รางวัลชมเชย

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

Business Pitching & Storytelling event “Big Dream Big Bucks Season 2

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.6/1 และ 4.2.1 Business Pitching & Storytelling event “Big Dream Big Bucks Season 2 “สู่การแข่งขันการตลาดดิจิทัลระดับประเทศ” ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์อำพร พัวประดิษฐ์ อาจารย์อุษณีย์ มะลิสุวรรณ และ อาจารย์ศรีสองรัก พรหมวิทักษ์ วิทยาลัยนานาชาติ 1. บริบทและความสำคัญ                ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลปัจจุบัน การทำธุรกิจได้ก้าวเข้าสู่สภาวะที่ไร้พรมแดนอย่างสมบูรณ์แบบก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม สร้างศักยภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกันให้กลายเป็น “Creative Startup” ที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดโลก ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้แนวโน้มการดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทความหลากหลายทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม                วิทยาลัยนานาชาติ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะนักศึกษาตามแนวทางข้างต้น จึงมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ บูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 3 ฝ่าย คือ วิทยาลัยนานาชาติ, วิทยาลัยการออกแบบ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบเชิงลึกให้แก่นักศึกษาไทยและนานาชาติ โดยนำนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ Business Pitching & Storytelling event “Big Dream Big Bucks Season 2” ในลำดับแรก จากนั้นวิทยาลัยนานาชาติได้ขยายผลโดยการส่งเสริมและผลักดันให้นักศึกษานานาชาติเข้าแข่งขันร่วมกับนักศึกษาไทย 750 ทีมจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในอีกโครงการหนึ่งคือ U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 (ปี 2568 ) จัดโดยสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI)                จากการเข้าร่วม U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 (ปี 2568) ในครั้งนี้ส่งผลให้ทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ผ่านการคัดเลือกจาก 750 ทีมที่มีคู่แข่งนักศึกษาไทยทั้งหมด749 ทีม เข้าสู่ 36 ทีม นำไปสู่การเข้ารอบสุดท้าย 14 ทีม และได้รับรางวัลชมเชย 10,000 บาท แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์ที่ 4: เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) เพื่อเสริมสร้างทักษะความเป็นท้องถิ่นและสากลให้แก่นักศึกษาทั่วไทยและนานาชาติ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การบูรณาการเรียนรู้ในรูปแบบ Academic Integration (นักศึกษาไทยและนานาชาติเรียนร่วมกัน) ควบคู่ไปกับระบบ Coaching โดยผู้เชี่ยวชาญ (The Trainer) เพื่อยกระดับทักษะการนำเสนอผลงานระดับสากลและการทำงานร่วมกันในสังคม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ นำความรู้ด้านมาตรฐานธุรกิจสากล (Explicit) มาผสมผสานกับประสบการณ์การ Coaching ข้ามวัฒนธรรม (Tacit) เพื่อแก้ปัญหาการหางานของนักศึกษาต่างชาติ และสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาไทยได้ฝึกภาษาจากการทำงานร่วมกับเพื่อนต่างชาติจริง ๆ ส่งผลให้บัณฑิตทุกคนมีความพร้อมในการก้าวสู่ตลาดงานระดับสากลได้อย่างมั่นใจ 2. การวางแผน ยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์ที่ 4: เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น  ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ รายละเอียดตัวชี้วัด สอดคล้องกับ 1.6/1 อัตราส่วนชาวต่างชาติต่อนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมรายวิชาที่มีการทำ Academic integration สอดคล้องกับ 2.1 อัตราส่วนนักศึกษาไทยและนักศึกษานานาชาติปฎิบัติงานร่วมกันในวิชาการโครงการและกิจกรรม ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) นักศึกษาและวิทยากร อาจารย์และเจ้าหน้าที่ แบบแสดงความพึงพอใจ (Evaluate) ขั้นตอนการดำเนินงาน นักศึกษาจะได้รับโจทย์ในการนำเสนอธุรกิจดิจิทัลอาร์ตเพื่อหา Partner หรือ Investor มาร่วมลงทุนในธุรกิจ นักศึกษาจะได้รับการ Coaching ด้านการทำ Business Pitching จากวิทยากรและทีม The Trainer วิทยากรและทีม The Trainer แยกกลุ่ม Discussion เพื่อปรับปรุง Business Pitching ของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ Pitching Business Idea กลุ่มละ 5 นาที กรรมการตัดสินและมอบของรางวัลและเกียรติบัตร จัดเตรียมนักศึกษาเข้าสมัครและแข่งขัน U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 นักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติทำการแข่งขันกับทีมนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 750 ทีม ผ่านเข้ารอบ 30 ทีม และ 14 ทีม สุดท้ายและได้รับรางวัลชดเชย 10,000 บาท ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ค่าWork shop ค่าวัสดุและอุปกรณ์จัดงาน ค่าของว่าง ค่าของรางวัล 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ประชุมกับคณะทำงานเพื่อกำหนดรูปแบบงาน วัน เวลา และสถานที่ ประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาจะได้รับโจทย์ในการนำเสนอธุรกิจดิจิทัลอาร์ตเพื่อหา Partner หรือ Investor มาร่วมลงทุนในธุรกิจ นักศึกษาจะได้รับการ Coaching ด้านการทำ Business Pitching จากวิทยากรและทีม The Trainer วิทยากรและทีม The Trainer แยกกลุ่ม Discussion เพื่อปรับปรุง Business Pitching ของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ Pitching Business Idea กลุ่มละ 5 นาที กรรมการตัดสินและมอบของรางวัลและเกียรติบัตร ฝึกซ้อมนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติเข้าแข่งขันร่วมกับนักศึกษาไทยทั้งประเทศ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสื่อสาร แต่สามารถใช้เทคโนโลยีลดอุปสรรคดังกล่าว 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ใช้แบบประเมินผล (Evaluation) เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามและวัดความสำเร็จของการดำเนินงาน KPI หลัก (ความสอดคล้องทางยุทธศาสตร์): บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ 4 (Internationalization) โดยมีสัดส่วนนักศึกษาไทยและนักศึกษานานาชาติปฏิบัติงานร่วมกันในโปรเจกต์ (Academic Integration) คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมกิจกรรม KPI เชิงปริมาณ (จำนวนผู้เข้าร่วม): มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 256 คน ประกอบด้วยนักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติ, วิทยาลัยการออกแบบ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ KPI เชิงคุณภาพ (Learning Outcomes): ร้อยละ 85 ของนักศึกษาที่เข้าร่วม มีทักษะการนำเสนอโครงการ Start-up เป็นภาษาอังกฤษในระดับ “ดีมาก” อ้างอิงจากคะแนนการ Pitching Business Idea โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาสามารถสร้างโมเดลธุรกิจ (Business Model) และนำเสนอผลงานได้จริง โดยร้อยละ 90 ของผู้เข้าร่วมสามารถสื่อสารไอเดียธุรกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบและลดความตื่นเต้นในการนำเสนอต่อหน้าสาธารณะ (Public Speaking) ได้อย่างมีนัยสำคัญ นักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติเข้าแข่งขัน U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 กับนักศึกษาไทย 750 ทีม ทีมละ 5 คน ผ่านเข้ารอบ 5 คน ทั่วประเทศและได้รับรางวัลชมเชย 10,000 บาท ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ยกระดับทักษะการนำเสนอสู่ระดับสากล: นักศึกษาทุกคนได้ฝึกฝนทักษะการ Pitching และ Storytelling ผ่านการลงมือทำจริงและการ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สามารถนำเสนอไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจ (Creative Startup) ที่น่าลงทุนได้ การได้รับรางวัลระดับประเทศ: รางวัลชมเชยจากการบ่มเพาะผ่านโครงการนี้ นักศึกษานานาชาติได้รับการผลักดันจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัย โดยได้รับรางวัลชมเชย (บริษัทผงวุ้นตราโทรศัพท์ Agar Agar Powder) จากการแข่งขันรายการ U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 (ปี 2568) มูลค่า 10,000 บาท  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ด้านทักษะการนำเสนอ (Learning Outcome): นักศึกษาร้อยละ 94.81 บรรลุ Learning Outcome ตามที่ระบุไว้ โดยสามารถนำเสนอโครงการ Start-up เป็นภาษาอังกฤษได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งผลจากการ Coaching โดยผู้เชี่ยวชาญ (The Trainer) ช่วยให้นักศึกษาสามารถสื่อสาร Business Idea ได้อย่างเป็นระบบและลดความตื่นเต้นในการนำเสนอต่อหน้าสาธารณะได้อย่างมีนัยสำคัญ การสร้างโมเดลธุรกิจ: นักศึกษาทุกกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างโมเดลธุรกิจดิจิทัลอาร์ต (Business Model) และนำเสนอผลงานเพื่อหา Partner หรือ Investor ได้จริงตามโจทย์ที่ได้รับ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม: มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้นจำนวน 256 คน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดเชิงปริมาณ การบูรณาการแบบ Academic Integration: บรรลุตัวชี้วัด KM1.6/1 และ KM4.2.1 โดยมีอัตราส่วนนักศึกษาไทยและนานาชาติปฏิบัติงานร่วมกันในโปรเจกต์ครบทุกกลุ่มกิจกรรม คิดเป็นค่าความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ที่ระดับ ดีมาก ความสำเร็จเชิงประจักษ์ (รางวัล): ผลลัพธ์จากการบ่มเพาะในโครงการนี้ ทำให้นักศึกษานานาชาติที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ U-Power Marketing Campaign Challenge Season 8 (ปี 2568) สามารถคว้ารางวัลชมเชย มาได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ เครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง จำนวนผู้เข้าร่วมงาน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จัดกิจกรรมในรูปแบบ Academic Integration โดยการนำนักศึกษาไทยและนักศึกษานานาชาติมาทำงานร่วมกันในโปรเจกต์ธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและทลายกำแพงทางภาษา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 4 ในการเสริมสร้างความเป็นสากล (Internationalization) และการสร้างสังคมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน เสนอให้มหาวิทยาลัยพิจารณาจัดกลุ่มรายวิชาที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน มาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Integrated Class หรือมีกิจกรรมโปรเจกต์ร่วมกันเป็นมาตรฐาน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะภาษาผ่านการทำงานจริงตั้งแต่ในห้องเรียน 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link https://www.facebook.com/share/p/1DA2radhoS/https://www.facebook.com/share/p/1FjaKHLbGz/ ภาพกิจกรรม

Business Pitching & Storytelling event “Big Dream Big Bucks Season 2 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

