพจิต: ฝึกสมาธิ ลดความเครียด เทคนิคจัดการอารมณ์    o สุขภาพสังคม: สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ สนับสนุนทางสังคม    o สุขภาพสิ่งแวดล้อม: การจัดการที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ3. กําหนดกลุ่มเป้าหมาย    o แม่บ้านและพนักงานในมหาวิทยาลัยรังสิต    o จํานวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ลงทะเบียน4. พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพ    o แบบสอบถามสุขภาพก่อน-หลังโครงการ    o การตรวจคัดกรองโรค (BMI, ความดันโลหิต, น้ําตาลในเลือด)5. เตรียมทรัพยากรและงบประมาณ    o ประสานงานกับคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    o ขอสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน (D) Do – การดําเนินโครงการ ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนํามาใช้ในโครงการ:กิจกรรมที่ 1: รู้ทันโรค ห่างไกลความเสี่ยง        • ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง       • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคําแนะนําจากพยาบาล       • ใช้เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพกิจกรรมที่ 2: หัวใจฟิต ชีวิตฟิน       • ฝึกออกกําลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดินเร็ว โยคะ เต้นแอโรบิก       • แนะนําโปรแกรมออกกําลังกายที่สามารถทําได้ที่บ้าน       • แนะนําเทคนิคการใช้เครื่องมือติดตามสุขภาพ เช่น สมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชันสุขภาพกิจกรรมที่ 3: กินดี มีสุข       • สาธิตการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1       • สอนการอ่านฉลากอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ       • เชิญนักโภชนาการมาให้คําแนะนําเกี่ยวกับเมนูสุขภาพกิจกรรมที่ 4: สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข       • เทคนิคการบริหารความเครียดและการทําสมาธิ       • จัดเวิร์กช็อปการฝึกสติและการจัดการอารมณ์       • สนับสนุนเครือข่ายสังคมเพื่อให้กําลังใจกันและกันกิจกรรมที่ 5: สิ่งแวดล้อมดี ชีวิตมีสุข      • แนะนําแนวทางปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ      • การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด      • กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อสุขภาพจิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดําเนินการ การนําเสนอประสบการณ์การนําไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        • แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรมสุขภาพก่อน-หลังโครงการ        • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการคัดกรอง        • วัดระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ        • ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังโครงการ 1 เดือน และ 3 เดือน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เน้นนวัตกรรม (O 1.2)• KR1.2.1 การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ        o ปรับปรุงโครงการโดยใช้ผลการประเมินเพื่อนํามาพัฒนาเนื้อหาการอบรม        o ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง        o ส่งเสริมให้แม่บ้านเป็น “แกนนําสุขภาพ” ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ • KR1.2.4 การสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ผ่านโครงการที่มีผลลัพธ์ชัดเจน        o บูรณาการกิจกรรมด้านการพยาบาลและการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน        o นักศึกษาพยาบาลสามารถเข้าร่วมโครงการและนําความรู้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 2. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (O3.1, O3.4)• KR3.1.1 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายในและภายนอก        o จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านสุขภาพดี” เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดูแลสุขภาพ        o ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สําหรับการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพผ่านคณาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ • KR3.1.2/1 การพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี        o ส่งเสริมให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เช่นศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัย        o ประสานงานกับศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สามารถขยายสูระดับชุมชน • KR3.4.2 การพัฒนาทักษะของบุคลากรสายสอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชน        o สนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลเข้าร่วมโครงการและพัฒนาทักษะด้านการพยาบาลชุมชน       o ให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการอบรมเชิงปฏิบัติการและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสุขภาพ 3. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม (O5.1)• KR5.1.2/1 การพัฒนาโครงการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและยกระดับชื่อเสียงมหาวิทยาลัย        o จัดโครงการบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสําหรับชุมชน        o ทํางานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงการ         o จัดทํา Health Map ของแม่บ้านเพื่อช่วยติดตามสุขภาพและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม บทสรุป          โครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผ่านเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรสุขภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลไปยังชุมชนได้ในอนาคต การดําเนินโครงการนี้จะช่วยให้แม่บ้าน และบุคลากรในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะที่สําคัญต่อการพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และการยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน รูปภาพเพิ่มเติม

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) Read More »

โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น

รงวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ผู้จัดทำโครงการ​ นางสาวณัฐวรรณ วาเรืองศรี นายศุภวิชญ์ พรมติ๊บ และนายสิทธินนท์ คำไวย์ สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารออมสินร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษา มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้มุ่งเน้นให้เยาวชนได้นำความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการในชุมชน โดยมีแนวคิดสำคัญคือการส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ด้านการเงินการบัญชี เป็นการนำความรู้เรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงการคำนวณต้นทุน เพื่อให้เกิดการขายในจุดที่เหมาะสม และมีกำไรเกิดขึ้น ด้านการตลาด โดยการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาทำให้สินค้าเป็นที่น่าสนใจ และเกิดการซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการซื้อซ้ำ ตลอดจนการวางแผนการตลาดเป็นวงกว้างเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อขาย ด้านการออกแบบ เป็นการนำความรู้มาออกแบบบรรจุภัณฑ์ และหีบห่อให้มีความน่าสนใจ เข้ากับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลง และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าของแต่ละผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ ด้านเทคโนโลยีและความเป็นนวัตกรรม เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการขาย หรือการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละช่วง            ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการและนักพัฒนาชุมชนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจในชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในตลาดกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา และในการลงพื้นที่เพื่อไปปฏิบัติงานแต่ละครั้งต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมาจากหลากหลายคณะ ทั้งนี้จึงต้องมีการวางแผนและประสานงานกันให้ดี เพื่อให้งานที่ลงไปพัฒนาสำเร็จลุล่วง  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด นักศึกษา / มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ 1.คัดเลือกชุมชนตามเงื่อนไขที่ได้รับ           สถาบันการศึกษา (สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพยืสินทางปัญญา ผู้รับผิดชอบโครงการ)  ลงพื้นที่เพื่อทำการคัดเลือกชุมชนที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่ทางธนาคารออมสินกำหนด  จากนั้นนำเสนอต่อธนาคารออมสินภาค 14 ผ่านไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อพิจารณา อนุมัติโครงการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน 2.ตัวแทนอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา โดยได้รับการแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยรังสิต           ทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา จะทำการวางแผนคัดเลือกคณะ/วิทยาลัย ที่เกี่ยวข้องเหมาะสมกับธุรกิจนั้นๆ เพื่อเป็นตัวหลักในการพัฒนา และจะแจ้งไปยังคณะต่างๆ เพื่อขอความอนุเคราะห์ส่งตัวแทนคณาอาจารย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน พร้อมนักศึกษา ที่มีความสนใจในการจะนำความรู้ในสิ่งที่เรียนมาพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยุ่ในแต่ละด้าน เข้าร่วมโครงการ  และจะทำหนังสือไปขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาสุงสุดเพื่อส่งร่างขออนุมัติแต่งตั้ง ก่อนส่งให้สำนักงานบุคคลออกหนังสือแต่งตั้งเป็นทางการ 3.ลงพี้นที่เพื่อสอบถามความต้องการ และแก้ปัญหาให้กับชุมชน           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา  จะนำนักศึกษา/ อาจารย์ ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อพบปะพูดคุยกับสมาชิกในแต่ละชุมชน ว่ามีความต้องการที่ชุมชนอยากให้ช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนาสินค้า/บริการ ของชุมชนที่มีอยู่หรือต้องการเพิ่มสินค้า/บริการให้มีมากขึ้น หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางทีมงานอาจารย์และนักศึกษาจะต้องนำปัญหา หรือสิ่งที่ชุมชนต้องการนำมาประชุมในกลุ่มอีกครั้งเพื่อวางแผนที่จะพัฒนาต่อไปในระยะเวลาที่เหลือของโครงการ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน โดยในระยะนั้นจะมีการลงพื้นที่เพื่อไปพัฒนา โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชน และทีมงานนักสึกษา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละช่วงเวลาทางสำนักงานบ่มเพาะฯจะคอยเป็นพี่เลี้ยงและประสานงานต่างๆ ให้ในระหว่างการปฏิบัติงานของแต่ละกลุ่มให้สามารถดำเนินการได้สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว 4.ดำเนินการและติดตามผล           อาจารย์/นักศึกษา  นำผลของการปฏิบัติงาน มาหารือร่วมกันระหว่างชุมชน อาจารย์ และนักศึกษาในกลุ่ม เพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการ เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงจนสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ชุมชนต้องการ ในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ หีบห่อให้ทันสมัยดูดี ของสินค้า หรือบริการ และเพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตลาดให้เกิดวงกว้าง และเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งในแต่ละช่วงการดำเนินการ ในส่วนของสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจฯ จะต้องทำการถ่ายทำวีดิโอ ถ่ายภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดการพัฒนาสินค้า/บริการ เป็นไปตามความต้องการของชุมชน 5.สรุปผลและนำเสนอผลงาน           ประเมินผลโครงการ โดยเมื่อได้สินค้า/บริการ ตามความต้องการของแต่ละชุมชน สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจฯ จะต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน จัดเวทีให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มมานำเสนอผลงาน ให้กับกรรมการประกอบด้วยกรรมการจากธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ธนาคารออมสินภาค 14 และ กรรมการจากมหาวิทยาลัยลัย ร่วมตัดสินเพื่อพิจารณาจาก 5 ทีม ให้เหลือ 1 ทีม ที่จะต้องเข้าไปแข่งขันกับอีก 63 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น THE BEST OF THE BEST เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุด และในปี 2566 เราสามารถเป็น THE BEST OF THE BEST  ในหมวดคิดดี  และเป็น รอง THE BEST OF THE BEST  ในปี 2567 ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่เราสามารถไปสู่จุดมุ่งหมาย 2 ปีซ้อน และได้รับการยกย่องว่าเป็น BEST PRACTICES ในการดำเนินโครงการออมสินยุวพัฒน์  และเอาแนวปฏิบัตินี้ไปนำเสนอให้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้ปฏิบัติงาน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานวิสาหกิจชุมชน ทีมงานของอาจารย์และนักศึกษาของแต่ละกับ และกับทางธนาคารออมสินภาค 14 และธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับผิดชอบในการถ่ายทำวีดิโอ ถ่ายภาพ ทำโปสเตอร์ รวมถึงการช่วยให้ความเห็นเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์กับตลาด และความเป็นเอกสักษณ์ของชุมชนซึ่งจะต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นจนปิดโครงการ  โดยการจัดทำเอกสารตั้งแต่เสนอโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนงบประมาณ และรายงานขั้นตอนจนปิดโครงการอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังต้องมีหน้าที่ติดตามดูแลโครงการชุมชนที่เข้าร่วมอยู่สม่ำเสมอ ร่วมกับธนาคารออมสิน          อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                – อุปกรณ์ในการทำงานของสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา มีจำกัด เพราะในบางครั้งมีตารางลงพื้นที่ของกลุ่มภายในวันเดียวกัน จนทำให้ต้องแบ่งอุปกรณ์ในการใช้งาน ไปใช้งานตามกลุ่มต่างๆ หรือ ต้องขอความร่วมมือกับนักศึกษาที่มีอุปกรณ์มาช่วยในการเก็บภาพและวีดีโอ ตลอดระยะเวลาในการทำโครงการ                – อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเครื่องรุ่นเก่า มากๆ spec คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปิดโปรแกรมที่ใช้งานได้ในบ้างครั้ง ส่งผลให้งานล่าช้าต้องแก้ไขกันบ่อยครั้ง ซึ่งการทำคลิปวีดิโอมีความจำเป็น เพราะชิ้นงานคลิปมีผลต่อการให้คะแนนไนการประกวดผลงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่ดี มุ่งพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ได้ผลลัพธ์จริง  ซึ่งการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน งานจึง่จะเกิดการพัฒนาไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง ซึ่งทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญโครงการดังกล่าว จึงพยายามให้ความรู้และชี้แนะในบางส่วนที่ทางเราจะสามารถช่วยทีมนักศึกษาและชุมชนได้ โดยอาศัยความร่วมมือจาก อาจารย์ นักศึกษาและชุมชน ความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษา นำความรู้ ความสามารถ พัฒนาทักษะและได้เรียนรู้ในการทำงาน นำไปใช้พัฒนาชุมชนได้แบบยั่งยืน และชณะเดียวกันชุมชนก็ให้ความรู้กับนักศึกษาของเราเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และเข้าร่วมโครงการมาเป็นปีที่ 7 การดำเนินงานดังกล่าว ทำให้นักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน จึงถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อนักศึกษา สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ประเทศชาติได้  และสิ่งที่เราประสบผลสำเร็จก็คือ เราสามารถนำทีมนักศึกษาเข้ารอบจนได้รับเป็น ทีม THE BEST OF THE BEST  ระดับประเทศ และได้ระดับรอง THE BEST OF THE BEST  2 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องจากธนาคารออมสินให้เป็น  BEST PRACTICES ในการดำเนินโครงการออมสินยุวพัฒน์  และเอาแนวปฏิบัตินี้ไปเผยแพร่ให้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้ปฏิบัติงานตามแบบอย่างของมหาวิทยาลัยรังสิตต่อไป นอกจากโครงการดังกล่าวยังใช้งบประมาณจากภายนอกมาสนับสนุน ในการดำเนินงานได้ โดยไม่ต้องของบประมาณของมหาวิทยาลัยรังสิตในการดำเนินงาน

โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น Read More »

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1, KR 5.2.1 และ KR 5.3.1/1  การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร. ทศนัย ชุ่มวัฒนะ และบุคลากรสำนักงานนานาชาติทุกท่าน สำนักงานนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ต้องการจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ และผู้นำทางด้านความเป็นสากล (Internationalization) ร่วมกับนโยบายของผู้บริหารที่มุ่งเน้นการวางแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆ  ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) และยุทธศาสตร์ที่ 5 : การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตให้แข่งขันได้ในระดับนานาชาติและพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ           จากประเด็นความท้าทายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี 2559 จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยรังสิตต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ทางด้านการพัฒนาความเป็นสากล ซึ่งจะทำให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งในบริบทของประเทศและบริบทโลกได้                    สำนักงานนานาชาติ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายพันธกิจด้านการพัฒนาความเป็นสากลจากอธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต  จึงได้สร้างความร่วมมือระหว่างวิทยาลัย คณะ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม (Cross Cultural) หน่วยงานจึงจัดทำโครงการ RSUnival ขึ้นมาในปีการศึกษาที่ 2567 ซึ่งกิจกรรม RSUnival จะเป็นเวทีให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมและภาษาต่างประเทศ รวมถึงมีประสบการณ์ซึ่งกันและกันและสืบสานประเพณีไทยงานสงกรานต์สืบไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญจากกิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ ที่นอกจากความสนุกสนานและความสำเร็จแล้ว ยังได้มอบความรู้และบทเรียนที่สำคัญหลายประการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมในอนาคตได้  โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ การส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม: กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรม หรือ International Food Festival เป็นต้น ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรม ลดอคติ และสร้างมิตรภาพ การจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทย ช่วยเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยให้นักศึกษาต่างชาติได้รู้จักและเข้าใจมากขึ้น การบริหารจัดการกิจกรรม: การวางแผนและเตรียมงานอย่างเป็นระบบ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกิจกรรม ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ สถานที่ กิจกรรม บุคลากร และการประชาสัมพันธ์ การประเมินผลกิจกรรม ช่วยให้เห็นจุดเด่น จุดด้อย และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อไป การสร้างความร่วมมือ: ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม RSUnival การมีส่วนร่วมของนักศึกษา ช่วยให้กิจกรรมมีความหลากหลาย สนุกสนาน และตรงกับความต้องการของนักศึกษามากขึ้น การใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้: กิจกรรม RSUnival งานสงกรานต์ เป็นมากกว่ากิจกรรมสันทนาการ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และการทำงานร่วมกัน การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับการเรียนการสอน ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย: กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ และส่งเสริมความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย ความรู้และบทเรียนเหล่านี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา  และบรรลุเป้าหมายของมหาวิทยาลัย  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด สำนักงานนานาชาติ วิธีการดำเนินการ ประชุมหารือในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างวิทยาลัย/คณะ/หน่วยงานต่างๆ โดยหน่วยงานได้ติดต่อประสานงานไปยังวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม สำนักงานสิทธิประโยชน์ สำนักงานวิสด้อมมีเดีย ฝ่ายสื่อสารองค์กร และฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางแผนการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival ร่วมกัน จัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมและงบประมาณ กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นในปีการศึกษาที่ 2567 ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2567 จัดขึ้นบริเวณหน้าอาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ ตึก1 โดยมอบหมายการปฏิบัติงานให้แต่ละภาคส่วนดังนี้ International Food Festival จัดโดยวิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ การแสดงดนตรีและการจัดบูทจำหน่ายสินค้า จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ International Costume and Performance Day จัดโดยวิทยาลัยศิลปศาสตร์ International Music Festival จัดโดยวิทยาลัยดนตรี การแข่งขัน “มวยทะเล” จัดโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมือง จัดโดยศูนย์สุวรรณภูมิศึกษาและสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม การแสดงขบวนแห่กลองยาวและการแสดงนานาชาติ จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม Songkran Festival with EDM จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติ โดย วิทยาลัยนานาชาติ การแสดงนานาชาติจีน โดย วิทยาลัยนานาชาติจีน International Fair การแสดงของนักศึกษาและชุมชนหลักหก ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ วงดนตรีบัวแก้วเกษร ประสานงานโดยสำนักงานสิทธิประโยชน์ งบประมาณโครงการ รับผิดชอบโดยสำนักงานนานาชาติ งานประชาสัมพันธ์ รับผิดชอบโดยสำนักงานวิสด้อมมีเดียและฝ่ายสื่อสารองค์กร รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ที่ตั้งไว้ในระบบงบประมาณ) ตามตารางที่ 1 ตารางที่1 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1 6,851.00 6,851.00 2 Wisdom Media 1  3,600.00  3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1 88,000.00 88,000.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,625.00 9,625.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1 3,000.00 3,000.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,500.00 13,500.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 18,000.00 18,000.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1 5,000.00 5,000.00 รวมทั้งหมด 161,576.00 รายละเอียดรายจ่ายงบประมาณโครงการ (ค่าใช้จ่ายจริง) ตามตารางที่2 ตารางที่2 ลำดับ รายการ หน่วย ราคา/หน่วย (บาท) ยอดรวม (บาท) 1 ฝ่ายสื่อสารองค์กร 1  6,849.00  6,849.00 2 Wisdom Media 1 3,600.00 3,600.00 3 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม 1  87,951.00  87,951.00 4 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1 9,865.00 9,865.00 5 วิทยาลัยฮอสปิตอลลิตี้ 1  3,018.00  3,018.00 6 วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1 13,480.00 13,480.00 7 วิทยาลัยดนตรี 1 11,890.00 11,890.00 8 วิทยาลัยนานาชาติ 1 14,000.00 14,000.00 9 วิทยาลัยนานาชาติจีน 1  5,451.90  5,451.90 รวมทั้งหมด 156,104.90 ยอดเงินอนุมัติ 161,576.00 บาทยอดเงินค่าใช้จ่ายจริง 156,105.50 บาทยอดเงินคงเหลือ 6,180.40 บาท 3. ดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการดังรูปภาพที่ 1 ภาพกำหนดการงาน “RSUnival” 4. สรุปผลกิจกรรมและผลประเมินความพึงพอใจ ผลการดำเนินงานกิจกรรม RSUnival มีกิจกรรมภายในงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกันระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ สืบสานประเพณีไทยและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างความสนุกสนานและรื่นเริงให้กับนักศึกษา โดยมีกิจกรรมหลากหลายด้าน เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม: การแสดงจากนักศึกษาไทยและต่างชาติ การละเล่นพื้นบ้าน: สะบ้าบ่อน ไทยทรงดำ การออกร้านจำหน่ายอาหาร: อาหารไทยและอาหารนานาชาติ การแสดงดนตรี: ดนตรีสดจากวงดนตรีนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ผลลัพธ์ความสำเร็จจากกิจกรรม RSUnival           ภาพรวมของกิจกรรมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคนไทยและต่างชาติรวมมากกว่า 300 คน สามารถจัดกิจกรรมได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆภายในงานยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมและการแข่งขันมวยทะเล กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ และเผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี ผลประเมินความพึงพอใจ           มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 52 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปผลการประเมินงานได้ดังแผนภูมิรูปภาพ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลการดำเนินการกิจกรรม RSUnival กิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาชาวต่างชาติได้ และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้มหาวิทยาลัยมากขึ้น 2.2 การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้เข้าใจกระบวนการทำงานเป็นทีมทำให้เกิดสหวัฒนธรรมภายในองค์กรและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน สามารถนำประสบการณ์ไปพัฒนาและต่อยอดการทำงานหรือการจัดกิจกรรมอื่นๆในอนาคตได้ 2.3 อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          ปัญหาการสื่อสารภายใน เนื่องจากต้องทำงานกับทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ตรงกัน ส่งผลต่อการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและล่าช้าในบางครั้ง จึงจัดประชุมเพื่อหารือและหาข้อตกลงก่อนดำเนินงานร่วมกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จำนวนและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมในมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างดี จึงทำให้มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องในปี 2568 งานโครงการ กิจกรรม ตอบโจทย์ตามเป้าหมายที่ระบุไว้ใน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) และประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 : การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice วัตถุประสงค์ (Objectives): สร้างและรวบรวมองค์ความรู้จากกิจกรรม RSUnival เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดงานในอนาคต เพื่อสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรม RSUnival อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่นักศึกษาและบุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้สำหรับกิจกรรม RSUnival เพื่อสร้างระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรม RSUnival ผลลัพธ์หลัก (Key Results): จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรม RSUnival

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะ/วิทยาลัย/หน่วยงาน เพื่อพัฒนาความเป็นสากลและการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ Read More »

การเรียนรู้โดยนักศึกษามีส่วนร่วมผ่านการใช้ทักษะต่างๆ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 การเรียนรู้โดยนักศึกษามีส่วนร่วมผ่านการใช้ทักษะต่างๆ (Active Learning) ในรายวิชาทฤษฎีอาชญาวิทยา ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.พรรษพร สุวรรณากาศ คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต อาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ ได้สนับสนุนให้คณาจารย์วางแผนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยในแต่ละรายวิชาต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเอง แสดงศักยภาพ พัฒนาทักษะในชั้นเรียนได้อย่างสูงสุดโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในเนื้อหาสู่การเรียนรู้ที่แท้จริง ในรายวิชา CJA202 ทฤษฎีอาชญาวิทยา มีเนื้อหาครอบคลุมศาสตร์ทางอาชญาวิทยา พัฒนาการของทฤษฎี และความรู้ในเชิงสหวิทยาต่อการอธิบายปรากฏการณ์อาชญากรรมผ่านแนวคิด และทฤษฎีทางด้านอาชญาวิทยา โดยมีวัตถุประสงค์รายวิชาคือ เพื่อให้เข้าใจฐานคติและแนวคิดที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์ทางอาชญาวิทยา พัฒนาการของทฤษฎี ความรู้ในเชิงสหวิทยาของหลักการทางอาชญาวิทยาและธรรมชาติของสังคมกับอาชญากรรม เพื่อให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์อาชญากรรมด้วยแนวคิดและทฤษฎีทางด้านอาชญาวิทยาได้ เพื่อให้เข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับรูปแบบอาชญากรรมที่น่าสนใจ อนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ท้าทายการเรียนการสอนคือประเด็นการทำความเข้าใจทฤษฎีอาชญาวิทยาที่มีจำนวนมากหลากหลายทฤษฎี ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งในมิติผู้บรรยายต่อการถ่ายถอดบทเรียนสู่มิติของกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนต่อการทำความเข้าใจในแต่ละแนวคิดในการอธิบายสาเหตุประกอบอาชญากรรม การวางแผนการจัดการเรียนการสอนจึงมีกระบวนการที่ให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ในแต่ละกิจกรรม ควบคู่ไปกับการวัดผลความรู้ที่ได้จากรายวิชา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                    นอกเหนือจากการบรรยายเชิงทฤษฎี ยังมีการดำเนินการเรียนการสอนโดยกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม แบบการระดมสมอง (Brainstorming) แบบเน้นปัญหา/โครงงาน/กรณีศึกษา (Problem/Project-based Learning/Case Study) แบบแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing) เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การศึกษา และการพัฒนาการเรียนรู้ในปัจจุบัน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University   (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase) เจ้าของความรู้/สังกัด   คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม          ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.พรรษพร สุวรรณากาศ วิธีการดำเนินการ กระบวนการจัดการเรียนรู้จึงต้องดำเนินด้วยการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยอาจารย์ผู้สอนมีการวางแผนกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้ กำหนดเนื้อหาที่ต้องเรียนในศาสตร์ทางด้านอาชญาวิทยา ทฤษฎีอาชญาวิทยาผ่านการบรรยายความรู้พื้นฐานที่ใช้ในการอธิบายสาเหตุอาชญากรรม กำหนดเครื่องมือการวัดความรู้ ประกอบด้วย การออกแบบเนื้อหาการทดสอบความรู้ ประเมินผ่านการทดสอบย่อยโดยผู้สอน Pre Test, Post Test, Final Exam สอดแทรกแต่ละกิจกรรมในแต่ละช่วงของกลุ่มแนวคิดทางด้านอาชญาวิทยา ประกอบด้วย การระดมสมอง การเรียนรู้ด้วยการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) วางแผนกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ – การเรียนรู้ผ่าน Case Study รวมถึงการค้นหาความรู้เพิ่มเติม สามารถค้นคว้าข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาในเชิงลึก และถ่ายทอดความรู้เป็นชิ้นงานการศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะสารสนเทศ – มุ่งให้นักศึกษาอาศัยเทคโนโลยีในการผลิตสื่อเพื่ออธิบายทฤษฎีอาชญาวิทยาได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะในการสื่อสาร – เข้าใจถึงการสื่อสารภายในกลุ่มในชั้นเรียน เรียนรู้ทักษะการสื่อสารกับกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม หรือผู้กระทำผิด ทักษะชีวิต – เรียนรู้ความเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม การสังเกตการเรียนรู้ การแสดงศักยภาพของนักศึกษาในแต่ละกิจกรรมในห้องเรียน เพื่อพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ในอนาคต 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                จากการวางแผนการเรียนการสอนสู่การลงปฏิบัติ โดยในปีการศึกษา 2566 ได้มีนักศึกษาจำนวนทั้งหมด 98 คนในรายวิชาทฤษฎีอาชญาวิทยา อนึ่ง ในรายวิชาได้มีการดำเนินการบรรยายทฤษฎีอาชญาวิทยาประกอบการสอดแทรกกิจกรรม ผ่านกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น และมีผลการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ กิจกรรม กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 1. การแสดงบทบาทสมมุตินักอาชญาวิทยาและผู้กระทำผิด การเรียนรู้ด้วยการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) จากกรณีศึกษาที่หลากหลาย เรียนรู้ทฤษฎีเทคเนคการโยนความผิด และการสื่อสารกับผู้กระทำผิด พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะการสื่อสาร 2. การวิเคราะห์คดีดัง อาทิ ‘กราดยิงพารากอน’ ‘กำนันนก’ การเรียนรู้ แบบ Case Study ที่หลากหลายการวิเคราะห์สาเหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ผลกระทบจากสถานการณ์ แนวทางป้องกันอาชญากรรม วิพากษ์ระบบงานยุติธรรมทางอาญา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ในการวิเคราะห์ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ค้นหาข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง 3. การระดมสมองในประเด็นปัญหาสังคมและอาชญากรรม การเรียนรู้โดยระดมสมอง อภิปรายภายในกลุ่ม ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาสังคมสู่การประกอบอาชญากรรม ในบทเรียนกลุ่มทฤษฎีโครงสร้างทางสังคมต่อการกระทำผิด ทักษะการเรียนรู้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ทักษะการสื่อสาร ต่อการนำเสนอหน้าชั้นเรียน 4. Project Based นำเสนอชิ้นงานประยุกต์ใช้ทฤษฎีอาชญาวิทยาแต่การถ่ายทอดผ่านสื่อ การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ให้นักศึกษาผลิตผลงานสื่อสร้างสรรค์โดยไม่จำกัดแนวทางในการนำเสนอ ภายใน 15 นาที เพื่อประยุกต์ทฤษฎีที่เรียนสู่การถ่ายทอดรูปธรรม โดยมีข้อตกลงการดำเนินงานดังนี้ 1. จับกลุ่ม 8-10 คน 2. ส่งรายชื่อสมาชิกภายในสัปดาห์ที่ 2 ของการเรียน 3. ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาได้อย่างสร้างสรรค์ โดยต้องมีการสอดแทรกการอธิบายทฤษฎีอาชญาวิทยา เช่น การแสดงสถานการณ์จำลอง นักศึกษาจำลองบทบาทคดีอาชญากรรม และมีการอธิภายทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ ท้ายคลิป หรือสอดแทรกระหว่างคลิปตามความเหมาะสม 4. ส่ง Plot เรื่อง และเลือกทฤษฎีที่ใช้อธิบายก่อนดำเนินการ เพื่อให้อาจารย์พิจารณาให้คำแนะนำก่อนสัปดาห์ที่ 9 ของการเรียน 5. ไม่ต้องจัดทำรูปเล่ม โดยส่งไฟล์ผลงานก่อนวันนำเสนอ อย่างน้อย 1 วันเข้าอีเมล phatsaporn.s@rsu.ac.th ทักษะการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะชีวิตในการทำงานเป็นทีม ทักษะสารสนเทศต่อการเผยแพร่ความรู้ 5. การวัดความรู้ Pre-Test, Post-Test และการสอบปลายภาค การออกแบบ Quiz และ Final Exam ทักษะการเรียนรู้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                    อาจารย์ได้มีการชี้แจงสัดส่วนของการประเมินผลตั้งแต่สัปดาห์แรกในชั้นเรียน เพื่อให้นักศึกษารับทราบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน การประเมินผลการเรียนรู้ สัดส่วนของการประเมินผล 1.       สอบปลายภาค 30% 2.       การเข้าชั้นเรียน QUIZ และการมอบหมายงาน รวมถึงการอภิปรายปัญหาอาชญากรรมในชั้นเรียน 30% 3.       Project งานกลุ่ม 40%                    ทั้งนี้จากกิจกรรมต่างๆ ได้มีการตรวจสอบผลการดำเนินการดังนี้ การแสดงบทบาทสมมุตินักอาชญาวิทยาและผู้กระทำผิด – จากการแนะนำความรู้โดยอาจารย์ผู้สอน สู่การให้นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง โดยให้สลับกันเป็นอาชญากร และนักอาชญาวิทยา ทั้งนี้ การสังเกตพบว่านักศึกษามีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก มีการใช้ความรู้ที่เรียนมาเท่าทันเทคนิคการโยนความผิด และเข้าใจถึงการสื่อสารกับผู้กระทำผิดโดยไม่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน และสามารถถ่ายทอดสรุปผลการศึกษาการวิเคราะห์ผู้กระทำผิดได้อย่างสอดคล้องทฤษฎีอาชญาวิทยา การวิเคราะห์คดีดัง อาทิ ‘กราดยิงพารากอน’ ‘กำนันนก’ – จากการประเมินการนำเสนอพบว่า นักศึกษามีการนำทฤษฎีทางด้านอาชญาวิทยาเข้ามาวิเคราะห์ และมีการนำเสนอแนวทางป้องกันแก้ไขตามหลักวิชาการถูกต้องและทันสมัย การระดมสมองในประเด็นปัญหาสังคมและอาชญากรรม – จากกระประเมินโดยการสังเกตแต่ละกลุ่มในช่วงอภิปราย โดยอาจารย์เป็นผู้ฟังการนำเสนอความคิดเห็นนักศึกษาภายในกลุ่มแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้นจึงเป็นการนำเสนอหน้าชั้นเรียน พบว่านักศึกษามีความสนใจ มีความกล้าแสดงออกที่จะแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการต่อปัญหาสังคม มีความเข้าใจปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่อการประกอบอาชญากรรม Project Based นำเสนอชิ้นงานประยุกต์ใช้ทฤษฎีอาชญาวิทยาแต่การถ่ายทอดผ่านสื่อ – จากการประเมินผลงานของนักศึกษาพบว่า สื่อที่นักศึกษาผลิตและนำเสนอมีความทันสมัยน่าสนใจอย่างสร้างสรรค์ และนักศึกษามีผลงานการนำเสนอหรือชิ้นงานที่มีลักษณะไม่ซ้ำกันในแต่ละกลุ่ม อาทิ การนำเสนอผ่าน webtoon การใช้บทบาทสมมุติในการนำเสนอ นำเสนอโดยผลิตเป็น Animation พบว่านักศึกษาดำเนินการเป็นอย่างดี มีการร่วมปรึกษากับอาจารย์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้อาจารย์ได้แนะนำความเห็น ความถูกต้องตามหลักวิชาการ การวัดความรู้ Pre-Test, Post-Test และการสอบปลายภาค – จากการทดสอบ Pretest และ Post-test ผ่านพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีคะแนน Post-test เพิ่มขึ้น และจากการสอบปลายภาคพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่สามารถจำและเขียนอธิบายทฤษฎีอาชญาวิทยาได้ อีกทั้งสามารถประยุกต์ใช้เขียนบรรยายบทวิเคราะห์คดีในข้อสอบ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง อาจมีการผลักดันให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มทฤษฎีอาชญาวิทยา โดยอาจเป็นกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น นักศึกษาให้ความสนใจ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เป็นฝ่ายนำเสนอความคิดเห็นในบทเรียน และวิธีการจัดการเรียนรู้มากขึ้น           อนึ่งในแต่ละสัปดาห์ท้ายคาบเรียน อาจารย์ผู้สอนจะเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาหารือเนื้อหาทฤษฎีทุกครั้งเพื่อผลิตผลงานการนำเสนอชิ้นงานอย่างสร้างสรรค์ พบว่าแนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักศึกษาจะมีความกล้าแสดงออกที่จะปรึกษาหารือเนื้อหาความรู้มากขึ้น โดยมีนักศึกษาร่วมปรึกษาอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์การเรียน                    และระหว่างการเรียนทั้งภาคการศึกษา นักศึกษาสามารถปรึกษาหารืออาจารย์ที่ปรึกษาผ่าน Line Group หรือ Line อาจารย์ผู้สอนได้โดยตรง โดยอาจารย์จะมีการส่งข้อมูล สถานการณ์อาชญากรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ผลงานนักศึกษาส่วนหนึ่งจาก Project Based นำเสนอชิ้นงานประยุกต์ใช้ทฤษฎีอาชญาวิทยาแต่การถ่ายทอดผ่านสื่อ https://drive.google.com/drive/folders/1oq4rl9xMwvzKYjy2tzxVSrRg4mEWeMgu https://youtu.be/Jat4fL3s3Ig?si=UcU0sjCEFh5iwOh7 https://youtu.be/WbmnlgAt7Dk?si=MfNsNHyepEHvhtNy https://www.youtube.com/watch?v=Y3OkXjkeiIs ภาพบรรยากาศในชั้นเรียนและกิจกรรมการจำลองบทบาทสมมุติ

การเรียนรู้โดยนักศึกษามีส่วนร่วมผ่านการใช้ทักษะต่างๆ Read More »

การเรียนการสอนเรื่องสวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง จากชีววิทยาองค์รวม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 การเรียนการสอน เรื่อง สวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง … จากชีววิทยาองค์รวม ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้วางโครงการ ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ ผู้ให้ความรู้ ผศ.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การจัดการเรียนสอนรายวิชาต่างๆ มีวัตถุประสงค์หลักที่งมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความสามารถ(ability to do)ในด้านใดด้านหนึ่ง จนเกิดเป็นสมรรถนะทางการศึกษาด้านต่างๆ ซึ่งแตกต่างไปตามแต่ละเนื้อหา ทั้งด้านความรู้(cognitive domain) ด้านทักษะ (psychomotor domain) และด้านเจตคติ(affective domain)ในระดับต่างๆ การบูรณาการองค์ความรู้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า จนนำไปสู่การประยุกต์ใช้ปฎิบัติในสถานการณ์จริง เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาความสามารถ (ability to do)ในด้านใดด้านหนึ่งจนเกิดเป็นสมรรถนะด้านต่างๆขึ้นในตัวผู้เรียน           จากแนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมโครงงาน (วิชา BIO131/ 132) เรื่อง “สวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง…จากชีววิทยาองค์รวม” ซึ่งเป็นสถานการณ์การเรียนรู้ที่กำหนดให้นักศึกษาได้บูรณาการองค์ความรู้ทางชีววิทยา เพื่อสรรค์สร้างงานศิลป์….เป็นสวนกระถางจากขยะเมล็ดผลไม้” ควบคู่ไปกับการ ฝึกทักษะการปฏิบัติด้านต่าง ๆ ได้แก่ การคัดเลือกเมล็ดผลไม้ การเพาะเมล็ด การรดน้ำ ดูแลต้นกล้า รวมถึงฝึกทักษะการนำเสนอ การบันทึกภาพทางวิชาการ การใช้ application ต่างๆ ได้แก่ Line application ในการปรึกษาหารืออาจารย์ผู้สอน ทักษะการใช้ Padlet application สำหรับการรายงานความก้าวหน้าของโครงงาน ทักษะทำงานแบบบูรณาการภายใต้การแนะนำจากผู้สอนอย่างใกล้ชิดและมีความสุขแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาร่วมกัน สร้างเสริมคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จ ได้แก่ การตรงต่อเวลา ขยัน อดทน รักษาสัจจะ และการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนอีกด้วยประโยชน์ที่คาดว่าผู้เรียนจะได้รับจากกิจกรรมในโครงการนี้ นอกจากการการได้ฝึกทักษะการบูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติจริงแล้ว ยังเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้ความรู้ทางชีววิทยาเพื่อลดของเสียหรือของเหลือทิ้ง(เมล็ดผลไม้เหลือทิ้งจากการบริโภค) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่กำหนดให้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green (BCG1) Economy) เป็นวาระแห่งชาติ โดยโครงงานนี้เป็นกิจกรรมตัวอย่างที่นักศึกษาสามารถทำได้จริง โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำแล้วมีความสุข และผลผลิตที่ได้มาสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อการค้าได้อีกด้วย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ • องค์ความรู้ทางชีววิทยา (อาณาจักรพืช การเจริญพัฒนาของต้นกล้า การแบ่งเซลล์แบบ Mitosis การสังเคราะห์แสง สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ)• L.E. (Learning Experience): นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้• การวางโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาสู่ชุมชน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase) – ผลงานเรื่อง ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม (L.E.: Learning Experience) เรื่อง สารอันตรายในน้ำมันทอดซ้ำ: ชุมชนวัดรังสิต(ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน ประจำปี 2563) – ผลงานเรื่อง “โครงการจัดอบรม ปลูกผักกินเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม” – ผลงานเรื่อง “โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน” เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ (องค์ความรู้ เรื่อง L.E. (Learning Experience) นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้• แบบรายงานผลการจัดการความรู้ ปี การศึกษา 2563 :(https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_10_2021_04_20_125535.pdf)• Clip: https://www.youtube.com/watch?v=E63-ar_lLs4 อื่น ๆ (โปรดระบุ) : E book ไม้ประดับจากขยะเมล็ดผลไม้(โดย ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม & ลาวัณย์ วิจารณ์) เป็นองค์ความรู้ที่ได้จาก การบริการวิชาการ โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน ปี 2565 (รหัส โครงการ 650437 : Ornamental Gardening For Life (สรรสร้างพันธุ์พืชเป็นไม้ประดับ) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด : คณะวิทยาศาสตร์• ผศ.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม /สังกัด คณะวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ทางชีววิทยา (อาณาจักรพืช การเจริญพัฒนาของต้นกล้า การ แบ่งเซลล์แบบ Mitosis การสังเคราะห์แสง สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ• ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ /สังกัด คณะวิทยาศาสตร์ : องค์ความรู้ 1_ L.E. (Learning Experience) นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ : องค์ความรู้ 2_ การวางโครงการบริการวิชาสู่ชุมชน อื่น ๆ (ระบุ) สมรรถนะ (Competency) ด้านการใช้ Padlet application ในการบริหารจัดการและการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ วิธีการดำเนินการ 1. แบ่งนักศึกษาออกเป็น 24 กลุ่มๆละ 3-4 คน2. กำหนดให้แต่ละกลุ่ม บูรณาการความรู้ทางชีววิทยา (อาณาจักรพืช การเจริญพัฒนาของต้นกล้า การแบ่งเซลล์แบบ Mitosis การสังเคราะห์แสง สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ) เป็นหลักในการเพาะเมล็ดผลไม้ เพื่อสรรค์สร้างงานศิลป์ เป็นสวนผลไม้กระถางขนาดเล็ก3. กำหนดระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม 6 สัปดาห์ (ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.-13 มี.ค. 2567)4. มอบหมายแต่ละกลุ่มประชุม/ปรึกษาหา/ ร่วมกันคัดเลือกชนิดผลไม้ /เลือกซื้อ/รับประทานผลไม้และนำขยะเมล็ดผลไม้ใช้เป็นเมล็ดสำหรับเพาะต้นกล้า/เลือกซื้อวัสดุปลูก /ทำการเพาะเมล็ด/ดูแล/ออกแบบสรรคสร้างสวนกระถางเม,ดผลไม้เหลือทิ้งที่สวยงาม/ช่วยกันตกแต่งสวนกระถาง/รายงานผลดำเนินงานทุกขั้นตอน ผ่าน Padlet application (รายละเอียดการดำเนิน เอกสารแนบ ตัวอย่าง ผลงานของนักศึกษาทั้งหมด 92 คน (24 กลุ่ม โครงงาน)5. การดำเนินกิจกรรมของทุกกลุ่ม อยู่ภายในคำแนะนำอย่างใกล้ของปรึกษาอาจารย์ทั้ง onsite และ online (line application)6. ประเมินผลงานโดยคณาจารย์ และมอบรางวัลผลงานดีเด่น (onsite) 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ตัวอย่าง ผลงานของนักศึกษาทั้งหมด 92 คน (24 กลุ่ม โครงงาน)รายละเอียดศึกษาได้จาก ไฟล์ลิงค์ด้านล่าง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การประเมินผลโครงการแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้1. ด้านการนำองค์ความรู้ทางชีววิทยามาประยุกต์ใช้ในการทำสวนกระถาง พบว่า กลุ่มโครงงานทั้ง 24 กลุ่ม สามารถนำองค์ความรู้ทางชีววิทยามาประยุกต์ใช้ในการเพาะกล้าผลไม้ และสามารถทำสวนไม้กระถาง ได้ตามวัตถุประสงค์การสอน ที่ได้กำหนดไว้2. ด้านความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการทำโครงงาน พบว่า• ร้อยละ 99 เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าโครงการนี้ช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจเกี่ยวกับอาณาจักรพืช การเจริญพัฒนาของต้นกล้า การแบ่งเซลล์แบบ Mitosis การสังเคราะห์แสงมากขึ้น• ร้อยละ 96 เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การนำเมล็ดผลไม้เหลือทิ้งจากการรับประทานผลไม้นานาชนิด ช่วยลดขยะจากการรับประทานผลไม้ได้• ร้อยละ 96 เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า โครงการเพาะเมล็ดผลไม้เพื่อทำเป็นสวนไม้กระถางขนาดเล็กสามารถทำเป็นอาชีพได้ • ร้อยละ 99 เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า โครงการนี้ทำให้สามารถนำองค์รู้ความรู้ทางชีววิทยามาปรับใช้ก่อทำให้เกิดงานศิลปะที่สามารถทำเป็นอาชีพได้• ร้อยละ 99 เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า โครงการนี้ทำให้สามารถนำองค์รู้ความรู้ทางชีววิทยามาปรับใช้เพื่อลดปัญหาขยะเมล็ดผลไม้เหลือทิ้งจากการรับประทานได้           หลังจากครบกำหนดการส่งผลงาน ได้จัดกิจกรรมให้นักศึกษาสะท้อนความรู้สึก (refection) เกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ 9 ประเด็น คือ ทำโครงงานนี้สนุก มีความสุข /ตื่นเต้นมากๆ เมื่อเห็นต้นไม้เติบโต /ตื่นเต้นมากๆเมื่อเห็นต้นไม้ของเราไม่งอกสักที /การนำองค์ความรู้ทางชีววิทยาไปสร้างสรรค์งานศิลปะได้/การนำองค์ความรู้ทางชีววิทยาสามารถขยะเมล็ดผลไม้ลดปัญหาโลกร้อนได้/เราควรนำขยะเมล็ดผลไม้ทำ มาทำเป็นสวนไม้กระถาง ตกแต่งไว้ที่บ้าน/เราควรฝึกผีมือนำขยะเมล็ดผลไม้ทำสวนไม้กระถาง เอาไว้ขายในอนาคต /เราควรฝึกฝีมือนำขยะเมล็ดผลไม้ทำสวนไม้กระถาง เพื่อให้เป็นของขวัญกับคนที่เรารัก/ควรจัดการเรียนการสอนแบบนี้อีก          โดยสอบถามความคิดเห็นว่า มีความคิดเห็นในระดับใด (เห็นด้วยอย่างยิ่ง/เห็นด้วย/ไม่แน่ใจ/ ไม่เห็นด้วย /ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ) กับข้อความทั้ง 9 ประเด็นข้างต้น ผลการสะท้อนความรู้สึก พบว่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 นักศึกษาเห็นด้วยอย่างยิ่งและเห็นด้วย ในทุกประเด็น รายละเอียดความคิดเห็นของนักศึกษา ดังนี้           จะเห็นได้ว่า การจัดกิจกรรมในโครงการนี้ นอกจากสามารถกระตุ้นให้นักศึกษา ได้มีประสบการณ์ในการบูรณาการความรู้ทางชีววิทยา มาประยุกต์ใช้เพื่อสรรค์สร้างงานศิลป์ที่สวยงามแล้ว ยังทำให้นักศึกษามีความเข้าใจถึงองค์ความรู้เหล่านั้นอย่างชัดเจน สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ และมีความสุข และที่สำคัญที่สุดคือ นักศึกษาทุกกลุ่มร่วมแรงร่วมใจ ทั้งขยัน อดทน มีวินัย ตรงต่อเวลาในการส่งผลงานที่ใช้เวลายาวนานถึง 6 สัปดาห์ และเมื่อมีปัญหาก็ร่วมกันแก้ไขจนทำให้ทุกกลุ่มสามารถผลิตผลงานสวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้งได้สำเร็จ บรรลุตามวัตถุประสงค์การศึกษาครบทั้ง 3 ด้านความรู้ ด้านทักษะและด้านเจตคติ 3.รับผิดชอบด้านความในการทำโครงงาน พบว่า นักศึกษาทุกกลุ่ม มีความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบในการทำงานให้สำเร็จ รายละเอียดพิจารณาจากการส่งผลงานทุกขั้นตอนผ่าน Padlet และขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา ทั้ง Onsite และผ่าน line application ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (Learning Experience Model: L.E. Model) โดยใช้ผลการเรียนรู้จากโครงงานนี้ (ผลการเรียนรู้ในเรื่อง การเรียนการสอน เรื่อง สวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง…จากชีววิทยาองค์รวม” เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน และต่อยอดทำวิจัย R&D เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ Model ดังกล่าว โดยใช้กระบวนการ induction approach ซ้ำๆในหลากหลาย case ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัยดังกล่าว หากประสบความสำเร็จ จะก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถพิสูจน์ทดสอบโดยใช้กระบวนการ duction approach ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเป็น Good Practice ได้ในท้ายที่สุด          ในทางกลับกัน หากผลจากวิจัยดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะกลายเป็นโจทย์วิจัยชุดใหม่ที่รอการท้าทายให้นักวิจัยต้องคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสร้างและพัฒนาเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ และทำการพิสูจน์ทดสอบโดยใช้กระบวนการวิจัย R&D ทางการศึกษา ทั้งกระบวนการ induction approach และ duction approach ทำต่อเนื่องกันไปอย่างไม่จบสิ้น วิธีการดังกล่าวนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิด นวัตกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Good Practice ได้ในท้ายที่สุด ซึ่งในครั้งนี้ผู้สอนและผู้วางโครงการได้ดำเนินการจัดวิจัย เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำไปสู่การวิจัย R&D ในลำดับต่อไปในเวลาที่เหมาะสม

การเรียนการสอนเรื่องสวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง จากชีววิทยาองค์รวม Read More »

การทำ Design pitch ในการปฏิบัติวิชาชีพออกแบบภายใน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 การทำ Design pitch ในการปฏิบัติวิชาชีพ ออกแบบภายใน ผู้จัดทำโครงการ​ อ.วริศว์ สินสืบผล และ อ.ถวัลย์ วงษ์สวรรค์ วิทยาลัยการออกแบบ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การนำองค์ความรู้เฉพาะทางจากวิชาแกนที่นักศึกษาได้เรียนมาใน 3 ชั้นปี นำมามาประยุกต์ใช้กับงานจากโจทย์ของผู้ประกอบการจริง โดยนักศึกษาจะได้เห็นถึงประเด็นต่างๆในการปฏิบัติวิชาชีพ และผลลัพธ์รวมไปถึงข้อคิดเห็นต่างๆที่สะท้อนจากตัวแทนองค์กรเจ้าของกิจการ หรือกลุ่มลูกค้าในอนาคต เพื่อนำไปปรับใช้ พิจารณา และพัฒนาระดับการเรียนรู้ของตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่การสำเร็จการศึกษาและออกไปปฏิบัติวิชาชีพในอนาคต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ การนำความรู้แบบแยกส่วนระหว่างที่เรียนมา 3 ชั้นปีมาบูรณาการกันเพื่อจำลองการประกอบวิชาชีพ โดยในรายละเอียดคือการนำองค์ความรู้ทางด้านการออกแบบ ความงาม การใช้งาน และการนำเสนอแนวความคิดเพื่อสร้างสรรค์เรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าในงานออกแบบ มาบูรณาการกับการสื่อสารโดยการทำภาพนำเสนอผลงาน (3D visualization for presentation) และ การพูดนำเสนอต่อหน้ากรรมการที่มาจากองค์กรผู้ประกอบการจริง รวมไปถึงการทำงานด้าน technical ในทางวิชาชีพโดยการทำแบบก่อสร้าง และการประมาณราคาเพื่อนำเสนองบประมาณของการก่อสร้างในแบบที่นักศึกษานำเสนอ ผ่านรายวิชา Professional practice หรือ วิชาการประกอบธุรกิจการออกแบบตกแต่งภายใน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ในทางวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และความรู้ในเชิงปฏิบัติการจากเจ้าของโครงการ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) :  เจ้าของความรู้/สังกัด  สาขาออกแบบภายใน วิทยาลัยการออกแบบ และทีมงานส่วนงานสถาปัตยกรรม9+*4คาเฟ่อเมซอน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) วิธีการดำเนินการ วิธีการดำเนินการ เริ่มจากการนำรายวิชา COD 107 การประกอบธุรกิจการออกแบบ เป็นการเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติวิชาชีพออกแบบภายใน โดยนำโครงการออกแบบจริง เข้ามาเป็นโจทย์ให้นักศึกษาในรายวิชา เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนการทำงาน และ รับข้อคิดเห็น คำแนะนำในฐานะเจ้าของโครงการจริง โดยได้รับการอนุเคราะห์จากทางทีมงานส่วนงานสถาปัตยกรรม คาเฟ่อเมซอน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาให้โจทย์ โดยมีรายละเอียดวิธีการดำเนินการดังนี้ จัดนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม และทำการแบ่งงานกันโดยจำลองเป็นเหมือนสำนักงานออกแบบ เพื่อทำการประกวดแบบแข่งกัน โดยทางทีมเจ้าหน้าที่จากคาเฟ่อเมซอน จะเป็นผู้ให้คะแนนตัดสิน เป็นการจำลองเหมือนการประกวดแบบในวิชาชีพ ทางทีมงานเจ้าของโครงการ ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านคาเฟ่อเมซอน เพื่อให้นักศึกษาเป็นข้อมูลในการออกแบบ และพาเยี่ยมชมการออกแบบ และการจัดการพื้นที่ร้านคาเฟ่อเมซอนเพื่อเป็นกรณีศึกษา นักศึกษาแต่ละกลุ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูล ตามความรู้กระบวนการออกแบบที่เรียนมา เพื่อเริ่มกระบวนการออกแบบ โดยทางอาจารย์ประจำวิชาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและตรวจงานตามขั้นต้อนต่างๆเบื้องต้น นักศึกษานำผลงานที่พัฒนาสุดท้ายนำเสนอแก่กลุ่มทีมงานส่วนงานสถาปัตยกรรม คาเฟ่อเมซอน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และรับฟังข้อคิดเห็นและข้อแนะนำต่างๆ จากทางเจ้าของโครงการ ณ วิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต กลุ่มนักศึกษาทำการพัฒนาแบบสุดท้าย เพื่อทำการเขียนแบบก่อสร้าง และ BOQ เพื่อดูงบประมาณการก่อสร้างตามขอบเขตของรายวิชา และนำส่งอาจารย์ประจำวิชาเพื่อการประเมิน และสรุปผลงาน 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ได้รับผลลัพธ์ในเชิงการวัดผลที่น่าสนใจ เพราะกระบวนการนี้ทำให้เหมือนเป็นการวัดผลให้เห็นคุณภาพ และ ศักยภาพของนักศึกษาเกี่ยวกับความพร้อมในการทำงานจริง เป็นเหมือนการเช็ค Pre-PLO ก่อนที่นักศึกษาจะเรียนในชั้นปีสุดท้าย อุปสรรค : 1. เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ทำให้มีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลา และการนัดหมาย 2. โครงการมีรายละเอียดการดำเนินการพอสมควร แต่บุคคลากรมีเพียงอาจารย์ประจำวิชาทำให้การดำเนินการอาจจะติดปัญหาบ้าง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ ตรวจสอบผลลัพธ์จากความคิดเห็นของทางเจ้าของโครงการที่มีต่อผลงานของนักศึกษา และผลลัพธ์ที่ชิ้นงานของนักศึกษา โดยแบ่งเป็นไฟล์งานออกแบบ presentation files และ งานเขียนแบบก่อสร้าง และ BOQ (การประมาณราคาการก่อสร้าง) ส่วนในด้านองค์ความรู้ที่ได้เพิ่มจากการดำเนินการคือ วิสัยทัศน์ ทัศนคติ และวิธีการตัดสินให้คะแนนจากองค์กรภายนอกต่อการประกวดแบบ โดยองค์ความรู้นี้จะเป็นแนวทางในการเพิ่ม soft skill ของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานในการประกอบวิชาชีพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ควรมีการวางแผนงานล่วงหน้าที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และมีการแบ่งงาน หรือจัดตั้งทีมงานที่เพียงพอต่อการดำเนินการ

การทำ Design pitch ในการปฏิบัติวิชาชีพออกแบบภายใน Read More »

ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ : เสริมพลังอาจารย์ใหม่ สู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.4, KR 1.4.5 ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้: เสริมพลังอาจารย์ใหม่ สู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ชิดชไม วิสุตกุล และ ดร.พิบูลย์ ตัญญบุตร วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ครูมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย คุณภาพการศึกษาจึงผูกพันกับคุณภาพของครูโดยตรง ครูใหม่เปรียบเสมือนต้นกล้าแห่งอนาคตของการศึกษา การเสริมพลังครูใหม่ให้มีศักยภาพและพร้อมสำหรับการสอนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษาคือการผลิตกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยมีภารกิจหลัก คือ การสร้างคนให้เปี่ยมด้วยความรู้ และมุ่งพัฒนาสร้างความรู้สู่ความเป็นเลิศ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา สังคมให้พึ่งตนเองได้ พัฒนาได้และแข่งขันได้ การสอน (Teaching) และการวิจัย (Research) จึงเป็นสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน ทิศทางการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcomes) การจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามภารกิจหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่การศึกษายุค Thailand 4.0 ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบกระบวนการจัดการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นอย่างมาก ผนวกกับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นและแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่นำมาสู่วิถีใหม่ในการดำรงชีวิต การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยยึดมั่นอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์เยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ จึงนำมาสู่การปรับและการสร้างโครงสร้างใหม่ในทุกมิติของมหาวิทยาลัยรังสิต ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 เพื่อให้บัณฑิตมีความเป็นเลิศทั้ง “วิชาการ  วิชางาน  และวิชาคน”  โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์หลัก คือ “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” มหาวิทยาลัยรังสิตมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ เน้นคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล มีความเป็นเลิศทางด้านการเรียนการสอนที่อยู่บนพื้นฐานของการค้นคว้าวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ และแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา ชี้แนะทางเลือก และสนองตอบความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศ (มหาวิทยาลัยรังสิต, 2564)           คณาจารย์เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา บทบาทของคณาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา “สมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์” บนพื้นฐานของการค้นคว้าวิจัย สิ่งนี้จะช่วยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพ  มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งพัฒนาบุคลากรทุกระดับ โดยเฉพาะบุคลากรสายการสอน ด้วย “กรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์” ตามแนวทางการพัฒนาคุณภาพอาจารย์เพื่อส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา โดยซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ความรู้ (Knowledge) มี 2 องค์ประกอบย่อย คือ (1.1) ความรู้ในศาสตร์สาขาวิชาของตน (1.2) ความรู้ในศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 2 สมรรถนะ (Competencies) มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ (2.1) ออกแบบและวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (2.2) ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล (2.3) เสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน (2.4) วัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมทั้งสามารถให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ และองค์ประกอบที่ 3 ค่านิยม (Values) มี 2 องค์ประกอบย่อย คือ (3.1) คุณค่าในการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์ และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (3.2) ธำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอาจารย์ ซึ่งคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในแต่ละองค์ประกอบได้ กำหนดให้มีระดับของคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบ จำนวน 4 ระดับ โดยในระดับที่ 1 ได้กล่าวถึงครูที่มีคุณภาพ (Beginner/Fellow Teacher) หมายถึง อาจารย์ที่เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ของตนและประยุกต์ใช้ได้ มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การเรียนรู้เบื้องต้น สามารถออกแบบกิจกรรม จัดบรรยากาศ ใช้ทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงผู้เรียนและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ สามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนำผลประเมินมาใช้ปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพอาจารย์ขององค์กร (สมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท), 2566)  ในยุคสมัยที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บทบาทของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์เฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ซึ่งหมายความว่าอาจารย์จำเป็นต้องมี “สมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์” ควบคู่ไปกับ “ความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาชีพ” ในระดับอุดมศึกษาอันจะเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิต           ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ เป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมสมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์ พัฒนาศักยภาพของอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ใหม่ในระดับอุดมศึกษาที่ต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การขาดทักษะและความรู้ในศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ของนักศึกษา ดังนั้น อาจารย์ใหม่จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะและความรู้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้เข้าใจหลักการและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วม คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยหลักการนี้จึงเป็นที่มาของหลักสูตร “ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้” ในความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาบุคคล และวิทยาลัยครูสุริยเทพ โดยในหัวข้อ “การจัดการเรียนรู้” และ “การวัดและประเมินผล” มีจุดมุ่งหมายให้ผู้สอนใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เหมาะสมกับเนื้อหาและผู้เรียน เน้นการเรียนรู้ตามหลักการ Active Learning ส่งเสริมให้อาจารย์ใหม่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน และเน้นการวัดผลเชิงพัฒนาการ ประเมินทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายและทันสมัย เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเนื้อหา โดยนำผลประเมินผลไปพัฒนาผู้เรียน ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ และพัฒนาระบบการวัดประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ           การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ใหม่ ในศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยหลักสูตรนี้มุ่งเน้นพัฒนาอาจารย์ใหม่ให้นำความรู้และทักษะใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสู่การเป็นนักวิจัย โดยเน้นในเรื่อง การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลผู้เรียน จะส่งผลดีต่อทั้งอาจารย์ใหม่ นักศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ใหม่จะได้พัฒนาทักษะและความรู้ในการจัดการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการสอน ส่งเสริมให้นักศึกษามีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ รวมถึงพัฒนาทักษะการวัดผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการสอน สำหรับนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น สามารถสร้างผลงาน หรือแก้ปัญหาด้วยทักษะการคิดขั้นสูงได้อย่างสร้างสรรค์ผลงานดียิ่งขึ้น อีกทั้งเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ สำหรับมหาวิทยาลัยรังสิตจะได้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดี           “อาจารย์” คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น “อาจารย์” จึงไม่ใช่เพียงผู้สอน แต่คือ “ผู้นำทางปัญญา” มหาวิทยาลัยรังสิตจึงให้ความสำคัญกับพัฒนา “สมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์” ผ่านการค้นคว้าวิจัย พัฒนาทักษะการสอน ตลอดจนสร้างกลยุทธ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ด้วยความมุ่งมั่น “เพื่อพัฒนาอนาคตของชาติต่อไป”   ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                    องค์ความรู้ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการนำมาใช้เพื่อในการพัฒนาหลักสูตรศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ : เสริมพลังอาจารย์ใหม่ สู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ หรือ V-I-M-P-S Model (จากความหมายในภาษาอังกฤษของแต่ละองค์ประกอบ มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Very important แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า  “สำคัญที่สุด” โมเดลนี้ มุ่งหวังที่จะสร้าง “อาจารย์ยุคใหม่” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่คุณภาพ จากการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ มีที่มาจากหลักการ หรือองค์ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ดังนี้ วิสัยทัศน์ : Vision : คือ การให้ความสำคัญกับการมุ่งพัฒนา “อาจารย์” ให้เป็น “ผู้นำทางปัญญา” ที่ขับเคลื่อนอนาคตการศึกษาไทย ผ่านการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เปี่ยมด้วยความรู้ ทักษะ และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายทุกสภาพปัญหา อุดมการณ์: Intention : คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนา “สมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์” บนพื้นฐานการค้นคว้าวิจัย ฝึกฝนทักษะการสอนที่ทันสมัยที่สอดคล้องกับหลักการ Active Learning พร้อมทั้งศึกษาและสร้างแนวทางการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 สำหรับผู้เรียน ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ในลักษณะของการค้นคว้าวิจัยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย แบบแผน: Method : คือ การให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา “อาจารย์ยุคใหม่” ที่เน้นการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) และถ่ายทอดผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาทักษะการสอนที่ทันสมัย สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบของวารสาร RJES วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ระยะเวลาการศึกษา: Period: คือ การให้ความสำคัญกับการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสมกับระยะเวลา เนื่องจากความรู้ที่สมบูรณ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม                    5. ตัวชี้วัดความสำเร็จ: Success: คือ การให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการสอนของคณาจารย์ ความสำเร็จในการศึกษาของผู้เรียน ส่งเสริมให้คณาจารย์งานพัฒนาตนเองผ่านการทำผลงานทางวิชาการสู่ความเป็นเลิศทางการศึกษา สำหรับรายงานฉบับนี้ ขอนำเสนอแนวทางจาก 2 หัวข้อ คือ หัวข้อที่ 3 การจัดการเรียนรู้ และหัวข้อที่ 4 การวัดและประเมินผล ดังนี้ หัวข้อที่ 3 การจัดการเรียนรู้           อาจารย์ ดร.ชิดชไม วิสุตกุล ผู้รับผิดชอบ ได้ใช้หลักการของ V-I-M-P-S Model ในการออกแบบการฝึกอบรม ซึ่งพิจารณาแล้วว่าสอดคล้องกับกรอบแนวคิด 4C ที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ Context (บริบท) Content (เนื้อหา) Curriculum (หลักสูตร) และ Conduct (การจัดการ) ผู้สอนสามารถใช้กรอบแนวคิดนี้เพื่อออกแบบและจัดการการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบท เนื้อหา หลักสูตร และผู้เรียน ดังนี้ Context (บริบท) เข้าใจบริบทของการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา หมายถึง การเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา เช่น วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ลักษณะของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เทคโนโลยีที่มีอยู่ ทรัพยากรที่มีอยู่ วิเคราะห์ลักษณะของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา หมายถึง การเข้าใจความต้องการ ความสนใจ จุดแข็ง และข้อจำกัดของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เข้าใจธรรมชาติของเนื้อหาวิชา หมายถึง การเข้าใจโครงสร้าง เนื้อหา และวิธีการคิดวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชา Content (เนื้อหา) ออกแบบเนื้อหาวิชาให้เหมาะสมกับผู้เรียนและบริบท หมายถึง การออกแบบเนื้อหาวิชาให้ตรงกับความต้องการ ความสนใจ จุดแข็งและข้อจำกัดของนักศึกษา คัดเลือกสื่อการสอนที่หลากหลายและเหมาะสม หมายถึง การเลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา รูปแบบการเรียนรู้ และลักษณะของนักศึกษา จัดลำดับเนื้อหาการสอนอย่างมีตรรกะ หมายถึง การจัดลำดับเนื้อหาการสอนให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเข้าใจง่าย Curriculum (หลักสูตร) ออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ หมายถึง การนำผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรมาออกแบบการเรียนการสอนในรายวิชาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ กำหนดวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมือการประเมินผลที่หลากหลาย บริหารจัดการเวลาและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง การจัดสรรเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด Conduct (การจัดการ) ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ที่หลากหลาย หมายถึง การเลือกใช้กลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวย หมายถึง การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ประเมินผลและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การประเมินผลการจัดการเรียนรู้และปรับปรุงให้ดีขึ้น   หัวข้อที่ 4  การวัดและประเมินผล                    อาจารย์ ดร.พิบูลย์ ตัญญบุตร ผู้รับผิดชอบ ได้ใช้หลักการของ V-I-M-P-S Model ในการออกแบบการฝึกอบรม ซึ่งพิจารณาแล้วว่าสอดคล้องกับแนวคิดของ สมคิด บางโม (2553) ที่กล่าวว่า ระบบ (system) ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง การวิเคราะห์การฝึกอบรมในรูปของระบบจะช่วยให้มองเห็นว่าการจัดการฝึกอบรมนั้นมุ่งประโยชน์โดยส่วนรวม มิใช่มุ่งประโยชน์ของตัวบุคคล แนวความคิดเชิงระบบเชื่อว่าระบบประกอบด้วยปัจจัย5 ประการ โดยสามารถสรุปได้ว่า คือ 1) ปัจจัยนำเข้า 2) กระบวนการ 3) ผลิตผล 4) ข้อมูลย้อนกลับ 5) สิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งผู้รับผิดชอบได้ศึกษาและวิเคราะห์ระบบดังกล่าว สำหรับใช้ในการออกแบบการฝึกอบรม พบว่า สามารถใช้ในการออกแบบการฝึกอบรมให้เกิดประสิทธิภาพได้ ดังนี้1. ปัจจัยนำเข้า           1.1 พิจารณาข้อมูลพื้นฐานของผู้เข้ารับการอบรม (อาจารย์ใหม่) ดังนี้           ความรู้พื้นฐาน: ระดับความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์ใหม่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผล เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้มีประสบการณ์ หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ และเป็นอาจารย์ใหม่ที่มีอายุงาน 1-5 ปี แรงจูงใจ: ความตั้งใจจริงและความสนใจในการเรียนรู้ทักษะการวัดและประเมินผล ความตั้งใจจริง: อาจารย์ใหม่ควรมีความตั้งใจจริงในการเรียนรู้ทักษะการวัดและประเมินผล เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอนที่มีประสิทธิภาพ เข้าใจถึงความสำคัญของการวัดและประเมินผล เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน และต้องการใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย เหมาะสมกับเนื้อหาและรูปแบบการเรียนรู้ ความสนใจ: อาจารย์ใหม่ควรมีความสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับวิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ต้องการศึกษาและทดลองใช้วิธีการวัดและประเมินผลใหม่ๆ และสนใจที่จะพัฒนาทักษะการวัดและประเมินผลของตนเองอยู่เสมอ ทักษะการคิดวิเคราะห์: ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและตีความผลลัพธ์ ทักษะการสื่อสาร: ความสามารถในการอธิบายและสื่อสารผลการวัดและประเมินผล           1.2 วิทยากร           ความรู้: ความเชี่ยวชาญและความรู้ที่ลึกซึ้งด้านการวัดและประเมินผล ประสบการณ์: ประสบการณ์การสอนและการฝึกอบรมเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล ทักษะการสอน: ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการสื่อสาร: ความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนและน่าสนใจ           1.3 สื่อการสอน           ความทันสมัย: เนื้อหาและตัวอย่างที่ทันสมัยและสอดคล้องกับแนวทางการวัดและประเมินผลปัจจุบัน ความหลากหลาย: การใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย เช่น บทบรรยาย การอภิปราย การศึกษากรณีตัวอย่าง การฝึกปฏิบัติ ความเหมาะสม: สื่อการสอนที่ตรงกับความต้องการและระดับความรู้ของผู้เข้ารับการอบรม           1.4 สถานที่           บรรยากาศ: สถานที่อบรมที่สะดวกสบาย และเอื้อต่อการเรียนรู้ อุปกรณ์: อุปกรณ์ที่ทันสมัยและเพียงพอต่อการฝึกปฏิบัติ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์           1.5 ปัจจัยสนับสนุน           นโยบายของมหาวิทยาลัย: นโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะการวัดและประเมินผลของอาจารย์ งบประมาณ: งบประมาณที่เพียงพอสำหรับการจัดอบรม ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานพัฒนาบุคคล มหาวิทยาลัยรังสิต การสนับสนุนจากหน่วยงาน หรือวิทยาลัย: วิทยาลัยครูสุริยเทพสนับสนุนและส่งเสริมในการให้บริการวิชาการ อีกทั้งสนับสนุนให้ส่งอาจารย์ใหม่เข้ารับการอบรมเช่นกัน 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์           ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล: อาจารย์ใหม่ควรมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผล วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการของนักเรียนระบุปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้ ประเมินประสิทธิภาพของการสอน ความสามารถในการตีความผลลัพธ์: อาจารย์ใหม่ควรมีทักษะการตีความผลลัพธ์ของการวัดและประเมินผล อธิบายความหมายของข้อมูล สรุปผลการวัดและประเมินผล นำผลการวัดและประเมินผลไปใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 3.ทักษะการสื่อสาร           ความสามารถในการอธิบายผลการวัดและประเมินผล: อาจารย์ใหม่ควรมีทักษะการอธิบายผลการวัดและประเมินผลให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้บริหารเข้าใจ อธิบายผลการวัดและประเมินผลอย่างชัดเจน สื่อสารผลการวัดและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการสื่อสารผลการวัดและประเมินผล: อาจารย์ใหม่ควรมีทักษะการสื่อสารผลการวัดและประเมินผล เพื่อใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ นำเสนอผลการวัดและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ผลการวัดและประเมินผลเพื่อปรับปรุงการสอน 4. กระบวนการ           4.1 วิธีการและเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ประกอบด้วย การบรรยาย: นำเสนอเนื้อหาทฤษฎีและแนวทางการวัดและประเมินผล การอภิปราย: แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับการวัดและประเมินผล การศึกษากรณีตัวอย่าง: วิเคราะห์กรณีตัวอย่างการวัดและประเมินผลในสถานการณ์จริง การฝึกปฏิบัติ: ฝึกฝนการออกแบบและใช้เครื่องมือวัดและประเมินผล           4.2 ระยะเวลา โดยกำหนดระยะเวลาในการฝึกอบรมที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เนื้อหา ฝึกฝนทักษะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์           4.3 บรรยากาศ บรรยากาศการอบรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการคิดวิเคราะห์ 5. ผลลัพธ์           การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อาจารย์ใหม่สามารถออกแบบและใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลได้อย่างเหมาะสม สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตีความผลลัพธ์การวัดและประเมินผลได้อย่างถูกต้อง และสามารถนำผลการวัดและประเมินผลไปพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติ  อาจารย์ใหม่มีทักษะการวัดและประเมินผลที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของผู้เรียน อาจารย์ใหม่มีทัศนคติที่ดีต่อการวัดและประเมินผล มองเห็นความสำคัญของการวัดและประเมินผลต่อการพัฒนาการเรียนการสอน ผลลัพธ์ต่อองค์กร คุณภาพการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยดีขึ้น ผู้เรียนได้รับการวัดและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม มหาวิทยาลัยมีระบบการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ  6. ข้อมูลย้อนกลับ           การประเมินผลการอบรม เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนกลับจากผู้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับเนื้อหา วิทยากร สื่อการสอน กระบวนการ และผลลัพธ์ การติดตามผล ติดตามผลการนำความรู้และทักษะไปใช้จริงของอาจารย์ใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนกลับจากนักศึกษาเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล 7. สิ่งแวดล้อมภายนอก           สภาพการแข่งขัน มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการวัดและประเมินผลของอาจารย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สภาพขององค์กรวัฒนธรรมขององค์การ วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้และการพัฒนา ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการอบรม           การจัดอบรมอาจารย์ใหม่ด้านการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ ข้อมูลย้อนกลับ และสิ่งแวดล้อมภายนอก การออกแบบและจัดการอบรมอย่างรอบคอบ จะช่วยพัฒนาทักษะการวัดและประเมินผลของอาจารย์ใหม่ ส่งผลดีต่อคุณภาพการเรียนการสอนและ อีกทั้งส่งผลดีต่อภาพรวมของมหาวิทยาลัย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase)เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.ชิดชไม วิสุตกุล และ ดร.พิบูลย์ ตัญญบุตร สังกัด  วิทยาลัยครูสุริยเทพ อื่น ๆ (โปรดระบุ)  วิทยากรรับเชิญ ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.ชิดชไม วิสุตกุล และ ดร.พิบูลย์ ตัญญบุตร สังกัด  วิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ สำนักงานพัฒนาบุคคล มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ วิทยาลัยครูสุริยเทพ โดยหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน จัดอบรมหลักสูตร “ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้” ให้กับอาจารย์ใหม่ที่มีอายุงาน 1-5 ปี  ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ภายในปีการศึกษา 2566 มีการดำเนินการดังนี้ กำหนดวิทยากรและหัวข้อของหลักสูตรให้ครอบคลุมสมรรถนะด้านความเป็นอาจารย์ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องของกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดกรอบเนื้อหาทั้งหมด 5 หัวข้อ ได้แก่ (1) ทฤษฎีการเรียนรู้ (2) จิตวิทยาความเป็นครู และจรรยาบรรณวิชาชีพครู (3) การจัดการเรียนรู้ (4) การวัดและประเมินผล และ (5) เทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้ กำหนดลำดับของหัวข้อให้เป็นไปตามกรอบเนื้อหา “ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้” โดยหัวข้อที่ 1 ทฤษฎีการเรียนรู้ หัวข้อที่ 2 จิตวิทยาความเป็นครู และจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีกำหนดการจัดอบรมในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 และหัวข้อที่ 3 การจัดการเรียนรู้ และหัวข้อที่ 4 การวัดและประเมินผล มีกำหนดการจัดอบรมในช่วงพักระหว่างเทอม (Term Break) วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 (สำหรับหัวข้อที่ 5 อยู่ในกระบวนการกำหนดวิทยากร) สำนักงานพัฒนาบุคคลประสานกับสำนักงานฝ่ายบุคคล เพื่อขอรายชื่ออาจารย์ใหม่ที่มีอายุงาน 1-5 ปี ของทุกวิทยาลัย/คณะวิชาทั้งมหาวิทยาลัย แล้วส่งบันทึกข้อความไปยังวิทยาลัย/คณะวิชาต่างๆ เพื่อทราบและดำเนินการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ กำหนดจำนวนผู้อบรมแบ่งเป็นหัวข้อละ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ซึ่งในแต่ละรุ่นมีผู้เข้าอบรมประมาณ 30-40 คน และจัดเตรียมห้องที่ใช้ในการอบรม ทำ QR code ไฟล์ที่ใช้ในการอบรมในแต่ละหัวข้อ แล้วส่งอีเมล์แจ้งไปยังผู้เข้าร่วมอบรม ดำเนินการอบรมตามวันและเวลาที่กำหนด ประเมินผลการดำเนินงานหลังเสร็จสิ้นการอบรม สรุปประเมินผลโครงการและรับข้อเสนอแนะในการปรับปรุง 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน หัวข้อที่ 3 การจัดการเรียนรู้           จัดอบรมวันที่ 28-29 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้อง 1-705 ชั้น 7 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ วิทยากรคือ อ.ดร.ชิดชไม วิสุตกุล และวิทยากรรับเชิญคือ ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 จัดอบรมวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 9.00-16.00 น. รุ่นที่ 2 จัดอบรมวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 9.00-16.00 น. มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาตนเองและผู้อื่นให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วยเนื้อหา ได้แก่ หลักการและทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งประโยชน์ที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ คือ มีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ สามารถเลือกใช้วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวข้อที่ 4 การวัดและประเมินผล           จัดอบรมวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2567 ณ ห้อง 1-702 ชั้น 7 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ วิทยากรคือ อ.ดร.พิบูลย์ ตัญญบุตร  โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 จัดอบรมวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 9.00-16.00 น. รุ่นที่ 2 จัดอบรมวันที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 9.00-16.00 น. มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้และทักษะในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาตนเองและผู้อื่นให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วยเนื้อหา ได้แก่ หลักการและทฤษฎีการวัดและประเมินผล การประเมินผลรูปแบบต่างๆ การให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียน การใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐาน ซึ่งประโยชน์ที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ คือ มีความรู้และทักษะในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถออกแบบการประเมินผลที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ สามารถให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ โครงการจัดอบรมหลักสูตร “ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้” หัวข้อที่ 3 การจัดการเรียนรู้ จัดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 และ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้อง 1-705 ชั้น 7 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 61 คน และมีผู้ตอบแบบประเมินผลจำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 85.25 จากผลการประเมิน ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความพึงพอใจต่อโครงการโดยรวมในระดับมากที่สุด มีรายละเอียดดังนี้  เนื้อหาการอบรมตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางการสอน (4.85) เนื้อหาการบรรยายมีความเหมาะสม (4.77) ระยะเวลาในการอบรมเหมาะสม (4.63) ได้รับความรู้ เรื่องทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน

ศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ : เสริมพลังอาจารย์ใหม่ สู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ Read More »

การพัฒนาสื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมโมบายแอปพลิเคชั่น

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 การพัฒนาสื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมโมบายแอปพลิเคชั่น ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ภาวิณี เส็งสันต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้สอนและผู้เรียน ดังนั้น ระบบการจัดการเรียนรู้ผ่านโมบายแอปพลิเคชัน จึงได้ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการเรียนรู้ได้ในทุกสถานที่ทุกเวลา เหตุผลดังกล่าวผู้สอนจึงมีแนวคิดพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้เกมโมบายแอปพลิเคชันในวิชาเภสัชกรรมไทย เนื่องจากในรายวิชาดังกล่าวมีสมุนไพรหลากหลายชนิด รวมทั้งส่วนที่ใช้ของสมุนไพรมีหลายส่วนและวิธีการเตรียมเพื่อนำไปใช้มีหลากหลายวิธีซึ่งนักศึกษาจะต้องจดจำลักษณะ ส่วนต่างๆ สรรพคุณของพืช ตั้งแต่ ราก ต้น ใบ ดอก ผล และวิธีการนำมาใช้ รวมทั้งข้อควรระวัง ผู้สอนเล็งเห็นปัญหาของการเรียนรู้จึงต้องสรรหาวิธีการที่ทำให้ผู้เรียน สามารถจดจำพืชสมุนไพรต่างๆได้ง่ายและมีความสนุกสนานเพลิดเพลินในการเรียน จึงได้จัดทำเกมโมบายแอปพลิเคชันขึ้นมา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้     การนำเอาเกมโมบายแอปพลิเคชันมาเป็นสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ในรายวิชาเภสัชกรรมไทย มีความความน่าสนใจ ความท้าทาย เนื่องจากผู้เล่นเกมจะมีความกระตือรือร้นเพื่ออยากเอาชนะและทำคะแนนให้ได้มากที่สุด จึงทำให้เกิดทักษะในการจดจำพืชสมุนไพรในแต่ละชนิดได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน โดยผู้จัดทำคาดหมายว่าสื่อสนับสนุนการเรียนรู้นี้จะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้และความพึงพอใจให้กับผู้เรียน นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณการในการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการเรียนการสอนการแพทย์แผนไทยอีกด้วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : อื่น ๆ (โปรดระบุ) ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม กองการประกอบโรคศิลปะ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ 1.อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาเภสัชกรรมไทยวางแผนดำเนินการต่างๆร่วมกับผู้พัฒนาแอพพลิเคชัน 2.พัฒนาเกมโมบายแอพพลิเคชั่นโดยวิเคราะห์เนื้อหาที่นำมาใช้ให้สอดคล้องกับแผนการสอนในรายวิชา 3.นำเกมโมบายแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการเรียนการสอนในคาบเรียนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง 4.ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจ 5.วิเคราะห์และสรุปผล 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาเภสัชกรรมไทยได้ดำเนินการนำเกมโมบายแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาเภสัชกรรมไทยกับนักศึกษาจำนวน 36 คน การดำเนินการยังคงมีอุปสรรคบางประการ เช่น รูปภาพไม่ชัดเจน อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ ในเวอร์ชั่น 14 ขึ้นไปยังไม่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันได้ แต่สื่อสนับสนุนการเรียนรู้เกมโมบายแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นทำให้นักศึกษาสามารถจดจำ มีความรู้ความเข้าใจในพืชสมุนไพรดีขึ้น เนื่องจากแอปพลิเคชันดังกล่าวผู้เรียนสามารถทบทวนข้อมูลของสมุนไพรได้ด้วยตนเองตามความต้องการ โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเล่นเกมในเนื้อหาหรือหัวข้อที่ตนเองต้องการ อีกทั้งทำให้ผู้เรียนเกิดความท้าทายในการเล่นที่จะทำคะแนนให้ได้สูงและเพิ่มความสนใจในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น     ผลลัพธ์ของการนำเกมโมบายแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาเภสัชกรรมไทยกับนักศึกษาจำนวน 36 คน และให้ทำแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น นักศึกษาทำคะแนนแบบทดสอบได้มากขึ้นเพิ่มขึ้นหลังการใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น ดังแสดงใน ภาพที่ 1, 2, และ 3 ภาพที่ 1 คะแนนแบบทดสอบด้านชื่อสมุนไพร ก่อนและหลังใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น ภาพที่ 2 คะแนนแบบทดสอบด้านสรรพคุณของสมุนไพร ก่อนและหลังใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น ภาพที่ 3 คะแนนรวมแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่     จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนมีความสนใจและสนุกสนานในการใช้เกมโมบายแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเป็นอย่างดีทำให้กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน มีความใคร่รู้ชื่อสมุนไพร และสรรพคุณของสมุนไพรในแต่ละชนิด และการที่จะนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรประเภทต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            ปรับขนาดของรูปภาพให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น มีความชัดเจนของรูปภาพ อัพเดทแอปพลิเคชันให้รองรับอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ ในเวอร์ชั่น 14 ขึ้นไปและเพิ่มเนื้อหาความรู้ของสมุนไพรให้ครบถ้วน สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับรายวิชาอื่นๆเพิ่มมากขึ้น ภาคผนวก ลิงก์แนะนำการใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น https://drive.google.com/file/d/1b3AUJRgqsnP5N0SY1uqJlFYrEZwMQwHn/view?usp=sharing   ภาพบรรยากาศนักศึกษาใช้เกมโมบายแอพพลิเคชั่น

การพัฒนาสื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมโมบายแอปพลิเคชั่น Read More »

หนึ่งทศวรรษการประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัยของนักศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 หนึ่งทศวรรษการประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัย ของนักศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.พญ.วราภรณ์ แสงทวีสิน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            จากการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 9  วันที่ 14-16  กันยายน 2558  มีการอภิปรายประเด็นการผลิตแพทย์ เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเป็นนักวิจัย จะต้องมีการปลูกฝังให้นักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการวิจัย องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยจะเป็นประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้  ในการพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วย การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ  แล้วจึงจะสรุปเป็นแนวทางการรักษา การนำไปประยุกต์ใช้                องค์ความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย ได้แก่ ระเบียบวิธีวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การเขียนโครงร่างงานวิจัย การได้ลงมือทำวิจัยจริง จึงได้บรรจุในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ซึ่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าวและได้กำหนดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต(มคอ 2)  ฉบับ พ.ศ. 2555 ให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้พื้นฐานการทำวิจัยทางการแพทย์ในชั้นปีที่ 6 ในโรงพยาบาลชุมชน เมื่อนักศึกษาแพทย์ออกไปฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ในรายวิชาเวชศาสตร์ป้องกัน 3 (PVM 621) ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของวิทยาลัย ในการส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม                แม้ว่าจะมีการจัดการเรียนการสอน ความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยให้นักศึกษาแพทย์รวมทั้งการใช้ชีวสถิติ ตั้งแต่ชั้นปีที่ 3-5 แต่เมื่อไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนและทำการวิจัยจริงพบว่า มีอุปสรรคและปัญหาในการทำวิจัยอย่างมาก  ตั้งแต่การเขียนโครงร่างการวิจัย การตั้งชื่อเรื่องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย กลุ่มตัวอย่าง            การสร้างแบบเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การเลือกใช้สถิติ การแปลผลและการเขียนรายงาน ข้อจำกัดของอาจารย์แพทย์พี่เลี้ยงในโรงพยาบาลชุมชนที่จะเป็นที่ปรึกษาช่วยแก้ไขปัญหาการทำวิจัย อาจารย์ในภาควิชามีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น  โรงพยาบาลแต่ละแห่งอยู่ห่างไกลกัน ระยะเวลาการทำงานวิจัยมีเพียง 4 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานวิชาเวชศาสตร์ชุมชน 2 (CMD 621) ในเวลาเดียวกัน เกิดความเครียดกับนักศึกษา และทำให้ผลงานวิจัยไม่ได้เป็นที่น่าพอใจ ทางภาควิชาฯได้มีการทบทวนการจัดการเรียนการสอนอุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมทั้งผลการประเมินจากนักศึกษาและข้อเสนอแนะต่างๆ และจากอาจารย์แพทย์พี่เลี้ยงจึงได้จัดทำโครงการประชุมวิชาการทางไกลโดยมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา PVM 621 และมีอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจากศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลราชวิถีและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาร่วมให้คำปรึกษา การทำวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการประชุมทางไกล (Teleconference)  ณ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ให้แก่นักศึกษาแพทย์ที่ทำงานวิจัยขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ถึง 2566   ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                    การประชุมทางไกล (Teleconference) เป็นการประชุมที่ผู้เข้าประชุมอยู่คนละสถานที่แต่สามารถประชุมร่วมกันได้  ผู้เข้าประชุมจะเห็นภาพ ข้อความต่างๆ ในเวลาเดียวกัน เพื่ออภิปรายร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ โดยอาศัยอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ ลำโพง เครื่องขยายเสียง และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสานเพื่อสนับสนุนการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวราภรณ์  แสงทวีสิน หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมและเวชศาสตร์ชุมชน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ การลงมือปฏิบัติจริง           เริ่มใช้ครั้งแรก วันที่ 1 พฤษภาคม  พ.ศ. 2558 กับนักศึกษาชั้นปีที่ 6 ของปีการศึกษา 2558-2559 โดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ ขอความช่วยเหลือจากกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ชื่อกระทรวงในขณะนั้น) โดยการติดต่อผ่านศูนย์คอมพิวเตอร์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ช่วยประสานขอช่วงเวลาในการจัดประชุมวิชาการทางไกลเพื่อสนับสนุนการวิจัยของนักศึกษาแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 4 แห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พัฒนาห้องฝึกปฏิบัติการทักษะทางการแพทย์ชั้น 4 อาคารสถาบันร่วมผลิตแพทย์ฯ จัดหาโสตทัศนูปกรณ์ internet, WIFI สำหรับประชุมทางไกลกับนักศึกษาที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 4 แห่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ โรงพยาบาลพนมสารคาม โรงพยาบาลสนามชัยเขต โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว และโรงพยาบาลแปลงยาว เดินทางไปประสานงานและประชุมชี้แจงผู้อำนวยการ แพทย์พี่เลี้ยงที่ดูแลรับผิดชอบการเรียนการสอนและควบคุมการวิจัยของนักศึกษา เจ้าหน้าที่สารสนเทศ ณ โรงพยาบาลชุมชนแต่ละแห่งเพื่อเตรียมห้องสำหรับใช้ประชุมทางไกลให้กับนักศึกษา รวมทั้งการติดตั้งและสาธิตการใช้ Computer Program GIN Conference (Government International Network) ทดสอบความพร้อมการทำงานระบบสื่อสารการประชุมทางไกลจากห้องฝึกปฏิบัติการทักษะทางการแพทย์ชั้น 4 อาคารสถาบันร่วมผลิตแพทย์ฯ กับโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 4 แห่งก่อนนักศึกษาเปิดเทอม จัดปฐมนิเทศ ให้นักศึกษาติดตั้ง Computer Program GIN Conference (Government International Network) รวมทั้งสาธิตวิธีการใช้ และทดลองใช้ใน computer ส่วนตัวให้กับนักศึกษาก่อนออกภาคสนามทุกกลุ่ม รวมทั้งทบทวนการใช้ program SPSS จัดการประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัยในโรงพยาบาลชุมชน (วิชา PVM 621) โดยวิธี GIN Conference ในช่วงบ่ายวันจันทร์ โดยขอให้ยกเว้นการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน (วิชา CMD 621) ในช่วงเวลาประชุมทางไกลเพื่อการวิจัย ดังต่อไปนี้                        สัปดาห์ที่ 1 นักศึกษาเลือกเรื่องที่สนใจ 1 เรื่องต่อนักศึกษา 1 กลุ่ม (กลุ่มละ 2-3 คน) กำหนดชื่อเรื่องงานวิจัย จากปัญหาสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนที่ฝึกปฏิบัติงานที่ตนสนใจ โดยมีอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นที่ปรึกษา และเขียนโครงร่างการวิจัย (Research proposal)                     สัปดาห์ที่ 2 วันจันทร์ เวลา 13.00-16.00 น. นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอโครงร่างการวิจัยในรูปแบบ PowerPoint ผ่านการประชุมทางไกล (GIN Conference) กับอาจารย์ผู้สอนภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันฯ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ และอาจารย์ที่ปรึกษาระบาดวิทยาและสถิติจากศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลราชวิถีและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำเพิ่มเติม และนำไปปรับปรุงแก้ไข แล้วลงมือเก็บข้อมูล วิเคราะห์ รวบรวมผล                     สัปดาห์ที่ 3 วันจันทร์ เวลา 13.00-16.00 น. นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการวิจัย และอภิปรายผลการวิจัย ในรูปแบบ PowerPoint ผ่านการประชุมทางไกลกับอาจารย์ผู้สอนภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันฯ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ และอาจารย์ที่ปรึกษาระบาดวิทยา เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม และนำไปปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งการจัดทำรายงานต่อไป                     สัปดาห์ที่ 4 วันจันทร์ เวลา 13.00-16.00 น. นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานวิจัยที่ปรับปรุงแก้ไข ในการประชุมทางไกลกับอาจารย์ผู้สอนภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันฯ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ และอาจารย์ที่ปรึกษาระบาดวิทยา และส่งรายงานทาง electronic file ในรูปแบบ PDF   การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนขึ้นชั้นปีที่ 6 ในหลักสูตร (Course for extern preparation)เดือนเมษายน เริ่มปีการศึกษา 2562 และได้จัดต่อเนื่องทุกปีถึง ปีการศึกษา 2566 7.1 ทบทวนความรู้ที่เคยเรียนในชั้นปีที่ 3-5 เกี่ยวกับการวิจัยภาคทฤษฎี เช่น ระเบียบวิธีวิจัย ชีวสถิติ           7.2 แบ่งกลุ่มนักศึกษาทำ workshop มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มให้ฝึกเขียนโครงร่างการวิจัย                 (Research  proposal)  และนำมาอภิปรายหมู่ ปัญหาอุปสรรคในการทำงาน           แม้ว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้แต่ก็พบปัญหาระหว่างการดำเนินการหลายประเด็น และต้องปรับแก้ไข ดังต่อไปนี้ 1. สัญญาณ internet ไม่มีความเสถียร เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ส่งผลกระทบต่อระบบภาพและเสียง                 แก้ไขโดย การจัดหาอุปกรณ์ขยายสัญญาณเพิ่ม 2.ห้องที่ทำการประชุมทางไกลในโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งมีเสียงรบกวน เช่นเสียงประกาศตามสายภายในโรงพยาบาล                แก้ไขโดย  การจัดหาห้องใหม่สำหรับการประชุม ที่เป็นสัดส่วนและปราศจากเสียงรบกวน 3.ระยะการทำวิจัยในโรงพยาบาลชุมชนมีน้อยเกินไปและเป็นช่วงเวลาซ้อนกับการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน 2 (วิชา CMD 621) ที่นักศึกษาจะต้องปฏิบัติงานทั้งในเวลาราชการและการอยู่เวรนอกเวลาราชการค่อนข้างถี่ (บางแห่งอยู่วันเว้นวัน ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานวิจัยกับเพื่อนร่วมกลุ่ม)                แก้ไขโดย  การประชุมกับผู้อำนวยการและอาจารย์แพทย์โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ปรับการอยู่เวรให้เป็นวันเว้น 2 วัน เพื่อให้นักศึกษามีเวลาวันว่างตรงกัน มีเวลาปรึกษาทำงานวิจัยร่วมกัน ช่วงเวลาที่จัดประชุมทางไกลต้องเป็นเวลาที่ขออนุมัติจากกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ หากมีความจำเป็นต้องการเลื่อนจะต้องติดต่อขอล่วงหน้าเพื่อพิจารณาว่าจัดเวลาให้ได้หรือไม่ ไม่ซ้ำซ้อนกับเวลาของผู้อื่น ขาดประสบการณ์ ความชำนาญการใช้ program GIN conference ในช่วงแรกๆทำให้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ           แก้ไขโดย  ขอเจ้าหน้าที่สารสนเทศของศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลราชวิถีมาประจำช่วงเวลาการประชุมทางไกลเพื่อช่วยแนะนำและแก้ไขปัญหา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สามารถดำเนินการตามแผนการ และขั้นตอนต่างๆ ที่วางไว้ อาจารย์ภาควิชาฯสามารถติดตามความก้าวหน้าการทำวิจัยของนักศึกษา รวมทั้งการให้คำปรึกษา แนะนำและแก้ไขปัญหาของนักศึกษาได้อย่างรวดเร็วทันเวลา การประชุมทางไกลทำให้นักศึกษาที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 4 แห่งในเวลาเดียวกันได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายรวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้คุ้มค่า นักศึกษามีเวลาทำงานวิจัยร่วมกับเพื่อนได้ และสามารถส่งรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ครบตามเวลาที่กำหนดทุกกลุ่ม ผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นชั้นปีที่ 6 ในหลักสูตร (Course for extern preparation) เดือนเมษายน ปีการศึกษา 2562-2566 เพื่อจัดทบทวนภาคทฤษฎีและ workshop การทำวิจัย อยู่ในเกณฑ์ดีมากและเพิ่มขึ้นทุกปี (4.65-4.83) 1 ผลประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาในการทำวิจัยในชุมชน ปีการศึกษา 2558-2566 อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก (16-4.60) และการประชุมทางไกลเพื่อการวิจัยอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมากเช่นกัน (4.03-4.58) 2 จากการติดตามนิเทศ การประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และประเมินความคิดเห็นของอาจารย์แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนต่อการทำวิจัยของนักศึกษาหลังจากที่มีการประชุมทางไกลเปรียบเทียบกับในอดีตที่ไม่มี พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจและทำวิจัยได้ดีขึ้น และสำเร็จตามกำหนด และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาดูแลรักษา ป้องกัน สร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพให้แก่ประชาชนในชุมชน นักศึกษามีผลงานวิจัยที่ดี สามารถนำไปเสนอในงานประชุมวิชาการประจำปีของโรงพยาบาลราชวิถี และประชุมวิชาการประจำปีของมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประจำทุกปี ปีละ 4-5 เรื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงพ.ศ. 25663 นักศึกษามีผลงานวิจัยที่ดี ที่ได้รับการคัดเลือกนำไปเสนอในงานประชุมวิชาการประจำปีระดับนานาชาติ International Medical Student Research Conference(IMRC) ครั้งที่ 1-4 (ปี พ.ศ. 2563-2566) ปีละ 2-4 เรื่อง และทุกเรื่องได้รับรางวัล3 นักศึกษาที่มีผลงานวิจัยที่ดี นำเสนอประกวดในโครงการดาวเด่นงานวิจัย ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และศูนย์แพทย์ศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลราชวิถีและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ครั้งที่ 1-3 (ปีการศึกษา 2564-66) 3 การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้                การประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัยในโรงพยาบาลชุมชนของนักศึกษาแพทย์โดยใช้ระบบ GIN Conference ได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายมาอย่างดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558–2561  ในปี 2562 ระบบการสื่อสารมีรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น ได้แก่ Skype ทางภาควิชาจึงได้ทดลองใช้พบว่าการติดตั้ง application และการใช้งานได้ง่ายกว่า สะดวกกว่า GIN conference                 ใน ปี พ.ศ. 2563 เป็นระยะเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด ทำให้การประชุมทางไกลมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น  มี program ต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งทางภาควิชาฯได้เปลี่ยนมาใช้ระบบ zoom conference ในการประชุมทางไกลกับนักศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563- ปัจจุบัน ซึ่งพบว่า สะดวก รวดเร็วมากขึ้น กว่าในอดีต                  นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถ ส่งข้อมูล ขอคำปรึกษาเพิ่มได้โดยทาง LINE  และ email กับอาจารย์ ทั้งในเวลาและนอกเวลาราชการ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้นักศึกษาได้รวดเร็ว ทำให้การวิจัยดำเนินไปได้ มีความคืบหน้าขึ้น ไม่ต้องรอถึงวันที่จะประชุมทางไกลครั้งต่อไป เช่น แบบบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ทางสถิติ                เนื่องจากการทำวิจัยของนักศึกษาแพทย์ได้กำหนดไว้ในหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษา ในรายวิชาเวชศาสตร์ป้องกัน ให้ทำการวิจัยในโรงพยาบาลชุมชนควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติงานในชุมชนในรายวิชาเวชศาสตร์ชุมชน 4 สัปดาห์ เรื่อยมาทำให้จำกัดเวลาการทำวิจัย และข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ เพราะการวิจัยส่วนใหญ่เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง นักศึกษามีความเครียด อยากให้การทำวิจัยของนักศึกษาในชั้นคลินิกเสร็จสิ้นในชั้นปีที่ 5                ในปี พ.ศ. 2559 มีการประชุมสัมมนาปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตร์ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562 ให้เปลี่ยนการทำวิจัยในชั้นปีที่ 6 ไปอยู่ในชั้นปีที่ 4-5 เพื่อให้นักศึกษามีเวลาทำวิจัยมากขึ้น ดีขึ้น มีโอกาสเลือกแบบวิธีวิจัยได้หลากหลายมากขึ้น โดยมีอาจารย์ภาคคลินิกของวิทยาลัยแพทย์และศูนย์แพทย์ศาสตร์เป็นที่ปรึกษา ควบคุมการวิจัย   สรุปและอภิปรายผล                การวิจัยเป็นการนำไปสู่องค์ความรู้ที่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทางการแพทย์ที่จะทำให้ได้องค์ความรู้ไปเป็นประโยชน์ในการดูแล รักษา สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดี  รวมทั้งสังคม สิ่งแวดล้อมที่ดี การให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์การทำวิจัยที่ถูกต้อง เป็นการปลูกฝังให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต จากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ของการสื่อสาร ค้นคว้าหาข้อมูลได้สะดวก รวดเร็วมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้การทำวิจัยได้กว้างและลึกหากรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังเช่นการวิจัยในชุมชนของนักศึกษาที่มีการนำระบบการประชุมทางไกลมาใช้ ซึ่งระยะช่วงแรก เมื่อสิบปีที่แล้วยังไม่แพร่หลายอย่างเช่นในปัจจุบัน การเริ่มต้นในปี 2558 ต้องอาศัยเครือข่ายของกระทรวงฯ กรมฯ จนปัจจุบันระบบการใช้ internet ได้กว้าง ไกล มีหลากหลาย program ให้เลือกใช้และเข้าถึงง่ายจากอุปกรณ์ มือถือ  tablet นอกเหนือไปจากการใช้ computer  และสามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา                วิกฤติจากภาวะระบาดของโรคโควิด ตั้งแต่ปลายปี 2562 ต่อเนื่องยาวมาหลายปี  เป็นโอกาสที่ทำให้ระบบการติดต่อสื่อสารทาง internet ผ่านการประชุมทางไกลมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย สะดวก รวดเร็วมากอย่างก้าวกระโดด ซึ่งทำให้การประชุมทางไกลกับนักศึกษาช่วยการทำวิจัยในชุมชนได้มีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ดีขึ้นมากตามลำดับ ได้ผลงานวิจัยที่ดีสามารถนำเสนอ เผยแพร่ได้ทุกปี และได้รับรางวัลทั้งในสถาบันและระดับนานาชาติ  อย่างไรก็ตามเนื่องจากการทำวิจัยในชุมชนของนักศึกษาแพทย์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรมีข้อจำกัดของเวลาและการเลือกวิธีการวิจัยแบบ prospective ได้ยาก จึงมีการทบทวนและปรับหลักสูตรใหม่ปี พ.ศ. 2562 มาทำการวิจัยในชั้นคลินิกปีที่ 4-5 แทนชั้นปีที่ 6  บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การเรียนการสอนสามารถดำเนินการได้โดยการประชุมทางไกล ทั้งผู้เรียนและผู้สอนไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกันในเวลาเดียวกัน  สามารถรับผู้เรียนได้จำนวนมาก  ประหยัดการเดินทางทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยการใช้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย กับอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่าง ๆ โดยมีการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ในการจัดการเรียนการสอนนักศึกษา อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะต้องเข้าใจเนื้อหาของหลักสูตรที่จะสอน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้ได้บัณฑิตตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  เพื่อนำไปกำหนดเป้าหมายการจัดการ การเรียนการสอนให้ชัดเจน มีการวางแผนที่ดี  มีทีมงาน เครือข่ายที่จะช่วยสนับสนุนแผนการสอน  มีการสื่อสาร สัมพันธภาพที่ดีในทีม มีการเรียนรู้และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้  มีการติดตามประเมินผล รับฟังความคิดเห็น ความต้องการของผู้เรียน อาจารย์ผู้ร่วมสอน และบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การสนับสนุนจากผู้บริหารทั้งเรื่องบุคลากร เช่น เจ้าหน้าที่โสตฯ และงบดำเนินการ                เอกสารอ้างอิง การประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาแพทย์เตรียมความพร้อมก่อนขึ้นปฏิบัติงานชั้นปีที่ 6 (Course for extern preparation) ปีการศึกษา 2562-66 มคอ.6 รายวิชาเวชศาสตร์ป้องกัน 3 (PVM 621) ปีการศึกษา 2558-2566 บันทึกรายงานการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ในการประชุมวิชาการและประกวดผลงานวิจัย              ประจำปีการศึกษา 2558-2566 ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมและเวชศาสตร์ชุมชน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทีมงาน “หนึ่งทศวรรษการประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัยของนักศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน” ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมและเวชศาสตร์ชุมชนวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

หนึ่งทศวรรษการประชุมทางไกลเพื่อการทำวิจัยของนักศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน Read More »

การออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการศึกษาแบบเน้นผลลัพธ์ในวิชาการทดสอบพิษวิทยาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิด การศึกษาแบบเน้นผลลัพธ์ ในวิชาการทดสอบพิษวิทยา สำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ภญ.ธิดารัตน์ เพ็ชรมณี และ ดร.ภญ.นลินี ประดับญาติ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ ในปัจจุบันองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นจากกระบวนการศึกษาและวิจัยทำให้ค้นพบวิวัฒนาการใหม่ ๆ ทั้งด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ดังนั้นในบริบทของสถานศึกษาซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะและสร้างบุคลากรให้เกิดปัญญาจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้ทันต่อโลกและเอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตลอดจนเกิดผลลัพธ์จากการเรียนในเชิงประจักษ์ หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ปี 2561 ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีการเปลี่ยนแปลงรายวิชาจากหลักสูตรเดิมโดยเพิ่มการเรียนการสอนรายวิชาวิชา PHA 552 (การทดสอบพิษวิทยา: Toxicology testing) สำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 5 สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ โดยมีเนื้อหา8ครอบคลุมหลักการและทฤษฎีของการทดสอบทางพิษวิทยาในการศึกษาวิจัยที่ไม่ได้ทำในมนุษย์ สำหรับใช้เป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยในการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่ ตามแนวทางของ ASEAN Common Technical Dossier (ACTD) การออกแบบการทดลองและแปลผลการทดสอบความเป็นพิษที่เกิดจากการให้ยาครั้งเดียว ความเป็นพิษที่เกิดจากการให้ยาซ้ำ ความเป็นพิษต่อยีน ฤทธิ์ก่อมะเร็ง และความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และการพัฒนาของทารก เป็นต้น วิชานี้มีความสำคัญต่อการทำงานวิจัยและพัฒนายา รวมถึงการขึ้นทะเบียนยา ที่เภสัชกรจะต้องมีความเข้าใจ สามารถคัดเลือก วิเคราะห์และค้นหาข้อมูลการทดสอบพิษวิทยาในฐานข้อมูลได้ อีกทั้งวิชานี้สอนโดยอาจารย์หลายท่านในหมวดวิชาเภสัชวิทยา โดยอาจารย์แต่ละท่านจะสอนในหัวข้อที่ตนเองมีความถนัด และเนื้อหาของแต่ละหัวข้อไม่ได้เชื่อมโยงกัน ซึ่งแต่ละหัวข้อยังมีรายละเอียดเนื้อหาที่ซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจอันจะนำไปสู่ความสนใจในเนื้อหารายวิชาตลอดจนผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนของทั้งรายวิชาจึงมีความสำคัญ โดยมีการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของทั้งรายวิชา เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนมีเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจน ผู้สอนก็มีเป้าหมายในการสอนที่ชัดเจนเช่นเดียวกับผู้เรียน และช่วยให้ผู้สอนจัดการรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วิชาตั้งไว้ การจัดการเรียนรู้วิชานี้ จึงเป็นการประยุกต์แนวคิดการศึกษาแบบเน้นผลลัพธ์ (outcome-based education) ในการเรียนการสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           กระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมแบบเน้นการบรรยาย และด้วยลักษณะเนื้อหาที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และบ่อยครั้งในกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้เกิดการบูรณาการหรือเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดต่อผู้เรียน ส่งผลทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้และความจำในระยะสั้น ขาดการประมวลความรู้ และขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเนื้อหาอันส่งผลต่อทำให้คุณภาพและผลลัพธ์ของรายวิชาไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง ดังนั้นในรายวิชานี้จึงมีการใช้ประสบการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอน ตลอดจนผลการวัดและประเมินผลรายวิชาในปีการศึกษาที่ผ่านมาสำหรับพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบและวิธีการในการจัดการเรียนการสอน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ที่เกิดจากการพัฒนาและปรับปรุงประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษาที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อผู้เรียน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.ภญ. ธิดารัตน์ เพ็ชรมณี และ อ.ดร.ภญ. นลินี ประดับญาติ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ กำหนดกลุ่มประชากรเป้าหมายโดยเป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา PHA 552 การทดสอบพิษวิทยา ในเทอม 1/2566 และ 1/2567 การสร้างและทดสอบเครื่องมือสำหรับกระบวนการเรียนและการสอนโดย ประชุมคณาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาเพื่อออกแบบการเรียนการสอนของรายวิชาและกิจกรรมตามแนวคิดการศึกษาเน้นผลลัพธ์ โดยใช้กระบวนการ ADDIE model ในการออกแบบการเรียนการสอน และประชุมร่วมกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบเน้นผลลัพธ์ และกิจกรรมของรายวิชา ผู้วิจัยชี้แจงผู้เรียนเกี่ยวกับเป้าหมายของรายวิชา ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรทำได้หลังจบการเรียนวิชานี้ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผลลัพธ์ โดยมีการสื่อสารกับผู้เรียนตลอดรายวิชาผ่าน Microsoft Teams ผู้เรียนได้รับการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ด้วย formative assessment ในกิจกรรมของรายวิชา ประเมินความเห็นต่อการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชา PHA 552 โดยสร้างแบบประเมิน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่     ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ประกอบด้วยเพศ และปีที่เข้าเรียน ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน โดยมีข้อคำถาม 22 ข้อ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกระบวนการ ขั้นตอนการสอน และการประเมินผล 2) ด้านคุณภาพและเนื้อหาการเรียนการสอน 3) กิจกรรม case discussion 4) ด้านความเข้าใจเนื้อหาจากการทำ case discussion และความพึงพอใจโดยรวม 1 ข้อ แบบสอบถามเป็นแบบ Likert Scale มี 5 ระดับ เรียนจากระดับความพึงพอใจน้อยที่สุดถึงระดับความพึงพอใจมากที่สุด ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของนักศึกษาต่อรูปแบบการเรียนการสอน จำนวน 1 ข้อ           การตรวจสอบคุณภาพแบบประเมิน ให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอาจารย์เภสัชศาสตร์และมีความเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาจำนวน 3 ท่าน ประเมินความเที่ยงตรง (IOC) ของเครื่องมือ ให้ผู้เรียนทำแบบสอบถาม และผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา รวบรวมข้อมูลผลการเรียนของนักศึกษา ของรายวิชา PHA 552 การเก็บรวบรวมข้อมูล เก็บข้อมูลผ่าน Microsoft Forms การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีการลงพื้นที่ทำวิจัยภายในห้องเรียน 4-201B มหาวิทยาลัยรังสิต 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผลลัพธ์ต่อผู้เรียนแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้เรียน มีทักษะในการสืบค้นข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การบูรณาการองค์ความรู้และเกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และเป็นความรู้ ความจำในระยะยาวส่งผลทำให้ผลการวัดและประเมินรายวิชานี้มีค่าระดับที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเรียนการสอนแบบเน้นการบรรยายในปีการศึกษาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากตารางเรียนของรายวิชาจัดในช่วง 15.00-17.00 น. ซึ่งผู้เรียนผ่านการเรียนรายวิชาอื่น ๆ มาตลอดทั้งวันและในกระบวนการเรียนการสอนโดยวิธีการดังกล่าวผู้เรียนจะต้องมีกิจกรรมตลอดคาบเรียนจึงอาจส่งผลให้ผู้เรียนมีความเหนื่อยล้า อันจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการเรียนรู้ได้           3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKเมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนการสอน อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาได้ให้ผู้เรียนตอบแบบสอบถามผลการดำเนินกิจกรรมของรายวิชาซึ่งพบว่า รายวิชานี้และรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนได้รับการประเมินจากผู้เรียนในระดับที่ดี ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจคิดวิเคราะห์ บูรณาการองค์ความรู้ ตลอดจนสังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการศึกษาและวิจัยทางด้านพิษวิทยาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในกระบวนการวิจัยและพัฒนาตลอดจนการขึ้นทะเบียนตำรับยา ผลลัพธ์จากการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผลงานในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ศึกษา (The 7thAsian Association of Schools of Pharmacy (AASP) Pharmacy Education Forum; The 7th AASP) และวารสาร Interprofessional Journal of Health Sciences (TCI2) ดังนั้นรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ต่อผู้เรียนนี้จึงเป็นแนวทางสำหรับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เนื่องจากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพธ์ต่อผู้เรียนทำให้ในกระบวนการเรียนสอนผู้เรียนต้องมีกิจกรรมทั้งการค้นคว้า การบูรณาการองค์ความรู้ตลอดชั่วโมงการเรียน และตารางเรียนของรายวิชาอยู่ในช่วง 15.00 – 17.00 น. ซึ่งผู้เรียนมีเรียนในรายวิชาอื่น ๆ มาตลอดทั้งวันอันจะส่งผลทำให้ผู้เรียนเกิดความเหนื่อยล้า ดังนั้นอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรึกษากับฝ่ายวิชาการของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อปรับตารางเวลาเรียนให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์และผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างสูงสุดในปีการศึกษาถัดไป ซึ่งฝ่ายวิชาการของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ได้เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ต่อผู้เรียนดังกล่าวจึงได้พิจารณาปรับตารางเรียนรายวิชาให้เหมาะสมโดยจัดการเรียนการสอนรายวิชา PHA552 นี้ในภาคการศึกษาที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 เป็นต้นไป หลักฐานและเอกสารประกอบ ผลงานวิจัยเรื่อง Evaluating Pharmacy Students’ Perceptions with Outcome-Based Learning in Toxicology Testing ตีพิมพ์ในวารสาร Interprofessional Journal of Health Sciences ฉบับที่ 22 (1) ฉบับเดือนมกราคม – มิถุนายน 2567

การออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการศึกษาแบบเน้นผลลัพธ์ในวิชาการทดสอบพิษวิทยาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ Read More »

การสร้างนวัตกรรมเครื่องมือวางองศาการถ่ายภาพรังสีเพื่อการรักษารากหันหลายคลองราก ไปสู่การทำวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือโดยการวัดผลในผู้ใช้จริง

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 การสร้างนวัตกรรมเครื่องมือวางองศาการถ่ายภาพรังสีเพื่อการรักษารากฟันหลายคลองราก ไปสู่การทำวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือ โดยการวัดผลในผู้ใช้จริง ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ทญ.ดร.ปิยะนุช กรรณสูต วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​                ในการรักษาทางทันตกรรมการรักษาคลองรากฟันเป็นหนึ่งในงานที่ทันตแพทย์ต้องให้การรักษาเป็นประจำเพื่อกำจัดเชื้อโรคที่ลุกลามเข้าสู่คลองรากฟันหรือกำจัดหนองปลายรากฟัน ฟันทุกซี่จะมีส่วนของคลองรากฟันเป็นที่อยู่ของเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่ภายใน หากมีฟันที่ผุลุกลามหรือมีการติดเชื้อจากสาเหตุใดก็ตามทะลุไปถึงคลองรากฟันแล้ว ทันตแพทย์จะต้องเปิดคลองรากฟันเพื่อเข้าไปกำจัดเชื้อและอุดคลองรากให้สมบูรณ์ให้ฟันซี่นั้นสามารถใช้งานต่อได้โดยปราศจากเชื้อโรค                ฟันของมนุษย์มีหลายรูปร่างและหลายหน้าที่เช่น ฟันตัดด้านหน้า ฟันกรามบดเคี้ยวด้านหลัง ซึ่งฟันแต่ละซี่จะมีจำนวนของคลองรากฟันไม่เท่ากัน ในฟันหลังเช่น ฟันกรามน้อย ฟันกราม มักจะประกอบไปด้วยมากกว่า 1 คลองรากฟัน ในการรักษาเพื่อกำจัดเชื้อโรคนั้นมีความสำคัญมากที่จะต้องรักษากำจัดเชื้อโรคให้ครบทุกครองรากอย่างดีไม่ให้ยังคงเหลือของเชื้อโรคและลุกลามต่อไปได้อีก การรักษาคลองรากฟันนั้นประกอบไปด้วยหลายขึ้นตอนตั้งแต่การล้างให้สะอาด ใส่ยาฆ่าเชื้อ และการอุดปิดคลองราก ใช้ระยะเวลาการรักษาอาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งจนเสร็จ และต้องมีระยะเวลาในการติดตามผลการรักษาต่อเนื่องอีกหลายเดือน-ปี                รากฟันเป็นอวัยวะที่อยู่ในกระดูกเบ้าขากรรไกร การตรวจดูผลการรักษานั้นทำได้โดยวิธีเดียวคือการถ่ายภาพรังสีบริเวณรากฟัน เพื่อดูประสิทธิภาพของการรักษาในขั้นตอนต่างๆ และดูผลสำเร็จของการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการตรวจดูอาการของผู้ป่วยและการตรวจทางคลินิก ดังนั้นในฟัน 1 ซี่ที่ประกอบไปด้วยหลายคลองรากฟัน การถ่ายภาพรังสีรากฟันมักจะมีโอกาสที่รากฟันหนึ่งจะบดบังอีกรากหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผู้ถ่ายภาพรังสีต้องเอียงกระบอกรังสีหลบให้เกิดการถ่ายลักษณะเฉียง ๆ ให้ได้เห็นรากแบบไม่ซ้อนทับกัน การเอียงหลบของกระบอกรังสีนั้นทำโดยการคาดคะเนจากผู้ถ่ายภาพรังสีตามความถนัดของแต่ละบุคคล บ่อยครั้งยังมีการซ้อนทับกันของรากในภาพรังสี ต้องทำการถ่ายภาพรังสีหลายครั้งโดยเปลี่ยนมุมในการเอียงหลบเพื่อให้สามารถมองเห็นทุกคลองรากได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับรังสีจากการเอ็กซ์เรย์ฟันหลายครั้งโดยไม่จำเป็น และเสียเวลาทำงานในการทำให้มีประสิทธิภาพในระยะเวลาจำกัด เนื่องจากมีการซ้อนทับกันของคลองรากทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงองศาในการถ่ายภาพรังสีจนกว่าจะเห็นคลองรากที่ไม่ซ้อนทับกัน โดยการคาดคะเนองศาต่าง ๆ มักเป็นการประมาณของแต่ละบุคคล ไม่มีความแน่นอน                จึงมีการคิดแก้ไขปัญหาความไม่แม่นยำของการวางกระบอกรังสีนี้ ด้วยเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยเข้ามาส่งเสริมการถ่ายภาพรังสีในกรณีที่ต้องมีการเอียงกระบอกรังสีเพื่อให้รากฟันไม่ซ้อนทับกัน และลดการใช้เวลาในการถ่ายภาพรังสี รวมถึงการได้รับรังสีมากเกินความจำเป็นของผู้ป่วย  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           อาจารย์จึงได้นำเอาสถิติของฟันแต่ละซี่มาวิเคราะห์ดูก่อนว่ามักจะต้องเอียงกระบอกถ่ายรังสีที่กี่องศาในการถ่ายภาพรังสีให้รากฟันไม่ซ้อนทับกัน โดยนำมาวิเคราะห์ที่ 20 25 30 35 องศาตามลำดับ แล้วมาจัดทำเครื่องมือชื่อ RSU shifter เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้วางทาบอุปกรณ์จับฟิล์มที่ใช้ถ่ายรังสีในงานรักษาคลองรากทั่วไป โดยร่วมกับการจัดตำแหน่งกระบอกรังสี เป็นอุปกรณ์เสริมที่ยังไม่พบเครื่องมือลักษณะนี้มีการขายในท้องตลาดมาก่อน เครื่องมือนี้จะช่วยวางองศาความเอียงของกระบอกถ่ายรังสีได้แม่นยำในองศาที่เลือกโดยไม่ต้องทำการคาดคะเนเองตามความถนัดส่วนบุคคล โดยจากการทำวิจัยพบว่ามีการวางมุมที่ 20 องศาเป็นหลัก โดยทดสอบจากทันตแพทย์ทั่วไปที่ให้การรักษาคลองรากฟัน และทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมเอ็นโดดอนต์ หลังจากการทำวิจัยจึงได้เน้นผลิตเครื่องมือที่ 20 องศาเป็นหลัก ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผศ.ดร.ทญ. ปิยะนุช กรรณสูต วิทยาลัยทันแพทยศาสตร์ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้              อาจารย์ได้สร้างนวัตกรรมของเครื่องมือ ชื่อ RSU shifter เป็นเครื่องมือที่ไว้วางตำแหน่งเอียงของกระบอกเครื่องถ่ายภาพรังสีที่ 20 องศา หลังจากวิเคราะห์แล้วว่าเป็นมุมที่มีประโยชน์ในการใช้งานให้ถ่ายภาพรังสีได้ไม่เกิดการซ้อนทับของคลองรากมากที่สุด เครื่องมือนี้มีน้ำหนักเบา จัดเก็บง่าย ทำความสะอาดง่าย และใช้งานง่าย สามารถใช้งานกับอุปกรณ์จับฟิล์มหลายชนิดที่มีใช้ตามท้องตลาดทั่วไป ได้ทุกแบบ ผู้ถ่ายภาพรังสีสามารถทำคนเดียวได้ และเครื่องมือยังมีความคงทนสูง สามารถฆ่าเชื้อและนำกลับมาใช้ซ้ำได้                หลังจากสร้างชิ้นงานนวัตกรรมขึ้นแล้ว อาจารย์ได้ทำการจดอนุมัติสิทธิบัตร และนำมาทำวิจัยเพื่อดูผลการใช้งานว่ามีประโยชน์และมีประสิทธิภาพเพียงใด รวมถึงรวบรวมข้อเสียจากการใช้งานมาต่อยอดปรับปรุงชิ้นงานนวัตกรรมให้เป็นประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ  2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                 ได้มีการทำวิจัยเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ หาข้อบกพร่องและนำมาปรับปรุงชิ้นงานในหลายขึ้นตอน การผลิตชิ้นงานนั้นเริ่มจาก version ที่ 1 เป็นเครื่องมือตัวแรกชื่อ PLK jig ซึ่งเป็นเครื่องมือแรกที่ได้ทำการจดอนุมัติสิทธิบัตร และนำมาทำวิจัยโดยการใช้งาน จึงพบปัญหาหลายอย่างจนพัฒนามาเป็นเครื่องมือ RSU shifter ในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือชิ้นปัจจุบันได้ปรับปรุงข้อเสียของ version ที่ 1 ให้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือถ่ายภาพรังสีที่ใช้กันอยู่แล้วในคลินิก ลดการปนเปื้อนของน้ำลาย และใช้งานง่ายขึ้น โดยได้มีการทำวิจัยวัดผลและตีพิมพ์ไปแล้วเช่นกัน ใน World journal of dentistry ในปี 2021 ในบทความเรื่อง A Novel 20° X-ray Angle Shifter for Superimposed Canal Separation โดยทำการวิจัยเครื่องมือที่เอียง 20 องศาในฟันกราม                หลังจากการวัดผลการใช้งานด้วยงานวิจัย ปัจจุบันอาจารย์ก็ได้ทำงานวิจัยเพื่อประเมินเพิ่มเติมอีก โดยเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้และความแม่นยำของวิธีแบบดั้งเดิมจากการคาดคะเนโดยผู้ถ่ายภาพรังสึโดยไม่ใช้เครื่องมือ RSU shifter เปรียบเทียบกับการใช้เครื่องมือที่ได้ผลิต (horizontal shift technique) เป็นการวัดผลกับผู้ใช้อย่างแท้จริงว่าเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปอย่างแท้จริงรึเปล่า และภาพรังสีที่ได้นั้นแตกต่างกันจริงหรือไม่ พบว่าการใช้เครื่องมือ RSU shifter สามารถลดระยะเวลาการถ่ายภาพรังสีได้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาทันตแพทย์ อีกทั้งยังสามารถถ่ายภาพรังสีมุมเดิมในการติดตามการรักษาของรากฟันเดิมในครั้งถัด ๆ ไปได้เป็นอย่างดี ส่วนในกลุ่มผู้ถ่ายภาพรังสีที่มีความเคยชินกับการถ่ายแบบคาดคะเนด้วยตนเองแบบเก่านั้นพบว่า อาจจะยังไม่คุ้นชินกับเครื่องมือเท่าการกะประมาณด้วยตนเองซึ่งอาจจะไม่สามารถถ่ายภาพรังสีในมุมซ้ำเดิมได้ในระยะติดตาม แต่ทั้งนี้พบว่าการใช้เครื่องมือนี้ภาพรังสีที่ได้จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นในการเปรียบเทียบ ติดตามผลการรักษา           เครื่องมือนี้ได้ถูกพัฒนาจาก version ที่ 1 มาเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน (10 ปี)  ได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องและแก้ไขมาจนปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือที่ได้ถือว่าเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน เปรียบเทียบผล recall ติดตามผลการรักษาได้ดีกว่าในฟันที่รักษาคลองรากฟัน          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่             การสร้างงานนวัตกรรมเป็นงานวิจัยนั้น ทำให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาว่างานมีข้อบกพร่องอะไร เมื่อผลวิจัยบ่งชี้ออกมาก็สามารถเอาไปแก้ไข้ชิ้นงานนวัตกรรมนั้นอีก เพราะสิ่งที่ประดิษฐ์แล้วได้ใช้งานก็นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงเป็นเครื่องมือที่ดีขึ้น และทำวิจัยกับเครื่องมือที่ปรับปรุงแล้วไปอีกทำให้ได้ชิ้นงานที่ใช้งานได้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง                    อีกทั้งยังทำให้อาจารย์เกิดผลงานทั้งงานนวัตกรรมและงานวิจัยในชิ้นงานเดียว พออาจารย์ลงมือทำให้จะเห็นแนวทางการต่อยอด รวมถึงข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานให้ต่อยอดชิ้นงานไปได้อีก สิ่งที่อาจารย์ได้คิดต่อไปอีกคือการทำผลิตภัณฑ์ที่เป็น set เครื่องมือที่ใช้ถ่ายภาพรังสี เนื่องจากในท้องตลาดมีการขายหลายรูปแบบ การใช้งานตามแต่ความถนัดของผู้ถ่ายภาพรังสี อาจารย์จึงคิดที่จะทำ set ของเครื่องมือที่รวบรวมทุกเทคนิคไว้ด้วยกัน ทั้งนี้คนในปัจจุบันชอบสิ่งที่มีความสะดวกสูง และมีความง่ายในการใช้งาน อาจารย์จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเครื่องมือที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ใช้งานง่ายขึ้นอีก ซึ่งแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาต่างๆนี้ก็ล้วนเกิดขึ้นจากการทดสอบการใช้งานจากงานวิจัยที่พบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะให้คำแนะนำออกมาในทิศทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice               เวลาเป็นสิ่งที่เร่งรัดนักประดิษฐ์ การผลิตที่ใช้เวลานานก็อาจจะทำให้สิ่งประดิษฐ์นั้นล้าสมัย แต่ในมุมมองของนักวิชาการก็ถือเป็นการได้ประโยชน์ในการทำงานวิชาการมากกว่าการทำธุรกิจ และแน่นอนว่ายังเกิดประโยชน์อย่างสูงในส่วนของการเรียนการสอน และการใช้จริงกับผู้ป่วยในคลินิก                การทำวิจัยจากนวัตกรรมให้สำเร็จนั้น อาจารย์ได้แนะนำว่าให้สร้างนวัตกรรมแล้วส่งจดสิทธิบัตร เมื่อมีการจดสิทธิบัตรแล้วก็สามารถนำเครื่องมือไปใช้งานได้ในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงการนำมาทำวิจัยต่อ จะพบว่าของที่ประดิษฐ์ชิ้นนั้นมีประโยชน์ และได้ค้นพบว่าเครื่องมือที่ตนเองผลิตขึ้นมามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร จนมาถึงเครื่องมือชิ้นล่าสุดที่ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ และมีประโยชน์กับนักศึกษามาก                การทำงานวิจัยและนวัตกรรมได้รับการสนับสนุนทุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตในการส่งเสริมให้จัดทำชิ้นงาน แต่เวลาในการทำมีไม่มากเนื่องจากมีตารางการสอนที่ค่อนข้างเต็มเวลา อาจจะต้องใช้เวลานอกในการทำผลงานบ้าง แต่ต้องทำไปเรื่อย ๆ ไม่ทอดทิ้ง ก็จะได้ผลงานที่เป็นประโยชน์ออกมา ง่ายต่อผู้ใช้งานจริง และอยากให้ผู้ใช้ได้นำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษา           อย่างไรก็ตามอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ จะเป็นการดีถ้ามหาวิทยาลัยสามารถมีทีมที่สนับสนุนคอยชี้แนะให้ผลงานสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้

การสร้างนวัตกรรมเครื่องมือวางองศาการถ่ายภาพรังสีเพื่อการรักษารากหันหลายคลองราก ไปสู่การทำวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือโดยการวัดผลในผู้ใช้จริง Read More »

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศพัฒนาการวัดและประเมินผลนักศึกษาทันตแพทย์ระดับชั้นคลินิค

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศพัฒนา การวัดและประเมินผลนักศึกษาทันตแพทย์ระดับชั้นคลินิก ผู้จัดทำโครงการ​ คณะกรรมการจัดการความรู้วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ผู้ให้ความรู้ ทพ.วิธวินท์ เดโชศิลป์ ทพ.ดร.ปกรณ์ ชื่นจิตต์ ผศ.ทพ.ดร.ทักษ์สิทธิ์ จรัสแสงไพศาล และ ผศ.ทพ.ปกิต ตุ้งสวัสดิ์ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             การจัดการเรียนการสอนระดับชั้นคลินิกให้นักศึกษาทันตแพทย์ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ให้มีคุณภาพครบทั้ง ความรู้ ความสามารถในการรักษา มีจิตใจที่เมตตา และมีจริยธรรมในวิชาชีพ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตได้เลือกวิธีจัดการเรียนการสอนรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” ที่มุ่งเป้าไปยังผลผลิตบัณฑิต ผู้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้อง เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย สามารถรับผิดชอบดำเนินการรักษาตามแผนที่วางไว้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ด้วยตนเอง ทั้งยังติดตามผลการรักษาให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพฟันให้ดีได้อย่างยั่งยืน                 ในการประเมินความพร้อมที่จะเป็นบัณฑิตทันตแพทย์ที่มีคุณภาพตามที่กล่าวไว้ จะมีเกณฑ์จบการศึกษา 2 ส่วนคือ จำนวนขั้นต่ำของกรณีผู้ป่วยที่มีความยากง่ายต่างระดับกันไป ให้มั่นใจได้ว่าบัณฑิตทันตแพทย์จะจบการศึกษาไปประกอบวิชาชีพได้โดยมีพื้นฐานความรู้รูปแบบ “Comprehensive Dental Care” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทันตแพทย์ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต  และอีกส่วนเป็นคะแนนที่จะสะท้อนคุณภาพของวิธีการรักษาที่ประกอบไปด้วย ความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้รักษาได้ถูกต้อง ด้วยวัสดุ เครื่องมือ ที่ทันต่อเทคโนโลยีปัจจุบัน  การวางตัวและความมีมารยาทต่อผู้ป่วย  และการบริหารจัดการเวลาที่ใช้ในการรักษา ซึ่งวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญต่อขั้นตอนการวัดและประเมินผลนี้เป็นอย่างมาก  เพื่อให้แน่ใจว่าบัณฑิตทันตแพทย์ของมหาวิทยาลัยรังสิตจะต้องมีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักที่ได้วางไว้                จากผลการดำเนินการผลิตบัณฑิตมาร่วม 15 ปี เป็นที่น่ายินดีที่วิทยาลัยฯของเราเป็นโรงเรียนทันตแพทย์เอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ ด้วยการจัดการเรียนการสอนระดับชั้นคลินิกในรูปแบบ “Comprehensive Dental Care” ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับในวงการทันตแพทย์ศึกษาของประเทศ  และประชาชนโดยทั่วไป                ก่อนที่จะเกิดระบบจัดการได้อย่างลงตัว สามารถดำเนินการจัดการเรียนการสอนระดับชั้นคลินิกได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นักศึกษาสามารถทำงานได้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดภายในเวลา 2 ปีของระดับชั้นคลินิก เป็นที่พอใจของผู้บริหารวิยาลัยฯ คณาจารย์ นักศึกษา บุคลากรผู้เกี่ยวข้องนั้น  วิทยาลัยฯ ได้ผ่านปัญหาสำคัญ 2 เรื่องคือ เรื่องการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ เรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ปัญหาที่ 1.  เรื่องการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้                วิทยาลัยจะต้องจัดเตรียมคณาจารย์ที่มีความรู้ความชำนาญในแต่ละสาขาของการรักษาทางทันตกรรม มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าผู้ชำนาญการที่รับรองโดยทันตแพทยสภา หรือไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโท เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาจะได้คุณภาพการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยมีสัดส่วนไม่เกิน อาจารย์ 1 ท่าน ต่อนักศึกษา 6 คน เป็นปัญหาการจัดหาอาจารย์ให้ได้ตามที่กล่าวด้วยสาเหตุของจำนวนคณาจารย์ในประเทศมีจำกัด และงบประมาณที่จำกัดของมหาวิทยาลัย                และด้วยการทำงานของนักศึกษาพร้อมกันทั้งหมดประมาณ 200 คน จะมีการนัดผู้ป่วยมารักษาโดยมีชนิดงานที่เป็นไปตามแผนการรักษาที่ได้วางไว้ ทำให้ในแต่ละคาบเวลา เกิดปัญหาการซ้ำซ้อนของชนิดงานที่เกินจำนวนอาจารย์ตรวจงานชนิดนั้นๆที่ได้วางตารางตรวจงานไว้ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียน จึงต้องให้นักศึกษาลงคิวนัดผู้ป่วยในแต่ละคาบไว้ล่วงหน้า  เป็นปัญหาของนักศึกษาที่ต้องนัดผู้ป่วยให้ได้พอดีกับโควตางานนั้นๆในแต่ละคาบ อีกทั้งการลงเวลานัดยังใช้แฟ้มเอกสารลงคิวด้วยการเขียน เกิดปัญหาต่อนักศึกษาเป็นอย่างมากในการแย่งคิวทำงาน และการนัดผู้ป่วยให้ลงพอดีคิว                การพัฒนาระบบลงคิวแบบออนไลน์ เกิดขึ้นจากปัญหาการระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้ต้องมีมาตรการ social distancing เพื่อทดแทนการลงคิวแบบเขียนลงในกระดาษและนักศึกษาต้องมารวมกลุ่มเพื่อลงคิวกันทำให้เกิดความแออัดและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ จึงเกิดแนวคิดที่จะระบบลงคิวแบบออนไลน์ขึ้นเพื่อใช้งาน                วิธีการ                ระบบลงคิวออนไลน์ ถูกพัฒนาขึ้นจาก Google sheets ที่เป็น online application ของ Google ผู้เข้าใช้ต้อง login ด้วย account ที่ออกให้โดยมหาวิทยาลัย (@rsu.ac.th) ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้งานโดยบุคคลภายนอกองค์กรไม่สามารถเข้าใช้งานได้                นักศึกษาสามารถ login เข้ามาลงคิวปฏิบัติงานสาขาต่าง ๆ ได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้การบริหารจัดการคิวนักศึกษาและการแบ่งเวรตรวจการปฏิบัติงานคลินิกมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เป็นการประหยัดทรัพยากรทั้งกระดาษ เวลา บุคคล เมื่อเทียบกับวิธีการเดิมที่เขียนบนกระดาษ นอกจากนี้เอกสารที่ถูกบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย                นอกจากนี้มีการต่อยอดจากการระบบลงคิวของนักศึกษาสู่ระบบการจัดการแบ่งเวรอาจารย์ของแต่ละสาขาเพื่อลงตรวจการปฏิบัติงานคลินิก จากเดิมที่การแบ่งนักศึกษาให้อาจารย์แต่ละคนจะจัดสรรและเขียนบนกระดาษจากนั้นติดประกาศที่หน้าคลินิก โดยการจัดสรรนักศึกษาแต่ละคาบต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบการจัดสรรทำหน้าที่คิดคำนวณสัดส่วนนักศึกษาที่เหมาะสมตามจำนวนอาจารย์ที่ลงปฏิบัติงานของแต่ละสาขาจากนั้นกระจายนักศึกษาให้อาจารย์แต่ละคน เมื่อข้อมูลการลงคิวของนักศึกษาอยู่ในระบบออนไลน์ทำให้สามารถเขียนเป็นอัลกอริทึมเพื่อคิดคำนวณสัดส่วนและแบ่งนักศึกษาให้กระจายไปยังอาจารย์แต่ละคนได้อัตโนมัติทำให้ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของอาจารย์ได้ และนักศึกษาสามารถตรวจสอบว่าตนเองต้องส่งงานกับอาจารย์ท่านใดได้ง่ายจากระบบออนไลน์                มีการพัฒนาเชื่อมต่อกับระบบให้คะแนนการปฏิบัติงานออนไลน์ (daily performance) ทำให้ระบบมีความสมบูรณ์มากขึ้นตั้งแต่นักศึกษาเริ่มลงคิวปฏิบัติงานไปจนกระทั่งลงคะแนนผลการปฏิบัติงานเพื่อประเมินผล                การพัฒนาปรับปรุง                ระบบมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา โดยรับ feedback จากผู้ใช้งานทั้งนักศึกษา และอาจารย์ โดยมีการสร้างกลุ่มไลน์ขึ้นเพื่อรับทราบและตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้งานและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบ ทำให้ระบบมีความเสถียรขึ้นเป็นลำดับและปัญหาเชิงเทคนิคที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้งานลดน้อยลงอย่างมาก ประโยชน์ที่ได้รับ นักศึกษาไม่เสียเวลากับการรอลงคิวปฏิบัติงานคลินิกในแต่ละวัน ลดการรวมกลุ่มทำให้เกิด social distancing บันทึกข้อมูลเป็นออนไลน์ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้กรณีเกิดปัญหา ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของอาจารย์ในการจัดสรรนักศึกษาที่ลงปฏิบัติงานคลินิก นักศึกษาสามารถเพิ่มลดคิวได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นระบบออนไลน์ไม่ต้องไปดูบนแผ่นกระดาษทำให้ไม่เกิดคิวว่างที่เกิดจากการยกเลิกกระทันหันของผู้ป่วย ปัญหาที่ 2.  เรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้                    ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะใช้ยืนยันการบรรลุผลการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย แต่ด้วยมิติของเป้าหมายที่กำหนดให้ได้ทั้งความรู้ความสามารถและการได้ถึงจิตใจที่เมตตาเป็นมิตร และมีจริยธรรมในวิชาชีพ ทำให้การวัดและและประเมินผลต้องสามารถเก็บข้อมูลได้ครบทุกด้าน ด้วยวิธีวัดที่เหมาะสม มีความเที่ยงตรง สามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนจนนักศึกษาสามารถบรรลุเป้าหมายและสอบผ่านเกณฑ์ได้ตามกำหนดเวลาในแต่ละภาคการศึกษา                วิทยาลัยฯได้เริ่มใช้การวัดและประเมินผลนักศึกษาขณะรักษาผู้ป่วยทันตกรรมทุกครั้งตามหัวข้อที่ตรงต่อเป้าหมายที่ต้องการ ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ และจิตพิสัย โดยให้อาจารย์ผู้ดูแลการรักษาเป็นผู้บันทึกข้อมูลลงในแบบให้คะแนน เรียกว่า “Daily Performance” และด้วยการทำงานของนักศึกษา 9 คาบต่อ 1 อาทิตย์ (คาบละ 3 ชั่วโมง) จึงเกิดเป็นข้อมูลในเอกสารจำนวนมาก ประมาณการเป็นจำนวนกว่าหมื่นรายการต่อภาคการศึกษา เป็นปัญหาต่อการนำข้อมูลมาประเมินผลอย่างยิ่ง ทั้งยังยากต่อการจะวิเคราะห์ให้เกิดข้อมูลที่จะใช้เป็นแนวทางปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน                อาจารย์ผู้ให้คะแนนก็มีความยากลำบากที่จะต้องเขียนบันทึกข้อมูลที่ตนเองประเมิน ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกันกับที่นักศึกษาทำงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ไม่ขาดตกบกพร่อง                วิทยาลัยฯได้มีความพยายามบริหารจัดการปัญหามาระยะหนึ่ง จนถึงเวลาที่ทีมอาจารย์ประจำของวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ รวม 4 ท่านตามรายชื่อ “ผู้ให้ความรู้แก่รายงานถอดประเด็นความรู้นี้”  ที่ได้เฝ้าสังเกตปัญหา  และพูดคุยปรึกษาหารือกันเป็นประจำ ถึงสาเหตุและแนวทางแก้ไข จนสามารถประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศมาพัฒนาการวัดและประเมินผล โดยใช้ระบบ digital data ลงคะแนน “Daily Performance” โดยใช้งาน google service คือ google sheet และ google form                จนได้เห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ได้ตรงต่อประเด็นปัญหาอย่างชัดเจนใน 2 หัวข้อหลักดังนี้ การบันทึกในระบบ digital data ลดปัญหาการบันทึกด้วยการเขียน การรวบรวมข้อมูล การจัดแบ่งข้อมูลให้ใช้วิเคราะห์ได้ง่ายและรวดเร็ว ลดการคลาดเคลื่อนของข้อมูลเมื่อไม่ได้บันทึกทันที ข้อมูลอยู่ถาวรใน cloud ลดปัญหาการจัดเก็บเอกสารกองโต ลดสภาวะโลกร้อน การวัดและประเมินผลทำได้ทันทีหลังการบันทึก สามารถประเมินได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ระหว่างเรียน จนจบการเรียน นักศึกษารับทราบ summerize feedback ทันที อาจารย์ที่ปรึกษาและ ผู้บริหาร สามารถติดตามผลการเรียนรู้ในภาพรวมได้ทุกเวลา สามารถช่วยตักเตือน แนะนำ เพื่อให้ผลการเรียน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ความช่างสังเกต การรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร และมีจิตอาสาที่พร้อมจะมีส่วนในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งดีๆที่จะช่วยพัฒนาองค์กร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ จนเกิดงานที่มีคุณค่า จิตสำนึกของความเป็นครูที่ต้องการให้ศิษย์จบการศึกษาเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์แบบ ในเวลาที่กำหน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้    คณาจารย์ประจำ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ รวม 4 ท่าน อาจารย์ ทันตแพทย์ วิธวินท์ เดโชศิลป์ รหัสบุคลากร   5990255  อาจารย์ ดร ทันตแพทย์ ปกรณ์ ชื่นจิตต์ รหัสบุคลากร 5890119 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ทักษ์สิทธิ์ จรัสแสงไพศาล รหัสบุคลากร 5990141 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ปกิต ตุ้งสวัสดิ์ รหัสบุคลากร   5990139  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ อาจารย์ทั้ง 4 ท่าน เริ่มปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาในชั้นคลินิก วิเคราะห์ปัญหาของวิธีวัดผลการฝึกปฏิบัติรักษาผู้ป่วยทันตกรรมด้วย “Daily Performance” ในกลุ่มคณาจารย์ผู้ตรวจงานในคลินิก นักศึกษา และ ผู้รับผิดชอบการประเมินผล โดยมีทีมทำงานที่อยู่ต่างสาขากัน ใกล้ชิดกันในขณะทำงาน มีโอกาสพูดคุยแบ่งปันความรู้ และแนวทางการแก้ไขตามความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ เป็นจุดเริ่มต้นงาน นำเสนอแนวทางที่ร่วมกันคิดต่อผู้บริหาร หลังการเห็นชอบจากผู้บริหาร เริ่มนำออกใช้จริง และเปิดรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อนำกลับมาปรับปรุง 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                             เริ่มมีการใช้แบบให้คะแนนออนไลน์ในปีการศึกษา 2565 และได้เก็บรวบรวมปัญหาและมีการปรับใหญ่ในปีการศึกษา 2566 ทีมอาจารย์ทั้ง 4 ท่านยังคงเดินหน้าปรึกษาหารือกัน รับฟังปัญหา ข้อแนะนำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง         3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 1.นักศึกษาสามารถเข้าไปตรวจสอบการลงคะแนนปฏิบัติงานของตนเองเพื่อทบทวนปริมาณการลงปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลา2.อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลและช่วยวางแผนการทำงานในคลินิกของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบและการพัฒนาที่เกิดขึ้น ได้แก่ อาจารย์ลงคะแนนแล้วไม่ขึ้นในระบบ หรืออาจารย์ลืมลงคะแนน จึงแก้ไขโดยสร้างระบบให้นักศึกษาเช็คข้อมูลเองได้  อาจารย์กรอกข้อมูลส่วนวันที่หรือเวลาผิด แก้ไขโดยระบบขึ้นข้อมูลวันที่และเวลาให้อัตโนมัติ หรืออาจารย์เลือกชื่อนักศึกษาในผิด แก้ไขโดยสร้าง QR code ส่วนตัวของนักศึกษา และพัฒนาต่อยอดมาถึงระบบที่มี link ให้คะแนนตามข้อมูลการแบ่งโซน ในส่วนของการลงคิวปฏิบัติงานในคลินิกผ่านออนไลน์นั้น ทำให้นักศึกษาสามารถใช้ โทรศัพท์มือถือ ไอแพด หรือ คอมพิวเตอร์ในการลงนัด หรือเลื่อนนัดคนไข้ได้ตลอดเวลา แม้ในเวลาวันหยุด หรือเสาร์-อาทิตย์ ช่วยในการวางแผนและกระตุ้นการทำงานของนักศึกษา โดยให้นักศึกษาทำการประเมินหลังการใช้งาน 2 ครั้ง และพบว่า นักศึกษาลงคิวผิดพลาดและไม่เข้าใจวิธีการใช้งานในบางจุด จึงแก้ไขโดยมีการจัดประชุมออนไลน์เพื่อชี้แจงเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีปัญหาการดำเนินงานของโปรแกรมที่จะติดขัดเมื่อมีจำนวนผู้ใช้โปรแกรมพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยจำนวนนักศึกษามีปริมาณมากและช่วงเวลาที่เริ่มลงคิวพร้อมกัน จึงได้แก้ไขโดยการจำแนกและเพิ่มส่วนของการเก็บข้อมูลให้มากขึ้น ในบางครั้งมีนักศึกษาที่ลงคิวแล้วไปกดพลาดลบโดนข้อมูลของคนไข้นักศึกษาท่านอื่น จึงได้เพิ่มให้ทำการล็อคอินเข้าโดยใช้อีเมลเป็นการยืนยันตัวตนเพื่อให้สามารถตามการทำงานได้ว่าใครทำอะไร รวมถึงกรณีที่มีปัญหาใดๆก็สามารถตามหาต้นเหตุได้                 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice การสนับสนุนการทำงานเป็นทีมเพื่อแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เนื่องจากการทำงานเป็นทีมจะสามารถเติมเต็มศักยภาพได้อย่างสูงสุด นำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาต่อเนื่องยั่งยืน การสนับสนุนให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถนอกเหนือวิชาชีพของตนนำศักยภาพของตนเองมาใช้เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนได้

