การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning
รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning ผู้จัดทำโครงการ รศ.นันทชัย ทองแป้น, ดร.ธเนศ อังศุวัฒนากุล, ดร.อนุชิต นิรภัย และ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ 1.1 บริบทขององค์กรและระบบการจัดการศึกษา วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยาลัยที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และตลาดแรงงานระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) วิทยาลัยได้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องผ่าน วงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) และ การจัดการความรู้ (KM) ครอบคลุมระดับบุคลากร หมวดวิชา หลักสูตร และองค์กร โดยใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น CoP, AAR และการถอดบทเรียน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ บัณฑิตมีอัตราการมีงานทำ 100% ภายใน 3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และมากกว่า 40% ได้รับการจ้างงานตั้งแต่ช่วงฝึกงาน รวมถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้รับการเผยแพร่และรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงระบบคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาต่อไป 1.2 ความท้าทายภายนอกและโครงสร้างองค์กร ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เช่น AI, Automation และ Big Data รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรจาก พีระมิด (Pyramid Structure) สู่ โครงสร้างเพชร (Diamond Structure) ที่มีการกระจายอำนาจและบทบาทสำคัญของบุคลากรระดับกลางมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มี สมรรถนะเชิงลึก (Deep Competence) และทักษะแห่งอนาคต เช่น Leadership, Adaptability, Data Literacy และ Change-Agent Skills ทำให้การจ้างงานระดับเริ่มต้นลดลง และองค์กรต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริงตั้งแต่เริ่มต้น 1.3 บริบทด้านวิชาชีพและการประเมินสมรรถนะ การประเมินสมรรถนะด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดย สภาวิศวกร (CoE), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และภาคอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เน้นการประเมิน สมรรถนะเชิงบูรณาการ (Holistic Competencies) เช่น การวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมการแพทย์ ความเข้าใจมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ (IEC 60601, ISO 13485) การประยุกต์ใช้ AI, Data Analytics, Simulation และ Automation รวมถึงทักษะด้าน Communication, Teamwork, Ethics และ Critical Thinking ดังนั้น ความสำเร็จของบัณฑิตจึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการปฏิบัติจริง มากกว่าความรู้รายวิชา ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบแยกส่วนรายวิชาและเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของวิชาชีพและตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ 1.4 ความจำเป็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติ จากการดำเนินงาน PDCA–KM มากกว่า 20 รอบ วิทยาลัยพบว่าการพัฒนาเชิงปรับปรุงบางส่วนไม่เพียงพอ จำเป็นต้อง พลิกโฉมระบบการจัดการศึกษา โดยเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากผู้สอนสู่ ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience Designer) ผ่านแนวคิด Evidence-Based Teaching และการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem/Project-Based Learning และ Transformative Learning พร้อมพัฒนาทักษะผู้เรียน เช่น AI Literacy, Data Literacy, Biomedical Simulation, Leadership, Soft Skills และ Change-Agent Skills รวมทั้งสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า 1.5 แนวคิดการพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรม จากฐานองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่าน PDCA วิทยาลัยจึงพัฒนาแนวปฏิบัติ Transformative Learning โดยปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาจากคณะวิชาแบบเดิมสู่ Outcome-Driven Faculty และการบริหารการเรียนรู้แบบ Outcome-Based Missions พร้อมออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem-Based Learning, Purpose-Based Learning และ Case-Based Learning ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้เรียนแบบบูรณาการทั้ง Hard Skills, Soft Skills, Mindset และ Competency รวมถึงการพัฒนาระบบ Strategic Data และ Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง เพื่อให้เกิด Learner Transformation 1.6 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Ecosystem) การดำเนินงาน Transformative Learning จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง วิทยาลัยจึงสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ (Tacit Knowledge) ทำให้แนวคิด Transformative Learning สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบการศึกษา 1.7 ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ แนวปฏิบัตินี้ผสานแนวคิด Outcome-Based Education (OBE), Impact-Based Learning และ Transformative Learning เพื่อยกระดับระบบการจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะระดับสากล รองรับการสอบวิชาชีพและการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขององค์กร และสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย (O1.2 / KR 1.2.1) ที่สำคัญ แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็น ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation Prototype) ที่ขยายผลสู่คณะหรือหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยได้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกหลักในการปรับระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมสร้างเอกภาพในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็น ต้นแบบ Transformative & Impact-Based Education ระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญใน 3 ระดับ ดังนี้ 2.1 ระดับยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาสู่ Transformative Learning อย่างเป็นระบบ ยกระดับการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ของประเทศ เตรียมความพร้อมต่อโลกยุค BANI และ AI Disruption รักษา อัตราการคงอยู่ของผู้เรียน ≥ 90% และเพิ่มอัตราการมีงานทำของบัณฑิตให้สูงกว่ามาตรฐานเดิม เชื่อมโยงการเรียนรู้กับ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ ปรับระบบบริหารการศึกษา จากการจัดการรายวิชา สู่ Outcome-Based Missions ใช้ ข้อมูลจริง (Data-Driven) และวงจร PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพ ผลิตผู้เรียนที่สามารถ ทำงาน แข่งขัน และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transform) ให้สังคม เชื่อมโยงนวัตกรรมการศึกษาที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อ ผู้เรียน หลักสูตร คณาจารย์ และวิทยาลัย 2.2 ระดับผลลัพธ์ด้านคุณภาพ (Quality & Learning Outcome) ยกระดับ คุณภาพการเรียนรู้และผลลัพธ์ผู้เรียนอย่างแท้จริง พัฒนาสมรรถนะบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลด ช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ระหว่างบัณฑิตกับความต้องการของสถานประกอบการ สร้างระบบพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนด้วย PDCA (ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545) ทำให้หลักสูตรสอดคล้องกับ มาตรฐานวิชาชีพและสภาวิศวกร พัฒนา Learning Ecosystem สำหรับการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามกรอบ CEFR (เป้าหมายระดับ B1 ขึ้นไป) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารทางวิศวกรรม การทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ และการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล 2.3 ระดับผลลัพธ์ตามกรอบมาตรฐานวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะครบถ้วนตาม กรอบมาตรฐานวิศวกรชีวการแพทย์ ปรับระบบการเรียนการสอนให้ทันต่อ เทคโนโลยีและความต้องการของวิชาชีพ ยกระดับผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น อัตราคงอยู่ ≥ 90%, อัตราการจบการศึกษา, ผลสอบใบประกอบวิชาชีพ, ผลงานนวัตกรรม/การแข่งขัน/สตาร์ทอัพ และอัตราการมีงานทำ สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืนผ่าน วงจร PDCA เชื่อมโยงผู้เรียนกับ โรงพยาบาล อุตสาหกรรม และภาคีวิชาชีพ เพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง พัฒนาความพร้อมของผู้เรียนสู่การเป็น วิศวกรชีวการแพทย์ระดับสากล ทั้งด้านทักษะเทคนิค ทักษะสากล (Global Competencies) ภาษาอังกฤษเพื่อวิศวกรรม และความเข้าใจมาตรฐานเทคโนโลยีการแพทย์ สร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้ใช้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ร่วมกัน ดังนี้ 3.1 ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ของมหาวิทยาลัยและระบบ KM เอกสารยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย งานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning, OBE, Impact-Based Learning, Active Learning, PBL/PjBL และ Modular Learning เกณฑ์ประกันคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3.2 ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ประสบการณ์ของผู้บริหารและคณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตร บริหารหลักสูตร และพัฒนาการศึกษา ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายวิชาชีพ บทเรียนจากการแก้ปัญหาซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องกว่า 20 ปี 3.3 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา ระดับหลักสูตร ระดับคณะและวิทยาลัย รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพและภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี ทักษะ ความชำนาญ และบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานจริงซึ่งอาจไม่ได้เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน การพัฒนาเส้นทางอาชีพในวิศวกรรมชีวการแพทย์ การวางแผน การวางแผน 4.1 ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (Key Indicator)KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 O1.