ยุทธศาสตร์ที่ 1

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.2, KR 1.2.3, KR 1.2.4, KR 1.3.1, KR 1.3.3, KR 5.1.1, KR 5.1.2, KR 5.1.3, KR 5.1.4 และ KR 5.1.5 การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) กำหนดให้สถาบันการศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) คุณธรรม จริยธรรม 2) ความรู้ 3) ทักษะทางปัญญา 4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5) ทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบัณฑิตที่สมบูรณ์แบบและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว           การส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้นักศึกษามีทักษะที่จำเป็นในวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม เช่น การมีจริยธรรมในวิชาชีพ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างดี           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มีความมุ่งมั่นที่จะมุ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์สำหรับทุกช่วงวัยของชีวิตแห่งอาเซียน เพื่อทำให้บัณฑิตคิดอย่างมีนวัตกรรม ทำด้วยจิตวิญญาผู้ประกอบการ มีสมรรถนะและโลกทัศน์ในระดับสากลจึงมีความจำเป็นในการที่จะต้องพัฒนาความพร้อมให้กับนักศึกษา พัฒนาความตระหนักและปลูกจิตสานึกและความรับผิดชอบและการค้นพบตัวเองให้กับนักศึกษา พัฒนาให้นักศึกษาเกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ในการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ 5 ด้าน ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศผ่านกการทำกิจกรรม มีความมุ่งมั่นที่จะนำผลงานวิจัย งานบริการทางวิชาการกับสังคม รวมทั้งด้านการผลิตบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีความรู้ควบคู่กับทักษะปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษามีคุณค่าและความสง่างาม ใฝ่รู้ ใฝ่ดี มีความรับผิดชอบและมีวินัย  อันเป็นคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์           จากที่มาและความสำคัญกล่าวมาข้างต้น คุณลักษณะของบัณฑิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ นักศึกษาต้องผ่านกิจกรรมต่างๆที่หล่อหลอมอย่างเป็นระบบและอย่างต่อเนื่อง  กระบวนการจัดการเรียนการสอนผ่านกิจกรรมต้องเน้นให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์จริงให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้และประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ มีดังนี้ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการกำหนดคุณลักษณะและผลการเรียนรู้ของบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยกำหนด 5 มาตรฐานหลัก ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม, ความรู้, ทักษะทางปัญญา, ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ, และทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การบูรณาการการเรียนรู้กับกิจกรรมเสริมหลักสูตร การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นแนวทางที่นำการเรียนการสอนในห้องเรียนมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม การปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะที่สำคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากประสบการณ์การทำงาน   ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ในระดับคณะและวิทยาลัย ความรู้จากงานที่รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา วิธีการดำเนินการ            วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีการจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาประจำปีการศึกษาทุกๆปี การวางแผนงานเป็นไปตามประเด็นยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ดังนี้ ประเด็นยุทธศาสตร์ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาด้านงานวิจัยและนวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง โดยมีคณบดีและกรรมการบริหารวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบาย มีรองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาการศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบด้านวิชาการ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้านกิจการนักศึกษา รองฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบด้านภาษา ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและบริการวิชาการเป็นผู้รับผิดชอบด้านงานบริการวิชาการ โดยมีนักศึกษาจากสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมเป็นผู้ร่วมการจัดทำแผนงานและเป็นผู้ดำเนินการ นักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม/โครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาครอบคลุมทั้งสติปัญญา สังคม อารมณ์รวมถึงด้านคุณธรรมจริยธรรม  เพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบและทักษะการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแผนพัฒนานักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนักศึกษา ดังนี้ กิจกรรม “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” See it, Own it, Solve it and Do it ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมไหว้ครู มอบเสื้อชอปของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพด้านภาวะจิตใจ และอารมณ์ก่อนเข้าเรียน กิจกรรมปฐมนิเทศของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมประกวดแข่งขัน Start Up Thailand League กิจกรรมการพํฒนานักศึกษาให้เกิดความชอบในวิชาชีพและฝึกการทำงานเป็นทีมให้กับนักศึกษา ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ กิจกรรมทำบุญปีใหม่ กิจกรรมพัฒนาความคิดแบบนวัตกรรมในการมุ่งทำความดีให้กับสังคม  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: ชมรมเครื่องมือแพทย์อาร์เอสยูเพื่อสังคมร่วมกับศูนย์ BIS กิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ กิจกรรมการให้บริการทางวิชาการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมสโมสรนักศึกษา ด้านกีฬา ครอบครัว BMI สัมพันธ์น้องพี่ และ BME SAT ของนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่าและค่ายอุปกรณ์ฯ กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมงานบริการวิชาการโดยผ่านศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัย กิจกรรมพัฒนาความเป็นวิศวกรชีวการแพทย์และความเป็นผู้ประกอบการ  ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: อาจารย์ และ ศูนย์ BIS กิจกรรมปัจฉิมนิเทศนักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมเสริมทางด้านภาษาต่างประเทศ กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) กิจกรรมนำเสนอผลงานของนักศึกษาในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ กิจกรรมงานประกวดผลงานนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองมาตรฐานการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน กิจกรรมการพัฒนาความเป็นสังคมครอบครัววิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน: สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมงานรับปริญญา              ในการจัดแผนงานได้วางแผนการจัดกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายการจัดสรรงบประมาณ การส่งเสริมคุณลักษณะของบัณฑิต รวมถึงผู้รับผิดชอบ โดยแผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ เป็นดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แผนจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน     ในการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้มักจะพบกับอุปสรรคหรือปัญหา โดยอุปสรรคหลักๆ และวิธีการแก้ไขมีดังนี้ การขาดแรงจูงใจหรือความสนใจจากนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาบางคนอาจไม่สนใจหรือไม่มีแรงจูงใจเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมต่ำและขาดความกระตือรือร้น การแก้ไข: การสร้างแรงจูงใจด้วยการออกแบบกิจกรรมที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกับความสนใจของนักศึกษา การให้โอกาสนักศึกษาเลือกกิจกรรมที่ต้องการเอง ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ปัญหา: กิจกรรมบางอย่างต้องใช้ทรัพยากร เวลา หรือสถานที่ที่จำกัด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ การแก้ไข: การวางแผนให้เหมาะสมและเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ปัญหา: การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจทำให้กิจกรรมไม่ได้คุณภาพหรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ การแก้ไข: การเชิญวิทยากร หรือการร่วมมือกับภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อเพิ่มบุคลากรและวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ความหลากหลายของความต้องการและความสนใจของนักศึกษา ปัญหา: นักศึกษาแต่ละคนมีความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้การจัดกิจกรรมไม่สามารถตอบสนองทุกคนได้ การแก้ไข: การสำรวจความต้องการและความสนใจของนักศึกษาก่อนเริ่มกิจกรรม และจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีความสนใจแตกต่างกัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้           นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ดำเนินการจัดทำ กิจกรรม/โครงการ ตามแผนงาน  ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 กิจกรรม/โครงการ โดยคณะกรรมการคณะทำงานกิจการนักศึกษาได้ตระหนักและให้ความสำคัญของวงจรคุณภาพ PDCA จึงได้ดำเนินการประเมินผลความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการพัฒนาวิทยาลัยด้านการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต  และยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ทางวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  โดยเป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดในแผน ซึ่งอยู่ใน PDCA ของทุกกิจกรรมที่วิทยาลัยฯ จัดขึ้น ดังนี้  เป้าประสงค์ของแผนพัฒนานักศึกษาสู่การจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษา บัณฑิตมีความสุขและความท้าทายและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานและโลกในอนาคตเป็นโลกเดียวกัน บัณฑิตมีความรู้และทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารและวัฒนธรรมจนกลายเป็นที่ความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมในอนาคต บัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการทำงาน ประกอบกิจการรวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคม           จากเป้าประสงค์ของแผนการพัฒนานักศึกษา กำหนดแนวการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ  รวมทั้งสิ้น  22 กิจกรรม มีการประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 22 กิจกรรม ได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.64 คะแนน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน ที่เป็นไปตาม พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดที่แสดงในแผนพัฒนานักศึกษา           จากการประเมินกิจกรรมหรือโครงการที่ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2566  พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีความพร้อมปรับตัว และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย  มีความตรงต่อเวลา  มีความพร้อมเพรียงให้ความสนใจในวัฒนธรรมองค์กร  มีส่วนร่วมในกิจกรรมและโครงการด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถสรุปตามการกำหนดโมดูลการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4 ได้ดังนี้            นักศึกษาชั้นปีที่ 1 “เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” การประเมินศักยภาพตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น การปลูกฝังสํานึกรับผิดชอบ มีค่านิยมและจริยธรรมผู้ประกอบการ และมีความคิดในเชิงบวก โดยมีการให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกการเป็นวิศวกรชีวการแพทย์ เป็นผู้ช่วยให้กับรุ่นพี่ปี 2 เรียนรู้งานที่จะสืบสานต่อในอนาคต ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ขึ้นมาเรียนในชั้นปีที่ 2 โดยได้เรียนรู้งานต่างๆของรุ่นพี่ และได้รับผิดชอบการจัดงานต่างๆ ซึ่งทำได้อย่างดี  จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ตนเอง และเข้าใจผู้อื่น และเต็มใจเข้าร่วมช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย   กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มี 4 กิจกรรม ดังนี้             นักศึกษาชั้นปีที่ 2 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาในชั้นปีที่ 2 จะพัฒนาต่อจากการเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่นของชั้นปีที่ 1  เมื่อเรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น จึงก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ การมีมนุษย์สัมพันธ์ มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในวิทยาลัย สามารถสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เป็นสโมสรนักศึกษา ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมของวิทยาลัย  โดยผลงานของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว และพร้อมที่จะขึ้นสู่การทำงานในชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมในชั้นปีที่ 3 จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 2  มีความปรารถนาอันแรงกล้า มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม โดยทุกกิจกรรมสำเร็จลุล่วง นักศึกษามีทัศนคติในการทำงาน รู้จักการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย รู้จักการทำงานร่วมกัน กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซึ่งเป็นสโมสรนักศึกษารับผิดชอบในการจัดงานทั้งหมด 6 กิจกรรม ดังนี้   กิจกรรมงานทำบุญปีใหม่ วิทยาลัยฯ และ วันคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมงานทำบุญสงกรานต์ โครงการงานรับปริญญาแก่บัณฑิต กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา อบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) กิจกรรม Pre-BME Open House และกิจกรรมรังสิตวิชาการ การอบรมสัมมนาเรื่อง Cardiopulmonary Resuscitation (CPR)             นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะพัฒนาต่อจากโมดูลที่ 2  การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ 1 การพัฒนาภาษาอังกฤษ การมีภาวะผู้นำ มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีมในสังคม สามารถสร้างเครือข่าย การพัฒนานวัตกรรม การสร้างเสริมองค์ความรู้ และการสร้างแนวคิดธุรกิจให้กับนักศึกษา โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทำงานให้กับชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคม ซึ่งจะรับผิดชอบงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ได้แก่ งานบริการวิชาการบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ งานออกค่ายต่างๆ เป็นต้น มีการพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารให้กับนักศึกษาทำให้นักศึกษาสามารถสอบผ่าน CEFR ระดับ B1 ได้ถึงร้อยละ 84.31 จากนักศึกษาที่เข้าสอบ โดยผลของนักศึกษาวัดจากการจัดกิจกรรมออกค่าย การทำงานเพื่อสังคม ที่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่ให้บริการ โดยให้มาบริการงานวิชาการในปีต่อๆ ไป กิจกรรมที่ชมรมอาร์เอสยูเพื่อสังคมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีทั้งสิ้น 6 กิจกรรม ดังนี้ โครงการงานสานสัมพันธ์วิศวกรรมชีวการแพทย์ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่า และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ โครงการค่ายวิศวกรชีวการแพทย์สัญจร โครงการการอบรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านภาษาอังกฤษ กิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา: บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โครงการบริการวิชาการแบบให้เปล่า ซึ่งดำเนินงานภายใต้รายวิชาทางด้านเครื่องมือแพทย์ โครงการบริการวิชาการแบบแบบมีรายได้ ซึ่งดำเนินงานภายใต้ศูนย์ BIS             จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 3 มีภาวะความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อการจัดงานได้อย่างดีเยี่ยม มีความคิดเชื่อมโยง มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และหน่วยงานภายนอกได้ให้ความไว้วางใจในการดำเนินงานบริการวิชาการในปีต่อไป            นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กิจกรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นพัฒนาต่อเนื่องจากนักศึกษาชั้นปีที่ 3 การเตรียมความพร้อมด้านคุณวุฒิวิชาชีพ  การขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ การพัฒนามาตรฐานภาษาอังกฤษ มีการทดลองทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทดลองสร้างนวัตกรรม การทดลองสร้างแนวคิดธุรกิจใหม่ โดยมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมภายนอกในรูปแบบการทำโครงงานสร้างนวัตกรรม การประกวดโครงงาน การแสดงผลงานวิชาการในงานประชุมวิชาการ และการแสดงนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในงานปัจฉิมนิเทศ           เมื่อนักศึกษามีโอกาสได้ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ในวิชาชีพ ด้วยการบริการสังคม จะทำให้นักศึกษาได้มองเห็นแนวทางของการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต จากการสังเกตของอาจารย์ผู้รับผิดชอบกิจกรรม ขณะวางแผนร่วมกันก่อนจัดกิจกรรม ขณะทำกิจกรรม และหลังจากการทำกิจกรรม  สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที 4 มีความพร้อมในการเข้าร่วมการประกวดต่างๆ เพื่อสะสมเป็นผลงานของตนเอง  มีความพร้อมในการนำเสนอผลงานในระดับชาติ มีความมั่นใจที่จะก้าวเข้าสู่การทำงาน สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องปี 3 ในด้านการบริการวิชาการสู่สังคม ทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่จบการศึกษาสามารถมีงานทำอย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้เข้าร่วมและจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 9 กิจกรรม ดังนี้ โครงการสนับสนุนและส่งเสริมนักศึกษานำเสนอผลงานวิชาการและ Pitching Idea ในงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีสุขภาพแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 (HTCON 2023) วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โครงการอบรมสัมมนาเรื่อง แนวทางการขอรับพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับฝ่ายแพทย์หลวงพระบรม มหาราชวัง โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการงานบริการวิชาการทางด้านการดูแลบำรุงรักษาเครืองมือแพทย์ ให้กับ คลินิกมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ วัดสุทธาราม กรุงเทพ มหานคร โดยปี 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับปี 3 โครงการส่งผลงานนักศึกษาประกวดงาน Thailand New Gen Inventors Award 2024 (I – New Gen Award 2024) ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2567 โดยผลงานที่ส่งประกวดมี 6 ชิ้นงาน มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4, 3, 2 และปีที่ 1 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 21 คน โครงการส่งผลงานนักศึกษาเข้าร่วมประกวดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” Thailand Research Expo 2023 ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 12 คน กิจกรรมเตรียมความพร้อมในการทำงาน โครงการปัจฉิมนิเทศ และ BME Innovation2024 & Job Fair กิจกรรมมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตก (Table Manners/ Dining Etiquette) โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาลัยการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมการศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษาในด้านวิชาชีพ และความเป็นนานาชาติ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น            จากการจัดกิจกรรมให้ทั้ง 4 ชั้นปี ได้บรรลุตามเป้าประสงค์ของวิทยาลัย โดยนักศึกษาจบเป็นบัณฑิตมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ มีความคิดในเชิงนวัตกรรมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งการเรียน โลกแห่งการทำงานได้ สามารถทำงานให้กับหน่วยงานได้อย่างดี บัณฑิตมีทักษะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยี ทักษะในด้านความเป็นสากลทั้งในด้านการสื่อสารได้ มีความมั่นใจในตนเองสำหรับการทำงาน และบัณฑิตมีทัศนคติ ความประพฤติอย่างมีคุณธรรมและสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่างๆทำให้บัณฑิตบางคนได้งานก่อนจบการศึกษา ผลการประเมินตามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.86  อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) ด้านคุณธรรมจริยธรรม ประกอบไปด้วย (1) ความซื่อสัตย์สุจริต ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (2) ความมีนํ้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 (3) ความมีระเบียบวินัยในการทำงาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (4) ความขยันอดทน อุตสาหะ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.87 (5) การตรงต่อเวลา ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 2) ด้านความรู้ ประกอบไปด้วย (1) ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.80 (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (3) ความสามารถในการนำเสนองานที่ทำ ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (4) ความรอบรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.93 3) ด้านทักษะทางปัญญา ประกอบไปด้วย (1) ความสามารถในการเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนางาน ระดับความพึงพอใจโดยเฉลี่ย 4.73 (2) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่

การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ Read More »

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           นักศึกษาออนไลน์ คือ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมดิจิทัล ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต ที่เรียนผ่านระบบ LMS ของ Cyber University เป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไม่ค่อยได้เข้ามาที่มหาวิทยาลัยบ่อยนัก มีทั้งนักศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ การเรียนการสอนดำเนินการ ผ่านระบบ LMS ของ Cyber University รูปแบบการเรียน คือ ช่วง 1 ปีแรกเป็นการเรียนรายวิชา เมื่อสิ้นสุดการเรียนรายวิชาต่าง ๆ นักศึกษาจะต้องเริ่มงานวิจัย ซึ่งตามแผนการเรียนนักศึกษาจะใช้เวลาในการทำวิจัย 2 ภาคเรียนในปีที่ 2 ที่ผ่านมาหลักสูตรพบปัญหาว่า ในช่วงการเข้าห้อง Chatroom นักศึกษายังมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น แต่เมื่อเรียนจบ ก็ต่างคนต่างไป ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกับหลักสูตร หยุดการเรียนรู้และหยุดการทำวิจัย หรือสำหรับบางคนที่เริ่มงานวิจัยไว้บ้างแล้วกลับหายไป การทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีความต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้นักศึกษาให้เหตุผลต่าง ๆ เช่น เช่นเรื่องการจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาเรียน การต้องโฟกัสกับการทำงานเพราะต้องหาเงิน บ้างก็มีครอบครัว เช่น แต่งงานหรือมีบุตร ทำให้ขาดแรงจูงใจในทำวิจัย การเรียนหยุดชะงัก จำนวนนักศึกษาคงค้างในหลักสูตรค่อนข้างสูง อัตราการจบการศึกษาของนักศึกษาตามเวลาของหลักสูตรไม่สามารถทำได้สำเร็จ           ช่วงเริ่มต้นหลักสูตรมีแนวทางในการแก้ปัญหากับกลุ่มนักศึกษาในกรุงเทพและปริมณฑลก่อน เกิดเป็นโครงการ “ศุกร์หรรษา” หรือภายหลังชื่อได้เปลี่ยนเป็น “สุขหรรษา”  ที่ต้องการแก้ปัญหาการหายตัวไปของนักศึกษาหลังจากเรียนจบรายวิชาสอน และสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษากลับเรียนจนสำเร็จ ในช่วงแรกอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยจะนัดพบนักศึกษาในวันศุกร์ตอนเย็นเพราะเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ทำงาน นักศึกษาสามารถเคลียร์เวลาและสมองเพื่อโฟกัสกับหัวข้อวิจัยได้ดี จึงเรียกว่า “ศุกร์หรรษา” ซึ่งนัดกันทุกวันศุกร์ ในเวลาต่อ ๆมา นักศึกษาอาจสะดวกเป็นวันหยุดอื่น ๆ ก็จะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเป็นวันศุกร์เท่านั้น โครงการนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโครงการ “สุขหรรษา” แทน เพื่อให้การทำวิจัยเหมือนเป็นการแบ่งปันความสุขไปด้วยกัน นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันกำหนดวันและเวลาให้ทุกคนได้จัดเวลาว่างได้ตรงกัน อาจเป็นในเมืองตอน 2 ทุ่มวันธรรมดา หรือ บ่ายวันเสาร์ หรือจะออนไลน์ก็ได้ อาจนัดพบกันตามร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟูด ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด สามารถนั่งดื่มกินและคุยกันได้ ความเครียดที่ต้องมาคุยกันเรื่องวิจัยก็จะคลายลง           สำหรับนักศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัด ทางหลักสูตรจัดให้มีโครงการ “สุขหรรษาสัญจร” นั่นคือ ใช้จังหวะเวลาที่อาจารย์ที่ปรึกษามีกิจธุระที่จะต้องไปยังจังหวัดนั้นก็จะแจ้งนักศึกษา และเชิญชวนนักศึกษาที่อยู่ในระแวกจังหวัดใกล้เคียงมาเข้าร่วม อีกทั้งมีการใช้การประชุมทางไกล (Video Conference) เพื่อติดต่อกับนักศึกษา           สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการและสร้างแรงจูงใจ คือ การถ่ายรูปลงใน Facebook ลงในกลุ่มไลน์ของหลักสูตร เพื่อทำให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่าน เกิดการรับรู้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องเป็นประจำ คนเข้าร่วมจะเป็นสมาชิกหน้าเดิม ๆ ที่มีการเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ อาจมีสัญจรบ้าง มีกิจกรรม outing บ้าง มากกว่าการคุยวิจัยที่จริงจังแบบในห้องเรียน นักศึกษาที่เห็นภาพในสื่อต่าง ๆ ก็จะรู้สึกสนใจเข้าร่วม และต้องการมีหัวข้อวิจัยเหมือนเพื่อน ๆ จึงเริ่มเข้ามาร่วมโครงการไปเรื่อย ๆ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การให้คำปรึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาหลักสูตรออนไลน์ การสร้างแรงจูงใจนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลอาจารย์ที่ปรึกษา ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร. คริชณะ ฉิมมณี และ ผศ.ดร. ชุติมา พิศาลย์ วิธีการดำเนินการ            หลักสูตรมีการประชุมหารือถึงปัญหานักศึกษาคงค้างสืบ พบสาเหตุสำคัญมาจากความไม่ต่อเนื่องในการทำวิจัยเพราะห่างหายไปหลักสูตรหลังจากเรียนจบรายวิชา และไม่ติดต่อกลับอาจารย์ที่ปรึกษา  หลักสูตรได้พยายามหาหนทางในการดึงนักศึกษาคงค้างเหล่านี้ให้กลับมา จึงเกิดเป็นโครงการสุขหรรษา เป็นลักษณะการทำงานแบบวัฏจักรเกิดขึ้นซึ่งสามารถแบ่งช่วงย่อยได้เป็น 3 ช่วง โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 1 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เป็นต้นมา ทางหลักสูตรได้ลงมือดำเนินโครงการสุขหรรษาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์/ค้นคว้าอิสระ แต่ละคนจะประกาศผ่านช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ไปยังนักศึกษาถึงวัน เวลา และสถานที่ที่จะนัดให้นักศึกษาเข้ามาพบอาจารย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทำวิจัย โดยแต่ละครั้งที่นัดจะกำหนดจำนวนนักศึกษาไว้ที่ 5-8 คน เพื่อให้นักศึกษาที่สนใจลงชื่อจองล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม การจัดสุขหรรษาแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3-9 ชั่วโมงแล้วแต่จำนวนนักศึกษา ตลอดระยะเวลาผ่านมาโครงการสุขหรรษาถูกจัดขึ้นเป็นประจำ (ตามเวลาเอื้ออำนวยต่อทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา) โดยเฉลี่ยแล้วเดือนละ 1 ครั้ง และมีบางครั้งที่นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงกันรวมตัวกันได้ ก็จะแจ้งกลับมายังผู้อำนวยการหลักสูตรเพื่อให้ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษากลุ่มนั้นเดินทางไปจังหวัดที่นักศึกษารวมตัวกัน ซึ่งในกรณีนี้จะเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการสุขหรรษาสัญจร” ภาพบรรยากาศของโครงการดังแสดงในรูปที่ 2            โครงการทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ที่เน้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์เชิงบูรณาการ โดยเริ่มจากให้นักศึกษาวิเคราะห์ปัญหาทางด้านการจัดการเทคโนโลยี อาจจะพบจากที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน แล้วพยายามหาข้อมูลการแก้ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน นำมาคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา มีเพื่อน ๆ ในหลักสูตรท่านอื่นเข้ารับฟังการคุยกันด้วย อาจารย์จะพยายามสอบถามให้นักศึกษาลองคิดว่า ปัญหาที่สนใจนี้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตรงไหนคือปัญหาที่แท้จริง เมื่อนักศึกษาเริ่มคิด ก็จะเกิดไอเดียในการทำวิจัยต่อมา มีความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน บางงานสามารถร่วมทำกันเป็นกลุ่มในหัวข้อที่คล้ายกันได้ เป็นการส่งเสริมการทำงานวิจัยร่วมกัน ทำให้นักศึกษามีกำลังใจและมีแรงจูงใจในการทำวิจัย นักศึกษาส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการในการประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตีพิมพ์ในฐานข้อมูล TCI ได้อย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คือ นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาได้ รูปที่ 2 ภาพบรรยากาศโครงการสุขหรรษา และสุขหรรษาสัญจร            หลังจากการนัดพบในโครงการสุขหรรษา หลักสูตรต้องลงภาพถ่ายในสื่อ social media ที่ทำให้เห็นอย่างกว้างขวาง อาจเป็นไลน์กลุ่ม หรือ เฟสบุค เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ให้กับนักศึกษาในหลักสูตร ให้เพื่อนช่วยกระตุ้นให้กลับมาทำวิจัยให้จบ นักศึกษาที่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จะเริ่มมีกำลังใจ เพื่อน ๆ และหลักสูตรช่วยกันติดต่อเพื่อนในรุ่นให้กลับมาทำวิจัยด้วยกัน หลักสูตรต้องสร้างการรับรู้โดยตลอดโดยเฉพาะตอนมีการสอบหัวข้อวิจัยหรือสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งภาพถ่ายของการทำงานอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาในโครงการสุขหรรษา เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่คิดว่าตนเองไม่พร้อม ไม่มีความสามารถ ไม่มีหัวข้อวิจัย ให้รู้สึกว่า เมื่อเพื่อนทำได้ เราก็จะทำได้ และหลักสูตรไม่ได้ทอดทิ้งให้นักศึกษาแก้ปัญหาวิจัยเองตามลำพัง อย่างไรก็ดี โครงการสุขหรรษาก็ได้พบอุปสรรคในหลาย ๆ ด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย บางครั้งเวลาที่นัดหรือสถานที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษาทุกคน พบปัญหาการจราจร การพบปะแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างมากคือ 3 ชั่วโมงขึ้นไป (รวมเวลาเดินทาง) อาจารย์ต้องจัดสรรเวลาให้เอื้อต่อสมาชิกส่วนใหญ่จริง ๆ การเดินทาง การรับประทานอาหารก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ในการพบปะเวลา ไม่อาจจะให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาได้ทุกคน นักศึกษาต้องมารออาจารย์ให้คำปรึกษากับเพื่อน นั่งฟังงานของเพื่อนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยของตน ทำให้ในระยะหลัง ๆ นักศึกษาก็จะไม่อยากเข้าร่วมเพราะเสียเวลา หรือต้องมารอ ช่วงโควิดที่ทำให้การพบปะกันแบบเจอหน้ากันไม่สามารถทำได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธี online ผ่านโปรแกรม zoom ข้อดีเจอกันได้ง่ายขึ้น อาจารย์และนักศึกษาก็สามารถนัดกันได้บ่อยขึ้น อย่างไรก็ดีการพบกันแบบ online จะทำให้บรรยากาศความสนุกสนานจะลดลง นักศึกษาที่มาพบในแต่ละครั้งอาจเป็นคนละคนกับที่มาครั้งที่แล้ว การพูดคุยอาจจะไม่ต่อเนื่อง มีการถามปัญหาเดิม ๆ อาจารย์ต้องตอบสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซึ่งเสียเวลา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK จากอุปสรรคและปัญหาที่พบในโครงการมตลอดหลายปี หลักสูตรได้มีการทบทวนกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาแต่ละด้าน คือ เรื่องของเวลาและค่าใช้จ่าย หลักสูตรใช้การสลับการพบปะเป็นแบบออนไลน์สลับกับแบบออนไซต์ การนัดพบกันมักจะเกิดขึ้นแบบเอื้อต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เช่น อาจารย์ต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลอยู่แล้วก็สามารถนัดนักศึกษาที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล หรืออาจารย์ต้องไปทำธุระส่วนตัวที่ห้างสรรพสินค้าอยู่แล้วก็ถือโอกาสนัดนักศึกษาได้ และหลักสูตรได้ยืดหยุ่นเวลาทำงานให้กับอาจารย์โดยให้อาจารย์หยุดงานในวันทำงานปกติ แทนวันเสาร์อาทิตย์ที่อาจารย์ต้องไปนัดสุขหรรษากับนักศึกษา สำหรับนักศึกษาบางคนที่สะดวกพบอาจารย์ในวันปกติสามารถพบกันที่มหาวิทยาลัยในช่วงกลางวัน หรือช่วงเย็นของวันธรรมดาแทนได้ นักศึกษาเสียเวลารอรับคำปรึกษาจากอาจารย์ในหัวข้อวิจัยของตน ควรจัดจำนวนให้มีคนเข้ามาในแต่ละครั้งไม่เกิน 3 คน และควรเป็นกลุ่มที่ทำหัวข้อใกล้ ๆ กัน เพื่อทำให้การใช้เวลาแต่ละครั้งที่พบกันสั้นและทั่วถึง หากนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาอยากพบกันแบบออนไซต์ จะเลือกมาที่มหาวิทยาลัย โดยอาจารย์จะจัดสถานที่ที่ไม่เป็นห้องเรียน คือ ใช้ห้องประชุม เหตุผลเพราะห้องประชุมให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าห้องเรียน นักศึกษาได้ใช้โต๊ะตัวใหญ่ร่วมกัน ช่วยกันระดมความคิด เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดีย ในระยะหลังโควิด โครงการสุขหรรษา ใช้รูปแบบออนไลน์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรม Zoom การอัดคลิปง่ายขึ้น บางครั้งอาจารย์เอาผลงานวิจัยของรุ่นพี่มาเล่าให้ฟัง เอาคลิปการสอบหัวข้อวิจัย หรือสอบป้องกันมาอธิบายให้ดูง่ายขึ้น อาจารย์รวบรวมคลิปที่อธิบายวิธีเขียนงานวิจัยอย่างเหมาะสม หรือตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ ที่นักศึกษาถาม เมื่อนักศึกษามีคำถามหรือปัญหาเดิม อาจารย์ก็สามารถให้นักศึกษาไปดูคลิปหรือคำอธิบายที่ได้รวบรวมไว้แล้วได้ ไม่เสียเวลาในการพูดคุยเรื่องเดิมๆ             ผลจากการทำโครงการสุขหรรษาพบว่า โครงการนี้ช่วยให้นักศึกษาที่ยังไม่มีโจทย์วิจัย เกิดแรงจูงใจ ให้กลับมาทำงานวิจัย ขณะที่ฟังเพื่อนกับอาจารย์ปรึกษางานวิจัยกัน ก็ผลักดันให้นักศึกษาเกิดทักษะวิจัยโดยไม่รู้ตัว ให้คิดตามเพื่อน ได้เกิดหัวข้อวิจัย เกิดการมีการเลียนแบบ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นักศึกษาได้เริ่มต้นทำวิจัยอย่างมีเป้าหมาย และต่อเนื่อง เป็นผลให้สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ และจบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ตลอดการทำโครงการหลักสูตรจำเป็นต้องมีการทบทวนวิธีการดำเนินการที่ช่วยปรับให้เวลาของอาจารย์ที่ปรึกษาและจำนวนนักศึกษาที่ขอรับการปรึกษามีความสมดุล และความสำเร็จของโครงการคือความทุ่มเทของทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่จะต้องทำงานร่วมกันจนสำเร็จ การนำเสนอความก้าวหน้าในแต่ละครั้งที่พบอาจารย์ที่ปรึกษาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญให้เพื่อนสมาชิกออนไลน์ของหลักสูตรสามารถเห็นความเป็นไปและสร้างแรงจูงใจ ดึงให้เขากลับเข้ามาทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง (Keep Doing – Keep Posting) ตัวอย่างการโพสภาพสุขหรรษาบนสื่อสังคมออนไลน์ ดังรูปที่ 3 รูปที่ 3 การโพสต์ภาพกิจกรรมสุขหรรษาลงในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           จากปัญหาและอุปสรรคที่ได้พบการในดำเนินโครงการมาโดยตลอด หลักสูตรได้พยายามทบทวนและหาทางแก้ไขเกิดเป็นแนวทาง S-O-F-A-R สำหรับโครงการสุขหรรษา ดังนี้ (S) Same idea / Small group: แบ่งกลุ่มนักศึกษาตามความสนใจ นักศึกษาที่สนใจ นักศึกษาที่มีความสนใจในหัวข้อใกล้เคียงกันเหมาะอย่างยิ่งที่จะนัดในเวลาเดียวกัน เพราะให้นักศึกษาเกิดไอเดียร่วมกัน และช่วยกันผลักดันงานวิจัยของกันและกัน (O) Open mind and be positive: นักศึกษาที่ยังไม่มีหัวข้อวิจัย ควรเข้าร่วมสุขหรรษาอย่างเปิดใจ เพื่อได้รับไอเดียที่เป็นประโยชน์จากอาจารย์และเพื่อน ๆ นักศึกษาต้องไม่รู้สึกเปรียบเทียบตนเองว่าด้อยกว่าเพื่อน ต้องให้กำลังใจตนเองว่าจะทำอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จแบบเพื่อนให้ได้ (F) Frequent meeting: รูปแบบการเข้าร่วมสุขหรรษาควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและค่อนข้างถี่ ความถี่ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเริ่มทำวิจัย คือ ทุก ๆ 1 สัปดาห์ โดยรูปแบบอาจเป็นออนไลน์สลับกับออนไซต์ (A) Alone but sure: หลังจากที่นักศึกษาได้หัวข้อวิจัยแล้ว ให้นักศึกษาติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบเดี่ยว จะทำให้นักศึกษาได้จดจ่อและมุ่งมั่นกับงานวิจัยของตน (R) Rearrange knowledge: หลักสูตรต้องมีการรวบรวมและจัดทำความรู้ต่าง ๆ ที่มักเป็นประเด็นในการทำวิจัย เป็นคลิปสั้น ๆ หรือเป็นบทความ รวบรวมคำถาม-คำตอบที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อให้นักศึกษาที่มีคำถามสามารถหาคำตอบได้เอง และไม่เสียเวลาถามซ้ำ 

