ปีการศึกษา2568

การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.2.1 การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ สำนักหอสมุด 1. บริบทและความสำคัญ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นหน่วยงานสนับสนุนวิชาการ จัดตั้งขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตเมื่อ พ.ศ. 2528 ต่อมา มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของห้องสมุดจึงอนุมัติให้สร้าง อาคารหอสมุดขึ้นเป็นเอกเทศ การก่อสร้างอาคารห้องสมุดเริ่มเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2530 และแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือนกันยายน 2532 เป็นอาคาร 6 ชั้น มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 9,300 ตารางเมตร                ใน ปี พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้สำนักหอสมุดเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ โดยมีพันธกิจสำคัญในการเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนพันธกิจของมหาวิทยาลัย ด้วยการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร รวมทั้งด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม จัดให้มีบริการที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างความร่วมมือระหว่างห้องสมุดเพื่อการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิตมีการดำเนินงานด้านพัฒนาคุณภาพและประกันคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้ ISO 9001 ในการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและให้บริการ ตลอดจนมีการนำหลักการ 5ส และต่อมาพัฒนาเป็น 7ส เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และยังใช้ 7ส จนปัจจุบัน                  ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 สำนักหอสมุดได้ร่วมลงนามความร่วมมือ “เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว” ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เกิดจากความร่วมมือของห้องสมุดที่ให้ความสนใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมีสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการลงนามความร่วมมือขึ้น ปัจจุบัน มีสมาชิกเครือข่ายจำนวนกว่า 90 สถาบัน ประกอบด้วยห้องสมุดสถาบันการศึกษา ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดขององค์กรภาครัฐและเอกชน เครือข่ายห้องสมุดสีเขียวได้ร่วมกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ในการพัฒนา “เกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว” และรับรองโดย สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2559 สำนักหอสมุดได้นำเกณฑ์ดังกล่าว มาปรับใช้ในการดำเนินงาน และได้ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ห้องสมุดสีเขียวของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560                 หลังจากนั้น สำนักหอสมุดได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาสู่การเป็น “สำนักงานสีเขียว (Green Office)” โดยได้นำเกณฑ์มาตรฐานของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรมในสำนักงาน เพื่อลดการใช้พลังงาน และริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลดปริมาณขยะโดยการลดการใช้ การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ การลดและเลิกใช้สารเคมีอันตราย การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน                  ในปี พ.ศ. 2562 สำนักหอสมุดได้ขอรับการตรวจประเมินเป็นสำนักงานสีเขียว จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านการประเมินเป็นสำนักงานสีเขียวระดับประเทศ ระดับทอง (ดีเยี่ยม) ในการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น สำนักหอสมุดซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยรังสิตที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และได้ดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศ “นโยบายอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยรังสิต” เมื่อ พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2559 พ.ศ.2560 และ พ.ศ. 2562 ตามลำดับ ตลอดจน มีการกำหนดวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา ส่งผลให้สำนักหอสมุดมีกรอบในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนมีผลการดำเนินงานตามพันธกิจ และมีกิจกรรมบริการวิชาการที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม รวมทั้งเป็นองค์กรที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อบริบทสังคมโลก แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เป็นห้องสมุดหรือองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) บุคลากรสำนักหอสมุดทุกคนได้รับการอบรมเกี่ยวกับการเป็นสำนักงานสีเขียวและห้องสมุดสีเขียว  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ สามารถอ่านได้ที่ลิงก์ Green Library และ Green Office ที่เว็บไซต์ library.rsu.ac.th  2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 3 KR 3.2.1  อื่นๆ โปรดระบุ Green Library Standards, Green Office   รายละเอียดตัวชี้วัด                 สำนักหอสมุด โดยคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวได้ประกาศการกำหนดเป้าหมายการจัดการพลังงาน การใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัวชี้วัดในการดำเนินงาน โดยในปี พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา ได้กำหนดเป้าหมายดังนี้ พลังงาน 1.1 ไฟฟ้า   ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง 5% 1.2 เชื้อเพลิง   ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดลง 5% น้ำ ปริมาณการน้ำลดลง 5% กระดาษ ปริมาณการใช้กระดาษลดลง 5% ทรัพยากร (อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณการใช้กระดาษลดลง 5% ปริมาณของเสียที่กลับนำมาใช้ประโยชน์ มากกว่า 30% ของปริมาณของเสียทั้งหมด ก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 5%                 นอกจากนี้ การที่สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (IFLA Green Library Award) และระดับชาติ เป็นประจำทุกปีต้องมีการตรวจทบทวน (monitor) ผลการดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดสีเขียวและสำนักงานสีเขียวอย่างเข้มงวด                                                                                       ส่วนตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)           การบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ข้อที่ 7, 12, 13, และ 17 อย่างชัดเจน     ขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินการสู่องค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำนักหอสมุดมีการบริหารจัดการและดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ การกำหนดนโยบาย การวางแผนการดำเนินงาน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง           สำนักหอสมุดได้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษากำหนดนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะทำงานชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ ปริมาณของเสีย การใช้ทรัพยากรอื่น ๆ (หมึกพิมพ์ วัสดุ/อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังมีการประเมินผลสำเร็จของวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และมีการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร การสื่อสารและสร้างจิตสำนึก           สำนักหอสมุดดำเนินการสื่อสารด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข่าวสารทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน เพื่อให้เกิดความเข้ำใจ การรับรู้ข่าวสารด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงาน และเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สำนักหอสมุด ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรและพลังงาน การจัดการขยะ การจัดการน้ำเสีย การป้องกันและเตรียมความพร้อมกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น การใช้ทรัพยากรและพลังงาน           สำนักหอสมุดมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิง กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งการใช้ทรัพยากรและพลังงานเหล่านี้ มีการใช้อย่างสิ้นเปลือง และเป็นสำเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สำนักหอสมุดจึงมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมและสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน เผยแพร่ให้กับบุคลากรและผู้ใช้บริการรับทราบ การจัดการของเสียและน้ำเสีย           สำนักหอสมุดมีการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของบุคลากรและผู้ใช้ โดยสำนักหอสมุดเลือกใช้วิธีการจัดการขยะที่เหมาะสม ได้แต่ การลดปริมาณของเสียจากแหล่งกำเนิด การคัดแยกขยะ และการนำกลับมาใช้ซ้ำและแปรรูปใหม่ โดยใช้หลัก 3R ได้แก่ การลดการใช้ หรือใช้เท่าที่จำเป็น (Reduce) การใช้ช้ำ (Reuse) การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรให้ตระหนักถึงการลดการก่อให้เกิดของเสีย และคัดแยกก่อนทิ้ง รวมถึงการส่งกำจัดอย่างถูกต้องเหมาะสม           ในส่วนของแนวทางการจัดการน้ำเสีย ได้แก่ การติดตั้งถังดักไขมัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมาตรการการรณรงค์การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลตรวจสอบการรั่วซึมของระบบระบายน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย           สภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงาน หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและที่เป็นนามธรรม สภาพ ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะกดดัน ซึ่งมีผลต่อผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ทำงาน และการทำงานนั้น ต้องไม่มีอันตราย ไม่อยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือไม่มีเชื้อโรค สำนักหอสมุดเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดการสภาพแวดล้อมในองค์กร โดยคำนึงถึงเรื่อง อากาศ แสง เสียง และความน่าอยู่ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อทั้งผู้ใช้และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น มีการทบทวนการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง และซ้อมหนีไฟ เป็นประจำทุกปี การจัดซื้อและจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม           การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และการจัดจ้างในสำนักงาน สำนักงานจะต้องมีการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์ในสำนักงาน โดยจะต้องดำเนินการเปรียบเทียบถึงคุณภาพ ราคา การส่งมอบ รวมไปถึงการพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทราบได้จาก ฉลากเขียว ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ฉลากคาร์บอนฟุตปริ้นท์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดจ้างหน่วยงานหรือบุคคลที่เหมาะสมเพื่อเข้ามาดำเนินการตามความประสงค์ของสำนักงาน เช่น การก่อสร้างหรือการต่อเติมอาคาร การซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงานเหล่านั้นจะต้องได้รับการคัดเลือกและมั่นใจว่ามีการดำเนินการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมทุกครั้งที่เข้ามาปฏิบัติงาน การเป็นแหล่งทรัพยากรสารสนเทศด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม           สำนักหอสมุดมีแผนพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยในปัจจุบัน มีทรัพยากรสารสนเทศเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนกว่า 660,000 รายการ ประกอบด้วยหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายงาน วารสาร วารสารอิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศออนไลน์   การเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม           สำนักหอสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการเยี่ยมชมจากหน่วยงานภายในและภายนอก และบุคลากรได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการพัฒนาองค์กรด้วย 5ส และ 7ส และการเป็นห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งแก่หน่วยงานภายในและภายนอกสถาบัน การมีบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม           สำนักหอสมุดมีการจัดกิจกรรมบริการวิชาการให้กับชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยในปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนบรรจุไว้ในแผนดำเนินงานประจำปี เช่น การจัดทอดผ้าป่าหนังสือให้กับโรงเรียน เรือนจำ ทัณฑสถาน หน่วยงานพัฒนาเด็กและเยาวชน และชุมชนต่างๆ การอบรมการใช้ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนางานวิจัยและเพิ่มวิทยฐานะให้กับครูโรงเรียน การเป็นพี่เลี้ยงในการจัดห้องสมุดโรงเรียนในตำบลหลักหก รวมไปถึงกิจกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมหลักด้านห้องสมุดสีเขียว เช่น การอบรมการแยกขยะให้เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดรังสิต กิจกรรมฝึกอำชีพเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมการประดิษฐ์สิ่งของเพื่อส่งเสริมการนำสิ่งของเหลือใช้มาใช้ซ้ำ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) โครงการและกิจกรรมสำนักงานสีเขียวและห้องสมุดสีเขียวได้มีการตั้งไว้เป็นโครงการในแผนดำเนินการประจำปี 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาห้องสมุดและสำนักงานสีเขียวเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษากำหนดนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะทำงานชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ ปริมาณของเสีย การใช้ทรัพยากรอื่น ๆ (หมึกพิมพ์ วัสดุ/อุปกรณ์สำนักงาน) ปริมาณก๊าซเรือนกระจก มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และทำสื่อรณรงค์ด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมและสร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน เผยแพร่ให้กับบุคลากรและผู้ใช้บริการรับทราบ เช่น การลดเวลาและอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศในฤดูหนาว มีมาตรการ 1A 3R เพื่อลดของเสียและปริมาณขยะ มีการคัดแยกขยะภายในอาคาร และรณรงค์การไม่ใช้โฟมในอาคาร สำนักหอสมุดมีการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากสีเขียว หรือฉลากปลอดภัยอื่นๆ การเป็นอาคารปลอดภัยทั้งในด้านอากาศ แสง เสียง และการป้องกันอัคคีภัย มีการอบรมการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงและซ้อมหนีไฟ ปีละ 1 ครั้ง มีการตรวจสภาพถังดับเพลิงตามรอบระยะเวลา การพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อมในสำนักหอสมุดเพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้านการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมบริการวิชาการแก่ชุมชนทั้งภายในและภายนอก เช่น การอบรมมาตรฐาน 5ส และ 7สม การอบรมการแยกขยะ การใช้วัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและการประเมิน มีการวัดและประเมินผลตามเป้าหมาย 6 ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ โดย ในปีพ.ศ. 2568 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงเหลือ 701,600.00 kWh ซึ่งลดลงจากปี พ.ศ. 2567 (761,710.00 kWh) คิดเป็นร้อยละ 7.89 และปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดลงร้อยละ 27.27 แต่มีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2567 ร้อยละ 10.60 ทั้งนี้ มาจากปริมาณผู้ใช้ห้องสมุดเพิ่มขึ้นในด้านการใช้กระดาษ พบว่า ในปีพ.ศ. 2568 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะมีการใช้เพิ่มขึ้นเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ต่างกับปีพ.ศ.2560-2567 ซึ่งมีปริมาณลดลงมาโดยตลอด เช่นเดียวกับปริมาณขยะสะสม (กิโลกรัม) ซึ่งพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มาจากการมีผู้ใช้ห้องสมุดและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในอาคารหอสมุดเพิ่มมากขึ้น การประเมินผลที่เป็นไปตามเกณฑ์ของมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว และเกณฑ์ของสำนักงานสีเขียว  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีแนวปฏิบัติที่ช่วยประเทศชาติและโลกใบนี้ ทั้งการลดการใช้พลังงาน (ไฟฟ้า น้ำประปา ทรัพยากรกระดาษ เชื้อเพลิง) การลดปริมาณขยะ รวมไปถึงยังได้เผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีหลายประการแก่หน่วยงานอื่นๆ ควรค่าแก่การได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการทำงานเป็นทีม มีผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานสนับสนุนต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าใจและสนับสนุนให้กำลังใจ มีห้องสมุดในเครือข่ายห้องสมุดสีเขียวที่สนับสนุนและให้กำลังใจ มีคณาจารย์และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนให้กำลังใจ ผู้ใช้บริการของสำนักหอสมุดเข้าใจและให้กำลังใจ 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                สำนักหอสมุดมีคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานห้องสมุดและสำนักงานสีเขียว ที่ทำหน้าที่ติดตามแนวทางและความรู้ใหม่ๆในการดำเนินงานห้องสมุดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ                                              แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน สำนักหอสมุดจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยในเรื่องการดำเนินงาน 7ส การแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รวมไปถึงการบริหารจัดการอย่างไรจึงได้รางวัลระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และจะจัดต่อไปอย่างสม่ำเสมอ การเทียบสมรรถนะกับห้องสมุดสีเขียวแห่งอื่นๆ เพื่อการพัฒนาในอนาคต ปัจจุบัน ดร.มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินรางวัลห้องสมุดสีเขียวระดับนานาชาติ (IFLA Green Library Award) ก็เป็นโอกาสได้เห็นผลงานของห้องสมุดแห่งอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อไปในอนาคตได้   6. ข้อมูลประกอบ ลิงค์เว็บไซต์ห้องสมุดสีเขียว https://greenlibrary.rsu.ac.th/ ลิงค์เว็บไซต์สำนักงานสีเขียว https://greenoffice.rsu.ac.th/ รางวัล IFLA Green Library Award https://library.rsu.ac.th/ifla/rsulibstenvmanagemreport2020.pdf ตัวอย่างโปสเตอร์ที่ใช้รณรงค์สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้

การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน Read More »

จาก Data Silos สู่ C&I Smart Dashboard: นวัตกรรมการบูรณาการข้อมูลนักศึกษาเพื่อการติดตามสถานะแบบ Real-Time และสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการหลักสูตร

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR 3.3.1/1 จาก Data Silos สู่ C&I Smart Dashboard: นวัตกรรมการบูรณาการข้อมูลนักศึกษาเพื่อการติดตามสถานะแบบ Real-Time และสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการหลักสูตร ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ปิยะรัตน์ คัญทัพ วิทยาลัยครูสุริยเทพ 1. บริบทและความสำคัญ     กระบวนการดูแลและติดตามนักศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาไปจนถึงการสำเร็จการศึกษานั้น จำเป็นต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการข้อมูลนักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และครบถ้วน สนับสนุนการติดตามความก้าวหน้าทางการศึกษา รวมทั้งช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการหลักสูตร (Data-Driven Decision Making) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาในสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (Curriculum and Instruction : C&I) ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “สาขาวิชาฯ” มีการจัดเก็บอยู่ในหลายแหล่งและหลายรูปแบบ ทำให้ข้อมูลมีลักษณะกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยงกัน (Data Silos) ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลล่าสุดของนักศึกษาเพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อมูลสารสนเทศ (Information) ทำได้ยาก และไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานะนักศึกษา ความก้าวหน้าในการศึกษา รวมถึงกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ได้ในจุดเดียว     ก่อนการพัฒนาระบบนี้ สาขาวิชาฯ ยังไม่มีระบบฐานข้อมูลส่วนกลาง (Centralized Database) สำหรับจัดเก็บข้อมูลนักศึกษา ข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลการติดต่อ ผลการเรียน การชำระค่าลงทะเบียน หรือข้อมูลวีซ่าสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย หรือจากการนำออก (Export) จากระบบส่วนกลาง เช่น ระบบ Intranet มักถูกจัดเก็บในรูปแบบเอกสารหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Microsoft Excel และ Microsoft Word ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ในลักษณะการจัดเก็บแบบแยกเดี่ยว (Stand-alone) ส่งผลให้เมื่อจำเป็นต้องตรวจสอบสถานะล่าสุดของนักศึกษา เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลให้เห็นภาพรวมของสถานะนักศึกษา สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดประเด็นปัญหาที่สำคัญ (Critical Issues) 3 ประการ ดังนี้ ความเสี่ยงต่อการสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนด     นักศึกษาบางส่วนมีความเสี่ยงต่อการสำเร็จการศึกษาล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญของหลักสูตรไม่ได้รับการติดตามอย่างเป็นระบบ เช่น การสอบภาษาอังกฤษผ่านระดับ B2, การติดสถานะเกรด IP และพลาดการลงทะเบียนแก้ไขเกรด หรือการหมดอายุวีซ่าสำหรับนักศึกษาต่างชาติ หากไม่มีระบบติดตามและแจ้งสถานะนักศึกษาอย่างเป็นระบบอาจทำให้เงื่อนไขสำคัญเหล่านี้ถูกมองข้ามและส่งผลต่อการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด ข้อจำกัดในการติดตามข้อมูลสถานะและความก้าวหน้าของนักศึกษา     ผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของสาขาวิชาฯ ยังไม่สามารถติดตามสถานะและความก้าวหน้าล่าสุดของนักศึกษาได้ทันทีที่ต้องการ (Real-time) และครบถ้วนในศูนย์กลางข้อมูลเดียว (Single Source of Truth) เนื่องจากข้อมูลสำคัญ เช่น สถานะเกรด IP ความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ จำนวนนักศึกษาปัจจุบัน และสถิติการสำเร็จการศึกษา ยังคงจัดเก็บแบบกระจัดกระจายในหลายรูปแบบ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลล่าสุดได้ทันที และอาจส่งผลให้การติดตามสถานะนักศึกษาและการตัดสินใจเชิงบริหารเกิดความล่าช้า ภาระงานซ้ำซ้อนในการรวบรวมข้อมูล     เจ้าหน้าที่ของสาขาวิชาฯ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายรูปแบบ หลายเวอร์ชัน เพื่อจัดทำรายงานสำหรับผู้บริหารและอาจารย์ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการจัดเตรียมข้อมูล โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลอย่างเร่งด่วนในการตัดสินใจและเกิดความเสี่ยงต่อในการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากกระบวน การรวบรวมข้อมูลด้วยมือ (Human Error) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)     แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บข้อมูลนักศึกษาที่กระจัดกระจาย (Data Silos) โดยนำแนวคิด ฐานข้อมูลศูนย์กลาง (Centralized Database) มาผสานกับการพัฒนาระบบรายงานอัจฉริยะ (Smart Dashboard) ระบบการทำงานอัตโนมัติ (Automation) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Advanced Analytics) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าสู่ศูนย์กลางข้อมูลเดียว (Single Source of Truth) สำหรับการติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาและการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล (Data-Driven Decision Making) ของผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของสาขาวิชาฯ อันนำไปสู่การยกระดับการบริหารจัดการสาขาวิชาฯ สู่การเป็น Smart Organization ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 3 ของมหาวิทยาลัย ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด      ดร.ปิยะรัตน์  คัญทัพ / วิทยาลัยครูสุริยเทพ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ด้านการออกแบบ, การตั้งค่าระบบ, การใช้งาน applications ดังนี้ Google WorkSpace for Education: Google Sheets, Google Docs, Google Drive, Google Form, Google Sites และ Google Looker Studio ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม (Programming Language) และการใช้งานฟังก์ชันบนระบบดังนี้ ภาษา Python, ภาษา Google App Script, ฟังก์ชันบน Google Sheets: Arrayformula(), Query(), Vlookup(), Importrange() เป็นต้น, Google Looker Studio: Calculated field, Filter, Parameter เป็นต้น 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่   3  โปรดระบุ KR 3.3.1/1 มีกิจกรรม/ โครงการที่นําเทคโนโลยีมาประยุกตใชในการจัดการเรียนการสอน หรือการปฎิบัติงานและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น รายละเอียดตัวชี้วัด มิติการประเมิน ตัวชี้วัด วิธีวัด ค่าเป้าหมาย Operational Efficiency ระยะเวลาในการสืบค้นข้อมูลและจัดทำรายงานสถานะนักศึกษา เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ก่อน และหลังใช้ระบบ ลดลง ≥ 80% Digital System Implementation การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง และ Smart Dashboard ระบบสามารถใช้งานได้จริง ผ่าน Web Browser ได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ 1 ระบบ User Satisfaction ความพึงพอใจของผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ แบบสอบถามความพึงพอใจผู้ใช้งานระบบ ระดับดีมาก ขั้นตอนการดำเนินงาน  ใช้แนวคิดวงจรการพัฒนาคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) โดยมีการพัฒนาผ่านวงจรคุณภาพ 2 รอบ (2 Cycles) เพื่อปรับปรุง แก้ไขข้อจำกัดของระบบ และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลของสาขาวิชาฯ อย่างต่อเนื่อง จากการจัดการข้อมูลแบบดิจิทัล