ยุทธศาสตร์ที่ 1

การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงกิจกรรม (Activity-based Learning) ผ่าน ฐานกิจกรรมภาษาอังกฤษ In Love with English ในรายวิชา ENL 125 และค่ายภาษาอังกฤษ (English Day Camp) ในรายวิชา ENL 127 เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนและการมีส่วนร่วมกับชุมชน

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.2/1 การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงกิจกรรม (Activity-based Learning) ผ่าน ฐานกิจกรรมภาษาอังกฤษ In Love with English ในรายวิชา ENL 125 และค่ายภาษาอังกฤษ (English Day Camp) ในรายวิชา ENL 127 เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนและการมีส่วนร่วมกับชุมชน ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. มงคล โสดาจันทร์, อาจารย์วีระ วันดี, อาจารย์วีรภา พงษ์พานิช และ อาจารย์ศุภชัย แซ่เอี้ยว สถาบันภาษาอังกฤษ 1. บริบทและความสำคัญ             นักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตในระดับชั้นปีที่หนึ่งมักมีพื้นฐานความรู้ภาษาอังกฤษแตกต่างกัน ผู้สอนพบปัญหาในลักษณะนี้เป็นประจำ และปัญหาลักษณะนี้กลายเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาใหม่อันเนื่องมาจากพื้นฐานทางภาษาที่แตกต่างกัน อีกอย่างหนึ่งนักศึกษาใหม่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ได้ดีจึงมักมีปัญหานักศึกษาท้อแท้ในการเรียนภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษก็ไม่ดีขึ้นเพราะเหตุนักศึกษาไม่สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับเพื่อนใหม่ได้และที่สำคัญก็คือผู้สอนเองมักพบว่านักศึกษามีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ยิ่งหากเป็นนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ยิ่งต้องการกำลังใจจากอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมห้อง ดังนั้นหากเน้นการเรียนการสอนในเทอมแรกโดยมุ่งเน้นสาระทางวิชาการจากหนังสือเรียนมากเกินไป ขาดกิจกรรมอันจะทำให้นักศึกษาได้มี ส่วนร่วม พบปะ เพื่อนใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ ตลอดทั้งวิธีการเรียนภาษาที่ดี จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักศึกษาใหม่             ส่วนในบริบทของการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับชั้นปีที่สูงขึ้น ผู้สอนพบว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งยังขาดโอกาสในการนำความรู้และทักษะภาษาอังกฤษไปใช้ในสถานการณ์จริงนอกห้องเรียน เช่น นักศึกษามักใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะในกิจกรรมการเรียนการสอนภายในชั้นเรียนและแบบฝึกหัดตามบทเรียน ขาดโอกาสในการสื่อสารกับบุคคลภายนอกหรือชุมชนจริง อีกทั้งนักศึกษาบางส่วนยังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยหรืออยู่นอกกรอบบทเรียน ส่งผลให้การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ความมั่นใจในการใช้ภาษา และการเรียนรู้แบบมีความหมาย (meaningful learning) ยังไม่บรรลุผลตามที่คาดหวัง ดังนั้น ผู้สอนจึงเห็นความจำเป็นในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง ผ่านการลงมือปฏิบัติและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อีกประการหนึ่งนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (learning outcome–based education) และการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับสังคมและชุมชนก็มีทิศทางเดียวกันผู้สอนจึงปรับใช้แนวปฏิบัติ ดังกล่าวในการจัดกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ English Day Camp และฐานกิจกรรมเรียนรู้ภาษาอังกฤษ In Love with English ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (experiential learning) และการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (activity-based learning) โดยบูรณาการการใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติ อาจารย์ และชุมชนภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)             สำหรับแนวปฏิบัติในงาน In Love with English จัดขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยการส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีโอกาสพบปะเพื่อนใหม่ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยกันในเทอมแรก เพื่อเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจ ตลอดทั้งวิธีการเรียนภาษาอังกฤษแบบใหม่โดยอาศัยการเรียนรู้จัดเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่นเกม การเล่นบทบาทสมมติ การถามและตอบคำถามการฝึกทักษะด้านหลักภาษาตลอดจนการให้นักศึกษาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา โดยเล็งเห็นการยกระดับความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษของนักศึกษาใหม่และที่สำคัญให้นักศึกษาใหม่มีทัศนคติที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษ    ในขณะที่แนวปฏิบัติค่ายภาษาอังกฤษ English Day Camp จัดทำขึ้นเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน โดยส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์ในสถานการณ์จริง เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความมั่นใจในการใช้ภาษา และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมุ่ง เพิ่มระดับความพึงพอใจของผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ตลอดจน เสริมสร้างความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด     ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ❒ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ แนวคิดการเรียนรู้เชิงกิจกรรม (Activity-based Learning) แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) รูปแบบการดำเนินโครงการตามวงจร PDCA แนวปฏิบัติการจัดงาน In Love with English และ English Camp จากรายงานและเอกสารโครงการที่ผ่านมา ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ❒ เจ้าของความรู้/สังกัด  นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตและคณาจารย์สถาบันภาษาอังกฤษ         ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการในการออกแบบกิจกรรมภาษาอังกฤษ ทักษะการบริหารจัดการกิจกรรม การประสานงานกับโรงเรียนและชุมชน เทคนิคการจัดฐานกิจกรรม (Station Rotation) ให้เหมาะสมกับช่วงวัยและบริบทผู้เรียน รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้             ความรู้ที่นำมาใช้ในแนวปฏิบัตินี้เป็นการบูรณาการระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีและความรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริง โดยอาศัยแนวคิดการเรียนรู้เชิงกิจกรรม (Activity-based Learning) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) เป็นกรอบในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน นอกจากนี้ ยังนำความรู้จากกระบวนการบริหารจัดการโครงการตามวงจร PDCA มาใช้ในการวางแผน ดำเนินงาน ตรวจสอบ และปรับปรุงการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ             ในส่วนของความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล ได้นำประสบการณ์ของอาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการในการออกแบบฐานกิจกรรมภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง การบริหารจัดการเวลา และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้กิจกรรมสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ความรู้ดังกล่าวได้รับการถอดบทเรียนและนำไปใช้ในการพัฒนาแนวปฏิบัติให้เหมาะสมกับบริบทการจัดการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR1.2.2/1 หลักสูตรหรือกิจกรรมที่เปิดดำเนินการสามารถบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับการมีส่วนร่วมและการทำงานร่วมกันของผู้เรียนในกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ขั้นตอนการดำเนินงาน สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125 วิเคราะห์บริบทและความต้องการของผู้เรียน วางแผนและออกแบบกิจกรรม In Love with English ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงกิจกรรม เตรียมทรัพยากร บุคลากร และสื่อการเรียนรู้ ดำเนินกิจกรรมตามแผนที่กำหนด ประเมินผลและสรุปบทเรียนจากการดำเนินงาน สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127 วิเคราะห์บริบทและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน วางแผนและออกแบบกิจกรรม English Day Camp ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงกิจกรรม เตรียมทรัพยากร บุคลากร และสื่อการเรียนรู้ ดำเนินกิจกรรมตามแผนที่กำหนด ประเมินผลและสรุปบทเรียนจากการดำเนินงาน ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125 บุคลากร: อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ สื่อและอุปกรณ์การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ งบประมาณ: 125,600 เป็นค่าอุปกรณ์ ค่าจัดเบรคและรางวัลสำหรับนักศึกษาร่วมงาน สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127 บุคลากร: อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ สื่อและอุปกรณ์การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ งบประมาณ: 16,700 เป็นค่าจัดเบรคและรางวัลสำหรับนักศึกษาร่วมงาน 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125             ได้ดำเนินกิจกรรม In Love with English โดยใช้ห้อง 1-301 โดยใช้รูปแบบ Station Rotation ประกอบด้วยฐานกิจกรรมภาษาหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษผ่านการลงมือปฏิบัติจริงมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยในปีการศึกษา 2566 ได้แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็นสองรูปแบบหลักคือ ฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยเน้นทักษะทั้งสี่ของภาษาอังกฤษและฐานการเรียนรู้ภาษาด้วยเกมส์  ในปีการศึกษา 2567 ได้แบ่งฐานการเรียนรู้โดยเน้นการเปิดประตูสู่หลากวัฒนธรรมในหลายประเทศ เช่น London Paris เป็นต้นโดยเน้นการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมสมจริงมากที่สุดในการใช้ชีวิตต่างแดน ในปีการศึกษาที่ 2568 ได้ต่อยอดฐานการเรียนรู้ด้วยการจากปีการศึกษ 2567 ด้วยการเน้นความสามารถในการแสดงออกด้วยทักษะการพูดและการฟังตลอดทั้งการปรับตัวเพื่อให้นักศึกษาที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษแล้วสามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ             ระหว่างการดำเนินงานพบอุปสรรคเกี่ยวกับความแออัดของนักศึกษาแต่ละฐานการเรียนรู้อันเนื่องมาจากแต่ละระยะเวลามีนักศึกษามาร่วมฐานการเรียนรู้เป็นจำนวนมาก จึงแก้ไขโดยการบริหารเวลาอย่างเหมาะสมและปรับรูปแบบกิจกรรมให้กระชับแต่ยังคงเป้าหมายการเรียนรู้ไว้ครบถ้วน สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127             ได้ดำเนินกิจกรรม English Day Camp ณ โรงเรียนวัดรังสิต โดยใช้รูปแบบ Station Rotation ประกอบด้วยฐานกิจกรรมภาษาอังกฤษหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย             ระหว่างการดำเนินงานพบอุปสรรคด้านระยะเวลาของกิจกรรมที่ค่อนข้างจำกัด จึงแก้ไขโดยการบริหารเวลาอย่างเหมาะสมและปรับรูปแบบกิจกรรมให้กระชับ แต่ยังคงเป้าหมายการเรียนรู้ไว้ครบถ้วน                                      ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125           ในการจัดกิจกรรม In Love with English ปีการศึกษา 2566 ซึ่งเป็นปีแรกในการจัดกิจกรรมนี้ พบปัญหาเช่นฐานการเรียนรู้แต่ละฐานอยู่ใกล้ชิดกันเสียงอึกทึกทำให้นักศึกษาบางฐานไม่สมาธิในการเรียนรู้ในฐานของตัวเอง ดังนั้นเมื่อปีการศึกษา 2567 จึงได้มีการปรับปรุงเรื่องเสียงเสียงรบกวน ตลอดทั้งได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยรังสิตได้ส่งนักศึกษามาช่วยในการกำกับฐานการเรียนรู้และเป็นผู้นำฐานการเรียนรู้ และในปี 2568 ปัญหาเรื่องเสียงรบกวนของแต่ละฐานลดน้อยลง นักศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติช่วยนำกิจกรรมและบริหารการลื่นไหลของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี โดยสรุปปัญหาและอุปสรรคที่พบในการดำเนินแนวปฎิบัตินี้ได้แก่ข้อจำกัดด้านสถานที่ที่ไม่สามารถแยกฐานการเรียนรู้ ออกจากการในระยะพอประมาณ ปัญหาด้านเสียงรบกวนเพราะแต่ละฐานการเรียนรู้เริ่มในเวลาเดียวกัน ปัญหาในบางฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่สามารถจัดการกับจำนวนนักศึกษาให้เกิดการรื่นไหลในการสลับฐานการเรียนรู้             แนวทางในการแก้ไขปัญหาได้จัดประชุมคณะกรรมการผู้ประสานงานและอาจารย์ผู้สอนในกลุ่มต่างๆชี้แจงขั้นตอนระเบียบปฏิบัติในการเข้าไปเรียนรู้ในฐานต่างๆโดยจัดให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้าซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการที่จะปรับรูปแบบฐานการเรียนรู้ให้เป็นไปตามปริมาณของนักศึกษาที่เข้ามาเรียนรู้ในแต่ละช่วง นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้จัดนักศึกษาเข้ามามาช่วยในฐานการเรียนรู้และเป็นผู้นำฐานการเรียนรู้ควบคู่กับอาจารย์ สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127             ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการดำเนินแนวปฏิบัตินี้ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งส่งผลต่อการจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์ และของสนับสนุนกิจกรรม รวมถึง ข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม ที่มีช่วงเวลาค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าร่วมและลักษณะกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ             แนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้ดำเนินการโดย บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ผ่านการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาโดยบุคลากรภายใน การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในด้านเวลา ได้มีการ ปรับรูปแบบและลำดับกิจกรรมให้กระชับและเหมาะสม พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้รับผิดชอบแต่ละฐานกิจกรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและยังคงบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ใช้แบบประเมินความพึงพอใจและการสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนเป็นเครื่องมือในการวัดผล          ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกินกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยรวม 4.8) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและตระหนักถึงความสำคัญของทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับตัวชี้วัด KR1.2.2/1 และ KR1.2.3/1 ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกินกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยรวม 4.64) ผู้เข้าร่วมมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและตระหนักถึงความสำคัญของทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับตัวชี้วัด KR1.2.2/1 และ KR1.2.3/1 ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเช่นกัน การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ             จากการดำเนินแนวปฏิบัติทั้งสองโครงการนี้ พบว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องและบรรลุตามเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ตัวชี้วัดหลักด้านการมีส่วนร่วมของผู้เรียน นอกจากนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้และความเหมาะสมของกิจกรรมที่ออกแบบขึ้น             เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ พบว่ากิจกรรมสามารถส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ความมั่นใจในการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัด KR1.2.2/1 ในด้านการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และ KR1.2.3/1 ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโดยรวมจึงถือว่าแนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ             ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัติ In Love with English ประสบความสำเร็จได้แก่การกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทที่เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนนอกจากนี้ยังประกอบด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของอาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ อีกประการหนึ่งการได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการจัดนักศึกษาให้มาเป็นผู้ช่วยอาจารย์ประจำฐานการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องด้วยว่านักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติมีช่วงอายุไม่ต่างกันมากนักจึงสามารถทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ประจำฐานการเรียนรู้ได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้แนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้               ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัติ English Day Camp ประสบความสำเร็จ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทที่มีความหมาย นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของอาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ รวมถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของทีมงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น อีกประการหนึ่งคือ การบริหารจัดการโครงการตามกระบวนการ PDCA อย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกและชุมชน ซึ่งช่วยสนับสนุนทรัพยากรและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียน ส่งผลให้แนวปฏิบัตินี้สามารถบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี             แนวทางปรับปรุงงาน In Love with English ในระยะต่อไป มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มากยิ่งขึ้นโดยปรับระยะเวลาในแต่ละฐานกิจกรรมให้เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงลึกและเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้มุ่งเน้นการแสดงออกของนักศึกษาในทักษะด้านการพูดและการฟังให้มากกว่านี้ นอกจากนี้ควรพัฒนาสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย และสอดคล้องกับระดับความสามารถของผู้เรียนเพื่อลดความแตกต่างด้านทักษะภาษาอังกฤษ และเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมในด้านการบริหารจัดการควรเสริมกระบวนการวางแผนและติดตามผลอย่างเป็นระบบโดยนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมมาวิเคราะห์และใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกในการปรับปรุงกิจกรรมในรอบถัดไป             สำหรับแนวทางการปรับปรุง English Day Camp ในระยะต่อไป มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น โดยปรับระยะเวลาในแต่ละฐานกิจกรรมให้เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงลึก และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ควรพัฒนาสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อลดความแตกต่างด้านทักษะและเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วม             ในด้านการบริหารจัดการ ควรเสริมกระบวนการวางแผนและติดตามผลอย่างเป็นระบบ โดยนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมมาวิเคราะห์และใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงกิจกรรมในรอบถัดไป ตลอดจนพิจารณาแสวงหาแหล่งสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความพร้อมและความยั่งยืนของการดำเนินแนวปฏิบัตินี้ในระยะยาว                                                                                   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน             แนวปฏิบัติ In Love with English สามารถขยายผลในวงกว้างได้โดยการถอดบทเรียนจากกระบวนการดำเนินงานและจัดทำเป็นแนวทางหรือคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงกิจกรรมโดยมุ่งเน้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรของหน่วยงานอื่นภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณะหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินแนวปฏิบัตินี้อย่างเป็นระบบ             ในระยะยาวควรพิจารณานำแนวปฏิบัตินี้บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยโดยกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ตัวชี้วัด และรูปแบบการประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อยกระดับให้เป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงานที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน             แนวปฏิบัติ English Day Camp สามารถขยายผลในวงกว้างได้โดยการถอดบทเรียนจากกระบวนการดำเนินงานและจัดทำเป็นแนวทางหรือคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงกิจกรรม เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรของหน่วยงานอื่นภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณะหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินแนวปฏิบัตินี้อย่างเป็นระบบ             ในระยะยาว ควรพิจารณานำแนวปฏิบัตินี้บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย โดยกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ตัวชี้วัด และรูปแบบการประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อยกระดับให้เป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงานที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link สำหรับการจัดงาน In Love with English ในรายวิชา ENL125 6.1 แบบประเมินความพึงพอใจ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScnBCQeuKs8Ws1qCmLYpwwjtc5L97TA1AxJNLwctjxsNOiLfA/viewform    6.2 ภาพประกอบ https://photos.app.goo.gl/Ax2ais3tpVYrmwfJ6                                            6.3 สื่อวิดีโองานที่มอบหมายในรายวิชา ENL 125 https://photos.google.com/share/AF1QipO6NeKSRgDisIy7Cu_JLDeW0PVgYdJkS7dfmUkyL0P4f6Mz1oCr-mt03CD9Zfwd7g?key=Y1dEMU8xa19BcWxMLThHOEo2cVRFem5tZFlyRXl3 6.4 แบบรายงานโครงการ PDCA สำหรับการจัด English Day Camp ในรายวิชา ENL127 6.1 แบบประเมินความพึงพอใจ https://docs.google.com/forms/d/1jMn1UeoafzuizzF6vBQhyJtUISHxBpyjqgClZpyxZI/edit#responses                         6.2 ภาพประกอบ https://www.facebook.com/reli2014/photos                                                                     6.3 สื่อวิดีโองานที่มอบหมายในรายวิชา ENL 127 https://drive.google.com/file/d/1XDKFdPzahXB69CHmR8FZqyAh6Y0AB7SQ/view?usp=drivesdk 6.4 แบบรายงานโครงการ PDCA

การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงกิจกรรม (Activity-based Learning) ผ่าน ฐานกิจกรรมภาษาอังกฤษ In Love with English ในรายวิชา ENL 125 และค่ายภาษาอังกฤษ (English Day Camp) ในรายวิชา ENL 127 เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนและการมีส่วนร่วมกับชุมชน Read More »