สุขหรรษา : กระบวนการนำพาให้นักศึกษากลับมาทำวิจัย Read More »

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 “หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด อาจารย์ประณต มณีอินทร์ รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ และ อาจารย์ธนกร พรมโคตรค้า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร คือ เป็นหลักสูตรที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยต่างๆ เข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลิตผล โดยใช้ข้อมูลของต้นพืช สภาพแวดล้อมของฟาร์ม และฐานข้อมูลด้านการเกษตร ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย มาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการตัดสินใจปรับปัจจัยการผลิตและการดูแลรักษาต้นพืชอย่างพอเหมาะ รวมถึงการจัดการผลิตผลเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อคงคุณภาพเอาไว้ให้นานที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ผลิตผลเกษตรที่สําคัญของโลก แต่ด้วยเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตต่ํา ทําให้เกษตรกรของไทยยังคงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน ขณะเดียวกันจํานวนประชากรที่สูงขึ้น ชุมชนเมืองที่ขยายตัว พื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาโลกร้อน รวมทั้งความต้องการผลิตผลเกษตรเพื่อแปลงเป็นพลังงานที่สูงขึ้น ทําให้เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมยิ่งไม่สามารถให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการได้ และความพยายามในการเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีเดิมๆ กลับทําให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็น นอกจากนี้ผลิตผลเกษตรจํานวนมากยังคงสูญเสียไปตั้งแต่เก็บเกี่ยวตลอดเส้นทางไปสู่ผู้บริโภคหรือสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีพอ นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นศาสตร์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย เกษตรกรรมแบบแม่นยําสูงหรือฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรรมในเมือง และเกษตรกรรมแบบยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการผลิตผลเกษตรแบบครบวงจร นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นเกษตรกรรมยุคใหม่ที่จะมีบทบาทมากขึ้นและถือว่าเป็นเกษตรกรรมของอนาคตอย่างแท้จริง นวัตกรรมเกษตรจะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสําคัญของผลิตผลเกษตรของโลกต่อไป หลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ได้เปิดทําการเรียนการสอนครั้งแรก ในปี 2557 โดยการออกแบบหลักสูตรในปีแรก เป็นการออกแบบหลักสูตรแบบ Central Design ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดย และครบรอบปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1.ในปี 2561 และหลักสูตรปรับปรุง ปี 2562 ครบรอบปรับปรุงหลักสูตร ในปี 2566 และเปิดการเรียนการสอนในปี 2567 ซึ่งหลักสูตร ปี 2557 เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Student center จากการปรับปรุงหลักสูตรครั้งที่ 1          ทางหลักสูตรได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกหรือการพัฒนาที่จ าเป็นในการพัฒนา (ปรับปรุง) หลักสูตร ตามเป้าหมายการพัฒนาด้านการเกษตร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยเน้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (value-based economy) ที่ใช้ความได้เปรียบที่ประเทศ เรามีอยู่แล้ว คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติทั้งนี้ประเทศไทยมีนโยบาย การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG model) และสังคมคาร์บอนต ่า รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้าและการเคลื่อนย้ายอาชีพการท างาน ท าให้เกิดการแข่งขันทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกระทบต่อการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของสินค้าเกษตร ด้วยแผนพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจชาติดังกล่าว รวมทั้งความเจริญทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และสังคม ท าให้เกิดการแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ และทักษะวิชาชีพ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการเพิ่มการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาด้านเกษตรที่รองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงข้างต้น และนอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการวิเคราะห์ความต้องการของสังคม ตลาดงาน และหรือผู้ใช้บัณฑิตด้วย วิธีการวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย กับการผลิตบัณฑิตของหลักสูตร ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรและนวัตกรรมเกษตร อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้ใช้บัณฑิต ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ในการวิเคราะห์ความต้องการของ Stakeholders ทางคณะกรรมการหลักสูตรได้ใช้วิธีการเก็บรวมรวบข้อมูลหลายวิธี ความรู้ที่เป็นประเด็นสําคัญที่นํามาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรคือ : “Backward Curriculum Design :BCD”          เป็นกระบวนการออกแบบหลักสูตรแบบ ย้อนกลับ ที่ทางคณะนํามาปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร โดยนําเอาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (Outcomes – Based Education ; OBE) มาออกแบบแผนการดําเนินงาน ซึ่งการออกแบบต้องคํานึงถึงความสอดคล้อง ให้ไปในแนวเดียวกันของผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) วิธีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Assessment method) และการจัดการเรียนการ (Teaching/ Learning Approaches) ซึ่งการออกแบบหลักสูตรแบบย้อนกลับ (Backward Curriculum Design ; BCD) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนที่สําคัญ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/ Outcomes) ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine Acceptable Evidence/Assessment) ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction/Activities) ดังแสดงในภาพที่ 1           ซึ่งการกําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ของหลักสูตร เช่นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมเกษตร ผู้ใช้บัณฑิต ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่มีความร่วมมือทางวิชาการ รวมถึงตัวบัณฑิต แล้วจึงนําข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ในระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes : PLOs) แล้วจึงนํามาถอดเป็นหลักสูตร (Curriculum) แล้วนําไปจัดการเรียนการสอน มีการวัดและประเมินผลแล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากผลลัพธ์และ Feedback ที่ได้เป็นไปนืทศทางที่ดี ให้จัดไว้เป็น Standardized แต่หากยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง ให้นําไปพัฒนาต่อ หรือไปสอบถามความต้องการของ Stakeholders ซ้ําอีกครั้ง ซึ่งกลไกที่ทางคณะใช้ในการออกแบบเพื่อปรับปรุงหลักสูตร จะเป็นวงจร PDCA เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตามภาพที่ 2 นอกจากนี้ทางหลักสูตรยังได้มีการนําแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ประเด็นการพัฒนาความมั่นคงด้านการเกษตร และอาหารของประเทศและชุมชน ในมิติปริมาณ คุณภาพ ราคาและการเข้าถึงอาหารมาใช้ประกอบ การออกแบบหลักสูตร รวมถึง นโยบายรับมือการผลิตทางการเกษตรในภาวะโลกร้อนอีกด้วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดทำหลักสูตร หลังจากที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 กําหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Identify desired goals/Outcomes)          กําหนดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ในหลักสูตร โดยหลักสูตร ได้มีคําสั่งแต่งตั้งกรรมการวิพากษ์ หลักสูตร เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) พร้อมออกหนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆมาให้ความเห็น เกี่ยวกับทิศทาง และคุณลักษณะของบัณฑิตที่ต้องการ ทางหลักสูตรมีการระบุผลลัพธ์การเรียนรู้ชัดเจน ให้ครอบคลุม ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) ว่าความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านทัศนคติ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเมื่อสําเร็จการศึกษาจากหลักสูตร โดยตั้งคําถามสําคัญ (Essential Questions) เพื่อใช้กําหนดเป็นกรอบความคิดหลักว่า เมื่อจบการศึกษาจากหลักสูตรแล้ว บัณฑิตควรมีความรู้อะไร และมีความเข้าใจในหัวข้อความรู้หรือสาระการเรียนที่เป็นแก่นสําคัญใน เรื่องใดบ้างควรปฏิบัติและแสดงความสามารถในเรื่องใดบ้าง ระบุความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สําคัญของหลักสูตร จากนั้นคณะกรรมการประจําหลักสูตรทําการรวบรวมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholders’ Need Analysis) ซึ่งถือเป็น กระบวนการสําคัญในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน “demand drive” ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการรองรับทิศทางการเติบโต ของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร กําหนด Program Learning Outcomes : PLOs ออกแบบหลักสูตร กําหนดเนื้อหาวิชา โครงสร้างหลักสูตร (Structured and progressive) CLOs,YLOs ออกแบบกระบวนวิชา Course Learning Outcomes ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานและวิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ (Determine AcceptableEvidence/Assessment)          ระบุเครื่องมือที่ใช้วัดประเมินผลและวิธีการวัดประเมินผล โดยเน้นการวัดจากพฤติกรรมการเรียนรู้ รวบยอด (Performance Assessment) เพื่อประเมินว่าผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นผลมาจาก การมีความรู้ความเข้าใจตามเกณฑ์ที ่ได้กําหนดไว้ในเป้าหมายหลักของการจัดการเรียนรู ้ได้จริงหรือไม่ อะไรคือ ร่องรอยหลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนรู้และสามารถทําได้ตามที่มาตรฐานกําหนด ซึ่งทางหลักสูตร ได้มีการประเมินผลทั้ง 3 ระยะคือ ประเมินผลก่อนเรียน ในระหว่างเรียน และเมื่อสิ้นสุดการเรียน โดยใช้เครื่องมือการวัดในหลากหลายรูปแบบ เช่น การประเมินก่อน-หลังการเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อ การสังเกต การพูดคุย การทดสอบย่อยการกําหนดโจทย์หรือประเด็นปัญหาที่ให้ผู้เรียนคิด การลงมือปฏิบัติ(ในรายวิชาปฏิบัติการ) การสังเกตความพร้อมทางการเรียน การสังเกตการทํากิจกรรม การตรวจการบ้าน การสอบบูรณาการ การสะท้อนผลจากชิ้นงาน โดยเฉพาะรายงานโครงการพิเศษ ซึ่งทางหลักสูตรใช้เป็นการประเมินทักษะความสามารถ (Performance) ของผู้เรียน ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ เพราะเป็นชิ้นงานที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ของผู้เรียนอย่างชัดเจน ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Plan learning experiences and Instruction)           เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามหลักฐานการแสดงออกที่ระบุไว้ใน ขั้นที่ 2 เพื่อเป็น หลักฐานว่าผู้เรียน มีความรู้ ความสามารถตามที่กําาหนดไว้ในขั้นที่ 1 โดยผู้สอนมีการวางแผนการเรียนการสอน ว่าจะจัด กิจกรรม อย่างไรจึงจะสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความรู้ตามที่มาตรฐานกําหนดไว้ การกําหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้รูปแบบกิจกรรม และสื่อการเรียนรู้ให้มีความกลมกลืน สอดคล้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งผลต่อการวัดประเมินผลได้ชัดเจน การทวนสอบผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome Verification) 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลจากการปรับปรุงหลักสูตรตามรูปแบบของ Backward Curriculum Design : BCD มีผลทําให้2.1 มีจํานวนนักศึกษาแรกเข้าเพิ่มขึ้น          นักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจสมัครเรียนคณะนวัตกรรมเกษตรเพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด จาก จํานวน 38 คน ในปี 2561 เพิ่มเป็น 71 คนในปี 2562 หลังการปรับปรุงหลักสูตร คิดเป็นร้อยละ 186.84 และหลังจากนั้น จํานวนนักศึกษาแรกเข้าของคณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2565-2566 ดังแสดงในภาพที่ 3 เป็นผลจากกระแสการชูประเด็นการวิจัยพัฒนา ด้าน Plant wellness ไม่ว่าจะเป็นกัญชาทางการแพทย์ เห็ดทางการแพทย์หรือ พืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการนํามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ เช่น บัวอียิปต์ ฮอปส์ ไข่ผําและวานิลา เป็นต้น 2.2 มีนักศึกษา ที่ผ่านการคัดเลือกให้นําเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ           โดยในปี 2566 มีนักศึกษาของคณะนวัตกรรมเกษตร ได้รับการพิจารณาให้นําเสนอผลงานวิจัย หรือ โครงการพิเศษในงานประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 21 จํานวน 4 คน ซึ่งการนําเสนอผลงานวิจัยดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของของการดําเนินงานปรับปรุงหลักสูตรใน ขั้นตอนที่ 2 ตามหลักการของ BCD : Backward Curriculum Design 2.3 การประชาสัมพันธ์กิจกรรมการเรียนการสอนของหลักสูตร ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นคณะนวัตกรรมเกษตรได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมการเรียนการสอนของคณะ ผ่านสื่อโซเชียลช่องทางต่างๆ และมีผู้ให้ความสนใจ และติดตาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงให้เห็นถึงความสนใจในหลักสูตรนวัตกรรมเกษตร ของบุคคลทั่วไป ดังแสดงในภาพที่ 5-8 ภาพที่ 5 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Fanpage Facebook ภาพที่ 6 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง Tiktok ภาพที่ 7 หลักฐานแสดงการติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะผ่านช่องทาง IG ภาพที่ 8 หลักฐาน การติดตามข้อมูลผ่านช่องทาง facebook live 2.4 มีจำนวนนักเรียนมัธยมปลายให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของคณะนวัตกรรมเกษตร ในงาน Open House ในระดับสูง จากการที่สำนักงานรับนักศึกษาได้จัดกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) เป็นประจำทุกปี และในส่วนของคณะได้มีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมผลงานการจัดการเรียนการสอนในคณะ มีนักเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมฐานของคณะจำนวนมาก จากการรวบรวมข้อมูลสถิติ ผู้ลงทะเบียนของแต่ละคณะ ทั้งลงทะเบียนล่วงหน้าและลงทะเบียนหน้างาน คณะนวัตกรรมเกษตร อยู่ในอันดับ ทอป 10 .ในกลุ่มคณะที่ได้รับความสนใจ ภาพที่ 9 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตร ภาพที่ 10 หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมฐาน OPH ของคณะนวัตกรรมเกษตรในปี 2023-2024 2.5 มีนักเรียนมํธยมปลายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP เพิ่มขี้น คณะนวัตกรรมเกษตร ได้จัดโครงการ ค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP ขึ้น 2 รอบ รอบแรก วันที่ 1– 18 กุมภาพันธ์ 2567 ผลการดำเนินงานในภาพรวม มีผู้สนใจลงชื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 44 คน มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรมจริง 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 มีผลการประเมินเชิงคุณภาพ ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อยู่ในระดับดี และดีมาก และการจัดโครงการค่าย SMART AG-INNOVATION CAMP 2 ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม พ.ศ.2567 มีนักเรียนมัธยมตอนปลายเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 34 คน และมีคะแนนประเมินความสนใจในกิจกรรมฐานแต่ละฐาน ดังแสดงในภาพที่ 10 2.6 หลักสูตรมีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศหลักสูตรมีหน่วยงานพันธมิตร ที่ให้ความอนุเคราะห์ทางด้านวิชาการศึกษาดูงาน ฝึกงานและฝึกสหกิจศึกษา มั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมี่เกี่ยวข้องทางด้านนวัตกรรมเกษตร ตัวอย่างหน่วยงานพันธมิตรดังแสดงในตาราง ที่ 1            นอกจากนี้ยังมีได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) (ดังแสดงในภาพที่ 11) กับ Guizhou University for Nationalities ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1951 โดยสังกัดรัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจว เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่สำคัญแห่งแรกของมณฑลกุ้ยโจว รัฐบาลของมณฑลกุ้ยโจวและคณะกรรมการกิจการพลเรือนแห่งชาติร่วมกันสร้างขึ้นและมหาวิทยาลัยกุ้ยโจ้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรติดอันดับต้นๆของประเทศจีน และ ในช่วงระหว่าง วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 – 30 กรกฎาคม 2567 ทางหลักสูตรได้มีการส่งนักศึกษา จำนวน 7 คน ไปฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลักษณะงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อาทิ การเพาะเลี้ยงเชื้อ การคัดแยกเชื้อ การทดสอบกิจกรรมการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญของพืชสมุนไพร ภาพที่ 11 หลักฐานแสดงข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ Guizhou University for Nationalities 2.7 บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากทางหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำสูง          นางสาวบุญญานุช เมืองแก้ว รหัสนักศึกษา 6105127 เร็จการศึกษา เมื่อปี 2565 สามารถสอบเข้ารับราชการตำแหน่งนักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สังกัดกรมวิชาการเกษตร เป็นนักศึกษาทุน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตนิยมอันดับ 1 นอกจากนี้ยังมีนางสาวกนกวรรณ นันทเส รหัส นักศึกษา 6303860 เป็นนักศึกษาทุนต้นกล้าพัฒนาประเทศ และเป็นนักศึกษาแผนสหกิจศึกษา ฝึกปฏิบัติงานสหกิจศึกษาที่บริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด ในช่วงที่ฝึกสหกิจ นักศึกษาสามารรถเขียน SOP ให้กับทางบริษัท มีผลทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัท ลดขั้นตอนการทำงาน การทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลกำไรเพิ่มขึ้น ทางบริษัทจองตัวให้เข้าร่วมงาน และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทอง และปัจจุบันเข้าทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร กับบริษัท วี้ดแลนด์ เมดิคอล จำกัด (ภาพที่ 12) 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK          การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรตามแนวทาง Outcome-Based Education(OBE) : Backward Curriculum Design มี concept คือ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดําเนินงานที่ตรงกัน (clear concept) ที่หลักสูตรจะกําหนดไว้ มคอ.2 ที่จะกําหนดการกระทํา/พฤติกรรมใดเพื่อตอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (พฤติกรรมที่หลักสูตรกําหนดใน TQF) ซึ่งผลการดําเนินการออกแบบหลักสูตรตามหลัก BCD ทําให้คณะมีคะแนนประเมินผลการดําเนินงานของหลักสูตร จากคณะกรรมการตรวจประเมินภายในมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น โดยในปี 2565 มีคะแนนเฉลี่ย 3.91 อยู่ในระดับดี และในปี 2566 มีคะแนนเฉลี่ย 4.15 อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ดังแสดงในภาพ 13 ภาพที่ 13 แสดงคะแนนประเมินผลการำเนินงานของหลักสูตร ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้(Outcomes Base Learning) 3 ด้าน ได้แก่ Knowledge (ด้านความรู้) ด้านทักษะ (Skill) และด้านลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) โดยเฉพาะด้าน ลักษณะส่วนบุคคล (Attitude) เป็นการประเมินที่ทําได้ค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่ผลลัพธ์ด้านนี้จะแฝงอยู่ในด้านความรู้และด้านทักษะ ผู้สอนจะต้องมีทักษะในการจัดกระบวนการสอนเพื่อให้สัมพันธ์กับประเมินด้านนี้ด้วย

“หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรแนวใหม่ โดนใจ Gen Z” Read More »

SANDBOX: The transformative learning framework

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 SANDBOX: The transformative learning framework ผู้จัดทำโครงการ​ อ. ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์มุ่งเน้นการนำทักษะด้านต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา เน้นการประเมินผลเชิงคุณภาพ ในรายวิชาภาคปฏิบัติ มีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่ครอบคลุมผลลัพธ์ผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน (Learner Person, Innovative Co-Creator, Active Citizen) และมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุงปี พ.ศ. 2561 ในปีการศึกษา2565 หลักสูตรวางแผนและการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในรูปแบบบูรณาการ โดยมีความเชื่อมโยงไปยังตัวบ่งชี้ทางการประกันคุณภาพ             การจัดการศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม โดยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิรูป (Transformative Learning)  ซึ่งประเด็นปัญหาที่พบในการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิม คือ: การขาดการบูรณาการระหว่างชั้นปีและรายวิชาที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชา นักศึกษาไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติในบริบทสถานการณ์จริง ยังขาดการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือองค์กรภายนอกในสาขาวิชาชีพ (Stakeholder) ในกระบวนการเรียนรู้ นักศึกษาขาดทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์และมุมมองที่หลากหลาย            หลักสูตรจึงได้ออกแบบการเรียนแบบบูรณาการองค์ความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ และประเมินภายใต้กรอบการเรียนรู้แบบองค์รวม Sandbox: The transformative learning framework โดยกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละชั้นปี หรือ Year learning outcomes (YLOs) มีเป้าหมายเพื่อวัดสมรรถนะ และทักษะของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Stakeholder Engagement) ที่เน้นให้นักศึกษามีทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดวิชาชีพและสังคม โดยมีผู้รับผิดชอบรายวิชาในแต่ละชั้นปีเป็นผู้ร่วมดำเนินการ และมีการตรวจประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ข้ามชั้นปีระหว่างกระบวนการโดยผู้ประเมินภายใน (Internal peer reviewer) และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานขั้นสมบูรณ์ต่อกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ วิชาชีพ และผู้ใช้บัณฑิต ในฐานะผู้ประเมินภายนอก (External peer reviewer) ที่จะกำกับมาตรฐานวิชาการตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างเป็นขั้นตอน  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีขึ้นทุกรายวิชาในแต่ละชั้นปี และสะท้อนให้เห็นจากความพึงพอใจของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตอีกทางหนึ่ง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  OBE: Outcome-based education Transformative learning Stakeholder engagement ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit Universityเจ้าของความรู้/สังกัด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ             ในช่วงปีการศึกษา 2565-2567 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้พัฒนากรอบแนวคิด  “SANDBOX: The transformative learning framework ” ที่ประกอบด้วยการจัดโครงสร้างการเรียนรู้ที่ส่งต่อและเกี่ยวเนื่องกันในเชิงระบบตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแนวทาง Authentic Learning ใน Program learning outcome (PLO) สู่การกำหนดเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายชั้นปี หรือ Year learning outcome (YLOs) ที่ถ่ายทอดเชื่อมต่อกับเป้าหมายผลลพธ์การเรียนรู้รายวิชา หรือ Couse learning outcome (CLOs) โดยได้กำหนดกลไกการปฏิบัติในการบูรณาการองค์ความรู้และการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชั้นปี (Integration model) โดยมีกลไกการจัดการเรียนการสอนผ่านการสวมบทบาท (Role play) ของแต่ละชั้นปี ด้วย โครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 2 ชั้นปี คือ โครงการ 4+1 ในภาคการศึกษาที่ 1 และโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 ชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 ในภาคการศึกษาที่ 2  โดยมุ่งเน้นให้เกิดกลไกการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมและผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันและเกิดประสบการณ์ตามบทบาทจำลองในแต่ละชั้นปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อ “หลักคิดที่สำคัญ (Core essence)” ของเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละชั้นปี  โดยมีรายละเอียด ดังนี้ บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 4+1 (1) ชั้นปีที่ 4: การจัดตั้งและบริหารองค์กรในฐานะองค์กร (Design Firm management) และการกำหนด Branding ที่มุ่งเน้นการฝึกบริหารจัดการตามแนวคิด 4C  ได้แก่ Collaboration – การทำงานเป็นทีม (ภายใน) Connection – การทำงานร่วมกับผู้อื่น Collaborate ทีม (Cross ชั้นปี) Creativity – การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมและการสร้างอัตลักษณ์องค์กร Compassion – การคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (2) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการและคำนึงถึงผลกรทบและการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม)   บทบาทจำลอง (Role play) ของนักศึกษาใน โครงการ 3+2+1 (1) ชั้นปีที่ 3: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักออกแบบเชิงกลยุทธ์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จะเน้นพัฒนาทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ และเรียนรู้การเชื่อมโยงมูลค่าทางเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะ  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา การกำหนดที่ตั้งโครงการ การวิเคราะห์จุดเชื่อมโยงเชิงมูลค่า การสร้างทางเลือก และการสร้างจุดแข็งของคุณค่าเชิงสาธารณะ (2) ชั้นปีที่ 2: สถาปนิกที่มีมุมมองของนักประกอบการ ทำหน้าที่เสมือน “ผู้มาซื้อที่ดินแปลงย่อยไปพัฒนาโครงการเชิงธุรกิจ” เพื่อมุ่งเน้นการฝึกทักษะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้ลงทุน ในการสร้างมูลค่าและความเป็นไปได้ในเชิงการลงทุนผ่านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะการสร้างมูลค่าจากการออกแบบ (3) ชั้นปีที่ 1: การเรียนรู้มุมมองของการเป็นสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ (มีจินตนาการแต่ไม่ละเลยผลกระทบและความเป็นไปได้ในมิติต่างๆ)  โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ: นักศึกษามีพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนดในแต่ละชั้นปี เกิดการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และระหว่างชั้นปี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น ผลงานของนักศึกษามีทั้งคุณค่าที่จับต้องได้ (Tangible Value) และจับต้องไม่ได้ (Intangible Value) การนำไปใช้: นำแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและการสอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างชั้นปี สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชนในการพัฒนาโครงการจริง อุปสรรคและปัญหาในการทำงาน: การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอาจารย์และนักศึกษาจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม การบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรในการจัดกิจกรรมข้ามชั้นปี การประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลที่สามารถวัดทั้งคุณค่าที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            การประยุกต์ใช้โมเดล SANDBOX: The transformative learning framework จากโครงการปฏิบัติการร่วมระหว่างชั้นปี คือ โครงการ 3+2+1 และโครงการ 4+1 ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งในระดับปัจเจกและองค์รวม โดยพบว่านักศึกษาแต่ละชั้นปีมีพัฒนาการตามกรอบบทบาทที่กำหนด (Role-based Development) อย่างชัดเจน กล่าวคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 แสดงออกถึงความสามารถในการมองวิสัยทัศน์เชิงการออกแบบ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สามารถวิเคราะห์มูลค่าและความเป็นไปได้ทางการลงทุน ในขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 แสดงศักยภาพในการคิดเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจกับคุณค่าสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ            ผลการดำเนินงานด้านการบูรณาการองค์ความรู้ (Knowledge Integration) ปรากฏในรูปแบบของโครงการที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากกระบวนการ Connection ระหว่างชั้นปีและ Collaboration ภายในทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โครงการมีความสอดคล้องกับความต้องการในบริบทจริงและสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ (Tangible and Intangible Value Creation) อย่างสมดุล            การนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในระดับหลักสูตร (Curriculum Implementation) ได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและการประเมินผลที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิด โดยอาศัยกลไกการประเมินผลลัพธ์ที่คำนึงถึงสมรรถนะของผู้เรียนตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร อันเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Learning) ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของผู้เรียน            อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SANDBOX: The transformative learning framework ยังต้องการการพัฒนาที่ต่อเนื่องในหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ของผู้สอนและผู้เรียนจากระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมสู่รูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและเวลา (Resource and Time Management) สำหรับกิจกรรมข้ามชั้นปี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (Assessment Tool Development) ที่สามารถวัดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของโมเดลในอนาคต   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             การปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework ที่เน้นการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ผ่านสถานการ์จำลองจากโครงการปฏิบัติการร่วมกันของนักศึกษาข้ามชั้นปี (Stakeholder Engagement) และการกำหนดบทบาท (Role play) ของนักศึกษาในแต่ละชั้นปี สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับความต้องการในศตวรรษที่ 21 ตามกรอบการศึกษาแบบ OBE: Outcome-based education ได้อย่างมีประสิทธิภาพ             การตรวจสอบการดำเนินการตามโมเดล SANDBOX: The transformative learning framework ได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักการประเมินเชิงพัฒนา ที่มุ่งเน้นการสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้ระบบการประเมินแบบหลายมิติ ที่ครอบคลุมทั้งการประเมินตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา การติดตามพัฒนาการตามบทบาทที่กำหนด (Role-based Progression Monitoring) และการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Satisfaction Survey) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง            การนำเสนอประสบการณ์การนำโมเดลไปใช้ได้ถูกดำเนินการผ่านการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา  ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนการสอนตามกรอบแนวคิด SANDBOX: The transformative learning framework โดยนำเสนอตัวอย่างโครงการที่แสดงถึงการบูรณาการระหว่างชั้นปี และการสร้างคุณค่าเชิงซ้อน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Reflection Collection) เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกของโมเดลในหลากหลายมิติ              การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานภายใต้กรอบการประเมินเชิงผลลัพธ์ (Outcome-based Evaluation Framework) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning ผ่านโมเดล Sandbox-Integration สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Experience) ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติในบริบทจริง (Theory-Practice Integration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการสวมบทบาท (Role-based Learning Process) ในแต่ละชั้นปีไม่เพียงแต่พัฒนาทักษะเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมในปัจจุบัน             บทสรุปความรู้จากการดำเนินการตามโมเดล Sandbox-Integration ได้นำไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงปฏิรูป (Transformative Education Framework) ที่มีลักษณะเฉพาะและสามารถถ่ายทอดเป็นแบบจำลองการเรียนรู้ (Learning Model) ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดบทบาทเชิงพัฒนาการ (Developmental Role Assignment) ตามลำดับชั้นปี 2) การบูรณาการทักษะตามกรอบ 4C (Collaboration-Connection-Creativity-Compassion Integration) และ 3) การประเมินผลเชิงคุณค่า (Value-based Assessment) ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดในบริบทการศึกษาอื่นๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป

SANDBOX: The transformative learning framework Read More »

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.3.2 โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.อุกฤษฎ์ จอมยิ้ม วิทยาลัยการออกแบบ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ระบบการเรียนการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรศิลปะภาพถ่ายและมีเดียอาร์ต คือการพยายามผลักดันให้ผลงานของนักศึกษาเป็นที่รู้จักแก่สาธารณะชน ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) การจัดนิทรรศการในพื้นที่แสดงงานศิลปะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญและเป็นพันธกิจของหลักสูตรมายาวนาน คือ การพยายามผลักดันให้ผลงาน เผยแพร่ผ่านเวทีงานประกวดศิลปะภาพถ่าย ทั้งเวทีภายในประเทศและเวทีต่างประเทศ                ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทางหลักสูตรฯ ได้ร่วมผลักดันให้นักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดผลงานสร้างสรรค์ ในเวทีการประกวด YOUNG THAI ARTIST AWARD ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ SCG เป็นเวทีการประกวดที่เปิดโอกาสให้กับผลงานสร้างสรรค์ศิลปะที่หลากหลาย ซึ่งศิลปะภาพถ่ายเป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์ที่ถูกบรรจุให้เป็นสาขาหนึ่งของเวทีการประกวด ทั้งนี้ในทุกปีที่ผ่านมานักศึกษาสาขาศิลปะภาพถ่ายฯ จะได้เข้ารอบและชนะรางวัลในระดับยอดเยี่ยมทุกปี มีเงินรางวัล 50,000 บาท สำหรับผู้ที่เข้ารอบมาในระดับนี้ แต่ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา นักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้พร้อมรับเงินรางวัล 300,000  บาท จึงเป็นที่มาของการทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของโครงการที่สามารถผลักดันนักศึกษาสามารถที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่นำไปสู่เวทีการประกวดงานสร้างสรรค์ระดับชาติ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้              ในโครงการนี้ทางหลักสูตรฯ ได้นำองค์ความรู้ในรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ   เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งสองรายวิชาโดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งในรายละเอียดรายวิชาจะมีกระบวนการให้นักศึกษาทำความเข้าใจปรากฏการณ์การทำงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย ที่สามารถนำประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นักศึกษาจะต้องมีกระบวนการนำความรู้ทางด้านนี้มานำเสนอหัวข้อกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อที่จะนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นผลงานสร้างสรรค์ มีกระบวนการทดลองทั้งในด้านเทคนิคและทดลองแนวความคิด โดยเฉพาะเทคนิคของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่สามารถสื่อให้เห็นถึงประเด็นต่างๆ ได้ มีการนำสัญญะทางศิลปะร่วมสมัยมาใช้อย่างมีเหตุมีผล                 ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรูแบบชัดแจง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ)ความรูในทางวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และความรูในเชิงปฏิบัติการจากเจาของโครงการ ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรูของหลักสูตรศิลปะภาพถายและมีเดียอารต และจากอาจรยผูสอนประจํารายวิชารวมถึงศิลปนภาพถายรับเชิญ วิธีการดำเนินการ               เริ่มจากการการนำรายวิชา PHO312 ศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และ PHO 361ศิลปะภาพถ่ายและสื่อทัศนภาพ ที่มีกระบวนการเรียนการสอนเกี่ยวกับ ความเข้าใจเชิงลึกในการสร้างสรรค์ผลงานเชิงวิชาชีพ เชิงปรัชญา เน้นความเปลี่ยนแปลงทางสุนทรียภาพของศิลปะภาพถ่าย ที่สัมพันธ์กับสื่อแขนงอื่น บทบาททางสังคม การวิเคราะห์ ผ่านการจัดเสวนาร่วมกับศิลปินรับเชิญที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์โครงงานส่วนบุคคล โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้       ในชั้นเรียนแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย ให้เลือกหัวข้อที่นักศึกษาสนใจและมีความถนัดในเชิงเทคนิคทางด้านใด จากนั้นอธิบายพื้นฐานการทำงานของงานศิลปะร่วมสมัยที่มีผลต่อประเด็นทางด้านสังคมในแต่ละยุคสมัย ให้นักศึกษานำเสนอหัวข้อที่สนใจจะทำงานศิลปะภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อที่อาจารย์ประจำวิชาให้โจทย์ไว้ เช่น ความทรงจำที่สัมพันธ์กับประเด็นทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นหัวข้อกว้างๆ ทั้งก็เพื่อสร้างทางเลือกให้กับนักศึกษา ซึ่งหัวข้อเหล่านี้จะสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับแนวความคิดของเวทีการประกวดของ YOUNG THAI ARTIST AWARD  ให้นักศึกษานำผลงานสร้างสรรค์ที่ทำขึ้นภายใต้หัวข้อที่เลือกไว้ ให้อาจารย์ประจำรายวิชาและทีมศิลปินภาพถ่ายรับเชิญร่วมกันวิจารณ์งาน เพื่อให้นักศึกษานำคำวิจารณ์ไปพัฒนาผลงานของตนเอง ในกระบวนการนี้อาจารย์ประจำรายวิชาจะให้นักศึกษาทำงานส่งตรวจและวิจารณ์ทั้งหมด 3 ครั้ง ให้นักศึกษานำผลงาน final ไปดำเนินงานติดตั้งในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการติดตั้งแสดงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกฎของเวทีงานประกวดสำหรับผู้ที่เข้ารอบก่อนคัดเลือก 5 คนต้องแสดงงานนิทรรศการในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อให้กรรมการตรวจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประกาศผลรางวัล ดังนั้นการฝึกติดตั้งแสดงงานในพื้นที่หอศิลป์ของวิทยาลัย จึงเป็นการเสริมองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง มีการสรุปผล แนะนำ นักศึกษาในกระบวนการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด ในขณะเดียวกับอาจารย์ประจำรายวิชา จะคัดเลือกผลงานและแนะนำนักศึกษาที่สนใจจะส่งงานเข้าประกวด โดยอาจจะให้ไปสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มเติม รวมถึงแนะนำแนวความคิดในการทำงานที่ชัดเจนมากยิ้งขึ้น         2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน    ผลการดำเนินงาน              สามารถที่จะคัดเลือกผลงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างหลากหลาย เพิ่มศักยภาพของนักศึกษาเพื่อผลักดันเข้าสู่เวทีงานประกวด ในอีกด้านหนึ่งนักศึกษาก็สามารถนำผลงานไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นงานศิลปนิพนธ์ในอนาคต    อุปสรรค เนื่องจากหัวข้อของเวทีการประกวดมีการเปลี่ยนแนวความคิดทุกปี จึงอาจจะทำให้หัวข้อการทำงานในรายวิชาอาจจะไม่ตรงกับหัวข้อของเวทีก่รประกวด เนื่องจากต้องเชิญศิลปินภาพถ่ายจากภายนอก อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการนัดหมาย เพื่อให้คุณภาพผลงานคงไว้ซึ่งมาตราฐาน อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานจากในรายวิชาอื่น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK             ผลจากการดำเนินการในรายวิชา ที่ให้นักศึกษาในชั้นเรียนทำงานภายใต้หัวข้อที่กำหนดจากอาจารย์ประจำรายวิชา และทีมศิลปินที่มีประสบการณ์การทำงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้ผลงานของนักศึกษามีคุณภาพทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหา จนสามารถที่จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยมและดีเด่นได้ถึง 3 รางวัล ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถที่จะนำองค์ความรู้ ไปพัฒนาและก้าวเข้าสู่วงการศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยต่อไปในฐานะการทำงานเป็นศิลปินภาพถ่าย ถือเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้กำหนดไว้           นอกจากนี้การที่งานนักศึกษาถูกวิพากษ์ (critic) จากศิลปินที่มีประสบการณ์ จะทำให้ผลงานสร้างสรรค์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ดีและเป็นการเพิ่ม soft skill ของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานทางด้านวิชาชีพ     ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทางหลักสูตรฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันนักศึกษาให้ได้รับรางวัลในเวทีระดับชาติเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีต่อๆ ไป จึงอยากหัรักษากระบวนการเรียนการสอนทั้ง 2 รายวิชาให้มีการพัฒนามากยิ่ง โดยเฉพาะการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะร่วมสมัย ศิลปะภาพถ่าย มาร่วมทำ work shop กับนักศึกษาภายใต้หัวข้อหรือประเด็นทางด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการศิลปะและเวทีการประกวดระดับชาติ         

โครงการผลักดันเข้าสู่รางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist Award 2024 Read More »

Transformative Learning (ปีที่ 2)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 Transformative Learning (ปีที่ 2) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ คณะบริหารธุรกิจ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การเรียนรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปในอดีตอาจมีอาจารย์ เป็นเจ้าของความรู้ เป็นศูนย์กลางของ วามรู้ทั้งหมด ทําให้การเรียนรู้เกิดขึ้นโดยมีศูนย์รวมความสนใจที่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ในปัจจุบันนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น  ทำให้รูปแบบการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนแปลงไป และสามารถตอบคําถามของผู้เรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้ และทําให้บรรยากาศการเรียนไม่น่าเบื่อนักศึกษาสามารถสนุกกับการเรียนของคนเองและเพื่อนๆ ได้           ดังนั้นอาจารยผูสอนจึงไดนํารูปแบบของการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายแผนยุทธศาสตรการพัฒนามหาวิทยาลัยในการสรางความเปนเลิศทางการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตดวยรูปแบบการเรียนการสอนใหทันสมัยและทันตอการเปลี่ยนแปลง สอดคลองทฤษฎีการเรียนรูเพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซี่โรว (Mezirow) เปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยกระตุน ใหผูเรียนไดคิดวิเคราะห โดยการจัดสภาพการเรียน ให้เผชิญกับวิกฤตการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน เกิดการใครครวญอยางมีวิจารณญาณ สนทนาเชิงวิพากษจนนําไปสูการเรียนรูสิ่งใหม ภายใตหัวขอ Transformative Learning มาปรับใชในวิชาสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           อาจารย์ผู้สอนได้นําความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)ตามทัศนะของเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาทําโปรเจคอะไรก็ได้ที่ส่งเสริมและเสริมสร้างการททํางานเป็นทีม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เมซิโรว์เสนอ 10ขั้นตอน ได้แก่1. การใหผูเรียนไดเผชิญกับวิกฤติการณที่ไมเปนไปตามมุมมองเดิมของตน2. การตรวจสอบตนเอง3. การประเมินสมมุติฐานเดิมของตนอยางจริงจัง4. การเปดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง5. การคนหาทางเลือกใหม6. การวางแผนการกระทําใหม7. การหาความรูและทักษะสําหรับการปฏิบัติตามแผน8. การเริ่มทดลองทําตามบทบาทใหม9. การสรางความสามารถและความมั่นใจในบทบาทและความสัมพันธใหม10. การบูรณาการจนเปนวิถีชีวิตใหมของตน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) วิธีการดำเนินการ วิเคราะห์เนื้อหาวิชาที่สามารถนําหลักของ ทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) มาประยุกต์ใช้ได้แก่วิชา การสร้างทีมงานและการจูงใจ (HRM414) ปีการศึกษา 2/67 พิจารณาเนื้อหาการสอนจากแต่ละบทว่าสามารถนํามาประยุกต์ใช้ตามทฤษฎีได้หรือไม่ โดยประยุกต์ใช้หลักการจากทฤษฏี ปรับวิธีการสอนและการสอบหมายงานโครงการให้สอดคล้องกับทฤษฎีเมซิโรว์ (Mezirow) โดยวิธีการ ดังนี้ วิธีการ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เสริมสริางการสื่อสารที่ดี ผสานความรู้จากหลายแหล่ง สร้างโอกาสเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ส่งเสริมการสะท้อนความคิด สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ประเมินผลและให้คําแนะนํา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทํางาน หลังจากได้นําหลักการดังกล่าวไปใช้ในรายวิชา มีตัวอย่างผลการดําเนินการ ดังนี้ จุดประสงค์ของวิชา1. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการในการจูงใจเพื่อให้เกิดการทํางานที่มีประสิทธิภาพ2. เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความสําคัญของการทํางานเป็นทีม3. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติตามเทคนิคการสร้างทีมงาน4. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักในการสร้างทีมงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           เนื่องจากเป็นการออกแบบการจัดการสอน Transformative Learning  (ใช้งานปีที่ 2) ตามแนวทางของมหาวิทยาลัยและยังไม่มั่นใจว่าถูกต้องตามแนวทางของ Transformative Learning   หรือไม่ แต่ได้มีการปรับปรุงกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาได้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จริง ไม่ใช่แค่สอนหลักทฤษฎีการสร้างทีมงาน เอกสารแนบ รายงาน PDCA โครงการ เอกสารแนบ 1 เอกสารแนบ 2 เอกสารแนบ 3 เอกสารแนบ 4 เอกสารแนบ 5 เอกสารแนบ 6 เอกสารแนบ 7

Transformative Learning (ปีที่ 2) Read More »

