รางวัลแนวปฏิบัติที่ดี

“พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)]

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ อาจารย์ โสราวดี วิเศษสินธพ คณะวิทยาศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ             การจัดการเรียนการสอนที่เน้น Outcome-Based Education (OBE) ตามนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ การปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอน กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่อาจารย์ผู้สอนทุกคนต้องให้ความสำคัญและรีบเร่งดำเนินการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังในระดับรายวิชา (CLO: Course Learning Outcomes) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เน้นการพัฒนาทักษะการคิด ทั้งคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็น”ทักษะทางปัญญา” (Cognitive Skills) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง และยังเป็นทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ขณะที่การวัดและประเมินผลลัพท์การเรียนรู้ทักษะทางปัญญา มีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่าการวัดและประเมินผลความรู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นการประเมินกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงเหมือนพฤติกรรม             จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น จึงเกิดแนวคิดที่จะค้นหา แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ที่สามารถวัดและประเมินผลลัพท์การเรียนรู้ “ทักษะการคิด”ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ชื่อโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] ในครั้งนี้             โครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย “Learning Experience: LE” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากร 2 หน่วยงาน คือ บุคลากรจากคณะวิทยาศาสตร์ (ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์) และบุคลากรจากสถาบัน Gen.Ed. (อาจารย์ โสราวดี วิเศษสินธพ) ได้ร่วมมือกัน พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ทักษะการคิด โดยนำองค์ความรู้ “Learning Experience: LE” และ “ถอดรหัสคิด” เป็นแนวทางในการออกแบบ กระบวนการจัดการเรียนสอนในรายวิชา RSU150 (การจัดการเชิงสร้างสรรค์) และ RSU180 (RSU My Style) ภาคการเรียนที่ 2/68 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร            เพื่อพัฒนา กระบวนการจัดการเรียนการสอน “ทักษะการคิด” ในรูปแบบ Outcome-Based Education (OBE) ที่สามารถวัดและประเมินผลได้ตรงตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรรมที่กำหนด ทั้งการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) และการประเมินผลสรุป (Summative Assessment) ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพท์การเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ยังเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรรมทางการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพท์ผู้เรียน ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑืต (Excellence in Education) [KR 1.2.1] ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) แนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ประกอบด้วยองค์ความรู้ และหลักในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่างๆ จากผลงานที่ได้รับรางวัลจาก คลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ 4 โครงการ คือ1. องค์ความรู้จากผลงาน เรื่อง ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม (L.E. : Learning Experience) ผลงานการจัดการความรู้ดีเด่น ด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2563 [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์]2.องค์ความรู้ เรื่อง การจัดอบรม ปลูกผักกินเอง สร้างภูมิตุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อมซึ่งใช้ หลักการ L.E. : Learning Experience เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับชุมชน ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2564 ประเภททำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม]3.องค์ความรู้ เรื่อง สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งใช้ หลักการ L.E. : LearningExperience เป็นแนวทางการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับสมาชิกในชุมชนตำบลหลักหก ครู อาจารย์ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2565 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม]4.องค์ความรู้ เรื่อง การเรียนการสอน เรื่อง สวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง…จากชีววิทยาองค์รวม ซึ่งใช้ หลักการ L.E. : Learning Experience เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2566 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม] อื่น ๆ (โปรดระบุ)1.แนวคิดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (Learning Experience) ของศาสตราจารย์ Ralph W.Tyler2. โสภณ ธนะมัย. 2557. ถอดรหัสคิด โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ เจ้าขององค์ความรู้ “ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ [L.E.: Learning Experience]” การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม ( L.E. : Learning Experience)ปีการศึกษา 2563 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ 1 “Learning Experience: LE” หรือ“ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้” เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W. Tyler ซึ่งมองว่าการศึกษา เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งด้านความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกทางกาย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จึงต้องมีความเชื่อมโยงกันของวัตถุประสงค์การสอน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม สถานการณ์การเรียนรู้ สื่อช่วยสอน และการวัดและประเมินผล ทั้งการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) และการประเมินผลสรุป (Summative Assessment) สำหรับ “Learning Experience: LE” ที่ใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นวัตกรรมทางการศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดย ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ (2559) สำหรับใช้เป็นเครื่องมือ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาของคนในชุมชน และได้ปรับใช้กับการเรียนการสอนทั้งในและนอกระบบชั้นเรียน ทั้งในระดับชุมชน ระดับมหาวิทยาลัย และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร นอกจากนั้น “Learning Experience: LE” ยังเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล การจัดการความรู้ดีเด่น ประจำปี 2563 และใช้เป็นหลักยึดในการจัดกิจกรรมบริการวิชาการ ปี 2564, 2565 และ 2566 ซึ่งได้รับรางวัลชมเชย การจัดการความรู้ประจำปี 2564, 2565 และ 2566 อีกด้วย2. ถอดรหัสคิด (Think: An Introduction Analysis) เอกสารทางวิชาการเขียนโดย ดร.โสภณ ธนะมัย (2557) มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ “รูปธรรมของการสอนให้คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ซึ่งใช้เป็นเอกสารหลักในการออกแบบ “สถานการณ์การเรียนรู้ทักษะการคิด” ในโครงการนี้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)❑ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต โปรดระบุ KR 1.2.1 ❑ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น❑ ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ❑ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ❑ อื่นๆ โปรดระบุรายละเอียดตัวชี้วัด1. ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการคิด เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 202. ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมบ่งชี้ทักษะการคิดวิเคราะห์, สังเคราะห์, สร้างสรรค์,เชิงระบบ และวิพากษ์ผ่านผลงานในคาบเรียนอย่างเด่นชัดตามเกณฑ์การประเมิน Rubric score ขั้นตอนการดำเนินงาน ประชุม เพื่อกำหนดเป้าหมายในการดำเนินโครงการและตั้งชื่อโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” ถ่ายโอนความรู้ 1(Knowledge Transfer) แนวคิดหลัก “Learning Experience : L.E.” และ “ถอดรหัสคิด” สู่ทีมงาน ออกแบบ Learning Experience : (L.E.) เนื้อหา “ทักษะการคิด”โดยกำหนดให้ผู้เรียน ฝึกใช้กระบวนการคิด(วิเคระห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ภายใต้คำแนะนำของผู้สอน โดยแต่ละคาบเรียน ได้กำหนดให้ผู้เรียนฝึกคิดในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ตามเวลาที่กำหนด จัดทำแบบทดสอบก่อน-หลังการจัดกิจกรรม ( Formative Assessment) และจัดทำแบบประเมิน Rubric score เพื่อประเมินผลงานของนักศึกษา (Summative Assessment) ในแต่ละคาบเรียน จัดกิจกรรมตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ใน Learning Experience : L.E. เนื้อหาทักษะการคิด อย่างเคร่งครัด สรุปผลการจัดกิจกรรม รายคาบ เพื่อปรับปรุงและพัฒนา สรุปผลการดำเนินกิจกรรมคาบที่ 3-7 เพื่อนำเสนอเป็นตัวอย่างในกิจกรรมการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) Padlet Application ใช้เพื่อมอบหมายงาน ส่งผลงานนักศึกษา ตรวจสอบผลงานและให้คำแนะนำการทำกิจกรรมในคาบเรียน แบบ Realtime ราคา 2,000 บาท AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นผู้ช่วยให้แนวทาง การจัดทำสื่อ / ผู้ช่วยให้แนวทางการวัดและประเมินผล / เป็นผู้ช่วยนักศึกษาในการนำเสนอผลงานการคิด เช่น สร้างภาพผลงานการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา โดย AI ค่ายต่างๆ ได้แก่ Google Gemini, Google AI mode, ChatGPT, AI Copilot (Microsoft Copilot) เป็นต้น Google Workspace for Education ได้แก่ Classroom, Drive, Docs, Slides, Forms, Sheets เป็นต้น 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน คาบเรียนที่ 1-4 แนะนำรายวิชา / ทดสอบก่อนเรียน เพื่อวัดระดับทักษะการคิด