ปีการศึกษา2568

“พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)]

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ อาจารย์ โสราวดี วิเศษสินธพ คณะวิทยาศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ             การจัดการเรียนการสอนที่เน้น Outcome-Based Education (OBE) ตามนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ การปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอน กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่อาจารย์ผู้สอนทุกคนต้องให้ความสำคัญและรีบเร่งดำเนินการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังในระดับรายวิชา (CLO: Course Learning Outcomes) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เน้นการพัฒนาทักษะการคิด ทั้งคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็น”ทักษะทางปัญญา” (Cognitive Skills) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง และยังเป็นทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ขณะที่การวัดและประเมินผลลัพท์การเรียนรู้ทักษะทางปัญญา มีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่าการวัดและประเมินผลความรู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นการประเมินกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงเหมือนพฤติกรรม             จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น จึงเกิดแนวคิดที่จะค้นหา แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ที่สามารถวัดและประเมินผลลัพท์การเรียนรู้ “ทักษะการคิด”ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ชื่อโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] ในครั้งนี้             โครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย “Learning Experience: LE” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากร 2 หน่วยงาน คือ บุคลากรจากคณะวิทยาศาสตร์ (ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์) และบุคลากรจากสถาบัน Gen.Ed. (อาจารย์ โสราวดี วิเศษสินธพ) ได้ร่วมมือกัน พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ทักษะการคิด โดยนำองค์ความรู้ “Learning Experience: LE” และ “ถอดรหัสคิด” เป็นแนวทางในการออกแบบ กระบวนการจัดการเรียนสอนในรายวิชา RSU150 (การจัดการเชิงสร้างสรรค์) และ RSU180 (RSU My Style) ภาคการเรียนที่ 2/68 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร            เพื่อพัฒนา กระบวนการจัดการเรียนการสอน “ทักษะการคิด” ในรูปแบบ Outcome-Based Education (OBE) ที่สามารถวัดและประเมินผลได้ตรงตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรรมที่กำหนด ทั้งการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) และการประเมินผลสรุป (Summative Assessment) ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพท์การเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ยังเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรรมทางการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพท์ผู้เรียน ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑืต (Excellence in Education) [KR 1.2.1] ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) แนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ประกอบด้วยองค์ความรู้ และหลักในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่างๆ จากผลงานที่ได้รับรางวัลจาก คลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ 4 โครงการ คือ1. องค์ความรู้จากผลงาน เรื่อง ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม (L.E. : Learning Experience) ผลงานการจัดการความรู้ดีเด่น ด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2563 [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์]2.องค์ความรู้ เรื่อง การจัดอบรม ปลูกผักกินเอง สร้างภูมิตุ้มกัน ต้านโรค ลดมลพิษสิ่งแวดล้อมซึ่งใช้ หลักการ L.E. : Learning Experience เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับชุมชน ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2564 ประเภททำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม]3.องค์ความรู้ เรื่อง สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งใช้ หลักการ L.E. : LearningExperience เป็นแนวทางการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับสมาชิกในชุมชนตำบลหลักหก ครู อาจารย์ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2565 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย (Innovative Research and Development [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม]4.องค์ความรู้ เรื่อง การเรียนการสอน เรื่อง สวนกระถางเมล็ดผลไม้เหลือทิ้ง…จากชีววิทยาองค์รวม ซึ่งใช้ หลักการ L.E. : Learning Experience เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ได้รับรางวัลชมเชย ประจำปี 2566 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) [เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ และ ผศ.ดร.ณิชกานต์ กลิ่นกุสุม] อื่น ๆ (โปรดระบุ)1.แนวคิดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (Learning Experience) ของศาสตราจารย์ Ralph W.Tyler2. โสภณ ธนะมัย. 2557. ถอดรหัสคิด โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ เจ้าขององค์ความรู้ “ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ [L.E.: Learning Experience]” การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม ( L.E. : Learning Experience)ปีการศึกษา 2563 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ 1 “Learning Experience: LE” หรือ“ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้” เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W. Tyler ซึ่งมองว่าการศึกษา เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งด้านความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกทางกาย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จึงต้องมีความเชื่อมโยงกันของวัตถุประสงค์การสอน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม สถานการณ์การเรียนรู้ สื่อช่วยสอน และการวัดและประเมินผล ทั้งการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) และการประเมินผลสรุป (Summative Assessment) สำหรับ “Learning Experience: LE” ที่ใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นวัตกรรมทางการศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดย ผศ.ดร.ลาวัณย์ วิจารณ์ (2559) สำหรับใช้เป็นเครื่องมือ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาของคนในชุมชน และได้ปรับใช้กับการเรียนการสอนทั้งในและนอกระบบชั้นเรียน ทั้งในระดับชุมชน ระดับมหาวิทยาลัย และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร นอกจากนั้น “Learning Experience: LE” ยังเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล การจัดการความรู้ดีเด่น ประจำปี 2563 และใช้เป็นหลักยึดในการจัดกิจกรรมบริการวิชาการ ปี 2564, 2565 และ 2566 ซึ่งได้รับรางวัลชมเชย การจัดการความรู้ประจำปี 2564, 2565 และ 2566 อีกด้วย2. ถอดรหัสคิด (Think: An Introduction Analysis) เอกสารทางวิชาการเขียนโดย ดร.โสภณ ธนะมัย (2557) มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ “รูปธรรมของการสอนให้คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ซึ่งใช้เป็นเอกสารหลักในการออกแบบ “สถานการณ์การเรียนรู้ทักษะการคิด” ในโครงการนี้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)❑ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต โปรดระบุ KR 1.2.1 ❑ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น❑ ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ❑ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ❑ อื่นๆ โปรดระบุรายละเอียดตัวชี้วัด1. ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการคิด เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 202. ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมบ่งชี้ทักษะการคิดวิเคราะห์, สังเคราะห์, สร้างสรรค์,เชิงระบบ และวิพากษ์ผ่านผลงานในคาบเรียนอย่างเด่นชัดตามเกณฑ์การประเมิน Rubric score ขั้นตอนการดำเนินงาน ประชุม เพื่อกำหนดเป้าหมายในการดำเนินโครงการและตั้งชื่อโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” ถ่ายโอนความรู้ 1(Knowledge Transfer) แนวคิดหลัก “Learning Experience : L.E.” และ “ถอดรหัสคิด” สู่ทีมงาน ออกแบบ Learning Experience : (L.E.) เนื้อหา “ทักษะการคิด”โดยกำหนดให้ผู้เรียน ฝึกใช้กระบวนการคิด(วิเคระห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ภายใต้คำแนะนำของผู้สอน โดยแต่ละคาบเรียน ได้กำหนดให้ผู้เรียนฝึกคิดในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ตามเวลาที่กำหนด จัดทำแบบทดสอบก่อน-หลังการจัดกิจกรรม ( Formative Assessment) และจัดทำแบบประเมิน Rubric score เพื่อประเมินผลงานของนักศึกษา (Summative Assessment) ในแต่ละคาบเรียน จัดกิจกรรมตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ใน Learning Experience : L.E. เนื้อหาทักษะการคิด อย่างเคร่งครัด สรุปผลการจัดกิจกรรม รายคาบ เพื่อปรับปรุงและพัฒนา สรุปผลการดำเนินกิจกรรมคาบที่ 3-7 เพื่อนำเสนอเป็นตัวอย่างในกิจกรรมการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) Padlet Application ใช้เพื่อมอบหมายงาน ส่งผลงานนักศึกษา ตรวจสอบผลงานและให้คำแนะนำการทำกิจกรรมในคาบเรียน แบบ Realtime ราคา 2,000 บาท AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นผู้ช่วยให้แนวทาง การจัดทำสื่อ / ผู้ช่วยให้แนวทางการวัดและประเมินผล / เป็นผู้ช่วยนักศึกษาในการนำเสนอผลงานการคิด เช่น สร้างภาพผลงานการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา โดย AI ค่ายต่างๆ ได้แก่ Google Gemini, Google AI mode, ChatGPT, AI Copilot (Microsoft Copilot) เป็นต้น Google Workspace for Education ได้แก่ Classroom, Drive, Docs, Slides, Forms, Sheets เป็นต้น 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน คาบเรียนที่ 1-4 แนะนำรายวิชา / ทดสอบก่อนเรียน เพื่อวัดระดับทักษะการคิด ก่อนร่วมกิจกรรม / ถ่ายทอดความรู้ทักษะคิด ประเภทต่างๆ (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ซึ่งพบว่า หลังจากจบคาบที่ 4 นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจถึงหลักของการคิดแบบต่างๆ คาบเรียนที่ 5 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม/ฝึกทักษะ 4 คิด(วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ และเชิงระบบ) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 1 “Rebuild the Recipe” [รื้อเมนู สร้างรสใหม่] ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิด รายบุคคลใน Google classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric / สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป คาบเรียนที่ 6 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม / ฝึกทักษะ 4 คิด (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ และเชิงระบบ) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 2 “Un-Form” [เปลี่ยนฟอร์มให้มีฟีล]ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิดรายบุคคลใน Google classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป คาบเรียนมี่ 7 ทดสอบก่อนร่วมกิจกรรม / ฝึกทักษะ 5 คิด (วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เชิงระบบ และวิพากษ์) ผ่านกิจกรรมฝึกการคิด สถานการณ์ที่ 3 “The Screen is Calling” [จอเรียกหา]ในคาบเรียน ผ่าน Padlet Application / ส่งผลงานการฝึกคิด ตามแบบฟอร์ม ใน Google Classroom / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม / ทดสอบหลังร่วมกิจกรรม /ประเมินผลงานโดยใช้แบบประเมิน Rubric / สรุปการวัดและประเมินผลทั้ง Pre-Post และ Rubric เพื่อพัฒนาและปรับปรุงในคาบเรียนต่อไป ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข นักศึกษามีจำนวนมาก [90 คน] ทำให้ต้องตรวจผลงานทุกคาบเรียน การนำผลการเรียนในคาบเรียนก่อนหน้า มาเป็นแนวทางเพื่อปรับปรุงแก้ไขในคาบเรียนลำดับถัดมา อาจไม่ทันกาล แนวทางแก้ไข คือ สร้างแบบประเมินผลรูบริค และกำหนดให้ AI ทำการตรวจผลงานของนักศึกษา โดยระบุเหตุผลการให้คะแนน เป็นรายบุคคล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการตรวจผลงานนักศึกษา โดย AI ข้อเสนอในอนาคต ควรกำหนดจำนวนนักศึกษาไม่เกิน 50 คน ต่อ 1 ผู้สอน เนื่องจากเป็นรายวิชาที่เน้นการฝีกทักษะ Cognitive Skill สัญญาณ Internet ไม่เสถียร แนวทางแก้ไข คือ ใช้ Internet ส่วนตัว  นักศึกษาไม่เคยเข้าใช้งาน Google Workspace for Education แนวทางแก้ไข คือ ผลักดันให้นักศึกษารู้จัก และนำเครื่องมือมาใช้ในการเรียน รวมถึง แนะนำให้รู้จักการบริหารจัดการพื้นที่เนื่องจากพื้นที่การใช้งานมีจำกัด 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ตรวจสอบการทำกิจกรรมของนักศึกษาทุกคน แบบ Realtime ผ่าน Padlet Application ประเมินผลก่อนและหลังการร่วมกิจกรรม โดยใช้ แบบทดสอบก่อนและหลังร่วมกิจกรรม เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรายคาบ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W. Tyler ประเมินผลงานโดยใช้ Rubric Score ที่วัดผล ตามพฤติกรรมที่คาดหวังที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมแของแต่ละคาบเรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น            เนื่องจากโครงการ “พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ [ภาคการเรียนที่ 2.68] แต่จากการประเมินผลดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผลดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้ CLO จึงขอนำเสนผลดำเนินการเป็นภาพรวมในคาบเรียนที่ 5,6,7 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ นศ. ต้องนำทักษะการคิดที่ได้เรียนรู้มาแล้ว มาฝึกคิดในสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างกัน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี            ผลการดำเนินการที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ ทั้งส่วนที่ประสบความสำเร็จและส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เนื่องจากสิ่งใดที่สำเร็จ สิ่งนั้น คือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบสำหรับการจัดการเรียนการสอนในอนาคต ส่วนสิ่งใดที่ไม่ประสบความสำร็จ สิ่งนั้น คือ โจทย์การวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษาที่ทรงพลัง ที่ทำให้นำไปสู่การทำวิจัย R&D ทางการศึกษาในอนาคต แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน            สร้างเครือข่ายชุมชน ร่วมมือกัน “พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ รูปแบบต่างๆขึ้น”ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบตามความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ในแต่ละสาขา การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพท์การเรียนรู้ ด้วย “Learning Experience : L.E.” เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้ประยุกต์ องค์ความรู้ทางสิ่งแวดล้อมศึกษาชุมชน(การศึกษานอกระบบ: Non-formal education) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในระบบ ( การศึกษาในระบบ : Formal education) ซึ่งสมารถนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลได้ ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Ralph W.Tyler 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link https://drive.google.com/file/d/1UB5WkerBu2yv30eer-PlZ6W_lbtDROnG/view?usp=sharing

“พลิกโฉมกระบวนการคิด ด้วย Learning Experience: LE” [Thinking Transformation: through Learning Experience (LE)] Read More »

การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช และ นางสาวสุนิสา สุคันธปรีชา ศูนย์บริการทางวิชาการ 1. บริบทและความสำคัญ                การรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า)  เพื่อรายงานผลประกันคุณภาพการศึกษาในองค์ประกอบที่ 3 ประสบปัญหาจากการใช้ระบบรับส่งไฟล์ผ่านอีเมลส่วนกลางของหน่วยงาน ซึ่งทำให้ข้อมูลมักตกหล่นหรือปะปนกับเรื่องอื่น อีกทั้งยังสร้างภาระงานซ้ำซ้อนให้เจ้าหน้าที่ในการคีย์ข้อมูลใหม่จนเสี่ยงต่อความผิดพลาด และได้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ประกันคุณภาพ ส่งผลให้ต้องเสียเวลาติดตามเอกสารเพิ่มเติมหลายครั้ง ผ่านช่องทางที่ล่าช้า และมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ดังนั้นจากสาเหตุที่กล่าวในข้างต้น จึงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานรวบรวมข้อมูลงานบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า) เพื่อยกระดับการทำงานในหลายด้าน ได้แก่                  เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : ลดขั้นตอนคัดแยกอีเมล และลดภาระการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาด: ข้อมูลครบถ้วนตามเกณฑ์ประกันคุณภาพตั้งแต่ต้นทางโดยเจ้าของข้อมูล อำนวยความสะดวก: ข้อมูลที่จัดเก็บจะถูกรวมไว้ในที่เดียวโดยอัตโนมัติ และจัดการกับข้อมูลได้ง่าย สื่อสารฉับไว: ลดช่องว่างการสื่อสาร และตอบข้อสงสัยได้รวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันสื่อสาร ลดต้นทุน: ประหยัดค่ากระดาษ และไม่มีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช , นางสาวสุนิสา สุคันธปรีชา  ศูนย์บริการทางวิชาการ                                                                                                    การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ปีการศึกษา   2567   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                เป็นการนำแนวปฏิบัติที่ดี เรื่องการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ปีการศึกษา2567 มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อพัฒนารูปแบบการรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า)    โดยเน้นการบูรณาการเข้ากับช่องทางสื่อสารเดิมที่มีอยู่ เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นการตรวจสอบ และยืนยันแนวปฏิบัติเดิม โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนหลัก 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่    3    โปรดระบุ KR    3.3.1/1 สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด           การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลที่สูงขึ้น และสามารถลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น                    ขั้นตอนการดำเนินงาน ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยัง ขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก) สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ : 0 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย (ใช้บัญชี Google และ LINE Group ของคณะทำงาน) อุปกรณ์/เครื่องมือ : คอมพิวเตอร์สำนักงาน, สมาร์ทโฟน และระบบอินเทอร์เน็ต ทรัพยากรบุคคล: ผู้รับผิดชอบโครงการ, เจ้าหน้าที่ดูแลงานประกันคุณภาพ และผู้ประสานงานจากคณะ 3. การลงมือปฏิบัติ การรวบรวมข้อมูลโครงการบริการวิชาการ (แบบให้เปล่า) เพื่อรายงานผลประกันคุณภาพการศึกษาในองค์ประกอบที่ 3 การบริการวิชาการแก่สังคม จำเป็นต้องมีความครบถ้วนตามเกณฑ์ ทั้งข้อมูลพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย ทิศทางการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม และความต่อเนื่อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของอาจารย์ และนักศึกษาจากทุกคณะ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน และนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การวิเคราะห์กระบวนการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่ต้องรวบรวม : โดยวิเคราะห์และสอบทานเกณฑ์ประกันคุณภาพ เพื่อกำหนดข้อมูลที่จำเป็น และวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการรวบรวมข้อมูล ความเป็นไปได้และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม : โดยใช้ Google Forms แทนระบบเดิม โดยตั้งค่าบังคับตอบข้อมูลสำคัญ และให้อัปโหลดไฟล์ผ่านระบบได้ทันที เพื่อตัดขั้นตอนการส่งเอกสารกระดาษ และลดความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูล การประเมินความคุ้มค่า : 1) ลดระยะเวลา : ลดเวลาการคัดแยกอีเมล และการบันทึกข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยให้กรอกข้อมูลครบถ้วนจากเจ้าของข้อมูล 2) เพิ่มความสะดวก : ข้อมูลที่จัดเก็บโดยใช้ Google Forms จะถูกรวมไว้ในที่เดียวโดยอัตโนมัติรวมทั้งผู้รวบรวมข้อมูลยังสามารถนำมาจัดการกับข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย 3) ประหยัดทรัพยากร : ลดการใช้กระดาษ และลดเวลาการทำงานของผู้รวบรวมข้อมูล การสื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงาน : ปรับปรุงช่องทางสื่อสารให้รวดเร็วผ่าน LINE Group เพื่อตอบข้อสงสัยได้ทันที พร้อมแจ้งช่องทางการส่งข้อมูลโดยใช้ Google Forms เป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียว ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                เนื่องจากรายงานฉบับสมบูรณ์อาจมีขนาดไฟล์ใหญ่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ใน Google Drive ให้เพียงพอ และกำหนดขนาดไฟล์สูงสุดที่สามารถอัปโหลดได้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน เพื่อลดขั้นตอนการทำงานเกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และสอดคล้องตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา                  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                 การเปลี่ยนมาใช้ Google Forms ในการรับข้อมูลโครงการ ช่วยลดขั้นตอนการใช้กระดาษและหมึกพิมพ์ลงได้เกือบทั้งหมด โดยลดเอกสารบันทึกข้อความจาก 259 แผ่นเหลือเพียง 37 แผ่น และยกเลิกการใช้กระดาษสำหรับข้อมูลโครงการมากกว่า 1,980 แผ่นให้เหลือ 0 แผ่น และจากการใช้งานร่วมกับ LINE Group ในการติดต่อสื่อสาร ผู้ดำเนินการพบว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวทำให้การรวบรวมข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการเปรียบเทียบกับกระบวนการรวบรวมข้อมูลจากปีที่ผ่านมา ซึ่งแนวปฏิบัตินี้ช่วยลดเวลาในการปฏิบัติงานได้จริง เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ลดทรัพยากรที่ใช้ลงอย่างชัดเจน รวมทั้งข้อมูลที่รวบรวม มีความครบถ้วนสมบูรณ์สอดคล้องตามเกณฑ์ประกันคุณภาพ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ               มีการนำเทคโนโลยีคือ Google Forms และ LINE Group มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานได้จริง เช่น ยกเลิกการคัดแยกอีเมล, ลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำ, ลดขั้นตอนการสื่อสาร ลดการใช้ทรัพยากร (กระดาษ, เวลาของผู้ปฏิบัติงาน) และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (เครื่องมือฟรี) ได้อย่างคุ้มค่า และได้ข้อมูลที่สอดคล้องตามเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาในระดับสถาบัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง โดยพิจารณาตามขั้นตอนการดำเนินการที่รอบคอบและรอบด้าน ประกอบกับการได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและบุคลากรทุกฝ่าย ทำให้การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลโดยใช้ Google Forms และ LINE Group เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและใช้งานง่าย สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการสื่อสารได้อย่าง        มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติดี เรื่องการนำระบบสารสนเทศเขามาใชในกระบวนการทำงาน            ปีการศึกษา 2567 ที่สามารถนำขั้นตอนวิธีการที่ดำเนินการไว้แล้วนั้นมาประยุกต์ใช้ เพื่อตัดสินใจในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานได้ และยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดีตามแนวปฏิบัติที่เคยดำเนินการไว้ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                การปรับจัดเก็บข้อมูลผ่าน Google Forms อาจยังมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นข้อจำกัด ในการเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานประกันคุณภาพที่ต้องดำเนินการตลอดปีการศึกษา เนื่องจากจะต้องมีขั้นตอนวางแผนตั้งแต่ต้นปี การติดตามการดำเนินการตลอดปี และรวบรวมข้อมูลในปลายปี ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องอาศัยการทำงานบางส่วนด้วยวิธีการเดิม ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ทุกขั้นตอน แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                การพัฒนากระบวนการทำงาน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน หากทำได้ทั้งระบบในคราวเดียวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ หรือระยะเวลา การเลือกปรับเปลี่ยนทีละส่วนย่อย เป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพราะเริ่มทำได้ทันทีและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งผู้ให้ความรู้เชื่อว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะสามารถเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำขั้นตอนวิธีนี้ไป   ประยุกต์ใช้เพื่อตัดสินใจในการบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลได้ 6. ข้อมูลประกอบ Link แบบฟอร์มรวบรวมข้อมูล https://forms.gle/f5nPUq5AkWXNpBS66 LINE Group สื่อสารของคณะทำงาน https://shorturl.at/87zmJ

การบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล Read More »

THE FUTURE OF MEDICAL LEARNING: พัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ผ่าน active learning และผสานการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 THE FUTURE OF MEDICAL LEARNING: พัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ผ่าน active learning และผสานการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ ผู้จัดทำโครงการ​ นพ.สมเกียรติ แสงอุไร คณะวิทยาศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                    แนวทางการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบัน พยายามปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนภาคบรรยาย (Passive Learning) ไปสู่กระบวนการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ(Active Learning) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งหวังให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะเดียวกันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ก็ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักศึกษาแพทย์มักนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าข้อมูล สรุปบทเรียน ตลอดจนช่วยเตรียมตัวสอบ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้หากมีการใช้อย่างเหมาะสม                    อย่างไรก็ตามความสะดวกและรวดเร็วของ AI ก็แฝงด้วยข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะในด้านความถูกต้องความครบถ้วน โดยข้อมูลที่ได้จาก AI อาจมีบางส่วนคลาดเคลื่อน หรือขาดบริบททางคลินิกที่เหมาะสม ซึ่ง ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญของผู้เรียนได้ นอกจากนี้การพึ่งพา AI โดยขาดการไตร่ตรองหรือการตรวจสอบแหล่งข้อมูล อาจทำให้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้เรียนลดลงโดยไม่รู้ตัว                    ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการริเริ่มจัดทำแนวปฏิบัตินี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นต้นแบบการใช้งาน AI ในการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนการเรียนรู้ มากกว่าทดแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีสมรรถนะครบถ้วนทั้งด้านความรู้ ทักษะ และจริยธรรมในยุคดิจิทัล แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                    เป้าหมายหลักของแนวปฏิบัตินี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบันที่มีการใช้ AI อย่างแพร่หลาย โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ เน้นการใช้ AI เพิ่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้มากกว่าทดแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง            ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด   อ.นพ.สมเกียรติ แสงอุไร   คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning แบบระดมสมอง (Brainstorming) แบบใช้เกม (Games-based Learning) การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ โดยใช้การตั้งคำถามเชิงโสเครติสI (Interactive Formative Assessment using Socratic Questioning) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1  โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด ผลคะแนนจากแบบทดสอบหลังกิจกรรม (POST-TEST) ประเมินจากสังเกตุความมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีมระหว่างกิจกรรม ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) คะแนนการประเมินโดยนักศึกษา รวมถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติม                            ขั้นตอนการดำเนินงาน เนื้อหาที่สอนโดยสังเขป ทำแบบทดสอบก่อนการเรียนรายบุคคล จำนวน 10 ข้อ (MCQs) แบ่งนักศึกษาเป็น 20 กลุ่ม ช่วยกันทำแบบทดสอบจำนวน 20 ข้อ โดยแบ่งเป็นข้อสอบจาก แบบทดสอบก่อนการเรียน 10 ข้อและแบบทดสอบใหม่อีก 10 ข้อ (MCQs) ทำแบบทดสอบหลังเรียนรายบุคคล จำนวน 14 ข้อ (MCQs)   การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ กิจกรรรม เวลา (นาที) แบบทดสอบก่อนการเรียน โดยใช้แอปพลิเคชัน Exam Pod o   เช็คชื่อ และทำการ Login เข้าแอปพลิเคชัน Exam Pod o   ทำข้อสอบ จำนวน 10 ข้อ MCQs    5 นาที 12 นาที กิจกรรม FORMATIVE 1.       แบ่งนักศึกษาเป็น 20 กลุ่ม ช่วยกันทำแบบทดสอบจำนวน 20 ข้อ พร้อมช่วยกันหาเหตุผลสั้นๆ ในการการเลือกคำตอบที่ถูกต้อง o   ข้อที่ 1-5 เป็นแบบทดสอบก่อนการเรียน นำมาให้ทำร่วมกันซ้ำ o   ข้อที่ 6-10 เป็นข้อสอบในกิจกรรม Formative o   ข้อที่ 11-15 เป็นแบบทดสอบก่อนการเรียนที่เหลืออีก 5 ข้อ o   ข้อที่ 16-20 เป็นข้อสอบในกิจกรรม Formative 2.       เฉลยข้อสอบโดยนักศึกษาร่วมกับคณาจารย์ผู้สอน โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มจะถูกสุ่มให้ตัวแทนกลุ่มเฉลยแบบทดสอบในแต่ละข้อ ซึ่งจะมีคณาจารย์ช่วยอภิปรายและซักถามพร้อมชี้แนะประเต็นที่น่าสนใจของแบบทดสอบ 3.       สรุปและถอดบทเรียนกิจกรรม   30 นาที           80 นาที     10 นาที แบบทดสอบหลังการเรียน โดยใช้แอปพลิเคชัน Exam Pod o   เช็คชื่อ และทำการ Login เข้าแอปพลิเคชัน Exam Pod o   ทำข้อสอบ จำนวน 14 ข้อ MCQs    5 นาที 18 นาที เฉลยแบบทดสอบหลังการเรียน 20 นาที รวมเวลา 180 นาที   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                    สำหรับกิจกรรมนี้ไม่ได้ตั้งเป็นงบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากอุปกรณ์หลักยังคงเป็น LCD Projector, Notebook, จอรับภาพ โปรเจคเตอร์, เครื่องเสียง ทั้งนี้จะมีรายการเพิ่มเติมบางส่วนซึ่งทางผู้ประสานงานวิชาเป็นผู้จัดหา เพื่อให้กิจกรรมดูเป็นมืออาชีพและดึงดูดความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างอุปกรณ์เพิ่มเติมเช่น ป้ายกลุ่ม, ป้ายสำหรับให้คะแนน, กล่องจับรางวัลแบบหมุน, ป้ายไฟ, ป้ายผ้าชื่อรายวิชาฯ ซึ่งหลายรายการสามารถใช้ซ้ำได้ต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในรายวิชาอื่น โดยรูปแบบของกิจกรรมสามารถประยุกต์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่มีอยู่เติมของแต่ละรายวิชาได้ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน PRE-TEST: โดยนักศึกษาแต่ละทีมช่วยกันทำข้อสอบ (ไม่อนุญาตให้เปิดหนังสือ)เพื่อวัดความรู้เบื้องต้นก่อนเข้าร่วมกิจกรรมว่ามีความรู้พื้นฐานเพียงใด ACTIVITIES: สมาชิกทั้ง 20 ทีมช่วยกันทำแบบทดสอบจำนวน 20 ข้อ โดยสามารถเปิดเอกสาร หรือค้นหาข้อมูลได้ทั้งจาก internet หรือใช้ AI ได้ พร้อมทั้งขอให้เตรียมอธิบายเหตุผลของการเลือกตอบในตัวเลือกนั้นๆ รวมทั้งทบทวนบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับคำถามในแต่ละข้อซึ่งอาจถูกถามปากเปล่าเพิ่มเติมในช่วงที่เฉลยคำถาม ในช่วงเวลานี้คณาจารย์จะเดินสังเกตการณ์ว่านักศึกษาแต่ละกลุ่มมีขั้นตอนการเตรียมตอบคำถามอย่างไร โดยพบว่านักศึกษาภายในกลุ่มช่วยกันหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ทำให้เกิดการแบ่งปันกระบวนการหาข้อมูล ทั้งจากเอกสารการสอน, จาก internet หรือจาก AI ที่หลากหลาย ช่วยเพิ่มทักษะในการหาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นักศึกษาทั้ง 20 ทีมร่วมกันฟังเฉลยแบบทดสอบ ซึ่งแต่ละข้อจะถูกสุ่มเฉลยโดยนักศึกษาแต่ละทีมและมีคณาจารย์ผู้ออกข้อสอบซักถามและให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ ทั้งนี้วิธีการสุ่มจะเป็นการใช้กล่องจับรางวัลแบบหมุนเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ อีกทั้งในบางข้อจะใส่คะแนนพิเศษไว้ด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในการสุ่มคำถาม ในช่วงกิจกรรมนี้เป็นการสอบทวนเนื้อหาที่ค้นคว้ามามีความถูกต้องเพียงใด อีกทั้งการสอบถามปากเปล่าในประเต็นทีเกี่ยวข้องกับคำตอบข้อนั้นๆ เพิ่มเติม เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้ฝึกเชื่อมโยงความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งการประยุกต์องค์ความรู้นั้นไปใช้ในทางการแพทย์อย่างไร ในกรณีที่นักศึกษาไม่สามารถเฉลยได้อย่างสมบูรณ์ในข้อที่ถูกสุ่มได้ จะเปิดโอกาสให้ที่มอื่น แย่งกันยกมือเป็นผู้เฉลยแทน ซึ่งหากตอบได้ถูกต้องก็จะได้รับคะแนนในส่วนนี้เพิ่มเติม ช่วยเพิ่มความมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี ทุกกลุ่มมีความกระตือรือร้นที่จะหาคะแนนเพิ่มเติมในส่วนนี้อย่างมาก POST-TEST: ในช่วงท้ายของกิจกรรมจะเป็นการทำแบบทดสอบรายบุคคลเพื่อวัดความรู้หลังเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเฉลยแนวคำตอบโดยคณาจารย์ผู้ออกข้อสอบ และผลคะแนนในส่วนนี้จะถูกใช้สำหรับประเมินผลสัมฤทธิ์ของแนวปฏิบัติอีกด้วย                         ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข             สืบเนื่องจากกิจกรรมกระตุ้นความมีส่วนร่วมของผู้เรียน ได้รับผลการตอบรับเกินคาดหมาย ทำให้ในแต่ละข้อมีตัวแทนกลุ่มยกมือแย่งกันตอบจำนวนมาก โดยพยายามให้คณาจารย์หลายท่านช่วยกันตัดสินว่ากลุ่มใดยกมือก่อนซึ่งจะได้สิทธิการตอบคำถามเพื่อรับคะแนนเพิ่มเติม แต่เนื่องจากระยะเวลายกมือของแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้รู้สึกได้ว่ากลุ่มตนเองยกมือก่อนแต่ไม่ได้รับสิทธิ ดังนั้นในปีถัดไปวางแผนจะใช้แอปพลิเคชันแทนการยกมือซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาได้มากยิ่งขึ้น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ผลคะแนนจากแบบทดสอบหลังกิจกรรม (POST-TEST) ซึ่งเป็นการสอบประเมินรายบุคคลโดยมุ่งให้นักศึกษาแต่ละคนมีความกะตือรือล้นและมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มความสามารถ เพื่อช่วยเพิ่มศากยะภาพในการคิด วิเคราะห์อย่างมีประสิทฺธิภาพ คณาจารย์สังเกตุการมีส่วนร่วมของสมาชิกในแต่ละทีมระหว่างกิจกรรม ว่ามีส่วนร่วมในการช่วยหาคำตอบหรือช่วยงานอื่นที่ตนเองมีความถนัด เพื่อช่วยให้ทีมทำผลลัพธ์ให้ได้ดีที่สุด คะแนนการประเมินโดยนักศึกษา รวมถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนากิจกรรรมการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สามารถเพิ่มค่าเฉลี่ยคะแนนแบบทดสอบหลังกิจกรรมจาก 73% ในปีการศึกษา 2567 เป็น 68.92% ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นในระดับที่มีนัยสำคัญ เก็บข้อมูลจากการสังเกตระหว่างการทำแบบทดสอบของสมาชิกในกลุ่ม พบการมีส่วนร่วม และความกระตือรือร้นพี่เพิ่มมากขึ้น มีการแบ่งปันข้อมูลทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างรอบด้านในระหว่างการร่วมกิจกรรมซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้หาแนวทางการเรียนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คะแนนการประเมินโดยนักศึกษาจำนวน 126 คน มีค่าเฉลี่ย 43% ตัวอย่างความคิดเห็นจากนักศึกษา สนุกมากค่ะ ได้รับความรู้เพิ่มเติม ได้ฝึกคิดวิเคราะห์และความเร็วในการคิด ชอบมากค่ะ ครีเอตกิจกรรมดี ทำให้ไม่กดดัน วิธีนี้ใช้เวลานานแต่ว่าทำให้นศ.ตั้งใจฟังเพื่อนมากแบบไม่เคยมีมาก่อนเลยค่ะ สนุกดีค่ะ สนุกมากค่ะ รู้สึกว่ามีแรงกระตุ้นให้เตรียมตัวมาทำกิจกรรม ได้ฝึกซ้อมทำข้อสอบ ได้เรียนรู้และเข้าใจเนื้อหามากขึ้นตอนอาจารย์เฉลยข้อสอบ เป็น FA ที่เปิดโลกมาก สื่อการสอนใดๆ เนื้อหา ยอมรับเลยค่ะว่าอาจารย์ตั้งใจทำให้นักศึกษาจริงๆ เป็นบล็อคที่สนุกมากๆๆๆ แปลกใหม่และได้ความรู้ สนุกกับการทำ team activity กิจกรรมสนุก ไม่น่าเบื่อ ช่วยให้มีควาทเข้าใจเนื้อหามากขึ้น สนุกดีค่าตื่นเต้นลุ้นดี ทำให้มีกำลังใจที่จะพยายามหสคำอธิบายไปสู้กะเพื่อนค่ะ รู้สึกกระตือรือร้นในการทำ activity มากกว่าทุกทีที่ผ่านมา เอาตรงๆคือมันส์มาก ทำให้activeเลย สุดๆ ไปต่ออออครับ ทำดีแล้ว การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                    ผลลัพธ์ที่ได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในช่วงที่แย่งกันเพื่อตอบคำถามในข้อที่ทีมอื่นเฉลยข้อของตนเองไม่ถูกต้องหรือเฉลยคำตอบไม่สมบูรณ์ เดิมประเมินไว้ว่าในแต่ละครั้งอาจมีทีมที่แย่งกันตอบ 4-5 ทีม แต่กลับกลายเป็นว่าในเกือบทุกทีมเตรียมพร้อมที่จะแย่งตอบคำถามเพื่อรับคะแนนส่วนนี้อย่างสุดความสามารถ                    รวมถึงผลคะแนนจากแบบทดสอบหลังกิจกรรม (POST-TEST) ก็ให้ผลลัพธ์ที่เกินคาดหมาย โดยคาดว่าเกิดจากการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกภายในทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ                      ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ รูปแบบกิจกรรมที่มีความแตกต่างจากรายวิชาอื่น ร่วมไปถึงการเลือกใช้ อุปกรณ์ เครื่องมือเพิ่มเติม มาเป็นตัวช่วยในการดึงดูดความน่าสนใจให้กับกิจกรรมการเรียนรู้ กฎกติกาของกิจกรรมที่ถูกตั้งอย่างสมเหตุสมผล ทำให้เป็นแรงผลักดันอย่างดีที่จะช่วยกันภายในทีมให้สามารถสะสมคะแนนให้สูงกว่าทีมอื่น ทีมคณาจารย์ผู้มีส่วนร่วมในการควบคุมกิจกรรม ให้ข้อแนะนะในการเฉลยแบบทดสอบ ซึ่งเป็นคณาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนนักศักษาแพทย์เป็นอย่างมาก การออกแบบชุดคำถามที่มีความยาก-ง่ายอย่างเหมาะสม และในหลายคำถามสามารถนำไปประยุกต์ในสายวิชาชีพ ทำให้นักศึกษามีความพยายามที่จะหาคำตอบเพราะตระหนักได้ถึงความคำคัญ ที่จะก่อประโยชน์ในสายวิชาชีพของตนเองในอนาคต    5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                    ในปีนี้เนื่องจากนักศึกษาทุกทีมให้ความสนใจ และแสดงความมีส่วนร่วมอย่างเกินคาดหมาย ส่งผลให้การแย่งตอบด้วยวิธีการแย่งยกมือ      อาจมีบางกลุ่มจะรู้สึกว่าทีมของตนเองยกมือเร็วกว่า ในอนาคตจึงวางแผนจะใช้แอปพลิเคชันแทนการยกมือ ซึ่งจะสะดวกและสร้างความรู้สึกมั่นใจให้กับนักศึกษามากขึ้น แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                    แนวปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแพทย์ได้ใช้กระบวนการระดมสมอง (Brainstorming) ช่วยกันทำแบบทดสอบในรูปแบบเกม (Games-based Learning) ถูกใช้เป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยแนวปฏิบัติที่พัฒนาเพิ่มเติมในครั้งนี้จึงเป็นการปรับรูปแบบมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และปรับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่มีการนำ AI มาใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถใช้เป็นต้นแบบของการใช้ AI ในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนการเรียนรู้ มากกว่าทดแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน โดยมีคณาจารย์คอยกำกับชี้แนะว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นมีความถูกต้องเพียงใด ตรงประเด็นสำคัญในเรื่องนั้นหรือไม่                         ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีความพยายามกำหนดสัดส่วนการใช้ AI เป็นส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ หรือร่วมไปถึงการส่งงานของนักศึกษา แต่การนำไปใช้จริงในหลายกิจกรรมก็ไม่ง่ายนักที่จะประเมินออกมาเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ดังนั้นแนวปฏิบัตินี้จึงสามารถใช้เป็นต้นแบบของนำ AI มาใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ นำไปปรับใช้กับหลากหลายรายวิชา รวมทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ของรายวิชาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมในปริบทของรายวิชานั้น 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link วิดีโอสรุปภาพรวมกิจกรรม LINK: https://youtu.be/dZPXx-ij7Uw

THE FUTURE OF MEDICAL LEARNING: พัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ผ่าน active learning และผสานการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ Read More »

การจัดการเรียนการสอนแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (RSU Comprehensive Dental Care Clinic)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 การจัดการเรียนการสอนแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (RSU Comprehensive Dental Care Clinic) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. วัชรินทร์ จงกลสถิต วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ การจัดการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย ความซับซ้อนทางระบาดวิทยา และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป หลักสูตรแบบแยกส่วน (Fragmented) จึงล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์ (1) การศึกษาทันตแพทยศาสตร์ (Dental education) จึงต้องเปลี่ยนจากระบบคลินิกแยกสาขาที่เก็บคะแนนตามรอยโรคเฉพาะจุด ไปสู่การบูรณาการที่มุ่งผลิตทันตแพทย์มีมองมองแบบองค์รวม เข้าใจผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ มากกว่าการเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (2) ทำให้คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (Comprehensive Care Clinic – CCC) กลายเป็นกลไกสำคัญที่จำลองสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพจริง โดยเฉพาะในระบบสุขภาพปฐมภูมิ (3) ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกตัดสินใจและวางแผนการรักษาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อน เช่น เศรษฐานะ สิทธิรักษาพยาบาล (4) ซึ่งเป็นการบ่มเพาะทักษะการปฏิบัติงานเชิงระบบ (Systems-based practice) ที่หาไม่ได้จากการเรียนแบบบรรยาย ประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้สูงอายุมีอัตราสูญเสียฟันและต้องการฟันเทียมเพิ่มขึ้น (5) การดูแลจึงต้องบูรณาการความรู้ด้านสรีรวิทยาและการจัดการโรคทางระบบที่ซับซ้อน (6) ขณะเดียวกัน ปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัย (ECC) ก็ยังเป็นความท้าทาย (5) ภาระคู่ขนาน (Double burden) นี้ ย้ำว่านักศึกษาต้องเข้าใจกระบวนการเกิดโรคที่ผูกพันกับปัจจัยทางสังคม (Social Determinants of Health – SDoH) ตลอดช่วงชีวิตแทนการเรียนรู้แบบแยกส่วน ระบบคลินิกแยกสาขาจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านสู่ CCC ช่วยเพิ่มทักษะการสื่อสาร การทำงานข้ามวิชาชีพ และทำให้ผู้ป่วยพึงพอใจมากขึ้น (7) การประเมินผลด้วย case completion แทนการนับปริมาณงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานคลินิกได้อย่างมีนัยสำคัญ (8) และกระตุ้นให้เน้นงานทันตกรรมป้องกันมากขึ้น (9) อีกทั้งยังยืนยันได้ว่าการศึกษาแบบองค์รวมช่วยเพิ่มพูนทักษะหลายมิติ โดยไม่ลดทอนประสบการณ์ทางคลินิก (10) 1.1 เป้าหมาย การจัดการเรียนการสอนแบบ CCC มีเป้าหมายเพื่อ ผลิตทันตแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะทางวิชาชีพที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ และสังคม ส่งเสริมการรักษาทางทันตกรรมที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-centered care) 1.2 ความรู้ การจัดการเรียนการสอนแบบ Comprehensive care การศึกษาคลินิกทันตแพทย์ในไทยมักจัดแบบแยกสาขาวิชา (Discipline-based) ที่เน้นสะสมปริมาณงาน (Requirement-driven) ให้ครบเกณฑ์ แต่ด้วยความซับซ้อนของระบบสุขภาพและพยาธิสภาพผู้ป่วยในปัจจุบัน การเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (Comprehensive Care Clinic: CCC) หลักการสำคัญคือการจำลองการปฏิบัติงานจริง (Real-world practice) ให้นักศึกษาเป็นทันตแพทย์เจ้าของไข้ (Primary care provider) ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ซักประวัติ วินิจฉัย วางแผนบูรณาการ จนถึงการติดตามผลระยะยาว (11) การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตารางสอน แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิด (Cognitive restructuring) ของทั้งอาจารย์และนักศึกษา การยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและการบูรณาการปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Patient-Centered Care and Integration of Social Determinants of Health) CCC เปลี่ยนจุดสนใจจากรอยโรคไปที่ตัวผู้ป่วย โดยนำปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (SDoH) เช่น เศรษฐานะ ระยะทาง หรือวัฒนธรรม มาใช้ตัดสินใจ แผนทฤษฎี (Ideal plan) อาจไม่ใช่แผนที่ดีที่สุดเสมอไป นักศึกษาต้องบูรณาการความรู้ทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์เพื่อออกแบบแผนที่ปฏิบัติได้จริง (Pragmatic plan) (12) การประเมินผลจึงต้องครอบคลุมทักษะการสัมภาษณ์ การสร้างความไว้วางใจ และการร่วมตัดสินใจ (Shared decision-making) (13) การบูรณาการข้ามสาขาวิชาและการปรับมาตรฐานการประเมินของอาจารย์ (Interdisciplinary Integration and Instructor Calibration) ปัญหาหลักของ CCC คือ ความขัดแย้งของแนวทางการรักษาและมาตรฐานประเมินของอาจารย์ต่างสาขา (14) จึงต้องมีระบบให้อาจารย์ร่วมอภิปราย (Case conference) เพื่อหาข้อสรุปแนวทางเดียวกัน รวมทั้งการปรับมาตรฐานการประเมินเป็นกระบวนการที่ขาดไม่ได้ (15) หลักสูตรจึงต้องมีคู่มือแนวทางรักษา (Clinical Practice Guidelines) และจัดอบรมเกณฑ์ให้คะแนน (Rubric) ให้ตรงกันเพื่อลดความลำเอียงและสร้างความยุติธรรมในการประเมินความสามารถของนักศึกษา การประเมินผลบนฐานสมรรถนะ (Competency-Based Assessment) CCC ไม่สามารถใช้ระบบนับชิ้นงาน (Requirement-based) แบบเดิมได้ จึงต้องพึ่งพาการศึกษาบนฐานสมรรถนะ (CBDE) เน้นประเมินพฤติกรรม การใช้เหตุผล (Clinical reasoning) และผลสัมฤทธิ์ภาพรวม เครื่องมือควรหลากหลาย เช่น แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) การสังเกตปฏิบัติงานตรง (DOPS) หรือระบบ EPA ที่ประเมินตามความซับซ้อนของเคส [11] เพื่อสะท้อนความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐานสภาวิชาชีพก่อนลงมือปฏิบัติงานจริง กฎหมายวิชาชีพ และจริยธรรม (Practice Management, Legal Frameworks, and Ethics) CCC เป็นพื้นที่เหมาะสมในการสอดแทรกการบริหารคลินิกและจรรยาบรรณ นักศึกษาต้องเรียนรู้การบริหารเวลา (Chair-time) จัดการอุปกรณ์ สื่อสารกับทีมงาน บันทึกเวชระเบียน และการขอความยินยอม (Informed consent) อย่างสมบูรณ์ (16) การบูรณาการนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางกฎหมายและจริยธรรม ป้องกันข้อพิพาทในอนาคต การเชื่อมโยงกับชุมชนและระบบสุขภาพปฐมภูมิ (Community Context and Primary Care Integration) บริการทันตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ CCC จึงควรเชื่อมโยงกับทันตสาธารณสุข ให้นักศึกษาพิจารณาพื้นฐานชีวิตผู้ป่วยและการดูแลตนเอง (Self care) หลังจบการรักษา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ต้องการทันตแพทย์ในระบบปฐมภูมิที่ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพได้ CCC จึงเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางสังคมที่ย่อโลกความจริงให้นักศึกษาได้เรียนรู้ (17) การประเมินสมรรถนะ           เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาทางทันตแพทยศาสตร์คือการผลิตบัณฑิตที่ดูแลสุขภาพช่องปากผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (18) การประเมินผลในอดีตที่แยกตามภาควิชาและเน้นจำนวนงาน (Requirement-based) ไม่สะท้อนการดูแลผู้ป่วยในชีวิตจริง จึงมีการนำ CCC มาจำลองคลินิกทั่วไป ให้นักศึกษารับผิดชอบดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนสิ้นสุดการรักษา (19,20) อย่างไรก็ตาม การประเมินใน CCC มีความซับซ้อนเพราะครอบคลุมทักษะทางปัญญา ทักษะปฏิบัติการ และทัศนคติ/การสื่อสาร (Affective/Professionalism) การสอบข้อเขียนหรือสอบปฏิบัติแบบเดิมจึงไม่เพียงพอต่อการประเมินสมรรถนะของนักศึกษา (21) กรอบแนวคิด Miller’s Pyramid แบ่งระดับการเรียนรู้และการประเมินผลออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (22) ระดับความรู้ (Knows) สะท้อนถึงการมีความรู้ทางทฤษฎี ประเมินด้วยข้อสอบทั้งแบบปรนัย และอัตนัย ระดับการประยุกต์ใช้ความรู้ (Knows How) เป็นความสามารถในการนำความรู้ไปแก้ปัญหาทางคลินิก ประเมินด้วยการสอบแบบ Case-based discussion ระดับการแสดงให้เห็นถึงทักษะ (Shows How) เป็นความสามารถในการแสดงทักษะในสภาพแวดล้อมจำลอง ในทางทันตกรรมมักใช้การประเมินด้วย OSCE หรือการปฏิบัติงานในคลินิกจำลอง (Simulation clinic/Phantom head) (23) ระดับการปฏิบัติในสถานการณ์จริง (Does) สะท้อนพฤติกรรมและการปฏิบัติงานจริงในคลินิกกับผู้ป่วย เป็นระดับที่มุ่งเน้นประเมินใน CCC (24,25) นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มระดับ Is ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ (Professional Identity Formation) ซึ่งจะถูกหล่อหลอมเมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานในระดับ Does (26) เครื่องมือการประเมินผลในระดับ Does สำหรับคลินิก CCC การประเมินในระดับยอดของพีระมิดนั้น จะเป็นการประเมินโดยใช้ Workplace-Based Assessment – WBAมีเครื่องมือประเมินประกอบด้วย Direct Observation of Procedural Skills – DOPS เป็นการประเมินโดยสังเกตขณะที่นักศึกษากำลังทำหัตถการเฉพาะอย่าง เช่น การถอนฟัน การเตรียมโพรงฟัน ใน CCC อาจารย์ที่ประเมินผลการปฏิบัติงานจะสังเกตตั้งแต่การเตรียมเครื่องมือ การควบคุมการติดเชื้อ ทักษะทางคลินิก (Psychomotor skills) และให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีเมื่อเสร็จสิ้น (27) Mini-Clinical Evaluation Exercise (Mini-CEX) จะถูกนำมาใช้ประเมินทักษะทางคลินิกโดยรวม เช่น การซักประวัติ การตรวจภายในช่องปากและนอกช่องปาก การให้คำปรึกษา และการตัดสินใจทางคลินิก (Clinical reasoning) ในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในขั้นตอนการวางแผนการรักษา CCC (28) Logbooks และ Portfolios เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการติดตามพัฒนาการในระดับ Does โมเดล Conscious Competence ในการบูรณาการสู่ทันตแพทยศาสตรศึกษาฐานสมรรถนะการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้เปลี่ยนสู่ CBE ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้มากกว่าระยะเวลา (29,30) เพื่อประกันว่าบัณฑิตสามารถปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัย ซึ่งพัฒนาจากผู้เริ่มต้นสู่ผู้ปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญนั้น เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความรู้และทักษะปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้น (31) Conscious Competence Learning Model ได้นำมาประยุกต์เพื่ออธิบายและติดตามเส้นทางการเรียนรู้ของนักศึกษา (32) ดังนี้ ระดับที่ 1 ไม่รู้ตัวว่าตนเองไม่มีความสามารถ (Unconscious Incompetence) เป็นระดับที่นักศึกษาไม่มีทักษะหรือความรู้ในเรื่องนั้น ๆ และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ตระหนักถึงความไม่รู้ของตนเอง (Blind spot) (33) ระดับที่ 2 รู้ตัวว่าตนเองไม่มีความสามารถ (Conscious Incompetence) เป็นระดับที่เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้รับข้อมูลป้อนกลับจากการประเมินผล ผู้เรียนเริ่มตระหนักถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตนเองรู้กับสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ (34) และเผชิญกับความจริงว่าทักษะทางคลินิกนั้นยากกว่าที่คิด (35) ระดับที่ 3 มีความสามารถแต่ต้องใช้ความตั้งใจและสติอย่างสูง (Conscious Competence) ผู้เรียนสามารถแสดงทักษะนั้น ๆ ได้สำเร็จ แต่ต้องพึ่งพาสมาธิ ความตั้งใจ และการทบทวนขั้นตอนในใจอย่างหนัก หากมีสิ่งรบกวน (Distractions) อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย (36) ระดับที่ 4 มีความสามารถในระดับเชี่ยวชาญ ทำได้โดยอัตโนมัติ (Unconscious Competence) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกฝน ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำหัตถการหรือตัดสินใจทางคลินิกได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องหยุดคิดตามลำดับขั้นตอน 2. การวางแผน 2.1 ตัวชี้วัดหลัก ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต K3.3 หลักสูตรมีผลการประเมินคุณภาพของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิและมาตรฐานการอุดมศึกษา จากผู้ใช้บัณฑิต ไม่ต่ำกว่าระดับดี เกณฑ์สภาวิชาชีพ ร้อยละผู้สอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมผ่านเป็นครั้งแรก ตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา (ตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ระดับหลักสูตร) ผลประเมินความพึงพอใจโดยผู้ใช้บัณฑิต ร้อยละของบัณฑิตที่มีงานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี 2.2 ตัวชี้วัดรอง ความพึงพอใจของผู้รับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ไม่น้อยกว่า 51 จากระดับคะแนนเต็ม 5 จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ไม่น้อยกว่า 6 ของจำนวนนักศึกษาที่ปฏิบัติงานในคลินิกในแต่ละปีการศึกษา 2.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน การวางระบบการจัดการเรียนการสอนในคลินิก การจัดการเรียนการสอนคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดขึ้นในชั้นปีที่ 5 และ 6 โดยนักศึกษาที่ผ่านการเรียนชั้นพรีคลินิกจะต้องเรียนวิชา Introduction to comprehensive care clinic เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มฝึกปฏิบัติการรักษาจริง ซึ่งเป็นปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 9 คาบ (คาบละ 3 ชั่วโมง) โดยแบ่งกลุ่มละ 6 คน (คละชั้นปี 5 และ 6) และมีอาจารย์ที่ปรึกษา (Team leader – TL) 1 คนคอยกำกับดูแล ในระยะแรก TL จะมอบหมายผู้ป่วยให้นักศึกษาคนละ 3-5 ราย เพื่อให้ซักประวัติ ตรวจ และวางแผนการรักษา นักศึกษาจะต้องนำเสนอแผนต่ออาจารย์ TL และผู้ป่วยให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มทำการรักษาเสมอ เมื่อแผนการรักษาได้รับการอนุมัติ นักศึกษาจะนัดหมายผู้ป่วยมารับบริการผ่านระบบคิวของคลินิก ซึ่งทางวิทยาลัยฯ ได้จัดเตรียมอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ โดยกำหนดอัตราส่วนอาจารย์ 1 คน ต่อนักศึกษาไม่เกิน 6 คน เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด การปฐมนิเทศการปฏิบัติงานในคลินิก เมื่อผ่านระดับพรีคลินิก นักศึกษาต้องเรียนวิชา Introduction to comprehensive care clinic เพื่อประเมินความพร้อมและทักษะวิชาชีพพื้นฐานก่อนปฏิบัติงานจริง เช่น การซักประวัติ ตรวจช่องปาก ฉีดยาชา ใช้เครื่องมือตามหลักปลอดเชื้อ และพิมพ์รอยพิมพ์ฟัน รวมทั้งฝึกเขียนรายงานวางแผนการรักษา โดยบูรณาการความรู้พื้นฐานทางการแพทย์และทันตกรรมเข้ากับกรณีศึกษา เพื่อให้ได้แผนการรักษาตามแนวทาง Comprehensive care ที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง กิจกรรม shadowing การปฏิบัติงานของนักศึกษาทันตแพทย์ที่ปฏิบัติงานในคลินิกมาก่อน นักศึกษาจะถูกจัดกลุ่มเพื่อติดตามการปฏิบัติงานและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ประชาสัมพันธ์ การเงิน เวชระเบียน และ CSSD ของรุ่นพี่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตนในคลินิกได้อย่างถูกต้อง การปฏิบัติงานในคลินิก นักศึกษาจะถูกจัดกลุ่ม (Bay) โดยมีอาจารย์ TL คอยกำกับดูแลการวางแผนการรักษาตลอดจนความประพฤติ ช่วงแรกนักศึกษาจะได้รับมอบหมายผู้ป่วย 3-5 ราย เพื่อซักประวัติ ตรวจ และเก็บข้อมูล (ถ่ายภาพ/รังสี/พิมพ์ปาก) สำหรับจัดทำ Comprehensive treatment plan เมื่อวางแผนเสร็จ ต้องนำเสนอให้อาจารย์ TL ประเมินและอนุมัติ ก่อนแจ้งรายละเอียดการรักษาและค่าใช้จ่ายโดยประมาณให้ผู้ป่วยทราบ ระหว่างขั้นตอนการรักษา นักศึกษาจะถูกประเมินโดยอาจารย์เฉพาะทางในแต่ละสาขา (หัตถการ, เอนโดดอนต์, ปริทันต์, ฟันเทียม) โดยกำหนดอัตราอาจารย์ 1 ท่าน ต่อนักศึกษาไม่เกิน 6 คน นอกจากนี้ นักศึกษายังต้องฝึกปฏิบัติงานในคลินิกหมุนเวียน (Rotational clinic) สาขาอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานและปริมาณงานขั้นต่ำของทันตแพทยสภา การประเมินผลการปฏิบัติงานในคลินิก การประเมินผลของคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์มีรูปแบบการประเมินเรียกว่า Daily performance ซึ่งมีองค์ประกอบของการประเมิน ประกอบด้วย จริยธรรม (Ethic) การจัดการผู้ป่วย (Patient management) ครอบคลุมทักษะการสื่อสาร และความประพฤติต่อผู้ป่วย ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา และหลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการรักษา และทักษะทางคลินิกและสมรรถนะ เกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการรักษา ผลของหัตถการ การควบคุมการติดเชื้อ (Infection control) และการบันทึกเวชระเบียน ประเมินเป็น Excellent (E) Satisfied (S) Pass (P) และ Unsatisfied (U) การประเมินในระบบ Daily performance จะประเมินในโปรแกรมที่มีการพัฒนาขึ้นภายในคณะ ให้อาจารย์สามารถประเมินและให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักศึกษาได้ทันที และนักศึกษาจะทราบผลการประเมิน รวมทั้งตรวจสอบการประเมินของอาจารย์ได้ผ่านระบบ RSU mail 2.4 ทรัพยากรที่ใช้ ไม่มี เนื่องจากเป็นการจัดเรียนการสอนตามหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต 3. การลงมือปฏิบัติ 3.1 สรุปสิ่งที่ได้ดำเนินการปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึกปฏิบัติในคลินิก มีนักศึกษาที่ผ่าน 02% นักศึกษาปฎิบัติงานในคลินิกตามแนวทางการของหลักสูตร 3.2 ปัญหาและอุปสรรค ปัญหาและอุปสรรค แนวทางการแก้ไข มีข้อจำกัดด้านผู้ป่วย ทั้งในด้านความพร้อมของเวลาของผู้ป่วยที่จะเข้ารับบริการกับนักศึกษาปกติ รวมทั้งความหลากหลายของผู้ป่วยที่จะมีรอยโรคหรือสภาพในช่องปากให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของทันตแพทยสภา ประชาสัมพันธ์แก่ผู้ป่วยโดยให้สิทธิประโยชน์ เช่น การทำฟันเทียมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาผู้ป่วยเด็กในโรงเรียนประถมศึกษาเครือข่าย อาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษมีมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน และการตรวจประเมินคุณภาพการฝึกปฏิบัติในคลินิกที่แตกต่างหลากหลาย การปฐมนิเทศอาจารย์พิเศษ รวมทั้งการปรับมาตรฐานการตรวจของอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ รวมทั้งการสัมมนาอาจารย์ประจำ การเรียนการสอนของนักศึกษาในหลักสูตรก่อนที่จะฝึกปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์นั้น เป็นการเรียนการสอนแบบแยกรายวิชา ทำให้นักศึกษามีความรู้แบบแยกส่วน ดังนั้น อาจารย์ TL ต้องใช้เวลาและความพยายามพัฒนานักศึกษาให้บูรณาการความรู้ และทักษะ ได้ ควรมีการออกแบบการเรียนการสอน และ/หรือการปรับปรุงหลักสูตรในระดับชั้นพรีคลินิกที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถบูรณาการความรู้ เชื่อมโยงกับกรณีศึกษาผู้ป่วย (Case-based education) 4. การตรวจสอบและวัดผล 4.1 วิธีวัดผลและประเมินผล ประเมินผลได้ทางตรงที่เกิดกับนักศึกษาจาก ผลการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมภาควิทยาการคลินิกทันตกรรม ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต ประเมินผลได้ที่เกิดกับผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ โดยการส่งแบบสำรวจความพึงพอใจผู้รับบริการคลินิกทันตกรรมที่เข้ามารับบริการกับนักศึกษาทันตแพทย์ 4.2 ผลที่เกิดขึ้น ผลการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมภาควิทยาการคลินิกทันตกรรมซึ่งจัดสอบเป็นประจำปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม ซึ่งวิทยาลัยฯ จะส่งนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นปีที่ 5 และ 6 ที่มีประสบการณ์การฝึกปฏิบัติงานในคลินิกครบตามเกณฑ์เข้าสอบ ซึ่งมีนักศึกษาที่สอบผ่าน >80% ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต มีคะแนนเฉลี่ย 61 จากคะแนนเต็ม 5 ความพึงพอใจของผู้รับบริการทันตกรรมโดยนักศึกษาทันตแพทย์ มีคะแนนความพึงพอใจรวม 21 (SD=0.76) 4.3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ประสบความสำเร็จประกอบด้วย การดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร ที่ออกแบบให้เป็นแบบ CCC ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญ มีการเตรียมความพร้อมนักศึกษา รวมทั้งมีการวางระบบรายวิชาให้มีความต่อเนื่องและสนับสนุนกัน มีการออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ คลินิกทันตกรรมบริบูรณ์และคลินิกหมุนเวียน ห้องสัมมนา ระบบการทำให้ปลอดเชื้อ ตลอดจนระบบการจัดการผู้ป่วยที่เอื้อต่อการเรียนการสอนในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ของนักศึกษา มีการจัดเตรียมอาจารย์ พัฒนาอาจารย์ทั้งอาจารย์ประจำ และอาจารย์พิเศษ ตลอดจนบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ ที่เอื้อให้การเรียนการสอนแบบ Comprehensive care clinic มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีระบบการบริหารจัดการในคลินิกที่ต่อเนื่อง และเป็นเอกภาพ มีการปรับปรุงและทบทวนการดำเนินการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา 5.1 แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านการจัดการเรียนการสอน และประเมินผลสมรรถนะ ครอบคลุมทั้งการประเมิน Summative and formative assessment การปรับมาตรฐานการประเมินผลสมรรถนะของอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ การพัฒนาระบบการให้คะแนน daily performance และการตรวจสอบการให้คะแนน 5.2 แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การเผยแพร่แนวทางการจัดการเรียนการสอนในคลินิกแบบ Comprehensive care clinic ตลอดจนการบริหารจัดการผ่านเวทีการประชุมวิชาการ และ/หรือวารสารทางวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอน การสัมมนาอาจารย์เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link ประกอบด้วย รายการอ้างอิง คะแนนความพึงพอใจของผู้รับบริการ คะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต คู่มือการปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ ตัวอย่างแบบประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ ภาพการแบ่งกลุ่มนักศึกษาในคลินิก ภาพถ่ายการจัดการเรียนการสอนในคลินิก ตัวอย่างรายงาน Case report ของนักศึกษาทันตแพทย์ หน้าจอระบบ daily performance