โครงการ Internationalization

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.3/1 โครงการ Internationalization ผู้จัดทำโครงการ​ นายปรีติ ปิยภัทร์ และ นางสาวภัทรินท์ จิระดำเกิง สถาบันภาษาอังกฤษ 1. บริบทและความสำคัญ ในปัจจุบันนักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยรังสิตมีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษกับอาจารย์และเพื่อนชาวไทยในชั้นเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังขาดโอกาสในการสนทนากับชาวต่างชาติในสถานการณ์จริง ส่งผลให้ประสบการณ์และความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษยังไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกันนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยนานาชาติบางส่วนอาจรู้สึกว้าเหว่ การมีโอกาสได้พบปะและพูดคุยกับเพื่อนจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย ทำให้มีประสบการณ์ในการใช้ภาษาอังกฤษในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาต่างชาติ ทั้งได้ฝึกภาษาและได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนนักศึกษาที่มาจากวัฒนธรรมอื่น ในส่วนของรายวิชา ENL126 นักศึกษาต่างชาติที่มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีโอกาสใช้เวลาว่างสนทนาเป็นภาษาอังกฤษกับนักศึกษาไทย ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และที่สำคัญเป็นการช่วยไม่ให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ช่วยสร้างความพึงพอใจในการใช้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต สำหรับรายวิชา ENL129 นักศึกษาไทยได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษาจากประเทศเวียดนาม ซึ่งมีบริบททางวัฒนธรรมและพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงกับนักศึกษาไทย จะช่วยลดความกังวลในการสื่อสาร ส่งเสริมความกล้าแสดงออก และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นในบริบทนานาชาติ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้        อื่น ๆ (โปรดระบุ) ทฤษฎี Willingness to Communicate (WTC) ของ Peter D. MacIntyre รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทฤษฎี Willingness to Communicate (WTC) ของ Peter D. MacIntyre อธิบายเหตุผลและช่วงเวลาที่ผู้เรียนภาษาที่สองตัดสินใจพูดหรือไม่พูดภาษาเป้าหมาย ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่าความตั้งใจที่จะสื่อสารได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งด้านจิตวิทยา ภาษา และสังคม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกัน กรอบแนวคิดนี้นำเสนอในรูปของปิรามิด 6 ชั้น ไล่จากปัจจัยระยะยาวที่มีความคงที่มากกว่า (อยู่ด้านล่าง) ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที (อยู่ด้านบน) แนวคิดสำคัญ WTC คือความตั้งใจที่จะพูดเมื่อมีโอกาสหมายถึงความพร้อมของผู้เรียนในการริเริ่มการสื่อสารด้วยภาษาที่สอง WTC ถูกกำหนดโดยปัจจัยระยะยาวและปัจจัยเฉพาะหน้าปัจจัยระยะยาว ได้แก่ บุคลิกภาพ แรงจูงใจ ทัศนคติ ความเชื่อมั่นในตนเอง และความสามารถทางภาษาปัจจัยเฉพาะหน้า ได้แก่ สถานการณ์ ณ ขณะนั้น หัวข้อสนทนาผู้ที่อยู่รอบข้าง และสภาพอารมณ์ของผู้เรียน โมเดลนี้รวมมุมมองทั้งด้านจิตวิทยาและภาษาศาสตร์เข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการสื่อสารเกิดจากการผสมผสานระหว่างความสามารถทางภาษา ความมั่นใจ แรงจูงใจ อารมณ์ และบริบททางสังคม เป้าหมายสูงสุดของ WTC คือการส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาที่สองอย่างเป็นธรรมชาติและโดยสมัครใจ ดังนั้นแนวทางการสอนควรมุ่งพัฒนาทั้งความสามารถทางภาษา ความมั่นใจ การลดความวิตกกังวล และทัศนคติเชิงบวก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) โปรดระบุ KR KR 4.1.3/1 รายละเอียดตัวชี้วัด ร้อยละของหลักสูตรไทยในระดับปริญญาตรีที่มีรายวิชาของหลักสูตรที่กำหนดให้นักศึกษาไทยกับชาวต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างน้อย 1 วิชาทุกชั้นปี ระหว่างชั้นปีที่ 2 ถึง ชั้นปีที่ 4   เป้าหมายของปีการศึกษา 2568 คือ ร้อยละ 15 ของวิชาในหลักสูตรของสถาบันภาษาอังกฤษ   ขั้นตอนการดำเนินงาน สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED ประชุมเพื่อปรึกษากับ RSU Global โดย สถาบันภาษาอังกฤษ     1.1 ให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ENL126: English in TED เข้าร่วมกิจกรรมนี้ (กำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์)     1.2 กำหนดหัวข้อในการสนทนา     1.3 เตรียมความพร้อม และชี้แจงนักศึกษาก่อนทำกิจกรรม     1.4 ประเมินงานของนักศึกษา RSU Global เป็นฝ่ายหาและอบรมนักศึกษาต่างชาติ จัดหาสถานที่ในการทำกิจกรรม เตรียม Pre test และ Post test บันทึกการเข้าร่วมกิจกรรม และดำเนินการประเมินผลเพื่อพัฒนากิจกรรมนี้ในโอกาสต่อไป ประชุมคณาจารย์สถาบันภาษาอังกฤษเพื่อระดมความคิดเห็น โดยได้ข้อสรุปดังนี้     2.1 หัวข้อในการสนทนากับนักศึกษาต่างชาติ ให้เหมือนกับปีที่ผ่านมาคือ สนทนาตามหัวข้อที่ฝึกในห้องเรียนไปแล้ว เพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหา และช่วยให้สนทนาได้คล่องขึ้น ไม่เกิดความเกร็งหรือเครียด     2.2 ก่อนเริ่มกิจกรรม ขอให้มีนักศึกษาต่างชาติเข้าไปในชั้นเรียนเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และให้ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ  เช่นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร วิธีการนัดสนทนา นักศึกษาจับกลุ่ม นัดไปสนทนากับนักศึกษาต่างชาติ เป็นเวลา10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 30 นาที โดยครั้งแรกเป็นการทำ Pre test และสร้างความคุ้นเคย ครั้งสุดท้ายแต่ละกลุ่มบันทึกการสนทนาเป็นคลิปวิดิโอ ความยาว 5 นาที เพื่อส่งอาจารย์ผู้สอน นักศึกษาทำ Post test และประเมินกิจกรรมนี้โดยการตอบแบบสอบถาม อาจารย์ผู้สอนประเมินงานของนักศึกษา และให้คำแนะนำ ตัวแทนสถาบันภาษาอังกฤษประชุมร่วมกับ RSU Global เพื่อรับทราบผลการประเมินกิจกรรม และเตรียมตัวจัดกิจกรรมนี้ในภาคการศึกษาถัดไป สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings จัดประชุมร่วมกับ University of Economics and Law (UEL) ผ่านโปรแกรม Zoom โดยสถาบันภาษาอังกฤษ เพื่อกำหนดรายละเอียดรายวิชา ได้แก่ จำนวนกลุ่มเรียน จำนวนนักศึกษา ตารางเรียน เกณฑ์การประเมินผล และรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ในช่วง 4 สัปดาห์แรกซึ่งนักศึกษาไทยเปิดภาคการศึกษาก่อนนักศึกษาเวียดนาม อาจารย์ผู้สอนเตรียมความพร้อมและชี้แจงรายละเอียดรายวิชาแก่นักศึกษาไทย พร้อมจัดกิจกรรมฝึกสนทนาภาษาอังกฤษกับนักศึกษาต่างชาติที่มหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อเสริมความมั่นใจในการสื่อสาร ตลอดภาคการศึกษา นักศึกษาจากทั้งสองประเทศเรียนในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom ทำงานกลุ่มร่วมกัน และส่งผลงานในรูปแบบวิดีโอผ่านกลุ่ม “P2A English Community” เพื่อให้อาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมรายวิชารับชมผลงาน ทั้งนี้มีการส่งเสริมให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นใต้ผลงานของเพื่อนร่วมเรียน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี อาจารย์ผู้สอนดำเนินการประเมินผลงานของนักศึกษา พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและคำแนะนำเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและการทำงานร่วมกัน เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาจากทั้งสองประเทศจะทำแบบประเมินรายวิชา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของรายวิชานี้ในโอกาสต่อไป   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED สถาบันภาษาอังกฤษจัดหาและเตรียมความพร้อมนักศึกษาชาวไทย RSU Global จัดหานักศึกษาต่างชาติ เตรียมสถานที่คือห้อง 7-101 และห้องโถงหน้าห้อง 7-101 และจัดหางบประมาณ สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings สถาบันภาษาอังกฤษจัดหาบัญชีผู้ใช้งาน (user) สำหรับโปรแกรม Zoom ให้อาจารย์ผู้สอน 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED ตัวแทนสถาบันภาษาอังกฤษประชุมปรึกษางานกับผู้บริหาร RSU Global อาจารย์ผู้สอนแนะนำกิจกรรม และชี้ให้เห็นความสำคัญและกระตุ้นให้นักศึกษาไทยเข้าร่วม ตัวแทนนักศึกษาต่างชาติเข้าไปในชั้นเรียนเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และให้ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ  เช่นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร  วิธีการนัดสนทนา นักศึกษาไทยนัดเวลาสนทนากับนักศึกษาต่างชาติ โดยนัดหมายในเว็บไซต์ของ RSU Global นักศึกษาไทยจับกลุ่มตามที่กำหนดไปพบและสนทนากับนักศึกษาต่างชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการสร้างความคุ้นเคยและวัดระดับภาษาอังกฤษของตนเองด้วยการทำ Pre test นักศึกษาไทยสนทนากับนักศึกษาต่างชาติ ตามหัวข้อที่กำหนดเป็นครั้งที่ 2-9 โดยหัวข้อจะนำมาจากเนื้อหาของวิชา ENL126 ในการสนทนาครั้งสุดท้ายนักศึกษาไทยบันทึกวิดิโอการสนทนาสำหรับส่งอาจารย์เพื่อประเมินให้คะแนน และทำ Post test เพื่อวัดระดับภาอังกฤษของตนเอง นักศึกษาส่งวิดิโอการสนทนา อาจารย์ดูวิดิโอ ให้คะแนน และให้ feedback ตัวแทนสถาบันภาษาอังกฤษประชุมปรึกษางานกับผู้บริหาร RSU Global อภิปรายผลการประเมินกิจกรรมของนักศึกษา จุดเด่น และข้อที่ควรปรับปรุง เพื่อพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อไป สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings จัดประชุมร่วมกับ University of Economics and Law (UEL) ผ่านโปรแกรม Zoom เพื่อกำหนดรายละเอียดรายวิชา ในช่วง 4 สัปดาห์แรก อาจารย์ผู้สอนเตรียมความพร้อมและชี้แจงรายละเอียดรายวิชาแก่นักศึกษาไทย พร้อมจัดกิจกรรมฝึกสนทนาภาษาอังกฤษกับนักศึกษาต่างชาติที่มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อเสริมความมั่นใจในการสื่อสาร ตลอดภาคการศึกษา นักศึกษาจากทั้งสองประเทศเรียนร่วมกันในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom ทำงานกลุ่ม และส่งผลงานวิดีโอผ่านกลุ่ม “P2A English Community” โดยส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ ทั้งนี้อาจารย์ผู้สอนประเมินผลงานและให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาทำแบบประเมินรายวิชา เพื่อนำผลไปใช้ปรับปรุงและพัฒนารายวิชาในโอกาสต่อไป   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED แม้ว่าที่ตั้งของ RSU Global จะเห็นได้ชัดเจน หาได้ง่าย แต่สำนักงาน (ห้อง 7-101) มีความคับแคบ จึงใช้ห้องโถงด้านหน้าทำให้มีเสียงรบกวน และไม่มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีสมาธิ โดยเฉพาะตอนบันทึกวิดิโอการสนทนา แก้ปัญหาโดย: ย้ายไปสนทนาในห้อง 7-101 หรือบริเวณที่เงียบกว่า (ในอาคาร 7) วิดิโอบางชิ้นคุณภาพของการบันทึกไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ไม่สะดวกในการประเมิน แก้ปัญหาโดย: ชี้แจงวิธีบันทึกวิดิโอให้มีคุณภาพในกิจกรรมในภาคการศึกษาต่อไป นักศึกษาบางกลุ่มมีปัญหาในการนัดเวลาสนทนาเนื่องจากข้อมูลในระบบนัดเวลาซึ่งเป็นระบบออนไลน์มีบางส่วนที่ไม่ชัดเจน แก้ปัญหาโดย: ปรับปรุงข้อมูลในระบบนัดเวลาให้มีความชัดเจนมากขึ้น นักศึกษาบางส่วนไม่ให้ความสำคัญกับการตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินผลกิจกรรมนี้ แก้ปัญหาโดย: RSU Global ให้นักศึกษาประเมินในการเข้าร่วมสนทนาครั้งสุดท้าย และอาจารย์ผู้สอนย้ำให้นักศึกษาที่ยังไม่ได้ประเมินประเมินผลกิจกรรมด้วย           สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings นักศึกษาบางคนประสบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ส่งผลต่อการเรียนและการสื่อสารผ่านโปรแกรม Zoom แก้ปัญหาโดย: อัปโหลดสไลด์การเรียนการสอนให้นักศึกษาศึกษาย้อนหลัง นักศึกษาจากแต่ละประเทศใช้แอปพลิเคชันสื่อสารที่แตกต่างกัน ทำให้การประสานงานไม่สะดวก แก้ปัญหาโดย: กำหนดช่องทางการสื่อสารกลางสำหรับการทำงานกลุ่ม และปรับเลื่อนกำหนดส่งงาน (deadline) ให้เหมาะสม นักศึกษาบางรายขาดสมาธิในการเรียนออนไลน์ เนื่องจากเข้าร่วมเรียนจากสถานที่ไม่เหมาะสม แก้ปัญหาโดย: กำหนดแนวปฏิบัติและกติกาการเข้าเรียนออนไลน์ให้ชัดเจน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผลสำหรับรายวิชา ENL126 และ ENL129 การประเมินอย่างเป็นทางการ: นักศึกษาตอบแบบสอบถาม การประเมินอย่างไม่เป็นทางการ: อาจารย์สนทนากับนักศึกษา อาจารย์ดูการทำกิจกรรมของนักศึกษา อาจารย์สังเกตจากงานของนักศึกษา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED การประเมินผลอย่างเป็นทางการ: มีการประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามเพื่อให้ทราบว่ากิจกรรมนี้ส่งเสริมการฝึกภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้มากน้อยเพียงใด มีนักศึกษาตอบแบบสอบถาม 1,048 คน ผลการประเมินผลคือ 3.94 ถึง 4.27 จากคะแนนเต็ม 5 แสดงว่านักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อกิจกรรมนี้ มีความมั่นใจความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น มีโอกาสสื่อสารกับเพื่อนในกลุ่มมากขึ้น และได้มีปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาต่างชาติ การประเมินผลอย่างไม่เป็นทางการ: นักศึกษาส่วนใหญ่สนใจทำกิจกรรมนี้ และสามารถสนทนากับนักศึกษาต่างชาติได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาต่างชาติบางคน และระดับภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยบางคน สังเกตได้ว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีความเกร็งหรือเครียดในการทำกิจกรรมนี้ และสนทนากับนักศึกษาต่างชาติด้วยความเป็นกันเอง สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meeting ผลลัพท์จากการประเมินอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่ารายวิชานี้มีคุณภาพอยู่ในระดับดีเยี่ยมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสารและการทำงานร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ อีกทั้งรายวิชายังมอบประสบการณ์ใหม่ และนักศึกษารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานร่วมกับนักศึกษาจากประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะให้เพิ่มการจัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ โดยเน้นกิจกรรมสนทนา การสวมบทบาทหรือการนำเสนอหน้าชั้นเรียนแทนการส่งวิดีโอออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะอื่นๆต่อไป  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดความสำเร็จ: กำหนดให้นักศึกษาไทยกับชาวต่างชาติมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน อย่างน้อย 1 วิชาทุกชั้นปี ระหว่างชั้นปีที่ 2 ถึง ชั้นปีที่ 4 เป้าหมายของปีการศึกษา 2568 คือ ร้อยละ 15 ของวิชาในหลักสูตรของสถาบันภาษาอังกฤษ จากผลลัพธ์สรุปได้ว่าบรรลุเป้าหมาย  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากในโลกปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นความสำคัญในการฝึกสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ผู้สอนได้มีการชี้แจงให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของกิจกรรมนี้ในการพัฒนาภาษาอังกฤษ ผู้บริหารของหน่วยงานเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนกิจกรรมเต็มที่ มีการวางแผนและเตรียมการที่ดี มีการนำความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้เกี่ยวข้องมาอภิปราย เพื่อพัฒนาปรับปรุงกิจกรรมในครั้งต่อไป สถาบันภาษาอังกฤษร่วมมือและประสานงานกับ RSU Global เป็นอย่างดี การสื่อสารระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ มีการประชุม อภิปรายร่วมกัน มีการสร้างช่องทางสื่อสารระหว่างผู้เกี่ยวข้องการสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอน การสื่อสารกับนักศึกษาต่างชาติ และนักศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกิจกรรมนี้มีความสนใจ ตั้งใจ และจริงจังในการทำกิจกรรม รวมทั้งแสดงความเป็นมิตร และเป็นกันเองกับนักศึกษาไทย ที่ตั้งของ RSU Global มองเห็นได้ง่าย จึงสะดวกในการมาเข้าร่วมกิจกรรม สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings นักศึกษาจากทั้งสองประเทศมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และตั้งใจพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนและการทำงานกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารของหน่วยงานให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินรายวิชาอย่างเต็มที่ ทั้งด้านนโยบายและทรัพยากรที่จำเป็น สถาบันภาษาอังกฤษมีความร่วมมือและประสานงานกับ University of Economics and Law (UEL) อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนและการดำเนินกิจกรรมร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาสะท้อนความคิดเห็น เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงรูปแบบรายวิชาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED นักศึกษาต่างชาติฝึกทักษะในการสนทนาเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถนำการสนทนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระตุ้นให้นักศึกษาไทยร่วมสนทนาให้มากที่สุด นักศึกษาไทยเตรียมพร้อมให้มากกว่านี้ก่อนการสนทนาในแต่ละครั้ง อำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ที่ใช้ในการสนทนา อาจารย์ควรทำความเข้าใจถึงความสำคัญของกิจกรรม และโน้มน้าวใจให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอด้วยความเต็มใจตลอดทั้ง 10 สัปดาห์ หาวิธีช่วยให้นักศึกษาบันทึกวิดิโออย่างมีคุณภาพทั้งเรื่องความชัดเจนของเสียง กล้อง รวมถึงการตัดต่อ การทำคำบรรยาย  สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอน เช่น สไลด์หรือเอกสารประกอบการเรียน เพื่อให้นักศึกษาสามารถศึกษาล่วงหน้าหรือย้อนหลัง รองรับปัญหาด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ต กำหนดช่องทางการสื่อสารกลางสำหรับการทำงานกลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน และปรับความยืดหยุ่นของกำหนดส่งงานให้เหมาะสม กำหนดแนวปฏิบัติและกติกาการเข้าเรียนออนไลน์อย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมสมาธิ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของนักศึกษา เพิ่มความหลากหลายและความทันสมัยของหัวข้อการอภิปราย (discussion) ให้สอดคล้องกับความสนใจของนักศึกษาทั้งสองประเทศ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในห้องเรียน เพิ่มความหลากหลายของรูปแบบชิ้นงาน นอกเหนือจากการจัดทำวิดีโอ เช่น การนำเสนอสด หรือการอภิปรายกลุ่ม เพื่อพัฒนาทักษะที่หลากหลายของนักศึกษา แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน หน่วยงานที่จัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศอื่นๆ สามารถใช้เป็นแนวทางให้นักศึกษาได้สนทนากับนักศึกษาหรือชาวต่างชาติด้วยภาษานั้นๆ ในกรณีที่นำกิจกรรมนี้ไปใช้จะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าร่วมทุกฝ่าย จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า และถ้าเป็นกิจกรรมที่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย มีการประสานงานและมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการประเมินผลกิจกรรม เช่นการประชุมอภิปรายผลการทำกิจกรรม การให้ผู้เข้าร่วมประเมินผลโดยการตอบแบบสอบถาม ตลอดจนการวิจัยอย่างเป็นระบบ 6. ข้อมูลประกอบ สำหรับรายวิชา ENL126: English in TED Link สำหรับรูปภาพ https://drive.google.com/drive/folders/1nAka2_2owen0Jk4N8UhWLBwXcouf_P2z Link สำหรับวิดิโอ https://drive.google.com/file/d/1dCs597BvfNB2nqDa2fT7wnbrq3F53vLd/view?usp=sharing  สำหรับรายวิชา ENL129: English for Meetings Link สำหรับรูปภาพ https://drive.google.com/drive/folders/1ZFbL9OIZiPzu7r38x8ENujHSv8DC1oZh?usp=sharing Link สำหรับวิดิโอhttps://drive.google.com/drive/folders/12y_gDO3826GsF34co27gOzyk7ib9kVwd?usp=sharing

