รางวัลชมเชย

การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. สุปรียา สุธรรมธารีกุล วิทยาลัยการออกแบบ 1. บริบทและความสำคัญ                กรณีศึกษา กระบวนการออกแบบ และแนวความคิดในการออกแบบ ของนักออกแบบ เป็นวิธีการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพ ให้แก่ผู้ศึกษา และเป็นโอกาสเรียนรู้ไปพร้อมกันกับการสร้างสรรค์ผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ด้วย คือนักออกแบบจากภูมิภาค เอเชีย คือ เรอิ คาวาคูโบ (Rei Kawakubo) นักออกแบบเสื้อผ้าชาวญี่ปุ่น เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในด้านการออกแบบแนวใหม่จากนักออกแบบทั่วโลก                จึงทำให้เกิดความท้าทายในการศึกษาวิจัย เพื่อหาคำตอบ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานของนักออกแบบญี่ปุ่น คือ Rei Kawakubo เจ้าของแบรนด์ Comme des Garçons ซึ่งเป็นผลงานแนวใหม่ หรือ Avant-Garde โดยมีผลงานที่แตกต่างจากนักออกแบบชาวตะวันตก นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยกับสมญานามว่า เป็น Decostructionist และมีแนวทางสร้างผลงานรูปแบบ Anti-Fashion โดยทั่วไปข้าพเจ้าจะเรียนรู้ และบันทึกความเป็นไป และได้ใช้แนวทางกรณีศึกษาและสรุปด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้มายังไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ยังไม่สามารถศึกษาได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากการทำความเข้าใจค่อนข้างยาก เพราะข้อมูลส่วนใหญ่มาจากนักประวัติศาสตร์แฟชั่น และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว                จนกระทั่ง Metropolitan Museum ในนครนิวยอร์ค ได้เชิญนักออกแบบดังกล่าว ไปแสดงผลงานจึงเกิดความชัดเจนขึ้น ว่า แนวความคิดของนักออกแบบ มีความเกี่ยวข้องกับปรัชญาวาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ซึ่งคาวาคูโบ(Kawakubo) มีประวัติการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ศิลปะ จึงมีความชื่อมั่นและมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ปรัชญาวาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น รวมทั้งสุนทรียศาสตร์เซน ตลอดจนวัฒนธรรม การเป็นอยู่ และการเมืองในประเทศตั้งแต่ยุคเฮอิอันจนถึงยุคคามาคุระตอนต้น จึงสามารถหาคำตอบ ถึงแรงบันดาลใจ แนวความคิดในการออกแบบ ผลงานออกแบบ ในบริบทของคาวาคูโบ และสามารถอธิบายได้ เกี่ยวกับนักออกแบบญี่ปุ่น Rei Kawakubo ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                เป้าหมายในการจัดการความรู้ เพื่อบรรลุ (1) เป้าหมายของงาน ให้มีมุมมองที่กว้างขวางในด้านกระบวนการออกแบบของนักออกแบบต่างชาติ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับปรัชญาวาบิ-ซาบิ สุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น รวมทั้งปรัชญาของศิลปะเซน และแนวความคิดของพุทธศาสนานิกาย เซน นอกจากนี้ยังทำความเข้าใจ ศิลปะของญี่ปุ่น ทั้งความเรียบง่ายและความชื่นชมในความงามที่ไม่ยั่งยืนอีกด้วย (2) เป้าหมาย ด้านการพัฒนานักศึกษาให้เพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบ (3) เป้าหมายของมหาวิทยาลัยรังสิต ความเป็นเลิศในวิชาการ และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้      (4) เป้าหมาย การเป็นสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ เพื่อการเอื้ออาทร แลกเปลี่ยนความรู้ รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้ให้กับบุคลากรทั้งอาจารย์และนักศึกษา ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.สุปรีย่า สุธรรมธารีกุล สังกัด สาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ วิทยาลัยการออกแบบ B.Sc. In Art Education, M.Sc. in Educational Technology (CU.Th.), MA.in Educational Psychology (Keio U. Japan), MA. In Fashion Design (U of Arts in UK)       รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ผู้รวบรวมความรู้ ได้ทำการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์มาเป็นเวลา 25 ปี ใช้ความรู้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบ และรวบรวมความรู้แนวทางการออกแบบ และแนววามคิดในการออกแบบ จากการศึกษาปรัชญาDeconstruction ในระดับปริญญาโท และได้ใช้แนวทางปรัชญา Deconstruction ในการสอนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความสนใจกระบวนการออกแบบขแงกลุ่มนักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่เป็นตัวอย่างสำคัญของกลุ่มการออกแบบแนว Avant-Garde และ Anti-Fashion จึงได้รวบรวม และได้ใช้แนวทางการออกแบบของกลุ่มนักออกแบบชาวตะวันตก และตะวันออก เป็นตัวอย่างให้แก่นักศึกษา เสมอมา รวมทั้งแนวความคิดของปรัชญาวาบิ-ซาบิ เพื่อใช้ในการออกแบบ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.5.1/1 การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” KR 2.5.1/1 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”บทความวิชาการตีพิมพ์ในระดับที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ ได้แก่การตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับชาติที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าได้ผ่านการประเมินจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer reviewer) ที่มาจากหลากหลายสถาบัน จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” -มีการประเมินผลโดย Focus group จำนวน 3 คน การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” -ผลงานสร้างสรรค์ได้รับรางวัลที่ 1 จาก peer reviewer ขั้นตอนการดำเนินงาน จากความรู้ที่ได้บันทึกไว้ ในการศึกษาผลงานของนักออกแบบทั้งตะวันตกและตะวันออก จึงได้เลือกผลงานที่สร้างสรรค์ในแนวก้าวหน้าของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น และประวัติการแสดงผลงาน ตลอดจน ผลงานที่ได้จัดแสดงในนิทรรศการที่ The Metropolitan Museum of Art 2018 ประวัติการศึกษาของนักออกแบบ ประวัติ ปรัชญาวาบิ-วาบิ และสุนทรียศาสตร์ ญี่ปุ่นทั้งเซน และวาบิ-ซาบิ วิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลการศึกษา ผลงานนักออกแบบคาวาคูโบที่ ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิ ปรัชญาสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์เซน การออกแบบตัดเย็บ เผยแพร่ ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ และบทความวิจัย โครงการวิจัยที่ 1 เผยแพร่ผลงานวิจัยโครงการที่1แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12th ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” งบประมาณ 123,000 บาท -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” งบประมาณ 139,250 บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ค้นคว้า รวบรวม บทความ วรรณกรรม เอกสาร สื่ออีเล็คโทรนิกส์ รูปภาพ และอื่นๆ ดูงาน ณ วิสาหกิจชุมชุนบ้านตูบแก้วคำ อ.เสริมงาม จังหวัดลำปาง เพื่อดูการผลิตเส้นใยฝ้าย ย้อม ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงการผลิตทอเป็นผืน (งบประมาณส่วนตัว) และในวิจัยต่อเนื่อง ได้ไปทัศนศึกษาวัฒนธรรม และสถานที่อ้างอิงเกี่ยวกับ วาบิ-ซาบิ ประเทศญี่ปุ่น(งบประมาณส่วนตัว) วิเคราะห์ข้อมูล และเริ่มทดลองออกแบบ ทดลองออกแบบพื้นผิว และโครงเสื้อ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”ทดลองสร้างโครงเสื้อ เรียบ และพื้นผิวเรียบง่าย เน้น แนวความคิดซาบิ หรือ ความเรียบง่าย และไม่แน่นอน -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”เน้นความคิดซาบิ หรือความอ้างว้าง และความเสื่อมโทรม เน้นโครงเสื้อ และพื้นผิวที่ผ่านกาลเวลา การเย็บมือเรียบง่าย  การผลิตผลงาน ตัดเย็บ ตัดเย็บและลองสวม แก้ไข และผลิจผลงานสำเร็จ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” ตัดเย็บผลงานสร้างสรรค์ 5 ชุด  -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”ตัดเย็บผลงานสร้างสรรค์ 5 ชุด (ใช้งบส่วนตัว 2 ชุด) เผยแพร่ -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” เผยแพร่ บทความวิจัยฐาน TCI   -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12” ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินการสรุปข้อมูลปรัชญาวาบิ-ซาบิ เพื่อการวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้ข้อมูลดังกล่าวมาเป็นแนวความคิดในการออกแบบ Focus group ประกอบด้วยนักออกแบบและนักวิชาการ ผู้วิพากย์และวัดผลงาน ในการวิจัย การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน” มิได้วิพากย์เกี่ยวกับปรัชญา วาบิ-ซาบิ อย่างไรก็ตาม readerผู้ตรวจผลงานวิจัยมีการวิพากย์เนื้อห้าวิจัยวาบิ-ซาบิและแนะนำให้ เผยแพร่ในวารสาร TCI ระกับนานาชาติ  ด้านงบประมาณมีปัญหา งบประมาณค่าใช้สอย ซึ่งวัสดุ ผ้าไทยที่มีราคาแพง ผู้ศึกษาจึงต้องใช้งบประมาณส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง สำหรับในเผยแพร่ ผลงานสร้างสรรค์สาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณค่านางแบบ การถ่ายภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีปัญหาในการของบประมาณ ช่วงบุกเบิก 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล -โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”ได้ใช้ การวัดผลโดยกลุ่ม Focus group ประกอบด้วยนักออกแบบและนักวิชาการ ผู้วิพากย์และวัดผลงาน ในการวิจัย 3 คน ใช้แบบสอบถาม แบบLinkert scale ประเมินผลในระดับดี และการประเมินรายงานการวิจัยจากสถาบันวิจัย -โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” ใช้แบบสอบถาม มาตรฐานการให้แสดงผลงาน ของวิทยาลัยการออกแบบ โดยกลุ่ม peer group แสดงผลงาน ออนไลน์ ในการประชุมนานาชาติ วิทยาลัยการออกแบบ “International Symposium: working in progress #12” ได้รางวัลที่ 1 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้ความรู้และเข้าใจ ปรัชญาวาบิ-ซาบิ สุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ และสุนทรียศาสตร์เซน ตลอดจนประวัติ และที่มา ตามวัตถุประสงค์ (รายวิจัยในเอกสารแนบ) มีความมั่นใจในการอธิบาย และทดลองใช้ กระบวนการออกแบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ ความเข้าใจในการออกแบบของนักออกแบบทั้งตะวันตก และตะวันออก ในเชิงวิชาการ มีวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากมุมแคบจนถึงมุมกว้างเพิ่ม การสร้างสรรค์ ในมุมมองใหม่ และการยอมรับในผลงานออกแบบจากความสามารถภายในตัวบุคคล(intuition) การยอมรับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทั้งความงามและเสื่อมโทรม ด้วยความจริงใจ การยอมรับในความลึกซึ้ง สัมผัสได้ด้วยจิตใจ หรือ Mono no Aware   มีความคิดในการทำวิจัย และการเขียนตำราทุก 2 ปี การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                  ผลลัพธ์ และเป้าหมายสามารถดำเนินการได้สำเร็จส่วนใหญ่ ยกเว้นการเผยแพรความรู้ให้กับวิสาหกิจ ชุมชน และการแชร์ความรู้ให้กับอาจารย์ทุกคนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์อย่างเป็นทางการ ยกเว้นการอ่านจากเอกสาร ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                การดูงานในประเทศญี่ปุ่น การทดลองใช้หลักการ และแนวทางสุนทรียศาสตร์ และปรัชญาทางตะวันออก เช่น วาบิ-ซาบิ ในการปฏิบัติการออกแบบด้วยตนเอง และทดลองใช้ปรัชญาดังกล่าวในการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี 5.1 นำเสนอผลงานวิจัย ณ เวทีวิจัยของสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ5.2 ใช้ข้อมูลในการสอนการออกแบบ และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อนักศึกษาและอาจารย์ในสาขาวิชาและสถาบันภายนอก5.3 พัฒนาผลงานที่ทดลองออกแบบให้เป็นไปได้ในวิสาหกิจชุมชน5.4 ใช้องค์ความรู้ในการเขียนตำรา ในอนาคต แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน       การใช้องค์ความรู้ในการเขียนตำราการออกแบบ และเผยแพร่ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย แก่วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจ SME 6. ข้อมูลประกอบ 6.1  Vol. 10 No. 1 (2023): January – June : https://so12.tci-thaijo.org/index.php/jcsh/article/view/3292/2306 6.2 https://workinprogress-symposium.design/wp-content/uploads/2024/07/Symposium-2024.pdf รายงานการวิจัย 6.3.1 โครงการวิจัยที่ 1การประยุกต์ใช้ปรัชญาวาบิ-ซาบิในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ธรรมชาติ:ความไม่ยั่งยืน”2565 6.3.2 โครงการวิจัยที่2 การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นเรื่อง “ความชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา”2567

การทำงานวิจัยจากปัญหา Body of Knowledge ในการอธิบายแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น รวมทั้งวิธีการออกแบบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น- Wabi-Sabi Read More »

การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล คณะดิจิทัลอาร์ต 1. บริบทและความสำคัญ การนำองค์ความรู้ด้านศิลปะ การออกแบบ ดิจิทัลอาร์ตเพื่อใช้สร้างเป็นนวัตกรรมด้านส่งเสริมการศึกษาสำหรับผู้พิการ โดยต่อยอดพัฒนาจากโครงการผลิตสื่อการสอนศิลปะ แอนิเมชันเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะศิลปะ กิจกรรมสอนศิลปะสำหรับเด็กพิเศษ ด้วยระบบห้องเรียนอัจฉริยะและเทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) ซึ่งเห็นว่า การใช้นวัตกรรมด้านดิจิทัลอาร์ต สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับภาคการศึกษาพิเศษได้มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ ซึ่งภาคการศึกษาพิเศษภายใต้การดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งยังถือว่าขาดแคลนในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อน ที่ต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคการศึกษาพิเศษ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อการใช้นวัตกรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กพิเศษ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต         รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ นวัตกรรมนิทานสื่อปฏิสัมพันธ์มุ่งเน้นให้นักเรียนผู้มีความต้องการพิเศษฝึกรู้จักพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ การจดจำ เรียนรู้อารมณ์ รู้จักเหตุและผล การคำนวณอย่างง่าย และสามารถเข้าใจกฎกติกาพื้นฐานได้ โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญและจำเป็นสำหรับเด็กในยุคศตวรรษใหม่เด็กจะได้รับโดยตรงตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มอ่านนิทาน เมื่อฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่องตามหลักการสอนสำหรับเด็กพิเศษ การฝึกฝนข้างต้นจะสอดคล้องกับทักษะอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล การสื่อสาร การเชื่อมโยง และการคิดสร้างสรรค์จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้นเพื่อให้เด็กพิเศษ ได้นำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเป็นทักษะชีวิตในอนาคตได้ รวมถึงอิงกับทฤษฎีการเรียนรู้อย่างครอบคลุม เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ของเพียเจต์ (Piaget) ทฤษฎีการเรียนรู้ของไวกอตสกี้ (Vygotsky) ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Bruner) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) แนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori) แนวการสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia)  เป็นต้น นอกจากนี้การจัดอบรมครูผู้สอนในการประยุกต์เครื่องมือในการสอนเพื่อสร้างครูต้นแบบให้พร้อมส่งต่อทักษะแก่ครูรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์คนพิการและเด็กด้อยโอกาส เข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานยุทธศาสตร์ที่ 2     โปรดระบุ KR  2.3.1/1                                                          รายละเอียดตัวชี้วัด (ใช้กำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน) ออกแบบจัดทำสื่อนิทานปฏิสัมพันธ์ 1 ชุด จำนวน 15 เรื่อง จัดพิมพ์หนังสือนิทาน จำนวน 10 เรื่อง (โดยคัดเลือกมาพิมพ์จำนวน 10 เรื่อง) 3. จำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง โรงเรียนละ 10 คน จาก 15 โรงเรียน อายุระหว่าง 6 – 12 ปี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการร้อยละ 80 ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) เด็กพิเศษเกิดการเรียนรู้ ประเมินชี้วัดด้านพัฒนาการ หลังกิจกรรมภาคสนาม โดยหลังการใช้สื่อในระยะเวลา 1 เดือน มีการพัฒนาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผลประเมินจากบุคลากรครูในกลุ่มเป้าหมายตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นที่ 1.1 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสถานศึกษาที่จัดระบบการศึกษาตรงตามประเภทกลุ่มเป้าหมาย สถานศึกษาที่จัดการศึกษาเรียนร่วมหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อชี้แจงแนวทางดำเนินงานและสืบข้อมูลนำมาวิเคราะห์สร้างเนื้อหาและรูปแบบการทำงานของสื่อ อย่างเหมาะสมตามความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมายจากแต่ละสถานที่คือปัจจัยชี้วัดทิศทางการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพ (เดือนกันยายน 2568) ขั้นที่ 1.2 คณะทำงานประชุมวางแผนงาน ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อสร้างแนวทางตามวัตถุประสงค์โครงการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอหัวข้อ เนื้อหา และขอบเขตงาน หัวหน้าโครงการพร้อมด้วยคณะทำงานทำการสืบค้นข้อมูลด่านต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวิเคราะห์ จัดประชุมเพื่อกำหนดแนวทางในการสร้างเนื้อหาและการออกแบบของสื่อ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออนิเมชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมตรวจสอบ เสริมคำแนะนำด้านรูปแบบระบบการสื่อสารของสื่อ แนะนำรูปแบบโครงสร้าง แนวทาง เนื้อหาหลักแต่ละเรื่องของสื่อ ชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน และแนะแนวทางแผนการสอนสำหรับกิจกรรมภาคสนามโดยใช้เนื้อหาที่แตกต่างกันเพื่อการวัดการประเมินผลสรุปผลโครงการ สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 โรงเรียน และร่วมกันวางรูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคสนาม (เดือนกันยายน 2568) ขั้นที่ 1.3 เมื่อได้ข้อมูลตั้งต้นจากการสืบค้นตามแหล่งต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิตสื่อโดยดำเนินการออกแบบสื่อก่อน กระบวนการดำเนินงานภายในโครงการได้วางแผนแบ่งดำเนินงานส่วนผลิตสื่อเป็น 2 งานหลัก ดังนี้ งานวางแผนการผลิตสื่อ (Pre-Production) นิทานปฏิสัมพันธ์สำหรับเด็กพิเศษ ดำเนินงานโดย – หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอนิเมชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ร่วมกันออกแบบเนื้อหา รวมถึงองค์ประกอบส่วนต่างๆ ของแต่ละเรื่อง และรูปแบบชุดฝึกทักษะวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 15 เรื่อง – หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันออกแบบรูปแบบการใช้งานสื่อปฏิสัมพันธ์ ออกแบบวิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหว ออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชัน จำนวน 15 งาน งานวางแผนออกแบบระบบแอปพลิเคชันนิทานเพื่อใช้งานบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมี การออกแบบเนื้อหาที่มีความถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และเข้าใจง่าย  การออกแบบตัวละครหลัก ตัวละครสมทบ ฉากและสิ่งแวดล้อมที่รูปร่างไม่ซับมากเกินไป  การออกแบบคอนเซปต์อาร์ต โทนแสงสี การออกแบบเลย์เอาท์ให้มีความลงตัวไม่กีดขวางอารมณ์ผู้อ่าน เหมาะสมกับอารมณ์และแนวทางของเนื้อหา  การออกแบบงานภาพกราฟิกต่างๆ วิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหวที่ต้องมีการจัดวางอย่างสวยงามกลมกลืนไม่รกจนเบี่ยงเบนจุดโฟกัสภาพของผู้ใช้งานหรือทำให้ผู้ใช้งานสับสน  การออกแบบโลโก้และอักษรหลักของแต่ละเรื่องต้องมีการมองเห็นได้ชัดเจน กลมกลืนเข้ากับอารมณ์ของเนื้อหาเรื่องนั้นๆ  การออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชันเพื่อให้สามารถดึงความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น เช่น การให้ผู้ใช้งานได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ในการแตะตัวเลือกว่าตัวละครจะตัดสินใจเลือกตัวเลือกไหน เพื่อให้นิทานได้ดำเนินต่อไปได้ เป็นต้น  การออกแบบชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน ที่จะช่วยดึงศักยภาพของพัฒนาการด้านการจดจำ การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์พื้นฐาน และการทำความเข้าใจกฎกติกาของการเล่นหรือการเข้าสังคม เช่น ตัวละครในนิทานถามชื่อของผู้ใช้งานเพื่อโต้ตอบกับผู้ใช้งาน หรือตัวละครตั้งคำถามกับผู้ใช้งานเพื่อให้ตอบ “ได้” หรือ “ไม่ได้” โดย หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ตามความเหมาะสมกับบทเรียนและตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ จำนวน 15 เรื่อง (เดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน 2568) ขั้นที่ 2 ดำเนินการผลิตสื่อปฏิสัมพันธ์ แอปพลิเคชัน ในระดับ Pre-Production (ระยะเวลา เดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2568)           ขั้นที่ 2.1 นำข้อมูลและแบบแผนทั้งหมดทั้ง 15 เรื่องเข้าสู่กระบวนการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ เพื่อเตรียมการก่อนผลิต (Pre-Production) มีองค์ประกอบดังนี้ – งานออกแบบเนื้อหา– งานตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา– งานออกแบบตัวละครหลัก– งานออกแบบตัวละครสมทบ     – งานออกแบบฉาก/สิ่งแวดล้อม– งานออกแบบโทน แสง สี– งานออกแบบคอนเซปต์อาร์ต– งานออกแบบวิชวลเอฟเฟคและการเคลื่อนไหว– งานออกแบบเลย์เอาท์– งานออกแบบงานภาพกราฟิก– งานออกแบบโลโก้และอักษรหลัก– งานออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการโต้ตอบของแอปพลิเคชัน หัวหน้าโครงการ คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ตามความเหมาะสมกับบทเรียนและตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ ขั้นที่ 2.2 จัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับใช้สื่อในการจัดกิจกรรมภาคสนาม – จัดซื้อแท็ปเลต จำนวน 76 เครื่อง– จัดซื้อหูฟัง จำนวน 41 เครื่อง (เดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน 2568) กิจกรรมที่ 2 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชันนิทาน ในระดับ Production จำนวน 8 เรื่อง  (ระยะเวลา เดือนธันวาคม 2568 – เมษายน 2569)           นำข้อมูลด้านการออกแบบจากกิจกรรมที่ 1 ที่ได้ตกผลึกเรียบร้อยแล้วเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นผลงานจริงในระดับ Production มีองค์ประกอบดังนี้ – งานบริการเข้าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ ไอโอเอส จำนวน 1 หน่วย– งาน Production เทคนิคแอนิเมชันผสม 2 มิติ และ 3 มิติ– งานวาดคีย์เฟรม (Keyframe) จำนวน 8 เรื่อง     – งานวาดเฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 8 เรื่อง– งานคลีนอัพลายเส้น จำนวน 8 เรื่อง– งานลงสีคีย์เฟรม (Keyframe), เฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 8 เรื่อง– งานวาด – ลงสีฉาก จำนวน 8 เรื่อง– งานกราฟิกภาพนิ่งงานแอปพลิเคชัน จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดทำโลโก้ จำนวน 8 เรื่อง– งานเทคนิคโมชั่นกราฟิก จำนวน 8 เรื่อง– งานตัดต่อ จำนวน 8 เรื่อง– งานคอมโพสิตติง จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดทำหนังสือนิทาน จำนวน 8 เรื่อง– งานเขียนโค้ดระบบ จำนวน 8 เรื่อง– งานส่วนปฏิสัมพันธ์ จำนวน 8 เรื่อง– งานใส่เสียงพากย์ จำนวน 8 เรื่อง– งานใส่เสียงประกอบและเอฟเฟค จำนวน 8 เรื่อง– งานเพลง – ดนตรีประกอบ จำนวน 8 เรื่อง– งานชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 8 เรื่อง– งาน Production หนังสือนิทาน– งานวาด – ลงสีภาพประกอบสำหรับหนังสือ จำนวน 8 เรื่อง– งานกราฟิกหนังสือ จำนวน 8 เรื่อง– งานจัดวางเลย์เอาท์หนังสือ จำนวน 8 เรื่อง หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ กิจกรรมที่ 3 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชันนิทาน ในระดับ Production จำนวน 7 เรื่อง                        (ระยะเวลา เดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569) ขั้นที่ 1 นำข้อมูลด้านการออกแบบจากกิจกรรมที่ 1 ที่ได้ตกผลึกเรียบร้อยแล้วเข้าสู่กระบวนการพัฒนาต่อเป็นผลงานจริงในระดับ Production มีองค์ประกอบดังนี้ – งานบริการเข้าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ ไอโอเอส (Android & IOS) จำนวน 1 หน่วย-งาน Production เทคนิคแอนิเมชันผสม 2 มิติ และ 3 มิติ– งานวาดคีย์เฟรม (Keyframe) จำนวน 7 เรื่อง    – งานวาดเฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 7 เรื่อง– งานคลีนอัปลายเส้น จำนวน 7 เรื่อง– งานลงสีคีย์เฟรม (Keyframe), เฟรมระหว่าง (In between) จำนวน 7 เรื่อง– งานวาด – ลงสีฉาก จำนวน 7 เรื่อง– งานกราฟิกภาพนิ่งงานแอปพลิเคชัน จำนวน 7 เรื่อง– งานจัดทำโลโก้ จำนวน 7 เรื่อง– งานเทคนิคโมชั่นกราฟิก จำนวน 7 เรื่อง– งานตัดต่อ จำนวน 7 เรื่อง– งานคอมโพสิตติง จำนวน 7 เรื่อง– งานจัดทำหนังสือนิทาน จำนวน 7 เรื่อง– งานเขียนโค้ดระบบ จำนวน 7 เรื่อง– งานส่วนปฏิสัมพันธ์ จำนวน 7 เรื่อง– งานใส่เสียงพากย์ จำนวน 7 เรื่อง– งานใส่เสียงประกอบและเอฟเฟค จำนวน 7 เรื่อง– งานเพลง – ดนตรีประกอบ จำนวน 7 เรื่อง– งานชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์รอบด้าน จำนวน 7 เรื่อง– งาน Production หนังสือนิทาน– งานวาด – ลงสีภาพประกอบสำหรับหนังสือ จำนวน 2 เรื่อง– งานกราฟิกหนังสือ จำนวน 2 เรื่อง– งานจัดวางเลย์เอาท์หนังสือ จำนวน 2 เรื่อง ขั้นที่ 2 ดำเนินการจัดเตรียมการผลิตสื่อแอปพลิเคชัน ในระดับ Post-Production โดยการนำงาน Production นิทานทั้ง 15 เรื่องที่เสร็จเรียบร้อยแล้วรวมเป็นแอปพลิเคชัน 1 หน่วย ทำการอัปโหลดลงในระบบปฏิบัติการทั้งรูปแบบแอนดรอยด์ และไอโอเอสเพื่อทำการทดสอบระบบความแม่นยำ ความเสถียร ตรวจสอบจุดบกพร่องของสื่อปฏิสัมพันธ์ก่อนแนะนำให้แก่กลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง และจัดพิมพ์นิทานรูปแบบหนังสือเพื่อมอบให้กับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง – งานจัดทำรูปเล่มนิทาน จำนวน 10 เรื่องๆ ละ 1,000 เล่ม รวมเป็น 10,000 เล่ม หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลอาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสื่อมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านมัลติมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ กิจกรรมที่ 4 ดำเนินการจัดอบรมออนไลน์บุคลากรครู จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาคสนาม นิเทศติดตามและประเมินผล และการเผยแพร่โครงการ (โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง จำนวน 15 โรงเรียน) (ระยะเวลา เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2569) ขั้นที่ 1 จัดอบรมออนไลน์บุคลากรครูและพี่เลี้ยงเด็ก – จัดทำคู่มือประกอบการอบรมฉบับอิเล็กทรอนิกส์– แนะนำแอปพลิเคชันและแนวทางการประยุกต์ใช้สื่อในการเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ– จัดส่งแทปเลตที่ติดตั้งแอปพลิเคชันแล้วให้ทางกลุ่มเป้าหมายตัวอย่างได้มีช่วงเวลาได้ศึกษาและทำ ความคุ้นเคยตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ 2-3 สัปดาห์ ต่อ 1 เรื่อง ก่อนการจัดกิจกรรมภาคสนาม– จัดทำคู่มือประกอบกิจกรรมภาคสนาม และเกียรติบัตรแก่บุคลากรครูผู้เข้าร่วมกิจกรรม ขั้นที่ 2 จัดกิจกรรมภาคสนาม – ดำเนินการแจ้งนัดหมายทางโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มจัดกิจกรรม– ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้สื่อปฏิสัมพันธ์เพื่อเสริมศักยภาพการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง– ส่งมอบเครื่องมือ (แทปเลต) และสื่อส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบแอปพลิเคชัน– ส่งมอบหนังสือนิทาน ให้กับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง จำนวน 20 ชุดๆ ละ 10 เรื่อง งานนิเทศติดตามและประเมินผล และการเผยแพร่โครงการ (ระยะเวลา เดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม 2569) ขั้นที่ 1 รวบรวมผลการประเมินโครงการจากบุคลากรครูกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง – ดำเนินการติดตามผลการใช้งานสื่อ รายงานผลผ่านระบบออนไลน์– จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการ โดยระบุสภาพปัญหาโดยการดำเนินงาน แนวทางการแก้ไขและพัฒนา– เผยแพร่ผลงานนวัตกรรมโครงการนำเข้าระบบเซิร์ฟเวอร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยศูนย์บริการทางวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ขั้นที่ 2 ส่งมอบโครงการแก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ  – มอบนวัตกรรมชุดอุปกรณ์การเรียนรู้ นิทานสื่อปฏิสัมพันธ์ คู่มือการใช้งาน หนังสือนิทาน และหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อปฏิสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ค่าตอบแทนผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยประสานงานโครงการ และผู้รับจ้าง ร่วมกันดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 12,763,494 บาทอุปกรณ์ที่ใช้ Wacom Cintiq ให้การสนับสนุนโดยคณะดิจิทัลอาร์ต 3. การลงมือปฏิบัติ การติดต่อสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 แห่ง การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเด็กพิเศษผู้มีความบกพร่องด้านต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ นำไปสู่การออกแบบสร้างสรรค์นวัตกรรมนิทานและการสอน (ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบนิทาน ช่วงกิจกรรมที่ 2 ของโครงการ)  ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข การปรับแก้ไขในส่วนงานออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะที่นำไปใช้กับเด็กผู้มีความบกพร่องด้านต่างๆ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล อยู่ในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินการในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 คาดว่า ผลลัพธ์ (Outcome) เด็กพิเศษได้มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น ประเมินจากหลังการจัดกิจกรรมภาคสนาม 2. ช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพด้านการสอนให้แก่ครู พี่เลี้ยงเด็ก ในการเป็นครูแม่ข่ายต้นแบบ 3. ได้นวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเด็กพิเศษที่ผู้ใช้ทั่วประเทศสามารถเรียนรู้ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา 4. เป็นงานวิจัยและนวัตกรรมและองค์ความรู้การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนพิการ  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ดำเนินการในช่วงกิจกรรมภาคสนาม ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จาดว่า เกิดการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายแก่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ความหลากหลายลักษณะเฉพาะของเด็กพิเศษ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กพิเศษได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยผ่านสื่อนวัตกรรม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การวางแผนด้านบุคลากร เนื่องจากช่วงระหว่างการดำเนินงาน มีคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญบางท่านมีภาระงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การบันทึกแนวปฏิบัติเป็นหัวข้อ อย่างละเอียด ในสิ่งที่ต้องดำเนินการ เอกสารทุกฉบับทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ที่เริ่มดำเนินโครงการ โดยเฉพาะระเบียบปฏิบัติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ 6. ข้อมูลประกอบ https://drive.google.com/drive/folders/1lu733jlMTHtrVdI-GvLKaKeB-43UPIz6?usp=drive_link

การพัฒนาความรู้ผ่านนวัตกรรมการวิจัย Read More »

ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR ไม่ระบุ ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก ผู้จัดทำโครงการ​ ศาสตราจารย์ ดร.วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น , รองศาสตราจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธีรวัฒน์ ตันบุตร, อาจารย์แขไข ธนสารโสภิณ, ดร.โสภณ สุวรรณกิจ, ศุภพร สุขะตุงคะ และ ยลญดา หล้าธรรม วิทยาลัยดนตรี 1. บริบทและความสำคัญ                วารสารดนตรีรังสิตเป็นวารสารวิชาการด้านดนตรีโดยเฉพาะ ปัจจุบันดำเนินเข้าสู่ปีที่ 21 โดยปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาวารสารดนตรีรังสิตได้ก้าวจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลกด้วยการเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus เป็นวารสารฉบับแรกของประเทศไทยที่รองรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus นอกจากนี้วารสารดนตรีรังสิตเป็นหนึ่งในวารสารฐานข้อมูล TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) กลุ่ม 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน วารสารมีพัฒนาการด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความก้าวหน้าจากระดับชาติสู่ระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่มาตรฐานสากลนั้นไม่ได้อาศัยเพียงผลลัพธ์ของมิติคุณภาพบทความเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการที่มีคุณภาพสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน ก่อนการพัฒนาวารสารสู่ฐานข้อมูล Scopus กระบวนการบริหารจัดการวารสารดนตรีรังสิตได้อาศัยหลักเกณฑ์ของ TCI เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพตามลำดับจากวารสาร TCI กลุ่ม 1 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสกัดบทเรียนและองค์ความรู้จากกระบวนการดังกล่าว เพื่อนำมาพัฒนาเป็นระบบแนวปฏิบัติที่สามารถต่อยอดไปสู่คุณภาพระดับนานาชาติภายใต้ฐานข้อมูล Scopus  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร           แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการดำเนินงานของวารสารอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากลของฐานข้อมูล Scopus โดยมีเป้าหมายสำคัญด้านพัฒนาระบบการบริหารจัดการวารสารให้มีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส มีความชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การพิจารณากลั่นกรองไปจนถึงการเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างมีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพบทความวิชาการให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ มีความเป็นสากลและสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับแวดวงวิชาการในระดับนานาชาติ ทั้งยังเป็นการสร้างต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการพัฒนาวารสารวิชาการ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                                อื่น ๆ (โปรดระบุ) เกณฑ์การประเมินวารสารของฐานข้อมูล Scopus เกณฑ์การจัดกลุ่มวารสารของ TCI กลุ่ม 1 แนวทางจริยธรรมการตีพิมพ์ของ COPE (Committee on Publication Ethics) และแนวปฏิบัติด้านการจัดการกระบวนการวารสารวิชาการ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                       อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์ของกองบรรณาธิการในการบริหารจัดการวารสาร การพิจารณาเชิงวิชาการ การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานจริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้               ความรู้ทั้งสองลักษณะข้างต้นถูกนำมาสังเคราะห์และถอดบทเรียนผ่านกระบวนการทำงานจริงของกองบรรณาธิการ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นระบบแนวปฏิบัติที่ดีที่มีโครงสร้างชัดเจน สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 4 KR 4.2.3 รายละเอียดตัวชี้วัด                วารสารดนตรีรังสิตได้รับการรับรองในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 ตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการ (รายละเอียดเพิ่มเติม https://shorturl.asia/ZthTL) ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) 1) ระยะเวลาในการพิจารณาบทความ ใช้วัดประสิทธิภาพของระบบกองบรรณาธิการและการบริหารผู้ทรงคุณวุฒิ โดยกำหนดตัวชี้วัดเป็นระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับบทความจนถึงแจ้งผลการพิจารณา เป้าหมายคือควบคุมระยะเวลาให้อยู่ในเกณฑ์ ทั้งนี้การแยกระยะเวลาเป็นแต่ละขั้นตอนนั้นจะสอดคล้องกับกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการได้อย่างตรงจุดและเป็นระบบ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess) 2) จำนวนบทความจากต่างประเทศเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนระดับการยอมรับในเวทีนานาชาติและศักยภาพของวารสารในการสร้างเครือข่ายวิชาการ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับสากลอย่าง Scopus ตัวชี้วัดนี้ใช้ประเมินความเป็นสากลของวารสารดนตรีรังสิต โดยพิจารณาบทความที่มีผู้เขียนหลัก (Corresponding Author) สังกัดสถาบันต่างประเทศ ควบคู่กับความหลากหลายของประเทศต้นสังกัดของผู้เขียน เพื่อสะท้อนมิติการสร้างเครือข่ายบนเวทีวิชาการระดับนานาชาติ 3) ความครบถ้วนของนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ ใช้วัดความสอดคล้องของวารสารกับมาตรฐานสากลด้าน Publication Ethics โดยพิจารณาการมีและการเผยแพร่นโยบายที่ชัดเจน เช่น การป้องกันการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) การเพิกถอนบทความ (Retraction Policy) ระบบการกลั่นกรองแบบ Double-blind และแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน COPE เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับวารสารดนตรีรังสิต (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/PublicationEthics) ขั้นตอนการดำเนินงาน 1) วิเคราะห์และถอดหลักเกณฑ์การประเมินของ Scopus และ TCI 2) ปรับโครงสร้างกองบรรณาธิการและระบบผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 3) พัฒนาระบบกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess) 4) จัดทำนโยบายด้านจริยธรรมการตีพิมพ์และมาตรฐานการเผยแพร่ 5) ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรที่ใช้ งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานวารสาร เว็บไซต์ระบบ ThaiJo สำหรับจัดการบทความ สื่อออนไลน์ บุคลากรด้านวิชาการ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ การนำแผนสู่การปฏิบัติยึดหลักการจัดการวารสารเชิงระบบ “System-Based Journal Management” โดยพัฒนา 3 มิติหลักอย่างบูรณาการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพกระบวนการ 2) ความเป็นสากล และ 3) ความโปร่งใสด้านจริยธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ Scopus และ TCI อย่างเป็นระบบ ขั้นตอนการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ 1) ปรับปรุงคำแนะนำผู้เขียนให้สอดคล้องมาตรฐานสากล จัดทำแบบฟอร์มที่กำหนดข้อมูลด้านจริยธรรมและการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน กำหนดกระบวนการก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้ผลลัพธ์ช่วยลดบทความที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ต้น ลดภาระผู้ทรงคุณวุฒิ และเพิ่มคุณภาพบทความเข้าสู่กระบวนการประเมิน 2) ปรับโครงสร้างและกำหนดบทบาทกองบรรณาธิการ แยกบทบาท Editor-in-Chief, Section Editor อย่างชัดเจน และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงาน ตลอดจนกำหนดกรอบระยะเวลาให้เป็นมาตรฐานในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้ผลลัพธ์หน้าที่ความรับผิดชอบมีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินงานไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 3) พัฒนาระบบกลั่นกรองบทความใช้ระบบ Double-blind Peer Review อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดทำ แนวทางขั้นตอนสำหรับผู้ประเมินบทความและเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://docs.google.com/document/d/1FSScRyLTsKY085cY01m7cqZ9XNUUHPAkW2gm1eOszmM/edit?tab=t.0) ตลอดจนติดตามระยะเวลาการประเมินและประสิทธิภาพของผู้ทรงคุณวุฒิ ผลลัพธ์เพิ่มความโปร่งใส ความเที่ยงธรรม และความน่าเชื่อถือของบทความ  4) จัดทำนโยบายจริยธรรมและการกำกับดูแล จัดทำนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เผยแพร่นโยบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์สอดคล้องกับแนวทาง COPE และเกณฑ์ Scopus สร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ก่อนการพัฒนาระบบ กระบวนการดำเนินงานส่วนหนึ่งอาศัยประสบการณ์และการประสานงานเฉพาะบุคคล หลังการปรับปรุง ได้พัฒนาเป็นระบบขั้นตอนการทำงานและนโยบายที่ชัดเจนสามารถถ่ายทอดและตรวจสอบได้ ทำให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ความไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การจัดทำบทความของผู้เขียน ได้รับการแก้ไขโดยการจัดทำแนวทางคำแนะนำสำหรับผู้เขียน ตลอดจนจัดทำ Template บทความรองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนสามารถ Download ไปใช้จัดเตรียมต้นฉบับของตนเอง (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/authorguidelines) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การตรวจสอบและวัดผลดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารคุณภาพเชิงระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) การประเมินภายนอกผ่านการติดตามผลการรับรองและการคงสถานะในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ระดับสถาบันและความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2) การติดตามตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สถิติวารสาร เช่น ระยะเวลาในการพิจารณาบทความ อัตราการตอบรับบทความ สัดส่วนบทความจากต่างประเทศ และแนวโน้มการอ้างอิง ทั้งนี้มีการสรุปรายงานผลเป็นประจำทุกปี และ3) การประเมินคุณภาพภายในผ่านการประชุมทบทวนการดำเนินงานของกองบรรณาธิการ การประเมินประสิทธิภาพของผู้ทรงคุณวุฒิ และการทบทวนนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางวารสารที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                    วารสารดนตรีรังสิตสามารถรักษามาตรฐาน TCI กลุ่ม 1 ได้อย่างต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ประเมินรอบเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และประเมินรอบเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2572 หากพิจารณาถึงภาพรวมกล่าวได้ว่าวารสารดนตรีรังสิตอยู่ในมาตรฐานของ TCI ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบันและมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพให้กับแวดวงวิชาการทางดนตรี (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวข้อ TCI Tier History ตามลิงก์ https://tci-thailand.org/journal_info?jid=284) นอกจากนี้ผลลัพธ์จากการรักษามาตรฐานในกลุ่ม TCI กลุ่ม 1 ข้างต้นส่งผลให้วารสารดนตรีรังสิตได้รับการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยรังสิตและ TCI ให้เป็นวารสารของโครงการ TCI-TSRI-Scopus Phase 2 (2023-2026) ลำดับที่ : 22 และได้รับการผลักดันเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus ได้สำเร็จในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยวารสารดนตรีรังสิตเป็นวารสารวิชาการทางดนตรีในฐานข้อมูล Scopus เล่มแรกของประเทศไทยที่รองรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ นี้ส่งผลให้บทความที่ถูกเผยแพร่ในวารสารดนตรีรังสิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือตั้งแต่วารสารปีที่ 16 ฉบับที่ 1 ถึงปัจจุบันบทความทั้งหมดจะอยู่ในฐานข้อมูลนานาชาติ Scopus ข้อมูลวารสารดนตรีรังสิตที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ Scopus (https://www.scopus.com/sourceid/21101293883) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากลิงก์ต่อไปนี้     https://www.facebook.com/share/p/17tWjYB86s/ https://tci-thailand.org/view?slug=List_TCI_TSRI_Scopus_2 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนด พบว่าผลลัพธ์บรรลุตามแผนที่วางไว้ในทุกมิติ โดยวารสารดนตรีรังสิตได้รับการรับรองในฐานข้อมูล Scopus ตามเป้าหมายหลัก และสามารถรักษาสถานะ TCI กลุ่ม 1 ได้อย่างต่อเนื่อง ในด้านประสิทธิภาพกระบวนการ ระยะเวลาเฉลี่ยในการพิจารณาบทความอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สะท้อนถึงความมีประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการเชิงระบบที่พัฒนาขึ้น ในด้านความเป็นสากล สัดส่วนบทความจากต่างประเทศเริ่มมีมากขึ้น แสดงถึงการยอมรับในระดับนานาชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมการตีพิมพ์ วารสารมีนโยบายที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมมีการใช้จริงในกระบวนการดำเนินงาน ส่งผลให้ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของวารสารอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับมาตรฐาน Scopus โดยภาพรวมผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของระบบแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 4 (KR 4.2.3) ของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของกองบรรณาธิการ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ2) การทำงานเป็นทีมของกองบรรณาธิการ3) การใช้หลักเกณฑ์ Scopus และ TCI เป็นกรอบการดำเนินงาน4) การพัฒนาและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี วารสารดนตรีรังสิตได้กำหนดกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิดการบริหารจัดการเชิงระบบ โดยนำผลการประเมินจากตัวชี้วัดหลักและตัวชี้วัดรองมาวิเคราะห์และทบทวนผ่านการประชุมกองบรรณาธิ เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การพัฒนาครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาด้านกระบวนการ โดยปรับปรุงขั้นตอนการทำงานและลดระยะเวลาในการพิจารณาบทความอย่างต่อเนื่อง2) การพัฒนาด้านความเป็นสากล โดยเพิ่มสัดส่วนกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางวิชาการในระดับนานาชาติ3) การพัฒนาด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรม โดยทบทวนนโยบายการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับแนวทางสากลและมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่อย่างสม่ำเสมอ แนวทางดังกล่าวทำให้วารสารไม่เพียงรักษามาตรฐานในฐานข้อมูล Scopus และ TCI กลุ่ม 1 เท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพและผลกระทบทางวิชาการในระยะยาว แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน           แนวปฏิบัตินี้สามารถขยายผลไปสู่การเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาวารสารวิชาการอื่นภายในมหาวิทยาลัย และสามารถต่อยอดเป็นแนวทางระเบียบปฏิบัติในการบริหารจัดการวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่รวบรวมขั้นตอนการดำเนินงาน โครงสร้างกองบรรณาธิการ ระบบกลั่นกรองบทความ และกรอบนโยบายจริยธรรมการตีพิมพ์ เพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับวารสารวิชาการอื่นภายในมหาวิทยาลัย ในระดับเชิงนโยบาย สามารถพัฒนาแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นระเบียบปฏิบัติมาตรฐานสำหรับวารสารที่มุ่งพัฒนาสู่ฐานข้อมูลระดับนานาชาติ โดยบูรณาการเข้ากับระบบประกันคุณภาพภายในและยุทธศาสตร์ที่ 4 (KR 4.2.3) เพื่อสนับสนุนการยกระดับผลงานวิจัยและภาพลักษณ์ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในระดับสากล ในระยะยาว แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาวารสารกับสถาบันอื่น เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการจัดการวารสารวิชาการของประเทศไทยสู่นานาชาติ 6. ข้อมูลประกอบ ข้อมูลวารสารดนตรีรังสิตที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ Scopus https://www.scopus.com/sourceid/21101293883 โพสต์ของเพจศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย-TCI        https://www.facebook.com/share/p/17tWjYB86s/ Thai Journals Accepted for Indexing in Scopus   https://tci-thailand.org/view?slug=List_TCI_TSRI_Scopus_2 รายชื่อวารสารในฐานข้อมูล TCI                                     https://tci-thailand.org/journal_info?jid=284 เกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการของ TCI               https://shorturl.asia/ZthTL เว็บไซต์วารสารดนตรีรังสิต                                 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/home คำแนะนำสำหรับผู้เขียน                                              https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/authorguidelines กระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/rmj/peerreviewprocess แนวทางขั้นตอนสำหรับผู้ประเมินบทความ                          https://shorturl.asia/O1UCu

ก้าวเข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ (Scopus) : วารสารดนตรีรังสิตจากมาตรฐานระดับชาติสู่เวทีโลก Read More »

การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1 การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ วิทยาลัยดนตรี 1. บริบทและความสำคัญ งานวิจัยด้านดนตรีในระดับอุดมศึกษามักแยกขาดระหว่าง “การประพันธ์/การแสดง” กับ “งานวิชาการเชิงวิเคราะห์” ส่งผลให้ผลงานสร้างสรรค์จำนวนมากไม่สามารถต่อยอดสู่การตีพิมพ์ ในวารสารนานาชาติ ได้อย่างเป็นระบบ แนวปฏิบัตินี้ จึงริเริ่มขึ้นเพื่อบูรณาการการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Creative Practice as Research) เป็นกระบวนการวิจัยหลัก โดยใช้การประพันธ์ดนตรีข้ามวัฒนธรรม เป็นทั้ง “ผลงานสร้างสรรค์” และ “ข้อมูลวิจัย” พร้อมการวิเคราะห์เชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่การตีพิมพ์ ในวารสารนานาชาติระดับ Scopus/Scimago Q1 โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ยกระดับงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ให้มีมาตรฐานสากล เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับงานวิจัยจริง เสริมศักยภาพภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้านนวัตกรรมวิจัย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ทฤษฎี Creative Practice as Research การวิเคราะห์ดนตรี (Form, Thematic Development, Harmony) หลักการประพันธ์และเรียบเรียงแจ๊สร่วมสมัย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์การประพันธ์และควบคุมวงแจ๊สระดับนานาชาติ กระบวนการพัฒนางานสร้างสรรค์สู่บทความวิชาการและวิจัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ แนวคิด Practice-based/Practice-led Research ในการสร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ องค์ความรู้ด้าน การวิเคราะห์ดนตรี โดยเฉพาะในด้านโครงสร้าง (Form) การพัฒนาทำนองหลัก (Thematic Development) และการประสานเสียง (Harmony) ทักษะด้าน การเรียบเรียงและการประพันธ์ดนตรีแจ๊สร่วมสมัย สำหรับวงดนตรีขนาดใหญ่ (Large Jazz Ensemble) ความเข้าใจใน บทเพลงพื้นบ้านจีน “大地回春” (Earth’s Rebirth in Spring) ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์งาน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน❑ ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR 2.5.1                          รายละเอียดตัวชี้วัด การตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ตัวชี้วัดรอง ผลกระทบต่อชื่อเสียงทางวิชาการในระดับนานาชาติ การนำผลงานไปแสดงในเวทีนานาชาติ เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติ การเกิดเครือข่ายความร่วมมือกับนักดนตรีและนักวิจัยต่างประเทศ การเพิ่มการรับรู้ต่อมหาวิทยาลัยในเวทีวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระดับโลก ขั้นตอนการดำเนินงาน ประพันธ์บทเพลงข้ามวัฒนธรรม “Spring is Back” วิเคราะห์เชิงลึกด้วยกรอบดนตรีวิชาการ ใช้ Score Reduction เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการวิเคราะห์ แสดงผลงานในเวทีนานาชาติ พัฒนาบทความวิจัยและส่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ทรัพยากรที่ใช้ วงดนตรีแจ๊สนานาชาติ ซอฟต์แวร์โน้ตเพลง เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ และวารสาร 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ประพันธ์และบรรเลงผลงานโดย Taipei Jazz Orchestra และ RSU Jazz Orchestra นำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ เช่น Taichung Jazz Festival และ Thailand International Jazz Conference ตีพิมพ์บทความใน Journal of Urban Culture Research (Scopus Q1) ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข กระบวนการตีพิมพ์ต้องใช้ระยะเวลานานในการรอคิวและรอบการพิจารณา 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ผลงานการประพันธ์ได้รับการทดสอบ และเผยแพร่ในสภาพแวดล้อมการแสดงจริง ในเวทีระดับนานาชาติ การได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ การนำแนวทาง Creative Practice as Research ในการพัฒนางานวิจัย ที่ขับเคลื่อน ด้วยผลงานภาคปฏิบัติ ไปใช้ในรายวิชา/การวิจัยอื่น การสะท้อนผลจากนักศึกษาและคณาจารย์ที่นำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ โดยเป็นต้นแบบ ของการเชื่อมโยง ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริงในงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น บทความได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ยืนยันคุณภาพเชิงวิชาการของแนวทาง Creative Practice as Research เกิดต้นแบบงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้จริง การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย ผลลัพธ์ ตัวชี้วัด 1. ผลิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นานาชาติ 2. สร้างต้นแบบการบูรณาการ Creative Practice as Research ในสายศิลปะ 1. บทความได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Urban Culture Research (Scopus Q1) 2. งานสร้างสรรค์ได้รับการแสดง ในเวทีนานาชาติ 3. กระบวนการวิจัย เป็นต้นแบบแนวปฏิบัติ ที่สามารถถ่ายทอด สู่คณาจารย์และนักศึกษา 1. บรรลุเป้าหมายหลัก ด้านคุณภาพงานวิจัย ระดับนานาชาติ 2. สร้างผลกระทบ เชิงภาพลักษณ์ และการยอมรับระดับสากล 3. พัฒนาองค์ความรู้ ที่สามารถต่อยอด เชิงยุทธศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย ข้อค้นพบเชิงยุทธศาสตร์ แนวทาง Creative Practice as Research สามารถยกระดับผลงานสร้างสรรค์ ให้เข้าสู่มาตรฐานวิจัยระดับสากลได้ การเชื่อมโยงเวทีการแสดงกับการตีพิมพ์วิชาการช่วยเพิ่มมูลค่าทางวิชาการและภาพลักษณ์องค์กร กระบวนการดังกล่าวสามารถใช้เป็นต้นแบบในสายศิลปะและสาขาอื่นได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้วิจัย การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ความร่วมมือระดับนานาชาติ การเลือกวารสารที่เหมาะสมกับลักษณะงาน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ขยาย Creative Practice as Research สู่สายศิลปะแขนงอื่น สร้างเครือข่ายการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ พัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการงานสร้างสรรค์กับการตีพิมพ์วิชาการ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะ เพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติ หรือมาตรฐานในการทำงาน ระบบสนับสนุนการตีพิมพ์ การร่วมเวทีแสดงผลงานระดับโลก การพัฒนานักวิจัยเชิงสร้างสรรค์รุ่นใหม่ แนวปฏิบัตินี้ไม่เพียงเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ในด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัย ในฐานะศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการวิจัย และสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ 6. ข้อมูลประกอบ บทความวิจัย Euprasert, Denny. “Musical Convergence in Cross-Cultural Jazz Composition: An Analysis of Spring is Back.” Journal of Urban Culture Research 30 (2025): 128-147. DOI: https://doi.org/10.14456/jucr.2025.9https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JUCR/article/view/281238 บันทึกการแสดงในเวทีนานาชาติ Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by RSU Jazz Orchestra. Live performance at Thailand International Jazz Conference, Mahidol University, April 26, 2022. https://youtu.be/RbDbJQsxezo?si=G627NbWifQBCZfCP&t=398 Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by Taipei Jazz Orchestra. Live performance at Roar Now Bangkah Festival, Taiwan, November 20, 2021. https://youtu.be/W0XoQ45zlpU?si=FGpB_J-kZHs0ZTix Euprasert, Denny. “Spring is Back” for Jazz Orchestra. Performed by Taipei Jazz Orchestra. Live performance at Taichung Jazz Festival, Taiwan, October 14, 2023. https://youtu.be/SRv3tXy7p1c?si=DZ7_k9p9TgmMGBXD Google Scholar Profile https://scholar.google.com/citations?hl=en&authuser=3&user=FtrMKnMAAAAJ

การเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่าน Creative Practice as Research เพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงสร้างสรรค์สู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ Read More »

