ยุทธศาสตร์ที่ 2

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.สุพานิช อังศิริกุล , อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ และ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ                 ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับบริษัทในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า สถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้   องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ ศิษย์เก่า และบริษัท ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้                 ออกแบบและพัฒนาระบบ HR ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยออกแบบและพัฒนาตาม Requirement ของบริษัท โดยมีศิษย์เก่า พนักงานของบริษัท อาจารย์ร่วมให้คำแนะนำในการดำเนินงาน ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม            ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด      อ.สุพานิช อังศิริกุล, อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์  และดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 การพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ขั้นตอนการดำเนินงาน – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากบริษัท ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของสาขาวิชา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการระบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการออกแบบและพัฒนาระบบงานแบบมืออาชีพ จึงมีการจัดอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน หลังจากประชุมร่วมกับบริษัทเพื่อรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ – ทดสอบและแก้ไขระบบ ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้บริษัทเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของบริษัทได้อย่างแท้จริง – ส่งมอบระบบให้กับบริษัท หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับบริษัทอย่างเป็นทางการ 3. การลงมือปฏิบัติ 1) การประชุมระดมสมองและกำหนดรายละเอียดโครงการ                 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนบริษัทซึ่งเป็นศิษย์เก่า เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการขององค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน แผนการดำเนินงาน และทรัพยากรที่จำเป็น ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน 2) การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะนักศึกษา                 ได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสารสนเทศ การออกแบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และการบริหารโครงการ เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงวิชาชีพและเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับสถานประกอบการได้จริง  3) การออกแบบและพัฒนาระบบต้นแบบ       นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึก ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และพัฒนาระบบต้นแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของบริษัท โดยมีการประสานงานและรับข้อเสนอแนะจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่พัฒนามีความสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริง 4) การทดสอบ ปรับปรุง และตรวจสอบคุณภาพระบบ                 มีการทดสอบระบบทั้งในระดับฟังก์ชันและการใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้จากบริษัททดลองใช้งาน พร้อมเก็บข้อมูลข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่งผลให้ระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น 5) การส่งมอบระบบและถ่ายทอดองค์ความรู้                 ได้ดำเนินการส่งมอบระบบให้แก่บริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำระบบไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข 1) ความต้องการของผู้ใช้งานยังไม่ชัดเจนในระยะแรก ปัญหา: ความต้องการของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ แนวทางแก้ไข: ใช้กระบวนการประชุมติดตามงานเป็นระยะ และพัฒนาระบบแบบต้นแบบ (Prototype) เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพและให้ข้อเสนอแนะได้รวดเร็ว 2) ความแตกต่างของทักษะนักศึกษาในทีมพัฒนา ปัญหา: นักศึกษามีระดับความรู้และประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้การทำงานบางช่วงล่าช้า แนวทางแก้ไข: จัดการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด จัดกิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม และให้คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด 3) ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนาระบบควบคู่กับการเรียน ปัญหา: นักศึกษาต้องบริหารเวลาเรียนและการพัฒนาระบบพร้อมกัน แนวทางแก้ไข: ใช้แนวคิดการบริหารโครงการแบบ Agile แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 4) การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงมีข้อจำกัด ปัญหา: การเข้าถึงข้อมูลจริงและผู้ใช้งานจริงมีข้อจำกัดในบางช่วงเวลา แนวทางแก้ไข: สร้างชุดข้อมูลจำลองสำหรับการทดสอบ และกำหนดช่วงเวลาทดลองใช้งานร่วมกับบริษัทอย่างเหมาะสม 5) ความเสถียรและความปลอดภัยของระบบก่อนใช้งานจริง ปัญหา: ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความปลอดภัยของระบบก่อนส่งมอบ แนวทางแก้ไข: ดำเนินการทดสอบหลายรอบ ตรวจสอบข้อผิดพลาด และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจนระบบมีความพร้อมใช้งาน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินผลการดำเนินโครงการใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้สะท้อนผลลัพธ์ของการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการอย่างรอบด้าน โดยมีแนวทางดังนี้ การประเมินจากความสำเร็จของระบบที่พัฒนา โดยพิจารณาความสามารถของระบบในการตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ความถูกต้องของการทำงาน ความเสถียร และความพร้อมในการใช้งานจริง การประเมินทักษะและสมรรถนะของนักศึกษา ซึ่งประเมินจากความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการบริหารโครงการ ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นจากบริษัท คณาจารย์ และนักศึกษา เพื่อประเมินคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ รวมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงาน การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงของผลลัพธ์กับการพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการสร้างคุณค่าทางสังคมตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถบรรลุเป้าหมายหลักของโครงการ โดย สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือระบบสารสนเทศที่นำไปใช้งานได้จริงในองค์กร นักศึกษาเกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศิษย์เก่า และภาคองค์กร ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมในอนาคต สนับสนุนเป้าหมายด้านการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก ความร่วมมือของทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และองค์กรภายนอก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) การให้นักศึกษาได้ทำงานกับปัญหาจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต กระบวนการพัฒนาแบบต่อเนื่องและยืดหยุ่น การทดสอบ ปรับปรุง และรับข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบมีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้จริง การกำกับดูแลและสนับสนุนจากคณาจารย์ คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ความต้องการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องมือด้าน Design Thinking และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้การพัฒนาระบบตรงกับความต้องการจริง เสริมสร้างทักษะเชิงเทคโนโลยีและการบริหารโครงการของนักศึกษา จัดอบรมเพิ่มเติมด้านเทคโนโลยีใหม่ แนวคิด Agile การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารเชิงวิชาชีพ เพิ่มกระบวนการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ กำหนดมาตรฐานการทดสอบ การสำรองข้อมูล และความปลอดภัยของสารสนเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว พัฒนาระบบติดตามผลหลังการส่งมอบ จัดให้มีการประเมินผลการใช้งานจริงขององค์กร เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการเรียนการสอนและโครงการในรอบถัดไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน หลักสูตรกำหนดเป้าหมายให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ทำการบริการวิชาการด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยใช้การทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นแรงจูงใจในการดึงนักศึกษาเข้าร่วมโดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพ ติดต่อกับศิษย์เก่า องค์กร/ชุมชน ที่อาจารย์มีความคุ้นเคยเพื่อรับฟังปัญหา และความต้องการในการนำความรู้ไปแก้ปัญหา โดยทำประชุมร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อได้นวัตกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนให้นักศึกษาช่วยกันออกแบบและพัฒนานวัตกรรม โดยใช้แนวคิด Design Thinking และ User-Centered Design เพื่อออกแบบโซลูชันที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ใช้จริงโดยมีอาจารย์และชุมชน/องค์กรให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง และปรับปรุงคุณภาพ รับข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่อง และเก็บข้อมูลความพึงพอใจ  ทำการส่งมอบและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยจัดทำเอกสาร คู่มือ และอบรมการใช้งาน เพื่อให้องค์กร/ชุมชนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน เผยแพร่ผลลัพธ์ของโครงการเพื่อให้นักศึกษาในรุ่นถัดไปเกิดความสนใจ ทำการจัดเก็บบทเรียนและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน รวบรวมผลลัพธ์ ปัญหา และแนวทางแก้ไข จัดทำเป็นคู่มือหรือ Template กลางของสาขาวิชา เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในโครงการถัดไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkhttps://tinyurl.com/3e9rc2bz

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์สุปรียา สุธรรมธารีกุล วิทยาลัยการออกแบบ 1. บริบทและความสำคัญ                กรณีศึกษา กระบวนการออกแบบ และแนวความคิดในการออกแบบ ของนักออกแบบ เป็นวิธีการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพ ให้แก่ผู้ศึกษา และเป็นโอกาสเรียนรู้ไปพร้อมกันกับการสร้างสรรค์ผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ด้วย คือนักออกแบบจากภูมิภาค เอเชีย คือ เรอิ คาวาคูโบ (Rei Kawakubo) นักออกแบบเสื้อผ้าชาวญี่ปุ่น เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในด้านการออกแบบแนวใหม่จากนักออกแบบทั่วโลก                จึงทำให้เกิดความท้าทายในการศึกษาวิจัย เพื่อหาคำตอบ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานของนักออกแบบญี่ปุ่น คือ Rei Kawakubo เจ้าของแบรนด์ Comme des Garçons ซึ่งเป็นผลงานแนวใหม่ หรือ Avant-Garde โดยมีผลงานที่แตกต่างจากนักออกแบบชาวตะวันตก นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยกับสมญานามว่า เป็น Decostructionist และมีแนวทางสร้างผลงานรูปแบบ Anti-Fashion โดยทั่วไปข้าพเจ้าจะเรียนรู้ และบันทึกความเป็นไป และได้ใช้แนวทางกรณีศึกษาและสรุปด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้มายังไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ยังไม่สามารถศึกษาได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากการทำความเข้าใจค่อนข้างยาก เพราะข้อมูลส่วนใหญ่มาจากนักประวัติศาสตร์แฟชั่น และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว                จนกระทั่ง Metropolitan Museum ในนครนิวยอร์ค ได้เชิญนักออกแบบดังกล่าว ไปแสดงผลงานจึงเกิดความชัดเจนขึ้น ว่า แนวความคิดของนักออกแบบ มีความเกี่ยวข้องกับปรัชญาวาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ซึ่งคาวาคูโบ(Kawakubo) มีประวัติการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ศิลปะ จึงมีความชื่อมั่นและมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ปรัชญาวาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น รวมทั้งสุนทรียศาสตร์เซน ตลอดจนวัฒนธรรม การเป็นอยู่ และการเมืองในประเทศตั้งแต่ยุคเฮอิอันจนถึงยุคคามาคุระตอนต้น จึงสามารถหาคำตอบ ถึงแรงบันดาลใจ แนวความคิดในการออกแบบ ผลงานออกแบบ ในบริบทของคาวาคูโบ และสามารถอธิบายได้ เกี่ยวกับนักออกแบบญี่ปุ่น Rei Kawakubo ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                เป้าหมายในการจัดการความรู้ เพื่อบรรลุ (1) เป้าหมายของงาน ให้มีมุมมองที่กว้างขวางในด้านกระบวนการออกแบบของนักออกแบบต่างชาติ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับปรัชญาวาบิ-ซาบิ สุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น รวมทั้งปรัชญาของศิลปะเซน และแนวความคิดของพุทธศาสนานิกาย เซน นอกจากนี้ยังทำความเข้าใจ ศิลปะของญี่ปุ่น ทั้งความเรียบง่ายและความชื่นชมในความงามที่ไม่ยั่งยืนอีกด้วย (2) เป้าหมาย ด้านการพัฒนานักศึกษาให้เพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบ (3) เป้าหมายของมหาวิทยาลัยรังสิต ความเป็นเลิศในวิชาการ และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้      (4) เป้าหมาย การเป็นสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ เพื่อการเอื้ออาทร แลกเปลี่ยนความรู้ รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้ให้กับบุคลากรทั้งอาจารย์และนักศึกษา ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.สุปรีย่า สุธรรมธารีกุล สังกัด สาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ วิทยาลัยการออกแบบ B.Sc. In Art Education, M.Sc. in Educational Technology (CU.Th.), MA.in Educational Psychology (Keio U. Japan), MA. In Fashion Design (U of Arts in UK)       รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ผู้รวบรวมความรู้ ได้ทำการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์มาเป็นเวลา 25 ปี ใช้ความรู้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบ และรวบรวมความรู้แนวทางการออกแบบ และแนววามคิดในการออกแบบ จากการศึกษาปรัชญาDeconstruction ในระดับปริญญาโท และได้ใช้แนวทางปรัชญา Deconstruction ในการสอนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความสนใจกระบวนการออกแบบขแงกลุ่มนักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่เป็นตัวอย่างสำคัญของกลุ่มการออกแบบแนว Avant-Garde และ Anti-Fashion จึงได้รวบรวม และได้ใช้แนวทางการออกแบบของกลุ่มนักออกแบบชาวตะวันตก และตะวันออก เป็นตัวอย่างให้แก่นักศึกษา เสมอมา รวมทั้งแนวความคิดของปรัชญาวาบิ-ซาบิ เพื่อใช้ในการออกแบบ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.5.1/1 การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” KR 2.5.1/1 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”บทความวิชาการตีพิมพ์ในระดับที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ ได้แก่การตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับชาติที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าได้ผ่านการประเมินจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer reviewer) ที่มาจากหลากหลายสถาบัน จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” -มีการประเมินผลโดย Focus group จำนวน 3 คน การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” -ผลงานสร้างสรรค์ได้รับรางวัลที่ 1 จาก peer reviewer ขั้นตอนการดำเนินงาน จากความรู้ที่ได้บันทึกไว้ ในการศึกษาผลงานของนักออกแบบทั้งตะวันตกและตะวันออก จึงได้เลือกผลงานที่สร้างสรรค์ในแนวก้าวหน้าของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น และประวัติการแสดงผลงาน ตลอดจน ผลงานที่ได้จัดแสดงในนิทรรศการที่ The Metropolitan Museum of Art 2018 ประวัติการศึกษาของนักออกแบบ ประวัติ ปรัชญาวาบิ-วาบิ และสุนทรียศาสตร์ ญี่ปุ่นทั้งเซน และวาบิ-ซาบิ วิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลการศึกษา ผลงานนักออกแบบคาวาคูโบที่ ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิ ปรัชญาสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์เซน การออกแบบตัดเย็บ เผยแพร่ ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ และบทความวิจัย โครงการวิจัยที่ 1 เผยแพร่ผลงานวิจัยโครงการที่1แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12th ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” งบประมาณ 123,000 บาท -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” งบประมาณ 139,250 บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ค้นคว้า รวบรวม บทความ วรรณกรรม เอกสาร สื่ออีเล็คโทรนิกส์ รูปภาพ และอื่นๆ ดูงาน ณ วิสาหกิจชุมชุนบ้านตูบแก้วคำ อ.เสริมงาม จังหวัดลำปาง เพื่อดูการผลิตเส้นใยฝ้าย ย้อม ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงการผลิตทอเป็นผืน (งบประมาณส่วนตัว) และในวิจัยต่อเนื่อง ได้ไปทัศนศึกษาวัฒนธรรม และสถานที่อ้างอิงเกี่ยวกับ วาบิ-ซาบิ ประเทศญี่ปุ่น(งบประมาณส่วนตัว) วิเคราะห์ข้อมูล และเริ่มทดลองออกแบบ ทดลองออกแบบพื้นผิว และโครงเสื้อ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”ทดลองสร้างโครงเสื้อ เรียบ และพื้นผิวเรียบง่าย เน้น แนวความคิดซาบิ หรือ ความเรียบง่าย และไม่แน่นอน -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”เน้นความคิดซาบิ หรือความอ้างว้าง และความเสื่อมโทรม เน้นโครงเสื้อ และพื้นผิวที่ผ่านกาลเวลา การเย็บมือเรียบง่าย  การผลิตผลงาน ตัดเย็บ ตัดเย็บและลองสวม แก้ไข และผลิจผลงานสำเร็จ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” ตัดเย็บผลงานสร้างสรรค์ 5 ชุด  -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”ตัดเย็บผลงานสร้างสรรค์ 5 ชุด (ใช้งบส่วนตัว 2 ชุด) เผยแพร่ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” เผยแพร่ บทความวิจัยฐาน TCI   -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12” ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินการสรุปข้อมูลปรัชญาวาบิ-ซาบิ เพื่อการวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้ข้อมูลดังกล่าวมาเป็นแนวความคิดในการออกแบบ Focus group ประกอบด้วยนักออกแบบและนักวิชาการ ผู้วิพากย์และวัดผลงาน ในการวิจัย การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” มิได้วิพากย์เกี่ยวกับปรัชญา วาบิ-ซาบิ อย่างไรก็ตาม readerผู้ตรวจผลงานวิจัยมีการวิพากย์เนื้อห้าวิจัยวาบิ-ซาบิและแนะนำให้ เผยแพร่ในวารสาร TCI ระกับนานาชาติ  ด้านงบประมาณมีปัญหา งบประมาณค่าใช้สอย ซึ่งวัสดุ ผ้าไทยที่มีราคาแพง ผู้ศึกษาจึงต้องใช้งบประมาณส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง สำหรับในเผยแพร่ ผลงานสร้างสรรค์สาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณค่านางแบบ การถ่ายภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีปัญหาในการของบประมาณ ช่วงบุกเบิก 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”ได้ใช้ การวัดผลโดยกลุ่ม Focus group ประกอบด้วยนักออกแบบและนักวิชาการ ผู้วิพากย์และวัดผลงาน ในการวิจัย 3 คน ใช้แบบสอบถาม แบบLinkert scale ประเมินผลในระดับดี และการประเมินรายงานการวิจัยจากสถาบันวิจัย -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” ใช้แบบสอบถาม มาตรฐานการให้แสดงผลงาน ของวิทยาลัยการออกแบบ โดยกลุ่ม peer group แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12” ได้รางวัลที่ 1 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้ความรู้และเข้าใจ ปรัชญาวาบิ-ซาบิ สุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์เซน ตลอดจนประวัติ และที่มา ตามวัตถุประสงค์ (รายวิจัยในเอกสารแนบ) มีความมั่นใจในการอธิบาย และทดลองใช้ กระบวนการออกแบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ ความเข้าใจในการออกแบบของนักออกแบบทั้งตะวันตก และตะวันออก ในเชิงวิชาการ มีวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากมุมแคบจนถึงมุมกว้างเพิ่ม การสร้างสรรค์ ในมุมมองใหม่ และการยอมรับในผลงานออกแบบจากความสามารถภายในตัวบุคคล(intuition) การยอมรับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทั้งความงามและเสื่อมโทรม ด้วยความจริงใจ การยอมรับในความลึกซึ้ง สัมผัสได้ด้วยจิตใจ หรือ Mono no Aware   มีความคิดในการทำวิจัย และการเขียนตำราทุก 2 ปี การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                  ผลลัพธ์ และเป้าหมายสามารถดำเนินการได้สำเร็จส่วนใหญ่ ยกเว้นการเผยแพรความรู้ให้กับวิสาหกิจ ชุมชน และการแชร์ความรู้ให้กับอาจารย์ทุกคนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์อย่างเป็นทางการ ยกเว้นการอ่านจากเอกสาร ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                การดูงานในประเทศญี่ปุ่น การทดลองใช้หลักการ และแนวทางสุนทรียศาสตร์ และปรัชญาทางตะวันออก เช่น วาบิ-ซาบิ ในการปฏิบัติการออกแบบด้วยตนเอง และทดลองใช้ปรัชญาดังกล่าวในการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี 5.1 นำเสนอผลงานวิจัย ณ เวทีวิจัยของสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ5.2 ใช้ข้อมูลในการสอนการออกแบบ และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อนักศึกษาและอาจารย์ในสาขาวิชาและสถาบันภายนอก5.3 พัฒนาผลงานที่ทดลองออกแบบให้เป็นไปได้ในวิสาหกิจชุมชน5.4 ใช้องค์ความรู้ในการเขียนตำรา ในอนาคต แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน       การใช้องค์ความรู้ในการเขียนตำราการออกแบบ และเผยแพร่ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย แก่วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจ SME 6. ข้อมูลประกอบ 6.1  Vol. 10 No. 1 (2023): January – June : https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jcsh/article/view/3292/2306 6.2 https://workinprogress-symposium.design/wp-content/uploads/2024/07/Symposium-2024.pdf รายงานการวิจัย 6.3.1 โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”2565 6.3.2 โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”2567

การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล คณะดิจิทัลอาร์ต 1. บริบทและความสำคัญ การนำองค์ความรู้ด้านศิลปะ การออกแบบ ดิจิทัลอาร์ตเพื่อใช้สร้างเป็นนวัตกรรมด้านส่งเสริมการศึกษาสำหรับผู้พิการ โดยต่อยอดพัฒนาจากโครงการผลิตสื่อการสอนศิลปะ แอนิเมชันเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะศิลปะ กิจกรรมสอนศิลปะสำหรับเด็กพิเศษ ด้วยระบบห้องเรียนอัจฉริยะและเทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) ซึ่งเห็นว่า การใช้นวัตกรรมด้านดิจิทัลอาร์ต สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับภาคการศึกษาพิเศษได้มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ ซึ่งภาคการศึกษาพิเศษภายใต้การดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งยังถือว่าขาดแคลนในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อน ที่ต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคการศึกษาพิเศษ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อการใช้นวัตกรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กพิเศษ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต         รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ นวัตกรรมนิทานสื่อปฏิสัมพันธ์มุ่งเน้นให้นักเรียนผู้มีความต้องการพิเศษฝึกรู้จักพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ การจดจำ เรียนรู้อารมณ์ รู้จักเหตุและผล การคำนวณอย่างง่าย และสามารถเข้าใจกฎกติกาพื้นฐานได้ โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญและจำเป็นสำหรับเด็กในยุคศตวรรษใหม่เด็กจะได้รับโดยตรงตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มอ่านนิทาน เมื่อฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่องตามหลักการสอนสำหรับเด็กพิเศษ การฝึกฝนข้างต้นจะสอดคล้องกับทักษะอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล การสื่อสาร การเชื่อมโยง และการคิดสร้างสรรค์จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้นเพื่อให้เด็กพิเศษ ได้นำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเป็นทักษะชีวิตในอนาคตได้ รวมถึงอิงกับทฤษฎีการเรียนรู้อย่างครอบคลุม เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ของเพียเจต์ (Piaget) ทฤษฎีการเรียนรู้ของไวกอตสกี้ (Vygotsky) ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Bruner) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) แนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori) แนวการสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia)  เป็นต้น นอกจากนี้การจัดอบรมครูผู้สอนในการประยุกต์เครื่องมือในการสอนเพื่อสร้างครูต้นแบบให้พร้อมส่งต่อทักษะแก่ครูรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์คนพิการและเด็กด้อยโอกาส เข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานยุทธศาสตร์ที่ 2     โปรดระบุ KR  2.3.1/1                                                          รายละเอียดตัวชี้วัด (ใช้กำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน) ออกแบบจัดทำสื่อนิทานปฏิสัมพันธ์ 1 ชุด จำนวน 15 เรื่อง จัดพิมพ์หนังสือนิทาน จำนวน 10 เรื่อง (โดยคัดเลือกมาพิมพ์จำนวน 10 เรื่อง) 3. จำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง โรงเรียนละ 10 คน จาก 15 โรงเรียน อายุระหว่าง 6 – 12 ปี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการร้อยละ 80 ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) เด็กพิเศษเกิดการเรียนรู้ ประเมินชี้วัดด้านพัฒนาการ หลังกิจกรรมภาคสนาม โดยหลังการใช้สื่อในระยะเวลา 1 เดือน มีการพัฒนาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผลประเมินจากบุคลากรครูในกลุ่มเป้าหมายตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นที่ 1.1 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสถานศึกษาที่จัดระบบการศึกษาตรงตามประเภทกลุ่มเป้าหมาย สถานศึกษาที่จัดการศึกษาเรียนร่วมหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อชี้แจงแนวทางดำเนินงานและสืบข้อมูลนำมาวิเคราะห์สร้างเนื้อหาและรูปแบบการทำงานของสื่อ อย่างเหมาะสมตามความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมายจากแต่ละสถานที่คือปัจจัยชี้วัดทิศทางการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพ (เดือนกันยายน 2568) ขั้นที่ 1.2 คณะทำงานประชุมวางแผนงาน ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อสร้างแนวทางตามวัตถุประสงค์โครงการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอหัวข้อ เนื้อหา และขอบเขตงาน หัวหน้าโครงการพร้อมด้วยคณะทำงานทำการสืบค้นข้อมูลด่านต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวิเคราะห์ จัดประชุมเพื่อกำหนดแนวทางในการสร้างเนื้อหาและการออกแบบของสื่อ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออนิเมชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมตรวจสอบ เสริมคำแนะนำด้านรูปแบบระบบการสื่อสารของสื่อ แนะนำรูปแบบโครงสร้าง แนวทาง เนื้อหาหลักแต่ละเรื่องของสื่อ ชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน และแนะแนวทางแผนการสอนสำหรับกิจกรรมภาคสนามโดยใช้เนื้อหาที่แตกต่างกันเพื่อการวัดการประเมินผลสรุปผลโครงการ สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 โรงเรียน และร่วมกันวางรูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคสนาม (เดือนกันยายน 2568) ขั้นที่ 1.3 เมื่อได้ข้อมูลตั้งต้นจากการสืบค้นตามแหล่งต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิตสื่อโดยดำเนินการออกแบบสื่อก่อน กระบวนการดำเนินงานภายในโครงการได้วางแผนแบ่งดำเนินงานส่วนผลิตสื่อเป็น 2 งานหลัก ดังนี้ งานวางแผนการผลิตสื่อ (Pre-Production) นิทานปฏิสัมพันธ์สำหรับเด็กพิเศษ ดำเนินงานโดย – หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอนิเมชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ร่วมกันออกแบบเนื้อหา รวมถึงองค์ประกอบส่วนต่างๆ ของแต่ละเรื่อง และรูปแบบชุดฝึกทักษะวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 15 เรื่อง – หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันออกแบบรูปแบบการใช้งานสื่อปฏิสัมพันธ์ ออกแบบวิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหว ออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชัน จำนวน 15 งาน งานวางแผนออกแบบระบบแอปพลิเคชันนิทานเพื่อใช้งานบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมี การออกแบบเนื้อหาที่มีความถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และเข้าใจง่าย  การออกแบบตัวละครหลัก ตัวละครสมทบ ฉากและสิ่งแวดล้อมที่รูปร่างไม่ซับมากเกินไป  การออกแบบคอนเซปต์อาร์ต โทนแสงสี การออกแบบเลย์เอาท์ให้มีความลงตัวไม่กีดขวางอารมณ์ผู้อ่าน เหมาะสมกับอารมณ์และแนวทางของเนื้อหา  การออกแบบงานภาพกราฟิกต่างๆ วิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหวที่ต้องมีการจัดวางอย่างสวยงามกลมกลืนไม่รกจนเบี่ยงเบนจุดโฟกัสภาพของผู้ใช้งานหรือทำให้ผู้ใช้งานสับสน  การออกแบบโลโก้และอักษรหลักของแต่ละเรื่องต้องมีการมองเห็นได้ชัดเจน กลมกลืนเข้ากับอารมณ์ของเนื้อหาเรื่องนั้นๆ  การออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชันเพื่อให้สามารถดึงความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น เช่น การให้ผู้ใช้งานได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ในการแตะตัวเลือกว่าตัวละครจะตัดสินใจเลือกตัวเลือกไหน เพื่อให้นิทานได้ดำเนินต่อไปได้ เป็นต้น  การออกแบบชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน ที่จะช่วยดึงศักยภาพของพัฒนาการด้านการจดจำ การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์พื้นฐาน และการทำความเข้าใจกฎกติกาของการเล่นหรือการเข้าสังคม เช่น ตัวละครในนิทานถามชื่อของผู้ใช้งานเพื่อโต้ตอบกับผู้ใช้งาน หรือตัวละครตั้งคำถามกับผู้ใช้งานเพื่อให้ตอบ “ได้” หรือ “ไม่ได้” โดย หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ตามความเหมาะสมกับบทเรียนและตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ จำนวน 15 เรื่อง (เดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน 2568) ขั้นที่ 2 ดำเนินการผลิตสื่อปฏิสัมพันธ์ แอปพลิเคชัน ในระดับ Pre-Production (ระยะเวลา เดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2568)           ขั้นที่ 2.1 นำข้อมูลและแบบแผนทั้งหมดทั้ง 15 เรื่องเข้าสู่กระบวนการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ เพื่อเตรียมการก่อนผลิต (Pre-Production) มีองค์ประกอบดังนี้ – งานออกแบบเนื้อหา– งานตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา– งานออกแบบตัวละครหลัก– งานออกแบบตัวละครสมทบ     – งานออกแบบฉาก/สิ่งแวดล้อม– งานออกแบบโทน แสง สี– งานออกแบบคอนเซปต์อาร์ต– งานออกแบบวิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหว– งานออกแบบเลย์เอาท์– งานออกแบบงานภาพกราฟิก– งานออกแบบโลโก้และอักษรหลัก– งานออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชัน หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ตามความเหมาะสมกับบทเรียนและตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ ขั้นที่ 2.2 จัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับใช้สื่อในการจัดกิจกรรมภาคสนาม – จัดซื้อแท็ปเลต จำนวน 76 เครื่อง– จัดซื้อหูฟัง จำนวน 41 เครื่อง (เดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน 2568) กิจกรรมที่ 2 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชันนิทาน ในระดับ Production จำนวน 8 เรื่อง  (ระยะเวลา เดือนธันวาคม 2568 – เมษายน 2569)           นำข้อมูลด้านการออกแบบจากกิจกรรมที่ 1 ที่ได้ตกผลึกเรียบร้อยแล้วเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นผลงานจริงในระดับ Production มีองค์ประกอบดังนี้ – งานบริการเข้าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ ไอโอเอส จำนวน 1 หน่วย– งาน Production เทคนิคแอนิเมชันผสม 2 มิติ และ 3 มิติ– งานวาดคีย์เฟรม (Keyframe) จำนวน 8 เรื่อง     – งานวาดเฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 8 เรื่อง– งานคลีนอัพลายเส้น จำนวน 8 เรื่อง– งานลงสีคีย์เฟรม (Keyframe), เฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 8 เรื่อง– งานวาด – ลงสีฉาก จำนวน 8 เรื่อง– งานกราฟิกภาพนิ่งงานแอปพลิเคชัน จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดทำโลโก้ จำนวน 8 เรื่อง– งานเทคนิคโมชั่นกราฟิก จำนวน 8 เรื่อง– งานตัดต่อ จำนวน 8 เรื่อง– งานคอมโพสิตติง จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดทำหนังสือนิทาน จำนวน 8 เรื่อง– งานเขียนโค้ดระบบ จำนวน 8 เรื่อง– งานส่วนปฏิสัมพันธ์ จำนวน 8 เรื่อง– งานใส่เสียงพากย์ จำนวน 8 เรื่อง– งานใส่เสียงประกอบและเอฟเฟค จำนวน 8 เรื่อง– งานเพลง – ดนตรีประกอบ จำนวน 8 เรื่อง– งานชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 8 เรื่อง– งาน Production หนังสือนิทาน– งานวาด – ลงสีภาพประกอบสำหรับหนังสือ จำนวน 8 เรื่อง– งานกราฟิกหนังสือ จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดวางเลย์เอาท์หนังสือ จำนวน 8 เรื่อง หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ กิจกรรมที่ 3 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชันนิทาน ในระดับ Production จำนวน 7 เรื่อง                        (ระยะเวลา เดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569) ขั้นที่ 1 นำข้อมูลด้านการออกแบบจากกิจกรรมที่ 1 ที่ได้ตกผลึกเรียบร้อยแล้วเข้าสู่กระบวนการพัฒนาต่อเป็นผลงานจริงในระดับ Production มีองค์ประกอบดังนี้ – งานบริการเข้าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ ไอโอเอส (Android & IOS) จำนวน 1 หน่วย-งาน Production เทคนิคแอนิเมชันผสม 2 มิติ และ 3 มิติ– งานวาดคีย์เฟรม (Keyframe) จำนวน 7 เรื่อง    – งานวาดเฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 7 เรื่อง– งานคลีนอัปลายเส้น จำนวน 7 เรื่อง– งานลงสีคีย์เฟรม (Keyframe), เฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 7 เรื่อง– งานวาด – ลงสีฉาก จำนวน 7 เรื่อง– งานกราฟิกภาพนิ่งงานแอปพลิเคชัน จำนวน 7 เรื่อง– งานจัดทำโลโก้ จำนวน 7 เรื่อง– งานเทคนิคโมชั่นกราฟิก จำนวน 7 เรื่อง– งานตัดต่อ จำนวน 7 เรื่อง– งานคอมโพสิตติง จำนวน 7 เรื่อง– งานจัดทำหนังสือนิทาน จำนวน 7 เรื่อง– งานเขียนโค้ดระบบ จำนวน 7 เรื่อง– งานส่วนปฏิสัมพันธ์ จำนวน 7 เรื่อง– งานใส่เสียงพากย์ จำนวน 7 เรื่อง– งานใส่เสียงประกอบและเอฟเฟค จำนวน 7 เรื่อง– งานเพลง – ดนตรีประกอบ จำนวน 7 เรื่อง– งานชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 7 เรื่อง– งาน Production หนังสือนิทาน– งานวาด – ลงสีภาพประกอบสำหรับหนังสือ จำนวน 2 เรื่อง– งานกราฟิกหนังสือ จำนวน 2 เรื่อง– งานจัดวางเลย์เอาท์หนังสือ จำนวน 2 เรื่อง ขั้นที่ 2 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชัน ในระดับ Post-Production โดยการนำงาน Production นิทานทั้ง 15 เรื่องที่เสร็จเรียบร้อยแล้วรวมเป็นแอปพลิเคชัน 1 หน่วย ทำการอัปโหลดลงในระบบปฏิบัติการทั้งรูปแบบแอนดรอยด์ และไอโอเอสเพื่อทำการทดสอบระบบความแม่นยำ ความเสถียร ตรวจสอบจุดบกพร่องของสื่อปฏิสัมพันธ์ก่อนแนะนำให้แก่กลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง และจัดพิมพ์นิทานรูปแบบหนังสือเพื่อมอบให้กับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง – งานจัดทำรูปเล่มนิทาน จำนวน 10 เรื่องๆ ละ 1,000 เล่ม รวมเป็น 10,000 เล่ม หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ กิจกรรมที่ 4 ดำเนินการจัดอบรมออนไลน์บุคลากรครู จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาคสนาม นิเทศติดตามและประเมินผล และการเผยแพร่โครงการ (โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง จำนวน 15 โรงเรียน) (ระยะเวลา เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2569) ขั้นที่ 1 จัดอบรมออนไลน์บุคลากรครูและพี่เลี้ยงเด็ก – จัดทำคู่มือประกอบการอบรมฉบับอิเล็กทรอนิกส์– แนะนำแอปพลิเคชันและแนวทางการประยุกต์ใช้สื่อในการเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ– จัดส่งแทปเลตที่ติดตั้งแอปพลิเคชันแล้วให้ทางกลุ่มเป้าหมายตัวอย่างได้มีช่วงเวลาได้ศึกษาและทำ ความคุ้นเคยตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ 2-3 สัปดาห์ ต่อ 1 เรื่อง ก่อนการจัดกิจกรรมภาคสนาม– จัดทำคู่มือประกอบกิจกรรมภาคสนาม และเกียรติบัตรแก่บุคลากรครูผู้เข้าร่วมกิจกรรม ขั้นที่ 2 จัดกิจกรรมภาคสนาม – ดำเนินการแจ้งนัดหมายทางโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มจัดกิจกรรม– ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้สื่อปฏิสัมพันธ์เพื่อเสริมศักยภาพการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง– ส่งมอบเครื่องมือ (แทปเลต) และสื่อส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบแอปพลิเคชัน– ส่งมอบหนังสือนิทาน ให้กับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง จำนวน 20 ชุดๆ ละ 10 เรื่อง งานนิเทศติดตามและประเมินผล และการเผยแพร่โครงการ (ระยะเวลา เดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม 2569) ขั้นที่ 1 รวบรวมผลการประเมินโครงการจากบุคลากรครูกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง – ดำเนินการติดตามผลการใช้งานสื่อ รายงานผลผ่านระบบออนไลน์– จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการ โดยระบุสภาพปัญหาโดยการดำเนินงาน แนวทางการแก้ไขและพัฒนา– เผยแพร่ผลงานนวัตกรรมโครงการนำเข้าระบบเซิร์ฟเวอร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยศูนย์บริการทางวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ขั้นที่ 2 ส่งมอบโครงการแก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ  – มอบนวัตกรรมชุดอุปกรณ์การเรียนรู้ นิทานสื่อปฏิสัมพันธ์ คู่มือการใช้งาน หนังสือนิทาน และหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ค่าตอบแทนผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยประสานงานโครงการ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 12,763,494 บาทอุปกรณ์ที่ใช้ Wacom Cintiq ให้การสนับสนุนโดยคณะดิจิทัลอาร์ต 3. การลงมือปฏิบัติ การติดต่อสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 แห่ง การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเด็กพิเศษผู้มีความบกพร่องด้านต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ นำไปสู่การออกแบบสร้างสรรค์นวัตกรรมนิทานและการสอน (ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบนิทาน ช่วงกิจกรรมที่ 2 ของโครงการ)  ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข การปรับแก้ไขในส่วนงานออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะที่นำไปใช้กับเด็กผู้มีความบกพร่องด้านต่างๆ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล อยู่ในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินการในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 คาดว่า ผลลัพธ์ (Outcome) เด็กพิเศษได้มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น ประเมินจากหลังการจัดกิจกรรมภาคสนาม 2. ช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านการสอนให้แก่ครู พี่เลี้ยงเด็ก ในการเป็นครูแม่ข่ายต้นแบบ 3. ได้นวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเด็กพิเศษที่ผู้ใช้ทั่วประเทศสามารถเรียนรู้ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา 4. เป็นงานวิจัยและนวัตกรรมและองค์ความรู้การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนพิการ  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ดำเนินการในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จาดว่า เกิดการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายแก่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ความหลากหลายลักษณะเฉพาะของเด็กพิเศษ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กพิเศษได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยผ่านสื่อนวัตกรรม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การวางแผนด้านบุคลากร เนื่องจากช่วงระหว่างการดำเนินงาน มีคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญบางท่านมีภาระงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การบันทึกแนวปฏิบัติเป็นหัวข้อ อย่างละเอียด ในสิ่งที่ต้องดำเนินการ เอกสารทุกฉบับทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ที่เริ่มดำเนินโครงการ โดยเฉพาะระเบียบปฏิบัติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ 6. ข้อมูลประกอบ https://drive.google.com/drive/folders/1lu733jlMTHtrVdI-GvLKaKeB-43UPIz6?usp=drive_link

การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก ผู้จัดทำโครงการ​ ศาสตราจารย์ ดร.วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น , รองศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธีรวัฒน์ ตันบุตร, อาจารย์แขไข ธนสารโสภิณ, ดร.โสภณ สุวรรณกิจ, ศุภพร สุขะตุงคะ และ ยลญดา หล้าธรรม วิทยาลัยดนตรี 1. บริบทและความสำคัญ                วารสารดนตรีรังสิตเป็นวารสารวิชาการด้านดนตรีโดยเฉพาะ ปัจจุบันดำเนินเข้าสู่ปีที่ 21 โดยปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาวารสารดนตรีรังสิตได้ก้าวจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลกด้วยการเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus เป็นวารสารฉบับแรกของประเทศไทยที่รองรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus นอกจากนี้วารสารดนตรีรังสิตเป็นหนึ่งในวารสารฐานข้อมูล TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) กลุ่ม 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน วารสารมีพัฒนาการด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความก้าวหน้าจากระดับชาติสู่ระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่มาตรฐานสากลนั้นไม่ได้อาศัยเพียงผลลัพธ์ของมิติคุณภาพบทความเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการที่มีคุณภาพสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน ก่อนการพัฒนาวารสารสู่ฐานข้อมูล Scopus กระบวนการบริหารจัดการวารสารดนตรีรังสิตได้อาศัยหลักเกณฑ์ของ TCI เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพตามลำดับจากวารสาร TCI กลุ่ม 1 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสกัดบทเรียนและองค์ความรู้จากกระบวนการดังกล่าว เพื่อนำมาพัฒนาเป็นระบบแนวปฏิบัติที่สามารถต่อยอดไปสู่คุณภาพระดับนานาชาติภายใต้ฐานข้อมูล Scopus  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร           แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการดำเนินงานของวารสารอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากลของฐานข้อมูล Scopus โดยมีเป้าหมายสำคัญด้านพัฒนาระบบการบริหารจัดการวารสารให้มีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส มีความชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การพิจารณากลั่นกรองไปจนถึงการเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างมีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพบทความวิชาการให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ มีความเป็นสากลและสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับแวดวงวิชาการในระดับนานาชาติ ทั้งยังเป็นการสร้างต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการพัฒนาวารสารวิชาการ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                                อื่น ๆ (โปรดระบุ) เกณฑ์การประเมินวารสารของฐานข้อมูล Scopus เกณฑ์การจัดกลุ่มวารสารของ TCI กลุ่ม 1 แนวทางจริยธรรมการตีพิมพ์ของ COPE (Committee on Publication Ethics) และแนวปฏิบัติด้านการจัดการกระบวนการวารสารวิชาการ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                       อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ของกองบรรณาธิการในการบริหารจัดการวารสาร การพิจารณาเชิงวิชาการ การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานจริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้               ความรู้ทั้งสองลักษณะข้างต้นถูกนำมาสังเคราะห์และถอดบทเรียนผ่านกระบวนการทำงานจริงของกองบรรณาธิการ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นระบบแนวปฏิบัติที่ดีที่มีโครงสร้างชัดเจน สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 4 KR 4.2.3 รายละเอียดตัวชี้วัด                วารสารดนตรีรังสิตได้รับการรับรองในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 ตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการ (รายละเอียดเพิ่มเติม https://shorturl.asia/ZthTL) ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) 1) ระยะเวลาในการพิจารณาบทความ ใช้วัดประสิทธิภาพของระบบกองบรรณาธิการและการบริหารผู้ทรงคุณวุฒิ โดยกำหนดตัวชี้วัดเป็นระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับบทความจนถึงแจ้งผลการพิจารณา เป้าหมายคือควบคุมระยะเวลาให้อยู่ในเกณฑ์ ทั้งนี้การแยกระยะเวลาเป็นแต่ละขั้นตอนนั้นจะสอดคล้องกับกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการได้อย่างตรงจุดและเป็นระบบ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess) 2) จำนวนบทความจากต่างประเทศเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนระดับการยอมรับในเวทีนานาชาติและศักยภาพของวารสารในการสร้างเครือข่ายวิชาการ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับสากลอย่าง Scopus ตัวชี้วัดนี้ใช้ประเมินความเป็นสากลของวารสารดนตรีรังสิต โดยพิจารณาบทความที่มีผู้เขียนหลัก (Corresponding Author) สังกัดสถาบันต่างประเทศ ควบคู่กับความหลากหลายของประเทศต้นสังกัดของผู้เขียน เพื่อสะท้อนมิติการสร้างเครือข่ายบนเวทีวิชาการระดับนานาชาติ 3) ความครบถ้วนของนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ ใช้วัดความสอดคล้องของวารสารกับมาตรฐานสากลด้าน Publication Ethics โดยพิจารณาการมีและการเผยแพร่นโยบายที่ชัดเจน เช่น การป้องกันการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) การเพิกถอนบทความ (Retraction Policy) ระบบการกลั่นกรองแบบ Double-blind และแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน COPE เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับวารสารดนตรีรังสิต (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/PublicationEthics) ขั้นตอนการดำเนินงาน 1) วิเคราะห์และถอดหลักเกณฑ์การประเมินของ Scopus และ TCI 2) ปรับโครงสร้างกองบรรณาธิการและระบบผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 3) พัฒนาระบบกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess) 4) จัดทำนโยบายด้านจริยธรรมการตีพิมพ์และมาตรฐานการเผยแพร่ 5) ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรที่ใช้ งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานวารสาร เว็บไซต์ระบบ ThaiJo สำหรับจัดการบทความ สื่อออนไลน์ บุคลากรด้านวิชาการ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ การนำแผนสู่การปฏิบัติยึดหลักการจัดการวารสารเชิงระบบ “System-Based Journal Management” โดยพัฒนา 3 มิติหลักอย่างบูรณาการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพกระบวนการ 2) ความเป็นสากล และ 3) ความโปร่งใสด้านจริยธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ Scopus และ TCI อย่างเป็นระบบ ขั้นตอนการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ 1) ปรับปรุงคำแนะนำผู้เขียนให้สอดคล้องมาตรฐานสากล จัดทำแบบฟอร์มที่กำหนดข้อมูลด้านจริยธรรมและการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน กำหนดกระบวนการก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้ผลลัพธ์ช่วยลดบทความที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ต้น ลดภาระผู้ทรงคุณวุฒิ และเพิ่มคุณภาพบทความเข้าสู่กระบวนการประเมิน 2) ปรับโครงสร้างและกำหนดบทบาทกองบรรณาธิการ แยกบทบาท Editor-in-Chief, Section Editor อย่างชัดเจน และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงาน ตลอดจนกำหนดกรอบระยะเวลาให้เป็นมาตรฐานในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้ผลลัพธ์หน้าที่ความรับผิดชอบมีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินงานไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 3) พัฒนาระบบกลั่นกรองบทความใช้ระบบ Double-blind Peer Review อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดทำ แนวทางขั้นตอนสำหรับผู้ประเมินบทความและเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://docs.google.com/document/d/1FSScRyLTsKY085cY01m7cqZ9XNUUHPAkW2gm1eOszmM/edit?tab=t.0) ตลอดจนติดตามระยะเวลาการประเมินและประสิทธิภาพของผู้ทรงคุณวุฒิ ผลลัพธ์เพิ่มความโปร่งใส ความเที่ยงธรรม และความน่าเชื่อถือของบทความ  4) จัดทำนโยบายจริยธรรมและการกำกับดูแล จัดทำนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เผยแพร่นโยบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์สอดคล้องกับแนวทาง COPE และเกณฑ์ Scopus สร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ก่อนการพัฒนาระบบ กระบวนการดำเนินงานส่วนหนึ่งอาศัยประสบการณ์และการประสานงานเฉพาะบุคคล หลังการปรับปรุง ได้พัฒนาเป็นระบบขั้นตอนการทำงานและนโยบายที่ชัดเจนสามารถถ่ายทอดและตรวจสอบได้ ทำให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ความไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การจัดทำบทความของผู้เขียน ได้รับการแก้ไขโดยการจัดทำแนวทางคำแนะนำสำหรับผู้เขียน ตลอดจนจัดทำ Template บทความรองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนสามารถ Download ไปใช้จัดเตรียมต้นฉบับของตนเอง (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/authorguidelines) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การตรวจสอบและวัดผลดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารคุณภาพเชิงระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) การประเมินภายนอกผ่านการติดตามผลการรับรองและการคงสถานะในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ระดับสถาบันและความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2) การติดตามตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สถิติวารสาร เช่น ระยะเวลาในการพิจารณาบทความ อัตราการตอบรับบทความ สัดส่วนบทความจากต่างประเทศ และแนวโน้มการอ้างอิง ทั้งนี้มีการสรุปรายงานผลเป็นประจำทุกปี และ3) การประเมินคุณภาพภายในผ่านการประชุมทบทวนการดำเนินงานของกองบรรณาธิการ การประเมินประสิทธิภาพของผู้ทรงคุณวุฒิ และการทบทวนนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางวารสารที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                    วารสารดนตรีรังสิตสามารถรักษามาตรฐาน TCI กลุ่ม 1 ได้อย่างต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ประเมินรอบเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และประเมินรอบเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2572 หากพิจารณาถึงภาพรวมกล่าวได้ว่าวารสารดนตรีรังสิตอยู่ในมาตรฐานของ TCI ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบันและมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพให้กับแวดวงวิชาการทางดนตรี (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวข้อ TCI Tier History ตามลิงก์ https://tci-thailand.org/journal_info?jid=284) นอกจากนี้ผลลัพธ์จากการรักษามาตรฐานในกลุ่ม TCI กลุ่ม 1 ข้างต้นส่งผลให้วารสารดนตรีรังสิตได้รับการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยรังสิตและ TCI ให้เป็นวารสารของโครงการ TCI-TSRI-Scopus Phase 2 (2023-2026) ลำดับที่ : 22 และได้รับการผลักดันเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus ได้สำเร็จในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยวารสารดนตรีรังสิตเป็นวารสารวิชาการทางดนตรีในฐานข้อมูล Scopus เล่มแรกของประเทศไทยที่รองรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ นี้ส่งผลให้บทความที่ถูกเผยแพร่ในวารสารดนตรีรังสิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือตั้งแต่วารสารปีที่ 16 ฉบับที่ 1 ถึงปัจจุบันบทความทั้งหมดจะอยู่ในฐานข้อมูลนานาชาติ Scopus ข้อมูลวารสารดนตรีรังสิตที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ Scopus (https://www.scopus.com/sourceid/21101293883) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากลิงก์ต่อไปนี้     https://www.facebook.com/share/p/17tWjYB86s/ https://tci-thailand.org/view?slug=List_TCI_TSRI_Scopus_2 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนด พบว่าผลลัพธ์บรรลุตามแผนที่วางไว้ในทุกมิติ โดยวารสารดนตรีรังสิตได้รับการรับรองในฐานข้อมูล Scopus ตามเป้าหมายหลัก และสามารถรักษาสถานะ TCI กลุ่ม 1 ได้อย่างต่อเนื่อง ในด้านประสิทธิภาพกระบวนการ ระยะเวลาเฉลี่ยในการพิจารณาบทความอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สะท้อนถึงความมีประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการเชิงระบบที่พัฒนาขึ้น ในด้านความเป็นสากล สัดส่วนบทความจากต่างประเทศเริ่มมีมากขึ้น แสดงถึงการยอมรับในระดับนานาชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมการตีพิมพ์ วารสารมีนโยบายที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมมีการใช้จริงในกระบวนการดำเนินงาน ส่งผลให้ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของวารสารอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับมาตรฐาน Scopus โดยภาพรวมผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของระบบแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 4 (KR 4.2.3) ของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของกองบรรณาธิการ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ2) การทำงานเป็นทีมของกองบรรณาธิการ3) การใช้หลักเกณฑ์ Scopus และ TCI เป็นกรอบการดำเนินงาน4) การพัฒนาและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี วารสารดนตรีรังสิตได้กำหนดกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิดการบริหารจัดการเชิงระบบ โดยนำผลการประเมินจากตัวชี้วัดหลักและตัวชี้วัดรองมาวิเคราะห์และทบทวนผ่านการประชุมกองบรรณาธิ เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การพัฒนาครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาด้านกระบวนการ โดยปรับปรุงขั้นตอนการทำงานและลดระยะเวลาในการพิจารณาบทความอย่างต่อเนื่อง2) การพัฒนาด้านความเป็นสากล โดยเพิ่มสัดส่วนกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางวิชาการในระดับนานาชาติ3) การพัฒนาด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรม โดยทบทวนนโยบายการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับแนวทางสากลและมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่อย่างสม่ำเสมอ แนวทางดังกล่าวทำให้วารสารไม่เพียงรักษามาตรฐานในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 เท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพและผลกระทบทางวิชาการในระยะยาว แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน           แนวปฏิบัตินี้สามารถขยายผลไปสู่การเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาวารสารวิชาการอื่นภายในมหาวิทยาลัย และสามารถต่อยอดเป็นแนวทางระเบียบปฏิบัติในการบริหารจัดการวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่รวบรวมขั้นตอนการดำเนินงาน โครงสร้างกองบรรณาธิการ ระบบกลั่นกรองบทความ และกรอบนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับวารสารวิชาการอื่นภายในมหาวิทยาลัย ในระดับเชิงนโยบาย สามารถพัฒนาแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นระเบียบปฏิบัติมาตรฐานสำหรับวารสารที่มุ่งพัฒนาสู่ฐานข้อมูลระดับนานาชาติ โดยบูรณาการเข้ากับระบบประกันคุณภาพภายในและยุทธศาสตร์ที่ 4 (KR 4.2.3) เพื่อสนับสนุนการยกระดับผลงานวิจัยและภาพลักษณ์ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในระดับสากล ในระยะยาว แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาวารสารกับสถาบันอื่น เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการจัดการวารสารวิชาการของประเทศไทยสู่นานาชาติ 6. ข้อมูลประกอบ ข้อมูลวารสารดนตรีรังสิตที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ Scopus https://www.scopus.com/sourceid/21101293883 โพสต์ของเพจศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย-TCI        https://www.facebook.com/share/p/17tWjYB86s/ Thai Journals Accepted for Indexing in Scopus   https://tci-thailand.org/view?slug=List_TCI_TSRI_Scopus_2 รายชื่อวารสารในฐานข้อมูล TCI                                     https://tci-thailand.org/journal_info?jid=284 เกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการของ TCI               https://shorturl.asia/ZthTL เว็บไซต์วารสารดนตรีรังสิต                                 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/home คำแนะนำสำหรับผู้เขียน                                              https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/authorguidelines กระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess แนวทางขั้นตอนสำหรับผู้ประเมินบทความ                          https://shorturl.asia/O1UCu

ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1 การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ วิทยาลัยดนตรี 1. บริบทและความสำคัญ งานวิจัยด้านดนตรีในระดับอุดมศึกษามักแยกขาดระหว่าง “การประพันธ์/การแสดง” กับ “งานวิชาการเชิงวิเคราะห์” ส่งผลให้ผลงานสร้างสรรค์จำนวนมากไม่สามารถต่อยอดสู่การตีพิมพ์ ในวารสารนานาชาติ ได้อย่างเป็นระบบ แนวปฏิบัตินี้ จึงริเริ่มขึ้นเพื่อบูรณาการการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Creative Practice as Research) เป็นกระบวนการวิจัยหลัก โดยใช้การประพันธ์ดนตรีข้ามวัฒนธรรม เป็นทั้ง “ผลงานสร้างสรรค์” และ “ข้อมูลวิจัย” พร้อมการวิเคราะห์เชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่การตีพิมพ์ ในวารสารนานาชาติระดับ Scopus/Scimago Q1 โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ยกระดับงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ให้มีมาตรฐานสากล เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับงานวิจัยจริง เสริมศักยภาพภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้านนวัตกรรมวิจัย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ทฤษฎี Creative Practice as Research การวิเคราะห์ดนตรี (Form, Thematic Development, Harmony) หลักการประพันธ์และเรียบเรียงแจ๊สร่วมสมัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์การประพันธ์และควบคุมวงแจ๊สระดับนานาชาติ กระบวนการพัฒนางานสร้างสรรค์สู่บทความวิชาการและวิจัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ แนวคิด Practice-based/Practice-led Research ในการสร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ องค์ความรู้ด้าน การวิเคราะห์ดนตรี โดยเฉพาะในด้านโครงสร้าง (Form) การพัฒนาทำนองหลัก (Thematic Development) และการประสานเสียง (Harmony) ทักษะด้าน การเรียบเรียงและการประพันธ์ดนตรีแจ๊สร่วมสมัย สำหรับวงดนตรีขนาดใหญ่ (Large Jazz Ensemble) ความเข้าใจใน บทเพลงพื้นบ้านจีน “大地回春” (Earth’s Rebirth in Spring) ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์งาน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน❑ ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR 2.5.1                          รายละเอียดตัวชี้วัด การตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ตัวชี้วัดรอง ผลกระทบต่อชื่อเสียงทางวิชาการในระดับนานาชาติ การนำผลงานไปแสดงในเวทีนานาชาติ เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติ การเกิดเครือข่ายความร่วมมือกับนักดนตรีและนักวิจัยต่างประเทศ การเพิ่มการรับรู้ต่อมหาวิทยาลัยในเวทีวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระดับโลก ขั้นตอนการดำเนินงาน ประพันธ์บทเพลงข้ามวัฒนธรรม “Spring is Back” วิเคราะห์เชิงลึกด้วยกรอบดนตรีวิชาการ ใช้ Score Reduction เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการวิเคราะห์ แสดงผลงานในเวทีนานาชาติ พัฒนาบทความวิจัยและส่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ทรัพยากรที่ใช้ วงดนตรีแจ๊สนานาชาติ ซอฟต์แวร์โน้ตเพลง เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ และวารสาร 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ประพันธ์และบรรเลงผลงานโดย Taipei Jazz Orchestra และ RSU Jazz Orchestra นำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ เช่น Taichung Jazz Festival และ Thailand International Jazz Conference ตีพิมพ์บทความใน Journal of Urban Culture Research (Scopus Q1) ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข กระบวนการตีพิมพ์ต้องใช้ระยะเวลานานในการรอคิวและรอบการพิจารณา 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ผลงานการประพันธ์ได้รับการทดสอบ และเผยแพร่ในสภาพแวดล้อมการแสดงจริง ในเวทีระดับนานาชาติ การได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ การนำแนวทาง Creative Practice as Research ในการพัฒนางานวิจัย ที่ขับเคลื่อน ด้วยผลงานภาคปฏิบัติ ไปใช้ในรายวิชา/การวิจัยอื่น การสะท้อนผลจากนักศึกษาและคณาจารย์ที่นำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ โดยเป็นต้นแบบ ของการเชื่อมโยง ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริงในงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น บทความได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ยืนยันคุณภาพเชิงวิชาการของแนวทาง Creative Practice as Research เกิดต้นแบบงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้จริง การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย ผลลัพธ์ ตัวชี้วัด 1. ผลิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นานาชาติ 2. สร้างต้นแบบการบูรณาการ Creative Practice as Research ในสายศิลปะ 1. บทความได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Urban Culture Research (Scopus Q1) 2. งานสร้างสรรค์ได้รับการแสดง ในเวทีนานาชาติ 3. กระบวนการวิจัย เป็นต้นแบบแนวปฏิบัติ ที่สามารถถ่ายทอด สู่คณาจารย์และนักศึกษา 1. บรรลุเป้าหมายหลัก ด้านคุณภาพงานวิจัย ระดับนานาชาติ 2. สร้างผลกระทบ เชิงภาพลักษณ์ และการยอมรับระดับสากล 3. พัฒนาองค์ความรู้ ที่สามารถต่อยอด เชิงยุทธศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย ข้อค้นพบเชิงยุทธศาสตร์ แนวทาง Creative Practice as Research สามารถยกระดับผลงานสร้างสรรค์ ให้เข้าสู่มาตรฐานวิจัยระดับสากลได้ การเชื่อมโยงเวทีการแสดงกับการตีพิมพ์วิชาการช่วยเพิ่มมูลค่าทางวิชาการและภาพลักษณ์องค์กร กระบวนการดังกล่าวสามารถใช้เป็นต้นแบบในสายศิลปะและสาขาอื่นได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้วิจัย การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ความร่วมมือระดับนานาชาติ การเลือกวารสารที่เหมาะสมกับลักษณะงาน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ขยาย Creative Practice as Research สู่สายศิลปะแขนงอื่น สร้างเครือข่ายการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ พัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการงานสร้างสรรค์กับการตีพิมพ์วิชาการ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะ เพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติ หรือมาตรฐานในการทำงาน ระบบสนับสนุนการตีพิมพ์ การร่วมเวทีแสดงผลงานระดับโลก การพัฒนานักวิจัยเชิงสร้างสรรค์รุ่นใหม่ แนวปฏิบัตินี้ไม่เพียงเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ในด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัย ในฐานะศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการวิจัย และสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ 6. ข้อมูลประกอบ บทความวิจัย Euprasert, Denny. “Musical Convergence in Cross-Cultural Jazz Composition: An Analysis of Spring is Back.” Journal of Urban Culture Research 30 (2025): 128-147. DOI: https://doi.org/10.14456/jucr.2025.9https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JUCR/article/view/281238 บันทึกการแสดงในเวทีนานาชาติ Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by RSU Jazz Orchestra. Live performance at Thailand International Jazz Conference, Mahidol University, April 26, 2022. https://youtu.be/RbDbJQsxezo?si=G627NbWifQBCZfCP&t=398 Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by Taipei Jazz Orchestra. Live performance at Roar Now Bangkah Festival, Taiwan, November 20, 2021. https://youtu.be/W0XoQ45zlpU?si=FGpB_J-kZHs0ZTix Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by Taipei Jazz Orchestra. Live performance at Taichung Jazz Festival, Taiwan, October 14, 2023. https://youtu.be/SRv3tXy7p1c?si=DZ7_k9p9TgmMGBXD Google Scholar Profile https://scholar.google.com/citations?hl=en&authuser=3&user=FtrMKnMAAAAJ

การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2, 2.5.1, 2.5.4/1 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ 1. บริบทและความสำคัญ                การพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการวิจัยเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมักสิ้นสุดเพียงรายงานภายในรายวิชา โดยไม่ได้รับการพัฒนาไปสู่การเผยแพร่ในวารสารวิชาการ               ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ ศักยภาพด้านการวิจัยของนักศึกษาไม่ได้ถูกใช้เต็มที่ ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้สังคม มหาวิทยาลัยสูญเสียโอกาสเพิ่มผลงานตีพิมพ์ ไม่สามารถสนับสนุนตัวชี้วัดด้านวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม                มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ได้แก่ KR5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 KR5.2 จำนวนผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ KR5.4 อัตราการอ้างอิง (Citation)                ดังนั้น การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่สามารถเปลี่ยนงานวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นผลงานตีพิมพ์จริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัย                แนวปฏิบัตินี้จึงถูกพัฒนาในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ โดยใช้การเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) ร่วมกับระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย เพื่อผลักดันผลงานของนักศึกษาเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายดังนี้ ผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ เพิ่มจำนวนบทความในวารสารฐาน TCI สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ สนับสนุนตัวชี้วัด KR ของมหาวิทยาลัยโดยตรง สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                  หลักการวิจัยทางสังคมศาสตร์และระเบียบวิธีวิจัย แนวทางการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) แนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE) มาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และกรอบการประกันคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการระดับชาติ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด   ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร ผู้อำนวยการหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต อื่น ๆ (ระบุ)  คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ ในบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ประสบการณ์การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการ เทคนิคการปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) ความสามารถในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย กลยุทธ์การเขียนบทความให้ผ่านกระบวนการพิจารณา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก ❑ ยุทธศาสตร์ที่  2  โปรดระบุ KR 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 5.4/1 อัตราการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ ❑ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น                    ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ                    ❑ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ                    อื่นๆ โปรดระบุ สอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และแนวทางการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE)  รายละเอียดตัวชี้วัด                แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการวิจัยของนักศึกษา และการสร้างผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE) ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะผู้เรียนและผลผลิตที่เป็นรูปธรรม                นอกจากนี้ ยังส่งเสริมคุณภาพบัณฑิตด้านการคิดเชิงวิจัย การสื่อสารทางวิชาการ และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของระบบประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา แนวปฏิบัตินี้ยังสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย และสามารถขยายผลไปสู่รายวิชาอื่นหรือหลักสูตรอื่นได้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน ตัวชี้วัดรอง อัตราความสำเร็จของกลุ่มวิจัยในรายวิชา – ร้อยละของกลุ่มวิจัยที่ส่งบทความฉบับสมบูรณ์ได้ตามกำหนดเวลา จำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์ (Submission) ต่อภาคการศึกษา – อย่างน้อย 1 เรื่อง/ภาคการศึกษา จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับ/ตีพิมพ์ (Acceptance/Publication) – จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) คุณภาพวารสารเป้าหมาย – สัดส่วนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) กลุ่ม 1 หรือ 2 คุณภาพบทความตามเกณฑ์การตรวจประเมินภายใน (Internal Peer Review Rubric) – บทความต้องผ่านเกณฑ์ในหัวข้อสำคัญ เช่น ความชัดเจนของปัญหาวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ความถูกต้องของการวิเคราะห์ และรูปแบบการอ้างอิง ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes) ด้านทักษะวิจัยและการเขียนเชิงวิชาการ – คะแนนประเมินชิ้นงานวิจัยและบทความวิชาการตามเกณฑ์รายวิชา การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในฐานะผู้ร่วมวิจัยและผู้เขียนบทความ – ร้อยละของบทความที่มีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย ศักยภาพการอ้างอิงและการเผยแพร่ต่อยอด (Citation & Dissemination Potential) – จำนวนครั้งที่ถูกนำเสนอ/เผยแพร่ต่อในกิจกรรมวิชาการภายในคณะ/มหาวิทยาลัย หรือการนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในงานวิจัยต่อยอดของนักศึกษา/อาจารย์ ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ออกแบบให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) แบบครบวงจร โดยมุ่งให้ผู้เรียนสามารถผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ได้จริง มีขั้นตอนสำคัญดังนี้ การออกแบบการเรียนการสอนเชิงวิจัย                    กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ให้ผู้เรียนสามารถดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัยจนถึงการเขียนบทความวิชาการ พร้อมกำหนดแผนการเรียนการสอนและเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับเป้าหมายการตีพิมพ์ การจัดตั้งกลุ่มวิจัยนักศึกษา                    นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยขนาดเล็ก 2-3 คน โดยแต่ละกลุ่มเลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและการทำงานเป็นทีม การแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม                    คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เพื่อให้คำแนะนำด้านวิชาการ ระเบียบวิธีวิจัย และการเขียนบทความอย่างใกล้ชิด การพัฒนาโครงร่างวิจัย (Research Proposal)                    แต่ละกลุ่มจัดทำโครงร่างวิจัยที่ประกอบด้วยปัญหาวิจัย วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด วิธีการวิจัย และแผนการเก็บข้อมูล โดยผ่านการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ผู้สอนและที่ปรึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์                    ดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลทุติยภูมิ ตามระเบียบวิธีวิจัยที่กำหนด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางสถิติหรือวิธีเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือ การเขียนบทความวิชาการ                    นำผลการวิจัยมาพัฒนาเป็นบทความวิชาการในรูปแบบที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของวารสารเป้าหมาย รวมถึงการจัดรูปแบบการอ้างอิงและองค์ประกอบบทความตามมาตรฐาน การตรวจประเมินคุณภาพภายใน (Internal Review)                    บทความทุกเรื่องผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความเหมาะสมก่อนส่งตีพิมพ์ การส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์                    คัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย และดำเนินการส่งบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ                    เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความให้มีคุณภาพตามข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบรับตีพิมพ์ การเผยแพร่และติดตามผล                    หลังจากได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์ มีการเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางของสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการและติดตามผลลัพธ์ เช่น การนำไปใช้ประโยชน์หรือการอ้างอิงในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ ใช้งบประมาณในระดับจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลวิจัย เช่น ค่าเดินทางหรือค่าเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการส่งบทความหรือค่าธรรมเนียมวารสาร (หากมี) ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก           แนวปฏิบัตินี้เป็นรูปแบบการพัฒนาการเรียนการสอนที่ใช้งบประมาณต่ำ แต่สร้างผลลัพธ์ทางวิชาการที่มีคุณค่าและยั่งยืน อุปกรณ์และเครื่องมือ ห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติที่มหาวิทยาลัยจัดให้) ฐานข้อมูลวิชาการออนไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูล เช่น แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ แหล่งสนับสนุนทางวิชาการ ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ วารสารและฐานข้อมูลออนไลน์ คู่มือและแนวทางการเขียนบทความวิชาการ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ดำเนินการจริงต่อเนื่องตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จนถึงภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยมีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงของนักศึกษาในทุกภาคการศึกษา สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานวิจัยจริง ผู้สอนได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายเป็นหลัก มาเป็นการทำโครงงานวิจัยตลอดภาคการศึกษา โดยนักศึกษาทุกกลุ่มต้องผลิตผลงานวิจัยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงรายงานเบื้องต้น การดำเนินงานวิจัยของนักศึกษา                นักศึกษาได้เลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ และดำเนินการวิจัยจริง ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การเก็บข้อมูลภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล การให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง                อาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มได้จัดการให้คำปรึกษาเป็นระยะ ทั้งในชั้นเรียนและนอกเวลาเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินงานวิจัย เช่น การปรับเครื่องมือวิจัย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาบทความจากรายงานวิจัย                หลังจากงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ นักศึกษาได้รับการฝึกให้ปรับรูปแบบรายงานวิจัยให้เป็นบทความวิชาการ โดยเน้นการเขียนตามมาตรฐานวารสารจริง การคัดเลือกผลงานที่มีศักยภาพสูง                มีการคัดเลือกผลงานที่มีคุณภาพเหมาะสม ผ่านการพิจารณาร่วมกันของผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา การส่งบทความและติดตามผล                บทความที่ผ่านการคัดเลือกถูกส่งไปยังวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ                เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความจนผ่านเกณฑ์การพิจารณา ผลลัพธ์เชิงประจักษ์                จากการดำเนินงานจริง ทำให้เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งมีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย และสะท้อนความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้ ผลงานตีพิมพ์ดังนี้ Patteera Pantaratorn, Supisara Tipsangwan, Sasikan Chanarak, Armee Jangja, Phenpat Jaruenwai. (2026). Title: Factors Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4), (July-Augudt 2026) Status-Accepted Pantaratorn P., Ruadrew B., Khanitda N., & Tinnakornonsaeng A. (2026). Effects of Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16-36. พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2024). การศึกษาแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48. ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           การดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงและการผลักดันสู่การตีพิมพ์ มีความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านผู้เรียน เวลา และกระบวนการตีพิมพ์ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ นักศึกษาขาดประสบการณ์ด้านการวิจัยและการเขียนบทความวิชาการ              นักศึกษาระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยเชิงลึก และไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสาร           แนวทางแก้ไข จัดการเรียนการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในแต่ละขั้นตอน ใช้ตัวอย่างบทความจริงประกอบการสอน ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคการศึกษา  การดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการภายในหนึ่งภาคการศึกษามีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และเขียนบทความ           แนวทางแก้ไข วางแผนกิจกรรมเป็นช่วงเวลาอย่างชัดเจน กำหนดเป้าหมายย่อย (Milestones) ให้การติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างของศักยภาพผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม นักศึกษามีพื้นฐานและทักษะด้านวิจัยแตกต่างกัน ส่งผลต่อคุณภาพของผลงาน           แนวทางแก้ไข จัดกลุ่มแบบผสมความสามารถ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม ความซับซ้อนของกระบวนการตีพิมพ์ กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารใช้เวลานาน และมีข้อเสนอแนะที่ต้องปรับปรุงหลายประเด็น แนวทางแก้ไข เตรียมบทความให้มีคุณภาพก่อนส่งตีพิมพ์ ให้คำแนะนำในการตอบข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เลือกวารสารที่เหมาะสมกับลักษณะงานวิจัย ความกดดันและแรงจูงใจของนักศึกษา การทำวิจัยเพื่อการตีพิมพ์อาจสร้างความกดดันให้กับนักศึกษา แนวทางแก้ไข สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุน เน้นคุณค่าของประสบการณ์มากกว่าผลลัพธ์ ชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อมีความก้าวหน้า 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การประเมินผลดำเนินการทั้งในระดับรายวิชาและระดับผลผลิตทางวิชาการ โดยใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes) ประเมินจากผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่นักศึกษาจัดทำ โดยใช้เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน (Rubric) ที่ครอบคลุมความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ความชัดเจนของการนำเสนอ และความถูกต้องของการอ้างอิง การประเมินคุณภาพบทความก่อนส่งตีพิมพ์ บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้มีความพร้อมตามมาตรฐานวารสาร การวัดผลจากจำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์ นับจำนวนบทความที่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการ การวัดผลจากจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์ พิจารณาจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) การประเมินผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะวิจัยของนักศึกษา พิจารณาจากความสามารถของนักศึกษาในการดำเนินงานวิจัยอย่างเป็นระบบ การเขียนเชิงวิชาการ และการทำงานเป็นทีม การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย พิจารณาความสามารถของแนวปฏิบัติในการสนับสนุนตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ด้านจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           จากการดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 ถึงปีการศึกษา 2568 พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำวิจัยและการเขียนบทความวิชาการจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และการสื่อสารทางวิชาการ เพิ่มศักยภาพการผลิตผลงานวิจัยของหลักสูตร ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างและฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป สนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยโดยตรง แนวปฏิบัตินี้มีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ ซึ่งสอดคล้องกับ 5.2 สร้างภาพลักษณ์เชิงวิชาการให้กับหลักสูตรและมหาวิทยาลัย การมีผลงานตีพิมพ์จากนักศึกษาช่วยสะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สามารถผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ และสนับสนุนตัวชี้วัดด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ภายใต้วัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 ของยุทธศาสตร์ที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมาย ด้านจำนวนผลงานตีพิมพ์ เป้าหมาย คือ การสร้างผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่สามารถเผยแพร่ได้ในวารสารวิชาการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มีบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) จำนวน 3 เรื่อง ประกอบด้วย วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งสะท้อนว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการผลิตผลงานวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านคุณภาพผลงานวิชาการ เป้าหมาย คือ ให้ผลงานมีคุณภาพตามมาตรฐานวารสาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 และ 2 ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) แสดงถึงคุณภาพทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ ด้านการสนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย แนวปฏิบัตินี้มีส่วนสนับสนุนตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 5.4 อัตราการอ้างอิง (ในระยะยาว) โดยผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนับเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา เป้าหมาย คือ การพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยจริง การเขียนบทความวิชาการ และการทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในระดับอุดมศึกษา สรุป เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการผลิตผลงานตีพิมพ์ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และการสนับสนุนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากการบูรณาการหลายปัจจัย ทั้งด้านการออกแบบการเรียนการสอน การกำกับดูแล และการสนับสนุนทางวิชาการ โดยสามารถสรุปปัจจัยสำคัญได้ ดังนี้ ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอน ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและควบคุมคุณภาพของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบรายวิชา การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการส่งบทความตีพิมพ์ ทำให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การออกแบบการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์จริง รายวิชาถูกออกแบบให้เน้นการผลิตผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้หรือเผยแพร่ได้จริง ไม่ใช่เพียงการทำรายงานเพื่อให้ผ่านรายวิชา ส่งผลให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจและความรับผิดชอบต่อผลงานมากขึ้น ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม การมีอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลแต่ละกลุ่มวิจัยอย่างใกล้ชิด ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเวลา และยกระดับคุณภาพงานของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง การติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดช่วงเวลาการตรวจสอบและรายงานความก้าวหน้า ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างแรงจูงใจด้านวิชาการให้กับนักศึกษา การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีผลงานตีพิมพ์จริง และได้รับการยอมรับทางวิชาการ ช่วยกระตุ้นความตั้งใจและความภาคภูมิใจในผลงาน การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวปฏิบัตินี้ใช้ทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจำนวนมาก การบูรณาการการเรียนการสอนกับการวิจัย การเชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนการสอนเข้ากับการผลิตผลงานวิจัย ทำให้เกิดคุณค่าทั้งต่อผู้เรียน หลักสูตร และมหาวิทยาลัย สรุป  ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ทำให้แนวปฏิบัตินี้สามารถดำเนินการได้จริง มีความต่อเนื่อง และสามารถขยายผลไปยังรายวิชาหรือหลักสูตรอื่นได้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า แม้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ได้จริง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลลัพธ์ในระยะยาว โดยมีแนวทางการปรับปรุง ดังนี้ การพัฒนาทักษะการเขียนบทความวิชาการของนักศึกษา จัดกิจกรรมเสริม เช่น การอบรมเกี่ยวกับการเขียนบทความวิชาการ การอ้างอิง และการจัดรูปแบบตามมาตรฐานวารสาร เพื่อเพิ่มความพร้อมของนักศึกษาก่อนการส่งตีพิมพ์ การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงวิจัย ส่งเสริมให้มีการให้คำปรึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์หรือผู้มีประสบการณ์ด้านการวิจัย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพงานและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน   การวางแผนระยะเวลาที่เหมาะสม ปรับแผนกิจกรรมในรายวิชาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ โดยกำหนดช่วงเวลาการส่งงานและการตรวจแก้ไขที่ชัดเจน การเพิ่มการติดตามและประเมินผลระหว่างดำเนินงาน จัดให้มีการติดตามความก้าวหน้าเป็นระยะ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และลดความเสี่ยงที่งานจะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย การคัดเลือกวารสารเป้าหมายอย่างเหมาะสม วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างคุณภาพงานวิจัยกับขอบเขตของวารสาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบรับตีพิมพ์ การสร้างฐานข้อมูลผลงานตัวอย่าง รวบรวมบทความที่ประสบความสำเร็จไว้เป็นฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลงาน การส่งเสริมแรงจูงใจของผู้เรียน สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการมีผลงานตีพิมพ์ เช่น การนำเสนอผลงาน การประกาศเกียรติคุณ หรือการเผยแพร่ผ่านช่องทางของมหาวิทยาลัย สรุป  แนวทางการปรับปรุงเหล่านี้มุ่งให้แนวปฏิบัติมีความยั่งยืน สามารถยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และขยายผลไปยังรายวิชาอื่นในอนาคต   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการ ทำงาน แนวปฏิบัตินี้มีศักยภาพในการขยายผลไปยังรายวิชาและหลักสูตรอื่นภายในมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ทรัพยากรไม่สูง สามารถปรับใช้ได้กับสาขาวิชาที่มีการทำวิจัย โดยมีแนวทางการขยายผลและพัฒนาเป็นมาตรฐานดังนี้ การเผยแพร่แนวปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย นำเสนอผลการดำเนินงานและองค์ความรู้ที่ได้ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) การอบรม หรือการประชุมวิชาการภายใน เพื่อให้คณาจารย์ในหลักสูตรอื่นสามารถนำไปปรับใช้ การจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) พัฒนาเอกสารแนวทางการดำเนินงาน เช่น ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน การกำกับดูแลกลุ่มวิจัย และกระบวนการเตรียมบทความ เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับผู้สอนรายวิชาวิจัย การบูรณาการเข้าสู่ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ผลักดันให้รูปแบบการเรียนการสอนนี้เป็นแนวปฏิบัติที่สนับสนุนตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษาและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย การขยายไปสู่รายวิชาวิจัยในหลักสูตรอื่น ส่งเสริมให้หลักสูตรที่มีรายวิชาวิจัยนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยจากนักศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษา การสนับสนุนจากระดับนโยบาย หากได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในด้านนโยบายหรือทรัพยากร จะช่วยให้แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็นมาตรฐานการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง กำหนดระบบติดตามผลการนำไปใช้ในหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน สรุป แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นรูปแบบมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนเชิงวิจัย ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตงานวิจัยจากนักศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในระยะยาว 6. ข้อมูลประกอบ รายชื่อผลงานตีพิมพ์ที่เกิดขึ้น พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2567). การศึกษาแรงจูงใจและความ พึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ MSVAR/article/view/279549 Pantaratorn, P., Ruadrew, B., Khanitda, N., & Tinnakornonsaeng, A. (2026). Effects of Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16–36. DOI: https://doi.org/10.59796/jcsh.v13i1.16-36 Pantaratorn, P., Tipsangwan, S., Chanarak, S., Jangja, A., & Jaruenwai, P. (2026). Factors Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4). (วารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 — อยู่ระหว่างรอตีพิมพ์ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569)

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ศศิภัทรา ศิริวาโท สถาบันการทูตและการต่างประเทศ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนปีการศึกษา 2562 นักศึกษาของทางหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) จำเป็นจะต้องเขียนปริญญานิพนธ์ (Independent Study) ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ซึ่งนักศึกษาของทางหลักสูตรฯ สามารถเขียนปริญญานิพนธ์ได้ออกมาเป็นอย่างดี และมีคุณภาพสูง มีนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยมีการนำงานปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาไปใช้อ้างอิงเช่นกัน แต่ในการประเมินคุณภาพการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 ทางหลักสูตรได้รับฟังข้อเสนอแนะจากทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาว่า ถึงแม้ว่างานของนักศึกษาจะมีคุณภาพมาก แต่หากไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานของนักศึกษาจากการทำปริญญานิพนธ์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่างานของนักศึกษามีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ก็เป็นการยากที่จะตัดสินว่างานวิจัยจากการทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษานั้นมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้นทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาจึงเสนอแนะให้ทางหลักสูตรมีการวางแผนที่นะนำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาไปตีพิมพ์เผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 เพื่อให้ผลงานการทำวิจัยและความรู้จากงานวิจัยของนักศึกษา ได้ถูกนำไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่จะทำวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของชุมชนและประเทศของตัวเอง  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) จากข้อเสนอแนะของทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษา ทางคณะการทูตและการต่างประเทศได้มีการประชุมและปรึกษากันในประเด็นนี้ จากการประชุม ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันที่จะสนับสนุนงานปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาที่มีคุณภาพสูง เพื่อส่งเข้าไปให้คณะกรรมการพิจารณาในการนำเสนอและตีพิมพ์เผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 จุดมุ่งหมายของการจัดทำแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา เพื่อ ส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของนักศึกษาในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำ องค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลงานวิจัยของนักศึกษาที่เป็นปริญญานิพนธ์นั้น มีคุณภาพสูง และสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน และเป้าหมายสำคัญที่ทางคณะการทูตและการต่างประเทศจัดทำแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพื่อ ให้นักศึกษาสามารถผลิตงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานทางสังคมและความเป็นมนุษย์ โดยสามารถชี้ให้เห็นถึงปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้น และผลิตงานวิจัยที่สามารถช่วยลดปัญหาทางสังคมลงได้ ซึ่งหากนักศึกษาสามารถตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 ได้ ก็จะช่วยพัฒนาและเพิ่มศักยภาพและทักษะของนักศึกษาในด้านการเขียนงานวิชาการและการนำเสนองานในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่นักศึกษาจะต้องมีในการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                  อื่น ๆ (โปรดระบุ) นักศึกษาต้องนำความรู้ที่เรียนในรายวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) มาใช้ในการทำวิจัย โดยเฉพาะความรู้ในรายวิชา IRD401 Research Methodology รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ในแนวปฎิบัตินี้นักศึกษาจะต้องใช้ความรู้ที่เรียนในรายวิชาต่าง ๆ อย่างน้อย 5 รายวิชา เป็นพื้นฐานในการเริ่มคิดหัวข้อวิจัย ได้แก่ รายวิชา IRD401 Research Methodology, IRD 334 Foreign Policy Analysis, IRD171 Introduction to Southeast Asian Political Economy and Culture, IRD307 International Organizations and Cooperation และ IRD100 Academic Skills in International Relations and Development และต้องใช้ความรู้จากรายวิชาหลักอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยมามาใช้ในการทำวิจัยและเขียนปริญญานิพนธ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น รายวิชา IRD233 Public Policy Analysis, IRD258 Crime, Violence and Conflict in Development, IRD317 China in the 21st Century, IRD334 Asian Studies และ IRD359 International Security เป็นต้น นอกจากนี้นักศึกษายังต้องใช้ทักษะและความรู้ที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารและการนำเสนองานที่ได้จากการเรียนรู้ในห้องเรียนและจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อประสานขอข้อมูลและขอสัมภาษณ์กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2.3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 จำนวนงานวิจัยเชิงบูรณาการ กับการบริการวิชาการ หรืองานวิจัยที่มุ่งเน้นนำเอาความรู้ ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งส่งผลให้ชุมชนหรือองค์การเป้าหมายได้รับการพัฒนา สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดที่ 3.2 ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ในด้านการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีการประเมินผลแนวปฎิบัตินี้ โดยวัดผลจากจำนวนผลงานวิจัยของนักศึกษาที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หรือในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 อย่างน้อยปีการศึกษาละ 2 ชิ้น ขั้นตอนการดำเนินงาน ทางคณะการทูตและการต่างประเทศ มีขั้นตอนการดำเนินการในแต่ละปีการศึกษาดังนี้ ในปีการศึกษา 2563 ให้ ผศ. ดร. ศศิภัทรา ศิริวาโท ปรับเพิ่มเนื้อหาการสอนเกี่ยวกับการเขียนบทความวิจัย ขั้นตอนในการยื่นบทความวิจัย และการนำเสนอบทความวิจัยในรายวิชา IRD 401 Research Methodology เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจถึงวิธีการทำบทความวิจัยตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และการส่งบทความให้ทางวารสารพิจารณา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา เมื่อนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะทราบตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเรียนว่า นักศึกษาได้อาจารย์ท่านใดเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำปริญญานิพนธ์ เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสในการพูดคุยและปรึกษาหัวข้อในการทำวิจัย และกรอบของการวิจัย ซึ่งก่อนหน้านี้นักศึกษาจะทราบว่าอาจารย์ท่านใดเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ต่อเมื่อนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในรายวิชา IRD 498 Independent Study อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาสามารถเริ่มพูดคุยและปรึกษาถึงหัวข้อที่นักศึกษาต้องการทำวิจัยเพื่อทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) ได้เลยทันที เพื่อให้นักศึกษามีเวลามากขึ้นในการทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากลและนำไปใช้ได้จริง หลังจากที่นักศึกษาได้หัวข้อในการทำวิจัยแล้ว นักศึกษาจะนำเสนอหัวข้อการวิจัยในรายวิชา IRD 401 Research Methodology และเริ่มหาข้อมูลในการทำ Research Proposal ซึ่งจะประกอบไปด้วยบทที่ 1 -3 เพื่อส่งในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะเริ่มหาข้อมูลและพัฒนา Research Proposal ไปในแต่ละสัปดาห์ที่เรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาจะนำเสนอ Research Proposal ซึ่งประกอบไปด้วยบทที่ 1 -3 ในรายวิชา IRD 401 Research Methodology หลังจากที่สิ้นสุดการเรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะพัฒนาบทที่ 2-3 กับอาจารย์ที่ปรึกษา และเริ่มลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งนักศึกษาจะสามารถทำวิจัยต่อจากที่ทำไว้ในรายวิชา IRD 401 Research Methodology ได้เลย นักศึกษาจะสามารถทำวิจัยด้วยการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม การสัมภาษณ์ และการวิเตราะห์ข้อมูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีโครงร่างของงานวิจัยอยู่แล้วจาก Research Proposal อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) ให้สำเร็จตามเวลา หากงานของนักศึกษามีคุณภาพและคณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์ (Senior Project) เห็นพ้องต้องกันว่างานของนักศึกษามีคุณภาพ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพิ่มเติม   ในการแก้ไขงานตามความเห็นของคณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์ (Senior Project) และเขียนบทความงานวิจัยในการส่งเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หรือส่งบทความเพื่อให้ทางวารสารพิจารณาสำหรับการตีพิมพ์เผยแพร่ สำหรับการนำเสนอบทความวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและมีการตีพิมพ์เผยแพร่ใน Proceeding คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์คัดเลือกงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อเพื่อพูดคุยกับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก เกี่ยวกับขั้นตอนในการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากล และนักศึกษาตอบรับเข้าร่วมในการเผยแพร่ผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการปรับแก้งานและเขียนบทความเพื่อเตรียมสำหรับส่งบทความงานวิจัยในการเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ นักศึกษาส่งบทความงานวิจัยในการเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ รอการตอบรับและแก้ไขจากผู้จัดงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หากบทความได้รับการตอบรับ อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการแก้ไขตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากการแก้ไขบทความเสร็จสิ้น อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องของการนำเสนอบทความในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ นักศึกษานำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และตีพิมพ์บทความใน Conference Proceeding สำหรับการนำเสนอบทความวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์คัดเลือกงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อเพื่อพูดคุยกับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก เกี่ยวกับขั้นตอนในการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากล และนักศึกษาตอบรับเข้าร่วมในการเผยแพร่ผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการปรับแก้งานและเขียนบทความเพื่อเตรียมสำหรับส่งบทความงานวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI นักศึกษาส่งบทความงานวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI รอการตอบรับและแก้ไขจากวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI หากบทความได้รับการตอบรับ อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการแก้ไขตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องของการตรวจภาษา หลังจากการแก้ไขบทความเสร็จสิ้น อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องของเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ในการเผยแพร่บทความในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI นักศึกษาได้รับใบตอบรับ และรับทราบถึงเล่ม และฉบับที่จะได้เผยแพร่ผลงานในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ใช้ทรัพยากรของห้องสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต ในการสืบค้นงานวิจัย และขอยืมหนังสือและบทความจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นเครื่อข่ายของห้องสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จากการปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 อย่างน้อยปีการศึกษาละ 2 ชิ้น ดังนี้ ตารางสรุปการตีพิมพ์เผยแพร่บทความงานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและในวารสารที่อยู่ในฐาน TCI ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 – 2568 ปีการศึกษา บทความวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และได้รับการตีพิมพ์ใน Proceeding บทความวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐาน TCI กลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2 2563 Yi Myint, M. & Withitwinyuchon, N.  (2021, April 30). Women’s Participation in Politics and Peace Process of Myanmar. Proceedings of the sixth RSU International Research Conference (pp. 369 – 382). Pathum Thanee, Thailand.   Win, H. N. and Siriwato, S. (2021, April 30). Free and fair elections in Myanmar: A case study of the 2015 and 2020 general elections in Myanmar. Presenting in the sixth RSU International Research Conference (p. 687). Pathum Thanee, Thailand.   – 2564 Abrahan and Siriwato, S. (2022, April 29). Examining the peace process in Myanmar: A case study of Nationwide Ceasefire Agreement (NCA) related to the 2021 military coup. Proceedings of the seventh RSU International Research Conference (pp. 339 – 356). Pathum Thanee, Thailand.   Phyu, P. E. and Siriwato, S. (2022, April 29). The progress and challenges of higher education in Myanmar. Proceedings of the seventh RSU International Research Conference (pp. 50 – 64). Pathum Thanee, Thailand.   Win, H. N. and Siriwato, S. (2021). Free and fair elections in Myanmar: A case study of the 2015 and 2020 general elections in Myanmar. Rangsit Journal of Social Sciences and Humanities, 8(2), 28-41. Retrieved from https://rjsh.rsu.ac.th/files/ckeditor/20210716162448.pdf (TCI กลุ่ม 1) (ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ของงานวิจัยที่ดีที่สุดในการนำเสนอในงานประชุมวิชาการ The sixth RSU International Research Conference 2021 จึงได้รับเลือกให้เผยแพร่ในวารสาร)   2565 Pyae Kyaw, S. Y. and Siriwato, S. (2023, April 28). Examining relationship between China and Myanmar After the 2021 military coup. Proceedings of the eighth RSU International Research Conference on Social Sciences, Humanities, Education, Management and Arts (pp. 236 – 246). Pathum Thanee, Thailand.   Oo, N. C., Siriwato, S., Mamadkul, J. Sanguanbun, S. and Charnbhumidol, P. (2023, April 28). Analyzing the importance and impacts of Nationwide Ceasefire Agreement (NCA) in the peacebuilding of Myanmar. Proceedings of the eighth RSU International Research Conference on Social Sciences, Humanities, Education, Management and Arts (pp. 247 – 261). Pathum Thanee, Thailand.     2566   Chan, M. L. and Siriwato, S. (2023). Mother tongue based multilingual education (MTB-MLE): An alternative to monolingual education policy in Myanmar. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 10(2), 51-68. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/10/number/2/article/226 (TCI กลุ่ม 1)   Boonyaratanakornkit, T. and Withitwinyuchon, N. (2023). Let’s Go Halves Scheme: An evaluation of effectiveness and efficiency. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 10(2), 19-36. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/10/number/2/article/224  (TCI กลุ่ม 1)   dechen, K. and Siriwato, S. (2023). The dynamics of the economic relationship between India and Bhutan. Journal of Social Innovation, 6(2), 96-130. Retrieved from https://jsi.rsu.ac.th/Article/65a744f8-96c5-4ec6-82ae-f62ae39db83a (TCI กลุ่ม 2)     2567   Chhin-Eng, K. and Siriwato, S. (2024). Examining the effect of China foreign aid and diplomacy on Cambodia good governance and growth stability. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 11(1), 56-72. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/11/number/1/article/237 (TCI กลุ่ม 1) 2568   Zin Thin, S., and Siriwato, S. (2025). Examining Migrant Workers’ Rights in Fishing Industry of Thailand after Ratification of ILO C188: A Case Study of Burmese Migrant Workers in Ranong Province, Thailand. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 12(1), 1–20. https://doi.org/10.59796/jcsh.v12i1.1-20 (TCI กลุ่ม 1)   Trirat, C. S., and Siriwato, S. (2025). The role of clean energy and clean transportation in mitigating climate change: A case study of BTS Skytrain in Bangkok, Thailand. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 12(2), 58–80. Retrieved from https://doi.org/10.59796/jcsh.v12i2.58-80  (TCI กลุ่ม 1)   Kyauk, S. K., and Siriwato, S. (2025). Human

การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1/1, 2.2.3, 2.3.1/1 รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ และ ดร.ณีรนุช รักยิ่ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตได้เห็นความสำคัญในเรื่องผลกระทบรอบด้านของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงมีนโยบายให้ศึกษาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ การรักษา และการป้องกันจากโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่หลายชนิดในอนาคตที่อาจจะเกิดจากโคโรน่าไวรัส ไวรัสนิปาห์ โรคฝีดาษลิง ไข้หวัดนก ฯลฯ ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถตัดต่อพันธุกรรมและพัฒนาในห้องแลปให้ร้ายแรงขึ้นโดยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในสถาณการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องหาแนวทางในการพึ่งพาตนเองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้อย่างเร็วที่สุด  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ทำการศึกษาและวิจัย เพื่อแสวงหาความจริง แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางป้องกัน แนวทางการรักษาในเรื่องโรคอุบัติใหม่ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ในการสำรวจภาวะสุขภาพหลังจากโรคระบาดโควิด-19 ได้ยุติลง ด้วยการตรวจเลือด 1,177 คนและตรวจสแกนสมองด้วย MRI 1,070 คน เมื่อปี 2568 ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) อื่น ๆ (โปรดระบุ) มีฐานข้อมูลของสมองคนไทยที่เป็นปกติตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 75 เป็นจำนวน 1070 รายโดยมี รายละเอียดทั้งโครงสร้างปริมาตรและสายใยประสาทเชื่อมโยงสมอง จากการจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางสมองและผู้เชี่ยวชาญทางระบบสแกนคอมพิวเตอร์สมองด้วยเอ็มอาร์ไอโดยใช้งบงบประมาณแผ่นดิน (ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ (เดิม รพ.รามาธิบดี สถาบันจุฬาภรณ์) ปัจจุบัน เชื่อมโยงกับรพ.นวเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเคมี การพัฒนายาใหม่ และปัญญาประดิษฐ์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ​ แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและระบบประสาท ทางด้านภูมิคุ้มและติดเชื้อ ดร.นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการเขต 11 กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทใบยา ไซโตฟาร์ม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยา วัคซีนจากใบยา และวิเคราะห์เปปไทด์จากเลือดด้วยวิธี Mass spectrometry ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cellular and molecular immunology ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนูชีววิทยาทางไวรัส และจัดการข้อมูลระดับลึก ดร.ณีรนุช รักยิ่ง นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโปรตีน และจัดการข้อมูลระดับลึก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.1/1 ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.3 ยุทธศาสตร์ที่ O2.3  โปรดระบุ KR 2.3.1/1 ยุทธศาสตร์ที่ 5  โปรดระบุ KR Strategic goals 1 รายละเอียดตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1 งานนี้สำเร็จลงได้ไม่ใช่เพียงแต่เงินทุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่เป็นการลงทุนร่วมจากเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์เพื่อคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านปัญญาประดิษฐ์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.3 เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต บริษัทใบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์สมองโรงพยาบาลนวเวช คณะนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ และการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่ถูกต้อง ยุทธศาสตร์ที่ 3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 สร้างรูปแบบการประเมินสุขภาพชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนโดยมีความลึกซึ้งและสามารถระบุความรุนแรงได้ทั้งทั้งที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทั้งนี้ต้องมีการต่อยอดจากรัฐบาลใน การนำการประเมินดังกล่าวเป็นการบริการระดับชุมชนซึ่งจะทำให้มีการวางแผนพัฒนาสุขภาพอย่างเข้มข้น จนถึงระดับบุคคล ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR Strategic goals 1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาลัย การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ จากการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยจนทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงของวิกฤตสุขภาพก่อนที่จะเริ่มออกอาการรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สามารถนำไปสู่การวางแผนในระดับประเทศได้ทันที และสร้างการเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยในความยั่งยืนในชีวิตของคนไทยตรงตามปณิธานของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นไม่ใช่เพียงชื่อเสียงและกำไรเท่านั้นแต่เพื่อความยั่งยืนในชีวิตของคนไทย ขั้นตอนการดำเนินงาน ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ตู้เย็น -80 องศาเซลเซียส 856,000 บาท อุปกรณ์เจาะเลือด หลอดเลือด และค่าจ้างนักเทคนิคการแพทย์ 65,677 บาท ค่าส่งตัวอย่างเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ 3,210 บาท ค่าตรวจวิเคราะห์สแกนสมองด้วยวิธี MRI 21,640,000 บาท ค่าตรวจวิเคราะห์โปรตีนในเลือดขั้นสูง 7,200,000 บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข แก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรม เนื่องจากตอนแรกรับเฉพาะอาสาสมัครที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิตที่มีตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป แต่จำนวนที่ได้มีเพียงไม่ถึง 200 รายซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้คือ 1,200 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรมเป็น รับอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ทำการเลื่อนวันลงทะเบียนและเจาะเลือดอาสาสมัคร จากเดือนมีนาคม 2568 เป็นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2568 โดยทำการส่งอีเมลให้กับอาสาสมัครแต่ละรายถึงกำหนดการใหม่รวมทั้งสถานที่ใหม่ การเก็บข้อมูลสุขภาพ การได้รับวัคซีนโควิด รวมถึงการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมโครงการของอาสาสมัครแต่ละราย เนื่องจากถ้าทำการเก็บข้อมูลในวันเจาะเลือดจะทำให้เกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลเพราะมีอาสาสมัครมากกว่า 1,000 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโดยให้อาสาสมัครแต่ละรายทำการเซ็นใบยินยอมการเข้าร่วมโครงการรวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนวันเจาะเลือดจริง เกิดความล่าช้าในช่วงแรกของการตรวจเลือดขั้นสูง เนื่องจากต้องทำการปรับกระบวนดำเนินงานให้เหมาะสม จึงทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงสองถึงสามเดือนแรก ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการติดตามผลหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่องทุกสองสัปดาห์ ทำให้ได้ผลทั้งหมดในเดือนธันวาคม 2568 ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลการตรวจสแกนสมองด้วย MRI เนื่องจากผลที่ได้เป็นไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์แยกย่อยได้ ทางสูงจึงได้ทำการอ่านผลการตรวจของอาสาสมัครแต่ละรายแล้วแยกข้อมูลลงในไฟล์ Excel และทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Jupyter notebook 7.3.2 เพื่อให้ได้ผลที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเลือดขั้นสูง ได้ผลการตรวจเป็นโปรตีนมากกว่า 10,000 ชนิดซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ให้อาสาสมัครเข้าใจได้ ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นห้าระบบสุขภาพ ได้แก่ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบ (Immune Inflammation) และจนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันล้า (Immune exhaustion) ระบบหัวใจ หลอดเลือดและการเผาผลาญ (cardio-metabolic) สมองเสื่อม (Alzheimer’s และ Parkinson’s) และทำการส่งผลการวิเคราะห์ให้กับอาสาสมัคร 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล สามารถดำเนินการตรวจวิเคราะห์การตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและตรวจความหลากหลายของโปรตีนย่อยในเลือดและความปกติของการเชื่อมต่อของสมองได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวอย่าง ดำเนินการวิเคราะห์ผลให้มีความแล้วเสร็จไม่ต่ำกว่า 50% สามารถดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ทางรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดด้วยเทคนิคจำเพาะได้ไม่ต่ำกว่า 50% ทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สามารถดำเนินการวิเคราะห์ตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดได้เสร็จสิ้น 100% มีการดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ในรูปแบบจดหมายและอีเมลอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้เข้าร่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 100% ยกเลิกทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน เนื่องจากระยะเวลาในการใช้สมุนไพร อาจสั้นเกิดไปในการวิเคราะห์ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           บรรลุเป้าหมาย 100% เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดที่ตั้งเอาไว้ที่ 50% ความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งนี้เนื่องจากมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีการทบทวนโดยสถาบันที่ยุโรปพบว่ามีความแม่นยำอย่างน้อย 80% และตัวอย่างที่ตรวจได้คนไทย 1177 คนเพียงพอทั้งนี้ต้องการเพิ่มอีก 2000 คนซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นและคนยุโรปเช่นเยอรมนี เพื่อขึ้นทะเบียนที่ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ           มีการสร้างเครือข่ายการทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งนี้โดยอาศัยความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคที่ต้องมีความผิดปกติในหลายระบบร่วมกันทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากระบบเดียวก่อนและลุกลามเป็นลูกโซ่จนกระทั่งทำให้ทุกระบบเกิดวิกฤติขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีอาการแสดงก็ตาม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                ความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรและนักวิจัยผู้ปฏิบัติงานในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องถึงสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสุขภาพยั่งยืนและประชาชนคนไทยสามารถยืนด้วยตัวเองได้โดยรับทราบความเสี่ยงของสุขภาพตนเองว่าเกิดวิกฤติขึ้นแล้วและต้องการความใส่ใจมากขึ้น และในขณะเดียวกันองค์กรต้องมีความตระหนักว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถใช้ประเมินประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรในผู้ป่วย ทั้งนี้โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้าที่จะใช้และหลังใช้โดยไม่ต้องรอระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ PROPREDIC ขึ้นทะเบียนที่สหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ในการนำมาใช้จริงสำหรับคนไทยต้องการการผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีอุปสรรคหลายขั้นตอนทั้งนี้ถ้าไม่สามารถทำได้และรอให้มีการขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศก่อนแล้วย้อนกลับมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยจะทำให้ค่าใช้จ่ายถีบตัวสูงขึ้นโดยคนไทยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จริง การประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเพื่อให้ประชาชนคนไทยรวมทั้งสถาบันต่างๆในประเทศไทยและองค์กรรัฐได้รับทราบความสำเร็จนี้ และเกิดการผลักดัน ให้มีการวางแผนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยยึดข้อมูลของการศึกษานี้ที่พบว่าในคนไทยอายุ 40 ถึง 60 ปีที่เป็นช่วงอายุสำคัญของการทำงานแท้จริงแล้วมีภาวะโรคซ่อนอยู่ที่จะก่อให้เกิดวิกฤติทางสุขภาพได้ในอนาคต และต้องมีมาตรการฉุกเฉินโดยด่วน 6. ข้อมูลประกอบ ไม่มี

รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ Read More »

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1 การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ ว่าที่ร้อยตรี รศ.ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จากการจัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอุปกรณ์ชีวการแพทย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนพัฒนาเป็นหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปี พ.ศ. 2555 และยกระดับหน่วยงานเป็นคณะในปี พ.ศ. 2559 และเป็นวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2561 การพัฒนานี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการสร้างกำลังคน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย วิทยาลัยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัย การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก การขาดระบบพี่เลี้ยงสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องของทีมวิจัย ส่งผลให้ศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยเชิงลึก การขอทุนวิจัยภายนอก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว วิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีและแผนปฏิบัติการ โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2560–2564) มุ่งสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางชีวการแพทย์เพื่อสังคมอาเซียน” และเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต่อมาในระยะที่สอง (พ.ศ. 2565–2569) ปรับสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการชีวการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตให้เป็นระบบเดียวกัน และในปี พ.ศ. 2568 วิทยาลัยได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์เข้าสู่ระยะที่สาม โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการวิศวกรรมชีวการแพทย์แบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน ในระดับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2565–2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567) โดยกำหนดให้ Innovative Research and Development เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก พร้อมตัวชี้วัดด้านทุนวิจัยและเครือข่ายวิจัยระดับสากล ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับตัวชี้วัดของวิทยาลัย ได้แก่ KR2.2.1 การเพิ่มจำนวนทุนวิจัยทั้งภายในและภายนอก และ KR2.2.2 การเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก โดยเฉพาะทุนจากงานวิจัยเชิงบริการและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถานพยาบาล เพื่อให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดผลอย่างยั่งยืน วิทยาลัยได้พัฒนา ระบบการจัดการความรู้ (KM) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างและถ่ายทอด วัฒนธรรมการวิจัยขององค์กร (Research Culture) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การถอดบทเรียนจากโครงการวิจัย การใช้ระบบ Mentoring การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาความเข้มแข็งของข้อเสนอโครงการวิจัย ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงภารกิจหนึ่งขององค์กร แต่กลายเป็น “DNA การวิจัยของวิทยาลัย” ที่ฝังอยู่ในทุกภารกิจหลัก โดยสรุป แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อยกระดับศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็งและต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น และขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ที่สามารถสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการอย่างยั่งยืน 2.แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น กลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สามารถสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการใช้ KM เพื่อรวบรวมบทเรียน อุปสรรค และแนวทางที่ประสบความสำเร็จมาใช้พัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง (2) การเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก ด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดต้นทุนการพัฒนางานวิจัย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในทีมและการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และหน่วยงานวิจัย (4) การเสริมสร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยระบบบริหารที่โปร่งใส ชัดเจน และมีกลไกการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และ (5) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการประชุมวิชาการ การสัมมนา การถ่ายทอด Tacit Knowledge ด้วยระบบ Mentoring และการพัฒนาคลังองค์ความรู้ด้านการวิจัย โดยสรุป แนวปฏิบัติ KM นี้มีบทบาทเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ. 3.ความรู้สำคัญที่นำมาใช้  แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) รวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ 3.1 ประเภทของความรู้ แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้หลายประเภท เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งประเภทของความรู้ได้ดังนี้ 1) ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่สามารถบันทึก จัดเก็บ และเข้าถึงได้ผ่านระบบสารสนเทศขององค์กร ตัวอย่างเช่น คลังองค์ความรู้ด้านการวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจัดเก็บผ่านระบบ RKMS (Rangsit Knowledge Management System) แนวคิดและหลักการด้านการบริหารองค์กรและการบริหารงานวิจัย เช่น การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M (Man, Machine, Material, Method) การบริหารโครงการวิจัย การจัดทำงบประมาณ และการประเมินความเสี่ยงของงานวิจัย ความรู้เชิงวิชาการด้านการวิจัย เช่น วิธีวิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทเรียนและประสบการณ์จากการศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และองค์กรอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ประเภทนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัย 2) ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของบุคลากร โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการบริหารงานวิจัยของผู้บริหารและคณาจารย์ ซึ่งสั่งสมจากการดำเนินงานจริงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ของ รองศาสตราจารย์นันทชัย ทองแป้น และทีมคณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย องค์ความรู้ประเภทนี้มักถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกัน การให้คำปรึกษา และระบบ Mentoring ซึ่งช่วยถ่ายทอดประสบการณ์จากนักวิจัยอาวุโสสู่คณาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ 3) ความรู้ผสมและความรู้จากเครือข่าย (Hybrid & Networking Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้ เช่น การประชุมสัมมนา การจัดเวิร์กชอป การถอดบทเรียน (Lessons Learned) และระบบ Mentoring นอกจากนี้ยังรวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก เช่น ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง 3.2 ที่มาของความรู้ (Knowledge Sources) แหล่งที่มาขององค์ความรู้ในแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) เจ้าของความรู้ (Knowledge Owners) ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และบทเรียนจากการดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรม 2) แหล่งจัดเก็บองค์ความรู้ (Knowledge Repositories) ได้แก่ ฐานความรู้ของศูนย์จัดการความรู้มหาวิทยาลัยรังสิต ระบบ RKMS รวมถึงช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ของวิทยาลัย เช่น เว็บไซต์ สื่อดิจิทัล และรายงานวิชาการ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ฐานความรู้เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน  แนวปฏิบัตินี้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตและยุทธศาสตร์การวิจัยของวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายทุนวิจัยจากภายนอก ตัวชี้วัดหลัก (Main KPI) KR2.2.1 – จำนวนเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ (ภายใน + ภายนอก) กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อปี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อคนต่อปี ตัวชี้วัดนี้สะท้อนความสามารถของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัดรอง (Secondary KPI) KR2.2.2 – สัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก วัดสัดส่วนเงินทุนจากภายนอก เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และงานวิจัยเชิงบริการ (Contract Research) เทียบกับเงินทุนวิจัยทั้งหมด เพื่อสะท้อนศักยภาพของวิทยาลัยในการสร้างความร่วมมือและแข่งขันขอทุนวิจัยในระดับประเทศ การวัดและประเมินผล  การประเมินผลการดำเนินงานด้านวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการผ่านตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีเกณฑ์การประเมินผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผล ตัวชี้วัด เป้าหมาย จำนวนทุนวิจัยและบริการวิชาการ ≥ 3,000,000 บาทต่อปี หรือ ≥100,000 บาทต่อคน ผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญา บทความนานาชาติ ≥25 เรื่อง/ปี และ IP ≥3 รายการ/ปี การพัฒนาตำแหน่งวิชาการ ≥60% ของอาจารย์ทั้งหมด รางวัลนวัตกรรม / Start-Up ≥3 รางวัลต่อปี การนำผลงานไปใช้จริง ≥1 โครงการเชิงพาณิชย์ต่อปี ความสนใจจากหน่วยงานภายนอก ≥5 หน่วยงานต่อปี การได้รับการยอมรับเป็น Node / Hub ≥1 เครือข่ายต่อ 2 ปี คะแนนประกันคุณภาพ ระดับดีมาก ความร่วมมือวิจัยใหม่ ≥1 โครงการต่อปี การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงาน และปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขั้นตอนการดำเนินงาน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้กรอบ Knowledge Management (KM) และ PDCA ผ่านกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพองค์กร วิทยาลัยดำเนินการวิเคราะห์ SWOT ด้านการวิจัย ครอบคลุมทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมทั้งทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เช่น จำนวนทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดทิศทางและวางแผนเชิงกลยุทธ์ 2) การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุ โครงการวิจัยหลัก (Flagship Research) และจัดทำ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) รวมถึงกำหนดกิจกรรมด้าน KM เช่น การจัด Workshop การถอดบทเรียน และระบบ Mentoring เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัด KR2.2.1 และ KR2.2.2 3) การดำเนินงานตามแผน พัฒนาศักยภาพทีมวิจัยผ่านระบบ Mentoring และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานพยาบาล เพื่อขยายโอกาสในการขอทุนวิจัยและพัฒนางานวิจัยร่วม 4) การติดตามและประเมินผล ดำเนินการติดตามผลตาม ตัวชี้วัด KPIs อย่างสม่ำเสมอ ทั้งรายเดือน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี พร้อมให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) และรางวัลแก่ทีมวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น โดยใช้กระบวนการ PDCA เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง 5) การสรุปบทเรียนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานและบทเรียนที่ได้รับในแต่ละรอบการดำเนินงาน (Lessons Learned) พร้อมจัดทำ Improvement Plan สำหรับปีถัดไป เพื่อเสริมจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยให้มีความยั่งยืน แนวคิดสำคัญของกระบวนการนี้คือการสร้าง Research Ecosystem ที่ทำให้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการวิจัยขนาดเล็ก สร้างเครดิตทางวิชาการ และต่อยอดสู่โครงการวิจัยขนาดใหญ่ พร้อมบูรณาการ KM ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ตารางที่ 2 แหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัย แหล่งทุน สัดส่วน บทบาท ทุนภายในมหาวิทยาลัย 20% Seed Funding สำหรับโครงการเริ่มต้น ทุนภาครัฐ 72.5% สนับสนุนโครงการวิจัยหลักและ Contract Research ทุนภาคเอกชน 2.5% สนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รายได้จากบริการวิชาการ 5% หมุนเวียนกลับมาสนับสนุนงานวิจัย นอกจากงบประมาณแล้ว วิทยาลัยยังใช้ทรัพยากรสำคัญอื่น ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยมาตรฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรสนับสนุน ซึ่งได้รับการพัฒนาผ่านระบบ Mentoring และ KM โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบคลังความรู้และฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรสารสนเทศ จากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต การจัดสรรทรัพยากรในลักษณะดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถสร้าง ระบบนิเวศการวิจัยที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนภายในเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทีมวิจัย ก่อนขยายไปสู่ทุนภายนอก และนำรายได้จากบริการวิชาการกลับมาสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ KR2.2.1 และ KR2.2.2 3. การลงมือปฏิบัติ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ โดยสามารถแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้ ระยะที่ 1: การเริ่มต้นและวางรากฐาน (พ.ศ. 2545–2549) ในช่วงเริ่มต้นที่หลักสูตรยังอยู่ภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก โดยได้รับทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยประมาณ 90,000 บาท งานวิจัยมุ่งพัฒนาเครื่องมือวัดพื้นฐาน เช่น เครื่องมือวัดทางฟิสิกส์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่สามารถแสดงผลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาเป็นชุดเครื่องมือที่ใช้งานจริงและผลิตเชิงพาณิชย์ประมาณ 300 ชุด รวมถึงได้รับรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์จากหน่วยงานภายนอก นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้างเครดิตงานวิจัยแรกและวางรากฐานการพัฒนางานวิจัยขององค์กร ระยะที่ 2: การพัฒนาศักยภาพงานวิจัย (พ.ศ. 2550–2559) วิทยาลัยเริ่มขยายทีมวิจัยและเพิ่มศักยภาพในการขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก ส่งผลให้ผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติมากกว่า 20 ผลงานต่อปี พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพงานวิจัยภายใน นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้าง Research Credit ขององค์กร และเริ่มนำระบบ Mentoring และ KM มาใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ระยะที่ 3: การพัฒนาเป็นคณะและวิทยาลัยแห่งการวิจัย (พ.ศ. 2560–2564) หลังการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย โครงสร้างการบริหารงานวิจัยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ วิทยาลัยได้เสริมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็น Mentor เปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาศูนย์นวัตกรรม เช่น BIS Center เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง นัยสำคัญของระยะนี้ คือการก้าวสู่การเป็น วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม ระยะที่ 4: การพัฒนาไปสู่ผู้นำด้านนวัตกรรม (พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน) ในระยะปัจจุบัน วิทยาลัยสามารถขยายงานวิจัยจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่บริการวิชาการเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งส่งเสริม Startup และนวัตกรรมนักศึกษา ผ่านโครงสร้างสนับสนุน เช่น Smart Lab, Innovation Zone และ BIS Center  นัยสำคัญของระยะนี้ คือการใช้ระบบ Mentoring โครงสร้างการวิจัย และ KM เป็นกลไกสำคัญในการแปลงผลงาน Research → Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางการแก้ไข วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้ การจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกสำคัญในการเรียนรู้ ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Lessons Learned, Mentoring และ Feedback ความท้าทายสำคัญและแนวทางการแก้ไขสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระยะเริ่มต้น ในช่วงเริ่มต้น วิทยาลัยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์วิจัย แนวทางแก้ไขคือการใช้ ทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จากมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก และนำบทเรียนจากโครงการแรกมาพัฒนาเป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัยในระยะต่อไป การสร้างเครดิตวิจัยและชื่อเสียงทางวิชาการ ในระยะพัฒนาทีมวิจัย วิทยาลัยยังมีชื่อเสียงด้านการวิจัยจำกัด จึงมุ่งเน้นการ ตีพิมพ์ผลงานในวารสารและการประชุมวิชาการ การจดทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งผลงานเข้าประกวด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการขอทุนวิจัยจากภายนอก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญ การหา Mentor ระยะยาวเป็นความท้าทายสำคัญ วิทยาลัยจึงพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผ่านรูปแบบ Public–Private Partnerships เพื่อเสริมศักยภาพทีมวิจัยและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี การแปลงผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง งานวิจัยบางส่วนเผชิญช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Valley of Death) วิทยาลัยจึงพัฒนาโครงสร้างสนับสนุน เช่น BIS Center และส่งเสริมบริการวิชาการเชิงพาณิชย์ รวมถึงกิจกรรมนวัตกรรมและ Startup ของนักศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง การสร้างวัฒนธรรมการวิจัยอย่างยั่งยืน วิทยาลัยใช้ KM การสัมมนา เวิร์กชอป และระบบ Mentoring เพื่อพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีกลไกยกย่องและให้รางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมการวิจัยที่ยั่งยืน โดยสรุป ความท้าทายเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาเชิงระบบ ทำให้วิทยาลัยสามารถยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ. 