โครงการ Internationalization Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ประสบการณ์-ความรู้ การใช้บริการแพทย์แผนจีนและการดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตของนักศึกษาจีน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR ไม่ระบุ ประสบการณ์-ความรู้ การใช้บริการแพทย์แผนจีนและการดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตของนักศึกษาจีน ผู้จัดทำโครงการ​ Mr.Zhixiong Zeng และ นางสาวณัฐพร แก้วภักดี วิทยาลัยนานาชาติจีน นางสาว ณัฐกฤตา เสรีทวีกุล วิทยาลัยแพทย์แผนตะวันออก (แพทย์แผนจีน) 1. บริบทและความสำคัญ เนื่องด้วยนักศึกษาจีนต้องเดินทางจากประเทศบ้านเกิดเพื่อมาศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยมักมีความกังวลด้านการรักษาพยาบาล เนื่องจากระบบการแพทย์ที่คุ้นเคยคือแพทย์แผนจีน ขณะที่ในประเทศไทย นักศึกษาบางส่วนยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานพยาบาลหรือคลินิกแพทย์แผนจีนที่สามารถเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในการดูแลสุขภาพตนเองระหว่างการศึกษา                นอกจากนี้ ยังพบว่านักศึกษาจีนมีความรู้และประสบการณ์ด้านแพทย์แผนจีนในระดับที่แตกต่างกัน แต่ยังขาดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อสารแนวคิดกับเพื่อนนักศึกษาไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)     เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาจีนได้ถ่ายทอดความรู้และมุมมองเกี่ยวกับแพทย์แผนจีน เสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง พร้อมทั้งช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสมได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวลเมื่อเจ็บป่วย และส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทย อันจะนำไปสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                      อื่น ๆ (โปรดระบุ) ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแพทย์แผนจีน เช่น หลักการรักษา การดูแลสุขภาพเบื้องต้น สมุนไพร     และการแพทย์ทางเลือก ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ประสบการณ์การใช้บริการแพทย์แผนจีนและการดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตของนักศึกษาจีน รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                การบูรณาการความรู้ทั้งสองประเภทช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความกังวลของนักศึกษาจีนเมื่อเจ็บป่วย ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักศึกษาต่างวัฒนธรรม อันนำไปสู่การพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและเอื้อต่อการใช้ชีวิตของนักศึกษานานาชาติในมหาวิทยาลัย. 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization) ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565 – 2569 อื่นๆ โปรดระบุ   Academic Integration  รายละเอียดตัวชี้วัดเพื่อส่งเสริมการพัฒนาความเป็นสากลให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต                       ขั้นตอนการดำเนินงาน เตรียมความพร้อมและชี้แจงวัตถุประสงค์ชี้แจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้แก่นักศึกษาจีนและนักศึกษาไทย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแพทย์แผนจีน และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม จัดกิจกรรมสร้างความคุ้นเคย (Ice Breaking)นำนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทยมาทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ลดความเกร็ง และส่งเสริมการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม แบ่งกลุ่มและมอบหมายหน้าที่แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย โดยให้มีทั้งนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทยอยู่ร่วมกันในแต่ละกลุ่ม พร้อมมอบหมายบทบาทหน้าที่ เช่น ผู้สัมภาษณ์/ซักถามข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลและแบ่งปันประสบการณ์ (นักศึกษาจีน) ผู้บันทึกข้อมูล ผู้นำเสนอผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเก็บข้อมูลให้นักศึกษาไทยสอบถามนักศึกษาจีนเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ด้านแพทย์แผนจีน เช่น การรักษาเบื้องต้น สมุนไพร การดูแลสุขภาพตามวิถีจีน รวมถึงประสบการณ์การเข้ารับบริการทางการแพทย์นักศึกษาจีนถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ที่ตนมี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม สรุปและนำเสนอผลการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสรุปประเด็นความรู้ที่ได้รับและนำเสนอเป็นรูปแบบวิดิโอสัมภาษณ์ เพื่อให้ทุกกลุ่มได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง และเปิดโอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม สะท้อนผลและประเมินกิจกรรมเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมสะท้อนความคิดเห็น สิ่งที่ได้เรียนรู้ และประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรม เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินกิจกรรมในครั้งต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) -อุปกรณ์มือถือหรือไอแพด                                                                                                    3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน เตรียมความพร้อมและชี้แจงวัตถุประสงค์ชี้แจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้แก่นักศึกษาจีนและนักศึกษาไทย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแพทย์แผนจีน แบ่งกลุ่มและมอบหมายหน้าที่แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย โดยให้มีทั้งนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทยอยู่ร่วมกันในแต่ละกลุ่ม พร้อมมอบหมายบทบาทหน้าที่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเก็บข้อมูลให้นักศึกษาไทยสอบถามนักศึกษาจีนเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ด้านแพทย์แผนจีน เช่น การรักษาเบื้องต้น สมุนไพร การดูแลสุขภาพตามวิถีจีน รวมถึงประสบการณ์การเข้ารับบริการทางการแพทย์นักศึกษาจีนถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ที่ตนมี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม สรุปและนำเสนอผลการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสรุปประเด็นความรู้ที่ได้รับและนำเสนอเป็นรูปแบบวิดิโอสัมภาษณ์ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข -ปัญหาสำคัญที่พบระหว่างการดำเนินกิจกรรม คือ เรื่องภาษาในการสื่อสาร เนื่องจากนักศึกษาจีนที่เดินทางเข้ามาศึกษาในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในชั้นปีที่ 1 จึงยังไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้คล่องแคล่ว ขณะเดียวกันนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมก็เพิ่งเริ่มเรียนภาษาจีน ทำให้การสื่อสารระหว่างกันอาจเกิดความติดขัด ไม่เข้าใจตรงกัน หรือใช้เวลามากในการอธิบายข้อมูล ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในช่วงแรกเป็นไปอย่างค่อนข้างจำกัด                                                                                  -เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้ดำเนินการส่งเสริมให้นักศึกษาทั้งสองกลุ่มมีโอกาสพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น โดยเน้นบรรยากาศที่เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด เพื่อสร้างความมั่นใจในการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการใช้เครื่องมือช่วยแปลภาษา เช่น แอปพลิเคชันแปลภาษา หรือการสื่อสารด้วยภาษากลาง (ภาษาอังกฤษ) และภาษากาย เพื่อช่วยให้การสื่อสารมีความเข้าใจตรงกันมากขึ้น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล -การประเมินผลการดำเนินกิจกรรมใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทย รวมถึงการสอบถามความพึงพอใจและข้อเสนอแนะหลังการเข้าร่วมกิจกรรม โดยพิจารณาจากระดับการมีส่วนร่วม ความเข้าใจเนื้อหา และความสามารถในการสื่อสารระหว่างกัน นอกจากนี้ยังมีการให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น -นักศึกษาจีนสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านแพทย์แผนจีนให้แก่นักศึกษาไทยได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันนักศึกษาไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนและการดูแลสุขภาพในมุมมองวัฒนธรรมจีนมากขึ้น นักศึกษาทั้งสองกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น กล้าแสดงออกและสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น อีกทั้งนักศึกษาจีนมีความมั่นใจในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย ลดความกังวลเมื่อเจ็บป่วย  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ -ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยนักศึกษาสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแพทย์แผนจีนได้จริง เกิดความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาจีนและนักศึกษาไทย ตัวชี้วัดความสำเร็จ ได้แก่ ระดับการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ความเข้าใจในเนื้อหา ความพึงพอใจต่อกิจกรรม และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มอยู่ในระดับดี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ -ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากการออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ บรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นกันเองและเอื้อต่อการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การสนับสนุนจากอาจารย์และผู้ดูแลกิจกรรม รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยสื่อสารและการทำงานเป็นกลุ่มที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กิจกรรมบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี -ควรเตรียมคำศัพท์และสื่อช่วยแปลภาษาเพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านการสื่อสาร ส่งเสริมให้นักศึกษาจีนและนักศึกษาไทยได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความคุ้นเคยมากขึ้น รวมถึงจัดทำสื่อสรุปความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านแพทย์แผนจีนและสถานพยาบาล เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง และนำข้อเสนอแนะจากการประเมินผลไปปรับปรุงกิจกรรมในครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน -ควรกำหนดให้มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษา 6. ข้อมูลประกอบ https://drive.google.com/file/d/1y-NQnk0Har5JdCDqUd_bBWdFbTyWoRiE/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/1EraoelgvwDh98aqK1_jdGim3_AQB2S3H/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/1f2LOOfFy9TesY3K7_zqB1jpZune8I-3v/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/1-yOBrS_R-iN9iB-1RJTpNavbpKtq_MZM/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/18aaNLaoHEa4L2DJj7znd_EzQ6-CkJ6k1/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/1K-Do6Gaer465pLIzDqGRJhGdZ6Ep0a5f/view?usp=drivesdk https://drive.google.com/file/d/1vosKhX5RMFHOwV3CDHHPLwh0oEknFvae/view?usp=drivesdk