การจัดการเรียนการสอนแบบคลินิกทันตกรรมบริบูรณ์ (RSU Comprehensive Dental Care Clinic) Read More »

การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE (Development of an Examination System for Assessing Nursing Students’ Competencies via OSCE)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE (Development of an Examination System for Assessing Nursing Students’ Competencies via OSCE) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. ณัฐพล ยุวนิช, อาจารย์ นิธิมา คันธะชุมภู, ดร. นิรุชา นิธิชัย, อาจารย์ จรัสศรี อัธยาศัย, ผศ. ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย, อาจารย์ สุนิษา เชือกทอง, อาจารย์ อาภัสรา กล้าณรงค์, ผศ. ยุภาพร นาคกลิ้ง และอาจารย์ ธนัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง คณะพยาบาลศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์จำเป็นต้องมีการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเกณฑ์การรับรองคุณภาพสถาบันการศึกษาฯ ที่กำหนดให้มีการใช้ห้องปฏิบัติการพยาบาลเสมือนจริง (Simulation-based learning: SBL) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานจริง คณะพยาบาลศาสตร์ได้เริ่มนำการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงมาใช้ในปีการศึกษา 2567 และด้วยวิธีการนี้นักศึกษาเกิดความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถสร้างองค์ความรู้ทางด้านการพยาบาลจากประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง อีกทั้งยังเกิดความมั่นใจเมื่อขึ้นฝึกปฏิบัติ ณ หอผู้ป่วยจริง (ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, 2567) อย่างไรก็ตามการเข้าเรียนในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง อาจารย์ผู้สอนจะจัดนักศึกษาจะเข้าเรียนเป็นคู่ หรือเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางด้านการพยาบาล ทักษะการสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ดังนั้น SBL จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการเรียนการการสอน (formative learning) และอาจมีข้อจำกัดในการวัดการประเมินผลสมรรถนะการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลแบบรายบุคคล (summative assessment) (Arrogante et al., 2021)                จากข้อกำหนดของสภาการพยาบาลและ AUN-QA กำหนดให้สถานบันการศึกษาพยาบาลวัดสมรรถนะของนักศึกษาทุกชั้นปี โดยเน้นที่สมรรถนะการปฏิบัติด้านการพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในการใช้กระบวนการพยาบาล ความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ความสามารถด้านการพยาบาลครอบครัวและการผดุงครรภ์ และเทคนิคหัตถการและความสามารถในการพยาบาลทั่วไป (สภาการพยาบาล, 2561) จะเห็นได้ว่าสมรรถนะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องแสดงให้เห็นประจักษ์จริงว่านักศึกษามีสมรรถนะเหล่านี้มากน้อยเพียงใด และการสอบโดยใช้ข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยอาจมีข้อจำกัดในการวัดผลสมรรถนะเหล่านี้เนื่องจากข้อสอบไม่ได้กำหนดให้นักศึกษาแสดงสมรรถนะให้อาจารย์หรือผู้ประเมินเห็น แต่เป็นการวัดความรู้ในด้านการพยาบาลเท่านั้น (Chang et al., 2023) อีกทั้งการสอบแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถสะท้อนสมรรถนะที่แท้จริงในสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ คณะพยาบาลศาสตร์จึงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาระบบการสอบแบบ Objective Structured Clinical Examination (OSCE) ซึ่งเป็นการสอบภาคปฏิบัติแบบสถานการณ์จำลองที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาแต่ละชั้นปีและบัณฑิตพยาบาลมีสมรรถนะตามที่สภาการพยาบาลกำหนดและพร้อมสำหรับการทำงานจริง เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้น เพื่อเป้าหมายอะไร เพื่อพัฒนาระบบการสอบวัดสมรรถนะทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาลให้มีมาตรฐาน เที่ยงตรง และมีประสิทธิภาพในการวัดสมรรถนะด้านการพยาบาล เพื่อวัดสมรรถนะทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 เพื่อเตรียมความพร้อมและทบทวนทักษะทางการพยาบาลที่จำเป็น (Nursing Skills) ให้กับนักศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับอาจารย์ผู้สอนและเจ้าหน้าที่ในการจัดการประเมินผลแบบ Objective Structured Clinical Examination (OSCE) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ดร. ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, คณะพยาบาลศาสตร์, เรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education) อื่น ๆ (โปรดระบุ) INACSL Standard of best practice (SOBP) in Nursing Simulation อื่น ๆ (ระบุ) Miller’s Pyramid of Clinical Competence ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด คณะทำงานพัฒนาการจัดสอบ OSCE และวิทยากรจาก INACSL Thailand RIGs ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสถานการณ์จำลองและการประเมินผล รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ INACSL Standard of best practice (SOBP) in Nursing Simulation and OSCE                OSCE เป็นการประเมินทักษะทางคลินิกทางการพยาบาลในปัจจุบัน เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เน้นการปฏิบัติ (Performance-based) ในสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย การสอบด้วยวิธีนี้พัฒนา Ronald Harden ในปี ค.ศ. 1975 เพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนและความลำเอียงของการสอบปากเปล่าแบบดั้งเดิม (Harden & Gleeson, 1979) โครงสร้างของการสอบประกอบด้วย สถานีสอบ (Stations) ที่มีการกำหนดเวลาแน่นอน นักศึกษาจะหมุนเวียนไปตามสถานีต่างๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะ โดยมาตรฐานจำนวนสถานีมักมีตั้งแต่ 10 ถึง 12 สถานี เพื่อให้ครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย องค์ประกอบสำคัญ (Key Components)                สถานีสอบ OSCE เป็นการนำสถานการณ์จำลองเสมือนจริงมาใช้ในการวัดผล โดยสถานการณ์จะเป็นสถานการณ์สั้นๆ เน้นการวัดสมรรถนะด้านใดด้านหนึ่งหรืออาจจะวัดได้ 2-3 สมรรถนะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละสมรรถนะนั้นๆ ฉะนั้นองค์ความรู้ที่ยังต้องใช้คือการจัดสถานการณ์จำลองเสมือนจริงตาม SOBP ของ INACSL ที่คณะพยาบาลศาสตร์ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ (INACSL Standards Committee et al., 2021) การจัดสถานีสอบ OSCE มีองค์ประกอบดังนี้ โจทย์สถานการณ์ (Scenario) และคำสั่ง: ข้อมูลสั้นๆ ที่ระบุบทบาทของนักศึกษาและสมรรถนะที่ต้องปฏิบัติ ผู้ป่วยจำลองหรือหุ่นทางการพยาบาล (SP/Mannequin): การใช้คนแสดงเป็นผู้ป่วย (Stimulated/Standardized Patient) หรือใช้หุ่นฝึกทักษะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์นั้นต้องการวัดทักษะการซักประวัติผู้ป่วย หรือการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วย การใช้ SP จะมีความเหมาะสมและสมจริง ส่วนสถานการณ์ที่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ทางคลินิกหรือผู้ป่วยวิกฤต การเลือกใช้ High fidelity mannequin จึงจะเหมาะสมกับสถานีสอบ (ณัฐพล ยุวนิช และคณะ, 2568) นอกจาก SP/Mannequin แล้วการเตรียมสถานีสอบเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญเพื่อจัดให้สถานการณ์ในการสอบมีความเสมือนจริงและใช้วัดสมรรถนะทางการพยาบาลได้จริง ผู้ประเมิน (Raters): อาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่คอยสังเกตการณ์และประเมินทักษะของนักศึกษา เกณฑ์การให้คะแนน (Checklist): รายการประเมินที่ลงรายละเอียดชัดเจน ทั้งนี้ตาม SOBP จาก INACSL แนะนำให้ใช้แบบ rubric scale เพื่อลดความลำเอียง (Objectivity) (INACSL Standards Committee et al., 2021) ความปลอดภัย (Safety): เป็นการประเมินที่ไม่มีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยจริง แนวปฏิบัติที่ดีเรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education)                องค์ความรู้จากการจัดการความรู้เรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ได้โดยนำแนวคิดการสร้างกรณีศึกษาเสมือนจริง (Simulation-based scenario) มาใช้สร้างโจทย์ในแต่ละฐานสอบ OSCE ให้มีความหลากหลายและสมจริง การประยุกต์ใช้ หุ่นจำลองขั้นสูง (High-fidelity mannequin) ในฐานสอบที่ต้องการวัดทักษะกับผู้ป่วยวิกฤต หรือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น การกู้ชีพ หรือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ยาก) ซึ่งไม่สามารถใช้ผู้ป่วยจำลอง (Standardized Patient) ที่เป็นคนจริงได้                นอกจากนี้ยังนำองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ในการออกแบบ assessment form ซึ่งจากเดิมที่อาจจะวัดแค่ ทักษะการทำหัตถการ (Psychomotor skills) แต่ในการสอบด้วยวิธี OSCE ต้องการวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิก ฉะนั้นจึงปรับเกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบ Rubric เพื่อให้ครอบคลุมถึง การประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจทางคลินิกอย่างทันท่วงที Miller’s Pyramid of Clinical Competence                ความรู้ที่นำมาใช้ในการพัฒนารูปแบบการสอบด้วยวิธี OSCE ได้นำกรอบแนวคิดทฤษฎี Miller’s Pyramid of Clinical Competence (Miller, 1990) ซึ่งเป็นแบบจำลองมาตรฐานในการประเมินความสามารถทางคลินิกของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และพยาบาลมาใช้ โดยโครงสร้างของพีระมิดนี้แบ่งระดับความสามารถออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Knows, Knows How, Shows How และ Does (รูปที่ 1) ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการจากการมีความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง ในบริบทของการสอบ OSCE กรอบแนวคิดนี้มุ่งเน้นไปที่ระดับ Shows How โดยมีรายละเอียดดังนี้: จากความรู้สู่การกระทำ (From Cognition to Behavior) Miller ได้จำแนกความแตกต่างระหว่าง ความรู้ (Cognition) และ พฤติกรรม (Behavior) ไว้อย่างชัดเจน: Knows & Knows How: เป็นระดับของความรู้ (Knowledge) และความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ (Competence) ซึ่งมักถูกประเมินผ่านข้อสอบข้อเขียน (Written exams) เพื่อวัดว่าผู้เรียน “รู้” อะไรบ้าง Shows How: เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก้าวข้ามจากการวัดความรู้มาสู่การวัด “ทักษะการปฏิบัติ” (Performance) การสอบ OSCE จึงถูกจัดให้อยู่ในระดับนี้ เพราะไม่ได้ต้องการทราบว่าผู้สอบมีความรู้เพียงพอหรือไม่ แต่ต้องการพิสูจน์ว่าผู้สอบ “สามารถทำได้จริงหรือไม่” เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จำลอง บทบาทของ “Shows How” ในสถานการณ์จำลอง (Simulated Environment)                ระดับ “Shows How” คือการสาธิตทักษะในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมหรือการจำลองสถานการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ OSCE การจำลองความจริง (Simulation): ผู้สอบต้องแสดงทักษะทางคลินิก (เช่น การซักประวัติ, การตรวจร่างกาย, การให้คำแนะนำ) กับผู้ป่วยจำลอง (Standardized Patient) หรือหุ่นจำลอง มาตรฐาน (Standardization): เหตุผลที่ OSCE อยู่ในระดับ “Shows How” แทนที่จะเป็น “Does” (การปฏิบัติงานจริง) เพราะต้องการควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้สอบทุกคน เพื่อความยุติธรรมและความเที่ยงตรงในการวัดผล ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิบัติงานจริงในคลินิก (Does) อาจทำได้ยากเนื่องจากความหลากหลายของผู้ป่วยและสถานการณ์ ความแตกต่างจากระดับ “Does” (Action)                แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือระดับ “Does” (การปฏิบัติงานจริงในชีวิตประจำวัน) แต่ในกระบวนการประเมินผลเพื่อจบการศึกษาหรือขอใบอนุญาต การประเมินในระดับ “Does” อาจมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและความแปรปรวนของสถานการณ์ ดังนั้น OSCE ในระดับ Shows How จึงทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” (Proxy) ที่ดีที่สุดในการประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานจริง โดยสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนมีความพร้อมทางทักษะการพยาบาลก่อนที่จะไปสู่การดูแลผู้ป่วยจริง รูปที่ 1. Miller’s Pyramid (ที่มา Witheridge et al., 2019) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (AUN-QA) เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ รายละเอียดตัวชี้วัด AUN-QA Criterion 4 – Student Assessment 4.7. The student assessment and its processes are shown to be continuously reviewed and improved to ensure their relevance to the needs of industry and alignment to the expected learning outcomes. เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ ส่วนที่ 2 มาตรฐานกระบวนการ ตัวบ่งชี้ที่ 12 การจัดกระบวนการเรียนรู้และการประเมินผล ข้อ 3 การกำกับติดตามการจัดกระบวนการเรียนรู้ การประเมินผลทั้งในระดับรายวิชา รายชั้นปี ตลอดหลักสูตรที่สอดคล้องกับที่ได้ออกแบบไว้ในหลักสูตร ซึ่งเน้นการวัดสมรรถนะนักศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-based) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การจัดสอบจำลองสถานการณ์ (OSCE) ขั้นตอนการดำเนินงาน     การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ในครั้งนี้  คณะพยาบาลศาสตร์ได้นำเนินการเป็น 3 ระยะ โดยสรุปไว้ในรูปที่ 2 และมีรายละเอียดดังนี้ รูปที่ 2. แผนภาพแสดงขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง 3 ระยะของการพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE ระยะที่ 1 Preparation & Pilot ในระยะแรกคณะฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานโดยมอบหมายให้รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงดำเนินการ ในระยะนี้มีหลักคิดร่วมกันคือ “Learning by doing” โดยร่วมกันพัฒนาข้อสอบ/สถานการณ์ และดำเนินการทดสอบนำร่อง (Pilot OSCE) เพื่อหาค่าความเที่ยงตรง (Validation) ด้วยวิธี Alpha และ Beta test แกนนำหลักในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่คณะกรรมการฯ ในระยะนี้คือรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ซึ่งได้ผ่านการอบรม OSCE Workshop จาก INACSL Thailand RIGs และเป็นกรรมการฝ่าย training ของชมรม INACSL Thailand RIGs และผู้ที่ร่วมถ่ายทอดการพัฒนาการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE อีก 1 ท่านคืออาจารย์ในคณะกรรมการฯ ที่ผ่านการอบรม OSCE Workshop จาก INACSL Thailand RIGs วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 1 เพื่อให้คณะกรรมการฯ มีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE เพื่อทดลองการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE และได้ข้อสอบที่ผ่านการ Validation แล้วอย่างน้อย 5 สถานีสอบ ระยะที่ 2 (Faculty Development) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (OSCE Workshop) ให้แก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก INACSL Thailand RIGs เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาข้อสอบ OSCE การจัดสถานีสอบ การเตรียมสอบ และการจัดสอบด้วยวิธี OSCE วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการคณะพยาบาลศาสตร์ มีความรู้ความเข้าใจในการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE เพื่อพัฒนาข้อสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE และได้ข้อสอบที่ผ่านการ Validation แล้วอย่างน้อย 6 สถานีสอบ เพื่อนำไปใช้ในการสอบวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 ในระยะถัดไป ระยะที่ 3 (Implementation) ดำเนินการสอบจริง (OSCE) กับนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 ทั้งชั้นปีจำนวน 141 คน โดยมีการบริหารจัดการสถานีสอบ อาจารย์ผู้คุมสอบ และนักศึกษาช่วยงานอย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์ของการดำเนินการในระยะที่ 3 เพื่อวัดสมรรถนะด้านการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 เพื่อให้คณาจารย์ได้ดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE จริงและเกิดความมั่นใจในการนำไปใช้เพื่อวัดสมรรถนะทางการพยาบาลและทักษะทางคลินิกแก่นักศึกษาได้ในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) บุคลากร: อาจารย์ประจำสถานีสอบ จำนวน  2 คนต่อสถานี กรรมการกลาง จำนวน  10-12 คน นักศึกษาช่วยงาน จำนวน  10-15 คนต่อวันสอบ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ จำนวน  2 คน สถานที่และอุปกรณ์: ห้องปฏิบัติการพยาบาล, Simulators, และอุปกรณ์ทางการแพทย์และการพยาบาล รายละเอียดแสดงในภาคผนวก ข งบประมาณ: อาหารว่าง และอาหารกลางวันสำหรับนักศึกษาผู้เข้าสอบ และบุคลากร 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 1 (Preparation & Pilot) รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE ประชุมร่วมกับคณะกรรมการฯ เพื่อชี้แจงหลักสำคัญ ความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีการ และวัน-เวลาในการดำเนินการ ก่อนเริ่ม Workshop อาจารย์ที่อยูในคณะทำงานได้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความรู้เรื่องการจัดสอบด้วยวิธี OSCE (pre-test) และดำเนินการจัด Workshop เรื่องการพัฒนาข้อสอบ OSCE ดำเนินการโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE โดยได้กำหนดรายละเอียดของแบบเตรียมสอบในแต่ละสถานีสอบซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ผู้เข้าสอบ สถานการณ์ คำสั่ง อุปกรณ์ simulator เวลา อาจารย์ประจำสถานีสอบ และแบบประเมินการสอบ ตัวอย่างของแบบเตรียมสอบ OSCE แสดงในภาคผนวก ก Validation ข้อสอบโดยวิธี Alpha test เป็นการทดสอบแบบทดสอบ OSCE ที่พัฒนาขึ้นโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ในระยะนี้ผู้ทดสอบ Alpha test เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและอาจารย์ผู้ร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดสอบแบบ OSCE ร่วมกับคณะกรรมการฯ โดยทดสอบหาความยากง่ายของสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบ ความเสมือนจริง เวลาที่ใช้ในการสอบโดยกำหนดให้ไม่เกิน 3 นาที และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินโดยใช้ inter-rater reliability test และปรับแก้ไขแบบทดสอบ OSCE หลังจาก Alpha test แล้ว เตรียมสถานีสอบโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยทำหน้าที่เป็น trainer ให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการในการสอนอ่าน scenario การเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในสถานีสอบ การเตรียมสถานีสอบ การใช้ Simulator และการตกแต่ง simulator เพื่อให้เกิดความสมจริง (moulage) จัดการสอบ OSCE ในขั้นตอนนี้ได้มีการคัดเลือกนักศึกษากลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นผู้ทดสอบ Beta test ของแต่ละสถานีสอบ โดยจัดขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. 2568 ภายหลังจากการทดสอบ Beta test คณะทำงานได้ประชุมหารือเพื่อสรุปงานและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทดลองจัดสอบ OSCE และทำ Post test เพื่อวัดความรู้เกี่ยวกับการจัดสอบด้วยวิธี OSCE ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 2 (Faculty Development) เชิญวิทยากรจากผู้เชี่ยวชาญจาก INACSL Thailand RIGs มาจัดอบรมให้แก่คณาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ โดยจัดอบรมระหว่างวันที่ 18 – 19 ตุลาคม 2568 ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำแบบทดสอบ Pre-post test เกี่ยวกับการจัดสอบด้วยวิธี OSCE Workshop พัฒนาแบบทดสอบด้วยวิธี OSCE แยกตามกลุ่มวิชา ได้แก่ กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ กลุ่มวิชาการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช และกลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน จัดสอบเพื่อทดสอบ Alpha และ Best test เพื่อให้ได้แบบทดสอบ OSCE ที่ Validated และสามารถนำไปใช้ในระยะถัดไป ขั้นตอนการปฏิบัติงานในระยะที่ 3 (Implementation) รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยและคณาจารย์ทุกกลุ่มวิชาประชุมพิจารณากำหนดสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลที่จะทำการทดสอบ (ตามกรอบของสภาการพยาบาล) จากนั้นเลือกข้อสอบที่ validated แล้วจากการอบรบ OSCE Workshop ที่สามารถทดสอบสมรรถนะที่กำหนดได้ และออกแบบทดสอบ OSCE เพิ่มให้เป็น 10 สถานีสอบ และครอบคลุมตามสมรรถนะ มอบหมายให้กลุ่มวิชาออกแบบทดสอบ OSCE เพิ่มเติมและทำ Validation test ด้วยวิธี Alpha และ Beta test เพื่อให้ครอบคลุมสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลที่กำหนด เตรียมสถานีสอบโดยสรุปชื่อสถานีสอบ ผังการเดินสถานีสอบ อุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละสถานีสอบ และ simulator ที่ใช้ในสถานีสอบให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินการจัดสถานีสอบ เตรียม simulated patient หรือผู้ป่วยจำลอง ที่คัดเลือกจากนักศึกษาหรืออาจารย์ โดยทำความเข้าใจสถานการณ์ของสถานีสอบ ส่งบทให้ผู้ป่วยจำลองเพื่อซ้อมในการใช้สนทนากับผู้สอบ นัดหมายผู้ป่วยจำลองในช่วงการทำ Alpha และ Beta test เพื่อทดลองใช้ผู้ป่วยจำลอง รวมถึงหารือในการปรับบทและการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงมากที่สุด โดยกลุ่มวิชาที่ใช้ผู้ป่วยจำลองได้แก่ กลุ่มวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และกลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน จัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 4 ปี ชั้นปีที่ 4 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2.5 ปี ชั้นปีที่ 3 จำนวน 141 คน ระหว่างวันที่ 20 – 21 ธันวาคม 2568 ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข สามารถสรุปในตารางที่ 1 ได้ดังนี้ ตารางที่ 1. ปัญหา อุปสรรคที่พบในแต่ละระยะและแนวทางในการแก้ไข ปัญหาอุปสรรค ระยะที่พบปัญหา