“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR ไม่ระบุ “จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. มนพร ชาติชำนิ, นางสาวภัทราพร จันทรังษี, นางสาวอุมา คุ้มวงศ์, นางสาวกัลย์สุดา แสงรัศมีธนสิน, นางสาวศุภิสชา เจริญวงศ์, นางสาวกรวรรณ เทวินโท, นางสาวอธิชา เจริญใจธนะกุล, อาจารย์ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, อาจารย์หนึ่งฤทัย เพชรมีดี, อาจารย์อุมาพร แก้วสุข และ อาจารย์ดวงนภา บุญส่ง สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ 1. บริบทและความสำคัญ                1.1 สภาพปัญหา ความท้าทาย และโอกาสในการพัฒนา                มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ มีนักศึกษา บุคลากร และผู้มาติดต่อจำนวนมากในแต่ละวัน ครอบคลุมหลายอาคารและพื้นที่กิจกรรม หากเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การหยุดหายใจ หรืออุบัติเหตุรุนแรง “ช่วงเวลา 3–5 นาทีแรก” เป็นช่วงวิกฤตที่มีผลต่อการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ                แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีระบบบริการสุขภาพและทีมแพทย์ฉุกเฉิน แต่ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางทำให้บุคลากรในพื้นที่เป็น First Responder ที่มีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ก่อนการดำเนินแนวปฏิบัตินี้ ยังพบว่าบุคลากรจำนวนมากขาดความมั่นใจและทักษะที่ถูกต้องในการทำ CPR และการใช้ AED                1.2 เหตุผลในการริเริ่มแนวปฏิบัติ สำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นว่า “การช่วยชีวิตที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ แต่เริ่มจาก ‘คนที่พร้อม’ และ ‘ระบบที่เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง’” จึงริเริ่มแนวปฏิบัติในการจัดการความรู้ด้านการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และยกระดับระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยในระยะยาว                1.3 เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้ พัฒนาความรู้และทักษะ BLS และการใช้ AED ของบุคลากรอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน สร้างคลังความรู้และสื่อการเรียนรู้ถาวรด้านการช่วยชีวิต วางรากฐานระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ รางวัล KM Best practice ด้านงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ ประจำปีการศึกษา 2566 ภายใต้หัวข้อเรื่อง เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน: การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน https://youtu.be/z4MgyZX7tbU?si=dOIeYSfE_D8dDS20 รางวัลชมเชยแนวปฏิบัติที่ดี ประจำปีการศึกษา 2567 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) และ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการสู่องค์กรอัจฉริยะ (Smart Organization) การพยาบาลเพื่อชุมชนสุขภาพดี ครบทุกมิติ (Nursing for Holistic Community Wellness) อื่น ๆ (โปรดระบุ) เอกสาร คู่มือ และแผนการสอนจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต       ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด   ประสบการณ์ตรงของพยาบาลวิชาชีพ คณาจารย์ และทีมฉุกเฉินของสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ  เทคนิคการสอนแบบ Simulation-based learning และการให้ feedback จากสถานการณ์จริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ มีการบูรณาการความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการฝึกปฏิบัติจริง การจำลองสถานการณ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “ทักษะที่ใช้ได้จริง” และสามารถถ่ายทอดต่อได้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1  โปรดระบุ KR สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น – ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 1 โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต (Living Learning Resource)” ผ่านระบบการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยของผู้อื่น                                                                          ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) โครงการกำหนดตัวชี้วัดรองเพื่อสะท้อนผลลัพธ์เชิงลึกของกระบวนการจัดการความรู้ ได้แก่ ระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจของบุคลากรในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อน–หลังการอบรม การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย การนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำและขยายผลในหน่วยงานต่าง ๆ ความพร้อมของระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS ในการเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานขององค์กร และระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความรู้เฉพาะบุคคลสู่ระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับ SDG 3, SDG 4 แนวคิด Health Promoting University และกรอบ HURS                    ขั้นตอนการดำเนินงาน โครงการการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) การระบุประเด็นความรู้และความเสี่ยง (Knowledge & Risk Identification)วิเคราะห์สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพภายในมหาวิทยาลัย เพื่อระบุช่องว่างขององค์ความรู้และทักษะด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของบุคลากร รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก การสังเคราะห์และจัดเตรียมองค์ความรู้ (Knowledge Capture & Creation)รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการแพทย์ ทั้งความรู้แบบชัดแจ้ง (แนวทาง BLS มาตรฐาน คู่มือ และสื่อการสอน) และความรู้ที่ฝังลึกจากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของมหาวิทยาลัย การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing & Learning)ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Active Learning) และการจำลองสถานการณ์ (Simulation-based Learning) เพื่อให้บุคลากรได้ฝึกปฏิบัติจริง เสริมสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การนำความรู้ไปใช้จริงและฝึกทักษะ (Knowledge Application)เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงเหตุการณ์จริง พร้อมรับคำแนะนำและการสะท้อนกลับจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงทักษะและการตัดสินใจอย่างเหมาะสม การถอดบทเรียนและจัดเก็บความรู้ (Knowledge Reflection & Storage)ดำเนินการถอดบทเรียนจากการอบรมและการฝึกปฏิบัติ จัดทำเป็นองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และบันทึกเข้าสู่คลังความรู้ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถเข้าถึง ใช้ซ้ำ และพัฒนาต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง การติดตาม ประเมินผล และขยายผล (Evaluation & Sustainability)ประเมินผลลัพธ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พร้อมนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการ และวางแผนขยายผลสู่การเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการช่วยชีวิตของมหาวิทยาลัยในระยะยาว                  ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรด้านงบประมาณใช้สำหรับการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ฝึก และการพัฒนาระบบคลังความรู้ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสามารถใช้ซ้ำได้ในระยะยาว ทรัพยากรด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ หุ่นฝึกช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR Training Manikin) เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติสำหรับฝึก (AED Trainer) อุปกรณ์จำลองสัญญาณชีพ (Vital Sign Simulator) สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เช่น วิดีโอ คู่มือ และ Infographic ทรัพยากรด้านบุคลากรและองค์ความรู้ วิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการช่วยชีวิต ทีมงานสำนักงานสวัสดิการสุขภาพในการประสานงานและจัดการความรู้ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน   โครงการได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการนำองค์ความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่ผ่านการสังเคราะห์แล้วไปถ่ายทอดสู่บุคลากรกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง (Experiential Learning) และการจำลองสถานการณ์ใกล้เคียงเหตุฉุกเฉินจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกทักษะการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ระหว่างการดำเนินงาน มีการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งการซักถาม การสะท้อนประสบการณ์ และการให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา ส่งผลให้ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ถูกถ่ายทอดและต่อยอดเป็นความรู้ร่วมของกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการฝึกปฏิบัติ การประเมินทักษะ และข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปสู่การถอดบทเรียนและจัดเก็บเป็นองค์ความรู้ในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ในระหว่างการดำเนินโครงการ พบอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความแตกต่างของพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมอบรม รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานของบุคลากร ส่งผลให้บางรายมีความกังวลและขาดความมั่นใจในการฝึกปฏิบัติจริง โครงการได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย เพิ่มการสาธิตซ้ำและการโค้ชรายบุคคล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งปรับตารางการอบรมให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและคลังความรู้เพื่อให้บุคลากรสามารถทบทวนองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองภายหลังการอบรม แนวทางดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพิ่มความมั่นใจของผู้เข้าร่วม และส่งเสริมให้การจัดการความรู้ด้าน BLS สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล โครงการดำเนินการตรวจสอบและประเมินผลโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนทั้งผลลัพธ์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ประกอบด้วย การประเมินความรู้และทักษะของผู้เข้าร่วมอบรมก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม (Pre–Post Test และ Skill-based Assessment) การสังเกตพฤติกรรมและความสามารถในการปฏิบัติจริงระหว่างการฝึกสถานการณ์จำลอง รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าของผู้เข้าร่วมผ่านแบบสอบถามและการสะท้อนความคิดเห็น (Feedback & Reflection) นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ BLS ของมหาวิทยาลัย เพื่อติดตามความต่อเนื่องของการเรียนรู้และการนำองค์ความรู้ไปใช้ซ้ำในหน่วยงาน  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผลการประเมินพบว่า บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถปฏิบัติการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน และแสดงให้เห็นถึงทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดีขึ้น ในเชิงองค์กร เกิดการจัดเก็บองค์ความรู้ด้าน BLS อย่างเป็นระบบในคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย และเริ่มเกิดเครือข่ายบุคลากรที่มีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดและขยายผลความรู้ในหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้รายบุคคลสู่การเป็นสมรรถนะขององค์กร การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนด พบว่าโครงการสามารถบรรลุตัวชี้วัดหลักได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ โดยบุคลากรกลุ่มเป้าหมายผ่านการอบรมและการประเมินทักษะ BLS ในระดับที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ตัวชี้วัดรองด้านความพึงพอใจ การใช้ประโยชน์จากคลังความรู้ และการนำแนวปฏิบัติไปใช้ซ้ำในหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดี สะท้อนประสิทธิผลของระบบการจัดการความรู้และศักยภาพในการขยายผลอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้ ได้แก่ การสนับสนุนเชิงนโยบายและการให้ความสำคัญจากผู้บริหาร การออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ที่เชื่อมโยงความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง การบูรณาการความรู้ที่ฝังลึกของผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ขององค์กร และการมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้แนวปฏิบัตินี้สามารถสร้างคุณค่าและความยั่งยืนด้านความปลอดภัยและสุขภาวะของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม                                                          5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โครงการได้นำผลจากการติดตามและประเมินผล รวมถึงข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับความรู้และบทบาทหน้าที่ของบุคลากรแต่ละกลุ่ม เพิ่มความหลากหลายของสื่อการเรียนรู้ เช่น สื่อดิจิทัล วิดีโอสาธิต และคู่มือสรุปขั้นตอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทบทวนซ้ำได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ มีการปรับปรุงกระบวนการฝึกปฏิบัติให้เน้นสถานการณ์จำลองที่สอดคล้องกับบริบทจริงของมหาวิทยาลัยมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมกลไกการโค้ชและการให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล เพื่อยกระดับความมั่นใจและความสามารถในการนำความรู้ไปใช้จริง ส่งผลให้ระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้เกิดความยั่งยืนในระดับองค์กร โครงการมีแนวทางในการขยายผลโดยบูรณาการระบบการจัดการความรู้ด้าน BLS เข้ากับนโยบายด้านความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของมหาวิทยาลัย กำหนดให้การพัฒนาทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาบุคลากรและกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพประจำปี ในระยะยาว เสนอให้จัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOPs) และคู่มือการดำเนินงานด้าน BLS ที่อ้างอิงจากองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายบุคลากรแกนนำ (BLS Knowledge Champion) ในแต่ละหน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอด ติดตาม และขยายผลความรู้สู่บุคลากรกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับแนวปฏิบัตินี้จากการดำเนินงานเชิงโครงการไปสู่การเป็นระบบงานถาวรที่สนับสนุนการเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพและองค์กรที่มีความพร้อมด้านความปลอดภัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ

“จากความรู้สู่การช่วยชีวิต: ระบบการจัดการความรู้ BLS เพื่อองค์กรที่ยั่งยืน” Read More »

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น, ดร.ธเนศ อังศุวัฒนากุล, ดร.อนุชิต นิรภัย และ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ 1.1 บริบทขององค์กรและระบบการจัดการศึกษา  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยาลัยที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และตลาดแรงงานระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) วิทยาลัยได้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องผ่าน วงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) และ การจัดการความรู้ (KM) ครอบคลุมระดับบุคลากร หมวดวิชา หลักสูตร และองค์กร โดยใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น CoP, AAR และการถอดบทเรียน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ บัณฑิตมีอัตราการมีงานทำ 100% ภายใน 3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และมากกว่า 40% ได้รับการจ้างงานตั้งแต่ช่วงฝึกงาน รวมถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้รับการเผยแพร่และรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงระบบคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาต่อไป 1.2 ความท้าทายภายนอกและโครงสร้างองค์กร  ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เช่น AI, Automation และ Big Data รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรจาก พีระมิด (Pyramid Structure) สู่ โครงสร้างเพชร (Diamond Structure) ที่มีการกระจายอำนาจและบทบาทสำคัญของบุคลากรระดับกลางมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มี สมรรถนะเชิงลึก (Deep Competence) และทักษะแห่งอนาคต เช่น Leadership, Adaptability, Data Literacy และ Change-Agent Skills ทำให้การจ้างงานระดับเริ่มต้นลดลง และองค์กรต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริงตั้งแต่เริ่มต้น  1.3 บริบทด้านวิชาชีพและการประเมินสมรรถนะ การประเมินสมรรถนะด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดย สภาวิศวกร (CoE), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และภาคอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เน้นการประเมิน สมรรถนะเชิงบูรณาการ (Holistic Competencies) เช่น การวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมการแพทย์ ความเข้าใจมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ (IEC 60601, ISO 13485) การประยุกต์ใช้ AI, Data Analytics, Simulation และ Automation รวมถึงทักษะด้าน Communication, Teamwork, Ethics และ Critical Thinking ดังนั้น ความสำเร็จของบัณฑิตจึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการปฏิบัติจริง มากกว่าความรู้รายวิชา ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบแยกส่วนรายวิชาและเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของวิชาชีพและตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ 1.4 ความจำเป็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติ  จากการดำเนินงาน PDCA–KM มากกว่า 20 รอบ วิทยาลัยพบว่าการพัฒนาเชิงปรับปรุงบางส่วนไม่เพียงพอ จำเป็นต้อง พลิกโฉมระบบการจัดการศึกษา โดยเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากผู้สอนสู่ ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience Designer) ผ่านแนวคิด Evidence-Based Teaching และการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem/Project-Based Learning และ Transformative Learning พร้อมพัฒนาทักษะผู้เรียน เช่น AI Literacy, Data Literacy, Biomedical Simulation, Leadership, Soft Skills และ Change-Agent Skills รวมทั้งสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า 1.5 แนวคิดการพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรม จากฐานองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่าน PDCA วิทยาลัยจึงพัฒนาแนวปฏิบัติ Transformative Learning โดยปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาจากคณะวิชาแบบเดิมสู่ Outcome-Driven Faculty และการบริหารการเรียนรู้แบบ Outcome-Based Missions พร้อมออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem-Based Learning, Purpose-Based Learning และ Case-Based Learning ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้เรียนแบบบูรณาการทั้ง Hard Skills, Soft Skills, Mindset และ Competency รวมถึงการพัฒนาระบบ Strategic Data และ Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง เพื่อให้เกิด Learner Transformation 1.6 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Ecosystem) การดำเนินงาน Transformative Learning จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง วิทยาลัยจึงสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ (Tacit Knowledge) ทำให้แนวคิด Transformative Learning สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบการศึกษา 1.7 ความสำคัญเชิงกลยุทธ์  แนวปฏิบัตินี้ผสานแนวคิด Outcome-Based Education (OBE), Impact-Based Learning และ Transformative Learning เพื่อยกระดับระบบการจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะระดับสากล รองรับการสอบวิชาชีพและการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขององค์กร และสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย (O1.2 / KR 1.2.1) ที่สำคัญ แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็น ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation Prototype) ที่ขยายผลสู่คณะหรือหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยได้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกหลักในการปรับระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมสร้างเอกภาพในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็น ต้นแบบ Transformative & Impact-Based Education ระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญใน 3 ระดับ ดังนี้ 2.1 ระดับยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาสู่ Transformative Learning อย่างเป็นระบบ ยกระดับการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ของประเทศ เตรียมความพร้อมต่อโลกยุค BANI และ AI Disruption รักษา อัตราการคงอยู่ของผู้เรียน ≥ 90% และเพิ่มอัตราการมีงานทำของบัณฑิตให้สูงกว่ามาตรฐานเดิม เชื่อมโยงการเรียนรู้กับ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ ปรับระบบบริหารการศึกษา จากการจัดการรายวิชา สู่ Outcome-Based Missions ใช้ ข้อมูลจริง (Data-Driven) และวงจร PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพ ผลิตผู้เรียนที่สามารถ ทำงาน แข่งขัน และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transform) ให้สังคม เชื่อมโยงนวัตกรรมการศึกษาที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อ ผู้เรียน หลักสูตร คณาจารย์ และวิทยาลัย 2.2 ระดับผลลัพธ์ด้านคุณภาพ (Quality & Learning Outcome) ยกระดับ คุณภาพการเรียนรู้และผลลัพธ์ผู้เรียนอย่างแท้จริง พัฒนาสมรรถนะบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลด ช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ระหว่างบัณฑิตกับความต้องการของสถานประกอบการ สร้างระบบพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนด้วย PDCA (ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545) ทำให้หลักสูตรสอดคล้องกับ มาตรฐานวิชาชีพและสภาวิศวกร พัฒนา Learning Ecosystem สำหรับการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามกรอบ CEFR (เป้าหมายระดับ B1 ขึ้นไป) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารทางวิศวกรรม การทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ และการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล 2.3 ระดับผลลัพธ์ตามกรอบมาตรฐานวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะครบถ้วนตาม กรอบมาตรฐานวิศวกรชีวการแพทย์ ปรับระบบการเรียนการสอนให้ทันต่อ เทคโนโลยีและความต้องการของวิชาชีพ ยกระดับผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น อัตราคงอยู่ ≥ 90%, อัตราการจบการศึกษา, ผลสอบใบประกอบวิชาชีพ, ผลงานนวัตกรรม/การแข่งขัน/สตาร์ทอัพ และอัตราการมีงานทำ สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืนผ่าน วงจร PDCA เชื่อมโยงผู้เรียนกับ โรงพยาบาล อุตสาหกรรม และภาคีวิชาชีพ เพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง พัฒนาความพร้อมของผู้เรียนสู่การเป็น วิศวกรชีวการแพทย์ระดับสากล ทั้งด้านทักษะเทคนิค ทักษะสากล (Global Competencies) ภาษาอังกฤษเพื่อวิศวกรรม และความเข้าใจมาตรฐานเทคโนโลยีการแพทย์ สร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้ใช้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ร่วมกัน ดังนี้ 3.1 ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ของมหาวิทยาลัยและระบบ KM เอกสารยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย งานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning, OBE, Impact-Based Learning, Active Learning, PBL/PjBL และ Modular Learning เกณฑ์ประกันคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3.2 ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ประสบการณ์ของผู้บริหารและคณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตร บริหารหลักสูตร และพัฒนาการศึกษา ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายวิชาชีพ บทเรียนจากการแก้ปัญหาซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องกว่า 20 ปี 3.3 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา ระดับหลักสูตร ระดับคณะและวิทยาลัย รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพและภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี ทักษะ ความชำนาญ และบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานจริงซึ่งอาจไม่ได้เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน การพัฒนาเส้นทางอาชีพในวิศวกรรมชีวการแพทย์ การวางแผน การวางแผน 4.1 ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (Key Indicator)KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 O1.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษามีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม KR1.2.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้งสอดคล้องกับตัวชี้วัดอื่น ได้แก่ ตัวชี้วัดด้าน การประกันคุณภาพการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานของ สภาวิชาชีพ  เช่น อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร อัตราสอบผ่าน คุณวุฒิวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4 ตัวชี้วัดด้านการจัดการเรียนการสอนใน RQF3 และ RQF5 รวมถึงคุณภาพบัณฑิตตาม มคอ.7 ตัวชี้วัดด้าน นวัตกรรม การแข่งขัน และรางวัล ตัวชี้วัดรอง O1.3 นักศึกษาและบัณฑิตมีคุณภาพKR1.3.1 อัตราการได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษา ≥ 65% 4.2 การวัดและประเมินผล  ระบบการประเมินผลของแนวปฏิบัตินี้พัฒนาบนหลัก PDCA, Outcome-Based Education (OBE), TQF และมาตรฐานวิชาชีพ โดยใช้การประเมินแบบ Multi–Dimensional Assessment ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ระหว่างเรียน และหลังสำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ มิติที่ 1 คุณภาพผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและระหว่างศึกษา จำนวนผู้สมัครและผู้ผ่านเกณฑ์แรกเข้า อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา (Retention Rate) การเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ Soft Skills และการแข่งขัน ความสามารถภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ระดับ B1 มิติที่ 2 คุณภาพการจัดการเรียนรู้ตาม OBE การเชื่อมโยง PLO–YLO–CLO (OBE Mapping) การประเมินสมรรถนะรายปี (Annual Competency Assessment) ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน อาจารย์ และระบบสนับสนุน  มิติที่ 3 ผลลัพธ์ของบัณฑิต อัตราการมีงานทำภายใน 3 เดือนหลังจบ การประกอบอาชีพอิสระ/สตาร์ทอัพ การเติบโตในอาชีพ (Career Progression) มิติที่ 4 การประเมินจากหน่วยงานภายนอก อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร และ TPQI ความพึงพอใจของสถานประกอบการ (Employer Satisfaction) มิติที่ 5 คุณภาพหลักสูตรและระบบบริหาร ตัวชี้วัดระดับหลักสูตร คณะ และมหาวิทยาลัย (RQF3–RQF7) ผลการประกันคุณภาพ (Internal / External QA) ความร่วมมือและความผูกพันของ ศิษย์เก่า ระบบประเมินนี้เชื่อมโยง OBE และ PLO–YLO–CLO และใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อยกระดับความสามารถผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR B1 เพื่อการทำงานระดับสากล 4.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน  แนวคิดสำคัญที่รองรับกระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ Transformative Learning – พัฒนาการเรียนรู้ที่สร้าง Deep Competency และผู้นำการเปลี่ยนแปลง Organizational Transformation – ปรับโครงสร้างสู่ Outcome-Driven Faculty Innovative Academic Leadership – ผู้บริหารขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม Real Sector Engagement – เชื่อมโยงการเรียนรู้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และโรงพยาบาล การดำเนินงานโดยใช้วงจร PDCA ดังรายละเอียดพโฏดยสรุปดังนี้ PLAN  ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลจริง เช่น SWOT, KPIs, Retention Rate และความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่วัดผลได้  DO  โดยการขับเคลื่อน Transformative Learning ผ่าน Active Learning, PBL และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมปรับ OBE Mapping และพัฒนาคณาจารย์ผ่าน PLC การออกแบบการเรียนรู้แบบ Modular–Integrated Learning สลายรายวิชาเป็น Competency Modules บูรณาการเนื้อหาข้ามรายวิชา ลดเนื้อหาและการประเมินซ้ำซ้อน เชื่อมโยงการเรียนรู้กับงานจริง CHECK เป็นการประเมินผลตาม KPIs เช่น Retention Rate ผลสัมฤทธิ์ ความพึงพอใจ ผลสอบมาตรฐานวิชาชีพ และอัตราการมีงานทำ ACT ด้สชวยการวิเคราะห์ช่องว่างผลลัพธ์ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ และนำบทเรียนเข้าสู่ PDCA รอบใหม่ (CQI) 4.4 ทรัพยากรที่ใช้  การดำเนินงาน Transformative Learning ใช้ทรัพยากรหลายด้าน ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งทุนสนับสนุน งบประมาณประจำปี (Annual Budget) ใช้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาคณาจารย์ งบทุนวิจัยของอาจารย์ (Faculty Research Grants) ใช้สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเผยแพร่ผลงานระดับชาติและนานาชาติ และการบูรณาการวิจัยสู่การเรียนการสอน รายได้จากบริการวิชาการ (Academic Service Revenue) รายได้จากการอบรม โครงการร่วมกับอุตสาหกรรม และบริการทดสอบทางวิศวกรรม ถูกนำกลับมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนักศึกษา ทุนจากนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Innovation & Startup Funding) ใช้สนับสนุนการพัฒนา Prototype งานวิจัยเชิงพัฒนา และการส่งผลงานแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ สรุปทรัพยากรและระบบบริหารทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนวงจร PDCA ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติ วิทยาลัยดำเนินงานตามกระบวนการ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตคุณภาพในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการแนวคิด Transformative Learning, Outcome-Based Education (OBE) และ Modular–Integrated Learning ให้เชื่อมโยงกันทั้งระดับยุทธศาสตร์ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ระบบสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือ 1) ยุทธศาสตร์วิทยาลัย (Strategic Development) วิทยาลัยวิเคราะห์ Pain Point ของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มตลาดแรงงาน ประเมินสมรรถนะบัณฑิตเทียบมาตรฐานวิชาชีพ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี พร้อมทบทวนประจำปี โดยบูรณาการผลลัพธ์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21, PLC และ KM เข้าสู่ระบบการเรียนรู้แบบโมดูลเพื่อลดความซ้ำซ้อน 2) การพัฒนานักศึกษา (Student Development) ปรับจากการเรียนแบบเน้นเนื้อหาไปสู่ Learning by Doing ผ่าน Active Learning, Project/Problem-Based Learning, Team Learning, Modular Learning และการเรียนรู้จากสถานประกอบการจริง เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น Critical Thinking, Creativity, Communication, Collaboration, Leadership, Empathy และ Life Skills 3) ระบบที่ปรึกษา/โค้ช (Coaching & Mentoring + Career Path) อาจารย์ปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น Mentor/Coach ติดตามผู้เรียนรายบุคคล จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) เชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนกับเส้นทางอาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงลึกตาม Modular Path 4) การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) ทบทวน Intended Learning Outcomes ให้สอดคล้องกับ OBE และสมรรถนะวิชาชีพ พร้อมพัฒนารายวิชาใหม่ เช่น AI for Healthcare, Medical IoT และ Biodesign ส่งเสริม Impact-Based Learning, Beyond Classroom, Course Deconstruction และ Team Teaching 5) การพัฒนา Learning Ecosystem พัฒนาห้องเรียนและพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น Studio-Type Classroom, Maker Space, Innovation Lab, Digital Learning และ Simulation Tools เพื่อส่งเสริม Collaborative Learning, Student-Directed Learning และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า 6) การพัฒนาคณาจารย์และบุคลากร ส่งเสริมการอบรมด้าน Transformative Learning, Active Learning, OBE, PBL, Modular–Integrated Learning Design, Team Teaching และ Coaching เพื่อให้บุคลากรสามารถออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7) การปรับระบบการเรียนการสอน (Teaching System Transformation) ขยายการใช้ Active Learning, Biodesign, PBL, Impact-Based Learning และ Team-Based Projects ลดการสอนแบบบรรยาย เพิ่มการเรียนรู้จากโจทย์จริง การสอนแบบทีม และการจัดลำดับโมดูล (Module Flow) ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ 8) ระบบประเมินผลศตวรรษที่ 21 ใช้การประเมินแบบ Open & Authentic Assessment, Team-Based/360° Assessment และ Integrated Rubric เพื่อวัดทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และผลกระทบจากงานจริงอย่างรอบด้าน 9) เครือข่ายความร่วมมือ (Partnership & Collaboration Network) สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล อุตสาหกรรม และบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ ผ่าน MOU การฝึกงาน วิจัย โครงงาน และการร่วมสอน/กำกับดูแล เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากภาคส่วนจริง 10) เครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Network Development) พัฒนาศิษย์เก่าให้มีบทบาทด้าน Career Path, Mentoring, การร่วมสอน การประเมินโครงงาน และการเป็น Strategic Partners ในการพัฒนาโมดูลและการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 11) การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (English Proficiency Development) ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในทุกโมดูลและกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารเชิงวิชาการ การทำงานระดับนานาชาติ และการใช้ภาษาในโครงงานที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยสรุป วิทยาลัยไม่ได้มองตนเองเป็นเพียง “สถานที่จัดการเรียนการสอน” แต่เป็น ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ยุทธศาสตร์ หลักสูตร

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning Read More »