ประสบการณ์-ความรู้ การใช้บริการแพทย์แผนจีนและการดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตของนักศึกษาจีน Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

โครงการประกวดการนำเสนอผลงานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1 2567 The 1st Design & DIY Presentation Contest 2025

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR 4.1.3 โครงการประกวดการนำเสนอผลงานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1 2567 – The 1st Design & DIY Presentation Contest 2025 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ชินภัศร์ กันตะบุตร วิทยาลัยการออกแบบ 1. บริบทและความสำคัญ การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของนักศึกษาวิทยาลัยการออกแบบ มหาวิททยาลัยการออกแบบ ด้านทักษะภาษาอังกฤษ และการลื่อสาร นับเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 การส่งเสริมทักษะในการนำเสนองานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษ มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้นักศึกษาสื่อสารอธิบายงานออกแบบ อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ด้วยภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงถูกต้อง จะเป็นการพัฒนาศักยภาพในการทำงานร่วมกับบริษัทหรือกลุ่มนักออกแบบในระดับนานาชาติได้ ทั้งนี้การจัดโครงการประกวดการนำเสนอผลงานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษครั้งที่ 2 นี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ 1 และ 2 มีพื้นที่ได้แข่งขันจากการฝึกฝนและพัฒนนาตนเอง และเป็นการบูรณาการแลกเปลี่ยนความรู้ของนักศึกษาระหว่างคณะต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาลัยการออกแบบ คณะดิจิทัลอาร์ท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติ   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) 1 เพื่อเการส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเอง ด้านการนำเสนอผลงานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ 2 เพื่อเป็นกิจกรรมร่วมกันระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติ ในการสะสม e portfolio เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในงานออกแบบและงาน DIY เพื่อสนับสนุนการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือระหว่างอาจารย์และนักศึกษาจากคณะต่าง ๆ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การสร้างทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษา          67-สถาบันภาษาอังกฤษ-ดร.มงคล โสดาจันทร์-ยุทธ4.pdf – Google ไดรฟ์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  วิทยาลัยการออกแบบ อื่น ๆ (ระบุ) ได้รับคำแนะนำจาก รศ. สุชาดา นิมมานนิตย์ และอาจารย์สุพัตรา ตู้จินดา รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ การสร้างทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อที่จะได้เกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนาความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระหว่างที่เรียน และหลังจากส าเร็จการศึกษาแล้ว การสร้างสภาพแวดล้อมการเดินทางไปต่างเมืองต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษนอกชั้นเรียนให้แก่นักศึกษาเพื่อความเป็นนานาชาติ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษา ให้นักศึกษารู้จักคิดย้อนกลับในสิ่งที่เรียน และให้สามารถแสวงหาแนวทางในการพัฒนาภาษาอังกฤษจากการท ากิจกรรม การสร้างความสนุกสนานในการท ากิจกรรมภาษาอังกฤษ สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรระหว่างนักศึกษาด้วยกันและนักศึกษากับคณาจารย์ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่     4   โปรดระบุ KR 4.1.3 ร้อยละของหลักสูตรที่มีการบูรณาการภาษาไทยและภาษาต่างประเทศร่วมกันในกิจกรรมทางวิชาการ   สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 4 หลักสูตร จาก 5 หลักสูตร ของวิทยาลัยการออกแบบ ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 60% ของนักศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการออกแบบ มีความร่วมมือระหว่างคณะ 3 คณะ ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ผลประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในระดับดีขึ้นไป                     ขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งงบประมาณ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะกรรมการตัดสินการประกวด ส่งจดหมายเชิญคณะต่างแบใบแต่งตั้งและกำหนดการ จัดประชุมคณะกรรมการดำเนินงาน และประชุมคณะกรรมการตัดสินการประกวด วางแผนงาน ประชาสัมพันธ์งานและการสมัคร การเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา จัดประชุมเจ้าหน้าที่ จัดงานตามกำหนดการ ประเมินและปรับปรุงโครงการ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) รายละเอียดค่าใช้จ่าย ดังนี้ เงินรางวัล อันดับ 1 (1 รางวัล)                จำนวน 6,000   บาทเงิน.เงินรางวัล อันดับ 2 (1 รางวัล)          จำนวน 5,000   บาทเงินรางวัล อันดับ 3 (1 รางวัล)                จำนวน 4,000   บาทเงินรางวัลชมเชย (1 รางวัล)                    จำนวน 3,000    บาทเงินรางวัลมหาชน POPULAR VOTE (1 รางวัล)           จำนวน 3,000   บาท ค่าของที่ระลึก จำนวน 3,000 บาท ค่าจัดทำใบประกาศนียบัตร จำนวน 3,200   บาท ค่าจัดทำโปสเตอร์ จำนวน 400    บาท ค่าอาหารว่าง จำนวน 2,400 บาท                                              รวมทั้งสิ้น               จำนวน 30,000  บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน คณะกรรมการตัดสินกำหนดกติกาในการแช่งขัน และเกณฑ์การให้คะแนน คณะกรรมการดำเนินงาน 2.1 ร่างกำหนดการ 2.2 ร่างเกณฑ์ผู้เข้าร่วมแข่งขัน 2.3 จัดทำโปสเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์        และ Application Google Form สำหรัยผู้สมัคร     2.4  การใช้งบงบประมาณ  เงินรางวัล ของที่ระลึก และค่าจัดทำเกียรติบัตร     2.5  จัดหาพีกรทีพูดภาษาอังกฤษได้ และนัดซ้อม 3   การเตรียมความพร้อมของนักศึกษา      3..1การเตรียมผลงานออกแบบของนักศึกษา ให้นักศึกษาเลือกผลงานออกแบบในชั้นเรียนวิชาออกแบบซึ่งผ่านคำแนะนำและการพัฒนาจากอาจารย์ผู้สอนมาแล้ว 3..2 การเตรียม Script ที่ใข้ในการนำเสนอผลงาน – ใช้ AI ช่วยสร้าง Template ของ Scripts งานออกแบบประเภทต่าง ๆ – ใช้ AI ในการสร้าง Engaging Opening Line and Closing Line 3..3 การเตรียมความพร้อมให้กศึกษา เรื่องการออกเสียง (Pronunciation) โดยการสอบซ้อมกับอาจารย์     ในหัวข้อย่อยได้แก่ – Consonants & Vowels – Words Stress/ – Schwa Sound and Linking Sound – Sentence Stress: Content words and Grammar words – Intonation: Falling tone and Rising tone และการผีกตนเองด้วยเทคนิค Shadowing โดยใช้ฟังค์ชั่นในโปรแกรม Microsoft Word เลือก Review / Read Aloud Speech เปิดเล่นเสียงของ Script แล้วพูดออกเสียงไปดัวยพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ ส่งปรินท์ โปสเตอร์ รวบรวมไฟล์ชองผู้เข้าร่วมแข่งขัน เตรียมแฟ้มให้กับคณะกรรมการ     เตรียมคอมพิวเตอร์สำหรับรวมคะแนน  ยืมป้ายรางวัลจากคณะศิลปศาสตร์ เตรียมเกมให้นักศึกษาเล่นใน     ช่วงกรรมการคิดคะแนน  เตรียมของว่างสำหรับคณะกรรมการตัดสิน และผู้เข้าร่วมประกวด ซ้อมคิวงานก่อนวันงานจริง   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข เนื่องด้วยเป็นนักศึกษาปีที่ 1 หรือ 2 ผลงานออกแบบยังไม่น่าสนใจ แก้ปัญหาให้นักศึกษาสามารถใช่งานออกแบบจากที่ทำในรายวิขาเพราะได้ผ่านคำแนะนำจากอาจารย์ปผู้สอนแล้ว ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่อ่อนมาก แก้ปัญหาด้วย การเตรียม Template ในลักษณะงานต่าง ๆ และการใช้ AI ช่วยตรวจทานบทนำเสนอ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษชองนักศึกษาไทยและต่างชาติมีความแตกต่างกันมาก แก้ปัญหาด้วยการให้ค่าน้ำหนักในการตัดสินด้านการสร้างผลงานออกแบบมากขึ้น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 4 หลักสูตร จาก 5 หลักสูตร ของวิทยาลัยการออกแบบ ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 60% ของนักศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการออกแบบ มีความร่วมมือระหว่างคณะ 3 คณะ ผลประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในระดับดีขึ้นไป  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 4 หลักสูตร ผู้เข้าร่วมโครงการคิดเป็นร้อยละ 92.10 ของนักศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการออกแบบ มีความร่วมมือระหว่างคณะ 3 คณะ ผลประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอยู่ในระดับดีมากคือ 4.62  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัด ผลการดำเนินงานที่ได้ 1. ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 4 หลักสูตร จาก 5 หลักสูตร ของวิทยาลัยการออกแบบ 2. ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 60% ของนักศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการออกแบบ 3. มีความร่วมมือระหว่างคณะ 3 คณะ 4. ผลประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในระดับดีขึ้นไป 1. มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 4 หลักสูตร 2. ผู้เข้าร่วมโครงการคิดเป็นร้อยละ 92.10 ของนักศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการออกแบบ 3.มีความร่วมมือระหว่างคณะ 3 คณะ 4. ผลประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอยู่ในระดับดีมากคือ 4.62  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การที่โครงการทำในรายวิขา COD 104 ภาษาอังกฏษเพื่อการออกแบ ใช้ผลงานออกแบบจากวิชาอื่น ความร่วมมือจากคณะต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การจัดงานในครั้งนี้ วันที่ทำการแช่งขัน ไปอยู่ท้ายเทอมมากไป ทำให้นักศึกษาเข้าร่วมน้อยเพราะติดงาน Final Project การจัดงานสำหรับปีหน้า ครั้งที่ 2 ควรจัดก่อนปิดสงกรานต์ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน      ในปีการศึกษาต่อไป วิทยาลัยการออกแบบจะประชาสัมพันธ์โครงการให้นักศึกษาจากหลายคณะเข้าร่วมเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความเป็นสากลให้แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต 6. ข้อมูลประกอบ รูปภาพกิจกรรม

โครงการประกวดการนำเสนอผลงานออกแบบด้วยภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1 2567 The 1st Design & DIY Presentation Contest 2025 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ร่างชมเชย68

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ชื่อเรื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้แต่ง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ … ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้   2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน รายละเอียดตัวชี้วัด                               ขั้นตอนการดำเนินงาน   3. การลงมือปฏิบัติ …   4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล   5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link