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษามีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม KR1.2.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้งสอดคล้องกับตัวชี้วัดอื่น ได้แก่ ตัวชี้วัดด้าน การประกันคุณภาพการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานของ สภาวิชาชีพ เช่น อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร อัตราสอบผ่าน คุณวุฒิวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4 ตัวชี้วัดด้านการจัดการเรียนการสอนใน RQF3 และ RQF5 รวมถึงคุณภาพบัณฑิตตาม มคอ.7 ตัวชี้วัดด้าน นวัตกรรม การแข่งขัน และรางวัล ตัวชี้วัดรอง O1.3 นักศึกษาและบัณฑิตมีคุณภาพKR1.3.1 อัตราการได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษา ≥ 65% 4.2 การวัดและประเมินผล ระบบการประเมินผลของแนวปฏิบัตินี้พัฒนาบนหลัก PDCA, Outcome-Based Education (OBE), TQF และมาตรฐานวิชาชีพ โดยใช้การประเมินแบบ Multi–Dimensional Assessment ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ระหว่างเรียน และหลังสำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ มิติที่ 1 คุณภาพผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและระหว่างศึกษา จำนวนผู้สมัครและผู้ผ่านเกณฑ์แรกเข้า อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา (Retention Rate) การเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ Soft Skills และการแข่งขัน ความสามารถภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ระดับ B1 มิติที่ 2 คุณภาพการจัดการเรียนรู้ตาม OBE การเชื่อมโยง PLO–YLO–CLO (OBE Mapping) การประเมินสมรรถนะรายปี (Annual Competency Assessment) ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน อาจารย์ และระบบสนับสนุน มิติที่ 3 ผลลัพธ์ของบัณฑิต อัตราการมีงานทำภายใน 3 เดือนหลังจบ การประกอบอาชีพอิสระ/สตาร์ทอัพ การเติบโตในอาชีพ (Career Progression) มิติที่ 4 การประเมินจากหน่วยงานภายนอก อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร และ TPQI ความพึงพอใจของสถานประกอบการ (Employer Satisfaction) มิติที่ 5 คุณภาพหลักสูตรและระบบบริหาร ตัวชี้วัดระดับหลักสูตร คณะ และมหาวิทยาลัย (RQF3–RQF7) ผลการประกันคุณภาพ (Internal / External QA) ความร่วมมือและความผูกพันของ ศิษย์เก่า ระบบประเมินนี้เชื่อมโยง OBE และ PLO–YLO–CLO และใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อยกระดับความสามารถผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR B1 เพื่อการทำงานระดับสากล 4.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน แนวคิดสำคัญที่รองรับกระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ Transformative Learning – พัฒนาการเรียนรู้ที่สร้าง Deep Competency และผู้นำการเปลี่ยนแปลง Organizational Transformation – ปรับโครงสร้างสู่ Outcome-Driven Faculty Innovative Academic Leadership – ผู้บริหารขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม Real Sector Engagement – เชื่อมโยงการเรียนรู้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และโรงพยาบาล การดำเนินงานโดยใช้วงจร PDCA ดังรายละเอียดพโฏดยสรุปดังนี้ PLAN ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลจริง เช่น SWOT, KPIs, Retention Rate และความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่วัดผลได้ DO โดยการขับเคลื่อน Transformative Learning ผ่าน Active Learning, PBL และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมปรับ OBE Mapping และพัฒนาคณาจารย์ผ่าน PLC การออกแบบการเรียนรู้แบบ Modular–Integrated Learning สลายรายวิชาเป็น Competency Modules บูรณาการเนื้อหาข้ามรายวิชา ลดเนื้อหาและการประเมินซ้ำซ้อน เชื่อมโยงการเรียนรู้กับงานจริง CHECK เป็นการประเมินผลตาม KPIs เช่น Retention Rate ผลสัมฤทธิ์ ความพึงพอใจ ผลสอบมาตรฐานวิชาชีพ และอัตราการมีงานทำ ACT ด้สชวยการวิเคราะห์ช่องว่างผลลัพธ์ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ และนำบทเรียนเข้าสู่ PDCA รอบใหม่ (CQI) 4.4 ทรัพยากรที่ใช้ การดำเนินงาน Transformative Learning ใช้ทรัพยากรหลายด้าน ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งทุนสนับสนุน งบประมาณประจำปี (Annual Budget) ใช้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาคณาจารย์ งบทุนวิจัยของอาจารย์ (Faculty Research Grants) ใช้สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเผยแพร่ผลงานระดับชาติและนานาชาติ และการบูรณาการวิจัยสู่การเรียนการสอน รายได้จากบริการวิชาการ (Academic Service Revenue) รายได้จากการอบรม โครงการร่วมกับอุตสาหกรรม และบริการทดสอบทางวิศวกรรม ถูกนำกลับมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนักศึกษา ทุนจากนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Innovation & Startup Funding) ใช้สนับสนุนการพัฒนา Prototype งานวิจัยเชิงพัฒนา และการส่งผลงานแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ สรุปทรัพยากรและระบบบริหารทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนวงจร PDCA ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติ วิทยาลัยดำเนินงานตามกระบวนการ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตคุณภาพในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการแนวคิด Transformative Learning, Outcome-Based Education (OBE) และ Modular–Integrated Learning ให้เชื่อมโยงกันทั้งระดับยุทธศาสตร์ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ระบบสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือ 1) ยุทธศาสตร์วิทยาลัย (Strategic Development) วิทยาลัยวิเคราะห์ Pain Point ของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มตลาดแรงงาน ประเมินสมรรถนะบัณฑิตเทียบมาตรฐานวิชาชีพ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี พร้อมทบทวนประจำปี โดยบูรณาการผลลัพธ์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21, PLC และ KM เข้าสู่ระบบการเรียนรู้แบบโมดูลเพื่อลดความซ้ำซ้อน 2) การพัฒนานักศึกษา (Student Development) ปรับจากการเรียนแบบเน้นเนื้อหาไปสู่ Learning by Doing ผ่าน Active Learning, Project/Problem-Based Learning, Team Learning, Modular Learning และการเรียนรู้จากสถานประกอบการจริง เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น Critical Thinking, Creativity, Communication, Collaboration, Leadership, Empathy และ Life Skills 3) ระบบที่ปรึกษา/โค้ช (Coaching & Mentoring + Career Path) อาจารย์ปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น Mentor/Coach ติดตามผู้เรียนรายบุคคล จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) เชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนกับเส้นทางอาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงลึกตาม Modular Path 4) การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) ทบทวน Intended Learning Outcomes ให้สอดคล้องกับ OBE และสมรรถนะวิชาชีพ พร้อมพัฒนารายวิชาใหม่ เช่น AI for Healthcare, Medical IoT และ Biodesign ส่งเสริม Impact-Based Learning, Beyond Classroom, Course Deconstruction และ Team Teaching 5) การพัฒนา Learning Ecosystem พัฒนาห้องเรียนและพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น Studio-Type Classroom, Maker Space, Innovation Lab, Digital Learning และ Simulation Tools เพื่อส่งเสริม Collaborative Learning, Student-Directed Learning และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า 6) การพัฒนาคณาจารย์และบุคลากร ส่งเสริมการอบรมด้าน Transformative Learning, Active Learning, OBE, PBL, Modular–Integrated Learning Design, Team Teaching และ Coaching เพื่อให้บุคลากรสามารถออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7) การปรับระบบการเรียนการสอน (Teaching System Transformation) ขยายการใช้ Active Learning, Biodesign, PBL, Impact-Based Learning และ Team-Based Projects ลดการสอนแบบบรรยาย เพิ่มการเรียนรู้จากโจทย์จริง การสอนแบบทีม และการจัดลำดับโมดูล (Module Flow) ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ 8) ระบบประเมินผลศตวรรษที่ 21 ใช้การประเมินแบบ Open & Authentic Assessment, Team-Based/360° Assessment และ Integrated Rubric เพื่อวัดทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และผลกระทบจากงานจริงอย่างรอบด้าน 9) เครือข่ายความร่วมมือ (Partnership & Collaboration Network) สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล อุตสาหกรรม และบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ ผ่าน MOU การฝึกงาน วิจัย โครงงาน และการร่วมสอน/กำกับดูแล เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากภาคส่วนจริง 10) เครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Network Development) พัฒนาศิษย์เก่าให้มีบทบาทด้าน Career Path, Mentoring, การร่วมสอน การประเมินโครงงาน และการเป็น Strategic Partners ในการพัฒนาโมดูลและการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 11) การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (English Proficiency Development) ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในทุกโมดูลและกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารเชิงวิชาการ การทำงานระดับนานาชาติ และการใช้ภาษาในโครงงานที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยสรุป วิทยาลัยไม่ได้มองตนเองเป็นเพียง “สถานที่จัดการเรียนการสอน” แต่เป็น ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ยุทธศาสตร์ หลักสูตร
การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning Read More »