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 , 1.3.1 การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              สหกิจศึกษาในประเทศไทยริเริ่มโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน โดยนำระบบมาใช้ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปี พ.ศ. 2536 เพื่อบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ จากรูปแบบทวิภาคี ได้พัฒนาเป็นพหุภาคีในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ วัตถุประสงค์ของสหกิจศึกษา มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ทำงานจริง ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร และยกระดับคุณภาพบัณฑิต ซึ่งสหกิจศึกษาแตกต่างจากการฝึกงานทั่วไป คือ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร บังคับให้ปฏิบัติงานจริงเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ภาคการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ                 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับมอบหมายจากสำนักงานมาตรฐานวิชาการให้เข้าร่วมโครงการนำร่องสหกิจศึกษา ในภาคการศึกษาที่ 1/2546 โดยส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, ธนาคารกรุงไทย, บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการประเมินนักศึกษาจากสถานประกอบการ ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และนักศึกษาทั้งหมดมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา                 ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีสาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ถึง 5 สาขาวิชา แต่ละสาขาวิชาต่างก็ดำเนินการจัดการสหกิจศึกษาของตนเอง แต่เนื่องจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยอาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องตั้งแต่แรก นอกจากนี้ได้เข้าร่วมอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย ซึ่งมีความรู้ ความชำนาญ ในการจัดการสหกิจศึกษา การนิเทศงาน การแก้ปัญหาให้กับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาสหกิจศึกษา วิทยาลัยจึงมีนโยบายให้ดำเนินการปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศสหกิจศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย จากนั้นแต่ละสาขาวิชาสามารถดูแลต่อในส่วนของนักศึกษาของสาขาตนเองได้ ในส่วนปัจฉิมนิเทศ มีการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาทุกสาขาวิชานำผลงานของตนเองมานำเสนอในที่ประชุม เพื่อให้นักศึกษาสาขาวิชาอื่น อาจารย์ที่ปรึกษา และ/หรือผู้ที่สนใจ ตลอดจนนักศึกษาที่กำลังจะไปสหกิจศึกษาสามารถเข้ารับฟังได้ เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตของตัวเอง โดยวิทยาลัยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน                  ต่อมาท่านคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ได้ร่วมกับผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ต้องการให้นักศึกษาของวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการพัฒนาทักษะของนักศึกษาสู่เวทีในระดับสากล เป็นการขยายจากสหกิจศึกษาในประเทศไทย ซึ่งนักศึกษาบางส่วนของวิทยาลัย ไปสหกิจศึกษาในต่างประเทศบ้างอยู่แล้ว การมีโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ ก่อนเข้าร่วมโครงการ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอช่องทางเลือกปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ และนอกจากจะสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นแล้วยังสามารถนำแนวทางไปปรับใช้กับสหกิจศึกษา ณ ประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป ตลอดจนสามารถปรับใช้กับนโยบายสหกิจศึกษาซึ่งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผู้ที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) จ้าของความรู้/สังกัด   อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์                                                                                รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ความรู้ที่ได้จากการอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย และประสบการณ์จากการดำเนินงานในส่วนของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นิเทศงานและการดำเนินงานในส่วนของจัดการภาพรวมของสหกิจศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) โปรดระบุ KR  KR1.1.1 หลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม KR1.3.1 อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา                                                                               ขั้นตอนการดำเนินงาน รับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ (รายละเอียดอยู่ในไฟล์แนบ) รวบรวมข้อมูลส่งให้ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ เพื่อประสานกับบริษัท Betsukawa ในการสัมภาษณ์ ซึ่งมีการสัมภาษณ์หลายครั้ง ทั้งออนไลน์และสัมภาษณ์โดยตรง จึงต้องมีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับนักศึกษาโดยตรง วิทยาลัยใช้วิธีการตั้ง Line กลุ่มย่อย จากการที่มี Line ส่วนตัวของนักศึกษาแต่ละคน เพื่อให้นักศึกษารับทราบข่าวสาร กระบวนการต่าง ๆ ได้ตรงกัน ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวก รวดเร็ว ดีกว่าการติดต่อผ่านสาขาวิชา ซึ่งต้องผ่านหัวหน้าสาขาวิชา เลขานุการสาขาวิชา เป็นต้น ประชุมร่วมระหว่างผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ผู้บริหาร บริษัท Betsukawa ผู้บริหาร คณาจารย์จากวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก สหกิจศึกษากับ บริษัท Betsukawa ทำให้ทราบแนวทางในการดำเนินงานของวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้และปฏิบัติให้เป็นรูปแบบและแนวทางเดียวกัน นักศึกษาปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ บริษัท Betsukawa ห้อง 5-331 อาคารวิษณุรัตน์ นักศึกษาเดินทางไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อประสานงานกับบริษัท และนักศึกษา เพื่อนิเทศงาน ตรวจงานของนักศึกษา นักศึกษานำเสนอผลงานสหกิจศึกษา บริษัทประเมินผลการทำงานและเอกสารของนักศึกษา ตามรูปแบบสหกิจศึกษาแต่ใช้แบบฟอร์มเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีการจัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษานำผลการประเมินของบริษัทมาดำเนินการออกเกรดให้กับนักศึกษา และมีการบันทึกข้อมูลผลกาประเมินลงฐานข้อมูล หมายเหตุ ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในทุกขั้นตอนจะมีการประสานงานระหว่าง ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์  นักศึกษา และ อาจารย์สุมนา ตลอดเวลา เพื่อจัดการเอกสารให้กับนักศึกษา ติดต่อประสานงานกับนักศึกษา ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งวิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ก็สามารถดำเนินการตามได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                 ไม่ได้ใช้งบประมาณ เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการยังมีจำนวนไม่มาก ประกอบกับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มีการใช้เครื่องมือและ/หรือช่องทางติดต่อสื่อสารทางด้าน IT อยู่แล้ว  เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการเอกสาร MS Word, Google Doc เก็บข้อมูลด้วย Google Sheet, MS Access, Google Drive ใช้ E-Mail ใช้ Line ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะมี E-Mail และ Line ของนักศึกษาแต่ละคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และสร้างเป็น Line กลุ่มย่อย เนื่องจากจะมีการสมัครเข้ามาเป็นช่วง ๆ  และมีการสัมภาษณ์เป็นรอบ ๆ เพื่อให้สามารถติดตามงาน สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากนักศึกษาของวิทยาลัยที่เข้าร่วมสหกิจศึกษามาจากหลากหลายสาขาวิชา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                 จากขั้นตอนการดำเนินงานที่ได้กล่าวข้างต้น ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อกำหนดของบริษัทและฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์                 ในส่วนของวิทยาลัย มีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โดยเชิญผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ไปให้ความรู้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่งผลให้นักศึกษาสนใจเป็นจำนวนมาก มีการตั้งกลุ่ม Line เพื่อจัดการติวภาษาญี่ปุ่น แนะนำการปฏิบัติตัว การใช้ชีวิต ณ ประเทศญี่ปุ่น ให้กับนักศึกษา โดยไม่ได้บังคับให้นักศึกษาเข้าร่วม นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังประสานกับภาควิชาภาษาญี่ปุ่น เพื่อเปิดรายวิชา ภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาที่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยได้รับความร่วมมือจากภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังแนะนำช่องทางการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเข้าร่วมโครงการ ในปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และทีมงานผู้บริหารจากบริษัท Betsukawa ได้มาประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568  ณ ห้อง 9N-200   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                 เริ่มต้นโครงการ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ ก็ต้องจัดการเรื่องเอกสารให้กับนักศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกของวิทยาลัยยังมีจำนวนน้อย จึงยังสามารถจัดการได้                 จะมีปัญหาบางส่วนเกี่ยวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการเปลี่ยนวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าพนักงาน จากเดิมที่นักศึกษาสามารถดำเนินการได้ที่ญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนกฎ ทำให้นักศึกษาต้องเดินทางกลับมาทำเรื่องที่ประเทศไทย เมื่อเรียบร้อย จึงเดินทางกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น ส่งผลให้นักศึกษาและบริษัทเสียโอกาสในการทำงานเป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน ทำให้บริษัท มหาวิทยาลัย ทีมงานจากคณะ/วิทยาลัย ต้องพิจารณาร่วมกันในการเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติสหกิจศึกษาให้มีความเหมาะสมและทำให้ปัญหาในเรื่องนี้หมดไป 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                 มีวิธีการวัดผลและประเมินอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน เนื่องจากการปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องการเตรียมตัวในส่วนของภาษา ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ระเบียบ วินัย กว่าจะผ่านการคัดเลือก ต้องผ่านการสัมภาษณ์มากกว่า 1  ครั้ง และทุกครั้ง อาจารย์สุมนา จะต้องเข้าร่วมเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และต้องประสานงานกับฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ในส่วนของการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การออกเอกสารรับรองให้กับนักศึกษา เพื่อใช้ประกอบการทำวีซ่า กรณีนักศึกษาได้รับการคัดเลือกจากบริษัท การติดตามความก้าวหน้าของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาให้กับนักศึกษา  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีได้รับคัดเลือกไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ดังนี้ คนที่ 1 นาย ธนกฤต ทะคะโทะคุ รหัสนักศึกษา 6100509 สาขาวิชาดิจิทัลเทคโนโลยี ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 2 นางสาว ชาลี แซ่จาว รหัสนักศึกษา 6304733 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 3 นายสุชน ปฏิยัตตโยธิน รหัสนักศึกษา 6501271 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต กำลังปฏิบัติสหกิจศึกษา อยู่ในประเทศไทย และกำลังจะเดินทางไปสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 4 ธนวรรธน์ ไชยนวล รหัสนักศึกษา 6601886 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับคัดเลือกให้ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ประมาณเดือนมิถุนายน 2569 นี้                 ระหว่างที่นางสาวชาลี ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา วิทยาลัยได้ส่งข้อมูลเข้าร่วมการประกวดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ระดับเครือข่าย CWIE ภาคกลางตอนบน ประเภทที่ 7 นักศึกษาสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานนานาชาติดีเด่น ผลที่ได้ นักศึกษาได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                 เนื่องจากหลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม ส่งผลให้นักศึกษาของวิทยาลัยสามารถมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา จากเกณฑ์อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา ผลเป็นดังนี้ ปีการศึกษา อัตราร้อยละการได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี ผลการประเมินบัณฑิตโดยผู้ใช้บัณฑิต 2565 78.92 4.30 (ดี) 2566 97.14 4.64 (ดีมาก) 2567 80.03 4.36 (ดี)  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก นักศึกษาให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ปัจจุบันจะมีจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเพียง 4 คน เนื่องจากบริษัท Betsukawa ประกอบกิจการ จำหน่ายตู้ควบคุมไฟฟ้า โปรแกรมควบคุมไฟฟ้า ระบบควบคุมไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งนักศึกษาของวิทยาลัยต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในด้านนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาของวิทยาลัยรู้สึกท้อถอย ยังมีนักศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังทยอยยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ในการประสานงาน ทั้งกับบริษัท คณะ/วิทยาลัยตลอดจนนักศึกษา นอกจากนี้ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ยังช่วยหาบริษัทที่นักศึกษาสามารถเลือกไปสหกิจศึกษาได้นอกเหนือจากบริษัท Betsukawa ได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากสาขาวิชาทุกสาขาวิชาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในเรื่องข้อมูลหลักสูตร การติดต่อประสานงาน การร่วมกันแก้ไขปัญหาและช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                 เนื่องจากข้อกำหนดต่าง ๆ ทั้งจากบริษัท Betsukawa และบริษัทอื่น ๆ ที่จะรับนักศึกษาไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ประกอบกับการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาแตกต่างกัน จึงต้องมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ของนักศึกษา แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                 ขั้นตอนการดำเนินงานที่แสดงในเอกสารข้างต้นสามารถใช้เป็นระเบียบปฏิบัติหรือใช้เป็นมาตรฐานในการทำงาน เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย วิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน แม้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบ เอกสาร ก็สามารถนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้เป็นแนวทางในการเริ่มโครงการการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นได้ 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารประกอบ อยู่ใน link https://tinyurl.com/4xxsp7jf

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี Read More »

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และ ดร.กนกวรรณ พิภักดิ์สมุทร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                ในโลกยุคใหม่ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อน องค์ความรู้ทางทฤษฎีสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้  มหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้วิสัยทัศน์ “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และความมุ่งมั่นที่จะเป็น “ขุมพลังแห่งปัญญา (Intellectual Powerhouse)” ได้กำหนดทิศทางใหม่เพื่อให้นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอดวิชา แต่เป็น “ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)” ที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการและยึดมั่นในสังคมธรรมาธิปไตย                ก่อนที่จะมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พบความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างประสบการณ์จริง” ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มักเผชิญกับทัศนคติที่กลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) และขาดการเชื่อมโยงระหว่างวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) กับวิชาชีพเฉพาะทาง 1 สภาพปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้นักศึกษามองไม่เห็นความสำคัญของวิชาพื้นฐาน และไม่สามารถนำความรู้เชิงวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่แยกส่วน (Fragmented Learning) จึงไม่สามารถตอบโจทย์สมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการทั้งความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), จริยธรรม (Ethics) และคุณลักษณะบุคคล (Character) หรือกรอบ KSEC 1                เหตุผลสำคัญในการริเริ่มแนวปฏิบัติ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการปิดช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) โดยเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองโลกจริง (Sandbox Classroom) เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลอง ฝึกฝน และกล้าที่จะล้มเหลวในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Failure Zone) 1 โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตชิ้นงานออกแบบ แต่เป็นการบ่มเพาะวิธีคิดที่เป็นระบบและการมีจิตสาธารณะ (Compassion) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยรังสิต 1 โดยอาศัยช่วงเวลา “Golden Period” ในภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป้าหมายทางการศึกษาของนักศึกษาใหม่มีความเปราะบางที่สุด มาใช้เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) เพื่อให้เกิดความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ โดยปรับรูปแบบการสอนจากการเรียนแบบแยกรายวิชา ไปสู่การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงวิชาศึกษาทั่วไปกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างเป็นระบบ ทำให้นักศึกษาสามารถเห็นความสัมพันธ์ขององค์ความรู้และนำไปใช้ในงานออกแบบได้จริง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเชื่อมโยงของรายวิชา การดำเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในรายวิชาศึกษาทั่วไป โดยออกแบบการเรียนรู้แบบ Integrated Learning Model ที่ร้อยเรียงรายวิชา RSU111, RSU243 และ RSU180 ให้ทำงานร่วมกันในกรอบกระบวนการเดียวกัน ทำให้นักศึกษาเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเกิดความเข้าใจที่ลึกขึ้นในกระบวนการคิดเชิงสถาปัตยกรรม 3. เพื่อปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่ให้เกิดความพร้อมที่ใกล้เคียงกัน นักศึกษาที่เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การออกแบบ แนวปฏิบัตินี้จึงมีเป้าหมายในการcปรับพื้นฐานทักษะการคิด ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ และสร้างทักษะการนำเสนอ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  Sandbox.The Transformative learning framework การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลชมเชย เรื่อง Sandbox.The Transformative learning framework ปีการศึกษา 2567        รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                แนวปฏิบัตินี้ได้บูรณาการความรู้ทั้งแบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากคลังความรู้ของระบบการจัดการความรู้วิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการนำแนวปฏิบัติที่เคยได้รับรางวัลชมเชยเรื่อง “Sandbox: The Transformative Learning Framework” ในปีการศึกษา 2567 มาพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของปีการศึกษา 2568  องค์ความรู้หลักที่นำมาใช้ประกอบด้วย:              1.Transformative Learning Framework: กรอบการเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นการสร้าง “ความหมายของการเรียนรู้” ผ่านการสะท้อนคิด (Reflection) และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากภายใน 1              2.Outcome-Based Education (OBE) และ Impact-Based Education (IBE): การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วัดผลได้จริงด้วย “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม มากกว่าเพียงการให้เกรดเฉลี่ย 1              3.AI Integration Learning Framework (AIILF): การใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลเป็นฐานในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างต้นแบบ (Prototyping) ของนักศึกษาใหม่ 1              4.Design Thinking และ Lean Startup: เครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้ใช้ (User Insight) และการสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ตารางที่ 1 แสดงประเภทความรู้ ประเภทความรู้ แหล่งที่มาและรายละเอียด ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ RKMS มหาวิทยาลัยรังสิต และเอกสารแผนยุทธศาสตร์ 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง 2567) ความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และทีมผู้สอนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 สมรรถนะที่มุ่งพัฒนา กรอบ KSEC (Knowledge, Skills, Ethics, Character) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)            ❑ ยุทธศาสตร์ที่   1 สร้างความเป็นเลิศและการผลิตบัณฑิต   โปรดระบุ KR ตัวชี้วัดหลัก: ความสำเร็จตาม Key Result (KR) 1.2.1 ของแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567-2569) ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และ Transformative Learning ที่นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง 1 โดยวัดจากระดับสมรรถนะของนักศึกษาตามกรอบ KSEC ที่ระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าระดับ 3 หรือระดับมาตรฐานที่ทำงานได้เองและแก้ปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ ภาพที่ 1 แสดงความเชื่อมโยง KSEC ของแต่ละรายวิชาที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 รายละเอียดตัวชี้วัด                การวางแผนดำเนินโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox ได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัย  โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิต  ตัวชี้วัดรอง              ตัวชี้วัดรอง: การประเมินผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Impact Measurement) ผ่านระบบ OKRs (Objectives and Key Results) รายทีม และการวัดระดับการยอมรับจากสังคมผ่าน Social Listening Metrics เช่น ยอด Engagement และ Sentiment ในสื่อออนไลน์ ภาพที่ 2 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ภาพที่ 3 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ขั้นตอนการดำเนินงาน                 การดำเนินงานถูกจัดโครงสร้างเป็นวงจรการเรียนรู้แบบ “Think-Produce-Sell” ตลอด 8 สัปดาห์ในภาคเรียน S/2568 ดังนี้           1.ระยะ BRIEF (สัปดาห์ที่ 1-2): มุ่งเน้นการทำ Empathy และ Critical Thinking เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาภายใต้โจทย์ “Healthy-Happy-Sustainable Living” ผ่านรายวิชา RSU 111 สังคมธรรมธิปไตย 2.ระยะ PITCH (สัปดาห์ที่ 3-5): เน้นกระบวนการ Ideation และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) เพื่อพัฒนาแนวคิดและสร้างต้นแบบเบื้องต้นผ่านรายวิชา RSU 243 ความสร้างสรรค์ในงานศิลป์ 3.ระยะ ACHIEVE (สัปดาห์ที่ 6-8): การผลิตผลงานจริงและจัดแสดงในรูปแบบ Pop-up Exhibition พร้อมการสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านรายวิชา RSU 180 รังสิตมายสไตล์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่ระดับมืออาชีพ   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) โครงการนี้ได้รับความสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเครื่องมือจากมหาวิทยาลัย: 1.งบประมาณ: มหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณ 50% สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างโมเดลจริง 2.อุปกรณ์และเครื่องมือ: การใช้ AI Integration (AIILF Model) โดยนักศึกษาได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI Lab เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างสรรค์ภาพจำลอง 3.พื้นที่และเครือข่าย: การใช้พื้นที่ Sandbox Classroom และการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง (Stakeholders) ในพื้นที่ตึก 19 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และตึก 6 Student center มหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                การลงมือปฏิบัติจริงในโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการนำวงจร “คิด-ผลิต-ขาย” มาปรับใช้ในตารางเรียนรายสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกระบวนการทำงานแบบบูรณาการอย่างแนบเนื้อ                วันจันทร์ – RSU 111 (คิด): กระบวนการ Research-Based และ Design Thinking เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก (Design Solutions) โดยนักศึกษาต้องตอบคำถามว่า “Architecture for What?” เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน                วันพุธ – RSU 243 (ผลิต): กระบวนการ Skill-Based และ Critical Thinking ในการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นต้นแบบ (Production) โดยเน้นความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ (Design Process) 1           วันศุกร์ – RSU 180 (ขาย): กระบวนการ Professional-Based และ Creative Thinking ในการนำเสนอผลงาน (Presentation) และการสร้างกลยุทธ์การออกแบบ (Design Strategy) เพื่อสื่อสารแบรนด์ของตนเองต่อสาธารณะ ภาพที่ 4 แสดงขั้นตอน และกระบวนการในการลงมือปฎิบัติจริงที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละระยะ                ระยะ BRIEF: นักศึกษาลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อหา Insight ที่ลึกซึ้งกว่าการสังเกตแบบเดิม                ระยะ PITCH: การสร้าง Safe Failure Zone โดยอาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach หรือ Facilitator ที่อนุญาตให้นักศึกษาล้มเหลวในการทดลองโครงสร้างและวัสดุ เพื่อเรียนรู้ผ่าน Iterative Loop                ระยะ ACHIEVE: การจัดแคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” ผ่าน Instagram และ Facebook เพื่อสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้สู่สังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสัมผัสได้ถึง “ตัวตนและคุณค่า” ของงานตนเอง ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความกังวลในการประเมินสมรรถนะ: นักศึกษาบางส่วนกังวลกับการวัดผลแบบ Rubric score ที่ไม่ใช่คะแนนสอบแบบเดิม แนวทางแก้ไข: อาจารย์สร้างความโปร่งใสผ่านระบบ OKRs และการทำ After Action Review (AAR) ทุกสัปดาห์เพื่อให้เห็น “เส้นทางการเติบโต” ของตนเองอย่างชัดเจน ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคเรียน S: ระยะเวลาเพียง 8 สัปดาห์อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แนวทางแก้ไข: การจัดทำ Pre-Summer Bootcamp และการปรับปรุงรายวิชาให้เป็นรูปแบบ Module ที่เชื่อมโยง คิด-ผลิต-ขาย ให้จบภายในสัปดาห์เดียวเพื่อสร้างชัยชนะเล็กๆที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจและสร้างกำลังใจในการเรียนรู้และการลงมือปฎิบัติ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล วิธีการวัดผลและประเมินผลของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการให้เกรด (Grades) แต่เป็นการใช้ระบบการประเมินสมรรถนะ KSEC ร่วมกับ Rubric Score ระดับ 0-5 เพื่อวัดการเติบโตเชิงพฤติกรรม (Behavioral Growth) โดยการบูรณาการรายวิชาศึกษาทั่วไป ได้แก่ RSU 111, RSU 243 และ RSU 180 เข้ากับแนวทางการสร้างทักษะแบบสตูดิโอออกแบบ ช่วยเปลี่ยนสถานะของผู้เรียนจาก “นักเรียน” ที่ยังขาดทักษะวิชาชีพ ให้กลายเป็น “นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต” ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Character) สำหรับการเข้าสู่ภาคเรียนที่ 1 ได้อย่างเต็มตัว ระบบ KSEC Rubric score ช่วยให้การวัดผลลัพธ์ใน Semester S นี้มีความหมายมากกว่าคะแนนสอบ แต่คือการยืนยันความพร้อมในการเป็น Change Agent ในสายงานสถาปัตยกรรม ตารางที่ 2 แสดงตารางเกณฑ์การประเมินสมรรถนะ KSEC (Rubric Score 0-5) ระดับ ชื่อระดับสมรรถนะ นิยามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicator) 0 ไม่ปรากฏสมรรถนะ ไม่มีการแสดงผลงานหรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะนั้นในชิ้นงาน 1 ระดับเริ่มต้น สามารถรับรู้ทฤษฎีพื้นฐานแต่แสดงออกได้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับการประคองใกล้ชิด 2 ระดับพื้นฐาน เข้าใจและจัดการงานประจำ (Routine) ได้ภายใต้คำแนะนำ 3 ระดับชำนาญ เกณฑ์มาตรฐาน: แก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ 4 ระดับเชี่ยวชาญ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่กว้างขึ้นได้อย่างอิสระและเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ 5 ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่สร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบกว้างขวาง  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                ผลการดำเนินโครงการในปีการศึกษาล่าสุดพบว่า               สมรรถนะนักศึกษา: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สามารถนำเสนอผลงานจริง (Pitch) ได้ภายใน 4 สัปดาห์แรก ซึ่งทำลายสถิติการเรียนรู้แบบเดิมและแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของสมรรถนะ                ผลกระทบเชิงสังคม: แคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” มียอด Organic Engagement สูงถึง 25,448 ครั้ง จาก 580 ข้อความบนสื่อออนไลน์ โดยมี Instagram เป็นช่องทางหลัก (80.34%) ซึ่งสะท้อนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ                ความพึงพอใจและอัตราคงอยู่: นักศึกษามีความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง (Self-Efficacy) และมีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลบวกต่ออัตราการคงอยู่ของนักศึกษาใหม่  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ โครงการบรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 (KR 1.2.1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินพบว่านักศึกษากว่า 80% มีสมรรถนะในระดับ 3  ขึ้นไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “Architect Mindset” ไปสู่ “Visionary Mindset” ตั้งแต่ช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่ภาคเรียนปกติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Synergistic Strategy: การผสานเนื้อหาการเรียนการสอน ระบบคิดเชิงวิจัย และงานบริการวิชาการเข้าด้วยกัน Collective Responsibility: การทำงานข้ามชั้นปี (Cross Peer – Cross Year) และการที่อาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach Identity Alignment: การเน้นย้ำคุณลักษณะ Change Agent ที่มีความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) และรับผิดชอบต่อสังคมตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต จากการดำเนินงานโครงการ  GenEd.x ARCH-Sandbox ต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา (2567 และ 2568) ทำให้ทีมผู้สอนได้ข้อค้นพบสำคัญ (Key Insight) ในการบูรณาการกลุ่มวิชา gen.Ed. เข้ากับเป้าหมายสมรรถนะของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการค้นพบกลไกการเชื่อมโยงของ “ภาคเรียน S” ในฐานะช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) จากนักเรียนทั่วไปให้กลายเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มีสมรรถนะ Change Agent อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ ภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) เป็นช่วงเวลา “Golden Period” สำหรับการปรับตัวของนักศึกษาใหม่ ดังนี้                    (1.) การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปไม่ควรเป็นเพียงการ “เรียนเสริม” แต่ต้องเป็น “ฐานสมรรถนะ” ที่ถูกร้อยเรียงเข้ากับสตูดิโอออกแบบอย่างแนบเนียน ผลคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง (Self-Efficacy) ที่ทำให้นักศึกษามีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย                    (2.) กลไกการสะท้อนคิดเชิงวิสัยทัศน์ ผ่านการการประเมินสมรรถนะในอนาคตควรเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ Impact Dashboard ที่รวบรวมข้อมูลแบบ Real-time เพื่อสร้าง Digital Portfolio ที่สะท้อนตัวตนของบัณฑิตต่อตลาดแรงงานโลกนวัตกรรม ภาพที่ 5 AAR (After Action Review)การประเมินแบบสะท้อนผลระหว่างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ปรับปรุงแนวคิด และพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องใน Sandbox Classroomที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา          การออกแบบกระบวนวิชาของทั้งสองวิชา ที่ทำในปีการศึกษา 2568 เป็นนวัตกรรมที่ผนวกรวมระหว่างการกิจกรรมการเรียนรู้แบบ classic คือ การเรียนรู้จากปัญหาจำลองเหตุการณ์จริงและการแก้ไขปัญหา กับกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีมาก่อน แบบ Pre-experience  ซึ่งเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ได้ผล คือทำให้นักศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมการใฝ่รู้ กระตือรืนร้น ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญเรียนอย่างสนุกไม่น่าเบื่อ  ในอนาคต หลักสูตรอาจจะปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ Module สำหรับรายวิชาทั้งสองซึ่งอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเลือก ที่สามารถผนวกรวมได้ ผ่านโครงการสำนักงานบัญชีภายในมหาวิทยาลัย และอาศัยความร่วมมือของชมรมสำนักงานบัญชี จังหวัดปทุมธานี  โดยให้นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มบริการรับทำบัญชีธุรกิจให้กับลูกค้า โดยมีผู้ทำบัญชีจากชมรมฯ เป็นโค้ช  นักศึกษาจะเรียนรู้การให้บริการสำนักงานบัญชี พร้อมกับการทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย  6. ข้อมูลประกอบ ไฟล์ข้อมูลดิบ:   https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1i7zkTrecWvCjHkI3qchyyHmoUulMkY5x   รูปภาพเพิ่มเติม