ก่อนร่วมกิจกรรม / ถ่ายทอดความรู้ทักษะคิด ประเภทต่างๆ (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ซึ่งพบว่า หลังจากจบคาบที่ 4 นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจถึงหลักของการคิดแบบต่างๆ คาบเรียนที่ 5 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม/ฝึกทักษะ 4 คิด(วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ และเชิงระบบ) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 1 “Rebuild the Recipe” [รื้อเมนู สร้างรสใหม่] ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิด รายบุคคลใน Google classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric / สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป คาบเรียนที่ 6 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม / ฝึกทักษะ 4 คิด (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ และเชิงระบบ) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 2 “Un-Form” [เปลี่ยนฟอร์มให้มีฟีล]ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิดรายบุคคลใน Google classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป คาบเรียนมี่ 7 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม / ฝึกทักษะ 5 คิด (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 3 “The Screen is Calling” [จอเรียกหา]ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิด ตามแบบฟอร์ม ใน Google Classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม /ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric / สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข นักศึกษามีจำนวนมาก [90 คน] ทำให้ต้องตรวจผลงานทุกคาบเรียน การนำผลการเรียนในคาบเรียนก่อนหน้า มาเป็นแนวทางเพื่อปรับปรุงแก้ไขในคาบเรียนลำดับถัดมา อาจไม่ทันกาล แนวทางแก้ไข คือ สร้างแบบประเมินผลรูบริค และกำหนดให้ AI ทำการตรวจผลงานของนักศึกษา โดยระบุเหตุผลการให้คะแนน เป็นรายบุคคล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการตรวจผลงานนักศึกษา โดย AI ข้อเสนอในอนาคต ควรกำหนดจำนวนนักศึกษาไม่เกิน 50 คน ต่อ 1 ผู้สอน เนื่องจากเป็นรายวิชาที่เน้นการฝีกทักษะ Cognitive Skill สัญญาณ Internet ไม่เสถียร แนวทางแก้ไข คือ ใช้ Internet ส่วนตัว  นักศึกษาไม่เคยเข้าใช้งาน Google Workspace for Education แนวทางแก้ไข คือ ผลักดันให้นักศึกษารู้จัก และนำเครื่องมือมาใช้ในการเรียน รวมถึง แนะนำให้รู้จักการบริหารจัดการพื้นที่เนื่องจากพื้นที่การใช้งานมีจำกัด 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ตรวจสอบการทำกิจกรรมของนักศึกษาทุกคน แบบ Realtime ผ่าน Padlet Application ประเมินผลก่อนและหลังการร่วมกิจกรรม โดยใช้ แบบทดสอบก่อนและหลังร่วมกิจกรรม เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรายคาบ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W. Tyler ประเมินผลงานโดยใช้ Rubric Score ที่วัดผล ตามพฤติกรรมที่คาดหวังที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมแของแต่ละคาบเรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น            เนื่องจากโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ [ภาคการเรียนที่ 2.68] แต่จากการประเมินผลดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผลดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้ CLO จึงขอนำเสนผลดำเนินการเป็นภาพรวมในคาบเรียนที่ 5,6,7 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ นศ. ต้องนำทักษะการคิดที่ได้เรียนรู้มาแล้ว มาฝึกคิดในสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างกัน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี            ผลการดำเนินการที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ ทั้งส่วนที่ประสบความสำเร็จและส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เนื่องจากสิ่งใดที่สำเร็จ สิ่งนั้น คือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบสำหรับการจัดการเรียนการสอนในอนาคต ส่วนสิ่งใดที่ไม่ประสบความสำร็จ สิ่งนั้น คือ โจทย์การวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษาที่ทรงพลัง ที่ทำให้นำไปสู่การทำวิจัย R&D ทางการศึกษาในอนาคต แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน            สร้างเครือข่ายชุมชน ร่วมมือกัน “พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ รูปแบบต่างๆขึ้น”ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบตามความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ในแต่ละสาขา การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ ด้วย “Learning Experience : L.E.” เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้ประยุกต์ องค์ความรู้ทางสิ่งแวดล้อมศึกษาชุมชน(การศึกษานอกระบบ: Non-formal education) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในระบบ ( การศึกษาในระบบ : Formal education) ซึ่งสมารถนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลได้ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W.Tyler 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link https://drive.google.com/file/d/1UB5WkerBu2yv30eer-PlZ6W_lbtDROnG/view?usp=sharing

“พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] Read More »

การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช และ นางสาวสุนิสา สุคันธปรีชา ศูนย์บริการทางวิชาการ 1. บริบทและความสำคัญ                การรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า)  เพื่อรายงานผลประกันคุณภาพการศึกษาในองค์ประกอบที่ 3 ประสบปัญหาจากการใช้ระบบรับส่งไฟล์ผ่านอีเมลส่วนกลางของหน่วยงาน ซึ่งทำให้ข้อมูลมักตกหล่นหรือปะปนกับเรื่องอื่น อีกทั้งยังสร้างภาระงานซ้ำซ้อนให้เจ้าหน้าที่ในการคีย์ข้อมูลใหม่จนเสี่ยงต่อความผิดพลาด และได้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ประกันคุณภาพ ส่งผลให้ต้องเสียเวลาติดตามเอกสารเพิ่มเติมหลายครั้ง ผ่านช่องทางที่ล่าช้า และมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ดังนั้นจากสาเหตุที่กล่าวในข้างต้น จึงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานรวบรวมข้อมูลงานบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า) เพื่อยกระดับการทำงานในหลายด้าน ได้แก่                  เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : ลดขั้นตอนคัดแยกอีเมล และลดภาระการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาด: ข้อมูลครบถ้วนตามเกณฑ์ประกันคุณภาพตั้งแต่ต้นทางโดยเจ้าของข้อมูล อำนวยความสะดวก: ข้อมูลที่จัดเก็บจะถูกรวมไว้ในที่เดียวโดยอัตโนมัติ และจัดการกับข้อมูลได้ง่าย สื่อสารฉับไว: ลดช่องว่างการสื่อสาร และตอบข้อสงสัยได้รวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันสื่อสาร ลดต้นทุน: ประหยัดค่ากระดาษ และไม่มีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช , นางสาวสุนิสา สุคันธปรีชา  ศูนย์บริการทางวิชาการ                                                                                                    การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ปีการศึกษา   2567   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                เป็นการนำแนวปฏิบัติที่ดี เรื่องการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ปีการศึกษา2567 มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อพัฒนารูปแบบการรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า)    โดยเน้นการบูรณาการเข้ากับช่องทางสื่อสารเดิมที่มีอยู่ เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นการตรวจสอบ และยืนยันแนวปฏิบัติเดิม โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนหลัก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่    3    โปรดระบุ KR    3.3.1/1 สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด           การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลที่สูงขึ้น และสามารถลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น                    ขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยัง ขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก) สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ : 0 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย (ใช้บัญชี Google และ LINE Group ของคณะทำงาน) อุปกรณ์/เครื่องมือ : คอมพิวเตอร์สำนักงาน, สมาร์ทโฟน และระบบอินเทอร์เน็ต ทรัพยากรบุคคล: ผู้รับผิดชอบโครงการ, เจ้าหน้าที่ดูแลงานประกันคุณภาพ และผู้ประสานงานจากคณะ 3. การลงมือปฏิบัติ การรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า) เพื่อรายงานผลประกันคุณภาพการศึกษาในองค์ประกอบที่ 3 การบริการวิชาการแก่สังคม จำเป็นต้องมีความครบถ้วนตามเกณฑ์ ทั้งข้อมูลพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย ทิศทางการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม และความต่อเนื่อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของอาจารย์ และนักศึกษาจากทุกคณะ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน และนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การวิเคราะห์กระบวนการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่ต้องรวบรวม : โดยวิเคราะห์และสอบทานเกณฑ์ประกันคุณภาพ เพื่อกำหนดข้อมูลที่จำเป็น และวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการรวบรวมข้อมูล ความเป็นไปได้และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม : โดยใช้ Google Forms แทนระบบเดิม โดยตั้งค่าบังคับตอบข้อมูลสำคัญ และให้อัปโหลดไฟล์ผ่านระบบได้ทันที เพื่อตัดขั้นตอนการส่งเอกสารกระดาษ และลดความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูล การประเมินความคุ้มค่า : 1) ลดระยะเวลา : ลดเวลาการคัดแยกอีเมล และการบันทึกข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยให้กรอกข้อมูลครบถ้วนจากเจ้าของข้อมูล 2) เพิ่มความสะดวก : ข้อมูลที่จัดเก็บโดยใช้ Google Forms