ปีการศึกษา2568

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น, ดร.ธเนศ อังศุวัฒนากุล, ดร.อนุชิต นิรภัย และ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ 1.1 บริบทขององค์กรและระบบการจัดการศึกษา  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยาลัยที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และตลาดแรงงานระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) วิทยาลัยได้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องผ่าน วงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) และ การจัดการความรู้ (KM) ครอบคลุมระดับบุคลากร หมวดวิชา หลักสูตร และองค์กร โดยใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น CoP, AAR และการถอดบทเรียน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ บัณฑิตมีอัตราการมีงานทำ 100% ภายใน 3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และมากกว่า 40% ได้รับการจ้างงานตั้งแต่ช่วงฝึกงาน รวมถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้รับการเผยแพร่และรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงระบบคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาต่อไป 1.2 ความท้าทายภายนอกและโครงสร้างองค์กร  ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เช่น AI, Automation และ Big Data รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรจาก พีระมิด (Pyramid Structure) สู่ โครงสร้างเพชร (Diamond Structure) ที่มีการกระจายอำนาจและบทบาทสำคัญของบุคลากรระดับกลางมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มี สมรรถนะเชิงลึก (Deep Competence) และทักษะแห่งอนาคต เช่น Leadership, Adaptability, Data Literacy และ Change-Agent Skills ทำให้การจ้างงานระดับเริ่มต้นลดลง และองค์กรต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริงตั้งแต่เริ่มต้น  1.3 บริบทด้านวิชาชีพและการประเมินสมรรถนะ การประเมินสมรรถนะด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดย สภาวิศวกร (CoE), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และภาคอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เน้นการประเมิน สมรรถนะเชิงบูรณาการ (Holistic Competencies) เช่น การวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมการแพทย์ ความเข้าใจมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ (IEC 60601, ISO 13485) การประยุกต์ใช้ AI, Data Analytics, Simulation และ Automation รวมถึงทักษะด้าน Communication, Teamwork, Ethics และ Critical Thinking ดังนั้น ความสำเร็จของบัณฑิตจึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการปฏิบัติจริง มากกว่าความรู้รายวิชา ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบแยกส่วนรายวิชาและเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของวิชาชีพและตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ 1.4 ความจำเป็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติ  จากการดำเนินงาน PDCA–KM มากกว่า 20 รอบ วิทยาลัยพบว่าการพัฒนาเชิงปรับปรุงบางส่วนไม่เพียงพอ จำเป็นต้อง พลิกโฉมระบบการจัดการศึกษา โดยเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากผู้สอนสู่ ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience Designer) ผ่านแนวคิด Evidence-Based Teaching และการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem/Project-Based Learning และ Transformative Learning พร้อมพัฒนาทักษะผู้เรียน เช่น AI Literacy, Data Literacy, Biomedical Simulation, Leadership, Soft Skills และ Change-Agent Skills รวมทั้งสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า 1.5 แนวคิดการพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรม จากฐานองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่าน PDCA วิทยาลัยจึงพัฒนาแนวปฏิบัติ Transformative Learning โดยปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาจากคณะวิชาแบบเดิมสู่ Outcome-Driven Faculty และการบริหารการเรียนรู้แบบ Outcome-Based Missions พร้อมออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem-Based Learning, Purpose-Based Learning และ Case-Based Learning ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้เรียนแบบบูรณาการทั้ง Hard Skills, Soft Skills, Mindset และ Competency รวมถึงการพัฒนาระบบ Strategic Data และ Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง เพื่อให้เกิด Learner Transformation 1.6 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Ecosystem) การดำเนินงาน Transformative Learning จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง วิทยาลัยจึงสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ (Tacit Knowledge) ทำให้แนวคิด Transformative Learning สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบการศึกษา 1.7 ความสำคัญเชิงกลยุทธ์  แนวปฏิบัตินี้ผสานแนวคิด Outcome-Based Education (OBE), Impact-Based Learning และ Transformative Learning เพื่อยกระดับระบบการจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะระดับสากล รองรับการสอบวิชาชีพและการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขององค์กร และสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย (O1.2 / KR 1.2.1) ที่สำคัญ แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็น ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation Prototype) ที่ขยายผลสู่คณะหรือหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยได้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกหลักในการปรับระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมสร้างเอกภาพในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็น ต้นแบบ Transformative & Impact-Based Education ระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญใน 3 ระดับ ดังนี้ 2.1 ระดับยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาสู่ Transformative Learning อย่างเป็นระบบ ยกระดับการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ของประเทศ เตรียมความพร้อมต่อโลกยุค BANI และ AI Disruption รักษา อัตราการคงอยู่ของผู้เรียน ≥ 90% และเพิ่มอัตราการมีงานทำของบัณฑิตให้สูงกว่ามาตรฐานเดิม เชื่อมโยงการเรียนรู้กับ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ ปรับระบบบริหารการศึกษา จากการจัดการรายวิชา สู่ Outcome-Based Missions ใช้ ข้อมูลจริง (Data-Driven) และวงจร PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพ ผลิตผู้เรียนที่สามารถ ทำงาน แข่งขัน และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transform) ให้สังคม เชื่อมโยงนวัตกรรมการศึกษาที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อ ผู้เรียน หลักสูตร คณาจารย์ และวิทยาลัย 2.2 ระดับผลลัพธ์ด้านคุณภาพ (Quality & Learning Outcome) ยกระดับ คุณภาพการเรียนรู้และผลลัพธ์ผู้เรียนอย่างแท้จริง พัฒนาสมรรถนะบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลด ช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ระหว่างบัณฑิตกับความต้องการของสถานประกอบการ สร้างระบบพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนด้วย PDCA (ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545) ทำให้หลักสูตรสอดคล้องกับ มาตรฐานวิชาชีพและสภาวิศวกร พัฒนา Learning Ecosystem สำหรับการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามกรอบ CEFR (เป้าหมายระดับ B1 ขึ้นไป) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารทางวิศวกรรม การทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ และการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล 2.3 ระดับผลลัพธ์ตามกรอบมาตรฐานวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะครบถ้วนตาม กรอบมาตรฐานวิศวกรชีวการแพทย์ ปรับระบบการเรียนการสอนให้ทันต่อ เทคโนโลยีและความต้องการของวิชาชีพ ยกระดับผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น อัตราคงอยู่ ≥ 90%, อัตราการจบการศึกษา, ผลสอบใบประกอบวิชาชีพ, ผลงานนวัตกรรม/การแข่งขัน/สตาร์ทอัพ และอัตราการมีงานทำ สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืนผ่าน วงจร PDCA เชื่อมโยงผู้เรียนกับ โรงพยาบาล อุตสาหกรรม และภาคีวิชาชีพ เพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง พัฒนาความพร้อมของผู้เรียนสู่การเป็น วิศวกรชีวการแพทย์ระดับสากล ทั้งด้านทักษะเทคนิค ทักษะสากล (Global Competencies) ภาษาอังกฤษเพื่อวิศวกรรม และความเข้าใจมาตรฐานเทคโนโลยีการแพทย์ สร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้ใช้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ร่วมกัน ดังนี้ 3.1 ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ของมหาวิทยาลัยและระบบ KM เอกสารยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย งานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning, OBE, Impact-Based Learning, Active Learning, PBL/PjBL และ Modular Learning เกณฑ์ประกันคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3.2 ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ประสบการณ์ของผู้บริหารและคณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตร บริหารหลักสูตร และพัฒนาการศึกษา ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายวิชาชีพ บทเรียนจากการแก้ปัญหาซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องกว่า 20 ปี 3.3 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา ระดับหลักสูตร ระดับคณะและวิทยาลัย รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพและภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี ทักษะ ความชำนาญ และบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานจริงซึ่งอาจไม่ได้เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน การพัฒนาเส้นทางอาชีพในวิศวกรรมชีวการแพทย์ การวางแผน การวางแผน 4.1 ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (Key Indicator)KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 O1.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษามีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม KR1.2.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้งสอดคล้องกับตัวชี้วัดอื่น ได้แก่ ตัวชี้วัดด้าน การประกันคุณภาพการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานของ สภาวิชาชีพ  เช่น อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร อัตราสอบผ่าน คุณวุฒิวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4 ตัวชี้วัดด้านการจัดการเรียนการสอนใน RQF3 และ RQF5 รวมถึงคุณภาพบัณฑิตตาม มคอ.7 ตัวชี้วัดด้าน นวัตกรรม การแข่งขัน และรางวัล ตัวชี้วัดรอง O1.3 นักศึกษาและบัณฑิตมีคุณภาพKR1.3.1 อัตราการได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษา ≥ 65% 4.2 การวัดและประเมินผล  ระบบการประเมินผลของแนวปฏิบัตินี้พัฒนาบนหลัก PDCA, Outcome-Based Education (OBE), TQF และมาตรฐานวิชาชีพ โดยใช้การประเมินแบบ Multi–Dimensional Assessment ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ระหว่างเรียน และหลังสำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ มิติที่ 1 คุณภาพผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและระหว่างศึกษา จำนวนผู้สมัครและผู้ผ่านเกณฑ์แรกเข้า อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา (Retention Rate) การเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ Soft Skills และการแข่งขัน ความสามารถภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ระดับ B1 มิติที่ 2 คุณภาพการจัดการเรียนรู้ตาม OBE การเชื่อมโยง PLO–YLO–CLO (OBE Mapping) การประเมินสมรรถนะรายปี (Annual Competency Assessment) ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน อาจารย์ และระบบสนับสนุน  มิติที่ 3 ผลลัพธ์ของบัณฑิต อัตราการมีงานทำภายใน 3 เดือนหลังจบ การประกอบอาชีพอิสระ/สตาร์ทอัพ การเติบโตในอาชีพ (Career Progression) มิติที่ 4 การประเมินจากหน่วยงานภายนอก อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร และ TPQI ความพึงพอใจของสถานประกอบการ (Employer Satisfaction) มิติที่ 5 คุณภาพหลักสูตรและระบบบริหาร ตัวชี้วัดระดับหลักสูตร คณะ และมหาวิทยาลัย (RQF3–RQF7) ผลการประกันคุณภาพ (Internal / External QA) ความร่วมมือและความผูกพันของ ศิษย์เก่า ระบบประเมินนี้เชื่อมโยง OBE และ PLO–YLO–CLO และใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อยกระดับความสามารถผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR B1 เพื่อการทำงานระดับสากล 4.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน  แนวคิดสำคัญที่รองรับกระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ Transformative Learning – พัฒนาการเรียนรู้ที่สร้าง Deep Competency และผู้นำการเปลี่ยนแปลง Organizational Transformation – ปรับโครงสร้างสู่ Outcome-Driven Faculty Innovative Academic Leadership – ผู้บริหารขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม Real Sector Engagement – เชื่อมโยงการเรียนรู้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และโรงพยาบาล การดำเนินงานโดยใช้วงจร PDCA ดังรายละเอียดพโฏดยสรุปดังนี้ PLAN  ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลจริง เช่น SWOT, KPIs, Retention Rate และความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่วัดผลได้  DO  โดยการขับเคลื่อน Transformative Learning ผ่าน Active Learning, PBL และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมปรับ OBE Mapping และพัฒนาคณาจารย์ผ่าน PLC การออกแบบการเรียนรู้แบบ Modular–Integrated Learning สลายรายวิชาเป็น Competency Modules บูรณาการเนื้อหาข้ามรายวิชา ลดเนื้อหาและการประเมินซ้ำซ้อน เชื่อมโยงการเรียนรู้กับงานจริง CHECK เป็นการประเมินผลตาม KPIs เช่น Retention Rate ผลสัมฤทธิ์ ความพึงพอใจ ผลสอบมาตรฐานวิชาชีพ และอัตราการมีงานทำ ACT ด้สชวยการวิเคราะห์ช่องว่างผลลัพธ์ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ และนำบทเรียนเข้าสู่ PDCA รอบใหม่ (CQI) 4.4 ทรัพยากรที่ใช้  การดำเนินงาน Transformative Learning ใช้ทรัพยากรหลายด้าน ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งทุนสนับสนุน งบประมาณประจำปี (Annual Budget) ใช้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาคณาจารย์ งบทุนวิจัยของอาจารย์ (Faculty Research Grants) ใช้สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเผยแพร่ผลงานระดับชาติและนานาชาติ และการบูรณาการวิจัยสู่การเรียนการสอน รายได้จากบริการวิชาการ (Academic Service Revenue) รายได้จากการอบรม โครงการร่วมกับอุตสาหกรรม และบริการทดสอบทางวิศวกรรม ถูกนำกลับมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนักศึกษา ทุนจากนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Innovation & Startup Funding) ใช้สนับสนุนการพัฒนา Prototype งานวิจัยเชิงพัฒนา และการส่งผลงานแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ สรุปทรัพยากรและระบบบริหารทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนวงจร PDCA ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติ วิทยาลัยดำเนินงานตามกระบวนการ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตคุณภาพในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการแนวคิด Transformative Learning, Outcome-Based Education (OBE) และ Modular–Integrated Learning ให้เชื่อมโยงกันทั้งระดับยุทธศาสตร์ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ระบบสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือ 1) ยุทธศาสตร์วิทยาลัย (Strategic Development) วิทยาลัยวิเคราะห์ Pain Point ของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มตลาดแรงงาน ประเมินสมรรถนะบัณฑิตเทียบมาตรฐานวิชาชีพ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี พร้อมทบทวนประจำปี โดยบูรณาการผลลัพธ์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21, PLC และ KM เข้าสู่ระบบการเรียนรู้แบบโมดูลเพื่อลดความซ้ำซ้อน 2) การพัฒนานักศึกษา (Student Development) ปรับจากการเรียนแบบเน้นเนื้อหาไปสู่ Learning by Doing ผ่าน Active Learning, Project/Problem-Based Learning, Team Learning, Modular Learning และการเรียนรู้จากสถานประกอบการจริง เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น Critical Thinking, Creativity, Communication, Collaboration, Leadership, Empathy และ Life Skills 3) ระบบที่ปรึกษา/โค้ช (Coaching & Mentoring + Career Path) อาจารย์ปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น Mentor/Coach ติดตามผู้เรียนรายบุคคล จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) เชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนกับเส้นทางอาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงลึกตาม Modular Path 4) การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) ทบทวน Intended Learning Outcomes ให้สอดคล้องกับ OBE และสมรรถนะวิชาชีพ พร้อมพัฒนารายวิชาใหม่ เช่น AI for Healthcare, Medical IoT และ Biodesign ส่งเสริม Impact-Based Learning, Beyond Classroom, Course Deconstruction และ Team Teaching 5) การพัฒนา Learning Ecosystem พัฒนาห้องเรียนและพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น Studio-Type Classroom, Maker Space, Innovation Lab, Digital Learning และ Simulation Tools เพื่อส่งเสริม Collaborative Learning, Student-Directed Learning และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า 6) การพัฒนาคณาจารย์และบุคลากร ส่งเสริมการอบรมด้าน Transformative Learning, Active Learning, OBE, PBL, Modular–Integrated Learning Design, Team Teaching และ Coaching เพื่อให้บุคลากรสามารถออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7) การปรับระบบการเรียนการสอน (Teaching System Transformation) ขยายการใช้ Active Learning, Biodesign, PBL, Impact-Based Learning และ Team-Based Projects ลดการสอนแบบบรรยาย เพิ่มการเรียนรู้จากโจทย์จริง การสอนแบบทีม และการจัดลำดับโมดูล (Module Flow) ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ 8) ระบบประเมินผลศตวรรษที่ 21 ใช้การประเมินแบบ Open & Authentic Assessment, Team-Based/360° Assessment และ Integrated Rubric เพื่อวัดทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และผลกระทบจากงานจริงอย่างรอบด้าน 9) เครือข่ายความร่วมมือ (Partnership & Collaboration Network) สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล อุตสาหกรรม และบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ ผ่าน MOU การฝึกงาน วิจัย โครงงาน และการร่วมสอน/กำกับดูแล เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากภาคส่วนจริง 10) เครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Network Development) พัฒนาศิษย์เก่าให้มีบทบาทด้าน Career Path, Mentoring, การร่วมสอน การประเมินโครงงาน และการเป็น Strategic Partners ในการพัฒนาโมดูลและการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 11) การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (English Proficiency Development) ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในทุกโมดูลและกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารเชิงวิชาการ การทำงานระดับนานาชาติ และการใช้ภาษาในโครงงานที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยสรุป วิทยาลัยไม่ได้มองตนเองเป็นเพียง “สถานที่จัดการเรียนการสอน” แต่เป็น ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ยุทธศาสตร์ หลักสูตร

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning Read More »

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 , 1.3.1 การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              สหกิจศึกษาในประเทศไทยริเริ่มโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน โดยนำระบบมาใช้ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปี พ.ศ. 2536 เพื่อบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ จากรูปแบบทวิภาคี ได้พัฒนาเป็นพหุภาคีในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ วัตถุประสงค์ของสหกิจศึกษา มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ทำงานจริง ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร และยกระดับคุณภาพบัณฑิต ซึ่งสหกิจศึกษาแตกต่างจากการฝึกงานทั่วไป คือ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร บังคับให้ปฏิบัติงานจริงเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ภาคการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ                 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับมอบหมายจากสำนักงานมาตรฐานวิชาการให้เข้าร่วมโครงการนำร่องสหกิจศึกษา ในภาคการศึกษาที่ 1/2546 โดยส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, ธนาคารกรุงไทย, บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการประเมินนักศึกษาจากสถานประกอบการ ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และนักศึกษาทั้งหมดมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา                 ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีสาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ถึง 5 สาขาวิชา แต่ละสาขาวิชาต่างก็ดำเนินการจัดการสหกิจศึกษาของตนเอง แต่เนื่องจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยอาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องตั้งแต่แรก นอกจากนี้ได้เข้าร่วมอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย ซึ่งมีความรู้ ความชำนาญ ในการจัดการสหกิจศึกษา การนิเทศงาน การแก้ปัญหาให้กับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาสหกิจศึกษา วิทยาลัยจึงมีนโยบายให้ดำเนินการปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศสหกิจศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย จากนั้นแต่ละสาขาวิชาสามารถดูแลต่อในส่วนของนักศึกษาของสาขาตนเองได้ ในส่วนปัจฉิมนิเทศ มีการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาทุกสาขาวิชานำผลงานของตนเองมานำเสนอในที่ประชุม เพื่อให้นักศึกษาสาขาวิชาอื่น อาจารย์ที่ปรึกษา และ/หรือผู้ที่สนใจ ตลอดจนนักศึกษาที่กำลังจะไปสหกิจศึกษาสามารถเข้ารับฟังได้ เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตของตัวเอง โดยวิทยาลัยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน                  ต่อมาท่านคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ได้ร่วมกับผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ต้องการให้นักศึกษาของวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการพัฒนาทักษะของนักศึกษาสู่เวทีในระดับสากล เป็นการขยายจากสหกิจศึกษาในประเทศไทย ซึ่งนักศึกษาบางส่วนของวิทยาลัย ไปสหกิจศึกษาในต่างประเทศบ้างอยู่แล้ว การมีโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ ก่อนเข้าร่วมโครงการ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอช่องทางเลือกปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ และนอกจากจะสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นแล้วยังสามารถนำแนวทางไปปรับใช้กับสหกิจศึกษา ณ ประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป ตลอดจนสามารถปรับใช้กับนโยบายสหกิจศึกษาซึ่งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผู้ที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) จ้าของความรู้/สังกัด   อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์                                                                                รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ความรู้ที่ได้จากการอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย และประสบการณ์จากการดำเนินงานในส่วนของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นิเทศงานและการดำเนินงานในส่วนของจัดการภาพรวมของสหกิจศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) โปรดระบุ KR  KR1.1.1 หลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม KR1.3.1 อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา                                                                               ขั้นตอนการดำเนินงาน รับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ (รายละเอียดอยู่ในไฟล์แนบ) รวบรวมข้อมูลส่งให้ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ เพื่อประสานกับบริษัท Betsukawa ในการสัมภาษณ์ ซึ่งมีการสัมภาษณ์หลายครั้ง ทั้งออนไลน์และสัมภาษณ์โดยตรง จึงต้องมีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับนักศึกษาโดยตรง วิทยาลัยใช้วิธีการตั้ง Line กลุ่มย่อย จากการที่มี Line ส่วนตัวของนักศึกษาแต่ละคน เพื่อให้นักศึกษารับทราบข่าวสาร กระบวนการต่าง ๆ ได้ตรงกัน ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวก รวดเร็ว ดีกว่าการติดต่อผ่านสาขาวิชา ซึ่งต้องผ่านหัวหน้าสาขาวิชา เลขานุการสาขาวิชา เป็นต้น ประชุมร่วมระหว่างผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ผู้บริหาร บริษัท Betsukawa ผู้บริหาร คณาจารย์จากวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก สหกิจศึกษากับ บริษัท Betsukawa ทำให้ทราบแนวทางในการดำเนินงานของวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้และปฏิบัติให้เป็นรูปแบบและแนวทางเดียวกัน นักศึกษาปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ บริษัท Betsukawa ห้อง 5-331 อาคารวิษณุรัตน์ นักศึกษาเดินทางไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อประสานงานกับบริษัท และนักศึกษา เพื่อนิเทศงาน ตรวจงานของนักศึกษา นักศึกษานำเสนอผลงานสหกิจศึกษา บริษัทประเมินผลการทำงานและเอกสารของนักศึกษา ตามรูปแบบสหกิจศึกษาแต่ใช้แบบฟอร์มเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีการจัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษานำผลการประเมินของบริษัทมาดำเนินการออกเกรดให้กับนักศึกษา และมีการบันทึกข้อมูลผลกาประเมินลงฐานข้อมูล หมายเหตุ ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในทุกขั้นตอนจะมีการประสานงานระหว่าง ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์  นักศึกษา และ อาจารย์สุมนา ตลอดเวลา เพื่อจัดการเอกสารให้กับนักศึกษา ติดต่อประสานงานกับนักศึกษา ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งวิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ก็สามารถดำเนินการตามได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                 ไม่ได้ใช้งบประมาณ เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการยังมีจำนวนไม่มาก ประกอบกับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มีการใช้เครื่องมือและ/หรือช่องทางติดต่อสื่อสารทางด้าน IT อยู่แล้ว  เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการเอกสาร MS Word, Google Doc เก็บข้อมูลด้วย Google Sheet, MS Access, Google Drive ใช้ E-Mail ใช้ Line ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะมี E-Mail และ Line ของนักศึกษาแต่ละคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และสร้างเป็น Line กลุ่มย่อย เนื่องจากจะมีการสมัครเข้ามาเป็นช่วง ๆ  และมีการสัมภาษณ์เป็นรอบ ๆ เพื่อให้สามารถติดตามงาน สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากนักศึกษาของวิทยาลัยที่เข้าร่วมสหกิจศึกษามาจากหลากหลายสาขาวิชา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                 จากขั้นตอนการดำเนินงานที่ได้กล่าวข้างต้น ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อกำหนดของบริษัทและฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์                 ในส่วนของวิทยาลัย มีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โดยเชิญผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ไปให้ความรู้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่งผลให้นักศึกษาสนใจเป็นจำนวนมาก มีการตั้งกลุ่ม Line เพื่อจัดการติวภาษาญี่ปุ่น แนะนำการปฏิบัติตัว การใช้ชีวิต ณ ประเทศญี่ปุ่น ให้กับนักศึกษา โดยไม่ได้บังคับให้นักศึกษาเข้าร่วม นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังประสานกับภาควิชาภาษาญี่ปุ่น เพื่อเปิดรายวิชา ภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาที่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยได้รับความร่วมมือจากภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังแนะนำช่องทางการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเข้าร่วมโครงการ ในปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และทีมงานผู้บริหารจากบริษัท Betsukawa ได้มาประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568  ณ ห้อง 9N-200   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                 เริ่มต้นโครงการ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ ก็ต้องจัดการเรื่องเอกสารให้กับนักศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกของวิทยาลัยยังมีจำนวนน้อย จึงยังสามารถจัดการได้                 จะมีปัญหาบางส่วนเกี่ยวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการเปลี่ยนวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าพนักงาน จากเดิมที่นักศึกษาสามารถดำเนินการได้ที่ญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนกฎ ทำให้นักศึกษาต้องเดินทางกลับมาทำเรื่องที่ประเทศไทย เมื่อเรียบร้อย จึงเดินทางกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น ส่งผลให้นักศึกษาและบริษัทเสียโอกาสในการทำงานเป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน ทำให้บริษัท มหาวิทยาลัย ทีมงานจากคณะ/วิทยาลัย ต้องพิจารณาร่วมกันในการเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติสหกิจศึกษาให้มีความเหมาะสมและทำให้ปัญหาในเรื่องนี้หมดไป 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                 มีวิธีการวัดผลและประเมินอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน เนื่องจากการปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องการเตรียมตัวในส่วนของภาษา ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ระเบียบ วินัย กว่าจะผ่านการคัดเลือก ต้องผ่านการสัมภาษณ์มากกว่า 1  ครั้ง และทุกครั้ง อาจารย์สุมนา จะต้องเข้าร่วมเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และต้องประสานงานกับฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ในส่วนของการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การออกเอกสารรับรองให้กับนักศึกษา เพื่อใช้ประกอบการทำวีซ่า กรณีนักศึกษาได้รับการคัดเลือกจากบริษัท การติดตามความก้าวหน้าของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาให้กับนักศึกษา  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีได้รับคัดเลือกไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ดังนี้ คนที่ 1 นาย ธนกฤต ทะคะโทะคุ รหัสนักศึกษา 6100509 สาขาวิชาดิจิทัลเทคโนโลยี ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 2 นางสาว ชาลี แซ่จาว รหัสนักศึกษา 6304733 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 3 นายสุชน ปฏิยัตตโยธิน รหัสนักศึกษา 6501271 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต กำลังปฏิบัติสหกิจศึกษา อยู่ในประเทศไทย และกำลังจะเดินทางไปสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 4 ธนวรรธน์ ไชยนวล รหัสนักศึกษา 6601886 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับคัดเลือกให้ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ประมาณเดือนมิถุนายน 2569 นี้                 ระหว่างที่นางสาวชาลี ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา วิทยาลัยได้ส่งข้อมูลเข้าร่วมการประกวดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ระดับเครือข่าย CWIE ภาคกลางตอนบน ประเภทที่ 7 นักศึกษาสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานนานาชาติดีเด่น ผลที่ได้ นักศึกษาได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                 เนื่องจากหลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม ส่งผลให้นักศึกษาของวิทยาลัยสามารถมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา จากเกณฑ์อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา ผลเป็นดังนี้ ปีการศึกษา อัตราร้อยละการได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี ผลการประเมินบัณฑิตโดยผู้ใช้บัณฑิต 2565 78.92 4.30 (ดี) 2566 97.14 4.64 (ดีมาก) 2567 80.03 4.36 (ดี)  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก นักศึกษาให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ปัจจุบันจะมีจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเพียง 4 คน เนื่องจากบริษัท Betsukawa ประกอบกิจการ จำหน่ายตู้ควบคุมไฟฟ้า โปรแกรมควบคุมไฟฟ้า ระบบควบคุมไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งนักศึกษาของวิทยาลัยต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในด้านนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาของวิทยาลัยรู้สึกท้อถอย ยังมีนักศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังทยอยยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ในการประสานงาน ทั้งกับบริษัท คณะ/วิทยาลัยตลอดจนนักศึกษา นอกจากนี้ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ยังช่วยหาบริษัทที่นักศึกษาสามารถเลือกไปสหกิจศึกษาได้นอกเหนือจากบริษัท Betsukawa ได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากสาขาวิชาทุกสาขาวิชาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในเรื่องข้อมูลหลักสูตร การติดต่อประสานงาน การร่วมกันแก้ไขปัญหาและช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                 เนื่องจากข้อกำหนดต่าง ๆ ทั้งจากบริษัท Betsukawa และบริษัทอื่น ๆ ที่จะรับนักศึกษาไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ประกอบกับการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาแตกต่างกัน จึงต้องมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ของนักศึกษา แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                 ขั้นตอนการดำเนินงานที่แสดงในเอกสารข้างต้นสามารถใช้เป็นระเบียบปฏิบัติหรือใช้เป็นมาตรฐานในการทำงาน เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย วิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน แม้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบ เอกสาร ก็สามารถนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้เป็นแนวทางในการเริ่มโครงการการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นได้ 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารประกอบ อยู่ใน link https://tinyurl.com/4xxsp7jf