ร่างชมเชย68 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ผู้จัดทำโครงการ​ อ. สุวัฒนา ทองเอีย ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยะเวช ดร.ช่อผกา ดำรงไทย อ.ทิวา โกศล ดร.ดวงฤดี ดิษสงค์ และ อ.ปฐมพงศ์ จันทิมา คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในหลักสูตรกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนักศึกษา Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับความกดดันทั้งด้านวิชาการที่เข้มข้น และการปรับตัวทางสังคมในยุคดิจิทัล ความเครียดจากการเรียนวิชาพื้นฐานทางการแพทย์ และความกังวลต่อความคาดหวังของครอบครัว มักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาเกิดภาวะท้อแท้และสูญเสียเป้าหมาย นำไปสู่ปัญหาการเรียนอ่อนและอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา ที่สูงขึ้นในชั้นปีต้นๆ                คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลนักศึกษา โดยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลเพียงแค่เรื่องเรียน แต่เพิ่มการสร้างความมั่นคงภายใน และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักศึกษามีความจัดการชีวิตและอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ                นอกจาการดูแลผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบติดตามเชิงรุกผ่านอาจารย์ประสานงานรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อค้นหาสัญญาณเตือนก่อนเกิดวิกฤต แล้วยังมีการจัดกิจกรรมพบผู้ปกครองเพื่อสร้างแนวร่วมในการประคับประคองนักศึกษาอีกด้วย                ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ไม่เพียงแต่เป็นเพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่นและปลอดภัย ช่วยให้นักศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในวิชาชีพ และมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลสังคมได้อย่างยั่งยืน         แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อค้นหานักศึกษาที่มีสัญญาณความเสี่ยง (ด้านการเรียนหรือสภาพจิตใจ) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา (Drop-out) และเพิ่มอัตราการจบการศึกษาตามเกณฑ์ของหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบัณฑิตมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะการสื่อสาร ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ☑ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยเวช คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา เรื่อง ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ปี 2568 รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ปี 2567 ผศ. ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทักษะการสื่อสารและการให้คำปรึกษา: ใช้ความรู้ด้านการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างอาจารย์และนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการฟังเชิงลึก (Active Listening) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาจิตปัญญาศึกษาและการเยียวยาจากด้านใน: นำความรู้เรื่องการจัดการความเครียดและการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากสู่สุขภาวะ มาใช้ในกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และความยืดหยุ่นทางใจให้แก่นักศึกษา Gen Z ประสบการณ์จากคณาจารย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในคณะฯ เพื่อพัฒนาแนวทางการรับมือกับนักศึกษาที่มีความซับซ้อนในมิติต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมการเรียน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานq ยุทธศาสตร์ที่ 5.3 โปรดระบุ  KR5.3.1/1 ความพึงพอใจต่อมหาวิทยาลัยรังสิต ด้านบรรยากาศ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการ และการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รายละเอียดตัวชี้วัด ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลนักศึกษา มีค่าอยู่ใน ระดับดีขึ้นไป (3.51 คะแนน จากคะแนน เต็ม 5) นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลแผนการเรียนของนักศึกษารายบุคคล และมีข้อมูลการดูแลนักศึกษา                                ขั้นตอนการดำเนินงาน การวิเคราะห์สถานการณ์และรวบรวมข้อมูล: ประชุมอาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปประเด็นปัญหาของนักศึกษาจากปีการศึกษาที่ผ่านมา พร้อมทั้งประชุมร่วมกับสโมสรนักศึกษาเพื่อบูรณาการความต้องการของนักศึกษาเข้ากับแผนการจัดกิจกรรม การจัดทำแผนงานและขออนุมัติ: นำเสนอแผนโครงการและกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการบริหารคณะฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณและบรรจุลงในแผนปฏิบัติงานประจำปีของคณะ การขับเคลื่อนระบบและดำเนินกิจกรรม: ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา จัดสรรอาจารย์ดูแลนักศึกษาเป็นรายบุคคล และขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น ค่ายพัฒนาด้านใน และกิจกรรมพี่ติวน้อง) ให้เป็นไปตามปฏิทินการศึกษา การติดตามและรายงานผล: ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและรายงานสรุปผลการจัดกิจกรรมต่อที่ประชุมกรรมการคณะฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลนักศึกษาที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม การประเมินผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน: สรุปภาพรวมของผลการดำเนินงานและวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นในปีการศึกษาถัดไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ขออนุมัติงบโครงการของฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ช่วงปลายปีการศึกษาของทุกปีการศึกษา อาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา ในประชุมสรุปข้อมูลจำนวนนักศึกษา และผลการดำเนินกิจกรรมและวางแผนกิจกรรมในปีการศึกษาต่อไป และนำไปประชุมร่วมกับทีมสโมสรนักศึกษาเพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกัน ร่างโครงการและขออนุมัติงบประมาณเสนอโครงการหรือกิจกรรมต่อคณะกรรมการคณะฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ และระบุในแผนดำเนินงานกิจกรรมของคณะ โดยมีโครงสร้างของกิจกรรมดังนี้ กิจกรรมสำหรับเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ ดังนี้ กิจกรรมที่จัดโดย จัดโดย ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาและคณาจารย์ กิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ลักษณะกิจกรรมจะมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่นักศึกษา และมีการเชิญผู้ปกครองประชุมพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อทำความเข้าใจระบบการดูแล และร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับความคาดหวังของผู้ปกครอง จัดโดยสโมสรนักศึกษา กิจกรรม แรกพบน้องพี่ PTSM first date เป็นการต้อนรับและสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกใหม่ของคณะ ให้รู้จักคณะและมหาวิทยาลัยมากขึ้น กิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญ แก่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมความความพร้อมทางด้านจิตใจให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคณะ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยอีกด้วย กิจกรรมพี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการเรียนจะเป็นตัวช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนๆได้ผ่านตามเกณฑ์ คณะฯ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านในกิจกรรมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี ดังนี้ กิจกรรม “ค่ายปี 1 เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การฝึกทักษะการสื่อสาร กิจกรรม “ค่ายปี 2 พลังกลุ่มและความสุข” เพื่อปลูกฝังนักศึกษาให้มีความรักเพื่อนมนุษย์ ในฐานะผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างสำนึกเรื่องความเสียสละ และฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น กิจกรรม “ค่ายปี 3 ภาวะผู้นำที่เน้นพลังกลุ่ม” เพื่อเสริมสร้างภาวะความเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม กิจกรรม “ค่ายปี 4 เผชิญความตายอย่างสงบ” เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมต่อการสูญเสีย เรียนรู้ความจริง และเตรียมพร้อมการใช้ชีวิต สร้างระบบการดูแลนักศึกษา หากพบนักศึกษามีปัญหาด้านพฤติกรรม การเรียน หรือปัญหาส่วนบุคคล จะมีระบบการดูแลดังนี้ แต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการและพัฒนานักศึกษา ทำหน้าที่ดังนี้ รวบรวมข้อมูลของนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า – ข้อมูลส่วนตัว ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง จัดสรรให้อาจารย์แต่ละท่านดูแลนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา จัดกิจกรรมพบอาจารย์ที่ปรึกษาภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการเรียนของนักศึกษา สร้างความไว้วางใจและปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับนักศึกษา ติดตามผลการดูแลนักศึกษาทุกภาคการศึกษา โดยรวบรวมข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน จัดทำความเสี่ยงของนักศึกษา เพื่อให้สามารถหาทางป้องกันไม่ให้นักศึกษาเรียนตกซ้ำชั้น หรือพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพจิต และสามารถปรับพฤติกรรมการเรียนและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา เมื่อพบว่านักศึกษามีปัญหาจะมีแนวทางการดูแลดังนี้ อาจารย์ผู้สอน สังเกตเห็นความผิดปกติจะแจ้งที่ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา แจ้งฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาให้รับทราบข้อมูล และให้คำปรึกษาดังนี้ ปัญหาเล็กน้อย อาจารย์ที่ปรึกษาจะสอบถามนักศึกษา พูดคุยทำความเข้าใจ หากปัญหาที่พบต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง หากสามารถแก้ไขได้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะแจ้งอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษา โดยกรอกข้อมูลไว้ในระบบข้อมูล หากอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการการช่วยเหลือให้แจ้งต่ออาจารย์ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจัดนัดหมายพูดคุยร่วมกับผู้ปกครอง หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในเกณฑ์สูงเกินภาระงานที่เหมาะสม : เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลังของบุคลากรสายวิชาการในแต่ละสาขาวิชา ทำให้เกิดความแตกต่างของสัดส่วนการดูแล ดังนี้: สาขากายภาพบำบัด: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 30-35 สาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและสมรรถภาพทางการกีฬา: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-30 สาขาชรัณสุขศาสตร์: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-25 ข้อจำกัดด้านประสบการณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ : อาจารย์ที่ปรึกษาที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติงานยังขาดทักษะและประสบการณ์เชิงลึกในการรับมือกับความซับซ้อนของปัญหาเด็กยุค Gen Z รวมถึงกระบวนการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานทับซ้อน : ภาระงานด้านการสอน การวิจัย และงานบริหารที่มาก ประกอบกับตารางเรียนของนักศึกษาและตารางสอนของอาจารย์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้การจัดเวลาพบปะอย่างเป็นทางการทำได้ยาก ขาดกลไกจูงใจและการสะท้อนภาระงานจริง : เกณฑ์การประเมินภาระงานในปัจจุบันยังคำนวณจาก “จำนวนนักศึกษา” เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึง “ความซับซ้อนของปัญหา” ที่อาจารย์ต้องแบกรับ เช่น การดูแลด้านสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน ซึ่งในแต่ละกรณีต้องใช้เวลาและพลังงานในการเยียวยาแตกต่างกัน ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน   แนวทางในการแก้ไข การบริหารจัดการอัตรากำลังเชิงรุก: จัดทำแผนระบุจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละปีการศึกษาอย่างชัดเจน และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคณะฯ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสัดส่วนภาระงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรในอนาคต การเสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ที่ปรึกษา: พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และประสานความร่วมมือกับหน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (Counselling Center) ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาเชิงลึกสำหรับอาจารย์ใหม่และอาจารย์ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ: ประสานงานกับฝ่ายวิชาการเพื่อกำหนดช่วงเวลา “วันพบอาจารย์ที่ปรึกษา” ลงในตารางเรียนและตารางสอนในทุกภาคการศึกษา เพื่อลดปัญหาภาระงานทับซ้อนและประกันโอกาสในการเข้าถึงอาจารย์ของนักศึกษา การพัฒนาระบบข้อมูลและการรับรองภาระงาน: พัฒนาแบบบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา ให้มีความละเอียดและครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของนักศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเสนอแนวทางผลักดันให้การดูแลนักศึกษาที่มีความซับซ้อนสูงถูกนับเป็นผลงานและภาระงานอย่างเป็นรูปธรรม 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินจากความพึงพอใจ: จัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลผ่าน QR Code หลังจบกิจกรรมหลักในแต่ละปีการศึกษา การติดตามการมีส่วนร่วม: ตรวจสอบข้อมูลการเช็คชื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายชั้นปีที่พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาทุกชั้นปี การประเมินระบบอาจารย์ที่ปรึกษา: ตรวจสอบความครบถ้วนของ แผนการเรียนรายบุคคลที่อาจารย์ต้องจัดทำ การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง: สรุปจำนวนนักศึกษาที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ในทุกภาคการศึกษา เพื่อวัดประสิทธิภาพการค้นหาสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านความสำเร็จของนักศึกษา นักศึกษากลุ่มเสี่ยงด้านการเรียนได้รับคำปรึกษาและวางแผนการเรียนรายบุคคลร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้สามารถประคองระดับคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ของคณะได้มากขึ้น ด้านพัฒนาการทางจิตใจและทักษะศตวรรษที่ 21 นักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน มีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น รวมถึงมีทักษะการสื่อสารที่สามารถนำไปใช้ในการฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพได้จริง กิจกรรม “พี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน” ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่น ทำให้นักศึกษามีความผูกพันกับคณะและมีความมั่นใจในวิชาชีพมากขึ้น ด้านระบบการดูแลและเครือข่ายสนับสนุน คณะมีฐานข้อมูลนักศึกษารายบุคคลที่ละเอียดครอบคลุมทั้งประวัติส่วนตัว ปัญหาด้านพฤติกรรม และความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ทำให้การส่งต่อไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมีความรวดเร็วและเป็นระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างคณะและผู้ปกครองมีความแน่นแฟ้นขึ้นจากการจัดประชุมร่วมกัน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและลดความกดดันที่มีต่อนักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษามีสภาพจิตใจที่มั่นคงขึ้น ด้านการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษา (โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่) มีทักษะการให้คำปรึกษาที่เป็นระบบมากขึ้นจากการทำงานร่วมกับศูนย์แนะแนวของมหาวิทยาลัย ทำให้มาตรฐานการดูแลนักศึกษาของคณะมีความเป็นเอกภาพ เกิดแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการปัญหาภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ผ่านการกำหนดวันพบนักศึกษาที่ชัดเจนในตารางเรียนและตารางสอน  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย/ตัวชี้วัดความสำเร็จ เกณฑ์เป้าหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1.    ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับดีขึ้นไป (3.51 จาก 5.00 คะแนน) 4.67 ระดับดีมาก 2.    อัตราการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักศึกษาทั้งหมด นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมาย 3.    การมีข้อมูลแผนการเรียน อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลนักศึกษารายบุคคลครบ 100% ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษา มีข้อมูลแผนการเรียนและสถานะของนักศึกษา  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การมีส่วนร่วมของคณาจารย์และสโมสรนักศึกษา: ความร่วมมือระหว่างฝ่ายกิจการนักศึกษากับทีมสโมสรนักศึกษาในการออกแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา ระบบการดูแลแบบต่อเนื่อง: การจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมดูแลนักศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา ทำให้เกิดความไว้วางใจและสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง การบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ: การดึงผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแล และการมีช่องทางส่งต่อ ไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ: การอบรมทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาวัยรุ่นให้อาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลเชิงดิจิทัล (Digital Tracking): พัฒนาแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูลที่สามารถอัปเดตสถานะนักศึกษาได้แบบ Real-time เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและฝ่ายวิชาการเห็นความเสี่ยงด้านการเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสรุปท้ายเทอม การเพิ่มความถี่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor Community): จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (KM) ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์สูงกับอาจารย์ใหม่ เพื่อแชร์เทคนิคการรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาครอบครัวหรือภาวะซึมเศร้า การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับชั่วโมงเรียน: ปรับตารางเรียนและตารางสอนให้มีช่วงเวลา “Advisory Hour” ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาภาระงานที่ทับซ้อนและทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงอาจารย์ได้ง่ายขึ้น   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การรับรองมาตรฐานภาระงาน: พัฒนาแนวทางให้การรวบรวมข้อมูลการดูแลนักศึกษาในทุกมิติ (ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่รวมถึงสุขภาพจิตและการเงิน) สามารถนำมานับเป็นภาระงานหรือผลงานสายสนับสนุนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ในการดูแลนักศึกษาเชิงลึก ระบบสะสมแต้มความดี/ทักษะ: พัฒนาสมุดบันทึกหรือแอปพลิเคชันเพื่อติดตามทักษะศตวรรษที่ 21 ที่นักศึกษาได้รับจากแต่ละค่าย (ปี 1-4) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ในการสมัครงาน การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า: ดึงศิษย์เก่าที่มีความสำเร็จในวิชาชีพเข้ามาร่วมใน Journey เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkhttps://drive.google.com/drive/folders/1PRzz3YHS2_GgB5C8e1g1ggIw2MaqwhMF?usp=sharing  