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) Read More »

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ และ ผศ.วัฒนี รัมมะพ้อ คณะบัญชี 1. บริบทและความสำคัญ การจัดการเรียนการสอนแบบเดิม  สภาพปัญหา “เรียนแยกส่วน จบไปทำไม่ได้จริง”  พบปัญหาดังนี้ Gap ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ (The Theory-Practice Gap) การเรียนบัญชีมักเน้นการบันทึกเดบิต/เครดิตในกระดาษ หรือโจทย์ที่สมมติตัวเลขมาให้แล้ว ทำให้เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาไปพบกระบวนการทำงานจริงในบริษัทที่ใช้ Software หรือ ERP นักศึกษาไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่คุ้นเคยกับ เอกสารที่ใช้ และ Flow เอกสารในระบบดิจิทัล ทำให้สถานประกอบการต้องเสียเวลาสอนงานใหม่ และแสดงความเห็นว่านักศึกษาจบใหม่ทำงานไม่ได้ทันที  2. การมองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจ (Not knowing the business process) นักบัญชีเรียนแค่การ “ลงบัญชีตามเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่ารายการค้า” แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร และเอกสารที่ใช้ประกอบเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจของบริษัทในการทำงานจริงเป็นอย่างไร เช่น ใบสั่งผลิต ใบกำกับสินค้า ใบสั่งซื้อ และรายงานการรับสินค้า เป็นต้น ดังนั้น เมื่อไม่เข้าใจหรือมองภาพกระบวนการทางธุรกิจไม่ได้ ก็ไม่สามารถสังเกตความผิดปกติของเอกสาร และตัวเลขจำนวนเงินได้ เช่น กรณีต้นทุนผลิตสูงเกินกว่างบประมาณการผลิต นักศึกษาไม่สามารถสังเกตหรือวิเคราะห์หาสาเหตุได้ เพราะไม่เข้าใจกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process)   3. ข้อจำกัดการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาสอน (Limitations of incorporating modern technology into teaching) การสอนมีข้อจำกัดอยู่แค่ Excel หรือโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปทางการบัญชี ที่คณะสามารถจัดหามาสอนได้ แต่ปัจจุบันธุรกิจแม้แต่ SME เริ่มใช้ Cloud ERP เช่น Odoo, Peak Account, Flow Account เป็นต้น และรวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการเสริมประสิทธิภาพในการจัดทำงบการเงินและภาษีอากร ซึ่งทางคณะบัญชีจำเป็นต้องเชิญผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยสอน แต่ไม่ได้เต็มที่ ส่งผลให้นักศึกษาขาดประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้  เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันในตลาดงาน ความท้าทายของ AI ที่กำลังเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านการบัญชี เป็นภัยคุกคามนักบัญชีในอนาคต ทำให้งานบันทึกบัญชีแบบพื้นฐาน (Bookkeeping) ถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation และ AI  การบัญชีดิจิทัลเมื่อผนวกรวมกับ AI  จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิชาชีพบัญชีในการก้าวข้ามงานบริการทางบัญชี  ของสำนักงานบัญชีจากแบบดั้งเดิมสู่การบริการด้วยเทคโนโลยีชีดิจิทัลและAI  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม   ความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อนักบัญชีในปัจจุบัน  เปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้รู้ตัวเลขทางการเงิน และสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้ในการคาดการณ์ปัญหาและผลกระทบของปัญหาต่อการดำเนินงานธุรกิจ ซึ่งนักบัญชีจะต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้ร่วมวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ  ดังนั้นหากการสอนยังคงเน้นแค่หลักการและวิธีการตามแนวทางการสอนแบบเดิมเพียงอย่างเดียว นักศึกษาอาจจะหางานทำได้ยาก  จึงเป็นความท้าทายที่จะทำอย่างไรให้นักศึกษาได้อยู่กับโลกการทำงานด้านการบัญชีที่เป็นจริงและกำลังก้าวข้ามไปสู่ยุคดิจิทัลผนวก AI  และเข้าใจในความคาดหวัง ซึ่งจะต้องมีทักษะการประยุกต์ความรู้ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน ตั้งข้อสังเกตด้วยวิจารณญานที่แม่นยำ พยากรณ์หรือคาดการณ์ประสบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  และเสนอแนวทางป้องกันได้    กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตออกแบบกระบวนวิชาโดยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ใกล้ชิดสถานการณ์ความจริงให้มากที่สุด ได้แก่ การทำธุรกิจจำลอง (“Business Simulation with Odoo & AI Integration”)  การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้ประกอบทางวิชาชีพ  ด้วยการสะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติและกลยุทธ์การแก้ไขปัญหา การเรียนรู้แบบ Pre-experience โดยอาศัยความร่วมมือเครือข่ายวิชาชีพบัญชี ซึ่งไม่ใช่เพียงการเรียนรู้การปฏิบัติงานให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้แบบรอบด้านเพื่อการอยู่รอดในสังคมวิชาชีพบัญชียุคปัจจุบัน  ทางหลักสูตรฯ ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ ในวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  และACC 484 การบัญชีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยทดลองใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการดำเนินการสอน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และปรับปรุงพัฒนากระบวนวิชาจนลงตัวในปีการศึกษา 2567 และ ดำเนินการต่อในปีการศึกษา 2568 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร       กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ และการออกแบบกระบวนวิชาที่ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ ที่จัดอยู่ในการสอนแบบ Active Learning  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลของนักศึกษา หลักสูตรบัญชีบัณฑิตด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด หัวหน้าหลักสูตร คณบดี และผู้รับผิดชอบรายวิชา ได้ประชุมร่วมกับชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี บริษัท เบสิค โซลูชั่น จํากัด โดยมีวัตถุประสงค์จะนำความรู้ทางวิชาชีพบัญชีจากประสบการณ์ที่สั่งสมของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจากองค์กรทั้ง 2 แห่ง ผนวกกับความรู้มาตรฐานการรายงานทางการเงินและประสบการณ์การสอนของอาจารย์ เมื่อได้นำความรู้ทั้งสองส่วนบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยใช้ในการพัฒนากรณีศึกษาหรือโจทย์ทางธุรกิจเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ในกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในกลยุทธ์การสอนของรายวิชาทั้งสองข้างต้นอย่างเหมาะสม  โดยกิจกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมแบบเคลื่อนไหว (Movement Activity) เพื่อความไม่น่าเบื่อ และช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลองตามที่กำหนด  ซึ่งทางหลักสูตรถือเป็นนวัตกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคปัจจุบันให้กับนักศึกษา ตามหลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning  ซึ่งความรู้ในส่วนนี้ไม่สามารถพบได้ในตำราในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ในรายวิชา ACC332 และ ACC484 ด้วยกลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้การใช้ความรู้วิชาชีพบัญชี ในยุดดิจิทัลเทคโนโลยี และร่วมกับความรู้ศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง  ทำให้นักศึกษาบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ และสามารถสะท้อนคิดแนวทางการประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์เสมือนจริงก่อนที่จะไปปฏิบัติงานจริงในวิชาสหกิจศึกษา หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพบัญชี  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้มีความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้  ดังนี้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนในการใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรงผ่านกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในการสอนรายวิชาต่างๆ ด้วยการชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากประสบการณ์วิชาชีพ เช่น นักศึกษาจะได้รับรางวัลหากมีผลงานโดดเด่น การให้คะแนนที่ท้าทายและรวมคำนวณเป็นคะแนนการวัดและประเมินผลรายวิชา  การได้รับวุฒิบัตรจากการเข้าร่วมเพื่อเป็น Profile ในการสมัครงานในโครงการสหกิจศึกษา การให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้นักศึกษาใช้ในการพัฒนาศักยภาพตนเองต่อไป รวมทั้งการทำ PLC หลังกิจกรรม   การออกแบบการสอนแบบบูรณาการกิจกรรมที่มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น รายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ประกอบด้วยนักศึกษาสามารถอธิบายสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีควรรู้ ได้แก่ การจัดตั้งสำนักงานบัญชี ประเภทของบริการที่ตลาดต้องการจากสำนักงานบัญชี การวางแผนธุรกิจ การสร้างคุณค่าให้กับการบริการ  การบริหารทรัพยากรบุคคล การควบคุมต้นทุนดำเนินงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  และการเจรจาต่อรอง   ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่ให้บริการและผู้รับบริการ (Roles play)  ขบคิดปัญหาการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหา  ผนวกกับการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักศึกษาได้สัมผัสกับบรรยากาศการประกอบการสำนักงาน และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหารสำนักงานบัญชี  เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Pre-Experience study) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสความยากลำบาก ความท้าทาย โอกาส รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นว่านักศึกษาสามารถเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีได้                การจัดการเรียนรู้ ในวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีการออบแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้รับผิดชอบรายวิชาออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLO) และการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ โดยให้ทำธุรกิจจำลอง  ผลิตสินค้า ซื้อสินค้ามาขาย  และดำเนินการจำหน่ายภายในมหาวิทยาลัย การทำสรุปรายรับรายจ่าย  สรุปผลดำเนินงาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการธุรกิจจำลอง ได้ให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการบัญชีจะเข้าไปช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร รูปแบบกิจกรรมที่ใช้ จะต้องมีบรรยากาศสนุกคล้ายสอดแทรกเกมส์แข่งขัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้เล่นเล็กน้อย โดยใช้เกณฑ์เวลา การมีส่วนร่วมในการทำงาน และคุณภาพผลงาน โดยจัดให้มีการประเมินความรู้ที่ได้ด้วยตนเอง และแบ่งปันระหว่างกลุ่มนักศึกษาซึ่งถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะต้องวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยเริ่มตั้งแต่การทำแผนการจัดการเรียนรู้ กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ และการเตรียมอุปกรณ์สถานที่ กำหนดการ เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปตามแผน และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด                มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง ตัวชี้วัดรอง                  ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา ตามที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF3) ขั้นตอนการดำเนินงาน               หลักสูตรได้วางแผนการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลไว้ในแผนปฎิบัติการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565  โดยมุ่งให้การดำเนินงานหลักสูตรบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ (KRs) ตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น  นอกจากนี้หลักสูตรมีความคาดหวังที่จะให้นักศึกษามีความพร้อมในการทำงานมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่การเรียนรู้แบบสหกิจศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรภายนอกที่ให้การฝึกหัดงานและร่วมมือกับคณะในสหกิจศึกษา  ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานของนักศึกษาออกมามีคุณภาพในระดับที่องค์กรดังกล่าวยอมรับได้    และมีความตั้งใจที่จะรับนักศึกษาเข้าทำงานหลังเสร็จสิ้น สหกิจศึกษา  การดำเนินงานมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้  ในปีการศึกษา 2567 ได้มีการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพบัญชีเพิ่มเติม ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด จากเดิมที่คณะมีความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพบัญชีหลายแห่ง โดยทำความเข้าใจในข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา ให้ได้ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการหลักสูตร และคณบดี ได้ประชุมกำหนดรายวิชาที่เหมาะสมที่จะใช้กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ที่มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลเข้าไปในรายวิชา โดยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการที่มีกับองค์กรวิชาชีพบัญชี และได้ข้อสรุป 2 วิชา ประกอบด้วย วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ซึ่งก่อนหน้านี้ทางหลักสูตรได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยลดการบรรยายและเพิ่มการเรียนรู้  ใช้การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี (Professional)  มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 นอกจากนี้ใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยในการสอนวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี เพื่อสร้างประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการ เช่น การวางแผนธุรกิจสำนักงานบัญชีเชิงกลยุทธ์โดยให้ผู้ประกอบการตัวจริง เป็นผู้วิพากษ์และประเมินผล เป็นต้น และวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยนำโปรแกรมสำเร็จรูป ERP ระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดทำรายงานทางการเงิน การวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนในปีการศึกษา 2568 ได้เพิ่มกิจกรรมธุรกิจจำลอง ในวิชา ACC 484  และใช้การเรียนรู้แบบ Pre -experience ในวิชา ACC 332 โดยกระจายนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม เข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานบัญชี ศึกษาการดำเนินงานสำนักงานบัญชี จากการฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ที่สะท้อนห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และปัจจัยความสำเร็จในการประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชี เพิ่มเติม จากนั้นผู้สอนสร้างสถานการณ์จำลองในห้องเรียน และใช้วิธีสอนแบบ Roles Play เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปัญหาและการแก้ไขปัญหาในฐานะผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี การออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะดำเนินการร่วมกันระหว่างคณบดี หัวหน้าหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี จากองค์กรวิชาชีพบัญชีที่ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับคณะบัญชี โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF 3) ของรายวิชา ACC 332  และ ACC 484  ประกอบด้วยเนื้อหาสาระรายวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ การออกแบบการสอน และการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้  รวมทั้งบทบาทและความรับผิดชอบของทีมสอน ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี  โดยทำทีมสอนจะประชุมกันเป็นระยะๆ ตลอดระยะเวลาสอน เพื่อปรับแผนการสอนในครั้งต่อไปให้ดีขึ้นและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอน   ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะเป็นผู้ประสานงานกับทีมสอน และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม รวมถึงได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในดำเนินงานกิจกรรมการเรียนรู้ และใช้งบประมาณโครงการพัฒนาในแผนปฏิบัติการ ประจำปี 2568 ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)            ความร่วมมือองค์กรวิชาชีพบัญชีกับคณะบัญชี  ซึ่งทำให้สามารถดำเนินการสอนภายใต้งบประมาณค่าสอนที่เป็นไปตามระเบียบ  อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาสาธิตให้นักศึกษาได้ดูและลองใช้จริง  ได้รับความอนุเคราะห์จากเครือข่ายความร่วมมือทั้งสิ้น 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา55 คน  สอนโดยประธานและคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผศ.ดร.นิ่มนวล  วิเศษสรรพ์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  45 ชั่วโมง บวก 3 ชั่วโมง รวม 8 วัน เริ่มตั้งแต่ทำความรู้จักกับสำนักงานบัญชี การจัดตั้งสำนักงาน การบริการทางวิชาชีพ  การวางแผนธุรกิจ การควบคุมต้นทุนดำเนินการ การเจรจาต่อรอง การบริหารบุคลากร และคุณค่าของการบริการทางวิชาชีพบัญชี  มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงาน คือ แผนธุรกิจสำนักงานบัญชี  ซึ่งทางหลักสูตรจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม ใน 1 วัน โดยคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานีเป็นกรรมการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษา โดยให้นักศึกษาสวมบทบาทชองผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ได้ขบคิดแนวทางการเจรจาต่อรองในการรับงานและให้บริการแก่ลูกค้า การนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาธุรกิจโดยอาศัยการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินหรือจากการอ่านและตีความงบการเงิน เช่น ปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาการจัดการสินค้าคงเหลือ  การควบคุมต้นทุนดำเนินการ  และการภาษีอากร เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ห่วงโซ่อุปทานในการดำเนินงานสำนักงานบัญชี ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทางชมรมฯ ได้นำพานักศึกษาเข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพ และรับฟังการถ่ายทอดความรู้การจัดตั้ง การบริหารจัดการสำนักงาน และความท้าทายของการพัฒนาสำนักงานให้เป็นที่ยอมรับในคุณภาพในช่วงระยะเวลาธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์ของเจ้าของและผู้บริหารสำนักงาน และสุดท้ายให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และการพัฒนาตนเองที่จะเปิดและบริหารสำนักงานบัญชี  นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จ ที่มาสร้างแรงบันดาลใจ  วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 40 คน  สอนโดย รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ ผศ.วัฒนี  รัมมะพ้อ และวิทยากรจากบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด และรศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในการทำธุรกิจ 45 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่  การเรียนรู้กระบวนการแปรรูปและการผลิต  การวิเคราะห์ต้นทุนผลิตภัณฑ์และการใช้ AI  การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายและการใช้ AI มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการทำธุรกิจขนาดเล็ก  การใช้โปรแกรม Odoo ERP ในการบันทึกรายการค้า ภาษี และการจัดทำรายงานทางการเงิน   การจัดทำบัญชีสำหรับธุรกิจ  การบัญชีสินทรัพย์  การบัญชีหนี้สินและทุน  การบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย ปรับปรุง และปิดบัญชี  การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ในส่วนของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรมการใช้โปรแกรม Odoo ในการคิดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ของบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด  การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงานคือ การทำธุรกิจจำลอง  ซึ่งผู้สอนจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม โดยผู้สอนและนักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้คิดวิเคราะห์การจัดทำธุรกิจจำลองและการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางบัญชีของธุรกิจ เพื่อจัดเป็นกระบวนเรียนรู้การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์แก่นักศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข          ในปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี พบปัญหาจำนวนนักศึกษาที่มีความสนใจเรียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพกระบวนวิชาที่ได้ออกแบบไว้ลดลง และการเปิดสอนในภาค 2  มีผลกระทบต่อเครือข่ายความร่วมมือซึ่งเป็นช่วงหน้างานการให้บริการทางวิชาชีพบัญชี ทั้งในด้านการทำบัญชี และการสอบบัญชี ดังนั้นในปี 2568 ทางหลักสูตรได้ประชุมร่วมกับเครือข่าย ในการปรับช่วงเวลาสอน โดยจัดเป็นช่วงต้นของภาค 2 และให้จัดตารางให้นักศึกษาเรียนเต็มวัน รวม 8 ครั้ง และวางลำดับประเด็นการเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แบบใหม่ให้กับนักศึกษาให้เรียนรู้ด้วยตนเอง และทำกระบวนการสะท้อนคิดให้มากขึ้น และจำกัดจำนวนนักศึกษาไม่ให้เกิน 60 คน               ปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นการทำงานกลุ่มร่วมกันระหว่าง 2 คณะคือ คณะบัญชี และคณะเทคโนโลยีอาหาร  โดยนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอาหาร  จะเป็นผู้ดำเนินการคิดสูตรและการผลิตสินค้า  ส่วนนักศึกษาคณะบัญชีจะเป็นผู้ช่วยในการผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้า จนถึงการบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน ปัญหาคือ ชั่วโมงการเรียนการสอนของทั้งสองคณะไม่ตรงกัน บางกลุ่มที่นักศึกษาคณะบัญชีไม่สามารถไปช่วยงานในการผลิตสินค้า และการจัดจำหน่ายได้ แต่ในปี 2568 นักศึกษาคณะบัญชีได้จัดทำธุรกิจจำลองขึ้นเอง โดยเลือกสินค้าที่ผลิตได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซ้ำซ้อนเกินไป ในการวางแผนการผลิตและการจัดจำหน่าย การบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน  4. การตรวจสอบและวัดผล     วิธีการวัดผลและประเมินผล          4.1 วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีวิธีการวัดผลและประเมินผลดังนี้  1) การทดสอบความรู้จรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพบัญชี จรรยาบรรณผู้ประกอบการ ข้อกำหนดและเงื่อนไขทางกฎหมาย ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี และภาษีอากร  เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  2) การประเมินคุณภาพรายงานสรุปประเด็นการสะท้อนคิด เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric score 3) คุณภาพของแผนและการนำเสนอแผนธุรกิจสำนักงานบัญชี เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) ประเมินผลงานของกลุ่ม เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score          4.2 วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีวิธีการวัดผลและประเมินผล ดังนี้  1) ความร่วมมือการเรียนการสอนความรับผิดชอบและจรรยาบรรณวิชาชีพ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  2) การทดสอบย่อย TFRS For NPAEs เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  3) การนำเสนอต้นทุนผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) การนำเสนอการวางแผนการผลิตและการจำหน่าย เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score 5) การทดสอบโปรแกรม Odoo เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  6) การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เครื่องมือ: เกียรติบัตรผ่านการอบรมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  7) การนำเสนอการทำธุรกิจ SME แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Results / Expected Outcomes) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ผลลัพธ์ต่อตัวนักศึกษา (Learner Outcomes)           1.1 มีความพร้อมทำงานทันที นักศึกษามองเห็นภาพธุรกิจและกิจกรรมที่เป็นตัวผลักให้เกิดรายการค้า สามารถใช้งานโปรแกรม Odoo ERP ได้จริง ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน SME ปัจจุบัน ความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้มีมากขึ้น           1.2 ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence): นักศึกษามีทักษะในการใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Co-pilot) ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแก้ปัญหาทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่ผู้ป้อนข้อมูล (Data Entry) อีกต่อไป           1.3 ความเข้าใจธุรกิจแบบองค์รวม (Business Acumen): นักศึกษาเข้าใจความเชื่อมโยงของระบบเอกสาร ตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต จนถึงการขายและการเงิน ผ่านการจำลองธุรกิจจริง ทำให้สามารถวิเคราะห์งบการเงินได้อย่างมีเหตุผล           1.4 หลักฐานรับรองความสามารถ (Professional Portfolio): นักศึกษาได้รับเกียรติบัตรรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และบริษัทเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) เพื่อใช้ประกอบการสมัครงาน          1.5 นักศึกษา มีแหล่งฝึกงานในวิชาสหกิจศึกษา เมื่อขึ้นปี 4 ผลลัพธ์ต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Instructional Outcomes) เกิดนวัตกรรมการสอนและการจัดการความรู้ (KM)           2.1 คู่มือและองค์ความรู้ (Knowledge Assets): เกิดคลังความรู้ใหม่ (KM) ที่รวบรวมจากปัญหาหน้างานจริง ได้แก่: FAQ การแก้ปัญหา Odoo ฉบับนักศึกษา รวมฮิต AI Prompts สำหรับนักบัญชีบริหาร Case Study ธุรกิจจำลองต้นแบบ การสรุปความรู้จากการสะท้อนคิดการจัดตั้งสำนักงานบัญชี และแนวทางการพัฒนาสำนักงานบัญชีคุณภาพ เส้นทางสู่สำนักงานบัญชีสีขาวของสภาวิชาชีพบัญชี การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ทำบัญชี ตามประกาศข้อบังคับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า           2.2 รูปแบบการสอนต้นแบบ (Pedagogical Model): ได้โมเดลการสอนบัญชีสมัยใหม่ (Accounting Education Sandbox) ที่บูรณาการ TFRS For NPAEs + Odoo + AI + Simulation เข้าด้วยกัน การเรียนจากประสบการณ์ที่มีมาก่อน (Pre-experience Learning) การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมธุรกิจจำลองและสวมบทบาทสมมติ ซึ่งสามารถนำไปขยายผลใช้กับรายวิชาอื่นหรือสาขาอื่นได้           2.3 บรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Environment): เปลี่ยนห้องเรียนจากการนั่งฟังบรรยาย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Co-working Space) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์และเหตุการณ์ประทับใจ ผลลัพธ์ต่อสถาบันและสังคม (Institutional & Social Impact) สร้างเครือข่ายและความเชื่อมั่น           สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง (Strong Partnership): เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) สำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ และองค์กรวิชาชีพบัญชี ในการร่วมพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการตลาด       ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่เป็นรูปธรรม      ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เชิงปริมาณ: นักศึกษา 100% (40 คน) ผ่านการอบรมและได้รับเกียรติบัตรจาก DBD และ Basic Solution มี “บริษัทจำลอง” ที่สามารถปิดงบการเงินในระบบ Odoo ได้ถูกต้องครบถ้วน จำนวน 6 บริษัท