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี Read More »

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และ ดร.กนกวรรณ พิภักดิ์สมุทร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                ในโลกยุคใหม่ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อน องค์ความรู้ทางทฤษฎีสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้  มหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้วิสัยทัศน์ “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และความมุ่งมั่นที่จะเป็น “ขุมพลังแห่งปัญญา (Intellectual Powerhouse)” ได้กำหนดทิศทางใหม่เพื่อให้นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอดวิชา แต่เป็น “ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)” ที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการและยึดมั่นในสังคมธรรมาธิปไตย                ก่อนที่จะมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พบความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างประสบการณ์จริง” ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มักเผชิญกับทัศนคติที่กลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) และขาดการเชื่อมโยงระหว่างวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) กับวิชาชีพเฉพาะทาง 1 สภาพปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้นักศึกษามองไม่เห็นความสำคัญของวิชาพื้นฐาน และไม่สามารถนำความรู้เชิงวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่แยกส่วน (Fragmented Learning) จึงไม่สามารถตอบโจทย์สมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการทั้งความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), จริยธรรม (Ethics) และคุณลักษณะบุคคล (Character) หรือกรอบ KSEC 1                เหตุผลสำคัญในการริเริ่มแนวปฏิบัติ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการปิดช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) โดยเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองโลกจริง (Sandbox Classroom) เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลอง ฝึกฝน และกล้าที่จะล้มเหลวในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Failure Zone) 1 โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตชิ้นงานออกแบบ แต่เป็นการบ่มเพาะวิธีคิดที่เป็นระบบและการมีจิตสาธารณะ (Compassion) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยรังสิต 1 โดยอาศัยช่วงเวลา “Golden Period” ในภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป้าหมายทางการศึกษาของนักศึกษาใหม่มีความเปราะบางที่สุด มาใช้เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) เพื่อให้เกิดความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ โดยปรับรูปแบบการสอนจากการเรียนแบบแยกรายวิชา ไปสู่การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงวิชาศึกษาทั่วไปกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างเป็นระบบ ทำให้นักศึกษาสามารถเห็นความสัมพันธ์ขององค์ความรู้และนำไปใช้ในงานออกแบบได้จริง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเชื่อมโยงของรายวิชา การดำเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในรายวิชาศึกษาทั่วไป โดยออกแบบการเรียนรู้แบบ Integrated Learning Model ที่ร้อยเรียงรายวิชา RSU111, RSU243 และ RSU180 ให้ทำงานร่วมกันในกรอบกระบวนการเดียวกัน ทำให้นักศึกษาเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเกิดความเข้าใจที่ลึกขึ้นในกระบวนการคิดเชิงสถาปัตยกรรม 3. เพื่อปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่ให้เกิดความพร้อมที่ใกล้เคียงกัน นักศึกษาที่เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การออกแบบ แนวปฏิบัตินี้จึงมีเป้าหมายในการcปรับพื้นฐานทักษะการคิด ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ และสร้างทักษะการนำเสนอ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  Sandbox.The Transformative learning framework การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลชมเชย เรื่อง Sandbox.The Transformative learning framework ปีการศึกษา 2567        รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                แนวปฏิบัตินี้ได้บูรณาการความรู้ทั้งแบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากคลังความรู้ของระบบการจัดการความรู้วิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการนำแนวปฏิบัติที่เคยได้รับรางวัลชมเชยเรื่อง “Sandbox: The Transformative Learning Framework” ในปีการศึกษา 2567 มาพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของปีการศึกษา 2568  องค์ความรู้หลักที่นำมาใช้ประกอบด้วย:              1.Transformative Learning Framework: กรอบการเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นการสร้าง “ความหมายของการเรียนรู้” ผ่านการสะท้อนคิด (Reflection) และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากภายใน 1              2.Outcome-Based Education (OBE) และ Impact-Based Education (IBE): การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วัดผลได้จริงด้วย “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม มากกว่าเพียงการให้เกรดเฉลี่ย 1              3.AI Integration Learning Framework (AIILF): การใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลเป็นฐานในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างต้นแบบ (Prototyping) ของนักศึกษาใหม่ 1              4.Design Thinking และ Lean Startup: เครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้ใช้ (User Insight) และการสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ตารางที่ 1 แสดงประเภทความรู้ ประเภทความรู้ แหล่งที่มาและรายละเอียด ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ RKMS มหาวิทยาลัยรังสิต และเอกสารแผนยุทธศาสตร์ 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง 2567) ความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และทีมผู้สอนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 สมรรถนะที่มุ่งพัฒนา กรอบ KSEC (Knowledge, Skills, Ethics, Character) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)            ❑ ยุทธศาสตร์ที่   1 สร้างความเป็นเลิศและการผลิตบัณฑิต   โปรดระบุ KR ตัวชี้วัดหลัก: ความสำเร็จตาม Key Result (KR) 1.2.1 ของแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567-2569) ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และ Transformative Learning ที่นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง 1 โดยวัดจากระดับสมรรถนะของนักศึกษาตามกรอบ KSEC ที่ระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าระดับ 3 หรือระดับมาตรฐานที่ทำงานได้เองและแก้ปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ ภาพที่ 1 แสดงความเชื่อมโยง KSEC ของแต่ละรายวิชาที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 รายละเอียดตัวชี้วัด                การวางแผนดำเนินโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox ได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัย  โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิต  ตัวชี้วัดรอง              ตัวชี้วัดรอง: การประเมินผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Impact Measurement) ผ่านระบบ OKRs (Objectives and Key Results) รายทีม และการวัดระดับการยอมรับจากสังคมผ่าน Social Listening Metrics เช่น ยอด Engagement และ Sentiment ในสื่อออนไลน์ ภาพที่ 2 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ภาพที่ 3 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ขั้นตอนการดำเนินงาน                 การดำเนินงานถูกจัดโครงสร้างเป็นวงจรการเรียนรู้แบบ “Think-Produce-Sell” ตลอด 8 สัปดาห์ในภาคเรียน S/2568 ดังนี้           1.ระยะ BRIEF (สัปดาห์ที่ 1-2): มุ่งเน้นการทำ Empathy และ Critical Thinking เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาภายใต้โจทย์ “Healthy-Happy-Sustainable Living” ผ่านรายวิชา RSU 111 สังคมธรรมธิปไตย 2.ระยะ PITCH (สัปดาห์ที่ 3-5): เน้นกระบวนการ Ideation และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) เพื่อพัฒนาแนวคิดและสร้างต้นแบบเบื้องต้นผ่านรายวิชา RSU 243 ความสร้างสรรค์ในงานศิลป์ 3.ระยะ ACHIEVE (สัปดาห์ที่ 6-8): การผลิตผลงานจริงและจัดแสดงในรูปแบบ Pop-up Exhibition พร้อมการสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านรายวิชา RSU 180 รังสิตมายสไตล์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่ระดับมืออาชีพ   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) โครงการนี้ได้รับความสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเครื่องมือจากมหาวิทยาลัย: 1.งบประมาณ: มหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณ 50% สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างโมเดลจริง 2.อุปกรณ์และเครื่องมือ: การใช้ AI Integration (AIILF Model) โดยนักศึกษาได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI Lab เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างสรรค์ภาพจำลอง 3.พื้นที่และเครือข่าย: การใช้พื้นที่ Sandbox Classroom และการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง (Stakeholders) ในพื้นที่ตึก 19 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และตึก 6 Student center มหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                การลงมือปฏิบัติจริงในโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการนำวงจร “คิด-ผลิต-ขาย” มาปรับใช้ในตารางเรียนรายสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกระบวนการทำงานแบบบูรณาการอย่างแนบเนื้อ                วันจันทร์ – RSU 111 (คิด): กระบวนการ Research-Based และ Design Thinking เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก (Design Solutions) โดยนักศึกษาต้องตอบคำถามว่า “Architecture for What?” เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน                วันพุธ – RSU 243 (ผลิต): กระบวนการ Skill-Based และ Critical Thinking ในการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นต้นแบบ (Production) โดยเน้นความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ (Design Process) 1           วันศุกร์ – RSU 180 (ขาย): กระบวนการ Professional-Based และ Creative Thinking ในการนำเสนอผลงาน (Presentation) และการสร้างกลยุทธ์การออกแบบ (Design Strategy) เพื่อสื่อสารแบรนด์ของตนเองต่อสาธารณะ ภาพที่ 4 แสดงขั้นตอน และกระบวนการในการลงมือปฎิบัติจริงที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละระยะ                ระยะ BRIEF: นักศึกษาลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อหา Insight ที่ลึกซึ้งกว่าการสังเกตแบบเดิม                ระยะ PITCH: การสร้าง Safe Failure Zone โดยอาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach หรือ Facilitator ที่อนุญาตให้นักศึกษาล้มเหลวในการทดลองโครงสร้างและวัสดุ เพื่อเรียนรู้ผ่าน Iterative Loop                ระยะ ACHIEVE: การจัดแคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” ผ่าน Instagram และ Facebook เพื่อสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้สู่สังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสัมผัสได้ถึง “ตัวตนและคุณค่า” ของงานตนเอง ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความกังวลในการประเมินสมรรถนะ: นักศึกษาบางส่วนกังวลกับการวัดผลแบบ Rubric score ที่ไม่ใช่คะแนนสอบแบบเดิม แนวทางแก้ไข: อาจารย์สร้างความโปร่งใสผ่านระบบ OKRs และการทำ After Action Review (AAR) ทุกสัปดาห์เพื่อให้เห็น “เส้นทางการเติบโต” ของตนเองอย่างชัดเจน ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคเรียน S: ระยะเวลาเพียง 8 สัปดาห์อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แนวทางแก้ไข: การจัดทำ Pre-Summer Bootcamp และการปรับปรุงรายวิชาให้เป็นรูปแบบ Module ที่เชื่อมโยง คิด-ผลิต-ขาย ให้จบภายในสัปดาห์เดียวเพื่อสร้างชัยชนะเล็กๆที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจและสร้างกำลังใจในการเรียนรู้และการลงมือปฎิบัติ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล วิธีการวัดผลและประเมินผลของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการให้เกรด (Grades) แต่เป็นการใช้ระบบการประเมินสมรรถนะ KSEC ร่วมกับ Rubric Score ระดับ 0-5 เพื่อวัดการเติบโตเชิงพฤติกรรม (Behavioral Growth) โดยการบูรณาการรายวิชาศึกษาทั่วไป ได้แก่ RSU 111, RSU 243 และ RSU 180 เข้ากับแนวทางการสร้างทักษะแบบสตูดิโอออกแบบ ช่วยเปลี่ยนสถานะของผู้เรียนจาก “นักเรียน” ที่ยังขาดทักษะวิชาชีพ ให้กลายเป็น “นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต” ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Character) สำหรับการเข้าสู่ภาคเรียนที่ 1 ได้อย่างเต็มตัว ระบบ KSEC Rubric score ช่วยให้การวัดผลลัพธ์ใน Semester S นี้มีความหมายมากกว่าคะแนนสอบ แต่คือการยืนยันความพร้อมในการเป็น Change Agent ในสายงานสถาปัตยกรรม ตารางที่ 2 แสดงตารางเกณฑ์การประเมินสมรรถนะ KSEC (Rubric Score 0-5) ระดับ ชื่อระดับสมรรถนะ นิยามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicator) 0 ไม่ปรากฏสมรรถนะ ไม่มีการแสดงผลงานหรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะนั้นในชิ้นงาน 1 ระดับเริ่มต้น สามารถรับรู้ทฤษฎีพื้นฐานแต่แสดงออกได้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับการประคองใกล้ชิด 2 ระดับพื้นฐาน เข้าใจและจัดการงานประจำ (Routine) ได้ภายใต้คำแนะนำ 3 ระดับชำนาญ เกณฑ์มาตรฐาน: แก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ 4 ระดับเชี่ยวชาญ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่กว้างขึ้นได้อย่างอิสระและเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ 5 ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่สร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบกว้างขวาง  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                ผลการดำเนินโครงการในปีการศึกษาล่าสุดพบว่า               สมรรถนะนักศึกษา: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สามารถนำเสนอผลงานจริง (Pitch) ได้ภายใน 4 สัปดาห์แรก ซึ่งทำลายสถิติการเรียนรู้แบบเดิมและแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของสมรรถนะ                ผลกระทบเชิงสังคม: แคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” มียอด Organic Engagement สูงถึง 25,448 ครั้ง จาก 580 ข้อความบนสื่อออนไลน์ โดยมี Instagram เป็นช่องทางหลัก (80.34%) ซึ่งสะท้อนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ                ความพึงพอใจและอัตราคงอยู่: นักศึกษามีความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง (Self-Efficacy) และมีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลบวกต่ออัตราการคงอยู่ของนักศึกษาใหม่  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ โครงการบรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 (KR 1.2.1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินพบว่านักศึกษากว่า 80% มีสมรรถนะในระดับ 3  ขึ้นไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “Architect Mindset” ไปสู่ “Visionary Mindset” ตั้งแต่ช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่ภาคเรียนปกติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Synergistic Strategy: การผสานเนื้อหาการเรียนการสอน ระบบคิดเชิงวิจัย และงานบริการวิชาการเข้าด้วยกัน Collective Responsibility: การทำงานข้ามชั้นปี (Cross Peer – Cross Year) และการที่อาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach Identity Alignment: การเน้นย้ำคุณลักษณะ Change Agent ที่มีความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) และรับผิดชอบต่อสังคมตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต จากการดำเนินงานโครงการ  GenEd.x ARCH-Sandbox ต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา (2567 และ 2568) ทำให้ทีมผู้สอนได้ข้อค้นพบสำคัญ (Key Insight) ในการบูรณาการกลุ่มวิชา gen.Ed. เข้ากับเป้าหมายสมรรถนะของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการค้นพบกลไกการเชื่อมโยงของ “ภาคเรียน S” ในฐานะช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) จากนักเรียนทั่วไปให้กลายเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มีสมรรถนะ Change Agent อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ ภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) เป็นช่วงเวลา “Golden Period” สำหรับการปรับตัวของนักศึกษาใหม่ ดังนี้                    (1.) การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปไม่ควรเป็นเพียงการ “เรียนเสริม” แต่ต้องเป็น “ฐานสมรรถนะ” ที่ถูกร้อยเรียงเข้ากับสตูดิโอออกแบบอย่างแนบเนียน ผลคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง (Self-Efficacy) ที่ทำให้นักศึกษามีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย                    (2.) กลไกการสะท้อนคิดเชิงวิสัยทัศน์ ผ่านการการประเมินสมรรถนะในอนาคตควรเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ Impact Dashboard ที่รวบรวมข้อมูลแบบ Real-time เพื่อสร้าง Digital Portfolio ที่สะท้อนตัวตนของบัณฑิตต่อตลาดแรงงานโลกนวัตกรรม ภาพที่ 5 AAR (After Action Review)การประเมินแบบสะท้อนผลระหว่างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ปรับปรุงแนวคิด และพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องใน Sandbox Classroomที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา          การออกแบบกระบวนวิชาของทั้งสองวิชา ที่ทำในปีการศึกษา 2568 เป็นนวัตกรรมที่ผนวกรวมระหว่างการกิจกรรมการเรียนรู้แบบ classic คือ การเรียนรู้จากปัญหาจำลองเหตุการณ์จริงและการแก้ไขปัญหา กับกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีมาก่อน แบบ Pre-experience  ซึ่งเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ได้ผล คือทำให้นักศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมการใฝ่รู้ กระตือรืนร้น ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญเรียนอย่างสนุกไม่น่าเบื่อ  ในอนาคต หลักสูตรอาจจะปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ Module สำหรับรายวิชาทั้งสองซึ่งอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเลือก ที่สามารถผนวกรวมได้ ผ่านโครงการสำนักงานบัญชีภายในมหาวิทยาลัย และอาศัยความร่วมมือของชมรมสำนักงานบัญชี จังหวัดปทุมธานี  โดยให้นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มบริการรับทำบัญชีธุรกิจให้กับลูกค้า โดยมีผู้ทำบัญชีจากชมรมฯ เป็นโค้ช  นักศึกษาจะเรียนรู้การให้บริการสำนักงานบัญชี พร้อมกับการทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย  6. ข้อมูลประกอบ ไฟล์ข้อมูลดิบ:   https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1i7zkTrecWvCjHkI3qchyyHmoUulMkY5x   รูปภาพเพิ่มเติม

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) Read More »