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1, 5.3.1 โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนพ.ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ เนื่องด้วยในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความทันสมัยรวดเร็วสามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา โดยการนำเสนอสิ่งต่างๆผ่านระบบสารสนเทศอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ เช่น การเลือกสถานศึกษา การสมัครสอบ การเรียน และอื่นๆในชีวิตประจำวันได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สื่อสารสนเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ทราบและเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงต่อสาธารณะชนในหลายด้านของการเรียนการสอน โดยเฉพาะการอธิบายให้เกิดความเข้าใจในหลักสูตรทั้ง 2 สาขา คือ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care นอกจากนี้เราจะสามารถทำการประชาสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ พร้อมทั้งการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย อาทิเช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป การอธิบายหลักสูตรเรียนการสอนของคณะเภสัชศาสตร์แก่ผู้สนใจ การวิจัยและการประชุมวิชาการต่างๆที่จะสามารถเผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่งวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถประชาสัมพันธ์และตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที่ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการแก่สังคม และบทบาทสำคัญของวิชาชีพเภสัชกร โดยนำแบบทดสอบมาเป็นเครื่องมือในการประเมินและสะท้อนผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย อันจะช่วยให้การดำเนินงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังมุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศหลากหลายรูปแบบเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์และทันสมัย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทัศนคติที่ดี ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิตของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจและความภาคภูมิใจในสถาบัน อันนำไปสู่การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวมอย่างยั่งยืน  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด           วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต                                 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้         แนวปฏิบัตินี้อาศัยองค์ความรู้ด้านการสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ในสถาบันการศึกษา โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตสู่สาธารณชน ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการแก่สังคม นอกจากนี้ยังนำความรู้ด้านการออกแบบเนื้อหา (content) และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินผล เช่น แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ เพื่อวัดระดับการรับรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม องค์ความรู้ดังกล่าวช่วยให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีระบบ สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5       โปรดระบุ KR    5.1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย      รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก         ตัวชี้วัดหลักของโครงการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งในด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาและวิชาชีพเภสัชกรรม โดยพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งควรมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนเป้าหมายทั้งหมด นอกจากนี้ยังประเมินระดับประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกิจกรรมผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 มีระดับความพึงพอใจหรือได้รับประโยชน์ในระดับดีขึ้นไป ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของการประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสาขา Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวม ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)           ตัวชี้วัดรองมุ่งประเมินคุณภาพของกระบวนการดำเนินกิจกรรมและผลลัพธ์ด้านทัศนคติ การรับรู้ และความน่าสนใจของสื่อประชาสัมพันธ์ที่นำมาใช้ในโครงการ โดยพิจารณาจากคะแนนประเมินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม ความน่าสนใจของการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ เนื้อหาและรายละเอียดของการนำเสนอ ตลอดจนระดับการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมและข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ยังพิจารณาจากการเพิ่มขึ้นของความสนใจและความเข้าใจของผู้เข้าร่วมที่มีต่อวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการพัฒนาและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์และสื่อมัลติมีเดีย ตัวชี้วัดรองเหล่านี้ช่วยสะท้อนคุณภาพของการดำเนินงาน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินงานโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างคณะผู้รับผิดชอบโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรูปแบบ แนวทาง และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ จากนั้นมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันดำเนินการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ในด้านการเรียนการสอน หลักสูตร การวิจัย และกิจกรรมบริการสังคม ต่อมาได้ดำเนินการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จ จึงมีการรวบรวมข้อมูล สรุปผลการดำเนินโครงการ และประเมินผลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อาศัยทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือด้านสื่อสารสนเทศอย่างเหมาะสม และประสานความร่วมมือกับฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ สำนักงาน Wisdom Media มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 20,000 บาท สำหรับสนับสนุนการจัดทำวัสดุและสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น แผ่นประชาสัมพันธ์ วิดีทัศน์ และสื่อดิจิทัลที่ใช้เผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการเชิญวิทยากรเพื่อให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานด้านสถานที่และบุคลากรสนับสนุน เช่น เจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์และแม่บ้าน สำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายภาพ ระบบเสียง และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ YouTube ซึ่งใช้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน ทรัพยากรดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้การประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้าง 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนร่วมกันของคณะผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อกำหนดแนวทาง รูปแบบกิจกรรม และการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จากนั้นได้ดำเนินการออกแบบรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาในวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ภายหลังการดำเนินกิจกรรมได้มีการเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ของผู้เข้าร่วม เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลและสรุปการดำเนินโครงการ อันเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในอนาคต ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง         แม้การดำเนินโครงการจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยรวม แต่อาจพบข้อจำกัดบางประการระหว่างการดำเนินงาน เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการจัดเตรียมข้อมูลและกำหนดรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ การจัดเตรียมสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิทัลและมัลติมีเดียจำเป็นต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่เหมาะสม และเวลาในการสร้างสรรค์ อีกทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ยังต้องอาศัยการออกแบบเนื้อหาให้มีความน่าสนใจและทันสมัยเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร นอกจากนี้ ยังอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาในการจัดกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมบางกลุ่ม เนื่องจากภารกิจด้านการเรียนการสอนหรือการปฏิบัติงานของบุคลากรและนักศึกษา แนวทางในการแก้ไข           เพื่อให้การดำเนินโครงการในอนาคตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรมีการวางแผนและกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยจัดให้มีการประชุมและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเตรียมข้อมูลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการใช้สื่อดิจิทัลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่บุคลากรและนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีความน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้รับสารในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างหลากหลายในการเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย อีกทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมและกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การวัดผลในด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินและแบบทดสอบหลังการเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อประเมินระดับความเข้าใจของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญของวิทยาลัย เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้เข้าร่วมโครงการจะทำแบบสอบถามประเมินระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจที่มีต่อวิทยาลัย โดยใช้มาตรประมาณค่า (Rating Scale) ในการวัดระดับความคิดเห็น จากนั้นนำผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ยและร้อยละ เพื่อสะท้อนระดับความสำเร็จของการสื่อสารข้อมูล ทั้งนี้กำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 ควรมีระดับการรับรู้และความเข้าใจในระดับดีขึ้นไป ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต 2. การวัดผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศ การประเมินผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อรูปแบบและเนื้อหาของสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น วิดีทัศน์ สื่อออนไลน์ และกิจกรรมการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ภายในโครงการ โดยประเมินในประเด็นความน่าสนใจ ความเหมาะสมของรูปแบบการนำเสนอ และความสามารถในการสื่อสารข้อมูลของวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังพิจารณาข้อมูลประกอบจากสถิติการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของวิทยาลัย เช่น จำนวนผู้ติดตาม จำนวนการรับชมคลิปวิดีโอ หรือการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการประเมินเชิงความคิดเห็น ผลลัพธ์ที่ได้จะสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารให้มีความทันสมัยและตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น 3. การวัดผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ การประเมินผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นหลังการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ความเหมาะสมของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับจากโครงการ ผู้เข้าร่วมจะให้คะแนนความคิดเห็นผ่านมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับน้อยที่สุดจนถึงระดับมากที่สุด จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและระดับความพึงพอใจโดยรวม ทั้งนี้ยังพิจารณาจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน เพื่อสะท้อนระดับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ควรมีระดับความพึงพอใจในระดับดีหรือดีมาก ผลการประเมินดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ในครั้งต่อไปให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาและบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โครงการสามารถดึงดูดนักศึกษาและบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมได้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care ตลอดจนกิจกรรมการวิจัยและการบริการวิชาการของวิทยาลัยอย่างครบถ้วน นอกจากนี้การใช้สื่อสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ เช่น Facebook และ YouTube ช่วยให้ข้อมูลของวิทยาลัยสามารถเข้าถึงผู้สนใจได้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดีถึงดีมากทุกหัวข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 4.95–4.99 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัยและได้รับประโยชน์จากกิจกรรมอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการส่งเสริมในเชิงบวก หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 1. ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก และเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่มีต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน – ร้อยละ 100 (จากผู้ที่เลือกระดับดี และดีมาก) 2. รูปแบบ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ มีความเหมาะสม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 3. การประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ ในการประชาสัมพันธ์ มีความน่าสนใจ 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 4. เนื้อหารายละเอียด (content) ในการนำเสนอ มีความเหมาะสม และน่าสนใจ 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 5. การประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการศึกษา และกิจกรรมของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน 6. ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รู้จัก และสนใจ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.99 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 143 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 2 คน 7.  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับทราบบทบาทการทำงานของวิชาชีพเภสัชกรรม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 8. รู้จัก มหาวิทยาลัยรังสิต มากยิ่งขึ้น 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ  ………150………..  คน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม   …..145………  คน คิดเป็นร้อยละ …96.67…….. 2. การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ พบว่าโครงการสามารถบรรลุผลสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวังไว้ โดยเป้าหมายกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลการดำเนินงานจริงมีผู้เข้าร่วมจำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ตัวชี้วัดด้านประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับกำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ในระดับดีหรือมากขึ้นไป แต่จากผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 100 ให้คะแนนในระดับดีและดีมาก แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินในทุกหัวข้ออยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม เนื้อหา และการใช้สื่อสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามที่กำหนดไว้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปแบบกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยในอนาคต 3. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากหลายปัจจัยที่สนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ประการแรกคือการวางแผนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามกำหนดเวลา ประการที่สองคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ประการที่สามคือการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย ทำให้การสื่อสารมีความน่าสนใจและสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เนื้อหาที่นำเสนอมีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับความสนใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จึงทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัย ปัจจัยทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 4. สิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ควรส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา (content) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้และกิจกรรมของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ควรมีการติดตามและประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสารในแต่ละช่วงเวลา อีกทั้งควรขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองในวงกว้าง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยในระยะยาว 5. การปรับปรุงและพัฒนา ในอนาคต ควรมีการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการใช้สื่อดิจิทัลและสิื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบ เช่น การผลิกสื่อวิดีโอเชิงสร้างสรรค์ การถ่ายทอดประสบการณ์ของนักศึกษาและศิษย์เก่า รวมถึงการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรและโอกาสทางวิชาชีพอย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ควรมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนมัธยมศึกษา หน่วยงานวิชาชีพ และองค์กรภายนอก เพื่อขยายโอกาสในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น  ควรมีการพัฒนาระบบประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาปรับปรุงกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการเป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มีการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link https://www.facebook.com/rangsitpharmacy ยอดผู้ติดตาม 2.2 หมื่นคน https://www.youtube.com/ @วิทยาลัยเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย https://www.facebook.com/reel/1387137142906769 https://www.instagram.com/p/DTacNnhAckj/ https://www.youtube.com/watch?v=icKH3P1yxmE&t=1s

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา ก่อนเริ่มโครงการ วิทยาลัยขาดการสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ข้อมูลความสำเร็จถูกจำกัดอยู่ภายในหน่วยงาน หรือช่องทางสื่อสารเดิมที่มีความไม่ทันสมัย ทำให้ขาดภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่ง (Brand Equity) ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) และการยอมรับ (Brand Acceptance) ต่อวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์จากสังคมภายนอกผ่าน Digital Platform ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์    รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ Digital Marketing Analytics: การวิเคราะห์ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อวางกลยุทธ์คอนเทนต์ Reputation Management: การบริหารจัดการชื่อเสียงองค์กร 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)  ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง O5.2 กลุ่มคณะวิชามีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับระดับชาติ/นานาชาติ รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนผู้ติดตามและ Engagement Rate บนสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกเดือนและจำนวนความร่วมมือ (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เกิดขึ้น ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) พื้นที่ข่าว (Media Impression) ในสื่อกระแสหลักหรือสื่อวิชาชีพด้านวิศวกรรม ขั้นตอนการดำเนินงาน Audit & Design: สำรวจภาพลักษณ์ปัจจุบันและออกแบบสื่อสังคมออนไลน์ Content Factory: ผลิตคอนเทนต์ เช่น กิจกรรมในแล็บ, ผลงานนักศึกษา ออกสื่อ TikTok International Network: จัดกิจกรรม Engineering Camp เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์สู่ภายนอก Reputation Monitoring: ติดตามการพูดถึงวิทยาลัยในวงกว้าง ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณประชาสัมพันธ์ดิจิทัล, เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดีย, ทีมงานกราฟิกและวิดีโอ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จัดทำ Content ทุกรูปแบบลง TikTok เพื่อเปิดการรับรู้สู่สังคมภายนอก ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: ข้อมูลพื้นฐานในการทำคอนเทนต์ (Content Marketing) จากอาจารย์และนักศึกษาถูกส่งมาช้า แนวทางแก้ไข: บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางดิจิทัล (Social Listening) และการประเมินจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ติดตามและกดไลก์คอนเทนต์วิทยาลัยเพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยวันเริ่มต้น 23 พ.ย. 2568 มีจำนวนผู้ติดตาม 630 คน และกดถูกใจ 17.5K จนถึงวันที่ 13 มี.ค. 2569 มีจำนวนผู้ติดตาม 1442 คน และกดถูกใจ 49.5K และเกิดความร่วมมือวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ เช่น บริษัท Chelove ในเครือ Guangzhou Automobile Group Motor Co., Ltd บริษัท Midas Thailand บริษัท Schneider Electric สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ บริษัท Betsukawa Corporation HAECO Xiamen Hunan Railway Professional and technical College BYD Thailand การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ การรับรู้แบรนด์ (Engagement Rate) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นไปตามตัวชี้วัด มีความร่วมมือสากล (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความต่อเนื่องและการเลือกใช้ Content ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาคอนเทนต์ให้มีความหลากหลายทางภาษา เช่น คอนเทนต์ภาษาอังกฤษสำหรับดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) เพื่อให้เป็นมาตรฐานการทำงานของวิทยาลัย 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link https://www.tiktok.com/@rsu_en https://www.tiktok.com/@rsu_en/video/7574438966494006536?_r=1&_t=ZS-94g4Hf3xH9U