จะถูกรวมไว้ในที่เดียวโดยอัตโนมัติรวมทั้งผู้รวบรวมข้อมูลยังสามารถนำมาจัดการกับข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย 3) ประหยัดทรัพยากร : ลดการใช้กระดาษ และลดเวลาการทำงานของผู้รวบรวมข้อมูล การสื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงาน : ปรับปรุงช่องทางสื่อสารให้รวดเร็วผ่าน LINE Group เพื่อตอบข้อสงสัยได้ทันที พร้อมแจ้งช่องทางการส่งข้อมูลโดยใช้ Google Forms เป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียว ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                เนื่องจากรายงานฉบับสมบูรณ์อาจมีขนาดไฟล์ใหญ่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ใน Google Drive ให้เพียงพอ และกำหนดขนาดไฟล์สูงสุดที่สามารถอัปโหลดได้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน เพื่อลดขั้นตอนการทำงานเกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และสอดคล้องตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา                  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                 การเปลี่ยนมาใช้ Google Forms ในการรับข้อมูลโครงการ ช่วยลดขั้นตอนการใช้กระดาษและหมึกพิมพ์ลงได้เกือบทั้งหมด โดยลดเอกสารบันทึกข้อความจาก 259 แผ่นเหลือเพียง 37 แผ่น และยกเลิกการใช้กระดาษสำหรับข้อมูลโครงการมากกว่า 1,980 แผ่นให้เหลือ 0 แผ่น และจากการใช้งานร่วมกับ LINE Group ในการติดต่อสื่อสาร ผู้ดำเนินการพบว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวทำให้การรวบรวมข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการเปรียบเทียบกับกระบวนการรวบรวมข้อมูลจากปีที่ผ่านมา ซึ่งแนวปฏิบัตินี้ช่วยลดเวลาในการปฏิบัติงานได้จริง เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ลดทรัพยากรที่ใช้ลงอย่างชัดเจน รวมทั้งข้อมูลที่รวบรวม มีความครบถ้วนสมบูรณ์สอดคล้องตามเกณฑ์ประกันคุณภาพ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ               มีการนำเทคโนโลยีคือ Google Forms และ LINE Group มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานได้จริง เช่น ยกเลิกการคัดแยกอีเมล, ลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำ, ลดขั้นตอนการสื่อสาร ลดการใช้ทรัพยากร (กระดาษ, เวลาของผู้ปฏิบัติงาน) และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (เครื่องมือฟรี) ได้อย่างคุ้มค่า และได้ข้อมูลที่สอดคล้องตามเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาในระดับสถาบัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง โดยพิจารณาตามขั้นตอนการดำเนินการที่รอบคอบและรอบด้าน ประกอบกับการได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและบุคลากรทุกฝ่าย ทำให้การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลโดยใช้ Google Forms และ LINE Group เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและใช้งานง่าย สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการสื่อสารได้อย่าง        มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติดี เรื่องการนำระบบสารสนเทศเขามาใชในกระบวนการทำงาน            ปีการศึกษา 2567 ที่สามารถนำขั้นตอนวิธีการที่ดำเนินการไว้แล้วนั้นมาประยุกต์ใช้ เพื่อตัดสินใจในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานได้ และยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดีตามแนวปฏิบัติที่เคยดำเนินการไว้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                การปรับจัดเก็บข้อมูลผ่าน Google Forms อาจยังมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นข้อจำกัด ในการเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานประกันคุณภาพที่ต้องดำเนินการตลอดปีการศึกษา เนื่องจากจะต้องมีขั้นตอนวางแผนตั้งแต่ต้นปี การติดตามการดำเนินการตลอดปี และรวบรวมข้อมูลในปลายปี ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องอาศัยการทำงานบางส่วนด้วยวิธีการเดิม ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ทุกขั้นตอน แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                การพัฒนากระบวนการทำงาน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน หากทำได้ทั้งระบบในคราวเดียวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ หรือระยะเวลา การเลือกปรับเปลี่ยนทีละส่วนย่อย เป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพราะเริ่มทำได้ทันทีและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งผู้ให้ความรู้เชื่อว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะสามารถเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำขั้นตอนวิธีนี้ไป   ประยุกต์ใช้เพื่อตัดสินใจในการบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลได้ 6. ข้อมูลประกอบ Link แบบฟอร์มรวบรวมข้อมูล https://forms.gle/f5nPUq5AkWXNpBS66 LINE Group สื่อสารของคณะทำงาน https://shorturl.at/87zmJ

การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล Read More »

 
Scroll to Top