ไปสู่ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ: ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจากระบบทำงานบนระบบ Google Workspace for Education ของมหาวิทยาลัย (@rsu.ac.th) อุปกรณ์: พัฒนาบนระบบคอมพิวเตอร์ (Desktop, Laptop) เครื่องมือ: ซอฟแวร์ (Software): Google Workspace for Education, Google Looker Studio, Visual Studio Code Editor 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข   Data Silos → Data Digitization → Data Automation → Smart Monitoring System   ขั้นตอน วงจรที่ 1: Digitization & System Foundation (ปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล) วงจรที่ 2: Automation & Advanced Analytics (ระบบอัตโนมัติและวิเคราะห์เชิงลึก) Plan (P) วิเคราะห์ปัญหา Data Silos และออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลส่วนกลาง (Data Schema) พร้อมกำหนดโครงสร้าง Smart Dashboard ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ วางแผนยกระดับระบบสู่ Automation เพื่อดึงข้อมูลโดยตรงจากระบบมหาวิทยาลัย ลดความล่าช้าจากการป้อนข้อมูล (Human Delay) และเพิ่มการตรวจสอบเงื่อนไขสำคัญของนักศึกษา Do (D) รวบรวมข้อมูลจากเอกสารและไฟล์เดิม นำเข้าสู่ Google Sheets และพัฒนา Google Looker Studio Dashboard เวอร์ชันแรก จำนวน 5 เมนูหลัก พัฒนา Python Script เชื่อมต่อระบบมหาวิทยาลัย (Intranet) เพื่อดึงข้อมูลเกรดและสถานะนักศึกษาอัตโนมัติ และขยายระบบ Dashboard เป็น 9 เมนูหลัก Check (C) พบข้อจำกัดของระบบเวอร์ชันฟรีที่อัปเดตข้อมูลทุก 15 นาที และพบว่าข้อมูลบางส่วนไม่อัปเดตเนื่องจากต้องพึ่งพาการป้อนข้อมูลของบุคคล ทดสอบระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติ พบว่า อัตราการตกหล่นของข้อมูลเงื่อนไขการจบลดลงเป็น 0% และข้อมูลมีความแม่นยำสูงแบบ Real-time Act (A) ปรับปรุงรูปแบบ Dashboard ให้เสถียรยิ่งขึ้น และนำข้อจำกัดด้าน Data Synchronization ไปวางแผนพัฒนาระบบอัตโนมัติในวงจรถัดไป ขยายระบบเป็น Smart Monitoring System สำหรับติดตามสถานะนักศึกษา และนำเสนอเป็น ต้นแบบ (Prototype) สำหรับการขยายผลในระดับสาขาและหน่วยงานอื่น     การพัฒนาทั้งสองวงจรทำให้ระบบ C&I Smart Dashboard เปลี่ยนจากเครื่องมือแสดงผลข้อมูลทั่วไป ไปสู่ Smart Monitoring System ที่สามารถสนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล (Data-driven Decision Making) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล     การประเมินผลของระบบ C&I Smart Dashboard ดำเนินการผ่านการทดลองใช้งานจริงในสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน โดยให้ผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ใช้ระบบในการติดตามข้อมูลนักศึกษาและจัดทำรายงาน แทนกระบวนการเดิมที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง การประเมินผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบใน 3 มิติ ได้แก่ Operational Efficiency: ระยะเวลาในการสืบค้นข้อมูลและจัดทำรายงานสถานะนักศึกษา Digital System Implementation: ความสามารถในการพัฒนาฐานข้อมูลกลางและ Dashboard สำหรับติดตามข้อมูลแบบ Real-time User Satisfaction: ความพึงพอใจของผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานระบบ     ผลการประเมินพิจารณาจากการเปรียบเทียบกระบวนการทำงานก่อนและหลังการนำระบบมาใช้ รวมถึงการติดตามการใช้งานจริง เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูล ความสะดวกในการใช้งาน และการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น     ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า C&I Smart Dashboard สามารถยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลนักศึกษา และสนับสนุนการดำเนินงานของสาขาวิชาฯ สู่การเป็น Smart Organization Operational Efficiency (Time Saving)     ก่อนการพัฒนาระบบ การจัดทำรายงานสถานะนักศึกษาต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ระบบฐานข้อมูลมหาวิทยาลัย ไฟล์ Google Sheets และข้อมูลที่จัดเก็บโดยเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องใช้เวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงถึงหลายวัน หลังการพัฒนาระบบ ข้อมูลถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางและแสดงผลผ่าน Real-time Dashboard ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันที ส่งผลให้ระยะเวลาในการสืบค้นข้อมูลและจัดทำรายงานลดลงจากระดับชั่วโมงหรือวัน เหลือเพียงระดับวินาที Digital System Implementation (Zero Errors & Accessibility)     ก่อนการใช้ระบบ การติดตามเงื่อนไขสำคัญของนักศึกษา เช่น การแก้เกรด IP เงื่อนไขการสอบภาษาอังกฤษ และสถานะวิทยานิพนธ์ ต้องตรวจสอบข้อมูลจากหลายระบบด้วยมือ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตกหล่นของข้อมูลและ Human Error     หลังจากนำระบบมาใช้ การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางช่วยเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบด้วยมือ โดยสามารถติดตามสถานะสำคัญของนักศึกษาได้อย่างครบถ้วน ระบบยังสามารถเข้าถึงผ่าน Web Browser และใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ทุกที่ ทุกเวลา ทุกอุปกรณ์ User Satisfaction (Decision Support & Sustainability)     จากการใช้งานจริง ผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจต่อระบบในระดับ ดีมาก เนื่องจากสามารถติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารหลักสูตรได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว  นอกจากนี้ Dashboard ยังช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวางแผนและการตัดสินใจ เช่น การติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษา การประเมินภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา และการวิเคราะห์แนวโน้มของนักศึกษาในหลักสูตร ระบบมีความยั่งยืนในการใช้งาน เนื่องจากใช้ Python Script และ Google Apps Script ในการเชื่อมโยงและอัปเดตข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และลดความเสี่ยงจาก Human Error   การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ     ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า C&I Smart Dashboard สามารถยกระดับการบริหารข้อมูลจากรูปแบบ Data Silos ไปสู่ Smart Monitoring System ที่สนับสนุนการดำเนินงานและการตัดสินใจของผู้บริหารบรรลุ เป้าหมายตามตัวชี้วัด โดยช่วยลดระยะเวลาในการจัดทำรายงานสถานะนักศึกษา เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง ข้อมูลผ่าน Real-time Dashboard ลดความผิดพลาดจาก Human Error และเพิ่มความครอบคลุมในการติด ตามสถานะของนักศึกษา ส่งผลให้การบริหารจัดการข้อมูลมีเป็นระบบและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้ อย่างมีประสิทธิภาพ     ผลการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานหลังการพัฒนาระบบ C&I Smart Dashboard Indicator Implementation Before After Report preparation time Hours–days Seconds Data accessibility Fragmented data sources Centralized database and Real-time dashboard Student monitoring coverage Partial monitoring 100% coverage                                                                                                                                                 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ System Integration     ความสำเร็จของระบบไม่ได้เกิดจาก Google Looker Studio เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพัฒนา Python Script เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง ทำให้สามารถรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและแสดงผลผ่าน Dashboard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ High Impact, Low Cost     ระบบถูกพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ เช่น Google Looker Studio, Google Sheets, Google Apps Script และ Python Script แต่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมาก จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงและมีต้นทุนต่ำ User-Centric Design     ระบบได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานจริง ทำให้ระบบใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และตอบสนองต่อการใช้งานของผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ระบบถูกนำไปใช้งานอย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี     ปัจจุบันระบบใช้ Python Script ในการเชื่อมต่อและดึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ในอนาคต หากมหาวิทยาลัยพัฒนา API สำหรับการดึงข้อมูลนักศึกษาโดยตรง ระบบจะสามารถพัฒนาไปสู่ Real-Time Data Integration ได้ทันทีเมื่อมีการอัปเดตข้อมูล   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน     แนวปฏิบัตินี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ คณะหรือระดับมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาและการตัดสินใจของผู้บริหาร รวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงนโยบาย ความปลอดภัยของระบบ     ระบบทำงานภายใต้ Google Workspace ของมหาวิทยาลัย โดยจัดเก็บข้อมูลใน Google Sheets และแสดงผลผ่าน Google Looker Studio การเข้าถึงระบบจำกัดเฉพาะผู้ใช้งานที่ใช้บัญชี Google ของมหาวิทยาลัย (@rsu.ac.th) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัย การพัฒนาต่อยอดในอนาคต     ในระยะต่อไปมีแผนพัฒนาระบบจาก Thesis Advisor Portal ไปสู่ ฐานข้อมูลผลงานวิชาการของอาจารย์ (Academic Paper Database) โดยเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ Teacher → Academic Paper → Journal Publication พร้อมเพิ่มฟังก์ชันการติดตามและคำนวณค่าน้ำหนักผลงานวิชาการตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย และแสดงผลผ่าน Dashboard เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ศักยภาพการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์ การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยให้ C&I Smart Dashboard ขยายบทบาทจากระบบติดตามข้อมูลนักศึกษา ไปสู่ Integrated Academic Intelligence System บทสรุปของแนวปฏิบัติ     C&I Smart Dashboard เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลนักศึกษา จากระบบข้อมูลที่กระจัดกระจาย สู่ Centralized Data Management ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง และนำเสนอผ่าน Smart Dashboard  ระบบผสานการทำงานของ Python Script, Google Apps Script และ Google Looker Studio เพื่อสร้างระบบ Data Integration และ Data Visualization ที่ช่วยให้การติดตามสถานะนักศึกษา การตรวจสอบเงื่อนไขสำคัญ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ แนวปฏิบัตินี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบระบบที่ตอบโจทย์การทำงานจริงของผู้ใช้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูล ลดความผิดพลาด และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งสามารถขยายผลในระดับคณะหรือมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต 6. ข้อมูลประกอบ Video สาธิตระบบ C&I Smart Dashboard นวัตกรรมการบูรณาการข้อมูลนักศึกษาเพื่อการติดตามสถานะแบบ Real-Time และสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการหลักสูตร รูปแสดงขั้นตอนการทำงานของระบบ จากข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Data Silos) สู่ ฐานข้อมูลกลาง (Single Source of Truth) ภาพแสดงรายละเอียด 9 เมนูพร้อมคำอธิบาย ขั้นตอนการดำเนินงานและการลงมือปฏิบัติ ใน 2 วงจร ตารางแสดงโครงสร้างข้อมูล (Data Schema) สำหรับเจ้าหน้าที่ของสาขาฯ สำหรับใส่ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษา ตารางแสดงโครงสร้างข้อมูล (Data Schema) สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในการใส่ข้อมูลความสถานะวิทยานิพนธ์ ของนักศีกษาที่รับผิดชอบ

จาก Data Silos สู่ C&I Smart Dashboard: นวัตกรรมการบูรณาการข้อมูลนักศึกษาเพื่อการติดตามสถานะแบบ Real-Time และสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการหลักสูตร Read More »

โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1/1 โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.วงศกร เจริญพานิชเสรี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ                        ระบบการผลิตบัณฑิตเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่รวดเร็ว โดยงานจริงต้องอาศัยสมรรถนะเชิงปฏิบัติและการบูรณาการข้ามศาสตร์มากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี ขณะที่หลักสูตรแม้มีรอบปรับทุก 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติการปรับเปลี่ยนมักจำกัด ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ใช้จริง” บัณฑิตจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถทำงานได้ทันที                          ความร่วมมือระดับมหาวิทยาลัยหรือคณะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มีส่วนร่วมในระดับหลักสูตรจริง ก็ไม่สามารถร่วมออกแบบ PLO หรือโครงสร้างรายวิชาได้อย่างตรงจุด แม้นโยบาย “ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” จะส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว แต่หากดำเนินการแบบโครงการเฉพาะกิจ ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน                          จึงริเริ่มพัฒนา “โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตร” เพื่อให้การปรับหลักสูตรและความร่วมมือกับอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในระดับหลักสูตรจริง นำไปสู่คุณภาพบัณฑิตและการยอมรับระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยเชิงโครงสร้าง โดยอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพและความต้องการอุตสาหกรรมจริง สร้างความร่วมมือระดับหลักสูตรที่มีบทบาทจริงในการออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน เพิ่มความพร้อมของบัณฑิตให้สามารถทำงานได้ทันที ลดภาระการฝึกอบรมของสถานประกอบการ ยกระดับการยอมรับและชื่อเสียงของหน่วยงานในระดับชาติผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) นโยบายและแนวทางโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวง อว., แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และ Program Learning Outcomes (PLO), กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF), แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565–2569 และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตลอดชีวิตและระบบคลังหน่วยกิต ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.วงศกร เจริญพานิชเสรี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้บูรณาการนโยบายโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และแนวคิด Outcome-Based Education บนฐาน Program Learning Outcomes เข้ากับประสบการณ์ของหัวหน้าหลักสูตรและคณาจารย์ในการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในระดับหลักสูตร   2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง โปรดระบุ KR 5.2.1/1 ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และหน่วยงานมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติ ขั้นตอนการดำเนินงาน วิเคราะห์สมรรถนะที่อุตสาหกรรมต้องการ โดยเทียบกับ PLO เดิมและระบุช่องว่างที่ต้องปรับปรุง ปรับ PLO และโครงสร้างรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ผ่านกระบวนการพิจารณาระดับคณะและมหาวิทยาลัย จัดทำ MOU ระดับหลักสูตร กำหนดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในการร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน บูรณาการผู้เชี่ยวชาญภายนอกสู่การเรียนการสอนจริง ผ่านโครงงานและการประเมินผลงาน เก็บข้อมูลประเมินผลจากผู้เรียนและภาคี เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงแบบ PDCA จัดทำรายงานผลเชิงประจักษ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนและเสนอผลงานระดับชาติ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ใช้กรอบนโยบาย ระบบพัฒนาหลักสูตร MOU และ PDCA ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องตั้งโครงสร้างใหม่ ใช้ศักยภาพหัวหน้าหลักสูตร คณาจารย์ และภาคีอุตสาหกรรมในการออกแบบ ปรับปรุง และประเมินหลักสูตร แม้ได้รับทุนสนับสนุน แต่กลไกความร่วมมือระดับหลักสูตรสามารถดำเนินการได้ภายใต้ทรัพยากรปกติของคณะ ใช้ระบบสนับสนุนของมหาวิทยาลัย เช่น Intranet และเครื่องมือออนไลน์ในการประสานงานและติดตามผล 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จัดประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อวิเคราะห์สมรรถนะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง และเปรียบเทียบกับ PLO เดิมของหลักสูตร ปรับ PLO และโครงสร้างรายวิชาให้สอดคล้องกับข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการพิจารณาระดับหลักสูตร จัดทำ MOU ระดับหลักสูตร กำหนดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในการร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน บูรณาการผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าสู่การเรียนการสอนจริง