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันต่อรูปแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต และจากผลสำรวจวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงานของ World Economy Forum (WEF) สรุปว่าทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st Century skills) 4 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการสื่อสาร (communication skills) เป็นความสามารถในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 2) ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skills) เป็นความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำและงานทำงานเป็นทีม  3) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking skills) เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา และ 4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking skills) เป็นความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานและการคิดแก้ปัญหา            วิจารณ์ พานิช, (2555) อธิบายขยายความว่า ครูผู้สอนจะต้องออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรู้เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ที่สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในทุกวิชาแกนหลัก’ โดยทุกรายวิชาผู้สอนจะต้องมีบทบาทในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต การปรับตัวตามปรากฏการณ์ใหม่แห่งทศวรรษที่ 21            ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนจึงมีความสำคัญในการตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นตามมาอันเนื่องจากผลกระทบของการปั่นป่วนเทคโนโลยี (technology disruption) ที่มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำผู้เรียนแห่งทศวรรษที่ 21 จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล (digital behavior) ที่ผู้เรียนจะต้องปรับตัวก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ‘การดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนการสอนจะต้องเน้นการเรียนรู้โดยการลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต’ การฝึกทักษะจึงเป็นเสมือนเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการผลิตกำลังคนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกบนพื้นฐานความเป็นไทยและแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่อความท้าทายปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21            จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ‘การจัดการเรียนรู้’ (learning management system: LMS) ของครูผู้สอนที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียนจะช่วยพัฒนายกระดับสมรรถนะความสามารถของผู้เรียนให้สอดคล้องต่อการนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น การจัดการเรียนรู้จึงมีบทบาทความสำคัญต่อครูผู้สอนในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยครูผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และครูผู้สอนจะต้องปรับการสอนเป็นการสอนแบบมีส่วนร่วม (actively teach) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่หลากหลากด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนรู้โดยการเน้นให้ผู้เรียนลงมือทำหรือการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะจึงมีความจำเป็นตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ดังที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2567) อธิบายว่าเป็นกระบวนการการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยครูผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ เสมือนโค้ชและพี่เลี้ยง (coach and mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่บ่งบอกถึงการมีสรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ ที่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ตามระดับช่วงวัย สำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี เช่น แบบระดมสมอง (brainstorming) แบบบทบาทสมสมมุติ (role playing) แบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (think-pair-share) แบบการสะท้อนความคิด (student’s reflection) แบบตั้งคำถาม (questioning-based learning) แบบใช้เกม (games-based learning) แบบกิจกรรมเป็นฐาน (active-based learning) แบบปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) และแบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นต้น สำหรับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning) เป็นการจัดการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นและเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจนได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการรู้หรือสงสัย ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานยังส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา คิดวิพากษ์ และรับผิดชอบต่อความสำเร็จของส่วนร่วม            สำหรับรายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นรายวิชากลุ่มวิชาพื้นฐานวิชาชีพตามหลักสูตรนิเทศาสตรบัณฑิต ของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นรายวิชาที่มีลักษณะการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำโครงงานปลายภาค (final project) เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงออกแบบ การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์สื่อเพื่องานนิเทศาสตร์ โดยลักษณะของโครงงานปลายภาคมุ่งเน้นผู้เรียนเกิดสมรรถนะทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 คือทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ซึ่งเป็นหนึ่งทักษะที่จำเป็นที่ผู้เรียนจะต้องนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับทักษะการสื่อสาร (communication) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (collaboration) และทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical) หรือที่เรียกว่า 4C            อนึ่งแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตอบสนองต่อโลกความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่งการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะหลากหลายด้านต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประกอบด้วยทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิด ADDIE model ตามแนวคิดของ Kruse (2007) มีขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ (analysis) เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์ความจำเป็น หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การออกแบบ (design) เป็นขั้นตอนการระบุกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ การเลือกสื่อ และวิธีการจัดการเรียนการสอน 3) การพัฒนา (development) เป็นขั้นตอนการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล 4) การนำไปใช้ (implementation) เป็นขั้นตอนการนำแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม และเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง และ 5) การประเมินผล (evaluation) เป็นขั้นตอนการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ทุกระดับสำหรับการนำไปใช้ในครั้งต่อไป และแนวคิดการออกแบบการสอนเชิงระบบของ และ Dick, Carey and Carey (2005) โดยแนวคิดประกอบด้วยองค์ประกอบ 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายการเรียนการสอน (identity instructional goals) เป็นขั้นการกำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยวิเคราะห์การปฏิบัติงาน (analyze performance) และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (conduct needs assessment) 2) วิเคราะห์การเรียนการสอน (analyze instruction) เป็นขั้นการวิเคราะห์การดำเนินการอย่างไรให้บรรลุสำเร็จเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3) การวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท (analyze learners and context) 4) การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (write performance objective) เป็นขั้นการระบุความชัดเจนว่าผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างในด้านความรู้และการปฏิบัติ 5) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผล (develop assessment instrument) 6) การพัฒนากลยุทธ์การสอน (develop instructional strategy) 7) การพัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอน (develop and select instructional materials) 8) การออกแบบและประเมินผลระหว่างการเรียนการสอน (design and conduct formation evaluation of instruction) 9) ทบทวนการจัดการเรียนการสอน (revise instruction) และ 10) การออกแบบและการประเมินผลภายหลังการเรียนการสอน (design and conduct summative evaluation) แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ตามแนวคิดของ ดุษฎี โยเหลา และ คณะ ฯ (2557) เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ และ 6) ขั้นนำเสนอผลงาน ส่วน KM CHILD-PBL (2015) เสนอว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การคิดเลือกหัวข้อ 3) การเขียนเค้าโครงของโครงการ 4) การลงมือปฏิบัติ 5) การนำเสนอโครงงาน และ 6) การประเมินผลโครงงาน และ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) เสนอว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนการเสนอแบบโครงงานเป็นฐาน ไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนำเสนอ 2) ขั้นวางแผน 3) ขั้นปฏิบัติ และ 4) ขั้นประเมินผล และ Katz & Chard (2005) อธิบายการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเริ่มโครงงาน (getting started) เป็นขั้นการกระตุ้นความคิด ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 2) ระยะพัฒนาโครงงาน (project development period) เป็นขั้นการวางแผน ออกแบบ สำรวจ ทดลอง สืบค้นข้อมูล เพื่อหาคำตอบในหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจ 3) ระยะสรุปโครงงาน (concluding a project) เป็นขั้นการสรุปและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ และนำเสนอผลงาน แนวคิดการคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดของ 0sbom (1963) อธิบายรูปแบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของการแก้ไขปัญหาใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นหาความคิด (idea-finding) และ 3) การค้นหาคำตอบ (solution-finding) ส่วน Torrance (1986) ขยายความเพิ่มว่า การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความจริง (fact-finding) 2) การค้นพบปัญหา (problem-finding) 3) การค้นพบความคิด (idea-finding) 4) การค้นพบคำตอบ (solution-finding) และ 5) การยอมรับผลจากการค้นพบ (acceptance-finding) แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ตามแนวคิดของ Stanford d. school และ แนวคิดของ การคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดที่ว่า การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) มีการดำเนินการเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) 2) ขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) 3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) 4) ขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) โดย 2 ขั้นตอนแรก คือขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) และขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (define) เป็นขั้นของการสร้างความเข้าใจและตีความปัญหาเพื่อการตั้งโจทย์ของโครงการ ขั้นที่ 3 ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลาย ๆ คนในทีมเพื่อสร้างคำตอบหรือทางเลือกวิธีการแก้ปัญหา และขั้นการสร้างต้นแบบ (prototype) และ 5) ขั้นการทดสอบ (test) เป็นขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบและการทดสอบแนวคิดการสร้างสรรค์กับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายก่อนนำไปใช้จริง สำหรับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Double Diamond Design Process) ของ UK Design Council โดยมีแนวคิดจะแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการค้นหาข้อมูล (discover) 2) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล (define) 3) ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) และ 4) ขั้นการพัฒนาเพื่อส่งมอบผู้ใช้ (deliver) โดยขั้นที่ 1 และ 2 คือการค้นหาข้อมูล (discover) และการวิเคราะห์ข้อมูล (define) เป็นขั้นการสร้างความเข้าใจและตีความประเด็นปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขั้นที่ 3 ขั้นการพัฒนาแนวคิด (develop) เป็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ความคิดใหม่อันหลากหลายในการแก้ปัญหา และขั้นที่ 4 การพัฒนาเพื่อส่งมอบให้กับผู้ใช้ (deliver) เป็นขั้นตอนการทดสอบช่วงสุดท้ายก่อนจะนำนวัตกรรมไปใช้จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ วิธีการดำเนินการ         การดำเนินการแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยมีสาระสำคัญของขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้       ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research: R1) ศึกษา รวบรวบ วิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชารายวิชาการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ (learning style) ความสามารถพื้นฐานการสื่อสาร ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสรรค์ เพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ในการนำไปออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) การนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย (R1) มาออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์       ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) นำแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น (D1) ไปทดลองใช้ และประเมินประสิทธิผล       ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Development: D2) นำผลการประเมินประสิทธิผลของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ (R2) นำมาพัฒนา ปรับปรุง ก่อนนำไปใช้จริง และพัฒนาเป็นโมเดลในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐานกับผู้เรียน โดยผู้สอนนำเสนอแนวคิด หลักการ และเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงงานเป็นฐาน ให้เกิดความเข้าใจต่อการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน                2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ เป็นขั้นการเสนอประเด็นโครงงานปลายภาค โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นประเด็นของโครงงานปลายภาค โดยผลสรุปโครงการสร้างสรรค์สื่อเพื่อการ ในประเด็นของแนวคิด “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”                3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มสมาชิก กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในการดำเนินโครงงานปลายภาค                4) ขั้นแสวงหาความรู้ โดยใช้การตั้งคำถามเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสวงหาความรู้ ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนการดำเนินโครงงาน                5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ นักศึกษาเสนอแนวคิดโครงงาน (concept project) ได้แก่ 1) What ทำเรื่องอะไร 2) Why ทำทำไม มีปัญหาอะไร 3)  How วิธีการดำเนินการ และ 4)  Impact ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอะไร                6) ขั้นนำเสนอผลงาน  โดยการเผยแพร่ผลงานในรูปของการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการสร้างสรรค์สื่อ “Gen Z  คิดเปลี่ยนโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่                การดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานบูรณาการร่วมกับแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ในการจัดทำโครงงานปลายภาค ผู้สอนจะพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (creative problem solving) ให้กับผู้เรียน โดยใช้ระบบการคิด 2 แบบในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) และ 2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) โดยทั้ง 2 แบบคิด มีสาระสำคัญ ดังนี้                1) การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เป็นการคิดในการสร้างไอเดียต่าง ๆ โดยการมองหาความเป็นได้ของแนวทางที่หลากหลาย มองแบบองค์รวม (holistic) ให้รอบด้านมากที่สุด เป็นการคิดเชิงเหตุผลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อค้นหาแนวทางในการแก้ไขให้ได้มากที่สุด                2) การคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เป็นการคิดเพื่อค้นหาแนวทางวิธีการที่เหมาะสมกับการนำไปดำเนินการและการลงมือปฏิบัติ ที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม โดยการนำแนวทางที่หลากหลายในขั้นของการคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking มาผสมสานหรือหลอมรวมให้เป็นแนวคิดเดียวที่เหมาะที่สุดที่ทำให้เกิดผลลัพธ์สอดคล้องตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้                การดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่                1) ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) โดยการใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) การแสวงความรู้แนวขยายโดยการทลายกรอบจากภายนอกเข้าหาภายใน ประกอบด้วยการทำคามเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา (content) สื่อ (media) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) และ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความเป็นได้หลาย ๆ แนวทาง และวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านโดยมองจากปัญหาของกลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง (human center) เพื่อนำไปสู่ขั้นการกำหนดปัญหาในการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ (define)                2) ขั้นการกำหนดปัญหา (define) การนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ในขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathize) มาคิดแบบหลอมรวม (convergent thinking) เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือเป้าหมายของการสื่อสารที่คาดหวัง                3) ขั้นการสร้างความคิดและการคิดสร้างสรรค์ (ideate) เป็นขั้นการนำปัญหาที่ต้องการแก้ไขที่กำหนดไว้ในขั้นการกำหนดปัญหา (define) โดยใช้การคิดแบบหลายแง่มุม (divergent thinking) เพื่อนำไปสู่การกำหนดโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) เป็นการเขียนกรอบแนวคิดในการกำหนดประเด็นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) 2) ปัญหา (problem) 3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) 4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) 5) แนวคิดหรือประเด็นการสื่อสาร  (what to say concept or key communication) 6) สนับสนุนแนวคิด (support) 7) อารมณ์และบรรยากาศ (mood and tone) และ 8) ความต้องการ (desire) โดยการเขียนสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ของโจทย์การสร้างสรรค์ที่เกิดจากลของการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนตกผลึกทางความคิดแล้ว และเขียนในรูปของประโยดสั้น ๆ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีแนวทางในการเขียนโจทย์การสร้างสรรค์ (creative brief) ดังนี้                (1) ความเป็นมาหรือเบื้องหลัง (background) เป็นเขียนการระบุถึงความเป็นมาหรือความต้องการของโจทย์ที่ต้องการแก้ไข                (2) ปัญหา (problem) กำหนดประเด็นปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์                (3) วัตถุประสงค์การสื่อสาร (objective communication) กำหนดผลการสื่อที่คาดหวังที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย เช่น การนำแนวคิด AIDA model มาเป็นแนวทางกำหนดเป็นวัตถุระสงค์ทางการสื่อสาร ได้แก่ 1) สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ หรือสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) 2) การสร้างความสนใจ หรือสร้างการมีส่วนร่วม (Interest) 3) สร้างความต้องการ สร้างทัศนคติ ความเชื่อ (Desire) และ 4) สร้างการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น (Action) การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารอาจกำหนดแค่ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารให้ครอบคลุมทั้ง awareness, interest, desire และ action ก็ได้ และวัตถุประสงค์การสื่อสารที่กำหนดไว้จะส่งต่อการออกแบบเนื้อหาและออกแบบสื่อจะต้องตอบวัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่กำหนดไว้                (4) กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร (target audience) เป็นการระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับสาร ได้แก่ 1) ประชากรศาสตร์ (demographic) เพศ อายุ รายได้ การศึกษา ฯลฯ  2) จิตวิทยา (psychographic) ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ  3) การดำเนินวิถีชีวิต (lifestyle) สิ่งที่สะท้อนตัวตน

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบบูรณาการร่วมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่องานนิเทศศาสตร์ Read More »