การพัฒนาระบบการจัดสอบเพื่อวัดสมรรถนะนักศึกษาพยาบาลด้วยวิธี OSCE (Development of an Examination System for Assessing Nursing Students’ Competencies via OSCE) Read More »

วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์: กลไกการจัดการความรู้ข้ามชั้นปี

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ : กลไกการจัดการความรู้ข้ามชั้นปี ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. ปาริษา มูสิกะคามะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ            หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิตเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะการเรียนรู้แบบสตูดิโอ (studio-based learning) ซึ่งนักศึกษาจะพัฒนาองค์ความรู้ผ่านกระบวนการออกแบบ การทดลอง และการวิพากษ์ผลงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการศึกษา รายวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมในหลักสูตรซึ่งใช้กลไกการเรียนรู้แบบสตูดิโอ ได้รับการออกแบบให้มีระดับขององค์ความรู้และทักษะที่พัฒนาขึ้นตามลำดับชั้นปี โดยเรียงลำดับจากองค์ความรู้และทักษะระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น            ก่อนที่จะมีการพัฒนาโครงการ “วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” นักศึกษาจะเริ่มต้นเรียนรู้เนื้อหาและทักษะของชั้นปีถัดไปก็ต่อเมื่อได้เริ่มเรียนรายวิชานั้นแล้ว จึงทำให้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จึงมีแนวคิดริเริ่มในการพัฒนากิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาข้ามชั้นปี ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา โดยได้พัฒนารูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การตรวจงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างชั้นปี การพัฒนาสตูดิโอออกแบบข้ามชั้นปี และการจัดกิจกรรม “วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์”            กิจกรรมวันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของทุกภาคการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษานำเสนอผลงานออกแบบขั้นสุดท้ายต่อคณาจารย์ เพื่อนนักศึกษา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ในแต่ละครั้งอาจมีรูปแบบกิจกรรมที่แตกต่างกันไปตามบริบท แต่มีเป้าประสงค์ร่วมกัน คือ เพื่อพัฒนาวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน (knowledge sharing culture) ระหว่างอาจารย์ นักศึกษา และสังคมภายนอก เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ในลักษณะชุมชนวิชาการ (academic learning community) เพื่อเป็นกลไกในการประกันคุณภาพและพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง            กิจกรรมวันวิชาการเปิดโอกาสให้นักศึกษานำเสนอประสบการณ์และผลลัพธ์การเรียนรู้ เทคนิคการทำงาน และบทเรียนจากกระบวนการออกแบบของตนเองต่อเพื่อนนักศึกษาทั้งในชั้นปีเดียวกันและต่างชั้นปี ผ่านการนำเสนอผลงานหรือการจัดนิทรรศการผลงาน กระบวนการดังกล่าวถือเป็นการสรุปผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ช่วยเปลี่ยนความรู้เชิงประสบการณ์ของนักศึกษาให้กลายเป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดและนำไปใช้ต่อได้ (knowledge sharing and knowledge transfer) กิจกรรมนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการจัดการความรู้ภายในหลักสูตร ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา ลดการสูญเสียองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนวิชาการของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์            นอกจากนี้ คณะฯ ยังเล็งเห็นความสำคัญของการจัดเก็บองค์ความรู้เหล่านี้ จึงได้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลผลงานออกแบบของนักศึกษาในรูปแบบฐานข้อมูลทั้งในรูปแบบ Website และ FB Page เพื่อให้นักศึกษาสืบค้นในอนาคตได้ ถือเป็นการต่อยอดของระบบการจัดการความรู้ที่ฝังลึกในบุคคลและถ่ายทอดผ่านการปฏิสัมพันธ์โดยตรงในกิจกรรมวันวิชาการ เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบชัดแจ้งที่เข้าถึงได้ง่ายโดยนักศึกษาและบุคคลทั่วไป  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)           แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต โดยส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาข้ามชั้นปีผ่านกิจกรรม “วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” ทำให้เกิดการเรียนรู้ล่วงหน้า การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสะสมองค์ความรู้ภายในหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลดการสูญเสียองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบสตูดิโอ และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนวิชาการของคณะ รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) หลักการจัดการเรียนรู้แบบสตูดิโอ (Studio-Based Learning) ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ แนวคิดการจัดการความรู้ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาการ แนวทางการจัดนิทรรศการและการนำเสนอผลงานออกแบบในสถาบันการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ นักศึกษาทุกชั้นปีในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยความรู้ดังกล่าวครอบคลุม องค์ความรู้ และทักษะจากการเรียนรู้ของนักศึกษาแต่ละชั้นปี เทคนิคการทำงาน และบทเรียนจากกระบวนการออกแบบของนักศึกษาแต่ละชั้นปี ประสบการณ์การวิพากษ์ผลงาน และการนำเสนอผลงานต่อผู้ทรงคุณวุฒิ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้          แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นจากการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบสตูดิโอและการจัดการความรู้ในองค์กรการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชาออกแบบสถาปัตยกรรม สามารถถ่ายทอดผ่านนักศึกษาต่างชั้นปี โดยนำกระบวนการนำเสนอผลงาน การวิพากษ์งาน และการจัดนิทรรศการผลงานมาใช้เป็นเครื่องมือและกลไก ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถ่ายทอดประสบการณ์ และการสะสมองค์ความรู้ภายในหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียโอกาสของการตกหล่นของความรู้ระหว่างนักศึกษาต่างชั้นปี 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก ยุทธศาสตร์ที่ 1 KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด            แนวปฏิบัตินี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต ใน Objective 1.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษามีคุณภาพ และเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน และ Key Result 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยกิจกรรมวันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นกลไกที่ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบสตูดิโอผ่านการนำเสนอผลงาน การวิพากษ์งาน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักศึกษาข้ามชั้นปี อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนการดำเนินงานเป็นไปตามแนวทาง PDCA คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์กำหนดแนวทางการจัดกิจกรรม “วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ได้แก่ การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักศึกษาข้ามชั้นปี การนำเสนอผลงานออกแบบ และการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาการ โดยนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรมในครั้งที่ผ่านมา มาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรม แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อวางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ จัดประชุมวางแผนการดำเนินงาน กำหนดรูปแบบกิจกรรม ตารางเวลา และแบ่งความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามบทบาทหน้าที่ คณาจารย์ผู้สอนในรายวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมแต่ละชั้นปีเตรียมความพร้อมของนักศึกษา และกำหนดแนวทางการนำเสนอผลงานออกแบบขั้นสุดท้ายของนักศึกษา ดำเนินการจัดกิจกรรมวันวิชาการ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษานำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ เพื่อนนักศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ทั้งในรูปแบบการนำเสนอผลงานด้วยวาจาและการจัดแสดงนิทรรศการ คณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์ผลงาน ให้ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิคการทำงาน และบทเรียนจากกระบวนการออกแบบ คัดเลือกและบันทึกผลงานนักศึกษาที่โดดเด่นไว้ในฐานข้อมูลสาธารณะของคณะ เพื่อเผยแพร่ในรูปแบบดิจิทัล (Digital Platform) รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของผลงานและรูปแบบการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรมในด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม สรุปผลการดำเนินงานและจัดทำรายงานผลโครงการ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ งบประมาณโครงการวันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุปกรณ์เพื่อการจัดนิทรรศการ การนำเสนองาน สถานที่ อาคาร 19 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน           คณะกรรมการดำเนินงานวันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีการวางแผนการจัดกิจกรรม การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ อุปกรณ์ และการประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้กับนักศึกษาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการที่วางไว้ และการติดตามประเมินผลหลังการจัดกิจกรรม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้งมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะรูปแบบของกิจกรรม รวมถึงพฤติกรรมการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่กิจกรรมให้ความสำคัญเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่น อาจทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรม ส่งผลให้ไม่เห็นความสำคัญและไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของโครงการ           ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินงานจึงได้ปรับแนวทางการจัดกิจกรรม โดยหลีกเลี่ยงการออกแบบกิจกรรมที่จำกัดการมีส่วนร่วมเฉพาะกลุ่ม และพยายามพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกัน และเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในภาพรวมของคณะ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การวัดผลและประเมินผลการดำเนินกิจกรรมวันวิชาการของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ดำเนินการผ่านหลายวิธี ได้แก่ การประเมินจากจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม การสังเกตการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในแต่ละกิจกรรม การรวบรวมความพึงพอใจ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงการประชุมสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม เพื่อประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบกิจกรรม กระบวนการดำเนินงาน และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินกิจกรรมวันวิชาการ พบว่านักศึกษามีโอกาสนำเสนอผลงานทางวิชาการและผลงานออกแบบต่อสาธารณะมากขึ้น กิจกรรมช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันภายในคณะ และสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา คณาจารย์ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาผลงานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของคณะ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ           เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายของโครงการ พบว่าการดำเนินกิจกรรมสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และการสร้างบรรยากาศทางวิชาการภายในคณะได้ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ความหลากหลายของผลงานที่นำเสนอ และการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกิจกรรมต่าง ๆ   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ           ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมประสบความสำเร็จ ได้แก่ การวางแผนและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของคณะกรรมการดำเนินงาน การออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาหลากหลายกลุ่มสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ การสนับสนุนจากคณาจารย์และบุคลากรภายในคณะ ตลอดจนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี            จากการประเมินผลการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมา คณะกรรมการดำเนินงานเห็นควรให้มีการปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของนักศึกษามากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกระดับชั้นสามารถมีส่วนร่วมได้ นอกจากนี้ ควรเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้เข้าถึงนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการเสนอแนวคิดหรือร่วมออกแบบกิจกรรม เพื่อให้กิจกรรมมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าร่วมมากขึ้น อีกทั้งควรมีการกำหนดกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการดำเนินงานในครั้งต่อไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐาน            เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมวันวิชาการเกิดความต่อเนื่องและสามารถนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติในระยะยาว ควรมีการจัดทำแนวทางหรือคู่มือการดำเนินงานที่ระบุขั้นตอนการวางแผน การดำเนินกิจกรรม และการประเมินผลอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินงานในแต่ละส่วนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ อาจส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการจัดกิจกรรมกับหน่วยงานหรือคณะอื่น ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน และยกระดับกิจกรรมวันวิชาการให้เป็นกิจกรรมสำคัญที่สนับสนุนบรรยากาศทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในภาพรวม 6. ข้อมูลประกอบ ตัวอย่างภาพและคลิปวิดิโอบันทึกกิจกรรมวันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ https://www.facebook.com/share/p/1GiYaXwEVu/ 2 วันจัดเต็ม Academic Week 2025! | คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต – WISDOM MEDIA https://www.facebook.com/share/p/18Pc6N2ywq/ ArchRSU_Activity_0029 งานสัปดาห์วิชาการ Academic Week สถ.ลงลาน #1 จัดโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต

วันวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์: กลไกการจัดการความรู้ข้ามชั้นปี Read More »

โครงการ “จากวิทยานิพนธ์สู่รางวัลยอดเยี่ยม” โครงการนำงานวิทยานิพนธ์สู่การประกวดรางวัล IAI Global Design Awards จัดโดย The Asia-Pacific Designers Federation (APDF)