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ และ ผศ.วัฒนี รัมมะพ้อ คณะบัญชี 1. บริบทและความสำคัญ การจัดการเรียนการสอนแบบเดิม  สภาพปัญหา “เรียนแยกส่วน จบไปทำไม่ได้จริง”  พบปัญหาดังนี้ Gap ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ (The Theory-Practice Gap) การเรียนบัญชีมักเน้นการบันทึกเดบิต/เครดิตในกระดาษ หรือโจทย์ที่สมมติตัวเลขมาให้แล้ว ทำให้เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาไปพบกระบวนการทำงานจริงในบริษัทที่ใช้ Software หรือ ERP นักศึกษาไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่คุ้นเคยกับ เอกสารที่ใช้ และ Flow เอกสารในระบบดิจิทัล ทำให้สถานประกอบการต้องเสียเวลาสอนงานใหม่ และแสดงความเห็นว่านักศึกษาจบใหม่ทำงานไม่ได้ทันที  2. การมองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจ (Not knowing the business process) นักบัญชีเรียนแค่การ “ลงบัญชีตามเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่ารายการค้า” แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร และเอกสารที่ใช้ประกอบเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจของบริษัทในการทำงานจริงเป็นอย่างไร เช่น ใบสั่งผลิต ใบกำกับสินค้า ใบสั่งซื้อ และรายงานการรับสินค้า เป็นต้น ดังนั้น เมื่อไม่เข้าใจหรือมองภาพกระบวนการทางธุรกิจไม่ได้ ก็ไม่สามารถสังเกตความผิดปกติของเอกสาร และตัวเลขจำนวนเงินได้ เช่น กรณีต้นทุนผลิตสูงเกินกว่างบประมาณการผลิต นักศึกษาไม่สามารถสังเกตหรือวิเคราะห์หาสาเหตุได้ เพราะไม่เข้าใจกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process)   3. ข้อจำกัดการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาสอน (Limitations of incorporating modern technology into teaching) การสอนมีข้อจำกัดอยู่แค่ Excel หรือโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปทางการบัญชี ที่คณะสามารถจัดหามาสอนได้ แต่ปัจจุบันธุรกิจแม้แต่ SME เริ่มใช้ Cloud ERP เช่น Odoo, Peak Account, Flow Account เป็นต้น และรวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการเสริมประสิทธิภาพในการจัดทำงบการเงินและภาษีอากร ซึ่งทางคณะบัญชีจำเป็นต้องเชิญผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยสอน แต่ไม่ได้เต็มที่ ส่งผลให้นักศึกษาขาดประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้  เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันในตลาดงาน ความท้าทายของ AI ที่กำลังเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านการบัญชี เป็นภัยคุกคามนักบัญชีในอนาคต ทำให้งานบันทึกบัญชีแบบพื้นฐาน (Bookkeeping) ถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation และ AI  การบัญชีดิจิทัลเมื่อผนวกรวมกับ AI  จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิชาชีพบัญชีในการก้าวข้ามงานบริการทางบัญชี  ของสำนักงานบัญชีจากแบบดั้งเดิมสู่การบริการด้วยเทคโนโลยีชีดิจิทัลและAI  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม   ความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อนักบัญชีในปัจจุบัน  เปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้รู้ตัวเลขทางการเงิน และสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้ในการคาดการณ์ปัญหาและผลกระทบของปัญหาต่อการดำเนินงานธุรกิจ ซึ่งนักบัญชีจะต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้ร่วมวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ  ดังนั้นหากการสอนยังคงเน้นแค่หลักการและวิธีการตามแนวทางการสอนแบบเดิมเพียงอย่างเดียว นักศึกษาอาจจะหางานทำได้ยาก  จึงเป็นความท้าทายที่จะทำอย่างไรให้นักศึกษาได้อยู่กับโลกการทำงานด้านการบัญชีที่เป็นจริงและกำลังก้าวข้ามไปสู่ยุคดิจิทัลผนวก AI  และเข้าใจในความคาดหวัง ซึ่งจะต้องมีทักษะการประยุกต์ความรู้ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน ตั้งข้อสังเกตด้วยวิจารณญานที่แม่นยำ พยากรณ์หรือคาดการณ์ประสบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  และเสนอแนวทางป้องกันได้    กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตออกแบบกระบวนวิชาโดยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ใกล้ชิดสถานการณ์ความจริงให้มากที่สุด ได้แก่ การทำธุรกิจจำลอง (“Business Simulation with Odoo & AI Integration”)  การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้ประกอบทางวิชาชีพ  ด้วยการสะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติและกลยุทธ์การแก้ไขปัญหา การเรียนรู้แบบ Pre-experience โดยอาศัยความร่วมมือเครือข่ายวิชาชีพบัญชี ซึ่งไม่ใช่เพียงการเรียนรู้การปฏิบัติงานให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้แบบรอบด้านเพื่อการอยู่รอดในสังคมวิชาชีพบัญชียุคปัจจุบัน  ทางหลักสูตรฯ ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ ในวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  และACC 484 การบัญชีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยทดลองใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการดำเนินการสอน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และปรับปรุงพัฒนากระบวนวิชาจนลงตัวในปีการศึกษา 2567 และ ดำเนินการต่อในปีการศึกษา 2568 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร       กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ และการออกแบบกระบวนวิชาที่ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ ที่จัดอยู่ในการสอนแบบ Active Learning  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลของนักศึกษา หลักสูตรบัญชีบัณฑิตด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด หัวหน้าหลักสูตร คณบดี และผู้รับผิดชอบรายวิชา ได้ประชุมร่วมกับชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี บริษัท เบสิค โซลูชั่น จํากัด โดยมีวัตถุประสงค์จะนำความรู้ทางวิชาชีพบัญชีจากประสบการณ์ที่สั่งสมของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจากองค์กรทั้ง 2 แห่ง ผนวกกับความรู้มาตรฐานการรายงานทางการเงินและประสบการณ์การสอนของอาจารย์ เมื่อได้นำความรู้ทั้งสองส่วนบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยใช้ในการพัฒนากรณีศึกษาหรือโจทย์ทางธุรกิจเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ในกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในกลยุทธ์การสอนของรายวิชาทั้งสองข้างต้นอย่างเหมาะสม  โดยกิจกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมแบบเคลื่อนไหว (Movement Activity) เพื่อความไม่น่าเบื่อ และช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลองตามที่กำหนด  ซึ่งทางหลักสูตรถือเป็นนวัตกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคปัจจุบันให้กับนักศึกษา ตามหลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning  ซึ่งความรู้ในส่วนนี้ไม่สามารถพบได้ในตำราในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ในรายวิชา ACC332 และ ACC484 ด้วยกลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้การใช้ความรู้วิชาชีพบัญชี ในยุดดิจิทัลเทคโนโลยี และร่วมกับความรู้ศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง  ทำให้นักศึกษาบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ และสามารถสะท้อนคิดแนวทางการประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์เสมือนจริงก่อนที่จะไปปฏิบัติงานจริงในวิชาสหกิจศึกษา หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพบัญชี  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้มีความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้  ดังนี้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนในการใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรงผ่านกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในการสอนรายวิชาต่างๆ ด้วยการชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากประสบการณ์วิชาชีพ เช่น นักศึกษาจะได้รับรางวัลหากมีผลงานโดดเด่น การให้คะแนนที่ท้าทายและรวมคำนวณเป็นคะแนนการวัดและประเมินผลรายวิชา  การได้รับวุฒิบัตรจากการเข้าร่วมเพื่อเป็น Profile ในการสมัครงานในโครงการสหกิจศึกษา การให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้นักศึกษาใช้ในการพัฒนาศักยภาพตนเองต่อไป รวมทั้งการทำ PLC หลังกิจกรรม   การออกแบบการสอนแบบบูรณาการกิจกรรมที่มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น รายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ประกอบด้วยนักศึกษาสามารถอธิบายสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีควรรู้ ได้แก่ การจัดตั้งสำนักงานบัญชี ประเภทของบริการที่ตลาดต้องการจากสำนักงานบัญชี การวางแผนธุรกิจ การสร้างคุณค่าให้กับการบริการ  การบริหารทรัพยากรบุคคล การควบคุมต้นทุนดำเนินงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  และการเจรจาต่อรอง   ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่ให้บริการและผู้รับบริการ (Roles play)  ขบคิดปัญหาการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหา  ผนวกกับการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักศึกษาได้สัมผัสกับบรรยากาศการประกอบการสำนักงาน และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหารสำนักงานบัญชี  เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Pre-Experience study) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสความยากลำบาก ความท้าทาย โอกาส รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นว่านักศึกษาสามารถเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีได้                การจัดการเรียนรู้ ในวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีการออบแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้รับผิดชอบรายวิชาออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLO) และการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ โดยให้ทำธุรกิจจำลอง  ผลิตสินค้า ซื้อสินค้ามาขาย  และดำเนินการจำหน่ายภายในมหาวิทยาลัย การทำสรุปรายรับรายจ่าย  สรุปผลดำเนินงาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการธุรกิจจำลอง ได้ให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการบัญชีจะเข้าไปช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร รูปแบบกิจกรรมที่ใช้ จะต้องมีบรรยากาศสนุกคล้ายสอดแทรกเกมส์แข่งขัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้เล่นเล็กน้อย โดยใช้เกณฑ์เวลา การมีส่วนร่วมในการทำงาน และคุณภาพผลงาน โดยจัดให้มีการประเมินความรู้ที่ได้ด้วยตนเอง และแบ่งปันระหว่างกลุ่มนักศึกษาซึ่งถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะต้องวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยเริ่มตั้งแต่การทำแผนการจัดการเรียนรู้ กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ และการเตรียมอุปกรณ์สถานที่ กำหนดการ เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปตามแผน และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด                มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง ตัวชี้วัดรอง                  ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา ตามที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF3) ขั้นตอนการดำเนินงาน               หลักสูตรได้วางแผนการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลไว้ในแผนปฎิบัติการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565  โดยมุ่งให้การดำเนินงานหลักสูตรบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ (KRs) ตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น  นอกจากนี้หลักสูตรมีความคาดหวังที่จะให้นักศึกษามีความพร้อมในการทำงานมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่การเรียนรู้แบบสหกิจศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรภายนอกที่ให้การฝึกหัดงานและร่วมมือกับคณะในสหกิจศึกษา  ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานของนักศึกษาออกมามีคุณภาพในระดับที่องค์กรดังกล่าวยอมรับได้    และมีความตั้งใจที่จะรับนักศึกษาเข้าทำงานหลังเสร็จสิ้น สหกิจศึกษา  การดำเนินงานมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้  ในปีการศึกษา 2567 ได้มีการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพบัญชีเพิ่มเติม ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด จากเดิมที่คณะมีความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพบัญชีหลายแห่ง โดยทำความเข้าใจในข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา ให้ได้ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการหลักสูตร และคณบดี ได้ประชุมกำหนดรายวิชาที่เหมาะสมที่จะใช้กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ที่มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลเข้าไปในรายวิชา โดยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการที่มีกับองค์กรวิชาชีพบัญชี และได้ข้อสรุป 2 วิชา ประกอบด้วย วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ซึ่งก่อนหน้านี้ทางหลักสูตรได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยลดการบรรยายและเพิ่มการเรียนรู้  ใช้การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี (Professional)  มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 นอกจากนี้ใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยในการสอนวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี เพื่อสร้างประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการ เช่น การวางแผนธุรกิจสำนักงานบัญชีเชิงกลยุทธ์โดยให้ผู้ประกอบการตัวจริง เป็นผู้วิพากษ์และประเมินผล เป็นต้น และวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยนำโปรแกรมสำเร็จรูป ERP ระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดทำรายงานทางการเงิน การวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนในปีการศึกษา 2568 ได้เพิ่มกิจกรรมธุรกิจจำลอง ในวิชา ACC 484  และใช้การเรียนรู้แบบ Pre -experience ในวิชา ACC 332 โดยกระจายนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม เข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานบัญชี ศึกษาการดำเนินงานสำนักงานบัญชี จากการฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ที่สะท้อนห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และปัจจัยความสำเร็จในการประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชี เพิ่มเติม จากนั้นผู้สอนสร้างสถานการณ์จำลองในห้องเรียน และใช้วิธีสอนแบบ Roles Play เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปัญหาและการแก้ไขปัญหาในฐานะผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี การออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะดำเนินการร่วมกันระหว่างคณบดี หัวหน้าหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี จากองค์กรวิชาชีพบัญชีที่ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับคณะบัญชี โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF 3) ของรายวิชา ACC 332  และ ACC 484  ประกอบด้วยเนื้อหาสาระรายวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ การออกแบบการสอน และการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้  รวมทั้งบทบาทและความรับผิดชอบของทีมสอน ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี  โดยทำทีมสอนจะประชุมกันเป็นระยะๆ ตลอดระยะเวลาสอน เพื่อปรับแผนการสอนในครั้งต่อไปให้ดีขึ้นและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอน   ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะเป็นผู้ประสานงานกับทีมสอน และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม รวมถึงได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในดำเนินงานกิจกรรมการเรียนรู้ และใช้งบประมาณโครงการพัฒนาในแผนปฏิบัติการ ประจำปี 2568 ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)            ความร่วมมือองค์กรวิชาชีพบัญชีกับคณะบัญชี  ซึ่งทำให้สามารถดำเนินการสอนภายใต้งบประมาณค่าสอนที่เป็นไปตามระเบียบ  อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาสาธิตให้นักศึกษาได้ดูและลองใช้จริง  ได้รับความอนุเคราะห์จากเครือข่ายความร่วมมือทั้งสิ้น 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา55 คน  สอนโดยประธานและคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผศ.ดร.นิ่มนวล  วิเศษสรรพ์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  45 ชั่วโมง บวก 3 ชั่วโมง รวม 8 วัน เริ่มตั้งแต่ทำความรู้จักกับสำนักงานบัญชี การจัดตั้งสำนักงาน การบริการทางวิชาชีพ  การวางแผนธุรกิจ การควบคุมต้นทุนดำเนินการ การเจรจาต่อรอง การบริหารบุคลากร และคุณค่าของการบริการทางวิชาชีพบัญชี  มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงาน คือ แผนธุรกิจสำนักงานบัญชี  ซึ่งทางหลักสูตรจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม ใน 1 วัน โดยคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานีเป็นกรรมการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษา โดยให้นักศึกษาสวมบทบาทชองผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ได้ขบคิดแนวทางการเจรจาต่อรองในการรับงานและให้บริการแก่ลูกค้า การนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาธุรกิจโดยอาศัยการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินหรือจากการอ่านและตีความงบการเงิน เช่น ปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาการจัดการสินค้าคงเหลือ  การควบคุมต้นทุนดำเนินการ  และการภาษีอากร เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ห่วงโซ่อุปทานในการดำเนินงานสำนักงานบัญชี ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทางชมรมฯ ได้นำพานักศึกษาเข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพ และรับฟังการถ่ายทอดความรู้การจัดตั้ง การบริหารจัดการสำนักงาน และความท้าทายของการพัฒนาสำนักงานให้เป็นที่ยอมรับในคุณภาพในช่วงระยะเวลาธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์ของเจ้าของและผู้บริหารสำนักงาน และสุดท้ายให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และการพัฒนาตนเองที่จะเปิดและบริหารสำนักงานบัญชี  นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จ ที่มาสร้างแรงบันดาลใจ  วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 40 คน  สอนโดย รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ ผศ.วัฒนี  รัมมะพ้อ และวิทยากรจากบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด และรศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในการทำธุรกิจ 45 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่  การเรียนรู้กระบวนการแปรรูปและการผลิต  การวิเคราะห์ต้นทุนผลิตภัณฑ์และการใช้ AI  การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายและการใช้ AI มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการทำธุรกิจขนาดเล็ก  การใช้โปรแกรม Odoo ERP ในการบันทึกรายการค้า ภาษี และการจัดทำรายงานทางการเงิน   การจัดทำบัญชีสำหรับธุรกิจ  การบัญชีสินทรัพย์  การบัญชีหนี้สินและทุน  การบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย ปรับปรุง และปิดบัญชี  การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ในส่วนของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรมการใช้โปรแกรม Odoo ในการคิดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ของบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด  การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงานคือ การทำธุรกิจจำลอง  ซึ่งผู้สอนจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม โดยผู้สอนและนักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้คิดวิเคราะห์การจัดทำธุรกิจจำลองและการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางบัญชีของธุรกิจ เพื่อจัดเป็นกระบวนเรียนรู้การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์แก่นักศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข          ในปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี พบปัญหาจำนวนนักศึกษาที่มีความสนใจเรียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพกระบวนวิชาที่ได้ออกแบบไว้ลดลง และการเปิดสอนในภาค 2  มีผลกระทบต่อเครือข่ายความร่วมมือซึ่งเป็นช่วงหน้างานการให้บริการทางวิชาชีพบัญชี ทั้งในด้านการทำบัญชี และการสอบบัญชี ดังนั้นในปี 2568 ทางหลักสูตรได้ประชุมร่วมกับเครือข่าย ในการปรับช่วงเวลาสอน โดยจัดเป็นช่วงต้นของภาค 2 และให้จัดตารางให้นักศึกษาเรียนเต็มวัน รวม 8 ครั้ง และวางลำดับประเด็นการเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แบบใหม่ให้กับนักศึกษาให้เรียนรู้ด้วยตนเอง และทำกระบวนการสะท้อนคิดให้มากขึ้น และจำกัดจำนวนนักศึกษาไม่ให้เกิน 60 คน               ปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นการทำงานกลุ่มร่วมกันระหว่าง 2 คณะคือ คณะบัญชี และคณะเทคโนโลยีอาหาร  โดยนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอาหาร  จะเป็นผู้ดำเนินการคิดสูตรและการผลิตสินค้า  ส่วนนักศึกษาคณะบัญชีจะเป็นผู้ช่วยในการผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้า จนถึงการบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน ปัญหาคือ ชั่วโมงการเรียนการสอนของทั้งสองคณะไม่ตรงกัน บางกลุ่มที่นักศึกษาคณะบัญชีไม่สามารถไปช่วยงานในการผลิตสินค้า และการจัดจำหน่ายได้ แต่ในปี 2568 นักศึกษาคณะบัญชีได้จัดทำธุรกิจจำลองขึ้นเอง โดยเลือกสินค้าที่ผลิตได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซ้ำซ้อนเกินไป ในการวางแผนการผลิตและการจัดจำหน่าย การบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน  4. การตรวจสอบและวัดผล     วิธีการวัดผลและประเมินผล          4.1 วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีวิธีการวัดผลและประเมินผลดังนี้  1) การทดสอบความรู้จรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพบัญชี จรรยาบรรณผู้ประกอบการ ข้อกำหนดและเงื่อนไขทางกฎหมาย ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี และภาษีอากร  เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  2) การประเมินคุณภาพรายงานสรุปประเด็นการสะท้อนคิด เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric score 3) คุณภาพของแผนและการนำเสนอแผนธุรกิจสำนักงานบัญชี เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) ประเมินผลงานของกลุ่ม เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score          4.2 วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีวิธีการวัดผลและประเมินผล ดังนี้  1) ความร่วมมือการเรียนการสอนความรับผิดชอบและจรรยาบรรณวิชาชีพ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  2) การทดสอบย่อย TFRS For NPAEs เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  3) การนำเสนอต้นทุนผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) การนำเสนอการวางแผนการผลิตและการจำหน่าย เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score 5) การทดสอบโปรแกรม Odoo เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  6) การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เครื่องมือ: เกียรติบัตรผ่านการอบรมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  7) การนำเสนอการทำธุรกิจ SME แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Results / Expected Outcomes) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ผลลัพธ์ต่อตัวนักศึกษา (Learner Outcomes)           1.1 มีความพร้อมทำงานทันที นักศึกษามองเห็นภาพธุรกิจและกิจกรรมที่เป็นตัวผลักให้เกิดรายการค้า สามารถใช้งานโปรแกรม Odoo ERP ได้จริง ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน SME ปัจจุบัน ความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้มีมากขึ้น           1.2 ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence): นักศึกษามีทักษะในการใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Co-pilot) ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแก้ปัญหาทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่ผู้ป้อนข้อมูล (Data Entry) อีกต่อไป           1.3 ความเข้าใจธุรกิจแบบองค์รวม (Business Acumen): นักศึกษาเข้าใจความเชื่อมโยงของระบบเอกสาร ตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต จนถึงการขายและการเงิน ผ่านการจำลองธุรกิจจริง ทำให้สามารถวิเคราะห์งบการเงินได้อย่างมีเหตุผล           1.4 หลักฐานรับรองความสามารถ (Professional Portfolio): นักศึกษาได้รับเกียรติบัตรรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และบริษัทเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) เพื่อใช้ประกอบการสมัครงาน          1.5 นักศึกษา มีแหล่งฝึกงานในวิชาสหกิจศึกษา เมื่อขึ้นปี 4 ผลลัพธ์ต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Instructional Outcomes) เกิดนวัตกรรมการสอนและการจัดการความรู้ (KM)           2.1 คู่มือและองค์ความรู้ (Knowledge Assets): เกิดคลังความรู้ใหม่ (KM) ที่รวบรวมจากปัญหาหน้างานจริง ได้แก่: FAQ การแก้ปัญหา Odoo ฉบับนักศึกษา รวมฮิต AI Prompts สำหรับนักบัญชีบริหาร Case Study ธุรกิจจำลองต้นแบบ การสรุปความรู้จากการสะท้อนคิดการจัดตั้งสำนักงานบัญชี และแนวทางการพัฒนาสำนักงานบัญชีคุณภาพ เส้นทางสู่สำนักงานบัญชีสีขาวของสภาวิชาชีพบัญชี การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ทำบัญชี ตามประกาศข้อบังคับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า           2.2 รูปแบบการสอนต้นแบบ (Pedagogical Model): ได้โมเดลการสอนบัญชีสมัยใหม่ (Accounting Education Sandbox) ที่บูรณาการ TFRS For NPAEs + Odoo + AI + Simulation เข้าด้วยกัน การเรียนจากประสบการณ์ที่มีมาก่อน (Pre-experience Learning) การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมธุรกิจจำลองและสวมบทบาทสมมติ ซึ่งสามารถนำไปขยายผลใช้กับรายวิชาอื่นหรือสาขาอื่นได้           2.3 บรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Environment): เปลี่ยนห้องเรียนจากการนั่งฟังบรรยาย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Co-working Space) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์และเหตุการณ์ประทับใจ ผลลัพธ์ต่อสถาบันและสังคม (Institutional & Social Impact) สร้างเครือข่ายและความเชื่อมั่น           สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง (Strong Partnership): เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) สำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ และองค์กรวิชาชีพบัญชี ในการร่วมพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการตลาด       ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่เป็นรูปธรรม      ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เชิงปริมาณ: นักศึกษา 100% (40 คน) ผ่านการอบรมและได้รับเกียรติบัตรจาก DBD และ Basic Solution มี “บริษัทจำลอง” ที่สามารถปิดงบการเงินในระบบ Odoo ได้ถูกต้องครบถ้วน จำนวน 6 บริษัท

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) Read More »

การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.เชาว์ เต็มรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว อาจารย์อัจฉรา โหตรภวานนท์ ดร.วรวรรณ เฟื่องขจรศักดิ์ ดร.สายัณห์ กอเสถียรวงศ์ อาจารย์พิมหทัย บุญปัญญาโรจน์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ สภาพปัญหาและความท้าทาย : แม้โครงการสหกิจศึกษาเดิมจะให้นักศึกษาได้ฝึกงานในบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย แต่สภาพแวดล้อมยังคงความเป็นไทยและโดยส่วนใหญ่จะมีหัวหน้างานเป็นคนไทย ทำให้นักศึกษาไม่ได้มีโอกาสได้ใช้ทักษะภาษาและเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ นักศึกษายังขาดทักษะการสื่อสาร ความกล้าตัดสินใจ และการปรับตัวในสภาพสังคมที่แตกต่าง (Culture Shock) เหตุผลที่ต้องริเริ่ม : เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานสากล จึงต้องสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาโดยการทำความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถานประกอบการญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสภาพแวดล้อมจริง เป้าหมาย : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ทักษะภาษาและ Soft Skills, สร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ “Transform” เป็นคนใหม่ที่มีความรับผิดชอบและทัศนคติเชิงบวก และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)       เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย    เอกสารกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่น กระบวนการยื่นขอ COE (Certificate of Eligibility) หรือใบรับรองสถานภาพการพำนักที่ญี่ปุ่น           ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทักษะการเจรจาและการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ (International Negotiation Skills) รายละเอียด: เป็นความรู้ในการติดต่อประสานงานและเจรจาเงื่อนไขความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำในญี่ปุ่น (เช่น โรงแรม Fujiya) โดยไม่ผ่านคนกลาง จุดเน้น: ทักษะการคัดสรรแหล่งฝึกงานที่น่าเชื่อถือ การตรวจสอบความปลอดภัย และการต่อรองสวัสดิการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประโยชน์ของนักศึกษา เจ้าของความรู้: ผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์ และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ เทคนิคการจัดการอารมณ์และ “การเป็นที่พึ่งทางใจ” (Psychological Support & Mentoring) รายละเอียด : ความสามารถในการรับฟังและแก้ไขปัญหาความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม (Culture Shock) ของนักศึกษาในช่วง 1 เดือนแรกของการทำงาน จุดเน้น : ทักษะการใช้ช่องทางไม่เป็นทางการ (เช่น การคุยผ่าน LINE/Messenger) เพื่อสอบถามที่มาของปัญหา และการชี้แจงเพื่อปรับทัศนคติ (Attitude Adjustment) ให้มีความกระตือรือร้นและเข้าใจความคาดหวังขององค์กรญี่ปุ่น เจ้าของความรู้ : คณาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์นิเทศ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในบริบทวิชาชีพ (Cross-Cultural Professionalism) รายละเอียด : ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในสายงานบริการและสำนักงานสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งต้องอาศัยมนุษย์สัมพันธ์และการวางตัวที่เหมาะสม จุดเน้น : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการเอาชนะเงื่อนไขข้อจำกัดในการทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ (Non-Thai) เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในงานระดับสูง เช่น งานด้านการเงินหรือการต้อนรับส่วนหน้า เจ้าของความรู้: นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงาน (รุ่นพี่) และอาจารย์ผู้สอนรายวิชาเฉพาะทาง การจัดการความรู้จากประสบการณ์จริงสู่รุ่นน้อง (GSA & SDO Knowledge Transfer) รายละเอียด: การเปลี่ยน “ความรู้ที่ได้รับอย่างรวดเร็ว” (Fast knowledge) ให้กลายเป็น “ความรู้ที่ใช้ได้จริงและยั่งยืน” (Slow knowledge) ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จุดเน้น: ทักษะการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านกิจกรรมเสวนา (เช่น “วิถีแม่บ้านญี่ปุ่น” หรือ “ประสบการณ์ในโรงแรม”) เพื่อเตรียมความพร้อมให้รุ่นน้องก้าวข้ามอุปสรรคที่รุ่นพี่เคยพบ เจ้าของความรู้: ศิษย์เก่าและนักศึกษาสหกิจศึกษารุ่นพี่ 2. การวางแผน สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น                    ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ  รายละเอียดตัวชี้วัด KR 1.2.1: นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน นิยามและเป้าหมาย: เป็นตัวชี้วัดภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 (Excellence in Education) ที่มุ่งเน้นการ ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษาให้มีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม. ความสำคัญ: เพื่อให้การเรียนการสอนเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งปัจจัย ภายในและภายนอก และสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (Expected Learning Outcomes). เหตุผล: ตัวชี้วัดนี้แสดงถึงความเป็น “Excellence in Education” โครงการนี้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ที่ปรับปรุงกระบวนการให้เท่าทันสถานการณ์สากล. เกณฑ์การวัด: นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 100 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า B+ หรือเกรด S ตัวชี้วัดรอง ร้อยละความพึงพอใจของสถานประกอบการและผู้ปกครอง (เป้าหมายระดับ “ดีมาก”) ด้านความเป็นสากล (Internationalization): ตัวชี้วัด: KR 4.1.6/1 อัตราส่วนชาวต่างชาติต่อนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมที่มีการทำ Academic Integration. รายละเอียด: นักศึกษาได้ปฏิบัติงานและสื่อสารกับชาวต่างชาติ (คนญี่ปุ่น) ในสถานประกอบการจริงตลอดระยะเวลา 6 เดือน. ด้านการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน (Student Transformation): ตัวชี้วัด: ร้อยละความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวุฒิภาวะของนักศึกษา ( เป้าหมาย : ร้อยละ 100 อยู่ในระดับ “พึงพอใจมากที่สุด”). รายละเอียด: การสะท้อนผลลัพธ์เชิงคุณภาพว่านักศึกษามีทัศนคติและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปเสมือนเป็น “ลูกคนใหม่”. ด้านการขยายผลโครงการ (Scalability): ตัวชี้วัด: จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2568 ( เป้าหมาย : 20 คน). รายละเอียด: แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากรุ่นที่ 1 และ 2 ซึ่งมีเพียงปีละ 2 คน สู่เป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น. ด้านทักษะภาษา (Language Proficiency): ตัวชี้วัด: ร้อยละของนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ทดสอบภาษาญี่ปุ่น JLPT N3 ขึ้นไป ก่อนออกเดินทาง (เป้าหมาย : ร้อยละ 100). ขั้นตอนการดำเนินงาน คัดเลือกและเจรจากับสถานประกอบการชั้นนำที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ (เช่น Fujiya Hotel) ประชาสัมพันธ์และคัดเลือกนักศึกษาที่มีระดับภาษา JLPT N3 ขึ้นไป จัดทำ Workshop เตรียมความพร้อมด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ และทักษะเฉพาะทาง ประสานงานด้านเอกสารวีซ่าและใบรับรองการพำนัก (COE) ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณสนับสนุนจากวิทยาลัย (โครงการความร่วมมือกับสถาบันในความร่วมมือ)  เป็นค่าใช้จ่ายใน การเลี้ยงรับรอง ของขวัญ ของที่ระลึกให้แก่คณะผู้ประกอบการที่เดินทางมาเยือนเพื่อเจรจาความร่วมมือ  รวมทั้งเป็นค่าของขวัญ ของที่ระลึกในยามที่ผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์เดินทางไปเจรจาความร่วมมือ เยี่ยมชมสถานที่ฝึกงาน และที่พักอาศัยของนักศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ทีมผู้บริหารวิทยาลัยศิลปศาสตร์ คณบดี รองคณบดีฝ่ายต่างๆ เจรจาความร่วมมือ วางแผน แนวทางในการดำเนินงาน รวมทั้งแก้ไขปัญหา  ทีมคณาจารย์ประจำภาควิชา ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นผู้ดูแล คัดกรองรวมทั้งเตรียมความพร้อมนักศึกษา จัดเตรียมรวมทั้งแปลข้อมูลเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น เอกสาร MOU/ เอกสารระเบียบข้อบังคับในการฝึกงานของสถานประกอบการแต่ละแห่ง  ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ประสานงานเรื่องการนัดหมายการมาเยือน การเจรจาความร่วมมือ การสัมภาษณ์คัดเลือกนักศึกษาทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น 3. การลงมือปฏิบัติ มีการดำเนินการตาม 20 ขั้นตอน นับตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การคัดเลือกไปจนถึงการนิเทศออนไลน์รายเดือน และการนิเทศ ณ สถานที่จริงโดยผู้บริหารวิทยาลัย ดังนี้ ขั้นตอนการดำเนินการ โครงการสหกิจศึกษา ประเทศญี่ปุ่น ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งฝึก คุณสมบัติและเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการ           – เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 – มีผลคะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N3 ขึ้นไป (หรือเทียบเท่า) อาจารย์พูดคุยเพื่อสอบถามความประสงค์เป็นรายบุคคล และให้คำแนะนำในการตัดสินใจเลือกสถานที่ฝึกงาน (ประเภทงาน) นักศึกษาส่งเอกสารการสมัคร – ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (โดยมีผู้ปกครองลงนามรับทราบ) – แบบประวัติส่วนตัว (ภาษาญี่ปุ่น) แนบผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น 4. คณาจารย์คัดกรองเอกสารเข้าร่วมโครงการ 5. สัมภาษณ์รอบที่ 1 ประเมินความสามารถทักษะภาษาญี่ปุ่น 6. สัมภาษณ์รอบที่ 2 ประเมินความพร้อมของนักศึกษาด้านกายภาพและทัศนคติ 7. เตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์กับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น 8. สัมภาษณ์โดยผู้ประกอบการญี่ปุ่น 9. ประกาศผลการสอบคัดเลือก จัดเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอใบรับรองการพำนัก (COE) จัดการประชุมนักศึกษาและผู้ปกครองนักศึกษา นักศึกษาและผู้ปกครองลงนามในหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษาประเทศญี่ปุ่น ดำเนินการขอวีซ่า จัดอบรมเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง นักศึกษาออกเดินทาง อาจารย์ผู้ดูแลโครงการประสานงานกับสถานประกอบการในการดูแลนักศึกษา และนิเทศนักศึกษาฝึกงาน 17. อาจารย์ให้คำปรึกษานักศึกษาด้านการใช้ชีวิต การฝึกงาน และการทำโครงงาน กำหนดวันประชุมนักศึกษาเพื่อนำเสนอโครงงาน ป้อนข้อมูลสะท้อนกลับ นักศึกษาแก้ไขโครงงานและนำส่งตามกำหนด ทีมคณาจารย์ผู้ดูแลประชุมเพื่อประเมินผล(ตัดเกรด)ร่วมกัน มีผลให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษา   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา 1 : ความล่าช้าในการตรวจสอบเอกสาร MOU และเอกสารสำหรับยื่นขอ COE จากตม.ญี่ปุ่น แนวทางแก้ไข : สร้างทีมประสานงานร่วมกันระหว่างภาควิชา วิทยาลัย และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์เพื่อ ติดตามงานอย่างต่อเนื่อง ปัญหา 2 : นักศึกษาเผชิญความเครียดจากการปรับตัว (Culture Shock) แนวทางแก้ไข : อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำออนไลน์ รับฟังปัญหา และปรับทัศนคติทันทีเมื่อได้รับ  Feedback จากสถานประกอบการ ปัญหา 3 : นักศึกษาต้องกินยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาต้องห้ามนำเข้าประเทศญี่ปุ่น แนวทางแก้ไข : ตรวจสอบข้อมูล หาแนวทางแก้ไขร่วมกับผู้รับผิดชอบที่ญี่ปุ่น ให้นักศึกษาขอเอกสาร รับรองจากแพทย์ประจำตัว แปลเป็นภาษาอังกฤษ นำติดตัวไปที่ประเทศญี่ปุ่น   ปัญหา 4 : นักศึกษายังมีภาระผูกพันทางทหาร ซึ่งหลังจากประสานงานหลายฝ่าย แนวทางแก้ไข : ประสานงานเพื่อขอเอกสารรับรองการฝึกงานจากหน่วยงานรับฝึก แต่ไม่ได้รับการ อนุโลม สุดท้ายต้องขออนุญาตลางาน(ระยะสั้น)เพื่อเดินทางกลับมารายงานตัวขอผ่อนผันที่ประเทศไทย   ซึ่งประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทีมงานผู้รับผิดชอบโครงการได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หารือ หาแนวทางในการแก้ไข และนำไปเป็นกรณีศึกษา รวมทั้งกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการคัดกรองนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการในรุ่นถัดไป กระบวนการในการดำเนินโครงการนี้เป็น “นวัตกรรมที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน” (KR 1.2.1) และเป็นการสร้าง “Smart People” ผ่าน “Smart Process” ตามเป้าหมายการเป็น Smart Organization ของมหาวิทยาลัยรังสิต ไม่ใช่เพียงแค่การส่งนักศึกษาไปฝึกงาน แต่เป็น “Educational Innovation” หรือนวัตกรรมทางการศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิตริเริ่มขึ้นเป็นแห่งแรก โดยมีรายละเอียดที่โดดเด่นดังนี้: นวัตกรรมรูปแบบความร่วมมือ (Structural & Strategic Innovation): Direct Partnership Model: เป็นการเจรจาความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) และทำข้อตกลงเงื่อนไขการทำงานและสวัสดิการต่างๆ ระหว่างผู้บริหารวิทยาลัยกับสถานประกอบการชั้นนำในญี่ปุ่นโดยตรง เช่น Fujiya Hotel, Hotel Nampuuso, เทศบาลเมือง Koriyama เป็นต้น โดยไม่ผ่านเอเจนซี่ เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์สูงสุดของนักศึกษา Global Academic Integration: นวัตกรรมในการดึงสถานประกอบการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น โดยผู้บริหารชาวญี่ปุ่นเป็นผู้สัมภาษณ์โดยตรงทั้งแบบผ่านระบบออนไลน์และการเดินทางมายังวิทยาลัยศิลปศาสตร์ เพื่อทำการสัมภาษณ์คัดเลือกและประเมินความพร้อมของนักศึกษาด้วยตนเอง นวัตกรรมการจัดการกระบวนการ (Process Innovation – Smart Process): Real-time Mentoring Ecosystem: การใช้นวัตกรรมการดูแลแบบ “Hybrid” ที่รวมการเตรียมความพร้อมในชั้นเรียนเข้ากับการนิเทศออนไลน์รายเดือนผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อแก้ไขปัญหา Culture Shock และทัศนคติในการทำงานได้ทันท่วงที 20-Step Standardized Workflow: การสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน 20 ขั้นตอน (Standard Operating Procedure) ตั้งแต่การคัดเลือกจนถึงการประเมินผล ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการส่งต่อนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานสากล นวัตกรรมการสร้างความเปลี่ยนแปลง (Outcome Innovation – Student Transformation): Professional Transformation: ผลลัพธ์ที่เป็นนวัตกรรมคือการ “Transform” นักศึกษาให้มีทัศนคติแบบมืออาชีพสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่นักศึกษาได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญเกินกว่ามาตรฐานนักศึกษาฝึกงานทั่วไป เช่น การดูแลเคาน์เตอร์ส่วนหน้า (Front) และการจัดการระบบการเงิน Digital Knowledge Sharing (GSA & SDO): การสร้างคลังความรู้จากประสบการณ์จริง (Tacit Knowledge) ของรุ่นพี่และศิษย์เก่าผ่านกิจกรรมเสวนาออนไลน์ (เช่น “วิถีแม่บ้านญี่ปุ่น” หรือ “ประสบการณ์การทำงานในโรงแรม”) เพื่อส่งต่อความรู้สู่รุ่นน้องในรูปแบบ Smart Organization และการนำนักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานสหกิจศึกษาที่ญี่ปุ่นมาจัดเสวนาแนะนำประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่รุ่นน้องทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการทำงานในประเทศญี่ปุ่น 4. การตรวจสอบและวัดผล การประเมินผลจากสถานประกอบการ การสัมภาษณ์ความรู้สึกของนักศึกษาและผู้ปกครอง การนำเสนอโครงงาน สหกิจศึกษา การรายงานสภาพการทำงานการป้อนข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงานที่ญี่ปุ่น หัวข้อการประเมิน / Soft Skills สภาพก่อนเข้าร่วมโครงการ (ปัญหาก่อนหน้านี้) ผลลัพธ์หลังจากการฝึกงาน (Transformation) อ้างอิงแหล่งข้อมูล 1. ทักษะการสื่อสารและภาษา (Communication & Language) ขาดทักษะในการสื่อสาร ขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง ทักษะภาษาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสำนักงานและงานบริการโรงแรมได้ดี รายงานผลการนิเทศ 2. การปรับตัวข้ามวัฒนธรรม (Cross-Cultural Adaptation) เผชิญกับสภาวะ Culture Shock ในช่วงแรก มีความเครียดจากการปรับตัวในสภาพสังคมที่แตกต่าง มีทัศนคติและมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้น สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด และใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างเข้มแข็ง บทสัมภาษณ์นักศึกษา 3. ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism & Responsibility) ยังขาดทักษะการวางตัว บุคลิกภาพ และมนุษย์สัมพันธ์ที่เหมาะสมกับที่ทำงาน ถูก “ทรานฟอร์ม” เป็นคนใหม่ มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความรับผิดชอบจนผู้ปกครองรู้สึกว่า “เหมือนได้ลูกคนใหม่” ผลประเมินจากสถานประกอบการ และผู้ปกครอง 4. การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problem Solving & Decision Making) ขาดความกล้าในการตัดสินใจ และยังไม่รู้วิธีการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในงานบริการ ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญ เช่น แผนกต้อนรับส่วนหน้า (Front) และการจัดการระบบการเงิน ซึ่งต้องใช้การตัดสินใจที่แม่นยำ กรณีศึกษา (Case Study) 5. การจัดการอารมณ์ (Emotional Intelligence) จัดการความเครียดได้ยากเมื่อเจอแรงกดดันจากการทำงานสไตล์ญี่ปุ่น เรียนรู้การจัดการอารมณ์ ทำความเข้าใจตนเองและผู้อื่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นในสภาพแวดล้อมกดดันได้ รายงานสรุปผลการฝึกงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้นจากปีแรก (พ.ศ.2565) ที่เริ่มจากจำนวน 2 คน ปีที่ 2 (พ.ศ.2566) จำนวน 2 คน ปีที่ 3 (พ.ศ. 2567) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดขึ้นเป็น 18 คน และกลายเป็น 20 คนในปีที่ 4 มีการขยายความร่วมมือไปยังสถานประกอบการทั้งจำนวนและประเภทงานที่หลากหลายมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นคือ โรงแรม รีสอร์ท ขยายเพิ่มเป็น เรียวกัง คาเฟ่ ร้านอาหาร บริษัท ไปจนถึงเทศบาลเมือง รุ่นที่ 1 (2565) รุ่นที่ 2 (2566) รุ่นที่ 3 (2567)   รุ่นที่ 4 (2568)   Hotel Fujiya (2) Hotel Fujiya (2) Hotel Fujiya (3) ❐ Komeda Coffee (5) ❐ รวม 2 คน รวม 2 คน Hotel Miyabi (2) ❐ Don Quijoye (2) ❐     Hotel Rurikoh (3) ❐ Long Hu Dining (1) ❐     Hotel Kowakien (2) ❐ Hotel Okada (1) ❐     Hotel Nampuusou (2) Hotel Nampuusou (1) ❐     Komeda Coffee (2) Betsukawa Corporation(1) ❐     Koriyama City (2) Hotel Kajikaso (2) ✓     Betsukawa Corporation (2) Hotoku Bus (2) ✓     รวม 18 คน   Koriyama City (2) ❖         JUSTY Inc. (2) ❖         Fukuyama Transporting (1) ❖         รวม 20 คน   หมายเหตุ การฝึกงานเสร็จสิ้น เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ❐ อยู่ระหว่างการฝึกงาน ✓ รอผล COE ❖ รอเข้าสัมภาษณ์/ รอผลการสัมภาษณ์ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ นักศึกษาได้รับการยอมรับให้ย้ายไปทำงานในแผนกที่ยากขึ้น เช่น หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ (Front) และดูแลระบบการเงิน ซึ่งปกตินักศึกษาฝึกงานจะไม่ได้รับสิทธิ์นี้ ผู้ปกครองพึงพอใจมากโดยระบุว่า “เหมือนได้ลูกคนใหม่” ที่มีความรับผิดชอบและวุฒิภาวะสูงขึ้น  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการเจรจาโดยตรงกับสถานประกอบการ ที่มีการพิจารณาลงรายละเอียดในเรื่องลักษณะงานที่นักศึกษาจะได้ปฏิบัติ ค่าตอบแทน รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ ที่นักศึกษาจะได้รับอย่างชัดเจนก่อนจะมีการลงนามความร่วมมือ กระบวนการคัดกรองนักศึกษาที่เข้มข้นหลายขั้นตอน พิจารณาทั้งในด้านผลการเรียน ทักษะทางภาษา ความพร้อมด้านสุขภาพร่างกาย ความประพฤติและทัศนคติที่เป็นไปตามเกณฑ์ของหน่วยงานที่รับฝึก การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างทีมผู้บริหาร คณาจารย์ภายในภาควิชา รวมทั้ง ระบบการประสานงานระหว่างผู้รับผิดชอบการดูแลนักศึกษาสถานประกอบการและคณาจารย์อย่างรวดเร็ว 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แนวทางการพัฒนา: ขยายจำนวนนักศึกษาจากรุ่นแรก 2 คน สู่เป้าหมาย 20 คนในปี 2568 และขยายความร่วมมือไปยังคณะอื่นๆ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะนวัตกรรมเกษตร นำปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างฝึกงาน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับคณะทำงาน เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับการกำหนดคุณสมบัติ และเพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษารุ่นถัดไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การขยายผล: สร้างคลังคลิปวิดีโอสัมภาษณ์รุ่นพี่และผู้ปกครองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง และจัดทำคู่มือเตรียมเอกสารของกองตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ญี่ปุ่นให้เป็นมาตรฐาน 6. ข้อมูลประกอบ Link เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ความเป็นมาของโครงการ ตั้งแต่เดือน กันยายน ปี พ.ศ.2562 จนถึงปี 2568 Time Line กระบวนการดำเนินงาน รายชื่อสถานประกอบการ ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการ พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน Process Map 20 ขั้นตอนมาตรฐานในการดำเนินงาน ภาพประกอบกิจกรรม: ภาพการเจรจาความร่วมมือ  การลงนาม MOU  การนิเทศนักศึกษา คลิปวิดีโอ วิดีโอสัมภาษณ์ความประทับใจของผู้ปกครองและนักศึกษา ตัวอย่างผลประเมินการฝึกงาน งานแถลงข่าว RSUniverse 40 ปี มหาวิทยาลัยรังสิต (16 มกราคม 2568) : “ญี่ปุ่นสัมพันธ์”  เดินหน้าสร้างความร่วมมือฝึกงานสหกิจ สร้างบัณฑิตไทยสไตล์ญี่ปุ่นสู่โลกแห่งการทำงานจริง โดย ผศ.ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ความเป็นสากล: รูปแบบการจัดการสหกิจศึกษาต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการโดยตรงกับสถานประกอบการชั้นนำ ณ ประเทศญี่ปุ่น Read More »