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก ผู้จัดทำโครงการ​ นายคเณศ แก้วบุญส่ง สำนักงานกิจการนักศึกษา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา สภาพปัญหา/ความท้าทาย: ช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ: บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีความรู้ทางวิชาการ แต่อาจขาดทักษะที่จำเป็นในการทำงานจริง (Soft Skills) เช่น การทำงานเป็นทีม, การสื่อสาร, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ถูกมองในเชิงพัฒนาการ: กิจกรรมชมรมมักถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการ มากกว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ ขาดการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษามีโอกาสน้อยในการสัมผัสและเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการนำความสามารถไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม โอกาสในการพัฒนา: กิจกรรมชมรม โดยเฉพาะ “ชมรมโคโรลิซึ่ม” เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab)” ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ทุกโครงการของชมรม ตั้งแต่การวางแผน การซ้อม ไปจนถึงการจัดแสดง เป็นกระบวนการที่สามารถบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานได้อย่างครบถ้วน   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อถอดบทเรียนและสร้างองค์ความรู้จากกิจกรรมชมรม โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ คือ เพื่อสร้างเสริมทักษะการทำงานที่จำเป็น (Essential Skills): พัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหา ผ่านการจัดกิจกรรมจริง เพื่อปลูกฝังคุณลักษณะการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship): ส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตและสุขภาวะที่ดี: ให้นักศึกษารู้จักการแบ่งเวลา, การจัดการความเครียด และสร้างวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานอย่างมีความสุข เพื่อสร้างต้นแบบ (Model) การเรียนรู้นอกห้องเรียน: แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมชมรมสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานได้ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  อื่น ๆ (โปรดระบุ) – หลักการบริหารโครงการเบื้องต้น (Project Management – PDCA) – ทฤษฎีการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ – ความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ – ความรู้ด้านสุขภาวะจากการออกกำลังกาย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                  – ประสบการณ์และทักษะการบริหารจัดการของ นักศึกษารุ่นพี่และคณะกรรมการชมรม             – เทคนิคการสอนจากนักศึกษารุ่นพี่ และการให้คำปรึกษาของ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม             – ทักษะและความสามารถเฉพาะตัวด้านการเต้น การออกแบบท่าเต้นของ สมาชิกชมรม   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                    แนวปฏิบัตินี้เป็นการผสมผสานความรู้ทั้งสองประเภท โดยนำหลักการ (Explicit) มาเป็นกรอบในการวางแผนกิจกรรม และใช้ประสบการณ์ตรง (Tacit) ของนักศึกษาและอาจารย์ในการลงมือปฏิบัติ, แก้ปัญหา, และตัดสินใจจริงในแต่ละโครงการ ทำให้เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (IMAGE AND REPUTATION) โปรดระบุ KR  05.3 การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักศึกษา (STUDENT LIFE EXPERIENCE) รายละเอียดตัวชี้วัด นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษา ปีการศึกษา 2566 ร่วมแสดงงาน RSU Night 2023 ปีการศึกษา 2567 ร่วมแสดงงาน ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2567 ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน Higher Level Showcase 2025 จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน โครงการ ขับขี่ปลอดภัย ใส่หมวกนิรภัยห่วงใยชีวิตนักศึกษาและชุมชน                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน Plan (วางแผน):  ประชุมทีมงาน (นักศึกษาแกนนำ) เพื่อระดมสมอง กำหนดวัตถุประสงค์, คอนเซ็ปต์, และเป้าหมายของกิจกรรม แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ (ฝ่ายออกแบบท่าเต้น, ฝ่ายสถานที่, ฝ่ายประชาสัมพันธ์, ฝ่ายงบประมาณ) จัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) และกำหนดกรอบเวลา (Timeline) Do (ปฏิบัติ):  ดำเนินการตามแผน: ออกแบบและฝึกซ้อมการแสดง, ประชาสัมพันธ์กิจกรรม, จัดหางบประมาณและอุปกรณ์ ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จัดกิจกรรม/โครงการตามวันที่กำหนด Check (ตรวจสอบ):   รวบรวมข้อมูลเพื่อวัดผล: สังเกตการณ์, จัดประชุมทีมงานเพื่อสะท้อนผล (After Action Review) เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ Act (ปรับปรุง): สรุปบทเรียน (Lesson Learned) ทั้งข้อดีและข้อที่ควรปรับปรุง สรุปโครงการ และนำข้อเสนอแนะไปใช้ในการวางแผนโครงการต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ: งบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต สำนักงานกิจการนักศึกษา สโมสรนักศึกษา สถานที่: ห้องซ้อมเต้น, เวที หรือพื้นที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย อุปกรณ์: เครื่องเสียง, อุปกรณ์ประกอบฉาก, ชุดการแสดง บุคลากร: สมาชิกชมรม, คณะกรรมการ, อาจารย์ที่ปรึกษา, และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สื่อ: ช่องทางการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย และ Social Media ของชมรม (Facebook, Instagram,Youtube,Tiktok) 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ขั้นวางแผน: ทีมงานประชุมและกำหนดรูปแบบในการเต้นเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของงานที่ได้รับโจทย์มาจากทางผู้จัดงาน โดยแบ่งทีมรับผิดชอบชัดเจน มีการวางแผนการแสดง ออกแบบท่าเต้น จัดหาสถานที่ฝึกซ้อม การจัดหานักแสดง งานสวัสดิการ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม งานปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมไปถึงงานตรวจสอบเช็คชื่อทีมงานและงานบริหารงบประมาณ เป็นต้น ขั้นปฏิบัติ: ทีมประชาสัมพันธ์จัดทำโปสเตอร์ผ่าน Social Media เพื่อจัดหานักแสดง เพื่อร่วมทำการฝึกซ้อมอย่างน้อย 15 วัน ก่อนทำการแสดงจริง โดยให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ผลการดำเนินงาน: โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี มีผู้เข้าร่วมชมและ   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: สมาชิกขาดความต่อเนื่องในการมาฝึกซ้อม      – แนวทางแก้ไข: สร้างข้อตกลงร่วมกันในทีม, จัดตารางซ้อมที่ยืดหยุ่น, และใช้ระบบ buddy (เพื่อนช่วยเพื่อน) เพื่อกระตุ้นและให้กำลังใจกัน ปัญหา: งบประมาณสำหรับจัดหาชุดและอุปกรณ์มีจำกัด             – แนวทางแก้ไข: จัดกิจกรรมระดมทุนภายในชมรม, ขอการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก(สปสช), และส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการ DIY อุปกรณ์ประกอบฉาก ปัญหา: ความขัดแย้งทางความคิดในการออกแบบท่าเต้น             – แนวทางแก้ไข: จัดให้มีช่วง “Creative Session” ที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างอิสระ และใช้การตัดสินใจแบบประชาธิปไตยโดยมีหัวหน้าทีมเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล มีอาจารย์ที่ปรึกษาและรุ่นพี่ สังเกตการณ์ พัฒนาการของนักศึกษาสมาชิกชมรม ในเรื่องของการพัฒนาSoft Skills ซึ่งวัดได้จากผลสัมฤทธิ์ของการแสดงในแต่ละงานที่สำเร็จเป็นอย่างดี วัดผลลัพธ์โครงการ: จำนวนผู้เข้าร่วมงาน, และเสียงตอบรับ (Feedback) จาก Social Media การสะท้อนผล: จัดประชุม After Action Review (AAR) หลังจบทุกโครงการเพื่อให้นักศึกษาสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้และปัญหาที่พบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านทักษะ: นักศึกษาที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการมีทักษะ Soft Skills โดยเฉพาะด้านการทำงานเป็นทีมและการวางแผน โดยวัดจากความสำเร็จของการทำงานแต่ละงานที่เกิดขึ้น ด้านประสบการณ์: นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริงครบวงจร ตั้งแต่การคิดริเริ่มไปจนถึงการสรุปผล ซึ่งสร้างความมั่นใจในการทำงานในอนาคต ด้านความเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความสามารถของตนเองทำประโยชน์เพื่อสังคม และได้เรียนรู้การทำงานกับผู้ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ด้านสุขภาวะ: นักศึกษาได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักการจัดการความเครียดจากการเรียนได้ดีขึ้น การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ      ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบรรลุตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ทุกประการ คือนักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษาซึ่งเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Passion ของนักศึกษา: ความรักและความทุ่มเทในการเต้นเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด การทำงานเป็นทีม: การมีเป้าหมายร่วมกันและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกในชมรม บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา: การทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) และผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) แทนการสั่งการ ทำให้นักศึกษามีอิสระในการคิดและตัดสินใจ การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย: การสนับสนุนด้านงบประมาณและสถานที่อย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จัดเตรียมและสรรหาทีมงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างคณะกรรมการชมรมรุ่นต่อไปให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ให้คณะกรรมการชมรมและสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมอบรมเพิ่มเติมในทักษะที่ยังขาด เช่น การบริหารการเงิน, การขอรับทุนสนับสนุนจากภายนอก ที่สำนักงานกิจการนักศึกษาจัดขึ้นในทุกปี ร่วมถึงขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม สร้างเครือข่าย: สร้างความร่วมมือกับชมรมอื่นๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อจัดโครงการขนาดใหญ่ขึ้นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน ถอดบทเรียนเป็นโมเดล: พัฒนา “โมเดลกิจกรรมชมรมเพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองโลก” เพื่อให้ชมรมอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้: เสนอให้ฝ่ายวิชาการและฝ่ายกิจการนักศึกษาพิจารณาแนวทางการเทียบโอนชั่วโมงกิจกรรมเป็นหน่วยกิตกิจกรรม หรือการบันทึกทักษะที่ได้รับลงใน Transcript เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาเข้าร่วม จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้: จัดงาน “Student Club Showcase” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้แต่ละชมรมได้นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีและผลงานของตนเอง 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkรับชมข้อมูลเพิ่มเติม : https://bit.ly/4hzdbnQ