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.3.2 โครงการ “จากวิทยานิพนธ์สู่รางวัลยอดเยี่ยม” โครงการนำงานวิทยานิพนธ์สู่การประกวดรางวัล IAI Global Design Awards จัดโดย The Asia-Pacific Designers Federation (APDF) ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. ดร.สามมิติ สุขบรรจง วิทยาลัยการออกแบบ 1. บริบทและความสำคัญ                ระบบการเรียนการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต คือการพยายามผลักดันให้ผลงานของนักศึกษาเป็นที่รู้จักในระดับสากล เนื่องจากนักศึกษาในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาของหลักสูตรล้วนเป็นนักศึกษาจากต่างชาติ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญและเป็นพันธกิจของหลักสูตรมายาวนาน คือ การพยายามผลักดันให้ผลงาน เผยแพร่ผ่านเวทีงานประกวดด้านศิลปะการออกแบบ ทั้งเวทีภายในประเทศและเวทีต่างประเทศ                ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทางหลักสูตรฯ ได้ร่วมผลักดันให้นักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดผลงานสร้างสรรค์ ในเวทีแสดงผลงานระดับประกวดระดับนานาชาติ เป็นเวทีการประกวดที่เปิดโอกาสให้กับผลงานออกแบบที่หลากหลาย ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา งานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาในหลักสูตรสามารถสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ทั้งสิ้น 3 คน จึงเป็นที่มาของการทำรายงานแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของโครงการที่สามารถผลักดันนักศึกษาสามารถที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่นำไปสู่เวทีการประกวดงานออกแบบสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาให้สามารถแข่งขันในเวทีการประกวดระดับนานาชาติได้ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการกระบวนการเรียนการสอนกับการสร้างผลงานเชิงสร้างสรรค์ที่มีมาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถนำองค์ความรู้จากการศึกษาไปต่อยอดสู่การปฏิบัติงานวิชาชีพในอนาคต              นอกจากนี้ แนวปฏิบัตินี้ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกในการผลักดันผลงานนักศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านการออกแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของหลักสูตรอย่างยั่งยืน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ในทางวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และความรู้ในเชิงปฏิบัติการจากเจ้าของโครงการ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรู้ของหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต และจากทีมอาจารย์ที่ปรึกษา และผู้สอนประจำรายวิชา รวมถึงอาจารย์พิเศษ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ที่นำมาใช้ในแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วยองค์ความรู้ด้านทฤษฎีการออกแบบร่วมสมัย (Contemporary Design Theory) กระบวนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ (Creative Design Process) รวมถึงแนวคิดด้านการออกแบบที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในวงการออกแบบระดับสากล นอกจากนี้ยังรวมถึงประสบการณ์จากการทำงานจริงของอาจารย์ผู้สอนและผู้เชี่ยวชาญในสาขาการออกแบบที่มีประสบการณ์ในเวทีการประกวดระดับนานาชาติ ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดผ่านกระบวนการวิพากษ์ผลงาน (Design Critique) การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการทดลองปฏิบัติจริงของนักศึกษาในรายวิชาวิทยานิพนธ์ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1  โปรดระบุ KR 1.3.2 จำนวนนักศึกษาที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับได้รางวัลระดับนานาชาติ ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้คือจำนวนนักศึกษาที่มีผลงานได้รับรางวัลหรือได้รับการยอมรับในเวทีการประกวดระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเวที IAI Global Design Awards ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก                                                                                                    เกณฑ์การประเมินจะพิจารณาจากจำนวนผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสินและจำนวนผลงานที่ได้รับรางวัล โดยเปรียบเทียบกับจำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวดในแต่ละปีการศึกษา ตัวชี้วัดรอง จำนวนผลงานวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการพัฒนาจนสามารถนำไปส่งประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ระดับคุณภาพของผลงานที่ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานและการสื่อสารแนวคิดการออกแบบของนักศึกษาในเชิงวิชาชีพ การสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับหลักสูตรและมหาวิทยาลัยผ่านผลงานของนักศึกษา                     ขั้นตอนการดำเนินงาน                เริ่มจากการการนำรายวิชา DGN 699 วิทยานิพนธ์ ที่มีกระบวนการเรียนการสอนเกี่ยวกับ ความเข้าใจเชิงลึกในการสร้างสรรค์ผลงานเชิงวิชาชีพ เชิงปรัชญา เน้นกระบวนการค้นคว้า และศึกษาแนวคิดทฤษฎีด้านการออกแบบ รวมทั้งการฝึกทดลองปฏิบัติการออกแบบ โดยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแขนงต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์โครงงานส่วนบุคคล โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้       ในชั้นเรียนแบ่งงานให้นักศึกษาเลือกหัวข้อที่นักศึกษาสนใจและมีความถนัดในเชิงเทคนิคทางด้านใด จากนั้นอธิบายพื้นฐานการค้นคว้า และนำทฤษฎีมาใช้ในการออกแบบงานวิจัย ให้นักศึกษานำเสนอหัวข้อที่สนใจและต้องเชื่อมโยงสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้ในการค้นคว้า ให้นักศึกษาทดลองออกแบบงานภายใต้หัวข้อที่เลือกไว้ โดยทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาในห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษานำคำวิจารณ์ไปพัฒนาผลงานของตนเอง ในกระบวนการนี้อาจารย์ประจำรายวิชาจะให้นักศึกษาทำงานส่งตรวจและวิจารณ์ทั้งหมด 3 ครั้ง ให้นักศึกษานำผลงาน final thesis ไปดำเนินงานติดตั้งในพื้นที่หอศิลป์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการติดตั้งแสดงงาน การฝึกติดตั้งแสดงงานในพื้นที่หอศิลป์ของวิทยาลัย จึงเป็นการเสริมองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง มีการสรุปผล แนะนำ นักศึกษาในกระบวนการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด ในขณะเดียวกับอาจารย์ประจำรายวิชา จะคัดเลือกผลงานและแนะนำนักศึกษาที่สนใจจะส่งงานเข้าประกวด โดยอาจจะให้ไปสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มเติม รวมถึงแนะนำแนวความคิดในการทำงานที่ชัดเจนมากยิ้งขึ้น                                ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินงานประกอบด้วยทรัพยากรด้านบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน ได้แก่ บุคลากรผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีบทบาทในการให้คำแนะนำและพัฒนาผลงานของนักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญหรือวิทยากรภายนอกที่เข้ามาร่วมวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาผลงาน พื้นที่หอศิลป์และพื้นที่จัดแสดงผลงานสำหรับการทดลองติดตั้งนิทรรศการ อุปกรณ์และเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบ เช่น อุปกรณ์กราฟิก ซอฟต์แวร์ออกแบบ และวัสดุสำหรับการผลิตผลงานต้นแบบ งบประมาณสำหรับการจัดทำผลงาน การติดตั้งนิทรรศการ และค่าธรรมเนียมในการส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับนานาชาติ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                สามารถที่จะคัดเลือกผลงานของนักศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างหลากหลาย เพิ่มศักยภาพของนักศึกษาเพื่อผลักดันเข้าสู่เวทีงานประกวด ในอีกด้านหนึ่งนักศึกษาก็สามารถนำผลงานไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นงานศิลปนิพนธ์ในอนาคต                ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                เนื่องจากหัวข้อของเวทีการประกวดมีการเปลี่ยนแนวความคิดทุกปี จึงอาจจะทำให้หัวข้อการทำงานในรายวิชาวิทยานิพนธ์อาจจะไม่ตรงกับหัวข้อของเวทีการประกวด เนื่องจากเวลาในการทำงานมีค่อนข้างจำกัด และต้องผลักดันให้นักศึกษาทำงานอย่างต่อเนื่อง และส่งงานให้ตรงตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้คุณภาพผลงานคงไว้ซึ่งมาตรฐาน อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานจากในรายวิชาอื่น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล      การวัดผลและประเมินผลดำเนินการผ่านหลายกระบวนการ ได้แก่ การประเมินผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาจากคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การประเมินคุณภาพผลงานจากกระบวนการวิพากษ์ผลงาน (Design Critique) ในระหว่างการเรียนการสอน การติดตามผลการส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เช่น จำนวนผลงานที่ผ่านการคัดเลือกและจำนวนผลงานที่ได้รับรางวัล การสะท้อนผลการเรียนรู้ของนักศึกษา (Reflection) และการประเมินทักษะการนำเสนอผลงานในเชิงวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                ผลจากการดำเนินการในรายวิชา DGN 699 วิทยานิพนธ์ ที่ให้นักศึกษาทำงานด้วยการค้นคว้าอิสระ แต่อยู่ภายใต้แนวคิดทฤษฎีทางการออกแบบที่เป็นปัจจุบัน ทำให้ผลงานของนักศึกษามีคุณภาพทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหา จนสามารถที่จะคว้ารางวัลในงาน IAI Global Design Awards จัดโดย The Asia-Pacific Designers Federation (APDF) ได้ถึง 3 รางวัล ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถที่จะนำองค์ความรู้ ไปพัฒนาและก้าวเข้าสู่วงการออกแบบต่อไปในฐานะการทำงานเป็นนักออกแบบ ถือเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้กำหนดไว้           นอกจากนี้การที่งานนักศึกษาถูกวิพากษ์ (critic) จากนักออกแบบที่มีประสบการณ์ จะทำให้ผลงานสร้างสรรค์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ดีและเป็นการเพิ่ม soft skill ของนักศึกษาในการนำเสนอผลงานทางด้านวิชาชีพ                                                                       การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ จากการดำเนินงานตามแนวปฏิบัติดังกล่าว พบว่าผลงานของนักศึกษาสามารถได้รับรางวัลจากเวที IAI Global Design Awards จำนวน 3 รางวัล ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่มีผลงานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ                                                                    ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการเรียนการสอนในรายวิชา DGN 699 วิทยานิพนธ์ สามารถพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สร้างผลงานที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในเวทีระดับสากลได้จริง อีกทั้งยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของหลักสูตรและมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ           ในโครงการนี้ทางหลักสูตรฯ ได้นำองค์ความรู้ในรายวิชา DGN 699 วิทยานิพนธ์ นำมาบูรณาการองค์ความรู้โดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์การออกแบบ ซึ่งในรายละเอียดรายวิชาจะมีกระบวนการให้นักศึกษาทำความเข้าใจปรากฏการณ์การออกแบบ ที่สามารถนำประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นักศึกษาจะต้องมีกระบวนการนำความรู้ทางด้านนี้มานำเสนอหัวข้อกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อที่จะนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นผลงานสร้างสรรค์ มีกระบวนการทดลองทั้งในด้านเทคนิคและทดลองแนวความคิด โดยเฉพาะการใช้กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ (creative thinking) มาสร้างเป็นผลงานที่สามารถสื่อให้เห็นถึงประเด็นต่างๆ ได้  5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เพื่อให้แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ควรมีการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนและการสนับสนุนผลงานของนักศึกษาในหลายด้าน ได้แก่ การเพิ่มกิจกรรม workshop และการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจากภายนอกมาร่วมให้คำแนะนำและวิพากษ์ผลงาน การติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มของหัวข้อการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อให้สามารถปรับหัวข้อการพัฒนาผลงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของเวทีการประกวด การพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานและการสื่อสารแนวคิดการออกแบบของนักศึกษาให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณในการผลิตผลงานต้นแบบที่มีคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับรางวัลในเวทีระดับนานาชาติ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านการออกแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในวงการออกแบบ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานใน การทำงานเนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทางหลักสูตรฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันนักศึกษาให้ได้รับรางวัลในเวทีระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีต่อๆ ไป จึงอยากให้รักษากระบวนการเรียนการสอนในรายวิชานี้ให้มีการพัฒนามากยิ่ง โดยเฉพาะการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบกราฟิก การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบตราสินค้า และการออกแบบเพื่อความยั่งยืนมาร่วมทำ work shop กับนักศึกษาภายใต้หัวข้อหรือประเด็นทางด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการออกแบบและเวทีการประกวดระดับนานาชาติ                6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link https://iai-apdf.com/works/detail?id=1321 chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://www.iai-apdf.com/storage/upFile/ueditor/20250812/9fe0f3aafd325ba64347de4890df1a15.pdf

โครงการ “จากวิทยานิพนธ์สู่รางวัลยอดเยี่ยม” โครงการนำงานวิทยานิพนธ์สู่การประกวดรางวัล IAI Global Design Awards จัดโดย The Asia-Pacific Designers Federation (APDF) Read More »

ร้านอีโคซอน : การแบ่งปันตลาดเพื่อสังคม

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 ร้านอีโคซอน : การแบ่งปันตลาดเพื่อสังคม ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความสำคัญกับการเรียนและการพัฒนาเศรษฐกิจภาคส่วนที่ 3 หรือเศรษฐกิจภาคประชาชน จึงได้บรรจุวิชาเศรษฐกิจภาคประชาชนไว้ในหลักสูตรปริญญาตรีของคณะ โดยเศรษฐกิจภาคประชาชนไม่ใช่ภาคเอกชนและภาครัฐ แต่เป็นการดำเนินงานโดยประชาชน ซึ่งในโครงการนี้เน้นการพัฒนาความร่วมมือของภาคประชาชนระหว่างแรงงาน เกษตรกร นักศึกษาผู้พิการ และนักศึกษาภาคปกติ  โดยคณะเศรษฐศาสตร์ ได้เปิดการเรียนการสอนวิชาเศรษฐกิจภาคประชาชนให้แก่นักศึกษาผู้ใหญ่ที่เป็นแรงงานและเกษตร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจ ในโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ หลักสูตรเศรษฐกรดิจิทัลเพื่อชุมชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยได้ดำเนินการ 2 รุ่น จำนวน 79 คน นอกจากนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ ยังได้เปิดให้มีการเรียนการสอนในหลักสูตรปริญญาตรีเศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับผู้พิการ ปัจจุบันมีนักศึกษาอยู่ 61 คน ภายหลังจากจบโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ หลักสูตรเศรษฐกรดิจิทัลเพื่อชุมชน นักศึกษาที่ได้เล่าเรียนในหลักสูตรดังกล่าว ที่เป็นเกษตรกร แรงงาน จึงได้ร่วมกับนักศึกษาผู้พิการ และนักศึกษาภาคปกติ ของคณะเศรษฐศาสตร์ ในการจัดตั้งเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ และได้ร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งพื้นที่ตลาดชื่อว่า “ร้าน ECOSON” ย่อมาจาก Economic Solidarity Network ในบริเวณสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) จตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นห้องทดลองทางสังคม(social lab) ของนักเศรษฐศาสตร์ โดยใช้แนวคิด “การแบ่งปันตลาด”เพื่อให้เกิดพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่คนกลุ่มเปราะบาง อันได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร้สารพิษ แรงงานในระบบที่ประสงค์จะมีอาชีพเสริม แรงงานนอกระบบ ผู้พิการ และนักศึกษา ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าว ในการจำหน่ายพืชผัก อาหาร ไร้สารพิษ เช่น ผักสลัด ผักพื้นบ้าน โกโก้ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น ที่เป็นสินค้าที่มาจากพื้นที่วิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ตลอดจนสินค้าและงานหัตถกรรมของผู้พิการ เช่น พรมเช็คเท้า ยาหม่องน้ำกัญชา เป็นต้น ตลอดจนงานบริการที่ดำเนินงานโดยนักศึกษาผู้พิการ คือ การนวดแผนไทย เป็นการนวดคอ บ่า ไหล่ ให้แก่ผู้ที่มาออกกำลังกายที่สวนวชิรเบญจทัศ โดยเกษตรกรเป็นผู้ผลิต นักศึกษาภาคปกติกับนักศึกษาผู้พิการกลุ่มการเคลื่อนไหว เป็นผู้บริหารและจัดการร้าน  แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                ณ ปัจจุบัน พื้นที่ตลาดแห่งนี้ ได้ขยายโอกาสให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผักผลไม้ไร้สารพิษ เป็นพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนและยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติจริงของนักศึกษา และยังช่วยสร้างงานและรายได้ให้แก่นักศึกษาระหว่างเรียน เปิดโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวและกลุ่มสายตา ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้         ตลาดกลายเป็นปัจจัยการผลิตชนิดที่ 5 ที่มีความสำคัญต่อโลกทุนนิยม หากไม่มีตลาด ธุรกิจก็จะประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะถึงจะมีเงินทุน หรือผลิตสินค้าดีเท่าไร หากไม่มีตลาดก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำธุรกิจได้ ตลาดจึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญที่สุด แต่ในประเทศไทย ตลาดตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย การผูกขาดตลาดจึงเป็นที่มาของต้นทุนในการเข้าถึงตลาด ก็คือ ค่าเช่า ตลาดใดลูกค้ามากค่าเช่าก็จะสูง แต่ก็พลอยทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของภาคประชาชนสูงไปด้วย ดังนั้น รัฐบาลในฐานะเป็นผู้คุมนโยบายและกฎหมาย หากมีกฎหมายที่ทำให้เกิดการแบ่งปันตลาด ระหว่างพื้นที่ตลาดของรายใหญ่กับรายเล็ก ก็จะทำให้ทุกฝ่ายดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ได้ด้วยภาคประชาชนที่สร้าง GDP มากถึง 52% โครงการนี้จึงได้ทดลองให้มีการแบ่งปันตลาด โดยความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ ที่ได้เปิดตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้พิการ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และ อ.อรอนงค์ นิธิภาคย์       รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้  ความรู้เรื่องเศรษฐกิจภาคประชาชน ความสำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การแบ่งปันตลาด การบริหารจัดการร้านเพื่อสังคม การตลาดเพื่อสังคม สินค้าเพื่อสังคม 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1  โปรดระบุ KR   KR   KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยกระบวน การเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้อกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผสู่ลลัพธ์การเรียนรู้ คาดหวัง      ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. เปิดการเรียนการสอนวิชาเศรษฐกิจภาคประชาชนให้แก่นักศึกษาทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ(ผู้พิการ) 2. ให้บริการทางวิชาการแก่บุคคลภายนอกที่เป็นแรงงานและเกษตรกร 3. จัดตั้งเครือข่ายดำเนินงาน 4. จัดหาสถานที่ในการ “แบ่งปันตลาด” 5. ระดมทุน 6. อบรมเพิ่มเติมผู้เข้าร่วม ในเรื่อง การลงทุน การบริหารร้าน การเลือกสินค้า การให้บริการลูกค้า แพคเกจสินค้า การตลาด การบริหารค่าตอบแทน การทำบัญชี และการทำสต๊อกสินค้า และการมีเป้าหมายเพื่อสังคม 7. การลงมือปฏิบัติ และสรุปผล ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)     ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 ร้าน ECOSON มียอดขายสินค้าและบริการไปแล้วจำนวน  909,211.90 บาท แผนแพทย์ไทยผู้พิการทางสายตา มีรายได้จากงานนวดจำนวน 81,916.75 บาท สโมสรนักศึกษาผู้พิการของคณะเศรษฐศาสตร์ ได้รับเงินจากงานนวดแผนไทย เข้ากองทุนการศึกษาสำหรับผู้พิการของคณะฯ จำนวน  40,958.38 บาท และนักศึกษาภาคปกติของคณะเศรษฐศาสตร์ ได้รับค่าตอบแทนในการดูแลจัดการร้านจำนวน  62,980.00 บาท 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน 1. เปิดการเรียนการสอนวิชาเศรษฐกิจภาคประชาชนให้แก่นักศึกษาทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ(ผู้พิการ) ให้บริการทางวิชาการแก่บุคคลภายนอกที่เป็นแรงงานและเกษตรกร จัดตั้งเครือข่ายดำเนินงาน จัดหาสถานที่ในการ “แบ่งปันตลาด” ต่อมาทางสหภาพการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้พื้นที่บริเวณศาลาหน้าสวนวชิรเบญจทัศน์ในการเป็นตลาดแบ่งปัน ระดมทุน อบรมเพิ่มเติมผู้เข้าร่วม ในเรื่อง การลงทุน การบริหารร้าน การเลือกสินค้า การให้บริการลูกค้า แพคเกจสินค้า การตลาด การบริหารค่าตอบแทน การทำบัญชี และการทำสต๊อกสินค้า และการมีเป้าหมายเพื่อสังคม ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข     ระบบการจัดร้านค้าโดยเฉพาะจุดชำระเงินจากการซื้อสินค้า ที่ลูกค้าต้องรอนาน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาระบบ POS ในการจัดการเรื่องสต็อกสินค้า บัญชีร้าน และการชำระหน้าร้านได้รวดเร็วขึ้น 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                1.ยอดขายในแต่ละวัน/สัปดาห์ และสินค้าที่จำหน่ายและบริการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น     ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 ร้าน ECOSON มียอดขายสินค้าและบริการไปแล้วจำนวน  909,211.90 บาท แผนแพทย์ไทยผู้พิการทางสายตา มีรายได้จากงานนวดจำนวน 81,916.75 บาท สโมสรนักศึกษาผู้พิการของคณะเศรษฐศาสตร์ ได้รับเงินจากงานนวดแผนไทย เข้ากองทุนการศึกษาสำหรับผู้พิการของคณะฯ จำนวน  40,958.38 บาท และนักศึกษาภาคปกติของคณะเศรษฐศาสตร์ ได้รับค่าตอบแทนในการดูแลจัดการร้านจำนวน  62,980.00 บาท การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ     การใช้แนวคิด “การแบ่งปันตลาด”เพื่อให้เกิดพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่คนกลุ่มเปราะบาง อันได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร้สารพิษ แรงงานในระบบที่ประสงค์จะมีอาชีพเสริม แรงงานนอกระบบ ผู้พิการ และนักศึกษา ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าว ในการจำหน่ายพืชผัก อาหาร ไร้สารพิษ เช่น ผักสลัด ผักพื้นบ้าน โกโก้ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น ที่เป็นสินค้าที่มาจากพื้นที่วิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ตลอดจนสินค้าและงานหัตถกรรมของผู้พิการ เช่น พรมเช็คเท้า ยาหม่องน้ำกัญชา เป็นต้น ตลอดจนงานบริการที่ดำเนินงานโดยนักศึกษาผู้พิการ คือ การนวดแผนไทย เป็นการนวดคอ บ่า ไหล่ ให้แก่ผู้ที่มาออกกำลังกายที่สวนวชิรเบญจทัศ โดยเกษตรกรเป็นผู้ผลิต นักศึกษาภาคปกติกับนักศึกษาผู้พิการกลุ่มการเคลื่อนไหว เป็นผู้บริหารและจัดการร้าน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                การขยายแนวคิด “แบ่งปันตลาด” ไปในพื้นที่อื่น  และจะมีการทำโครงงานวิจัยในกลุ่มนักศึกษาผู้พิการ ที่เรียนวิชาโครงงานวิจัย ให้มาทำวิจัยบูรณาการร่วมเพื่อยกระดับร้านอีโคซอนต่อไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                ปัจจุบันตลาดกลายเป็นปัจจัยการผลิตชนิดที่ 5 ที่มีความสำคัญต่อโลกทุนนิยม หากไม่มีตลาด ธุรกิจก็จะประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะถึงจะมีเงินทุน หรือผลิตสินค้าดีเท่าไร หากไม่มีตลาดก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำธุรกิจได้ ตลาดจึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญที่สุด แต่ในประเทศไทย ตลาดตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย การผูกขาดตลาดจึงเป็นที่มาของต้นทุนในการเข้าถึงตลาด ก็คือ ค่าเช่า ตลาดใดลูกค้ามากค่าเช่าก็จะสูง แต่ก็พลอยทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของภาคประชาชนสูงไปด้วย ดังนั้น รัฐบาลในฐานะเป็นผู้คุมนโยบายและกฎหมาย หากมีกฎหมายที่ทำให้เกิดการแบ่งปันตลาด ระหว่างพื้นที่ตลาดของรายใหญ่กับรายเล็ก ก็จะทำให้ทุกฝ่ายดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ได้ด้วยภาคประชาชนที่สร้าง GDP มากถึง 52% โครงการนี้จึงได้ทดลองให้มีการแบ่งปันตลาด โดยความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ ที่ได้เปิดตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้พิการ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต 6. ข้อมูลประกอบ ลิงก์ข่าว : Ecoson พื้นที่ศึกษาเพื่อยกระดับผู้ทุพพลภาพในระดับอุดมศึกษา https://mgronline.com/politics/detail/9670000055998 ห้องทดลองทางสังคม ให้นักศึกษาเรียนรู้จริง บนฐานเศรษฐกิจฐานรากhttps://youtu.be/RlId7XA3kPg?si=w-BiryuZYlHjCwiF