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.2.1 การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น รศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล และ ว่าที่ร้อยตรี รศ.ดร.พิชิตพล โชติกุลนันทน์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จากการจัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอุปกรณ์ชีวการแพทย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนพัฒนาเป็นหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ในปี พ.ศ. 2555 และยกระดับหน่วยงานเป็นคณะในปี พ.ศ. 2559 และเป็นวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2561 การพัฒนานี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิตในการสร้างกำลังคน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย วิทยาลัยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัย การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก การขาดระบบพี่เลี้ยงสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องของทีมวิจัย ส่งผลให้ศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยเชิงลึก การขอทุนวิจัยภายนอก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว วิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีและแผนปฏิบัติการ โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2560–2564) มุ่งสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางชีวการแพทย์เพื่อสังคมอาเซียน” และเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต่อมาในระยะที่สอง (พ.ศ. 2565–2569) ปรับสู่การเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการชีวการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตให้เป็นระบบเดียวกัน และในปี พ.ศ. 2568 วิทยาลัยได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์เข้าสู่ระยะที่สาม โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการวิศวกรรมชีวการแพทย์แบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน ในระดับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้กำหนดยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2565–2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567) โดยกำหนดให้ Innovative Research and Development เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก พร้อมตัวชี้วัดด้านทุนวิจัยและเครือข่ายวิจัยระดับสากล ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับตัวชี้วัดของวิทยาลัย ได้แก่ KR2.2.1 การเพิ่มจำนวนทุนวิจัยทั้งภายในและภายนอก และ KR2.2.2 การเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก โดยเฉพาะทุนจากงานวิจัยเชิงบริการและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถานพยาบาล เพื่อให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดผลอย่างยั่งยืน วิทยาลัยได้พัฒนา ระบบการจัดการความรู้ (KM) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างและถ่ายทอด วัฒนธรรมการวิจัยขององค์กร (Research Culture) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การถอดบทเรียนจากโครงการวิจัย การใช้ระบบ Mentoring การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาความเข้มแข็งของข้อเสนอโครงการวิจัย ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงภารกิจหนึ่งขององค์กร แต่กลายเป็น “DNA การวิจัยของวิทยาลัย” ที่ฝังอยู่ในทุกภารกิจหลัก โดยสรุป แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อยกระดับศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เข้มแข็งและต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น และขับเคลื่อนวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ที่สามารถสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการอย่างยั่งยืน 2.แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น กลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สามารถสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการใช้ KM เพื่อรวบรวมบทเรียน อุปสรรค และแนวทางที่ประสบความสำเร็จมาใช้พัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง (2) การเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก ด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดต้นทุนการพัฒนางานวิจัย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในทีมและการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และหน่วยงานวิจัย (4) การเสริมสร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยระบบบริหารที่โปร่งใส ชัดเจน และมีกลไกการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และ (5) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการประชุมวิชาการ การสัมมนา การถ่ายทอด Tacit Knowledge ด้วยระบบ Mentoring และการพัฒนาคลังองค์ความรู้ด้านการวิจัย โดยสรุป แนวปฏิบัติ KM นี้มีบทบาทเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต สู่การเป็นสถาบันชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ. 3.ความรู้สำคัญที่นำมาใช้  แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) รวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ 3.1 ประเภทของความรู้ แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้หลายประเภท เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งประเภทของความรู้ได้ดังนี้ 1) ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่สามารถบันทึก จัดเก็บ และเข้าถึงได้ผ่านระบบสารสนเทศขององค์กร ตัวอย่างเช่น คลังองค์ความรู้ด้านการวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจัดเก็บผ่านระบบ RKMS (Rangsit Knowledge Management System) แนวคิดและหลักการด้านการบริหารองค์กรและการบริหารงานวิจัย เช่น การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M (Man, Machine, Material, Method) การบริหารโครงการวิจัย การจัดทำงบประมาณ และการประเมินความเสี่ยงของงานวิจัย ความรู้เชิงวิชาการด้านการวิจัย เช่น วิธีวิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทเรียนและประสบการณ์จากการศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และองค์กรอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ประเภทนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัย 2) ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของบุคลากร โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการบริหารงานวิจัยของผู้บริหารและคณาจารย์ ซึ่งสั่งสมจากการดำเนินงานจริงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ของ รองศาสตราจารย์นันทชัย ทองแป้น และทีมคณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัย องค์ความรู้ประเภทนี้มักถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกัน การให้คำปรึกษา และระบบ Mentoring ซึ่งช่วยถ่ายทอดประสบการณ์จากนักวิจัยอาวุโสสู่คณาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ 3) ความรู้ผสมและความรู้จากเครือข่าย (Hybrid & Networking Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้ เช่น การประชุมสัมมนา การจัดเวิร์กชอป การถอดบทเรียน (Lessons Learned) และระบบ Mentoring นอกจากนี้ยังรวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดจากความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก เช่น ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง 3.2 ที่มาของความรู้ (Knowledge Sources) แหล่งที่มาขององค์ความรู้ในแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) เจ้าของความรู้ (Knowledge Owners) ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และบทเรียนจากการดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรม 2) แหล่งจัดเก็บองค์ความรู้ (Knowledge Repositories) ได้แก่ ฐานความรู้ของศูนย์จัดการความรู้มหาวิทยาลัยรังสิต ระบบ RKMS รวมถึงช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ของวิทยาลัย เช่น เว็บไซต์ สื่อดิจิทัล และรายงานวิชาการ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ฐานความรู้เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน  แนวปฏิบัตินี้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตและยุทธศาสตร์การวิจัยของวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายทุนวิจัยจากภายนอก ตัวชี้วัดหลัก (Main KPI) KR2.2.1 – จำนวนเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ (ภายใน + ภายนอก) กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อปี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ: เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อคนต่อปี ตัวชี้วัดนี้สะท้อนความสามารถของวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัดรอง (Secondary KPI) KR2.2.2 – สัดส่วนทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก วัดสัดส่วนเงินทุนจากภายนอก เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และงานวิจัยเชิงบริการ (Contract Research) เทียบกับเงินทุนวิจัยทั้งหมด เพื่อสะท้อนศักยภาพของวิทยาลัยในการสร้างความร่วมมือและแข่งขันขอทุนวิจัยในระดับประเทศ การวัดและประเมินผล  การประเมินผลการดำเนินงานด้านวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการผ่านตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีเกณฑ์การประเมินผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผล ตัวชี้วัด เป้าหมาย จำนวนทุนวิจัยและบริการวิชาการ ≥ 3,000,000 บาทต่อปี หรือ ≥100,000 บาทต่อคน ผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญา บทความนานาชาติ ≥25 เรื่อง/ปี และ IP ≥3 รายการ/ปี การพัฒนาตำแหน่งวิชาการ ≥60% ของอาจารย์ทั้งหมด รางวัลนวัตกรรม / Start-Up ≥3 รางวัลต่อปี การนำผลงานไปใช้จริง ≥1 โครงการเชิงพาณิชย์ต่อปี ความสนใจจากหน่วยงานภายนอก ≥5 หน่วยงานต่อปี การได้รับการยอมรับเป็น Node / Hub ≥1 เครือข่ายต่อ 2 ปี คะแนนประกันคุณภาพ ระดับดีมาก ความร่วมมือวิจัยใหม่ ≥1 โครงการต่อปี การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงาน และปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขั้นตอนการดำเนินงาน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้กรอบ Knowledge Management (KM) และ PDCA ผ่านกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพองค์กร วิทยาลัยดำเนินการวิเคราะห์ SWOT ด้านการวิจัย ครอบคลุมทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมทั้งทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เช่น จำนวนทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดทิศทางและวางแผนเชิงกลยุทธ์ 2) การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุ โครงการวิจัยหลัก (Flagship Research) และจัดทำ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) รวมถึงกำหนดกิจกรรมด้าน KM เช่น การจัด Workshop การถอดบทเรียน และระบบ Mentoring เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัด KR2.2.1 และ KR2.2.2 3) การดำเนินงานตามแผน พัฒนาศักยภาพทีมวิจัยผ่านระบบ Mentoring และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานพยาบาล เพื่อขยายโอกาสในการขอทุนวิจัยและพัฒนางานวิจัยร่วม 4) การติดตามและประเมินผล ดำเนินการติดตามผลตาม ตัวชี้วัด KPIs อย่างสม่ำเสมอ ทั้งรายเดือน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี พร้อมให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) และรางวัลแก่ทีมวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น โดยใช้กระบวนการ PDCA เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง 5) การสรุปบทเรียนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานและบทเรียนที่ได้รับในแต่ละรอบการดำเนินงาน (Lessons Learned) พร้อมจัดทำ Improvement Plan สำหรับปีถัดไป เพื่อเสริมจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยให้มีความยั่งยืน แนวคิดสำคัญของกระบวนการนี้คือการสร้าง Research Ecosystem ที่ทำให้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการวิจัยขนาดเล็ก สร้างเครดิตทางวิชาการ และต่อยอดสู่โครงการวิจัยขนาดใหญ่ พร้อมบูรณาการ KM ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ตารางที่ 2 แหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัย แหล่งทุน สัดส่วน บทบาท ทุนภายในมหาวิทยาลัย 20% Seed Funding สำหรับโครงการเริ่มต้น ทุนภาครัฐ 72.5% สนับสนุนโครงการวิจัยหลักและ Contract Research ทุนภาคเอกชน 2.5% สนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รายได้จากบริการวิชาการ 5% หมุนเวียนกลับมาสนับสนุนงานวิจัย นอกจากงบประมาณแล้ว วิทยาลัยยังใช้ทรัพยากรสำคัญอื่น ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิจัยมาตรฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรสนับสนุน ซึ่งได้รับการพัฒนาผ่านระบบ Mentoring และ KM โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบคลังความรู้และฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรสารสนเทศ จากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต การจัดสรรทรัพยากรในลักษณะดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถสร้าง ระบบนิเวศการวิจัยที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนภายในเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทีมวิจัย ก่อนขยายไปสู่ทุนภายนอก และนำรายได้จากบริการวิชาการกลับมาสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ KR2.2.1 และ KR2.2.2 3. การลงมือปฏิบัติ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ โดยสามารถแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้ ระยะที่ 1: การเริ่มต้นและวางรากฐาน (พ.ศ. 2545–2549) ในช่วงเริ่มต้นที่หลักสูตรยังอยู่ภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก โดยได้รับทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยประมาณ 90,000 บาท งานวิจัยมุ่งพัฒนาเครื่องมือวัดพื้นฐาน เช่น เครื่องมือวัดทางฟิสิกส์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่สามารถแสดงผลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาเป็นชุดเครื่องมือที่ใช้งานจริงและผลิตเชิงพาณิชย์ประมาณ 300 ชุด รวมถึงได้รับรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์จากหน่วยงานภายนอก นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้างเครดิตงานวิจัยแรกและวางรากฐานการพัฒนางานวิจัยขององค์กร ระยะที่ 2: การพัฒนาศักยภาพงานวิจัย (พ.ศ. 2550–2559) วิทยาลัยเริ่มขยายทีมวิจัยและเพิ่มศักยภาพในการขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก ส่งผลให้ผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติมากกว่า 20 ผลงานต่อปี พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพงานวิจัยภายใน นัยสำคัญของระยะนี้ คือการสร้าง Research Credit ขององค์กร และเริ่มนำระบบ Mentoring และ KM มาใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ระยะที่ 3: การพัฒนาเป็นคณะและวิทยาลัยแห่งการวิจัย (พ.ศ. 2560–2564) หลังการยกระดับเป็นคณะและวิทยาลัย โครงสร้างการบริหารงานวิจัยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ วิทยาลัยได้เสริมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็น Mentor เปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาศูนย์นวัตกรรม เช่น BIS Center เพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง นัยสำคัญของระยะนี้ คือการก้าวสู่การเป็น วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม ระยะที่ 4: การพัฒนาไปสู่ผู้นำด้านนวัตกรรม (พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน) ในระยะปัจจุบัน วิทยาลัยสามารถขยายงานวิจัยจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่บริการวิชาการเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งส่งเสริม Startup และนวัตกรรมนักศึกษา ผ่านโครงสร้างสนับสนุน เช่น Smart Lab, Innovation Zone และ BIS Center  นัยสำคัญของระยะนี้ คือการใช้ระบบ Mentoring โครงสร้างการวิจัย และ KM เป็นกลไกสำคัญในการแปลงผลงาน Research → Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางการแก้ไข วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้ การจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกสำคัญในการเรียนรู้ ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Lessons Learned, Mentoring และ Feedback ความท้าทายสำคัญและแนวทางการแก้ไขสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระยะเริ่มต้น ในช่วงเริ่มต้น วิทยาลัยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์วิจัย แนวทางแก้ไขคือการใช้ ทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จากมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก และนำบทเรียนจากโครงการแรกมาพัฒนาเป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัยในระยะต่อไป การสร้างเครดิตวิจัยและชื่อเสียงทางวิชาการ ในระยะพัฒนาทีมวิจัย วิทยาลัยยังมีชื่อเสียงด้านการวิจัยจำกัด จึงมุ่งเน้นการ ตีพิมพ์ผลงานในวารสารและการประชุมวิชาการ การจดทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งผลงานเข้าประกวด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการขอทุนวิจัยจากภายนอก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญ การหา Mentor ระยะยาวเป็นความท้าทายสำคัญ วิทยาลัยจึงพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผ่านรูปแบบ Public–Private Partnerships เพื่อเสริมศักยภาพทีมวิจัยและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี การแปลงผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง งานวิจัยบางส่วนเผชิญช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Valley of Death) วิทยาลัยจึงพัฒนาโครงสร้างสนับสนุน เช่น BIS Center และส่งเสริมบริการวิชาการเชิงพาณิชย์ รวมถึงกิจกรรมนวัตกรรมและ Startup ของนักศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง การสร้างวัฒนธรรมการวิจัยอย่างยั่งยืน วิทยาลัยใช้ KM การสัมมนา เวิร์กชอป และระบบ Mentoring เพื่อพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีกลไกยกย่องและให้รางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมการวิจัยที่ยั่งยืน โดยสรุป ความท้าทายเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาเชิงระบบ ทำให้วิทยาลัยสามารถยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ. 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้ระบบการติดตามและประเมินผลตามหลัก PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของ แผนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ผ่านการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ประสานงานระหว่างทีมวิจัย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร โดยในระดับภาพรวม วิทยาลัยมีการสรุปผลการดำเนินงาน รายไตรมาส รายภาคการศึกษา และรายปี เพื่อตรวจสอบผลตามตัวชี้วัด (KPIs) และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators: KPIs) ตัวชี้วัดหลักที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วย จำนวนทุนวิจัยและอัตราส่วนทุนวิจัยต่ออาจารย์ประจำต่อปี (2.1) จำนวนผลงานตีพิมพ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียน การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) จำนวนนักศึกษาแรกเข้าในทุกระดับ รางวัลผลงานนวัตกรรมหรือ Startup ของอาจารย์และนักศึกษา การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ความสนใจจากหน่วยงานภายนอกในการเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน การได้รับการยอมรับให้เป็น Node/Hub ด้านการวิจัย จากแหล่งทุนภายนอก คะแนนประกันคุณภาพการศึกษาในระดับหลักสูตรและระดับวิทยาลัย ความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินผล วิทยาลัยใช้ ฐานข้อมูลกลางของมหาวิทยาลัยรังสิต เช่น ระบบฐานข้อมูลทุนวิจัยและผลงานวิชาการ รวมถึงระบบรายงาน PDCA และระบบประกันคุณภาพการศึกษาในการตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้แนวคิด EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) เพื่อประเมินคุณภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงองค์กร ทำให้การติดตามผลและการพัฒนางานวิจัยเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งด้านทุนวิจัย ผลงานวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยอมรับจากเครือข่ายภายนอก โดยข้อมูลจาก ตารางที่ 3 (ปีการศึกษา 2561–2567) แสดงให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของทุนวิจัยและผลผลิตทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ยประมาณ 8.67 ล้านบาทต่อปี โดยทุนจากภายนอกคิดเป็นประมาณ 87% ของทุนทั้งหมด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งทุนระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์อยู่ที่ประมาณ 466,557 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของมหาวิทยาลัย (60,000 บาทต่อคนต่อปี) อย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลผลิตทางวิชาการ วิทยาลัยสามารถผลิต บทความวิจัยในวารสารนานาชาติประมาณ 38–40 เรื่องต่อปี โดยมากกว่า 90% เป็นวารสารระดับ Q1 สะท้อนถึงคุณภาพงานวิจัยในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาเฉลี่ย 3–5 รายการต่อปี แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัย ผลลัพธ์สำคัญของการดำเนินงาน ทุนวิจัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยได้รับทุนวิจัยและบริการวิชาการเฉลี่ย 2–10 ล้านบาทต่อปี และมีทุนวิจัยต่ออาจารย์เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาทต่อคนต่อปี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายเท่า ผลผลิตวิจัยคุณภาพระดับนานาชาติ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 35 เรื่องต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นวารสารระดับ Q1 พร้อมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย อาจารย์ของวิทยาลัยมากกว่า 60% มีตำแหน่งทางวิชาการ สะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านวิชาการและงานวิจัย ศักยภาพในการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ความเข้มแข็งด้านงานวิจัยและบุคลากรทำให้วิทยาลัยมีความพร้อมในการเปิดหลักสูตรระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอก การเติบโตของจำนวนนักศึกษา จากชื่อเสียงด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160 คน เป็นมากกว่า 500 คน ความสำเร็จด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยี อาจารย์และนักศึกษาได้รับรางวัลนวัตกรรมและ Startup เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับสถาบัน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การนำผลงานวิจัยไปใช้จริง ผลงานวิจัยบางส่วนถูกนำไปใช้ในภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาเชิงพาณิชย์ การยอมรับจากหน่วยงานภายนอก วิทยาลัยกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมที่สำคัญ มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง การยอมรับในเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ วิทยาลัยได้รับการยอมรับให้ทำหน้าที่เป็น Node/Hub ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ (ปี 2568–2569) การขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ มีความร่วมมือด้านการวิจัยและวิชาการกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการประกันคุณภาพการศึกษาที่โดดเด่น วิทยาลัยได้รับคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและคุณภาพหลักสูตรอยู่ในระดับ อันดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต การยกระดับสู่มาตรฐานคุณภาพระดับอาเซียน วิทยาลัยได้รับการคัดเลือกให้พัฒนาเข้าสู่ระบบประกันคุณภาพ AUN-QA ในปีการศึกษา 2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา สรุป  ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยสามารถสร้าง ผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพองค์กร ส่งผลให้วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในอนาคต ข้อสรุปเชิงนัยยะทางยุทธศาสตร์  จากข้อมูลผลการดำเนินงานด้านทุนวิจัย ผลงานตีพิมพ์ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาตาม ตารางที่ 3 สามารถสรุปนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดังนี้ ศักยภาพในการดึงทุนวิจัยในระดับสูง ข้อมูลย้อนหลังปีการศึกษา 2561–2567 แสดงให้เห็นว่าทุนวิจัยเฉลี่ยต่ออาจารย์ในบางปีอยู่ในระดับสูงมาก เช่น ปี 2563 มีค่าเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาทต่ออาจารย์หนึ่งคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการวิจัยและกระบวนการพัฒนาข้อเสนอทุน (Research Proposal) ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ โอกาสเชิงกลยุทธ์จาก Funding Cycle แม้ว่าจำนวนทุนในแต่ละปีจะมีความผันผวนตามลักษณะของ Funding Cycle ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบทุนวิจัย แต่สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้วิทยาลัยสามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อรักษา