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) Read More »

การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.เชาว์ เต็มรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว อาจารย์อัจฉรา โหตรภวานนท์ ดร.วรวรรณ เฟื่องขจรศักดิ์ ดร.สายัณห์ กอเสถียรวงศ์ อาจารย์พิมหทัย บุญปัญญาโรจน์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ สภาพปัญหาและความท้าทาย : แม้โครงการสหกิจศึกษาเดิมจะให้นักศึกษาได้ฝึกงานในบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย แต่สภาพแวดล้อมยังคงความเป็นไทยและโดยส่วนใหญ่จะมีหัวหน้างานเป็นคนไทย ทำให้นักศึกษาไม่ได้มีโอกาสได้ใช้ทักษะภาษาและเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ นักศึกษายังขาดทักษะการสื่อสาร ความกล้าตัดสินใจ และการปรับตัวในสภาพสังคมที่แตกต่าง (Culture Shock) เหตุผลที่ต้องริเริ่ม : เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานสากล จึงต้องสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาโดยการทำความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถานประกอบการญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสภาพแวดล้อมจริง เป้าหมาย : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ทักษะภาษาและ Soft Skills, สร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ “Transform” เป็นคนใหม่ที่มีความรับผิดชอบและทัศนคติเชิงบวก และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)       เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย    เอกสารกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่น กระบวนการยื่นขอ COE (Certificate of Eligibility) หรือใบรับรองสถานภาพการพำนักที่ญี่ปุ่น           ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทักษะการเจรจาและการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ (International Negotiation Skills) รายละเอียด: เป็นความรู้ในการติดต่อประสานงานและเจรจาเงื่อนไขความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำในญี่ปุ่น (เช่น โรงแรม Fujiya) โดยไม่ผ่านคนกลาง จุดเน้น: ทักษะการคัดสรรแหล่งฝึกงานที่น่าเชื่อถือ การตรวจสอบความปลอดภัย และการต่อรองสวัสดิการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประโยชน์ของนักศึกษา เจ้าของความรู้: ผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์ และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ เทคนิคการจัดการอารมณ์และ “การเป็นที่พึ่งทางใจ” (Psychological Support & Mentoring) รายละเอียด : ความสามารถในการรับฟังและแก้ไขปัญหาความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม (Culture Shock) ของนักศึกษาในช่วง 1 เดือนแรกของการทำงาน จุดเน้น : ทักษะการใช้ช่องทางไม่เป็นทางการ (เช่น การคุยผ่าน LINE/Messenger) เพื่อสอบถามที่มาของปัญหา และการชี้แจงเพื่อปรับทัศนคติ (Attitude Adjustment) ให้มีความกระตือรือร้นและเข้าใจความคาดหวังขององค์กรญี่ปุ่น เจ้าของความรู้ : คณาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์นิเทศ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในบริบทวิชาชีพ (Cross-Cultural Professionalism) รายละเอียด : ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในสายงานบริการและสำนักงานสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งต้องอาศัยมนุษย์สัมพันธ์และการวางตัวที่เหมาะสม จุดเน้น : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการเอาชนะเงื่อนไขข้อจำกัดในการทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ (Non-Thai) เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในงานระดับสูง เช่น งานด้านการเงินหรือการต้อนรับส่วนหน้า เจ้าของความรู้: นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงาน (รุ่นพี่) และอาจารย์ผู้สอนรายวิชาเฉพาะทาง การจัดการความรู้จากประสบการณ์จริงสู่รุ่นน้อง (GSA & SDO Knowledge Transfer) รายละเอียด: การเปลี่ยน “ความรู้ที่ได้รับอย่างรวดเร็ว” (Fast knowledge) ให้กลายเป็น “ความรู้ที่ใช้ได้จริงและยั่งยืน” (Slow knowledge) ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จุดเน้น: ทักษะการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านกิจกรรมเสวนา (เช่น “วิถีแม่บ้านญี่ปุ่น” หรือ “ประสบการณ์ในโรงแรม”) เพื่อเตรียมความพร้อมให้รุ่นน้องก้าวข้ามอุปสรรคที่รุ่นพี่เคยพบ เจ้าของความรู้: ศิษย์เก่าและนักศึกษาสหกิจศึกษารุ่นพี่ 2. การวางแผน สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น                    ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ  รายละเอียดตัวชี้วัด KR 1.2.1: นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน นิยามและเป้าหมาย: เป็นตัวชี้วัดภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 (Excellence in Education) ที่มุ่งเน้นการ ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษาให้มีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม. ความสำคัญ: เพื่อให้การเรียนการสอนเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งปัจจัย ภายในและภายนอก และสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (Expected Learning Outcomes). เหตุผล: ตัวชี้วัดนี้แสดงถึงความเป็น “Excellence in Education” โครงการนี้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ที่ปรับปรุงกระบวนการให้เท่าทันสถานการณ์สากล. เกณฑ์การวัด: นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 100 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า B+ หรือเกรด S ตัวชี้วัดรอง ร้อยละความพึงพอใจของสถานประกอบการและผู้ปกครอง (เป้าหมายระดับ “ดีมาก”) ด้านความเป็นสากล (Internationalization): ตัวชี้วัด: KR 4.1.6/1 อัตราส่วนชาวต่างชาติต่อนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมที่มีการทำ Academic Integration. รายละเอียด: นักศึกษาได้ปฏิบัติงานและสื่อสารกับชาวต่างชาติ (คนญี่ปุ่น) ในสถานประกอบการจริงตลอดระยะเวลา 6 เดือน. ด้านการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน (Student Transformation): ตัวชี้วัด: ร้อยละความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวุฒิภาวะของนักศึกษา ( เป้าหมาย : ร้อยละ 100 อยู่ในระดับ “พึงพอใจมากที่สุด”). รายละเอียด: การสะท้อนผลลัพธ์เชิงคุณภาพว่านักศึกษามีทัศนคติและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปเสมือนเป็น “ลูกคนใหม่”. ด้านการขยายผลโครงการ (Scalability): ตัวชี้วัด: จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2568 ( เป้าหมาย : 20 คน). รายละเอียด: แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากรุ่นที่ 1 และ 2 ซึ่งมีเพียงปีละ 2 คน สู่เป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น. ด้านทักษะภาษา (Language Proficiency): ตัวชี้วัด: ร้อยละของนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ทดสอบภาษาญี่ปุ่น JLPT N3 ขึ้นไป ก่อนออกเดินทาง (เป้าหมาย : ร้อยละ 100). ขั้นตอนการดำเนินงาน คัดเลือกและเจรจากับสถานประกอบการชั้นนำที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ (เช่น Fujiya Hotel) ประชาสัมพันธ์และคัดเลือกนักศึกษาที่มีระดับภาษา JLPT N3 ขึ้นไป จัดทำ Workshop เตรียมความพร้อมด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ และทักษะเฉพาะทาง ประสานงานด้านเอกสารวีซ่าและใบรับรองการพำนัก (COE) ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณสนับสนุนจากวิทยาลัย (โครงการความร่วมมือกับสถาบันในความร่วมมือ)  เป็นค่าใช้จ่ายใน การเลี้ยงรับรอง ของขวัญ ของที่ระลึกให้แก่คณะผู้ประกอบการที่เดินทางมาเยือนเพื่อเจรจาความร่วมมือ  รวมทั้งเป็นค่าของขวัญ ของที่ระลึกในยามที่ผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์เดินทางไปเจรจาความร่วมมือ เยี่ยมชมสถานที่ฝึกงาน และที่พักอาศัยของนักศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ทีมผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์ คณบดี รองคณบดีฝ่ายต่างๆ เจรจาความร่วมมือ วางแผน แนวทางในการดำเนินงาน รวมทั้งแก้ไขปัญหา  ทีมคณาจารย์ประจำภาควิชา ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นผู้ดูแล คัดกรองรวมทั้งเตรียมความพร้อมนักศึกษา จัดเตรียมรวมทั้งแปลข้อมูลเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น เอกสาร MOU/ เอกสารระเบียบข้อบังคับในการฝึกงานของสถานประกอบการแต่ละแห่ง  ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ประสานงานเรื่องการนัดหมายการมาเยือน การเจรจาความร่วมมือ การสัมภาษณ์คัดเลือกนักศึกษาทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น 3. การลงมือปฏิบัติ มีการดำเนินการตาม 20 ขั้นตอน นับตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การคัดเลือกไปจนถึงการนิเทศออนไลน์รายเดือน และการนิเทศ ณ สถานที่จริงโดยผู้บริหารวิทยาลัย ดังนี้ ขั้นตอนการดำเนินการ โครงการสหกิจศึกษา ประเทศญี่ปุ่น ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งฝึก คุณสมบัติและเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการ           – เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 – มีผลคะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N3 ขึ้นไป (หรือเทียบเท่า) อาจารย์พูดคุยเพื่อสอบถามความประสงค์เป็นรายบุคคล และให้คำแนะนำในการตัดสินใจเลือกสถานที่ฝึกงาน (ประเภทงาน) นักศึกษาส่งเอกสารการสมัคร – ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (โดยมีผู้ปกครองลงนามรับทราบ) – แบบประวัติส่วนตัว (ภาษาญี่ปุ่น) แนบผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น 4. คณาจารย์คัดกรองเอกสารเข้าร่วมโครงการ 5. สัมภาษณ์รอบที่ 1 ประเมินความสามารถทักษะภาษาญี่ปุ่น 6. สัมภาษณ์รอบที่ 2 ประเมินความพร้อมของนักศึกษาด้านกายภาพและทัศนคติ 7. เตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์กับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น 8. สัมภาษณ์โดยผู้ประกอบการญี่ปุ่น 9. ประกาศผลการสอบคัดเลือก จัดเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอใบรับรองการพำนัก (COE) จัดการประชุมนักศึกษาและผู้ปกครองนักศึกษา นักศึกษาและผู้ปกครองลงนามในหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษาประเทศญี่ปุ่น ดำเนินการขอวีซ่า จัดอบรมเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง นักศึกษาออกเดินทาง อาจารย์ผู้ดูแลโครงการประสานงานกับสถานประกอบการในการดูแลนักศึกษา และนิเทศนักศึกษาฝึกงาน 17. อาจารย์ให้คำปรึกษานักศึกษาด้านการใช้ชีวิต การฝึกงาน และการทำโครงงาน กำหนดวันประชุมนักศึกษาเพื่อนำเสนอโครงงาน ป้อนข้อมูลสะท้อนกลับ นักศึกษาแก้ไขโครงงานและนำส่งตามกำหนด ทีมคณาจารย์ผู้ดูแลประชุมเพื่อประเมินผล(ตัดเกรด)ร่วมกัน มีผลให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษา   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา 1 : ความล่าช้าในการตรวจสอบเอกสาร MOU และเอกสารสำหรับยื่นขอ COE จากตม.ญี่ปุ่น แนวทางแก้ไข : สร้างทีมประสานงานร่วมกันระหว่างภาควิชา วิทยาลัย และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์เพื่อ ติดตามงานอย่างต่อเนื่อง ปัญหา 2 : นักศึกษาเผชิญความเครียดจากการปรับตัว (Culture Shock) แนวทางแก้ไข : อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำออนไลน์ รับฟังปัญหา และปรับทัศนคติทันทีเมื่อได้รับ  Feedback จากสถานประกอบการ ปัญหา 3 : นักศึกษาต้องกินยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาต้องห้ามนำเข้าประเทศญี่ปุ่น แนวทางแก้ไข : ตรวจสอบข้อมูล หาแนวทางแก้ไขร่วมกับผู้รับผิดชอบที่ญี่ปุ่น ให้นักศึกษาขอเอกสาร รับรองจากแพทย์ประจำตัว แปลเป็นภาษาอังกฤษ นำติดตัวไปที่ประเทศญี่ปุ่น   ปัญหา 4 : นักศึกษายังมีภาระผูกพันทางทหาร ซึ่งหลังจากประสานงานหลายฝ่าย แนวทางแก้ไข : ประสานงานเพื่อขอเอกสารรับรองการฝึกงานจากหน่วยงานรับฝึก แต่ไม่ได้รับการ อนุโลม สุดท้ายต้องขออนุญาตลางาน(ระยะสั้น)เพื่อเดินทางกลับมารายงานตัวขอผ่อนผันที่ประเทศไทย   ซึ่งประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทีมงานผู้รับผิดชอบโครงการได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หารือ หาแนวทางในการแก้ไข และนำไปเป็นกรณีศึกษา รวมทั้งกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการคัดกรองนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการในรุ่นถัดไป กระบวนการในการดำเนินโครงการนี้เป็น “นวัตกรรมที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน” (KR 1.2.1) และเป็นการสร้าง “Smart People” ผ่าน “Smart Process” ตามเป้าหมายการเป็น Smart Organization ของมหาวิทยาลัยรังสิต ไม่ใช่เพียงแค่การส่งนักศึกษาไปฝึกงาน แต่เป็น “Educational Innovation” หรือนวัตกรรมทางการศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิตริเริ่มขึ้นเป็นแห่งแรก โดยมีรายละเอียดที่โดดเด่นดังนี้: นวัตกรรมรูปแบบความร่วมมือ (Structural & Strategic Innovation): Direct Partnership Model: เป็นการเจรจาความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) และทำข้อตกลงเงื่อนไขการทำงานและสวัสดิการต่างๆ ระหว่างผู้บริหารวิทยาลัยกับสถานประกอบการชั้นนำในญี่ปุ่นโดยตรง เช่น Fujiya Hotel, Hotel Nampuuso, เทศบาลเมือง Koriyama เป็นต้น โดยไม่ผ่านเอเจนซี่ เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์สูงสุดของนักศึกษา Global Academic Integration: นวัตกรรมในการดึงสถานประกอบการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น โดยผู้บริหารชาวญี่ปุ่นเป็นผู้สัมภาษณ์โดยตรงทั้งแบบผ่านระบบออนไลน์และการเดินทางมายังวิทยาลัยศิลปศาสตร์ เพื่อทำการสัมภาษณ์คัดเลือกและประเมินความพร้อมของนักศึกษาด้วยตนเอง นวัตกรรมการจัดการกระบวนการ (Process Innovation – Smart Process): Real-time Mentoring Ecosystem: การใช้นวัตกรรมการดูแลแบบ “Hybrid” ที่รวมการเตรียมความพร้อมในชั้นเรียนเข้ากับการนิเทศออนไลน์รายเดือนผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อแก้ไขปัญหา Culture Shock และทัศนคติในการทำงานได้ทันท่วงที 20-Step Standardized Workflow: การสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน 20 ขั้นตอน (Standard Operating Procedure) ตั้งแต่การคัดเลือกจนถึงการประเมินผล ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการส่งต่อนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานสากล นวัตกรรมการสร้างความเปลี่ยนแปลง (Outcome Innovation – Student Transformation): Professional Transformation: ผลลัพธ์ที่เป็นนวัตกรรมคือการ “Transform” นักศึกษาให้มีทัศนคติแบบมืออาชีพสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่นักศึกษาได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญเกินกว่ามาตรฐานนักศึกษาฝึกงานทั่วไป เช่น การดูแลเคาน์เตอร์ส่วนหน้า (Front) และการจัดการระบบการเงิน Digital Knowledge Sharing (GSA & SDO): การสร้างคลังความรู้จากประสบการณ์จริง (Tacit Knowledge) ของรุ่นพี่และศิษย์เก่าผ่านกิจกรรมเสวนาออนไลน์ (เช่น “วิถีแม่บ้านญี่ปุ่น” หรือ “ประสบการณ์การทำงานในโรงแรม”) เพื่อส่งต่อความรู้สู่รุ่นน้องในรูปแบบ Smart Organization และการนำนักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานสหกิจศึกษาที่ญี่ปุ่นมาจัดเสวนาแนะนำประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่รุ่นน้องทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการทำงานในประเทศญี่ปุ่น 4. การตรวจสอบและวัดผล การประเมินผลจากสถานประกอบการ การสัมภาษณ์ความรู้สึกของนักศึกษาและผู้ปกครอง การนำเสนอโครงงาน สหกิจศึกษา การรายงานสภาพการทำงานการป้อนข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงานที่ญี่ปุ่น หัวข้อการประเมิน / Soft Skills สภาพก่อนเข้าร่วมโครงการ (ปัญหาก่อนหน้านี้) ผลลัพธ์หลังจากการฝึกงาน (Transformation) อ้างอิงแหล่งข้อมูล 1. ทักษะการสื่อสารและภาษา (Communication & Language) ขาดทักษะในการสื่อสาร ขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง ทักษะภาษาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสำนักงานและงานบริการโรงแรมได้ดี รายงานผลการนิเทศ 2. การปรับตัวข้ามวัฒนธรรม (Cross-Cultural Adaptation) เผชิญกับสภาวะ Culture Shock ในช่วงแรก มีความเครียดจากการปรับตัวในสภาพสังคมที่แตกต่าง มีทัศนคติและมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้น สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด และใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างเข้มแข็ง บทสัมภาษณ์นักศึกษา 3. ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism & Responsibility) ยังขาดทักษะการวางตัว บุคลิกภาพ และมนุษย์สัมพันธ์ที่เหมาะสมกับที่ทำงาน ถูก “ทรานฟอร์ม” เป็นคนใหม่ มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความรับผิดชอบจนผู้ปกครองรู้สึกว่า “เหมือนได้ลูกคนใหม่” ผลประเมินจากสถานประกอบการ และผู้ปกครอง 4. การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problem Solving & Decision Making) ขาดความกล้าในการตัดสินใจ และยังไม่รู้วิธีการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในงานบริการ ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญ เช่น แผนกต้อนรับส่วนหน้า (Front) และการจัดการระบบการเงิน ซึ่งต้องใช้การตัดสินใจที่แม่นยำ กรณีศึกษา (Case Study) 5. การจัดการอารมณ์ (Emotional Intelligence) จัดการความเครียดได้ยากเมื่อเจอแรงกดดันจากการทำงานสไตล์ญี่ปุ่น เรียนรู้การจัดการอารมณ์ ทำความเข้าใจตนเองและผู้อื่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นในสภาพแวดล้อมกดดันได้ รายงานสรุปผลการฝึกงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้นจากปีแรก (พ.ศ.2565) ที่เริ่มจากจำนวน 2 คน ปีที่ 2 (พ.ศ.2566) จำนวน 2 คน ปีที่ 3 (พ.ศ. 2567) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดขึ้นเป็น 18 คน และกลายเป็น 20 คนในปีที่ 4 มีการขยายความร่วมมือไปยังสถานประกอบการทั้งจำนวนและประเภทงานที่หลากหลายมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นคือ โรงแรม รีสอร์ท ขยายเพิ่มเป็น เรียวกัง คาเฟ่ ร้านอาหาร บริษัท ไปจนถึงเทศบาลเมือง รุ่นที่ 1 (2565) รุ่นที่ 2 (2566) รุ่นที่ 3 (2567)   รุ่นที่ 4 (2568)   Hotel Fujiya (2) Hotel Fujiya (2) Hotel Fujiya (3) ❐ Komeda Coffee (5) ❐ รวม 2 คน รวม 2 คน Hotel Miyabi (2) ❐ Don Quijoye (2) ❐     Hotel Rurikoh (3) ❐ Long Hu Dining (1) ❐     Hotel Kowakien (2) ❐ Hotel Okada (1) ❐     Hotel Nampuusou (2) Hotel Nampuusou (1) ❐     Komeda Coffee (2) Betsukawa Corporation(1) ❐     Koriyama City (2) Hotel Kajikaso (2) ✓     Betsukawa Corporation (2) Hotoku Bus (2) ✓     รวม 18 คน   Koriyama City (2) ❖         JUSTY Inc. (2) ❖         Fukuyama Transporting (1) ❖         รวม 20 คน   หมายเหตุ การฝึกงานเสร็จสิ้น เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ❐ อยู่ระหว่างการฝึกงาน ✓ รอผล COE ❖ รอเข้าสัมภาษณ์/ รอผลการสัมภาษณ์ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ นักศึกษาได้รับการยอมรับให้ย้ายไปทำงานในแผนกที่ยากขึ้น เช่น หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ (Front) และดูแลระบบการเงิน ซึ่งปกตินักศึกษาฝึกงานจะไม่ได้รับสิทธิ์นี้ ผู้ปกครองพึงพอใจมากโดยระบุว่า “เหมือนได้ลูกคนใหม่” ที่มีความรับผิดชอบและวุฒิภาวะสูงขึ้น  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการเจรจาโดยตรงกับสถานประกอบการ ที่มีการพิจารณาลงรายละเอียดในเรื่องลักษณะงานที่นักศึกษาจะได้ปฏิบัติ ค่าตอบแทน รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ ที่นักศึกษาจะได้รับอย่างชัดเจนก่อนจะมีการลงนามความร่วมมือ กระบวนการคัดกรองนักศึกษาที่เข้มข้นหลายขั้นตอน พิจารณาทั้งในด้านผลการเรียน ทักษะทางภาษา ความพร้อมด้านสุขภาพร่างกาย ความประพฤติและทัศนคติที่เป็นไปตามเกณฑ์ของหน่วยงานที่รับฝึก การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างทีมผู้บริหาร คณาจารย์ภายในภาควิชา รวมทั้ง ระบบการประสานงานระหว่างผู้รับผิดชอบการดูแลนักศึกษาสถานประกอบการและคณาจารย์อย่างรวดเร็ว 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แนวทางการพัฒนา: ขยายจำนวนนักศึกษาจากรุ่นแรก 2 คน สู่เป้าหมาย 20 คนในปี 2568 และขยายความร่วมมือไปยังคณะอื่นๆ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะนวัตกรรมเกษตร นำปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างฝึกงาน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับคณะทำงาน เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับการกำหนดคุณสมบัติ และเพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษารุ่นถัดไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การขยายผล: สร้างคลังคลิปวิดีโอสัมภาษณ์รุ่นพี่และผู้ปกครองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง และจัดทำคู่มือเตรียมเอกสารของกองตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ญี่ปุ่นให้เป็นมาตรฐาน 6. ข้อมูลประกอบ Link เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ความเป็นมาของโครงการ ตั้งแต่เดือน กันยายน ปี พ.ศ.2562 จนถึงปี 2568 Time Line กระบวนการดำเนินงาน รายชื่อสถานประกอบการ ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการ พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน Process Map 20 ขั้นตอนมาตรฐานในการดำเนินงาน ภาพประกอบกิจกรรม: ภาพการเจรจาความร่วมมือ  การลงนาม MOU  การนิเทศนักศึกษา คลิปวิดีโอ วิดีโอสัมภาษณ์ความประทับใจของผู้ปกครองและนักศึกษา ตัวอย่างผลประเมินการฝึกงาน งานแถลงข่าว RSUniverse 40 ปี มหาวิทยาลัยรังสิต (16 มกราคม 2568) : “ญี่ปุ่นสัมพันธ์”  เดินหน้าสร้างความร่วมมือฝึกงานสหกิจ สร้างบัณฑิตไทยสไตล์ญี่ปุ่นสู่โลกแห่งการทำงานจริง โดย ผศ.ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น Read More »