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2, 2.5.1, 2.5.4/1 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ 1. บริบทและความสำคัญ                การพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการวิจัยเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมักสิ้นสุดเพียงรายงานภายในรายวิชา โดยไม่ได้รับการพัฒนาไปสู่การเผยแพร่ในวารสารวิชาการ               ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ ศักยภาพด้านการวิจัยของนักศึกษาไม่ได้ถูกใช้เต็มที่ ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้สังคม มหาวิทยาลัยสูญเสียโอกาสเพิ่มผลงานตีพิมพ์ ไม่สามารถสนับสนุนตัวชี้วัดด้านวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม                มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ได้แก่ KR5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 KR5.2 จำนวนผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ KR5.4 อัตราการอ้างอิง (Citation)                ดังนั้น การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่สามารถเปลี่ยนงานวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นผลงานตีพิมพ์จริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัย                แนวปฏิบัตินี้จึงถูกพัฒนาในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ โดยใช้การเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) ร่วมกับระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย เพื่อผลักดันผลงานของนักศึกษาเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายดังนี้ ผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ เพิ่มจำนวนบทความในวารสารฐาน TCI สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ สนับสนุนตัวชี้วัด KR ของมหาวิทยาลัยโดยตรง สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                  หลักการวิจัยทางสังคมศาสตร์และระเบียบวิธีวิจัย แนวทางการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) แนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE) มาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และกรอบการประกันคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการระดับชาติ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด   ดร.พัฒน์ธีรา พันธราธร ผู้อำนวยการหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต อื่น ๆ (ระบุ)  คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ ในบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มวิจัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ประสบการณ์การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการ เทคนิคการปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) ความสามารถในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย กลยุทธ์การเขียนบทความให้ผ่านกระบวนการพิจารณา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก ยุทธศาสตร์ที่  2  โปรดระบุ KR 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 5.4/1 อัตราการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ อื่นๆ โปรดระบุ สอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา และแนวทางการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE)  รายละเอียดตัวชี้วัด                แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการวิจัยของนักศึกษา และการสร้างผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education: OBE) ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะผู้เรียนและผลผลิตที่เป็นรูปธรรม                นอกจากนี้ ยังส่งเสริมคุณภาพบัณฑิตด้านการคิดเชิงวิจัย การสื่อสารทางวิชาการ และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของระบบประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา แนวปฏิบัตินี้ยังสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัย และสามารถขยายผลไปสู่รายวิชาอื่นหรือหลักสูตรอื่นได้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน ตัวชี้วัดรอง อัตราความสำเร็จของกลุ่มวิจัยในรายวิชา – ร้อยละของกลุ่มวิจัยที่ส่งบทความฉบับสมบูรณ์ได้ตามกำหนดเวลา จำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์ (Submission) ต่อภาคการศึกษา – อย่างน้อย 1 เรื่อง/ภาคการศึกษา จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับ/ตีพิมพ์ (Acceptance/Publication) – จำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) คุณภาพวารสารเป้าหมาย – สัดส่วนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) กลุ่ม 1 หรือ 2 คุณภาพบทความตามเกณฑ์การตรวจประเมินภายใน (Internal Peer Review Rubric) – บทความต้องผ่านเกณฑ์ในหัวข้อสำคัญ เช่น ความชัดเจนของปัญหาวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ความถูกต้องของการวิเคราะห์ และรูปแบบการอ้างอิง ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes) ด้านทักษะวิจัยและการเขียนเชิงวิชาการ – คะแนนประเมินชิ้นงานวิจัยและบทความวิชาการตามเกณฑ์รายวิชา การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในฐานะผู้ร่วมวิจัยและผู้เขียนบทความ – ร้อยละของบทความที่มีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย ศักยภาพการอ้างอิงและการเผยแพร่ต่อยอด (Citation & Dissemination Potential) – จำนวนครั้งที่ถูกนำเสนอ/เผยแพร่ต่อในกิจกรรมวิชาการภายในคณะ/มหาวิทยาลัย หรือการนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในงานวิจัยต่อยอดของนักศึกษา/อาจารย์ ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ออกแบบให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ฐานวิจัย (Research-based Learning) แบบครบวงจร โดยมุ่งให้ผู้เรียนสามารถผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ได้จริง มีขั้นตอนสำคัญดังนี้ การออกแบบการเรียนการสอนเชิงวิจัย                    กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ให้ผู้เรียนสามารถดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัยจนถึงการเขียนบทความวิชาการ พร้อมกำหนดแผนการเรียนการสอนและเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับเป้าหมายการตีพิมพ์ การจัดตั้งกลุ่มวิจัยนักศึกษา                    นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยขนาดเล็ก 2-3 คน โดยแต่ละกลุ่มเลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและการทำงานเป็นทีม การแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม                    คณาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เพื่อให้คำแนะนำด้านวิชาการ ระเบียบวิธีวิจัย และการเขียนบทความอย่างใกล้ชิด การพัฒนาโครงร่างวิจัย (Research Proposal)                    แต่ละกลุ่มจัดทำโครงร่างวิจัยที่ประกอบด้วยปัญหาวิจัย วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด วิธีการวิจัย และแผนการเก็บข้อมูล โดยผ่านการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ผู้สอนและที่ปรึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์                    ดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลทุติยภูมิ ตามระเบียบวิธีวิจัยที่กำหนด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางสถิติหรือวิธีเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือ การเขียนบทความวิชาการ                    นำผลการวิจัยมาพัฒนาเป็นบทความวิชาการในรูปแบบที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของวารสารเป้าหมาย รวมถึงการจัดรูปแบบการอ้างอิงและองค์ประกอบบทความตามมาตรฐาน การตรวจประเมินคุณภาพภายใน (Internal Review)                    บทความทุกเรื่องผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความเหมาะสมก่อนส่งตีพิมพ์ การส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์                    คัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับคุณภาพและขอบเขตของงานวิจัย และดำเนินการส่งบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ                    เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความให้มีคุณภาพตามข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบรับตีพิมพ์ การเผยแพร่และติดตามผล                    หลังจากได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์ มีการเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางของสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการและติดตามผลลัพธ์ เช่น การนำไปใช้ประโยชน์หรือการอ้างอิงในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ ใช้งบประมาณในระดับจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลวิจัย เช่น ค่าเดินทางหรือค่าเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการส่งบทความหรือค่าธรรมเนียมวารสาร (หากมี) ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก           แนวปฏิบัตินี้เป็นรูปแบบการพัฒนาการเรียนการสอนที่ใช้งบประมาณต่ำ แต่สร้างผลลัพธ์ทางวิชาการที่มีคุณค่าและยั่งยืน อุปกรณ์และเครื่องมือ ห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติที่มหาวิทยาลัยจัดให้) ฐานข้อมูลวิชาการออนไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูล เช่น แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ แหล่งสนับสนุนทางวิชาการ ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ วารสารและฐานข้อมูลออนไลน์ คู่มือและแนวทางการเขียนบทความวิชาการ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                การดำเนินงานในรายวิชา TRM329 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้ดำเนินการจริงต่อเนื่องตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จนถึงภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยมีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงของนักศึกษาในทุกภาคการศึกษา สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานวิจัยจริง ผู้สอนได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากการบรรยายเป็นหลัก มาเป็นการทำโครงงานวิจัยตลอดภาคการศึกษา โดยนักศึกษาทุกกลุ่มต้องผลิตผลงานวิจัยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงรายงานเบื้องต้น การดำเนินงานวิจัยของนักศึกษา                นักศึกษาได้เลือกประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ และดำเนินการวิจัยจริง ตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การเก็บข้อมูลภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล การให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง                อาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มได้จัดการให้คำปรึกษาเป็นระยะ ทั้งในชั้นเรียนและนอกเวลาเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินงานวิจัย เช่น การปรับเครื่องมือวิจัย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาบทความจากรายงานวิจัย                หลังจากงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ นักศึกษาได้รับการฝึกให้ปรับรูปแบบรายงานวิจัยให้เป็นบทความวิชาการ โดยเน้นการเขียนตามมาตรฐานวารสารจริง การคัดเลือกผลงานที่มีศักยภาพสูง                มีการคัดเลือกผลงานที่มีคุณภาพเหมาะสม ผ่านการพิจารณาร่วมกันของผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา การส่งบทความและติดตามผล                บทความที่ผ่านการคัดเลือกถูกส่งไปยังวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ                เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันปรับปรุงบทความจนผ่านเกณฑ์การพิจารณา ผลลัพธ์เชิงประจักษ์                จากการดำเนินงานจริง ทำให้เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งมีนักศึกษาเป็นผู้ร่วมวิจัย และสะท้อนความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้ ผลงานตีพิมพ์ดังนี้ Patteera Pantaratorn, Supisara Tipsangwan, Sasikan Chanarak, Armee Jangja, Phenpat Jaruenwai. (2026). Title: Factors Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4), (July-Augudt 2026) Status-Accepted Pantaratorn P., Ruadrew B., Khanitda N., & Tinnakornonsaeng A. (2026). Effects of Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16-36. พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2024). การศึกษาแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48. ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           การดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการทำวิจัยจริงและการผลักดันสู่การตีพิมพ์ มีความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านผู้เรียน เวลา และกระบวนการตีพิมพ์ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ นักศึกษาขาดประสบการณ์ด้านการวิจัยและการเขียนบทความวิชาการ              นักศึกษาระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยเชิงลึก และไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการเขียนบทความวิชาการตามมาตรฐานวารสาร           แนวทางแก้ไข จัดการเรียนการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในแต่ละขั้นตอน ใช้ตัวอย่างบทความจริงประกอบการสอน ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคการศึกษา  การดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการภายในหนึ่งภาคการศึกษามีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และเขียนบทความ           แนวทางแก้ไข วางแผนกิจกรรมเป็นช่วงเวลาอย่างชัดเจน กำหนดเป้าหมายย่อย (Milestones) ให้การติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างของศักยภาพผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม นักศึกษามีพื้นฐานและทักษะด้านวิจัยแตกต่างกัน ส่งผลต่อคุณภาพของผลงาน           แนวทางแก้ไข จัดกลุ่มแบบผสมความสามารถ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม ความซับซ้อนของกระบวนการตีพิมพ์ กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารใช้เวลานาน และมีข้อเสนอแนะที่ต้องปรับปรุงหลายประเด็น แนวทางแก้ไข เตรียมบทความให้มีคุณภาพก่อนส่งตีพิมพ์ ให้คำแนะนำในการตอบข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เลือกวารสารที่เหมาะสมกับลักษณะงานวิจัย ความกดดันและแรงจูงใจของนักศึกษา การทำวิจัยเพื่อการตีพิมพ์อาจสร้างความกดดันให้กับนักศึกษา แนวทางแก้ไข สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุน เน้นคุณค่าของประสบการณ์มากกว่าผลลัพธ์ ชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อมีความก้าวหน้า 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การประเมินผลดำเนินการทั้งในระดับรายวิชาและระดับผลผลิตทางวิชาการ โดยใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา (Learning Outcomes) ประเมินจากผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่นักศึกษาจัดทำ โดยใช้เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน (Rubric) ที่ครอบคลุมความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ความชัดเจนของการนำเสนอ และความถูกต้องของการอ้างอิง การประเมินคุณภาพบทความก่อนส่งตีพิมพ์ บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้มีความพร้อมตามมาตรฐานวารสาร การวัดผลจากจำนวนบทความที่ส่งตีพิมพ์ นับจำนวนบทความที่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวารสารวิชาการ การวัดผลจากจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือการตีพิมพ์ พิจารณาจำนวนบทความที่ได้รับการตอบรับหรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) การประเมินผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะวิจัยของนักศึกษา พิจารณาจากความสามารถของนักศึกษาในการดำเนินงานวิจัยอย่างเป็นระบบ การเขียนเชิงวิชาการ และการทำงานเป็นทีม การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย พิจารณาความสามารถของแนวปฏิบัติในการสนับสนุนตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ด้านจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           จากการดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 ถึงปีการศึกษา 2568 พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติฐาน TCI จำนวน 3 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำวิจัยและการเขียนบทความวิชาการจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และการสื่อสารทางวิชาการ เพิ่มศักยภาพการผลิตผลงานวิจัยของหลักสูตร ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างและฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป สนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยโดยตรง แนวปฏิบัตินี้มีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ ซึ่งสอดคล้องกับ 5.2 สร้างภาพลักษณ์เชิงวิชาการให้กับหลักสูตรและมหาวิทยาลัย การมีผลงานตีพิมพ์จากนักศึกษาช่วยสะท้อนคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สามารถผลิตผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่มีคุณภาพระดับตีพิมพ์ และสนับสนุนตัวชี้วัดด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ (Key Results: KR) ภายใต้วัตถุประสงค์ (Objective: O) 2.5 ของยุทธศาสตร์ที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมาย ด้านจำนวนผลงานตีพิมพ์ เป้าหมาย คือ การสร้างผลงานวิจัยจากนักศึกษาที่สามารถเผยแพร่ได้ในวารสารวิชาการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มีบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) จำนวน 3 เรื่อง ประกอบด้วย วารสาร TCI กลุ่ม 1 จำนวน 2 เรื่อง วารสาร TCI กลุ่ม 2 จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งสะท้อนว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการผลิตผลงานวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านคุณภาพผลงานวิชาการ เป้าหมาย คือ ให้ผลงานมีคุณภาพตามมาตรฐานวารสาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 และ 2 ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) แสดงถึงคุณภาพทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ ด้านการสนับสนุนตัวชี้วัดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย แนวปฏิบัตินี้มีส่วนสนับสนุนตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ 5.2 จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ 5.1 ร้อยละของผลงานที่มีค่าน้ำหนัก ≥ 0.6 5.4 อัตราการอ้างอิง (ในระยะยาว) โดยผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนับเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา เป้าหมาย คือ การพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้เรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการดำเนินงานวิจัยจริง การเขียนบทความวิชาการ และการทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในระดับอุดมศึกษา สรุป เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ พบว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการผลิตผลงานตีพิมพ์ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และการสนับสนุนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากการบูรณาการหลายปัจจัย ทั้งด้านการออกแบบการเรียนการสอน การกำกับดูแล และการสนับสนุนทางวิชาการ โดยสามารถสรุปปัจจัยสำคัญได้ ดังนี้ ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอน ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและควบคุมคุณภาพของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบรายวิชา การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการส่งบทความตีพิมพ์ ทำให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การออกแบบการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์จริง รายวิชาถูกออกแบบให้เน้นการผลิตผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้หรือเผยแพร่ได้จริง ไม่ใช่เพียงการทำรายงานเพื่อให้ผ่านรายวิชา ส่งผลให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจและความรับผิดชอบต่อผลงานมากขึ้น ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม การมีอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลแต่ละกลุ่มวิจัยอย่างใกล้ชิด ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเวลา และยกระดับคุณภาพงานของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง การติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดช่วงเวลาการตรวจสอบและรายงานความก้าวหน้า ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างแรงจูงใจด้านวิชาการให้กับนักศึกษา การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีผลงานตีพิมพ์จริง และได้รับการยอมรับทางวิชาการ ช่วยกระตุ้นความตั้งใจและความภาคภูมิใจในผลงาน การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวปฏิบัตินี้ใช้ทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจำนวนมาก การบูรณาการการเรียนการสอนกับการวิจัย การเชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนการสอนเข้ากับการผลิตผลงานวิจัย ทำให้เกิดคุณค่าทั้งต่อผู้เรียน หลักสูตร และมหาวิทยาลัย สรุป  ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ทำให้แนวปฏิบัตินี้สามารถดำเนินการได้จริง มีความต่อเนื่อง และสามารถขยายผลไปยังรายวิชาหรือหลักสูตรอื่นได้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า แม้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ได้จริง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลลัพธ์ในระยะยาว โดยมีแนวทางการปรับปรุง ดังนี้ การพัฒนาทักษะการเขียนบทความวิชาการของนักศึกษา จัดกิจกรรมเสริม เช่น การอบรมเกี่ยวกับการเขียนบทความวิชาการ การอ้างอิง และการจัดรูปแบบตามมาตรฐานวารสาร เพื่อเพิ่มความพร้อมของนักศึกษาก่อนการส่งตีพิมพ์ การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงวิจัย ส่งเสริมให้มีการให้คำปรึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์หรือผู้มีประสบการณ์ด้านการวิจัย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพงานและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน   การวางแผนระยะเวลาที่เหมาะสม ปรับแผนกิจกรรมในรายวิชาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินงานวิจัยครบกระบวนการ โดยกำหนดช่วงเวลาการส่งงานและการตรวจแก้ไขที่ชัดเจน การเพิ่มการติดตามและประเมินผลระหว่างดำเนินงาน จัดให้มีการติดตามความก้าวหน้าเป็นระยะ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และลดความเสี่ยงที่งานจะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย การคัดเลือกวารสารเป้าหมายอย่างเหมาะสม วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างคุณภาพงานวิจัยกับขอบเขตของวารสาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบรับตีพิมพ์ การสร้างฐานข้อมูลผลงานตัวอย่าง รวบรวมบทความที่ประสบความสำเร็จไว้เป็นฐานความรู้สำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลงาน การส่งเสริมแรงจูงใจของผู้เรียน สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการมีผลงานตีพิมพ์ เช่น การนำเสนอผลงาน การประกาศเกียรติคุณ หรือการเผยแพร่ผ่านช่องทางของมหาวิทยาลัย สรุป  แนวทางการปรับปรุงเหล่านี้มุ่งให้แนวปฏิบัติมีความยั่งยืน สามารถยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และขยายผลไปยังรายวิชาอื่นในอนาคต   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการ ทำงาน แนวปฏิบัตินี้มีศักยภาพในการขยายผลไปยังรายวิชาและหลักสูตรอื่นภายในมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ทรัพยากรไม่สูง สามารถปรับใช้ได้กับสาขาวิชาที่มีการทำวิจัย โดยมีแนวทางการขยายผลและพัฒนาเป็นมาตรฐานดังนี้ การเผยแพร่แนวปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย นำเสนอผลการดำเนินงานและองค์ความรู้ที่ได้ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) การอบรม หรือการประชุมวิชาการภายใน เพื่อให้คณาจารย์ในหลักสูตรอื่นสามารถนำไปปรับใช้ การจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) พัฒนาเอกสารแนวทางการดำเนินงาน เช่น ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน การกำกับดูแลกลุ่มวิจัย และกระบวนการเตรียมบทความ เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับผู้สอนรายวิชาวิจัย การบูรณาการเข้าสู่ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ผลักดันให้รูปแบบการเรียนการสอนนี้เป็นแนวปฏิบัติที่สนับสนุนตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษาและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย การขยายไปสู่รายวิชาวิจัยในหลักสูตรอื่น ส่งเสริมให้หลักสูตรที่มีรายวิชาวิจัยนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผลงานวิจัยจากนักศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษา การสนับสนุนจากระดับนโยบาย หากได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในด้านนโยบายหรือทรัพยากร จะช่วยให้แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็นมาตรฐานการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง กำหนดระบบติดตามผลการนำไปใช้ในหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน สรุป แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นรูปแบบมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนเชิงวิจัย ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตงานวิจัยจากนักศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในระยะยาว 6. ข้อมูลประกอบ รายชื่อผลงานตีพิมพ์ที่เกิดขึ้น พัฒน์ธีรา พันธราธร, สิรีวรรณ ธรรมสังวาลย์ และอธิชา นาอุดม. (2567). การศึกษาแรงจูงใจและความ พึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาชมคาบาเรต์โชว์ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์, 5(2), 31–48. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ MSVAR/article/view/279549 Pantaratorn, P., Ruadrew, B., Khanitda, N., & Tinnakornonsaeng, A. (2026). Effects of Influencer Content Characteristics and Credibility on Travel Decision among Thai Generation Z Tourists. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 13(1), 16–36. DOI: https://doi.org/10.59796/jcsh.v13i1.16-36 Pantaratorn, P., Tipsangwan, S., Chanarak, S., Jangja, A., & Jaruenwai, P. (2026). Factors Influencing Low-Carbon Tourism Perceptions and Behavioral Intentions Among Thai Generation Z: A Structural Equation Modeling Approach. Asia Social Issues, 19(4). (วารสารฐาน TCI กลุ่ม 1 — อยู่ระหว่างรอตีพิมพ์ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569)

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฐานวิจัยเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยของนักศึกษาสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ฐานดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) Read More »

การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.ศศิภัทรา ศิริวาโท สถาบันการทูตและการต่างประเทศ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนปีการศึกษา 2562 นักศึกษาของทางหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) จำเป็นจะต้องเขียนปริญญานิพนธ์ (Independent Study) ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ซึ่งนักศึกษาของทางหลักสูตรฯ สามารถเขียนปริญญานิพนธ์ได้ออกมาเป็นอย่างดี และมีคุณภาพสูง มีนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยมีการนำงานปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาไปใช้อ้างอิงเช่นกัน แต่ในการประเมินคุณภาพการศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 ทางหลักสูตรได้รับฟังข้อเสนอแนะจากทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาว่า ถึงแม้ว่างานของนักศึกษาจะมีคุณภาพมาก แต่หากไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานของนักศึกษาจากการทำปริญญานิพนธ์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่างานของนักศึกษามีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ก็เป็นการยากที่จะตัดสินว่างานวิจัยจากการทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษานั้นมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้นทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาจึงเสนอแนะให้ทางหลักสูตรมีการวางแผนที่นะนำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาไปตีพิมพ์เผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 เพื่อให้ผลงานการทำวิจัยและความรู้จากงานวิจัยของนักศึกษา ได้ถูกนำไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่จะทำวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของชุมชนและประเทศของตัวเอง  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) จากข้อเสนอแนะของทางคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษา ทางคณะการทูตและการต่างประเทศได้มีการประชุมและปรึกษากันในประเด็นนี้ จากการประชุม ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันที่จะสนับสนุนงานปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาที่มีคุณภาพสูง เพื่อส่งเข้าไปให้คณะกรรมการพิจารณาในการนำเสนอและตีพิมพ์เผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 จุดมุ่งหมายของการจัดทำแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา เพื่อ ส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของนักศึกษาในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำ องค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลงานวิจัยของนักศึกษาที่เป็นปริญญานิพนธ์นั้น มีคุณภาพสูง และสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน และเป้าหมายสำคัญที่ทางคณะการทูตและการต่างประเทศจัดทำแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพื่อ ให้นักศึกษาสามารถผลิตงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานทางสังคมและความเป็นมนุษย์ โดยสามารถชี้ให้เห็นถึงปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้น และผลิตงานวิจัยที่สามารถช่วยลดปัญหาทางสังคมลงได้ ซึ่งหากนักศึกษาสามารถตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 ได้ ก็จะช่วยพัฒนาและเพิ่มศักยภาพและทักษะของนักศึกษาในด้านการเขียนงานวิชาการและการนำเสนองานในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่นักศึกษาจะต้องมีในการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                  อื่น ๆ (โปรดระบุ) นักศึกษาต้องนำความรู้ที่เรียนในรายวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) มาใช้ในการทำวิจัย โดยเฉพาะความรู้ในรายวิชา IRD401 Research Methodology รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ในแนวปฎิบัตินี้นักศึกษาจะต้องใช้ความรู้ที่เรียนในรายวิชาต่าง ๆ อย่างน้อย 5 รายวิชา เป็นพื้นฐานในการเริ่มคิดหัวข้อวิจัย ได้แก่ รายวิชา IRD401 Research Methodology, IRD 334 Foreign Policy Analysis, IRD171 Introduction to Southeast Asian Political Economy and Culture, IRD307 International Organizations and Cooperation และ IRD100 Academic Skills in International Relations and Development และต้องใช้ความรู้จากรายวิชาหลักอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยมามาใช้ในการทำวิจัยและเขียนปริญญานิพนธ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น รายวิชา IRD233 Public Policy Analysis, IRD258 Crime, Violence and Conflict in Development, IRD317 China in the 21st Century, IRD334 Asian Studies และ IRD359 International Security เป็นต้น นอกจากนี้นักศึกษายังต้องใช้ทักษะและความรู้ที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารและการนำเสนองานที่ได้จากการเรียนรู้ในห้องเรียนและจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อประสานขอข้อมูลและขอสัมภาษณ์กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2.3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 จำนวนงานวิจัยเชิงบูรณาการ กับการบริการวิชาการ หรืองานวิจัยที่มุ่งเน้นนำเอาความรู้ ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งส่งผลให้ชุมชนหรือองค์การเป้าหมายได้รับการพัฒนา สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดที่ 3.2 ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ในด้านการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีการประเมินผลแนวปฎิบัตินี้ โดยวัดผลจากจำนวนผลงานวิจัยของนักศึกษาที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หรือในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 อย่างน้อยปีการศึกษาละ 2 ชิ้น ขั้นตอนการดำเนินงาน ทางคณะการทูตและการต่างประเทศ มีขั้นตอนการดำเนินการในแต่ละปีการศึกษาดังนี้ ในปีการศึกษา 2563 ให้ ผศ. ดร. ศศิภัทรา ศิริวาโท ปรับเพิ่มเนื้อหาการสอนเกี่ยวกับการเขียนบทความวิจัย ขั้นตอนในการยื่นบทความวิจัย และการนำเสนอบทความวิจัยในรายวิชา IRD 401 Research Methodology เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจถึงวิธีการทำบทความวิจัยตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และการส่งบทความให้ทางวารสารพิจารณา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา เมื่อนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะทราบตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเรียนว่า นักศึกษาได้อาจารย์ท่านใดเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำปริญญานิพนธ์ เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสในการพูดคุยและปรึกษาหัวข้อในการทำวิจัย และกรอบของการวิจัย ซึ่งก่อนหน้านี้นักศึกษาจะทราบว่าอาจารย์ท่านใดเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ต่อเมื่อนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในรายวิชา IRD 498 Independent Study อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาสามารถเริ่มพูดคุยและปรึกษาถึงหัวข้อที่นักศึกษาต้องการทำวิจัยเพื่อทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) ได้เลยทันที เพื่อให้นักศึกษามีเวลามากขึ้นในการทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากลและนำไปใช้ได้จริง หลังจากที่นักศึกษาได้หัวข้อในการทำวิจัยแล้ว นักศึกษาจะนำเสนอหัวข้อการวิจัยในรายวิชา IRD 401 Research Methodology และเริ่มหาข้อมูลในการทำ Research Proposal ซึ่งจะประกอบไปด้วยบทที่ 1 -3 เพื่อส่งในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะเริ่มหาข้อมูลและพัฒนา Research Proposal ไปในแต่ละสัปดาห์ที่เรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาจะนำเสนอ Research Proposal ซึ่งประกอบไปด้วยบทที่ 1 -3 ในรายวิชา IRD 401 Research Methodology หลังจากที่สิ้นสุดการเรียนในรายวิชา IRD 401 Research Methodology นักศึกษาจะพัฒนาบทที่ 2-3 กับอาจารย์ที่ปรึกษา และเริ่มลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งนักศึกษาจะสามารถทำวิจัยต่อจากที่ทำไว้ในรายวิชา IRD 401 Research Methodology ได้เลย นักศึกษาจะสามารถทำวิจัยด้วยการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม การสัมภาษณ์ และการวิเตราะห์ข้อมูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีโครงร่างของงานวิจัยอยู่แล้วจาก Research Proposal อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการทำปริญญานิพนธ์ (Senior Project) ให้สำเร็จตามเวลา หากงานของนักศึกษามีคุณภาพและคณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์ (Senior Project) เห็นพ้องต้องกันว่างานของนักศึกษามีคุณภาพ ให้อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพิ่มเติม   ในการแก้ไขงานตามความเห็นของคณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์ (Senior Project) และเขียนบทความงานวิจัยในการส่งเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หรือส่งบทความเพื่อให้ทางวารสารพิจารณาสำหรับการตีพิมพ์เผยแพร่ สำหรับการนำเสนอบทความวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและมีการตีพิมพ์เผยแพร่ใน Proceeding คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์คัดเลือกงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อเพื่อพูดคุยกับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก เกี่ยวกับขั้นตอนในการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากล และนักศึกษาตอบรับเข้าร่วมในการเผยแพร่ผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการปรับแก้งานและเขียนบทความเพื่อเตรียมสำหรับส่งบทความงานวิจัยในการเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ นักศึกษาส่งบทความงานวิจัยในการเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ รอการตอบรับและแก้ไขจากผู้จัดงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ หากบทความได้รับการตอบรับ อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการแก้ไขตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากการแก้ไขบทความเสร็จสิ้น อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องของการนำเสนอบทความในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ นักศึกษานำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และตีพิมพ์บทความใน Conference Proceeding สำหรับการนำเสนอบทความวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์คัดเลือกงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อเพื่อพูดคุยกับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก เกี่ยวกับขั้นตอนในการเผยแพร่ผลงานวิจัยตามมาตรฐานสากล และนักศึกษาตอบรับเข้าร่วมในการเผยแพร่ผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการปรับแก้งานและเขียนบทความเพื่อเตรียมสำหรับส่งบทความงานวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI นักศึกษาส่งบทความงานวิจัยในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI รอการตอบรับและแก้ไขจากวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI หากบทความได้รับการตอบรับ อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการแก้ไขตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องของการตรวจภาษา หลังจากการแก้ไขบทความเสร็จสิ้น อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องของเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ในการเผยแพร่บทความในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI นักศึกษาได้รับใบตอบรับ และรับทราบถึงเล่ม และฉบับที่จะได้เผยแพร่ผลงานในวารสารซึ่งอยู่ในฐาน TCI ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ใช้ทรัพยากรของห้องสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต ในการสืบค้นงานวิจัย และขอยืมหนังสือและบทความจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นเครื่อข่ายของห้องสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จากการปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา ทางคณะการทูตและการต่างประเทศมีการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 อย่างน้อยปีการศึกษาละ 2 ชิ้น ดังนี้ ตารางสรุปการตีพิมพ์เผยแพร่บทความงานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและในวารสารที่อยู่ในฐาน TCI ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 – 2568 ปีการศึกษา บทความวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ และได้รับการตีพิมพ์ใน Proceeding บทความวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐาน TCI กลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2 2563 Yi Myint, M. & Withitwinyuchon, N.  (2021, April 30). Women’s Participation in Politics and Peace Process of Myanmar. Proceedings of the sixth RSU International Research Conference (pp. 369 – 382). Pathum Thanee, Thailand. Win, H. N. and Siriwato, S. (2021, April 30). Free and fair elections in Myanmar: A case study of the 2015 and 2020 general elections in Myanmar. Presenting in the sixth RSU International Research Conference (p. 687). Pathum Thanee, Thailand. – 2564 Abrahan and Siriwato, S. (2022, April 29). Examining the peace process in Myanmar: A case study of Nationwide Ceasefire Agreement (NCA) related to the 2021 military coup. Proceedings of the seventh RSU International Research Conference (pp. 339 – 356). Pathum Thanee, Thailand. Phyu, P. E. and Siriwato, S. (2022, April 29). The progress and challenges of higher education in Myanmar. Proceedings of the seventh RSU International Research Conference (pp. 50 – 64). Pathum Thanee, Thailand. Win, H. N. and Siriwato, S. (2021). Free and fair elections in Myanmar: A case study of the 2015 and 2020 general elections in Myanmar. Rangsit Journal of Social Sciences and Humanities, 8(2), 28-41. Retrieved from https://rjsh.rsu.ac.th/files/ckeditor/20210716162448.pdf (TCI กลุ่ม 1) (ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ของงานวิจัยที่ดีที่สุดในการนำเสนอในงานประชุมวิชาการ The sixth RSU International Research Conference 2021 จึงได้รับเลือกให้เผยแพร่ในวารสาร) 2565 Pyae Kyaw, S. Y. and Siriwato, S. (2023, April 28). Examining relationship between China and Myanmar After the 2021 military coup. Proceedings of the eighth RSU International Research Conference on Social Sciences, Humanities, Education, Management and Arts (pp. 236 – 246). Pathum Thanee, Thailand. Oo, N. C., Siriwato, S., Mamadkul, J. Sanguanbun, S. and Charnbhumidol, P. (2023, April 28). Analyzing the importance and impacts of Nationwide Ceasefire Agreement (NCA) in the peacebuilding of Myanmar. Proceedings of the eighth RSU International Research Conference on Social Sciences, Humanities, Education, Management and Arts (pp. 247 – 261). Pathum Thanee, Thailand.   2566   Chan, M. L. and Siriwato, S. (2023). Mother tongue based multilingual education (MTB-MLE): An alternative to monolingual education policy in Myanmar. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 10(2), 51-68. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/10/number/2/article/226 (TCI กลุ่ม 1) Boonyaratanakornkit, T. and Withitwinyuchon, N. (2023). Let’s Go Halves Scheme: An evaluation of effectiveness and efficiency. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 10(2), 19-36. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/10/number/2/article/224  (TCI กลุ่ม 1) dechen, K. and Siriwato, S. (2023). The dynamics of the economic relationship between India and Bhutan. Journal of Social Innovation, 6(2), 96-130. Retrieved from https://jsi.rsu.ac.th/Article/65a744f8-96c5-4ec6-82ae-f62ae39db83a (TCI กลุ่ม 2) 2567   Chhin-Eng, K. and Siriwato, S. (2024). Examining the effect of China foreign aid and diplomacy on Cambodia good governance and growth stability. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 11(1), 56-72. Retrieved from https://jcsh.rsu.ac.th/volume/11/number/1/article/237 (TCI กลุ่ม 1) 2568   Zin Thin, S., and Siriwato, S. (2025). Examining Migrant Workers’ Rights in Fishing Industry of Thailand after Ratification of ILO C188: A Case Study of Burmese Migrant Workers in Ranong Province, Thailand. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 12(1), 1–20. https://doi.org/10.59796/jcsh.v12i1.1-20 (TCI กลุ่ม 1) Trirat, C. S., and Siriwato, S. (2025). The role of clean energy and clean transportation in mitigating climate change: A case study of BTS Skytrain in Bangkok, Thailand. Journal of Contemporary Social Sciences and Humanities, 12(2), 58–80. Retrieved from https://doi.org/10.59796/jcsh.v12i2.58-80  (TCI กลุ่ม 1) Kyauk, S. K., and Siriwato, S. (2025). Human rights due diligence in Thailand’s construction: Protecting Myanmar migrant workers. Asian Crime

การพัฒนาความรู้และงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาตรีสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ใน TCI ฐาน 1 และ 2 และนำความรู้ไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาชุมชน Read More »

รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1/1, 2.2.3, 2.3.1/1 รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ ผู้จัดทำโครงการ​ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ และ ดร.ณีรนุช รักยิ่ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตได้เห็นความสำคัญในเรื่องผลกระทบรอบด้านของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงมีนโยบายให้ศึกษาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ การรักษา และการป้องกันจากโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่หลายชนิดในอนาคตที่อาจจะเกิดจากโคโรน่าไวรัส ไวรัสนิปาห์ โรคฝีดาษลิง ไข้หวัดนก ฯลฯ ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถตัดต่อพันธุกรรมและพัฒนาในห้องแลปให้ร้ายแรงขึ้นโดยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในสถาณการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องหาแนวทางในการพึ่งพาตนเองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้อย่างเร็วที่สุด  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ทำการศึกษาและวิจัย เพื่อแสวงหาความจริง แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางป้องกัน แนวทางการรักษาในเรื่องโรคอุบัติใหม่ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ในการสำรวจภาวะสุขภาพหลังจากโรคระบาดโควิด-19 ได้ยุติลง ด้วยการตรวจเลือด 1,177 คนและตรวจสแกนสมองด้วย MRI 1,070 คน เมื่อปี 2568 ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) อื่น ๆ (โปรดระบุ) มีฐานข้อมูลของสมองคนไทยที่เป็นปกติตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 75 เป็นจำนวน 1070 รายโดยมี รายละเอียดทั้งโครงสร้างปริมาตรและสายใยประสาทเชื่อมโยงสมอง จากการจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางสมองและผู้เชี่ยวชาญทางระบบสแกนคอมพิวเตอร์สมองด้วยเอ็มอาร์ไอโดยใช้งบงบประมาณแผ่นดิน (ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย ศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ (เดิม รพ.รามาธิบดี สถาบันจุฬาภรณ์) ปัจจุบัน เชื่อมโยงกับรพ.นวเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเคมี การพัฒนายาใหม่ และปัญญาประดิษฐ์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ​ แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและระบบประสาท ทางด้านภูมิคุ้มและติดเชื้อ ดร.นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการเขต 11 กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทใบยา ไซโตฟาร์ม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยา วัคซีนจากใบยา และวิเคราะห์เปปไทด์จากเลือดด้วยวิธี Mass spectrometry ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cellular and molecular immunology ดร.พัทธมน วิโรจนาภิรมย์ นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนูชีววิทยาทางไวรัส และจัดการข้อมูลระดับลึก ดร.ณีรนุช รักยิ่ง นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโปรตีน และจัดการข้อมูลระดับลึก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.1/1 ยุทธศาสตร์ที่ O2.2  โปรดระบุ KR 2.2.3 ยุทธศาสตร์ที่ O2.3  โปรดระบุ KR 2.3.1/1 ยุทธศาสตร์ที่ 5  โปรดระบุ KR Strategic goals 1 รายละเอียดตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1 งานนี้สำเร็จลงได้ไม่ใช่เพียงแต่เงินทุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่เป็นการลงทุนร่วมจากเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์เพื่อคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านปัญญาประดิษฐ์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.3 เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต บริษัทใบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์สมองโรงพยาบาลนวเวช คณะนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ และการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่ถูกต้อง ยุทธศาสตร์ที่ 3 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 สร้างรูปแบบการประเมินสุขภาพชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนโดยมีความลึกซึ้งและสามารถระบุความรุนแรงได้ทั้งทั้งที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทั้งนี้ต้องมีการต่อยอดจากรัฐบาลใน การนำการประเมินดังกล่าวเป็นการบริการระดับชุมชนซึ่งจะทำให้มีการวางแผนพัฒนาสุขภาพอย่างเข้มข้น จนถึงระดับบุคคล ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR Strategic goals 1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาลัย การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ จากการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยจนทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงของวิกฤตสุขภาพก่อนที่จะเริ่มออกอาการรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สามารถนำไปสู่การวางแผนในระดับประเทศได้ทันที และสร้างการเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยในความยั่งยืนในชีวิตของคนไทยตรงตามปณิธานของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นไม่ใช่เพียงชื่อเสียงและกำไรเท่านั้นแต่เพื่อความยั่งยืนในชีวิตของคนไทย ขั้นตอนการดำเนินงาน ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ตู้เย็น -80 องศาเซลเซียส 856,000 บาท อุปกรณ์เจาะเลือด หลอดเลือด และค่าจ้างนักเทคนิคการแพทย์ 65,677 บาท ค่าส่งตัวอย่างเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ 3,210 บาท ค่าตรวจวิเคราะห์สแกนสมองด้วยวิธี MRI 21,640,000 บาท ค่าตรวจวิเคราะห์โปรตีนในเลือดขั้นสูง 7,200,000 บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ทำการร่างโครงการและขอจริยธรรมผ่านทางมหาวิทยาลัยรังสิต ทำการรับสมัครอาสาสมัครทั้งบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตและบุคคลภายนอกจำนวน 1200 คน ทำการลงทะเบียนอาสาสมัครและเจาะเลือดอาสาสมัครระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการปั่นแยกตัวอย่างเซรั่มแล้วจัดส่งให้กับบริษัทใบยาเพื่อทำการตรวจเลือดขั้นสูง โรงพยาบาลนวเวชทำการนัดและตรวจสแกนสมองด้วย MRI ในอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลเอ็มอาร์ไอที่ได้ และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย ทำการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเซรั่ม และส่งผลให้กับอาสาสมัครแต่ละราย พัฒนาระบบการตรวจสุขภาพองค์รวมที่เรียกว่าระบบ PROPREDIC ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข แก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรม เนื่องจากตอนแรกรับเฉพาะอาสาสมัครที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิตที่มีตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป แต่จำนวนที่ได้มีเพียงไม่ถึง 200 รายซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้คือ 1,200 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโครงร่างในการขอจริยธรรมเป็น รับอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ทำการเลื่อนวันลงทะเบียนและเจาะเลือดอาสาสมัคร จากเดือนมีนาคม 2568 เป็นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2568 โดยทำการส่งอีเมลให้กับอาสาสมัครแต่ละรายถึงกำหนดการใหม่รวมทั้งสถานที่ใหม่ การเก็บข้อมูลสุขภาพ การได้รับวัคซีนโควิด รวมถึงการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมโครงการของอาสาสมัครแต่ละราย เนื่องจากถ้าทำการเก็บข้อมูลในวันเจาะเลือดจะทำให้เกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลเพราะมีอาสาสมัครมากกว่า 1,000 ราย จึงได้ทำการแก้ไขโดยให้อาสาสมัครแต่ละรายทำการเซ็นใบยินยอมการเข้าร่วมโครงการรวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนวันเจาะเลือดจริง เกิดความล่าช้าในช่วงแรกของการตรวจเลือดขั้นสูง เนื่องจากต้องทำการปรับกระบวนดำเนินงานให้เหมาะสม จึงทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงสองถึงสามเดือนแรก ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการติดตามผลหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่องทุกสองสัปดาห์ ทำให้ได้ผลทั้งหมดในเดือนธันวาคม 2568 ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลการตรวจสแกนสมองด้วย MRI เนื่องจากผลที่ได้เป็นไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์แยกย่อยได้ ทางสูงจึงได้ทำการอ่านผลการตรวจของอาสาสมัครแต่ละรายแล้วแยกข้อมูลลงในไฟล์ Excel และทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Jupyter notebook 7.3.2 เพื่อให้ได้ผลที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลโปรตีนที่ได้จากการตรวจเลือดขั้นสูง ได้ผลการตรวจเป็นโปรตีนมากกว่า 10,000 ชนิดซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ให้อาสาสมัครเข้าใจได้ ทางศูนย์ฯ จึงได้ทำการแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นห้าระบบสุขภาพ ได้แก่ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบ (Immune Inflammation) และจนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันล้า (Immune exhaustion) ระบบหัวใจ หลอดเลือดและการเผาผลาญ (cardio-metabolic) สมองเสื่อม (Alzheimer’s และ Parkinson’s) และทำการส่งผลการวิเคราะห์ให้กับอาสาสมัคร 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล สามารถดำเนินการตรวจวิเคราะห์การตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและตรวจความหลากหลายของโปรตีนย่อยในเลือดและความปกติของการเชื่อมต่อของสมองได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวอย่าง ดำเนินการวิเคราะห์ผลให้มีความแล้วเสร็จไม่ต่ำกว่า 50% สามารถดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ทางรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดด้วยเทคนิคจำเพาะได้ไม่ต่ำกว่า 50% ทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สามารถดำเนินการวิเคราะห์ตรวจสุขภาพขั้นสูงของคนไทยทั้งในรูปแบบเอ็มอาร์ไอและการตรวจโปรตีนในเลือดได้เสร็จสิ้น 100% มีการดำเนินการส่งผลการวิเคราะห์ในรูปแบบจดหมายและอีเมลอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้เข้าร่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 100% ยกเลิกทดสอบโดยการนำสมุนไพรที่ได้รับการอนุมัติทางกฎหมายมาทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน เนื่องจากระยะเวลาในการใช้สมุนไพร อาจสั้นเกิดไปในการวิเคราะห์ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           บรรลุเป้าหมาย 100% เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดที่ตั้งเอาไว้ที่ 50% ความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งนี้เนื่องจากมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีการทบทวนโดยสถาบันที่ยุโรปพบว่ามีความแม่นยำอย่างน้อย 80% และตัวอย่างที่ตรวจได้คนไทย 1177 คนเพียงพอทั้งนี้ต้องการเพิ่มอีก 2000 คนซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นและคนยุโรปเช่นเยอรมนี เพื่อขึ้นทะเบียนที่ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ           มีการสร้างเครือข่ายการทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งนี้โดยอาศัยความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคที่ต้องมีความผิดปกติในหลายระบบร่วมกันทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากระบบเดียวก่อนและลุกลามเป็นลูกโซ่จนกระทั่งทำให้ทุกระบบเกิดวิกฤติขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีอาการแสดงก็ตาม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                ความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรและนักวิจัยผู้ปฏิบัติงานในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องถึงสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสุขภาพยั่งยืนและประชาชนคนไทยสามารถยืนด้วยตัวเองได้โดยรับทราบความเสี่ยงของสุขภาพตนเองว่าเกิดวิกฤติขึ้นแล้วและต้องการความใส่ใจมากขึ้น และในขณะเดียวกันองค์กรต้องมีความตระหนักว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถใช้ประเมินประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรในผู้ป่วย ทั้งนี้โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้าที่จะใช้และหลังใช้โดยไม่ต้องรอระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ PROPREDIC ขึ้นทะเบียนที่สหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ในการนำมาใช้จริงสำหรับคนไทยต้องการการผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีอุปสรรคหลายขั้นตอนทั้งนี้ถ้าไม่สามารถทำได้และรอให้มีการขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศก่อนแล้วย้อนกลับมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยจะทำให้ค่าใช้จ่ายถีบตัวสูงขึ้นโดยคนไทยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จริง การประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเพื่อให้ประชาชนคนไทยรวมทั้งสถาบันต่างๆในประเทศไทยและองค์กรรัฐได้รับทราบความสำเร็จนี้ และเกิดการผลักดัน ให้มีการวางแผนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยยึดข้อมูลของการศึกษานี้ที่พบว่าในคนไทยอายุ 40 ถึง 60 ปีที่เป็นช่วงอายุสำคัญของการทำงานแท้จริงแล้วมีภาวะโรคซ่อนอยู่ที่จะก่อให้เกิดวิกฤติทางสุขภาพได้ในอนาคต และต้องมีมาตรการฉุกเฉินโดยด่วน 6. ข้อมูลประกอบ ไม่มี

รับมือวิกฤติสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ Read More »

การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น กรณีระบบ IP (Improvement Plan)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น กรณีระบบ IP (Improvement Plan) ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.สมศักดิ์ เอื้ออัชฌาสัย คุณพรรนิภา แดงเลิศ คุณธนัญชนก วารินหอมหวล คุณดนิตา นิธิวาณิชสกุล คุณศศิธร นครไชย สำนักงานประกันคุณภาพ 1. บริบทและความสำคัญ                สำนักงานประกันคุณภาพ (สปค.) มีหน้าที่ในการกำกับ ติดตาม ประสานงาน ส่งเสริมและสนับสนุนการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัยทั้งในระดับหลักสูตร ระดับคณะ ระดับหน่วยงานสนับสนุน และระดับสถาบัน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ส่งเสริมและสนับสนุนการประกันคุณภาพภายนอกตามเกณฑ์ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) สมศ. ซึ่งในการสนับสนุนให้หลักสูตร คณะ หน่วยงาน และสถาบัน สามารถดำเนินการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในและภายนอก ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนั้น จำเป็นจะต้องมีระบบสนับสนุนการประเมินคุณภาพ และระบบสนับสนุนการจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพอย่างเป็นระบบที่สามารถทดแทนการทำงานแบบ Manual ซึ่งมีข้อจำกัดและข้อผิดพลาดในการทำงาน เช่น การรายงานผลประเมิน ระดับหลักสูตร และระดับคณะของผู้ประเมินคุณภาพผ่าน Template (ไฟล์ Word) ผู้ประเมินฯ ยังต้องใช้คู่มือการประกันคุณภาพประกอบการรายงาน การนำเข้าข้อมูล และการคำนวณตรวจสอบข้อมูลเชิงผลลัพธ์แนวโน้มต่างๆ ด้วยตนเอง นอกจากนี้ข้อเสนอแนะต่างๆ ของผู้ประเมินฯ จะไม่ถูกนำไปสร้างรายงานแผนปรับปรุงคุณภาพแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะระดับหลักสูตร หรือระดับคณะ ทำให้ทั้งหลักสูตร และคณะเสียโอกาสในการตรวจสอบความครบถ้วนของการจัดทำแผนการปรับปรุงคุณภาพ และมหาวิทยาลัยก็เสียโอกาสในการจัดเก็บและติดตามการจัดทำแผนการปรับปรุงคุณภาพในทุกระดับ อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเสียโอกาสการนำข้อมูลที่ผ่านการประเมินฯ แล้วมาใช้วิเคราะห์สร้างรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ตามแผนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แบบอัตโนมัติอีกด้วย                ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาองค์กร ลดระยะเวลาการทำงานของบุคลากร สำนักงานประกันคุณภาพ จึงพัฒนาระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) ซึ่งเป็นระบบรายงานผลการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในรูปแบบออนไลน์ ผู้ใช้งานระบบคือ ประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร คณบดี รองคณบดี เพื่อใช้ในการรายงานผล การบันทึกผลประเมินฯ บันทึกข้อเสนอแนะต่างๆ รวมถึงเป็นระบบที่ให้ทางคณะ/วิทยาลัย/สถาบัน กรอกข้อมูลการรายงาน Improvement Plan และนำข้อมูลไปดำเนินการจัดทำAction Plan ต่อไป ระบบนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลัง และสรุปข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็น Report ผลการดำเนินงานตาม Key Result ตามแผนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แบบอัตโนมัติ เพื่อที่สำนักงานประกันคุณภาพ สำนักงานวางแผนและพัฒนา สำนักงานมาตรฐานวิชาการ และหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เนื่องด้วยปัจจุบันสำนักงานประกันคุณภาพปรับรูปแบบการปฏิบัติงานเป็นลักษณะ online ทั้งหมด ทั้งการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตร ระดับคณะ และระดับสถาบัน  และการสนับสนุนและติดตามหลักสูตร/คณะต่างๆ ในการจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงาน (Improvement Plan) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดระยะเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งานระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) แยกตามกลุ่มผู้ใช้งาน ดังนี้ กลุ่มผู้ใช้งานแอดมิน (Admin) สามารถ Set ข้อมูลหลักสูตร คณะวิชา และผู้ประเมินฯ ที่จะได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษาในปีการศึกษานั้นได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และสามารถดูข้อมูลในภาพรวม ข้อมูลแยกตามรายตัวบ่งชี้ ข้อมูลแยกตาม KR (นำข้อมูลในส่วนนี้ส่งสำนักงานวางแผนและพัฒนา จำนวนทั้งหมด 9 KR) หรือนำส่งข้อมูลอื่นๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ ปรับปรุงและพัฒนางานในปีการศึกษาถัดไป และระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่                2.1) ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา จะได้รับ Email จากระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) ให้เข้าทำแบบรายงานคุณภาพการศึกษาภายใน (ฉบับเบื้องต้น) โดยผู้ประเมินฯ สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) จะคำนวณค่าแนวโน้มและคะแนนให้ผู้ประเมินฯ แบบอัตโนมัติด้วย                2.2) สำหรับหลักสูตร และคณะวิชา ระบบ Improvement Plan (ระบบ IP) จะเก็บข้อมูลรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา ย้อนหลังได้ 5 ปีการศึกษา เป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่ายและสะดวก รวมถึงการนำผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ทั้งระดับหลักสูตร และคณะวิชามาจัดทำรายงานแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน (Improvement Plan) ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร/คณะวิชา ผ่านระบบ IP ได้โดยระบบ IP จะดึง Comment จากรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร/คณะวิชา ซึ่งผู้ใช้งานสามารกรอกข้อมูลเพิ่มเติมผ่านระบบ IP ได้ทันที ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) อื่น ๆ (โปรดระบุ) นำความรู้มาจาก คู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2563 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2565) ใช้ความรู้เรื่องตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ.2558 คู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2567 ใช้ความรู้เรื่องตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ.2565 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2567-2569) ใช้ความรู้เรื่อง Key Result ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน แนวปฏิบัติและ Template การรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ใช้ความรู้เรื่อง Requirement ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาระบบผู้ประเมินฯ ระดับคณะ แนวปฏิบัติและ Template แผนปรับปรุงการดำเนินงาน ระดับหลักสูตร และระดับคณะใช้ความรู้เรื่อง Requirement ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาระบบแผนปรับปรุงการดำเนินงาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด สำนักงานประกันคุณภาพ โดยประชุมร่วมกับโปรแกรมเมอร์เพื่อออกแบบระบบ IP ให้ง่ายต่อการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทดสอบระบบร่วมกับอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงสุด รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการของ Stakeholder                สำนักงานประกันคุณภาพได้นำกระบวนการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาระบบ Improvement Plan (IP) ในลักษณะ PDCA กล่าวคือมีการศึกษาวางแผนการพัฒนาระบบอัตโนมัติมาแทนที่ระบบการทำงานแบบ Manual โดยเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ความต้องการของ Stakeholder ดังนี้                1.1 ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในทั้งระดับหลักสูตรและระดับคณะ มีความต้องการระบบการประเมินฯ ที่เป็น Online web base, มี Help ที่อธิบายการกรอกข้อมูล, มีระบบนำเข้าข้อมูลอัตโนมัติต่างๆ, มีระบบช่วยคำนวณ เช่น ค่าแนวโน้มต่างๆ ตลอดจนตารางสรุปคะแนนประเมินฯ                1.2 หลักสูตร และคณะ มีความต้องการระบบรายงานแผนปรับปรุงการดำเนินงานที่เป็น Online web base และมีระบบนำเข้าข้อมูลอัตโนมัติต่างๆ เช่น ข้อแนะนำของผู้ประเมินฯ                1.3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์การประเมิน เช่น สำนักงานวางแผนและพัฒนา ต้องการรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Results ต่างๆ ( 9 Key Results)  เป็น Online web baseและอัตโนมัติ                1.4 คณะอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และร่วมทดสอบระบบ                ขั้นตอนที่ 2 การสรุปความต้องการในการพัฒนาระบบ IP                สำนักงานประกันคุณภาพทำการสรุป Stakeholder Need โดยจัดทำเป็นไฟล์ Excel และไฟล์ Word เพื่อใช้ส่งมอบความต้องการในการพัฒนาระบบให้กับ Developer เพื่อให้ Developer เสนอราคาในการพัฒนาระบบ IP                 ขั้นตอนที่ 3 การขออนุมัติงบประมาณพัฒนาโครงการพัฒนาระบบ IP                สำนักงานประกันคุณภาพ จัดทำโครงการพัฒนาระบบ IP เพื่อเสนอสำนักงานวางแผนและพัฒนา และสำนักงานงบประมาณ เพื่อขออนุมัติงบประมาณในการพัฒนาระบบ IP                ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ระบบ                สำนักงานประกันคุณภาพ ตรวจสอบผลการวิเคราะห์ระบบของ Developer เพื่อยืนยัน Input, process และ Output ของระบบ IP                  ขั้นตอนที่ 5 การตรวจรับระบบ                สำนักงานประกันคุณภาพ ร่วมกับอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ ทำการทดสอบการทำงานของระบบ IP ทั้งการทดลองใช้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรและระดับคณะ                ขั้นตอนที่ 6 การดำเนินการเปิดใช้งานระบบ IP และการประเมินความพึงพอใจ                สำนักงานประกันคุณภาพดำเนินการเปิดใช้งานระบบ IP ใน Phase ที่ 1 (ประกอบด้วย ระบบย่อย คือ ระบบการรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตรและระดับคณะ และระบบการจัดทำรายงานการปรับปรุงคุณภาพ ทั้งระดับหลักสูตรและระดับคณะ) เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2565  แล้วเปิดใช้งานระบบ IP ใน Phase ที่ 2 (เพิ่มการรายงานผลลัพธ์ตาม Key Result)  เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2566 และมีการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานระบบ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 – 2567 2. การวางแผน ยุทธศาสตร์ที่ 3 โปรดระบุ KR KR 3.3.1/1 มีกิจกรรม/โครงการที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ใน การจัดการเรียนการสอน หรือการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับหน่วยงานในตัวบ่งชี้ที่ 4  ภาระงานหลัก      รายละเอียดตัวชี้วัด       KR 3.3.1/1 มีกิจกรรม/โครงการที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ใน การจัดการเรียนการสอน หรือการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น อย่างน้อย 1 กิจกรรม/โครงการต่อปี       สำนักงานประกันคุณภาพ มีโครงการพัฒนาระบบ IP เพื่อนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน และปฏิบัติงานจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพหลักสูตรและคณะ ตลอดจนการออกรายงานผลลัพธ์การดำเนินงานตาม Key Results ต่างๆ เพื่อทดแทนการดำเนินงานทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวที่เคยเป็นรูปแบบ Manual มาเป็นระบบ Online Web Base และการออกรายงานต่างๆ แบบอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)                ตัวบ่งชี้คุณภาพ ระดับหน่วยงานสนับสนุน ตัวบ่งชี้ที่ 4 ภาระงานหลัก หน่วยงานมีการกำหนดภาระงานหลักตามพันธกิจของหน่วยงานไว้อย่างครบถ้วนในแผนปฏิบัติงานประจำปี และมีการจัดทำแผนการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของท่านตามตัวบ่งชี้ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) โดยมีกลไกในการจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสม มีการดำเนินงานตามแผนงาน มีการประเมินผลแผนการดำเนินงาน และมีการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการดำเนินงานตามภาระงานหลักอย่างชัดเจน ตลอดจนนำมาใช้วางแผนพัฒนาระบบงานต่อไป เกณฑ์มาตรฐานในการวัดระดับคุณภาพ ของตัวบ่งชี้ที่ 4 (ดำเนินการครบ 5 ข้อ ได้ 5.00 คะแนน) มีการกำหนดภาระงานหลักตามพันธกิจของหน่วยงานไว้อย่างครบถ้วนในแผนปฏิบัติงานประจำปี มีการดำเนินงานตามภาระงานหลักครบถ้วนทุกพันธกิจ มีการประเมินผลการดำเนินงาน เช่น การประเมินความพึงพอใจของการให้บริการในภาระงานหลักต่างๆ ที่แสดงถึงรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสม มีการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการดำเนินงานตามภาระงานหลักอย่างชัดเจน ตลอดจนนำมาใช้วางแผนพัฒนาระบบงานต่อไป บุคลากรทุกคนในหน่วยงานรับทราบและนำผลการประเมินไปปรับปรุงการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องและรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บังคับบัญชา                ทั้งนี้ สำนักงานประกันคุณภาพ จึงใช้งานระบบ IP เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคุณภาพหน่วยงานตามตัวบ่งชี้ที่ 4 ภาระงานหลัก ซึ่งพบว่าการพัฒนา ระบบงาน IP นั้นตอบการดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานครบทั้ง 5 ข้อ ขั้นตอนการดำเนินงาน                สำนักงานประกันคุณภาพได้นำกระบวนการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาระบบ Improvement Plan (IP) โดยผู้บริหารหน่วยงานให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ โดยส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานเข้าร่วมอบรมแนวทางการจัดการความรู้ในทุกปีการศึกษา หรือศึกษาผ่านผลงานการจัดการความรู้/ผลงาน KM ที่ได้รับรางวัลแนวปฏิบัติติที่ดี ผ่านระบบ RKMS ของมหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมหรือจากการศึกษาด้วยตนเอง ผ่านระบบ RKMS ของมหาวิทยาลัย มาประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จและองค์ความรู้ของบุคลากรตามพันธกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมาย โดยมีกระบวนการจัดการความรู้ของหน่วยงานใน 6 ขั้นตอน ดังนี้ การกำหนดความรู้ที่จำเป็น โดยผ่านการประชุมสำนักงานประจำสัปดาห์ (การประชุมคณะกรรมการเตรียมวาระการประชุมอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต) เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าความรู้ใดที่สำคัญและเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จจากปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เป็นเรื่องการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น กรณีการระบบ IP (Improvement Plan) แบบ Online Web Base เพื่อทดแทนการทำงานแบบ Manual การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ เป็นการประชุมกรรมการเตรียมวาระฯ เพื่อรวบรวมแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในทุกระดับ ที่ต้องการนำมาปรับปรุงเชิงประยุกต์จากการดำเนินงานแบบ Manual ไปสู่การดำเนินงานแบบ Online Web Base การปรับปรุง/ ดัดแปลง/ การสร้างความรู้บางส่วนให้เหมาะสมต่อการใช้งาน สำนักงานประกันคุณภาพจะประชุมร่วมกันในการออกแบบข้อมูลที่จะปรากฏในระบบ IP โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และปรับปรุง จากข้อมูลแหล่งความรู้ต่างๆ ที่จะถูกกำหนดในข้อที่ 2 การประยุกต์ใช้ความรู้ในงานของตน โดยการนำความรู้ที่ได้จากการประชุมสำนักงาน/ ระดมความคิดเห็น และการให้ความรู้แบบ Coaching จากผู้บริหารหน่วยงาน ความรู้จากโปรแกรมเมอร์ รวมถึงการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองผ่าน Online Learning Platform เพื่อนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานและการพัฒนาระบบอย่างเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยการวิเคราะห์ Stakeholder Need, การสรุป Requirements ในรูปแบบที่ง่ายต่อการวิเคราะห์ระบบ, การวิเคราะห์ระบบ, การพัฒนาระบบ, การทดสอบและการตรวจรับระบบ การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ สำนักงานประกันคุณภาพจะดำเนินการสรุปแนวปฏิบัติของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ผ่านระบบ IP หลังได้ใช้งานในระบบดังกล่าว ตลอดจนมีผลการประเมินความพึงพอใจไปแล้ว 3 ปีการศึกษา เพื่อเป็นการถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ และเชื่อมโยงกับ       Key Result 3.3.1/1 มีกิจกรรม/โครงการที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ใน การจัดการเรียนการสอน หรือการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น แล้วนำเสนอผ่านระบบ RKMS ต่อไป การจดบันทึกขุมความรู้และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งานและปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วนสำนักงานประกันคุณภาพจะสรุปแนวปฏิบัติของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ทั้งในรูปแบบการจัดการความรู้ผ่านระบบ RKMS, รูปแบบคู่มือปฏิบัติการระบบ IP สำหรับ Users กลุ่มต่างๆ และในรูปแบบวีดิทัศน์เผยแพร่แนวปฏิบัติในการดำเนินงานการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ IP ต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                สำนักงานประกันคุณภาพได้ตั้งงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบ IP ที่ 90,000 บาท และจัดซื้อโน้ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง สำหรับการติดตั้ง ทดสอบ และตรวจรับการใช้งานระบบ IP 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน การกำหนดความรู้ที่จำเป็น โดยผ่านการประชุมสำนักงานประจำสัปดาห์ เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น กรณีการระบบ IP (Improvement Plan) แบบ Online Web Base เพื่อทดแทนการทำงานแบบ Manual และมีการสรุปความคืบหน้าในการประชุมกรรมการเตรียมวาระ ครั้งที่ 6/2565 แล้วทำการรายงานต่อที่ประชุมอนุกรรมการดำเนินงานการประกันคุณภาพ ครั้งที่ 6/2565 วาระที่ 3.2 ความคืบหน้าระบบ IP (Improvement Plan) และแผนการจัดอบรม การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ เป็นการประชุมกรรมการเตรียมวาระฯ เพื่อรวบรวมแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในทุกระดับ ได้ผลสรุปแหล่งความรู้ดังกล่าว ดังนี้ คู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2563 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2565) ใช้ความรู้เรื่องตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ.2558 คู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2567 ใช้ความรู้เรื่องตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ.2565 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2567-2569) ใช้ความรู้เรื่อง Key Result ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน แนวปฏิบัติและ Template การรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ใช้ความรู้เรื่อง Requirement ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาระบบผู้ประเมินฯ ระดับคณะ แนวปฏิบัติและ Template แผนปรับปรุงการดำเนินงาน ระดับหลักสูตร และระดับคณะใช้ความรู้เรื่อง Requirement ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาระบบแผนปรับปรุงการดำเนินงาน การปรับปรุง/ ดัดแปลง/ การสร้างความรู้บางส่วนให้เหมาะสมต่อการใช้งาน สำนักงานประกันคุณภาพได้ประชุมร่วมกันในการออกแบบข้อมูลที่จะปรากฏในระบบ IP โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และปรับปรุง จากข้อมูลที่ต้องรายงานตามคู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2563 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) คู่มือมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2567 และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567-2569) และพัฒนาระบบ IP ให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยระบบจะคำนวณข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ   การประยุกต์ใช้ความรู้ในงานของตน สำนักงานประกันคุณภาพได้ทำการพัฒนาระบบอย่างเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยการวิเคราะห์ Stakeholder Need, การสรุป Requirements ในรูปแบบที่ง่ายต่อการวิเคราะห์ระบบ, การวิเคราะห์ระบบ, การพัฒนาระบบ, การทดสอบและการตรวจรับระบบ Phase ที่ 1 เสร็จสิ้นทันใช้งานการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ผ่านระบบ IP เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2565 ซึ่งเป็นการประชุมประเมินฯ แบบ Online สอดคล้องกับสถานการณ์ Covid-19 การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ สำนักงานประกันคุณภาพได้ดำเนินการประชุมระดมความคิด เพื่อออกแบบระบบ IP ที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ลดระยะเวลาการทำงาน รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบผ่านระบบ DBS เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกใช้งาน หรือค้นหาข้อมูล โดยสนับสนุนให้บุคลากรได้รายงานแผนการจัดทำระบบ IP รายงานความคืบหน้า การจัดทำคู่มือการใช้งานระบบ การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และการประเมินผลการใช้งานระบบจากคณะกรรมการประเมินฯ ในระดับหลักสูตร ระดับคณะวิชา และผู้ใช้งานระบบ IP ในทุกระดับ โดยทุกขั้นตอนที่มีการพัฒนาได้มีการบันทึกและนำเสนอในรูปแบบ PDCA โครงการพัฒนาระบบ IP ซึ่งถือเป็น “ขุมความรู้” ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน นำมาซึ่งแนวโน้มผลประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ IP ในระดับ ดีมาก และเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นตลอด 3 ปีการศึกษา การจดบันทึกขุมความรู้และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งานและปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน                 สำนักงานประกันคุณภาพ ได้บันทึกขุมความรู้ ดังนี้ การให้ความสำคัญกับ Stakeholder Feedback เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานจากรูปแบบ Manual มาสู่รูปแบบระบบการทำงานด้วย Application เป็นการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย การใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเป็นการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ Smart Organization ทั้งความเป็น Smart People, Smart Process และ Smart Technology การจัดการความรู้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ไปพร้อมกับการบริหารคุณภาพงานตามวงจร PDCA ผลจากการประเมินความพึงพอใจ สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของระบบ IP จาก Phase ที่ 1 ไปสู่ Phase ที่ 2 และการปรับปรุงย่อย ๆ เพิ่มเติมในแต่ละปีการศึกษา การพัฒนาไฟล์คู่มือการใช้งานระบบ IP และการจัดทำวีดิทัศน์การใช้งานระบบ IP จะช่วยเสริมความรู้และความเข้าใจในการใช้งานระบบให้กับ Users ทั้งระดับหลักสูตรและระดับคณะได้เป็นอย่างดี ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                สำนักงานประกันคุณภาพ ได้พบปัญหาเกี่ยวกับการออกแบบระบบ IP ในส่วนของการกรอกข้อมูลและการรายงานผล จึงประชุมร่วมกับโปรแกรมเมอร์ ในการแก้ไข ปรับปรุงระบบ IP เพื่อให้สามารถแสดงข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ ระบบยังมีข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณค่าแนวโน้มเพื่อจะสรุปว่าผลการดำเนินงาน 3 ปีการศึกษา ของตัวบ่งชี้ที่ 3.3 และตัวบ่งชี้ที่ 4.3 ว่าแนวโน้มดีหรือไม่ดี สำนักงานประกันคุณภาพมีแนวทางในการแก้ไขดังกล่าว โดยเสนอเป็นวาระเสนอเพื่อพิจารณาในที่ประชุมอนุกรรมการดำเนินงานการประกันคุณภาพ จนได้ข้อสรุปจากที่ประชุมฯ ให้ใช้หลักการว่ากรณีคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 4.51 ขึ้นไป หรือค่าร้อยละอัตราคงอยู่สูงถึงร้อยละ 90 ขึ้นไป ให้ถือว่าแนวโน้มดีเสมอ แล้วนำไปใช้ในการปรับปรุงวิธีการคำนวณของระบบ IP ต่อไป ระบบ IP ใน Phase ที่ 1 ยังไม่สามารถออกรายงาน Improvement Plan สำนักงานประกันคุณภาพจึงได้พัฒนาระบบ IP ใน Phase ที่ 2 สำเร็จในปีการศึกษา 2566 ทำให้สามารถนำ Comments ของผู้ประเมินฯ ในทุกระดับ ไปจัดทำรายงานแผนปรับปรุงคุณภาพที่เป็นฉบับ Default ให้กับหลักสูตรและคณะวิชาใช้ในการเติมแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงาน จัดเก็บอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบความครบถ้วนของการจัดทำแผนการปรับปรุงคุณภาพ (Improvement Plan) ได้ที่ร้อยละ 100 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นมา ระบบ IP ใน Phase ที่ 1 ยังไม่สามารถออกรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ต่างๆ สำนักงานประกันคุณภาพจึงได้พัฒนาระบบ IP ใน Phase ที่ 2 สำเร็จในปีการศึกษา

การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น กรณีระบบ IP (Improvement Plan) Read More »

การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอนกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR4.1.3, 4.1.6/1, 4.2.1 การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอน กิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร. ศนิ บุญญกุล, รศ. นันทชัย ทองแป้น, ผศ. อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง และ รศ. ดร. ณัฐพล ถนัดช่างแสง วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ ในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ และนวัตกรรมทางการแพทย์ ได้ส่งผลให้การผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) และเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ซึ่งเป็นศาสตร์บูรณาการระหว่างวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แนวโน้มการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับความเป็นสากลของการศึกษา (Internationalization of Higher Education) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะสากล (Global Competence) สามารถทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม มีทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม มีความเข้าใจในมาตรฐานสากล และสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติได้ สอดคล้องกับแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ที่เน้นทักษะสำคัญ ได้แก่ การคิดเชิงวิเคราะห์และนวัตกรรม (Critical and Innovative Thinking) การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน (Communication and Collaboration) ความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)        อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์บริบทการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ พบว่ายังคงมีสภาพปัญหาและความท้าทายหลายประการ ที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านประสบการณ์และการเรียนรู้ในบริบทนานาชาติของนักศึกษา ความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาในมิติความเป็นสากล การแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาในระดับภูมิภาคและระดับโลก โอกาสในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์                สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์มีลักษณะเป็นสาขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามสถาบันและข้ามประเทศในการพัฒนานวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุตสาหกรรมในต่างประเทศจึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและการเรียนรู้ของนักศึกษาและบุคลากร         จากบริบทดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะต้องริเริ่มและพัฒนา แนวปฏิบัติดี “ด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอน กิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ” เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการ ส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับนานาชาติของนักศึกษา พัฒนาศักยภาพอาจารย์และบุคลากรให้สามารถทำงานในเครือข่ายวิชาการระดับโลก สร้างความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมกับสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ ยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้มีสมรรถนะสากลและสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติ         ซึ่งการพัฒนาแนวปฏิบัตินี้จึงไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อแนวโน้มของการศึกษาระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนด กลยุทธ์ด้านความเป็นสากลของวิทยาลัยให้มีทิศทางที่ชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา บุคลากร และองค์กรในระยะยาว อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในเวทีนานาชาติต่อไป นอกเหนือไปจากนั้นจากนั้นจากบริบทและความสำคัญดังที่กล่าวข้างต้นยังมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565–2569 ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก โดยการดำเนินแนวปฏิบัติด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสามารถสนับสนุนและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแบบบูรณาการในหลายมิติ ดังนี้ การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษา (Bilingual) เพื่อรองรับนักศึกษาต่างชาติ ร่วมกับการพัฒนากิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการเรียนการสอน และกิจกรรมเหล่านี้ได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับสากล การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development)         สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ส่งเสริมการทำวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยไทยและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการได้รับทุนวิจัยและการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติ โดยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาผ่านกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล(Internationalization)         เนื่องจากยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยรังสิตมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่งเสริมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากิจกรรมที่ทำให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานร่วมกันในกิจกรรมทางวิชาการและโครงการต่าง ๆ ดังนั้นแนวปฏิบัติด้านการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยให้เกิดผลในระดับคณะและหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management)         การสร้างกิจกรรมและเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ รวมถึงการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรให้มีศักยภาพในการทำงานระดับโลก จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่การเพิ่มการรับรู้และการยอมรับในระดับนานาชาติ การสร้างชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยผ่านผลงานนักศึกษาและงานวิจัย และการเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการสร้างความโดดเด่นและชื่อเสียงทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ จากบริบทและความสำคัญที่กล่าวมา แนวปฏิบัติเรื่อง “การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต” สามารถกำหนด เป้าหมายของการจัดทำแนวปฏิบัติ ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา ศักยภาพบุคลากร และการพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย โดยสรุปประเด็นได้ดังนี้ เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรสู่ความเป็นสากล     เพื่อยกระดับกระบวนการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในบริบทนานาชาติ ผ่านการการเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติและกิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ เช่น การเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษาและโครงการแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ กิจกรรมวิชาการนานาชาติ และการทำวิจัยร่วม ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านภาษา การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล ยกระดับคุณภาพการผลิตบัณฑิตให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ     แนวปฏิบัตินี้มุ่งพัฒนานักศึกษาให้มี Global Competency และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกันในทีมสหสาขาวิชา การเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (International Academic Integration) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบัณฑิตในการทำงานในอุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพในระดับโลก เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างประเทศ     เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และองค์กรในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรร่วม การทำวิจัยร่วม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ อันนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมและผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในระดับนานาชาติ เพิ่มความพึงพอใจและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา     การจัดกิจกรรมและโครงการในระดับนานาชาติจะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผัสวัฒนธรรมและระบบการศึกษาที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และเพิ่มความพึงพอใจต่อประสบการณ์การศึกษาในมหาวิทยาลัย เพิ่มศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรทางการศึกษา     เพื่อส่งเสริมให้อาจารย์และบุคลากรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ การวิจัย และการจัดการเรียนการสอนในบริบทนานาชาติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางวิชาการกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ           การดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มการยอมรับของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในระดับสากล ทั้งในด้านการศึกษา การวิจัย และความร่วมมือทางวิชาการ ส่งผลต่อการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)❒ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)     ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                               ☑ อื่น ๆ (โปรดระบุ) ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต และดำริของ ดร.อาทิตย์ และ ดร.อรรถวิทย์ อุไรรัตน์ ยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์   แบบรายงานผลการดำเนินงาน QA ของวิทยาลัย (SAR) และแบบรายงาน PDCA ของโครงการกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง                             ❒ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)❒ เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                      ☑ อื่น ๆ (ระบุ)  เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ในระดับคณะและวิทยาลัย        รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้     การจัดทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดีเรื่อง “การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต” อาศัยองค์ความรู้และประเด็นสำคัญจากหลายมิติ ทั้งด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ แนวคิดการพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 (21st Century Education) แนวคิดการสร้างความเป็นสากลของสถาบันอุดมศึกษา (Internationalization of Higher Education) แนวคิดการพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านเครือข่ายความร่วมมือ (Academic Networking) แนวคิดการบริหารจัดการโครงการตามวงจรคุณภาพ (PDCA)     ซึ่งจากทั้ง 5 แนวคิดข้างต้น สามารถสร้างโมเดล BME-RSU Internationalization Knowledge Management Framework เพื่อใช้เป็นกลไกในการบูรณาการการพัฒนาความเป็นสากลของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ Curriculum International Integration เป็นการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนแบบสองภาษา รวมถึงการบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ (Academic Integration) Global Mobility and International Experience เป็นการส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ระดับนานาชาติ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกงาน และการศึกษาดูงานในต่างประเทศ International Research Collaboration เป็นการสร้างเครือข่ายการวิจัยระดับนานาชาติ การตีพิมพ์ผลงานวิจัยในฐานข้อมูลสากล และการเข้าร่วมแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติ Professional and Academic Networking เป็นการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาและบุคลากร โดยกลไกทั้งสี่ด้าน4 ด้านนี้ดำเนินการผ่านกระบวนการ Knowledge Management (KM) ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Creation) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) และการถ่ายทอดและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer๗) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานักศึกษาให้มี Global Competency และสามารถทำงานในบริบทนานาชาติได้ โดยสามารถสรุปโมเดลได้ดังแผนภาพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)☑ยุทธศาสตร์ที่ 4      โปรดระบุ KR 4.1.3, 4.1.6/1, 4.2.1,   รายละเอียดตัวชี้วัด เอกสารประกอบ:  แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569  (ฉบับปรุง พ.ศ. 2567-2569)          โดยในการวางแผนในการจัดโครงการหรือกิจกรรมแต่ละกิจกรรมของวิทยาลัยวิศวรรมชีวการแพทย์ ถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องบูรณาการและตอบโจทย์ในหลายตัวชี้วัด                                            ขั้นตอนการดำเนินงาน     วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาประจำปีการศึกษาทุกๆปี การวางแผนงานเป็นไปตามประเด็นยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ดังนี้ ประเด็น ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล(Internationalization) ซึ่งบูรณาการร่วมกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education)  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development) และยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management) โดยมีคณบดีและกรรมการบริหารวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบายโดยมี รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบด้านการเรียนรู้และกิจกรรมแบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (International Academic Integration) การรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน การอบรมทางวิชาชีพในต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานและสถาบันในต่างประเทศ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้านกิจการนักศึกษาและประสานงานกับรองฯ วิชาการและวิเทศสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเป้นผู้รับผิดชอบในเรื่องของการวิจัยร่วมกับสถาบันในต่างประเทศ การเข้าร่วมเสนอผลงานทางวิชาการและวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษาในระดับนานาชาติ รวมถึงการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ โดยในทุกภาคส่วนได้มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในสังคมโลก ได้แก่ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Communication and Collaboration)  ความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารในบริบทนานาชาติรวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณจากมหาวิทยาลัยเป็นไปตามงบประมาณที่จัดสรรในแต่ละโครงการ โดยรายละเอียดดังเอกสารแนบใน PDCA งบประมาณจากแหล่งทุนอื่น เช่นจากกระทรวงการต่างประเทศ โครงการทุนความร่วมมือในเครือข่ายระดับนานาชาติ                                             3. การลงมือปฏิบัติ ทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ซึ่งยึดมั่นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยปรับให้สอดคล้องกับบริบทของวิทยาลัยและความต้องการของนักศึกษา บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) โดยมีรายละเอียดดังนี้ หลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบสองภาษา (Bilingual) เพื่อรองรับนักศึกษาต่างชาติ         เนื่องจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ดำริริเริ่มให้มีการเรียนการสอนแบบสองภาษา และรับนักศึกษาต่างชาติมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562  ดังนั้นรายวิชาทุกรายวิชาที่เปิดทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 จะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ 1 กลุ่ม ในทุกรายวิชา โดยในการเรียนในกลุ่มภาษาอังกฤษ จะมีนักศึกษาไทยที่เลือกเข้าเรียนในกลุ่มนี้โดยความสมัครใจ ทำให้เกิดการ การเรียนรู้แบบบูรณาการในบริบทนานาชาติ (Academic Integration) และการพัฒนาทักษะทางภาษา นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมร่วมกันทำให้นักศึกษาไทยและต่างชาติได้มีการปฎิสัมพันธ์ผ่านการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ของวิทยาลัยแบบพหุวัฒนธรรม (Multiculture) โดยจากสถิติจะเห็นได้ว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติขิงวิทยาลัยได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนต่อความมีชื่อเสียงและการยอมรับของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติ  โดยสามารถสรุปสถิติจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้าศึกษาในวิทยาลัยตามรายปีได้ดังนี้ เอกสารประกอบ: KM-BME1_สรุปจำนวนนักศึกษาต่างชาติ และนักศึกษาแลกเปลี่ยน การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มุ่งเน้นในการพัฒนาบัณฑิตให้มีความเท่าทันโลก ซึ่งภาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสื่อสาร โดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาษาอังกฤษตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ที่ระบุให้นักศึกษาในระดับปริญญาตรี มีผลสอบภาษาอังกฤษแบบ CEFR ไม่ต่ำกว่าระดับ B1 แต่อย่างไรก็ตามนักศึกษาในวิทยาลัยมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่มีความหลากหลาย ทางวิทยาลัยจึงได้มีโครงการพัฒนาภาษาอังกฤษเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนที่จะไปฝึกงานต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ CEFR ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า B1 ซึ่งจากผลดำเนินงานพบว่านศ. ระดับปริญญาตรีของวทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีผลสอสอบภาษาอังกฤษ CEFR ในระดับไม่ต่ำกว่า B1 เป็นจำนวน 100% เอกสารประกอบ: KM-BME2_ผลสอบCEFR67 โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ         จากการที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดเรียนการสอนแบบสองภาษา และรับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงมีการทำวิจัยอย่างเข้มข้นโดยคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยรังสิตมีความสนใจเดินทางมาแลกเปลี่ยน และทำวิจัยเพิ่มเติมที่วิทยาลัย ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมีชื่อเสียงและการยอมรับของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตในระดับนานาชาติ                 ในด้านการแลกเปลี่ยนอาจารย์และบุคลากร ทางวิทยาลัยมีกลไกในการสนับสนุนให้บุคลากรมีการเพิ่มพูนประสบการณ์ณ. สถาบันในต่างประเทศที่เป็นเครือข่าย ดังนั้นภายใต้โครงการ Erasmus+ ICM programme: staff mobility กับมหาวิทยาลัย Jönköping University  ประเทศสวีเดน ได้มีการแลกเปลี่ยนอาจารย์เพื่อไปสอนและเพิ่มพูนประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัย Jönköping University ในการนี้ รศ. ดร. ณัฐพล ถนัดช่างแสง รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมได้เดินทางไปสอนเป็นระยะเวลา สามสัปดาห์ในเดือนตุลาคม 2022 และ ผศ.ดร. ศนิ บุญญกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานและร่วมประชุม เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนในการเดินทางทั้งหมดจากโครงการ Erasmus+ICM Programme และผลสืบเนื่องจากโครงการนี้ ทางวิทยาลัยได้มีการแต่งตั้ง Associate Professor Kent Eine Salomonsson เป็นศาสตรจารย์วุฒิคุณของวิทยาลัย                ในปี 2026 นี้ทางวิทยาลัย ร่วมกับ University of Skövde  ประเทศสวีเดน กำลังอยู่ในระหว่างขอยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับทุนสนับสนุนภายใต้โครงการ Erasmus+ ICM programme: staff and student mobility ประจำปี 2026 นอกเหนือไปจากนั้นทางวิทยาลัยอยู่ในระหว่างพัฒนาหลักสูตรภาคฤดูร้อนร่วมกับ School of Engineering, University of Skövde  เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีศักยภาพ เดินทางไปศึกษาระยะสั้นในช่วงภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ                    เอกสารประกอบ: KM-BME3_JUErasmus+ICM, KM-BME4_คำสั่งแต่งตั้งBME_ProfKent                4. การพัฒนางานวิจัยเพื่อการเผยแพร่และแข่งขันในระดับนานาชาติ                ด้วยยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้มุ่งเน้นและส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพัฒนางานวิจัยและแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ โดยมีกลไกขับเคลื่อนด้วยระบบสนับสนุนต่างๆ ทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำวิจัยให้มีความทันสมัย ทำให้บุคลากรและนักศึกษามีการเผยแพร่งานวิจัยทั้งในรูปการประชุมวิชาการ ตีพิมพ์ผลงานวิจัย และการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้แก่จำนวนผลงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ในสารสารระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากรายงานการสืบค้นข้อมูลผ่านGoogle Scholar ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522- 2568 พบว่ามีงานวิจัยจากคณาจารย์และนักศึกษาตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scorpus เป็นจำนวนทั้งสิ้น 168 ผลงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีจำนวนผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี           สำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ มีดังนี้ รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ได้นำผลงาน นวัตกรรมผิวหนังเทียมจากเครื่องพิมพ์ชีวภาพ เข้าร่วมประกวดที่งาน Kaohsiung International Invention & Design EXPO (KIDE 2023)ประเทศไต้หวัน ในระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2566 โดยได้รับ 2 รางวัลเหรียญทอง พร้อมเกียรติบัตร ดังนี้คือ Gold Medal for Invention และ 2. Hong Kong Special Award ในปี 2568 ทางวิทยาลัยได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักศึกษาส่งผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ประกวดระดับนานาชาติในงาน “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และได้รับรางวัลดังนี้คือ รางวัลเหรียญทอง (Gole Medal) และ 2. รางวัล NRTC Special Awards งาน “2026 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition; IPTEx2026” ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ มกราคม 2569 ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นเวทีระดับนานาชาติที่จัดแสดงและประกวดนวัตกรรมกว่า 800 ผลงาน จากนักประดิษฐ์และนักวิจัยทั่วโลก รวม 23 ประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายและผลักดันสิ่งประดิษฐ์สู่การใช้งานจริง โดยทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ร่วมนำเสนอและแข่งขันประกวดนวัตกรรม และได้รับรางวัลเหรียญทอง เอกสารประกอบ: KM-BME5_สรุปวิจัยนวัตกรรมBME-RSU ณัฐพล               5. โครงการพัฒนาบุคลากรทางวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติ การพัฒนาบุคลากรด้านเครื่องมือแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขลาว ภายใต้ทุนสนับสนุน Grand Duchy-Luxembourg ในปี 2013 สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ก่อนปรับมาเป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตในปี 2018) ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขประเทศลาวได้ทำโครงการความร่วมมือ “โครงการฝึกอบรมบุคลากรด้านเครื่องมือแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขลาวในประเทศไทย (Academic Training of MOH Technical Staff in Thailand in the Domain of Medical Equipment)” ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ “Lao-Luxembourg Health Initiatives Support Programme (LAO/017)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคนิคของกระทรวงสาธารณสุขลาว โดยเป็นการสร้างบุคลากรที่สามารถดูแล ซ่อมบำรุง และบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลของลาว โดยในโครงการนี้ทางสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้จัดการฝึกอบรมสามหลักสูตรได้แก่ Bachelor of Science Program,  Mini MBA Program และ Biomedical Instrumentation Technician Certificate Training  ให้แก่บุคลากรจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ซึ่งโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนทั้งหมดจาก  Lux-Development ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลลักเซมเบิร์ก โดยมีผู้สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 25 คน ผลสืบเนื่องจากการฝึกอบรมดังกล่าว ได้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนาบุคลากรระหว่างประเทศ โดยมีนักศึกษาที่จบในระดับปริญญาตรี ได้กลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท 2563 และจบการศึกษาไปปี 2565 ผลสืบเนื่องจากโครงการนี้ ยังก่อให้เกิดความร่วมมือแบบไตรภาคี ได้แก่ประเทศไทย ประเทศฃลาว และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวางแผนความร่วมมือต่อเนื่องในการพัฒนาบุคลากรทางวิศวกรรมคลินิกให้กับประเทศลาว โดยในวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2567 ทีมผู้บริหารจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม. รังสิตและทีมวิศวกรคลินิกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไกประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปประชุมหาความร่วมมือ และการดำเนินงานทางด้านเครื่องมือแพทย์ ที่กระทรวงสธารณสุขลาว นครเวียงจันทร์ และโรงพยาบาลหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้รับทุนสนับสนุนในการเดินทางทั้งหมดจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก  ประเทศญี่ปุ่น เอกสารประกอบ: KM-BME6_Dutchy-Lux contract โครงการ TRICOLOR เพื่อการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ไทยร่วมกับวิศวกรคลินิกประเทศญี่ปุ่น เนื่องด้วยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีร่วมมือกับโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการการพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์นานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 ในโครงการที่มีชื่อว่า Establishment of Thai Biomedical

การพัฒนานักศึกษาและบุคลากรผ่านการเรียนการสอนกิจกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ Read More »

กิจกรรมความร่วมมือระหว่างคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต กับ Faculty of Law and International Relations, Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 4 : KR  ไม่ระบุ กิจกรรมความร่วมมือระหว่างคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต กับ Faculty of Law and International Relations, Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.จิระโรจน์ มะหมัดกุล คณะการทูตและการต่างประเทศ 1. บริบทและความสำคัญ                ในบริบทของการอุดมศึกษายุคปัจจุบัน การพัฒนาความเป็นสากลถือเป็นภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย ทั้งในด้านคุณภาพการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ และการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาให้สามารถแข่งขันและทำงานในสังคมนานาชาติได้ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาจำนวนมากยังมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ระหว่างประเทศค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในด้านการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การนำเสนอผลงานต่อผู้ฟังต่างชาติ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการสร้างเครือข่ายกับนักศึกษาหรือคณาจารย์จากต่างประเทศ                คณะการทูตและการต่างประเทศจึงเห็นโอกาสสำคัญในการใช้กิจกรรมความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศเป็นกลไกในการผลักดันยุทธศาสตร์ความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการพบปะ แลกเปลี่ยนวิชาการ และสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับนานาชาติ กิจกรรม SDIS x UniSZA จึงถูกริเริ่มขึ้นเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง School of Diplomacy and International Studies (SDIS), Rangsit University กับ Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA), Malaysia ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อส่งเสริมความเป็นสากลของคณะและมหาวิทยาลัยผ่านความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการสื่อสารระดับนานาชาติและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการและมิตรภาพระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ของทั้งสองสถาบัน เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนางานวิจัย โครงงาน และการเรียนรู้ในระดับนานาชาติในอนาคต เพื่อวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระยะยาว เช่น กิจกรรมร่วม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การวิจัยร่วม หรือการพัฒนาหลักสูตรในอนาคต ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  คณาจารย์และผู้บริหารของคณะการทูตและการต่างประเทศ          รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้           แนวปฏิบัตินี้อาศัยทั้งความรู้เชิงนโยบายและความรู้จากประสบการณ์จริง โดยผสมผสานหลักการด้าน internationalization, student engagement, intercultural communication และ collaborative learning เข้ากับบริบทของคณะการทูตและการต่างประเทศ เพื่อออกแบบกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงการต้อนรับคณะผู้แทน แต่เป็นเวทีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายกับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งเป็นการแปลงนโยบายความเป็นสากลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 4 โปรดระบุ KR เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นสากล (Internationalization)  รายละเอียดตัวชี้วัด การดำเนินกิจกรรมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้สำเร็จตามแผน การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ผลสะท้อนการเรียนรู้ของนักศึกษาในด้านทักษะการสื่อสาร การเปิดรับมุมมองใหม่ และการสร้างเครือข่าย การต่อยอดความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองสถาบัน ขั้นตอนการดำเนินงาน วางแผนแนวคิดและกำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย ประสานงานกับ Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA) เพื่อกำหนดรูปแบบกิจกรรม วันเวลา และรายละเอียดการเยือน ออกแบบกิจกรรมให้เน้นการมีส่วนร่วมของนักศึกษา เช่น student presentations, academic exchange และ networking คัดเลือกและเตรียมความพร้อมนักศึกษาในการนำเสนอผลงานและเข้าร่วมกิจกรรม ดำเนินกิจกรรมจริง โดยต้อนรับคณะผู้แทนและจัดเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) บุคลากรผู้รับผิดชอบด้านวิชาการและการประสานงาน ห้องประชุม/ห้องจัดกิจกรรม อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ เช่น เครื่องเสียง โปรเจคเตอร์ และคอมพิวเตอร์ เอกสารประกอบกิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ งบประมาณสำหรับการต้อนรับ การจัดสถานที่ และการดำเนินกิจกรรมตามความเหมาะสม 3. การลงมือปฏิบัติ                คณะการทูตและการต่างประเทศได้ดำเนินการต้อนรับคณะผู้แทนจาก Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA), Malaysia อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ของทั้งสองสถาบัน ภายในกิจกรรมมีการนำเสนอผลงานของนักศึกษา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นทางวิชาการ และการสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย                กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง ฝึกการสื่อสารในบริบทนานาชาติ เปิดรับมุมมองใหม่จากต่างประเทศ และได้รับแรงบันดาลใจในการต่อยอดการเรียน งานวิจัย และโครงการในอนาคต นอกจากนี้ กิจกรรมยังช่วยสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความแตกต่างด้านเวลาและรายละเอียดการประสานงานระหว่างสองสถาบัน แก้ไขโดยกำหนดผู้ประสานงานหลักและสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่ชัดเจน ความพร้อมของนักศึกษาในการสื่อสารและนำเสนอในบริบทนานาชาติ แก้ไขโดยเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ซักซ้อมการนำเสนอ และให้คำแนะนำด้านภาษาและเนื้อหา ข้อจำกัดด้านเวลาในการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมทั้งสาระทางวิชาการและการสร้างเครือข่าย แก้ไขโดยออกแบบลำดับกิจกรรมให้กระชับ ชัดเจน และเน้นการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ประเมินจากการบรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมตามแผนที่กำหนด ประเมินจากการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประเมินจากศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองสถาบัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กิจกรรมความร่วมมือระหว่าง SDIS และ UniSZA ดำเนินไปได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับนักศึกษาต่างชาติ นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการสื่อสารระดับนานาชาติ การนำเสนอ และการสร้างเครือข่าย เกิดบรรยากาศของมิตรภาพ ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และความร่วมมือระหว่างสองมหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ในปัจจุบันได้ขยายไปสู่ความร่วมมือ โดยมีการบรรยายพิเศษออนไลน์ระหว่างกัน และมีความริเริ่มในการดำเนินการ Research Matching Grant ระหว่างทั้งสองสถาบัน การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ พบว่ากิจกรรมสามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน ทั้งในมิติของการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะสากล และการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากิจกรรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการต้อนรับเชิงพิธีการ แต่สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่าและมีโอกาสขยายผลต่อไปได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การมีเป้าหมายชัดเจนและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย ความร่วมมือที่ดีระหว่างคณะ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ การออกแบบกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมจริงของนักศึกษา การเตรียมความพร้อมด้านเนื้อหา การนำเสนอ และการประสานงานอย่างเป็นระบบ การสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เพิ่มกิจกรรมเชิงวิชาการที่ต่อเนื่อง เช่น workshop, joint seminar, student forum หรือ mini research dialogue พัฒนาระบบติดตามผลหลังจบกิจกรรม เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในระยะยาว ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาให้มากขึ้น ทั้งในบทบาทผู้นำเสนอ ผู้ดำเนินรายการ หรือผู้ประสานงาน พัฒนาสื่อและเอกสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นสากลของคณะและมหาวิทยาลัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน พัฒนาแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นต้นแบบของการจัดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับคณะหรือหน่วยงานอื่นภายในมหาวิทยาลัย จัดทำคู่มือการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การประสานงาน การดำเนินกิจกรรม และการประเมินผล ส่งเสริมให้กิจกรรมลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการด้านความเป็นสากลประจำปีของคณะ ใช้ผลสำเร็จของกิจกรรมเป็นฐานในการพัฒนา MoU, mobility program, joint classroom หรือ collaborative research ในอนาคต สนับสนุนให้มีการรวบรวมองค์ความรู้และเผยแพร่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัย 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1415158467281525&set=pcb.1415158810614824

กิจกรรมความร่วมมือระหว่างคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต กับ Faculty of Law and International Relations, Universiti Sultan Zainal Abidin (UniSZA) Read More »

 
Scroll to Top