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              อุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลและเกมเพื่อการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ของประเทศ โดยเฉพาะการนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย เช่น อาหารไทย ขนมหวานไทย ผ่านสื่อเกมดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเกมที่มีคุณภาพและสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกและความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ                มหาวิทยาลัยรังสิตมีศักยภาพด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ แต่ยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยด้านการเพิ่มรายได้จากแหล่งทุนภายนอก                 วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต จึงมีความคิดริเริ่มโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang – Bangkok Street Food โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปี พ.ศ.2562 และประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากผู้เล่นเกมอย่างมาก ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ต่อยอดจัดทำเกม RimTHang 2 – Thai Dessert Game ที่นำเอาขนมไทยยอดนิยมมาทำเป็นเกมที่สามารถเล่นบนมือถือทั้งระบบ Android และ iOS ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 จากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ประเภทเกมทำขนมหวานไทย บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน สำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป ให้เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้รับความบันเทิงและได้รับความรู้การทำขนมหวานไทยและส่งเสริมให้คนทั่วโลกได้รู้จักขนมหวานไทยและอยากมาชิมขนมหวานไทยที่ประเทศไทยมากขึ้นได้อีกด้วย แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม ต่อหน่วยงานภายนอก เพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในรูปแบบเกมบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป เพื่อยกระดับผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.มนตรี อินทโชติ และ ผศ.พูนลาภ ตั้งอาสนะวิทย์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเกม การจัดการโครงการ และการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 KR 2.2.2 มีสัดส่วนเงินทุนวิจัย ทุนงานสร้างสรรค์ ทุนนวัตกรรม หรือทุนวิจัยเชิงบริการวิชาการ (Contract research) ต่อภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ต่อทุนวิจัยทั้งหมด ขั้นตอนการดำเนินงาน                การขอทุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) สำหรับหน่วยงานสถาบันการศึกษาอย่างเช่น มหาวิทยาลัยรังสิต มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ ศึกษายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยและเกณฑ์ของกองทุนในปีนั้น โดยสามารถดาวน์โหลดและอ่านคู่มือหรือประกาศของปีงบประมาณที่กองทุนประกาศเปิดรับ เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ เรื่องหัวข้อที่สนับสนุน ขอบเขตโครงการ และประเภททุน (เช่น ประเภททั่วไป / เชิงยุทธศาสตร์ / ความร่วมมือ) ก่อนเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ออกแบบแนวคิดและเนื้อหาโครงการ RimTHang 2 โดยดูจากผลลัพธ์และข้อเสนอแนะจากโครงการ RimTHang 1 ที่ประสบความสำเร็จ และพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น จัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) เขียนข้อเสนอโครงการให้ชัดเจน ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด รวมทั้งหัวข้อที่ต้องระบุ เช่น วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และแผนดำเนินงาน โดยให้สอดคล้องกับแนวทางของกองทุน รวมถึงจัดเตรียมเอกสารยืนยันสถานะของมหาวิทยาลัย อันได้แก่ หนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคลของมหาวิทยาลัย และหนังสือรับรองอำนาจผู้มีสิทธิลงนามของผู้ยื่นโครงการที่มอบอำนาจโดยอธิการบดี ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นที่ปรึกษาโครงการในหลาย ๆ ด้าน ยื่นข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์ กรอกและส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ของกองทุนที่ https://granting.thaimediafund.or.th/ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่นในรอบเปิดรับเดือนที่ระบุในปีงบประมาณนั้น) การประกาศผลและลงนามสัญญา หากได้รับการคัดเลือกให้ทุน กองทุนจะประกาศผลและดำเนินการลงนามข้อตกลงและสัญญา รวมถึงแจ้งเงื่อนไขการเบิกเงินงวดแรก ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบของกองทุน ประเมินผลและรายงานผลโครงการ โดยกองทุนมีระบบการติดตามประเมินผลความคืบหน้าของโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 งวด ทั้งงวดการนำเสนอผลงาน และงวดการตรวจสอบบัญชีของโครงการ ตัวชี้วัดรอง ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 ขั้นตอนการดำเนินงาน1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บุคลากรด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล เครื่องมือพัฒนาเกมและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารไทยและวัฒนธรรม 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิเคราะห์ความต้องการของแหล่งทุนและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ออกแบบเกม RimTHang 2 ให้มีเนื้อหาการเรียนรู้อาหารไทยและวัฒนธรรม โดยในโครงการนี้เปลี่ยนจากอาหารไทยริมทาง เป็นขนมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเช่นกัน จัดทำข้อเสนอขอทุนและเอกสารประกอบ พัฒนา Prototype เกมและทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และเครือข่ายศิษย์เก่า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลาเนื่องจากกองทุนให้ระยะเวลาในการทำโครงการ 1 ปี การบูรณาการเนื้อหากับความสนุกของเกมให้สมดุล กระบวนการขอทุนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งแต่ละปีมีคนเป็นจำนวนมาก แนวทางในการแก้ไข วางแผนการทำงานเป็นระยะ และถ้าหากจำเป็นต้องขยายเวลา ก็สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ ใช้ทีมที่มีประสบการณ์และหาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง พัฒนา Prototype เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ตรวจสอบการได้รับทุนจากภายนอก ประเมินคุณภาพผลงานเกมที่พัฒนา ประเมินการใช้งานจริงของผู้เรียน/ผู้ใช้ โดยในโครงการที่ส่งขอทุนได้กำหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล โดยเสนอต่อกองทุนฯ ดังนี้ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย/จํานวน วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน รายงานยอดดาวน์โหลดเกมจาก Google Play Store และ App Store  ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย วิธีการติดตาม / ประเมินผล 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) รายงานผลจาก Google Play Store และ App Store ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เกิดโครงการพัฒนาเกมสร้างสรรค์บนมือถือ เพื่อการเรียนรู้อาหารไทย RimTHang 2 เพิ่มโอกาสในการได้รับทุนจากหน่วยงานภายนอก สร้างผลงานนวัตกรรมด้านเกมและสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้าน Creative Digital Content   ผลผลิตที่ส่งมอบต่อกองทุนฯ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันเกม RimTHang 2 บนระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android ที่เสร็จสมบูรณ์ วิดีโอ Tutorial ที่สอนการเล่นเกม, วิดีโอ Teaser Game และวิดีโอ Trailer Game เว็บไซต์ทางการของเกม RimTHang 2 (www.rimthanggame.com) ผลผลิต (Outputs) เชิงปริมาณ –   มียอดดาวน์โหลดเกมทั้งหมดจำนวน 9,233 ดาวน์โหลด ซึ่งเกินกว่าตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าไว้ (7,000 ดาวน์โหลด) โดยแบ่งเป็นผู้ใช้งานบนระบบ Android ดาวน์โหลดผ่าน Google Play Store จำนวน 5,058 ดาวน์โหลด และผู้ใช้งานบนระบบ iOS ดาวน์โหลดผ่าน App Store จำนวน 4,175 ดาวน์โหลด ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ –   คะแนนรีวิวหรือคะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีคนให้คะแนนเกมบน Google Play Store จำนวน 20 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 15 คน มีคนให้คะแนนเกมบน App Store จำนวน 18 คน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เขียนรีวิวจำนวน 6 คน     ผลลัพธ์อื่น ๆ ที่ได้ นอกเหนือจากเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ –   มีคนนำเกมไปเล่นและทำคอนเท้นท์วิดีโอรีวิวเกมลงบนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok อีกจำนวนหนึ่ง –   มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น Website, Facebook, X และ TikTok เป็นต้น  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด และ คําอธิบาย เป้าหมาย ผลลัพธ์ คำอธิบายผลการประเมิน 1 จํานวนผู้ดาวน์โหลดเกม 7,000 คน 9,233 คน ในช่วงระยะเวลาของโครงการมียอดดาวน์โหลดมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้     ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ  ลําดับ ชื่อตัวชี้วัด/เป้าหมาย ผลลัพธ์ 1 คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้เล่นเกมอยู่ในระดับ 3.00 ขึ้นไป (เต็ม 5) ได้คะแนนความพึงพอใจของผู้เล่นเกมเฉลี่ยรวม 4.675 (คะแนนเต็ม 5) โดยมีผู้ให้คะแนนความพึงพอใจเกมบน Google Play Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.85 คะแนน และบน App Store ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 คะแนน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเกมและสื่อดิจิทัล การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก การวางแผนโครงการอย่างเป็นระบบ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาโมเดลการขอทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยดูจากคำแนะนำของกรรมการตอนตรวจงาน เพิ่มความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐ ร่วมกับเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอื่น ๆ                  นอกจากนี้ หลังจากที่ได้เผยแพร่เกมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากโครงการออกไปแล้ว จากการให้คะแนนและเขียนรีวิว โครงการสามารถที่จะต่อยอดโครงการเพิ่มเติมในมิติต่าง ๆ ได้ดังนี้ การต่อยอดในด้านสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัล                โครงการเกม RimTHang 2 มีศักยภาพในการต่อยอดเป็นสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเผยแพร่อัตลักษณ์และวัฒนธรรมอาหารไทย โดยเฉพาะขนมหวานไทยทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ผ่านกลไกของเกมที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้เล่นทุกช่วงวัยในระยะต่อไป สามารถพัฒนาเนื้อหาเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เกมเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัยและยั่งยืนได้ การต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมเกม                โครงการสามารถขยายผลสู่อุตสาหกรรมเกมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้เกม RimTHang 2 เป็นโมเดลต้นแบบของเกมวัฒนธรรมไทย, เกมเพื่อการท่องเที่ยวและ Soft Power และเกมที่ส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นด้านอาหาร ในอนาคตสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือกับร้านขนมไทยจริง ชุมชน หรือหน่วยงานด้านวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือสื่อประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ การขยายผลด้านสังคมและสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์                เนื่องจากเกม RimTHang 2 เป็นเกมที่ไม่มีความรุนแรง ไม่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม จึงสามารถขยายผลเป็น ต้นแบบสื่อดิจิทัลปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน ในระยะยาวสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเกมที่ให้ความบันเทิงควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมที่ดี เช่น ความขยัน ความอดทน การบริหารเวลา และการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทยได้ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                เพื่อให้การขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือแหล่งทุนภายนอกอื่น สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เสนอให้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติดังนี้ กำหนดขั้นตอนมาตรฐานการพัฒนาโครงการเพื่อขอทุนภายนอก วิเคราะห์ความสอดคล้องกับนโยบายของกองทุนฯ และภาครัฐ ในช่วงปีงบประมาณ กำหนดเนื้อหาโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน เขียนข้อเสนอโครงการ ครบตามแบบฟอร์มที่กองทุนกำหนด จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นตามข้อกำหนด ซึ่งสามารถติดต่อกับศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการได้ กำหนดให้ทุกโครงการที่ยื่นขอทุนภายนอกต้องแสดงความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนทุนวิจัยและทุนงานสร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัดระดับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนา Template กลางในการเขียนโครงการขอทุนสื่อสร้างสรรค์ เช่น รูปแบบข้อเสนอโครงการ หรือ ตัวอย่างผลลัพธ์เชิงสังคมและเศรษฐกิจ เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรสามารถใช้เป็นต้นแบบในการยื่นขอทุน จัดตั้งกลไกพี่เลี้ยง (Mentor) การขอทุนภายนอก โดยผู้ที่มีประสบการณ์ได้รับทุนภายนอก ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจข้อเสนอ และถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาโครงการ ผลักดันให้เป็นแนวปฏิบัติระดับคณะ หากต้องการขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือแหล่งทุนภายนอกให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับทุน และเพิ่มสัดส่วนทุนภายนอกของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การขอทุนภายนอกไม่เป็นเพียงผลงานรายบุคคล แต่เป็นระบบการทำงานมาตรฐานของหน่วยงาน ที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลได้ในระดับมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน 6. ข้อมูลประกอบ Link เอกสารที่เกี่ยวข้อง https://drive.google.com/drive/folders/1EUtnJE_n3_tdki7eg5diuj0bwXSfNm8Q?usp=sharing Link สื่อประชาสัมพันธ์ https://www.banmuang.co.th/news/education/457994 https://ibiznewsmedia.com/2025/12/09/rsu-383/ https://sabaideethailand.com/2025/12/09/rsu-360/ https://www.rsu.ac.th/blog/id/6937d35851a2f144303ac20e https://www.ajmontri.com/869 https://www.online-station.net/mobile-game/994321 https://thisisgamethailand.com/games/mobile/rimthang-2-dl-th/ https://www.rimthanggame.com/ https://www.facebook.com/rimthanggame https://www.youtube.com/@rimthanggame https://x.com/rimthanggame

การเขียนโครงการด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Read More »

การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.1/1 การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และ ผศ.พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์ คณะบัญชี 1. บริบทและความสำคัญ             เมื่อเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะบัญชี (ปี 2546) บริบททางวิชาการของคณะยังอยู่ในระยะตั้งต้น งานหลักของคณะในขณะนั้นมุ่งเน้นการแก้ไขและปรับปรุงหลักสูตรบัญชีบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่วิชาชีพบัญชีให้ได้ตามข้อกำหนดของสภาวิชาชีพบัญชี ภารกิจด้านการวิจัยจึงยังมิได้ถูกกำหนดในแผนพัฒนาคณะอย่างชัดเจน ผลงานวิจัยจึงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักศึกษา (ซึ่งขณะที่เปิดดำเนินการสอน มีนักศึกษาโอนย้ายจากคณะบริหารธุรกิจ รวม 4 ชั้นปี ประมาณ 90 คน และอาจารย์ประจำเพียง 6 คน) การบริหารอาจารย์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การจัดระเบียบการทำงาน การจัดภาระงาน จัดระบบอาจารย์ที่ปรึกษา รวมทั้งการพัฒนานักศึกษา ยังไม่มีเป้าหมายและโครงสร้างสนับสนุนการทำวิจัย ขาดเครือข่ายวิชาการ ไม่มีระบบพี่เลี้ยง รวมทั้งแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม วัฒนธรรมองค์กรในเวลานั้นจึงยังไม่เอื้อต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง            อย่างไรก็ตาม ปีพ.ศ. 2558 ภายใต้บริบทของการอุดมศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการประกันคุณภาพมีความเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต ที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ตามปณิธาณและวิสัยทัศน์ของท่านอธิการบดีที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังแห่งปัญญาสู่สังคมธรรมาธิปไตย ซึ่งหมายถึง มหาวิทยาลัยจะเป็น             แหล่งรวมความรู้ ทั้งความรู้ที่มีอยู่เดิมและองค์ความรู้ใหม่ เป็นที่รวมของบุคลากรคุณภาพสูง สามารถชี้นำสังคมภายใต้หลักการของสังคมธรรมาธิปไตย มหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เพียงสถานที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ            จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ คณบดีจึงเห็นชัดเจนว่าคณะจำเป็นต้องยกระดับภารกิจด้านการวิจัยให้เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในฐานะของส่วนหนึ่งของขลุมพลังแห่งปัญญา การธำรงความเป็นเลิศด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในระยะยาวด้วยการสร้าง “วัฒนธรรมวิจัย” จึงมิใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปรับกรอบความคิดร่วมกันระหว่างคณบดีกับอาจารย์ประจำคณะ ซึ่งมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ในการสื่อสารวิสัยทัศน์กับคณาจารย์ว่าการวิจัยมิใช่ภาระเพิ่มเติม แต่เป็นภาระกิจด้านหนึ่งของการเป็นอาจารย์ และเป็นกลไกที่ยกระดับคุณภาพการสอน เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นนักวิชาการ คณบดีได้ใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ได้แก่ การเปิดดำเนินการสอนหลักสูตรบัญชีบัณฑิต การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การจัดประชุม การจัดสัมมนาภายใน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยภายนอกที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันมุมมอง เพื่อจุดประกายความเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร            วัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี หมายถึง สภาพแวดล้อมทางวิชาการที่อาจารย์ในคณะทุกคนมีค่านิยมร่วมกันในการแสวงหาความรู้ใหม่ด้วยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้อย่างมีมาตรฐานแม้ทุกวันนี้จะเป็นภารกิจตามตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาและเป้าหมายประเด็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่คณบดีพยายามที่จะทำให้เป็น “วิถีปฏิบัติทางวิชาการ” ที่ฝังอยู่ในระบบงาน โครงสร้างสนับสนุน และทัศนคติของอาจารย์และนักศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังต่อไปนี้1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ สรุปขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาโจทย์/กติกา และสรุป “สารหลัก” ของงานให้ชัดเจน วางแผนการเล่าเรื่อง (ภาพเดี่ยว/ชุดภาพ) ออกแบบโทน และเตรียมการถ่ายทำ ลงมือผลิตภาพ เก็บตัวเลือกให้เพียงพอ แล้วคัดเลือกเป็นรอบ ๆ ตามเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ปรับแต่งให้เกิดเอกภาพของผลงาน และจัดทำไฟล์/เอกสารประกอบให้ตรงข้อกำหนด ตรวจสอบด้วย checklist ก่อนส่ง เก็บหลักฐานการส่ง ติดตามผล และสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนารอบถัดไป พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการงานสร้างสรรค์เข้ากับรายวิชา “ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์” เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลในงานประจำ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ผู้อื่น ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)แนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ได้แก่– กลยุทธ์ที่ทำให้การวิจัยเกิดความสำเร็จ ของศ.นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ (2557)– ริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ ของ ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม อ.ไพฑูรญ์ กอบกาญจนพฤฒิ (2558) – การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยเครื่องมือทางสังคม ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ (2558) -การวิจัยเรื่องกระบวนทัศน์การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในระยะเริ่มต้น ของ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ผศ.ดร.วัลลภ บัวชุม (2559) ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ -ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ของ รศ.ดร.อาภรณ์ ดีงาน (2564) -การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ของรศ.นันทชัย ทองแป้น (2565)-การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ของผศ.ดร. ราชศักดิ์ สมยานนทนากูล (2566) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)ผศ. ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ คณะบัญชี รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้            ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัว คณบดี คณะบัญชี คือการเรียนรู้พฤติกรรมอาจารย์แต่ละท่าน ที่สะท้อนถึงทัศนคติการวิจัย เพื่อประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทาย และโอกาส ของคณะในการผลิตผลงานวิจัยจากการเปิดหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตในปี 2548 ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะ ด้วยเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้นยังไม่เข้มเหมือนในปัจจุบัน จึงเอื้อให้สามารถแต่งตั้งอาจารย์ประจำคณะเป็นที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระให้กับนักศึกษาได้ โดยคณบดีเป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องคุณภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยของนักศึกษา นอกจากนี้คณบดีได้ร่วมสร้างเครือข่ายวิจัยทางบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ธุรกิจบัณฑิต และอีกหลายแห่ง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัยทางบัญชีระหว่างคณาจารย์ต่างสถาบัน มีการจัดอบรมวิธีการทางสถิติ และการผลักดันผลงานวิจัยของนักศึกษาในหลักสูตรให้ได้รับรางวัล ความสำเร็จที่นำมาซึ่งความมั่นใจในการสร้างบรรยากาศทางวิชาการในคณะ ครั้งแรก คือผลงานนักศึกษาได้รับรางวัลดีเด่น จากการประชุมวิชาการระดับชาติ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี 2553 หลังเปิดดำเนินการสอน 6 ปี และต่อมารางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 2 ครั้งในปี 2555 และปี 2566 นอกเหนืองานรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น 3 ปืซ้อนจากมหาวิทยาลัยรังสิต บทเรียนจากการบริหารหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ทำให้คณบดีเห็นถึงความสำคัญของการสร้างค่านิยมร่วมการทำวิจัย โดยเริ่มที่การส่งเสริมสนับสนุนให้อาจารย์ใหม่และอาจารย์เก่า สร้างทีมวิจัย สร้างระบบพี่เลี้ยง และส่งเสริมอาจารย์ใหม่ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก            สำหรับความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ ได้ส่งผลดีอย่างมากต่อคณะบัญชี เป็นพลังบวกที่ส่งมายังคณะเมื่อเห็นความสำเร็จของคณะต่างๆ ผ่านเวทีการมอบรางวัลดีเด่นแนวปฏิบัติที่ดี จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน คณบดีได้ใช้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการวิจัย ซึ่งถือเป็นบทเรียนการพัฒนาคุณภาพผลงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายวิจัย เทคนิคการทำให้งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ การริเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ การใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการวิจัยพัฒนาชุมชน และโดยเฉพาะการสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนางานวิจัยที่ดี กล่าวคือ ต้องมีเป้าหมายและองค์ประกอบของปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ แผนยุทธ์ศาสตร์ กำลังคน อุปกรณ์และเครื่องมือ และเงินทุนสนับสนุน ระบบการให้รางวัล โดยคณบดีต้องสร้างการมีร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม            กล่าวได้ว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี ใช้เวลาร่วม 18 ปี ในการทำให้สภาพแวดล้อมทางวิชาการคณะบัญชีก่อเกิดค่านิยมร่วมในการวิจัย จากการทำความเข้าใจพฤติกรรมบุคลากรสายสอน การสื่อสารทำความเข้าใจในบทบาทร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการและการวิจัย และการส่งเสริมการเรียนรู้จาก แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัย 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2  KR 2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ  สอดคล้องตามตัวชี้วัด ตัวชี้วัดคุณภาพ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2   รายละเอียดตัวชี้วัด            ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ ให้ได้ในระดับที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการทั้งระดับชาติและสากล ตามประเด็น             ยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี โดยสะท้อนถึงคุณภาพการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของคณะที่พิจารณาจากแนวโน้มคุณภาพที่สูงขึ้นและอยู่ในระดับดีมากอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่โอกาสและความท้าทายการเพิ่มจำนวนการอ้างอิงผลงานวิชาการในอนาคต พิจารณาจากร้อยละของผลรวมค่าถ่วงน้าหนักของบทความและผลงานสร้างสรรค์ต่อจานวนอาจารย์ โดยใช้สูตรคำนวณตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะวิชา เท่ากับผลรวมถ่วงน้าหนักของผลงานวิชาการที่มีค่าถ่วงน้าหนักตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไปหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ ตัวชี้วัดรอง ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.2.1/1จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ ระดับคณะวิชา ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 รายละเอียดตัวชี้วัด           จำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัย เป็นตัวชี้วัดปัจจัยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการผลิตงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่คณะวิชาสามารถแสวงหาทุนวิจัยได้จากแหล่งทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัยรังสิต และภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาจากเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายในและภายนอก โดยมีสัญญาการรับเงินทุนวิจัย หรือ เอกสารรับรองการรับเงินทุน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงถึงการได้รับเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุน เทียบกับจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ประจาที่อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อ สูตรคำนวณ เท่ากับ จำนวนเงินทุนวิจัยทั้งหมดที่ได้รับในปีการศึกษาที่ได้รับการประเมินหารด้วยจำนวนอาจารย์ประจำโดยไม่นับรวมอาจารย์ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อ             “การสร้างและการธำรงไว้ซึ่งระดับและแนวโน้มของร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักของผลงานวิชาการ และจำนวนทุนสนับสนุนงานวิจัยของคณะบัญชี จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างต่อเนื่องหากอาจารย์ประจำทุกคนไม่มีค่านิยมร่วมในการพัฒนาศักยภาพของคณะ การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชีจึงส่งผลให้การดำเนินงานด้านวิจัยดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ของประเด็นยุทธศาสตร์ ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย พัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมตามบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย” ขั้นตอนการดำเนินงาน1) การวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของคณะมีความชัดเจน2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์วิจัย และอาจารย์ใหม่มีความสามารถในการทำวิจัยได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)            คณะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม กล่าวคือ โดยทางตรง คณะบัญชีโดยคณบดีได้ทำขออนุมัติการสมัครเป็นสมาชิกฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ โดยมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนทางการเงินทำให้คณาจารย์และนักศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการทำวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุน คณะได้รับการสนับสนุนโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติที่เหมาะกับข้อมูลทางการเงิน และการนำพาอาจารย์ไปเรียนรู้การใช้ข้อมูลในระบบฐานะข้อมูล Bloomberg ที่อำนวยการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณในโครงการพัฒนาบุคลากรของคณะ โดยทางอ้อม ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมของมหาวิทยาลัย ผ่านสถาบันวิจัยในการทำผลงานวิจัยและการตีพิมพ์เผยแพร่ ได้แก่ การให้ทุนวิจัย การสนับสนุนค่าใช้จายในการตีพิมพ์เผยแพร่ การให้เงินรางวัลสำหรับการตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิต ในการจัดหาฐานข้อมูลผลการวิจัยในอดีต โปรแกรมการตรวจการคัดลอก 3. การลงมือปฏิบัติ              ในระยะแรกของการดำเนินงานคณะบัญชี คณบดีได้ใช้หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตซึ่งเปิดดำเนินการสอนในปี2548 เป็นกลไกการขับเคลื่อนเป้าหมายการผลิตผลงานวิจัยของคณะ ตั้งแต่ปี 2548-2556 โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรด้วยคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรในขณะนั้น การเปิดดำเนินการหลักสูตรบัญชีบัณฑิตเป็นโอกาสของการพัฒนาทีมวิจัยของคณะ ด้วยกลไกของการบริหารหลักสูตรได้ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 2 ท่านได้เข้ามาร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ ในขณะเดียวกันใช้มาตรการส่งเสริมให้อาจารย์ที่มีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษให้ศึกษาต่อต่างประเทศ โดยขออนุมัติทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอกให้อาจารย์ประจำ 2 คนต่อเนื่องกันในระยะ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2558 หลังจากที่คณะบัญชีมีอาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาเอกเพิ่มขึ้น ศักยภาพทางวิชาการของคณะเพิ่มขึ้น จึงได้ดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้1) การวางรากฐานเชิงระบบ เริ่มจากการกำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคล และวางแนวทางส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนา โดยให้บุคลากรวางเป้าหมายพัฒนาตนเองให้ครอบคลุมตัวชี้วัดความสำเร็จแผนยุทธศาสตร์ การส่งเสริมการวิจัยของคณะให้สอดคล้องกับบริบทของวิชาชีพบัญชีและทิศทางการพัฒนาประเทศ ระบุประเด็นวิจัยที่คณะมีศักยภาพและสอดคล้องกับการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยโดยแบ่งเป็น 3 ด้านคือ 1) การวิจัยองค์ความรู้ใหม่ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยง 2) การวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน มุ่งเน้นการวิจัยในชั้นเรียน และ 3) การวิจัยพัฒนาชุมชน ที่มุ่งเน้นการวิจัยสหวิทยาการ ทั้งนี้เพราะการมีทิศทางที่ชัดเจนช่วยให้การพัฒนาศักยภาพไม่กระจัดกระจาย และทำให้การส่งสนับสนุนนั้นตอนต่อไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลดีกับอาจารย์ทำให้เกิดการสั่งสมความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง2) การพัฒนาโครงสร้างการบริหารคณะบัญชี เพื่อให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ วิจัย และกิจการต่างประเทศของคณะบัญชี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรภายนอกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัย รวมถึงการให้การส่งเสริมการทำวิจัย และการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย ตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ บริการวิชาการ และกิจการพิเศษ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ การเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการ วิจัย การเรียนการสอนให้กับอาจารย์ประจำคณะ จัดอบรมสัมมนา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิจัยระหว่างอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งคณะได้ปรับระบบการประเมินผลการปฎิบัติงานประจำปี ให้สะท้อนถึงการเน้นคุณค่าของผลงานวิจัยอย่างแท้จริง3) การพัฒนาทีมวิจัยแทนระบบพี่เลี้ยงทางวิจัยตามอัธยาศัย เพื่อคณาจารย์ที่มีประสบการณ์การทำวิจัยน้อย และอาจารย์ใหม่ จะได้รับการส่งเสริมการทำวิจัยแบบทีม สร้างโครงการวิจัยร่วมระหว่างอาจารย์ที่มีประสบการณ์กับอาจารย์รุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดทักษะตั้งแต่การตั้งคำถามวิจัย การออกแบบระเบียบวิธี การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการเขียนบทความเพื่อการตีพิมพ์ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนผลงานวิจัย แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการเป็นนักวิจัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข            ต้องยอมรับว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ที่ออกมาในช่วงปี 2558 เป็นความ ท้าทายและโอกาสสำคัญ ที่จะทำให้อาจารย์ในคณะเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการมากขึ้น เพราะก่อนหน้าเป็นเกณฑ์ฯ ปี 2548 ซึ่งไม่เน้นคุณลักษณะของอาจารย์ประจำหลักสูตรที่จะต้องมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ และเกณฑ์การประกันคุณภาพ ยังมีลักษณะการให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้กระบวนการมากกว่าตัวบ่งชี้เชิงคุณภาพ ในช่วง 9 ปี ของการเปิดดำเนินการคณะบัญชี ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากพอสมควรต่อการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยของคณะ คณบดีต้องทำวิจัยทุกปีเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำวิจัย และการตีพิมพ์ สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการทำงานด้านอื่นตามภาระกิจของอาจารย์ หลังจากคณบดีได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายวิจัยทางการบัญชีกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ทำการส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคณะด้วยการเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และธรรมศาสตร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ การทำวิจัยเชิงพฤติกรรมทางการบัญชี และการวิจัยการเรียนการสอนตามลำดับ กล่าวได้ว่ามาตรการส่งเสริมสนับสนุนในช่วงก่อนหน้าปี 2558 (ช่วงแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2550-2554 และ พ.ศ. 2555-2559) นั้นได้ผลน้อยมาก คณะยังไม่มีทีมวิจัย อาจารย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทำวิจัย และเกิดการกระจุกตัวของอาจารย์ที่ทำผลงานวิจัย แม้จะมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต แต่หลังจากปี 2558 อุปสรรคเหล่านี้เริ่มลดลง แต่ก็เกิดอุปสรรคใหม่ คือ การทำให้อาจารย์ที่ทำวิจัยทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ยังไม่มีผลงานวิจัย ดังนั้นความท้าทายก็เปลี่ยนไปจากเดิม กลายมาเป็นปัญหา “จะทำอย่างไรให้เกิดจุดร่วมทางความคิดในการสร้างผลงานวิจัยของคณะ”            หลังจากปี 2558 มหาวิทยาลัยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย โดยกำหนดเป้าหมายในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ซึ่งจะเป็นทางด้านวิจัย และนวัตกรรม ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้ปัญหาการขับเคลื่อน             เป้าหมายแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี ระยะ 10 ปี ตามระยะเวลาแผนยุทธศาสตร์ฯ พ.ศ.2560 -2564, ต่อด้วย พ.ศ. 2565-2569 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดลง ด้วยปัจจัยเหตุที่สำคัญ ดังนี้ 1. การประชุมคณะที่คณบดีได้ชี้ให้เห็นถึงจุดที่ควรพัฒนาในการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพ เพื่อให้คณาจารย์ได้เห็นว่าเราต้องช่วยกัน เพราะการวิจัยนำมาซึ่งความรู้ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังนักศึกษา ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และใช้ในการขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการ และเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้สังคมหรือผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบศักยภาพของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจะทำให้คณะบัญชี เป็นที่รู้จัก อาจจะส่งผลให้มีนักศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น 2) การใช้ผลการพัฒนาตนเองเป็นรายบุคคล ตามแผนพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลของคณะบัญชีได้ผูกกับเกณฑ์การประเมินผลปฏิบัติงานและการให้ความดีความชอบประจำปี ได้ถูกปรับสัดส่วนค่าถ่วงน้ำหนักคะแนนการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องการผลิตผลงานทางวิชาการ ให้จูงใจมากขึ้นเทียบเท่าคุณภาพการสอน 3) คณาจารย์ในคณะได้ใช้ผลงานทางวิชาการ และผลการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐาน ในการขอดำรงแหน่งทางวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นต่อเนื่องด้วยแนวทางและกลยุทธ์ต่างๆ ที่ดำเนินการ ทำให้ในที่สุดคณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต มาถึงจุดยืน ณ ปัจจุบัน ที่อาจารย์ทุกท่าน ยอมรับในความสำคัญจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ และเกิดความคิดร่วมกันต่อการสร้างผลงานวิจัย 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล     ผลลัพธ์จากแนวปฏิบัติที่ดีนี้ ถูกเรียกว่า การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี จะพิจารณาจาก KR และตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา  ซึ่งมีความสอดคล้องกันและนำมาใช้ในการวัดและประเมินผลตามจุดมุ่งหมาย  ดังแสดงในตาราง จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ผลลัพธ์ที่คาดหวังตามจุดมุ่งหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ วิธีการวัดและประเมินความสำเร็จ 1.       ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ   คณาจารย์คณะบัญชี มีศักยภาพการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ 1.1อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน แนวโน้มตัวชี้วัดความสำเร็จของผลลัพธ์ย้อนหลัง 5 ปี อยู่ในระดับดีมาก 2.       เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี ผลงานของคณาจารย์คณะบัญชีส่วนใหญ่ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางด้านวิชาชีพบัญชี ที่อยู่ในฐานข้อมูลวิจัยของไทย และต่างประเทศ ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่จัดอยู่ในสายวิชาชีพบัญชี และอยู่ในฐาน แหล่งตีพิมพ์เผยแพร่จากเอกสารรับรองผลงานวิจัยของอาจารย์ประจำ ย้อนหลัง 5 ปี ของรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 3.       พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี ผลการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาด้านการเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิตแต่ละปี อยู่ในระดับดีมาก ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับหลักสูตร องค์ประกอบที่ 2 และองค์ประกอบที่ 5 แนวโน้มคุณภาพบัณฑิตย้อนหลัง 3 ปีองค์ประกอบที่ 2 แนวโน้มผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ย้อนหลัง 3 ปี องค์ประกอบที่ 5 4.       สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ   การได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากเวทีวิชาการทั้งในระดับประเทศ และสากล จำนวนผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับรางวัล  องค์กรวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ และสากล ที่คณาจารย์คณะบัญชีได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ จำนวนรางวัลที่ได้รับ ย้อนหลัง 3 ปี   รายชื่อองค์กรวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  จุดมุ่งหมายของการหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะ ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 2565 2566 2567 1. ยกระดับศักยภาพทางวิชาการของคณะ ให้เป็นที่ยอมรับ   1.1 อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 11.80/11 ร้อยละ 107.27         563,568.00/11 = 51,233.00 (บาท/คน) 11.80/11 ร้อยละ 107.27         953,707.50/11 = 86,700.68 (บาท/คน) 18.20/12 ร้อยละ 151.67       953,061.00/12 = 79,421.75 (บาท/คน) 2. เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอาจารย์ที่สอดคล้องกับบริบทวิชาชีพบัญชี 2.1 ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่จัดอยู่ในสายวิชาชีพบัญชี และอยู่ในฐาน 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 ชิ้น ……………….   ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 5 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 7 ชิ้น 3)      ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 1 ชิ้น ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 1)      TCI กลุ่มที่ 2 จำนวน 9 ชิ้น 2)      TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 8 ชิ้น 3)      ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 5 ชิ้น ร้อยละผลรวมถ่วงน้ำหนัก 18.20/12คน = 151.67 3. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน สร้างบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์และใช้หลักฐานเชิงวิชาการได้ดี ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับหลักสูตร 3.1 องค์ประกอบที่ 2 3.2 องค์ประกอบที่ 5     5.00   5.00     5.00   5.00     5.00   5.00 4. สร้างความยั่งยืนและชื่อเสียงของคณะบัญชีในระยะยาว ด้วยผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพนำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ   4.1จำนวนผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับรางวัล  4.2องค์กรวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ และสากล ที่คณาจารย์คณะบัญชีได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ 1) ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 2) อาจารย์ที่ได้รับเชิงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน   2) ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 3)   มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานSCOPUS จำนวน 1 เรื่อง 4)   อาจารย์ที่ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน 1)   ผลงานนักศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 9 ผลงาน 2)   มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานSCOPUS จำนวน 5 เรื่องมากกว่าปีก่อนที่มี เพียง 1 เรื่อง 3)   อาจารย์ที่ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรต่างๆ จำนวน 5 คน นับเป็น 22 งาน   การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัวชี้วัดความสำเร็จผลลัพธ์ ปี 2565 ปี2566 ปี 2567 เป้าหมาย ผลลัพธ์ เป้าหมาย ผลลัพธ์ เป้าหมาย ผลลัพธ์ 1.1อัตราส่วนคะแนนถ่วงน้ำหนักผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน 1.2 อัตราส่วนทุนวิจัย / จำนวนอาจารย์ประจำที่ไม่นับรวมอาจารย์ที่ลาเรียน ร้อยละ 35       เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25,000 บาทต่อคน ร้อยละ 107.27       51,233.00 (บาท/คน) ร้อยละ 40       เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25,000 บาทต่อคน ร้อยละ 107.27       86,700.68 (บาท/คน) ร้อยละ 45  