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศพัฒนาการวัดและประเมินผลนักศึกษาทันตแพทย์ระดับชั้นคลินิค Read More »

How to get publisged in Q1 journals? (ตีพิมพ์อย่างไรให้ได้ Q1)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.1.3 How to get publisged in Q1 journals? (ตีพิมพ์อย่างไรให้ได้ Q1) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.เฟื่องฉัตร จรินทร์ธนันต์ ผศ.ดร.อภิชัย ศรีเพียร ดร.อุทัยพร สิงห์คำอินทร์ คณะเทคนิคการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาและทำวิจัยเป็นอีกหนึ่งภาระงานทีมีความจำเป็นและมีประโยชน์ต่อองค์กร สำหรับทางด้านวิชาการ และการเรียนการสอน  บุคลากรบางท่านอาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยและการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการในวารสารวิชาการต่าง ๆ การจัดการความรู้สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ ตีพิมพ์อย่างไรให้ได้ Q1 โดยวิทยากรที่มีประสบการณ์การตีพิมพ์อย่างมากมาย จะทำให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งอาจารย์และบุคลากรฝ่ายสนับสนุนด้านอื่น ๆ จะได้รับประโยชน์ ในแง่ของการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ ซึ่งมีหลักปฏิบัติ ดังนี้ เลือกหัวข้อวิจัยโดยหัวหน้าทีมผู้วิจัย ทีมผู้วิจัยดำเนินการประเมิน โดยการทบทวนวรรณกรรม และกรอบแนวคิดความเป็นไปได้ กำหนดสมมติฐาน หรือวัตถุประสงค์การวิจัยที่ชัดเจน ออกแบบระเบียบวิธีวิจัยที่ตรงกับวัตถุประสงค์ ทันสมัย ครอบคลุมกับวัตถุประสงค์และผลการทดลอง ขอจริยธรรมจากคณะกรรมการจริยธรรม รับรองความยินยอม และการรักษาความลับของผู้เข้าร่วมวิจัย รวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมีการใช้สถิติที่ถูกต้องเหมาะสม พิจารณาเลือกลงตีพิมพ์ในวารสาร Q1 และวารสารที่มี impact factor สูง ร่างต้นฉบับโดยทำตามคำแนะนำจาก website ของวารสารที่ต้องการตีพิมพ์ การแก้ไขภาษาอังกฤษ และการทบทวนเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย การทบทวนวรรณกรรม และกรอบแนวคิดงานวิจัย การขอจริยธรรม           การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การเขียน และการสื่อสารในการทำงานที่เป็นทีม กระบวนการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การตรวจสอบภาษาอังกฤษ การสร้างเครือข่าย และการทำงานร่วมกัน การเรียนรู้ และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผศ.ดร. จตุรวัฒน์ ปวีณวงศ์ชัย และ ดร.นิภาพร เทวาวงค์ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้              คัดเลือกวารสารที่มีขอบเขตงานวิจัยตรงกับงานวิจัยของตน รวมทั้งมีการตรวจสอบ quartile และ impact factor จาก website เช่น scopus งานวิจัยที่จะลงใน Q1 ควรมีการทดลองที่หลากหลาย ใช้เทคนิคที่ทันสมัย จำนวน sample มากพอสมควร ตรวจสอบและจัดทำ manuscript ตามคำแนะนำของวารสารให้ถูกต้อง เขียน cover letter ถึง editor ด้วยประเด็นที่สำคัญ น่าสนใจ หลังจาก submit คอยติดตามคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำการแก้ไขตามคำแนะนำด้วยความรอบคอบ หากถูก reject ไม่ควรท้อ ควรปรับปรุง และส่งวารสารอื่นที่ตรงกับขอบเขตงานวิจัยของตน 2. Prototype testing in an operational environment – DO      ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                 1. กำหนดวัตถุประสงค์ และการสรุปผลที่ชัดเจน โดยการเขียนบทคัดย่อที่มีความถูกต้องชัดเจน มีจุดน่าสนใจ การเขียนบทคัดย่อและ manuscript สำหรับการตีพิมพ์อาจมีอุปสรรคด้านการใช้ภาษาอังกฤษ เลือกสถานที่ทำการปฏิบัติงานวิจัยที่เหมาะสม รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง สถานที่ทำการปฏิบัติงานวิจัยอาจมีไม่เพียงพอ จะต้องมีการวางแผนจัดสรรให้รอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงาน ต้องมีการขอจริยธรรม Ethical Considerations และ IBC (Institutional Biosafety Committee) ให้เรียบร้อย ซึ่งการขอหนังสือรับรองดังกล่าวอาจใช้เวลานาน ดังนั้นการทำวิจัยจำเป็นต้องมีการวางแผนให้รอบคอบรัดกุม เพื่อให้การขอหนังสือดังกล่าวไม่เป็นการรบกวนเวลาปฏิบัติการวิจัย มีการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล โดยเลือกใช้สถิติที่ถูกต้อง ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติอาจจำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านสถิติโดยเฉพาะ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของผลการทดลอง พร้อมบันทึกเป็น Files ให้เรียบร้อย ซึ่งจะต้องมีการสำรองข้อมูลทั้งหมดให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันการสูญหายของาข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ การตรวจสอบความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของผลการทดลอง และความสามารถในการทำซ้ำได้ การจัดทำเอกสาร และการรายงาน เพื่อความโปร่งใส แบ่งสัดส่วนผู้มีส่วนร่วมในงานวิจัย ซึ่งถ้าเป็นการแบ่งสัดส่วนอย่างไม่ยุติธรรมและเท่าเทียมอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาได้ การทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และการปรับปรุงซ้ำ การทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือเป็นการช่วยทบทวนให้ผลงานมีความถูกต้องมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ ผู้ทรงคุณวุฒิควรมีจริยธรรมในการวิจัยที่ดีต่อผู้ร่วมงาน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และทิศทางงานวิจัยในอนาคต เพื่อจะได้การตีพิมพ์ในมาตราฐานที่ดี 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการจัดการความรู้งานวิจัยแต่ละสาขา การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะทำให้ผลงานการวิจัยเป็นที่น่าเชื่อถือ และยอมรับจากวารสารทางวิชาการ และมีโอกาสได้รับการตีพิมพ์สูงขึ้น ขอบเขตงานวิจัยตรงกับวารสารที่ต้องการตีพิมพ์ การตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการที่ตรงสายงานจะทำให้ได้รับการแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผลงานและเป็นการปรับปรุงให้ผลงานนั้นมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น ทดสอบโดยการทำซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง และให้ผลเหมือนเดิม การทดสอบซ้ำและให้ผลการทดสอบเหมือนเดิม มีความสำคัญเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์แล้ว และการทดสอบเป็นที่ยอมรับสามารถทำซ้ำได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าการทดสอบไม่สามารถทำซ้ำได้ จะถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิจัยจากทั่วโลกถึงมาตรฐานการวิจัยของตัวนักวิจัยเอง และอาจส่งผลร้ายแรงต่อนักวิจัยถ้างานวิจัยนั้นถูกถอดถอนจากวารสารทางวิชาการ (retraction) ทบทวนผลงานวิจัยว่าเป็นที่ยอมรับในวารสารที่จะส่ง ก่อนส่ง manuscript ให้วารสารทางวิชาการพิจารณา ผู้วิจัยจะต้องแน่ใจว่าผลงานวิจัยมีความครบถ้วนครอบคลุมวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่เสนอในตอนแรก เพื่อให้มีโอกาสได้รับการตีพิมพ์สูงขึ้น ติดตามและแก้ไข เมื่อมีการตอบกลับจาก editor การแก้ไขตามคำแนะนำของ editor หรือ reviewer จะช่วยทำให้ความน่าเชื่อถือของงานวิจัยเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามบางครั้ง คำแนะนำดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ทั้งนี้นักวิจัยจะต้องพิจารณาตามความถูกต้องและเหมาะสม ปรับรูปแบบผลงานชื่อ สถานที่ เพื่อรอการตีพิมพ์ซึ่งในแต่ละวารสารระยะเวลาการตีพิมพ์ไม่เท่ากัน เนื่องจากระยะเวลาการตีพิมพ์ของแต่ละวารสารทางวิชาการไม่เท่ากัน ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องมีการวางแผนว่าต้องการตีพิมพ์ในวารสารใด และปัจจุบันแหล่งทุนมักจะถามถึงผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้อาจจะนำเสนอในรูปแบบการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับความสำคัญต่างๆ เช่น T1 หรือ Q1 เป็นต้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ระหว่างทีมวิจัย ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในองค์กร และนอกองค์กร จากประสบการณ์ในการตีพิมพ์ ควรมีการสนับสนุนทรัพยากรความรู้ หนังสือ เครื่องมือ อุปกรณ์ เพื่อให้ได้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างแผนก หรือหน่วยงานต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมความเป็นผู้นำการทำงานวิจัยและการสนับสนุนการจัดการความรู้ให้ทีมวิจัย บันทึกแนวทางปฏิบัติการทดลองที่ดีที่สุด และบทเรียนที่ได้รับ ควรมีความปลอดภัย และการรักษาความลับของงานวิจัย ควรสนับสนุนให้เผยแพร่ผลการวิจัย และการมีส่วนร่วม

How to get publisged in Q1 journals? (ตีพิมพ์อย่างไรให้ได้ Q1) Read More »

การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาธุรกิจฯ อาหาร ผ่านกระบวนการปฏิบัติงานจริงของโครงการธุรกิจจำลอง บุญตะวัน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาธุรกิจฯ อาหาร ผ่านการกระบวนการปฏิบัติงานจริง ของโครงการธุรกิจจำลอง บุญตะวัน ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร. วราพร ลักษณะลม้าย คณะเทคโนโลยีอาหาร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           เนื่องจากวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร คือ การสร้างนักศึกษาให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจอาหาร การเรียนการสอนในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะได้รับความรู้ภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของแต่ละรายวิชาก็ตาม ปัญหาที่พบคือ นักศึกษาไม่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจึงได้ประชุมเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหา โครงการจัดตั้งบริษัทจำลอง บุญตะวัน เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาได้ปฎิบัติงานจริงในการทำธุรกิจแปรรูปผักผลไม้ที่ล้นตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลเกษตร โครงการนี้ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในแต่ละรายวิชา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           เรื่อง การตลาด บัญชี และ การบริหารจัดการธุรกิจ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่นๆ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาด้วยตนเอง วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ ประชุมนักศึกษาชั้นปี 2 เพื่อสร้างความเข้าใจ วัตถุประสงค์ของบริษัท จำลอง บุญตะวัน และ การบูรณาการความรู้ของนักศึกษาเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการบริษัทบุญตะวัน นักศึกษาแบ่งทีม แต่ละทีมประกอบด้วยนักศึกษา 4-5 คน ในภาคการศึกษา 1/2566 การฝึกปฏิบัติจริงจะเน้นเรื่อง การสร้างวินัย เช่น การตรงต่อเวลา และ การทำงานเป็นทีม รูปแบบของการฝึกงานดังนี้ นักศึกษาแต่ละทีมจะผลัดเวรกันไปขายผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้ เช่น น้ำผลไม้ต่าง ๆ ที่ตลาดสัมมากร ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ โดยนักศึกษาจะต้องเรียนรู้การเบิกผลิตภัณฑ์ไปขายให้เพียงพอในแต่ละวัน และ การรายงานผลการขายทุกวัน ในระหว่างการขาย นักศึกษาจะได้รับโจทย์ให้ศึกษา เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และหัดพูดคุยกับผู้ซื้อ ชัดชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์บุญตะวัน เป็นต้น ในภาคการศึกษา ที่ 2 / 2566 การฝึกปฏิบัติจะเน้นเรื่อง การสร้างกลยุทธ์การขาย การจัดทำโปรโมชั่น การตั้งราคา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการปฏิบัติที่ใช้ความรู้ในภาคทฤษฎีเข้ามาปฎิบัติจริงมากขึ้นกว่าในภาคการศึกษา 1 / 2566 และการฝึกหัดการเจรจากับ คู่ค้าทางธุรกิจ (Business to Business)   2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ผลการดำเนินงาน ภาคการศึกษาที่ 1 / 2566 พบว่า นักศึกษาทุกกลุ่มสามารถทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ นักศึกษามาตรงเวลา เบิกสินค้าไปขาย ตามระบบที่วางไว้ และ รายงานผลให้อาจารย์ที่รับผิดชอบวิชานี้  อย่างไรก็ตามพบว่า นักศึกษาหลายคน ยังขาดความกล้าที่จะพูดคุยกับลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน นักศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง ที่แต่เดิมไม่กล้าพูดคุย กลับมีความกล้ามากขึ้น                ผลการดำเนินงานในภาคการศึกษาที่ 2 / 2566 แม้ว่าจะยังไม่จบภาคการศึกษา แต่เมื่อประเมินผลตั้งแต่เริ่มเปิดภาคการศึกษา นักศึกษา เริ่มเก็บข้อมูลและ วิเคราะห์ผู้ซื้อ ได้จำนวนหนึ่ง และ เริ่มคิดกลยุทธ์การขาย โดยการตั้งราคาให้เหมาะสม จัดทำ โปร รูปแบบต่าง ๆ และ สื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภค และ นักศึกษาได้ฝึกหัดการเจรจากับคู่ค้าทางธุรกิจ โดยนำสินค้าไปฝากขาย และ มีการเจรจาผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมทั้งการ ดูแลคู่ค้าของตนเอง ฝึกหัดการวางแผนงาน และการจัดระบบการเก็บเงิน และ นำสินค้าไปส่ง เป็นต้น               ปัญหาอุปสรรคการทำงาน คือ เวลาในการเรียนวิชาต่าง ๆ กระชั้นชิดกับการจัดทำกิจกรรม ในช่วงเวลา 11.30 – 12.30 ทำให้นักศึกษามีเวลาในการปฏิบัติได้น้อยในแต่ละสัปดาห์ เพราะ ต้องรีบไปเรียนให้ทัน           3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                    การเรียนการสอนของหลักสูตร ธุรกิจฯอาหาร นั้น พบว่า การเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว และ การปฏิบัติในรายวิชาต่าง ๆ ใม่เพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาเข้าใจการทำธุรกิจ นอกจากนั้นยังพบว่า นักศึกษาไม่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ที่เรียนในห้องเรียน มาใช้ในการปฎิบัติจริงได้       ดังนั้นการสร้างการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภาคทฤษฎี และ ภาค ปฏิบัติ ในชั้นเรียน จะช่วยทำให้นักศึกษาเข้าใจการทำธุรกิจได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ควรเริ่มกิจกรรมตั้งแต่นักศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 เพื่อ สร้างกรอบความคิด การเป็นผู้ประกอบการให้กับนักศึกษา และ ควรจะเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างโจทย์จากกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ลองผิด ลองถูกจากการปฎิบัติจริง และเมื่อนักศึกษาได้เรียนภาคทฤษฎีก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น และ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่แตกต่างกันได้                                                     

การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาธุรกิจฯ อาหาร ผ่านกระบวนการปฏิบัติงานจริงของโครงการธุรกิจจำลอง บุญตะวัน Read More »

บูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและวิจัยสู่ชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1 บูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและวิจัยสู่ชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.นัฐพงษ์ มูลคำ และ อ.กัญจนพร โตชัยกุล คณะรังสีเทคนิค หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมวิจัย รวมถึงผลงานทางวิชาการในรูปแบบ นวัตกรรมวิจัย ที่ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษา รวมถึงบูรณาการกับชุมชน โดยมุ่งเน้นนำเอาความรู้ผลงานวิจัยงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จึงได้จัดทำรายงานการจัดการความรู้ ปีการศึกษา 2566 ในหัวข้อ “บูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและวิจัยสู่ชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” ซึ่งจะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและงานวิจัยมาผสานเข้ากับบริบทของชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดดังนี้ หลักการและเหตุผล: โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่กระดูกมีความพรุน เปราะบาง และหักง่าย เกิดขึ้นเมื่อมวลกระดูกสูญเสียไปมากกว่าปกติ ส่งผลให้กระดูกอ่อนแอลง ดังนั้นโรคกระดูกพรุนจึงเป็นภัยเงียบที่คุกคามคุณภาพชีวิตและสร้างภาระให้สังคมไทย ความสำคัญ: โรคกระดูกพรุนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งผู้ป่วยอาจเผชิญกับอาการปวด กระดูกหักง่าย ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มากไปกว่านั้นทำให้เกิดภาระทางสังคมจากการที่กระดูกหักง่ายอาจนำไปสู่ความพิการ สูญเสียความสามารถในการทำงาน รวมถึงการรักษาโรคกระดูกพรุนมีค่าใช้จ่ายสูง ประเด็นปัญหา: ประชาชนขาดความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน รวมถึงการคัดกรองและรักษาโรคยังไม่ครอบคลุม มากไปกว่านั้นยังขาดการบูรณาการองค์ความรู้กับชุมชน แนวทางแก้ไข: รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกัน คัดกรอง และรักษาโรคกระดูกพรุน พัฒนาและขยายการคัดกรองและรักษาโรค รวมถึงบูรณาการองค์ความรู้กับชุมชน   ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้     ความรู้ที่นำมาใช้ในกิจกรรมนี้เป็นได้ออกเป็น 2 หัวข้อหลักๆได้แก่ องค์ความรู้จากงานวิจัยและการบูรณาการองค์ความรู้กับชุมชน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ องค์ความรู้จากงานวิจัย: งานวิจัยทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการรักษา พัฒนายา ส่งเสริมแนวทางป้องกัน ส่งเสริมนโยบายสาธารณะ พัฒนาคุณภาพชีวิต ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มพูนความรู้ รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและสร้างความน่าเชื่อถือ โดยคณะรังสีเทคนิคได้ตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารทางแพทย์ระดับ Scopus Q1 ในหัวข้อ Osteopenia and Osteoporosis Screening Detection: Calcaneal Quantitative Ultrasound with and without Calibration Factor Comparison to Gold Standard Dual X-ray Absorptiometry” ซึ่งผลงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่อง Quantitative ultrasound (QUS) ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุน โดยมีข้อดีคือเป็นวิธีที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการตรวจความหนาแน่นของกระดูกส้นเท้า (calcaneous) โดยไม่มีการใช้รังสีจึงปลอดภัยต่อผู้ตรวจและผู้ปฏิบัติงาน  การบูรณาการองค์ความรู้กับชุมชน: ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้วิจัยดังกล่าวมาบูรณาการกับชุมชน ผ่านโครงการลงพื้นที่ตรวจหาและคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วยเครื่อง QUS โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโครงการ สสส ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ในชื่อโครงการ “โครงการลงพื้นที่ตรวจหาและคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วยเครื่อง QUS” โดยมุ่งเป้าไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนหลักหก ผ่านการส่งเสริมสุขภาวะให้ดีขึ้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  คณะรังสีเทคนิค วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ คณะรังสีเทคนิค: พลังแห่งองค์ความรู้ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน คณะรังสีเทคนิค มุ่งมั่นสร้างสรรค์องค์ความรู้ทางวิจัยควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านกลยุทธ์ “3 ขั้นตอน สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ดังนี้ ขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพ เล็งเห็นถึงความสำคัญของ “โรคกระดูกพรุน” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน คณะรังสีเทคนิคจึงทุ่มเทสร้างองค์ความรู้ทางวิจัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและการตรวจคัดกรองโรค ผ่านผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับ Scopus Q1 เกี่ยวกับ “ประสิทธิภาพของเครื่อง Quantitative ultrasound (QUS) ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุน” (Moonkum et al., 2024) บูรณาการองค์ความรู้ สู่การยกระดับชุมชน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างประโยชน์ คณะรังสีเทคนิคจึงได้ริเริ่มโครงการ “ลงพื้นที่ตรวจหาและคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วยเครื่อง QUS” ในชุมชนหลักหก โดยได้รับการสนับสนุนจากทุนวิจัยโครงการ สสส ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านกิจกรรมและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โครงการมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ควบคู่ไปกับการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยง ผ่านการตรวจด้วยเครื่อง QUS ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ จะนำไปวิเคราะห์ ประเมินผล และสรุป เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางการป้องกันและรักษาโรคต่อไป คณะรังสีเทคนิค มุ่งมั่นสร้าง “พลังแห่งองค์ความรู้” สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งหวังให้ชุมชนหลักหกมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนำไปสู่การขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ต่อไป   2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน               โครงการลงพื้นที่ตรวจหาและคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วยเครื่อง QUS ของคณะรังสีเทคนิค ได้ดำเนินการในชุมชนหลักหก ผลการดำเนินการ ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน มีการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที สุขภาวะของประชาชนในชุมชนดีขึ้น การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง ผลการคัดกรองเพื่อติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน ผลการคัดกรองเพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ผลการคัดกรองเพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การคลาดแคลนอุปกรณ์ในการตรวจวัดมวลกระดูก เนื่องจากเครื่องวัดมีเพียงเครื่องเดียว ทำให้ผู้สนใจต้องรอคิวนาน          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  การตรวจสอบผลการดำเนินการ ติดตามผลลัพธ์ของโครงการ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ผลลัพธ์หลังการเข้าร่วม ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วม วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโครงการ นำข้อมูลมาใช้เพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปบทเรียนเรียนรู้จากการดำเนินโครงการ เน้นประเด็นสำคัญ เช่น ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข นำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ สรุปและอภิปรายผล     ทำให้คณาจารย์คณะรังสีเทคนิคมีคุณภาพและสามารถพัฒนาผลงานทางวิชาการ ร่วมถึงยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักกว้างขว้างมากขึ้น รวมถึงคณาจารย์คณะรังสีเทคนิคสามารถบูรการความรู้ด้านงานวิจัยให้สอดคล้องกับชุมชน โดยยกระดับสุขภาพวะให้ดีขึ้นจากโรคกระดูกพรุนที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อสังคมไทย จากการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน การใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย และการบูรณาการองค์ความรู้กับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice จากโครงการลงพื้นที่ตรวจหาและคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วยเครื่อง QUS ของคณะรังสีเทคนิค มีข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการในอนาคต ดังนี้ 1.ขยายผลการดำเนินการ: ขยายพื้นที่การคัดกรองไปยังชุมชนอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนในวงกว้างได้รับประโยชน์ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาคประชาสังคม เพื่อขยายผลการดำเนินการ พัฒนาระบบการติดตามผลผู้ป่วยที่ได้รับการคัดกรอง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง 2.พัฒนาองค์ความรู้: ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนในชุมชน พัฒนารูปแบบการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ศึกษาประสิทธิภาพของเครื่อง QUS ในการคัดกรองโรคกระดูกพรุน 3.พัฒนาระบบการคัดกรอง: พัฒนาระบบการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และสะดวก พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นระบบ พัฒนาระบบการติดตามผลผู้ป่วย 4.สร้างเครือข่าย: สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ พัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ 5.สนับสนุนการวิจัย: สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการคัดกรองและรักษาโรคกระดูกพรุน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยั่งยืน และสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ได้ เอกสารอ้างอิง Moonkum, N., Withayanuluck, T., Somarungsan, A., Sichai, N., Wongsiri, A., Chawkhaodin, W., . . . Tochaikul, G. (2024). Osteopenia and Osteoporosis Screening Detection: Calcaneal Quantitative Ultrasound with and without Calibration Factor Comparison to Gold Standard Dual X-ray Absorptiometry. Journal of Clinical Densitometry, 27(2), 101470.

บูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมและวิจัยสู่ชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน Read More »

การสร้างตัวตนบนเวทีวิชาการแก่หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพด้วยผลงานนวัตกรรมวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR2.1.1, KR2.1.3, KR2.1.4, KR2.2.1, KR2.2.2, KR2.4.1, KR2.4.2, KR2.4.4, KR2.5.1, KR2.5.2, KR2.5.3 การสร้างตัวตนบนเวทีวิชาการแก่ หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยผลงานนวัตกรรมวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ รศ .ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพมี theme ของตัวเองที่เป็นจุดเด่น จุดขายคือ “นวัตกรรมเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้” (accessible innovative biotechnology) บนหลักการที่เป็น appropriate technologyที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา เป็น ทั้ง Problem-based research การวิจัยบนฐานของปัญหาและ output-based research การ วิจัยและพัฒนาบนฐานของผลได้ เพื่อสร้าง solution provider ให้กับภาคอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก หรือ less for more และมุ่งเป้าไปสู่การเพิ่มพูนทักษาในการเป็นผู้ประกอบการ หรือ entrepreneurial skills เป็นการบูรณาการ ฐานข้อมูล องค์ความรู้ และการประยุต์ใช้ ด้านการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ เข้าไว้ด้วยกันความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้1. กลุ่มวิชาเกษตร2. กลุ่มวิชาจุลินทรีย์อุตสาหกรม3. กลุ่มวิชาอาหารอนาคต4. กลุ่มวิชาทักษะการเป็นผู้ บระกอบกา ร ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase)เจ้าของความรู้/สังกัด รศ .ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล และ ผศ .ดร .กฤตกร รำจวนเกียรติ /หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตเทคโนโลยีชีวภาพอื่น ๆ (โปรด ระบุ) รายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรทล.บ.นวัตกรรมเกษตร รายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรทล.บ.ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร รายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตร วท.บ.เทคโนโลยีอาหาร และรายวิชาต่าง ๆในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตเทคโนโลยีชีวภาพความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน ( Tacit Knowledge)เจ้าของความรู้/สังกัด รศ .ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล /หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตเทคโนโลยีชีวภาพ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้1. การเชื่อมโยงการเรียนการ สอน ข้ามหลักสูตรโดยแลกเปลี่ยนคณาจารย์ต่างสังกัดในการสอนรายวิชานอกหลักสูตรตนเอง2. การฟอร์มทีมวิจัย และการทำวิจัยร่วม (collaboative research) ระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร3. การเปิดตัว ตอบรับการเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน4. การฟอร์ม ทีมวิทยากรจัดประชุมกลุ่มเฉพาะเรื่องร่วมกับ วช. โดยนักวิจัยต่างหลักสูตร5. การเปิดตัวตอบรับการเป็นกรรมการตัดสินการประกวดให้กับกรมการข้าว6. การเผยแพร่ผลงานร่วมระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร7. การเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมวิจัยใน ทุก รูปแบบของผู้อำนวยการหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ8. การผลักดันผลงานนวัตกรรมวิจัย ของนักศึกษา ป.โท และนักศึกษา ป .ตรี 4+1 ส่งประกวดนวัตกรรมในเวทีต่างๆ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท9. การได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอกของอาจารย์ในหลักสูตร10. การขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และ การขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหาร เลข อย.เพื่อให้จำหน่ายเชิงพาณิชย์ ผลงานนวัตกรรมวิจัยของอาจารย์ในหลักสูตร 2. Prototype testing in an operational environment – DOผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน1. การเชื่อมโยงการเรียนการสอนข้ามหลักสูตรโดยแลกเปลี่ยนคณาจารย์ต่างสังกัดในการสอนรายวิชานอกหลักสูตรตนเอง   1.1. วิชา CAB111 เป็นรายวิชาของหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ที่มีคณาจารย์ของวิทยาลัยร่วมสอนทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วยคณาจารย์จากหลักสูตรนวัตกรรมเกษตรจำนวน 2 คน และคณาจารย์ของหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารจำนวน 4 คน และคณาจารย์ของหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพจำนวน 2 คน ร่วมกับรองอธิการและอธิการวิทยาลัย             1.2. วิชา FTH101 Inter เป็นรายวิชาของหลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร ที่เพิ่งเปิดสอนครั้งแรกสำหรับนักศึกษานานาชาติ ในปี 2566 เทอม 2 ที่มีคณาจารย์ของวิทยาลัยร่วมสอนทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วยคณาจารย์ของหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารจำนวน 4 คน คณาจารย์ของหลักสูตร ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร 1 คน และคณาจารย์ของหลักสูตร เทคโนโลยีชีวภาพจำนวน 1 คน ร่วมกับ คณบดีเทคโนโลยีอาหาร   2. การฟอร์มทีมวิจัย และการทำวิจัยร่วม (collaborative research) ระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร2.1. โครงการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมไข่ต้มจากพืชซอสพะโล วีแกนเก็บได้นาน ทุนสนับสนุนจาก บพข . ปี 2566 จำนวนทุน 695,849 บาท        ประกอบด้วย รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล สังกัดหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ : หัวหน้าโครงการ        ผศ.ธฤต อภิสิทธิวงศ์ สังกัดหลักสูตร เทคโนโลยีอาหาร : นักวิจัยร่วม 2.2.โครงการวิจัยเรื่อง ผลของการใช้สารแบคเทอริโอซินรวมกับสารสกัดจากพืชที่มีศักยภาพในการยืดอายุการเก็บรักษาลูกชิ้นหมู และการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร ของจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ในช่วงการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำโดยใช้เทคนิค Microbial Community  ทุนสนับสนุน จาก สถาบันวิจัย ม .รังสิต ปี 2565-2567จำนวนทุน 290,000 บาท        ประกอบด้วย ผศ.ดร.กฤตพร รำจวนเกียรติ สังกัดหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ : หัวหน้าโครงการ        อ. ธนัชชา เกณฑ์ขุนทด สังกัดหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร : นักวิจัยร่วม 2.3. โครงการวิจัยเรื่องการผลิตผงมอลต์สกัดจากข้าวไทยทางการค้า ทุนสนับสนุนจาก วช . ปี 2567 โครงการวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) ประเภทโครงการนวัตกรรมจำนวนทุน 1,518,097 บาท        ประกอบด้วย รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล สังกัดหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ : หัวหน้าโครงการ        ดร.ณกมล จันทร์สม สังกัดหลักสูตรบริหารธุรกิจ : ที่ปรึกษาโครงการ 3.การตอบรับการเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน 3.1. หนังสือเชิญ ไปเป็นวิทยากร จากวช.วช.เชิญ รศ .ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล เป็นวิทยากรในการอบรม “เทคนิคการเขียนและการนำเสนอบทความ ผลงานวิจัยในกิจกรรม Thailand Reserch Expo & Symposium 2024” ในวันที่ 23 มีนาคม 2567 3.2. หนังสือเชิญไปเป็นวิทยากรจากวช. วช.เชิญ รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล เป็นวิทยากรการบรรยายในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพให้แก่เยาวชนและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ 3.3. หนังสือเชิญ ไปเป็นวิทยากร จาก วว.วว. เชิญ รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล เป็นวิทยากรในการ เผยแพร่ผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร 3.4. หนังสือเชิญจากมหาวิทยาลัยเกษตรเสฉวน ประเทศจีน ในการนำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพอาหาร 3.5. หนังสือเชิญจากมหาวิทยาลัยโซกะ ประเทศญี่ปุ่น ในการนำเสนอผลงานวิจัย การฉายรังสีอาหารจากพืช 3.6. หนังสือเชิญจาก TMATMA เชิญ นำเสนอผลงานนวัตกรรมในงาน TECHNOMART 2023 ครั้งที่ 1 วันที่ 31/5/66 และ ครั้งที่ 2วันที่ 29/6/2566 3.7. หนังสือเชิญจาก วช . เชิ ญให้นำผลงานไข่ต้มพืชสะดวกเก็บสะดวกกิน ร่วมงานแถลงข่าว Thailand Research Expo 2023 ในงานจัดแถลงข่าวของ วช . วันที่ 24/7/25663.8. หนังสือเชิญจากกรรมการผู้จัดการ SME Thailand ขอนำผลงาน Plantbase รศ .ยุพกนิษฐ์ ไปแสดงในตลาดนัดนวัตกรรม ในงาน Plant Based, Superfood และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร วันที่ 1-3/9/25663.9. หนังสือเชิญจาก Foodism Show 2023 เชิญ โดยบจก . อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เชิญศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ประกอบการออกบูธ โชว์ผลงาน นวัตกรรมวิจัยอาหารแพลนต์เบส วันที่ 7-10 ธันวาคม 2566 4. การ ฟอร์ม ทีมวิทยากรจัดประชุมกลุ่มเฉพาะเรื่องร่วมกับ วช . โดยนักวิจัยต่างหลักสูตร นำโดยรศ .ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล4.1 งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติปี 2566 หัวข้ออาหารอนาคตและกลุ่มงานวิจัยพร้อมใช้ ม.รังสิต 4.2 งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติปี 2567หัวข้อมุ่งสู่ BCG ด้วยงานวิจัยวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยี อาหาร ม .รังสิต 5. การเป็นกรรมการตัดสินการประกวด ให้กับกรมการข้าว 6. การ เผยแพร่ ผลงานร่วมระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร6.1 การตีพิมพ์บทความวิจัยร่วมกันระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร6.1 Puangwerakul,Y, Soithongsuk, S.., Sajjabut, S. and Pewlong, W 2024 Effect of electron beam irradiation doses on quality and shelf life extension of non allergenic ready to eat plant based meat and egg JCST, 14January April 2024 Article19 https doi or 10 59796 jcst V14N1 2024 196.2 Puangwerakul,Y, Soithongsuk, S.., Sajjabut, S. and Pewlong, W.., Loikaeo, T and Chaisakdanukul, C 2023.Electron beam irradiation for shelf life extension of non allergen ready to eat plant based meat and egg.Conference Handbook of Educational Internationalization Promotion Conference Inaugural Conference of the Food Security Education and Technology Innovation Alliance November 16 17, Chengdu, China6.3 Loikaeo T.., Puangwerakul,Y.., Soithongsuk,S.., andApisittiwong,T 2024. Allergen free plant based fermented milk fortified with rice protein. Conference Handbook of Educational Internationalization Promotion Conference Inaugural Conference of the Food Security Education and Technology Innovation AllianceNovember 16 17, Chengdu, China6.4 Somsri, A.., Thongsen, N..,Saelao,P..,Lodthonglang, K..,Kenkhunthot, T.., Pilasomput, K.., Urairong, H and Rumjuankiat, K 2023). In vitro biocontrol potential of natural substance combination against microbial plant diseases. International Journal of AgriculturalTechnology. X X): XX XX6.5 Sonhom, N.., Rumjuankiat, K.., Visessanguan, W.., Techo, S.., Vilaichone, R.., Janyaphisan, T.., Roytrakul, S.., Jaresitthikunchai, J and Woraprayote, W Antimicrobialpotency of a putatively novel bacteriocin from Lactiplantibacillus pentosus MRK2 3 against Helicobacter pylori.. Microbial Pathogenesis In submission196.2 กการเผยแพร่ผลงานของทีมนักวิจัยารเผยแพร่ผลงานของทีมนักวิจัยแพลนต์เบสแพลนต์เบสของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรในเวทีวิชาการของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรในเวทีวิชาการร่วมกันร่วมกันระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตรระหว่างคณาจารย์ต่างหลักสูตร6.2.1 เผยแพร่ผลเผยแพร่ผลงานภายนอก งานภายนอก :6.2.1.1 การเสวนาผลงานวิจัยนวัตกรรมอาหารแพลนต์เบสพร้อมใช้ จัดโดย วชการเสวนาผลงานวิจัยนวัตกรรมอาหารแพลนต์เบสพร้อมใช้ จัดโดย วช. ณ เวที ณ เวที High light Stage งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติวันที่ งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติวันที่ 7/8/25666.2.1.2 การ เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย ของ คณา จารย์ วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร นำโดยท่านอธิการวิทยาลัยฯ ศ .ดร .พงษ์ศักดิ์ อังก สิ ทธิ์ เพื่อเผยแพร่ผลงานของอาจารย์ หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพและหลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร ผ่านระบบออนไลน์ จัดโดย The Organizing Committee of China-ASEAN Education Cooperation Week ประเทศจีน วันที่ Aug28-Sep2,20236.2.2 เผยแพร่ผล งานภายใน6.2.2.1 การนำเสนอผลงานวิจัยภาคบ่าย ในงานวันเกษตร ครั้งที่ 8 จัดโดยวิทยาลัย ฯ วันที่ 25/1/25676.2.2.1 การนำเสนอผลงานวิจัยภาคบ่าย ในงานวันเกษตร ครั้งที่ 7 จัดโดยวิทยาลัย ฯ วันที่ 27/1/2566 7. การเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมวิจัย ใน ทุก รูปแบบ ของผู้อำนวยการหลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ7.1 การ เผยแพร่ผลงานนวัตกรรมวิจัย ผ่านช่องทาง OFF LINE นอกจากนี้ผู้อำนวยการ หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพยัง ได้รับเชิญจากรายการ SME มีดีให้ดู ทาง ช่อง 5 เพื่อร่วม ประชุม ถึงแนวทางการผลักดันสินค้า SME ในวันที่ 14 มีนาคม 2567 และ ได้รับเชิญจาก วช . เพื่อ ออกบูธจัดแสดงสินค้านวัตกรรมวิจัยเพื่อการทดสอบตลาดเพิ่มเติมอีกสองงานคือ THAIFEX-ANUGA ASIA 2024 (28 พ .ค .-1มิ .ย .67) และ ได้รับเชิญจาก FOODISM SHOW 2024 (30 สค .-1 ก .ย .67) โดยตอบรับพื้นที่บูธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 7.2 การ เผยแพร่ผลงานนวัตกรรมวิจัย ผ่านช่องทาง ON LINE7.2.1 บทสัมภาษณ์ลงเวปไซต์และเฟสบุคเทคโนโลยีชาวบ้านและเส้นทางเศรษฐี7.2.2 YouTube UpSkill Thailand 2023 จักรวาลสร้างอาชีพ7.2.3 You Tube สร้างแบรนด์แพลนต์เบสแบบไม่ต้องเริ่มจากศูนย์7.2.4 YouTube ช่อง 7 ไข่ต้มพืช7.2.5 You tube ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต7.2.6 สัมภาษณ์สดรายการวิทยุ FM 92.5วิทยาศาสตร์น่ารู้สุดสัปดาห์ วันที่ 11 ตุลมคม 2566 เวลา 10.30-12.00 น.7.2.7 กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/food/1052805 ผลงานวิจัย อาหารแพลนต์เบส ม .รังสิต7.2.8 TIKTOK ผลงานวิจัย อาหารแพลนต์เบส ม .รังสิต7.2.9 รายการ 168 Hours ช่อง 3 ผลงานวิจัย อาหารแพลนต์เบส ม .รังสิต ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติปี 25667.2.10 https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1111557 8. การผลักดันผลงานนวัตกรรมวิจัยส่งประกวดนวัตกรรม วิจัย ในเวทีต่างๆ ระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ8.1 การประกวดระดับนานานาชาติ การแข่งขัน VITAFOOD ASIA 2024 จัดโดย Informa market วันที่ 19-21/9/25678.1.1 ชื่อผลงาน ผง มอลต์สกัดจากข้าว ไทย ไร้สารก่อภูมิแพ้ โดยนักศึกษาป .โท นส .เหมือนฝัน เชียงกาผลการแข่งขัน เข้ารอบชิงชนะเลิศ จัดแสดงผลงานในงาน VITAFOOD ASIA2024 ศูนย์ประชุมไบเทค8.1.2 ชื่อผลงาน โปรตีนข้าวไทยไร้สารก่อภูมิแพ้ โดยนศ .4+1 นาย ตฤน และ คณะผลการแข่งขัน โล่รางวัลชมเชย ประกาศนียบัตรและเงินรางวัล 5,000 บาท8.2 การประกวดระดับชาติ การแข่งขัน I-NEW GEN AWARD ASIA 2024 จัดโดย วช . วันที่ 2-6/2/25678.2.1 ชื่อผลงาน ผง มอลต์สกัดจากข้าวไทย โดยนักศึกษา ป .โท น .ส .เหมือนฝัน เชียงกาและคณะ ผลการแข่งขัน รางวัลเหรียญทอง พร้อมประกาศนียบัตร8.2.2 ชื่อผลงาน เพนนีโอโปร :โปรตีนข้าวไทยไร้สารก่อภูมิแพ้ โดยนศ .4+1 นาย ตฤน และคณะผลการแข่งขัน รางวัลเหรียญทอง พร้อมประกาศนียบัตร 9. การได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก9.1 การได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก ของอาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ ปีงบประมาณ พ .ศ .2566   9.2 การได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก ของอาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ ปีงบประมาณ พ .ศ .2567 10. การ ขอ การ รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหาร เลข อย เพื่อให้จำหน่ายเชิงพาณิชย์10.1 ผลิตภัณฑ์ ไข่ผงจากพืช จากโครงการ ทุนวิจัย สวก @วว . เลขที่สัญญา CRP660503210010.2 ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มจากพืชจากโครงการ ทุนวิจัย สวก @มก . เลขที่สัญญา CRP660503199010.3 ผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนข้าวชนิดใสจากโครงการ ทุนวิจัย สวก @มก . เลขที่สัญญา CRP6505031990 ไข่ผงจากพืช อย 13-2-03144-6-0023 ไข่ต้มจากพืช อย 13-2-03144-6-0011 เพนนีโอโปร: โปรตีนข้าวชนิดใส อย 13-2-03144-6-0021 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการการ นำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและ อภิปราย ผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         

การสร้างตัวตนบนเวทีวิชาการแก่หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพด้วยผลงานนวัตกรรมวิจัย Read More »

“CreativeYoung Designers Season 3” โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตศิลป์ไทย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1 “Creative Young Designers Season 3” โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์ลัดดาวัลย์ สารพัฒน์ อาจารย์พชร รัตนคุปต์ และอาจารย์ลลิตา สีมันตร วิทยาลัยการออกแบบ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            ตามที่สาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ ได้ดำเนินกิจกรรมในการส่งเสริมการผลิตผลงานสร้างสรรค์ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านองค์ความรู้  นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้คณาจารย์และนักศึกษาของสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ มีผลงานอย่างสรรค์อย่างต่อเนื่องนั้น และเพื่อเป็นการต่อยอดให้กับอาจารย์และนักศึกษาสามารถนำผลงานสร้างสรรค์ รวมถึงงานวิจัย นวัตกรรมทางด้านแฟชั่น  ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพในโครงการจัดการความรู้ด้านทางด้านการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ หัวข้อโครงการความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เพื่อชุมชน ในปีงบประมาณ 2566 เป็นการดำเนินงานด้านการออกแบบและพัฒนาผ้าขาวม้าทอมือ กลุ่มทอผ้าภูริษาผ้าไทย ตำบลเมืองใหม่ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผสานความร่วมมือกับบริษัท ประชารัฐสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด  สนับสนุนการดำเนินการดำเนินโครงการความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เพื่อชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566  ของสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ วิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ของชุมชน  รวมถึงการขยายช่องทางการตลาดเพื่อก่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนให้แก่นักศึกษาแฟชั่นในระดับอุดมศึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            การออกแบบเครื่องแต่งกาย และเครื่องประกอบการแต่งกาย (Accessories) และการตัดเย็บ การตลาดด้านแฟชั่นการออกแบบที่มุ่งเน้นให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่แล้วและเพิ่มกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ รวมถึงการนำผ้าขาวม้ามาออกแบบและตัดเย็บให้เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นไม่อยู่ในกรอบของเสื้อผ้าแบบเดิม ๆ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ในชั้นเรียน และปราชญ์ชาวบ้าน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด สาขาวิชาแฟชั่นดีไชน์ และ กลุ่มทอผ้าภูริษาผ้าไทย  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ 1) กิจกรรมเกี่ยวกับการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 2)  กิจกรรมมีการบูรณาการกับ  R การเรียนการสอน รายวิชาดังนี้ รายวิชาFAS490การกออกแบบแฟชั่นโดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ FAS377 การตกแต่งพื้นผิวผ้า 3)  อื่นๆระบุ พัฒนาศักยภาพนักศึกษา – ประชุมออนไลน์กับผู้ประกอบการในเบื้องต้นถึงความต้องการของผู้ประกอบการ ในด้าน รูปแบบ กลุ่มลูกค้า   อัตลักษณ์ท้องถิ่น ลักษณะรูปแบบของผ้าว่ามีผ้าอะไรบ้าง โดยผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มก็คือผ้าสามฤดูที่ได้    แรงบันดาลใจจากเทือกเขาภูพานที่มีความอุดมสมบูรณ์ – นำข้อมูลประชุมและแบ่งงานนักศึกษาเป็นกลุ่มเลือกแรงบันดาลใจเป็นเทือเขาภูพานที่มีน้ำไหลผ่านสามฤดูความอุดมสบูรณ์– ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการนักศึกษาทดลองทอผ้าศึกษาฝ้ายที่นำมาทอชนิดต่างๆ ความพิเศษของฝ้ายในจังหวัดหนองบัวลำภูที่แตกต่างจากที่อื่นคือสี ที่มีสีน้ำตาลที่เกิดจากแร่ธาตุจากดินภูเขาที่ปลูก–   ศึกษาการย้อมสีธรรมชาติซึ่งได้จากพืชในท้องถิ่น เช่นคราม เป็นต้น–   พูดคุยและเลือกแบบที่นักศึกษาได้ออกแบบมาหลังจากที่ประชุมกันในรอบแรก และนำไปปรับปรุงอีกครั้ง–   ขึ้นต้นแบบ จำนวน 10 ชุด ปรับแก้เพื่อให้ได้ตามรูปแบบที่ดีไซน์–   ตัดเย็บชุดจริง จำนวน 10 ชุด–   ถ่าย LOOK BOOK–   จัดแสดงแฟชั่นโชว์ส่งมอบผลงานให้กับผู้ประกอบการ ณ พัฒนาแกลลอรี่ อาคารคุณหญิงพัฒนา–   จัดแสดงแฟชั่นโชว์ ณ งาน Sx Expo (Sustainability Expo) ในวันที่ 3 ต.ค 2566 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน นักศึกษาได้ลงพื้นที่พูดคุย ศึกษากระบวนการทอผ้าจากผู้ประกอบการ และพูดคุยความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึงการศึกษากลุ่มลูกค้าของมือ กลุ่มทอผ้าภูริษาผ้าไทย ตำบลเมืองใหม่ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โดยนำผ้าทอมือ ผ้าขาวม้ามาออกแบบและตัดเย็บ จัดแสดงผลงานผ่านการเดินแฟชั่นโชว์ และผู้ประกอบการนำไปวางโชว์เพื่อจัดจำหน่ายโดยได้รับเป็นพรีออเดอร์จากผลงานที่นำไปโชว์ อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน เนื่องจากผ้าทอมือความกว้างของหน้าผ้าจะไม่กว้างเหมือนผ้าที่ขายในท้องตลาดทั่วไปทำให้ต้องมีการดีไซน์การวางแบบตัดผ้าให้ได้ตามรูปแบบที่ออกแบบไว้นอกจากนี้ยังสามารถจัดวางลวดลายในการตัดต่อเพื่อให้เกิดความงามได้จากปัญหาหน้ากว้างไม่พอในการวางแพทเทิร์น          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ หลังการดำเนินการเสร้จสิ้นลงสามารถติดตามผลได้จากสื่อออนไลน์ของกลุ่มภูริษาผ้าไทยกลุ่มทอผ้าสามารถนำต้นแบบไปต่อยอดจากรูปแบบเดิมที่โครงการได้ออกแบบไว้ไปต่อยอดโดยใช้ผ้าสีอื่นมาตัดเย็บ หรือนำเสื้อ กระโปรง กางเกง กระเป๋า นำไป mix & match กับเสื้อผ้าของทางร้านที่มีอยู่เดิม เพิ่มช่องทางการตลาดและขยายกลุ่มลุกค้าที่มีอยู่เดิม   หรือการนำเศษเหลือผ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษผ้า ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ในการทำงานโครงการระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนในเรื่องวัสดุผ้าที่นำมาใช้เนื่องจากการทอผ้าแต่ละครั้งมีจำนวนจำกัด สีเป็นการย้อมแบบธรรมชาติย้อมมือหากต้องการผ้าชนิดนั้นหรือสีนั้นต้องซื้อเพื่อไว้เลย และการคำนวณผ้าต้องดูตามหน้าผ้าของร้านเป็นหลักเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในการตัดเย็บ รวมถึงการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมการใช้วัสดุให้เหลือเศษน้อย หรือนำเศษวัสดุมาออกแบบต่อยอดให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ขึ้นมา

“CreativeYoung Designers Season 3” โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตศิลป์ไทย Read More »

การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีแจ๊สด้วยแนวคิดสหวิชา สู่การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1 การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีแจ๊สด้วยแนวคิดสหวิชา สู่การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย กรณีศึกษา “บทประพันธ์เพลงหัตถยุทธ ลีลา” และ “บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน” ประพันธ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร วิทยาลัยดนตรี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ แนวคิดสำหรับการประพันธ์เพลงไม่ได้มีข้อกำหนดว่า ต้องเกิดจากการศึกษาศาสตร์ดนตรีเพียงเท่านั้น แรงบันดาลใจจากการศึกษาศาสตร์ด้านอื่น ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงเข้ากับเทคนิคการประพันธ์หรือแนวคิดหลักการทางดนตรีหรือทฤษฎีดนตรีเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน การศึกษาศาสตร์อื่นเพื่อขยายกรอบแห่งการสร้างสรรค์ทางดนตรีของผู้ประพันธ์ ก็เป็นสิ่งท้าทายสำหรับการสร้างบทประพันธ์ที่ผสมผสานขึ้นจากการศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ หลักการ หรือเทคนิค นำมาสร้างคุณค่าให้กับบทประพันธ์ สำหรับประเด็นความรู้การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีแจ๊สด้วยแนวคิดสหวิชาสู่การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย กรณีศึกษา “บทประพันธ์เพลงหัตถยุทธ ลีลา” และ “บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน” ประพันธ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร เป็นการศึกษาศาสตร์ด้านศิลปะและบุคคลสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ นำมาเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดทางดนตรีเพื่อสร้างนวัตกรรมการวิจัยที่เกิดจากแนวคิดสหวิชาการ สามารถอธิบายสาระได้ดังนี้ สำหรับกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงหัตยุทธ ลีลา (Hattayut Leela) ประพันธ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดบทประพันธ์เพลงแจ๊สรูปแบบวงดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 4 Episode สะท้อนศาสตร์และศิลป์ในมิติดนตรีแจ๊สที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาผลงานภาพวาดศิลปิน 4 คน จำนวน 4 ภาพ ซึ่งมีที่มาและความสำคัญดังนี้           เป็นที่ทราบกันดีว่าศาสตร์ด้านศิลปะสามารถช่วยกล่อมเกลาหรือบ่มเพาะจิตใจมนุษย์ให้สัมผัสกับอารมณ์ ความรู้สึก สะท้อนความเป็นตัวตนของมนุษย์ อีกทั้งศิลปะยังเป็นสื่อกลางเพื่อถ่ายทอดสาระสุนทรียภาพไปถึงบุคคลอื่นตามแต่เจตนารมณ์ของผู้ส่งสาระนั้น สุนทรียภาพข้างต้นก็มีความงดงามต่างกันออกไป โดยตัวแปรสำคัญด้านสุนทรียภาพก็ขึ้นอยู่กับอัจฉริยภาพของแต่ละบุคคลเช่นกัน ในปัจจุบันศาสตร์ด้านศิลปะก็แตกแขนงออกไปมากมาย ทั้งด้านวิจิตรศิลป์และด้านประยุกต์ศิลป์ ผลงานด้านทัศนศิลป์และดนตรีก็เป็นศาสตร์ด้านศิลปะแขนงหนึ่งอยู่คู่กับวิถีของมนุษย์มาช้านานให้มนุษย์ได้สัมผัสกับอารมณ์ ความรู้สึก ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ทางจิตใจในหลากหลายมิติ ทัศนศิลป์ แหล่งสุนทรียภาพแฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทักษะและประสบการณ์จะถูกถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านไปยังมือของศิลปิน บรรจงสร้างสรรค์ผลงานผ่านฝีแปรงไปบนผืนผ้าใบแฝง ไว้ด้วยนัยคุณค่าศาสตร์และศิลป์ ภาพอันที่ทรงคุณค่าก็จะสะท้อนตัวตนของศิลปินให้มีความเด่นชัด เช่นเดียวกับดนตรีแจ๊ส แหล่งสุนทรียภาพแบบหนึ่ง สามารถสื่อถึงศาสตร์และศิลป์ในวิถีแบบนามธรรม ทั้งยังให้คุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ด้านการอิมโพรไวส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินสะท้อนถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง ที่มีต่อบทเพลงถ่ายทอดผ่านมือของศิลปินไปยังเครื่องดนตรีก่อเกิดสำเนียงมิติเสียงต่าง ๆ การอิมโพรไวส์เป็นองค์ประกอบสำคัญในดนตรีแจ๊สสามารถแสดงถึงทักษะ ประสบการณ์ และจิตวิญญาณของผู้บรรเลงได้เฉกเช่นเดียวกับภาพวาด รูปแบบการจัดวงแจ๊สขนาดใหญ่หรือเรียกว่าวงบิกแบนด์ ผสมผสานด้วยกลุ่มเครื่องเป่าและกลุ่มจังหวะที่เชื่อมโยงกันทำหน้าที่สร้างมิติเสียงและขับเคลื่อนบทเพลงด้วยรูปแบบวงแจ๊สขนาดใหญ่ สามารถสร้างมิติเสียงได้หลากหลายและมีผลโดยตรงต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อิมโพรไวส์ในบทเพลง นักดนตรีที่ร่วมกันบรรเลงตลอดจนผู้อิมโพรไวส์จะร่วมกันสร้างสรรค์บทเพลง ให้ดำเนินไปตามแนวทางของผู้ประพันธ์กำหนดไว้   ทั้งสุนทรียภาพของภาพและดนตรีแจ๊ส มีสื่อกลางในการถ่ายทอดจินตนาการที่เหมือนกันนั่น คือ ผลงานถูกสร้างสรรค์ผ่านมือของศิลปิน ด้วยความเชื่อมโยงนี้ผู้ประพันธ์จึงมีความสนใจในประเด็นดังกล่าว โดยนำแรงบันดาลใจจากภาพมาสะท้อนเป็นการประพันธ์ในรูปแบบวงแจ๊สขนาดใหญ่หรือบิกแบนด์ ผ่านบทประพันธ์เพลง หัตถยุทธ ลีลา เพื่อสื่อถึงสุนทรียภาพทั้งในมิติภาพและดนตรีแจ๊สที่ต้องสร้างสรรค์ผ่านมือของศิลปิน ซึ่งผู้ประพันธ์กำหนดชื่อบทประพันธ์ “หัตถยุทธ ลีลา” ให้มีนัยแฝงด้วยแนวคิดผลงานถูกสร้างสรรค์ผ่านมือของศิลปิน   ส่วนกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน (Davis Phenomenon) ประพันธ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทเพลงระลึกถึงไมล์ส เดวิส ในวาระครบรอบ 30 ปีการเสียชีวิต เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของไมล์ส เดวิสเชิงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ซึ่งมีที่มาและความสำคัญดังนี้ ไมล์ส เดวิส (Miles Davis, 1926-1991) นักเล่นทรัมเป็ต นักประพันธ์เพลง บุคคลสำคัญต่อวงการดนตรีแจ๊สและมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาดนตรีแจ๊สในหลายวิถีตั้งแต่ ดนตรีบีบ็อป ดนตรีคลูแจ๊ส ดนตรีฮาร์ดบ็อป ดนตรีโมดัลแจ๊ส และดนตรีฟิวชันแจ๊ส เขานำดนตรีแจ๊สพัฒนาเข้ากับยุคสมัย ผสมผสานกับทดลองนำแนวคิดต่างๆ มาขยายขอบเขตให้มิติเสียงดนตรีแจ๊สมีความหลากหลายขึ้น แม้เขาเสียชีวิตจะครบ 30 ปี ในปี ค.ศ. 2021 นี้ แต่แนวคิดที่เขาสร้างปรากฏการณ์ไว้ในดนตรีแจ๊สวิถีต่าง ๆ ได้กลายเป็นมรดกทางความคิดที่ถูกถ่ายทอดมาถึงดนตรีแจ๊สในปัจจุบัน ช่วงทศวรรษ 1940 ดนตรีบีบ็อปได้ก่อกำเนิดจากนักดนตรีแจ๊สชั้นแนวหน้า เช่น ชาร์ลี ปาร์คเกอร์ (Charlie Parker, 1920-1955) นักเล่นอัลโตแซกโซโฟน ดิซซี กิลเลสพี (Dizzy Gillespie, 1917-1993) นักเล่นทรัมเป็ต ได้ร่วมกันบรรเลงดนตรีแจ๊ส ณ สถานบันเทิง มินตันส์เพลย์เฮาส์มีเอกลักษณ์ด้านการแสดงด้วยรูปแบบวงขนาดเล็กและเน้นการอิมโพรไวส์เป็นสำคัญ ลีลาการบรรเลงแสดงถึงทักษะความเชี่ยวชาญของนักดนตรีที่บรรเลงร่วมกัน ไมล์ส เดวิสได้ร่วมงานกับชาร์ลี ปาร์คเกอร์ ในลีลาดนตรีบีบ็อป และสร้างความแตกต่างจากปาร์คเกอร์ด้วยแนวทำนองที่มีความหนาแน่นลักษณะจังหวะเบาบางกว่า แนวทางการบรรเลงของเดวิสเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจไปสู่วิถีแห่งดนตรีคลูแจ๊ส  ปี ค.ศ. 1957 เดวิสได้ออกผลงานชื่อ Birth of The Cool ด้วยรูปแบบวงเก้าชิ้น (Nonet) สังกัดค่าย Capital Records ผลงานชิ้นนี้ได้ผสมผสานเฟร็นช์ฮอร์น หรือทูบา เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า มักพบในวงออร์เคสตรานำมาร่วมสร้างสรรค์ และได้ สร้างกระแสแห่งวิถีดนตรีคลูแจ๊สให้ได้รับความนิยม ผลงานชิ้นนี้บันทึกเสียงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949-1950 โดยเดวิสได้ร่วมงานกับนักดนตรีที่สำคัญอย่าง กิล อีแวนส์ (Gill Evans,1912-1988) นักเรียบเรียงเสียงประสาน เจอร์รี มัลลีแกน (Gerry Mulligan, 1927-1966) นักเล่นบาริโทนแซกโซโฟน ลี โคนิตซ์ (Lee Konitz, 1927-2020) นักเล่นอัลโตแซกโซโฟน กันเธอร์ ชูลเลอร์ (Gunther Schuller, 1925-2015) นักเล่นเฟร็นช์ฮอร์น นักดนตรีเหล่านี้ยังนำแนวคิดของเดวิสไปสร้างสรรค์การประพันธ์เพลงในทิศทางตนเอง ทำให้ดนตรีคลูแจ๊สมีความหลากหลายยิ่งขึ้น ต่อมาช่วงทศวรรษ 1960 เดวิสได้กลับมาสร้างสรรค์วงแจ๊สขนาดเล็ก ด้วยการนำแนวทางการบรรเลงจากดนตรีบีบ็อปที่เขาเคยร่วมบรรเลงกับชาร์ลี ปาร์คเกอร์ในช่วงทศวรรษ 1940 มาพัฒนาให้มีความแตกต่างออกไปจากเดิมในวิถีแห่งดนตรีฮาร์ดบ็อป ที่มีกลิ่นอายดนตรีแอฟริกัน เช่น ริทึมแอนด์บลูส์ กอสเปล หรือบลูส์ และเน้นด้านการเรียบเรียงมากขึ้นกว่าดนตรีบีบ็อป เช่น วงห้าชิ้นที่ดีที่สุดของเขา (First Great Quintet) นักดนตรีร่วมบรรเลงประกอบด้วย จอห์น โคลเทรน (John Coltrane, 1926-1967) นักเล่นเทเนอร์แซกโซโฟน เรด การ์แลนด์ (Red Garland, 1923-1984)  นักเล่นเปียโน พอล แชมเบอส์ (Paul Chambers, 1935-1969) นักเล่นเบส และฟิลลี โจ โจนส์ (Philly Joe Jones, 1923-1985) นักเล่นกลอง   ปี ค.ศ. 1959 เดวิส ได้ร่วมสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊สในวิถีดนตรีโมดัลแจ๊สในผลงานชื่อ Kind of Blues สังกัดค่าย Columbia ผลงานนี้มีเสียงประสานอันเป็นเอกลักษณ์ บทเพลง So What ได้สร้างกระแสดนตรีโมดัลแจ๊สด้วยเสียงประสานที่ต่างออกไป การดำเนินคอร์ดในบทเพลงนี้มีเพียง 2 คอร์ดและมีการเคลื่อนที่ช้าไม่เหมือนกับการดำเนินคอร์ดดนตรีบีบ๊อพ การอิมโพรไวส์มีแนวคิดต่างออกไปด้วยการเน้นการสร้างสรรค์จากโมดที่มีความสัมพันธ์กับเสียงประสานในบทเพลง กระทั่งทศวรรษ 1970 เดวิสได้นำดนตรีร็อกเข้ามาผสมผสานกับดนตรีแจ๊ส ส่งผลให้ดนตรีฟิวชันแจ๊สได้ก่อกำเนิดขึ้น ผลงานสำคัญที่เดวิสได้สร้างสรรค์ไว้ คือ ผลงานชื่อ Bitches Brew บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1970 สังกัดค่าย Columbia เดวิสได้นำเครื่องดนตรีไฟฟ้า เช่นเปียโนไฟฟ้าและออร์แกนตลอดจนคีย์บอร์ดเข้ามาแทนที่เปียโน รวมถึงการนำกีตาร์ไฟฟ้าที่อาจกล่าวว่าเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีร็อกเข้ามาร่วมบรรเลงด้วย ทำให้มิติเสียงดนตรีแจ๊สกับดนตรีร็อกได้ถูกผสมผสานกันอย่างชัดเจน       จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบได้ว่า เดวิสได้ขยายขอบเขตดนตรีแจ๊สให้หลากหลายขึ้น ด้วยการทดลองแนวคิดหรือผสมผสานเครื่องดนตรีนำมาสร้างสรรค์ในทิศทางของตนเอง ส่งผลให้เกิดกระแสในดนตรีแจ๊สและเกิดเป็นวิถีทางต่างออกไป ผลงานของเดวิสเปรียบเสมือนโรงเรียนทางดนตรีแจ๊ส เหล่านักดนตรีแจ๊สที่เคยร่วมงานกับเขาได้กลายเป็นนักดนตรีแจ๊สสำคัญมากมาย เช่น จอห์น โคลเทรน นักเล่นเทเนอร์แซกโซโฟน บิล อีแวนส์ (Bill Evans, 1929-1980) เฮอร์บี แฮนคอก (Herbie Hancock, 1940-) ชิค คอเรีย (Chick Corea, 1941-) คีธ จาร์เร็ตต์ (Keith Jarrett, 1945-) นักเล่นเปียโน ไมค์ สเติร์น (Mike Stern, 1953-) จอห์น สโคฟิลด์ (John Scofield, 1951-) นักเล่นกีตาร์ เป็นต้น ไมล์ส เดวิส เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1991 และสำหรับในปี ค.ศ. 2021 จะเป็นวาระการครบรอบ 30 ปีของการเสียชีวิต ผู้ประพันธ์ (ผู้วิจัย) จึงมีความสนใจนำแนวคิดหรือแนวทางการสร้างสรรค์ของเขามาประพันธ์เพลงในรูปแบบดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการระลึกถึงนักดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ สำหรับกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงหัตถยุทธ ลีลา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดบทประพันธ์เพลงแจ๊สรูปแบบวงดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 4 Episode สะท้อนศาสตร์และศิลป์ในมิติดนตรีแจ๊สที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาผลงานภาพวาดศิลปิน 4 คน จำนวน 4 ภาพ ได้แก่ 1. ชื่อผลงาน The Scream ผลงานจากศิลปิน เอ็ดวาร์ด มูงค์ (Edvard Munch, 1863-1944) สีสันในภาพแสดงอารมณ์และความรู้สึกภาพกระแสเอกซ์เปรชัน ศิลปะที่สำแดงพลังด้วยการใช้สีสันแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน ไม่ซ้อนเร้น นอกจากนี้ผู้ประพันธ์นำสาระจากสมุดบันทึกของมูงค์มาเป็นแนวทางการประพันธ์เชื่อมโยงกับแนวคิดโมด กลุ่มเสียงกัด สะท้อนสีสันมิติเสียงจากเหตุการณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดเรื่องราวขึ้นในภาพ 2. ชื่อผลงาน The Guitar Player ผลงานจากศิลปิน ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso, 1881-1973) ภาพกระแสคิวบิสม์ รูปทรงที่เกิดขึ้นในภาพเหล่านี้ถูกนำมาประติดประต่อประกอบเข้าด้วยกัน บางรูปอาจซ้อนทับกันหรือเหลื่อมซึ่งกันและกัน เส้นรูปทรงเหล่านี้แสดงถึงทิศทางการเคลื่อนไหว สะท้อนอารมณ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลาต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ผู้ประพันธ์จึงนำมาเป็นแรงบันดาลใจเชื่อมโยงกับแนวคิดเชิงเทคนิคของดนตรีมินิมัลลิซึม ชื่อผลงาน Improvisation 28 ผลงานจากศิลปิน วาสซิลี คันดินสกี (Wassily Kandinsky, 1866-1944) แนวคิดภาพนี้เป็นการวาดโดยไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนตามแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน Improvisation เฉกเช่นเดียวกับการอิมโพรไวส์ของนักดนตรีแจ๊สถูกนำมาสะท้อนแรงบันดาลใจแนวคิดดนตรีฟรีแจ๊ส ที่มักกำหนดกรอบแนวทางการบรรเลงไว้อย่างหลวม ๆ เพื่อให้สาระทางดนตรีฟรีแจ๊สเกิดขึ้นขณะบรรเลง นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ได้นำแรงบันดาลใจจากรูปร่างลายเส้น มิติสีสัน และมิติช่องว่าง ที่ปรากฏในภาพมาเชื่อมโยงกับกรอบแนวคิดการประพันธ์ในแต่ละท่อน 4. ชื่อผลงาน Michael Jackson ผลงานจากศิลปิน แอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol, 1928-1987) แนวคิดป็อปอาร์ตสะท้อนให้เห็นกระแสจากประชานิยมที่เกิดขึ้นในสังคม ผู้ประพันธ์นำมาเป็นแรงบันดาลใจด้วยแนวคิดการคัดทำนองจากบทเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ศิลปินนักร้องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในกระแสดนตรีป็อปร็อก นำมาผสมผสานในการประพันธ์เพื่อเชื่อมโยงแนวคิดดนตรีแจ๊สและดนตรีป็อปร็อก สำหรับกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน บทประพันธ์สะท้อนแรงบันดาลใจเพื่อระลึกถึงไมล์ส เดวิส ทั้งยังเป็นการตระหนักถึงบทบาทสำคัญเชิงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊สในหลายมิติทั้งด้านแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน การสร้างบุคลากรทางดนตรีแจ๊สตลอดจนเป็นผู้นำดนตรีแจ๊สพัฒนาไปตามยุคสมัย กระทั่งก่อเกิดเป็นดนตรีแจ๊สลีลาต่าง ๆ มากมาย กล่าวได้ว่าเป็นมรดกอันมีค่าให้กับวงการดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก แนวคิดทางดนตรีของเดวิสที่ผู้ประพันธ์ได้กำหนดแนวทางไว้ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการสร้างสรรค์เพื่อสะท้อนแรงบันดาลใจดังกล่าว แนวคิดการประพันธ์ ผู้ประพันธ์นำแนวคิดทางดนตรีของเดวิสมาเป็นวัตถุดิบให้กับบทประพันธ์ด้วยแนวคิด สำคัญ 3 ประเด็นหลักคือ 1) แนวคิดดนตรีบีบ็อป 2) แนวคิดดนตรีโมดัลแจ๊ส และ 3) แนวคิดดนตรีฟิวชันแจ๊ส แต่ละประเด็นถูกนำมาสร้างสรรค์เพื่อให้บทประพันธ์ดำเนินไปตามแนวทางที่กำหนดทิศทางไว้ แนวคิดการประพันธ์ด้วยแนวคิดข้างต้นมีรายละเอียดเป็นดังนี้ แนวคิดดนตรีบีบ็อป ไมล์ส เดวิส ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางดนตรีกับชาร์ลี ปาร์คเกอร์ (Charlie Parker, 1920-1955) นักเล่นแซ็กโซโฟนคนสำคัญในวิถีดนตรีบีบ็อปช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1944-1948 อาจกล่าวได้ว่า ช่วงแรกของเดวิสนั้นได้รับอิทธิพลจากปาร์คเกอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่เขาได้เริ่มก่อตั้งวงดนตรีของตนเองขึ้น กระทั่งนำดนตรีแจ๊สพัฒนาไปตามยุคสมัยต่าง ๆ ในช่วงเวลาต่อมา แนวคิดดนตรีบีบ็อปถูกนำมาสะท้อนลงในท่อน A เพื่อเป็นการสื่อถึงช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดนตรีบีบ็อปจากปาร์คเกอร์ โดยผู้ประพันธ์นำแนวคิดดนตรีบีบ็อปมาสร้างสรรค์ซึ่งกำหนดให้การบรรเลงประกอบกลุ่มเครื่องจังหวะบรรเลงด้วยแนวคิดจังหวะสวิง (Swing) ที่มักพบได้บ่อยครั้งในดนตรีบีบ็อป ผู้เล่นกลองบรรเลงด้วยจังหวะสวิงผสมผสานกับผู้เล่นเบสบรรเลงด้วยแนวคิดวอล์กกิงเบสไลน์ (Walking Bass Line) ที่มีความโดดเด่นจากการบรรเลงด้วยโน้ตตัวดำเป็นส่วนใหญ่ แนวคิดดนตรีโมดัลแจ๊ส กล่าวได้ว่าผลงาน Kind of Blue บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1959 สังกัดค่าย Columbiaนำไปสู่วิถีแห่งดนตรีโมดัลแจ๊สมีความโดดเด่นด้านการเคลื่อนที่ของคอร์ดช้า สามารถเปิดโอกาสให้นักดนตรีมีความอิสระยิ่งขึ้นทั้งด้านการอิมโพรไวส์และด้านการบรรเลงประกอบ แนวคิดการดำเนินคอร์ดบทเพลง So What ในผลงานชิ้นนี้ของเดวิสมีการเคลื่อนที่ช้าประกอบด้วยคอร์ดเพียงเล็กน้อย ด้านการเคลื่อนที่มีลักษณะการดำเนินคอร์ดเคลื่อนที่สูงขึ้นครึ่งเสียงจากช่วงแรก จากนั้นจะกลับมายังการดำเนินคอร์ดเหมือนช่วงแรกอีกครั้งในช่วงท้าย แนวคิดดังกล่าวผู้ประพันธ์นำมาสะท้อนลงไปในการดำเนินคอร์ดช่วงการอิมโพรไวส์ของผู้เล่นทรัมเป็ตและผู้เล่นกีตาร์ไฟฟ้า เพื่อสื่อถึงแนวคิดการดำเนินคอร์ดที่ได้รับอิทธิพลทางแนวคิดของเดวิสที่เขาสร้างสรรค์ไว้ในบทเพลง So What ที่มีความโดดเด่นในวิถีดนตรีโมดัลแจ๊ส แนวคิดดนตรีฟิวชันแจ๊ส ผลงานชื่อ Bitches Brew บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1970 สังกัดค่าย Columbia ผลงานชิ้นนี้ของเดวิสมีทิศทางไปในวิถีแห่งดนตรีฟิวชันแจ๊ส มีการนำเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน ทั้งกีตาร์ไฟฟ้าหรือเปียโนไฟฟ้าได้เข้ามาร่วมกันสร้างมิติเสียง โดยเฉพาะบทบาทจากกีตาร์ไฟฟ้ากล่าวได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่โดดเด่นสำหรับดนตรีร็อก ถูกนำมาสร้างบทบาทสำคัญให้กับดนตรีฟิวชันแจ๊สของเดวิส การบรรเลงกีตาร์ไฟฟ้ามีการใช้อุปกรณ์แปลงเสียงกีตาร์ประเภทให้เสียงแตกพร่า เช่น โอเวอร์ไดรฟ์ (Overdrive) หรือดิสทอร์ชัน (Distortion) ช่วยสนับสนุนให้ผลงานมีความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีแนวคิดสำคัญอีกประการคือ การนำแนวคิดแวมป์ (Vamp) เข้ามาสอดแทรกในบทเพลงอยู่บ่อยครั้ง แวมป์เป็นแนวคิดการบรรเลงวนซ้ำ ๆ โดยมากมักมีบทบาทจากกลุ่มเครื่องจังหวะ จากแนวคิดข้างต้นของเดวิสผู้ประพันธ์นำมาสะท้อนลงในบทเพลงด้วยบทบาทจากกลุ่มเครื่องจังหวะผสมผสานกับกลุ่มเครื่องลม    การสร้างสรรค์แนวทำนอง ด้านการสร้างแนวทำนองและการดำเนินคอร์ด ปรากฏแนวคิดการใช้ตัวเลขเดือนเกิด- วันเกิด-ปีเกิดของเดวิสมาเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงเข้ากับตัวโน้ต เพื่อสร้างเป็นวัตถุดิบให้กับกลุ่มโน้ตหลัก และกลุ่มโน้ตหลักนี้ถูกนำมาสร้างสรรค์ให้กับแนวทำนองและการดำเนินคอร์ด บทบาทกลุ่มโน้ตหลักสำหรับการสร้างสรรค์แนวทำนองปรากฏแนวคิดการไล่เรียงตามลำดับ ซึ่งการใช้แนวทางนี้มิติเสียงที่เกิดขึ้นนั้นถูกกำหนดไว้ด้วยตัวโน้ตจากกลุ่มโน้ตหลัก F-DF#-C#ADF# จึงจำเป็นต้องผสมผสานเข้ากับการใช้ช่วงเสียงควบคู่ไปกับลักษณะจังหวะหลากหลาย เช่น จังหวะขัด เพื่อสร้างสำเนียงแบบแจ๊ส การสร้างสรรค์แนวทำนองยังปรากฏแนวคิดเลียนแบบมิติเสียงสะท้อน โดยนำแนวคิดมาจากบทเพลง Bitches Brew ดังปรากฏในท่อน C แนวคิดนี้สร้างมิติเสียงซ้ำ ๆ และสนับสนุนให้มิติเสียงช่วงแนวทำนองท่อน C มีความแปลกใหม่ เนื่องจากการบรรเลงด้วยแนวคิดแวมป์มีเอกลักษณ์ด้านการบรรเลงวนซ้ำ ๆ ของกลุ่มเครื่องจังหวะมิติเสียงที่เกิดขึ้นจึงมีทิศทางคล้ายกัน การสร้างมิติเสียงแปลกใหม่เป็นสิ่งสำคัญสามารถสร้างความน่าสนใจ ตลอดจนช่วยให้บทบาทการบรรเลงแวมป์มีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้ขั้นคู่เสียงต่าง ๆ ถูกนำมาผสมผสานไปกับแนวทำนองทั้งขั้นคู่เสียงกลมกลืนและกระด้าง การพิจารณาบทบาทขั้นคู่เสียงเหล่านี้นอกจากช่วยสนับสนุนแนวทำนองแล้ว ยังสามารถสร้างมิติเสียง อารมณ์ หรือบรรยากาศบทเพลง ให้มีความหลากหลาย เช่น บทบาทแนวทำนองกลุ่มเครื่องลม เป็นต้น                   การสร้างสรรค์การดำเนินคอร์ด ส่วนการสร้างสรรค์การดำเนินคอร์ด เป็นการนำกลุ่มโน้ตหลัก F-DF#-C#ADF# นำมาเชื่อมโยงเข้ากับคอร์ดต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 ประเด็นสำคัญคือ 1) การบรรเลงไล่เรียงตามลำดับของกลุ่มโน้ตหลัก แนวคิดนี้จำเป็นต้องกำหนดชนิดคอร์ดให้ชัดเจน เพื่อสร้างมิติเสียงให้กับการดำเนินคอร์ด เช่น กรณีการดำเนินคอร์ดที่ปรากฏดังท่อน A นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องกำหนดทิศทางการบรรเลงให้สอดคล้องกับลีลาดนตรีแจ๊สต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการจัดวางแนวเสียงเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและสอดคล้องกับการดำเนินคอร์ดเหล่านี้ 2) นำกลุ่มโน้ตหลัก F-DF#-C#ADF# แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 FDF# ส่วนที่ 2 C#AD และส่วนที่ 3 F# เพื่อสร้างวัตถุดิบให้กับการดำเนินคอร์ดท่อน B และท่อน C ผสมผสานไปกับแนวคิดทางดนตรีโมดัลแจ๊สและดนตรี        ฟิวชันแจ๊สตลอดจนถึงแนวคิดแวมป์ หากพิจารณาภาพรวมแนวคิดการดำเนินคอร์ดทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นการนำผลลัพธ์กลุ่มโน้ตหลักที่เชื่อมโยงกับตัวเลขเดือนเกิด-วันเกิด-ปีเกิดของเดวิส นำมาเป็นตัวกำหนดทิศทางให้กับการดำเนินคอร์ด จากนั้นจึงถูกนำมาพิจารณาเข้ากับขนิดคอร์ด    ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับลีลาทางดนตรี    แนวคิดแวมป์ การบรรเลงด้วยแนวคิดแวมป์ กล่าวได้ว่าเป็นเทคนิคสำคัญที่ผู้ประพันธ์นำมาใช้อย่างเด่นชัด ผู้ประพันธ์นำแนวคิดการบรรเลงแวมป์มาจากแนวคิดทางดนตรีของเดวิส ซึ่งพบว่าแนวคิดการบรรเลงแวมป์ถูกสอดแทรกอยู่ในหลากหลายบทเพลงของเดวิส เช่น บทเพลง Milestones บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1958  สังกัดค่าย Columbia หรือบทเพลง Bitches Brew บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1969 สังกัดค่าย Columbia เป็นต้น แนวคิดการบรรเลงแวมป์ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับบทเพลงเหล่านี้ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ผู้ฟังจดจำบทเพลงเหล่านี้ได้สะดวกขึ้นจากการบรรเลงวนซ้ำ ๆ การพิจารณานำแนวคิดแวมป์มาใช้ในบทประพันธ์เพลง เดวิสฟินอมินอนพบว่าท่อน B และท่อน C มีการบรรเลงวนซ้ำจากกลุ่มเครื่องจังหวะสามารถสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับท่อนเพลงต่าง ๆ การบรรเลงวนซ้ำเสมือนเป็นการย้ำมิติเสียงที่ปรากฏขึ้นส่งผ่านไปยังผู้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่กระนั้นการบรรเลงด้วยเทคนิคนี้จำเป็นต้องสร้างความแปลกใหม่หรือสร้างมิติเสียงให้มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นการบรรเลงวนซ้ำจากกลุ่มเครื่องจังหวะเป็นสำคัญ โดยมากบทบาทกลุ่มเครื่องจังหวะมักมีความโดดเด่นสำหรับการขับเคลื่อนมิติเสียงให้ดำเนินไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ หากบรรเลงวนซ้ำมากเกินไปอาจทำให้ผู้ฟังต้องการมิติเสียงที่มีความแปลกใหม่สอดแทรกเข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างความหลากหลายและไม่ทำให้แนวทางการบรรเลงด้วยเทคนิคแวมป์มีคุณค่าลดน้อยลงไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผศ.ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ สำหรับกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงหัตยุทธ ลีลา การศึกษาค้นคว้าข้อมูลประเด็นต่าง ๆ สำหรับการประพันธ์กำหนดประเด็นวิธีการดำเนินงานวิจัยและการประพันธ์เพลง แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ คือ พิจารณาคัดเลือกผลงานภาพ วิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูล กระบวนการสร้างสรรค์บทประพันธ์ ทั้ง 4 ประเด็นมีความสอดคล้องกันเพื่อให้ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้รายละเอียดดังนี้ พิจารณาคัดเลือกผลงานจำนวน 4 ภาพ จากศิลปิน 4 คน โดยมีประเด็นแนวคิดการสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจที่ผู้ประพันธ์ให้ความสนใจ สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดทางดนตรี ได้อย่างมีสาระ ผลงานที่ผู้ประพันธ์ให้ความสนใจได้แก่ 1) ผลงาน The Scream ของเอ็ดวาร์ด มูงค์ 2) ผลงาน The Guitar Player ของปาโบล ปิกัสโซ 3) ผลงาน Improvisation 28 ของวาซิลี คันดินสกี และ 4) ผลงาน Michael Jackson ของแอนดี วอร์ฮอล วิเคราะห์ข้อมูล ศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์ ปรัชญาที่แฝงไว้ในภาพวาด ตลอดจนแรงบันดาลใจรวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญ แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ประพันธ์รวบรวมมาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนมาเป็นแนวทางการศึกษา ทั้งนี้ผู้ประพันธ์นำแหล่งข้อมูลมาจากหนังสือ งานวิจัย บทความ โน้ตเพลง ข้อมูลจากเวบไซด์ เป็นต้น สังเคราะห์ข้อมูล ผลจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลส่งผลให้สังเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ออกมาเป็นวัตถุดิบหลากหลาย ข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์เหล่านี้จะถูกนำมาเชื่อมโยงเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานนำไปเป็นแนวทางสู่การสร้างวัตถุดิบสำหรับการประพันธ์ต่อไป กระบวนการสร้างสรรค์บทประพันธ์ ผู้ประพันธ์กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 4.1 กำหนดกรอบแนวคิดการประพันธ์ และเทคนิคการประพันธ์ที่เหมาะสม4.2 สร้างสรรค์บทประพันธ์ตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้4.3 จัดเตรียมนักดนตรีให้เหมาะสมกับบทประพันธ์4.4. ฝึกซ้อมบทประพันธ์กับวงดนตรี ตลอดจนปรับแต่งบทประพันธ์ให้เหมาะสม4.5 บันทึกเสียงบทประพันธ์ทั้งหมด และผลิตเป็นแผ่น CD4.6 จัดพิมพ์โน้ตเพลงพร้อมอรรถาธิบายชุดบทประพันธ์เป็นรูปเล่ม4.7 เผยแพร่บทประพันธ์ด้วยการแสดงดนตรี และผลิตเป็นแผ่น DVD4.8 สรุปผลการดำเนินงาน และส่งรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ส่วนกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน การศึกษาประเด็นต่าง ๆ ผู้ประพันธ์กำหนดประเด็นวิธีการดำเนินงานวิจัยและการประพันธ์เพลง แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ คือ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูล และกระบวนการสร้างสรรค์บทประพันธ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ รวบรวมข้อมูล ดนตรีบีบ็อป ดนตรีคูลแจ๊ส ดนตรีฮาร์ดบ็อป ดนตรีโมดัลแจ๊ส และดนตรี ฟิวชันแจ๊ส ตลอดจนผลงานการประพันธ์ที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลหลากหลาย เช่น หนังสือ งานวิจัย บทความ โน้ตเพลง เว็บไซต์ เป็นต้น วิเคราะห์ข้อมูล ผู้ประพันธ์นำแนวคิดข้อมูลของผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนมาเป็นแนวทางการศึกษา เพื่อให้ทราบถึงบริบทพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับไมล์ส เดวิส ตลอดจนศึกษาวิเคราะห์แนวคิดผลงานการประพันธ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ทราบถึงแนวทาง แนวคิด เทคนิค การประพันธ์ที่หลากหลายมิติ สังเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์เหล่านี้จะถูกนำมาเชื่อมโยงเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวจะนำไปสู่แนวทางการสร้างสรรค์การประพันธ์ต่อไป กระบวนการสร้างสรรค์บทประพันธ์ ผู้ประพันธ์กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 4.1 กำหนดกรอบแนวคิดการประพันธ์ และเทคนิคการประพันธ์ที่เหมาะสม4.2 สร้างสรรค์บทประพันธ์ตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้4.3 จัดเตรียมนักดนตรีให้เหมาะสมกับบทประพันธ์4.4. ฝึกซ้อมบทประพันธ์กับวงดนตรี ตลอดจนปรับแต่งบทประพันธ์ให้เหมาะสม4.5 เผยแพร่บทประพันธ์ด้วยการแสดงดนตรี4.6 สรุปผลการดำเนินงาน และส่งรายงานการวิจัยสร้างสรรค์ฉบับสมบูรณ์4.7 เผยแพร่งานวิจัยสร้างสรรค์ในรูปแบบบทความวิจัย 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           สำหรับกรณีวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงหัตยุทธ ลีลา ด้านปัญหาและอุปสรรคหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ที่วางแผนไว้ต้องได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ได้รับผลกระทบคือการแสดงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบออนไลน์แทนการแสดงสดต่อสาธารณชน การรวมกลุ่มเพื่อการฝึกซ้อมร่วมกันทั้งหมดมีอุปสรรคเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องรอช่วงผ่อนปรนจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้การฝึกซ้อมก็ได้แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กเพื่อให้สามารถดำเนินไปตามเป้าหมายได้ตามลำดับ                     การใช้โปรแกรมเขียนโน้ตดนตรีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งต่อมิติเสียง จากจินตนาการของผู้ประพันธ์ส่งไปยังเหล่านักดนตรี ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดข้อจำกัดบางประการด้านมิติเสียงโปรแกรมเขียนโน้ตดนตรี ผู้ประพันธ์จึงมีความจำเป็นต้องใช้เสียงสังเคราะห์ที่มีความเสมือนจริงมาสื่อถึงมิติเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ให้นักดนตรีสามารถเข้าใจแนวทางการบรรเลง ด้วยขั้นตอนนี้หากอยู่ในสถานการณ์ปรกติสามารถรวมกลุ่มฝึกซ้อมได้จะช่วยประหยัดเวลาเพื่อให้นักดนตรีทราบถึงมิติเสียงหรือการบรรเลงได้                     ปัญหาด้านการบรรเลงด้วยแนวคิดหรือลีลาดนตรีต่าง ๆ เช่น กรณีการบรรเลงแนวคิดคอลเลคทีฟอิมโพรไวส์เซชัน ซึ่งผู้ประพันธ์กำหนดให้ท่อน A ของ Episode III: Improvisation 28 บรรเลงด้วยลีลาดนตรีฟรีแจ๊ส ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ยังส่งผลถึงช่วงเวลาในการบันทึกเสียงที่ไม่สามารถรวมกลุ่มได้ จำเป็นต้องใช้วิธีบันทึกเสียงแยกเครื่องดนตรีต่าง ๆ ออกมา การบรรเลงด้วยแนวคิดคอลเลคทีฟอิมโพรไวส์เซชันมีพื้นฐานจากแนวคิดอิมโพรไวส์ ไปพร้อมกัน การรับฟังกันและกันตลอดจนรับฟังมิติเสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกับร่วมกันขับเคลื่อนมิติเสียงต่าง ๆ จากแนวคิดนี้สำหรับขั้นตอนการบันทึกเสียง ผู้ประพันธ์จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกับนักดนตรีเนื่องจากไม่สามารถบันทึกเสียงแบบรวมกลุ่มได้ ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีแต่ยังสามารถสร้างมิติเสียงให้มีทิศทางเดียวกันกับแนวคิดคอลเลคทีฟอิมโพรไวส์เซชัน ด้วยการสร้างแนวทำนองอิมโพรไวส์ขึ้นมาเป็นต้นแบบและให้นักดนตรีบรรเลงให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ เช่น กรณีการบรรเลงคอลเลคทีฟอิมโพรไวส์เซชันร่วมกันระหว่างเทเนอร์แซ็กโซโฟนและทรอมโบน             ส่วนกรณีงานวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลงเดวิสฟินอมินอน ในส่วนของการปฏิบัติจริงด้านบทบาทเครื่องดนตรีผู้ประพันธ์พิจารณาบทบาทเครื่องดนตรีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสอดคล้องกับการจัดรูปแบบวงดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่หรือบิกแบนด์คือ กลุ่มเครื่องลมและกลุ่มเครื่องจังหวะ กลุ่มเครื่องลม มีบทบาทหน้าที่สำคัญด้านการบรรเลงแนวทำนอง สนับสนุนแนวทำนอง ตลอดจนสร้างสีสัน อารมณ์ หรือบรรยากาศ ขณะที่กลุ่มเครื่องจังหวะมีบทบาทสำคัญกับการบรรเลงด้วยแนวคิดแวมป์ เนื้อดนตรีที่ปรากฏมีลักษณะเนื้อดนตรีโฮโมโฟนีร่วมไปกับบทบาทเครื่องดนตรี หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมดพบว่า ช่วงนำเข้าบทประพันธ์เสมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ฟัง ด้วยบทบาทจากเครื่องดนตรี 2 ชิ้นคือทรัมเป็ตและเปียโน จากนั้นจึงตามด้วยกลุ่มเครื่องลมและดำเนินเข้าสู่ท่อนต่าง ๆ โดยท่อน A ถึงท่อน C บทบาทกลุ่มเครื่องลมและกลุ่มเครื่องจังหวะทำหน้าที่บรรเลงร่วมกัน และบทประพันธ์เพลง เดวิสฟินอมินอน จบลงด้วยบทบาทจากกลุ่มทรัมเป็ต ด้านบทบาทเครื่องดนตรีบทประพันธ์เพลง เดวิสฟินอมินอน ผู้ประพันธ์พิจารณาบทบาทเครื่องดนตรีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสอดคล้องกับการจัดรูปแบบวงดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่หรือบิกแบนด์คือ กลุ่มเครื่องลมและกลุ่มเครื่องจังหวะ กลุ่มเครื่องลม มีบทบาทหน้าที่สำคัญด้านการบรรเลงแนวทำนอง สนับสนุนแนวทำนอง ตลอดจนสร้างสีสัน อารมณ์ หรือบรรยากาศ ขณะที่กลุ่มเครื่องจังหวะมีบทบาทสำคัญกับการบรรเลงด้วยแนวคิดแวมป์ เนื้อดนตรีที่ปรากฏมีลักษณะเนื้อดนตรีโฮโมโฟนีร่วมไปกับบทบาทเครื่องดนตรี หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมดพบว่า ช่วงนำเข้าบทประพันธ์เสมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ฟัง ด้วยบทบาทจากเครื่องดนตรี 2 ชิ้นคือทรัมเป็ตและเปียโน จากนั้นจึงตามด้วยกลุ่มเครื่องลมและดำเนินเข้าสู่ท่อนต่าง ๆ โดยท่อน A ถึงท่อน C บทบาทกลุ่มเครื่องลมและกลุ่มเครื่องจังหวะทำหน้าที่บรรเลงร่วมกัน และบทประพันธ์เพลง เดวิสฟินอมินอน จบลงด้วยบทบาทจากกลุ่มทรัมเป็ต ปัญหาและอุปสรรค หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กระบวนการสำหรับการจัดทำงานวิจัยสร้างสรรค์นี้ ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 การรวมกลุ่มเพื่อฝึกซ้อมร่วมกันจำเป็นต้องดำเนินไปภายใต้มาตรการต่าง ๆ การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยเป็นทางเลือกสำหรับการแก้ปัญหาการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ ผสมผสานไปกับการใช้ช่องทางออนไลน์สำหรับการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับเหล่านักดนตรี ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้ประพันธ์พบว่า การรวมกลุ่มสำหรับการฝึกซ้อมร่วมกันของนักดนตรีทั้งหมดเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารกับเหล่านักดนตรีขณะฝึกซ้อมร่วมกันทั้งหมดสามารถช่วยสร้างความเข้าใจและแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยสถานการณ์โควิด

การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีแจ๊สด้วยแนวคิดสหวิชา สู่การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย Read More »

การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2 การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            ปัจจุบันจริยธรรมการวิจัยในคน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับงานวิจัยที่มีคนเป็นส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เพราะการเผยแพร่งานวิจัยที่มีคนเป็นส่วนร่วม ในวารสารนานาชาติ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน จะมีการขอใบรับรองการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ของงานวิจัยชิ้นนั้นๆ และที่สำคัญถ้างานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยจะใช้เป็นผลงานในการยื่นขอตำแหน่งวิชาการ จำเป็นต้องแนบใบรับรองการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน จากคณะ-กรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนมาด้วย ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 ข้อที่ (6) หากผลงานทางวิชาการมีการใช้ข้อมูลการทำการวิจัยในคนหรือสัตว์ ผู้ขอจะต้องยื่นหลักฐานแสดงการอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่มีการดำเนินการ            ด้วยความจำเป็นข้างต้นทางมหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต หรือ Rangsit University – Ethical Review Board (RSU-ERB) หรือ เรียกย่อๆว่า คณะกรรมการฯ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2560 เพื่อออกใบรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ให้กับ อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือในวงการวิชาการทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย ตลอดจนในระดับนานาชาติ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้หน่วยงานอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมในคนมาตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการฯ โดย The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) หรือที่เรียกสั้นๆว่า SIDCER-FERCAP เป็นหน่วยงานอิสระระดับนานาชาติ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมในคนให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก คณะกรรมการจริยธรรมในคนของหน่วยงานใดที่ได้รับการรับรองจาก SIDCER-FERCAP จะเป็นคณะกรรมการจริยธรรมในคนที่ได้รับความเชื่อถือระดับสากล  ดังนั้นเพื่อเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ ความเป็นสากล ความเป็นที่รู้จักและยอมรับของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของมหาวิทยาลัยรังสิต คณะกรรมการฯ จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อให้ SIDCER-FERCAP เข้ามาประเมินการดำเนินการ           ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการฯ ได้รับการรับรองการดำเนินการจาก SIDCER-FERCAP สำนักงานจริยธรรมการวิจัยจึงได้ทำการเตรียมความพร้อมเพื่อรับการประเมิน โดยมีจัดการความพร้อมทั้งทางด้าน สถานที่, คุณสมบัติของคณะกรรมการฯ, เอกสารการประเมิน, Standard Operating Procedures หรือ SOP และระบบการดำเนินการของสำนักงานจริยธรรมการวิจัยที่จะคอยสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลัง ความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/)อื่นๆ : ระเบียบวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ 1. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้าง และองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ2. ขั้นตอนการเตรียม Standard Operating Procedures หรือ SOP3. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการฯ4. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการติดตามผลหลังจากได้รับหนังสือรับรอง และการติดตามการปิดโครงการ5. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านเอกสารและการจัดการเอกสาร 1. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้าง และองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ในขั้นตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ     1.1 คุณสมบัติของคณะกรรมการฯ ในการคัดเลือกคณะกรรมการฯ นั้นคณะกรรมการฯ จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้         – ทุกคนต้องมีใบประกาศนียบัตรผ่านการอบรมจริยธรรมการวิจัยในคนมาตรฐานของ GCP, SOP         – มีความรู้ความสามารถในศาสตร์ของตนเป็นอย่างดี         – มีการเซ็นต์รับรองการปกปิดความลับ และ conflict of interest     1.2 สำนักงาน และงบประมาณ         – คณะกรรมการฯ มีสำนักงานเป็นของตนเอง คือสำนักงานจริยธรรมการวิจัยในคน ห้อง 504 ชั้น 5 อาคารอาทิตย์            อุไรรัตน์ และ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาในส่วนของงานจริยธรรมการวิจัยจำนวน 2 คน คือคุณวุฒิศักดิ์ อยู่จำนงค์            และคุณเบญจพร เกาะแก้ว ดังแสดงในรูปที่ 1         – สำนักงานจริยธรรมการวิจัย มีงบประมาณเป็นของตนเอง โดยได้ทำเรื่องขอแยกงบจากสถาบันวิจัย ตั้งแต่ปี 2566     1.3 การฝึกอบรม          สำนักงานจริยธรรมการวิจัยได้มีการจัดการอบรมในเรื่องหัวข้อจริยธรรมการวิจัยในคนในมาตรฐานของ GCP, SOP           เป็นประจำทุกปี 2. ขั้นตอนการเตรียม Standard Operating Procedures หรือ SOP        คณะกรรมการฯได้ปรับปรุง SOP ให้มีความทันสมัย และทำปฏิบัติได้จริง โดยมีการปรับปรุงเล่ม SOP version 2.0 เป็นเล่ม SOP version 2.1 ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยเนื้อหาหลักที่แก้ไขหลัก เป็นแนวทาง และระยะเวลาในการพิจารณาโครงการ ให้สามารถทำได้จริงตามที่ได้ระบุไว้ในเล่ม SOP 3. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการฯ        ในขั้นตอนนี้สำนักจริยธรรมการวิจัยได้จัดการอบรมให้ความรู้ และเพิ่มพูนประสบการณ์กับคณะกรรมการฯ เป็น ประจำทุกปี ดังแสดงในรูปที่ 3 เพื่อให้คณะกรรมาการฯ มีความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยในคนที่แม่นยำ สามารถที่จะนำเอาความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆมาพิจารณาโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจารกนี้สำนักงานจริยธรรมการวิจัยยังได้ประชาสัมพันธ์การอบรมจริยธรรมการวิจัยในคนที่จัดโดยหน่วยงานภายนอกให้คณะกรรมการฯได้ทราบ เพื่อกรรรมการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมอบรมได้ 4. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมด้านการติดตามผลหลังจากได้รับหนังสือรับรอง และการติดตามการปิดโครงการ        สำนักงานจริยธรรมมีการใช้ระบบสารสนเทศในการติดตามโครงการที่ได้รับหนังสือรับรองแล้ว และโครงการที่ถึงกำหนดส่งรายงานการปิดโครงการ โดยจะมีการทำหนังสือติดตามส่งไปให้หัวหน้าโครงการ 1 อาทิตย์ ก่อนจะถึงกำหนด 5. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านเอกสารและการจัดการเอกสาร        สำนักงานจริยธรรมการวิจัย มีระบบในการจัดการเอกสารอย่างมีระบบ และให้ความสำคัญเกี่ยวกับความลับ โดยมีการแบ่งเอกสารออกเป็น active document คือ เอกสารของโครงการที่ยังไม่ปิดโครงการ และ inactive document คือเอกสารของโครงการที่ปิดโครงการแล้ว ซึ่งเอกสารต่างๆจะถูกเก็บในตู้เก็บเอกสาร ในห้องเก็บเอกสารภายในสำนักงานจริยธรรมการวิจัย โดยที่ห้องเอกสารนั้นจะมีการติดตั้งกุญแจ digital ซึ่งมีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นถึงจะทราบรหัสเปิดห้อง เพื่อป้องกันเนื้อหาในโครงการรั่วไหล ดังแสดงในรูปที่ 4 2. Prototype testing in an operational environment – DO          หลังจากที่สำนักงานจริยธรรมการวิจัยได้เตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัย ในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) แล้วนั้น ในวันที่ 28– 30 สิงหาคม 2566 คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ได้รับการตรวจรับรองคุณภาพการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ณ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย ห้อง 1-505 และห้องประชุม 1-301 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้        1. ศ. เกียรติคุณ ดร. พญ. จันทรา กาบวัง เหล่าถาวร, Survey Coordinator        2. ผศ. ดร. พญ. พรรณทิพา ว่องไว, Lead Surveyor        3. รศ. ดร. พญ. ศิริอนงค์ นามวงศ์พรหม, Local Surveyor        4. ดร. พญ. อรวรรณ ศิลปะกิจ, Local Surveyor        5. Dr. Sangeeta Desai, Foreign Surveyor From India        6. รศ.ดร. อารีวรรณ เชี่ยวชาญวัฒนา Assistance Surveyor        7. กรรมการจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน อีกจำนวน 15 คน           3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           หลังจากที่ จาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) ได้เข้ามาประเมินการดำเนินงานของคณะกรรมฯ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2566 แล้วนั้น หลังจากการประเมินทาง SIDERFERCAP ได้ให้ระกาศนียบัตรการเข้ามาตรวจประเมินการดำเนินงานของคณะกรรมฯ ดังแสดงในรูปที่ 6 ใบ ประกาศนียบัตรนี้ไม่ได้แปลว่าคณะกรรมการฯ จะผ่านการประเมิน โดย SIDER-FERCAP จะส่งข้อแก้ไขต่างๆมาให้ ทางคณะกรรมการฯ แก้ไขเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 หลังจากแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะกรรมการฯ จะส่งข้อแก้ไข และ action planไปให้ทาง SICER-FERCAP พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้คณะกรรมการฯ อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขตามข้อเสนอแนะ และจัดทำ action plan เพื่อส่งกลับไปให้ทาง SIDER-FERCAP พิจารณา คาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2567 จะส่งเอกสาร และ action plan กลับไปให้ SIDER-FERCAP ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice         ถ้าคณะกรรมการฯ ได้ผ่านการรับรองจาก SIDER-FERCAP คณะกรรมการฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรอง ซึ่งจะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการวิชาการและการวิจัย

การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากล Read More »

กระบวนการและขั้นตอนการขอรับจดทะเบียนทรีพย์สินทางปัญญา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1 กระบวนการและขั้นตอนการขอรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ผู้จัดทำโครงการ​ คุณณัฐวรรณ วาเรืองศรี สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปัจจุบันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสําคัญอย่างมากในสถาบันการศึกษา มีการตื่นตัว ในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนํามาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลก่อให้เกิดรายได้กลับสู่สถาบันการศึกษาและบุคลากรที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยมหาวิทยาลัยรังสิตก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ให้ความสำคัญและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัย  ดังนั้นการใช้ประโยชน์ รวมถึงทั้งการให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้นๆ แก่นักวิจัยเ ซึ่งจะเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นแสวงหาประโยชน์จากผลงานนั้น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง           สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของฝ่ายวิสาหกิจ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบในเรื่องการขอยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาของบุคลากร มหาวิทยาลัยรังสิต จากอดีตที่ผ่านมาจนถึง ณ.ปัจจุบัน พบว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัย มีการขอยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญามีปริมาณค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุกระบวนและขั้นตอนในการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา มีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก ในเรื่องการจัดเตรียมเอกสารในการยื่น ซึ่งส่งผลให้การยื่นจดทะเบียนจนกระทั่งได้รับใบรับรองใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน  บางครั้งอาจมีมากถึง 3-5 ปี ดังนั้นหากมีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษา ตั้งแต่การร่างคำขอและการทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้งาน และทำงานในทุกๆ สถานที่ได้ตลอดเวลา ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวก และช่วยให้บุคลากรทำงานง่ายขึ้น และอาจทำให้มีการตื่นตัว ในเรื่องการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา (https://www.ipthailand.go.th/th/)   เว็บไซต์สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา (https://biip.rsu.ac.th/patent/)   วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ ผู้มีความประสงค์จะยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์/อนุสิทธิบัตร  มีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้      ขั้นตอนและคำแนะนำในการยื่นคำขอจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร (สำหรับบุคลากร มรส.) 1.ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยเตรียมข้อมูลการประดิษฐ์ เนื้อหารายละเอียดตามไฟล์ข้อ 1- 6 และส่งเป็นไฟล์รูปแบบ word มายัง E-mail: bsic@rsu.ac.th ท่านสามารถศึกษา ตัวอย่างการเขียนคำขอสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร หรือ คำชี้แจงในการเตรียมคำขอ ได้ดังนี้ (ส่งไฟล์ Zip ให้ทางอีเมล์) แบบฟอร์ม Invention disclosure รายละเอียดการประดิษฐ์ รูปเขียน (ถ้ามี) ข้อถือสิทธิ บทสรุปการประดิษฐ์ หนังสือยืนยันประเภทในการยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์อนุสิทธิบัตร 2.สำนักงานฯ ตรวจสอบและแก้ไขความถูกต้องของคำขอ และส่งให้ผู้ประดิษฐ์ตรวจสอบ 3.หากไม่มีข้อแก้ไขเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ จะจัดทำเอกสารประกอบ (หนังสือโอนสิทธิ) ส่งให้ผู้ประดิษฐ์และคณะลงนาม (โดยคณะผู้ประดิษฐ์แนบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง ท่านละ 1 ฉบับ โดยไม่ต้องลงวันที่กำกับ) 4.สำนักงานฯ รวบรวมเอกสารและส่งให้สำนักงานนิติการ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารลงนาม5.สำนักงานฯ ส่งเอกสารไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา6.สำนักงานฯ จะนำส่งสำเนาเอกสารการจดทะเบียนให้กับทางผู้ประดิษฐ์ทุกครั้ง และผู้ประดิษฐ์สามารถเช็คสถานะของผลงานของตนเองได้ที่เว็บไซต์ https://biip.rsu.ac.th/patent/  2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน สำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดทำเวปไซต์ของหน่วยงานขึ้นมา เพื่อให้บุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตได้เข้าไปอ่านรายละเอียดและการดาวน์โหลดเอกสาร รวมถึงกระบวนการในการจัดทำเอกสาร และการติดตามเอกสารในแต่ละขั้นตอน และในอนาคตทางสำนักงานฯ จะมีตัวแทนสิทธิบัตรที่จะช่วยในการของการจัดทำเอกสารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อลดระยะเวลาในการได้รับใบรับรองทรัพย์สินทางปัญญาแบบสมบูรณ์                อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการยื่นจดทรัพย์สินยังมีปริมาณน้อย อาทิเช่น                -บุคลากรบางท่านไม่ทราบว่าในนามมหาวิทยาลัยรังสิต จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนด้านทรัพย์ทางปัญญา และไม่ต้องเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา                  -บุคลากรส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา สามารถเบิกค่าตอบแทนของผลงานได้และนำไปกรอกในข้อมูลประกันคุณภาพประจำปีการศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวนค่าถ่วงน้ำหนักของผลงานด้านวิชาการได้           -บุคลากรที่เป็นผู้ประดิษฐ์ส่วนใหญ่มัก ไม่เข้าใจในเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนการทำงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณการยื่นจดของทั้งประเทศ    3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่            ปัจจุบันทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำเว็บไซต์ https://biip.rsu.ac.th/patent/  ที่มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีรายละเอียดของสถานะการจดทรัพย์สินทางปัญญา แบบ Real Time ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบุคลากร   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ปัจจุบันทางสำนักงานบ่มเพาะธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำเว็บไซต์ https://biip.rsu.ac.th/patent/  ที่มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีรายละเอียดของสถานะการจดทรัพย์สินทางปัญญา แบบ Real Time ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบุคลากร

กระบวนการและขั้นตอนการขอรับจดทะเบียนทรีพย์สินทางปัญญา Read More »

การสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ทางด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.3 การสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ทางด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด (Long COVID) เพื่อต่อยอดการพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ภญ.ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในปัจจุบันด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะยาว ในระยะเฉียบพลันการติดโรคโควิด-19 มีผลกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันหลายอย่างที่เป็นสาเหตุให้เกิดกระบวนการอักเสบและเป็นเหตุให้การทำงานของอวัยวะหลายระบบล้มเหลวได้ ทั้งนี้ที่สำคัญการได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายหลังจากรักษาหายแล้ว แต่ผู้ได้รับเชื้อหลายรายยังมีอาการของบางระบบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคของสภาวะสุขภาพ เนื่องจากระหว่างการติดเชื้อ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อไปจับกับเซลล์โปรตีนของบางอวัยวะ ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เป็นผลให้อวัยวะนั้น ๆ ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย เช่น อาการปอดบวม หรือ เนื้อปอดถูกทำลาย โดยระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในรักษา และการกำจัดเชื้อโควิดในร่างกาย หรือที่เรียกว่าภาวะลองโควิด (Long COVID) โดยกลุ่มอาการนี้สามารถพบได้ถึงร้อยละ 30-50 ทั้งที่มีสาเหตุหลักจาก เครียดสะสม หรือเป็นผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในระหว่างการรักษา เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ โรคแฝง หรือบางรายอาจติดเชื้อโควิดซ้ำแต่คนละสายพันธุ์ พืชสมุนไพรไทยหลายชนิด ได้แก่ มะนาว ใบหญ้านาง ข่า พริกไทย ใบกัญชา ฯลฯ มีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาโดยใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารตลอดจนใช้สำหรับดูแลสุขภาพตลอดจนรักษาโรค ซึ่งมีผลการศึกษาในหลอดทดลองหลายการศึกษาที่สนับสนุนว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ลดกระบวนการอักเสบได้ ในบทบาทของการเป็นอาจารย์ผู้สอนของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตที่จะต้องมีภาระทั้งการสอน และการทำวิจัยควบคู่ไปด้วย ได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของภูมิปัญญาไทยต่อการใช้พืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ในการบำรุง ดูแล รักษาและฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา โดยบริษัทนารีฟาร์มา กรุ๊ป ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาในรูปแคปซูลที่สะดวกต่อการรับประทาน ซึ่งในเบื้องต้นมีผลกาวิจัยในหลอดทดลองที่สนับสนุนความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งได้มีการเผยแพร่บทความวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติแล้ว ดังนั้นจึงมีโครงการศึกษาวิจัยประสิทธิผลในด้านการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยภาวะลองโควิด ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในระดับคลินิกในมนุษย์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           เรียนรู้การต่อยอดงานวิจัยเบื้องต้นเรื่อง การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและต้านมะเร็งในหลอดทดลองของสมุนไพรไทยสูตรผสม (In vitro antioxidant, anti-inflammatory, and anticancer activities of mixture Thai medicinal plants) ที่ได้ดำเนินการสำเร็จต่อยอดขยายไปสู่การออกแบบการศึกษาในมนุษย์ในเชิงลึกและบูรณาการมากขึ้น บริบทการดำเนินการวิจัยที่เน้นการทำงานเป็นทีม ที่ประกอบด้วยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ สาขา เพื่อให้งานวิจัยสัมฤทธิ์ผลดีและประหยัดเวลาในการดำเนินงาน ดังนั้นการสร้างทีมวิจัยและเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวางแผนงานที่สามารถปรับให้เข้ากับบริบทของงานวิจัย ทั้งนี้ที่สำคัญคือการดำเนินงานวิจัยในปัจจุบันต้องมุ่งเน้นบูรณาการในการต่อยอดสร้างมูลค่าจากผลลัพธ์ของที่เกิดจากกระบวนการวิจัย และการวางแผนสำหรับเผยแพร่บทความวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.ภญ.ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์ และ ผศ.ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร  วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ ตั้งคำถามวิจัยและทบทวนวรรณกรรม เขียนโครงร่างวิจัย ขอรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย เปิดรับสมัครอาสาสมัครร่วมโครงการ ดำเนินการวิจัยจนเสร็จสิ้น บันทึกข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ จัดทำรายงานการวิจัย เตรียมเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          มีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยครบตามจำนวนที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต โครงการวิจัยดำเนินการศึกษาวิจัยแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา ตลอดจนได้ผลการศึกษานำร่องเกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเพื่อดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีภาวะลองโควิด เป็นแนวทางกำหนดแผนดำเนินงานวิจัยสมุนไพรไทยในอนาคต และเป็นข้อมูลให้แก่บริษัทนารีฟาร์มา กรุ๊ปเพื่อใช้วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดเพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มประชาชนที่จะได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์นี้ทั้งในและต่างประเทศ  นอกจากนี้ผลการวิจัยยังอยู่ในช่วงเตรียมบทความต้นฉบับสำหรับเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่            การดำเนินการวิจัยได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสื่อภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยรังสิต ผลการศึกษาวิจัยที่ได้จะนำไปสู่การเผยแพร่บทความวิจัยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายถึงประสิทธิผลและความปลอดภัยของสูตรตำรับยาสมุนไพรที่คิดค้นโดยนักวิจัยชาวไทย และเป็นข้อมูลที่สนับสนุนประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา โดยบริษัทนารีฟาร์มา กรุ๊ป ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติในประเทศไทย อันจะสืบเนื่องไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นแหล่งของพืชสมุนไพรที่เป็นวัตถุดิบในการเตรียมผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และการประชาสัมพันธ์สู่สังคมภายนอกอื่น ๆ ทำให้ประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องกับภาวะลองโควิด ได้มีช่องทางและทางเลือกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในด้านการแพทย์ทางเลือกมากขึ้นด้วย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            การวิจัยทางคลินิกโดยใช้กลุ่มประชากรศึกษาเป็นมนุษย์มีข้อจำกัดหลายด้านทั้งด้านปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับโรคที่เป็นสมมติฐานในการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ในการดูแล รักษาสุขภาพ อายุ เพศ การดำเนินโรค ข้อจำกัดทางด้านจริยธรรมการวิจัย ตลอดจนเศรษฐานะอันจะส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจนสิ้นสุดโครงการวิจัย ดังนั้นในกระบวนการสร้างเครื่องมือและเตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินการวิจัย นักวิจัยควรมีการคำนวณกลุ่มประชากรศึกษาให้เหมาะสมอย่างเพียงพอ ตลอดจนการสร้างเกณฑ์การคัดเข้า หรือคัดออกของกลุ่มประชากรศึกษาต้องมีความรัดกุมเพื่อให้ประชากรศึกษาที่ตรงบริบทของงานวิจัยเพื่อให้ได้ผลการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนและเที่ยงตรง ดังนั้นการเตรียมการให้มีความพร้อมให้ครอบคลุมปัจจัยด้านต่าง ๆ จึงเป็นข้อควรคำนึงพื้นฐานสำหรับการดำเนินการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์

การสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ทางด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย Read More »

กลยุทธ์การได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่นและทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3, 5 : KR 3.2.1 KR 5.2.1 กลยุทธ์การได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่นและทุนสนับสนุน จากสำนักงาน การวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้จัดทำโครงการ​ อ.นภาพรรณ พงษ์พวงเพชร ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานในระดับประเทศจาก  สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  จึงจําเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการดำเนินการของห้องปฏิบัติการ จากสํานักงานการวิจัยแห่งชาติได้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            การดำเนินการจัดทำห้องปฏิบัติการตามข้อกำหนดสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ                         ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : จากการลงมือปฏิบัติจริง วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ งทะเบียนเข้าร่วมอบรมจัดทำห้องปฏิบัติการปลอดภัย ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยแม่ข่าย ถ่ายรูปห้องปฏิบัติการก่อนการดำเนินการ ลงทะเบียนเพื่อขอรับเลขห้องปฏิบัติการใน เว็ปไซด์ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำการประเมินห้องปฏิบัติการในระบบ จัดทำแผนการยกระดับห้องปฏิบัติการ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการ ดำเนินการปรับปรุงห้องปฏิบัติการตามแผนการยกระดับห้องปฏิบัติการ ตามข้อกำหนดในระบบให้ได้มากที่สุด ปรึกษาวิทยากร เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือหาวิธีการทดแทนตามข้อกำหนด (สามารถปรึกษาศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้) ถ่ายรูปห้องปฏิบัติการหลังการดำเนินการ ส่งภาพห้องปฏิบัติการ ก่อน-หลังดำเนินการ รวมทั้งแผนการยกระดับห้องปฏิบัติการให้ทันตามกำหนด โดยก่อนและหลังดำเนินการต้องมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กรรมการจากมหาวิทยาลัยแม่ข่ายพิจารณาการภาพถ่ายและแผนการยกระดับ หรือพิจารณาออนไลน์ เมื่อได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการดีเด่น ให้ส่งแผนการใช้งบประมาณสนับสนุนการยกระดับความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ สำหรับห้องปฏิบัติการใหม่ ให้จัดทำโปสเตอร์แสดงผลการดำเนินงาน และส่งบทคัดย่อให้ผู้ประสานงานโครงการ ให้ทันตามกำหนด เพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมนำเสนอการดำเนินงานในงานประชุมประจำปีเครือข่ายวิจัย : ภาคกลาง กรณีที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมประจำปีเครือข่ายวิจัย : ภาคกลาง เพื่อนำเสนอระดับประเทศ  ให้จัดทำโปสเตอร์นำเสนอผลการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้ง 7 ด้านของข้อกำหนด โดยเน้นจุดเด่นในการดำเนินการให้มากที่สุด สำหรับห้องปฏิบัติการเก่า ให้เข้าร่วมอบรมในกิจกรรมการธำรงรักษาด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการและการยกระดับความปลอดภัย และส่งแผนการดำเนินงานพัฒนาห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมให้ครบตามเอกสารแบบฟอร์มที่แจ้งมา และต้องส่งเอกสารให้ทันตามเวลากำหนดซึ่งระยะเวลาการส่งเอกสารไม่เกิน 1 สัปดาห์ ดังนั้นจึงควรจัดทำเอกสารไว้ล่วงหน้าหลังการอบรม เมื่อส่งเอกสารครบถ้วน จะได้รับทุนสนับสนุนห้องปฏิบัติการเต็มจำนวน 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 1. นำไปใช้กับ ห้องปฏิบัติการศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ห้องปฏิบัติการมีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีความเรียบร้อย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของห้องปฏิบัติการจากการได้ไปนำเสนอในระดับประเทศ2.บุคลากรตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรการห้องปฏิบัติการปลอดภัย3.บุคลากร นักศึกษา พนักงานทำความสะอาด มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานที่มีความปลอดภัย  และมีขั้นตอนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม    3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 3.1 การตรวจสอบผลการดำเนินการ  ตรวจสอบผลการดำเนินการ โดยการประเมินตนเองภายหลังการดำเนินการ ตามข้อกำหนด ในระบบ EspreL checklist  3.2  การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ 3.2.1  การได้รับเลือกให้นำเสนอผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ในการประชุมประจำปีเครือข่ายวิจัย : ภาคกลาง วันที่ 23 มกราคม 2567  ณ โรงแรม รามา การ์เด้นส์ 3.2.2ได้รับเชิญจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติให้เป็นวิทยากร ในการอบรมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ระดับโรงเรียน รุ่นที่ 12 ณ จ.พระนครศรีอยุธยา  วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ได้รับเชิญจาก กรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้เป็นผู้ตรวจประเมินห้องปฏิบัติการ ศูนย์ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) จำนวน  2 กลุ่มห้องปฏิบัติการ  และห้องปฏิบัติการของการประปานครหลวง จำนวน 1 ห้องปฏิบัติการ ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นผู้ตรวจประเมินห้องปฏิบัติการ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิทยาศาตร์ระดับโรงเรียน ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 3.3 สรุปอภิปรายผล  บทสรุปความรู้                เมื่อทำตามขั้นตอนตามวิธีการดำเนินการ กลยุทธ์การได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่นและทุนสนับสนุน จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ    โดยครบถ้วน ผลที่ได้รับคือ ได้รับโล่รางวัลโล่ ห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่น ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินการยกระดับห้องปฏิบัติการ ได้รับทุนสนับสนุนการธำรงรักษา ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice นั้น ปัจจัยในความสำเร็จของกลยุทธ์การได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่นและทุนสนับสนุน จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นี้คือ  หัวหน้าห้องปฏิบัติการและผู้ดูแลห้องปฏิบัติการต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการปรับปรุงและยกระดับห้องปฏิบัติการให้มีความปลอดภัย สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วนทุกองค์ประกอบ  องค์กรมีวัฒนธรรมความปลอดภัยและมีผู้บริหารที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย

กลยุทธ์การได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการต้นแบบดีเด่นและทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) Read More »

แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย (กรณีศึกษาข้อมูลบริการวิชาการ)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.2.1 แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย (กรณีศึกษาฐานข้อมูลบริการวิชาการ) ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี ศูนย์บริการทางวิชาการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           งานบริการวิชาการเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมและในด้านที่มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญ โดยให้บริการทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หน่วยงานอิสระ หน่วยงานสาธารณะ ชุมชน และสังคมการให้บริการทางวิชาการอาจมีทั้งแบบที่มีรายได้หรือแบบให้เปล่า ซึ่งการให้บริการทางวิชาการนอกจากเป็นการทำประโยชน์ให้สังคมแล้ว มหาวิทยาลัยเองยังได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งทำให้เกิดการบูรณาการระหว่าง การเรียนการสอน การวิจัย และบริการวิชาการได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการบริการวิชาการนั้นมีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้ในการรายงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น รายงานด้านประกันคุณภาพ การประเมินประจำปี ซึ่งการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวต้องการความถูกต้องรวดเร็ว หากไม่มีระบบฐานข้อมูลกลาง จะทำให้ต่างคนต่างจัดเก็บ ทำให้ประเด็นเรื่องของความถูกต้องจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และที่เป็นปัญหาหลักคือการรวบรวมข้อมูลนั้นทำได้ยาก ตลอดจนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน เมื่อรวบรวมมาแล้วจึงต้องนำมาจัดรูปแบบใหม่ จึงจะสามารถประมวลผลข้อมูลต่อได้                ผู้ให้ความรู้เล็งเห็นว่าการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต จะสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยจะพัฒนาในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชัน (Web application) ติดตั้งไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) เครื่องของผู้ใช้หรือเครื่องไคลเอนต์ (Client) ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายจะสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web browser) ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม ระบบบริหารจัดการข้อมูลงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตที่พัฒนาขึ้นจะเป็นฐานข้อมูลกลาง ที่สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้งานระบบในวงกว้าง มีการนำเข้าข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของบุคลากรและหน่วยงานกลางของมหาวิทยาลัย โดยระบบดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทั้งในส่วนของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ในการบันทึกและค้นคืนข้อมูลงานบริการวิชาการได้เป็นอย่างดี                                                                        ประเด็นข้างต้นเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาที่จะนำไปสู่แนวทางในการจัดทำระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย  ซึ่งควรเป็นประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาระบบฐานข้อมูล       วชี้วัดด้านประกันคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับงานบริการวิชาการ          การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชั่น                       ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ ศึกษาตัวชี้วัดด้านประกันคุณภาพรวมไปถึงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ที่สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงาน ประสานงานกับสำนักงานบุคคลเพื่อขอปรับปรุงเกณฑ์การประเมินให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดด้านประกันคุณภาพรวมไปถึงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย จัดทำระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลสำหรับงานบริการวิชาการ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการประเมินบุคลากรประจำปีได้ทันที หากมีการบันทึกข้อมูลลงในระบบนี้ สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว ประเมินผล ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การนำไปใช้หรือการลงมือปฏิบัติจริง ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น สามารถเข้าถึงได้จาก URL: http://asc.rsu.ac.th/servicedata ได้ถูกใช้งานครั้งแรกในปีการศึกษา 2564 และได้ใช้งานต่อเนื่องในปีการศึกษา 2565 ซึ่งระบบดังกล่าวมีการนำข้อมูล 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ตรงกับเกณฑ์การประเมินบุคลากรในข้อ 3.1 โครงการบริการวิชาการแบบมีรายได้ และ 3.2 โครงการบริการวิชาการเพื่อสนับสนุนงานประกันคุณภาพ ทางศูนย์บริการทางวิชาการซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงตามพันธกิจ จะเป็นผู้กรอกข้อมูลเข้าระบบตามกระบวนการในแต่ละปีการศึกษา เนื่องจากจำเป็นต้องตรวจสอบในส่วนของความถูกต้องของข้อมูลเป็นพิเศษ ส่วนที่ตรงกับเกณฑ์การประเมินบุคลากร 3.3 ได้รับเชิญเป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษ กรรมการ อนุกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3.4 ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานวิชาการ บุคลากรจะเป็นผู้กรอกเอง เนื่องจากทางศูนย์บริการทางวิชาการจะไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว และได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำระบบให้กับบุคลากร ซึ่งข้อมูลในส่วนดังกล่าว ทางบุคลากรจะสามารถ Print จากระบบเป็นไฟล์หรือเป็นกระดาษ ตามแนวทางของหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้ง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           เนื่องจากในปี 2564 เป็นการเริ่มใช้ครั้งแรกและในการประเมินบุคลากรยังเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ผ่านระบบทั้งหมด ทำให้มีผู้ใช้งานเข้ามาใช้งานเพียงบางส่วน แต่เมื่อมีการกำหนดชัดเจนแล้วในปี 2565 จึงไม่เกิดปัญหาดังกล่าว           อุปสรรคอีกประการหนึ่ง คือระบบฐานข้อมูลบุคลากรยังไม่มีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับสังกัดคณะ/หลักสูตร ทำให้ในช่วงพัฒนาไม่ได้พัฒนาในส่วนของการยืนยันผลการดำเนินงานในข้อ 3.3 และ 3.4 ได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ ผลการดำเนินการ มีข้อมูลที่บันทึกเข้าสู่ระบบ ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวนข้อมูลที่ได้รับการบันทึกเข้าสู่ระบบ จากตารางที่ 1 จะพบว่าในปีการศึกษา 2565 มีการใช้งานระบบและมีการบันทึกข้อมูลในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นสูงกว่าปีการศึกษา 2565 ทุกด้าน ผู้วิจัยในทำการประเมินผลการใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตหลังจากหมดปีการศึกษา 2565 ซึ่งผู้วิจัยจะนำเสนอผลการประเมินในแต่ละข้อและในภาพรวม โดยรายงานคะแนนเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากผู้ประเมิน จำนวน 30 คน โดยผลการประเมินแสดง ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต  จากตารางที่ 2 ผลการประเมินผลการใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ในระดับมากที่สุด  ( =4.66, S.D.=0.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ประเมินมีความรู้สึกดีหรือมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉพาะด้านความสะดวกในการเริ่มใช้งานระบบเพราะไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม และด้านความสะดวกในการเข้าสู่ระบบ ด้วยบัญชีผู้ใช้ของมหาวิทยาลัย ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความเหมาะสมเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) ในการใช้งานระบบ มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดเท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.68 ดังนั้น บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบคือ ระบบสารสนเทศ ระบบฐานข้อมูล จากส่วนกลาง มีความสำคัญ แต่หากไม่มีนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยสนับสนุน ก็จะไม่ทำให้เกิดการใช้งานเท่าที่ควร และหากงานดังกล่าวไม่ใช้ภารกิจหลักด้วยแล้ว โอกาสที่บุคลากรจะใช้ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้น แต่สำหรับกรณีที่นำเสนอ ทางมหาวิทยาลัยได้มีการปรับเกณฑ์การประเมินบุคลากร ซึ่งระบบสารสนเทศนี้ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมิน ช่วยสร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน และในอีกมุมหนึ่ง หน่วยงานกลางหรือศูนย์บริการทางวิชาการจะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน ทำให้สามารถนำไปวางแผนปรับปรุงหรือส่งเสริมงานบริการวิชาการต่อไปได้  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           นโยบายของมหาวิทยาลัยต้องชัดเจน และบังคับใช้อย่างเข้มงวด ส่งเสริมให้หน่วยงานหรือบุคลากรที่ยังไม่ใช้ระบบ เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อประโยชน์ทั้งส่วนตนและประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรตระหนักถึงภารกิจด้านบริการวิชาการมากขึ้นด้วย           ในส่วนของระบบสารสนเทศ ในข้อ 3.3 และ 3.4 หากมีการพัฒนาเพิ่มเติมให้ทางคณะ/หน่วยงาน สามารถเข้ามายืนยันสิ่งที่บุคลากรบันทึกเข้าระบบได้ จะทำให้ข้อมูลที่อยู่ในระบบมีความถูกต้องและนำไปใช้อ้างอิงต่อได้           ดังนั้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย ควรมีแนวปฏิบัติ ดังนี้ กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ชัดเจน ให้เห็นเป้าหมายก่อนว่าต้องการจัดเก็บไปเพื่ออะไร หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือมีความสำคัญกับมหาวิทยาลัยด้วยยิ่งดี ข้อมูลที่จัดเก็บหากนำมาเชื่อมโยงกับการประเมินประจำปีได้ จะช่วยสร้างระบบกลไกในเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการดำเนินการบันทึกข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ทั้งผู้บันทึกและส่วนของมหาวิทยาลัยที่จะนำข้อมูลไปใช้ สร้างระบบที่ช่วยให้ผู้บันทึกข้อมูลสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในงานอื่นๆ ของตนเองได้ จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกได้ถึงความสำคัญของการดำเนินการมากกว่าการดำเนินการตามระบบกลไก

แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย (กรณีศึกษาข้อมูลบริการวิชาการ) Read More »

การทำวารสารเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1 การทำวารสารเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการบรรณารักษศาสตร์และ สารสนเทศศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ คุณรัตนาภรณ์ กาศโอสถ สำนักหอสมุด หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          วารสารรังสิตสารสนเทศเป็นวารสารทางวิชาการทางด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์  ที่ผลิตโดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยดำริของอดีตผู้อำนวยสำนักหอสมุด ดร.อุทัย ทุตยะโพธิ ในแนวคิดที่อยากเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้กับบรรณารักษ์ ด้วยการจัด Journal Club ขึ้น โดยให้บรรณารักษ์ ได้มีการอ่านบทความ อ่านหนังสือที่น่าสนใจ และนำความรู้ที่ได้มาสรุปและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน  เมื่อดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เกิดมีการนำองค์ความรู้ต่างๆ ออกสู่สาธารณะ จึงได้มีการจัดทำวารสาร เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ โดยให้บรรณารักษ์เริ่มฝึกการเขียนบทความ การแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ รวมทั้งเปิดโอกาสให้อาจารย์ หรือบรรณารักษ์จากสถาบันอื่นๆ มีโอกาสเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้วย ซึ่งวารสารมีชื่อว่า “วารสารรังสิตสารสนเทศ” ฉบับปฐมฤกษ์ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดีอนมกราคม-มิถุนายน 2539                                  การจัดทำวารสารในระยะแรก มีการหมุนเวียนบรรณารักษ์หัวหน้าแผนกเป็นบรรณาธิการ และกองบรรณาธิการจะมีบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ โดยจะร่วมกันทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับผู้ที่สนใจเขียนบทความ ลงในวารสารทั้งภายในและภายนอก ด้วยข้อมูลความรู้ต่างๆ ทางด้านสาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์นั้น ไม่ค่อยมีแหล่งที่จะให้เกิดการเผยแพร่บทความงานวิจัย บทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับอาจารย์ / บรรณารักษ์ / นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทางสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องการหาแหล่งตีพิมพ์  เพื่อต้องการปรับคุณวุฒิ หรือต้องการเผยแพร่ผลงาน ให้ความสนใจอยู่พอสมควร                                                 ต่อมาการจัดทำวารสารรังสิตสารสนเทศ มีการดำเนินงานที่เป็นรูปแบบทางวิชาการมากขึ้น กำหนดรูปแบบการเขียนบทความที่ชัดเจน กำหนดเนื้อหา รูปแบบการลงรายการบรรณานุกรม มีที่ปรึกษาประจำวารสารประกอบด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา  กองบรรณาธิการประจำวารสารได้เชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกจากสถาบัน การศึกษาต่างๆ มาเป็นกองบรรณาธิการประจำวารสาร เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นต้น มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมาเป็นผู้อ่านและประเมินบทความก่อนได้รับการตีพิมพ์ ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ฯลฯ แต่ละบทความจะมีผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความ 3 ท่าน ซึ่งบทความจากภายในจะต้องสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมหาวิทยาลัย บทความจากภายนอกสามารถสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิได้ทั้งภายในและภายนอก แต่ไม่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันเดียว/หน่วยงานกันกับผู้เขียน               มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน  เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัย องค์ความรู้ทางวิชาการด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ระบบสารสนเทศและการจัดการ การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์  และศึกษาศาสตร์ โดยเปิดรับบทความจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย  ประเภทบทความวิจัย (Research article) บทความวิชาการ (Academic article) บทความปริทัศน์ (Review article) และบทความแนะนำหนังสือ (Book Review) บทความที่เสนอลงตีพิมพ์สามารถเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ บทความที่เสนอลงตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน ผู้เขียน จะต้องเคร่งครัดในจรรยาบรรณไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น และเป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนบทความเท่านั้น สำหรับกำหนดระยะเวลาการเผยแพร่วารสารรังสิตสารสนเทศ คือจะเพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม                                                      ต่อมาในปี พ.ศ. 2559  สำนักหอสมุดได้นำเสนอ “วารสารรังสิตสารสนเทศ” ให้ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centra : TCI) พิจารณารับรองคุณภาพวารสารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยได้ประกาศผลการจัดกลุ่มและพิจารณานำวารสารเข้าสู่ฐานข้อมูล TCI  เมื่อวันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2559  วารสารรังสิตสารสนเทศมีชื่อปรากฏในฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย กลุ่ม 2 ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ถึงปัจจุบัน             และสืบเนื่องด้วยกระบวนการในการรับ-ส่ง บทความจากผู้เขียน  การส่งบทความให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ และการแก้ไขต่างๆ  มีขั้นตอนที่ไม่สะดวกเท่าที่ควรและเกิดความล่าช้าจากกระบวนการทางสำนักหอสมุดจึงได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการจัดทำวารสารรังสิตสารสนเทศให้มีการลดขั้นตอนให้สะดวกยิ่งขึ้นทั้ง ผู้ส่ง ผู้รับ และผู้ทรงคุณวุฒิขึ้น ระบบการจัดการและตีพิมพ์วารสารในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Journal) ทำให้มีบริการวารสารรังสิตสารสนเทศแบบออนไลน์บนเว็บไซต์วารสารรังสิตสารสนเทศที่ https://rilj.rsu.ac.th เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ผู้เขียน ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีการจัดทำวารสารรังสิตสารสนเทศเป็นปี่ที่ 29 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคา-ธันวาคม 2566 รวมเป็นระยะเวลา 28 ปี มีจำนวนวารสารรังสิตสารสนเทศตีพิมพ์เผยแพร่มากถึง 56 ฉบับ                                                                    ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง  (Explicit Knowledge) :  อื่นๆ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์วารสารรังสิตสารสนเทศ สำนักหอสมุด (https://rilj.rsu.ac.th)  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ เมื่อผู้เขียนส่งบทความเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลวารสารรังสิตสารสนเทศ คณะผู้จัดทำวารสารจะทำการตรวจสอบ เมื่อบทความผ่านการพิจารณาจากคณะผู้จัดทำวารสารแล้ว จะดำเนินการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในการอ่านและประเมินบทความ พร้อมแจ้งชำระค่าเผยแพร่บทความ                            ทำหนังสือเชิญเพื่อทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิในการอ่านและประเมินบทความ                     เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิตอบรับ คณะผู้จัดทำวารสารจะดำเนินการจัดทำหนังสือเพื่อส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน โดยมีเอกสารประกอบการจัดส่งดังนี้    4.1 หนังสือขอความอนุเคราะห์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิอานและประเมินบทความ                                        4.2 บทความต้นฉบับ      4.3 แบบประเมิน                                                                                                      เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิอ่านและประเมินบทความเรียบร้อยและส่งกลับ คณะผู้จัดทำวารสารจะดำเนินการแจ้งให้ผู้เขียนบทความ เพื่อปรับแก้บทความตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาและให้ข้อเสนอแนะไว้                           หลังจากผู้เขียนบทความมีการปรับแก้ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว คณะผู้จัดทำวารสารจะทำการตรวจสอบรายละเอียดให้ตรงตามแบบฟอร์มของวารสาร             ขอ DOI ประจำบทความไปที่สำนักงานวิจัยแห่งชาติ ที่ https://doi.nrct.go.th    ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนำเผยแพร่ทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์วารสารรังสิตสารสนเทศ สำนักหอสมุดที่ https://rilj.rsu.ac.th                     ทำการบันทึกข้อมูลบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารรังสิตสารสนเทศลงในระบบ Fast-track Indexing ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ( Thai-Journal Citation Index Centre: TCI )                            2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           การจัดทำวารสารรังสิตสารสนเทศ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 สำนักหอสมุดได้เผยแพร่วารสารมากกว่า 58 ฉบับ ปัจจุบันมีการเผยแพร่วารสารผ่านเว็บไซต์ที่ https://rilj.rsu.ac.th โดยผู้เขียนสามารถส่งบทความและดำเนินการผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว          ภาพที่ 1 หน้าจอเว็บไซต์วารสารรังสิตสารสนเทศ ภาพที่ 2 หน้าจอสำหรับผู้เขียนเข้าสู่ระบบ ภาพที่ 3 หน้าจอเข้าสู่ระบบการส่งบทความต้นฉบับ ภาพที่ 4 หน้าจอแสดงบทความต้นฉบับที่ส่งเข้าระบบ (สำหรับคณะผู้จัดทำวารสาร) ภาพที่ 5 หน้าจอสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิเข้าสู่ระบบ ภาพที่ 6 หน้าจอสำหรับคณะผู้จัดทำจัดการระบบ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่             การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาวารสารรังสิตสารสนเทศของสำนักหอสมุด เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านทางวารสารรังสิตสารสนเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการทำงาน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลสูงยิ่งขึ้น  บุคลากรสำนักหอสมุด เกิดการพัฒนาในด้านการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการวารสาร และได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพวารสาร เช่น วิธีการประสานงานและรับบทความจากผู้เขียน การประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ การปรับแต่งเว็บไซต์วารสาร เป็นต้น                                 งานจัดทำวารสารรังสิตสารสนเทศ มีแนวปฏิบัติที่มีมาตรฐาน ส่งผลให้ผลงานที่ออกมามีคุณภาพ เช่น หน้าเว็บไซต์วารสารและระบบการส่งบทความออนไลน์มีมาตรฐานตามที่ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)    มีการบันทึกข้อมูลบทความวารสารเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล TCI แบบ Fast Track (Fast-track Indexing System)เพื่อความรวดเร็ว ถูกต้อง และสมบูรณ์ของข้อมูลสำหรับการสืบค้นข้อมูล                                                       สำนักหอสมุดเป็นแหล่งรวบรวมและให้บริการเผยแพร่วารสารรังสิตสารสนเทศ ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของสำนักหอสมุดในการรวบรวมและเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ            ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องด้วยระบบฐานข้อมูลวารสารรังสิตสารสนเทศ เป็นฐานข้อมูลที่แสดงผลการสืบค้นเฉพาะวารสารรังสิตสารสนเทศเพียงวารสารเดียวไม่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของวารสารอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย  เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ครบถ้วน สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควรเข้าร่วมและใช้ระบบฐานข้อมูล RSU Journals 3.0 เป็นแหล่งรวมการเผยแพร่บทความในวารสารต่างๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต                 วารสารรังสิตสารสนทศของสำนักหอสมุด ได้จัดทำมาเป็นเวลา 28 ปี มีการพัฒนาเข้าสู่ฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2  ด้วยความมุ่งมั่นของคณะผู้ดำเนินงานที่จะร่วมกันผลักดันให้วารสารรังสิตสารสนเทศก้าวสู่กลุ่ม 1 ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre : TCI) ในเวลาต่อไป  

การทำวารสารเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ Read More »

การพัฒนาระบบสวัสดิการบุคลากร (RSU Welfare Online)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.2.1 การพัฒนาระบบสวัสดิการบุคลากร (RSU Welfare Online) ผู้จัดทำโครงการ​ คุณเพ็ญนภา กุลกานต์สวัสดิ์ สำนักงานบุคคล หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ สวัสดิการ เป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการของสำนักงานบุคคล และเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้กับบุคลากร ดังที่สำนักงานบุคคลได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ของการเป็น Smart Organization โดยมี Key Point คือ การทำให้บุคลากรอยู่ในองค์กรอย่างมีความสุขนั้น ซึ่งประเด็นแรกที่สำนักงานบุคคลได้ดำเนินงานคือการพัฒนาระบบสวัสดิการเข้าสู่ระบบออนไลน์                การใช้สวัสดิการการรักษาพยาบาลนั้นจะมีอยู่ 2 แบบคือ                1.การใช้ใบส่งตัว (ใช้กับสถานพยาบาลในเครือและโรงพยาบาลคู่สัญญา โดยไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาล)                2.การสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล                สำนักงานบุคคลได้เล็งเห็นว่าการใช้ใบส่งตัวในรูปแบบที่ 1 สามารถนำขั้นตอนการดำเนินการแบบที่เป็นอยู่พัฒนาเข้าสู่ระบบออนไลน์ได้ ซึ่งการนำขั้นตอนการดำเนินงานจากระบบกระดาษเข้าสู่ระบบออนไลน์นั้น จะช่วยแก้ปัญหาสะสมที่เกิดขึ้นมาตลอดคือ การเสียเวลาของบุคลากรในการมาติดต่อขอรับใบส่งตัวที่สำนักงานบุคคล วันหยุดยาวที่ไม่สามารถมารับใบส่งตัวได้ ยอดค่ารักษาพยาบาลคงเหลือที่ไม่อัพเดท ความล่าช้าของข้อมูล ความไม่สะดวกในการติดต่อสอบถามยอดค่ารักษาต่างๆ อีกทั้งยังสามารถช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานของสำนักงานบุคคล เพื่อให้สามารถนำเวลามาพัฒนาต่อยอดงานอื่นๆ  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ความเข้าใจในระบบภาพรวมของการใช้สวัสดิการการรักษาพยาบาลของบุคลากร ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะในการทำงานเป็นทีม/การทำงานข้ามหน่วยงาน/ทักษะในการติดต่อประสานงาน การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : อื่น ๆ แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต (ยุทธศาสตร์ที่ 3 – Smart Organization) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด   สำนักงานบุคคล เจ้าหน้าที่/ผู้ใช้ระบบจากสถานพยาบาลต่างๆ  ผศ.ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี นายขุนคำ ปองรักษา วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ Knowledge Vision –KV “การพัฒนาระบบสวัสดิการออนไลน์เพื่องดใช้ใบส่งตัว” Knowledge Sharing -KS แผนการดำเนินงานม.ค.2565 – พ.ค.2565– ประชุมหารือการออกแบบระบบร่วมกันกับผู้เขียนระบบและสถานพยาบาลภายในมหาวิทยาลัยรังสิต ระบบจะถูกออกแบบเป็น 3 ส่วนของผู้ใช้งานได้แก่                    – ระบบส่วนของสำนักงานบุคคล                                                   – ระบบส่วนของสถานพยาบาล                   – ระบบส่วนของบุคลากร มิ.ย. 2565– เริ่มให้สถานพยาบาลภายในทดลองใช้ระบบ โดยมีการจัดอบรมเพื่ออธิบายการใช้ระบบให้ผู้ใช้งานของสถานพยาบาล พร้อมทั้งมีคู่มือการใช้งานให้กับสถานพยาบาล ทั้งนี้มีการสร้างกลุ่ม Line สถานพยาบาลเพื่อแจ้งปัญหาในการใช้ระบบ โดยมีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างสม่ำเสมอ ส.ค.2566– เริ่มให้โรงพยาบาลคู่สัญญา (โรงพยาบาลภายนอก) ทดลองใช้ระบบ โดยยังเป็นการทดลองใช้ระบบแบบคู่ขนานกับการใช้ใบส่งตัว ซึ่งหากโรงพยาบาลพบปัญหาสามารถแจ้งผ่านตัวแทนที่ดูแลระบบได้โดยตรง เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและไม่เกิดความสับสนและล่าช้าในการติดต่อ พ.ย.2566 – จากการพัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเปาโล รังสิต เป็นโรงพยาบาลภายนอกแรกที่ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวในการเข้ารับการรักษา ปัจจุบัน– บุคลากรสามารถเข้ารับการรักษาทั้งจากสถานพยาบาลภายในเครือมหาวิทยาลัยรังสิตได้โดยไม่ต้องใบส่งตัว รวมถึงโรงพยาบาลเปาโลสามารถเข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว สำหรับโรงพยาบาลปทุมเวช โรงพยาบาลแพทย์รังสิต โรงพยาบาลวิภาวดี ยังเป็นระบบคู่ขนาน แต่หากบุคลากรไม่ได้นำใบส่งตัวไป ทางโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากระบบ ซึ่งสำนักงานบุคคลจะประกาศแจ้งให้บุคลากรทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง  Knowledge Assets –KA จากการพัฒนาระบบเรื่อยมาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีมานั้น ระบบได้ถูกพัฒนาจนสามารถเก็บฐานข้อมูลของบุคลากรได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการนำไปใช้และต่อยอดการพัฒนาระบบอื่นๆต่อไปได้  2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                 ปัจจุบันสำนักงานบุคคลใช้ระบบสวัสดิการออนไลน์ตั้งแต่ มิถุนายน 2565 โดยเริ่มจากทดลองให้สถานพยาบาลภายในเครือมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มแรกที่ใช้ระบบ และเริ่มทดลองให้โรงพยาบาลคู่สัญญา (โรงพยาบาลภายนอก) ใช้ระบบเมื่อ พฤศจิกายน 2566                อุปสรรคหรือปัญหา ในช่วงแรกมีค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กรไม่ใช่ระบบสำเร็จรูป จึงต้องค่อยๆแก้ปัญหาที่พบเพื่อให้ระบบออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะการคำนวณยอดรวมของเงินค่ารักษาพยาบาลให้ถูกต้อง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความง่ายต่อผู้ใช้งานระบบ ระบบต้องใช้งานง่าย ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องหมั่นตรวจสอบ ติดตาม จากทั้งสถานพยาบาลภายในและภายนอก จากเจ้าหน้าที่บุคคลที่ใช้ระบบ ว่าพบเจอปัญหาหรือต้องการปรับปรุงแก้ไขตรงส่วนใดหรือไม่ พร้อมกับแก้ไขปัญหาและพัฒนาเรื่อยมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีในการใช้งานระบบ       3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การตรวจสอบผลการดำเนินการพบว่า หลังจากนำระบบสวัสดิการออนไลน์มาใช้ มีดังนี้    ประการแรก ข้อมูลที่สำนักงานบุคคลบันทึกไว้ มีความถูกต้อง สอดคล้องกับการทำงานได้มากกว่าและตรวจสอบได้มากกว่าระบบเก่าซึ่งเป็นระบบสำเร็จรูป    ประการที่สอง สถานพยาบาลสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านระบบ ทั้งข้อมูลชื่อ-สกุลของผู้เข้ารับการรักษา ข้อมูลของผู้ที่มีสิทธิใช้สวัสดิการ ข้อมูลงบสวัสดิการที่ใช้ได้ สามารถเรียกดูรายงานเพื่อสรุปยอดในแต่ละเดือน หรือดูบันทึกการเข้ารับการรักษาได้ นอกจากนี้งบสวัสดิการคงเหลือยังเรียลไทม์เพื่อที่จะแก้ปัญหาการใช้สวัสดิการเกินตามสิทธิ์ได้    ประการที่สาม ลดขั้นตอนการปฏิบัติตนและปฏิบัติงานของบุคลากรทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ คือการงดใช้ใบส่งตัว ทำให้บุคลากรเข้ารับการรักษาพยาบาลได้สะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการในการขอใบส่งตัวและการออกรายงานของสถานพยาบาล    ประการที่สี่ บุคลากรสามารถตรวจสอบข้อมูลสวัสดิการของตนเอง ข้อมูลผู้ใช้สิทธิ์ร่วม รายการรับการรักษาทั้งผ่านระบบสวัสดิการและผ่านทาง Line Official Account ซึ่งช่องทางนี้จะประกาศให้บุคลากรในเดือนเมษายน 2567 นี้           การพัฒนาระบบสวัสดิการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานบุคคลที่ดูแลระบบเรื่องการใช้สวัสดิการบุคลากร ซึ่งจะทราบขั้นตอนการดำเนินงานเป็นอย่างดี สถานพยาบาลที่ได้แบ่งปันข้อมูลในการดำเนินงานของตนเอง และผู้เขียนระบบ การทำงานร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย จึงมีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ รวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ระบบได้รับการพัฒนาออกมาอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการทำงานให้มากที่สุด           บทสรุปของการพัฒนาระบบสวัสดิการออนไลน์นั้น                   – มีฐานข้อมูลตั้งต้นสำหรับนำไปพัฒนาต่อ                   – ลดขั้นตอนที่ไม่มีความจำเป็น ลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย                   – สร้างความร่วมมือข้ามหน่วยงาน การทำงานข้ามหน่วยงานเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้การทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อกัน            บทสรุปสุดท้ายของการพัฒนาระบบสวัสดิการออนไลน์ ระบบนี้จะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะช่วยให้บุคลากรมีความสะดวกและเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมความเป็น Smart Organization ตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            เริ่มต้นของการเสนอแผนยุทธศาสตร์ในเรื่อง Smart Organization ประจำปี 2566-2567 ของสำนักงานบุคคลนั้น ได้เสนอเรื่องการยกระดับการให้บริการ RSU HR Connect แผนแรกคือระบบสวัสดิการออนไลน์ (Welfare) โดยสำนักงานบุคคลได้วางแผนไว้ว่าระบบนี้จะเป็นระบบตั้งต้นเพื่อพัฒนาต่อยอดได้ การที่สำนักงานบุคคลเลือกระบบสวัสดิการเป็นประการแรกเพราะเล็งเห็นว่า เรื่องสวัสดิการมีความสำคัญต่อบุคลากร โดยเฉพาะสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลมีความสำคัญกับบุคลากรค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมาการใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลาเกินความจำเป็น จึงตัดสินใจพัฒนาระบบนี้เป็นระบบตั้งต้น ระบบนี้จะมีข้อมูลของบุคลากรที่จำเป็นอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ดีในการที่หน่วยงานอื่นสามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อหน่วยงานอื่นต้องใช้ข้อมูลบุคลากร จะต้องขอจากสำนักงานบุคคลเท่านั้น และเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลบุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ระบบนี้จึงมีข้อมูลพื้นฐานที่จะเป็นข้อมูลกลางให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในอนาคต

การพัฒนาระบบสวัสดิการบุคลากร (RSU Welfare Online) Read More »

การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการเงินภายในของศูนย์บริการวิชาการด้วย Google Sheet

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.2.1, KR 3.4.1, KR 3.4.3, KR 3.4.4 การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการเงินภายในของศูนย์บริการทางวิชาการ ด้วย Google Sheet ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ธรรณพ อารีพรรค, คุณนงเยาว์ พุ่มประเสริฐ, คุณสุภาวิตา ตรุยานนท์ และ ผศ.ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี ศูนย์บริการทางวิชาการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             ศูนย์บริการทางวิชาการเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการให้บริการวิชาการแก่ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยมีการดำเนินงานที่หลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1. งานบริการทางวิชาการและหน่วยบริการทางวิชาการ 2. งานประกันคุณภาพด้านการบริการวิชาการ 3. งานอบรมหลักสูตรระยะสั้น และ 4.งานอบรมภายในสำหรับบุคลากร (Cyber U) ทั้งนี้ในการดำเนินงานของแต่ละส่วนงานดังกล่าว จะมีประเด็นด้านการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรับและเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการต่างๆ ดังนั้นศูนย์บริการทางวิชาการ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่รับหน้าที่ในการดำเนินการด้านการเงินภายในศูนย์ฯ ให้เก็บเอกสารหลักฐานการรับและจ่าย พร้อมทั้งออกเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งนำเงินส่งทางมหาวิทยาลัยตามประเภทงานต่างๆ และส่งสรุปข้อมูลให้คณะใช้เป็นข้อมูลประกอบงานประกันคุณภาพและรายงานตามตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีการศึกษา โดยการดำเนินนั้นจะจัดเก็บและบันทึกข้อมูลในรูปแบบของกระดาษเป็นส่วนใหญ่ โดยมีแผนภาพการดำเนินการเบื้องต้นดังรูปต่อไปนี้           จากรูปข้างต้นจะพบว่าเจ้าหน้าที่การเงินจะมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในรูปแบบกระดาษ แล้วจึงส่งต่อข้อมูลในรูปกระดาษเพื่อให้เจ้าที่สรุปข้อมูลบันทึกข้อมูลลงในโปรแกรม excel เพื่อดำเนินการสรุปข้อมูลต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินการ โดยสรุปได้ในเบื้องต้นดังนี้1. ตัวเลขจากเจ้าหน้าที่การเงินไม่สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่สรุปข้อมูล2. ไม่สามารถติดตามข้อมูลต่างๆของเจ้าหน้าที่การเงินได้แบบออนไลน์และเรียลไทม์3. การดำเนินการต่างๆมีความล่าช้าเนื่องจากเอกสารค่อนข้างเยอะ4. ไม่สามารถสรุปข้อมูลได้แบบออนไลน์และเรียลไทม์ ซึ่งหากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จะทำให้การดำเนินงานด้านการเงินและการติดตามข้อมูลต่างๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการจึงเสนอให้มีการใช้ Google Sheet เข้ามาใช้ในการจัดการงานด้านการเงินในการบันทึกข้อมูลการรับเงิน การเบิกจ่าย พร้อมทั้งใช้ในการออกใบสำคัญรับเงิน ใบเบิกค่าบริการทางวิชาการ ใบสำคัญจ่าย ใบอนุมัติเช็ค และใบอนุมัติถอนเงิน อีกทั้งสามารถใช้ในการสรุปข้อมูลต่างๆ โดยสามารถเรียกดูข้อมูลทั้งหมดได้พร้อมๆกันหลายๆในรูปแบบออนไลน์แบบเรียลไทม์อีกด้วย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                               จากการวิเคราะห์รูปแบบของงานด้านการเงินที่มีอยู่ในศูนย์บริการวิชาการนั้น ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการได้มีการใช้ Google Sheet เข้ามาใช้ในการจัดการงานด้านการเงิน โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญดังต่อไปนี้ ความรู้ด้านการบันทึกบัญชีและการเงิน: การนำ Google Sheet มาใช้ในการบันทึกข้อมูลการรับเงิน การเบิกจ่าย และการจัดทำเอกสารทางการเงินต่างๆ เช่น ใบสำคัญรับเงิน ใบเบิกค่าบริการทางวิชาการ ใบสำคัญจ่าย ใบอนุมัติเช็ค และใบอนุมัติถอนเงิน ทำให้การบันทึกและจัดการข้อมูลทางบัญชีและการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ: การใช้ Google Sheet ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ทำงานแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การเข้าถึงและแชร์ข้อมูลทำได้สะดวกรวดเร็ว ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเรียกดูและแก้ไขข้อมูลพร้อมกันได้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการติดตามข้อมูล ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล: Google Sheet มีฟังก์ชันและเครื่องมือที่หลากหลายในการประมวลผลและสรุปข้อมูล ทำให้สามารถนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาวิเคราะห์และจัดทำรายงานสรุปในรูปแบบต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและวางแผนงานของผู้บริหารได้ดียิ่งขึ้น ความรู้ด้านการทำงานเป็นทีม: การใช้ Google Sheet ยังช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีม เนื่องจากสมาชิกในทีมสามารถเข้าถึง แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลได้พร้อมกันแบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดการสื่อสารและประสานงานที่ดี ลดความผิดพลาดและความล่าช้าในการทำงาน           ด้วยความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการจึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการนำ Google Sheet มาประยุกต์ใช้ในการจัดการงานด้านการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความโปร่งใส และการทำงานเป็นทีมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการทำงานแบบเดิมและยกระดับการดำเนินงานของศูนย์บริการทางวิชาการโดยรว ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : Google Sheet ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  บุคลากรในศูนย์บริการทางวิชาการ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้           ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการจัดประชุมบุคลากรภายในหน่วยงานเพื่อสอบถามถึงการทำงาน ปัญหา อุปสรรค รวมทั้งกำหนดพัฒนางาน และแนวทางในการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล โดยมีแผนสำหรับการปรับปรุงการทำงานด้านการเงินของศูนย์บริการทางวิชา ดังนี้ ส่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าอบรมการใช้งานโปรแกรม Excel มอบหมายให้รองผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบให้รองรับการทำงานด้านการเงินของศูนย์ทางวิชาการโดยใช้ Google Sheet เนื่องจากมีหลักการทำงานเหมือน Excel แต่ Google Sheet สามารถเข้าใช้งานได้พร้อมกันหลายๆคนในรูปแบบออนไลน์ และสามารถเรียนดูข้อมูลได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย ทดลองนำมาใช้ในการปฏิบัติงานจริง 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ผลการดำเนินการแผนสำหรับการปรับปรุงการทำงานด้านการเงินของศูนย์บริการทางวิชา ดังนี้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมการอบรมเรื่อง พื้นฐานการจัดการข้อมูลด้วย EXCEL รุ่นที่ 1 จัดโดย สำนักงานพัฒนาบุคคล มหาวิทยาลัยรังสิต บรรยายโดย ผศ.ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี รองผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาได้พัฒนาระบบการทำงานด้านการเงินของศูนย์ทางวิชาการบน Google Sheet เพื่อนำมาใช้ในการบันทึกข้อมูลการรับเงิน การเบิกจ่าย และการจัดทำเอกสารทางการเงินต่างๆ เช่น ใบสำคัญรับเงิน ใบเบิกค่าบริการทางวิชาการ ใบสำคัญจ่าย ใบอนุมัติเช็ค และใบอนุมัติถอนเงิน ทำให้การบันทึกและจัดการข้อมูลทางบัญชีและการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง โดยมีออกแบบ Sheet ต่างๆ และมีการผูกสูตรคำนวณเพื่อให้ข้อมูลในแต่ล่ะ Sheet เชื่อมโยงกัน เพื่อแสดงผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้ โดยออกแบบไว้ทั้งหมด 10 Sheet โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้                    2.1)  โครงการ: สำหรับใช้ในการบันทึกข้อมูลโครงการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น รหัสโครงการ ชื่อโครงการ หน่วยงานที่ว่าจ้าง มูลค่างาน หัวหน้าโครงการ คณะวิทยาลัย ประเภท เปอร์เซ็นต์ งวดงานทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการกำหนดประเภทของโครงการต่างๆไว้อย่างชัดเจน ดังรูปต่อไปนี้                    2.2) รับ: ใช้ในการบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินเข้าในบัญชี โดยจะมีการเชื่อมโยงรหัสโครงการทำให้สามารถทราบได้ทันทีว่ายอดเงินที่รับเข้ามาจะถูกหักเข้ามหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเงินเท่าไ ตัวอย่างดังรูปต่อไปนี้                    2.3) ใบเสร็จรับ: ใช้สำหรับพิมพ์ใบสำคัญรับเงิน โดยผู้ใช้สามารถกรอกเลขรับจากข้อ2 เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงในหน้านี้สำหรับพิมพ์ใบสำคัญรับเงิน ดังนี้                    2.4) จ่าย: ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการเบิกจ่ายในโครงการต่างๆ ดังนี้                    2.5) เบิก: ใช้สำหรับพิมพ์ใบเบิกค่าบริการทางวิชาการ โดยผู้ใช้สามารถกรอกรหัสจ่ายจากข้อ4 เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงในหน้านี้สำหรับพิมพ์ใบเบิกค่าบริการทางวิชาการ ดังนี้                    2.6) ใบสำคัญจ่าย: ใช้สำหรับพิมพ์ใบสำคัญจ่าย โดยผู้ใช้สามารถกรอกรหัสจ่ายจากข้อ4 เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงในหน้านี้สำหรับพิมพ์ใบสำคัญจ่าย ดังนี้                    2.7) อนุมัติจ่ายเช็ค: ใช้สำหรับพิมพ์ใบขออนุมัติโอนเงินสำหรับออกเช็ค โดยผู้ใช้สามารถกรอกรหัสจ่ายจากข้อ4 เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงในหน้านี้สำหรับใบขออนุมัติโอนเงินสำหรับออกเช็ค ดังนี้                    2.8) อนุมัติถอนเงิน: ใช้สำหรับพิมพ์ใบขออนุมัติโอนเงิน โดยผู้ใช้สามารถกรอกรหัสจ่ายจากข้อ4 เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงในหน้านี้สำหรับใบขออนุมัติโอนเงิน                    2.9) แยกประเภทรายได้: ใช้สำหรับดูสรุปรายได้แยกตามประเภทงานต่างๆ ดังนี้                    2.10) แยกคณะ: ใช้สำหรับดูสรุปรวมรายรับ-รายจ่ายแยกตามคณะ           3. ทดลองนำระบบการดำเนินการด้านการเงินของศูนย์บริการทางวิชาการบน Google Sheet มาใช้ในการปฏิบัติงานจริง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่                จากการใช้งานระบบการดำเนินการด้านการเงินของศูนย์บริการทางวิชาการบน Google Sheet เป็นระยะเวลาหนึ่ง ทางศูนย์ฯ ได้ทำการตรวจสอบผลการดำเนินการและพบว่า ระบบใหม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบเดิมได้เป็นอย่างดี การบันทึกข้อมูลการรับ-จ่ายเงินมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากขึ้น การออกเอกสารทางการเงินต่างๆ ทำได้รวดเร็วและมีความผิดพลาดน้อยลง และการสรุปรายงานทางการเงินสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถติดตามผลการดำเนินการในโครงการต่างๆได้แบบเรียลไทม์                บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบใหม่ได้ให้ข้อมูลว่า Google Sheet ใช้งานง่าย ทำให้การทำงานด้านการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ช่วยให้การสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบใหม่ บุคลากรบางส่วนยังต้องการเวลาในการปรับตัวและเรียนรู้การใช้งาน ซึ่งได้นำความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองด้วยทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนางาน และมีผลเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงความสามารถในการทำงานได้ดีขึ้น บรรลุเป้าหมายแผนพัฒนาบุคลากร เป็นรายบุคคล เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด                บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากการนำ Google Sheet มาใช้ในการจัดการงานด้านการเงิน ทำให้ได้ข้อสรุปความรู้ที่สำคัญ ดังนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันบนคลาวด์อย่าง Google Sheet สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานด้านการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์การทำงาน การให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล การทำงานแบบออนไลน์และเรียลไทม์ช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีม การสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานยุคใหม่   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            ในส่วนของระบบการดำเนินการด้านการเงินของศูนย์บริการทางวิชาการบน Google Sheet ในอนาคตจะมีการปรับปรุงทั้งส่วนการกรอกข้อมูลให้ง่ายขึ้น และปรับปรุงในส่วนการแสดงผลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น            สุดท้ายนี้ศูนย์บริการทางวิชาการเชื่อในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการทำงานและการตัดสินใจ โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ วิเคราะห์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน เพื่อสงเสริมการทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการเงินภายในของศูนย์บริการวิชาการด้วย Google Sheet Read More »

ทำอย่างไรให้นักศึกษาไทยและต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรมการบูรณาการทางวิชาการในรายวิชา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.3 ทำอย่างไรให้นักศึกษาไทยและต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรมการบูรณาการทางวิชาการในรายวิชา ผู้จัดทำโครงการ​ อ.อำพร พัวประดิษฐ์ อ.อุษณีย์ มะลิสุวรรณ และ อ.ศรีสองรัก พรหมวิทักษ์ วิทยาลัยนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติมีโอกาสค่อนข้างจำกัดในการทำกิจกรรมแบบมีปฏิสัมพันธ์กัน (Interactive activity) เพื่อพัฒนาทักษะในการสื่อสารและการเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ในขณะที่กิจกรรมที่มีอยู่ก็มักเป็นไปในลักษณะพัฒนาตนเองโดยเฉพาะ และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนน้อย อาทิเช่น การไปแลกเปลี่ยนนักศึกษา ซึ่งต้องอาศัยความสนใจอย่างเข้มข้นจริงจัง ความมั่นใจในตนเอง ความสามารถในการสื่อสารและสถานภาพทางเศรษฐกิจ หรือการเข้าร่วมสัมมนา มักเป็นลักษณะ one way communication  ปราศจาก engagement การมีส่วนร่วมในการสื่อสารแสดงความคิดเห็น เนื่องจากข้อจำกัดทางภาษา (Language barrier) จึงนำไปสู่แนวคิดในการจัดทำกิจกรรมเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ของนักศึกษาสองกลุ่มนี้ โดยการบูรณาการวิชาการในรายวิชาของหลักสูตรไทย และหลักสูตรนานาชาติร่วมกัน  วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนานาชาติผ่านกิจกรรมในห้องเรียน เช่น การถกเถียงระดมความคิดการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ตลอดจนเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมต่าง ๆ ร่วมกันความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ Integration: การบูรณาการการจับคู่บูรณาการรายวิชาที่เหมาะสมโดยผู้สอนทั้งสองฝ่ายสมัครใจและต้องการพัฒนาทั้งตัวผู้สอนเองและตัวนักศึกษา เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นสากล (Internationalization) ผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางของวิชาตนเอง เช่น การสัมภาษณ์คนไข้, การเล่นเกมส์, การต่อ Lego การ discussion ด้านวัฒนธรรม Communication: การสื่อสารทำอย่างไรให้นักศึกษาไทยมีจุดเริ่มต้นในการกล้าพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในลักษณะที่สามารถเข้าใจกันได้ โดยไม่คาดหวังความถูกต้องของโครงสร้างทางภาษา 100% ส่วนนักศึกษาต่างชาติหัดพูดทักทายเป็นภาษาไทย Personality: บุคลิกภาพทำอย่างไรให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้บุคลิกภาพที่มีมิติทางวัฒนธรรมของแต่ละผ่าย เพื่อให้เข้าใจลักษระการตอบสนองจากการสื่อสารผ่านวัจนภาษา (verbal communication) และอวัจนภาษา (non-verbal communication) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explecit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase) เจ้าของความรู้/สังกัด หลากหลาย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด อ.อำพร พัวประดิษฐ์  อ.อุษณีย์  มะลิสุวรรณ อ.ศรีสองรัก พรหมวิทักษ์ วิทยาลัยนานาชาติ  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ แสวงหาความร่วมมือจากผู้สอนทั้งหลักสูตรไทยและนานาชาติและจับคู่รายวิชา แบ่งกลุ่มทำงานนักศึกษาที่มีส่วนผสมระหว่าง Thai และ non-Thai อย่างเหมาะสม เตรียมกิจกรรมที่เหมาะสม ไม่ยาก หรือซับซ้อนและสนุก เตรียมใจนักศึกษาทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติต้องมีความเข้าใจบุคลิกภาพของนักศึกษาไทยที่มักแสดงออกผ่านอวัจนภาษาในการสื่อสาร เช่น ยิ้มมากกว่าพูด นักศึกษาสรรหาเทคนิคเองเพื่อสร้างแรงจูงใจให้อีกฝ่ายแสดงออกมา เช่น การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ผู้สอนทำหน้าที่เป็น coach ดึงเอาความสามารถของนักศึกษาออกมาและกระตุ้นให้มีการ discussion, critical analysis, problem-solving, solution และpresentation 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน  อุปสรรคทางภาษา (Language barrier) ยังคงเป็นปัญหาหลักในตอนเริ่มต้นของนักศึกษาไทย แต่ถูกทะลายลงด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สนุกสนาน การไม่มีช่องว่างระหว่งวัยและความคิด ตัวกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อนและเป็นเรื่องใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การ discussion ด้านวัฒนธรรม ทำให้ทั้งสองฝ่ายกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาไทย  เวลาที่ใช้ดำเนินการประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน เหมาะสมกับกิจกรรม ทุกคนตั้งใจทำงานให้บรรลุเป้าหมาย นักศึกษาไทยและต่างชาตินำเสนอหน้าชั้นร่วมกัน โดยฝ่ายแรกใช้ภาษาอังกฤษนำเสนออย่างง่าย ๆ เข้าใจได้ บางคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี เป็นที่ชื่นชมของเพื่อนร่วมชั้น          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษา ผู้สอนทำหน้าที่เป็น coach ดึงความสามารถนักศึกษาออกมาพร้อมทั้งกระตุ้นให้กำลังใจ ไม่จับผิด ให้เป็นตัวของตัวเองและกล่าวยกย่องชมเชย การเตรียมความพร้อม ไม่ใช่เฉพาะสำหรับนักศึกษาเท่านั้น แต่รวมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือผู้สอนทั้งสองฝ่าย ผู้เรียน และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้บรรยากาศของกิจกรรมน่าสนใจ ไม่น่ากลัว ทำให้นักศึกษาอยากเข้าร่วมเพราะสนุกและได้เพื่อนใหม่ นักศึกษาไทยสะท้อนเรื่องเวลาของกิจกรรมที่น้อยไป จึงนำไปสู่การเพิ่มเวลาจาก 3 ชั่วโมงเป็น 9 ชั่วโมง (3 วันไม่ต่อเนื่อง) ในครั้งต่อ ๆ ไป และอยากให้จัดกิจกรรมแบบนี้เพิ่มขึ้นอีก เรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สร้างรอยยิ้มร่วมกัน เช่น ขนมครก นักศึกษาพม่าเรียกว่า Husband and wife cake โดยอธิบายจากลักษณะของขนมที่มีสองฝาประกบบนล่าง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice นักศึกษานานาชาติอยากให้เพิ่มความท้าทายและความน่าสนใจของกิจกรรมให้มากขึ้น กิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไปจึงเน้น discuss เพื่อทำ business deal ร่วมกัน หรือออกแบบ design สินค้าร่วมกัน เพิ่มเวลากิจกรรมมากขึ้นในครั้งต่อไป โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีการศึกษา รวมรายวิชาที่เข้าร่วมทั้งสิ้นโดยประมาณ 10 รายวิชา จากวิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม  คณะรัฐศาสตร์  คณะเทคนิคการแพทย์

ทำอย่างไรให้นักศึกษาไทยและต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรมการบูรณาการทางวิชาการในรายวิชา Read More »

พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง เจริญพระพุทธมนต์ และปฏิบัติธรรมโดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัช มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง เจริญพระพุทธมนต์ และปฏิบัติธรรมโดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ทนพ.ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันความเจริญทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องทุ่นแรง การสื่อสาร รวมถึงการดูแลรักษาโรค เป็นต้น นวัตกรรมใหม่ ๆ มีบทบาทกับหลายกิจกรรมในการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มตื่นนอน ครอบคลุมในขณะหลับตลอดรุ่งจวบกระทั่งรุ่งเช้าที่ชีวิตของมนุษย์ได้เริ่มต้นอีกครั้งในวันใหม่ หากพบว่าความเจริญด้านวัตถุกลับมีทิศทางที่สวนทางกับการพัฒนาทางด้านจิตใจของพลเมืองในหลายสภาวะสังคมและประเทศชาติ สภาพสังคมและเศรษฐกิจ การทำงาน การแข่งขันในหลากหลายด้านเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดในสังคมล้วนส่งผลให้เกิดสภาวะที่ทำให้การพัฒนาคุณภาพทางจิตใจถดถอยอันจะนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพทั้งทางกายและจิตได้           00การให้โอกาสตนเองได้เจริญปัญญาและขัดเกลาทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบานเป็นวิถีทางที่ลดความตึงเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงเป็นการฟื้นฟูคุณภาพของจิตให้เจริญสอดคล้องไปกับการเจริญและพัฒนาทางด้านวัตถุจึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริม วิทยาลัยเภสัชศาสตร์เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้บุคลากรทุกฝ่าย ตลอดจนนักศึกษาได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพทางด้านจิตใจและเจริญปัญญาจึงมีโครงการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนากับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยได้รับความอนุเคราะห์คณะสงฆ์มารับสังฆทานและแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อช่วยฟื้นฟูและยกระดับจิตใจของบุคลากรและนักศึกษาให้ผ่อนคลายและเจริญปัญญา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ เขียนโครงการและวางแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา ร่างกรอบและแนวทางปฏิบัติความร่วมมือในการส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรมระหว่างสองสถาบัน ประสานงาน งานเพื่อดำเนินโครงการพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยมีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยพระพรหมวัชราจารย์ เจ้าอาวาส พระเมธาวินัยรส พระวชิรธรรมเมธี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในวันที่ 26 กันยายน 2565 ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ดำเนินกิจกรรมตามแผนของโครงการ โดยมีคณะสงฆ์มารับสังฆทานและแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อช่วยฟื้นฟูและยกระดับจิตใจของบุคลากรและนักศึกษาเป็นประจำทุกปีการศึกษา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : อื่นๆ  ได้แก่ ความรู้ที่เกิดประสบการณ์การจัดโครงการแล้วบุคลากรและนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.ทนพ.ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ วิธีการดำเนินการ 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง           คณะผู้บริหารวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในสังกัดและนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ให้มีโอกาสได้เจริญปัญญา พัฒนาจิตใจ และร่างกาย โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2566 เวลา 7:30-9:00 น. ณ สวนหน้าอาคาร 4  โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ที่เห็นความสำคัญและโอกาสที่จะได้พัฒนา จิตใจ และเจริญปัญญาอันเป็นวิถีทางที่นำไปสู่ระงับทุกข์ หรือความเครียดรวมถึงก่อให้เกิดปัญญาอันนำไปสู่การหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติงานและการศึกษาเล่าเรียนทำให้เกิดผลดีและประสิทธิผลสูงสุดในการปฏิบัติงานและการเล่าเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าร้อยละ 60 และมีความพึงพอใจในกิจกรรม          3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การดำเนินกิจกรรมเป็นโครงการความร่วมมือทั้งทางด้านวิชาการ การส่งเสริม และสนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อให้คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาได้มีความสัมพันธ์ที่ดีในการร่วมดำเนินกิจกรรมในรั้ววิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โอกาสในการพัฒนาสติ เจริญปัญญา ทบทวนและขัดเกลาคุณธรรมและจริยธรรม สร้างสติภายในตัวเพื่อให้ทั้งคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาใช้ชีวิตทั้งการปฏิบัติงานการเรียนและการสอน ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ตลอดจนเป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติสุข ปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมผ่านการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจหลักในการสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ร่วมกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาท ส่งเสริมและสนับสนุน คุณธรรม จริยธรรม การประกอบสัมมาชีพและจรรโลงไว้ซึ่งพระศาสนา โดยผลที่เกิดขึ้นส่งเสริมให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์มีโอกาสได้ฟังธรรมตามกาล ได้ฝึกสติ เจริญภาวนาซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้มีสติ อันจะนำไปสู่การหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งในการศึกษาเล่าเรียน และในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีโอกาสสั่งสมบุญบารมี ได้มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเกิดการบ่มเพาะ และส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และความซื่อสัตย์ทั้งต่อการศึกษาเล่าเรียนและต่อวิชาชีพ  ตลอดจนนักศึกษาเภสัชศาสตร์มีโอกาสในการทำกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์กับทั้งคณาจารย์และบุคลากรอื่น ๆ การมีสุขภาพทั้งกายและจิตที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเจริญพร้อมทั้งทางด้านวัตถุและคุณภาพทางจิตใจส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยรังสิตสามารถสร้างบัณฑิตเภสัชศาสตร์ ที่มีคุณธรรม จริยธรรม วางตนในบริบทที่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อมหาวิทยาลัย  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นโครงการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ที่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างทั้งสองสถาบัน ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมจึงมีกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสามารถดำเนินโครงการต่อเนื่องตามแนวทางความร่วมมือระหว่างสองสถาบันได้อย่างเกิดประสิทธิผล หลักฐานและเอกสารประกอบ

พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง เจริญพระพุทธมนต์ และปฏิบัติธรรมโดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเภสัช มหาวิทยาลัยรังสิต และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม Read More »

กีฬาว่ายน้ำสู่การพัฒนาแห่งความเป็นเลิศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.3 กีฬา ว่ายน้ำ สู่ การพัฒนาแห่ง ความเป็นเลิศ ผู้จัดทำโครงการ​ อ.อสมาพัณณ์ บุญเกิด และ ผศ.ปรานม ดีรอด สถาบันกีฬา หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งการพัฒนาประเทศให้เจริญได้นั้นต้องมีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ กีฬาสร้างเสริมสุขภาพ สร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ สร้างเศรษกิจ สร้างความเจริญ กีฬาเป็นจักรกลสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบุคคล ซึ่งสามารถพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเห็นควรปลูกฝัง และให้การส่งเสริม กีฬา ตั้งแต่ระดับเยาวชนเป็นต้นไป พัฒนากีฬา พัฒนาคน พัฒนาประเทศ นักเรียนเป็นเยาวชนของชาติที่มีการพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อย่างรวดเร็ว การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของเยาวชนควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกด้าน ความสามารถของเยาวชนแต่ละคนมีอยู่ในตัวแล้ว ถ้าได้รับการกระตุ้นหรือเสริมแรงจะทำให้เห็นเด่นชัดในความสามารถ และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แก่สังคม และแก่ประเทศชาติ ประกอบกับปัจจุบันนักจิตวิทยา และนักวิชาการได้มีการยอมรับว่า ทักษะทางด้านกีฬาเป็นทักษะทางปัญญาอีกด้านหนึ่ง เยาวชนสมควรได้รับการพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัยและความถนัด ดังนั้น เพื่อให้เป็น University Social Responsibility (USR) หรือ มหาวิทยาลัยกับความรับผิดชอบต่อสังคม จึงมีแนวคิดในการสร้างพัฒนากี ว่ายน้ำ อย่างเป็นระบบ โดย ส่งเสริมสนับสนุนการเล่นกีฬาว่ายน้ำ กำกับดูแลฝึกซ้อม ส่งนักกีฬาในสังกัดเข้าร่วมการแข่งขันในระดับต่าง ๆ และจัดการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำ โดย มุ่งเน้น กลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 6-1 7 ปี ที่ยังคงศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา  ซึ่งขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง เป็น กลุ่มที่มีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพได้ เปรียบเสมือนการสร้างฐานไว้ แต่มิได้มีการต่อยอดเป็น โดยให้มีการถ่ายทอดความรู้ทักษะ และ เทคนิคกีฬา ตลอดจนระเบียบ วินัย และมารยาทในการเล่นการฝึกกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ และกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติต่อไปในระดับนานาชาติ ให้ได้มาตรฐานสากล ก้าวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเป็นนักกีฬาอาชีพ พัฒนาชาติต่อไปในระดับนานาชาติ ให้ได้มาตรฐานสากล ก้าวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเป็นนักกีฬาอาชีพต่อไปในอนาคตต่อไปในอนาคต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ที่นำมาใช้          เริ่มในสิ่งที่ชอบ มาสู่ความรับผิดชอบเริ่มในสิ่งที่ชอบ มาสู่ความรับผิดชอบ ในเรื่องของในเรื่องของ “กีฬาว่ายน้ำ” ในอดีตเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมาก่อน เป็นครูสอนว่ายน้ำเป็นครูสอนว่ายน้ำพิเศษพิเศษตามตามโรงเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ใน กทม. เพื่อหารายได้ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน หลังจากจบการศึกษาในการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยรังสิต ในตำแหน่งอาจารย์พลศึกษา ช่วงของการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำนั้น สร้างให้เรามีความอดทน มีระเบียบ วินัย  จากการที่ได้เป็นนักกีฬามาก่อนทำให้รู้จากการที่ได้เป็นนักกีฬามาก่อนทำให้รู้ระบบระบบว่าเราต้องทำว่าเราต้องทำอย่างไร รู้จักการวางแผน มีอย่างไร มีความอดทน มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกา จัดการความอดทน มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกา จัดการงานงานอย่างมีระบบ อย่างมีระบบ            การทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในส่วนของกีฬาว่ายน้ำนั้น จะใช้ประสบการณ์จะใช้ประสบการณ์ทุกช่วงชีวิตมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาว่ายน้ำ โดยการเริ่มต้น ดังนี้          1. การวางแผน แผนการทำงาน ในการพัฒนากีฬาว่ายน้ำสู่ความเป็นเลิศ นั้น เริ่มจากการกำหนดจุดประสงค์ หรือเป้าหมายไว้ 3 ข้อ คือ            1.1 การพัฒนาเยาวชน ตั้งแต่อายุระหว่าง 6-17 ปี ให้เป็นระบบโดยให้มีการปูพื้นฐานความรู้ และทักษะของการว่ายน้ำ ตลอดจนระเบียบวินัย และมารยาทในการเล่นกีฬาว่ายน้ำไปสู่ระดับการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ             1.2 กำกับดูแลฝึกซ้อมและส่งนักกีฬาในสังกัด ที่ดูแลรับผิดชอบ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา รายการต่าง ๆ ทั้ง ในระดับชาติ และระดับ นานาชาติ            1.3 จัดการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำ โดย มุ่งเน้นกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 6 -17 ปี           2. การคัดเลือกทีมงาน คือ จัดหาโค้ชที่ดี มี ความ สร้างสรรค์และพร้อมจะทำงานเป็นทีม มีแผน การทำงานที่ร่วมกัน คิดร่วมกัน วางแผนและร่วมกันทำ มีความเข้าใจร่วมกันและแบ่งงานกันทำ ที่สำคัญการเป็นโค้ชกีฬาว่ายน้ำ ไม่ได้มีแค่หน้าที่สอนเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายสถานะมาก เป็นทั้งครู , คนให้คำแนะนำ , ผู้ดูแลการฝึกซ้อม , เป็นผู้จัดการเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นนักเรียนไปในตัว เพราะต้องศึกษาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา          3. การมีผู้นำ หรือผู้บังคับบัญชาที่เปิดใจ เปิดไฟเขียวให้ ค่อย สนับสนุน ชี้แนะ ให้การทำงาน ไม่หลงทางและ มีใจในการดำเนินงานต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้          4. จัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก นับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการ เตรียมทีมนักกีฬาเพื่อการแข่งขัน          5. นำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ การประสบผลสำเร็จทางการกีฬา  “ไม่มีทางลัดใด ๆ ที่จะทำให้นักกีฬาประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว” นักกีฬาจะต้องประสบผลสำเร็จในระยะยาว มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เก่งขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นการวางแผนการฝึกซ้อมอย่างมีระบบมีขั้นตอน ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา จะก่อให้เกิดพัฒนาการในนักกีฬาและความสำเร็จในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการบาดเจ็บ อีกทั้งกีฬา จะก่อให้เกิดพัฒนาการในนักกีฬาและความสำเร็จในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการบาดเจ็บ อีกทั้งยังเป็นชัยชนะที่ภาคภูมิใจยังเป็นชัยชนะที่ภาคภูมิใจอีกด้วยอีกด้วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรานม ดีรอด สถาบันกีฬา วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ ประชุมปรึกษาหารือ เสนอความคิดเห็น กันระหว่างผู้บริหารและทีมงาน ในการวาง แผนการทำงาน ในทฤษฎีที่ว่า ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และร่วมกันทำ  แบ่งหน้าที่ของ ทีมงาน และหาข้อมูลในการดำเนินงาน การสรรหานักกีฬา การวางโปรแกรมการฝึกซ้อม การดูแล ด้านการเรียน และอื่นๆ ของนักกีฬา 2. Prototype testing in an operational environment – DOผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานจากการวางแผน ในการพัฒนากีฬาว่ายน้ำสู่ความเป็นเลิศนั้น ได้ดำเนินการตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในแผน ดังนี้          2.1 ดำเนินการสอนว่ายน้ำให้กับเยาวชน นักกีฬา Academy RSU ของสถาบันกีฬา และสอนว่ายน้ำให้กลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 6-17 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ซึ่งขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาได้ อย่างเป็นระบบโดยสอนพื้นฐานความรู้ และทักษะของการว่ายน้ำ ตลอดจนระเบียบ วินัย และมารยาทในการเล่นกีฬาว่ายน้ำไปสู่ระดับการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ                    นอกจากสอนว่ายน้ำให้กับเยาวชนอายุระหว่าง 6-17 ปี และในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาศักยภาพนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำควบคู่ไปด้วย โดยส่งเข้ารับการอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาว่ายน้ำระดับพื้นฐาน Level 1 ในโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬาว่ายน้ำ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อรำความรู้ที่ได้รับมาต่อยอดเป็นผู้ฝึกสอนกีาว่ายน้ำให้กับน้องๆ เยาวชนต่อไป           2.2 สถาบันกีฬา ได้จัดโครงการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำขึ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนากีฬาว่ายน้ำ ส่งเสริมให้นักกีฬาและเยาวชน ได้แสดงศักยภาพด้านกีฬาว่ายน้ำ และปลูกฝังให้เยาวชนหันมาสนใจเล่นกีฬาว่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง           2.3 ในส่วนของยักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย หรือนักกีฬาว่ายน้ำรุ่นใหญ่นั้น ก็ได้กำกับดูลฝึกซ้อมและส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬารายการต่างๆ  ทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ ตลอดปีการศึกษา เพื่อให้มีการพัฒนาความสามารถให้ก้าวสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ           ในปีการศึกษา 2566 นักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยรังสิต จำนวน 7 คน (ชาย 4 คน และหญิง 3 คน) ได้เข้าร่วมการแข่งขัรกีฬามหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 49 “นนทรีเกมส์” ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2567- 3 กุมภาพันธ์ 2567 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สรุปเหรียญรางวัลกีฬาว่ายน้ำ มหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ในอันดับที่ 3 คว้าเหรียญรางวัลมาได้รวมทั้งสิ้น 6 เหรียญ (2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง) ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยรังสิต           หลังจากเสร็จสิ้นจากการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 49 “นนทรีเกมส์” นางสาวกมลลักษณ์ ตั้งนภากร นักศึกษาวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์การกีฬา นักศึกษาทุนความสามารถพิเศษด้านกีฬาว่ายน้ำ ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำในรายการต่างๆ อีก ได้แก่– รายการ BIMSTEC YOUTH WATER SPORTS ระหว่างวันที่ 5-10 กุมภาพันธ์ 2567 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย คว้าเหรียญรางวัลมาได้ 6 เหรียญทอง– รายการ Swimming Championship :XX Martin’s Cup 2024 ระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม 2567 ณ ศูนย์กีฬาทางน้ำ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ          นอกจากนี้ สถาบันกีฬา ยังได้ให้การสนับสนุนส่งเสริม นางสาวณธีร์ พิมสาร นักกีฬาว่ายน้ำคนพิการ ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ให้ขึ้นทะเบียบเป็นนักกีฬาของจังหวัดปทุมธานี และได้เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวชิงแชมป์โลกการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ รายการ World Abilitysport Games ระหว่างวันที่ 1 – 9 ธันวาคม 2566 ณ จังหวัดนครราชสีมา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดำเนินการ การ นำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและ อภิปราย ผล บทสรุปความรู้ หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          3.1 การพัฒนา กีฬาว่ายน้ำสู้ ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้บริหาร บุคลากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรตระหนักถึงความสำคัญเพื่อช่วยผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนสู่การปฏิบัติต่อไป         3. 2 การวางแผนพัฒนานักกีฬาในระยะยาวสู่ความเป็นเลิศและเพิ่ ม ประสิทธิภาพการแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ ต้องทำ อย่างต่อเนื่อง          3.3 การนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาในเชิงบูรณาการ มีความสำคัญเกิดประโยชน์สูงสุด ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สนับสนุนส่งเสริมผู้ฝึกสอน นักกีฬาเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพ ในการ ศึกษาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา และ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา

กีฬาว่ายน้ำสู่การพัฒนาแห่งความเป็นเลิศ Read More »

RSU อาสาเปลี่ยน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 RSU อาสา เปลี่ยน ผู้จัดทำโครงการ​ คุณจุฑามาศ กิจวรรณจักร์ และ คุณกนกกร ชูแก้ว สำนักงานกิจการนักศึกษา หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             สำนักงานกิจการนักศึกษา สานต่อนโยบายของฝ่ายกิจการนักศึกษา ในการพัฒนาทักษะผู้นำนักศึกษา โดยการบูรณาการทักษะ Hard  skills และ Soft skills อีกทั้งนำผลของการจัดโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม รุ่นที่ 1 ในหัวข้อ เรื่อง “พลังสร้างทีม” ซึ่งเห็นความสำคัญของการสร้างผู้นำนักศึกษา หัวใจหลัก คือ การทำงานเป็นทีม  ซึ่งได้ดำเนินการจัดพัฒนาทักษะดังกล่าวกับกลุ่มนักศึกษาทุนกิจกรรมนอกหลักสูตร และให้ความเห็นว่า ควรรวมกลุ่มนี้และขยายผลเปิดกว้างกับกลุ่มนักศึกษาทั่วไป และอยากให้รวมกลุ่มผู้นำในการจัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านจิตอาสา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาส่วนใหญให้ความสนใจ และประสงค์ให้เน้นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน                    ดังนั้น จึงจัดโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม ปีที่ 2 หรือ รุ่นที่ 2 ในหัวข้อ “RSU อาสา เปลี่ยน” เพื่อปลูกจิตสำนึกจิตอาสาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยจัดกิจกรรมเปิดรับบริจาคขวดน้ำพลาสติกใส หรือขวดพลาสติก ประเภท Polyethylene Terephthalate (PET) ที่ใช้แล้ว เพื่อรวบรวมและนำส่งมอบให้กับทางศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมวัดจากแดง เพื่อนำมาแปรเป็นผ้าไตรหรือผ้าบังสุกุลจีวรต่อไป  รวมถึงการพัฒนานักศึกษาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้คิดสร้างสรรค์โครงการ ด้วยการระดมความคิดจากกกลุ่มแกนนำนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการต่อไปในอนาคต ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                นำทักษะ Hard  skills ที่เรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาพัฒนาร่วมกับทักษะ  Soft skills ในการทำงานเป็นทีม ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์  ค้นหา Good Practice รูปแบบหรือตัวอย่างกิจกรรม ในการพัฒนาความมีจิตอาสาในตัวนักศึกษาด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขยายผลดำเนินโครงการสืบเนื่องเป็นรุ่น ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะนักศึกษา ได้ให้บุคลากรทุกระดับในมหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมด้วย นอกจากนี้ ได้ร่วมมือกับองค์กรภายนอก คือ ศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อม วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยนำขวดน้ำพลาสติกไปแปรรูปเป็นผ้าไตรจีวรถวายพระสงฆ์ ทั้งนี้เป็นไปตาม Concept ของโครงการ คือ “RSU อาสา เปลี่ยน”  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : อื่นๆ ได้แก่ ความรู้มาจากการระดมความคิดของกลุ่มเจ้าหน้าที่และกลุ่มนักศึกษา ในแนวทางหรือรูปแบบในการดำเนินกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้าน “จิตอาสา” โดยเน้นการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้ Concept “RSU อาสา เปลี่ยน” และได้ร่วมมือกับองค์กรภายนอก วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้ จัดตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วยกลุ่มทีมงานเจ้าหน้าที่สำนักงานกิจการนักศึกษาและกลุ่มนักศึกษาทุนกิจกรรมนอกหลักสูตร ประชุมวางแผนการดำเนินงาน นำผลจากการดำเนินงานโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม ปีที่ 1 หัวข้อ “พลังสร้างทีม”มาต่อยอด ดำเนินการสืบเนื่อง โดยประชุมแกนนำ ระดมความคิดหารูปแบบ โครงการต้นแบบ Good Practice และกลุ่มแกนนำ ซึ่งนำข้อเสนอแนะจากรุ่นที่ 1 ขยายผลรับสมัครนักศึกษาทั่วไปที่มีใจรักทำกิจกรรมจิตอาสาด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และคิดรูปแบบกิจกรรมที่ให้ทุกคนทุกระดับในมหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วม ทั้งนี้ ดำเนินการสืบเนื่อง โครงการสรรค์สร้างกิจกรรม ปีที่ 2 ใช้หัวข้อว่า “ RSU อาสา เปลี่ยน” นอกจากนี้ ได้ติดต่อกับองค์กรภายนอก คือ ศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยนำขวดน้ำพลาสติกไปแปรรูปเป็นผ้าไตรจีวรถวายพระสงฆ์ จัดกิจกรรมตามแผนงาน กิจกรรมที่ 1 ปลูกจิตสำนึกด้านการมีจิตอาสา และปลูกจิตสำนึกให้ความตระหนักเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำวัสดุมารีไซเคิล โดยเปิดรับบริจาคขวดน้ำที่ใช้แล้ว นำมารวบรวมและส่งมอบให้กับทางศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมวัดจากแดง เพื่อนำมาแปรสภาพขวดน้ำ เป็น “ผ้าไตร”หรือผ้าบังสุกุลจีวร ซึ่งถือว่าได้บุญ แปรของเหลือใช้หรืออันตรายต่อสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็น “บุญ”  กิจกรรมที่ 2 พัฒนาการเรียนรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการมีจิตอาสาในด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ปลูกจิตสำนึกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จะเป็นแกนนำ “RSU อาสา เปลี่ยน” โดยเดินทางร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติปาชายเลน ณ คลองโคลน จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ ได้จัดกระบวนการระดมความคิด (Brainstorm) คิดโครงการกิจกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการอย่างจริงต่อเนื่องในปีการศึกษาหน้า เพื่อให้เกิดแนวทางการผลิตโครงการในอนาคต สรุปผลและประเมินผลการดำเนินงาน                    นำผลการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงและต่อยอด รวมถึงเสนอต่อผู้บริหาร ขอรับคำแนะนำในการพัฒนาและขอรับการสนับสนุน จัดโครงการ/กิจกรรมต่อเนื่อง เป็น Good Practice รวมถึงได้แกนนำนักศึกษา ในชื่อ “RSU อาสา เปลี่ยน”   2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลการดำเนินงานโครงการ สร้างสรรค์นักกิจกรรม ปีที่ 2 หัวข้อ “RSU อาสา เปลี่ยน”  แบ่งรูปแบบกิจกรรม 2 รูปแบบ กิจกรรมที่ 1 มอบงานให้นักศึกษาแกนนำ “RSU อาสา เปลี่ยน” เปิดหน่วยรับบริจาคขวดน้ำพลาสติกใส จากนักศึกษาและบุคลากรทั่วไปของมหาวิทยาลัย ทุกหน่วยงานและวิทยาลัย/คณะสถาบัน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2566 ซึ่งได้รับความสนใจให้การตอบรับด้วยดี สามารถรวบรวมได้มากถึง 10,000 ขวด และได้จัดส่งมอบให้กับศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อม วัดจากแดง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 66 ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจะได้นำขวดน้ำเหล่านี้ไปรีไซเคิลเป็นผ้าไตรจีวรถวายแด่พระสงฆ์ กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมพัฒนาทักษะความมีจิตอาสาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักศึกษา หัวข้อ “RSU อาสา เปลี่ยน”  โดยพัฒนาทักษะ Hard  skills และ Soft skills ระหว่างวันที่ 11-15 กันยายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยรังสิต และกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยเรียนรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนและลงพื้นที่ปลูกป่าชายเลน พื้นที่ตำบลคลองโคลน                    ได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะ Soft skills ดังนี้                    กิจกรรมหัวข้อ “พัฒนาทักษะความรู้ การทำงาน ผ่านการทำกิจกรรมสันทนาการ” เพื่อให้นักศึกษาการให้ความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมกับการทำงานร่วมกันในกลุ่มเพื่อนนักศึกษาของผู้เข้าร่วมโครงการ และได้ใช้ลังกระดาษเป็นวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการเล่นเกมสันทนาการ                    กิจกรรม หัวข้อ “กระชับความสัมพันธ์” เพื่อเสริมสร้างความรักและความสามัคคีของทีมนักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันของ แกนนำ “RSU อาสา เปลี่ยน”                    กิจกรรม หัวข้อ “ระดมความคิดสร้างสรรค์โครงการด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”โดยพัฒนากระบวนการคิด (Brainstorm) เพื่อให้เกิดแนวทางการผลิตโครงการในอนาคต เพื่อสืบสานและต่อยอดให้เกิดโครงการต้นแบบ หรือ Good Practice  โดย รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการนักศึกษา เป็นวิทยากร  ทั้งนี้  นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้นำเสนอโครงการต้นแบบด้านปลูกจิตสำนึกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืนหลายโครงการ ซึ่งทางสำนักงานกิจการนักศึกษา จะคัดเลือกโครงการดังกล่าวมาต่อยอดและดำเนินการจริงในปีการศึกษาหน้า เช่น โครงการเตรียมความพร้อมผู้นำ Smart Camp และโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม ปีที่ 3 สานต่อ แกนนำนักศึกษา “RSU อาสา เปลี่ยน”                    ในการดำเนินกิจกรรมส่วนที่ 2 ในพื้นที่ ตำบลคลองโคลน จังหวัดสมุทรสงคราม มีนักศึกษาเข้าร่วมจำนวน 36 คน                    สำหรับปัญหาหรืออุปสรรคการดำเนินงาน ไม่มี  เนื่องจากได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ่าย            3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           จากผลการดำเนินงาน ได้ดำเนินการประเมินผลความพึงพอใจและประโยชน์ที่ได้รับด้านการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาความมีจิตอาสาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พบว่า ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.73             ทั้งนี้ ประเด็นการสรุปและอภิปรายผล ได้รับการประเมินในเกณฑ์ดีมากทุกข้อ ซึ่งขอนำเสนอเฉพาะประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ กิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.91 ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของเพื่อนนักศึกษาที่เข้าร่วมทีม/โครงการ ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.91 การระดมควาคิดเรียนรู้พัฒนาทักษะความมีจิตอาสา หัวข้อ “RSU อาสา เปลี่ยน” ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.82 การปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.77 การพัฒนาทักษะความมีจิตอาสาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.86  สาระการเรียนรู้และประโยชน์ที่ได้รับ ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.82 การนำไปประยุกต์ใช้ทำกิจกรรมในอนาคต ระดับ “ดีมาก”ด้วยค่าคะแนน 4.73           นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมเปิดใจ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นแกนนำ “RSU อาสา เปลี่ยน”ได้กล่าวสรุปและบอกถึงสิ่งดีที่ได้รับ ดังนี้ “การทำกิจกรรมร่วมกัน พัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกันและจิตอาสา คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ได้รู้ถึงวิธีการปลูกป่าชายเลน และสานสัมพันธ์พี่น้อง” “ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ตอนทำกิจกรรมโรบอตและกิจกรรมคิดโครงการ และการสร้างจิตสำนึกในการดูแลธรรมชาติ การปลูกต้นโกงกาง การนำขวดน้ำ วัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์” “ได้สนิทกับเพื่อนมากขึ้น ได้เรียนรู้ถึงจิตสำนึกในการรักษาระบบนิเวศติดทะเล” “ได้ลองไปปลูกป่าจริงๆ ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ปกติอาจจะไม่ได้เจอแบบนี้ ได้รู้จักกันมากขึ้นมีการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือกัน” “การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันของธรรมชาติ คน สัตว์ เป็นสิ่งที่ล้ำค่า ควรตระหนัก และมีจิตสำนึกอนุรักษ์เพื่อส่วนรวม” “ได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกป่าชายเลน ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคย เพราะหนูยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการปลูกป่าชายเลน เป็นอะไรที่สนุกมาก เอ็นจอยกับค่ายนี้มากๆ” “ได้พัฒนาภาวะผู้นำ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” “ได้รับประสบการณ์ปลูกป่าชายเลนและได้รับความสนุกสนาน รู้จักการอยู่ร่วมกันและสามัคคีกันมากขึ้น” “เข้าใจในการปลูกป่ามากขึ้น และได้เข้าใจการทำงานเป็นกลุ่มได้มากกว่าเดิม”              ด้านกลุ่มบุคลากรได้สะท้อนความคิดเห็นกับโครงการในภาพรวมว่า ชื่นชอบมากที่นำขวดน้ำพลาสติกที่เหลือใช้นำไปรีไซเคิล เปลี่ยนเป็นบุญได้ เหมือนได้ทำบุญ ได้ช่วยถวายผ้าไตรจีวรให้กับพระสงฆ์ทางอ้อม อยากให้มีโครงการแบบนี้ทุกๆปี จะคอยเก็บขวดน้ำไว้ให้ฯลฯ                บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ได้ค้นพบ การผสมผสานทักษะของ Hard  skills และ Soft skills ด้วยการปลูกจิตสำนึกจิตอาสาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “RSU อาสา เปลี่ยน” ต้องเริ่มเปลี่ยนที่จิตสำนึกของนักศึกษา สร้างแกนนำนักศึกษาในการจัดกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสร้างเสริมจิตสำนึกกับทุกคนใน มหาวิทยาลัยรังสิต  ให้ทุกคนมีส่วนร่วมพร้อมใจให้ความร่วมมือ เห็นคุณค่าจากสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอกที่เน้นความยั่งยืนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             เปิดตัวสร้างแกนนำนักศึกษา “RSU อาสา เปลี่ยน” และต่อยอดจัดโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม เป็นประจำทุกปี นับเป็นรุ่น  โดยคัดเลือกโครงการที่เป็นผลระดมความคิดในครั้งนี้มาต่อยอดและดำเนินการจริงในปีการศึกษาหน้า เช่น โครงการเตรียมความพร้อมผู้นำ Smart Camp และโครงการสรรค์สร้างนักกิจกรรม ปีที่ 3 สานต่อ แกนนำนักศึกษา “RSU อาสา เปลี่ยน” และเชิญชวนให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกจิตสำนึก จิตอาสารักษ์สิ่งแวดล้อม “เปลี่ยน”สิ่งของเหลือใช้ในมือเราแปลเป็น “บุญ” เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ไปรีไซเคิล หรือ บริจาค ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วมหรือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสำนักงานกิจการนักศึกษา ร่วมกับ กลุ่มนักศึกษาทุนกิจกรรมนอกหลักสูตร ดำเนินการเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษา ติดตามชมข้อมูลกิจกรรมได้ในคลิปโครงการสร้างสรรค์นักกิจกรรม ปีที่ 2  หัวข้อ “RSU อาสา เปลี่ยน” คลิปที่ 1 https://youtu.be/sckv-NJRRrc?si=bdZS_gQzzDUJiggB คลิปที่ 2 https://youtu.be/EWGTaW-zhLI?si=dDvCV6Wmv-k1dVom ภาคผนวก

RSU อาสาเปลี่ยน Read More »

สื่อการสอนออนไลน์ ถูกใจวัยโจ๋

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 สื่อการสอนออนไลน์ ถูกใจวัยโจ๋ ผู้จัดทำโครงการ​ รองคณบดีฝ่ายบริหารและกรรมการจัดการความรู้วิชาการบริหารการศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้ความรู้​​ คณาจารย์กลุ่มวิชาธนาคารเลือด คณะเทคนิคการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามากมาย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ทำให้การเรียนการสอนไม่มีความเบื่อหน่าย นักศึกษาสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อพัฒนาทักษะของนักศึกษา เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น Kahoot, Canva, Socrative, ZipGrade และ ClassDojo เป็นต้น ซึ่งแต่ละ application ก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเลือกตามความเหมาะสม โดยคณาจารย์ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเทคนิคการแพทย์ มีความประสงค์ที่จะทบทวนความรู้ให้กับนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ชั้นปีที่ 3 และ 4 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงนำเอา application kahoot มาประยุกต์ใช้กับนักศึกษาปีที่ 3 ในวิชา MTH341 และ space race ของ socrative มาประยุกต์ใช้กับการฝึกงานธนาคารเลือดของนักศึกษาปีที่ 4 เพื่อกระตุ้นความสนใจให้แก่นักศึกษาผ่านการเล่นเกมส์แข่งขันตอบคำถาม อีกทั้งยังเป็นการประเมินผลการเรียนว่านักศึกษามีความเข้าใจในบทเรียนมากน้อยเพียงใด ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, สังกัด กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต คณะเทคนิคการแพทย์ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ดำเนินการตามขั้นตอน plan, do, check, act ดังนี้คณาจารย์ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต ได้ดำเนินการนำความรู้จากการใช้ application kahoot และ space race ของ socrative มาประยุกต์ใช้กับความรู้ทางด้านธนาคารเลือด โดยสามารถนำมาใช้ในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ชั้นปีที่ 3 และ 4 โดยสรุปคือ นำ kahoot มาใช้กับการเรียนการสอนวิชา MTH341 กับนักศึกษาปีที่ 3 จำนวน 164 คน ที่ห้อง 7-100 และนำ space race ของ socrative มาใช้ในการฝึกงานนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน วิชาธนาคารเลือด ภาคการศึกษา 2/2565 มีจำนวน quiz ใน socrative ทั้งหมด 68 ข้อ แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็น 15 กลุ่ม ทำ quiz ก่อน และหลัง 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        คณาจารย์ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต ได้ดำเนินการนำ kahoot มาใช้กับการเรียนการสอนวิชา MTH341 กับนักศึกษาปีที่ 3 จำนวน 164 คน ที่ห้อง 7-100 การดำเนินการยังคงมีอุปสรรคบางประการ เช่น ห้องที่ใช้จัดกิจกรรมแคบเกินไป โจทย์ปัญหายาวเกินไป รูปภาพเล็กเกินไป นักศึกษาที่นั่งอยู่ด้านหลังมองไม่ค่อยเห็น  นอกจากนี้ยังได้นำ space race ของ socrative มาใช้ในการฝึกงานนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน วิชาธนาคารเลือด ภาคการศึกษา 2/2565 มีจำนวน quiz ใน socrative ทั้งหมด 68 ข้อ แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็น 15 กลุ่ม ทำ quiz ก่อนและหลัง หลังจากดำเนินการมีข้อคิดจากนักศึกษาต่อการใช้ space race ของ socrative คือ การทำ quiz ครั้งแรก ยังไม่ได้คิดวิเคราะห์ เพราะต้องรีบหาคำตอบให้ทันเวลา แต่พอ quiz อีกรอบพร้อมเฉลยทำให้เข้าใจมากขึ้น 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         ผลการประเมินจากนักศึกษาต่อการนำ kahoot มาใช้ในการติววิชา MTH341 พบว่าkahoot เหมาะกับการนำมาใช้ในการติววิชา MTH341 เป็น 3.98 เนื้อหาการติววิชา MTH341 โดยใช้ kahoot มีการจัดลำดับการนำเสนอที่เหมาะสมเข้าใจง่าย เป็น 4.23 การติววิชา MTH341 โดยใช้ kahoot ดึงดูดความสนใจ และทำให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน เป็น 4.38 รูปแบบการติวสามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็น 4.15 อาจารย์มีการเฉลยและอธิบายเนื้อหา และมีรางวัลเพื่อเสริมแรงอย่างเหมาะสม เป็น 4.47 ส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักคิดวิเคราะห์ เป็น 4.32 และความพึงพอใจของนักศึกษาโดยรวมสำหรับการติววิชา MTH341 โดยใช้ kahoot เป็น 4.09 แสดงถึงความพอใจของนักศึกษาที่ดีต่อการนำ kahoot มาใช้    สำหรับผลการประเมินจากนักศึกษาต่อการนำ socrative มาใช้ในการฝึกงานวิชาธนาคารเลือด พบว่าการใช้เมนู space race ของ application socrative มีรายละเอียดดังนี้1. ทำให้นักศึกษาได้อ่านหนังสือทางด้านธนาคารเลือดมากขึ้น มากน้อยเพียงใด เป็น 4.232.การใช้เมนู space race ของ application socrative ทำให้นักศึกษาได้ฝึกวิเคราะห์โจทย์ทางด้านธนาคารเลือดมากขึ้น มากน้อยเพียงใด เป็น 4.383.หลังการใช้เมนู space race เมื่อมีการใช้เมนู quiz เพื่อให้นักศึกษาเลือกคำตอบอีกครั้ง และมีการเฉลย ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาด้านธนาคารเลือดมากน้อยเพียงใด เป็น 4.854.การใช้โปรแกรม microsoft whiteboard, paint เพื่อเขียนคำอธิบายประกอบคำถามและเฉลย ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาด้านธนาคารเลือด มากน้อยเพียงใด มีค่าคะแนนเแลี่ยเท่ากับ 4.545.นักศึกษาได้ประโยชน์จากการใช้สื่อการสอนออนไลน์ด้วย application socrative เพื่อสอนเนื้อหาทางด้านธนาคารเลือด มากน้อยเพียงใด เป็น 4.69ทั้งหมดนี้แสดงถึงความพอใจของนักศึกษาที่ดีต่อการนำ space race ของ socrative มาใช้ในการกระตุ้นการเรียนการสอนต่อนักศึกษาทางด้านวิชาธนาคารเลือด ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          ปรับสื่อการสอนใน kahoot และ socrative ให้มีความเหมาะสม ลงตัวมากขึ้น เช่น ปรับขนาดตัวหนังสือ และรูปภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ปรับโจทย์ให้สั้นลง ปรับขนาดห้องให้ใหญ่ขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงอาจมีการนำไปใช้ในวิชาอื่นเพิ่มมากขึ้น   ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

สื่อการสอนออนไลน์ ถูกใจวัยโจ๋ Read More »