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 และ KR 2.1.1 การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หัวใจสำคัญของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา คือ การทำวิจัย แต่นักศึกษาส่วนใหญ่จะขาดทักษะและความรู้ที่เพียงพอต่อการทำวิจัย ตลอดจนความกลัวในเรื่องการใช้สถิติ และตัวเลขต่างๆ ที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการทำวิจัย           ซึ่งการวิจัยทางการศึกษานั้นเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการค้นคว้า กระบวนการแสวงหาความรู้ การศึกษาหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน และมีจุดมุ่งหมาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา/สถานศึกษา อันประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูอาจารย์ผู้สอน นักเรียน/นักศึกษา ผู้เรียน สภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเนื้อหาสาระรายวิชา รวมถึงหลักสูตรที่สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่มุมต่างๆ          ซึ่งหากจะแบ่งตามเทคนิคการเก็บข้อมูลเป็นเกณฑ์อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาหาความจริงโดยใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรู้สภาพ เพื่อจำแนก เปรียบเทียบ สังเคราะห์ และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ โดยใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยอธิบาย หรือใช้ข้อมูลที่เป็นค่าคะแนน หรือตัวเลขที่สามารถวัดได้ 2. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยที่เน้นศึกษาความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Naturalism) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างลุ่มลึก เข้าใจความหมาย กระบวนการ ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ฯลฯ เพื่อรู้ลึก รู้จริงในเรื่องที่ศึกษา โดยเน้นการพรรณา วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ 3. การวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed-methods research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาและค้นหาความจริงหรือองค์ความรู้ใหม่โดย การบูรณาการหรือผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ครอบคลุม สมบูรณ์ ทั้งในเชิงลึกที่ให้ข้อมูลแบบละเอียดและการศึกษาเพื่อให้ได้ความเข้าใจแบบองค์รวมโดยการวิเคราะห์ ค่าหรือตัวเลขเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ด้วยวิธีการทางสถิติ และการออกแบบการวิจัยแบบ ผสมผสานจะมีระเบียบแบบแผนในการศึกษาวิจัยที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาวิจัย           ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาต้องเริ่มที่ปัญหาวิจัย (Research problem) เป็นลำดับแรก โดยปัญหาวิจัยจะนำไปสู่การตั้งคำถามวิจัย (Research question) และวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research objective) ซึ่งการกำหนดหัวข้อวิจัยทางการศึกษาควรคำนึงถึงตัวแปร (Variable) ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในศาสตร์ทางด้านการการศึกษา เช่น ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ (Leadership) การประกันคุณภาพการศึกษา (Educational quality assurance) นโยบายและแผน (Policy and plan) การพัฒนากลยุทธ์ (Strategy) โมเดลหรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และความเสี่ยงทางการศึกษา (Educational risk) เป็นต้น เมื่อกำหนดปัญหาวิจัยชัดเจนแล้ว การออกแบบการวิจัย ด้านต่างๆ จะตามมา ทั้งการออกแบบการวิจัย (Research design) แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง (Sampling design) และแบบแผนการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis design)           ทั้งนี้การวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณบางเรื่องอาจใช้สถิติพื้นฐาน (Basic statistics) เท่านั้น แต่บางเรื่องก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สถิติเลยก็ได้ ดังนั้นการเลือกใช้สถิติจึงถูกนำไปใช้เป็นหลักในการวิจัยทางการศึกษาที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่นิยมใช้ในการศึกษามีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัย โดยนักการศึกษาและนักสถิติมีบทบาทที่แตกต่างกันในการใช้สถิติเพื่อการวิจัย กล่าวคือนักสถิติ คือ ผู้ผลิต (Producer) ขณะที่นักการศึกษาคือผู้บริโภคหรือผู้ใช้ (Consumer/user) ดังนั้นการวิจัยทางการศึกษาจึงเน้นการนำสถิติไปใช้เพื่อตอบคำถามวิจัยที่สนใจศึกษาหรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษามากกว่าที่การคิดค้นสูตรทางสถิติใหม่ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          การวิจัยทางการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) จําเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์ทางสถิติ เมื่อผู้วิจัยออกแบบการวิจัย และออกแบบการสุ่มตัวอย่างแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการเขียนระเบียบวิธีวิจัย คือ การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมและถูกต้องตามแบบแผนการวิจัยที่กําหนดไว้ซึ่งต้องวิเคราะห์คําถามวิจัย ว่าควรใช้สถิติใด ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าคําถามวิจัยทางด้านการศึกษามีลักษณะอย่างไร คลุมเครือหรือบ่งชี้ชัดเจนถึงเทคนิคทางสถิติที่จะนํามาใช้วิเคราะห์หรือไม่ และควรพิจารณาถึงเจตนาของคําถามวิจัยว่าต้องการคําตอบอะไร การใช้สถิติในงานวิจัยทางการศึกษา ขึ้นอยู่กับปัญหาวิจัยแต่ละเรื่อง เช่น ใช้สถิติเพื่อบรรยายหรือพรรณา (Descriptive statistics) ใช้สถิติเพื่อสรุปอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างไปหากลุ่มประชากร (Inferential statistics) ใช้สถิติขั้นสูง (Advanced statistics) เพื่อตอบคําถามวิจัยที่ซับซ้อน การผสมผสานระหว่างการใช้สถิติเชิงบรรยายสถิติเชิงสรุปอ้างอิง และสถิติขั้นสูง (Mixed statistics) การใช้สถิติแบบไม่อาศัยค่าพารามิเตอร์ (Nonparametric statistics) เนื่องจากข้อมูลมีขนาดเล็กหรือมีระดับการวัดของตัวแปรที่สถิติแบบอาศัยค่าพารามิเตอร์ (Parametric statistics) ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ซึ่งสถิติที่นิยมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา มีรายละเอียดดังตาราง  ตารางที่ 1 รายละเอียดของสถิติที่นิมใช้ในการวิจัยทางการศึกษา การเลือกใช้สถิติ แนวทางโดยสรุป Analysis of Variance (ANOVA) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป เช่น คะแนนสอบจากการสอนด้วยวิธีการสอน 3 วิธี เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณกับตัวแปรเชิงกลุ่ม โดยที่ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรเชิงปริมาณ (1 ตัว) ส่วนตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรเชิงกลุ่ม Needs Assessment Research Priority Needs Index (PNI) แบบปรับปรุง เป็นสูตรที่ปรับปรุงจากสูตร PNI แบบดั้งเดิม เป็นวิธีการหาค่าผลต่างของ (I – D) และหารด้วยค่า D เพื่อควบคุมขนาดของความต้องการจำเป็นให้อยู่ในพิสัยที่ไม่มีช่วงกว้างมากเกินไป และให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบ เมื่อใช้ระดับของสภาพที่เป็นอยู่เป็นฐานในการคำนวณอัตราการพัฒนาเข้าสู่สภาพที่คาดหวัง PNImodified = (I – D) / D Multiple Regression Analysis (MRA) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ นำมาใช้เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรพยากรณ์ (X) หลายตัวที่มีต่อตัวแปรตามหรือตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว (Y) (ในกรณีที่ตัวแปรอิสระมีเพียง 1 ตัว จะเรียกว่า Simple regression) Factor Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้เพื่อลดจำนวนตัวแปรให้น้อยลง โดยรวมกันเป็นองค์ประกอบ และใช้น้ำหนักองค์ประกอบ (Factor loading) มาช่วยอธิบาย ตัวแปรแต่ละตัวในแต่ละองค์ประกอบ มี 2 ประเภท คือ Exploratory Factor Analysis (EFA) และ Confirmatory Factor Analysis (CFA) เป็นต้น Structural Equation Modeling (SEM)/ Linear Structural Relationship (LISREL) โมเดลสมการโครงสร้าง นำมาใช้ในการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ หรือโมเดลสมการโครงสร้าง หรือเรียกว่าการวิเคราะห์ลิสเรล (LISREL analysis)  คือ Linear Structural Relationship หมายถึง โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้น Path Analysis การวิเคราะห์เส้นทาง นำมาใช้ศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลโดยอาศัย แผนภาพเส้นทาง (Path diagram) และสมการโครงสร้าง (Structural equation) เป็นหลักในการวิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเหตุ ที่มีต่อตัวแปรผลใน 2 ด้าน คือขนาดและทิศทาง และเป็นการอธิบาย ความสัมพันธ์ใน 2 แบบ คือ ทางตรง (Direct effect) และทางอ้อม (Indirect effect) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช/สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ การเลือกใช้สถิติที่เหมาะในการวิจัยทางการศึกษา ผู้วิจัยจะต้อง ศึกษาแนวคิดของการใช้สถิติเบื้องต้นและสถิติขั้นสูงแต่ละประเภทในภาพกว้างก่อนว่า จะนำไปใช้กับข้อมูลที่มีลักษณะอย่างไร ตัวแปรอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด เมื่อผู้วิจัยตัดสินใจได้แล้ว จึงค่อยศึกษารายละเอียดในเชิงเทคนิควิธีของสถิติวิเคราะห์ประเภทนั้นในเชิงลึก (In-depth Study) เช่น การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ/หาความสัมพันธ์ สถิติที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น Correlation Analysis, t-test, F-test, ANOVA, ANCOVA, MANOVA เป็นต้น การสร้างสมการทำนาย เช่น Multiple Regression Analysis เป็นต้น การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปร เช่น Structural Equation Modeling/ LISREL, Path Analysis เป็นต้น การหาองค์ประกอบของคุณลักษณะแฝง (Latent Trait) เช่น EFA, CFA เป็นต้น ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น ใช้สถิตินอนพาราเมตริก เช่น – test, Two-way ANOVA เป็นต้น พิจารณาขนาดของกลุ่มตัวอย่างว่ามีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ เช่น การวิเคราะห์ LISREL ควรใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวน อย่างน้อย 25 เท่าของจำนวนตัวแปร เป็นต้น พิจารณาข้อจำกัดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล เช่น SPSS วิเคราะห์ได้ เฉพาะ EFA แต่หากผู้วิจัยต้องการทำสถิติที่สูงขึ้น คือ CFA ก็ต้องใช้โปรแกรม LISREL หรือ AMOS หรือถ้าข้อมูลที่เป็นตัวแปรอิสระ สามารถแบ่งได้อย่างน้อย 2 ระดับขึ้นไป โปรแกรมที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ก็ควรจะเป็น HLM หรือ MLwiN เป็นต้น สามารถเลือกใช้สถิติเพียงประเภทเดียว หรือผสมผสานกันก็ได้ในงานวิจัย 1 ชิ้น การเลือกสถิติเพียงประเภทเดียว อาจจะเหมาะสำหรับงานวิจัยขนาดเล็ก ที่ต้องการคำตอบวิจัยเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น การบูรณาการและผสมผสานสถิติหลายประเภท จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัยที่มีหลากหลายมิติ ที่คำถามการวิจัยอาจมีหลายข้อที่ต้องการคำตอบที่แตกต่างกัน ใช้ระยะเวลา งบประมาณ และวิธีดำเนินการวิจัยหลายขั้นตอน ซึ่งในศาสตร์สาขาด้านการศึกษา มักจะเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Method Research) 2. Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษาปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักศึกษาที่มีความไม่เข้าใจในการทำวิจัย ความกังวล/ความกลัวในเรื่องความรู้ทางสถิติที่ไม่เพียงพอ โดยการพูดคุยและชี้แนะการทำวิจัยที่ละขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ตัวอย่างงานวิจัยในประเด็นที่นักศึกษาสนใจ นำกลับไปอ่านทำความเข้าใจและย่อยข้อมูลตัวอย่างงานวิจัย แล้วกลับมารายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาภายใน 1 สัปดาห์ อาจารย์ที่ปรึกษาทดลองให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้การควบคุมดูแล โดยทำตามขั้นตอนในกระบวนการการทำวิจัยตั้งแต่การกำหนดปัญหานำวิจัย นำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยให้ชัดเจนก่อนว่านักศึกษาในฐานะผู้วิจัยต้องการจะศึกษาอะไร ต้องการคำตอบอะไรจากผลการวิจัย ไม่ใช่การนำสถิติเป็นตัวตั้ง โดยยึดหลัก 5W1H คือ ต้องการศึกษาใคร (Who) ในประเด็นอะไร (What) ทำการศึกษาช่วงเวลาใด (เมื่อใด) (When) ศึกษาหน่วยงานใด (Where) ทำไมจึงต้องการศึกษาเรื่องนี้ (Why) และจะออกแบบหรือทำวิจัยอย่างไร (How) นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยจะต้องเสนอประเด็นที่จะทำการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโดยกำหนดเป็นคำสำคัญ (Key word) แล้วนำมาขยายความออกเป็นชื่อเรื่อง โดยสื่อให้เห็นถึงตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะศึกษา ระบุถึงประชากรหรือกลุ่มที่ต้องการศึกษา และระบุสถานที่ๆ ต้องการศึกษา นักศึกษาจะต้องกำหนดคำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัยที่ชัดเจนจะนำไปสู่การเลือกใช้สถิติว่าตัวแปรจะอยู่ในมาตรการวัดระดับใด และเหมาะสมกับคำถามวิจัยแบบใด มีจำนวนตัวแปรที่ต้องการศึกษา และความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาเป็นอย่างไร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กมากจะไม่สามารถใช้สถิติบางประเภทได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยอาจจะใช้วิธีการเลือกกลุ่มประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง (Total Population Sampling) หรือการกำหนดจำนวนกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างให้ไม่น้อยกว่า 20-25 เท่าของตัวแปร ซึ่งในบางครั้งการเลือกสถิติที่ใช้นั้นผู้วิจัยอาจจะระบุสถิติไว้ประเภทหนึ่ง แต่เมื่อทำการวิเคราะห์ผลข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปไม่ได้ ผู้วิจัยจะต้องปรับเปลี่ยนสถิติที่จะใช้ทดสอบใหม่ เช่น ระบุไว้ว่าใช้ Multiple regression แต่ไม่สามารถรันข้อมูลออกได้ ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาว่าจะสามารถใช้ ANOVA ในการรันข้อมูลและสามารถได้ผลการวิจัยที่เพียงพอสามารถตอบคำถามการวิจัยหรือไม่ นักศึกษาจะต้องทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่ทิ้งช่วงระยะเวลาหรือหยุดทำงานวิจัยไปเป็นระยะเวลานาน ควรขอคำปรึกษาและแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างเคร่งขรัด อาจารย์ที่ปรึกษาควรต้องศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในประเด็นใหม่ๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และกระบวนการทำวิจัยใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องต้องช่วยหาทาออกให้แก่นักศึกษา ในบางกรณีที่นักศึกษากำหนดสถิติที่จะใช้ในงานวิจัยที่นำเสนอในโครงร่างฯ ต่อคณะกรรมการการสอบไปแล้วนั้น ไม่สามารถประมวลผลในโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากการ Error ของข้อมูล หรือจำนวนข้อมูลที่เก็บมาไม่เพียงพอต่อการประมวลผลทางสถิติบางประเภท ดังนั้นการช่วยหาทาออดให้นักศึกษาโดยการใช้สถิติประเภทอื่นทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักศึกษา ให้นักศึกษาเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มั่นใจ ขยัน มีวินัย และอดทน จะทำให้งานวิจัยนั้นประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน กับอาจารย์ที่ปรึกษาท่านอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการให้คำแนะนำการทำวิจัย ตลอดจนการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมกับงานวิจัยของนักศึกษาแต่ละคน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ นักศึกษาในฐานะผู้วิจัยสามารถผลิตผลงานการวิจัย ได้ผลสอบผ่านในระดับดีมาก ผลงานการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในฐานข้องมูล TCI 1 ขึ้นไป นักศึกษาได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต หน่วยงานต้นสังกัดของผู้วิจัยนำผลการวิจัยที่ได้จากการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาไปใช้ในต่อยอดการบริหารจัดการหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การนำผลการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ไปต่อยอดจนได้รับรางวัลโรงเรียนสุขภาวะดิจิทัลระดับชาติ เป็นต้น การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมในงานวิจัยทางการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา จะทำให้ผลการวิจัยที่เกิดขึ้นมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง และแม่นยำ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สถิติระดับที่สูงขึ้น เช่น ใช้สถิติขั้นสูงแทนสถิติพื้นฐาน จึงไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงระดับคุณภาพของงานวิจัยอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากผลการสังเคราะห์สถิติที่นิยมนำามาใช้ในการวิจัยทางการศึกษาที่นิยมใช้สถิติเชิงบรรยายนำมาใช้ในการวัด และวิเคราะห์ตัวแปรทางการศึกษาได้อย่างครอบคลุม นักวิจัยทางการศึกษาจึงต้องเลือกใช้ระเบียบวิธีทางสถิติที่เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย เพื่อจะได้ข้อค้นพบที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างมีคุณภาพ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติความกลัวเกี่ยวกับเรื่องสถิติของนักศึกษา การทำความเข้าใจในเรื่องการใช้สถิติ ด้วยการให้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง และสืบค้นข้อมูลเพิ่มขึ้น อาจารย์และนักศึกษาจะต้องทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ควรทิ้งช่วง/ขาดการติดต่อสื่อสารกันเป็นระยะเวลานาน ทำงานร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน step by step ความร่วมมือร่วมใจระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา ให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาต้องสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำวิจัย โดยปราศจากอคติ 

การเลือกใช้สถิติสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา Read More »