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 “CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด และ รศ.ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ คณะนวัตกรรมเกษตร 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินโครงการพัฒนานักศึกษา “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” มาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557) โครงการนี้ริเริ่มขึ้นจากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ที่ส่งผลให้ “พิธีสู่ขวัญข้าว” และคติความเชื่อเรื่องพระแม่โพสพ ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ กำลังเลือนหายไปจากวิถีชีวิตเกษตรกรไทย                ปัญหาสำคัญที่พบคือ จำนวนผู้ประกอบพิธี (หมอทำขวัญข้าว) ลดลงอย่างต่อเนื่องและขาดผู้สืบทอด หากไม่มีการรวบรวม บันทึก และจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวปราชญ์ชาวบ้าน (Tacit Knowledge) เช่น ขั้นตอนพิธีกรรม บทสวด และความหมายเชิงสัญลักษณ์ จะสูญหายไปอย่างถาวร โครงการนี้จึงนำกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) มาบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและสืบสานภูมิปัญญานี้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการเคารพธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหาร ประเด็นความท้าทายบางอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่   1. การสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนักศึกษาหรือเยาวชนมีความสนใจหรือทัศนคติแตกต่างจากรุ่นปู่ย่า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” ต่อเนื่องมากกว่า 12 ปี กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างพื้นที่เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายและเกิดการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นจากรูปแบบผสมผสานกับการรับน้องใหม่ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับพิธีการดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจ 2.การเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีให้เข้ากับประเด็น SDGS ในยุคปัจจุบัน  การทำกิจกรรมดังกล่าวต้องชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวกับแนวคิดและความเชื่อของประเพณีกับการพึ่งพาธรรมชาติ การเคารพธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ การทำเกษตรแบบยั่งยืนในสภาวะที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางอาหาร การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาต้องมีจุดที่สมดุลระหว่างแบบเก่ากับแบบใหม่ เพราะถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีทั้งหมด อาจได้ประโยชน์ความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ แต่ขาดความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาควร เช่นการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ควรมีการส่งเสริมการทำพิธีเรียกขวัญข้าวควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของประเพณีสู่ขวัญข้าวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลดบทบาทของพิธีสู่ขวัญข้าวในวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวนาไทยในปัจจุบัน ดังนั้น การนำประเพณีดังกล่าวมาผสานกับกิจกรรมรับน้องใหม่จึงเป็นการถ่ายทอดและอนุรักษ์องค์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าว เพื่อให้เยาวนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของประเพณี ฯ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องรักษาให้สามารถคงอยู่และปรับตัวได้ในบริบทของสังคมร่วมสมัยพร้อมทั้งสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ประเพณีดังกล่าวสามารถดำรงอยู่และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในบริบทของสังคมร่วมสมัยและในอนาคตประเด็นต่างๆเหล่านี้ จะช่วยเสริมให้ประเพณีมีความสำคัญและมีคุณค่าควรแก่การสืบสานต่อไปในอนาคต   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้คือ การเพิ่มความพึงพอใจของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยประเมินระดับความพึงพอใจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ในด้านต่างๆได้แก่ ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว ความพึงพอใจด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ความพึงพอใจด้านความพร้อมของสถานที่จัดงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                               อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                                         ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                                  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้และกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)  แนวปฏิบัตินี้มุ่งเน้นการสกัดความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) จากตัวบุคคล (แม่ครูเจ้าพิธี/ปราชญ์ชาวบ้าน) ให้ออกมาเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โดยมีการดำเนินงานดังนี้: การสกัดความรู้ (Knowledge Extraction): ถอดองค์ความรู้จากแม่ครูเจ้าพิธี ทั้งในส่วนของ “บทเรียกขวัญข้าว” ที่ใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกและเก็บเกี่ยว และรายละเอียดของ “เครื่องบวงสรวง” (เช่น กรวยก้นแหลม ขนมห่อ ข้าวต้มมัด หมากพลู) การรวบรวมและจัดเก็บ (Knowledge Storage): บันทึกองค์ความรู้ เทคนิคการดำนา การเพาะกล้า และพิธีกรรม จัดทำเป็นชุดความรู้เพื่อใช้ถ่ายทอดให้นักศึกษาทุกชั้นปี การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer): ส่งผ่านความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านและคณาจารย์ สู่นักศึกษาผ่าน “การลงมือปฏิบัติจริง” และ “กิจกรรมเสวนาวิชาการ” แบบครบวงจร (ตั้งแต่เทคโนโลยีการผลิตไปจนถึงการแปรรูป) บทเรียกขวัญข้าว หรือคำเรียกขวัญข้าวที่แม่ครูใช้ในพิธี ทุกปี มีคำว่า ดังนี้ “แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา เชิญมาเถิดแม่มา มาทำมาหากินในฟื้นแผ่นดินนี้ ขอให้ลูกนี้เป็นเศรษฐีชาวนา ขอให้เป็นพ่อค้าบ้านนอก ขอให้วัวควายเต็มคอก คุ้มแอก คุ้มไถ คุ้มไร่ คุ้มนา คุ้มเคราะห์ คุ้มโศก คุ้มโรคโรคา คุ้มนก คุ้มหนู คุ้มปู คุ้มปา คุ้มงู คุ้มเหี้ย อย่าให้เพลี้ยกินนา อ้ายหนอนอัปรีย์อย่าให้มีเข้ามา สัพพะโภสาวินาสันติ”  บทเรียกขวัญดังกล่าวใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกข้าวและเกี่ยวข้าว  การวางแผนและตัวชี้วัดความสำเร็จ (Plan & KPIs) เป้าหมาย: เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม และสร้างความพึงพอใจระดับมาก-มากที่สุด แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 5  การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management) โปรดระบุ  KR5.1.2 จำนวนกิจกรรม/โครงการระดับชาติหรือนานาชาติ ที่มุ่งเน้น การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม โดยความ ร่วมมือกับองค์กรภายนอก/บุคคลภายนอก ที่ก่อให้เกิดคุณค่า/มูลค่าเพิ่มแก่สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย) รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก: สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (KR5.1.2) การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรภายนอก เชิงปริมาณ: จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 100 คน (นักศึกษา บุคลากร ชุมชน และเครือข่ายต่างประเทศ) เชิงคุณภาพ: ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 00 ขึ้นไป (ร้อยละ 80 ขึ้นไป) ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการสโมสรนักศึกษาฯ ผู้รับผิดชอบ ประชุมเพื่อวางแผนกำหนดการดำเนินงาน วางแผนแนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินงาน เขียนแผนโครงการฯ เพื่อขออนุมัติจัดทำ มอบหมายหน้าที่กับคณะทำงาน ในการจัดทำโครงการฯ เตรียมแผนและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ดำเนินงานการประสานงานระหว่างคณะทำงาน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมโครงการฯ จัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่กำหนด กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ (ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี) กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ (ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี) สรุปผล ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการฯ                        ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)   ลำดับ รายการ ยอดรวม (บาท) 1 ค่ค่าเดินทาง (2 รอบ ปลูกข้าวกับเกี่ยวข้าว) 29,000 2 ค่าวัสดุและอุปกรณ์จัดกิจกรรม บายศรี เครื่องบูชา 5,800 3 ค่าประชาสัมพันธ์/จัดทำเอกสาร 1,000 4 ค่าเตรียมดิน/ต้นกล้าสำหรับปลูกข้าว 5,000 5 ค่าอาหารกลางวัน/ว่าง/อาหารเย็น 24,672 6 ค่าวิทยากร (แม่ครูเจ้าพิธี) รวม 4,800 70,272                                                3. การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติจริงแบบบูรณาการ (Do) ดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับวงจรชีวิตนักศึกษา: การเพาะกล้าข้าวและการปักดำในกิจกรรมปลูกข้าววันแม่ ในช่วงเดือนสิงหาคม  : ถ่ายทอดเทคนิคการดำนาจากเกษตรกรต้นแบบ เรียนรู้การจัดการน้ำและดินตามสภาพพื้นที่ พิธีสู่ขวัญข้าวและบายศรีสู่ขวัญน้องใหม่: บูรณาการการรับน้องเชิงสร้างสรรค์เข้ากับพิธีกรรมทางวัฒนธรรม คณาจารย์ผูกแขนรับขวัญ สร้างความผูกพัน การเสวนาวิชาการ: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านข้าวแบบครบวงจรจากอธิการบดี ผู้บริหาร และปราชญ์ชาวบ้าน กิจกรรมเกี่ยวข้าววันพ่อ : จัดช่วงเดือน ธันวาคม นักศึกษาลงมือเกี่ยวข้าวด้วยเคียวแบบโบราณ พร้อมจัดเตรียมเครื่องบูชาแม่โพสพอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี การร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก : ในเวทีเสวนาวิชาการ ได้รับเกียรติจาก คุณไอรินทร์ อมรสินศิรรัฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก ให้เกียรติมากล่าวต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาพร้อมทั้งร่วมพิธีสู่ขวัญข้าวและเกี่ยวข้าวร่วมกับผู้บริหารและนักศึกษา และในส่วนของ พิธีเรียกขวัญข้าว  ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายอิสรายศ บุญเพิ่ม ครูโรงเรียนบ้านเขาเพิ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก โทรศัพท์ 0959061083 เป็นผู้ทำพิธี เรียกขวัญข้าว                       ประเพณีสู่ขวัญข้าวเป็นอีกประเพณีหนึ่งของชาวนาที่มีคุณค่ามากในมิติทางสังคม ทำให้หลายๆภาคส่วนพยายามอนุรักษ์และสืบสานต่อในหลายๆชุมชน วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาเอกชน ที่มีวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร ที่มีทั้งคณะนวัตกรรมและคณะเทคโนโลยีอาหาร ที่บูรณาการองค์ความรู้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสในการสืบสานประเพณีโบราณนี้ไว้ ไม่ว่าจะมีส่วนช่วยสืบสานในทางตรงหรือทางอ้อม ก็ถือว่านักศึกษาหรือเยาวชนมีโอกาสได้เห็น ได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ เพราะ พิธีสู่ขวัญขวัญข้าว ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนา มีความสบายใจ ที่ได้ขอขมาและไหว้แม่โพสพ หากไม่ได้รับการ บันทึกและสืบสานต่อพิธีกรรมสู่ขวัญข้าวอาจจะเลือนหายไปจากชุมชนชาวนา ผู้ให้ข้อมูลจึงเห็นควรอนุรักษ์และสืบสานให้เป็นเอกลักษณ์ ในแต่ละชุมชนที่มีการปลูกข้าว  เพื่อให้พิธีกรรมสู่ขวัญข้าวยังคงอยู่ และให้นักศึกษาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิธีกรรมสู่ขวัญข้าว ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมในการเตรียมงาน เตรียมเครื่องบูชาหรือของเซ่นไหว้  มีส่วนร่วมในการเผยแพร่กิจกรรมดังกล่าว ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีผู้ชมเข้าถึงได้อย่างมากมาย ซึ่งถือว่าเป็น Soft Power  ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา/อุปสรรค แนวทางแก้ไข ด้านสถานที่จัดกิจกรรม : ระยะทางไกล  (ม.รังสิต ถึง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี)  จำนวนห้องน้ำไม่เพียงพอ หาสถานที่ที่ใกล้  ที่มีความพร้อมด้านสถานที่แปลงนา ที่พัก ห้องน้ำ ที่เพียงพอกับจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ด้านพิธีการ: แม่ครูเจ้าพิธีให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติและที่มาของประเพณีเรียกขวัญข้าว  หาแม่ครูเจ้าพิธีหมอเรียกขวัญข้าวที่มีประสบการณ์   4. การตรวจสอบและวัดผล ดำเนินการประเมินผลแบบ 360 องศา (แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์) ผลการดำเนินงานสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้: บรรลุตัวชี้วัดเชิงปริมาณ: มีผู้เข้าร่วมถึง 190 คน (สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 คน) ประกอบด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ชุมชน และนักศึกษาแลกเปลี่ยน/ศาสตราจารย์จากประเทศญี่ปุ่น บรรลุตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ: ผู้ตอบแบบประเมิน (ร้อยละ 63.16) มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 82.40 โดยเฉพาะความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณี (ร้อยละ 85.83) และด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ (ร้อยละ 83.33) ความสำเร็จต่อเนื่อง (ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามเกณฑ์รางวัลดีเด่น): โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 12 รอบ (12 ปีการศึกษา) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความยั่งยืนของกระบวนการและคุณค่าที่องค์กรได้รับ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น   1) จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 190 คน  แบ่งเป็น คำนวณร้อยละผู้ตอบแบบประเมิน ข้อ 1 *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ ผู้บริหาร คณะอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 100 คน กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ ผู้บริหาร คณอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 50 คน มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 120 คนจาก 190 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ความพึงพอใจ ข้อที่ 1 ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 63 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.66   ความพึงพอใจ ข้อที่ 2 ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว คำนวณผลประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการที่เลือกระดับมาก –  มากที่สุด ข้อ (2-6)  *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ตอบแบบประเมิน ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 68 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 17 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 85.83   ความพึงพอใจข้อที่ 3 ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 62 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 34 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 24 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 80   ความพึงพอใจข้อที่ 4 ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 64 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 36 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 20 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 83.33   ความพึงพอใจข้อที่ 5 ด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 60 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 38  คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.67 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ค่าเป้าหมายที่ตั้ง ผลการดำเนินงานที่ได้ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 100 คน มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 190 คน ร้อยละของผู้ตอบแบบประเมิน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 120 คิดเป็นร้อยละ 63.16 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย มากกว่าร้อยละ 80 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย ข้อที่ 1-5 ร้อยละ 82.40 5. การปรับปรุงและพัฒนา ปัจจัยความสำเร็จ: การนำข้อเสนอแนะจากวงรอบปีก่อนๆ มาแก้ไขอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การแบ่งงานให้นักศึกษาทุกชั้นปีมีส่วนร่วม และการเปิดโอกาสให้ชุมชนและศิษย์เก่าเข้ามามีบทบาท การแก้ไขปัญหา: มีการปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าร่วม และคัดเลือกแม่ครูเจ้าพิธีที่มีประสบการณ์สูงเพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง การเผยแพร่และนำไปใช้ (Dissemination & Adoption): เกิดการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ โดยมีศาสตราจารย์และนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมและนำแนวคิดเชิงวัฒนธรรมนี้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็น Soft Power ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้หน่วยงานและชุมชนภายนอกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง แผนการขยายผลแนวปฏิบัติ (Future Scaling): กำลังดำเนินการยกระดับความรู้ที่จัดเก็บนี้ ไปบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก (อบต., เกษตรอำเภอ/จังหวัด) เพื่อจัดประกวด “การเรียกขวัญข้าว 4 ภาค” และ “ประกวดคลิปสั้นคำร้องเรียกขวัญข้าวสำหรับเยาวชน” ซึ่งจะเป็นการส่งมอบแนวปฏิบัตินี้ให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระดับชาติ   6. ข้อมูลประกอบ ภาพประกอบการทำกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” รูปภาพ

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” Read More »

 
Scroll to Top