ผ่านโครงงานและการประเมินผลงานนักศึกษา เก็บข้อมูลผลการประเมินผู้เรียนและข้อเสนอแนะจากภาคี เพื่อนำเข้าสู่การปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง จัดทำรายงานผลเชิงประจักษ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และเสนอผลงานระดับชาติ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข กระบวนการปรับหลักสูตรหลายระดับทำให้การเปลี่ยนแปลงล่าช้า จึงปรับกิจกรรมการเรียนรู้และวิธีประเมินก่อน พร้อมรวบรวมหลักฐานเพื่อเสนอปรับหลักสูตรรอบถัดไป ความร่วมมือบางส่วนเริ่มต้นในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ จึงปรับ MOU ระดับหลักสูตรให้กำหนดบทบาทชัดเจนในการร่วมออกแบบ สอน และประเมิน พร้อมมีกลไกติดตามผล ความคาดหวังระหว่างหลักสูตรกับอุตสาหกรรมแตกต่างกัน จึงใช้กรอบ OBE เป็นเครื่องมือกลางในการเชื่อมโยงมาตรฐานวิชาการกับสมรรถนะที่ต้องการ ภาคีภายนอกมีข้อจำกัดด้านเวลา จึงจำกัดความร่วมมือเฉพาะหลักสูตรที่เกี่ยวข้องโดยตรง และกำหนดบทบาทให้ชัดเจนเพื่อลดภาระ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การวัดผลและประเมินผลดำเนินการใน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับผลลัพธ์ผู้เรียนประเมินสมรรถนะตาม Program Learning Outcomes (PLO) ที่ปรับปรุงใหม่ ผ่านรายวิชา โครงงานเชิงปฏิบัติ การนำเสนอผลงาน และการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก พร้อมติดตามภาวะการมีงานทำและความสอดคล้องของงานกับสาขาที่เรียน ระดับความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมรวบรวมข้อเสนอแนะจากภาคีเครือข่ายที่ร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ทั้งด้านคุณภาพผลงาน ความพร้อมในการทำงาน และความพึงพอใจ เพื่อใช้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ระดับการยอมรับของหน่วยงานในระดับชาติประเมินผลจากการได้รับทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการได้รับรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนการยอมรับในระดับประเทศตามตัวชี้วัด 2.1/1 โดยนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการ PDCA เพื่อพัฒนา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ต่อคุณภาพผู้เรียนผู้เรียนมีสมรรถนะสอดคล้องกับ PLO ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถทำโครงงานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และมีความพร้อมในการทำงานเพิ่มขึ้น สะท้อนจากข้อเสนอแนะของภาคีเครือข่ายและภาวะการมีงานทำที่สอดคล้องกับสาขา ผลลัพธ์ต่อหลักสูตรและความร่วมมือหลักสูตรได้รับการปรับ PLO และรายวิชาอย่างเป็นระบบ พร้อมความร่วมมือระดับหลักสูตรที่ภาคอุตสาหกรรมร่วมออกแบบ สอน และประเมินจริง โดย MOU มีการกำหนดบทบาทและติดตามผลชัดเจน ผลลัพธ์ต่อภาพลักษณ์และการยอมรับระดับชาติหลักสูตรได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่อง และมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ผ่านเข้ารอบและได้รับรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นหลักฐานการยอมรับระดับชาติสอดคล้องกับ 2.1/1 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ระดับหลักสูตรเป้าหมายคือปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและมีภาคอุตสาหกรรมร่วมจริง ผลที่เกิดขึ้นคือการปรับ PLO และรายวิชาอย่างเป็นระบบ ภาคีร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของหลักสูตรอย่างชัดเจน ระดับหน่วยงาน (2.1/1)มหาวิทยาลัยรังสิตได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “สถาบันอุดมศึกษาต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ด้านการสนับสนุนหลักสูตรร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา ฯ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ กำหนดเป้าหมายเชิงระบบ โดยผูกการพัฒนาหลักสูตรกับ PLO และยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ความร่วมมือระดับหลักสูตรที่ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทจริงในการออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ใช้กรอบ OBE และ PLO เป็นเครื่องมือกลางในการปรับหลักสูตรอย่างมีทิศทางและมีหลักฐานรองรับ บทบาทผู้นำของหัวหน้าหลักสูตรและคณะทำงานที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การใช้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และรางวัลระดับชาติเป็นข้อมูลสะท้อนกลับ เพื่อพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนากลไกวิเคราะห์ความต้องการอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การปรับ PLO และรายวิชาทันสมัยและมีข้อมูลรองรับ ยกระดับบทบาทภาคีจากผู้ร่วมกิจกรรมสู่ผู้ร่วมกำหนดเกณฑ์ประเมินและติดตามผลบัณฑิต พัฒนาระบบติดตามผลลัพธ์ผู้เรียนเชิงดิจิทัล เพื่อนำข้อมูลการมีงานทำและความพึงพอใจมาใช้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ขยายเครือข่ายความร่วมมือระดับหลักสูตรให้หลากหลายและตรงสายวิชาชีพมากขึ้น จัดทำคู่มือและกลไกถ่ายทอดแนวปฏิบัติสู่หลักสูตรอื่น เพื่อขยายผลอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ด้าน OBE และการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม เพื่อความยั่งยืนระยะยาว แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นมาตรฐานในการทำงาน คณะกำหนดนโยบายและสร้างแรงจูงใจให้หลักสูตรพัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากการส่งนักศึกษาไปสหกิจศึกษาอย่างเป็นระบบ ใช้การนิเทศสหกิจศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ โดยคณาจารย์พูดคุยกับสถานประกอบการเพื่อรับฟังความต้องการ ทักษะที่จำเป็น และ pain point ของอุตสาหกรรม เริ่มความร่วมมือในรูปแบบกิจกรรมร่วม เช่น สัมมนา โครงงาน หรือการบรรยายพิเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจและทิศทางร่วมกันก่อนเข้าสู่ความร่วมมือเชิงลึก เมื่อหลักสูตรและภาคอุตสาหกรรมมีแนวทางสอดคล้องกัน จึงพัฒนาความร่วมมือสู่ระดับร่วมออกแบบหลักสูตร ร่วมสอน และร่วมประเมิน ก่อนจัดทำ MOU ระดับหลักสูตรตามขั้นตอน หลักสูตร → คณะ → มหาวิทยาลัย เลือก partner ที่มีศักยภาพและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ เพื่อรองรับเงื่อนไขการขอทุนโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เมื่อมี MOU และผลงานเชิงประจักษ์ จึงพัฒนาโครงการเข้าสู่การขอทุนผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และต่อยอดสู่การยกระดับภาพลักษณ์ระดับชาติ 6. ข้อมูลประกอบ จดหมายเชิญเข้าร่วมประกวดรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เกณฑ์การคัดเลือกผลงานต้นแบบ จดหมายประกาศผลรางวัลประกาศเกียรติคุณ “สถาบันอุดมศึกษาต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” เอกสารเพิ่มเติม

โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ Read More »

10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน) ผู้จัดทำโครงการ​ สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ฝ่ายพัฒนาสังคมศิลปวัฒนธรรมและสิทธิประโยชน์ 1. บริบทและความสำคัญ           ตลอดระยะเวลา 10 ปี การขับเคลื่อนงานเอกลักษณ์ของชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นคลังปัญญาที่มีพลัง สามารถขยายผลเชิงพฤติกรรม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยรังสิตกลายเป็นต้นแบบในการสร้างพลเมืองคุณภาพที่เข้าใจและภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างเป็นรูปธรรมสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ได้ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานผู้จัดกิจกรรม สู่การเป็น “ศูนย์กลางการจัดการความรู้และนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรม” โดยมีหัวใจสำคัญคือการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล ผ่าน 3 กลไกหลัก การเปลี่ยนความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคนเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง จากประสบการณ์การปฏิบัติจริงของนักศึกษาและบุคลากรในโครงการต่างๆ มาถอดบทเรียนและจัดทำเป็น “ชุดความรู้” และ “คู่มือปฏิบัติการ” เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ยั่งยืน ป้องกันการสูญหายขององค์ความรู้เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนบุคลากรหรือจบการศึกษา การสร้างวงจรการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจากบนลงล่าง เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะวิชา หน่วยงานภาครัฐ (สปน.) และภาคประชาสังคม โดยใช้โครงการเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” ให้นักศึกษาได้ทดลอง ตีความ และนิยามเอกลักษณ์ชาติในมุมมองใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกสมัยใหม่ การยกระดับสู่สินทรัพย์ทางปัญญา มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำผลลัพธ์จากการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์มาสังเคราะห์เป็นเนื้อหาที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงรากฐานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล และสื่อสารด้วยภาษาสากลเพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                           เอกสารทางการและแนวทางการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหลักฐานเชิงประจักษ์และสื่อสาธารณะ เช่น ข่าวประชาสัมพันธ์ ภาพถ่าย รายงานสรุปผลรายกิจกรรม/รายปี ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประสานงานจาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน  ปีการศึกษา 2567              รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                การขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จคือ การบูรณาการความรู้สองรูปแบบ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง “ระเบียบปฏิบัติที่ได้มาตรฐาน” และ “ความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง” ในส่วนของ ความรู้แบบชัดแจ้ง สถาบันฯ ได้กำหนดให้เป็น “โครงสร้างและมาตรฐานงาน” โดยใช้คู่มือและขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ตั้งแต่กระบวนการประสานงานราชการกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) การวางแผนปฏิบัติการ ไปจนถึงการจัดทำรายงานสรุปผลและการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งช่วยให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม                ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จในเวทีระดับชาติต้องอาศัย ความรู้ฝังลึก ซึ่งเปรียบเสมือน “หัวใจและศิลปะการทำงาน” ของทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยรังสิต ความรู้ส่วนนี้คือทักษะเฉพาะทางทั้งด้านการออกแบบการแสดงและเทคนิคสื่อผสม การลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ การมีสัญชาตญาณในการแก้ปัญหาหน้างานภายใต้ข้อจำกัดและความกดดันของพิธีการสำคัญ รวมถึงศิลปะการประสานงานที่เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR  การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง OKR 5.1.2/1  สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย) รายละเอียดตัวชี้วัด                เชิงปริมาณ วัดความสำเร็จจากการมีพันธมิตรที่ชัดเจนผ่านจำนวน MOU/MOA และจำนวน กิจกรรมความร่วมมือจริง ที่เกิดขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิตกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน                เชิงคุณภาพ วัดความสำเร็จที่เกิดโดยพิจารณาจากผลการประเมินความพึงพอใจ รวมถึงหลักฐานความสำเร็จเชิงประจักษ์ เช่น เกียรติบัตร และรางวัล ในระดับต่างๆ ตัวชี้วัดรอง                    เน้นความพึงพอใจของเครือข่าย (85%) การสร้างผู้นำเยาวชน และผลลัพธ์ของสื่อออนไลน์ที่สร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขั้นตอนการดำเนินงาน (PDCA)                P – Plan วางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย (สปน.) เพื่อกำหนดเป้าหมายและรูปแบบกิจกรรมให้สอดรับกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยและนโยบายระดับชาติอย่างเป็นระบบ                D – Do ปฏิบัติงานเชิงรุก คัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและจิตอาสาเข้าสู่กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และส่งเสริมให้ลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่หรือเวทีระดับประเทศ                C – Check ตรวจสอบและประเมินผล ติดตามความคืบหน้าผ่านรายงานสรุปโครงการ วัดผลสำเร็จตามตัวชี้วัดและรับฟังคำวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการภายนอกเพื่อประเมินคุณภาพงาน                A – Act ปรับปรุงสู่มาตรฐานใหม่ นำผลลัพธ์มาถอดบทเรียน เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาต่อยอดให้เป็น “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” (Best Practice) สำหรับการดำเนินงานที่ยั่งยืนในอนาคต   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                การดำเนินงานขับเคลื่อนผ่านระบบ “ทรัพยากรแบ่งปัน” ที่ผสมผสานศักยภาพจากหลายภาคส่วน โดยมีฐาน งบประมาณ หลักจากการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยรังสิต เสริมด้วยงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ช่วยเพิ่มขอบเขตการทำงานสู่ระดับประเทศในด้าน อุปกรณ์และสถานที่ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งห้องสตูดิโอและเครื่องมือผลิตสื่อดิจิทัลของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประสานงานอย่างไร้รอยต่อ พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จากภาคีเครือข่ายภายนอก ทางด้าน บุคลากร ได้รับความร่วมมือจากทีมงานพหุวิทยาการ ทั้งผู้เชี่ยวชาญจากคณะวิชาต่างๆ วิทยากรภายนอก และนักศึกษาแกนนำ เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างทักษะผู้นำเยาวชนผ่านการปฏิบัติงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การลงมือปฏิบัติ              ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรังสิตได้เปลี่ยนบทบาทจากสถานศึกษาเป็น “ภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์”   ที่เข้มแข็งของรัฐโดยเริ่มต้นจาก มิติการส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ผ่านการแสดงละครเวทีระดับชาติและสื่อผสมที่ใช้ศักยภาพด้านศิลปะการแสดงร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหล่อหลอมความจงรักภักดีให้เป็นรูปธรรม ต่อเนื่องสู่ มิติการสร้างผู้นำสากล ที่นักศึกษาได้ปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในเวทีนานาชาติ The International Youth Representatives in Experiencing the Sufficiency Economy Philosophy (IYSEP 2023 (IYSE) สร้างความภาคภูมิใจและชื่อเสียงให้กับประเทศ                ในระยะปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้ยกระดับสู่ มิติการบ่มเพาะทางสังคม โดยบุคลากรเข้าเป็นกลไกหลักในโครงการ “เด็กอวด(ทำ)ดี” เพื่อออกแบบการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับ มิติการสืบสานมรดกวัฒนธรรม ผ่านการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ทั้งด้านศาสนาและโบราณราชประเพณีสำคัญของชาติ ความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ถูกผนึกเป็น มิติแห่งพันธสัญญา ที่สะท้อนผ่านโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่นและการลงนาม MOU อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่พร้อมสืบสานเอกลักษณ์ไทยให้เติบโตอย่างมีพลังในระดับสากลสืบไป ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความสำเร็จตลอด 10 ปีของสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม เกิดจากการเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างเป็นระบบผ่าน 3 มิติหลัก คือ มิติด้านบริหารจัดการ ที่แก้ปัญหาความซับซ้อนของงานระดับชาติและระเบียบพิธีการด้วยระบบ Professional Mentoring โดยจัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง เพื่อเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นมาตรฐานการทำงานที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ                ใน มิติด้านเทคนิคและสถานการณ์วิกฤต มหาวิทยาลัยก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่การแสดงกลางแจ้งและมาตรการด้านสาธารณสุข ด้วยการวางแผนเชิงรุก ทั้งการซ้อมเสมือนจริง การบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วนในมิติด้านการสื่อสารและช่องว่างทางวัฒนธรรม ได้มีการปรับรูปแบบจากการบรรยายเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงและเทคนิคที่ทันสมัย ช่วยทลายกำแพงภาษาและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับอัตลักษณ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. การตรวจสอบและวัดผล เพื่อให้การส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติบรรลุประโยชน์สูงสุด สถาบันฯ ได้วางระบบการติดตามและประเมินผลในทุกมิติ โดยในเชิงปริมาณ มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านจำนวนกิจกรรมความร่วมมือและบันทึกข้อตกลง (MOU) ตามเกณฑ์มาตรฐาน OKR 5.1.2/1 ควบคู่ไปกับการวัดประสิทธิภาพสื่อดิจิทัลที่สร้างผลกระทบต่อสังคม ขณะที่ ในเชิงคุณภาพ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ผ่านการประเมินภาวะผู้นำและการตระหนักรู้ในคุณค่าของชาติ โดยตั้งเป้าหมายความพึงพอใจไว้ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 85 