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอน สู่ความเป็นเลิศ ผู้จัดทำโครงการ​ นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​               ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสาคัญในทุกด้านของชีวิต การศึกษาเองก็ได้รับผลกระทบและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด เพราะเติบโตมากับเทคโนโลยี จึงมีแนวคิดและวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเดิม ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนจาเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งนักศึกษาต้องการความยืดหยุ่นในการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น การเรียนผ่านวิดีโอ หรือการใช้แอปพลิเคชันการศึกษา รายวิชาของหมวดวิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน พัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัย และเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนาไปใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ อีกทั้งพยายามปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักศึกษา เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศสอดคล้องตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ทั้งนี้ได้นารายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) มาพัฒนาเพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับการเรียนการสอนในทุกมิติ โดยให้ชื่อโครงการว่า “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ” ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การพัฒนาสมรรถนะ (competency) ของนักศึกษา โดยมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ• ความรู้ (knowledge)• ทักษะ (skill)• ทัศนคติ (Attitude) การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน (Transformative Learning)• ผ่านประสบการณ์ (experience)• นำามาคิดไคร่ครวญ (contemplative thinking)• สะท้อนการเรียนรู้ (reflection)• แลกเปลี่ยนกัน (rational discourse)• ใช้การสนทนา (dialogue) เพื่อให้ได้ข้อสรุป (conceptualization)• เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองจากภายใน (behavior change / inside out) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อ.นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ วางแผนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา ทั้งทางด้าน ความรู้ (knowledge), ทักษะ (skill) และ ทัศนคติ (Attitude) ผ่านกิจกกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับผู้เรียน ความรู้ (knowledge) พัฒนาทักษะการสอนเน้นกระตุ้นการคิดและการมีส่วนร่วมกับผู้เรียน โดยใช้ใช้คาถามปลายเปิดให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเตรียมการเรียนการสอน ร่วมทั้งนามาจัดกิจกรรมในระหว่างเรียนเพื่อช่วยให้การสอนน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น Kahoot, Mentimeter เป็นต้น พัฒนาทักษะการสอนทั้งการใช้น้าเสียง การยกตัวอย่าง การเล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย และฝึกชื่นชมนักศึกษา และให้กาลังใจอย่างเหมาะสม ผสมผสานการเรียนรู้ทั้งการเรียนในห้องเรียน (On-site) และ การเรียนออนไลน์ (Online) ผ่าน VDO บันทึกการสอนที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนักศึกษาในปัจจุบัน ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเรียน นักศึกษาสามารถเลือกฟังเฉพาะหัวข้อที่ไม่เข้าใจ หรือหัวข้อที่จดตามในห้องบรรยายไม่ทัน เพราะได้วาง tag เวลาของแต่ละหัวข้อไว้ให้ รวมทั้งในช่วงท้ายยังเพิ่มเติมการสรุปบทเรียนเน้นประเด็นสาคัญของการเรียนในวันนั้น ซึ่งใช้เทคนิคการถ่ายผ่าน green screen เพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น การฟังบทสรุปช่วยให้นักศึกษาฝึกสะท้อนการเรียนรู้ (reflection) ว่าหลังจากฟังบรรยายสามารถจับประเดินสาคัญได้มากเพียงใด จัดให้มีกิจกรรม Tutorials session ในรูปแบบ active Learning ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยให้นักศึกษาช่วยกันลองทาโจทย์ปัญหาไปด้วยกัน ฝึกคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และชี้จุดอ่อนที่ต้องพัฒนาให้กับนักศึกษา ตัวอย่าง VDO บันทึกการสอน : https://youtu.be/uWmAnXKjb-Q ทักษะ (skill) เนื่องจากคู่รายวิชานี้ยังรวมถึงการเรียนในภาคปฏิบัติการ (เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา PSO223) ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของ learning pyramid จึงยิ่งช่วยเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักศึกษา กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเรียนภาคปฏิบัติการจะช่วยพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ที่สามารถนาไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริงในสายวิชาชีพ เช่นo ทักษะในการอภิปรายผลการทดลองที่ต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราห์อย่างเป็นระบบo ทักษะในการทาปฏิบัติการซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้งานอุปกรณ์ห้องปฏิการต่างๆ ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพในอนาคตo ทักษะการนาเสนอผ่านกิจกรรม Conference ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนสูงสุด เพราะนักศึกษาได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้วยตนเอง ทาให้เข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น   ทัศนคติ (Attitude) ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อปลูกฝังทัศนคติที่พึงประสงค์ให้กับนักศึกษา โดยออกแบบโครงการหรือกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับปัญหาที่พบในการเรียนการสอนที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาที่ 1: นักศึกษาไม่เข้าห้องเรียน (on-site)          จากปัญหาในปัจจุบันที่นักศึกษามักไม่เข้าเรียน on-site และในขณะเดียวกันก็ไม่มีวินัยพอที่จะทบทวนบทเรียนในรู้แบบ online จึงมักทบทวนบทเรียนไม่ทันในการสอบแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงหาแนวทางที่จะดึงดูดให้นักศึกษาเข้าชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยเชิญชวนว่าหากเข้าฟังบรรยายครบทุกครั้งจะมอบเกียรติบัตรให้ ซึ่งเป็นเกียรติบัตรในรูปแบบ online ที่สามารถจัดทาได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย           พบว่าช่วยให้นักศึกษาพยายามเข้าชั้นเรียนกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านๆ มา และเมื่อผู้เรียนเหล่านี้สามารถติดตามเนื้อหาและทบทวนบทเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลดีต่อคะแนนสอบ ส่งผลให้สามารถตระหนักถึงความสาคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อเข้าเรียน on-site และอยากเข้าชั้นเรียนมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปัญหาที่ 2: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง มักไม่ถูกกระตุ้นศักยถาพ โดยปกติแล้วผู้ดูแลรายวิชา (course coordinator) มักเฝ้าระวังและติดตามผลการเรียนของนักกศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ามากกว่ากลุ่มอื่น เพื่อหาแนวทางพัฒนาให้มีศักยภาพให้ทัดเทียมเพื่อนๆ โดยมักไม่มีโครงการหรือกิจการรมการเรียรู้ใดที่มีเป้าประสงค์ในการกระตุ้นศักยถาพของนักศึกษามีสมรรถนะในการเรียนสูงทางรายวิชาตระหนักถึงความสาคัญในการดูและนักศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมในทุกกลุ่ม จึงจัดให้มีโครงการต้นแบบเพื่อกระตุ้นสักยภาพของนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนสูง โดยถ้าสามารถทาคะแนนได้เต็มในหัวข้อสรีรวิทยาของระบบประสาท และสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือด จะมอบเกียรติบัตรพิเศษให้ ถึงแม้ นักศึกษากลุ่มนี้หลายคนอาจเคยได้คะแนนสูงสุดมาก่อน และได้รับคาชมเชยบ่อยครั้งจะเป็นเรื่องเคยชิน แต่การทาคะแนนได้เต็มยังต้องอาศัยความพยายามให้มากขึ้นอีกหลายเท่า นับเป็นการเพิ่มความท้าทาย ช่วยกระตุ้นศักยภาพของนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นแรงบรรดาลใจให้กับนักศึกษาทุกระดับ ช่วยให้นักศึกษาจะตระหนักถึงความจริงได้ว่า “ไม่ว่าจะมีสมรรถนะในการเรียนสูงเพียงใดหากต้องการความสาเร็จที่สูงขึ้น ก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่” ปัญหาที่ 3: นักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่ำ ขาดความเชื่อมันในตัวเองและขาดแรงบรรดาลใจในการเรียนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ซึ่งจัดการเรียนการสอนเป็นสองรายวิชาต่อเนื่อง เดิมเป็นรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ (PSO225) เพียงตัวเดียว ปัญหาที่พบคือมีนักศึกษาที่ไม่ผ่านรายวิชาสะสมอยู่จานวนมาก ในกลุ่มนี้ยังรวมถึงนักศึกษาที่ได้รับเกรด F ของรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อนหลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาเหล่านี้พบว่าส่วนใหญ่มักขาดความเชื่อมันในตัวเอง และขาดแรงบรรดาลใจในการเรียน พอใกล้สอบก็ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือส่งผลให้จาเนื้อหาบทเรียนไม่ได้ จึงมักสอบไม่ผ่านในหลายรายวิชา ดังนั้นจึงมีโครงการเพื่อมุ่งพัฒนาทัศนคติ และสร้างความเชื่อมันในตัวเองให้กับนักศึกษาในกลุ่มนี้ โดยมีกระบวนการโดยสังเขปดังนี้ โครงการนี้สงวนให้เฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า คือเคยได้รับ F หรือ W ในรายวิชานี้ และรวมทั้งกลุ่มที่ได้เคยได้รับ F ในรายวิชาที่เป็นวิชาบังคับก่อน ให้ทาการ re-exam เฉพาะการสอบครั้งที่ 3 และ 4 สารองไว้ตั้งแต่หลังการสอบครั้งนั้นๆ โดยไม่ต้องรอผลการตัดเกรด เมื่อสิ้นสุดรายวิชาให้นาคะแนนปกติทาการตัดเกรดก่อน หากสอบผ่านรายวิชาได้ตามปกติ จะไม่ใช้คะแนนในส่วนที่ re-exam ไว้ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแต่สามารถสอบผ่านโดยไม่ จาเป็นต้องใช้คะแนน re-exam สามารถได้รับเกรดตามปกติตามความสามารถของตนเอง นักศึกษาที่รวมคะแนนปกติแล้วได้รับเกรด F จะนาคะแนนจากการ re-exam ที่สารองไว้มาแทนที่ในการสอบครั้งนั้นๆ ซึ่งหากแทนที่เพียงแค่การสอบครั้งที่ 3 แล้วสามารถได้เกรด D ก็ไม่จาเป็นต้องทาการสอบ re-exam ในครั้งที่ 4 นักศึกษาที่ใช้คะแนนจากการ re-exam มาแทนที่จะได้รับเกรดไม่เกิน D หากมองเผินๆ จะคล้ายกับการ re-exam ตามปกติ แต่ในความจริงแล้วนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมากสอบ re-exam สะสมคะแนนไว้ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับ F หรือไม่ หากเปรียบเทียบจะคล้ายกับการทาประกันชีวิตมากกว่า ด้วยกระบวนการนี้จะช่วยให้นักศึกษาซึ่งเดิมจะขาดความมั่นใจในการเรียน มีสมาธิในการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาจะรู้สึกว่าในทางที่ร้ายที่สุดก็ยังมีโครงการที่ยังให้โอกาสพวกเขาอยู่ และในกรณีที่สามารถสอบผ่านได้ด้วยตนเองจะยิ่งสร้างความเชื่อมันในตัวเอง (self-esteem) ให้กับนักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักศึกษากลุ่มนี้เพราะไม่มีใครจะสร้างความเชื่อมั่นแทนคนอื่นได้ จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน             ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากการนำไปใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ถือได้ว่าประสบผลสาเร็จเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในด้านผลการเรียน ที่พบว่าที่ดีที่สุดเท่าที่ เคยเปิดการเรียนการสอนรายวิชานี้มา ทั้งยังได้รับความพึงพอใจจากผู้เรียนดังแสดงในตัวอย่างจากแบบประเมินที่ได้รับจากนักศึกษา เช่น Physioเป็นวิชาที่เข้าใจนักศึกษาที่สุดตั้งแต่หนูเรียนในคณะนี้มาแล้วค่ะ จัดการสอบและจัดเวลาเรียนได้สมเหตุสมผล คิดถึงนักศึกษาและพูดกับนักศึกษาตรงๆในจุดที่ต้องแจ้ง อยากขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆค่ะ วิชานี้คือวิชาที่ทาให้หนูได้รู้ว่ายังมีเหล่าอาจารย์ที่จริงใจและตั้งใจที่จะสอนนักศึกษาจริงๆ ใส่ใจทุกรายละเอียดดีเทล สไลด์สวย สอนดีทุกคนจริงๆค่ะ หนูประทับใจมากจริงๆค่ะ แบบมากๆจากใจ ปกติหนูไม่ชอบเรียนวิชาแบบนี้เลยค่ะ แต่วิชานี้เพราะอาจารย์สอนกันใส่ใจมากๆจริงๆเลยทาให้หนูมีแรงเรียนแล้วก็สอนเข้าใจด้วยค่ะ มันเลยง่ายขึ้นหน่อยสาหรับหนู ขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากๆจริงๆนะคะ อยากมอบรางวัลโนเบลให้ค่ะ วิชานี้ในทั้งเรื่องการจัดการ การประสานงาน เนื้อหาที่เรียน รูปแบบการเรียนการสอน รวมถึงอาจารย์ทุกท่าน สาหรับผม ผมชอบมากที่สุดแล้วครับ รู้สึกอาจารย์ใส่ใจ เข้าใจนักศึกษา ให้ขาดได้ตามบริหาร ช่วงใกล้สอบก็มีวิดีโออัดให้โดยไม่ต้องเข้าเรียน ในไลน์ก็ยังคอยอัพเดทเรื่องต่างๆ เป็นไลน์กลุ่มเรื่องเรียนวิชาเดียว ที่มีแจ้งเตือนแล้วทาให้อยากกดเข้าไปอ่าน ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านมากครับ ชอบวิชานี้ที่สุดเท่าที่เรียนมา จริงๆ ครับ สู้ๆ ครับอาจารย์ทุกคน ขอบคุณอาจารย์หมวด สรีรวิทยาทุกคนค่ะ สอนดีมากๆเลยค่ะ เป็นวิชาที่รู้สึกยาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการต่างๆของร่างกาย มีขั้นตอนต่างๆ แต่อาจารย์หลายท่านทาให้เข้าใจ อธิบายได้ดี รวมถึงมี tutorial ขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมขอบคุณมากๆเลยค่ะ             หลังจากสิ้นสุดรายวิชาพบว่ามีนักศึกษาจานวน 35 คนที่เข้าเรียนครบทั้ง 50 ชั่วโมง (นับรวมตลอดการเรียนของทั้งรายวิชา PSO222 และ PSO223) และไม่มีนักศึกษาคนใดเลยที่ขาดเรียนเกินกาหนดของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าในจานวนนี้มีนักศึกษาในกลุ่มที่มีสมรรถนะในการเรียนต่า (กลุ่มที่ได้รับเกรด F หรือ W มาก่อน) ได้รับเกียรติบัตร 12 คน (คิดเป็น 30%) หากนาข้อมูลไปเทียบกับผลการเรียนของนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่ามีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทาให้ศึกษาในกลุ่มนี้ตระหนักถึงความสาคัญของการเข้าเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน on-site มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ NEURO CHALLENGE และ CARDIO CHALLENGE           ถึงแม้ในปีนี้จะไม่มีนักศึกษาทันตแพทย์ที่มีสมรรถนะในการเรียนสูงคนใดสามารถทาคะแนนเต็มได้สาเร็จในรายวิชา PSO222 แต่หลังจากได้พูดคุยกับนักศึกษาในกลุ่มนี้พบว่าตัวโครงการได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาเพื่อกระตุ้นตัวเองให้มีศักยถาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ได้นาแนวปฏิบัติของรายวิชานี้ไปใช้กับรายวิชา สรีรวิทยา (PSO201) สาหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ในรายวิชานี้มีนักศึกษาสามารถทาคะแนนได้เต็มในระบบหัวใจและหลอดเลือด 1 คน ซึ่งนอกจากจะเป็นขวัญและกาลังใจต่อผู้ที่รับเกียติบัตรเองแล้ว ยังส่งผลต่อความภาคภูมิใจต่อเพื่อนร่วมคณะให้มีแรงบันดาลใจ มีความพยายามในการเรียนเพิ่มากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากโครงการ RESCUE PROJECT            เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประสบผลสาเร็จเกินคาดหมาย จากนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 19 คน ในจานวนนี้สามารถตัดเกรดโดยใช้คะแนนของตนเองตามปกติมากถึง 15 คน ซึ่งผลดีอย่างมากต่อนักศึกษาในกลุ่มนี้ เพราะเป็นการช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับตนเอง ช่วยเป็นเครื่องยืนยันว่าถึงแม้จะมีสมรรถนะในการเรียนต่าแต่ถ้ามีความพยายามก็สามารถทาสาเร็จได้ดังใจหวัง ซึ่งจากแบบประเมินของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับ 5 คะแนนเต็ม           อีกทั้งในจำนวน 4 คนที่ต้องใช้คะแนน re-exam เข้าทดแทน ยังพบว่ามี 3 คนที่ใช้เพียงคะแนน re-exam ของการสอบครั้งที่ 3 เท่านั้น ก็สามารถสอบผ่านได้โดยไม่จาเป็นต้องนัดสอบหลังจากการสอบครั้ง 4 จึงยังช่วยเพิ่มความความมั่นใจ เพิ่มขวัญและกาลังใจให้กับพวกเขาได้เช่นเดียวกัน เพราะเขาจะรู้สึกว่าด้วยความพยามของเขาเองอย่างเต็มทีเสริมกับความช่วยเหลือเพียงหนึ่งครั้งก็สามามารถผ่านไปได้             ในขณะที่นักศึกษาคนสุดท้ายจะยังคงสอบไม่ผ่านถึงแม้จะใช้คะแนน re-exam ทั้งสองครั้งแล้วก็ตาม ถือว่าโครงการนี้ยังมีอานาจจาแนกกลุ่มเด็กที่สมรรถนะในการเรียนระดับต่ามากถึงแม้จะให้โอกาสแต่ก็ยังขาดความพยายาม ชี้ปัญหาให้เขาได้ตระหนักและมุ่งพัฒนาเพื่อมีศักยภาพให้เพิ่มขึ้นในอนาคต               ทั้งนี้ในแต่ละขั้นตอนตลอดโครงการนี้นักศึกษายังได้พัฒนาทักษะในหลายด้านที่สอดคล้องกับ Transformative learning เช่นกระบวนการ brainstorming, reflection, rational discourse ช่วยให้ได้ผลลัพท์ทางการศึกษาที่ดีในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของนักศึกษา จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรในอนาคตปัญหาและอุปสรรคที่พบ การประเมินผลการเรียนของรายวิชา PSO222 จะไม่มีการเรียนภาคปฏิบัติการ (ภาคปฏิบัติการจัดอยู่ในรายวิชา PSO223) ทาให้นักศึกษามีความกดดันระหว่างเรียนพอสมควร เพราะคะแนนจะมาจากการสอบเพียงสองครั้ง ร่วมกับคะแนน post-test ถ้าหากขาดความพร้อมในการทบทวนบทเรียนก่อนการสอบจะมีโอกาสสอบไม่ผ่านสูง เนื่องจากนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์มีการเรียนและการสอบในหลากหลายวิชา ทาให้บ่อยครั้งนักศึกษาเลือกที่จะไม่เข้าห้องเรียน และใช้เวลาสาหรับทบทวนเนื้อหาที่กาลังจะสอบ ส่งผลให้ในการสอบครั้งหลังๆ จะตามทบทวนเนื้อหาที่ไม่เข้าเรียนมาก่อนไม่ทัน               จะเห็นได้ว่าเมื่อเราดูแลรายวิชาให้ครอบคลุมในทุกด้าน และดูแลนักศึกษาอย่างทั่วถึงผ่านโครงการที่หลากหลายสอดคล้องเหมาะสมกับนักศึกษาในแต่ละสมรรถนะการเรียนรู้ ถึงแม้จะเป็นเพียงรายวิชาเดียวก็ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และทัศนคติของนักศึกษาไปในทางที่ดีขึ้นได้ หากนำแนวปฏิบัตินี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับปริบทของรายวิชาต่างๆ ตลอดหลักสูตร จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK              การดำเนินงานของโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) การนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับปริบทของนักศึกษาในปัจจุบัน โดยพยายามนาเทคโนโลยีมาผสานกับการเรียนการสอน เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ active Learning ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน อีกทั้งยังมีอีกหลายโครงการที่มุ่งพัฒนาทางด้านทัศนติ ซึ่งถือเป็นโจย์ยากในการปลูกฟังแนวคิดที่ถูกต้องเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างยั่งยืน สร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังจากผลการเรียน และผลจากการประเมินการเรียนการสอน สามารถสะท้อนความสาเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี โดยได้ถอดบทเรียนจากโครงการและนาไปปรับใช้กับรายวิชาต่างๆ ของหมวดวิชาสรีรวิทยา ตลอดจนยังนาแนวปฏิบัติมาใช้กับการเรียนการสอนรายวิชาสรีรวิทยาสาหรับนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ 1 และ 2 (PSO222, PSO223) ในปีการศึกษาปัจจุบัน รวมทั้งยังมีโอกาสร่วมแชร์แนวปฏิบัตินี้ในการประชุมพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์ ประจาปีการศึกษา 2567 ซึ่งคณาจารย์แต่ละท่านสามารถนาข้อมูลไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปริบทของรายวิชาตนเอง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนจะได้ประโยชน์จากโครงการ “HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ”เพียงใด นอกจากรูปแบบโครงการที่หลากหลายและครอบคลุมกับนักศึกษาทุกกลุ่มแล้ว อีกสิ่งที่สาคัญไม่แพ้กันคือ ความตั้งใจของตัวนักศึกษาเอง ถึงแม้รายวิชานี้จะมุ่งพัฒนาการเรียนการสอนในทุกด้านเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเรียนให้กับนักศึกษาแต่ด้วยปริบทนักศึกษาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ก็ไม่ง่ายนักที่จะเปลี่ยนทัศนคติให้กับนักศึกษาทุกคนได้ จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในทุกรายวิชาตลอดหลักสูตรคอยช่วยกันหล่อหลอมเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีความเป็นเลิศตามต้องการ            นอกจากการมุ่งพัฒนานักศึกษาแล้วสิ่งสาคัญอย่างยิ่งคือการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ควบคู่ไปด้วย จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสาคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับคณาจารย์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเต็มกาลังความสามารถ ในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกเลิกการแจกเกียรติบัตรอาจารย์สอนดีเด่น (ที่ได้รับเมื่อมีคะแนนประเมินจากนักศึกษาในระดับสูง) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างแรงจูงใจเพื่อพัฒนาศักยภาพการสอนของคณาจารย์ หากมีแนวปฏิบัติอื่นใดที่ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าเหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจแก่คณาจาย์สามารถนามาประกาศใช้เพิ่มเติม ย่อมส่งผลดีต่อนักศึกษาเพราะจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย

HOLICTIC APPROACH แนวทางการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ Read More »

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้จัดทำโครงการ รศ.ดร.ภัททวัฒน์ มณีวัฒนภิญโญ นศภ.จารวี สุริโย นศภ.อรณัฏฐ์ หวยสูงเนิน นศภ.ณัฐกิตต์ เกตุพิมล ผศ.ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร และผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางด้านการจัดการศึกษามากขึ้นโดยผู้วิจัยได้นำเทคโนโลยีและความทันสมัยของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาใช้ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในปัจจุบันมีช่องทางในการศึกษาที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์สื่อการเรียนรู้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยเทคนิคทางด้านการพัฒนาสื่อการสอน กลายมาเป็นเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึง และใช้งานได้อย่างสะดวก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในการจัดการเรียนการสอน หรือเป็นสื่อเสริมการเรียนรู้ได้           ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นโดยออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ผ่านเบราว์เซอร์ Safari, edge หรือ Google chrome ซึ่งจะจำกัดการลงทะเบียนในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ด้วย E-mail ของทางมหาวิทยาลัยรังสิต เท่านั้น โดยสื่อการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการทบทวนบทเรียน โดยที่ผู้เรียนสามารถทบทวนเนื้อหาได้ตลอดเวลา และทุกสถานที่ตามต้องการ           วิชา Pharmaceutical chemistry II รหัส PHA 333 เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 มีรูปแบบเป็นการเรียนแบบบรรยาย 2 หน่วยกิต ซึ่งเนื้อหารายวิชา เกี่ยวข้องกับโครงสร้างยาหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่ใช้ในทางเภสัชกรรม การค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตัวยาจากแหล่งที่มาต่าง ๆ ได้แก่ ยาที่ได้จากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ โดยแบ่งเนื้อหาตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการนำไปใช้ ธรรมชาติทางเคมี คุณสมบัติทาง physical chemistry ของตัวยา อันตรกิริยาของยา และความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างทางเคมีกับการออกฤทธิ์ของยา ทางทีมผู้วิจัยมีความประสงค์จัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนนี้ขึ้นเพื่อช่วยในการเรียน วิชา Pharmaceutical chemistry II ในหัวข้อกลุ่มยาต้านแบคทีเรีย เพื่อให้ผู้เรียนนั้นได้เข้าใจเนื้อหา และโครงสร้างกลุ่มยาต้านแบคทีเรียมากขึ้น มีแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งานเว็บไซต์ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเว็บไซต์จะให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มยาต้านแบคทีเรียอ้างอิงจำนวนการแบ่งกลุ่มยาตามเอกสารคำสอนของอาจารย์ผู้สอนของรายวิชาเภสัชเคมี 2 รหัส PHA 333 มีการแสดงข้อมูลโครงสร้างทางเคมีของกลุ่มยาต้านแบคทีเรียต่างๆ มีข้อมูลพื้นฐานทาง pharmacology สามารถให้ผู้เรียนสามารถเลือกเข้าชม และมีช่องคำค้นหาตามกลุ่มยาที่สนใจและต้องการหาข้อมูลนั้นได้           ดังนั้นสื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ควรทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และหรือใช้ร่วมกับการเรียนบรรยาย ซึ่งสื่อนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถนำทักษะมาใช้ในวิชา pharmaceutical chemistry II ได้ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องชัดเจน โดยในการจัดทำสื่อเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และเป็นช่องทางในการทบทวนความรู้ทางเภสัชเคมีนี้มีแนวทางในประเมินผลโดยดำเนินงานในรูปของโครงการวิจัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            รายวิชา Pharmaceutical Chemistry II (PHA 333) เป็นรายวิชาหลักในหลักสูตรเภสัชศาสตร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะบรรยาย จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชานี้มุ่งเน้นการศึกษาทางด้านเคมีเภสัชกรรม โดยครอบคลุมองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของตัวยาหลากหลายกลุ่ม ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องในทางเภสัชกรรม หลักการค้นพบยา การออกแบบและพัฒนายา ตลอดจนแหล่งที่มาของตัวยา ซึ่งอาจเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ยากึ่งสังเคราะห์ ยาสังเคราะห์ และผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ เนื้อหาของรายวิชาได้รับการจัดระเบียบตามกลุ่มเภสัชวิทยาของยา โดยเน้นการศึกษาคุณสมบัติเฉพาะของสารออกฤทธิ์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ โครงสร้างทางเคมี สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางเคมีกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเภสัชกรในการวิเคราะห์ ประเมิน และบูรณาการข้อมูลทางเคมีของยาเพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัยในเวชปฏิบัติ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพคือการพัฒนา website ที่รวบรวมข้อมูลทางเคมีของยาปฏิชีวนะ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับค้นหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ สมบัติทาง physical chemistry อันตรกิริยาระหว่างยา และข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ของยากลุ่มนี้ Website ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ โดยช่วยให้สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาในการสืบค้น วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเคมีของยาในการศึกษาทางเภสัชกรรม นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ           ดังนั้นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการศึกษาในรายวิชา Pharmaceutical Chemistry II ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก เพิ่มศักยภาพในการค้นคว้า และสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ           อาจารย์ประจำวิชา PHA 333 เภสัชเคมี 2 จะแนะนำเว็บไซต์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัยได้ทดลองใช้งานจริง จากนั้นมีแบบทดสอบก่อนเข้าเรียน (pre-test) ในเว็บไซต์ แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ให้ผู้เข้าร่วมวิจัย เป็นการขอความร่วมมือจากนักศึกษา และไม่มีผลต่อการวัดผลของรายวิชา โดยมีแนวทางในการดำเนินกิจกรรมและระเบียบวิธีวิจัย ดังนี้ ประชากร (Population : N) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 150 คน     กลุ่มตัวอย่าง (Sample : n) นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA 333) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567  จำนวน 110 หรือ 109 คน (คำนวณตาม Taro Yamane ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05) การสร้างและทดสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยออกแบบสื่อการเรียนรู้สำหรับการใช้ใน วิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333) ผู้วิจัยเตรียมเนื้อหา และออกแบบบทเรียนบน Microsoft Excel และทดลองใช้กับกลุ่มเล็กเพื่อนำความเห็นปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนรู้ (pre-test) เพื่อประเมินความเข้าใจ และทักษะด้านเคมีทางยา ผู้วิจัยชี้แจงผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้สื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 PHA 333 ห้องเรียนแจ้งกับผู้เรียนในคาบเรียน และให้ผู้เรียนใช้สื่อการเรียนรู้ช่วงว่างโดยใช้งานก่อน หรือหลังเรียนในคาบเรียน ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนรู้ (post-test) เพื่อประเมินความเข้าใจและทักษะด้านเคมีทางยาสำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย หลังจากใช้สื่อการเรียนรู้ ช่วงว่างโดยใช้หลังเรียนในคาบเรียน โดยผู้วิจัยสร้างแบบประเมินความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้สำหรับหัวข้อยาต้านแบคทีเรีย ในวิชาเภสัชเคมี 2 (PHA333)  โดยสร้างแบบประเมิน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่      ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ประกอบด้วยเพศ ปีที่เข้าเรียน และสาขาวิชา      ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความเห็นของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้โดยมีข้อคำถาม 18 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเห็นต่อเนื้อหา และแบบฝึกหัด 2) ความเห็นต่อสื่อการเรียนรู้ และความพึงพอใจโดยรวม 1 ข้อ แบบสอบถามเป็นแบบ Likert Scale มี 5 ระดับ เรียงจากระดับความพึงพอใจน้อยที่สุดถึงระดับความพึงพอใจมากที่สุด      ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของนักศึกษาต่อสื่อการเรียนรู้ จำนวน 1 ข้อ      ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) จากอาจารย์เภสัชกรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน โดยทุกข้อคำถามต้องมีค่า Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 และหาความเชื่อมั่นของการหาความเชื่อมั่น แบบความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency) ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน เป็นความสอดคล้องกันระหว่างคะแนนรายข้อเป็นตัวแทนของคุณลักษณะเด่นเดียวกันที่ต้องการวัด วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coeffident: ) การให้คะแนนเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ยังใช้ได้กับแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบ 0, 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล : เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) โดยได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจ และ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) โดยได้จากแบบทดสอบ pre-test และ post-test การวิเคราะห์ข้อมูล : นี้ผู้วิจัยได้นำคะแนนที่ผู้ร่วมวิจัยได้ทำแบบทดสอบก่อน และหลังใช้งาน. เว็บไซต์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งจะประเมินได้ว่าผู้ร่วมวิจัยนั้นมีความเข้าใจหลังใช้งานนวัตกรรมมากหรือน้อยเพียงใด และนำ Index of item-Objective Congruence (IOC) 0.5-1.0 ในแบบสอบถามความพึงพอใจ มาประเมินผลข้อมูลว่าค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินความพึงพอใจค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test เพื่อหานัยสำคัญทางสถิติ มีการลงพื้นที่วิจัยภาคสนาม ในห้องห้องเรียนรายวิชา pharmaceutical chemistry II (PHA333) มหาวิทยาลัยรังสิต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้ถูกพัฒนาเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้และเครื่องมือช่วยทบทวนความรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยเน้นการจัดทำฐานข้อมูลที่ครอบคลุมโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ และสมบัติของยาปฏิชีวนะกลุ่มต่าง ๆ ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) จากนั้นศึกษาเนื้อหาและทำแบบทดสอบหลังเรียน (post-test) ผลการดำเนินโครงการพบว่า มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ คะแนนเฉลี่ย pre-test ก่อนการเรียนอยู่ที่ 3.00 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) ในขณะที่คะแนนเฉลี่ย post-test หลังจากการทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (จากเต็ม 6 คะแนน) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลคะแนนเป็นรายบุคคล พบว่า นักศึกษาที่ได้คะแนน post-test 5 คะแนน มีจำนวน 55 คน คิดเป็น ร้อยละ 45.45 นักศึกษาที่ได้คะแนนเต็ม 6 คะแนน มีจำนวน 56 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.18 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาวิชาเภสัชเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อุปสรรคและปัญหาในการดำเนินงาน แม้ว่าผลลัพธ์ของโครงการจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา แต่ยังพบอุปสรรคและปัญหาบางประการในกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้ ความท้าทายในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม การจัดทำฐานข้อมูลของยาปฏิชีวนะต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลทางเคมีและเภสัชวิทยา ซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวนข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลให้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย การพัฒนาโปรแกรมค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำต้องอาศัยการทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การใช้งานจริงของนักศึกษา นักศึกษาบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ทำให้ต้องใช้เวลาในการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเข้าถึงและใช้งานระบบ การทบทวนเนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนสำหรับนักศึกษาบางกลุ่ม ปัจจัยด้านความพร้อมของระบบและอุปกรณ์ ปัญหาทางเทคนิค เช่น ความเร็วในการเข้าถึงระบบ การรองรับจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกัน และข้อผิดพลาดของโปรแกรม อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา อุปกรณ์ของนักศึกษาบางคนอาจไม่รองรับการใช้งานโปรแกรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่พบในการดำเนินโครงการ สามารถพิจารณาปรับปรุงในด้านต่อไปนี้ ปรับปรุงฟังก์ชันของระบบให้มีความเสถียรและใช้งานง่าย พัฒนาอินเทอร์เฟซให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท เพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ใช้ เช่น คู่มือการใช้งานออนไลน์ หรือคลิปวิดีโอแนะนำ เพิ่มเนื้อหาหรือเครื่องมือเสริมการเรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ interactive หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางเคมีของยา เพิ่มแบบฝึกหัดหรือข้อสอบจำลองเพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินความเข้าใจของตนเองได้ก่อนการสอบจริง ปรับกลยุทธ์การส่งเสริมการใช้งานระบบ จัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานสื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเภสัชศาสตร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในวิชา PHA 333 จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น           โดยสรุป ผลการดำเนินโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในการเพิ่มพูนความเข้าใจด้านเภสัชเคมีของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อพัฒนาและขยายขอบเขตของโครงการให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในระยะยาว 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           โครงการวิจัย “นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2” ได้รับการพัฒนาเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหาทางเคมีเภสัชกรรมเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II โดยมีการตรวจสอบผลการดำเนินงานผ่านการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา รวมถึงการเก็บรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานสื่อการเรียนรู้นี้ การนำไปใช้จริงพบว่า นักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 สามารถเข้าถึงและใช้โปรแกรมค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 121 คน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการทำ pre-test ก่อนใช้สื่อการเรียนรู้ และทำ post-test หลังจากการศึกษาเนื้อหา ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยของ pre-test อยู่ที่ 3.00 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) และเพิ่มขึ้นเป็น 5.15 คะแนน (เต็ม 6 คะแนน) ใน post-test แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจของนักศึกษาในเนื้อหาได้อย่างมีนัยสำคัญ           นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อสื่อการเรียนรู้นี้ โดยให้ความเห็นว่าระบบสามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะได้สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางส่วนยังพบปัญหาด้านเทคนิค เช่น ความยากในการค้นหาข้อมูลเฉพาะด้าน และข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ สรุปและอภิปรายผล จากผลการดำเนินโครงการ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้ โปรแกรมค้นหานี้ช่วยให้คะแนน post-test ของนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 00 เป็น 5.15 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้นี้สามารถช่วยพัฒนาความเข้าใจและความสามารถในการจำแนกข้อมูลของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนนักศึกษาที่ทำคะแนนได้สูงขึ้นหลังใช้สื่อการเรียนรู้ ยืนยันถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและความสามารถของโปรแกรมในการสนับสนุนการเรียนรู้ ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกที่ทุกเวลา ลดข้อจำกัดของการเรียนการสอนในห้องเรียน ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้แบบ self-directed learning ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อุปสรรคและข้อจำกัด ปัญหาด้านเทคนิค เช่น การเข้าถึงระบบที่อาจไม่เสถียรในบางช่วงเวลา และข้อจำกัดของอุปกรณ์ของนักศึกษาบางส่วน นักศึกษาบางรายยังขาดความคุ้นเคยกับการใช้สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ทำให้ต้องมีระยะเวลาในการปรับตัว บทสรุปความรู้และความรู้ที่ค้นพบใหม่ จากโครงการวิจัยนี้ สามารถสรุปองค์ความรู้และข้อค้นพบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในอนาคต ดังนี้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเสริมการเรียนรู้ในรายวิชาที่มีเนื้อหาจำนวนมาก สื่อการเรียนรู้แบบ interactive หรือระบบค้นหาแบบดิจิทัลสามารถช่วยลดภาระการจดจำข้อมูลของนักศึกษา และทำให้สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น การออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นระบบ การใช้ pre-test และ post-test เป็นแนวทางที่ดีในการวัดผลการเรียนรู้ และสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาอื่น ๆ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต และปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ         จากการดำเนินโครงการนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหาเรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 พบว่ามีศักยภาพในการช่วยเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในอนาคต ควรมีแนวทางการพัฒนาเพิ่มเติม รวมถึงระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ ดังนี้ 1. การปรับปรุงระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น หนึ่งในข้อจำกัดของระบบปัจจุบันคือการค้นหาข้อมูลที่อาจยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุม ดังนั้น ควรพัฒนาระบบให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการค้นหาตาม โครงสร้างทางเคมี หรือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเภสัชเคมีของยาต้านแบคทีเรีย แนวทางการพัฒนา: ปรับปรุง algorithm การค้นหาให้สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ หมู่ฟังก์ชันทางเคมี หรือ ลักษณะโครงสร้างโมเลกุล ของยาได้ เพิ่มฟังก์ชัน การเชื่อมโยงข้อมูลทางเภสัชวิทยาและเภสัชจลนศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาในร่างกายได้ง่ายขึ้น ออกแบบระบบที่สามารถ แสดงความสัมพันธ์ของยาในกลุ่มเดียวกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 2. การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine Learning (ML) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ AI และ ML สามารถช่วยให้ระบบค้นหาข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น โดยสามารถเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใช้ และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของนักศึกษา แนวทางการพัฒนา: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับยาที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา พัฒนา Chatbot อัจฉริยะ ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในเชิงลึก และช่วยตอบคำถามของนักศึกษาแบบเรียลไทม์ ใช้เทคนิค Natural Language Processing (NLP) เพื่อทำให้การค้นหาข้อมูลโดยใช้ภาษาธรรมชาติมีความแม่นยำมากขึ้น Machine Learning-based Recommendation System ที่สามารถแนะนำข้อมูลหรือบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักศึกษาสนใจ 3. การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น แอนิเมชัน หรือแบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และ แบบจำลอง 3 มิติของโครงสร้างยา สามารถช่วยให้นักศึกษาเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยาได้ชัดเจนขึ้น แนวทางการพัฒนา: สร้าง แอนิเมชันแสดงกลไกการออกฤทธิ์ของยา ในระดับเซลล์หรือโมเลกุล เพื่อช่วยให้เห็นกระบวนการทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับยาต้านแบคทีเรีย พัฒนา โมเดลโครงสร้าง 3 มิติของยา ที่สามารถหมุนและปรับมุมมองได้ เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างเชิงพื้นที่ของโมเลกุล เพิ่ม interactive Learning Modules เช่น แบบจำลองเสมือนจริง (Virtual Reality, VR) หรือแบบจำลองเสริม (Augmented Reality, AR) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกับโมเลกุลยาในมิติที่สมจริงมากขึ้น 4. ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ นอกจากแนวทางการพัฒนาแล้ว ปัจจัยต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมาย 4.1 การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา การบูรณาการสื่อการเรียนรู้เข้าสู่หลักสูตรของรายวิชา PHA 333 Pharmaceutical Chemistry II อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมให้คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 4.2 ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน การรักษาความเสถียรของระบบและเพิ่มขีดความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ให้สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันของผู้ใช้จำนวนมาก 4.3 การมีส่วนร่วมของนักศึกษาและการรับผลการประเมินเพื่อการปรับปรุง ควรมีระบบ feedback mechanism เพื่อให้นักศึกษาสามารถให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม และนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ การส่งเสริมการเรียนรู้แบบ active Learning โดยให้มีแบบฝึกหัด ทดสอบความเข้าใจ และกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

การวิจัยนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมค้นหา เรื่องยาต้านแบคทีเรียในวิชาเภสัชเคมี 2 (The Research on Innovative learning Media with the Search Engine on antibacterial Drugs in pharmaceutical chemistry II) Read More »