การเป็นอาจารย์ผู้สอนทางการบริหารการศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.2 การเป็นอาจารย์ผู้สอนทางการบริหารการศึกษา (สืบเนื่องจากการคัดเลือกให้ได้รับโล่รางวัลนักบริหารการศึกษาดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2566 ประเภทอาจารย์ผู้สอนทางการบริหารการศึกษาดีเด่น ของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย)KM: การสอนรายวิชา EDA 609: จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารการศึกษา (Professional Ethics for Educational Administrators) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ชัชชญา พีระธรณิศร์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          การบริหารจัดการศึกษา มีความเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพและคุณธรรม จริยธรรม ให้ความสำคัญและยึดถือเป็นมโนธรรมสำนึกของผู้บริหารการศึกษา การที่จะมีจรรยาบรรณวิชาชีพและคุณธรรม จริยธรรมได้อย่างไรนั้น อยู่ที่การสร้างความตระหนักและจิตสำนึกในคุณธรรม จริยธรรม ที่ต้องมีจิตวิญญาณ อุดมการณ์ของผู้บริหารในความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ…..จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารการศึกษา ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556และตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2550 จึงเป็น มาตรฐานวิชาชีพวิชาชีพชั้นสูง จะต้องมีศาสตร์มากำกับและมีศิลป์ในการบริหาร ผู้บริหารจึงถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะทำให้องค์การดำเนินการอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม หลักคุณธรรมสำหรับผู้บริหารในการครองตน การครองคน การครองงาน เป็นหลักสำคัญในการประพฤติปฏิบัติตนของผู้บริหารมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการบริหารงานในองค์การ การนำหลักสูตรไปใช้ การจัดการล่วงหน้าเกี่ยวกับการเรียนการสอน ( สิน งามประโคน ,2561) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542ในหมวด 7 จึงได้กำหนดไว้ว่า “ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ”        ในด้านจรรยาบรรณวิชาชีพและคุณธรรม จริยธรรมผู้บริหารการศึกษา ชุติมา รักษ์บางแหลม (2559) จากวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม และประเด็นปัญหาจริยธรรมในการบริหารสถานศึกษา พบว่า…ความยากลำบากที่ผู้บริหารต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารสถานศึกษาส่งผลกระทบระดับบุคคลทำให้เกิดความไม่สบายใจ ลำบากใจ และระดับองค์กร ขาดความสุขยุ่งยากใจในการบริหารงาน การอยู่ร่วมกัน ไม่อาจหาข้อยุติได้ง่ายจากข้อมูลที่มีอยู่ ต้องมีการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ในการแก้ปัญหาต้องทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหา วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงการค้นหาทางเลือกและแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักจริยธรรมพื้นฐาน ความดีงาม ความถูกต้องและหลักจริยธรรมวิชาชีพ หลักการบริหารงาน รวมถึงการตัดสินใจเลือกทางเลือก ปฏิบัติตามทางเลือกและการประเมินผลทางเลือกระยะสั้นและยาว การเผชิญและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมของสถานการณ์ ตามน้ำหนัก ความโน้มเอียงของปัญหา บริบทและสภาพแวดล้อมขององค์กร สอดคล้องกับ จุฑามาส ศรีทองคำ (2562 ) ได้ศึกษา คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารมืออาชีพ พบว่า การเสื่อมโทรมดานคุณธรรมจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุของการยึดวัตถุมากกวาความดี การแข็งขันเพื่อเอาชนะแทนการร่วมมือ การมองคนอื่นเป็นคู่แข่งมากกว่าเป็นพันธมิตร การศึกษาน่าจะให้ทางออกที่ดีต่อปัญหาดังกล่าว และผู้นำด้านการศึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาน่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครู นักเรียน และบุคคลอื่นในสังคมเพราะผู้บริหารเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางของหน่วยงาน ควรจะมีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพในการบริหารงาน อีกทั้งยังต้องมีความสัมพันธ์กับบุคลากรในองค์การประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ผู้สอนในรายวิชา EDA 609: จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารการศึกษา จะต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้กับนักศึกษา มีทัศนคติที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นกระบวนการซึมทราบทางจริยธรรม (moral internalization) มี 3 กระบวนการที่เป็นอิสระจากกัน คือ 1.ความคิดทางจริยธรรม (moral thought) 2.ความรู้สึกทางจริยธรรม (moral feeling) และ 3.พฤติกรรมทางจริยธรรม (moral behavior) (Hoffman ,1979) ในการนำไปใช้ตามแบบแผนพฤติกรรมที่คุรุสภากำหนด1.ความคิดทางจริยธรรม (moral thought)– การปรับทัศนคตินักศึกษาก่อนการเรียนรู้ ของอาจารย์ผู้สอน นอกจากหลักการแนวคิด ทฤษฎีในศาสตร์ความรู้ทางสาขาการบริหารการศึกษาแล้ว2.ความรู้สึกทางจริยธรรม (moral feeling)– ศิลปะ ที่จะนำมาใช้การส่งเสริมการสอนนั้น ต้องส่งเสริมการมีอุดมการณ์ของการเป็นผู้นำหรือการสู่การเป็นผู้บริหารการศึกษาที่มีวินัย การวางแผน การจัดระบบ แบบแผน ความมุ่งมั่น อดทน การยึดหลักคุณธรรมและเมตตาธรรม ในการปฏิบัติตน(ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม)ก่อน และไปถึงบริหารงาน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเปนที่ประจักษ์ และรวมถึง ความฉลาดทางอารมณ์3.พฤติกรรมทางจริยธรรม (moral behavior)– กิจกรรมเสริมทักษะเชิงปฏิบัติการด้านคุณธรรม จริยธรรม สู่การเป็นต้นแบบของภาวะผู้นำ การเพิ่มสมรรถนะ การพัฒนาบุคลิกภาพ การเป็นผู้นำทางวิชาการ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทั้งอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียนควรมีปลูกฝัง การมีวินัย มีรูปแบบวิธีคิด (Mental Models)การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking)สามารถสนองตอบต่อการแข่งขัน และ ทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การประยุกต์หรือบูรณาการ การทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายต้องวางแผนและใช้กระบวนการ PDCA ในด้านการจัดดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน ของหลักสูตรนี้จึงดำเนินไปด้วยดีและสามารถได้ แนวทางสู่การปฏิบัติ และการนำไปปฏิบัติได้จริง    การดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ (PDCA) ดังนี้เริ่มต้นจาก Plan1.การวางแผน (Plan) แนวทางปฏิบัติที่ดี(Best Practice)เตรียมการสอน 1.1 การเขียน มคอ 31.2. เตรียมเอกสารประกอบการสอน1.3 จัดทำประมวลการสอน /แผนการเรียนการสอน/สื่อการสอน และแหล่งค้นคว้าต่างๆ ให้สอดคล้องต่อบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก1.4 เตรียมกิจกรรมเชิงทักษะเพื่อส่งเสริมประสบการณ์จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   วิธีการดำเนินงาน การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง โดยวิธีการสอนในรายวิชา EDA 609: จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารการศึกษา จะใช้วิธีการสอนแบบผสมผสานดังนี้ 1. ผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ชี้แนะ (coach) หรือ โค้ช ที่เรียกว่า รูปแบบโค้ช “3Es” ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้การโค้ชของผู้สอนประสบความสำเร็จได้ ในการสร้างความยึดมั่นผูกพัน (Engage) การเสริมพลังการเรียนรู้ (Empower) และการสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ (Enliven)ผู้สอนเป็นผู้ให้คำปรึกษา (consultant)ถือได้ว่าเป็นวิธีการส่งเสริมและให้นักศึกษา ได้มีการสะท้อนคิด (Reflect)2. การสอนแบบอภิปราย: ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์เชิงท้าทายในประเด็นต่างๆ3. การสอนแบบ Active Learning: มุ่งพัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ของจากกิจกรรมต่างในระหว่างการสอน ลงมือปฏิบัติจริงให้เกิดทักษะ มีการเจรจาโต้ตอบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์4. การสอนfacilitator): ผู้เป็นผู้อำนวยความสะดวก ในกิจกรรมต่างๆ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        DO2. การปฏิบัติ (Do) แนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) การสอน    2.1 กิจกรรมเชิงปฏิบัติด้านคุณธรรม จริยธรรมนักศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในเชิงประจักษ์    2.2 การคัดเลือกผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็น Best Practice ที่มีศิลปะในการบริหาร มาเป็นต้นแบบที่ดีในพฤติกรรมทางจริยธรรม    2.3 การบูรณาการ ด้านความคิด ประสบการณ์ และสาเหตุพฤติกรรมทางจริยธรรม    2.4 การกระตุ้นปัญญาทางความคิด ให้นักศึกษาในการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และในกิจกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ทางการบริหารการศึกษา 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        3. การตรวจสอบและติดตามผล(Check) แนวทางปฏิบัติที่ดี(Best Practice) มาตรฐานการสอน3.1 การบริหารจัดการประเมินหลังการสอน โดย การวิเคราะห์จากประสบการณ์ จากกิจกรรม (ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ผู้บริหารในระดับนโยบาย และผู้บริหารในสถานศึกษา)และองค์ความรู้ต่างๆ จากการเรียนทั้ง5 Mudule ให้นักศึกษาอภิปรายร่วมและวิเคราะห์ เพื่อสู่แนวทางปฎิบัติ3.2 ผู้สอนประเมินและติดตามผล ด้วยวิธีการประเมินที่กำหนดอย่างเหมาะสม มีการประเมินการสอนโดย 3 ระยะ คือ ทดสอบความรู้ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน (โดยการเขียน Refection thinking) เพื่อเป็นการสะท้อนคิด จากการเรียน3.3 ด้านนักศึกษา ติดตามและประเมินผลด้านความรู้ จากการวิเคราะห์ สามารถนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ ได้3.4 การเขียนข้อสอบเชิงวิเคราะห์ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice        Act4. การปรับปรุงพัฒนา (Act) แนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ประเมินผล   4.1 นำผลการประเมินการเรียนการสอน กิจกรรม นำมาปรับปรุง เพื่อยกระดับคุณธรรม จริยธรรม   4.2 ด้านอาจารย์ นำผลการประเมินการเรียนการสอนกิจกรรม/ โครงการที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือเพื่อปรับปรุงร่วมกันระหว่างอาจารย์ ในคณะกรรมการหลักสูตรระดับคณะ   4.3 ด้านนักศึกษา นำผลการประเมินจากการเรียนการสอน กิจกรรม/ โครงการรวบรวมเป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมการตรวจสอบผลดำเนินการโดยให้ feedback โดยการทวนสอบ1. โดยการคิดวิเคราะห์ จากสถานการณฺฺฺจริง ลงพื้นที่พบผู้มีประสบการณ์ทางวิชาชีพทางการบริหารการศึกษา2. การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในทุกกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน3. วิเคราะห์ตนเองเกี่ยวกับระดับความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดี ต่อความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา4. การนำความรู้ประสบการณ์ ในและนอกชั้นเรียน ไปพัฒนาสู่การปฏิบัติ (จากการวิเคราะห์ กระตุ้นปัญญาทางความคิด)     อุปสรรคปัญหาที่พบคือ การกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเชิงคิดวิเคราะห์ (นักศึกษาบางคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น จุดนี้อาจารย์ ต้องแสดงบทบาท เป็นcoach ในสร้างความกระตือรือร้นเสริมพลังการเรียนรู้ ให้กับนักศึกษา   ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การเป็นอาจารย์ผู้สอนทางการบริหารการศึกษา Read More »

4D for Smart Organization

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.2, KR 3.4.1, KR 3.4.3, KR 3.4.4 4D for Smart Organization ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.สมศักดิ์ เอื้ออัชฌาสัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพ คุณพรรนิภา แดงเลิศ คุณธนัญชนก วารินหอมหวล คุณภัสราภรณ์ อริยะเศรณี สำนักงานประกันคุณภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         สังคมในปัจจุบันอยู่ในกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านทรัพยากร ความหลากหลายของบุคลากร ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือความก้าวหน้าในยุคดิจิทัล เป็นต้น ทำให้แนวคิดในการมุ่งพัฒนาบุคลากรในระดับปัจเจกบุคคลให้มีความรู้ ความสามารถ ในภาระงานที่ตนเองรับผิดชอบนั้นอาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการบริหารหน่วยงานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ดังนั้นหากหน่วยงานจะพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการความรู้ภายในหน่วยงานและการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ของหน่วยงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ และมีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปฏิบัติงานภายในองค์กรได้อย่างมีความสุข        สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยรังสิตมีการปรับรูปแบบการศึกษาและการบริหารงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก ภายใต้หลักการบริหารองค์กรที่สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ 1.การสานพลังทุกภาคส่วน (Collaboration) เพื่อเป็นการยกระดับการทำงานไปสู่การร่วมมือกัน โดยจัดระบบให้มีการวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ต้องการร่วมกัน 2. การสร้างความสำเร็จร่วม (Shared Achievement) การคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือแนวทาง (Solutions) เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานและการให้บริการ 3. การพัฒนาตนเองขององค์กร (Self-Development Organization) การปรับเข้าสู่การเป็นดิจิทัล (Digitization) และ 4. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Mindset) เพิ่มทักษะให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง เพื่อสร้างคุณค่าหลัก (Core Value) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยปรับเปลี่ยนจากการทำงานรูปแบบเดิมมาสู่รูปแบบใหม่ เพื่อปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น        ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา สำนักงานประกันคุณภาพจึงปรับกระบวนการบริหารงานภายในหน่วยงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารงานของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกตอบสนองทันที (Pro-Active) การใช้ทรัพยากรน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่า (Less resources, but more results) ปรับระบบการทำงานให้เป็นดิจิทัลและเชื่อมต่อในหลายมิติ (Digitalization and Hyperlink) มากขึ้น อันส่งผลต่อคุณภาพการบริหารบุคลากรในหน่วยงาน การกำกับตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร คณะวิชา หน่วยงานสนับสนุน และสถาบัน  ในการดำเนินงานเพื่อบรรลุความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ที่มีการปรับจากรูปแบบของ KPI ไปสู่รูปแบบ Key Result นอกจากการอาศัยค่านิยมดังกล่าวแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนา Mindset จาก Fixed Mindset ไปสู่ Growth Mindset เพื่อรองรับกระบวนการพัฒนาไปสู่การเป็น Smart Organization ในการนี้สำนักงานประกันคุณภาพจึงได้ทดลองดำเนินการกระบวนการดำเนินงานในลักษณะไม่หยุดนิ่ง (Dynamic) หรือติดในกรอบการทำงานเดิมๆ โดยเริ่มตั้งแต่ในส่วนของการมี Dynamic Mission, Dynamic IDP, Dynamic Job description และ Dynamic working result ในการนำไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จที่วัดผลได้ตาม Key Result ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : โดยนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงานความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    วิธีดำเนินการจัดการความรู้ในหน่วยงานสำนักงานประกันคุณภาพโดยผู้บริหารหน่วยงานให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัย เช่น ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายแนวทางการจัดการความรู้ ปีการศึกษา 2565 ในหัวข้อ “การจัดการความรู้กับการประกันคุณภาพ” ให้ความรู้แก่บุคลากรในสำนักงาน, สนับสนุนให้บุคลากรเข้าร่วมอบรมแนวทางการจัดการความรู้ในทุกปีการศึกษา เป็นต้น แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมฯ มาประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จและองค์ความรู้ของบุคลากรในหน่วยงานเพื่อนำเสนอตามแบบฟอร์มการจัดการความรู้ โดยมีกระบวนการจัดการความรู้ 6 ขั้นตอน ดังนี้1. การกำหนดความรู้ที่จำเป็น โดยจัดประชุมหน่วยงานเพื่อร่วมกันพิจารณาว่าความรู้ใดที่สำคัญต่อกระบวนการดำเนินงานในช่วงของการเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์2. การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ โดยการนำพันธกิจใหม่ (ที่มาของ Dynamic Mission กับ Dynamic Job Description) ที่ได้รับมอบหมายมาสร้างองค์ความรู้ใหม่ ศึกษา แสวงหาความรู้จากภายนอกหน่วยงานแล้วนำความรู้หรือประสบการณ์ของบุคลากรรายบุคคลมาประชุม/ระดมความคิดเห็นร่วมกันเพื่อปรับปรุง Job Description รายบุคคล3. การปรับปรุง/ดัดแปลง/สร้างความรู้บางส่วนให้เหมาะสมต่อการใช้งาน โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรของสำนักงานประกันคุณภาพที่มีการปรับปรุงให้เป็นไปตามพันธกิจใหม่ (ที่มาของ Dynamic IDP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิผลของผลลัพธ์การดำเนินงาน4. การประยุกต์ใช้ความรู้ในงานของตน โดยการนำความรู้ที่ได้จากการประชุม/ระดมความคิดเห็น และการให้ความรู้แบบ Coaching จากผู้บริหารหน่วยงานสู่การจัดทำเป็นองค์ความรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน (ที่มาของ Dynamic working result)5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ สำนักงานประกันคุณภาพดำเนินการตาม 4D เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงานตาม KR แล้วทำการประเมินความสำเร็จตามเป้าหมายได้ครบถ้วนทุก KR6. การจดบันทึกขุมความรู้และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งานและปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน    6.1 นำผลการสกัดความรู้ตามกระบวนการ 4D มาบันทึกตามแนวทางของ RKMS    6.2 การเผยแพร่ความรู้ 4D ทั้งผ่านระบบ RKMS และผ่านการจัดอบรมสัมมนาหน่วยงานสนับสนุน โดยสำนักงานประกันคุณภาพ เช่น การนำ “ตัวอย่างแผนพัฒนาบุคลากร สำนักงานประกันคุณภาพ (แสดงตัวอย่าง Dynamic IDP ที่เชื่อมโยงกับ Dynamic Mission และ Dynamic Job Description และนำไปสู่ Dynamic working result)” ในการจัดอบรม “แนวทางการเขียนรายงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหน่วยงานสนับสนุน ปีการศึกษา 2565” เพื่อประกอบการรายงานในตัวบ่งชี้ที่ 2 แผนการบริหารและแผนพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุน 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        สำนักงานประกันคุณภาพมีกระบวนการติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากรรายบุคคลตามพันธกิจใหม่ ที่มีการปรับหน้าที่ ความรับผิดชอบงาน และตัวชี้วัดความสำเร็จของบุคลากรรายบุคคล โดยมีผลลัพธ์การดำเนินงานและผลการพัฒนาบุคลากร ดังนี้     ผลลัพธ์การพัฒนางานในเชิงกระบวนการและเทคโนโลยี (Process and Technology)1. มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลตามพันธกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน (IQA) และการประเมินคุณภาพภายนอก (EQA) ได้แก่ พัฒนาระบบ improvement plan online (เป้าหมาย 100% comfort faculty and curriculum IP on time)เป็นระบบที่สามารถนำเข้ารายงาน มคอ.7, รายงาน SAR และผู้ประเมินสามารถอ่านและกรอกรายงานผลการประเมิน รวมถึงการแก้ไขรายงานการตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบฯ ได้ และสามารถรวบรวมรายงานผลการตรวจประเมินเบื้องต้นให้เป็นฉบับสมบูรณ์ โดยระบบจะสามารถประมวลผลในส่วน Comment ของกรรมการประเมินแล้วสร้างเป็น Default Improvement Plan เพื่อให้คณะสามารถ Login เข้าระบบฯ เพื่อกรอกข้อมูล Improvement Plan ให้เป็นฉบับสมบูรณ์ได้ทันที ซึ่งถือว่าเป็นระบบแบบ One Stop Service และสามารถเก็บรวบรวม Improvement Plan ได้ทุกปีการศึกษา พัฒนาระบบ EQA Online เพื่อสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน IQA และเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก (เป้าหมาย มีระบบฐานข้อมูลตอบโจทย์การประกันคุณภาพหลักสูตรและคณะพร้อมกัน) โดยมีการกำกับติดตามให้คณะวิชารายงานข้อมูลในระบบฯ ภายในระยะเวลาที่สำนักงานประกันคุณภาพกำหนด 2. พัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต โดยการจัดทำคู่มือ RQA63, RQA63+ และ RQA66(เป้าหมาย มีมาตรฐานที่ตอบเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร กรอบมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษา และบริบทมหาวิทยาลัยรังสิต)3. พัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสำหรับทุกกลุ่ม (อาจารย์ นักศึกษา และผู้ประเมิน) ผ่านช่อง YouTube สำนักงานประกันคุณภาพ (เป้าหมาย มีสื่อพัฒนาความรู้ QA ออนไลน์ใหม่ๆ จำนวน 10 เรื่องต่อปี ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม)4. การจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อให้คำปรึกษาตามประเด็นที่หลักสูตร/ คณะวิชา/ หน่วยงาน มีข้อสงสัยภายหลังการศึกษาแนวทางการรายงานจากสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่ในช่อง YouTube สำนักงานประกันคุณภาพ (เป้าหมายคือกลุ่มที่ได้รับการบรรยายผ่าน Focus Group ร้อยละ 100 จะต้องได้รับความรู้ ความเข้าใจในเกณฑ์และแนวทางการรายงานมากขึ้น)5. พัฒนา Website ใหม่ของสำนักงานประกันคุณภาพที่มีความหลากหลายของเมนูการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพในทุกระดับ ให้บริการการดาวน์โหลดคู่มือและแบบฟอร์มต่างๆ เอกสารหลักฐานต่างๆ ข่าวสารด้านการประกันคุณภาพ ตลอดจน Web link ที่เชื่อมโยงกับสถานี YouTube สำนักงานประกันคุณภาพและ Web link ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง6. พัฒนาผู้ประเมิน IQA หน้าใหม่ร้อยละ 5-10 ของฐานผู้ประเมินทุกปีรองรับอนาคต (เป้าหมาย ผู้ประเมินหน้าใหม่มีศักยภาพเป็นกรรมการประเมินต่อเนื่องได้ 3 ปี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50)7. พัฒนาระบบประเมินการเรียนการสอนของอาจารย์ที่ตอบโจทย์ Active Learning ภายใต้ภาคีความร่วมมือ สำนักงานประกันคุณภาพ สำนักงานมาตรฐานวิชาการ และ ITSC (เป้าหมาย คณาจารย์มากกว่าร้อยละ 60 มีผลประเมินการสอนเฉลี่ย 4.01 ขึ้นไป)8. ภาคีความร่วมมือระหว่างสำนักงานประกันคุณภาพ สำนักงานมาตรฐานวิชาการ และ HRD ในการจัดอบรมสัมมนาเตรียมความพร้อมการเป็น outcome based education และรองรับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรใหม่ และกรอบมาตรฐานคุณวุฒิใหม่ (เป้าหมาย หลักสูตรสามารถพัฒนา และปรับปรุงหลักสูตรตาม OBE และตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และกรอบมาตรฐานคุณวุฒิใหม่ได้)9.จัดประเมินคุณภาพการศึกษาภายในผ่านระบบออนไลน์ (เป้าหมาย เพื่อลดความเสี่ยง Covid-19, ไม่มีข้อจำกัดจำนวนการเข้าร่วม, สามารถลดต้นทุน 20% และ มี Real time consult ผ่าน Line group ทำให้เกิด common standard10. ความร่วมมือด้านการประกันคุณภาพการศึกษากับเครือข่ายประกันคุณภาพการศึกษาสถาบันนานาชาติ (Institutional Quality Assurance Network: IQAN)11. การจัดทำคู่มือที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาและงานด้านวิชาการ เช่น คู่มือการสืบค้นบทความที่ได้รับการอ้างอิงในฐาน TCI และ Scopus, คู่มือการอ้างอิงสารสนเทศตาม APA 7th Edition, คู่มือประกอบการใช้งานระบบฐานข้อมูลต่างๆ อาทิ คู่มือฯ ระบบ EQA, คู่มือฯ ระบบ CHE QA Online และคู่มือฯ ระบบ DBS เป็นต้น      ผลลัพธ์การพัฒนาบุคลากร1. บุคลากรมีความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานตาม Dynamic Job Description ได้แก่ มีความรู้ในตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2563 โดยทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการและเลขานุการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ไม่น้อยกว่า 30 ครั้งต่อปี และสามารถจัดทำ Template ทั้ง มคอ.7 SAR ระดับคณะ และ SAR ระดับสถาบัน ครอบคลุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2563 และครอบคลุมเกณฑ์การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา มีความรู้ในตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก รอบสี่ โดยสามารถพัฒนา Template สำหรับการเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานฯ, ร่วมพัฒนาระบบ EQA Online และร่วมจัดทำรายงาน PA2-1, PA2-2 เพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ มีความรู้ในระบบฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ของ สป.อว. (ระบบ CHE QA ONLINE) โดยสามารถวางโครงสร้างคณะและหลักสูตรในระบบ CHE QA ONLINE, สร้าง Username และ Password ทั้งในระดับหลักสูตรและระดับคณะ ครอบคลุมทั้งผู้กรอกรายงานและกรรมการประเมิน และสามารถจัดทำคู่มือประกอบการใช้งานระบบฯ ทั้งในระดับหลักสูตรและคณะวิชา รวมทั้งสามารถเป็นวิทยากรในการอบรมการใช้งานระบบฯ ทั้งระดับหลักสูตรและระดับคณะวิชา มีความรู้ตามเกณฑ์การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา โดยสามารถพัฒนา Template สำหรับการเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานตามเกณฑ์การจัดกลุ่มสถาบัน มีความรู้ตามการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก เช่น Webometrics, QS World University Ranking, THE World University Ranking และ U-Multirank โดยจัดเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานตามเกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกต่างๆ ศึกษาและรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยอื่นๆที่ได้รับการจัดอันดับในด้านต่างๆที่ดีขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานที่เป็น Process Owner 2. บุคลากรมีทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานตาม Dynamic Job Description ได้แก่ มีทักษะการใช้งานระบบ EQA โดยสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบ (Admin) สามารถใช้งานระบบ EQA ในการกรอกผลการดำเนินงานของคณะ และสามารถเป็นวิทยากรอบรมแนวทางการใช้งานระบบ ให้กับผู้เข้าร่วมอบรมจากคณะต่างๆ ได้ มีทักษะการใช้งานระบบฐานเอกสารกลาง DBS โดยสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบ (Admin) สามารถใช้งานระบบฯ ในการกรอกผลการดำเนินงานของระดับหลักสูตร ระดับคณะ ระดับหน่วยงานสนับสนุน และระดับสถาบัน และสามารถเป็นวิทยากรอบรมแนวทางการใช้งานระบบฐานเอกสารกลาง DBS ให้กับผู้เข้าร่วมอบรมของระดับต่างๆ ได้ มีทักษะการใช้งานระบบ Web Admin โดยสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบ (Admin) Website สำนักงานประกันคุณภาพ และสามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน มีทักษะการใช้งาน Microsoft Office/ Google Apps เพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานและสามารถถ่ายทอดการใช้งานให้กับผู้ร่วมงานได้ มีทักษะการใช้งานภาษาอังกฤษ โดยสามารถอ่านและแปลบทความจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยและสามารถเขียนบันทึกข้อความ คู่มือ แนวปฏิบัติ Template เป็นภาษาอังกฤษได้ มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และออกแบบวิธีแก้ปัญหา โดยสามารถร่วมเสนอแนวทางดำเนินงานในวาระการประชุมกรรมการชุดต่างๆ เป็นผู้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพในที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ ไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี และสามารถวิเคราะห์และออกแบบปรับปรุงกระบวนการทำงานตามภาระงานที่ได้รับมอบหมาย 3. บุคลากรมีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานตาม Dynamic Job Description ได้แก่ มีสมรรถนะในการนำเสนอและการสื่อสาร โดยสามารถเป็นวิทยากรในการจัดอบรม เป็นผู้นำเสนอวาระการประชุม โดยมีผลการประเมินความพึงพอใจในการทำหน้าที่เป็นวิทยากร/ผู้นำเสนอวาระการประชุมคะแนนประเมิน 3.51 คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเต็ม 5 ต่อเนื่องสามปีการศึกษา มีสมรรถนะในการทำงานเป็นทีม โดยสามารถสร้างสรรค์และวางแผนการทำงานเป็นกลุ่มภายใต้ภารกิจต่างๆ ของสำนักงานโดยเจ้าหน้าที่เองหรือร่วมกับผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานเป็นกลุ่มแล้วนำผลจากการตรวจสอบและการประเมินผลการดำเนินงานมาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานเป็นกลุ่มภายใต้ภารกิจต่างๆ ของสำนักงานโดยเจ้าหน้าที่เองหรือร่วมกับผู้บังคับบัญชาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป มีสมรรถนะทางด้าน Digital Literacy ในขั้นเริ่มต้นถึงขั้นกลาง (ใช้นิยาม Digital Literacy ตามแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569) โดยนำผลจากการพัฒนาสมรรถนะทางด้าน Digital ไปใช้ปรับปรุงงาน อย่างน้อย 1 งานต่อคน 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่         การตรวจสอบผลการดำเนินการ สำนักงานประกันคุณภาพมีกระบวนการติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากรรายบุคคลตามพันธกิจใหม่ ที่กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จคือ รายงาน Job Description ประจำปีการศึกษาที่ Mapping กับ Dynamic Mission และรายงานการปฏิบัติงานรายบุคคลประจำเดือน (Monthly Report) เพื่อติดตามการพัฒนาตนเองของบุคลากรว่ามีผลการดำเนินงานอย่างไร มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาบุคลากรอันส่งผลต่อภาพรวมของการพัฒนาหน่วยงานอย่างยั่งยืน     การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ ประสบการณ์จากการนำ 4D ไปใช้ พบว่าบุคลากรสำนักงานประกันคุณภาพมีการดำเนินงานภายใต้พันธกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จไว้ในแผนพัฒนาบุคลากร เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาบุคลากรพบว่าหน่วยงานสามารถบริหารจัดการภาระงานที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามพันธกิจใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงานมากขึ้นเพื่อลดขั้นตอนและทรัพยากรแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น เช่น การจัดประเมินคุณภาพการศึกษาภายในผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมรับฟังผลการประเมิน และสามารถลดต้นทุนการใช้งบประมาณและทรัพยากรได้ถึง 20% ต่อปี อีกทั้งสามารถสร้างระบบ Real Time Consult ผ่าน Line Group เพื่อให้คำปรึกษาหรือตอบข้อคำถามระหว่างการตรวจประเมินได้อย่างทันท่วงที อันส่งผลต่อภาพรวมการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานในระดับหลักสูตร ระดับคณะ ระดับหน่วยงานสนับสนุน และระดับสถาบันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดสามปีการศึกษา ด้วยผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน อยู่ในระดับดีมาก (ปีการศึกษา 2562 คะแนนประเมิน 4.51, ปีการศึกษา 2563 คะแนนประเมิน 4.63 และปีการศึกษา 2564 คะแนนประเมิน 4.64)    บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ เนื่องจากสำนักงานประกันคุณภาพมีกระบวนการดำเนินงานภายใต้พันธกิจใหม่ตามที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดในทุกปี สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาหน่วยงานและบุคลากรคือการสร้างองค์ความรู้ที่มีในตัวบุคคลทั้งที่มีอยู่แล้วให้เกิดการพัฒนามากยิ่งขึ้น หรือการเพิ่มพูนองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในหน่วยงาน การให้ความรู้แบบ Coaching จากผู้บริหารหน่วยงาน หรือการศึกษาจากผู้บริหาร/ คณาจารย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญผ่านการเข้าร่วมประชุม/อบรม/สัมมนา ตลอดจนการส่งเสริมให้บุคลากรศึกษาค้นคว้าแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานของตนเอง และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแผนการดำเนินงานในแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สำนักงานประกันคุณภาพสามารถขับเคลื่อนกระบวนการดำเนินงานตามพันธกิจใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะ :  สืบเนื่องจากระบบการศึกษาและการบริหารองค์กรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสำนักงานประกันคุณภาพเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องมีการอัพเดทข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการและงานประกันคุณภาพ อีกทั้งยังได้รับมอบหมายในการกำกับดูแลพันธกิจใหม่ในทุกปี ดังนั้นสำนักงานประกันคุณภาพจึงมีแนวทางการดำเนินการพัฒนาบุคลากรและหน่วยงานเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ และการเป็น Smart Organization โดยยังคงดำเนินการตามกระบวนการ 4D (Dynamic Mission, Dynamic IDP, Dynamic Job description และ Dynamic working result) และมีการประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานเพื่อนำจุดอ่อน/ ปัญหา/ อุปสรรค ที่พบ หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพันธกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำไปปรับปรุง/ พัฒนา/ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จที่วัดผลได้ตาม Key Result และเพื่อยืนยันความสำเร็จของกระบวนการดำเนินงานแบบ 4D ของสำนักงานประกันคุณภาพที่แสดงถึงค่าแนวโน้มของ Output Outcome ตาม Key Result ที่ดีตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569   ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

4D for Smart Organization Read More »

โมเดลรูปแบบการจัดการสอบ Online สำหรับชั้นเรียน 3 ประเภท

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.2, KR 1.4.4 โมเดลรูปแบบการจัดการสอบ Online สำหรับชั้นเรียน 3 ประเภท ผู้จัดทำโครงการ​ ณัฐพัชร์ หลวงพล ศูนย์บริการวิชาการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิต ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในสังคมโดยทั่วไป นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล อินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์สื่อสาร กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ทั้งที่อยู่ในวัยเรียนถึงวัยทำงาน จำเป็นต้องมีทักษะทางดิจิทัล ในวงการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง การสอบเพื่อประเมินผลการเรียน เป็นกระบวนการส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในทุกสาขาวิชา ได้มีการนำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนในการทำงานรวมถึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในขบวนการนี้ได้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด   ปัญหาที่พบในยุคแรกๆ คือต้นทุนการลงทุนที่มีราคาสูง ระบบในขณะนั้นยังต้องอาศัยทักษะความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์การเขียนโปรแกรม และเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่มาก แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์และระบบเครือข่าย รวมถึงซอฟแวร์ต่างๆ มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือสูง รองรับการประมวลผลบนคลาวน์ ระบบมีการออกแบบให้ง่ายในการเรียนรู้และใช้งาน มีเครื่องมือที่ตอบโจทย์การทำงาน สามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนในการนำมาประยุกต์ใช้ถูกลงอย่างมาก ประกอบกับข้อดีของระบบเหล่านี้เมื่อเทียบกับกระบวนการแบบดั้งเดิมคือ ความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงาน ลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง และลดพื้นที่การจัดเก็บ ง่ายต่อการสืบค้น โครงการนี้เป็นการศึกษารูปแบบการจัดสอบผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ และลดขั้นตอนการทำข้อสอบ การคุมสอบ การจัดเก็บ และการจัดทำรายงานผลการสอบ โดยในการคุมสอบ (Proctoring) ใช้ระบบ SEB (Safe Exam Browser) เป็นตัวควบคุมสิทธิ์ในการใช้งานฟังก์ชั่นบนอุปกรณ์ในขณะสอบ ร่วมกับการใช้ระบบกล้องเพื่อช่วยการคุมสอบ (Proctoring) โดยเปรียบเทียบทั้งการใช้กล้องวงจรปิดภายในห้อง และกล้องจากจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบมุมกล้อง คุณภาพของภาพ จุดเด่น และจุดด้อยของแต่ละวิธี รวมถึงความเสถียรของสัญญาณอินเตอร์เน็ต เมื่อใช้งานพร้อมกันทั้งระบบ VDO streaming จาก zoom (หรือ Jitsi) และการทำข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : วิธีการใช้ SEB เพื่อลดการทุจริตในการสอบ Online (https://www.youtube.com/watch?v=B2tM2f-QKII)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, จากการสำรวจความต้องการของอาจารย์ผู้สอน และข้อมูลจากการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง   วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   การสอบออนไลน์จะเกี่ยวข้องกับระบบหลักๆ 2 ระบบ ได้แก่1. ระบบสร้างข้อสอบ บริหารจัดการและดำเนินการสอบ ตรวจข้อสอบ และจัดทำรายงานสรุป อาทิ Google Form, MS Form, Socrative, LMS, Examplus เป็นต้น2. ระบบคุมสอบ (Proctoring) และระบบ lock screen เพื่อป้องกันการทุจริตในระหว่างสอบ    พารามิเตอร์ที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (ในห้องปฏิบัติการ) ที่ติดตั้งสาย LAN ระบบปฏิบัติการ Windows, MacOS, iOS iPad (อุปกรณ์ส่วนตัวของนักศึกษา) โปรแกรม SEB สำหรับติดตั้งบนเครื่องที่ใช้สอบ เพื่อจำกัดสิทธิ์การใช้งานบางฟังก์ชั่น โปรแกรม Zoom สำหรับติดตั้งบนเครื่องที่ใช้สอบ เพื่อ Proctoring แบบ online streaming กล้องวงจรปิดสำหรับ Proctoring แบบ local ระบบสอบด้วย MS Form ระบบสอบด้วย Socrative      ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. ศึกษา features และ optons ของ SEB สำหรับควบคุมการเปิดปิดฟังก์ชั่นของระบบปฏิบัติการ และรันทดสอบกับระบบ Windows, MacOS และ iOS 2. ค้นหาและคัดเลือกรายวิชาที่มีความสนใจจะทดลองใช้ระบบ จำนวน 2-3 รายวิชา3. ค้นหาห้อง computer lab เพื่อใช้เป็นห้องสาธิต4. สำรวจสถานที่ และความเหมาะสมโดยพิจารณาจาก สภาพของอุปกรณ์ จำนวนเครื่อง และวันเวลาว่างที่สามารถขอใช้งานได้ 5. ทำเอกสารเพื่อขออนุญาตใช้ห้องให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล 6. จัดทำ script สำหรับโปรแกรม SEB 7. ติดตั้งโปรแกรม SEB, Zoom และรันทดสอบ8. ประสานงาน Wisdom TV เพื่อขอยืมใช้กล้องวงจรปิด9. เก็บรวบรวมปัญหาที่พบ และดำเนินการแก้ไข10.ประสานอาจารย์ผู้สอน เพื่ออธิบายวิธีและขั้นตอนการสอบ ระบบที่ใช้ และนัดพบนักศึกษาในชั้นเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    รายวิชาที่เข้าร่วมการทดลองระบบ1. วิชา ACC100     1.1 กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษาคณะบัญชี จำนวน 120 คน(โมเดลที่ 1) การสอบโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของมหาวิทยาลัย (ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์)   สถานที่   ห้อง 19-317       -ระบบปฏิบัติการ Windows จำนวน 60 เครื่อง (แบ่งสอบเป็น 3 รอบ)    ช่วงวัน-เวลา       -วันที่ 4-6 ตุลาคม 2565 เวลา 10.30-12.00 น.2. วิชา BIO131      2.1 กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ จำนวน 247 คน(โมเดลที่ 1) การสอบโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของมหาวิทยาลัย (ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์)     สถานที่     ห้อง 19-317       – ระบบปฏิบัติการ Windows จำนวน 60 เครื่อง     ห้อง 19-319       -ระบบปฏิบัติการ MacOS จำนวน 150 เครื่อง(โมเดลที่ 2) การสอบโดยใช้อุปกรณ์ส่วนตัวของนักศึกษา (Onsite)     สถานที่     ห้อง 19-305       – ระบบปฏิบัติการ iOS จำนวน 37 เครื่อง     ช่วงวัน-เวลา       -วันที่ 10 ตุลาคม 2565 เวลา 10.30-12.00 น.   2.2 กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษาคณะทันตแพทย์ 117 คน        เนื่องจากมีนักศึกษาบางส่วนที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด จึงต้องใช้รูปแบบการจัดสอบแบบผสมผสาน (โมเดลที่ 3)(โมเดลที่ 3) การสอบแบบ Onsite + Online      สถานที่สอบ      ห้อง 19-317 30 คน ระบบ Windows      ห้อง 19-319 86 คน ระบบ MacOS      Online 1 คน ระบบ iOS (iPad)      ช่วงวัน-เวลา        – วันที่ 11 ตุลาคม 2565 เวลา 13.00-15.00 น.โดยนศ.ที่สอบ online จะใช้ระบบ Zoom เพื่อให้อาจารย์สามารถสื่อสารกับนักศึกษาในระหว่างสอบ และใช้ SEB browser ควบคุมอุปกรณ์ในระหว่างสอบ เพื่อป้องกันการทุจริต  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่   สรุปผลการดำเนินงานวันที่ 4-6 ตุลาคม ใช้ห้อง 19-317 เนื่องจากจำนวนนักศึกษามีไม่เกิน 60 คนวันที่ 10 ตุลาคม ใช้ห้อง 19-317, 19-319, 19-305วันที่ 11 ตุลาคม ใช้ห้อง 19-317, 19-319    มาตรการเฝ้าระวังการทุจริตในระหว่างการคุมสอบ– ในห้อง 19-317 ที่มีขนาด 150 เครื่องใช้กล้องวงจรปิด 2 ตัว ติดตั้งบริเวณด้านหน้า และด้านหลังของห้อง ร่วมกับการเดินตรวจโดยอาจารย์ผู้คุมสอบ– ในห้อง 19-319 และนศ.ที่สอบออนไลน์ ใช้กล้องหน้าของเครื่อง ตรวจจับพฤติกรรมในขณะสอบผ่านระบบ Zoom ร่วมกับการเดินตรวจโดยอาจารย์ผู้คุมสอบ– เครื่องที่ใช้สอบจะติดตั้ง script เพื่อสั่งงานให้เปิดโปรแกรม SEB browser พร้อมกับเข้าสู่ Kiosk mode เพื่อให้สามารถทำข้อสอบได้เพียงอย่างเดียว และจะปลดล็อคได้เมื่อสอบเสร็จ     ระบบสอบที่ใช้– MS Form ใช้ในรายวิชา ACC100– Socrative ใช้ในรายวิชา BIO131     ปัญหาและอุปสรรคที่พบ1. ในช่วงการทดสอบระบบ พบปัญหาทางเทคนิคในการ login เข้าหน้าข้อสอบของ MS Form เนื่องจาก SEB browser ป้องกันการย้ายไปเว็บเพจอื่นในขณะสอบ (ไม่พบปัญหานี้ใน Google Form หรือระบบอื่น) และได้ทำการแก้ไขด้วยการปรับพารามิเตอร์ใน script ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์2. ในการเตรียมความพร้อมของเครื่องในห้องปฏิบัติการ มีความยุ่งยากเนื่องจากไม่สามารถสั่งติดตั้งผ่านเครือข่ายได้ เพราะไม่มีข้อมูล Mac Address ในส่วนกลาง จึงต้องทำการติดตั้ง script ที่ละเครื่อง และเมื่อต้องการเปลี่ยนแปลง scipt ต้องทำการติดตั้งใหม่ที่ละเครื่อง3. ในขณะสอบ มีอุปกรณ์ที่ชำรุด เช่น คีย์บอร์ด หรือเมาส์ ใช้งานติดขัด4. การจองใช้ห้องปฏิบัติการล่วงหน้าช่วงก่อนเปิดเทอม มีข้อจำกัดเนื่องจากการจัดตารางการใช้ห้องจะทราบว่าห้องว่างหรือไม่ ต้องรอให้ทางคณะจัดตารางให้เสร็จก่อน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            ข้อเสนอแนะ1. ในโมเดลที่ 1 ผู้ดูแลห้องปฏิบัติการควรมีการเก็บข้อมูล Mac Address ของเครื่องในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ระบบ remote เข้าไปติดตั้งชุดคำสั่งจากส่วนกลางให้ติดตั้ง scipt โดยอัตโนมัติ เพื่อลดขั้นตอนการเตรียมการ2. จากการทดลองครั้งนี้ ได้แนวคิดในการสร้างหน้าเว็บ portal ก่อนเข้าหน้าระบบสอบ จะทำให้ไม่ต้องแก้ไข scipt ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าเพจข้อสอบ และยังสามารถเก็บประวัติการเข้าของผู้สอบได้3. รูปแบบการสอบด้วยอุปกรณ์ส่วนตัวของนักศึกษา พบว่าเป็นโมเดลที่ดีที่สุด เนื่องจากนักศึกษามีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ และสามารถนำไปใช้กับสถานที่ใดก็ได้ กรณีที่ห้องปฏิบัติการไม่ว่าง และการติดตั้ง script ทำได้ง่ายโดยการใช้ QR code สแกนในห้องสอบได้ทันที           แผนดำเนินการ1. พัฒนาระบบเซิร์ฟเวอร์ SEB Server ขององค์กร สำหรับการควบคุมจากส่วนกลาง เพื่อรองรับการใช้งานในจำนวนมากพร้อมๆกัน โดยสามารถสร้าง script และเรียกใช้งานผ่านเซิร์ฟเวอร์นี้ได้ทันที2. พัฒนาระบบ Jitsi Server ขององค์กร เพื่อใช้ร่วมกับ SEB browser ในการคุมสอบ (Proctoring) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นระบบ VDO conference (ฟรี)ในองค์กรได้ด้วย ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

โมเดลรูปแบบการจัดการสอบ Online สำหรับชั้นเรียน 3 ประเภท Read More »

รูปแบบการเรียนรู้ภาคปฏิบัติสู่การสร้างสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21​

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.3 รูปแบบการเรียนรู้ภาคปฏิบัติสู่การสร้างสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร. วิมลรัตน์ บุญเสถียร คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          วิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบุคคลซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปฏิบัติงานบนพื้นฐานของความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ต้องถูกต้องแม่นยำและเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด การจัดการเรียนรู้ของวิชาชีพส่วนใหญ่จึงมีชั่วโมงการฝึกปฏิบัติทั้งในห้องปฏิบัติการและสถานการณ์จริงมากกว่าการเรียนภาคทฤษฎี โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีความความรู้ มีทักษะที่จำเป็นทางวิชาชีพ และมีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของพยาบาลยุคปัจจุบันตามที่ปรากฎในหลักสูตรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565 ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจทางคลินิก ทักษะการสื่อสารทั้งเชิงวิชาชีพและสังคม การเป็นผู้นำหรือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพให้กับผู้รับบริการ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติเป็นระยะ จนนักศึกษามีความรู้และทักษะจำเป็นทางวิชาชีพที่สามารถประกอบวิชาชีพได้ตามมาตรฐาน แต่การพัฒนาสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรยังไม่ชัดเจน นักศึกษาจำนวนมากเป็นผู้ตามที่ดี แม้มีความรู้ความคิดและตัดสินใจทางคลินิกในระดับหนึ่ง แต่ขาดความมั่นใจในการสะท้อนคิดหรืออภิปรายร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากกังวลเรื่องความถูกผิดของความคิดเห็น นอกจากนี้ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับด้านสังคมและความบันเทิง จึงจำเป็นต้องเพิ่มการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อให้เข้าใจ รู้เท่าทันข้อมูล รู้แหล่งค้นหา เลือกใช้ข้อมูลและใช้งานเทคโนโลยีเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : บทความแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ  อาจารย์สอนภาคปฏิบัติคณะพยาบาลศาสตร์ได้ร่วมกันปรับรูปแบบการสอนภาคปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพิ่มเติมจากสมรรถนะที่จำเป็นทางวิชาชีพ ดังนี้1. นำเสนอแนวคิดและแผนการพัฒนารูปแบบการสอนภาคปฏิบัติ เพื่อพิจารณาที่ประชุมคณะกรรมการประจำคณะพยาบาลศาสตร์2. ชี้แจงรายละเอียด แผน การดำเนินงาน และบทบาทหน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่ง (รองคณบดีฝ่ายวิชาการ หัวหน้าหลักสูตร ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์แต่ละสาขา) ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตร3. จัดเสวนาจำนวน 5 ครั้ง ดังนี้    ครั้งที่ 1 ย้อนรอยการจัดการเรียนการสอน เพื่อถอดบทเรียนการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติที่ผ่านมา และวิเคราะห์ SWOT เพื่อหาแนวทางการพัฒนาต่อไป    ครั้งที่ 2 ติดปีก… การจัดการเรียนการสอน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิด วิธีการจัดการเรียนการสอน และนำประเด็นการจัดการเรียนการสอนที่ได้ไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติของแต่ละสาขาวิชา    ครั้งที่ 3 การสร้าง competency และการวางกลยุทธ์การสอน เพื่อนำความรู้มาใช้ในการออกแบบการสอนภาคปฏิบัติ ให้นักศึกษามีสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร    ครั้งที่ 4 โมเดลการเรียนรู้นอกกรอบ… สู่การสร้างสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 เป็นการนำเสนอรูปแบบการสอนภาคปฏิบัติของแต่ละสาขา ที่มุ่งสร้างสมรรถนะด้านการตัดสินใจทางคลินิก การสื่อสารเชิงวิชาชีพและเชิงสังคม เทคโนโลยีดิจิทัล ภาวะผู้นำและการนำการเปลี่ยนแปลงให้แก่นักศึกษา หลังการนำเสนอมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำสู่การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นในวิชาที่สาขาเลือก 1 รายวิชา ที่เปิดสอนในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2565    ครั้งที่ 5 ผลลัพธ์การทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้… สู่การสร้างสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 เป็นการนำเสนอผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่แต่ละสาขาพัฒนาขึ้น แลกเปลี่ยนเรียนรู้นำสู่การปรับ/พัฒนารูปแบบการสอนภาคปฏิบัติสำหรับนักศึกษา รวมทั้งปรับ/พัฒนาแบบประเมินผลที่เหมาะสมต่อไปก่อนการเสวนาแต่ละครั้งจะมีการดำเนินการ ดังนี้    3.1 ประชุมชี้แจงวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง วิธีดำเนินการ กำหนดการ และผู้รับผิดชอบ ในคณะกรรมการบริหารหลักสูตร    3.2 ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้อาจารย์ในคณะฯ ทราบผ่านที่ประชุมและไลน์กลุ่ม    3.3 มอบโจทย์ให้ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์แต่ละสาขา ประชุมระดมความคิดเห็น หรือดำเนินการตามที่กำหนด    3.4 แต่ละสาขาสรุปข้อมูลและเตรียมการนำเสนอในการเสวนาเมื่อเสร็จสิ้นการเสวนาแต่ละครั้ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการจะสรุปข้อมูลและผลการประเมินเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการประจำคณะฯ4. ถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติที่เหมาะสมในการสร้างสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการประจำคณะฯ ก่อนเผยแพร่ให้อาจารย์แต่ละสาขานำไปทดลองใช้ และประเมินผลเพื่อการพัฒนาในปีการศึกษาต่อไป  2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละสาขาที่นำเสนอในการเสวนาครั้งที่ 4 มีความหลากหลายเนื่องจากมีรากฐานการพัฒนามาจากหลายแนวคิด จึงมีจุดเด่น และประเมินผลในประเด็นต่างกัน ดังนี้1. กลุ่มวิชาพื้นฐานและเสริมการพยาบาล พัฒนารูปแบบการสอนจากแนวคิดการสร้างพลังอำนาจ โดยกำหนด Structure empowerment (รูปแบบการสอน การเสริมแรง/ให้กำลังใจ สื่อการเรียนรู้ การให้โอกาส) และกลยุทธ์ เพื่อสร้างพลังอำนาจให้แก่นักศึกษา (Psychological empowerment) นำสู่ผลลัพธ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล ได้แก่ แบบวัดเจตคติต่อการปฏิบัติการพยาบาล และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถในการปฏิบัติของตนเอง ผลการประเมิน พบว่า คะแนนเจตคติต่อการปฏิบัติการพยาบาลก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบไม่แตกต่างกัน คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลของตนเองในภาพรวมและทักษะรายข้อ อยู่ในระดับดี (คะแนนระหว่าง 3.51-4.50) ในส่วนทักษะศตวรรษที่ 21 ตามที่กำหนดในหลักสูตรยังเกิดขึ้นไม่ชัดเจน จำเป็นต้องพัฒนาต่อเนื่องในรายวิชาอื่น2. สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พัฒนา TRIC-PRO model ซึ่งประยุกต์จากกรอบความคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การดำเนินงานผ่านการสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางการพยาบาลที่สามารถนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยอาจารย์มีบทบาทเป็นที่ปรึกษา และใช้เทคนิคสะท้อนคิด เพื่อเสริมสร้างให้นักศึกษามีสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินการสร้างนวัตกรรมทางการพยาบาล ยังขาดเครื่องมือในการประเมินสมรรถนะอื่นตามที่หลักสูตรกำหนด ผลการประเมิน พบว่า มีสิ่งประดิษฐ์ทางการพยาบาลที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายชิ้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริง อย่างไรก็ตามการประเมินผลทักษะศตวรรษที่ 21 ตามที่กำหนดในหลักสูตรยังไม่ชัดเจน3. สาขาการพยาบาลมารดาทารกและผดุงครรภ์ พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้ Case method ในรายวิชาทฤษฎี ต่อเนื่องไปยังวิชาปฏิบัติ ลด Content-based มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์บนหลักการมากกว่ามุ่งวิธีการที่เป็นขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล คือ แบบประเมินคุณธรรมจริยธรรมเชิงวิชาชีพ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติเชิงวิชาชีพของคณะฯ ผลการประเมิน แม้การดำเนินงานจะเป็นไปตามรูปแบบที่วางไว้แต่ประสิทธิผลยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด (อยู่ระดับพอใช้ 60-69%) อย่างไรก็ตามการประเมินข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า นศ.มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก มีความเป็นผู้นำ สื่อสารเชิงวิชาชีพได้ดีขึ้น สามารถประสานและทำงานร่วมกับสหวิชาชีพได้เหมาะสม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เหมาะสมมากขึ้น รวมทั้งปฏิบัติงานในวิถีใหม่ที่แตกต่างจากเดิมแต่ยังอยู่ภายใต้หลักการ เช่น การทำเตียงรับผู้ป่วยโดยพับผ้าห่มรูปหัวใจเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยหลังกลับจากการผ่าตัด การใช้ QR code ให้ผู้ป่วยดาวน์โหลดเอกสารการให้ความรู้ซึ่งสามารถทบทวนได้ทุกที่ทุกเวลาที่ผู้ป่วยต้องการ เป็นต้น4. สาขาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง และสนับสนุนสื่อวิดิทัศน์ หุ่น Simulator และอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่นักศึกษา โดยอาจารย์ใช้เทคนิคสะท้อนคิดเพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้และค้นหาคำตอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบจาก เกรด การแสดงความคิดเห็นและการอภิปรายของนักศึกษาในกลุ่มย่อย พบว่า ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เกรดของนักศึกษายังคงเดิม ยังต้องปรับปรุงเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ และเพิ่มสมรรถนะในการอภิปรายเชิงลึกให้กับนักศึกษา รวมทั้งการพัฒนาสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ยังไม่ชัดเจน5. สาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช พัฒนารูปแบบการสอนโดยผสมผสานหลายแนวคิดกับประสบการณ์การสอนภาคปฏิบัติที่ผ่านมา กับกรอบแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (4R+7C) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลใช้แบบประเมินคุณธรรมจริยธรรมเชิงวิชาชีพ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติเชิงวิชาชีพของคณะฯ โดยปรับข้อคำถามบางข้อให้เฉพาะเจาะจงในการประเมินสมรรถนะที่ต้องการ ผลการประเมินด้านสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ตามที่กำหนดในหลักสูตรยังเห็นผลไม่ชัดเจน ต้องพัฒนาต่อไป6. สาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้ Project-based learning ในงานการพัฒนาชุมชนที่ดูแล โดยปรับบทบาทนักศึกษาให้เป็นผู้ริเริ่ม ผู้เลือก/ผู้ตัดสินใจ และผู้สอนเป็นผู้กระตุ้น ผู้ใช้คำถามให้นักศึกษาสะท้อนคิด และผู้ให้คำปรึกษา เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติเชิงวิชาชีพของคณะฯ โดยปรับข้อคำถามบางข้อให้เฉพาะเจาะจงในการประเมินสมรรถนะที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ด้านการเป็นผู้นำยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ นักศึกษายังคุ้นชินกับวัฒนธรรมที่มีอาจารย์เป็นผู้กำหนด/บริหารจัดการในการสอนภาคปฏิบัติ ยังไม่มั่นใจที่จะริเริ่ม แสดงความเห็น กังวลเรื่องความถูกผิดและการสร้างสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน แม้จะมีแนวคิดในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางกายพยาบาลที่เหมาะสมกับผู้รับบริการในชุมชนแต่ไม่สามารถเป็นผู้นำให้เกิดการเปลี่ยนความคิดในการปรับพฤติกรรมของคนในชุมชนได้ 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    แม้แนวคิดเริ่มต้นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละสาขาจะแตกต่างกันแต่ทุกรูปแบบมีแก่นของกระบวนการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาที่คล้ายคลึงกัน เมื่อพิจารณาแล้ว พบว่า แก่นของกระบวนการพัฒนานักศึกษาสอดคล้องตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential learning theory: ELT) ของ David A. Kolb ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติ ทบทวนและสะท้อนคิดสิ่งที่ปฏิบัติจนตกผลึกความคิด รับรู้ถึงความรู้ใหม่ที่ตนเองได้รับ และนำไปต่อยอดความรู้เดิมที่มีหรือนำไปปรับใช้ในสถานการณ์อื่นๆ หมุนเวียนเป็นวงจรไม่สิ้นสุด ดังนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นจะถูกเปลี่ยนแปลง ขยาย ต่อยอดตลอดเวลา ทำให้นักศึกษาพบเจอความรู้ใหม่ๆ และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การถอดบทเรียนเพื่อค้นหารูปแบบการเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของวิชาชีพในครั้งนี้ จึงมีรากฐานจากแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ผสานกับแก่นข้อมูลความรู้ที่ได้จากการอภิปรายในการเสวนา     สามารถสรุปเป็นรูปแบบการสอนภาคปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของวิชาชีพซึ่งคณะฯ จำเป็นต้องนำไปทดลองใช้ซ้ำในปีการศึกษาต่อไป โดยรูปแบบการเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่เหมาะสมสามารถวาดเป็นแผนภูมิ ประกอบด้วยวงกลม 3 ชั้น แต่ละชั้นมีความสัมพันธ์กัน1. วงกลมในสุด เป็นแก่นของกระบวนการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ที่จำเป็นต้องเน้นที่ Core concepts มากกว่าวิธีการปฏิบัติ เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินของโรคมีการเปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้วิธีการปฏิบัติมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหลักการของการดูแลบุคคลทั้งในระยะส่งเสริม ป้องกัน ดูแล และฟื้นฟูยังคงเดิม นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ที่เป็นแก่นของความรู้แท้จริงที่ถูกต้องแม่นยำ2. วงกลมชั้นที่ 2 เป็นกระบวนการพัฒนานักศึกษาจากประสบการณ์ที่ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงแก่นความรู้ที่จำเป็นในวิชาชีพ และสร้างสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (ทักษะการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจทางคลินิก ทักษะการสื่อสารทั้งเชิงวิชาชีพและสังคม การเป็นผู้นำหรือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพให้กับผู้รับบริการ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล) โดยกระบวนนี้ประยุกต์มาจากแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ กระบวนการประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่    2.1 Experiencing เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติ โดยอาจารย์ผู้สอนเลือก/กำหนดประสบการณ์ที่จำเป็นต้องได้รับซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรายวิชา ประสานบุคลากรสุขภาพในแหล่งฝึก และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงทั้งในสถานการณ์จำลองและสถานการณ์จริง โดยอาจารย์มีบทบาทเป็นผู้ชี้แนะ/ผู้ให้คำปรึกษา/ผู้เอื้ออำนวย และใจเย็นอดทนรอ เพื่อให้นักศึกษาผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ก่อนก้าวสู่ระยะที่ 2 ต่อไป    2.2 Reviewing and Reflecting เป็นขั้นตอนที่นำประสบการณ์การปฏิบัติที่ได้รับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนจุดเด่น จุดด้อย ความรู้สึกของการปฏิบัติ ค้นหาแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติครั้งต่อไป ซึ่งนักศึกษาต้องดำเนินการทั้งในระดับของตนเอง และระดับกลุ่มเพื่อนที่ฝึกปฏิบัติผ่านช่องทางการ Post-conference ในแหล่งฝึก และสามารถสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่ม หากเป็นประเด็นที่ไวต่อความรู้สึกอาจพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนตามลำพัง ขั้นตอนนี้อาจารย์ผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้กระตุ้นโดยใช้คำถามหรือใช้กระบวนการกลุ่มที่เหมาะสม ในบรรยากาศที่ยืดหยุ่น ผ่อนคลาย ไม่กดดัน ทำให้นักศึกษารู้สึกว่าอาจารย์เป็น safe zone ของนักศึกษา และแต่ละคนในกลุ่มเป็น safe zone ซึ่งกันและกัน เสริมพลังให้นักศึกษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ช่วยให้นักศึกษาตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง ชี้แนะช่องทางการไปถึงเป้าหมาย ยกตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการปฏิบัติของนักศึกษา ช่วยให้นักศึกษารับรู้ว่า “การไม่รู้ ไม่ผิด” “การไม่รู้ ไม่ทำให้เสียหน้า” “ทุกวันที่ฝึกปฏิบัติ คือ วันแรกที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” นอกจากนี้อาจารย์ต้องไม่ตัดสินนักศึกษาว่า ถูก/ผิด ได้/ตก แต่ควรสนับสนุนและเปิดโอกาสและเป็นผู้ฟังที่ดี สอดแทรกทัศนคติหรือจริยธรรมในการดูแลตามโอกาสที่เหมาะสม และสร้างวัฒนธรรมของการ Respect ซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างให้นักศึกษา “เกรงใจ แต่ไม่กลัว”    2.3 Thinking and Concluding เป็นขั้นตอนที่นักศึกษาต้องไตร่ตรอง แยกแยะ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยเรียนรู้มา เพื่อตกผลึกองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับในครั้งนี้ ขั้นตอนนี้อาจารย์มีบทบาทน้อยเนื่องจากการจัดวางองค์ความรู้ใหม่ต้องกระทำด้วยตัวของนักศึกษาเอง แต่ละคนจะใช้เวลาแตกต่างกัน หรือบางคนอาจไม่สามารถสรุปความรู้ใหม่ที่เรียนรู้ได้เลย อาจารย์ควรติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาแต่ละคน และชี้แนะแนวทางให้นักศึกษาบางคนเพื่อให้สามารถตกผลึกองค์ความรู้ด้วยตนเองให้ได้    2.4 Acting (Tryout) เป็นขั้นตอนที่นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติซ้ำอีกครั้งบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ตนเองค้นพบ จึงคล้ายกับเป็นการทดลองนำความรู้ที่ตนเองสร้างขึ้นไปใช้จริง เพื่อพิสูจน์ว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่ อาจมีการปรับเปลี่ยนความรู้ที่ใช้ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หมุนวนเป็นวงจรไม่สิ้นสุด และเกิดองค์ความรู้ใหม่ตลอดเวลา แม้จะเป็นการปฏิบัติในทักษะเดิมก็ตาม3. วงกลมชั้นที่ 3 เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในการส่งเสริมให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ภาคปฏิบัติของนักศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด การถอดบทเรียนจากการเสวนาผลการนำรูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละสาขาไปทดลองใช้ สรุปปัจจัยที่มีอิทธิพลได้ดังนี้    3.1 Flexibility หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมุ่งเน้นหลักการและผลลัพธ์ (เน้นหลักการ ไม่เน้นวิธีการ) ไม่ตัดสินถูกผิด เปิดโอกาสให้นักศึกษาตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตนและส่งเสริม/กระตุ้นให้นักศึกษาไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยอาจารย์ช่วยปรับให้เป้าหมายของนักศึกษาเข้ากับวัตถุประสงค์ของวิชาและวิชาชีพ สร่างบรรยากาศให้ทุกคนทำงานประสาน ช่วยเหลือ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้สึกปลอดภัยที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ในกระบวนการพัฒนาผู้เรียนจากประสบการณ์    3.2 Consistency อาจารย์อดทน ใจเย็น ให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรง อย่างไรก็ตามต้องมีเงื่อนเวลาและกำหนดระดับที่ชัดเจน ซึ่งอาจารย์ผู้สอนทุกคนต้องเข้าใจและปฏิบัติในแนวทางเดียวกันด้วยความสม่ำเสมอ จริงจัง จนกลายเป็นค่านิยมที่ยึดถือ    3.3 Empowerment อาจารย์สนับสนุนให้นักศึกษารับรู้สมรรถนะของตนเอง สนับสนุนให้คิดวิเคราะห์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลผู้รับบริการในเรื่องที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นใจในความสามารถของตนเอง สนับสนุนแหล่งประโยชน์/สื่อ/เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ผ่านวิธีการสอนที่หลากหลายเหมาะสมกับลักษณะวิชา เช่น การสร้างนวัตกรรม case method, project-based เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาได้คิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ สื่อสารความคิด ให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ ฝึกตัดสินใจในขอบเขตของวิชาชีพ และการเป็นผู้นำ/ผู้ตามที่ดี โดยอาจารย์ใช้คำพูด ท่าที ในการสร้างพลัง/เสริมแรงให้นักศึกษาก้าวไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง    3.4 Safe zone creation ความรู้สึกปลอดภัยจะเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้สอน อาจารย์สามารถสร้าง safe zone ระหว่างอาจารย์-นักศึกษา นักศึกษา-นักศึกษาที่ฝึกปฏิบัติงานร่วมกันได้โดย อาจารย์สนับสนุน/ชี้แนะ/ให้คำปรึกษา/ให้กำลังใจเพื่อสื่อให้นักศึกษารับรู้ว่า “อาจารย์ช่วยเหลือ ไม่ใช่ประเมินได้-ตก หรือตัดสินถูก-ผิด” เป็น role model ทั้งทางวิชาชีพและการ respect ซึ่งกันและกัน (อาจารย์-นักศึกษา นักศึกษา-นักศึกษา อาจารย์-บุคลากรสุขภาพ นักศึกษา-บุคลากรสุขภาพ) ใจกว้าง ใจเย็น ควบคุมอารมณ์ในทุกสถานการณ์ที่พบในแหล่งฝึก สร้างวัฒนธรรมการรับรู้ว่า “ความไม่รู้ ไม่ใช่ความผิด แก้ไขได้ด้วยการค้นคว้า” “ทุกวันที่ฝึกปฏิบัติ คือ วันแรกที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” “การปฏิบัติทั้งที่ไม่รู้ อาจทำให้เกิดความผิดที่ยากจะแก้ไข” ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่แต่ละสาขาพัฒนาขึ้นเป็นไปตามความคาดหวังเพียงส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งหมด คือ สร้างสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ทักษะการสื่อสารเชิงวิชาชีพและสังคม ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ภาวะผู้นำและการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง) อย่างไรก็ตามผลจากการถอดบทเรียนในการเสวนาครั้งที่ 5 ทำให้คณะฯ ได้ (ร่าง) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่น่าจะเหมาะสมกับบริบทการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติของคณะฯ แต่ควรมีการดำเนินการต่อเนื่อง ดังนี้1. เผยแพร่ (ร่าง) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และคณาจารย์ ทราบ เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน2. พัฒนาอาจารย์ให้มีทักษะด้านเทคนิคการสอนโดยใช้ Questioning, Reflecting กระบวนการกลุ่ม และเทคนิคการสร้างความรู้จากประสบการณ์3. มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรกำหนดบันไดสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของแต่ละชั้นปี และปรับปรุงแบบประเมินผลการสอนภาคปฏิบัติ ให้ครอบคลุมสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้สาขานำไปทดลองใช้4. กำหนด/กระตุ้นให้ทุกสาขานำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่ได้จากการถอดบทเรียน ไปทดลองใช้ เก็บรวบรวมข้อมูล และนำเข้าสู่การเสวนาครั้งต่อไป ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

รูปแบบการเรียนรู้ภาคปฏิบัติสู่การสร้างสมรรถนะจำเป็นในศตวรรษที่ 21​ Read More »

อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 :KR 1.4.1, KR 1.4.2, KR 1.4.5 อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          ตามหลักการอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษานับเป็นหนึ่งในมาตรฐานหลักของการบริหารหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติรวมไปถึงมาตรฐานของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย ทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการพัฒนาสมรรถนะอาจารย์ให้มีความเป็นมืออาชีพทั้งในทางด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล โดยกำหนดไว้ว่าอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษานั้นนอกจากจะต้องเป็นอาจารย์ที่มีคุณภาพสูง มีความสามารถเป็นเลิศในการจัดการเรียนและการสอน และมีผลการประเมินประสิทธิผลการสอนโดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไปแล้วนั้น ยังต้องได้รับการพัฒนาทางวิชาการและวิชาชีพ โดยเน้นกระบวนการทำงานและการสร้างมาตรฐานที่นำไปสู่ความสำเร็จตามได้ตามความคาดหมาย         ความสำคัญในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาไม่เพียงแต่เป็นการสนองนโยบายหลักของการบริหารหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย รวมทั้งกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการพัฒนาสมรรถนะอาจารย์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต ปี พ.ศ.2565-2569 (แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่) แต่ยังเป็นวิธีการประเมินตนเองอย่างเป็นเป็นรูปธรรมในกระบวนการการทำงานว่าได้ทำสิ่งใดบ้าง อย่างไร และได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่         ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษานั้นขึ้นอยู่กับการทบทวนวิธีการและและสะท้อนประสบการณ์ในกระบวนการสร้างและรักษามาตรฐานของการทำงานสู่ระดับการยอมรับในความเป็นมืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาตั้งแต่ในระดับสถาบันจนถึงระดับชาติ ซึ่งรวมถึงการสร้างการยอมรับและความน่าเชื่อถือให้กับวิชาชีพ สาขาวิชา รวมไปถึงหลักสูตรที่รับผิดชอบในทุกๆด้าน ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานฯและสาขาวิชาชีพ ดังนั้นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาตเองสู่ความเป็นเลิศในการพัฒนา ความรู้ ทักษะและความสามารถที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : เจ้าของความรู้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : – วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   การพัฒนาตนเองสู่ความเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องอาศัยการสร้างความเข้าใจในความเป็นตัวตน บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะอาจารย์ผู้สอน การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา การทำวิจัย และการบริการวิชาการ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสอบถามความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ในหลักสูตรและสาขาวิชา เพื่อสร้างความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีในการการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ซึ่งการปฏิบัติภาระหน้าที่และการวางแผนการพัฒนาตนเองให้เข้ากับเกณฑ์ต่างๆนั้นจำเป็นต้องทำควบคู่กันไป อาทิ การสร้างผลงานด้านการบริหารหลักสูตร ด้าการสอน ด้านการส่งเสริมหรือการให้การสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา โดยพิจารณาเกณฑ์ต่างๆไปทีละประเด็น จัดลำดับความสำคัญของงาน โดยประยุกต์งานประจำให้เหมาะสมกับเกณฑ์เหล่านั้น และดำเนินงานตามแผนการพัฒนาตนเองที่ได้กำหนดไว้ให้สำเร็จลุล่วง โดยวิธีการดำเนินการสามารถแบ่งงานออกเป็นด้านๆ ดังนี้   1. งานด้านการสอน อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาอาจารย์ต้องมีความรู้ความเข้าใจและมีความสามารถในการออกแบบการสอน การวางแผนการสอน การประเมินผลการสอน ตามเกณฑ์ TQF และจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบและวิธีการสอนที่เหมาะสมโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   2. งานด้านการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้แก่นักศึกษา โดยหน้าที่หลักคือการดูแลนักศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์จนเสร็จสิ้นกระบวนการที่นักศึกษาสามารถยื่นจบการศึกษาได้ อาจารย์ต้องวางแผนการทำวิทยานิพนธ์ให้แก่นักศึกษาในความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ มีการให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะแนวทาง ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง พร้อมทั้งให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแหล่งตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยของนักศึกษา ตลอดจนการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอและการให้ความสำคัญแก่นักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน   3. งานด้านการบริหารหลักสูตร อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องบริหารจัดการ กำกับดูแล ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาให้มีประสิทธิภาพ โดยศึกษาเกณฑ์ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ให้ชัดเจน รู้แจ้ง ทำความเข้าใจองค์ประกอบของหลักสูตร จัดการเรียนการสอน และมาตรฐานการรับรองหลักสูตรปริญญาโททางการบริหารการศึกษาของคุรุสภา   4. งานด้านการบริการทางวิชาการ อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องมีการบริการทางวิชาการ เป็นส่งเสริมหรือการให้การสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา โดยอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องสละเวลา อุทิศตน สร้างเครือข่ายโดยให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำงานกับหน่วยงานอื่นทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยการใช้ความรู้ ความสามารถของตนในการช่วยเหลือ ส่งเสริม และให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวอาจารย์เองแล้วนั้น ยังเป็นการสร้างความร่วมมือ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานภายในและภายนอกอื่นๆ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    การเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาที่มีคุณภาพสูง มีความสามารถเป็นเลิศในการจัดการเรียนและการสอน มีผลการประเมินประสิทธิผลการสอนโดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไปนั้น จะต้องมีผลงานด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการสอน ด้านการส่งเสริมหรือการให้การสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่าหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นหลักสูตรที่ต้องพัฒนาประสบการณ์ทางวิชาการชีพเฉพาะด้านที่ลุ่มลึก โดยมุ่งหวังให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเองจากการศึกษาค้นคว้าวิจัย และสามารถนำองค์ความรู้และผลของการวิจัยไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพ ไปจนถึงการพัฒนาเยาวชน และสร้างความเข้มแข็งให้สังคม และประเทศชาติ โดยผลการดำเนินการสามารถแบ่งงานออกเป็นด้านๆ ดังนี้    1. งานด้านการสอน อาจารย์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจและมีความสามารถในการออกแบบการสอน การวางแผนการสอน การประเมินผลการสอน และจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบและวิธีการสอนที่เหมาะสมโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยอาจารย์จะต้องกระตุ้นผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่นำไปใช้ได้จริงในการประกอบวิชาชีพ ผลที่ได้คือนักศึกษาทุกคนสามารถวัดผลการประเมินรายวิธิผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานระดับบัณฑิตศึกษา และอาจารย์มีผลการประเมินประสิทธิผลการสอนโดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไป    2. งานด้านการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา การทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบางกรณีที่นักศึกษามีข้อจำกัดบางประการ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาชาวจีนที่เข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรจะต้องเรียนและทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทย การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งนอกจากจะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ และคอยชี้แนะ แนะนำการทำวิทยานิพนธ์ที่ต้องเขียนเป็นภาษาไทยให้เป็นไปตามมารตฐานการวิจัยแล้วนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องคอยให้กำลังใจ กระตุ้น และคอยติดตามนักศึกษาอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ขาดการติดต่อซึ่งส่งผลให้นักศึกษาสามารถสอบผ่านวิทยานิพนธ์ได้ในระดับดีเยี่ยม สามารถนำบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่วิทยานิพนธ์ในฐานข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในระดับ TCI 1 จนได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต ปีการศึกษา 2565 ทำให้นักศึกาสามารถจบการศึกษาตามกำหนดภายในระยะเวลา 2 ปีการศึกษา   3. งานด้านการบริหารหลักสูตร งานสำคัญของการบริหารหลักสูตรนอกเหนือจากการวางแผนการดำเนินงาน การจัดการดูแลหลักสูตรให้สามารถดำเนินงานไปอย่างราบรื่นแล้วนั้น หน้าที่ที่สำคัญคือการเป็นผู้พัฒนาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้ได้รับการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาจากคุรุสภา ทั้งนี้การได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบพัฒนาหลักสูตรปีปรับปรุงปีการศึกษา 2560 และหลักสูตรปรับปรุงปีการศึกษา 2565 เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างต่อเนื่องถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด โดยการที่หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากคุรุสภาเท่านั้นที่จะทำให้นักศึกษาที่เข้าเรียนในหลักสูตร สามารถขอรับใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา/ผู้บริหารการศึกษาได้ เมื่อจบการศึกษาจากหลักสูตร โดยกระบวนการการพัฒนาหลักสูตรทั้งหมดนั้นจะต้องศึกษากฎเกณฑ์ระเบียบและข้อบังคับเพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การขอรับรองหลักสูตรเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพจากคุรุสภา ซึ่งปัจจุบันนี้หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาได้รับการรับรองหลักสูตรฯ จากคุรุสภาเป็นรอบที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยที่รอบที่ 1 เป็นการรับรองหลักสูตรฉบับปรับปรุงปี 2560 (ครอบคลุมปีการศึกษา 2560 – 2564) และรอบที่ 2 หลักสูตรฉบับปรับปรุงปีการศึกษา 2565 (ครอบคลุมปีการศึกษา 2565 – 2569) นั่นหมายถึงมหาบัณฑิตที่จบการศึกษาจากหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา แผน ก ทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา/ผู้บริหารการศึกษาจากคุรุสภา เพื่อไปสอบชิงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตอย่างแน่นอน  4. งานด้านการบริการทางวิชาการ การบริการทางวิชาการเป็นการส่งเสริมหรือการให้การสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องสละเวลา อุทิศตน สร้างเครือข่ายโดยให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำงานกับหน่วยงานอื่นทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยการใช้ความรู้ ความสามารถของตนในการช่วยเหลือ ส่งเสริม และให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวอาจารย์เองแล้วนั้น ยังเป็นการสร้างความร่วมมือ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานภายในและภายนอกอื่นๆ อีกด้วย อาทิ การได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการฝ่ายวิชาการของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (ภาคกลาง) เพื่อร่วมมือกันพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาทั้งองค์ ความรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม เป็นการสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาของประเทศไทย การได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2565 ของมหาวิทยาลัยรังสิต การได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร และการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินรายการงานรังสิตวิชาการ ในการเสวนาเรื่อง นวัตกรรมการศึกษาของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาผู้เรียนในยุคปัจจุบัน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนผู้ร่วมวิชาชีพให้มีการพัฒนาวิชาชีพและการบริหารงานทางด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาควรจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมวิชาการ ดังนี้    1. การให้บริการวิชาการในฐานะการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความในวารสารต่างๆ อาทิ การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความของวารสารต่างๆ ในฐาน TCI อาทิ วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (TCI1), วารสารการบริหารและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (TCI1), วารสาร ASEAN Journal of Management & Innovation มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด (TCI2), การประชุมวิชาการและเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรร สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ สสอท., การนำเสนอผลงานทางวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติและงานบริหารการศึกษาสัมพันธ์ ของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย    2. การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาโครงร่างการวิจัยเพื่อในการรับรองจริยธรรมการวิจัย     3. การได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานทางการศึกษาต่างๆ การตัดสินผลงานของครู เพื่อนำเสนอในงานรังสิตวิชาการ (RSU Academic Expo/Conference) ซึ่งการให้บริการทางวิชาการเหล่านี้นั้นถือเป็นการสร้างความร่วมมือทางวิชาชีพ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันและหน่วยงานอื่นๆ อันก่อให้เกิดเครือข่ายทางวิชาชีพที่เข้มแข็ง การให้บริการวิชาการโดยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อดําเนินแผนงานร่วมทุนสนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์และภารกิจตามมาตรา 5 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 โดยการจัดบริการวิชาการ โครงการโรงเรียนสุขภาวะ ตําบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะ โดยเริ่มต้นพัฒนาจากผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) กับโรงเรียนก่อน คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน เป็นใช้องค์ความรู้และความสามารถของอาจารย์ในการพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทํางานให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ให้เกิดการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันใน 3 ประเด็นหลักคือ    1) ร่วมสร้างแผนพัฒนาโรงเรียน (School Improvement Plan/ SIP)    2) ร่วมออกแบบกระบวนการทํางานในโรงเรียนให้เกิดความยั่งยืน และ    3) ร่วมเรียนรู้การทํางานเป็นทีมโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community/ PLC) ซึ่งการร่วมมือกันดังกล่าวนี้จะช่วยใหกลุ่มเป้าหมายปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอรับนโยบาย และการสั่งการเป็นการมีส่วนร่วมรับผิดชอบการบริหารจัดการด้วยตัวเองมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงพัฒนาโรงเรียนตามสภาพจริง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสุขภาวะของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ตําบลหลักหก เพื่อพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ให้เป็นโรงเรียนสุขภาวะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่นักเรียนในพื้นที่ตําบลหลักหก อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการที่สถาบันอุดมศึกษาจะเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ตลอดจนการให้คำแนะนำ ปรึกษา และชี้แนะผู้บริหารสถานศึกษาให้การบริหารสถานศึกษาได้อย่างราบรื่นและมีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติอีกด้วย 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    สรุปประเด็นสำคัญที่ได้ ดังนี้คือ 1. อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอาจารย์ที่มีคุณภาพ มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ และมีการพัฒนาตนเองทางวิชาการและวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ2. อาจารย์มีผลการประเมินประสิทธิผลการสอนโดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไป3. อาจารย์มีเครือข่ายความร่วมมือในสาขาวิชาชีพ4. อาจารย์มีคุณสมบัติสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิและมีผลงานเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินผลประจำปีของมหาวิทยาลัย 5. อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการกำกับดูแลช่วยเหลือนักศึกษาให้สำเร็จการศึกษาอย่างมีคุณภาพ6. อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการกำกับดูแลช่วยเหลือสังคมวิชาการ7. อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำโครงการช่วยเหลือครูในชุมชนและพัฒนาสังคมให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีคุณภาพในการทำงานได้ดีขึ้น8. การได้รับรางวัลนักบริหารการศึกษาดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 ของสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย ประเภทอาจารย์ผู้สอนทางการบริหารการศึกษาดีเด่น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ค่อยๆ สั่งสม และปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยเวลา กำลังกาย กำลังใจ และความอดทน และความเชื่อมั่นว่าอาจารย์ทุกคนจะเป็นอาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษาที่ประสบความสำเร็จได้หากมีความมุ่งมัน ตั้งใจ ขยัน อดทน และอุทิศตน

อาจารย์มืออาชีพในระดับบัณฑิตศึกษา Read More »

เทคนิคการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.2, KR 1.1.4, KR 5.2.2 เทคนิคการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุมามาลย์ ปานคำ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          จากวิสัยทัศน์ของหลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม คือ มุ่งสร้างนักเทคโนโลยีสื่อสังคมที่มีคุณภาพเน้นความรู้ ลงมือปฏิบัติจริงและผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ปี มีการปรับปรุงหลักสูตรทุก ๆ 5 ปี ให้มีความทันสมัย มีความเป็นนวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของสังคม          ปัจจุบันเทคโนโลยีสื่อสังคม หรือ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากสำหรับคนในยุคดิจิทัลกลายเป็นพื้นที่ในการติดต่อสื่อสาร เผยแพร่ และทำกิจกรรมประเภทต่าง ๆ หนึ่งในนั้น คือ การทำงานหรือประกอบอาชีพ สามารถเป็นตัวช่วยในการทำงาน เช่น ผู้ประกอบการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นพื้นที่ทางการค้าและการตลาด หรือที่เรียกว่า “ตลาดออนไลน์” ซึ่งเจริญเติบโตอย่างมาก ดังนั้น โซเชียลมีเดียจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานในยุคดิจิทัลของทุกคนง่ายขึ้น          ในปี พ.ศ. 2565 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ติ๊กต็อก, เพจเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และไลน์ออฟฟิศเชียลแอคเคาท์ (Line OA) ดังนั้น ผู้ประกอบในการยุคดิจิทัลควรมีความรู้เกี่ยวกับ Social Media Ads, Content, Search Ads, Google Ads และ SEO (Search Engine Optimization) เป็นต้น ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีการปรับเปลี่ยนหลังบ้านอยู่ตลอดเวลา          หลักสูตรจึงร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับบุคคลภายนอกหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องการทำการตลาดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ตอบสนองความต้องการของสังคมต่อไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : –ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    หลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media Technology: SMT) ร่วมกับ บริษัท ตานี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นศิษย์เก่าปริญญาโท SMT รุ่น 10 และนักศึกษาปริญญาเอก SMT รุ่น 1 จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับบุคคลภายนอกหรือผู้สนใจ โดยกำหนดจัดเป็นเดือนเว้นเดือน คือ ไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี มีการดำเนินการดังนี้           1. กำหนดวิทยากรและหัวข้อของหลักสูตรระยะสั้นให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือตามกระแสที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน           2. กำหนดลำดับของหัวข้อให้เป็นหลักสูตรระยะสั้นแบบต่อเนื่อง เช่น ยิงแอดปังด้วยเฟซบุ๊ก สร้างแบรนด์บน Tiktok รุ่นที่ 1 แล้วเปิดหลักสูตรระยะสั้นต่อไป คือ ระเบิดยอดขาย ยกกำลังสองด้วย Google Ads x LINE OA รุ่นที่ 1 เพื่อวางแผนหลักสูตรการอบรมให้ผู้อบรมกลุ่มเดิมมาอบรมในหลักสูตรระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง           3. กำหนดค่าลงทะเบียนอบรมหลักสูตรระยะสั้น 3,999 – 5,999 บาท โดยมีส่งเสริมการขายใช้กลยุทธ์การตั้งราคา Early Bird เพื่อให้ได้งบประมาณมาใช้ในการยิง Ads โฆษณาประชาสัมพันธ์หลักสูตรระยะสั้นนั้น ๆ           4. กำหนดจำนวนผู้อบรมอย่างน้อย 30 คน และจัดเตรียมห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์           5. ทำหนังสือเชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญตามวัน-เวลาที่กำหนดไว้ และจองสถานที่จัดอบรม รวมถึงประสานงานผู้เกี่ยวข้อง           6. สร้าง Content และรูปภาพ เพื่อประชาสัมพันธ์และยิง Ads โฆษณาบนเพจเฟซบุ๊ก Social Media Technology – ปริญญาโท-เอก ไปยังกลุ่มเป้าหมาย           7. สร้างไลน์ออฟฟิศเชียลแอคเคาท์ (Line OA) ของหลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม เพื่อส่งข้อมูลให้กับผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตรระยะสั้น  2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน   หลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับบุคคลภายนอกหรือผู้สนใจตามแผนที่วางไว้ จำนวนทั้งหมด 7 หลักสูตร ดังนี้    1. ยิงแอดปังด้วยเฟซบุ๊ก สร้างแบรนด์บน Tiktok รุ่นที่ 1 ในวันที่ 25-26 มิถุนายน 2565    2. ระเบิดยอดขาย ยกกำลังสองด้วย Google Ads x LINE OA รุ่นที่ 1 ในวันที่ 27-28 สิงหาคม 2565    3. Creative Ad Design & Content Course เปลี่ยนคุณให้เป็นนักออกแบบมืออาชีพได้ทันที รุ่นที่ 1 ในวันที่ 24-25 กันยายน 2565    4. ยิงแอดบน เฟซบุ๊ก x Tiktok PLUS ONLINE STRATEGY CANVAS รุ่นที่ 2 ในวันที่ 29-30 ตุลาคม 2565    5. นำเข้าและขายสินค้าจากประเทศจีน รุ่นที่ 1 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2565    6. ยิงแอดบนเฟซบุ๊ก x tiktok รุ่นที่ 3 ในวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2566    7. ยิงแอดเข้มข้น เฟซบุ๊ก x Tiktok พร้อมเปิด Tiktok Shop รุ่นที่ 4 ในวันที่ 25 มีนาคม 2566 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    จากแผนการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับบุคคลภายนอกหรือผู้สนใจ โดยได้วางแผนและใช้กลยุทธ์ทางด้านทางการตลาดออนไลน์ต่าง ๆ สามารถสรุปผลได้ดังนี้    1. ยิงแอดปังด้วยเฟซบุ๊ก สร้างแบรนด์บน Tiktok รุ่นที่ 1 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 30 คน     2. ระเบิดยอดขาย ยกกำลังสองด้วย Google Ads x LINE OA รุ่นที่ 1 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 35 คน    3. Creative Ad Design & Content Course เปลี่ยนคุณให้เป็นนักออกแบบมืออาชีพได้ทันที รุ่นที่ 1 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 31 คน     4. ยิงแอดบน เฟซบุ๊ก x Tiktok PLUS ONLINE STRATEGY CANVAS รุ่นที่ 2 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 36 คน     5. นำเข้าและขายสินค้าจากประเทศจีน รุ่นที่ 1 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 33 คน     6. ยิงแอดบนเฟซบุ๊ก x tiktok รุ่นที่ 3 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 37 คน     7. ยิงแอดเข้มข้น เฟซบุ๊ก x Tiktok พร้อมเปิด Tiktok Shop รุ่นที่ 4 มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม 31 คน      ผลการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คือ ไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี และจำนวนผู้เข้าอบรม มากกว่า 30 คนต่อหลักสูตร ทั้งนี้ยังมีผู้อบรมหลักสูตรระยะสั้น ให้ความสนใจที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน อีกด้วย  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           1. ควรมีการวางแผนที่ดีเกี่ยวกับ “หลักสูตรที่จะจัดอบรม” ต้องตอบสนองความต้องการและน่าสนใจโดยนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในธุรกิจหรืองานที่ทำในปัจจุบันจึงจะตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่น Tiktok Shop, Google Ads, Facebook Ads, Line OA, การนำเข้าและขายสินค้าจากประเทศจีน เป็นต้น         2. วิทยากรต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และถ่ายทอดความรู้ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อให้ผู้อบรมได้รับความรู้ตรงตามที่คาดหวังไว้ และเมื่ออบรมเสร็จแล้วยังมีช่องทางติดต่อเพื่อให้ผู้อบรมสามารถสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อไปทดลองทำได้ เพื่อสร้างความพึงพอใจและการบอกต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้นนั้น ๆ          3. ควรกำหนดวัน-เวลาที่เหมาะสม เช่น ไม่ตรงกับวันหยุดยาว หรือวันสำคัญต่าง ๆ และไม่ควรจัดอบรมในเดือน เมษายน ของทุกปี          ดังนั้น ในปีการศึกษา 2566 หลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม ได้วางแผนว่าจะจัดอบรบหลักสูตรระยะสั้นเดือนละ 1 ครั้ง คือ ไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อปี มีจำนวนผู้เข้าอบรมไม่น้อยกว่า 30 คน

เทคนิคการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น Read More »

ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2 ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ผู้จัดทำโครงการ​ นายวุฒิศักดิ์ อยู่จำนงค์ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         จริยธรรมการวิจัยในคน ตามหลักการที่บัญญัติไว้ในรายงานเบลมองต์ (Belmont Report) ประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ คือ1. หลักความเคารพในบุคคล (Respect for person) เป็นการเคารพในศักดิ์ศรีความคนของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย2. หลักคุณประโยชน์ (Benefit) ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวิจัยกับผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ชุมชนหรือสังคมในภาพรวม3. หลักความยุติธรรม (Justice) การพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยด้วยวิธีการที่เป็นธรรมไม่อคติรวมทั้งการกระจายผลประโยชน์และความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการวิจัยอย่างเท่าเทียมกัน จากหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวนั้นงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ในด้านศิลธรรม เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดได้ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกาย จิตใจ สถานะทางสังคม ฐานะทางการเงิน และอันตราจากกฎหมาย ทางด้านวิชาการ เป็นหลักฐานแนบ ในการส่งบทความตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ (สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวกับคน) เป็นหลักฐานแนบในการขอตำแหน่งวิชาการ (สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวกับคน) ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 ข้อที่ (6) หากผลงานทางวิชาการมีการใช้ข้อมูลการทำการวิจัยในคนหรือสัตว์ ผู้ขอจะต้องยื่นหลักฐานแสดงการอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่มีการดำเนินการ       ดังนั้นเพื่อการดำเนินการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม ได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนอย่างถูกต้อง รวดเร็วทำให้ผลงานคุณภาพ สามารถเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ สำนักงานจริยธรรมการวิจัยจึงได้จัดทำ การจัดการความรู้ (KM) เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่อง  “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต”  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) :ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/), ระเบียบวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures) มหาวิทยาลัยรังสิตความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้             1. ขั้นเตรียมเอกสารเพื่อขอรับรอง และส่งเอกสารของรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน 2. ขั้นตอนการพิจารณาประเภทของโครงการ และส่งกรรมการประเมินโครงการ 3. ขั้อตอนการพิจารณาโดยกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน 4. ขั้นตอนการส่งผลการพิจารณาให้นักวิจัย และแก้ไขตามผลการพิจารณาจากผู้ประเมิน 5. ขั้นตอนการออกหนังสือรับรอง และติดตามผลหลังจากการได้รับหนังสือรับรอง    1. ขั้นเตรียมเอกสารเพื่อขอรับรอง และส่งเอกสารของรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน       ขั้นตอนเตรียมเอกสารเพื่อขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน โดยจัดเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้ จัดส่งเอกสารต้นฉบับ (Hard copy) จำนวน 1 ชุด และสำเนา 1 ชุด มาที่สำนักงานจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต และแนบไฟล์ Word & PDF ทั้งหมดส่ง Email: rsuethics@rsu.ac.th โดยระบุชื่อโครงการวิจัย และรายละเอียดขอให้ส่งทั้งเอกสารและรายละเอียดของผู้จัดส่ง (ชื่อ-นามสกุล , ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้, E-Mail สำหรับติดต่อกลับ)สำนักงานจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ห้อง 504 ชั้น 5 อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ติดต่อประสานงาน :  นายวุฒิศักดิ์ อยู่จำนงค์ รองผู้อำนวยการสำนักงานจริยธรรมการวิจัย                                    เลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนT. 02 791 5728 / 086 890 6621E-mail: rsuethics@rsu.ac.th   2. ขั้นตอนการพิจารณาประเภทของโครงการ และส่งกรรมการประเมินโครงการ       การขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน และส่งกรรมการประเมินโครงการ มหาวิทยาลัยรังสิต แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้       2.1 Exemption process โครงการวิจัยในคนที่มีความเสี่ยงทางด้านจริยธรรมการวิจัยในคนอยู่ในระดับที่ไม่มีความเสี่ยงถึงความเสี่ยงต่ำมาก ประธานฯ/รองประธานฯ พิจารณาส่งโครงการวิจัยให้กรรมการ 1 คน ระยะเวลาในการพิจารณา 7 วันทำการ      2.2 Expedited process โครงการวิจัยในคนที่มีความเสี่ยงทางด้านจริยธรรมการวิจัยในคนอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงต่ำถึงความเสี่ยงปานกลาง ประธานฯ/รองประธานฯ พิจารณาส่งโครงการวิจัยให้กรรมการ จำนวน 2 คน ระยะเวลาในการพิจารณา 10 วันทำการ      2.3 Full board process โครงการวิจัยในคนที่มีความเสี่ยงทางด้านจริยธรรมการวิจัยในคนอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงถึงความเสี่ยงสูง ประธานฯ/รองประธานฯ พิจารณาส่งโครงการวิจัยให้กรรม 2 คน ระยะเวลาในการพิจารณา 14 วันทำการจัดประชุมพิจารณาเดือนละ 1 ครั้ง โดยต้องมีกรรมการภายนอก อย่างน้อย 1 คน และ Lay person อย่างน้อย 1 คน   3. ขั้นตอนการพิจารณาโดยกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน       กรรมการผู้ประเมินต้องเขียนอธิบายรายละเอียดการประเมินตามหัวข้อต่างให้ครบถ้วน โดยต้องเขียนอธิบายการประเมินในแต่ละหัวข้ออย่างละเอียด (ไม่ควรเขียนเพียง ดี ดีมาก เพียงพอ เป็นต้น) และต้องลงนามกำกับการประเมิน โดยมีประเด็นที่พิจารณา ดังนี้       1. ผู้วิจัยมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการทำโครงการวิจัย       2. ผู้วิจัยชี้แจงเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest; COI) ชัดเจน       3. ผู้เข้าร่วมวิจัย (Participants) ว่าอยู่ในกลุ่มใด และนักวิจัยปกป้องสิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัยชัดเจน       4. การออกแบบการทดลอง ระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง เหมาะสม       5. โครงงานวิจัยมีความเสี่ยงอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร เหมาะสมที่จะทำวิจัยหรือไม่อย่างไร กรณีที่มีความเสี่ยงมีการระบุการรักษา ดูแล กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยหรือไม่       6. Inform Consent มีความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร       7. การปกปิดความลับให้ผู้เข้าร่วมวิจัย เหมาะสม หรือไม่อย่างไร       8. เนื้อความและภาษาที่ใช้ใน Inform Consent เหมาะสมหรือไม่อย่างไร       9. ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีอิสระ เพียงพอในการเข้าร่วมโครงการ หรือไม่อย่างไร      10. มีการแนบ Consent/Assent forms       11. มีการชดเชยการเสียเวลาของผู้เข้าร่วมวิจัยอย่างเหมาะสม หรือไม่       12. มีการระบุวิธีการเข้าถึงผู้เข้าร่วมวิจัยและวิธีการได้รับ Inform Consent forms    4. ขั้นตอนการส่งผลการพิจารณาให้นักวิจัย และแก้ไขตามผลการพิจารณาจากผู้ประเมิน       เมื่อกรรมการประเมินผลส่งกลับมาที่สำนักฯ แล้ว เลขานุกรรมกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล และสรุปส่งให้นักวิจัยทาง Email โดยให้นักวิจัยมีเวลาการแก้ไข ประมาณ 14 วันมีผลการประเมิน 4 ประเภทดังนี้    รับรอง    รับรองหลังจากปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว    ปรับปรุงแก้ไข และนำเข้าพิจารณาใหม่    ไม่รับรอง        เมื่อนักวิจัยได้รับผลการประเมินแล้ว จะต้องดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาโดยนักวิจัยต้องแก้ไขทุกประเด็นที่ผู้ประเมินเสนอแนะมา โดยปรับแก้ไขโครงการวิจัยตามรูปแบบ ดังนี้       1. ขอให้ท่านจัดทำบันทึกข้อความซึ่งมีการระบุรหัสโครงการวิจัยและชื่อเรื่องพร้อมระบุรายละเอียดการปรับแก้ไขโครงการวิจัยลงในตารางข้างล่างนี้ และขอให้หัวหน้าโครงการวิจัยลงนามทั้งในบันทึกข้อความและในแบบเสนอโครงการวิจัยฯ หน้าสุดท้าย       2. ขอให้ท่านทำ highlight หรือขีดเส้นใต้ในเอกสารที่ปรับแก้ไขแล้วมาด้วย จำนวน 1 ชุด พร้อมแนบสำเนาเอกสารอีก จำนวน 1 ชุด ซึ่งไม่มีการ highlight เพื่อจะได้ประทับตราสำนักงานคณะกรรมการจริยธรรมฯ ให้ท่านนำไปดำเนินการวิจัยต่อไป (รวมทั้งหมด 2 ชุด)   5. ขั้นตอนการออกหนังสือรับรอง และติดตามผลหลังจากการได้รับหนังสือรับรอง       เมื่อแก้ไขตามผลการประเมิน และประธานฯ / รองประธานฯ พิจารณาความถูกต้อง และออกหนังสือรับรอง 2 แบบ ดังนี้       1. เอกสารรับรองโครงการวิจัย (Certificate of Approval) สำหรับโครงการวิจัยประเภท Expedited Review หรือ Full Board Review       2. เอกสารยืนยันการยกเว้นการรับรอง (Documentary Proof of Exemption) สำหรับโครงการวิจัยประเภท Exemption Review       การติดตามผลหลังจากได้รับหนังสือรับรองแล้ว หรือ การรายงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัย (Progress Report) ผู้วิจัยจะต้องรายงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าร่วมวิจัยและการถอนตัวออกจากโครงการวิจัยปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการวิจัยและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของโครงการวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามโครงการวิจัยและต่ออายุการรับรอง (หากจำเป็น) เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใน ICH-GCP ข้อ3.1.4 ที่ระบุว่า ERB/IEC ควรพิจารณาทบทวนการวิจัยที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะตามความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงต่ออาสาสมัครอย่างน้อยปีละครั้ง       เพื่อให้ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในแต่ละปีจะมีการจัดฝึกอบรมให้นักวิจัย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนได้ถูกต้องตามหลักการขอรับรอง โดยจัดฝึกอบรม หัวข้อ “เทคนิคการกรอกแบบฟอร์มเพื่อยื่นขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน”   2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการดำเนินการ โดยนำไปใช้ และการลงมือปฏิบัติจริง ทั้ง 5 ขั้นตอน 1. ขั้นเตรียมเอกสารเพื่อขอรับรอง และส่งเอกสารของรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน 2. ขั้นตอนการพิจารณาประเภทของโครงการ และส่งกรรมการประเมินโครงการ 3. ขั้อตอนการพิจารณาโดยกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน 4. ขั้นตอนการส่งผลการพิจารณาให้นักวิจัย และแก้ไขตามผลการพิจารณาจากผู้ประเมิน และ 5. ขั้นตอนการออกหนังสือรับรอง และติดตามผลหลังจากการได้รับหนังสือรับรอง     ส่งผลให้เกิดอุปสรรค และปัญหาในการทำงานอยู่บ้าง เช่น ขั้นเตรียมเอกสารเพื่อขอรับรอง และส่งเอกสารของรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน เนื่องจากเอกสารแบบฟอร์มต่างๆ มีเยอะทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดทำเอกสาร และการจัดส่งเอกสารจะต้องส่งทั้งไฟล์เอกสาร และเอกสารต้นฉบับตัวจริง จึงจะสามารถดำเนินการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนต่อไปได้ และการติดต่อสื่อสารกันระหว่างคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน กับนักวิจัย ซึ่งเวลาอาจจะไม่ตรงกันจึงทำให้การติดต่อสื่อสารต้องติดต่อกันหลายๆ ช่องทางทั้งท่าง Email / Line / โทรศัพท์ ในเวลานอกราชการ เป็นต้น      เพื่อให้การดำเนินการตามขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนมีประสิทธิภาพ และเป็นการกำจัดอุปสรรคหรือปัญหาในการดำเนินงานขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในค คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในคนจึงมีการจัดฝึกอบรมให้นักวิจัย หัวข้อ “เทคนิคการกรอกแบบฟอร์มเพื่อยื่นขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน” เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนได้ถูกต้องตามหลักการขอรับรองและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    จากผลการดำเนินการ สรุปได้ว่า ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต 5 ขั้นตอน และการจัดฝึกอบรมให้นักวิจัย ดังเสนอมานั้น ส่งผลให้นักวิจัยขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ได้อย่างมีความเข้าใจในการขอรับรองและเกิดรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งคณะกรรมการฯ และนักวิจัย สามารถดำเนินการตามหน้าที่ของต้นเองได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้งานวิจัยที่เกียวข้องกับคนมีประสิทธิภาพ สามารถเผยแพร่ได้ทั้งในระดับชาติ และนานาชาติได้     การจัดทำการจัดการความรู้ (KM) ในหัวข้อ “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง จากข้อเสนอแนะจากนักวิจัย กรรมการฯ มาจัดทำเป็นขั้นตอนในการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริงถูกต้องตามหลักการของรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนทุกประการ  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          การขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องจัดอบรมขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1 . อาจารย์ นักวิจัย 2. นักศึกษา ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกันคน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สามารถขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคนได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และผลงานดังกล่าวสามารถเผยแพร่ได้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน Read More »

ทุนวิจัยภายนอกสายศิลปะ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.3, KR 2.2.1, KR 2.2.2, KR 2.3.1 ทุนวิจัยภายนอกสายศิลปะ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล คณะดิจิทัลอาร์ต หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามเทคโนโลยี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีการติดต่อเชื่อมโยงกันมากขึ้น เรียกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วชนิดทวีคูณจนยากจะคาดการณ์ได้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น การศึกษาในยุคนี้จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ชั่วคราวหากแต่ต้องมีการดำเนินการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังเช่น วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 อันส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของทุกสถาบันการศึกษาทั่วโลกจนต้องทำให้มีการปรับตัวคือ ได้มีการนำการเรียนการสอนแบบออนไลน์เข้ามาใช้อย่างจริงจัง สถานศึกษาหลายแห่งแม้ยังไม่เคยใช้ต่างพยามดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบทั้งห้องเรียนการศึกษาทั่วไปและห้องเรียนการศึกษาพิเศษ สื่อการสอนด้านศิลปะส่วนใหญ่ส่งเสริมเป็นการสอนสำหรับเด็กปกติ ขณะที่เด็กพิการและผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากยังขาดสื่อการเรียนรู้ด้านศิลปะ จากปัญหาและความสำคัญดังกล่าว การออกแบบสื่อการสอนออนไลน์และการผลิตสื่อการสอนแอนิเมชันเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับเด็กพิการและด้อยโอกาส จึงนับเป็นการส่งเสริมให้ประชากรทุกคนควรได้รับการสนับสนุนทางการศึกษา “การศึกษาไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” (ครูกัลยา. ๒๕๖๓)        ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพหลายครั้ง แต่ยังมีสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาต่อไปคือ การเสริมสร้างพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นให้ได้ผลดังที่ควรจะเป็น เพราะทุกความสำเร็จจะเกิดผลได้หากมีพื้นฐานที่ชำนาญมั่นคง การศึกษาในยุคนี้ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นร่วมกันว่า ต้องสามารถสร้างและพัฒนาคนให้มีทักษะหลายด้าน มีความพร้อมที่จะเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีปกติสุข        “เป้าหมายการศึกษาควรกว้างกว่าเพื่อการทำมาหากิน” การศึกษามักจะเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ทักษะทำงานหาเงินมาบริโภค การจัดการศึกษาซึ่งเป็นการลงทุนพัฒนาคนที่สำคัญที่สุด ควรมีเป้าพัฒนาพลเมืองให้ฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ และสังคม เป็นทั้งคนมีความสุข ความพอใจ และเป็นพลเมืองที่ดีมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่มีเป้าแคบๆ แค่ให้เก่งในแง่ทำงานที่ประสบความสำเร็จมาก มีรายได้สูง แต่อาจเป็นคนเห็นแก่ตัวมากกว่าส่วนรวม ไม่มีความสุข ความพอใจอย่างแท้จริง และไม่ได้ช่วยสร้างให้สังคมดีขึ้นด้วย (รศ.วิทยากร เชียงกูร. ๒๕๖๒. กรุงเทพธุรกิจ.)  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : โครงการวิจัยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   1. เสนอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ   2. เสนอแผน/กิจกรรมการทำงาน ส่วนงานผลิตสื่อการสอนศิลปะ สื่อเเอนิเมชันเสริมทักษะศิลปะ สื่อเสมือนจริง    3. จัดกิจกรรมภาคสนามด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/สื่อเสมือนจริงในรูปชุดแบบเรียนวาดระบายสี AR Painting กลุ่มเป้าหมายโรงเรียนที่มีห้องเรียนการศึกษาพิเศษจำนวน 10 แห่ง   4. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ RSU Cyber    5. ดำเนินงานผ่านสถาบันวิจัย มรส.   2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    การดำเนินการ / การนำไปใช้– จัดทำสื่อการสอนศิลปะ สื่อแอนิเมชัน ชุดแบบเรียนวาดระบายสีสื่อเสมือนจริง พร้อมแอปพลิเคชัน– จัดส่งมอบครุภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ให้สถานศึกษาจำนวน 10 แห่ง– จัดกิจกรรมภาคสนาม การสอนศิลปะสำหรับเด็กพิเศษ อุปสรรตและปัญหาในการทำงาน    1. ระยะเวลาในการดำเนินงานยังคงเป็นช่วงที่สถานการณ์ระบาดโควิด-19 ยังมีความรุนแรง หน่วยงานในมรส.ส่วนใหญ่ปิดทำการ ทำให้การติดต่อ เกี่ยวกับเอกสาร การเบิกจ่ายมีความล่าช้า    2. คณะทำงานบางท่านตรวจพบการติดเชื้อโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาตัวทำให้การดำเนินงานส่วนผลิตสื่อแอนิเมชันเกิดความล่าช้า และต้องแก้ไขหลายครั้ง    3. เนื่องจากเป็นช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 การติดต่อโรงเรียนในกลุ่มเป้าหมายเป็นไปด้วยความลำบาก และไม่สามารถจัดกิจกรรมภาคสนามตามกรอบระยะเวลาเดิมได้ ทำให้ต้องเลื่อนระยะเวลาใหม่    4. เนื่องจากเป็นทุนวิจัยแรกของมรส. ที่ได้รับจากแหล่งทุนนี้ ซึ่งมีข้อระเบียบปฏิบัติไม่เหมือนกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น การเบิกจ่าย แหล่งทุนโอนเงินเข้าบัญชีโครงการ และต้องการให้ มรส.ออกใบเสร็จรับเงิน ซึ่งมรส.ไม่สามารถออกใบเสร็จได้เนื่องจากเงินไม่ได้โอนเข้าบัญชีของมรส. ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากสถาบันวิจัยและสำนักงานฝ่ายการเงิน ให้เจ้าของโครงการโอนเงินเข้าบัญชีมรส.เพื่อให้มรส.ออกใบเสร็จ และมรส.จะดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้ทางโครงการ (ซึ่งมีความล่าช้ามาก และตรงกับช่วงที่มรส.ปิดทำการ) 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    1. การจัดการเรียนการสอนศิลปะโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอาร์ต สื่อเสมือนจริงไปช่วยจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิเศษในระดับชั้นประถมศึกษา    2. ผลงานสื่อการสอนของโครงการได้รับการตอบรับในระดับดีมากจากกลุ่มเป้าหมาย     3. ประสบการณ์การดำเนินการติดต่อ/การนำเสนองานด้านการศึกษาพิเศษ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            1. งานวิจัยที่สนับสนุนด้านการศึกษาพิเศษยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการศึกษาทั่วไป         2. จุดเด่นของโครงการคือเน้นไปใช้จริงในห้องเรียนการศึกษาพิเศษ          3. ได้รับผลสัมฤทธิ์เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้          4. ได้รับคำชมเชยจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากแหล่งทุน ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

ทุนวิจัยภายนอกสายศิลปะ Read More »

สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development) ผู้จัดทำโครงการ​ อ.กัญจนพร โตชัยกุล ผศ.ดร นัฐพงษ์ มูลคำ คณะรังสีเทคนิค หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ แนวทางการสร้างนวัตกรรมวิจัยและขออนุสิทธิบัตร (นวัตกรรมทางด้านวัสดุป้องกันรังสี)         อุปกรณ์กันรังสีที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เป็นวัสดุที่ผลิตจากตะกั่วและมี Density ที่สูง ทำให้มีคุณสมบัติในการป้องกันรังสี มักใช้ในห้อง General X-ray, CT Scan, Cath Lab, X-ray C-arm, Operation Room หรือใช้ประกอบกับประตูกันรังสี ฉากกันรังสีภายในห้อง ตลอดจนฉากเลื่อนกันรังสีต่างๆ แต่เนื่องจากด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและตะกั่วมีความเป็นพิษ จึงต้องการศึกษาคุณสมบัติของส่วนผสมสารทึบรังสีที่มีไอโอดีนเป็นองค์ประกอบ (Iodine contrast media) และ epoxy resin ที่สามารถขึ้นรูปได้อย่างอิสระ รวมถึงศึกษาคุณสมบัติการในการดูดกลืนรังสีและพัฒนาไปสู่วัสดุที่ช่วยป้องกันรังสี          โดยสารทึบรังสีหมายถึงสารที่ใช้ในการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อให้เกิดความแตกต่างในการดูดกลืนรังสีระหว่างอวัยวะที่ต้องการตรวจกับอวัยวะหรือโครงสร้างอื่นที่อยู่ใกล้เคียง และสารทึบรังสีที่ใช้กันทางรังสีวินิจฉัยเป็นสารทึบรังสีที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ มีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสี ซึ่งสามารถนำไปผสมในส่วนประกอบต่างๆ เพื่อขึ้นรูปสำหรับเป็นอุปกรณ์ป้องกันรังสี โดยเฉพาะผสมกับ epoxy resin ที่มีคุณสมบัติขึ้นรูปง่ายและส่วนผสมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นวัสดุกันรังสีดังกล่าวจะสามารถป้องกันรังสีในระดับพลังงานต่ำได้ และมีข้อดีในการลดค่าใช้จ่ายในการผลิต น้ำหนักเบา ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถประยุกต์ขึ้นรูปในการสร้างเป็นอุปกรณ์ป้องกันรังสีในส่วนต่างๆของร่างกายได้ และผลลัพธ์สุดท้ายจะสามารถนำไปจดขออนุสิทธิบัตรที่ว่าด้วย เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อยและมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : –ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   1) อาจารย์ภายในคณะร่วมกันวางแผนดำเนินการต่างๆ สำหรับการแนวทางการเขียนขอทุนนวัตกรรมและสร้างผลงานนวัตกรรมที่สอดคล้องกับวิชาชีพรังสีเทคนิค   2) อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เตรียมสร้างผลงานนวัตกรรมรวมถึงขออนุสิทธิบัตร   3) เริ่มเตรียมบทความฉบับสมบูรณ์ (manuscripts) สำหรับส่งตีพิมพ์บทความ   4) อาจารย์ที่ได้รับการตีพิมพ์บทความและได้เลขอนุสิทธิบัติ จะมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์ภายในคณะสามารถอภิปราย แลกเปลี่ยน ซักถาม ได้ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานประโยชน์ต่อบุคลากร    1) เพื่อให้เป็นแนวทางการสร้างนวัตกรรมวิจัยและขออนุสิทธิบัตร    2) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลงานทางวิชาการในรูปแบบต่างที่หลากหลายประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย    1) คณาจารย์คณะรังสีเทคนิคมีคุณภาพและสามารถพัฒนาผลงานทางวิชาการในรูปแบบนวัตกรรมวิจัย ร่วมถึงยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยรังสิตให้เป็นที่รู้จักกว้างขว้างมากขึ้น    2) คณาจารย์คณะรังสีเทคนิคมีความรู้ด้านงานวิจัย และสอดคล้องกับแนวคิดงานวิจัยของมหาวิทยาลัย  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    การพาณิชย์: องค์ความรู้และเทคโนโลยีนี้ก่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมทางอุปกรณ์การแพทย์ที่เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากรังสี ทำให้เกิดต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Prototype) ในทางพาณิชย์ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนหรือหน่วยงานร่วมดำเนินการวิจัย    ภายในมหาวิทยาลัย: ความรู้เกี่ยวกับวัสดุป้องกันรังสีชนิดที่ปราศจากตะกั่ว ทำให้ได้วัสดุที่ผลิตจากสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถป้องกันรังสีได้เทียบเท่าตะกั่ว ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมการสร้างวัสดุกันรังสีภายในประเทศและองค์ความรู้สามารถต่อยอดในงานวิจัยได้หลายด้านและสามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้ทาง radiation protection ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          ประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและคณะรังสีเทคนิคในทางด้านวิชาการ: ความรู้เกี่ยวกับวัสดุป้องกันรังสีชนิดที่ปราศจากตะกั่ว ผลการศึกษาจะทำได้ได้วัสดุที่ผลิตจากสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถป้องกันรังสีได้เทียบเท่าตะกั่ว ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมการสร้างวัสดุกันรังสีภายในประเทศและองค์ความรู้สามารถต่อยอดในงานวิจัยได้หลายด้าน และสามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้ทาง radiation protection         ประโยชน์ในนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม: วัสดุป้องกันรังสีดังกล่าวเป็นชนิดที่ปราศจากตะกั่ว ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงการสร้างแนวคิดทางนวัตกรรม เพื่อพัฒนาไปใช้ในระดับคลินิกและเพิ่มประสิทธิภาพของนวัตกรรมของไทย โดยกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ได้แก่ ทีมผู้วิจัย, ภาคเอกชน, สหวิชาชีพที่อยู่ในสาขารังสีวิทยา รวมถึงสถานที่มีการใช้อุปกรณ์กันรังสี ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development) Read More »

“คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย” สู่งานวิจัยกระดาษสาผักตบชวา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.2 “คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย” สู่งานวิจัยกระดาษสาผักตบชวา ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.เริงศักดิ์ แก้วเพ็ชร นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร นางสาวชวัลรัศมิ์ จตุเทน นายกิตติธัช ช้างทอง สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ฝ่ายพัฒนาสังคมศิลปวัฒนธรรมและสิทธิประโยชน์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          มหาวิทยาลัยรังสิตจัดตั้งรายวิชาเรียน RSU184 คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย ทางสถาบันศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาสังคม ร่วมกับสถาบัน GEN.ED. มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้การเตรียมตัวสำหรับคนต่างรุ่น ในการเข้าสู่วัยสูงอายุ และสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย และสังคมโลก เข้าใจแนวคิดสูงวัยเชิงรุก (Active Aging) ซึ่งเป็นกรอบแนวนโยบายที่สร้างโดยองค์การอนามัยโลก ที่มุ่งเน้นในด้านสุขภาพกายและจิตที่ดี การมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและครอบครัว และการมีส่วนร่วมในสังคมเพื่อให้ผู้สูงอายุและคนต่างรุ่นได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมสูงวัยและสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต พร้อมมีพื้นฐานในการเตรียมตัวทำธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ มุ่งเน้นให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้านกระบวนการคิด วิเคราะห์ การออกแบบธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ สามารถเชื่อมโยงประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม นำไปประกอบการใช้งานได้จริง และมีเข้าใจในปรับตัวให้เข้ากับทุกสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสามารถมีการจัดการการวางแผนอย่างเป็นระบบได้ดี แม้ท่ามกลางกระแสขอความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมแย่ลง รวมทั้งปัญหาโรคระบาดโควิค 19 โดยภาครัฐบาล มีมาตรการควบคุมการระบาดทั้งมาตรการปิดเมือง มาตรการรักษาระยะห่าง และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซายาวนาน ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยรวมไปถึงพ่อค้ารายเล็กรายน้อยประเภทหาบเร่แผงลอยต้องเลิกขาย เนื่องจากขายไม่ได้เหตุเพราะกำลังซื้อไม่มี และส่วนหนึ่งต้องเลิกกิจการไปส่งผลกระทบหนักต่อกลุ่มคนเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ขาดทักษะและผู้มีรายได้น้อย ขาดเงินออม มีภาระหนี้สูง จึงทำให้คนกลุ่มนี้ซึ่งโดยปกติมีรายได้น้อยอยู่แล้วก็ขาดรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงวิธีการรับมือกับวิกฤติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ และไม่มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี         ผลการสำรวจจำนวนคนจนในปทุมธานี “คนจนเป้าหมาย” ในปทุมธานี คือ คนจนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เนื่องจากเป็นคนที่ได้รับการสำรวจว่าจน (survey-based) จาก ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และยังมาลงทะเบียนว่าจนอีกด้วย (register-based) จากข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง สำหรับข้อมูลปี 2565 เป็นการบูรณาการข้อมูลระหว่าง จปฐ 2564 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จะพบว่า ความยากจนสามารถวัดได้ 5 มิติ ความยากจนสามารถวัดได้จากดัชนีความยากจนหลายมิติ หรือ ดัชนี MPI (Multidimensional Poverty Index) ที่พิจารณาจาก 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านรายได้ และด้านการเข้าถึงบริการรัฐ ซึ่งจะพบว่า ปัญหาของชุมชนตำบลหลักหก ยังคงเป็นเรื่องสุขภาพ และรายได้ คณะทำงานเร่งเห็นในการสร้างเสริม อาชีพ รายได้ ให้แก่ชุมชน โดยเริ่มจากชุมชนหลักหก จากการสำรวจปัญหา และวัตถุดิบรอบๆ ชุมชน คณะทำงานนักศึกษา มีความสนใจในกลุ่มชุมชนหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่รอบมหาวิทยาลัยรังสิต ปัญหาส่วนหนึ่งที่ค้นพบคือ ผักตบชวาในลำคลองของชุมชนตำบลหลักหกมีเป็นจำนวนมาก จนทำให้น้ำเกิดปัญหา น้ำเน่าเสีย มลภาวะทางอากาศ ชาวบ้านสูดดมเข้าไปทุก ๆ วัน ทำให้มีปัญหาในระบบการหายใจได้ คณะทำงานนักศึกษาจึงมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ส่งเสริม อาชีพ รายได้ การกระจายโอกาสให้กับชุมชนหลักหก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งการทำกระดาษสาจากผักตบชวาปลอดสารเคมี สีธรรมชาติ เพื่อใช้ในงานประดิษฐ์ ตกแต่งและงานฝีมือ จากการทำกระดาษสาผักตบชวาปลอดสารเคมีที่มีคุณภาพต่องานประดิษฐ์ มีความเหนียว ขนาดไม่บางหรือหนามาก เนื่องจากการขึ้นรูปเป็นดอกไม้ในการประดิษฐ์ จะต้องมีความเหนียว และขนาดพอดี ต่อยอดมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ และสร้างแนวคิดเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างสุขภาวะ สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ โดยมุ่งเน้นทิศทางของการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ของแต่ละท้องถิ่นให้มีคุณภาพและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : รายวิชา RSU184 คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   1. ทีมอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาร่วมระดมความคิดดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของรายวิชาเรียนและให้สามารถเป็นโครงการที่ใช้งานได้จริง เกิดผลสัมฤทธิ์ระยะยาว จึงเริ่มต้นศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากรอบข้าง จึงได้เล็งเห็นปัญหาของชุมชนที่อยู่โดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต คือ ชุมชนหลักหก ได้เกิดปัญหา ผักตบชวาล้นคลอง ตามบทนำที่กล่าวไว้ข้างต้น การดำเนินงานของกลุ่มนักศึกษาได้เริ่มปรึกษาหารือเรื่องการจัดหาแกนนำชุมชนหลักหก โดยแกนนำนักศึกษาต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง แกนนำชุมชนหลักหกมีคุณสมบัติเบื้องต้นอย่างไรบ้าง คณะทำงานนักศึกษาได้กำหนดคุณสมบัติดังนี้ แกนนำนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก ต้องมีคุณสมบัติพร้อมที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดี และสามารถทำงานกับแกนนำของชุมชนได้ และต้องพร้อมที่จะเสืยสละเวลาทำเพื่อสังคมส่วนร่วมให้เกิดผลดีต่อชุมชนเป้าหมายได้อย่างสำเร็จ    2. จัดตั้งกลุ่มแกนนำ นำทีมนักศึกษา และกลุ่มแกนนำชุมชนหลักหกคณะทำงานนักศึกษาปรึกษาหารือเรื่องการคัดเลือกแกนนำนักศึกษา และแกนนำชุมชนหลักหก เพื่อที่จะดำเนินโครงการต่อเนื่อง    3. ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาจากผักตบชวาร่วมกันระหว่างคณะทำงานกับชุมชน จากนั้นอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษานำปัญหามาวิเคราะห์ว่าอยากจะทำอะไร แก้ไขปัญหานี้อย่างไร จึงได้เกิดเป็นแนวคิด “กระดาษสาจากผักตบชวา” เนื่องจากกระดาษสาเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่าย และมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำ หาได้ง่าย และยังสามารถต่อยอดจากกระดาษสาได้หลากหลาย    4. เริ่มประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับนักศึกษาและชุมชนหลักหกให้เป็นวงกว้างในมหาวิทยาลัยรังสิต คณะทำงานลงมติในการจัดทำโปสเตอร์ เพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้กับนักศึกษาและชุมชนหลักหก โดยการจัดหาคนในวิชาเรียนออกแบบโปสเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับแกนนำนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก    5. คณะทำงานกลุ่มนักศึกษากำหนดบทบาทหน้าที่ของกลุ่มแกนนำนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก มีการพูดคุยถึงความถนัดของแต่ละแกนนำนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก ความพร้อม ความสนใจในการดำเนินโครงการ และตอบข้อซักถามและทำการทดสอบในการทำกระดาษสาผักตบชวาของกลุ่มแกนนำทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อวางกรอบการทำงาน ออกแบบกิจกรรมร่วมกับ    6. คณะทำงานกลุ่มนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก ร่วมศึกษาดูงานขั้นตอนการจัดทำกระดาษสาผักตบชวา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างแกนนำนักศึกษา แกนนำชุมชน ณ ศูนย์ฝึกอาชีพมีชีวิต กศน. ต.หนองน้ำใจ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำมาทดลองทำกระดาษสาผักตบชวา และทำการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนหลักหกต่อไป    7. คณะทำงานกลุ่มนักศึกษา เข้ารับการการอบรมการให้องค์ความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ระหว่างนักศึกษาและแกนนำชุมชนเบื้องต้น เพื่อนำมาปฏิบัติและถ่ายทอดต่อให้แก่ชุมชน โดยการอบรมการต่อยอดงานประดิษฐ์จากกระดาษสาผักตบชวา ให้เป็นดอกไม้ที่สวยงาม และมีความเป็นธรรมชาติปลอดสารพิษ พร้อมทั้งอบรมการจัดทำแผนธุรกิจเบื้องต้น ในการคำนวนหาต้นทุนของวัตถุดิบ อาทิ อุปกรณ์ที่จัดทำกระดาษสาผักตบชวา ค่าแรงต่างๆ จากการอบรม เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากกระดาษสาผักตบชวา กลุ่มแกนนำนักศึกษาและแกนนำชุมชนหลักหก    8. จัดทำกระดาษสาผักตบชวา หัวหน้าโครงการทำการชี้แจงการจัดทำกระดาษสาผักตบชวา โดยอธิบายถึงขั้นตอนการทำกระดาษสาผักตบชวา รวมถึงการแบ่งหน้าที่การดำเนินงานตามขั้นตอนการจัดทำกระดาษสาผักตบชวาร่วมกัน คณะทำงานนักศึกษา แกนนำชุมชน ชี้แจงขั้นตอนการทำกระดาษสาผักตบชวาให้ทุกคนได้รับทราบขบวนการแล้วนั้น ได้ทำการแบ่งหน้าที่ และลงมือทำ   9. การขึ้นรูปกระดาษสาจากผักตบชวาสำเร็จไปได้ด้วยดี ผลเป็นที่นักศึกษาและแกนนำชุมชนตั้งเป้าหมายไว้ เมื่อได้รูปร่างของกระดาษสาจากผักตบชวาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาหารือร่วมกันถึงข้อเสนอแนะ ข้อบกพร่องต่างๆ ในขั้นตอนการทำ รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ผสมในการขึ้นเป็นรูปกระดาษสาจากผักตบชวา ผลสรุปว่าทุกคนพอใจกับกระบวนการขั้นตอนการทำ รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ ทำให้การทดลองครั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง    10. กลุ่มนักศึกษาร่วมกันประสานงานกับแกนนำชุมชนหลักหก ทำการประสานงานร่วมกับภาคท้องถิ่นในการจัดอบรมวิธีการทำกระดาษสาผักตบชวา การหารือร่วมกับตัวแทนชุมชนท้องถิ่นในการจัดอบรม ตามแผนการดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ การใช้อุปกรณ์ สถานที่ และสร้างอาชีพ รายได้ให้กับท้องถิ่นจากการอบรม การหาภาคีเครือข่าย ประสานงานร่วมกับวัดบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก    11. อาจารย์ผู้สอน กลุ่มนักศึกษา แกนนำชุมชน สรุปผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ พร้อมส่งมอบโมเดลต้นแบบ กระดาษสาจากผักตบชวา พร้อมอุปกรณ์การขึ้นรูปกระดาษให้แก่ชุมชนได้ดำเนินงานต่อเป็นการสร้างสรรค์งานทางด้านงานวิจัยอีกทั้งสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ชุมชนให้มีความยั่งยืนต่อไป 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    จากการดำเนินงานโครงการการแก้ปัญหา ร่วมสร้างรายได้ แก่ชุมชนหลักหก ขับเคลื่อนโดยกลุ่มแกนนำนักศึกษาจากรายวิชาเรียน RSU184 คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย และกลุ่มแกนนำชุมชนหลักหก ผลการดำเนินการ นักศึกษาได้เรียนการทำงานร่วมกันของกลุ่มคน 3 วัย ซึ่งได้ผลสัมฤทธิ์ตรงตามวัตถุประสงค์ของรายวิชาเรียนเป็นอย่างมาก นักศึกษาและคนในชุมชนส่วนใหญ่มีความถนัดในสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งมีความสนใจในการต่อยอดธุรกิจต่างๆ จึงมีความเข้าใจและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ในการจัดทำกระดาษสาผักตบชวา มีการสังเกตุ และการอยากทดลอง ในรูปแบบต่างๆ มีความคิดสร้างสรรค์    จากการทดลองกระดาษสาผักตบชวาประสบผลสำเร็จ แกนนำชุมชนหลักหก มีความสนใจในการประดิษฐ์ดอกกุหลาบ มากกว่าการจัดทำกระดาษสาผักตบชวา ตามความสนใจและความถนัดของตัวบุคคล โดยภาพรวมแกนนำนักศึกษา และแกนนำชุมชนหลักหก สามารถผลิตกระดาษสาผักตบชวาได้ในคุณสมบัติที่ต้องการ อาทิ ความเหนียว สี และลวดลายของกระดาษสา สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการผลิตกระดาษผักตบชวาจากการสังเกตุ การหาข้อบกพร่องต่างๆ จนสามารถทำกระดาษสาผักตบชวาสำเร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะนำองค์ความรู้สู่ชุมชนท้องถิ่นต่อไป คณะทำงานกลุ่มนักศึกษาทำการลงภาคสนามเพื่อทำการอบรมให้แก่ชาวบ้านชุมชนหลักหก ให้มีความรู้ความเข้าใจทุกขั้นตอน ให้ได้มาตรฐานกระดาษตามที่ต้องการ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และสื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย ด้านของปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการ คือระยะเวลาในการดำเนินโครงการน้อยเกินไปเนื่องจากรายวิชาเรียนในภาคการศึกษาที่ 1 มีระยะเวลาการเรียนการสอนเพียง 4 เดือน ทำให้ระยะเวลาการดำเนินโครงการขาดความต่อเนื่องในระยะยาวนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้ อีกทั้งความร่วมมือภาคท้องถิ่น ในเรื่องของผลประโยชน์ซับซ้อนในชุมชน 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่การเรียนรู้ของผู้เล่าเรื่องจากประสบการณ์ความสำเร็จดังกล่าว    การค้นคว้า ศึกษาการทำกระดาษสาจากผักตบชวาได้ผลสัมฤทธิ์ตรงตามวัตถุประสงค์ นักศึกษาและชุมชนสามารถแปรรูปผักตชวาที่เป็นปัญหาของชุมชนหลักหกออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาได้มองเห็นวัตถุดิบของชุมชนอีกอย่างหนึ่งคือ ต้นกล้วย ที่มีจำนวนมากในชุมชนหลักหก เมื่อนักศึกษามีความรู้ในการผลิตกระดาษสาแล้ว จึงได้ทำการทดลองนำเยื่อกล้วยมาเป็นกระดาษสาจากเยื่อกล้วยเพื่อสามารถเสร้างสรรค์ป็นงานประดิษฐ์ต่อไปได้ ผลสรุป ต้นกล้วย เยื่อกล้วย สามารถทำเป็นกระดาษสาได้ นักศึกษาจึงค้นพบองค์ความรู้ใหม่จากการทำวิจัยครั้งนี้คือ กระดาษสาจากเยื่อกล้วย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice       โครงการสร้างสรรค์ของนักศึกษาที่เกิดขึ้นจากรายวิชาเรียนควรได้รับความร่วมมือการสนับสนุนเริ่มจาก อาจารย์ บุคคลากรในคณะ/วิทยาลัย จนไปถึงระดับมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม เพื่อการดำเนินกิจกรรมนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อการพัฒนานักศึกษา และมหาวิทยาลัยสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาในด้านต่าง ๆ ต่อไป ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

“คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย” สู่งานวิจัยกระดาษสาผักตบชวา Read More »

การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและต้านมะเร็งในหลอดทดลองของสมุนไพรไทยสูตรผสม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2 การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและต้านมะเร็งในหลอดทดลองของสมุนไพรไทยสูตรผสม ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ดร.ภญ. นลินี ประดับญาติ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ บริบทหรือความเป็นมาของเรื่องที่เล่า          ในปัจจุบันด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 หรือภาวะมลพิษจากการกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (particulate matters 2.5; PM 2.5) ซึ่งทั้งสองปัจจัยทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะยาว ในระยะเฉียบพลันการติดโรคโควิด-19 มีผลกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันหลายอย่างที่เป็นสาเหตุให้เกิดกระบวนการอักเสบและเป็นเหตุให้การทำงานของอวัยวะหลายระบบล้มเหลวได้ ส่วนฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบ รวมทั้งมีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าฝุ่นนี้เป็นปัจจัยต่อการเจริญของเซลล์ที่ผิดปกติและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง พืชสมุนไพรไทยหลายชนิด ได้แก่ มะนาว ใบหญ้านาง ข่า พริกไทย ใบกัญชา ฯลฯ มีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาโดยใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารตลอดจนใช้สำหรับดูแลสุขภาพตลอดจนรักษาโรค ซึ่งมีผลการศึกษาในหลอดทดลองหลายการศึกษาที่สนับสนุนว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ลดกระบวนการอักเสบได้ ในบทบาทของการเป็นอาจารย์ผู้สอนทางด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยาที่จะต้องมีภาระทั้งการสอน และการทำวิจัยควบคู่ไปด้วย ได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของภูมิปัญญาไทยต่อการใช้พืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ในการบำรุง ดูแล รักษาและฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา โดยบริษัทนารีฟาร์มา กรุ๊ป ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาในรูปแคปซูลที่สะดวกต่อการรับประทาน ดังนั้นเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงได้มีการทำการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองเป็นเบื้องต้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้ที่เกิดจากกระบวนการศึกษาวิจัยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   วิธีการ/ขั้นตอน หรือกระบวนการที่ทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ        1. รวบรวมข้อมูล และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ        2. ออกแบบการศึกษาที่รัดกุม ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัยที่สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม        3. ดำเนินการวิจัยจนเสร็จสิ้น และจัดทำรายงานการวิจัย        4. เผยแพร่ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ        5. นำผลการศึกษาที่ได้พัฒนาต่อยอดเพื่อศึกษาวิจัยต่อในระดับคลินิก และวางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ    – กำหนดหัวข้อวิจัยที่ชัดเจน    – สร้างทีมวิจัย โดยชักชวนนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันพัฒนางานวิจัยที่สนใจ    – ขอทุนวิจัย และดำเนินการวิจัยจนเสร็จสิ้นตามสัญญาทุน หากเกิดปัญหาหรืออุปสรรคจะขอคำปรึกษาจากทีมวิจัย และที่ปรึกษาโครงการวิจัยเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้    – เตรียมข้อมูลความพร้อมและทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ    – กำหนดของเขตการวิจัยที่ชัดเจ    – เลือกเครื่องมือในการดำเนินงานวิจัยที่เหมาะสม    – ดำเนินงานวิจัยตามกรอบแนวคิด และมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ละเอียดรอบคอบ    – เขียนบทความวิจัยเพื่อส่งตีพิมพ์ โดยเลือกวารสารวิชาการระดับนานาชาติคุณภาพสูงและอยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับเป็นอันดับแรก หากถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ จะนำข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิมาแก้ไขบทความวิจัย และส่งตีพิมพ์ในวารสารใหม่ที่คุณภาพลดหลั่นลงมาผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้เกิดความสำเร็จ และบทบาทของบุคคลนั้น    – คณะนักวิจัยที่ร่วมดำเนินงาน    – ผู้บริหารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต และบริษัทนารีฟาร์มา กรุ๊ป เป็นผู้สนับสนุนและให้โอกาสในการทำวิจัยอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน และแนวทางในการแก้ปัญหา/อุปสรรคดังกล่าว     การศึกษาวิจัยนี้ใช้เซลล์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมนุษย์เป็นแบบจำลองในการศึกษา ปัญหาที่พบคือเซลล์เจริญเติบโตช้า ต้องเลี้ยงให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลการทดลองที่สอดคล้องกันในแต่ละวิธีการศึกษาและแปลผลไปสู่การประยุกต์ใช้ในทางคลินิกผลลัพธ์หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้น     ดำเนินการศึกษาวิจัยแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา ผลการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ เผยแพร่ผลงานผ่านสื่อสังคมและเตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินการวิจัยทางคลินิก 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่การเรียนรู้ของผู้เล่าเรื่องจากประสบการณ์ความสำเร็จดังกล่าว      เรียนรู้บริบทการดำเนินการวิจัยที่เน้นการทำงานเป็นทีม ที่ประกอบด้วยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ สาขา เพื่อให้งานวิจัยสัมฤทธิ์ผลดีและประหยัดเวลาในการดำเนินงาน ดังนั้นการสร้างทีมวิจัยและเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้การดำเนินงานวิจัยในปัจจุบันต้องเน้นผลลัภย์ที่สร้างผลิตภัณฑ์และมูลค่าจากกวิจัย รวมทั้งการตีพิมพ์บทความวิจัยในปัจจุบันจะเน้นการศึกษาในเชิงลึกและเชิงบูรณาการศาสตร์หลายแขนง ทำปรับเปลี่ยนจากการดำเนินงานวิจัยในแนวกว้างเป็นการทำงานเชิงลึกและบูรณาการมากขึ้น เพื่อให้บทความวิจัยไม่ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์สมรรถนะ (ความรู้ ทักษะ หรือทัศนคติ) ของผู้เล่าเรื่อง      เกิดความเข้าใจแนวทางการดำเนินการวิจัยที่เน้นการสร้างทีมวิจัยที่มีคุณภาพ เน้นการดำเนินงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าแทนที่แนวทางการวิจัยแบบเดิมที่สร้างองค์ความรู้เพียงมิติเดียว ตลอดจนการตีพิมพ์บทความวิจัย เกิดการเรียนรู้ความหลากหลายทักษะการทำวิจัยระหว่างผู้ร่วมวิจัย ทำให้เกิด การสั่งสมประสบการณ์การทำวิจัยในเชิงลึก บูรณาการองค์ความรู้และการมีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ จึงได้รับเชิญให้พิจารณาบทความวิจัยจากวารสารต่าง ทำให้เป็นแนวทางในการสร้างงานวิจัยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคตได้ ผลงานเชิงประจักษ์ของผู้เล่าเรื่อง คือ      ผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ BMC Complementary Medicine and Therapies ซึ่งอยู่ใน quartile 1 มีค่า impact factor 2.83 มีการแถลงข่าวเผยแพร่ผลงานวิจัย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการศึกษาวิจัย และเตรียมโครงการวิจัยต่อยอดในระดับคลินิกต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          การดำเนินงานวิจัย สิ่งสำคัญที่สุดคือทำงานศึกษาข้อมูลให้มากสุดก่อนเริ่มต้นดำเนินการ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบนอกจากจะทำให้นักวิจัยมีองค์ความรู้ที่กว้างแล้วยังทำให้สามารถค้นพบช่องว่างของงานวิจัยหรือข้อจำกัดของงานวิจัยอื่น ๆ ที่ผ่านมา (identify research gap) และทำให้ตั้งคำถามงานวิจัยที่เหมาะสมได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการเริ่มดำเนินโครงการวิจัยและออกแบบการทดลองที่สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้ ในการดำเนินการวิจัยต้องมองภาพประโยชน์ของงานวิจัยที่จะเกิอดขึ้นว่าคืออะไร เพราะการมองเห็นคุณค่าที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิจัยมีแรงขับเคลื่อนให้ก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงคือ เกิดการเรียนรู้อย่างสูงสุด นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมในการดำเนินการวิจัยและคณะผู้ร่วมงานวิจัยก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดแนวคิดและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปราย การตั้งคำถามที่สมเหตุสมผลที่ทำให้เกิดการค้นคว้าเพิ่มเติมการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลที่ได้จากการดำเนินการวิจัยที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและต้านมะเร็งในหลอดทดลองของสมุนไพรไทยสูตรผสม Read More »

การพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระดับนานาชาติอย่างมืออาชีพ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1, KR 2.5.3 การพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระดับ นานาชาติอย่างมืออาชีพ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร. คณิตศร เทอดเผ่าพงศ์ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​        ในการพัฒนาการร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศ จำเป็นต้องมีความรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้การทำงานในแต่ละขั้นตอนของแผนการดำเนินงาน รวมถึง Plan, Do, Check และ Action ประสบความสำเร็จ มีดังนี้       1. ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยหรือประเด็นการวิจัยน่าสนใจ (Research knowledge) รวมถึงเข้าใจสภาวะปัจจุบันของการวิจัยในสาขานั้น ๆ การระบุช่องว่างการวิจัย และการกำหนดคำถามวิจัยที่ต้องการคำตอบ ความรู้นี้จะช่วยนำไปสู่ขั้นตอนการวางแผนและตรวจสอบว่าโครงการมีความเกี่ยวข้องและมีผลกระทบหรือไม่อย่างไร       2. ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างทีมงาน (Efficient collaboration between team members) การทำงานในโครงการวิจัยในระดับนานาชาติ ต้องการบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับการวิจัย รวมถึงเข้าใจพื้นหลัง ความเชี่ยวชาญ และเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมเนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่ายและหลายประเทศ ความรู้นี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจ และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ      3. ความสามารถในการใช้ซอฟต์แวร์ (Software and application knowledge) เพื่อการทำงานร่วมกันและใช้เครื่องมือการจัดการโครงการในการแบ่งปันข้อมูล หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน นอกจากควรสามารถเขียนหรือกำหนดโปรโตคอลในการสื่อสารและการตัดสินใจเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกในทีมทุกคนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ      4. ทักษะการบริหารโครงการ (Project management skill) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระดับนานาชาติให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งรวมถึงทักษะต่างๆ เช่น การวางแผน การจัดระเบียบ การมอบหมายงาน การติดตามความคืบหน้า และการปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากขั้นตอนการตรวจสอบ ทักษะเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะเป็นไปตามแผนและทีมสามารถบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการวิจัยได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : จากการทำงานในโครงการวิจัยร่วมกับต่างประเทศความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   ขั้นตอนการวางแผนมีความสำคัญต่อความสำเร็จของความร่วมมือด้านการวิจัยระดับนานาชาติ เริ่มต้นด้วยการกำหนดขอบเขตของโครงการให้ชัดเจน รวมถึงเป้าหมายการวิจัย ระยะเวลา และงบประมาณ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาความเชี่ยวชาญที่จำเป็นสำหรับโครงการและกำหนดผู้ทำงานร่วมกันที่มีศักยภาพ ซึ่งควรเป็นบุคคลที่สามารถนำเสนอมุมมองและมีทักษะทางการวิจัยที่จำเป็น เมื่อระบุผู้ทำงานร่วมกันที่มีศักยภาพแล้ว ให้ประเมินความเชี่ยวชาญและผลงานของผู้ร่วมงานนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ร่วมงานเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมกับโครงการ สร้างช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน เช่น การประชุมทางวิดีโอ อีเมล หรือซอฟต์แวร์การทำงานร่วมกัน และกำหนดโปรโตคอลสำหรับการแบ่งปันข้อมูล ผู้เขียน และการกำหนดเครดิต    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของสมาชิกในทีมแต่ละคน สุดท้าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนในทีมตระหนักถึงเป้าหมาย ลำดับเวลา และความคาดหวังสำหรับโครงการ ตลอดจนความรับผิดชอบของแต่ละคน 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มดำเนินการ โดยเริ่มต้นด้วยการกำหนดการประชุมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเวลาและวันที่ที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย ใช้การประชุมเหล่านี้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรค์ และวิธีการแก้ไขที่เป็นไปได้ กำหนดเนื้องาน กำหนดเวลา และกำหนดบุคลากรสำหรับงานแต่ละงาน เพื่อและให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตนเองได้อย่างชัดเจน ใช้ซอฟต์แวร์สำหรับการสร้างสรรค์และเครื่องมือจัดการโครงการเพื่อติดตามความคืบหน้าและสื่อสารกับสมาชิกในทีม นอกจากนี้ การตั้งตารางการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอกับสมาชิกในทีมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกในทีมได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอในการดำเนินงานของตน นอกจากนี้ การกำหนดโปรโตคอลสำหรับการสื่อสารและการตัดสินใจเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกในทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ขั้นตอนตรวจสอบ      หัวหน้าโครงการวิจัยทำการตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอและการประเมินว่าโครงการกำลังเดินหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือไม่ กำหนดตารางการรายงานอย่างสม่ำเสมอและใช้รายงานเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการติดตามความคืบหน้า และหากพบปัญหาหรือส่วนที่ต้องให้ความสนใจพิเศษเพิ่มเติม ควรให้การแนะนำเพื่อแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว และเปิดรับข้อเสนอแนะและคำแนะนำจากสมาชิกในทีม ใช้ข้อเสนอแนะเหล่านี้ในการปรับปรุงโครงการตามความจำเป็น และให้แน่ใจว่าทุกคนในทีมรับทราบถึงการเปลี่ยนแปลง       นอกจากนี้ การประเมินว่าโครงการบรรลุเป้าหมายและทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญด้วย หากเนื้องานตามโครงการไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้โครงการสามารถกลับมาเดินหน้าได้ต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการดำเนินการจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากขั้นตอนการตรวจสอบและใช้เพื่อขับเคลื่อนโครงการไปข้างหน้า ควรมีการปรับวิธีการหรืออาจปรับทีมงานตามความจำเป็น มีการติดตามความก้าวหน้า พร้อมทั้งเขียนรายงานความคืบหน้าและข้อเสนอแนะ ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยควรมีทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าโครงการจะสามารถบรรลุเป้าหมายการวิจัยและวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และมีการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ผลลัพธ์ และเรียนรู้จากปัญหาอุปสรรค หรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ทีมงานควรมีการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานระหว่างประเทศต่อไปอย่างสม่ำเสมอ โดยมองหาโอกาสในการแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบและหาโอกาสในการทำงานร่วมกันในโครงการในอนาคต         นอกจากนี้ ควรมีการบันทึกผลลัพธ์ของโครงการและแบ่งปันกับสมาชิกในทีม โดยรับรู้ถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีมแต่ละคน เอกสารนี้มีประโยชน์ในการประเมินโครงการและการสร้างความร่วมมือสำหรับโครงการในอนาคต ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระดับนานาชาติอย่างมืออาชีพ Read More »

การดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 1.3.7, KR 2.1.1, KR 2.1.2, KR 2.1.3, KR 2.1.4,KR 2.2.2, KR 2.2.3, KR 2.4.3, KR 2.5.1, KR 2.5.4 การดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ 1) อ.ทพ. ณัฐวุฒิ ศุภชวโรจน 2) อ.ทพ. สิรวิชฐ์ เลิศชาตรีพงษ์ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​​ 1) ผศ.ทญ.ดร. อุมาพร วิมลกิตติพงศ์ 2) ผศ.ทญ.จิรัฏฐ์ ศรีหัตถจาติ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           – ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : –ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : – วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   การทำวิจัยจะทำงานร่วมกันเป็นทีม 2 คน โดยจะมีการแบ่งภาระงานกันชัดเจน เพราะถ้าทำวิจัยคนเดียวอาจทำให้ไม่สามารถส่งผลงานวิจัยตีพิมพ์ต่อเนื่องได้   – มีการสลับกันเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยผู้ร่วมวิจัยจะคอยช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษา ทำให้แบ่งเบา และดูแลทีมงานวิจัยได้อย่างทั่วถึง    – มีการวางโครงการวิจัยที่เหมาะสม และเป็นไปได้ โดยจะพิจารณาศักยภาพของทีมวิจัย เพื่อสร้างกรอบเป้าหมาย หัวข้อ ให้เหมาะสม และมีการดูแลความสัมพันธ์ในทีม เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำวิจัย   – พิจารณาวารสารที่สนใจตีพิมพ์ตั้งแต่ต้น เพื่อให้มีเนื้อหา และรูปแบบงานวิจัยที่สอดคล้อง เพิ่มโอกาสในการได้รับการตีพิมพ์   – มีการแบ่งงานในทีมวิจัย โดยเฉพาะนักศึกษา โดยนักศึกษาโดยจะเป็นกำลังสำคัญในการที่จะช่วยดำเนินการทดลอง และทำให้เกิดผลขึ้นมา แต่ส่วนหลักของงานวิจัยเช่น การสรุปผลหรือการอภิปรายผล ทีมอาจารย์จะเป็นแกนหลัก 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    เนื่องจากนักศึกษาที่ร่วมทำการวิจัยเป็นชั้นปีที่เริ่มทำคลินิก มีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง ไม่ได้ทำวิจัยเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทได้อย่างเต็มที่     อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้ เป็นเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีอยู่ในมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องทำเรื่องขอใช้อุปกรณ์ ของสถาบัน ต้องวางแผนเพื่อจะให้นักศึกษาใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและเสียเวลาที่จะใช้ในคลินิกของตัวเองที่จะต้องทำงานอยู่แล้วให้น้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญ    การระบุปัญหาให้ได้อย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งสำคัญ โดยทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนการวิจัย เพื่อให้แผนงานวิจัย ดำเนินได้เนื่อง และสำเร็จลุล่วงได้ 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    การพิจารณาผลงานที่ได้ และมีการปรึกษากันในทีม เพื่อต่อยอดในการเผยแพร่ผลงาน หรือส่งแข่งขันประกวดทั้งในงานวิจัย และนวัตกรรมในระดับอุดมศึกษา โดยจะพิจารณาถึงความตั้งใจของนักศึกษาร่วมด้วย จะมีการกระตุ้นทีมให้นำเสนอผลงานที่ตั้งใจทำ โดยในหลาย ๆ ครั้งพบว่า นักศึกษามีศักยภาพที่จะทำ และสามารถทำได้อย่างดี โดยทั้งนี้ความสัมพันธ์และทัศนคติที่ดี เป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้มีความภูมิใจในผลงาน และพร้อมที่จะนำเสนอผลงาน เพื่อสร้างชื่อเสียงต่อไป ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice         – ควรพิจารณาการจัดสรรเวลาที่ชัดเจน โดยหากสามารถจัดช่วงเวลาของงานวิจัยอยู่ในช่วงที่นักศึกษาไม่ได้มีภาระหนักมาก สามารถให้ความสำคัญกับงานวิจัยได้เต็มที่ น่าจะทำให้ได้ผลงานตามที่ตั้งเป้าไว้        – การสนับสนุนด้านเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ จะช่วยอำนวยความสะดวก และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงต้นทุนการวิจัยที่จะลดลงอย่างมาก        – การมีสถาบันร่วมวิจัยที่เป็นทางการ อาจจะช่วยเพิ่มช่องทาง ในการติดต่อ หรือเพิ่มศักยภาพของงานวิจัยได้มากขึ้น 

การดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง Read More »

เทคนิคการของทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น (Youth Startup Fund)“Prove of Concept”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.1.3, KR 2.2.1, KR 2.2.2, KR 2.2.3, KR 2.4.2, KR 2.5.2 เทคนิคการของทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น (Youth Startup Fund)“Prove of Concept” จาก กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม : โครงการพัฒนาสกูตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่ชื่อ Momen Mini Bike ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์ศุภณัฐ จินตวัฒน์สกุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         หลายปีมานี้ยานพาหนะไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในประเทศไทยหรือในตลาดโลก เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพาหนะทุกขนาด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า,รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, รวมถึงสกูตเตอร์ไฟฟ้า และในปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้าได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีที่เหนือกว่าเครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมทั้งในแง่ของการลดมลพิษ, ประสิทธิภาพของรถ,การประหยัดค่าใช่จ่ายทั้งในแง่การบำรุงรักษาและการชาร์จเทียบกับการเติมน้ำมัน      เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่บริษัท Thai Frostech ได้พัฒนาและจำหน่ายสกูตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Momen ได้เล็งเห็นการเติบโตของตลาด รวมถึงการเก็บเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงเพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้งานในกลุ่มผู้ใช้งาน สกูตเตอร์ไฟฟ้าแบบยืนสมรรถนะสูง อย่างไรก็ตาม Momen ได้เล็งเห็นตลาดในกลุ่มของสกูตเตอร์ไฟฟ้าแบบนั่ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถสมรรถนะสูง ทั้งในแง่ของกำลังขับ ระบบความปลอดภัย ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ทาง Momen ต้องการเข้าไป      จากปัจจัยข้างต้น Momen จึงได้นำเสนอโครงการเพื่อขอเสนอรับทุน ยุววิสาหกิจเริ่มต้น (Youth Startup Fund)“Prove of Concept” จาก กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสกูตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่ชื่อ Momen Mini Bike ซึ่งจะเป็นสกูตเตอร์สมรรถนะสูง ที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักกิจกรรม โดยเรามีเป้าหมายที่จะสร้างรถสกูตเตอร์ไฟฟ้าแบบนั่งที่มีระบบขับเคลื่อนดีเยี่ยม มีความปลอดภัย ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ สามารถถอดชิ้นส่วน เคลื่อนย้ายสะดวกใส่ในรถเก๋งได้ ปัจจุบันโครงการ Momen Mini Bike อยู่ในขั้นตอนการเตรียมผลิตต้นแบบ (Prototype) เพื่อนำไปทดสอบและปรับปรุง ก่อนผลิตและจำหน่ายจริง  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : https://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebaseความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้  วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    1. ศึกษาทุนด้านนวัตกรรม ยุววิสาหกิจเริ่มต้น (Youth Startup Fund)“Prove of Concept” จาก กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม         1.1 ตรวจสอบคุณสมบัติ : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเข้าเงื่อนไขและคุณสมบัติตามที่กำหนดในการสมัครโปรแกรม Prove of Concept” (POC) ดังกล่าวข้างต้น        1.2 พิจารณาผลงานปัจจุบันว่ามีความคล้องกับเงื่อนไขทุน และเจตนารมณ์ของโครงการหรือไม่ ซึ่ง Momen Mini Bike มีความสอดคล้องและเข้าเกณฑ์เพื่อรับทุนจากกองทุน TED FUND ในหลายด้าน ดังนี้ :              1)  “Prove of Concept (POC)”: Momen Mini Bike เป็นต้นแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและนำไปสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ สอดคล้องกับความต้องการของ TED FUND ในการสนับสนุน POC โครงการ            2) นวัตกรรมและเทคโนโลยี: Momen Mini Bike ใช้วัสดุอลูมิเนียม 7075, ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ, แบตเตอรี่ลิเธียม NMC, และระบบกล่องคอนโทรล Signwave ซึ่งเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอด            3) ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม: Momen Mini Bike ช่วยลดการใช้พลังงานทดแทน ลดมลพิษที่เกิดจากการขับขี่ และส่งเสริมการนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมขนส่งที่สะอาด เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ รวมถึงส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม    2. เตรียมนำเสนอผลงาน        2.1 ทบทวนข้อมูลและเอกสาร: ตรวจสอบและทบทวนข้อมูลและเอกสารที่คุณมีอยู่ให้ครบถ้วนและถูกต้อง เช่น แผนธุรกิจ, แผนงานวิจัยและพัฒนา, ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง        2.2 จัดเตรียมสไลด์นำเสนอ: สร้างสไลด์นำเสนอ (PowerPoint หรือเครื่องมือนำเสนออื่น ๆ) เพื่อสื่อสารข้อมูลที่สำคัญในแต่ละด้านของโครงการ ให้เน้นความกระชับ ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ        2.3 เนื้อหาสำคัญในการนำเสนอ :               • แนะนำทีมงานและความสามารถ: แสดงความสามารถของทีมงาน ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความกระตือรือร้นในการทำงาน             • อธิบายปัญหาที่โครงการต้องการแก้ไข: ชี้แจงปัญหาและความต้องการของตลาด และวิธีที่ Momen Mini Bike สามารถตอบสนองความต้องการนี้             • นำเสนอแนวความคิดของโครงการ: อธิบายวิธีการทำงานของ Momen Mini Bike และประโยชน์ที่มีต่อผู้ใช้             • แสดงผลการวิจัยและพัฒนา: นำเสนอผลของการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง  2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    2.1  อธิบายปัญหาอยางชัดเจน           ในกรณีของ Momen Mini Bike นั้นกำหนดปัญหาของสกูตเตอร์ในปัจจุบันไว้คือ         – Performance ประสิทธิภาพ เช่น ระบบขับเคลื่อน high performance มีน้อย, high end มีน้อย         – Design and Manufacturing การออกแบบและงานประกอบ         – Mobility การพกพาลำบาก         – ใช้ระยะเวลานานในการชาร์จไฟ         – ระยะทางในการขับขี่น้อย ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (distance per charge)     2.2 นำเสนอแนวความคิดของโครงการเพื่อแก้ปัญหา           1. Performance : พิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสกูตเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงและตรงกับความต้องการของผู้ใช้           2. Design and Manufacturing : ปรับปรุงการออกแบบและกระบวนการผลิตให้มีความเป็นระบบ ควบคุมคุณภาพสูง และให้สามารถประกอบและผลิตได้อย่างรวดเร็วและประหยัด           3. Mobility : พิจารณาการออกแบบให้สามารถพกพาได้ง่ายขึ้น อาจจะมีการใช้วัสดุที่น้ำหนักเบาและมีความแข็งแรง รวมถึงการออกแบบที่สามารถปรับขนาดหรือพับเก็บได้           4. การชาร์จไฟ : พิจารณาการพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือนำเสนอวิธีการชาร์จที่เร็วขึ้น เช่น ใช้แหล่งจ่ายพลังงานที่มีความเร็วในการชาร์จเพิ่มขึ้น หรือวิธีการชาร์จแบบใหม่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น           5. ระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จ : พิจารณาการพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น เพื่อให้สามารถขับขี่ได้ระยะทางที่มากขึ้นต่อการชาร์จ 1 ครั้ง2.3 แสดงผลการวิจัยและพัฒนาในปัจจุบัน     ในการนำเสนอโครงการในรอบ POC ผู้นำเสนอควรมีตัวอย่างงาน ผลการวิจัยและพัฒนา ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อแสดงให้คณะกรรมการเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อ  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    โครงการได้รับคำชื่นชมในการนำเสนอที่โดดเด่น และเจ้าของโครงการมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง Momen Minibike อาจได้รับคำชมเรื่องการออกแบบเนื่องจากหลายปัจจัยดังต่อไปนี้ :    – ดีไซน์ที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์: Momen Mini Bike อาจมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่น และน่าสนใจ ทำให้คนสนใจ    – ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม: Momen Mini Bike นำเสนอความคิดใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบ ทำให้มีความน่าสนใจและความคิดสร้างสรรค์    – ความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ: การออกแบบของ Momen Mini Bike อาจสะท้อนถึงความสะดวกสบายในการขับขี่ ประสิทธิภาพในการใช้งาน และความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่    – การพิจารณาเชิงตัวอย่างผู้ใช้: การออกแบบของ Momen Mini Bike นำเสนอโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ต่างๆ รวมถึงการพิจารณาเรื่องขนาด น้ำหนัก และรูปร่างของผู้ขับขี่    – การใช้วัสดุและส่วนประกอบที่มีคุณภาพ: การใช้วัสดุคุณภาพสูงและส่วนประกอบที่ทำงานได้ดี อาจทำให้ Momen Mini Bike ดูแล้วมีคุณภาพ และน่าเชื่อถือ      อย่างไรก็ตามคณะกรรมการพิจารณาทุนได้ให้คำแนะนำ และชูจุดเด่นที่เรามีมากขึ้นได้แก่       – นำ Data ที่ได้จากเซ็นเซอร์ของรถ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น       – กรรมการพิจารณาตัดงบ จึงทำให้ไม่ได้งบเต็มจำนวนตามที่ขอ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice • Momen minibike ได้เพิ่มเติมจุดเด่นจากคำแนะนำของคณะกรรมการ เพื่อเพิ่มจุดเด่นและความแตกต่าง• โดยการเพิ่ม iOS, Android Application เพื่อใช้เช็คสถานะต่างๆของรถ• Testing & Quality Assurance• ระบบความปลอดภัยต่าง ๆ• ขอมาตรฐานอุตสาหกรรมและความปลอดภัย• เพื่อไม่ให้โครงการถูกตัดงบประมาณ ผู้เสนอโครงการควร• วิเคราะห์ความต้องการของโครงการ : สำรวจความต้องการที่จำเป็นในการพัฒนาและส่งเสริมโครงการ Momen Mini Bike ให้สำเร็จลุล่วง• วางแผนงบประมาณและต้นทุน : หาค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการดำเนินโครงการ โดยคำนึงถึงต้นทุนวัสดุ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการทดสอบ การตลาด และการดำเนินงานอื่นๆ ให้สอดคล้องและไม่เกินวงเงินแต่ละหมวดหมู่• จัดทำงบประมาณเสนอขอทุน : จัดทำงบประมาณโครงการในรูปแบบที่เข้ากันได้กับข้อกำหนดของกองทุน TED FUND โดยแยกเป็นรายได้และรายจ่าย และคำนวณยอดขอรับทุน• ประเมินความเสี่ยงในงบประมาณ : วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับปรุงงบประมาณ และวางแผนในการจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น• ตรวจสอบความสอดคล้องกับเกณฑ์และข้อกำหนดของกองทุน : ตรวจสอบว่างบประมาณและข้อมูลที่เสนอในการขอทุนสอดคล้องกับเกณฑ์และข้อกำหนดของกองทุน TED FUND รวมถึงการให้ความชัดเจนและครอบคลุม

เทคนิคการของทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น (Youth Startup Fund)“Prove of Concept” Read More »

การสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัลด้วยกระบวนการคิดออกแบบ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1 การสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัลด้วยกระบวนการคิดออกแบบ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา นายปราโมทย์ ไกรยัน วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​         ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า สังคมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy and Society) ซึ่งเป็นแนวคิดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรู้ การศึกษา วิจัย การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม และการสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าหรือบริการซึ่งเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ รวมทั้งมีการใช้สินค้าหรือบริการเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย        การวิจัยการออกแบบ (Design Research) จึงเป็นกระบวนทัศน์การวิจัยที่เป็น “นวัตกรรมการวิจัย” แห่งศตวรรษ 21 ที่มุ่งไปสู่ “สังคมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ “การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบนวัตกรรม” ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ “การคิดออกแบบ” (Design Thinking) ในทุกๆ ขั้นตอน โดยผู้วิจัยจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงปรัชญาการออกแบบ (Philosophy of Design) ที่เป็นระบบความเชื่อที่ใช้ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ หรือการเข้าถึงวิธีคิดและหลักการที่ใช้ในการออกแบบ หรืออาจเป็นการเข้าถึงผลงานทางความคิดที่ได้จากการออกแบบ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง (Insights) และมองเห็นถึงวิธีคิดในการออกแบบได้อย่างลึกซึ้ง       จากที่มาและความสำคัญของแนวคิดดังกล่าวข้างต้น ผู้เล่าเรื่องตระหนักว่า ทักษะการคิดออกแบบ เป็นทักษะการคิดในระดับสูงที่มีตัวร่วมหรือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างความสามารถทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการที่สำคัญ อาทิ กระบวนการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การค้นหาและทดลองวิธีการแก้ปัญหา รวมทั้งกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ยึดมนุษย์เป็นสำคัญ ผู้เล่าเรื่องจึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลโดยบูรณาการการคิดออกแบบร่วมกับกระบวนการวิจัยผ่านผลงานการสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัล เรื่อง “อาหารจากพืช”        ผู้เล่าเรื่องได้บูรณาการกระบวนการคิดออกแบบในงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัล เรื่อง “อาหารจากพืช” โดยมีรายละเอียด 5 ขั้นตอนดังนี้       ขั้นที่ 1 การสร้างความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึก (Empathize) เป็นความสามารถในการเข้าถึงและเข้าใจความรู้สึก ปัญหา สถานการณ์ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเกิดจากการมีประสบการณ์ต่างๆ โดยลักษณะของความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้มี 2 มิติคือ มิติทางจิตใจ และมิติทางปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นสำคัญ ทั้งนี้โดยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ หรือการให้กลุ่มเป้าหมายออกแบบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและความต้องการของโจทย์ร่วมกัน ซึ่งในการสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัล เรื่อง “อาหารจากพืช” ผู้เล่าเรื่องมีวิธีการสร้างความเข้าใจ 3 วิธีการหลักๆ คือ การศึกษาข้อมูลและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสื่อเดิม และการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารจากพืช       ขั้นที่ 2 การกำหนดปัญหา (Define) เป็นขั้นตอนของการนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในขั้นแรกมาใช้ประโยชน์ มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดปัญหาหลักซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทีมออกแบบในการทำความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ผลของการวิเคราะห์ต้องเน้นการแก้ปัญหาของผู้ใช้เป็นสำคัญ เป็นขั้นตอนสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความคิดของการนักแบบ ซึ่งควรมีทางเลือกของการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ไม่ควรแคบหรือกว้างเกินไป และควรมีความยืดหยุ่นตามบริบท ซึ่งผู้เล่าเรื่องได้สรุปและกำหนดประเด็นปัญหาและความต้องการออกเป็น 2 ด้านคือ ปัญหาและความต้องการด้านสื่อ และปัญหาและความต้องการด้านเนื้อหา      ขั้นที่ 3 การสร้างความคิด (Ideate) เป็นกระบวนการคิดนอกกรอบเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหา โดยต้องคิดหา ทางเลือก (Alternative) ที่มีความหลากหลายผ่านมุมมองต่างๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในงานสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัล เรื่อง “อาหารจากพืช” ผู้เล่าเรื่องได้นำเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์สำหรับการแก้ไขปัญหาในรูปแบบของโจทย์การสร้างสรรค์ (Creative brief) และมีการออกแบบเนื้อหาโดยใช้แนวคิดผู้รับสารเป็นศูนย์กลาง (Audience-Centric) เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้รับสารกลุ่มเป้าหมายให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งมีการออกแบบสื่อ (Media design) รูปแบบของตัวละคร และฉากที่ต้องใช้ประกอบสำหรับสื่อการ์ตูนดิจิทัลอีกด้วย      ขั้นที่ 4 การสร้างต้นแบบ (Prototype) เป็นขั้นตอนของการสร้างแบบจำลองของงานต่างๆ เพื่อทดสอบว่างานดังกล่าวมีความเหมาะสมที่จะนำไปพัฒนาเพื่อใช้งานจริงได้หรือไม่ ซึ่งผู้เล่าเรื่องได้จัดทำต้นแบบของหน้าปก ตัวละคร และต้นแบบโครงสร้างของเนื้อหา      ขั้นที่ 5 การทดสอบ (Test) เป็นขั้นตอนของการนำต้นแบบและผลงานที่สร้างสรรค์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มเป้าหมายประเมินคุณภาพของสื่อที่ออกแบบและสร้างสรรค์ ซึ่งการทดสอบเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้เล่าเรื่องเกิดการเรียนรู้ที่สำคัญถึงวิธีการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สื่อให้ตรงกับความต้องการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายได้  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : สุวิมล ว่องวาณิช. การวิจัยการออกแบบทางการศึกษา (Design Research in Education)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ : ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    1. บ่งชี้ความรู้ ผู้เล่าเรื่องรับรู้และตระหนักว่าความรู้ที่สำคัญและจำเป็นต่อการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลแนวใหม่คือ “การคิดออกแบบ” ซึ่งต้องนำมาใช้ควบคู่กับการทำงานวิจัยออกแบบและสร้างสรรค์สื่อ    2. สร้างและแสวงหาความรู้ ผู้เล่าเรื่องมีการแสวงหาความรู้ทั้งที่เป็นความรู้ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) จาก ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย หัวหน้าสาขาวิชามัลติมีเดีย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ และความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) จากเอกสารเนื้อหาความรู้จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการคิดออกแบบกับงานสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ    3. จัดการความรู้ให้เป็นระบบ ผู้เล่าเรื่องมีวิธีการจัดการความรู้ที่ได้รับมาให้เป็นระบบโดยจัดเก็บและจำแนกไฟล์เอกสารที่สืบค้นมาให้เป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการค้นหาภายหลัง   4. ประมวลและกลั่นกรองความรู้ ผู้เล่าเรื่องได้สรุปและบันทึกความรู้ให้อยู่ในรูปแบบที่สั้น กระชับ และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทั้งในรูปแบบของเอกสาร และ power point   5. การเข้าถึงความรู้ นักศึกษาที่เรียนในรายวิชา MMD 412 การวิจัยมัลติมีเดีย สามารถเข้าถึงความรู้ดังกล่าวได้โดยผู้เล่าเรื่องได้ส่งมอบความรู้ดังกล่าว (upload) ผ่านทาง Google classroom ของรายวิชาการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้เล่าเรื่องได้นำประสบการณ์ดังกล่าวไปถ่ายทอดอย่างไม่เป็นทางการให้กับอาจารย์ต่างสถาบัน รวมทั้งบอกเล่าความสำเร็จและสิ่งที่ควรคำนึงถึงให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของสาขาวิชามัลติมีเดีย เพื่อนำไปต่อยอดในการจัดทำโครงการก่อนรับปริญญา (Senior project) ต่อไป    6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้เล่าเรื่องได้นำประสบการณ์ดังกล่าวไปถ่ายทอดอย่างไม่เป็นทางการให้กับอาจารย์ต่างสถาบัน รวมทั้งบอกเล่าความสำเร็จและสิ่งที่ควรคำนึงถึงให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของสาขาวิชามัลติมีเดีย เพื่อนำไปต่อยอดในการจัดทำโครงการก่อนรับปริญญา (Senior project) ต่อไป   7. การเรียนรู้ ผู้เล่าเรื่องเกิดการเรียนรู้ดังนี้       7.1 การมีประสบการณ์ร่วม ทำความเข้าใจและเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก ปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเราฟังเสียงดังกล่าว จะทำให้เราค้นพบ “สิ่งใหม่” ที่เป็นนวัตกรรมเล็กๆ ที่ตอบสนองปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นคุณค่าของนักออกแบบและสร้างสรรค์สื่อส่งมอบให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง       7.2 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้นำแนวคิด กระบวนการหรือขั้นตอนใหม่ๆ มาทดลองใช้ และผลแห่งความสำเร็จที่เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ย่อมทำให้เกิดการยอมรับและปรับเปลี่ยนวิธีการแบบเดิมๆ นำมาซึ่งวิธีดำเนินการวิจัยที่มีคุณภาพและทันสมัยมากยิ่งขึ้น       7.3 ผู้เล่าเรื่องนำประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายโอนความรู้เชิงประสบการณ์และให้คำแนะนำนักศึกษาสาขาวิชามัลติมีเดีย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ในการสร้างสรรค์สื่อ ก่อให้เกิดผลสำเร็จนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้มองเห็นนวัตกรรมเล็กๆ เกิดขึ้นในงานสร้างสรรค์สื่อของนักศึกษา  2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    1. ต้นแบบ (Prototype) จากหนังสือการ์ตูนดิจิทัล แนวคิดการออกแบบหน้าปก (แบบที่ 1)  : การผจญภัยและการออกตามหาอาหารเพื่อสุขภาพในโลกที่เต็มไปด้วยอาหารการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสีสันจากการรับประทานอาหาร ผ่านตัวละครทั้ง 4 แนวคิดการออกแบบหน้าปก (แบบที่ 2) : โลกทั้งใบกลายเป็นสีเขียวด้วยการเปลี่ยนพืช ผัก ผลไม้ และธัญพืชให้กลายเป็นอาหาร หรือที่เรียกว่า Plant based Food ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม      2. อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            การบูรณาการแนวคิดการคิดออกแบบ (Design thinking) กับงานวิจัยสร้างสรรค์สื่อในระยะแรกยังมีความสับสนในการบูรณาการซึ่งผู้เล่าเรื่องต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับกระบวนการและขั้นตอนของการคิดออกแบบให้ชัดเจนจึงจะสามารถบูรณาการขั้นตอนของการคิดออกแบบเข้ากับการวิจัยสร้างสรรค์สื่อได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เล่าเรื่องขอสรุปว่าเป็นการวิจัยที่เรียกว่า R-D-R (Research-Development and Research) ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมเล็กๆ ที่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของผู้ใช้สื่อได้อย่างชัดเจน  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่     1.  การสร้างสรรค์สื่อที่ใช้กระบวนการคิดออกแบบเป็นฐาน (Design Thinking based) ก่อให้เกิดนวัตกรรมเล็กๆ ที่ตอบโจทย์และสนองความต้องการของผู้ใช้สื่อได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการสร้างสรรค์สื่อรูปแบบเดิมไม่ได้เน้นที่การทำความเข้าใจถึงปัญหาของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ใช้สื่ออย่างลึกซึ้ง ซึ่งต่างจากการสร้างสรรค์สื่อแนวใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการคิดออกแบบซึ่งผู้วิจัยต้องทำศึกษาและทำความเข้าใจผู้ใช้สื่ออย่างลึกซึ้งและรอบด้าน อีกทั้งยังต้องมีการนำต้นแบบไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายก่อนสร้างสรรค์สื่อฉบับสมบูรณ์ ทำให้ผู้สร้างสรรค์มีการปรับแก้เพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้สื่อได้อย่างเป็นรูปธรรม     2. การสร้างสรรค์สื่อโดยใช้แนวคิดผู้รับสารเป็นศูนย์กลาง (Audience-Centric) การทำให้สื่อที่สร้างสรรค์มีคุณค่าและประโยชน์ต่อการนำไปใช้งานของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้รับสาร ผู้สร้างสรรค์ควรมีกระบวนการทดสอบ (Test) ต้นแบบและผลงานสื่ออย่างต่อเนื่องโดยผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้ผู้สร้างสรรค์สามารถปรับปรุงผลงานสื่อให้มีคุณลักษณะตรงตามความต้องการที่แท้จริงของผู้รับสารหรือผู้ใช้งานได้ ซึ่งผู้เล่าเรื่องพบว่า ผลงานที่สร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัล เรื่อง “อาหารจากพืช” มีสื่อชิ้นเล็กๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบสื่อหลักให้ตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น นั่นคือ มีการสร้างสรรค์วิดีโอคลิปสั้นเกี่ยวกับ “แนะนำร้านอาหารประเภท Plant based Food” “แหล่งที่จำหน่ายวัตถุดิบเกี่ยวกับ Plant based Food” และ “เมนูอาหาร Plant based Food” เป็นต้น ซึ่งตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้รับสารอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          1. เนื่องจากกระบวนการที่สำคัญของการสร้างสรรค์สื่อแนวใหม่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึก (Empathize) ที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้นผู้วิจัยควรศึกษาวิธีการสร้างคำถามเพื่อใช้สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth interview) ซึ่งจะทำให้เก็บรวบรวมข้อมูลได้ข้อมูลที่สะท้อนถึงความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุมทุกด้าน         2. ผู้วิจัยและสร้างสรรค์ควรศึกษาถึงวิธีการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia storytelling) เพิ่มเติมและสร้างสรรค์ที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้นเพื่อให้ผู้รับสารสามารถเข้าถึงสื่อและเนื้อหาที่ต้องการสอดคล้องตามพฤติกรรมดิจิทัลของผู้รับสารได้ ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนดิจิทัลด้วยกระบวนการคิดออกแบบ Read More »

สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.2, KR 5.2.1 สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ ผู้ให้ความรู้ ผศ.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งปัญหาในระดับโลก ระดับประเทศ และในระดับชุมชน ล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในทุกระดับ การป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ และรวมถึงการปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ ที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในระดับชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสังคม สมาชิกในชุมชนไม่เพียงแต่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นภายในชุมชนของตนหรือชุมชนที่เกี่ยวเนื่อง การสร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชุมชนหันมาร่วมมือกัน ป้องกัน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วยตนเองจึงเป็นวิถีทางหนึ่ง ที่จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้น ๆ สอดคล้องกับแนวคิดของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ใส่ใจกับการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับการ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชน ดังจะเห็นได้จากหน่วยงานดังกล่าวมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมหลักสูตร“สิ่งแวดล้อมศึกษาสู่การพัฒนาชุมชน” ให้กับบุคลากรและผู้สนใจทั้งในหน่วยงานรัฐ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถานศึกษา เพื่อให้นำความรู้จากหลักสูตรดังกล่าวถ่ายทอดสู่ชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกสาธารณะเพื่อการพัฒนาชุมชนนั้น ๆ ต่อไป จึงได้ริเริ่มโครงการ“สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน”ขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยเน้นการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (Learning Experience) องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของชุมชน เช่น ด้านการจัดการน้ำและน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ การจัดการของเหลือทิ้ง(ขยะ) การสร้างคามตระหนักในการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในบ้านของตน และร่วมถึงการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมชุมชน เป็นต้น ให้แก่ชุมชนในพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัย ตามนโยบายของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชนในพื้นที่โดยรอบ การจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมดังกล่าว มุ่งหวังให้ประชาชนในชุมชนและเยาวชน เกิดการรับรู้(awareness) ถึงสถานการณ์ สาเหตุ และผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน เพื่อนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกสาธารณะในการป้องกัน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตด้วยตนเองให้ได้ และคาดหวังว่าชุมชนจะนำความรู้ดังกล่าวขยายผลต่อคนในชุมชนของตนและเครือข่ายต่อไปในอนาคต สำหรับการวางโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน สำหรับปีการศึกษานี้ (2565) ทางคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน ได้รับการติดต่อประสานงานจากโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาพิเศษเพื่อเด็กพิเศษโดยเฉพาะ (ไม่น้อยกว่า 300 คน ) โดยโรงเรียนมีเป้าหมายหลัก คือ ต้องการให้นักเรียนทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข เต็มศักยภาพ โดยไม่มองว่าใครแตกต่าง มีการเสริมทักษะเฉพาะด้าน รวมถึงการส่งนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษไปฝึกงาน เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมอื่นและเพื่อนคนอื่นได้โดยง่าย ซึ่งผลจากการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ได้ข้อสรุปว่า ทางโรงเรียนมีเป้าหมายที่จะพัฒนาครูให้มีเทคนิควิธีในการขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตโดยการปลูกพืชลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสรรค์สร้างไม้ประดับเพื่อเพิ่มมูลค่า สำหรับถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน ทั้งด้านวิชาการและเพิ่มโอกาสในการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับนักเรียนบางส่วนที่ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ โดยเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าของนักเรียนผ่านร้านค้าของโรงเรียนในอนาคต ซึ่งทั้งหมดเป็นกิจกรรมหลักในกโครงการ อนุรักษ์พันธุ์กรรมพืช ซึ่งในปีการศึกษา 2565 ได้จัดกิจกรรมให้กับโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ทั้งสิ้น 3 โครงการ คือ 1) จัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ เรื่อง การปลูกผักสลัดกินเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม 2) จัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ เรื่อง Ornamental Gardening For Life และ 3) จัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ เรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช นอกจากนั้นยังมีหน่วยภายนอกที่สนใจ ขอเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย คือ และบุคลากรจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) และประชาชนในชุมชนวัดรังสิต ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุม จังหวัดปทุมธานี ซึ่งในครั้งนี้ขอนำเสนอ การจัดการความรู้ เรื่อง จัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ เรื่อง การปลูกผักสลัดกินเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : 1) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/)2) องค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดความรู้แบบผสมผสาน (onsite & online จากโครงการบริการปีการศึกษา 2565 รหัสโคงการ 640382 เรื่อง ลดมลพิษสิ่งแวดล้อมในบ้าน ชุมชนวัดรังสิต)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, 1) ประสบการณ์ตรง ด้านการเพาะเมล็ดผักสลัด และการย้ายต้นกล้าผักสลัด (ผศ. ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม) 2) ประสบการณ์ตรง ด้านการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (Learning Experience: L.E. : ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์) วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    1. คณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมสึกษาฯ ม.รังสิต ประชุมร่วมกับผู้อำนวนการโรงเรียน เพื่อวางโครงการร่วมกัน (13 กค.2565)    2. ประชุม คณะทำงานคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ ม.รังสิต เพื่อกำหนดวันเวลาจัดกิจกรรมและเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ สื่อ จำเป็นในการจัดกิจกรรม    3. ติดต่อประสานงาน ดำเนินกิจกรรม ตามมาตรฐานสถานการณ์ โควิด ผ่าน line application    4. จัดกิจกรรมในวันที่ 23 กค.2565 เวลา 08.00 -12.00 ณ ห้องปฏิบัติการชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.รังสิต วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม สามารถปฏิบิติได้ภายใต้คำแนะนำ 5. จัดให้มีการทดสอบก่อนและหลัง การดำเนินกิจกรรม 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลดำเนินการ พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 100 สามารถปฏิบัติการเพาะเมล็ดผักสลัด ภายใต้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน การนำไปใช้ประโยชน์ เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของโครงการเรื่อง การปลูกผักสลัดกินเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คณะครูจากโรงเรียนพิบูลฯ ได้เรียนรู้ถึงเทคนิคในการเพาะเมล็ดผักสลัด และการย้ายต้นกล้าผักสลัด โดยนำความรู้เหล่านนี้ใช้เป็นกิจกรรม การเรียนการสอนและสนับสนุนโครงการ อพ.สธ.ของโรงเรียน รวมไปถึงต่อยอดเพื่อการค้า สร้างอาชีพให้กับนักเรียนที่ไม่พร้อมในการศึกษาต่อ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานไม่มี 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    ผลจากการดำเนินโครงการข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 100 สามารถเพาะเมล็ดผักสลัดและย้ายต้นกล้าผักสลัดได้อย่างถูกต้อง ทุกขั้นตอน ภายใต้คำแนะนำของวิทยากร(ผศ.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม) ซึ่งผลสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ กล่าวได้ว่า เป็นเพราะ กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่เกิดจาก ความต้องการที่แท้จริง ของผู้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากกิจกรรมนี้ เป็นการวางโครงการร่วมกันระหว่างผู้เข้ารับการอบรมและทีมวิทยากร ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นนวัตกรรม หรือความรู้ใหม่เกี่ยวกับการวางโครงการบริการวิชาการแบบให้เปล่าที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของโครงการนั้นๆ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          นำนวัตกรรม หรือความรู้ใหม่เกี่ยวกับการวางโครงการบริการวิชาการแบบให้เปล่า ที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการ ไปทดลองใช้เพื่อพิสูจน์ซ้ำ ตามหลักการ Induction และ Deduction ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป จะได้องค์ความรู้ใหม่ที่มีโอกาสที่เป็นไปได้ทั้ง Good practice หรือ Best practice หรือเกิดเป็นโจทย์วิจัยอีกมากมาย ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน Read More »

การจัดการกีฬายูยิตสูสู่ความเป็นเลิศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.3 การจัดการกีฬายูยิตสูสู่ความเป็นเลิศ ผู้จัดทำโครงการ​ คณะกรรมการจัดการความรู้ (KM) ผู้ให้ความรู้ ผศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การจัดการความรู้เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ภายในองค์กร เป็นการนำความรู้มาใช้พัฒนาขีดความสามารถขององค์กรให้ได้มากที่สุด โดยมีกระบวนการในการสรรหาความรู้เพื่อถ่ายทอดและแบ่งปันไปยังบุคลากรเป้าหมาย ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อพัฒนางานให้มีคุณภาพและมีผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น พัฒนาคนหรือผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนพัฒนาฐานความรู้ขององค์กร         จากเหตุผลดังกล่าวสถาบันกีฬา จึงได้เล็งเห็นความสำคัญของ การนำกระบวนการจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และพัฒนาฐานความรู้ภายในหน่วยงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและบังเกิดผลต่อการปฏิบัติด้านพัฒนาองค์กร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องรวบรวม การจัดการความรู้สถาบันกีฬา (KM) ในสถาบันกีฬา และพัฒนาเป็นประจำทุก ๆ ปี ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) :    –ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) :  – วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    1. ประชุม/วางแผนเตรียมการผู้ฝึกสอนและพิจารณานักกีฬา คัดตัวนักกีฬาที่ทำการแข่งขันในแต่ละรายการ    2. ดูจากพื้นฐานของนักกีฬา ในด้านต่างๆ เช่น รูปร่าง ผลการแข่งขัน และจิตใจ    3. ส่งทีมโค้ชไปคัดตัวนักกีฬาและดูความสามารถของนักกีฬาแต่ละคน     4. ก่อนการฝึกซ้อมโค้ชจะให้นักกีฬา ทดสอบสมรรถภาพทางกาย โดยจะต้องผ่าน 7 ท่าก่อนในการฝึกซ้อมทุกครั้ง เช่น วิดพื้น ซิคอัพ ยกเข่าสูง กระโดดเข่าชิดอก แบคอัพ พุ่งหลัง และซอยเท้า เป็นต้น     5. โค้ชอธิบายแบบการฝึกซ้อม กีฬายูยิสสูในแต่ละวัน ตามโปรแกรมที่วางไว้ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    การตรวจผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์ที่นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความ                                               3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    1. ผู้ฝึกสอน/โค้ช ทดสอบทักษะการฝึกซ้อมกีฬายูยิตสู    2. ผู้ฝึกสอน/โค้ช สังเกตการณ์ความตั้งใจ มุ่งมั่น ในการฝึกซ้อมกีฬายูยิตสูในแต่ละสัปดาห์ เพื่อปรับปรุงและแก้ไข     3. มีการส่งนักกีฬายูยิตสู เข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างๆ เช่น แข่งขันยูยิตสู ชิงแชมป์ประเทศ การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และการคัดตัวทีมชาติเพื่อแข่งขันในระดับนานาชาติ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           จากการฝึกซ้อมของนักกีฬายูยิตสู พบว่า นักกีฬาส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการฝึกซ้อมและสามารถปฏิบัติทักษะการทุ่ม การล็อค การต่อย การเตะ การเข้าหาคู่ต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง และยังมีนักกีฬาบางคนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติทักษะที่ถูกต้องได้ ผู้ฝึกสอนก็จะเรียกนักกีฬามาฝึกซ้อมเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดไป และให้เพื่อนๆรุ่นพี่ๆ มาช่วยกันฝึกซ้อมและแนะนำในการฝึก การทุ่ม ล็อค การต่อย การเตะ และการเข้าหาคู่ต่อสู้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการแข่งขันมากขึ้น และดูนักกีฬาที่ไม่ถนัดในด้านใดก็จะเสริมสมรรถภาพในด้านนั้นๆ ให้กับนักกีฬายูยิตสู          ข้อเสนอแนะ          1. ควรมีการสนับสนุนอุปกรณ์การฝึกซ้อมให้มากกว่านี้          2. ควรมีการสนับสนุนด้านการฝึกอบรม/ ด้านการให้ความรู้ในกีฬายูยิตสูเพิ่มขึ้น          3. ควรส่งเสริมสนับสนุนด้านงบประมาณ ในการส่งผู้ฝึกสอนเข้าร่วมการอบรมเป็นประจำทุกปี 

การจัดการกีฬายูยิตสูสู่ความเป็นเลิศ Read More »

ส่งเสริมการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.3 ส่งเสริมการเรียนการสอนโดย ใช้ภาษาต่างประเทศ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.เครือวัลย์ คุ้มครอง (รองคณบดีฝ่ายบริหาร) คณะเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้ความรู้ 1) ดร.อรนันท์ พรหมมาโน 2) ดร.อรอุมา สร้อยจิต คณะเทคนิคการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           เนื่องจากมีการปรับใช้แผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฉบับใหม่ สำหรับปีการศึกษา 2565 – 2569 ส่งผลให้มียุทธศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การเสริมสร้างพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้           (1) เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากร มีความรู้ทักษะการสื่อสารและประสบการณ์ที่จะประสบความสำเร็จ ในสังคมนานาชาติและพัฒนาความสามารถเหล่านี้ ได้ด้วยตนเองผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้           (2) เพื่อให้มหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นสากลจากองค์กร มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศผ่านการจัดกิจกรรมความเป็นนานาชาติ (International Activity) เพื่อให้นักศึกษาต่างชาติมีโอกาสทำความรู้จัก พูดคุยกับนักศึกษาไทย ทำให้นักศึกษาไทยได้มีโอกาสฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ส่งเสริมการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศผ่านการจัดกิจกรรมความเป็นนานาชาติ (International Activity)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    1. ประชุมร่วม 5 คณะ เพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่าย    2. ประชุมทีมสอนรายวิชา RSU171 วิถีสุขภาพดีมีสุข เพื่อเลือกหัวข้อที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรม และจัดตาราง เรียนให้สอดคล้องกับวันเวลาที่จะดำเนินกิจกรรม    3. ออกแบบกิจกรรม และจัดทำแผนการสอนรายคาบ    4. จัดเตรียมสื่อช่วยสอน “กิจกรรมคัดกรองผู้บริจาคโลหิต” โดยมีภารกิจ :        1) นักศึกษาไทยสัมภาษณ์นักศึกษาต่างชาติ       2) นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติเรียนรู้คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต       3) นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติทำกิจกรรมต่อจิ๊กซอว์คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต       4) นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติเรียนรู้ประโยชน์ของส่วนประกอบของเลือดบริจาค       5) นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ เรียนรู้หมู่เลือดกับการให้เลือด    5. จัดกิจกรรม “กิจกรรมคัดกรองผู้บริจาคโลหิต” ดังกล่าว โดยแบ่งกลุ่มย่อยทำกิจกรรม 4 กลุ่ม vs อาจารย์พี่เลี้ยง 2 คนต่อกลุ่ม    6. นักศึกษาทั้ง 4 กลุ่ม ส่งตัวแทนทั้งนักศึกษาไทยและต่างชาติมานำเสนอความรู้เกี่ยวกับการบริจาคโลหิตหน้าชั้นเรียน    7. นักศึกษาทำแบบประเมินกิจกรรมผ่าน ผ่าน Google Forms    8. ดร.อรนันท์ พรหมมาโน และ ดร.อรอุมา สร้อยจิต ถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศผ่านการจัดกิจกรรมความเป็นนานาชาติ ให้แก่บุคคลากรคณะเทคนิคการแพทย์ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม (นักศึกษาต่างชาต/นักศึกษาไทย) N = 81/26 คน     ข้อคำถาม                                                             ค่าเฉลี่ย                         ระดับความคิดเห็นความเหมาะสมของสถานที่                                                         4.48/4.68                               เห็นด้วยมากที่สุดความเหมาะสมของระยะเวลา                                                       4.15/4.32                                เห็นด้วยมากคุณภาพของอุปกรณ์เสียงและสื่อ                                                4.29/4.64                                เห็นด้วยมากที่สุดความรู้ความเข้าใจที่ได้จากกิจกรรม                                               4.21/4.44                                เห็นด้วยมากที่สุดความรู้ ไอเดีย ทักษะ หรือประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากกิจกรรม               4.29/4.56                               เห็นด้วยมากที่สุดหัวข้อกิจกรรมน่าสนใจ                                                              4.24/4.60                               เห็นด้วยมากที่สุด     อุปสรรคหรือปัญหา      1. นักศึกษาไทยมีจำนวนน้อยและมาสาย ทำให้นักศึกษาต่างชาติบางส่วนต้องรอเพื่อทำกิจกรรมกับนักศึกษาไทย      2. นักศึกษาไทยมีความหลากหลาย มาจากหลายคณะ เช่น  คณะกายภาพบำบัดฯ  วิทยาลัยนิเทศศาสตร์  คณะบริหารธุรกิจ  คณะวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์วิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์  และวิทยาลัยศิลปะศาสตร์      3. นักศึกษาไทยไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ มี LANGUAGE BARRIER หากเป็นกิจกรรม DISCUSSION นักศึกษาต่างชาติ มักเป็นฝ่ายพูดเป็นส่วนใหญ่      4. นักศึกษาไทยบางส่วนไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะ เกี่ยวกับการคัดกรองผู้บริจาคโลหิต  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    การตรวจสอบผลการดำเนินการ       ประเมินกิจกรรม ผ่าน Google Forms โดยนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรม    การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้       มีการถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับบุคลากรในคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อประโยชน์ในการนำไปปรับใช้กับรายวิชาอื่นของคณะ    สรุปและอภิปรายผล       ผลการประเมินกิจกรรม เกือบทุกด้านอยู่ในระดับ เห็นด้วยมากที่สุด เช่น ความเหมาะสมของสถานที่, คุณภาพของอุปกรณ์เสียงและสื่อ, ความรู้ความเข้าใจที่ได้จากกิจกรรม, ความรู้ ไอเดีย ทักษะ หรือประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากกิจกรรม และ หัวข้อกิจกรรมน่าสนใจ ส่วน ความเหมาะสมของระยะเวลา อยู่ในระดับ เห็นด้วยมากบทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่       1. ทำให้ทราบถึงแนวทางการจัดกิจกรรมความเป็นนานาชาติ (International Activity) เพื่อให้นักศึกษาต่างชาติมีโอกาสทำความรู้จัก พูดคุยกับนักศึกษาไทย ทำให้นักศึกษาไทยได้มีโอกาสฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ และนักศึกษาต่างชาติมีโอกาสได้เข้าใจเกี่ยวกับการบริจาคเลือด ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย       2. ทำให้ทราบถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมความเป็นนานาชาติ (International Activity)  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปรับแผนการสอน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

ส่งเสริมการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศ Read More »

กลยุทธ์การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.3 กลยุทธ์การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์นภาพรรณ พงษ์พวงเพชร ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานในระดับประเทศจาก สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงจําเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งอาจารย์ นักวิจัยและบุคลากรที่เข้ามาใช้บริการของศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถนําข้อมูลของห้องปฏิบัติการนี้ไปดําเนินการเพื่อขอสนับสนุนทุนวิจัยจากสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : จากการลงมือปฏิบัติจริงความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : นำประสบการณ์จากการปฏิบัติงานในระบบมาตรฐานอื่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับข้อกำหนดตามมาตรฐาน วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   1. ถ่ายรูปห้องปฏิบัติการก่อนการดำเนินการจัดทำห้องปฏิบัติการปลอดภัย (Lab safety)   2. ทำการประเมินห้องปฏิบัติการในระบบ ESPReL check list ตามข้อกำหนดของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( ESPReL check list จากจำนวนข้อกำหนด 162 ข้อ 7 องค์ประกอบ การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation มีข้อกำหนดพื้นฐาน 137 ข้อ)   3. นำคะแนนจาก ESPReL check list ที่ได้มาวิเคราะห์ Gap Analysis โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ   4. ดำเนินการตาม gap analysis โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ       4.1 ข้อกำหนดที่สามารถปฏิบัติได้ภายใน 6 เดือนแรก       4.1.1 จัดทำนโยบาย แผนการดำเนินงาน โครงสร้างการบริหารจัดการความปลอดภัยและตั้ง ทีมงานดำเนินการ กำหนดหน้าที่รับผิดชอบ       4.1.2 จัดทําระบบบันทึกข้อมูลสารเคมี ทำบัญชีรายการวัสดุห้องปฏิบัติการ สารเคมี และ แยกประเภทสารเคมีตามความเป็นอันตรายในระบบ GHS และสารที่ไม่สามารถเข้ากันได้ จัดหาภาชนะรองรับสารเคมีที่เหมาะสม กำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บสารเคมี จัดทํารายงานความเคลื่อนไหวสารเคมี แนวปฏิบัติในการจัดการสารที่ไม่ใช้แล้ว จัดหาอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายสารเคมี จัดหา spill kit หรืออุปกรณ์ทดแทนที่เหมาะสมในกรณีสารเคมีหกรั่วไหล อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล(PPE) ข้อกำหนดในการจัดเก็บแก็ส ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเก็บแก๊ส จัดทำเอกสารคู่มือการปฏิบัติงาน quality procedure/ work Instruction/ safety data sheet (SDS)       4.1.3 การจัดการข้อมูลของเสีย การบันทึกข้อมูลของเสีย การรายงานข้อมูล การแยก ประเภทของเสีย การเก็บบรรจุของเสีย การตรวจสอบภาชนะบรรจุ เขียนระเบียบปฏิบัติ (Work Instruction) การลดการเกิดของเสีย การบำบัดและกำจัดของเสีย       4.1.4 จัดทําระเบียบปฏิบัติในการใช้งานเครื่องมือทุกชนิดในห้องปฏิบัติการ ทำ Preventive Maintenance เครื่องมืออุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ยกเลิกการใช้งานปลั๊กพ่วงและเขียนระเบียบปฏิบัติ (Work Instruction) ในกรณีที่ต้องใช้งานปลั๊กพ่วง       4.1.5 การป้องกันและแก้ไขภัยอันตราย จัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติและภาวะ ฉุกเฉิน ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน จัดทําแบบประเมิน/ รายงานความเสี่ยงรายบุคคลและห้องปฏิบัติการ จัดทํารายงานอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการ จัดทำและบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติในการเข้าใช้ห้องปฏิบัติการให้เข้มงวด       4.1.6 อบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ แม่บ้าน และนักศึกษาผู้มาใช้บริการห้องปฏิบัติการ       4.2 ข้อกำหนดที่สามารถปฏิบัติได้ภายหลัง 6 เดือน       4.2.1 ขออนุมัติงบประมาณ จัดซื้อ ตู้เก็บกรด ตู้เก็บสารไวไฟ       4.2.2 ขออนุมัติงบประมาณซ่อมแซมพื้นห้องปฏิบัติการ ปรับปรุงห้องปฏิบัติการให้ เหมาะสมกับการใช้งาน       4.2.3 ประสานงานฝ่ายอาคารและสิ่งแวดล้อม ขอข้อมูลการตรวจสอบ ระบบไฟฟ้า ระบบโครงสร้าง ระบบสุขาภิบาล ระบบระบายอากาศ ระบบฉุกเฉิน   5. ยื่นเอกสารการขอรับการตรวจประเมิน โดยผู้ตรวจประเมินจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยก่อนยื่นขอรับการตรวจประเมินให้พิจารณาดังนี้       5.1 เมื่อสามารถดำเนินการตาม Gap Analysis ครบถ้วน และเข้าไปทำการประเมินห้องปฏิบัติการใน ESPReL check list แล้วพบว่าทุกองค์ประกอบ ได้คะแนนเต็ม 100% สามารถยื่นขอรับการตรวจประเมินมาตรฐาน Peer Evaluation ครบทุกองค์ประกอบได้       5.2 เมื่อดำเนินการตาม gap Analysis สำเร็จแล้วบางส่วน และเมื่อเข้าไปทำการประเมินห้องปฏิบัติการใน ESPReL check list แล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้ง 7 องค์ประกอบได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 80% โดยมีบางองค์ประกอบได้คะแนนเต็ม 100 % และจะต้องไม่มีองค์ประกอบใดเลยได้คะแนนน้อยกว่า 50% ก็จะสามารถยื่นขอรับการตรวจประเมินมาตรฐาน Peer Evaluation เป็นรายองค์ประกอบได้   6. ผู้ตรวจประเมิน จะทำการตรวจสอบเอกสารที่ยื่นขอรับการตรวจประเมิน และถ้าผู้ตรวจประเมิน พิจารณาแล้วว่าห้องปฏิบัติการนั้นมีความปลอดภัยอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถให้การรับรองมาตรฐานได้ จะทำการนัด วัน เวลาในการเข้าตรวจประเมิน ณ ห้องปฏิบัติการที่ยื่นขอการรับรอง   7. ในวันที่คณะผู้ตรวจประเมิน เข้าตรวจประเมิน ณ ห้องปฏิบัติการ หัวหน้าห้องปฏิบัติการจะต้อง เตรียมเอกสารหลักฐานครบทั้ง 7 องค์ประกอบให้คณะผู้ตรวจประเมินตรวจสอบ และเตรียมบุคลากรที่ทำหน้าที่นำเสนอ ตอบคำถาม และพาคณะผู้ตรวจประเมินเข้าไปตรวจสอบในจุดต่างๆของห้องปฏิบัติการ เพื่อพิจารณาผลการดำเนินงานการจัดทำห้องปฏิบัติการปลอดภัย    8. เมื่อคณะผู้ตรวจประเมินทำการตรวจประเมินครบถ้วนแล้ว จะแจ้งสรุปผลการตรวจประเมิน ข้อบกพร่องและข้อสังเกตเบื้องต้นกับหัวหน้าห้องปฏิบัติการ    9. คณะผู้ตรวจประเมินจะจัดทำรายงานข้อบกพร่องและข้อสังเกตที่ตรวจพบ ส่งให้ห้องปฏิบัติการ ดำเนินการแก้ไข และระบุวันที่ต้องส่งรายงานการแก้ไข   10. ห้องปฏิบัติการ ต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องที่คณะผู้ประเมินตรวจพบ และจัดทำรายงานแก้ไข ข้อบกพร่อง พร้อมเอกสารที่แสดงการแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ส่งให้กับผู้ตรวจประเมินตามวันที่ระบุไว้ ส่วนข้อสังเกตสามารถดำเนินการแก้ไขและส่งพร้อมการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายหลังได้    11. คณะผู้ตรวจประเมิน ตรวจสอบการแก้ไข และสรุปผลการตรวจประเมิน ส่งให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พิจารณา    12. กรณีที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติออกใบรับรองมาตรฐานระบบ Peer Evaluation ใน 2 รูปแบบ คือ        1. ใบรับรองที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรายองค์ประกอบ        2. ใบรับรองที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกองค์ประกอบ (7 องค์ประกอบ) 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการดำเนินการ การลงมือปฏิบัติจริง1. ภาพถ่ายก่อน/หลังดำเนินโครงการ2. ประเมินผ่านระบบ ESPReL Checklist              % ก่อนดำเนินโครงการ                 % หลังดำเนินโครงการ1) การบริหารระบบการจัดการด้านความปลอดภัย                              33.3                                                1002) ระบบการจัดการสารเคมี                                                          67.5                                                1003) ระบบการจัดการของเสีย                                                          62.9                                                1004) ลักษณะทางกายภาพของห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และเครื่องมือ            2.4                                                1005) ระบบการป้องกันและแก้ไขภัยอันตราย                                          49.2                                                1006) การให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ        3.7                                               1007) การจัดการข้อมูลและเอกสาร                                                       14.3                                               100รวม                                                                                         51.5                                               1003. การตรวจประเมิน โดยผู้ตรวจประเมินจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ     3.1  ผ่านการประเมินครบทั้ง 7 องค์ประกอบ     3.2 ได้รับใบรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ4. ได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการดีเด่น และได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    เนื่องจากต้องมีการขอเอกสารการตรวจโครงสร้าง ระบบอาคาร จากหน่วยงานอื่นทำให้การดำเนินงานมีความล่าช้า  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่    1. การตรวจสอบผลการดำเนินการ       1.1 ตรวจสอบผลการดำเนินการ โดยการประเมินตนเองภายหลังการดำเนินการ ตามข้อกำหนด ในระบบ EspreL checklist       1.2 ตรวจสอบผลการดำเนินการ โดยคณะผู้ตรวจประเมิน และนำข้อบกพร่องและข้อสังเกต จากคำแนะนำของผู้ตรวจประเมิน มาทำการแก้ไข   2. การนำเสนอประสบการการนำไปใช้       2.1 การได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ในการประชุมประจำปีเครือข่ายวิจัย : ภาคกลาง วันที่ 5 เมษายน 2565 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น      2.2 ได้รับเลือกให้นำเสนอผลการดำเนินงาน ในการประชุมประจำปีเครือข่ายมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ปี 2565 (ครั้งที่ 3) 10 พฤศจิกายน 2565 โรงแรมเชียงใหม่ แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติสรุปอภิปรายผล บทสรุปความรู้เมื่อทำตามขั้นตอนตามวิธีการดำเนินการ กลยุทธ์การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยครบถ้วน ผลที่ได้รับคือ    1. ผ่านการตรวจประเมินห้องปฏิบัติการ    2. ได้รับใบรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ    3. ได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการดีเด่น และรับมอบทุนสนับสนุนการดำเนินงาน การยกระดับความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice นั้น ปัจจัยในความสำเร็จของกลยุทธ์การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นี้คือ หัวหน้าห้องปฏิบัติการและผู้ดูแลห้องปฏิบัติการต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการปรับปรุงและยกระดับห้องปฏิบัติการให้มีความปลอดภัย สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วนทุกองค์ประกอบ องค์กรมีวัฒนธรรมความปลอดภัยและมีผู้บริหารที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

กลยุทธ์การขอรับรองมาตรฐาน Peer Evaluation จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ Read More »

การสร้างนวัตกรรมและงานวิจัย เรื่อง “เก่งกว่าเดิมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.5.2 การสร้างนวัตกรรมและงานวิจัย เรื่อง “เก่งกว่าเดิมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม” ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.พิเศษ นพ.สถิตย์ นิรมิตรมหาปัญญา อาจารย์พิเศษ ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลราชวิถีและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การทำวิจัย และนวัตกรรมก็มีลักษะเหมือนกันจะต่างกันที่แนวคิด การทำวิจัยจะมุ่งเป้าหมายเฉพาะเรื่องนั้นๆ ( Specific) ส่วน นวัตกรรม คือการเอาหลายๆ ปัจจัย หลายๆ ศาสตร์ มาร่วมกันเพื่อตอบโจทย์คำถาม สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราเก่งขึ้นในการทำวิจัย หรือ นวัตกรรม คือ 1.การฟัง การฟังนั้นควรฟังอย่างเปิดใจ Active Listening และ 2.การตั้งคำถาม ซึ่งคำถามจะแสดงให้รู้ถึงความคิดของผู้ถาม และควรตั้งคำถามที่เปิดโลกทัศน์ คำถามที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี ควรมีการจดบันทึก จดเฉพาะสิ่งสำคัญ          ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการในการทำวิจัย และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดี ทั้งการทำนวัตกรรมและการทำวิจัย เป็นสิ่งที่ประกอบกันของกระบวนการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ โดยจะช่วยสนับสนุนของกันและกันงานวิจัยจะสนับสนุนนวัตกรรมและนวัตกรรม อาศัยงานวิจัยในการพัฒนาในขั้นต่อไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ประสบการณ์ของเจ้าของความรู้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, เปรียบเทียบขบวนการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบันนั้น การมุ่งเน้นทั้ง 2 ขบวน เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้พัฒนาความคิดใหม่จากกระบวนการที่อาจารย์และรุ่นพี่ทำกันมาโดยเปิดการสร้างจินตนาการและความคิดที่เฉพาะเป็นประเด็นที่สนใจ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    การทำวิจัย หรือ นวัตกรรม นั้นควรมีการตั้งคำถามที่ดี ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราจะทำอะไร จะไปที่ไหน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงความคิดและเหตุผล รู้จักตนเอง รู้จุดแข็ง จุดอ่อน สามารถ เล่าเรื่อง และสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ Story telling        การสร้างและพัฒนางานนวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบใหม่ๆ ได้ จากวิธีคิด มีวิธีคิด 6 วิธี คือ      1. หลุดจากกรอบแห่งโลกความจริง                  2. สร้างสรรค์จากความฝัน      3. เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นไอเดีย                               4. ต่อให้ติดพิชิตความต่าง      5.มองมุมกลับ ปรับมุมมอง เหมือนลูกเต๋า      6. ตัวเลขมหัศจรรย์ ซึ่งเราควรรับมือโดยการสร้างเป้าหมายใหม่ๆ อย่างรวดเร็วในโลกแห่งการแข่งขัน และควรเลือกสิ่งที่เราถนัดสร้างสมรรถนะ (Core Competency) หลักในการเอาชนะคู่แข่งคือ       1) การคิดอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการคิด โดยใช้การคิดแบบเป็นขั้นตอนใช้ สุ จิ ปุ ริ      2) จัดเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา      3) พัฒนากระบวนการคิด Mindset ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมที่ฝังลึกทำให้เกิดทัศนคติและประสบการณ์      4) ควรมีการยืดหยุ่นปัญหา โดยใช้ Active Listening จะทำให้เกิดความฉลาดทางอารมณ์      5) การปฏิสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน      6) นักศึกษาแพทย์ควรมีพรสวรรค์และพรแสวง      7) เครื่องมือในการทำงานควรมีการวางแผนเชิงกลยุทธ      8) การดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอน ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาทำแต่งานที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าตลอดเวลา 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ปรากฏการณ์ เล็กๆ บางอย่างเราคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น Black Swan Phenomenon แต่ถ้าเกิดขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ยากเกินความควบคุมได้ เช่น การเกิดโรคโควิด ก็เปรียบเสมือนปัญหาที่พบในการทำงาน เพราะฉะนั้นในการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ นั้นเราต้องจัดลำดับขั้นตอน เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพราะปัญหาในปัจจุบันมีลักษณะ VUCA ; V : Volatile (เปลี่ยนแปลงง่าย) U : Uncertained (ไม่มั่นคง,ไม่แน่นอน) C : Complex (ซับซ้อน) และ A : Ambiguity (กำกวม ความคลุมเครือ) 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่     1. คนเราจะประสบผลสำเร็จได้ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวให้ปฏิบัติตามได้ แต่ต้องเริ่มด้วยความพยายาม และมีความสนใจในสิ่งนั้น    2. ขึ้นอยู่กับจังหวะ และโอกาสของชีวิต พร้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือป้าหมายที่วางไว้ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice หลักในการทำงาน และเป็นกลไกนำไปสู่ความสำเร็จนั้น ควรใช้หลักของพระพุทธเจ้าสอน คือ อิทธิบาท 4 คือ         ฉันทะ คือ การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน หาพรสวรรค์ ความถนัดให้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำในสิ่งนั้นๆ         วิริยะ คือ การลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ มีความขยันมั่นเพียร ไม่ย่อท้อ         จิตตะ คือ โฟกัสที่จุดมุ่งหมาย มีความมุ่งมั่น่อยู่กับสิ่งที่ทำ         วิมังสา คือ การศึกษาจากคนที่เคยสำเร็จมาเป็นต้นแบบ

การสร้างนวัตกรรมและงานวิจัย เรื่อง “เก่งกว่าเดิมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม” Read More »

การลดระยะเวลาโดยการใช้ Flow Chart ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 1.1.4, KR 3.4.1 การลดระยะเวลาโดยการใช้ Flow Chart ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ ผู้จัดทำโครงการ​ นายกิตติศักดิ์ ไตรพิพัฒพรชัย สำนักงานมาตรฐานวิชาการ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ 1. หลักการและเหตุผล / ความสำคัญ / ประเด็นปัญหา *          สำนักงานมาตรฐานวิชาการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต ให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากสำนักงานมาตรฐานวิชาการมีหน้าที่รับผิดชอบงานตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งเป็นงานที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อให้อาจารย์ได้ผลิตผลงานทางวิชาการเพิ่มขึ้น ตลอดจน ให้อาจารย์ได้ตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น มีความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับงานสอน โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอตำแหน่งทางวิชาการที่มีขั้นตอนที่ชัดเจน โดยเสนอผลงานผ่านคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการเบื้องต้นฯ คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชการ และคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามลำดับ ตลอดจนมีการสนับสนุนให้อาจารย์ผลิต ผลงานเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง สำนักงานฯ เห็นว่าการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการมีความสำคัญ และควรมีขั้นตอนในการปฏิบัติในแต่ละช่วงให้ชัดเจน เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินงาน โดยการใช้ Flow Chart ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ จึงได้จัดทำเป็นกรอบในการทำงาน Flow Chart เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงขั้นตอน ระยะเวลาในการดำเนินการ และกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินการในการยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการอย่างชัดเจน จึงได้กำหนดระยะเวลาในการการยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ 2. ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้        จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเกิดแนวคิดเพื่อเป็นการสนับสนุน และส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับระเบียบ คำสั่ง แนวปฏิบัติ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งก่อนหน้านี้ขั้นตอนและกระบวนการในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการอาจใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างล่าช้า ซึ่งปัญหาและอุปสรรคในการในการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และได้มีการพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทำงานจากที่ประชุม Corrective Action Committee เพื่อเป็นการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานตำแหน่งทางวิชาการ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ได้ โดยการลดระยะเวลาในการดำเนินงานขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการสามารถเห็นขั้นตอน และกระบวนการในการดำเนินการในการยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : สำนักงานมาตรฐานวิชาการ เป็นผู้ดำเนินการเองความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ     1. จัดทำ Flow Chart ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อแสดงให้เห็นรายละเอียดและกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการ    2. ดำเนินการเผยแพร่ Flow Chart ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ ผ่านเว็บไซด์ของสำนักงานมาตรฐานวิชาการ ในงานตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการได้รับทราบรายละเอียดและขั้นตอนในการขอตำแหน่งทางวิชาการ และสามารถนำไปดำเนินการได้อย่างถูกต้อง     3. ดำเนินงานตามกรอบและระยะเวลา 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     1. ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ ขั้นตอน และกระบวนการต่างๆ ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ     2. ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการเกิดความสะดวก รวดเร็ว และสามารถทราบระยะเวลาในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ     3. ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการสามารถที่จะวางแผนในการดำเนินการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการได้     4. ผลการดำเนินการตาม Flow Chart ระยะเวลาในการดำเนินงานขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการจะลดลง ในปัจจุบันใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ยประมาณ8-9 เดือน     5. ผู้ทรงคุณวุฒิบางสาขาค่อนข้างหายาก และมีภารกิจค่อนข้างมาก มีผลต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการประเมิน 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่     จากการดำเนินงาน โดยการกำหนดระยะเวลาตาม Flow Chart ในการยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่ผ่านมานั้น และใช้ระยะเวลาในการดำเนินการในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการโดยเฉลี่ยไม่เกิน 270 วัน นับจากวันที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ทำการยื่นเรื่องมาที่สำนักงานมาตรฐานวิชาการ     ดังนั้น หากมีผู้ยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้ระยะเวลาที่น้อยลงตามรายละเอียด จะเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้อาจารย์มีความสนใจในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น และได้พัฒนางานวิชาการของมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และเป็นการส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชา ของอาจารย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้อาจารย์ได้รับตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ควรต้องมีการพิจารณาการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการว่าจะสามารถลดระยะเวลาในช่วงใดได้อีก เพื่อให้ระยะเวลาในการดำเนินงานเร็วขึ้น

การลดระยะเวลาโดยการใช้ Flow Chart ในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ Read More »

Scroll to Top