การหล่อหลอมวัฒนธรรมวิจัยของคณะบัญชี: บทเรียนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยในระยะยาว Read More »

แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง”

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1 แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง” ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ผู้จัดทำมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมคัดเลือกผลงานภาพถ่ายของเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “Soft Power : พลังอำนาจแฝง” ซึ่งเป็นโจทย์ที่เปิดกว้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพให้ “สวย” หรือ “เทคนิคดี” เท่านั้น หากต้องทำให้ภาพสามารถสื่อสารความหมายได้ชัดเจน มีพลังโน้มน้าวด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม/วิถีชีวิต/อัตลักษณ์ และเชื่อมโยงกับกรอบคิดของโจทย์ได้อย่างน่าเชื่อถือ           ช่วงเริ่มต้น ผู้จัดทำพบว่าการทำงานภาพถ่ายเพื่อส่งเข้าคัดเลือกมีอุปสรรคสำคัญที่คล้ายกับประสบการณ์ของคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก คือ โจทย์ใหญ่ตีความได้หลายทาง ทำให้การตัดสินใจ “จะเล่าเรื่องอะไรผ่านภาพ” ไม่ชัดเจนพอ อีกทั้งเมื่อเริ่มผลิตงานจริง ก็เกิดความเสี่ยงที่ภาพจะออกมาดีในเชิงความงาม แต่ยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงสารหรือความหมาย และเมื่อต้องเตรียมส่งผลงาน ยังมีรายละเอียดด้านมาตรฐานไฟล์ เอกสารประกอบ และข้อกำหนดการส่งที่หากจัดการไม่เป็นระบบก็อาจพลาดได้ง่าย           จากความท้าทายดังกล่าว ผู้จัดทำจึงเริ่ม “ถอดบทเรียน” ระหว่างทำงาน และค่อย ๆ สร้างวิธีการเตรียมตัวแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การแปลงโจทย์ให้เป็นประเด็นที่ถ่ายได้จริง การวางคอนเซปต์ให้คุมทิศทางงาน การผลิตและคัดเลือกภาพด้วยมุมมองของกรรมการ ไปจนถึงการเตรียมไฟล์และเอกสารให้ครบถ้วนตามกติกา วิธีการเหล่านี้ทำให้งานสร้างสรรค์ถูกพัฒนาทีละขั้นอย่างมีเหตุผล ไม่หลงทางไปกับความสวยงามเพียงอย่างเดียว และช่วยลดความผิดพลาดระหว่างกระบวนการส่งผลงาน           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผลงานภาพถ่ายของผู้จัดกทำ ได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดง ในกิจกรรมดังกล่าว ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ช่วง 6–8 พฤษภาคม 2568) ซึ่งสะท้อนว่า “กระบวนการเตรียมตัว” มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของงานภาพถ่ายในเวทีภายนอก ไม่ใช่เพียงผลจากความสามารถเชิงเทคนิคเพียงมิติเดียว           ดังนั้น แนวปฏิบัตินี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมขั้นตอนและกลไกสำคัญที่ผู้จัดทำใช้จริง ให้กลายเป็น “แนวทางปฏิบัติที่ดี” ที่ผู้อื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดยมุ่งหวังให้การทำงานสร้างสรรค์ภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด/คัดเลือกเป็นงานที่มีระบบ ตรวจสอบได้ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเผยแพร่หรือจัดแสดงในเวทีที่มีมาตรฐาน เป้าหมายของแนวปฏิบัติ                    กล่าวโดยสรุป แนวปฏิบัตินี้มุ่ง (1) เพิ่มการเตรียมงานก่อนส่งคัดเลือก (2) เพิ่มโอกาสให้ผลงานผ่านการคัดเลือก/ได้รับการจัดแสดง และ (3) ลดความผิดพลาดจากรายละเอียดกติกาและการจัดการไฟล์/เอกสารด้วยการทำงานแบบเป็นระบบ สรุปขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาโจทย์/กติกา และสรุป “สารหลัก” ของงานให้ชัดเจน วางแผนการเล่าเรื่อง (ภาพเดี่ยว/ชุดภาพ) ออกแบบโทน และเตรียมการถ่ายทำ ลงมือผลิตภาพ เก็บตัวเลือกให้เพียงพอ แล้วคัดเลือกเป็นรอบ ๆ ตามเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ปรับแต่งให้เกิดเอกภาพของผลงาน และจัดทำไฟล์/เอกสารประกอบให้ตรงข้อกำหนด ตรวจสอบด้วย checklist ก่อนส่ง เก็บหลักฐานการส่ง ติดตามผล และสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนารอบถัดไป พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการงานสร้างสรรค์เข้ากับรายวิชา “ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์” เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลในงานประจำ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ผู้อื่น ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  งานวิจัยด้วยภาพ: สะท้อนความจริงให้ปรากฏ แนวคิดการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเชิงวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ หัวข้อ ‘Green spirit’ การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ ‘Human Condition : Hope and Survival’ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม สาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์       วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                การบูรณาการ “ความรู้แบบชัดแจ้ง” จากกติกาและมาตรฐานการส่งผลงาน ตลอดจนองค์ความรู้จากคลังระบบการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ภาพถ่ายและกรณีศึกษาเวทีภาพถ่ายระดับนานาชาติ เข้ากับ “ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)” ที่เกิดจากประสบการณ์การตีความธีม การกำหนดแนวคิดและการเล่าเรื่องด้วยภาพ การคัดเลือกผลงานด้วยมุมมองเชิงประเมิน และการพัฒนาความเป็นเอกภาพของงานด้านโทนและการนำเสนอ ส่งผลให้กระบวนการเตรียมและพัฒนาผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งเข้ารับการคัดเลือกมีความเป็นระบบ ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2  KR 2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม ต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด  สอดคล้องตามตัวชี้วัด                     R ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด                KR 2.1.1: สัดส่วนอาจารย์/นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรม ต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด เมื่อเชื่อมกับการประกันคุณภาพ สามารถใช้อธิบายร่วมกับ ตัวบ่งชี้ 2.3 ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ซึ่งประเมิน “ผลผลิตทางวิชาการ/งานสร้างสรรค์” ของอาจารย์ในรอบปีการศึกษา โดยพิจารณาจำนวนผลงานหรือผลรวมถ่วงน้ำหนักตามระดับการเผยแพร่ แล้วเทียบกับ “จำนวนอาจารย์ประจำ” เพื่อสะท้อนทั้ง “สัดส่วนอาจารย์ที่มีผลงาน” (ตาม KR 2.1.1) และ “ผลงานเฉลี่ยต่ออาจารย์” (ตามตัวบ่งชี้ 2.3) ในภาพเดียวกัน. ขั้นตอนการดำเนินงาน           เริ่มต้นกระบวนการดำเนินงานด้วยการทำความเข้าใจ “โจทย์” และกรอบแนวคิดของกิจกรรมให้ชัดเจน ผู้จัดทำอ่านรายละเอียดธีมและเงื่อนไขการส่งผลงาน จากนั้นแปลงโจทย์ใหญ่ให้กลายเป็น “ประเด็นย่อยที่ถ่ายได้จริง” โดยสรุปสารหลักของผลงานเป็นข้อความสั้น ๆ หนึ่งประโยค เพื่อใช้เป็นเข็มทิศคุมทิศทางงานตลอดกระบวนการ ขั้นตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่งานจะหลุดธีมหรือเล่าเรื่องกว้างเกินไปจนไม่ชัดเจน           เมื่อได้ประเด็นแล้วจึงเข้าสู่การวางแผนการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ผู้จัดทำกำหนดแนวทางเล่าเรื่องว่าจะนำเสนอแบบภาพเดี่ยวหรือชุดภาพ ออกแบบโทนและบรรยากาศของงาน รวมถึงวางแผนการลงพื้นที่ถ่ายภาพในด้านสถานที่ เวลา แสง องค์ประกอบภาพ และสิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อให้ได้ภาพที่สะท้อนสารตามโจทย์ พร้อมทั้งกำหนดแผนสำรองเพื่อให้มีตัวเลือกเพียงพอในการคัดเลือกภายหลัง           ขั้นต่อมาเป็นการลงมือผลิตภาพและคัดเลือกผลงานเป็นรอบ ๆ ผู้จัดทำถ่ายภาพตามแผนโดยเน้นให้ได้ทั้ง “ภาพหลัก” ที่สื่อสารสารสำคัญ และ “ภาพสนับสนุน” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดองค์ประกอบหรือเล่าเรื่อง เมื่อได้ภาพแล้วจะคัดเลือกด้วยเกณฑ์ที่ยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง คือความสอดคล้องกับธีม ความชัดของความหมาย และคุณภาพเชิงเทคนิค จากนั้นปรับแต่งภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (โทน แสง สี ความคม) เพื่อให้เกิดเอกภาพของผลงาน ก่อนสรุปเป็นภาพ/ชุดภาพที่พร้อมส่งเข้ารับการคัดเลือก           เมื่อผลงานมีความพร้อมเชิงเนื้อหาและคุณภาพภาพแล้ว ผู้จัดทำจึงดำเนินการเตรียมการส่งผลงานอย่างรอบคอบ โดยจัดทำไฟล์ตามข้อกำหนดของโครงการ (รูปแบบ ชื่อไฟล์ ความละเอียด ขนาดไฟล์ และเอกสารประกอบ) พร้อมเขียนคำอธิบายผลงานในลักษณะที่เชื่อม “สารที่ต้องการสื่อ” เข้ากับธีมอย่างกระชับชัดเจน ก่อนส่งผลงานจะตรวจสอบด้วย checklist เพื่อป้องกันความผิดพลาดเรื่องเอกสารและรูปแบบการส่ง รวมถึงเก็บหลักฐานการส่งและติดตามผลการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ           นอกจากกระบวนการเตรียมผลงานเพื่อส่งคัดเลือกดังกล่าว ผู้จัดทำยังเพิ่มกระบวนการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องโดย “ฝัง” การเรียนรู้ไว้ในงานประจำ ด้วยการร้องขอไปยังฝ่ายจัดตารางสอนเพื่อขอรับผิดชอบรายวิชา ถ่ายภาพดิจิทัลเพื่องานนิเทศศาสตร์ เพื่อยกระดับความรู้และทักษะให้เป็นระบบยิ่งขึ้น และบูรณาการการสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือเกิดวงจรพัฒนาแบบเรียนรู้–ทดลอง–ปรับปรุง–ถ่ายทอด ทำให้แนวปฏิบัตินี้ไม่หยุดอยู่ที่ความสำเร็จเฉพาะครั้ง แต่สามารถต่อยอดเป็นมาตรฐานการทำงานสร้างสรรค์และการแบ่งปันความรู้ในหน่วยงานได้ในระยะยาว ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) 1) งบประมาณ           ค่าเดินทาง/ค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ถ่ายทำ          ค่าพิมพ์ผลงานเพื่อพิจารณา 2) อุปกรณ์           กล้องถ่ายภาพดิจิทัลและเลนส์ที่เหมาะสมกับลักษณะงาน          สมาร์ทโฟน          คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสำหรับคัดเลือกและปรับแต่งภาพ          อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล 3) เครื่องมือ/ซอฟต์แวร์และเอกสารประกอบการทำงาน โปรแกรมจัดการและปรับแต่งภาพ (สำหรับคัดเลือก ปรับสี แสง ความคม และส่งออกไฟล์ตามสเปก)   3. การลงมือปฏิบัติ (1) การดำเนินงานจริงเพื่อทำให้โจทย์เป็นรูปธรรม           ในการปฏิบัติจริง ผู้จัดทำเริ่มจากการ “ล็อกความหมายของโจทย์” ให้ชัดเจนในระดับที่นำไปถ่ายได้ โดยสรุปสารหลักเป็น 1 ประโยคและใช้ประโยคดังกล่าวเป็นเกณฑ์ตัดสินใจตลอดทาง ทุกครั้งที่ได้ภาพเพิ่มจะย้อนกลับไปตรวจว่า “ภาพนี้ช่วยยืนยันสารหลักหรือไม่” หากไม่ชัดเจนจะถูกกันออกจากชุดงาน แม้ภาพจะมีความสวยงามเชิงเทคนิคก็ตาม วิธีนี้ทำให้การทำงานไม่หลุดธีม และช่วยลดการเสียเวลาปรับแต่งภาพที่ไม่ตอบโจทย์ในช่วงท้าย (2) การผลิตภาพแบบสะสมต่อเนื่องและการคัดเลือกจริงเป็นรอบ           ระหว่างการลงมือถ่าย ผู้จัดทำเลือกวิธีสะสมภาพอย่างต่อเนื่องตามบริบทที่สอดคล้องโจทย์ โดยตั้งใจเก็บทั้งภาพหลักและภาพสำรองเพื่อมี “ตัวเลือก” เพียงพอสำหรับการคัดเลือก เมื่อได้ภาพจำนวนหนึ่งแล้วจึงทำการคัดเลือกแบบเป็นรอบ โดยเน้นสามเกณฑ์ที่ใช้จริงคือ (ก) ความสอดคล้องกับธีม (ข) ความชัดของความหมาย (ค) ความพร้อมเชิงเทคนิค พร้อมปรับลำดับ/จัดชุดภาพให้การสื่อสารต่อเนื่องและไม่ขัดกันในเชิงอารมณ์และโทนภาพ (3) การปรับแต่งและการเตรียมส่งตามข้อกำหนด           เมื่อได้ภาพที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ผู้จัดทำมุ่งทำให้ผลงาน “เป็นชุดเดียวกัน” ด้วยการปรับโทน แสง สี และความคมให้คงเส้นคงวา จากนั้นจึงจัดเตรียมไฟล์และเอกสารประกอบตามข้อกำหนดของโครงการอย่างรอบคอบ โดยใช้ checklist ตรวจทานก่อนส่งจริง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดด้านสเปกไฟล์ การตั้งชื่อไฟล์ และความครบถ้วนของเอกสาร ทั้งนี้ได้จัดเก็บหลักฐานการส่งและหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดทำรายงานผล (4) การพัฒนาทักษะผ่านการสอนและการทำงานควบคู่กันตลอดปีการศึกษา           ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้จัดทำได้พัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาถ่ายภาพดิจิทัลตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1 ซึ่งทำให้ต้องเตรียมบทเรียน สืบค้นข้อมูลและตัวอย่าง และฝึกวิเคราะห์/ให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ กระบวนการดังกล่าวช่วยเพิ่มความคมชัดของมุมมองและมาตรฐานการประเมินคุณภาพภาพถ่ายของผู้จัดทำเอง ควบคู่กับการสะสมและพัฒนาภาพถ่ายตามโจทย์ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1 จนถึงภาคการศึกษาที่ 2 จึงสรุปผลงานและส่งเข้ารับการคัดเลือก ทำให้ผลงานมีความพร้อมมากขึ้นทั้งด้านความคิดและทักษะเชิงปฏิบัติ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           ใช้การประเมินผลเชิงประจักษ์จาก “ผลการคัดเลือกโดยคณะกรรมการของโครงการ” เป็นหลัก โดยพิจารณาจากหลักฐานการได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงในนิทรรศการ รวมถึงการตรวจสอบความครบถ้วนของกระบวนการก่อนคัดเลือกภาพส่ง เช่น ความสอดคล้องกับธีม คุณภาพไฟล์ และเอกสารประกอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานผ่านมาตรฐานตามข้อกำหนดของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           ผลงานภาพถ่ายของผู้จัดทำได้รับการคัดเลือกจำนวน 2 ภาพ ได้แก่ “Fairies & Goddesses (นางฟ้า นางสวรรค์)” และ “The Path of Faith (ทางเดินของผู้ศรัทธา)” ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของกระบวนการเตรียมงานตั้งแต่การตีความโจทย์ การผลิตและคัดเลือกภาพ ไปจนถึงการจัดทำไฟล์และเอกสารประกอบให้พร้อมต่อการพิจารณา ภาพที่ 4.1 ผลงานภาพถ่าย “นางฟ้า นางสวรรค์” ภาพที่ 4.2 ผลงานภาพถ่าย “ทางเดินของผู้ศรัทธา” การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           เมื่อเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ (การมีผลงานสร้างสรรค์ได้รับการคัดเลือก/เผยแพร่ในเวทีภายนอก) พบว่าผลลัพธ์ บรรลุตามตัวชี้วัด เนื่องจากผลงานได้รับการคัดเลือกจำนวน 2 ภาพตามรายชื่อผลงานข้างต้น           ทั้งนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนตัวชี้วัดด้านคุณภาพอาจารย์/งานสร้างสรรค์ในรอบปีการศึกษาได้อย่างชัดเจน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การกำหนด “สารหลัก”(Key Message) ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้การผลิตและคัดเลือกภาพยึดโจทย์เป็นศูนย์กลางและไม่หลุดธีม การทำงานเป็นระบบแบบเป็นขั้นตอนและตรวจสอบได้ การพัฒนาคุณภาพผลงานอย่างต่อเนื่องผ่านการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ระหว่างกระบวนการ (ผลิต–ทบทวน–ปรับปรุง) ส่งผลให้ผลงานมีเอกภาพและพร้อมต่อการพิจารณาในเวทีภายนอก การจัดการหลักฐานและข้อมูลประกอบอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถยืนยันผลลัพธ์และนำไปใช้รายงาน/ต่อยอดในรอบถัดไปได้ทันที                                                                                 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                พัฒนากระบวนการตีความโจทย์ให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยกำหนดกรอบการแปลงธีมเป็น “สารหลัก” และ “ประเด็นย่อย” ที่ถ่ายได้จริง เช่น การสรุปสารหลักเป็น 1 ประโยค การระบุคำสำคัญ/สัญลักษณ์/บริบทที่สะท้อนธีม และการกำหนดเกณฑ์ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างแนวคิด–ภาพ–คำอธิบายผลงาน เพื่อให้การผลิตและคัดเลือกภาพยึดโจทย์เป็นศูนย์กลาง ลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานสื่อสารตรงประเด็นตามที่คณะกรรมการพิจารณา                จากนั้นใช้การทบทวนงานแบบเป็นรอบ (critique) ตั้งแต่รอบแนวคิด รอบคัดเลือกภาพ ไปจนถึงรอบความพร้อมของไฟล์และเอกสาร เพื่อทำให้ผลงานก้าวจาก “ภาพที่สวย” ไปสู่ “ภาพที่สื่อสารชัดและตรงโจทย์” มากขึ้น                ในด้านการดำเนินงานเชิงเวลา ควรวางแผนการผลิตภาพระยะยาวตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา โดยจัดช่วงเวลาให้มีการสะสมภาพ ทดลองแนวคิด และปรับปรุงผลงานอย่างต่อเนื่องก่อนถึงกำหนดส่งจริง วิธีการนี้ช่วยลดความเร่งรีบช่วงท้าย ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและความผิดพลาดตามข้อกำหนด และเปิดโอกาสให้ผู้จัดทำมีเวลาทบทวนงานด้วยมุมมองที่รอบคอบมากขึ้น ส่งผลให้ผลงานมีความพร้อมและมีมาตรฐานสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก.  แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้ขยายผลได้ในวงกว้าง ควรกำหนดให้การส่งผลงานสร้างสรรค์เป็น “กระบวนการทำงานมาตรฐาน” ของหน่วยงาน โดยกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องมีร่วมกันทุกครั้ง เช่น สารหลักของผลงาน (สรุป 1 ประโยค) คำอธิบายผลงานที่เชื่อมโยงโจทย์อย่างชัดเจน ไฟล์ภาพตามข้อกำหนด และหลักฐานการส่ง/ผลการคัดเลือกที่ตรวจสอบได้ จากนั้นให้จัดทำ “ชุดตัวอย่างมาตรฐาน” (ตัวอย่างผลงานที่ผ่านการคัดเลือกพร้อมสรุปแนวคิดและจุดที่ปรับก่อนส่ง) และ “สรุปบทเรียนหลังส่งงาน” แบบสั้นเป็นรายครั้ง เพื่อสะสมเป็นองค์ความรู้ร่วมของหน่วยงาน วิธีการนี้ช่วยให้ผู้ที่เริ่มทำครั้งแรกมีต้นแบบในการทำงาน ลดการลองผิดลองถูก ทำให้การเตรียมผลงานมีทิศทางเดียวกัน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและรายงานผลได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละปีการศึกษา 6. ข้อมูลประกอบ เอกสาร/ความรู้จากคลัง KM ที่ใช้อ้างอิง งานวิจัยด้วยภาพ: สะท้อนความจริงให้ปรากฏ: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2015_04_16_103213.docx แนวคิดการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเชิงวัฒนธรรม: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2020_06_18_093852.pdf การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ หัวข้อ “Green spirit”: https://lc.rsu.ac.th/km/knowledgebase/form/detail/791 4. การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ “Human Condition : Hope and Survival”: https://lc.rsu.ac.th/km/files/form/form_23_2022_09_14_100411.pdf เอกสารโครงการ/สูจิบัตรนิทรรศการ/ประกาศที่เกี่ยวข้อง สูจิบัตรนิทรรศการภาพถ่าย ประจำปีการศึกษา 2568 https://bit.ly/photo-exhibition-2568 เอกสารเชิญเข้าร่วมกิจกรรม รายละเอียดโครงการและรายละเอียดกติกาการส่งผลงาน https://bit.ly/4kB5D5N

แนวปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อส่งประกวด: กรณีประกวดภาพถ่ายเครือข่ายนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 หัวข้อ “Soft Power : อำนาจแฝง” Read More »

การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.2.1 การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ สำนักหอสมุด 1. บริบทและความสำคัญ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นหน่วยงานสนับสนุนวิชาการ จัดตั้งขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตเมื่อ พ.ศ. 2528 ต่อมา มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของห้องสมุดจึงอนุมัติให้สร้าง อาคารหอสมุดขึ้นเป็นเอกเทศ การก่อสร้างอาคารห้องสมุดเริ่มเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2530 และแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือนกันยายน 2532 เป็นอาคาร 6 ชั้น มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 9,300 ตารางเมตร                ใน ปี พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้สำนักหอสมุดเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ โดยมีพันธกิจสำคัญในการเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนพันธกิจของมหาวิทยาลัย ด้วยการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร รวมทั้งด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม จัดให้มีบริการที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างความร่วมมือระหว่างห้องสมุดเพื่อการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิตมีการดำเนินงานด้านพัฒนาคุณภาพและประกันคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้ ISO 9001 ในการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและให้บริการ ตลอดจนมีการนำหลักการ 5ส และต่อมาพัฒนาเป็น 7ส เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และยังใช้ 7ส จนปัจจุบัน                  ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 สำนักหอสมุดได้ร่วมลงนามความร่วมมือ “เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว” ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เกิดจากความร่วมมือของห้องสมุดที่ให้ความสนใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมีสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการลงนามความร่วมมือขึ้น ปัจจุบัน มีสมาชิกเครือข่ายจำนวนกว่า 90 สถาบัน ประกอบด้วยห้องสมุดสถาบันการศึกษา ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดขององค์กรภาครัฐและเอกชน เครือข่ายห้องสมุดสีเขียวได้ร่วมกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ในการพัฒนา “เกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว” และรับรองโดย สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2559 สำนักหอสมุดได้นำเกณฑ์ดังกล่าว มาปรับใช้ในการดำเนินงาน และได้ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ห้องสมุดสีเขียวของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560                 หลังจากนั้น สำนักหอสมุดได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาสู่การเป็น “สำนักงานสีเขียว (Green Office)” โดยได้นำเกณฑ์มาตรฐานของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรมในสำนักงาน เพื่อลดการใช้พลังงาน และริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลดปริมาณขยะโดยการลดการใช้ การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ การลดและเลิกใช้สารเคมีอันตราย การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน                  ในปี พ.ศ. 2562 สำนักหอสมุดได้ขอรับการตรวจประเมินเป็นสำนักงานสีเขียว จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านการประเมินเป็นสำนักงานสีเขียวระดับประเทศ ระดับทอง (ดีเยี่ยม) ในการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น สำนักหอสมุดซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยรังสิตที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และได้ดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศ “นโยบายอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยรังสิต” เมื่อ พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2559 พ.ศ.2560 และ พ.ศ. 2562 ตามลำดับ ตลอดจน มีการกำหนดวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา ส่งผลให้สำนักหอสมุดมีกรอบในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนมีผลการดำเนินงานตามพันธกิจ และมีกิจกรรมบริการวิชาการที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม รวมทั้งเป็นองค์กรที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อบริบทสังคมโลก แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เป็นห้องสมุดหรือองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) บุคลากรสำนักหอสมุดทุกคนได้รับการอบรมเกี่ยวกับการเป็นสำนักงานสีเขียวและห้องสมุดสีเขียว  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ สามารถอ่านได้ที่ลิงก์ Green Library และ Green Office ที่เว็บไซต์ library.rsu.ac.th  2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 3 KR 3.2.1  อื่นๆ โปรดระบุ Green Library Standards, Green Office   รายละเอียดตัวชี้วัด                 สำนักหอสมุด โดยคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวได้ประกาศการกำหนดเป้าหมายการจัดการพลังงาน การใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัวชี้วัดในการดำเนินงาน โดยในปี พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา ได้กำหนดเป้าหมายดังนี้ พลังงาน 1.1 ไฟฟ้า   ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง 5% 1.2 เชื้อเพลิง   ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดลง 5% น้ำ ปริมาณการน้ำลดลง 5% กระดาษ ปริมาณการใช้กระดาษลดลง 5% ทรัพยากร (อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณการใช้กระดาษลดลง 5% ปริมาณของเสียที่กลับนำมาใช้ประโยชน์ มากกว่า 30% ของปริมาณของเสียทั้งหมด ก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 5%                 นอกจากนี้ การที่สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (IFLA Green Library Award) และระดับชาติ เป็นประจำทุกปีต้องมีการตรวจทบทวน (monitor) ผลการดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดสีเขียวและสำนักงานสีเขียวอย่างเข้มงวด                                                                                       ส่วนตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)           การบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ข้อที่ 7, 12, 13, และ 17 อย่างชัดเจน     ขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินการสู่องค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำนักหอสมุดมีการบริหารจัดการและดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ การกำหนดนโยบาย การวางแผนการดำเนินงาน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง           สำนักหอสมุดได้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษากำหนดนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะทำงานชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ ปริมาณของเสีย การใช้ทรัพยากรอื่น ๆ (หมึกพิมพ์ วัสดุ/อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังมีการประเมินผลสำเร็จของวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และมีการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร การสื่อสารและสร้างจิตสำนึก           สำนักหอสมุดดำเนินการสื่อสารด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข่าวสารทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน เพื่อให้เกิดความเข้ำใจ การรับรู้ข่าวสารด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงาน และเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สำนักหอสมุด ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรและพลังงาน การจัดการขยะ การจัดการน้ำเสีย การป้องกันและเตรียมความพร้อมกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น การใช้ทรัพยากรและพลังงาน           สำนักหอสมุดมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิง กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งการใช้ทรัพยากรและพลังงานเหล่านี้ มีการใช้อย่างสิ้นเปลือง และเป็นสำเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สำนักหอสมุดจึงมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมและสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน เผยแพร่ให้กับบุคลากรและผู้ใช้บริการรับทราบ การจัดการของเสียและน้ำเสีย           สำนักหอสมุดมีการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของบุคลากรและผู้ใช้ โดยสำนักหอสมุดเลือกใช้วิธีการจัดการขยะที่เหมาะสม ได้แต่ การลดปริมาณของเสียจากแหล่งกำเนิด การคัดแยกขยะ และการนำกลับมาใช้ซ้ำและแปรรูปใหม่ โดยใช้หลัก 3R ได้แก่ การลดการใช้ หรือใช้เท่าที่จำเป็น (Reduce) การใช้ช้ำ (Reuse) การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรให้ตระหนักถึงการลดการก่อให้เกิดของเสีย และคัดแยกก่อนทิ้ง รวมถึงการส่งกำจัดอย่างถูกต้องเหมาะสม           ในส่วนของแนวทางการจัดการน้ำเสีย ได้แก่ การติดตั้งถังดักไขมัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมาตรการการรณรงค์การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลตรวจสอบการรั่วซึมของระบบระบายน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย           สภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงาน หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและที่เป็นนามธรรม สภาพ ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะกดดัน ซึ่งมีผลต่อผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ทำงาน และการทำงานนั้น ต้องไม่มีอันตราย ไม่อยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือไม่มีเชื้อโรค สำนักหอสมุดเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดการสภาพแวดล้อมในองค์กร โดยคำนึงถึงเรื่อง อากาศ แสง เสียง และความน่าอยู่ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อทั้งผู้ใช้และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น มีการทบทวนการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง และซ้อมหนีไฟ เป็นประจำทุกปี การจัดซื้อและจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม           การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และการจัดจ้างในสำนักงาน สำนักงานจะต้องมีการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์ในสำนักงาน โดยจะต้องดำเนินการเปรียบเทียบถึงคุณภาพ ราคา การส่งมอบ รวมไปถึงการพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทราบได้จาก ฉลากเขียว ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ฉลากคาร์บอนฟุตปริ้นท์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดจ้างหน่วยงานหรือบุคคลที่เหมาะสมเพื่อเข้ามาดำเนินการตามความประสงค์ของสำนักงาน เช่น การก่อสร้างหรือการต่อเติมอาคาร การซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงานเหล่านั้นจะต้องได้รับการคัดเลือกและมั่นใจว่ามีการดำเนินการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมทุกครั้งที่เข้ามาปฏิบัติงาน การเป็นแหล่งทรัพยากรสารสนเทศด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม           สำนักหอสมุดมีแผนพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยในปัจจุบัน มีทรัพยากรสารสนเทศเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนกว่า 660,000 รายการ ประกอบด้วยหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายงาน วารสาร วารสารอิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศออนไลน์   การเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม           สำนักหอสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการเยี่ยมชมจากหน่วยงานภายในและภายนอก และบุคลากรได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการพัฒนาองค์กรด้วย 5ส และ 7ส และการเป็นห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งแก่หน่วยงานภายในและภายนอกสถาบัน การมีบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม           สำนักหอสมุดมีการจัดกิจกรรมบริการวิชาการให้กับชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยในปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนบรรจุไว้ในแผนดำเนินงานประจำปี เช่น การจัดทอดผ้าป่าหนังสือให้กับโรงเรียน เรือนจำ ทัณฑสถาน หน่วยงานพัฒนาเด็กและเยาวชน และชุมชนต่างๆ การอบรมการใช้ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนางานวิจัยและเพิ่มวิทยฐานะให้กับครูโรงเรียน การเป็นพี่เลี้ยงในการจัดห้องสมุดโรงเรียนในตำบลหลักหก รวมไปถึงกิจกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมหลักด้านห้องสมุดสีเขียว เช่น การอบรมการแยกขยะให้เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดรังสิต กิจกรรมฝึกอำชีพเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมการประดิษฐ์สิ่งของเพื่อส่งเสริมการนำสิ่งของเหลือใช้มาใช้ซ้ำ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) โครงการและกิจกรรมสำนักงานสีเขียวและห้องสมุดสีเขียวได้มีการตั้งไว้เป็นโครงการในแผนดำเนินการประจำปี 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษากำหนดนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะทำงานชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ ปริมาณของเสีย การใช้ทรัพยากรอื่น ๆ (หมึกพิมพ์ วัสดุ/อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณก๊าซเรือนกระจก มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และทำสื่อรณรงค์ด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมและสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน เผยแพร่ให้กับบุคลากรและผู้ใช้บริการรับทราบ เช่น การลดเวลาและอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศในฤดูหนาว มีมาตรการ 1A 3R เพื่อลดของเสียและปริมาณขยะ มีการคัดแยกขยะภายในอาคาร และรณรงค์การไม่ใช้โฟมในอาคาร สำนักหอสมุดมีการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากสีเขียว หรือฉลากปลอดภัยอื่นๆ การเป็นอาคารปลอดภัยทั้งในด้านอากาศ แสง เสียง และการป้องกันอัคคีภัย มีการอบรมการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงและซ้อมหนีไฟ ปีละ 1 ครั้ง มีการตรวจสภาพถังดับเพลิงตามรอบระยะเวลา การพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อมในสำนักหอสมุดเพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้านการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมบริการวิชาการแก่ชุมชนทั้งภายในและภายนอก เช่น การอบรมมาตรฐาน 5ส และ 7สม การอบรมการแยกขยะ การใช้วัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและการประเมิน มีการวัดและประเมินผลตามเป้าหมาย 6 ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ โดย ในปีพ.ศ. 2568 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงเหลือ 701,600.00 kWh ซึ่งลดลงจากปี พ.ศ. 2567 (761,710.00 kWh) คิดเป็นร้อยละ 7.89 และปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดลงร้อยละ 27.27 แต่มีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2567 ร้อยละ 10.60 ทั้งนี้ มาจากปริมาณผู้ใช้ห้องสมุดเพิ่มขึ้นในด้านการใช้กระดาษ พบว่า ในปีพ.ศ. 2568 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะมีการใช้เพิ่มขึ้นเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ต่างกับปีพ.ศ.2560-2567 ซึ่งมีปริมาณลดลงมาโดยตลอด เช่นเดียวกับปริมาณขยะสะสม (กิโลกรัม) ซึ่งพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มาจากการมีผู้ใช้ห้องสมุดและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในอาคารหอสมุดเพิ่มมากขึ้น การประเมินผลที่เป็นไปตามเกณฑ์ของมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว และเกณฑ์ของสำนักงานสีเขียว  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีแนวปฏิบัติที่ช่วยประเทศชาติและโลกใบนี้ ทั้งการลดการใช้พลังงาน (ไฟฟ้า น้ำประปา ทรัพยากรกระดาษ เชื้อเพลิง) การลดปริมาณขยะ รวมไปถึงยังได้เผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีหลายประการแก่หน่วยงานอื่นๆ ควรค่าแก่การได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการทำงานเป็นทีม มีผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานสนับสนุนต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าใจและสนับสนุนให้กำลังใจ มีห้องสมุดในเครือข่ายห้องสมุดสีเขียวที่สนับสนุนและให้กำลังใจ มีคณาจารย์และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนให้กำลังใจ ผู้ใช้บริการของสำนักหอสมุดเข้าใจและให้กำลังใจ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                สำนักหอสมุดมีคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานห้องสมุดและสำนักงานสีเขียว ที่ทำหน้าที่ติดตามแนวทางและความรู้ใหม่ๆในการดำเนินงานห้องสมุดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ                                              แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน สำนักหอสมุดจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยในเรื่องการดำเนินงาน 7ส การแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รวมไปถึงการบริหารจัดการอย่างไรจึงได้รางวัลระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และจะจัดต่อไปอย่างสม่ำเสมอ การเทียบสมรรถนะกับห้องสมุดสีเขียวแห่งอื่นๆ เพื่อการพัฒนาในอนาคต ปัจจุบัน ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินรางวัลห้องสมุดสีเขียวระดับนานาชาติ (IFLA Green Library Award) ก็เป็นโอกาสได้เห็นผลงานของห้องสมุดแห่งอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อไปในอนาคตได้   6. ข้อมูลประกอบ ลิงค์เว็บไซต์ห้องสมุดสีเขียว https://greenlibrary.rsu.ac.th/ ลิงค์เว็บไซต์สำนักงานสีเขียว https://greenoffice.rsu.ac.th/ รางวัล IFLA Green Library Award https://library.rsu.ac.th/ifla/rsulibstenvmanagemreport2020.pdf ตัวอย่างโปสเตอร์ที่ใช้รณรงค์สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้

การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน Read More »

Scroll to Top