ร้านอีโคซอน : การแบ่งปันตลาดเพื่อสังคม Read More »

“RBL Coaching Model: ยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 “RBL Coaching Model: ยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ” ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                ในยุคที่โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruptive Change) อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และระบบสารสนเทศ ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการบุคคลที่มีความยืดหยุ่น โดยมีทักษะความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน รวมถึงความไม่แน่นอนทางสภาพสังคมและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามระบบการศึกษาแบบเดิมที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียนเพียงฝ่ายเดียว (Teacher-Centered) จึงไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมในยุคปัจจุบัน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาจึงได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered)  ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยก้าวข้ามขีดจำกัดของการท่องจำเนื้อหาจากตำราเพียงอย่างเดียว การปรับเปลี่ยนนี้เองส่งผลให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งยังมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้ของตนเอง และพร้อมที่จะเปลี่ยนจากความรู้ที่ได้รับให้กลายเป็นสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกวิชาชีพ  (Wani, 2020)                อย่างไรก็ตามการพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นต้องมุ่งเน้นที่สมรรถนะของผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมต่อโลกการทำงานจริง และการดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ซึ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ใช้รูปแบบการถ่ายทอดความรู้แบบเดิม ไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ซึ่งให้ความสำคัญกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ตลอดจนการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผล ให้มีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ (Constructive Alignment) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนจะเกิดทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สามารถบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง (เรณุมาศ มาอุ่น, 2559; สุเมธ แย้มนุ่น, 2560)                จากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในบริบทของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่ต้องอาศัยองค์ความรู้การวิจัยกับการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อก้าวทันต่อพลวัตของสังคม ทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎี ควบคู่กับการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ตอบสนองบริบทของอุตสาหกรรมในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา ซึ่งเป็นวิชาเอกบังคับของสาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ โดยมีผู้เรียนเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกวิชาชีพ แม้ว่ารายวิชาดังกล่าวจะมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถออกแบบงานวิจัยสำหรับงานโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ด้วยตนเอง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ข้อค้นพบหรือองค์ความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยไม่สามารถนำไปสู่การเผยแพร่ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงวิชาชีพได้อย่างเหมาะสม ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการทำรูปเล่มวิจัย แต่คือการขาดกระบวนการเรียนการสอนเชิงบูรณาการที่จะยกระดับงานวิจัยในรายวิชาสู่การเผยแพร่ผลงานวิจัยในเวทีวิชาการระดับชาติ ที่สร้างประโยชน์ให้เกิดเป็นผลกระทบเชิงบวก (Social Impact) แก่สังคมและภาคอุตสาหกรรมโฆษณาในวงกว้าง                ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงได้ออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) ในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา ในปีการศึกษา 2568 จากการนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาเริ่มทดลองใช้ในปีการศึกษา 2567 อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่ได้รับรางวัลผลการวิจัยดีเด่น (Best Paper Award) จากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยปรับเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จาก “ผู้สอน” (Instructor) ในชั้นเรียน สู่การเป็น “โค้ช” (Coach) ซึ่งทำหน้าที่แนะนำแนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยให้กับผู้เรียน เพื่อยกระดับงานวิจัยในรายวิชาสู่การเผยแพร่ในเวทีระดับชาติที่สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา และการผลิตบัณฑิตนิเทศศาสตร์ที่มีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนสังคมด้วยฐานรากแห่งความรู้อย่างแท้จริง แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้                     1.1 การประหยัดเวลา กล่าวคือ ในปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 และ 2 รายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา มีการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตลอดภาคการศึกษา ระยะเวลา 16 สัปดาห์ (4 เดือน) สามารถยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนไปสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่               1.1.1 บทความวิจัยเรื่อง “การนำเสนอเนื้อหาของบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์บนสื่อ TikTok กับแนวทางการรู้เท่าทันสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล” เผยแพร่ในวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2568               1.1.2 บทความวิจัยเรื่อง “การรู้เท่าทันการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม TikTok” ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดผลงานวิชาการ ประเภทความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)           1.2 การประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ในด้านความคุ้มค่าเชิงต้นทุน กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) โดยใช้ทรัพยากรและงบประมาณดำเนินงานปกติของรายวิชา มาบริหารจัดการให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ซึ่งโดยปกติการผลิตและเผยแพร่ผลงานวิชาการระดับชาติอาจต้องใช้งบประมาณสนับสนุนการวิจัย จึงถือเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่เป็นต้นทุนเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตร ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การนำเสนอในเวทีวิชาการระดับชาติ ได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกและผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาผลงานวิจัยให้มีความสมบูรณ์ มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และการเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางวิชาการและวิชาชีพ ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือได้รับรางวัล สามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เมื่อต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนในอนาคต ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Active Learning  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์ สาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ที่นำมาใช้ในแนวปฏิบัตินี้ เกิดจากประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนและการให้คำปรึกษางานวิจัยของผู้สอนในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการเข้าร่วมอบรมด้านการวิจัย การจัดทำและเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบทบาทในการเป็นวิทยากรด้านการวิจัยในระดับปริญญาโท และการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของวารสารวิชาการ ทำให้เข้าใจในมาตรฐานและกระบวนการพิจารณาต่างๆ ประสบการณ์ดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานร่วมกับการโค้ชเชิงพัฒนา เพื่อยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอน มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น  –   ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ รายละเอียดตัวชี้วัด องค์ประกอบที่ 3 นักศึกษา ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model: การยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ” ในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) และผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (Course Learning Outcomes: CLOs) ในปีการศึกษา 2568 โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ ดังแสดงในภาพที่ 1 กล่าวคือ ภาพที่ 1 แบบจำลองของกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) จัดทำโดยผู้สอนในรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา (บดินทร์ เดชาบูรณานนท์, 2568) การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน (OBE Alignment)                ผู้สอนเริ่มจากการวิเคราะห์ความสอดคล้องกัน ระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) และผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (Course Learning Outcomes: CLOs) ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะในการดำเนินการวิจัยด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นระบบ โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดหัวข้อการวิจัย การออกแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงการจัดทำโครงงานและบทความวิจัยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางวิชาการ ทั้งยังสามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยในเวทีวิชาการและวารสารวิชาการระดับชาติ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ RBL Coaching                “RBL Coaching Model” มีการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิจัยเป็นฐาน (Research-Based Learning: RBL) ร่วมกับเทคนิคการโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching) ซึ่ง ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557) ได้อธิบายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน (Research-Based Learning) ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติกระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอนทำให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง อาจใช้การประมวลผลงานวิจัยมาประกอบการสอน โดยเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สนับสนุนแนวคิดของการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้และค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง                การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานมีความสัมพันธ์กับการโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching) ที่ช่วยส่งเสริมในการตั้งคำถามและปัญหา เพื่อช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามธรรมชาติและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดย Costa and Garmston (2002) ได้เสนอขั้นตอนกระบวนการโค้ชเพื่อช่วยพัฒนาความคิดของผู้เรียนไว้ 4 ขั้นตอน กล่าวคือ 1) การวางแผน (Planning) เป็นขั้นตอนการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เลือกวิธีการในการดำเนินการ 2) การเฝ้าสังเกตติดตาม (Monitoring) เพื่อให้บรรลุผลตามตัวชี้วัดและปรับปรุงแก้ไขวิธีการให้เกิดประสิทธิภาพ 3) การวิเคราะห์ (Analyzing) เป็นขั้นตอนที่โค้ชเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนสรุปเหตุการณ์เปรียบเทียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ และ 4) การประยุกต์ (Applying) เป็นการนำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน                อย่างไรก็ตามกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตลอดกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ศึกษากรณีตัวอย่างจากการสืบค้นและวิเคราะห์งานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผลงานวิจัยของผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ เพื่อให้เห็นรูปแบบ แนวทางของงานวิจัยที่มีความหลากหลาย ควบคู่กับการได้รับการติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้คำปรึกษา และการโค้ชจากผู้สอนอย่างต่อเนื่อง                              2.1 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัย (Research-Based Learning Process)                              เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ โดยมีเทคนิคการดำเนินงาน (How-to) เริ่มต้นจากการกำหนดหัวข้อวิจัยด้วยเทคนิคการวางกรอบโจทย์วิจัยตามความสนใจของผู้เรียน (Interest-Based Research Framing) ผู้สอนชักชวนผู้เรียนสำรวจปรากฏการณ์สื่อสารด้านการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ที่สนใจ แล้วจึงใช้วิธีการแนะนำให้ประเด็นหัวข้อแคบลง เพื่อให้สัมพันธ์กับหัวข้อวิจัยของเวทีการประชุมวิชาการแห่งชาติ หรือการพิจารณาขอบเขตเนื้อหาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโจทย์และลดกำแพงความกังวลและทัศนคติที่มองว่าวิชาวิจัยเป็นเรื่องยาก จากนั้นผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะผ่านบทบาทของผู้สอนกลายเป็นโค้ชให้คำปรึกษา (Consultative Coach) ตั้งแต่การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเลือกเครื่องมือเก็บข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในภาคสนาม ไปจนถึงการลงรหัสข้อมูล การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประมวลข้อมูล โดยเน้นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมองหาความหมายเบื้องหลังของปรากฏการณ์ที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ที่ลุ่มลึกและมีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาการ                              2.2 การโค้ชเชิงพัฒนา (Developmental Coaching)                              ผู้สอนติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในชั้นเรียน ผ่านการตั้งคำถามหลายแง่มุม รวมถึงให้คำปรึกษาในการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้และส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างรอบด้าน การโค้ชเชิงพัฒนาในขั้นตอนนี้มิได้มุ่งเน้นการให้คำตอบหรือชี้นำโดยตรง ผู้สอนใช้เทคนิคการตั้งคำถามกับผู้เรียน ตัวอย่างเช่น                                       2.2.1 การกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามและพิจารณาความเหมาะสมของกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่เลือกใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางการสื่อสาร                                       2.2.2 การชักชวนให้ผู้เรียนทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำการศึกษา เพื่อค้นหาช่องว่างของงานวิจัย (Research Gap) และความใหม่ทางวิชาการ                                       2.2.3 การส่งเสริมให้ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความผลการวิจัยโดยเปรียบเทียบกับงานวิจัยเดิม เพื่อสะท้อนความสอดคล้อง ความแตกต่าง และคุณค่าทางวิชาการ                              กระบวนการโค้ชเชิงพัฒนาดังกล่าว ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงและพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียน ผู้สอนได้รับฟังสิ่งที่ผู้เรียนคาดว่าน่าจะเป็นอุปสรรคระหว่างการลงมือทำ เพื่อให้เกิดภาพร่างของงานวิจัยที่ตรงกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนนั้นเกิดความถูกต้องทางด้านระเบียบวิธีวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูล                              2.3 การยกระดับผลงาน (Academic Output Enhancement)                              ผู้สอนคัดเลือกผลงานวิจัยของผู้เรียนที่มีศักยภาพทั้งด้านประเด็นการวิจัย การออกแบบงานวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำโครงงานวิจัยฉบับสมบูรณ์มาย่อเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบของบทความวิจัย (Research Article) ที่มีความสมบูรณ์ตามเกณฑ์มาตรฐานของการประชุมวิชาการหรือวารสารวิชาการระดับชาติ เมื่อคัดเลือกผลงานได้แล้วผู้สอนและผู้เรียนจะร่วมกันปรับแต่ง เรียบเรียงเนื้อหา หรือสังเคราะห์ผลการวิจัยอีกครั้ง กรณีผลงานวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการระดับชาติ ผู้สอนจะโค้ชอย่างใกล้ชิดในรายละเอียดเนื้อหา ผลงานวิจัย การออกแบบและจัดทำสื่อนำเสนอ (Presentation Slides) การซ้อมการนำเสนอแบบจับเวลา 10-15 นาที เสมือนผู้เรียนต้องขึ้นเวทีนำเสนอจริง เพื่อฝึกทักษะการบริหารจัดการเวลา (Time Management) และการจัดลำดับความคิดภายใต้สภาวะกดดัน โดยผู้สอนสวมบทบาทเป็นกรรมการหรือผู้ทรงคุณวุฒิมีการใช้คำถามเพื่อเน้นย้ำในจุดที่งานวิจัยยังมีช่องว่าง เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนมีไหวพริบในการตอบคำถามเฉพาะหน้า การหาข้อมูลเพิ่มเติม การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ หรือความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัยมาอธิบายเพิ่มเติม เทคนิคนี้เป็นหัวใจสำคัญที่เพิ่มความมั่นใจให้ผู้เรียนไม่ตื่นตระหนกหรือประหม่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ทรงคุณวุฒิ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการจัดการเรียนรู้ (Evidence-Based Learning Outcomes)                ผู้สอนได้นำกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) ในการจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา โดยผลงานวิจัยของนักศึกษาสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยมีผลงานวิจัยได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยไปต่อยอด หรือการขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้จริง ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ ทักษะ และสมรรถนะด้านการวิจัยได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ อันเป็นการยืนยันถึงความสอดคล้องของการจัดการเรียนรู้ภายใต้แนวทางการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) และการเชื่อมโยงระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs) กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แนวปฏิบัติดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นกลไกการจัดการความรู้ในระดับรายวิชา ให้เกิดเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยน และต่อยอดในแวดวงวิชาการได้อย่างยั่งยืน การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing)                  ผู้สอนได้ดำเนินการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกลไก 2 ระดับ ดังนี้                              4.1 กิจกรรม Research Showcase ให้ผู้เรียนรุ่นพี่ที่ผ่านการเรียนวิชาดังกล่าว โดยมีประสบการณ์ที่ผลงานวิจัยได้รับการคัดเลือกหรือได้รับรางวัลระดับชาติ มาถ่ายทอดเคล็ดลับความสำเร็จของงานวิจัย (Research Success Story) เน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ตั้งแต่กระบวนการออกแบบงานวิจัย การเตรียมตัวนำเสนอ และการตอบข้อซักถามของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือความล้มเหลวระหว่างการทำวิจัย เช่น ความท้อถอยจากการโดนแก้งานวิจัยจากผู้สอนหลายรอบ การหาข้อมูลไม่ได้ หรือการรายงานความก้าวหน้าไม่ทันตามกำหนด เป็นต้น เพื่อให้รุ่นน้องที่เป็นผู้เรียนปัจจุบัน เรียนรู้แนวทางการรับมือ สร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนการก้าวผ่านอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ                              4.2 การดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในสาขาวิชาการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการถอดบทเรียนความสำเร็จเชิงประจักษ์จากรางวัลชนะเลิศระดับชาติ เพื่อสกัดเป็นองค์ความรู้ร่วมกับคณาจารย์ในสาขาวิชา ผ่านกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของผู้เรียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งสาขาวิชา ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้มแข็งเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่การนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ และการเผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศทางวิชาการและการเป็นต้นแบบการจัดการความรู้ที่ยั่งยืน  ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)           การดำเนินงานตามแนวปฏิบัตินี้ใช้ทรัพยากรหลักจากการบริหารจัดการภายในรายวิชา โดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย ทรัพยากรด้านบุคลากร ผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) กำกับติดตาม ให้คำปรึกษา และโค้ชเชิงพัฒนาแก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการดำเนินงานวิจัยในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของผู้เรียนระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ ทรัพยากรด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ ใช้ห้องเรียนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (SPSS) ควบคู่กับการสืบค้นฐานข้อมูลงานวิจัยออนไลน์ รวมถึงบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านแพลตฟอร์ม Google Classroom สำหรับการอัปโหลดไฟล์เอกสารประกอบการสอน การกำกับติดตามความก้าวหน้า และการจัดเก็บโครงงานวิจัยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังใช้แอปพลิเคชัน Line กลุ่ม เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารเพื่อให้คำปรึกษาแบบทันท่วงที ซึ่งช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและกระตุ้นศักยภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรด้านการเผยแพร่ผลงาน ผู้สอนบริหารจัดการช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยมุ่งเน้นการใช้เวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ และวารสารวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน เป็นช่องทางหลักในการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำเสนอผลงานสู่สาธารณะ โดยคัดเลือกหน่วยงานและแหล่งตีพิมพ์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ผลงาน เพื่อลดภาระด้านทุนทรัพย์และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงพื้นที่ทางวิชาการได้อย่างเท่าเทียม 3. การลงมือปฏิบัติ ในการนำแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ผู้สอนมุ่งเน้นการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียนและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการโค้ชอย่างเป็นระบบ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้                3.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสร้างแรงจูงใจ                ในช่วงเริ่มต้นผู้เรียนส่วนใหญ่มองว่าวิชาวิจัยเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ผู้สอนจึงปรับเปลี่ยนวิธีการจากการบรรยายเนื้อหาตามตำรา มาเป็นการใช้วิธีเปิดมุมมองใหม่ โดยการนำกรณีศึกษา (Case Study) ความสำเร็จของรุ่นพี่ที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ การตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในวารสารวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดและสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ                เทคนิคการปฏิบัติ: เปลี่ยนบรรยากาศห้องเรียนให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิด (Brainstorming Session) โดยใช้กำหนดกรอบหัวข้อวิจัยไว้คร่าวๆ ซึ่งได้มาจากการสำรวจการประชุมวิชาการระดับชาติของสถาบันต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นพบ “หัวข้อวิจัย” ที่เกิดจากความสนใจของผู้เรียน ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้สำเร็จเหมือนรุ่นพี่                3.2 การปฏิบัติการโค้ชรายกลุ่ม                เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการวิจัย พบว่าผู้เรียนมักเผชิญอุปสรรคทางความคิด ที่ไม่สามารถคาดเดาคำตอบหรือตั้งสมมติฐานการวิจัยได้ หรือการทบทวนวรรณกรรมยังไม่เห็นถึงช่องว่างการวิจัย (Research Gap) ที่เกิดขึ้น ผู้สอนจึงได้ทำการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียนทีละกลุ่ม เพื่อระดมความคิดให้ผู้เรียนเกิดมุมมองของหัวข้อวิจัยที่มีความหลากหลาย โดยผู้สอนมีการเตรียมตัวในการทบทวนวรรณกรรมหัวข้อวิจัยที่ผู้เรียนสนใจไว้เบื้องต้น เพื่อนำมาสกัดประเด็นสำคัญร่วมกับผู้เรียน                เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ตรวจแก้ (Corrector) แต่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความคิด โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถามไล่เรียงจากประเด็นกว้างสู่ประเด็นเฉพาะ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทางสังคมกับทฤษฎีที่เลือกใช้ นอกจากนี้ยังช่วยแนะนำการวางโครงสร้างการเขียนโครงงานวิจัย 5 บท ให้มีความลุ่มลึกและมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลมากขึ้น                3.3 การคัดเลือกและปรับปรุงผลงานวิจัยก่อนเข้าสู่การประชุมวิชาการ                ผู้สอนได้ดำเนินการคัดเลือกผลงานวิจัยที่มีความลุ่มลึกได้มาตรฐานทางวิชาการ โดยพิจารณาจากงานวิจัยที่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมที่ทันสมัยและมีคุณค่าต่อวิชาชีพ เพื่อยกระดับงานวิจัยดังกล่าวเข้าสู่เวทีการประชุมวิชาการระดับชาติและการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ โดยผู้สอนจะทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการโค้ช เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากงานวิจัยในชั้นเรียนไปสู่งานวิจัยระดับชาติ                เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันจัดทำบทความวิจัยตามเกณฑ์ของการประชุมวิชาการระดับชาติอีกครั้ง โดยพิจารณาเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์ ความถูกต้องของรายการอ้างอิง เมื่องานวิจัยผ่านเข้ารอบผู้สอนได้มีการซักซ้อมเพื่อจับเวลาการนำเสนอ การสวมบทบาทเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นที่ปรึกษาและกรรมการภายนอกมาตั้งคำถามในมุมมองที่หลากหลาย เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการตอบข้อซักถามเชิงวิชาการอย่างมั่นใจ กระบวนการนี้ช่วยลดความประหม่าและเสริมสร้างบุคลิกภาพความเป็นมืออาชีพ                3.4 การจัดการความรู้ตลอดระยะเวลาการเรียนการสอน                ตลอดระยะเวลาการเรียนการสอน ผู้สอนได้สังเกตการณ์และจดบันทึกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในงานวิจัยของผู้เรียน เช่น ความสับสนหรือไม่แม่นยำในระบบการอ้างอิงตามแบบ APA (7th Edition)  การใช้ภาษาพูดกึ่งทางการในงานวิจัยมากกว่าการใช้ภาษาเชิงวิชาการ หรือการใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลคำทับศัพท์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เป็นต้น                เทคนิคการปฏิบัติ: ผู้สอนสกัดปัญหาเหล่านั้นมาสรุปเป็น “เช็กลิสต์ (Checklist) ข้อควรระวัง” และสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่มของรายวิชา เพื่อให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการจัดทำและป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อน ถือเป็นการจัดการความรู้ที่เกิดขึ้นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนในภาพรวมได้   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข           จากการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) พบปัญหาและอุปสรรคในหลายประเด็น ซึ่งผู้สอนได้ดำเนินการปรับแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ ผู้เรียนขาดประสบการณ์ด้านการทำวิจัย ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการวิจัยในเชิงลึก โดยเฉพาะการกำหนดกรอบแนวคิด การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย และการเขียนเชิงวิชาการ           แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนใช้การเรียนรู้ผ่านกรณีตัวอย่างจากงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่จริง ร่วมกับการโค้ชเชิงพัฒนาและการให้ข้อเสนอแนะในการปรับแก้ทีละจุด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจและทักษะด้านการวิจัยอย่างเป็นลำดับขั้น ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนางานวิจัยให้ถึงมาตรฐานเวทีวิชาการ การยกระดับโครงงานวิจัยในรายวิชาให้มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการนำเสนอหรือเผยแพร่ในเวทีวิชาการระดับชาติ จำเป็นต้องใช้เวลามากกว่ากรอบเวลาการเรียนการสอนตามปกติ           แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนวางแผนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาผลงานต่อเนื่องให้แล้วเสร็จเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา ความแตกต่างด้านศักยภาพและความพร้อมของผู้เรียน ผู้เรียนมีพื้นฐาน ทักษะ และแรงจูงใจในการทำวิจัยแตกต่างกัน ส่งผลต่อความก้าวหน้าและคุณภาพของผลงาน           แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนใช้การโค้ชเชิงพัฒนาแบบยืดหยุ่น โดยปรับระดับการให้คำปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละกลุ่มตามระดับการเรียนรู้ และส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ความท้าทายในการปรับผลงานให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของเวทีวิชาการ ผู้เรียนยังขาดความเข้าใจในรูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาผลงานของการประชุมวิชาการหรือวารสารวิชาการ           แนวทางการแก้ไข: ผู้สอนนำเกณฑ์การพิจารณาบทความและตัวอย่างผลงานวิจัยที่ผ่านการเผยแพร่มาใช้เป็นแนวทางในการโค้ชเชิงพัฒนา พร้อมทั้งช่วยสะท้อนจุดแข็ง จุดที่ควรปรับปรุง และแนวทางการพัฒนาผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ           จากการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัติ “RBL Coaching Model” (Research-Based Learning Coaching Model) และการจัดการปัญหาอุปสรรคอย่างเป็นระบบ พบความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการเรียนการสอนในอดีต โดยทางด้านบรรยากาศการเรียนรู้ได้เปลี่ยนจากการเน้นทฤษฎีตามตำรา มาเป็นการโค้ชเชิงพัฒนารายกลุ่มและการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดที่เปิดกว้าง ส่งผลให้ผู้เรียนเปลี่ยนทัศนคติจากการถูกบังคับให้ทำวิจัย เป็นการทำวิจัยภายใต้แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลงานให้สำเร็จ           ในส่วนของประสิทธิภาพการจัดการความรู้ จากเดิมที่ปัญหาการเรียนการสอนในรายวิชามักถูกแก้ไขเป็นรายบุคคลโดยไม่มีการเก็บบันทึก ผู้สอนได้พัฒนากระบวนการสกัดบทเรียนที่เกิดขึ้นจริง (Lessons Learned) มาเป็น “เช็กลิสต์ (Checklist) ข้อควรระวัง” เพื่อแบ่งปันผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่ม ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้นเรียนและป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลงาน โดยยกระดับจากเพียงโครงงานวิจัยในรายวิชาทั่วไป มาสู่งานวิจัยที่มีความลุ่มลึก มีองค์ความรู้ใหม่ และสามารถผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติของหน่วยงานที่กำกับมาตรฐาน ดังเช่นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สำเร็จ           นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังส่งผลต่อการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียน (Competency) อย่างครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความรู้ (Knowledge) ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงหลักการวิจัยเข้ากับมาตรฐานวิชาชีพได้อย่างแม่นยำและลึกซึ้ง ด้านทักษะ (Skill) ที่เกิดความเชี่ยวชาญในการผลิตงานวิจัยคุณภาพได้มาตรฐาน และการนำเสนอในระดับวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านทัศนคติ (Attitude) ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ และมองเห็นคุณค่าของการทำงานวิจัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม           ความสำเร็จดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดรับกับทักษะในศตวรรษที่ 21 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล           การตรวจสอบและวัดผลของแนวปฏิบัตินี้ ดำเนินการโดยยึดกรอบการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) ซึ่งสอดคล้องกับระบบการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ที่ระบุไว้ในเอกสาร RQF3 หมวดที่ 4 และหมวดที่ 7 ของรายวิชา ADM354 การวิจัยและพัฒนาเพื่องานโฆษณา โดยมุ่งเน้นการประเมินสมรรถนะที่สำคัญ 4 ด้าน เพื่อตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ดังนี้           4.1 การประเมินทักษะด้านความรู้และทักษะ (CLO 1, 2) เป็นการประเมินจากสมรรถนะในการวิเคราะห์และออกแบบงานวิจัย โดยใช้โครงงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Final Project) เป็นเครื่องมือวัดผลหลักในสัปดาห์ที่ 16 (สัดส่วนร้อยละ 50 ตาม RQF3) และมีการทดสอบย่อย กิจกรรมย่อย (สัดส่วนร้อยละ 20 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาขั้นตอนการออกแบบงานวิจัยและความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างเหมาะสม           4.2 การประเมินทักษะด้านจริยธรรม (CLO 3) เป็นการประเมินจากสมรรถนะในการปฏิบัติตนให้เหมาะสมตามกฎระเบียบ มีวินัย ตรงต่อเวลา ตระหนักในคุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพด้านการวิจัยเพื่อการโฆษณาและสื่อสร้างสรรค์ โดยพิจารณาจากการมาเรียน การส่งงานตรงเวลา จริยธรรมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การอ้างอิง เป็นเครื่องมือวัดผลตลอดการเรียนการสอน (สัดส่วนร้อยละ 10 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาตามกฎระเบียบ มีวินัย ตรงต่อเวลา ตระหนักในคุณธรรม จริยธรรมของนักวิจัย           4.3 การประเมินลักษณะส่วนบุคคล (CLO 4) เป็นการประเมินผ่านกระบวนการทำงานกลุ่มและการเข้ารับการโค้ช (Process-Based) โดยใช้การสังเกตพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมอภิปรายในชั้นเรียน (สัดส่วนร้อยละ 20 ตาม RQF3) เพื่อพิจารณาความรับผิดชอบและการบริหารจัดการงานวิจัยร่วมกับผู้อื่น           4.4 การวัดผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ นอกจากการประเมินตามแผนทวนสอบใน หมวดที่ 7 ของ RQF3 โดยคณะกรรมการกำกับมาตรฐานวิชาการแล้ว แนวปฏิบัตินี้ยังใช้การผ่านเกณฑ์คัดเลือกและได้รับรางวัลในเวทีวิชาการระดับชาติ เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เพื่อยืนยันว่าสมรรถนะของผู้เรียนก้าวข้ามมาตรฐานในชั้นเรียนสู่ระดับผลงานวิชาการระดับชาติอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           จากการดำเนินงานกลยุทธ์การสอนตามแนวปฏิบัตินี้ พบว่าผู้เรียนสามารถพัฒนางานวิจัยจากโครงงานวิจัยเพื่อการประเมินผลในชั้นเรียน ไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการ ผลงานวิจัยของผู้เรียนบางส่วนได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ ได้รับรางวัลผลงานวิจัย