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR1.2.1 การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.อัญชลี ชยานุวัชร ผศ.ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช ผศ.ดร.นิภาพร สกุลวงศ์ และ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ 1.1 หลักการและเหตุผล     การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาขั้นสูงที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาทักษะการวิจัย และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ นักศึกษาในระดับนี้จึงต้องการการดูแลและให้คำปรึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ 1.2 ความสำคัญ     การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนี้     1.2.1 ส่งเสริมความสำเร็จทางการศึกษา: ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการศึกษา ดำเนินการวิจัย และสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.2.2 พัฒนาทักษะการวิจัย: ให้คำแนะนำและสนับสนุนนักศึกษาในการพัฒนาทักษะการวิจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ     1.2.3 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์     1.2.4. สนับสนุนการพัฒนาส่วนบุคคล: ให้คำปรึกษาและสนับสนุนนักศึกษาในการจัดการกับความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการศึกษา     1.2.5 เตรียมความพร้อมสู่การทำงานและโลกแห่งความเป็นจริง: ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา 1.3 ประเด็นปัญหา     วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิตนั้น มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา 2) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา 3) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และ 4) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามีขอบเขตที่ครอบคลุมทั้งด้านการให้คำปรึกษาทางวิชาการ การเรียนการสอน การวิจัย และยังรวมถึงการพัฒนาและให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคล นอกจากนี้ นักศึกาของวิทยาลัยครูฯ นอกจากจะมีความหลากหลายทางด้านระดับวิชาชีพแล้ว ยังมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม การที่คณาจารย์จากทุกหลักสูตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแบ่งปันแนวปฏิบัติในด้านนี้ จะช่วยให้ประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวเนื่องได้รับการแก้ไขไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม     ปัญหาที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลและการให้คำปรึกษานักศึกษา ได้แก่     1.3.1 ภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์ที่ปรึกษามักมีภาระงานจำนวนมาก ทำให้มีเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด     1.3.2 ความแตกต่างของความต้องการ: นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล     1.3.3 การเข้าถึงแหล่งข้อมูล: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย     1.3.4 ปัญหาด้านสุขภาพจิต: นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาอาจเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต     1.3.5 การสนับสนุนด้านการเงิน: นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา 1.4 แนวทางการแก้ไข     วิทยาลัยครูสุริยเทพ ได้ตระหนักว่า การดูแลและให้คำปรึกษานับเป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จึงได้มีการหารือในเรื่องนี้ ในทุกระดับการประชุม ไม่ว่าระดับคณะและหลักสูตร เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งโดยสรุปมีแนวทางการแก้ไขดังนี้     1.4.1 เพิ่มจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม: เพื่อลดภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษาและเพิ่มเวลาในการให้คำปรึกษานักศึกษา     1.4.2 พัฒนาทักษะการให้คำปรึกษา: จัดอบรมและพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาแก่อาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตร เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     1.4.3 สร้างระบบสนับสนุนนักศึกษา: มีระบบข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานหรือศูนย์ให้คำปรึกษาที่ให้บริการด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการให้คำปรึกษาด้านการเงิน     1.4.4 ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย: จัดกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์           1.4.5 สนับสนุนด้านการเงิน: จัดหาทุนการศึกษาและแหล่งทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเงิน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา เฉลิมวงศาเวช 3) ดร.เตชาเมธ เพียรชนะ 4) ผศ.ดร. นิภาพร สกุลวงศ์ สังกัดวิทยาลัยครูสุริยเทพ วิธีการดำเนินการ                การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การแก้ไขประเด็นปัญหาและพัฒนาระบบการดูแลและให้คำปรึกษาให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องนี้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญ           โดยวิทยาลัยครูสุริยเทพจัดให้มีกิจกรรม “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)” ขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2523 โดยในครั้งแรกนั้น ได้เชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาเป็นทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ หรือ กระบวนกร (Facilitator) และได้เลือกหัวข้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่คณาจารย์และบุคลากรมีความเข้าใจในระดับน้อยและไม่ชัดเจน ได้แก่ การเขียนโครงการบริการวิชาการเพื่อเสนอขอรับทุนจากภายนอก การเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เป็นต้น กิจกรรม PLC นี้ ยังคงจัดมาจนปัจจุบัน โดยมีการเลือกหัวข้อที่ตอบสนองการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพและมหาวิทยาลัยรังสิต                ในการหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาก็เช่นกัน ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) ในวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568 เวลา 9.30-12.30 น. โดยมีคณาจารย์และเจ้าหน้าที่จากทุกหลักสูตรเข้าร่วม เพื่อพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขและเพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน โดยในครั้งนี้ มีดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ คณบดีวิทยาลัยครูสุริยเทพ ทำหน้าที่กระบวนกร ดำเนินรายการและถอดและบันทึกแนวปฏิบัติต่างๆที่เห็นพ้องร่วมกัน โดยการได้ปฏิบัติมาแล้วจนเกิดผลสำเร็จ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ปัญหาที่พบในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาและแนวปฏิบัติที่เห็นพ้องว่าเหมาะสมร่วมกัน ได้แก่ เวลาและสภาพแวดล้อมในการให้คำปรึกษานักศึกษาอย่างจำกัด เช่น อาจารย์มีจำนวนน้อย นักศึกษาอาศัยอยู่ต่างประเทศ นักศึกษามีหน้าที่การงาน ต้องใช้วิธีการปรึกษาทางการประชุมทางไกล โทรศัพท์ หรือมาขอคำปรึกษาในวันหยุดสุดสัปดาห์ ต้องใช้การวางแผนตารางปรึกษาหารือที่เหมาะสมสอดคล้องเห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการและความคาดหวังที่แตกต่างกัน การให้คำปรึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับนักศึกษาแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาต่างชาติซึ่งมีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมและวิถีการใช้ชีวิต บางครั้งเมื่อนักศึกษามีปัญหา อาจจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ญาติ และเพื่อนสนิทของนักศึกษา เพื่อเข้าใจบริบทของปัญหาให้ดีขึ้น นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาต้องชี้แหล่ง เช่น ให้บรรณารักษ์ช่วยอบรมการใช้ฐานข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการวิจัยของนักศึกษา อาจทำได้หลายวิธี เช่น เชิญบรรณารักษ์มาบรรยายในชั้นเรียน ตลอดจนการแนะนำการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการต่างๆ ที่ห้องสมุด และการให้นักศึกษาไปเรียนรู้การใช้ห้องสมุดด้วยตนเองผ่านรายงานหรือแบบฝึกหัดในรายวิชา เป็นต้น ปัญหาการทำวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่หลักสูตรควรเข้าใจกระบวนการขอสอบ รูปแบบการเขียน การเลือกใช้สถิติเพื่อการวิจัยที่เหมาะสม ขั้นตอนการขอจริยธรรมในคน ขั้นตอนการยื่นขอจบ เป็นต้น เพื่อสามารถอธิบายชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษาได้ รวมไปถึงระเบียบต่างๆของบัณฑิตวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ปัญหานักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเผชิญกับความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเรียน อาจารย์ในหลักสูตรและอาจารย์ที่ปรึกษาต้องหมั่นสังเกตและใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารพูดคุย นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามักมีวัยวุฒิ จึงอาจต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้างความคุ้นเคย ความไว้ใจ และยอมแลกเปลี่ยนเปิดเผยปัญหา ในเรื่องนี้ หากมีการจัดอบรมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยอีกในอนาคต คณาจารย์เกือบทุกท่านจะเข้าอบรม นักศึกษาบางคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา จะใช้วิธีให้คำปรึกษาด้านการแบ่งชำระค่าหน่วยกิต การยื่นคำร้องต่างๆ การหาและแนะนำแหล่งทุนเพื่อการศึกษา นักศึกษาที่ต้องการทำงานทั้งเพื่อหารายได้และประสบการณ์ คณาจารย์ควรแบ่งปันข้อมูลเรื่องแหล่งงานที่เหมาะสมให้นักศึกษาทราบ นับเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างประสบการณ์ทางการประกอบอาชีพแก่นักศึกษา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           แนวปฏิบัติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งคณาจารย์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพได้ร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันนั้น ได้ถูกใช้มาอย่างน้อย 2-3 ปีการศึกษา พบว่ามีผลลัพท์ในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมดังนี้ นักศึกษามีการเรียนอย่างต่อเนื่อง ราบรื่น จบการศึกษาตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการสะดุดหยุดเรียนกลางคัน นักศึกษามีความสุข มีความรักและผูกพันกับอาจารย์และวิทยาลัยครูฯ นักศึกษามีความมั่นใจและไว้ใจที่จะบอกเล่าปัญหาต่างๆกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเกิดผลดีในการแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์มีคุณภาพมาตรฐาน เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างวิทยาลัยครูสุริยเทพกับผู้ปกครองของนักศึกษา คณาจารย์และเจ้าหน้าที่มีโอกาสปรับทัศนคติในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สิ่งสำคัญที่ค้นพบจากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันในห้วข้อ การดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ได้แก่ การปรับทัศนคติ การใช้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ การดูและ และให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา เรื่องนี้จึงควรใส่ใจ สร้างมาตรฐาน และพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่เพียงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Good practice) แต่ให้เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)

การดูแลนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1, 3 และ 5 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 3.1.1, KR 3.1.2/1, KR 3.4.1/1 และ KR5.1.2/1 การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผศ.ดร.นิภา กิมสูงเนิน อาจารย์ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง และนางปราณี บุญญา สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคปัจจุบัน ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับชุมชนที่หลากหลายร่วมกับเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี การพยาบาลชุมชนจึงมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตจากข้อมูลการสํารวจในปี 2567 ตรวจพบปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อ้วนลงพุง โรคเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด และซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตประสบปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย เช่น(1) ประชากรวัยทํางานและผู้สูงอายุร้อยละ 79.63 มีภาวะน้ําหนักเกิน (2) ร้อยละ 42.59 มีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง (3) ร้อยละ 96.30 มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และ (4) ประชากรร้อยละ 53.70 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกประเด็นที่พบในกลุ่มเป้าหมาย โดยมีนักศึกษาถึงร้อยละ 68 รายงานว่ามีระดับความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว           การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดีในทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) มุ่งเน้น การบูรณาการการดูแลสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยทั้ง ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหารุนแรง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ประเด็นปัญหา  ภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง ความชุกของภาวะน้ําหนักเกินและโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และโรคหัวใจ กําลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุสําคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกําลังกาย และความเครียดสะสม สุขภาพจิตในกลุ่มวัยเรียนและวัยทํางาน ความเครียดและความกดดันในชีวิตประจําวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพัฒนาไปสู่โรคซึมศร้าหรือภาวะคิดฆ่าตัวตาย จําเป็นต้องมีการดูแลด้านจิตใจอย่างครอบคลุม การขาดการคัดกรองและป้องกันโรค อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งเต้านม และการวัดความดันโลหิต ยังอยู่ในระดับต่ํา ซึ่งเป็นช่องว่างสําคัญในการป้องกันโรค แนวทางการพัฒนาโครงการ การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม: จัดกิจกรรมการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกาย เช่น การให้ความรู้เรื่องโภชนาการและการออกกําลังกาย และสุขภาพจิต เช่น การฝึกสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) การตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก: เพิ่มการเข้าถึงการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและระดับ น้ําตาลในเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รณรงค์การลดบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการออกกําลังกายที่เหมาะสมสําหรับแต่ละช่วงวัย การสนับสนุนสุขภาพจิต: สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สําหรับการพูดคุยปัญหาและให้คําปรึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           โครงการนี้มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษานําความรู้จากการเรียนพยาบาลอนามัยชุมชนมาใช้ในสถานการณ์จริง พัฒนาแผนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งนําทฤษฎีการพยาบาลมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการยังเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ ได้แก่ เอกสาร PDCA จากผลสําเร็จของโครงการ วิธีการดำเนินการ           แนวทางการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” สําหรับแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิต จากการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “โครงการแม่บ้านรังสิต หัวใจฟิต ชีวิตฟิน กินดีมีสุข”, “สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข” และ “สูงวัยรู้ทัน เข้าใจ ห่างไกลภัยติดเตียง”, มีแนวทางการดําเนินการที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” ให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของแม่บ้านรังสิต ก่อนออกแบบโครงการ ควรมีการเก็บข้อมูลสุขภาพของแม่บ้านมหาวิทยาลัยรังสิตโดยนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 รายวิชา BNS 481 ปฏิบัติการการพยาบาลอนามัยชุมชน ผ่านแบบสํารวจสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อกําหนดปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข เช่น โรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด) ภาวะเครียดจากการทํางานและชีวิตครอบครัว การขาดโอกาสในการออกกําลังกายและโภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต และการบริหารจัดการความเครียด 2. แนวทางดําเนินโครงการ (PDCA Model)(P) Plan – การวางแผน1. กําหนดเป้าหมายของโครงการ    o สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทุกมิติ    o ลดอัตราความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)     o พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่องและยั่งยืน2. ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม    o สุขภาพกาย: กิจกรรมออกกําลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพเบื้องต้น    o สุขภาพจิต: ฝึกสมาธิ ลดความเครียด เทคนิคจัดการอารมณ์    o สุขภาพสังคม: สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ สนับสนุนทางสังคม    o สุขภาพสิ่งแวดล้อม: การจัดการที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ3. กําหนดกลุ่มเป้าหมาย    o แม่บ้านและพนักงานในมหาวิทยาลัยรังสิต    o จํานวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ลงทะเบียน4. พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพ    o แบบสอบถามสุขภาพก่อน-หลังโครงการ    o การตรวจคัดกรองโรค (BMI, ความดันโลหิต, น้ําตาลในเลือด)5. เตรียมทรัพยากรและงบประมาณ    o ประสานงานกับคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    o ขอสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน (D) Do – การดําเนินโครงการ ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนํามาใช้ในโครงการ:กิจกรรมที่ 1: รู้ทันโรค ห่างไกลความเสี่ยง        • ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง       • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคําแนะนําจากพยาบาล       • ใช้เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพกิจกรรมที่ 2: หัวใจฟิต ชีวิตฟิน       • ฝึกออกกําลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดินเร็ว โยคะ เต้นแอโรบิก       • แนะนําโปรแกรมออกกําลังกายที่สามารถทําได้ที่บ้าน       • แนะนําเทคนิคการใช้เครื่องมือติดตามสุขภาพ เช่น สมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชันสุขภาพกิจกรรมที่ 3: กินดี มีสุข       • สาธิตการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1       • สอนการอ่านฉลากอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ       • เชิญนักโภชนาการมาให้คําแนะนําเกี่ยวกับเมนูสุขภาพกิจกรรมที่ 4: สุขภาพใจดี ชีวีมีสุข       • เทคนิคการบริหารความเครียดและการทําสมาธิ       • จัดเวิร์กช็อปการฝึกสติและการจัดการอารมณ์       • สนับสนุนเครือข่ายสังคมเพื่อให้กําลังใจกันและกันกิจกรรมที่ 5: สิ่งแวดล้อมดี ชีวิตมีสุข      • แนะนําแนวทางปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ      • การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด      • กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อสุขภาพจิต 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดําเนินการ การนําเสนอประสบการณ์การนําไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        • แบบสอบถามวัดความรู้และพฤติกรรมสุขภาพก่อน-หลังโครงการ        • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากการคัดกรอง        • วัดระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ        • ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังโครงการ 1 เดือน และ 3 เดือน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เน้นนวัตกรรม (O 1.2)• KR1.2.1 การพัฒนากิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ        o ปรับปรุงโครงการโดยใช้ผลการประเมินเพื่อนํามาพัฒนาเนื้อหาการอบรม        o ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง        o ส่งเสริมให้แม่บ้านเป็น “แกนนําสุขภาพ” ในครอบครัวและชุมชน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ • KR1.2.4 การสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ผ่านโครงการที่มีผลลัพธ์ชัดเจน        o บูรณาการกิจกรรมด้านการพยาบาลและการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน        o นักศึกษาพยาบาลสามารถเข้าร่วมโครงการและนําความรู้ไปพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน 2. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (O3.1, O3.4)• KR3.1.1 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายในและภายนอก        o จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านสุขภาพดี” เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดูแลสุขภาพ        o ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สําหรับการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพผ่านคณาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์ • KR3.1.2/1 การพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี        o ส่งเสริมให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เช่นศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัย        o ประสานงานกับศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สามารถขยายสูระดับชุมชน • KR3.4.2 การพัฒนาทักษะของบุคลากรสายสอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชน        o สนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลเข้าร่วมโครงการและพัฒนาทักษะด้านการพยาบาลชุมชน       o ให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการอบรมเชิงปฏิบัติการและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสุขภาพ 3. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม (O5.1)• KR5.1.2/1 การพัฒนาโครงการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและยกระดับชื่อเสียงมหาวิทยาลัย        o จัดโครงการบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสําหรับชุมชน        o ทํางานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงการ         o จัดทํา Health Map ของแม่บ้านเพื่อช่วยติดตามสุขภาพและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม บทสรุป          โครงการ “การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ” มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผ่านเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรสุขภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลไปยังชุมชนได้ในอนาคต การดําเนินโครงการนี้จะช่วยให้แม่บ้าน และบุคลากรในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาพยาบาลมีโอกาสพัฒนาทักษะที่สําคัญต่อการพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และการยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน รูปภาพเพิ่มเติม

การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) Read More »

 
Scroll to Top