รวมถึงพิจารณาจากรางวัลระดับชาติที่ได้รับ วิธีการวัดผลและประเมินผล                สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ได้วางระบบการติดตามและประเมินผลอย่างครบวงจรใน 4 มิติ เพื่อเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ โดยเริ่มจากการ ติดตามผลเชิงผลผลิต ผ่านการจัดเก็บฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันการปฏิบัติงานจริง ควบคู่กับการ ประเมินผลเชิงคุณภาพ ที่เน้นการสะท้อนการเรียนรู้และการรับรองมาตรฐานจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ                นอกจากนี้ ยังมุ่งวัดผลกระทบเชิงภาพลักษณ์และการยอมรับ โดยใช้ดัชนีจากการได้รับเชิญเข้าร่วมภารกิจสำคัญและการได้รับรางวัลเกียรติยศเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อมหาวิทยาลัย และสุดท้ายคือการ จัดการความรู้ (KM) ผ่านการรวบรวมและถอดบทเรียนเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างคลังปัญญาที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังและรักษามาตรฐานแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดให้คงอยู่คู่สถาบันอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                จากการดำเนินงานที่ครอบคลุมในทุกมิติได้สร้างผลกระทบเชิงบวก โดยในมิติด้านการพัฒนาคน นักศึกษาและบุคลากรได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำจริงในเวทีระดับประเทศ ทั้งการจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมสำคัญของชาติ ซึ่งช่วยหล่อหลอมความตระหนักรู้ในเอกลักษณ์ชาติให้กลายเป็นรากฐานทางจิตใจที่แข็งแกร่ง ในมิติด้านการยอมรับและบทบาททางสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกระดับบทบาทจาก “ผู้เข้าร่วม” สู่การเป็น “ผู้ร่วมขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์” ในฐานะวิทยากร ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการร่วมระดับชาติ สะท้อนถึงความไว้วางใจสูงสุดที่หน่วยงานรัฐมีต่อศักยภาพของสถาบัน ยืนยันความสำเร็จด้วยการได้รับ โล่ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะภาคีเครือข่ายดีเด่นที่สนับสนุนภารกิจของแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด                ท้ายที่สุด ผลลัพธ์เหล่านี้ได้นำไปสู่ ความมั่นคงเชิงโครงสร้าง ผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจด้านเอกลักษณ์ของชาติให้เกิดความยั่งยืน เป็นรูปธรรม และสง่างามในระดับสากล การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                การดำเนินงานของสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคมสามารถตอบโจทย์ตัวชี้วัดหลัก โดยเฉพาะ OKR 5.1.2/1 ได้อย่างดีเยี่ยมใน 3 มิติสำคัญ คือ ด้านปริมาณและความต่อเนื่อง ที่สะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมร่วมกับภาครัฐอย่างสม่ำเสมอตลอด 10 ปี จนกลายเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนมากกว่างานตามวาระ ด้านคุณภาพและการยอมรับ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการได้รับโล่เกียรติคุณและภารกิจสำคัญระดับชาติ เป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในระดับสูงสุด และใน ด้านความยั่งยืนของระบบงาน การนำระบบจัดการความรู้ (KM) มาใช้ถอดบทเรียนและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในทุกปี ช่วยสร้างฐานข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อยอดสู่มาตรฐานแนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างสมบูรณ์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตลอดทศวรรษของมหาวิทยาลัยรังสิต เกิดจากการหลอมรวมปัจจัยเชิงกลยุทธ์ 5 ด้านหลัก เริ่มจากการมี วิสัยทัศน์และแรงสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ที่สร้างพันธสัญญาองค์กรให้งานดำเนินไปอย่างมั่นคง ผสานกับ ระบบจัดการความรู้ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การถอดบทเรียนและจัดเก็บข้อมูลมีความต่อเนื่องและโปร่งใส หัวใจสำคัญยังอยู่ที่การมี พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ อย่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานงานสู่เวทีระดับโลก ควบคู่ไปกับ นวัตกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ที่ทำให้ศิลปวัฒนธรรมเข้าถึงง่ายและนำไปใช้ได้จริง และสุดท้ายคือ การบริหารความสัมพันธ์เชิงรุก ที่มุ่งเน้นการสื่อสารและประสานงานกับภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ          จนนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณค่าแก่สังคมต่อไป 5. การปรับปรุงและพัฒนา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มุ่งมั่นก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมผ่านกลยุทธ์เชิงรุก เริ่มจากการ ปฏิรูปคลังความรู้สู่ระบบดิจิทัล เพื่อสร้างฐานข้อมูลความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนจากการรับรู้เชิงทฤษฎีมาเป็นการลงมือทำจริง เพื่อทำให้เอกลักษณ์ชาติเป็นเรื่องร่วมสมัยที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังสำหรับคนทุกเจนเนอเรชั่นสุดท้ายคือการ ปรับโครงสร้างสู่องค์กรที่มีความคล่องตัวสูง เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นในการตอบรับภารกิจสำคัญระดับชาติได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนบทบาทของสถาบันฯ ให้กลายเป็นผู้นำนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่พร้อมขับเคลื่อนเอกลักษณ์ไทยอย่างสง่างามในยุคดิจิทัล แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐาน           สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มุ่งยกระดับความสำเร็จสู่การสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืนผ่าน กลยุทธ์เชิงระบบ เริ่มจากการสังเคราะห์บทเรียน 10 ปี จัดทำเป็น “คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน” เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเครือข่ายทางการศึกษา พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือสู่การทำ MOU กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพในระดับสากลนอกจากนี้ ยังมุ่งสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ผ่านบทบาทของนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นวิทยากรระดับชาติ เพื่อส่งต่อแนวปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชนทั่วประเทศ และใช้การยอมรับจากเวทีประกวดระดับชาติและนานาชาติเป็นแรงขับเคลื่อนในการกำหนดนโยบายภายในมหาวิทยาลัยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงสืบไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link เอกสารเพิ่มเติม

10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน) Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ร่างดีเด่น68

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR1. ชื่อเรื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ ชื่อ หน่วยงาน 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)❒ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                                ❒ อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                                           ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)❒ เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                      ❒ อื่น ๆ (ระบุ)                                                                                                  การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ❒ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง                                                 ปีการศึกษา                          ❒ จากรางวัลชมเชย เรื่อง                                               ปีการศึกษา                               รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)❒ ยุทธศาสตร์ที่           โปรดระบุ KR                                                                               ❒ สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น                  ❒ ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ                  ❒ เกณฑ์ของสภาวิชาชีพ                  ❒ อื่นๆ โปรดระบุ รายละเอียดตัวชี้วัด   ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) ขั้นตอนการดำเนินงาน   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น วิธีการวัดผลและประเมินผล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ 5. การปรับปรุงและพัฒนา การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link

ร่างดีเด่น68 Read More »

 
Scroll to Top