“RBL Coaching Model: ยกระดับงานวิจัยของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีสู่ผลงานวิชาการระดับชาติ” Read More »

การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมในระดับบัณฑิตศึกษา

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR ไม่ระบุ การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ วิทยาลัยครูสุริยเทพ 1. บริบทและความสำคัญ            วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ปัจจุบัน มีหลักสูตรจำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการศึกษาระบบสองภาษา หลักสูตรศึกษาศาสตรฒหาบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และหลักสูตรศึกษษศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยมีนักศึกษานานาชาติมากกว่าร้อยละ 90 มาจากทุกทวีปทั่วโลก ไม่ว่า เอเชีย อเมริกา แอฟริกา ยุโรป นักศึกษามีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ (ซึ่งเป็นภาษากลางในการเรียนการสอน) ในระดับแตกต่างกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือ การมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิทยาลัยครูสุริยเทพจึงได้มีการกำหนดใช้แนวทาง การจัดการเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรม (Multicultural Education) เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ด้วยความเข้าใจความแตกต่าง และนำไปสู่การพัฒนาทักษะครูในบริบทสากลได้ การที่ครูมีความเข้าใจบริบทความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้น นับเป็นการสร้าง “Global pedagogies”ซึ่งเป็นทักษะการสอนสากลที่จำเป็นสำหรับครูในทศวรรษที่ 21             นอกจากนี้ การจัดการเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรมยังเป็นการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยตรง (Cultural responsive teaching -CRT) โดยใช้พื้นฐานความรู้เดิมและประสบการณ์ของนักศึกษามาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้  ตลอดจนการที่ผู้สอนใช้กลยุทธ์การใช้ภาษาและเทคโนโลยีที่หลากหลายในชั้นเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ สามารถดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ (Translanguaging strategies)            การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมนั้น ต้องให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐานต่อไปนี้ Inclusiveness (การมีส่วนร่วมของทุกวัฒนธรรม) Respect Diversity (เคารพความแตกต่าง) Global Competence (ทักษะพลเมืองโลก) Collaborative Learning (การเรียนรู้ร่วมกัน)             ในการนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรม ไม่ได้เป็นเพียง “ความท้าทาย” แต่เป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” (Social Lab) ที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกทักษะครูในยุคพลเมืองโลก แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)           การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรม ของวิทยาลัยครูสุริยเทพ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการพัฒนาผู้เรียน ดังนี้ ด้านความรู้ (Knowledge) นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับแนวคิด การศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม เข้าใจความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และค่านิยมของผู้เรียนจากประเทศต่าง ๆ เข้าใจการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ด้านทักษะ (Skills) สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้เรียนต่างวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในห้องเรียน ด้านเจตคติ (Attitude) มีทัศนคติที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม มีความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมและความยุติธรรมทางการศึกษา เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมโลก           การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมนั้น ดำเนินการดังนี้  1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้     1) Multicultural Classroom Discussion เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนจากแต่ละประเทศนำเสนอวัฒนธรรมของตน เช่น ระบบการศึกษา ภาษา อาหาร ประเพณี     2) Collaborative Learning จัดกลุ่มนักศึกษาที่มีสัญชาติแตกต่างกันทำโครงงานร่วมกัน เช่น เปรียบเทียบระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ ออกแบบบทเรียนสำหรับเด็กหลากหลายวัฒนธรรม     3) Case Study วิเคราะห์กรณีศึกษา เช่น การจัดการความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในห้องเรียน การสอนเด็กต่างชาติในโรงเรียนนานาชาติ     4) Project-based Learning     ตัวอย่างโครงงาน เช่น ออกแบบ แผนการสอนแบบพหุวัฒนธรรม (Multicultural Lesson Plan) สร้างกิจกรรมสอนเด็กที่มีหลายภาษา     5) Cultural Exchange Activity     กิจกรรม เช่น International Culture Day Cultural Presentation Teaching Simulation ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม 2. การวัดและประเมินผล (Assessment)     ควรใช้ Authentic Assessment หรือการประเมินตามสภาพจริง     1) การประเมินด้านความรู้ แบบทดสอบ การเขียน Reflection รายงานการวิเคราะห์แนวคิด Multicultural Education     2) การประเมินด้านทักษะ การนำเสนอผลงานกลุ่ม การออกแบบแผนการสอน การสอนจำลอง (Micro Teaching)     3) การประเมินด้านเจตคติ แบบประเมินทัศนคติ การสะท้อนคิด (Reflection Journal) การประเมินจากเพื่อน (Peer Assessment) 3. ตัวอย่างเกณฑ์การประเมิน (Rubric)     ด้านประเมินวิธีประเมินสัดส่วนคะแนนความรู้แบบทดสอบ / รายงาน 30% ทักษะโครงงาน / การสอนจำลอง 40%การทำงานร่วมกันการทำงานกลุ่ม / Peer evaluation20% เจตคติพหุวัฒนธรรมReflection10% ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                                อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้และประสบการณ์ของคณาจารย์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) ความรู้และประสบการณ์ของคณาจารย์ของวิทยาลัยครูสุริยเทพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR สร้างความเป็นเลิศและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) ขั้นตอนการดำเนินงาน           เพื่อให้การดำเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรม ประสบความสำเร็จ วิทยาลัยครูสุริยเทพได้ดำเนินการดังนี้ วิทยาลัยครูสุริยเทพกำหนดนโนบายด้านการออกแบบเนื้อหารายวิชาที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน มีกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Multicultural classroom discussion ที่สอดแทรกประเด็นความหลากหลายทุกด้าน รวมทั้งการรู้ร่วมกันในบริบทข้ามวัฒนธรรม (Collaborative learning) การทำวิจัยร่วมกัน (Action research) รวมทั้งการออกแบบการวัดและประเมินผลที่จะต้องถูกปรับปรุงให้สะท้อนวิสัยทัศน์ Global citizen และให้ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learners’centered) กำหนดนโนบายการจัดโครงการและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งกิจกรรมในและนอกชั้นเรียน ที่จะช่วยพัฒนาความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม ตลอดจนการทำงานร่วมกันในหมู่ผู้เรียน ในชุมชน สังคม และหน่วยงานหรือสถานที่ที่ไปจัดโครงการและกิจกรรม เช่น พิธีไหว้ครูประจำปีการศึกษา การเยี่ยมโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ การอาสาสอนหนังสือในโรงเรียนต่างๆ การจัดค่ายวิชาการแก่นักเรียนในโรงเรียน นำนักศึกษาต่างชาติร่วมพิธีทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา กิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา กำหนดนโยบายการบริหารจัดการภายในวิทยาลัยครูสุริยเทพเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจนถูกต้อง กำหนดให้ประกาศ/คำสั่งที่เกี่ยวข้อง มี 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน (เอกสารภาษาจีน ต้องขอความอนุเคราะห์จากสถาบันจีน-ไทย และสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์) ตัวอย่างเช่น ประกาศนโยบายยกเว้นของขวัญ/ของกำนัล (No gift Policy) คำแสดงความยินดีแก่บ้ณฑิตผู้จบการศึกษา คำกล่าวในพิธีไหว้ครูประจำปี เป็นต้น กำหนดนโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน/นักศึกษาสามารถจัดกิจกรรมหรือนำเสนอวัฒนธรรมของประเทศตนได้ เช่น พิธีถวายพระพรพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน การจัดงานเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ฉลองวันชาติภูฏาน เป็นต้น ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)           โครงการและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องได้ถูกกำหนดอยู่ในแผนการดำเนินงานประจำปีของวิทยาลัย/หลักสูตรต่างๆ ของวิทยาลัยครูสุริยเทพ  3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน มีรายวิชาที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียนและผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Multicultural classroom discussion ที่สอดแทรกประเด็นความหลากหลายทุกด้าน รวมทั้งการรู้ร่วมกันในบริบทข้ามวัฒนธรรม (Collaborative learning) การทำวิจัยร่วมกัน (Action research) รวมทั้งการออกแบบการวัดและประเมินผลที่จะต้องถูกปรับปรุงให้สะท้อนวิสัยทัศน์ Global citizen และให้ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learners’centered) มีการจัดโครงการและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งกิจกรรมในและนอกชั้นเรียน ที่จะช่วยพัฒนาความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม ตลอดจนการทำงานร่วมกันในหมู่ผู้เรียน ในชุมชน สังคม และหน่วยงานหรือสถานที่ที่ไปจัดโครงการและกิจกรรม เช่น พิธีไหว้ครูประจำปีการศึกษา การเยี่ยมโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ การอาสาสอนหนังสือในโรงเรียนต่างๆ การจัดค่ายวิชาการแก่นักเรียนในโรงเรียน นำนักศึกษาต่างชาติร่วมพิธีทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา กิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีประกาศ/คำสั่งที่เกี่ยวข้อง มี 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน (เอกสารภาษาจีน ต้องขอความอนุเคราะห์จากสถาบันจีน-ไทย และสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์) ตัวอย่างเช่น ประกาศนโยบายยกเว้นของขวัญ/ของกำนัล (No gift Policy) คำแสดงความยินดีแก่บ้ณฑิตผู้จบการศึกษา คำกล่าวในพิธีไหว้ครูประจำปี เป็นต้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียน/นักศึกษาสามารถจัดกิจกรรมหรือนำเสนอวัฒนธรรมของประเทศตนได้ เช่น พิธีถวายพระพรพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน การจัดงานเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ฉลองวันชาติภูฏาน เป็นต้น ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข      ปัญหาที่พบมักมาจาก การสื่อสารทางภาษาสำหรับนักศึกษาที่อาจพูดภาษาอังกฤษไม่เข้มแข็ง ซึ่งปัญหานี้ วิทยาลัยครูสุริยเทพจะแนะนำให้นักศึกษาสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษและให้เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ เพราะเป็นความจำเป็นในการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ในท้ายที่สุด ความไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมของนักศึกษา (กาละเทศะ) ซึ่งในเรื่องนี้ แก้ไขด้วยการจัดให้มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและมอบหมายอาจารย์ในหลักสูตรหรืออาจารย์ที่ปรึกษาให้คำปรึกษาแนะนำ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล หากเป็นรายวิชา วัดและประเมินผลจากผลลัพท์การเรียนการสอน (Learning outcomes) วัดความพึงพอใจจากการจัดโครงการและกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตร การสังเกตผู้เรียนของอาจารย์ในหลักสูตรหรืออาจารย์ที่ปรึกษาในเรื่อง ทัศนคติ ความสุข ความพึงพอใจ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในการประเมินคุณภาพการสอนของคณาจารย์โดยนักศึกษา มีผลคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี-ดีมาก การประเมินโครงการและกิจกรรมของทุกหลักสูตร มีผลคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก นักศึกษามีความสามัคคี มีทัศนคติที่ดีต่อกัน    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                ความมุ่งมั่นของคณาจารย์ในการพัฒนาวิชาการ โดยการออกแบบบทเรียน จัดการเรียนการสนด้วยความเข้าใจบริบทความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้เรียน 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี สำรวจความคิดเห็นของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเป้าหมายในการสร้าง Multicultural Classroom และ Global Community ที่แท้จริง                                                                         แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน             การเทียบสมรรถนะ (Benchmarking) หรือเทียบแนวทางปฏิบัติกับคณะวิชาอื่นที่ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในอนาคต 6. ข้อมูลประกอบ ตัวอย่างภาพกิจกรรม ภาพเพิ่มเติม

การจัดการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมในระดับบัณฑิตศึกษา Read More »

 
Scroll to Top