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้ระบบการติดตามและประเมินผลตามหลัก PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ผ่านการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ประสานงานระหว่างทีมวิจัย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร โดยในระดับภาพรวม วิทยาลัยมีการสรุปผลการดำเนินงาน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี เพื่อตรวจสอบผลตามตัวชี้วัด (KPIs) และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators: KPIs) ตัวชี้วัดหลักที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วย จำนวนทุนวิจัยและอัตราส่วนทุนวิจัยต่ออาจารย์ประจำต่อปี (2.1) จำนวนผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียน การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) จำนวนนักศึกษาแรกเข้าในทุกระดับ รางวัลผลงานนวัตกรรมหรือ Startup ของอาจารย์และนักศึกษา การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ความสนใจจากหน่วยงานภายนอกในการเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน การได้รับการยอมรับให้เป็น Node/Hub ด้านการวิจัย จากแหล่งทุนภายนอก คะแนนประกันคุณภาพการศึกษาในระดับหลักสูตรและระดับวิทยาลัย ความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินผล วิทยาลัยใช้ ฐานข้อมูลกลางของมหาวิทยาลัยรังสิต เช่น ระบบฐานข้อมูลทุนวิจัยและผลงานวิชาการ รวมถึงระบบรายงาน PDCA และระบบประกันคุณภาพการศึกษาในการตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้แนวคิด EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) เพื่อประเมินคุณภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงองค์กร ทำให้การติดตามผลและการพัฒนางานวิจัยเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งด้านทุนวิจัย ผลงานวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยอมรับจากเครือข่ายภายนอก โดยข้อมูลจาก ตารางที่ 3 (ปีการศึกษา 2561–2567) แสดงให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของทุนวิจัยและผลผลิตทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ยประมาณ 8.67 ล้านบาทต่อปี โดยทุนจากภายนอกคิดเป็นประมาณ 87% ของทุนทั้งหมด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์อยู่ที่ประมาณ 466,557 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของมหาวิทยาลัย (60,000 บาทต่อคนต่อปี) อย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลผลิตทางวิชาการ วิทยาลัยสามารถผลิต บทความวิจัยในวารสารนานาชาติประมาณ 38–40 เรื่องต่อปี โดยมากกว่า 90% เป็นวารสารระดับ Q1 สะท้อนถึงคุณภาพงานวิจัยในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาเฉลี่ย 3–5 รายการต่อปี แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัย ผลลัพธ์สำคัญของการดำเนินงาน ทุนวิจัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ย 2–10 ล้านบาทต่อปี และมีทุนวิจัยต่ออาจารย์เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาทต่อคนต่อปี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายเท่า ผลผลิตวิจัยคุณภาพระดับนานาชาติ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 35 เรื่องต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นวารสารระดับ Q1 พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย อาจารย์ของวิทยาลัยมากกว่า 60% มีตำแหน่งทางวิชาการ สะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านวิชาการและงานวิจัย ศักยภาพในการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ความเข้มแข็งด้านงานวิจัยและบุคลากรทำให้วิทยาลัยมีความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอก การเติบโตของจำนวนนักศึกษา จากชื่อเสียงด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160 คน เป็นมากกว่า 500 คน ความสำเร็จด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยี อาจารย์และนักศึกษาได้รับรางวัลนวัตกรรมและ Startup เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับสถาบัน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การนำผลงานวิจัยไปใช้จริง ผลงานวิจัยบางส่วนถูกนำไปใช้ในภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาเชิงพาณิชย์ การยอมรับจากหน่วยงานภายนอก วิทยาลัยกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมที่สำคัญ มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง การยอมรับในเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ วิทยาลัยได้รับการยอมรับให้ทำหน้าที่เป็น Node/Hub ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ (ปี 2568–2569) การขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ มีความร่วมมือด้านการวิจัยและวิชาการกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการประกันคุณภาพการศึกษาที่โดดเด่น วิทยาลัยได้รับคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและคุณภาพหลักสูตรอยู่ในระดับ อันดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต การยกระดับสู่มาตรฐานคุณภาพระดับอาเซียน วิทยาลัยได้รับการคัดเลือกให้พัฒนาเข้าสู่ระบบประกันคุณภาพ AUN-QA ในปีการศึกษา 2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา สรุป  ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยสามารถสร้าง ผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพองค์กร ส่งผลให้วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในอนาคต ข้อสรุปเชิงนัยยะทางยุทธศาสตร์  จากข้อมูลผลการดำเนินงานด้านทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาตาม ตารางที่ 3 สามารถสรุปนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดังนี้ ศักยภาพในการดึงทุนวิจัยในระดับสูง ข้อมูลย้อนหลังปีการศึกษา 2561–2567 แสดงให้เห็นว่าทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์ในบางปีอยู่ในระดับสูงมาก เช่น ปี 2563 มีค่าเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาทต่ออาจารย์หนึ่งคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการวิจัยและกระบวนการพัฒนาข้อเสนอทุน (Research Proposal) ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ โอกาสเชิงกลยุทธ์จาก Funding Cycle แม้ว่าจำนวนทุนในแต่ละปีจะมีความผันผวนตามลักษณะของ Funding Cycle ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบทุนวิจัย แต่สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้วิทยาลัยสามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อรักษา

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              อุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลและเกมเพื่อการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ของประเทศ โดยเฉพาะการนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย เช่น อาหารไทย ขนมหวานไทย ผ่านสื่อเกมดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเกมที่มีคุณภาพและสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกและความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ                มหาวิทยาลัยรังสิตมีศักยภาพด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ แต่ยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยด้านการเพิ่มรายได้จากแหล่งทุนภายนอก                 วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต จึงมีความคิดริเริ่มโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang – Bangkok Street Food โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปี พ.ศ.2562 และประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากผู้เล่นเกมอย่างมาก ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ต่อยอดจัดทำเกม RimTHang 2 – Thai Dessert Game ที่นำเอาขนมไทยยอดนิยมมาทำเป็นเกมที่สามารถเล่นบนมือถือทั้งระบบ Android และ iOS ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 จากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ประเภทเกมทำขนมหวานไทย บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน สำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป ให้เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้รับความบันเทิงและได้รับความรู้การทำขนมหวานไทยและส่งเสริมให้คนทั่วโลกได้รู้จักขนมหวานไทยและอยากมาชิมขนมหวานไทยที่ประเทศไทยมากขึ้นได้อีกด้วย แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม ต่อหน่วยงานภายนอก เพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในรูปแบบเกมบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป เพื่อยกระดับผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเกม การจัดการโครงการ และการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 KR 2.2.2 มีสัดส่วนเงินทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม หรือทุนวิจัยเชิงบริการวิชาการ (Contract research) ต่อภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ต่อทุนวิจัยทั้งหมด ขั้นตอนการดำเนินงาน                การขอทุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) สำหรับหน่วยงานสถาบันการศึกษาอย่างเช่น มหาวิทยาลัยรังสิต มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ ศึกษายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยและเกณฑ์ของกองทุนในปีนั้น โดยสามารถดาวน์โหลดและอ่านคู่มือหรือประกาศของปีงบประมาณที่กองทุนประกาศเปิดรับ เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ เรื่องหัวข้อที่สนับสนุน ขอบเขตโครงการ และประเภททุน (เช่น ประเภททั่วไป / เชิงยุทธศาสตร์ / ความร่วมมือ) ก่อนเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ออกแบบแนวคิดและเนื้อหาโครงการ RimTHang 2 โดยดูจากผลลัพธ์และข้อเสนอแนะจากโครงการ RimTHang 1 ที่ประสบความสำเร็จ และพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น จัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) เขียนข้อเสนอโครงการให้ชัดเจน ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด รวมทั้งหัวข้อที่ต้องระบุ เช่น วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และแผนดำเนินงาน โดยให้สอดคล้องกับแนวทางของกองทุน รวมถึงจัดเตรียมเอกสารยืนยันสถานะของมหาวิทยาลัย อันได้แก่ หนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคลของมหาวิทยาลัย และหนังสือรับรองอำนาจผู้มีสิทธิลงนามของผู้ยื่นโครงการที่มอบอำนาจโดยอธิการบดี ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นที่ปรึกษาโครงการในหลาย ๆ ด้าน ยื่นข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์ กรอกและส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ของกองทุนที่ https://granting.thaimediafund.or.th/ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่นในรอบเปิดรับเดือนที่ระบุในปีงบประมาณนั้น) การประกาศผลและลงนามสัญญา หากได้รับการคัดเลือกให้ทุน กองทุนจะประกาศผลและดำเนินการลงนามข้อตกลงและสัญญา รวมถึงแจ้งเงื่อนไขการเบิกเงินงวดแรก ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบของกองทุน ประเมินผลและรายงานผลโครงการ โดยกองทุนมีระบบการติดตามประเมินผลความคืบหน้าของโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 งวด ทั้งงวดการนำเสนอผลงาน และงวดการตรวจสอบบัญชีของโครงการ ตัวชี้วัดรอง ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 ขั้นตอนการดำเนินงาน1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บุคลากรด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล เครื่องมือพัฒนาเกมและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารไทยและวัฒนธรรม 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิเคราะห์ความต้องการของแหล่งทุนและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ออกแบบเกม RimTHang 2 ให้มีเนื้อหาการเรียนรู้อาหารไทยและวัฒนธรรม โดยในโครงการนี้เปลี่ยนจากอาหารไทยริมทาง เป็นขนมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเช่นกัน จัดทำข้อเสนอขอทุนและเอกสารประกอบ พัฒนา Prototype เกมและทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และเครือข่ายศิษย์เก่า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลาเนื่องจากกองทุนให้ระยะเวลาในการทำโครงการ 1 ปี การบูรณาการเนื้อหากับความสนุกของเกมให้สมดุล กระบวนการขอทุนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งแต่ละปีมีคนเป็นจำนวนมาก แนวทางในการแก้ไข วางแผนการทำงานเป็นระยะ และถ้าหากจำเป็นต้องขยายเวลา ก็สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ ใช้ทีมที่มีประสบการณ์และหาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง พัฒนา Prototype เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ตรวจสอบการได้รับทุนจากภายนอก ประเมินคุณภาพผลงานเกมที่พัฒนา ประเมินการใช้งานจริงของผู้เรียน/ผู้ใช้ โดยในโครงการที่ส่งขอทุนได้กำหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล โดยเสนอต่อกองทุนฯ ดังนี้ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย/จํานวน วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน รายงานยอดดาวน์โหลดเกมจาก Google Play Store และ App Store  ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) รายงานผลจาก Google Play Store และ App Store ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เกิดโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือ เพื่อการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang 2 เพิ่มโอกาสในการได้รับทุนจากหน่วยงานภายนอก สร้างผลงานนวัตกรรมด้านเกมและสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้าน Creative Digital Content   ผลผลิตที่ส่งมอบต่อกองทุนฯ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันเกม RimTHang 2 บนระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android ที่เสร็จสมบูรณ์ วิดีโอ Tutorial ที่สอนการเล่นเกม, วิดีโอ Teaser Game และวิดีโอ Trailer Game เว็บไซต์ทางการของเกม RimTHang 2 (www.rimthanggame.com) ผลผลิต (Outputs) เชิงปริมาณ –   มียอดดาวน์โหลดเกมทั้งหมดจำนวน 9,233 ดาวน์โหลด ซึ่งเกินกว่าตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าไว้ (7,000 ดาวน์โหลด) โดยแบ่งเป็นผู้ใช้งานบนระบบ Android ดาวน์โหลดผ่าน Google Play Store จำนวน 5,058 ดาวน์โหลด และผู้ใช้งานบนระบบ iOS ดาวน์โหลดผ่าน App Store จำนวน 4,175 ดาวน์โหลด ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ –   คะแนนรีวิวหรือคะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีคนให้คะแนนเกมบน Google Play Store จำนวน 20 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 15 คน มีคนให้คะแนนเกมบน App Store จำนวน 18 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 6 คน     ผลลัพธ์อื่น ๆ ที่ได้ นอกเหนือจากเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ –   มีคนนำเกมไปเล่นและทำคอนเท้นท์วิดีโอรีวิวเกมลงบนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok อีกจำนวนหนึ่ง –   มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น Website, Facebook, X และ TikTok เป็นต้น  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย ผลลัพธ์ คำอธิบายผลการประเมิน 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน 9,233 คน ในช่วงระยะเวลาของโครงการมียอดดาวน์โหลดมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้     ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย ผลลัพธ์ 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) ได้คะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีผู้ให้คะแนนความพึงพอใจเกมบน Google Play Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และบน App Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก การวางแผนโครงการอย่างเป็นระบบ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาโมเดลการขอทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยดูจากคำแนะนำของกรรมการตอนตรวจงาน เพิ่มความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐ ร่วมกับเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอื่น ๆ                  นอกจากนี้ หลังจากที่ได้เผยแพร่เกมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากโครงการออกไปแล้ว จากการให้คะแนนและเขียนรีวิว โครงการสามารถที่จะต่อยอดโครงการเพิ่มเติมในมิติต่าง ๆ ได้ดังนี้ การต่อยอดในด้านสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัล                โครงการเกม RimTHang 2 มีศักยภาพในการต่อยอดเป็นสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเผยแพร่อัตลักษณ์และวัฒนธรรมอาหารไทย โดยเฉพาะขนมหวานไทยทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ผ่านกลไกของเกมที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้เล่นทุกช่วงวัยในระยะต่อไป สามารถพัฒนาเนื้อหาเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เกมเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัยและยั่งยืนได้ การต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมเกม                โครงการสามารถขยายผลสู่อุตสาหกรรมเกมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้เกม RimTHang 2 เป็นโมเดลต้นแบบของเกมวัฒนธรรมไทย, เกมเพื่อการท่องเที่ยวและ Soft Power และเกมที่ส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นด้านอาหาร ในอนาคตสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือกับร้านขนมไทยจริง ชุมชน หรือหน่วยงานด้านวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือสื่อประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ การขยายผลด้านสังคมและสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์                เนื่องจากเกม RimTHang 2 เป็นเกมที่ไม่มีความรุนแรง ไม่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม จึงสามารถขยายผลเป็น ต้นแบบสื่อดิจิทัลปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน ในระยะยาวสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเกมที่ให้ความบันเทิงควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมที่ดี เช่น ความขยัน ความอดทน การบริหารเวลา และการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทยได้ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                เพื่อให้การขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือแหล่งทุนภายนอกอื่น สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เสนอให้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติดังนี้ กำหนดขั้นตอนมาตรฐานการพัฒนาโครงการเพื่อขอทุนภายนอก วิเคราะห์ความสอดคล้องกับนโยบายของกองทุนฯ และภาครัฐ ในช่วงปีงบประมาณ กำหนดเนื้อหาโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน เขียนข้อเสนอโครงการ ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นตามข้อกำหนด ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ กำหนดให้ทุกโครงการที่ยื่นขอทุนภายนอกต้องแสดงความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัดระดับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนา Template กลางในการเขียนโครงการขอทุนสื่อสร้างสรรค์ เช่น รูปแบบข้อเสนอโครงการ หรือ ตัวอย่างผลลัพธ์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรสามารถใช้เป็นต้นแบบในการยื่นขอทุน จัดตั้งกลไกพี่เลี้ยง (Mentor) การขอทุนภายนอก โดยผู้ที่มีประสบการณ์ได้รับทุนภายนอก ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจข้อเสนอ และถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาโครงการ ผลักดันให้เป็นแนวปฏิบัติระดับคณะ หากต้องการขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือแหล่งทุนภายนอกให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน และเพิ่มสัดส่วนทุนภายนอกของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การขอทุนภายนอกไม่เป็นเพียงผลงานรายบุคคล แต่เป็นระบบการทำงานมาตรฐานของหน่วยงาน ที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลได้ในระดับมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ Link เอกสารที่เกี่ยวข้อง https://drive.google.com/drive/folders/1EUtnJE_n3_tdki7eg5diuj0bwXSfNm8Q?usp=sharing Link สื่อประชาสัมพันธ์ https://www.banmuang.co.th/news/education/457994 https://ibiznewsmedia.com/2025/12/09/rsu-383/ https://sabaideethailand.com/2025/12/09/rsu-360/ https://www.rsu.ac.th/blog/id/6937d35851a2f144303ac20e https://www.ajmontri.com/869 https://www.online-station.net/mobile-game/994321 https://thisisgamethailand.com/games/mobile/rimthang-2-dl-th/ https://www.rimthanggame.com/ https://www.facebook.com/rimthanggame https://www.youtube.com/@rimthanggame https://x.com/rimthanggame

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Read More »

 
Scroll to Top