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.4, KR 5.1.2 และ KR 5.3.2 การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            ทิศทางการบริหารจัดการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้น ได้ใช้กลยุทธ์ในการเปลี่ยนจากคณะวิชาให้เป็นวิทยาลัยแห่งผลลัพธ์ มุ่งเน้นการบูรณาการทุกภาระกิจแบบครบวงจร โดยหลักการที่สำคัญที่นำมาใช้คือ การSynergy ของทุกองคาพยพทั้งคนและภารกิจของวิทยาลัย โดยเน้นในเรื่องการปฏิบัติภารกิจใดๆ ต้องส่งผลทำให้มีเกิดผลลัพธ์เกิดขึ้นเพื่อนำไปใช้ต่อเนื่องในภารกิจอื่นๆต่อๆกันไปอย่างครบวงจร เช่น การบริการวิชาการ ต้องสามารถให้เกิดผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การพัฒนานักศึกษา การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ การประชาสัมพันธ์เพื่อนำชื่อเสียงมาสู่วิทยาลัย รวมทั้งการนำไปใช้ในการดำเนินการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สามารถนำไปสู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมโดยมีรูปแบบการทำงานโดยสรุปดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษายุคใหม่            พิจารณาจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Great University) ได้นั้นต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (Learning University) และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเสาะแสวง (Inquiring University) โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญคืองานสอน งานวิจัย และงานบริการวิชาการรวมทั้งการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยมีการทดลองแบบ Service Learning ที่เน้นการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมหรือภาค Real Sector ที่เกี่ยวข้องโดยมีจุดมุ่งหมายในการเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีปรัชญาว่า“นวัตกรรม จิตวิญญาณผู้ประกอบการ และ ความเป็นสากล ชนะทุกสิ่ง และนำมาซึ่งความสำเร็จ” มีปณิธานในการมุ่งทำให้ “โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงานและโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”และมีวิสัยทัศน์คือ ก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีคำขวัญประจำวิทยาลัยว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง”           วิทยาลัยฯ มีความเชื่อและได้มีหนึ่งในสมมติฐานที่สำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้การพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯประสบความสำเร็จคือ “การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ” โดยในเรื่องดังกล่าวนี้เรามีความเชื่อว่าหนึ่งในตัวแปรต้นหรือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการก็คือ “งานบริการวิชาการ”และมีตัวแปรตามซึ่งหมายถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ความสำเร็จในการพัฒนานักศึกษาทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ทัศนคติและการมีงานทำและ/หรือการประกอบอาชีพส่วนตัว ความสำเร็จในการพัฒนาอาจารย์ทั้งในแง่คุณภาพในการจัดกระบวนการเรียนรู้ คุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการ ความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ความสำเร็จในการพัฒนาวิชาชีพ ความสำเร็จในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ           โดยมีตัวแปรควบคุมคือ “งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์.           ที่กล่าวมาโดยสรุปคือหนึ่งในแผนแนวคิดและยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่มุ่งใช้การบริหารจัดการจะเน้นการโดยใช้เป้าหมายเป็นฐาน (Target Based Management) ที่เน้นการพัฒนาบัณฑิตที่เปลี่ยนจาก Formative/Informative Learning เป็น Transformative Learning โดยมุ่งให้เป็นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership, Change Agent Skill) โดยใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ รูปที่ 2 แสดงยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการ เมื่อ S คือ ภาระงานบริการวิชาการ   R คือ ภาระงานวิจัย  และ T/L คือ ภาระงานสอน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  แนวคิดในการการพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง  องค์ความรู้ทางด้านการบริหารที่ประกอบด้วยหลักการการจัดการองค์กร องค์ความรู้ทางด้านการบริหารภารกิจการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา(การบริหารการศึกษา งานวิจัย งานบริการวิชาการ) องค์ความรู้ทางด้านการพัฒนางานบริการวิชาการและการใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ องค์ความรู้แบบองค์รวมในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของศตวรรษที่ 21 ยุคหลังโควิด-19 รวมทั้งยุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างๆทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์โดยเน้นในเรื่องของสภาพปัญหาและข้อจำกัด (Pain Point) ในทุกมิติขององคาพยพทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทยทั้งเรื่องของวิชาการ การวิจัย และงานบริการวิชาการ เรื่องของวงจรชีวิตของเครื่องมือและเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ เรื่องของคนและวิชาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ และการพัฒนา Career Path ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับประเทศไทยรวมทั้งการจัดการศึกษาและพัฒนาบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของมหาวิทยาลัยรังสิต การศึกษาดูงานจากสถาบันการศึกษาและ Real Sector รวมทั้งองค์กรในลักษณะอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงาน องค์ความรู้อื่นๆ ที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา แระดับหลักสูตรระดับคณะและวิทยาลัยรวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพรวมทั้งภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาให้กับภาค Real Sector ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ต่างๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิธีการดำเนินการ           องค์ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นหลักสูตรอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์จนมีการเติบโตขึ้นเป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปัจจุบัน โดยมีความเชื่อในเรื่องของใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการว่า กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ก็คือ “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” และเชื่อว่าทิศทางการพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จะต้องมีทิศทางความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าและนวัตกรรมของโลก โดยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี & นวัตกรรมจะต้องไม่เป็นความแปลกหน้า-แปลกแยกของนักศึกษาและบัณฑิต           ดังนั้นการวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ต้องตอบสนองโลกของความต้องการจริงที่เรียกว่า Demand Driven ซึ่งเป็นปณิธานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า เรามุ่งทำให้“โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน”โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือการทำให้การพัฒนาในทุกมิติของวิทยาลัยฯ อยู่ในทิศเดียวกับความก้าวหน้าของโลก อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของโลกในปัจจุบันและอนาคตนอกจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในทุกด้านอย่างรวดเร็ว (Technology Disruption) ก็คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Completely Aged Society) ซึ่งการรับมือกับสิ่งท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้การปรับเปลี่ยนพลิกโฉมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Re-inventing Innovation) ร่วมกับแนวคิด Glocalization (Think globally, Act locally) ที่เป็นการรวม Globalization และ Localization เข้าด้วยกัน นำไปสู่การพลิกโฉมความรู้และแนวปฏิบัติจากสังคมโลกสู่สังคมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในสมมุติฐานของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า “เครื่องมือในการพัฒนาในทุกมิติของหลักสูตรและวิทยาลัยฯให้ประสบความสำเร็จคือ การพัฒนาและใช้งานบริการบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยฯ จึงถูกนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่ วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยมีการดำเนินการโดยสรุปดังนี้ จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ รูปที่ 3 ศูนย์บริการวิชาการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ จำนวน 3 ศูนย์ ที่ใช้เป็นฐานในการให้บริการวิชาการกับสังคม วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางวิชาการจำนวน 3 ศูนย์หลักเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการใช้งานบริการวิชาการเป็นฐานในการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารจัดการหลักสูตรและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ดังรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ 1.1 ศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering Innovation and Service Center: BIS CENTER) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 (เริ่มเปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ปีการศึกษา2545) เดิมชื่อศูนย์วิจัย พัฒนาและบริการอุปกรณ์ชีวการแพทย์ (Biomedical Instruments Research Development and Services Center) ต่อมาในปีการศึกษา 2560 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นศูนย์บริการที่ดำเนินกิจกรรมแบบครบวงจรของการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลา ตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพ 1.2 ศูนย์การศึกษาและพัฒนามาตรฐานบริการสุขภาพนานาชาติ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีการศึกษา 2556 โดยมีจุดประสงค์หลักในการให้บริการวิชาการทางด้านการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานบริการสุขภาพทั้งระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้งกับการบริหารจัดการโรงพยาบาลโดยใช้มาตรฐานสากล เช่น JCI และ DNVGL เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการมุ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ 1.3 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวารแพทย์ (BMERSU Technology Transfer Center:TTC) ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นในปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในด้านการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนรวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ในการให้บริการการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ ทั้งนี้ศูนย์บริการวิชาการของวิทยาลัยทั้ง 3 ศูนย์ มีภารกิจใน 3 ลักษณะ คือ การให้บริการในด้านการยกระดับความรู้และทักษะการพัฒนาวิชางานและวิชาคนให้กับนักศึกษาและศิษย์เก่าทั้งในด้านการฝึกอบรม ให้ความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการพัฒนาทักษะปฏิบัติและทักษะการเป็นผู้ประกอบการแบบให้เปล่า เพื่อรองรับโครงการต่างๆ ในการพัฒนาเช่น โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน โครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจรที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 การให้บริการเพื่อสังคมแบบให้เปล่า โดยการจัดโครงการบริการวิชาการทางด้านการอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.) ในเขตจังหวัดปทุมธานีและโรงพยาบาลที่ห่างไกลความเจริญในต่างจังหวัด รวมทั้งเคยจัดโครงการให้บริการวิชาการในลักษณะนี้ให้กับโรงพยาบาลประเทศสปป.ลาวจำนวนกว่า 7 โรงพยาบาลตั้งแต่ปีการศึกษา 2551-จนถึงปัจจุบัน การให้บริการวิชาการในเชิงพาณิชย์ทางด้านในด้านการฝึกอบรมเพื่อยกระดับความรู้และทักษะเพิ่มเติม พัฒนาทักษะปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และด้านมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยี การดูแลรักษาสุขภาพให้มีความพอเพียงและมีความพร้อมใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลาตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ.ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ เนื่องจากศูนย์บริการทั้งสามศูนย์นี้ได้จดทะเบียนรับงานบริการวิชาการในเชิงพาณิชย์กับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยแต่ละปีได้ให้บริการวิชาการในลักษณะดังกล่าวในราคาสถานศึกษาให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวนหลายโรงพยาบาลรวมทั้งบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จำนวนหลายบริษัท 2. ใช้ศูนย์บริการวิชาการทั้งสามศูนย์เป็นฐานในการดำเนินโครงการบริการวิชาการใน 3 ลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น           สำหรับโครงการบริการวิชาการทั้งสามลักษณะที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร 2.1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนเป็นโครงการบริการทางวิชาการสังคมแบบให้เปล่าที่ให้บริการกับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพทั้งในลักษณะโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation:HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. รวมทั้งการจัดอบรมในเรื่องการใช้งาน การบำรุงรักษาเชิงป้องกันเบื้องต้นให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกทางหนึ่งด้วยโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการให้นักศึกษาและอาจารย์เรียนรู้ปัญหาจริงๆ ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการฝึกทักษะปฏิบัติ ฝึกการเรียนรู้วิชางานและวิชาคนโดยการปฏิบัติงานจริงในสถานการร์จริงรวมทั้งฝึกจิตวิญญาณในด้านการให้บริการประชะชาชนให้กับนักศึกษา 2.1.2 ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่จัดการเรียนการสอนแบบ Module ชื่อว่า Module วิศวกรรมคลินิก (Clinical Engineering) โดยมีอาจารย์ที่สอนในโมดูลนี้เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นผู้นำในการดำเนินการโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของวิทยาลัยฯ 2.1.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Service Learning ในลักษณะของการออกไปให้บริการทำการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพที่อยู่บริเวณรอบๆมหาวิทยาลัยรังสิตและในจังหวัดปทุมธานีรวมทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลที่มีการร้องขอมายังวิทยาลัยฯ ผ่านนักศึกษาปัจจุบัน ผู้ปกครองของนักศึกษาหรือศิษย์เก่านอกจากนั้นยังได้ให้บริการกับโรงพยาบาลในประเทศสปป.ลาวจำนวนมากกว่า 7 โรงพยาบาลเพื่อเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาสุวรรณภูมิของมหาวิทยาลัยรังสิตอีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญยิ่งก็คือ ทางวิทยาลัยได้รับความไว้วางใจและได้รับเกียรติจากกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ให้เข้าไปตรวจเช็คความพร้อมใช้รวมทั้งการทดสอบสอบเทียบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำปีให้กับเครื่องมือแพทย์ของกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วมโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเช่น กรณีของอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือโรงพยาบาลในจังหวัดอื่นๆที่เกี่ยวข้องเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทางวิทยาลัยฯได้รับการประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (ที่มีMOUในระดับคณะ) ทางวิทยาลัยฯก็ได้ใช้โครงการดังกล่าวนี้ระดมศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าออกไปช่วยเหลือในการบำรุงรักษาเพื่อฟื้นฟูให้เครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลกลับมาใช้งานได้ปกติในเวลาที่รวดเร็วเพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวในระยะกว่า20 ปีที่ผ่านมาประมาณมากกว่า 50 โรงพยาบาล ถ้าคิดเป็นจำนวนครั้งประมาณมากว่า 100 ครั้ง 2.2 โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ 2.2.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นโครงการบริการทางวิชาการในเชิงพาณิชย์กับสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพหรือสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ดำเนินการทางด้านการให้บริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ความรู้ความสามารถและทักษะของอาจารย์ให้เต็มประสิทธิภาพรวมถึงเป็นที่ฝึกและขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญของคณาจารย์กับประสบการณ์จริงโดยมีนักศึกษาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้นเพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินงานและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น 2.2.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการให้บริการในโครงการนี้จึงต้องเป็นไปแบบมืออาชีพ มีเรื่องของระเบียบ กฎเกณฑ์ รวมทั้งมาตรฐานมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นในส่วนของนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้เป็นนักศึกษาที่คัดเลือกมาจากทุกชั้นปีโดยจะมีการรับสมัครเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นทำงานไม่เกิน 3 ปี โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการคัดเลือกและทำสัญญาจ้างงานเป็นรายปีและเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจะมีการออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้ด้วย 2.2.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการให้บริการในเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจเช็ค ทดสอบ บำรุงรักษา ซ่อมบำรุง สอบเทียบเครื่องมือแพทย์และระบบวิศวกรรมโรงพยาบาลให้กับสถานบริการสุขภาพเหล่านั้น เพื่อให้เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพมีความพร้อมใช้ในการให้บริการกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของระบบประเมินและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ สรพ. หรือตามมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพในระดับนานาชาติเช่นมาตรฐาน JCI เป็นต้น โดยการให้บริการจะเป็น 2 ลักษณะคือ การให้บริการเป็นรายปี ปีละ 1 ครั้งในทุกปีโดยการทำเป็นสัญญา และการให้บริการแบบ Walk in เข้ามาที่ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯ โดยจะมีการจัดระบบการดำเนินการแบบมืออาชีพที่จะมีผู้ให้บริการที่ประกอบด้วยอาจารย์และ/หรือนักศึกษาจะ Standby อยู่ตลอดเวลา โดยในแต่ละปีจะมีจำนวนโรงพยาบาลในทุกระดับทั่วประเทศที่ได้ให้บริการทางวิชาการในโครงการดังกล่าวนี้ในแบบประจำรายปีปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้บริการประจำวันในทุกวันทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมา 2.3 โครงการ Mini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.3.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศัยภาพทางด้านการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้กับบัณฑิตซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดให้เรียนได้ในโครงสร้างของหลักสูตรแบบปกติ 2.3.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ ในระยะเริ่มต้นได้จัดโครงการนี้ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนจบการศึกษาต่อมาโครงการดังกล่าวนี้ได้มีการรับทราบถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จึงได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วย จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 40 คนต่อ 1 รุ่น 2.3.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการอบรมหลักสูตรระยะสั้นในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นระยะเวลาประมาณ100ชั่วโมงเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการทัวไป หลักการบริหารจัดการบุคคล หลักการบริหารการตลาด หลักการบริหารการเงินและบัญชี การวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ เป็นต้นและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทั้งหมดในการบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ในสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพรวมทั้ง แนวทางการจัดทำและการบริหารธุรกิจทางด้านการวิศวกรรมชีวการแพทย์ 2.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center 2.4.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการให้บริการทางวิชากาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี 2.4.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 รวมทั้งได้ร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝน รวมทั้งหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง 2.4.3 ลักษณะการดำเนินการโครงการนี้ ทั้งนี้การนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงหรือนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตจังหวัดปทุมธานี โดยในช่วงการแพ่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ใช้เป็นศูนย์อำนวยการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในการช่วยดูแลนักศึกษาที่ป่วยในระยะที่ไม่รุนแรงและพักอยู่ที่บ้านหรือหอพักโดยใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิทยาลัยฯ 2.5 โครงการยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก 2.5.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการจัดการสอบเพื่อรับรองมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ 4 ถึงระดับ 8 2.5.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตกับสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย โดยได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ใช้ศูนย์บริการของวิทยาลัยฯเป็นสถานที่สอบโดยมีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและจากสถาบันการศึกษาอื่นๆเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยผู้เข้ารับการสอบเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.5.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นการจัดสอบมาตรฐานสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ในระดับ4 ถึงระดับ 8 ของวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degreeทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ 2.6.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.2  ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.6.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) 2.7.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ 2.7.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้บทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวตกรรม (กระทรวงอว.) เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์โดยการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน 2.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น 2.8.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อร่วมกันพัฒนางานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สามารถตอบสนองต่อการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนในยุคของการดำเนินการยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบยั่งยืนของโลก 2.8.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก และวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องมือแพทย์จากบริษัทต่างๆในประเทศญี่ปุ่นทั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นและสาขาในประเทศไทย รวมทั้งวิศวกรชีวการแพทย์จากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยรังสิตรุ่นละ 5 คน จำนวน 2 รุ่นต่อปี 2.8.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นผ่านมาทาง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก โดยการให้ทุนรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดอบรมและดูงานในสถานประกอบการจริงที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นโดยจัดโครงการดังกล่าวนี้จำนวน 4 รุ่นต่อเนื่องกันในระยะ 4 ปี มีผู้สำเร็จการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 40 คน 2.9 โครงการยกระดับและพัฒนาทักษะโดยการจัดอบรมแบบ Non Degree เรื่อง”Upskilled Biomedical Engineers for Transformation if Healthcare Technology Support ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากต่างประเทศ จำนวน 20 ประเทศ 2.9.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ ยกระดับและพัฒนาทักษะให้กับวิศวกรชีวการแพทย์ในประเทศที่สนใจโดยการจัดอบรมหลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง “Upskilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support” 2.9.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ วิทยากรประกอบด้วยอาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิตและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นวิศวกรชีวการแพทย์จาก 15 ประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลกจำนวน 40 คน 2.9.3 ลักษณะการดำเนินการ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศในการจัดอบรมแบบออนไลน์หลักสูตรแบบ Non Degree เรื่อง Skilled Biomedical Engineers for Transformation of Healthcare Technology Support ระหว่างวันที่ 3-26 มิถุนายน 2567 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลลัพธ์โดยตรงจากการดำเนินงาน 2.1.1 โครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชน และโครงการวิศวกรรมชีวการแพทย์สัญจร ผลการดำเนินงานตามโครงการวิศวกรชีวการแพทย์สู่ชุมชนแลโครงการวิศวกรรมชีการแพทย์สัญจรที่ได้ดำเนินการในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้ออกหน่วยให้บริการปีละประมาณ 5 ครั้ง รวมทั้งสิ้นกว่า 100 ครั้ง ครอบคลุมโรงพยาบาลและ/หรือสถานบริการการดูแลรักษาสุขภาพไม่น้อยกว่า 100 แห่ง มีนักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 600 คน สามารถประหยัดงบประมาณให้กับภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า1,000,000 บาท ที่สำคัญก็คือหลังจากการจัดโครงการนี้ให้กับสถานประกอบการใดๆ ก็ตามเป็นระยะไม่เกิน 5ปีผ่านไป จะส่งผลกระตุ้นให้สถานประกอบการดังกล่าวสร้างบุคลากรขึ้นมาเพื่อเรียนรู้งานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์หรือบางสถานประกอบการจะทำการสรรหาวิศวกรชีวการแพทย์และในที่สุดก็สามารถพึ่งพาตนเองทางด้านการดำเนินการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ 2.1.2   โครงการบริการทางด้านการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงพาณิชย์ ผลการดำเนินงานตามโครงการนี้ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมาพบว่าสามารถช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีรายได้ไม่มากพอในการจ้างบริษัท Outsource ให้เข้าไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ปีละประมาณ 5 โรงพยาบาลและมีการให้การใช้บริการประจำวันในทุกวัน ทำการในระยะกว่า 17 ปีที่ผ่านมาโดยมีรายได้ผ่านศูนย์บริการของมหาวิทยาลัยรังสิตเฉลี่ยปีละประมาณ 350,000 บาท ส่งผลให้สามารถใช้ในการจ้างงานให้กับนักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน สามารถใช้ในการจัดซื้อเครื่องมือมาตรฐานสำหรับทดสอบและสอบเทียบเครื่องมือแพทย์เพื่อลดภาระงบประมาณของมหาวิทยาลัยบางส่วนได้ ที่สำคัญทางวิทยาลัยได้ใช้เป็นบริษัทจำลองสำหรับให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทางด้านการทำธุรกืจทางด้านการให้บริการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์อีกทางหนึ่งด้วย 2.1.3 โครงการMini MBA การบริหารจัดการวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถืว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจมีผู้ผ่านการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวจำนวนมากกว่า 400 คน และผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรนี้พบว่า สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์จากที่เรียนไปใช้ในการปฏิบัติจนส่งผลต่อความก้าวหน้าในการทำงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แหล่งงานจำนวนหลายบริษัทรวมทั้งโรงพยาบาลในภาครัฐได้ส่งพนักงานที่ต้องการส่งเสริมให้เป็นผู้บริหารในระดับต้นเข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าวรวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้สมัครเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวด้วยจึงทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น 2.1.4 โครงการ N&B Innotech & Wellness Center ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์กับคณะพยาบาลศาสตร์และมูลนิธิฟ้าหลังฝนนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคณาจารย์และนักศึกษาทางด้านระบบการแพทย์ทางไกล ไปใช้งานสำหรับ การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้านในช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการทางด้านการยืมเครื่องมือแพทย์ไปใช้งานให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี 2.1.5 โครงการ ยกระดับสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ทางด้านวิศวกรรมคลินิก ผลการดำเนินงานของโครงการนี้พบว่าในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา สามารถพัฒนาสมรรถนะของวิศวกรชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้สอบผ่านมาตรฐานสมรรถนะวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4-6 กว่า 100 คน 2.1.6 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านพัฒนาทักษะ Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา1ปีพบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non Degree ทางด้าน Digital Transformation ทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น มีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน80 คน ส่งผลทำให้ผู้ผ่านการอบรมเหล่านี้สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ไปยกระดับตนเองได้ทั้งทางด้านการประกอบอาชีพและรายได้ 2.1.7 โครงการอบรมหลักสูตร Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 1 ปี พบว่าสามารถจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นแบบแบบ Non Degree ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ: Life Cycle Assessment (LCA) ให้กับวิศวกรชีวการแพทย์จากทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดอบรมต่อเนื่องกันจำนวน 2 รุ่นมีผู้จบการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 80 คน สำเร็จการอบรมส่วนหนึ่งสามารถใช้ชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และทักษะในการพัฒนางาน สำคัญที่สุดก็คือผลทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ถือว่าวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุดความคิด ชุดองค์ความรู้และชุดทักษะ ทางด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ ให้กับบุคลากรต้นแบบหรือแม่ไก่ให้กับประเทศไทย เพื่อไปขยายผลให้กับองค์กรและประเทศไทยต่อไปในอนาคต เป็นผู้นำและบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในยุทธศาสตร์ทั้งในระดับโลก ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยรวมทั้งยุทธศาสตร์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่อง GREEN and CLEAN Hospital หรือโครงการโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.1.8 โครงการ TRICOLOR ย่อมาจาก Tokai Rangsit International Collaboration on Resources for BME technologies, systems, and services เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์

การบูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยเพื่อยกระดับ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่ความเป็นขุมพลังแห่งปัญญาเพื่อชี้นำสังคมทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ Read More »

 
Scroll to Top