ยุทธศาสตร์ที่ 5

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.สุพานิช อังศิริกุล , อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์ และ ดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ                 ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การศึกษา หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง และเห็นความสำคัญของความรู้ที่ได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของสังคม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แนวทางการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาร่วมมือกับบริษัทในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ระบบสารสนเทศ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า สถาบันการศึกษาและสังคม และส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นนักพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ในการดำเนินโครงการบริการวิชาการที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน มีการนำองค์ความรู้หลายด้านมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้   องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ การพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบสารสนเทศ (Software Development) การออกแบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล (Database Design & Management) การพัฒนาเว็บและโมบายแอปพลิเคชัน (Web & Mobile Development) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหา กระบวนการออกแบบเชิงนวัตกรรม (Design Thinking) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน (Community Needs Analysis) การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้ (User-Centered Design) องค์ความรู้ด้านการจัดการและการทำงานร่วมกับชุมชน การบริหารโครงการ (Project Management) การทำงานร่วมกันเป็นทีมและการสื่อสาร (Teamwork & Communication) การจัดการความรู้ (Knowledge Sharing & Transfer) เพื่อให้ชุมชนสามารถนำโซลูชันไปใช้งานและต่อยอดได้ องค์ความรู้ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความปลอดภัย (Ethical & Secure Technology Use) การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ องค์ความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมและจัดการผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ ศิษย์เก่า และบริษัท ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้                 ออกแบบและพัฒนาระบบ HR ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยออกแบบและพัฒนาตาม Requirement ของบริษัท โดยมีศิษย์เก่า พนักงานของบริษัท อาจารย์ร่วมให้คำแนะนำในการดำเนินงาน ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม            ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด      อ.สุพานิช อังศิริกุล, อ.สุมนา เกษมสวัสดิ์  และดร.อารีย์รัตน์ ส่งสกุลวัฒนา 2. การวางแผน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 2 โปรดระบุ KR 2.3.1/1 การพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ขั้นตอนการดำเนินงาน – ประชุมระดมสมองในการสร้างความร่วมมือและกำหนดความเป็นไปได้ของโครงการและการกำหนดรายละเอียดโครงการ เริ่มต้นด้วยการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนจากบริษัท ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของสาขาวิชา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการระบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตงาน ทรัพยากรที่จำเป็น และแผนการดำเนินงานเบื้องต้น – จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและเพิ่มทักษะเพื่อการพัฒนาระบบ เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมในการออกแบบและพัฒนาระบบงานแบบมืออาชีพ จึงมีการจัดอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน การออกแบบระบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ – พัฒนาระบบงาน สร้างกิจกรรมสนับสนุนการบริหารเครือข่ายกิจกรรม และการติดต่อประสานงาน หลังจากประชุมร่วมกับบริษัทเพื่อรวบรวมข้อมูลและความต้องการ นักศึกษาจะเริ่มกระบวนการพัฒนาระบบ โดยออกแบบและสร้างต้นแบบ (Prototype) ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท พร้อมทั้งดำเนินการจัดการเครือข่ายกิจกรรมเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ภายในโครงการ ในขั้นตอนนี้ จะมีการประสานงานกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาตรงกับความต้องการ – ทดสอบและแก้ไขระบบ ก่อนส่งมอบระบบ จะมีการทดสอบการใช้งานจริงโดยให้บริษัทเข้ามาทดลองใช้ พร้อมเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง การทดสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของบริษัทได้อย่างแท้จริง – ส่งมอบระบบให้กับบริษัท หลังจากการปรับปรุงและทดสอบจนระบบมีความพร้อม จะมีการส่งมอบระบบให้กับบริษัทอย่างเป็นทางการ 3. การลงมือปฏิบัติ 1) การประชุมระดมสมองและกำหนดรายละเอียดโครงการ                 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และตัวแทนบริษัทซึ่งเป็นศิษย์เก่า เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการขององค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน แผนการดำเนินงาน และทรัพยากรที่จำเป็น ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน 2) การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะนักศึกษา                 ได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสารสนเทศ การออกแบบ UX/UI การจัดการฐานข้อมูล และการบริหารโครงการ เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงวิชาชีพและเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับสถานประกอบการได้จริง  3) การออกแบบและพัฒนาระบบต้นแบบ       นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึก ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และพัฒนาระบบต้นแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของบริษัท โดยมีการประสานงานและรับข้อเสนอแนะจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่พัฒนามีความสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริง 4) การทดสอบ ปรับปรุง และตรวจสอบคุณภาพระบบ                 มีการทดสอบระบบทั้งในระดับฟังก์ชันและการใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้จากบริษัททดลองใช้งาน พร้อมเก็บข้อมูลข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ส่งผลให้ระบบมีความเสถียร ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น 5) การส่งมอบระบบและถ่ายทอดองค์ความรู้                 ได้ดำเนินการส่งมอบระบบให้แก่บริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแนะนำการใช้งานและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำระบบไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข 1) ความต้องการของผู้ใช้งานยังไม่ชัดเจนในระยะแรก ปัญหา: ความต้องการของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ แนวทางแก้ไข: ใช้กระบวนการประชุมติดตามงานเป็นระยะ และพัฒนาระบบแบบต้นแบบ (Prototype) เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพและให้ข้อเสนอแนะได้รวดเร็ว 2) ความแตกต่างของทักษะนักศึกษาในทีมพัฒนา ปัญหา: นักศึกษามีระดับความรู้และประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้การทำงานบางช่วงล่าช้า แนวทางแก้ไข: จัดการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด จัดกิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม และให้คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด 3) ข้อจำกัดด้านเวลาในการพัฒนาระบบควบคู่กับการเรียน ปัญหา: นักศึกษาต้องบริหารเวลาเรียนและการพัฒนาระบบพร้อมกัน แนวทางแก้ไข: ใช้แนวคิดการบริหารโครงการแบบ Agile แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 4) การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงมีข้อจำกัด ปัญหา: การเข้าถึงข้อมูลจริงและผู้ใช้งานจริงมีข้อจำกัดในบางช่วงเวลา แนวทางแก้ไข: สร้างชุดข้อมูลจำลองสำหรับการทดสอบ และกำหนดช่วงเวลาทดลองใช้งานร่วมกับบริษัทอย่างเหมาะสม 5) ความเสถียรและความปลอดภัยของระบบก่อนใช้งานจริง ปัญหา: ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความปลอดภัยของระบบก่อนส่งมอบ แนวทางแก้ไข: ดำเนินการทดสอบหลายรอบ ตรวจสอบข้อผิดพลาด และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจนระบบมีความพร้อมใช้งาน 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินผลการดำเนินโครงการใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้สะท้อนผลลัพธ์ของการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการอย่างรอบด้าน โดยมีแนวทางดังนี้ การประเมินจากความสำเร็จของระบบที่พัฒนา โดยพิจารณาความสามารถของระบบในการตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ความถูกต้องของการทำงาน ความเสถียร และความพร้อมในการใช้งานจริง การประเมินทักษะและสมรรถนะของนักศึกษา ซึ่งประเมินจากความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการบริหารโครงการ ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทำการรวบรวมความคิดเห็นจากบริษัท คณาจารย์ และนักศึกษา เพื่อประเมินคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ รวมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงาน การประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงของผลลัพธ์กับการพัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการสร้างคุณค่าทางสังคมตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการ นักศึกษาค้นพบว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้ เทคโนโลยีต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้ การออกแบบระบบที่ดีไม่ใช่แค่มีฟังก์ชันครบถ้วน แต่ต้องใช้งานง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้ การพัฒนานวัตกรรมต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบที่ดีต้องผ่านการทดลองหลายครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง ความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ชุมชน และองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ การแลกเปลี่ยนความรู้และความต้องการระหว่างทุกฝ่ายช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง การทำโครงการแบบบูรณาการช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบระบบ และการบริหารโครงการ การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถบรรลุเป้าหมายหลักของโครงการ โดย สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือระบบสารสนเทศที่นำไปใช้งานได้จริงในองค์กร นักศึกษาเกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศิษย์เก่า และภาคองค์กร ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมในอนาคต สนับสนุนเป้าหมายด้านการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก ความร่วมมือของทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และองค์กรภายนอก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) การให้นักศึกษาได้ทำงานกับปัญหาจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต กระบวนการพัฒนาแบบต่อเนื่องและยืดหยุ่น การทดสอบ ปรับปรุง และรับข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบมีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้จริง การกำกับดูแลและสนับสนุนจากคณาจารย์ คณาจารย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ความต้องการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องมือด้าน Design Thinking และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้การพัฒนาระบบตรงกับความต้องการจริง เสริมสร้างทักษะเชิงเทคโนโลยีและการบริหารโครงการของนักศึกษา จัดอบรมเพิ่มเติมด้านเทคโนโลยีใหม่ แนวคิด Agile การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารเชิงวิชาชีพ เพิ่มกระบวนการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ กำหนดมาตรฐานการทดสอบ การสำรองข้อมูล และความปลอดภัยของสารสนเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว พัฒนาระบบติดตามผลหลังการส่งมอบ จัดให้มีการประเมินผลการใช้งานจริงขององค์กร เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการเรียนการสอนและโครงการในรอบถัดไป แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน หลักสูตรกำหนดเป้าหมายให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ทำการบริการวิชาการด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยใช้การทำปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นแรงจูงใจในการดึงนักศึกษาเข้าร่วมโดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพ ติดต่อกับศิษย์เก่า องค์กร/ชุมชน ที่อาจารย์มีความคุ้นเคยเพื่อรับฟังปัญหา และความต้องการในการนำความรู้ไปแก้ปัญหา โดยทำประชุมร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อได้นวัตกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนให้นักศึกษาช่วยกันออกแบบและพัฒนานวัตกรรม โดยใช้แนวคิด Design Thinking และ User-Centered Design เพื่อออกแบบโซลูชันที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ใช้จริงโดยมีอาจารย์และชุมชน/องค์กรให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง และปรับปรุงคุณภาพ รับข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่อง และเก็บข้อมูลความพึงพอใจ  ทำการส่งมอบและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยจัดทำเอกสาร คู่มือ และอบรมการใช้งาน เพื่อให้องค์กร/ชุมชนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน เผยแพร่ผลลัพธ์ของโครงการเพื่อให้นักศึกษาในรุ่นถัดไปเกิดความสนใจ ทำการจัดเก็บบทเรียนและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน รวบรวมผลลัพธ์ ปัญหา และแนวทางแก้ไข จัดทำเป็นคู่มือหรือ Template กลางของสาขาวิชา เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในโครงการถัดไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Linkhttps://tinyurl.com/3e9rc2bz

การบูรณาการการเรียนร่วมกับการบริการวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 2 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ร่างชมเชย68

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ชื่อเรื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้แต่ง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ … ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้   2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน รายละเอียดตัวชี้วัด                               ขั้นตอนการดำเนินงาน   3. การลงมือปฏิบัติ …   4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล   5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link

ร่างชมเชย68 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ผู้จัดทำโครงการ​ อ. สุวัฒนา ทองเอีย ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยะเวช ดร.ช่อผกา ดำรงไทย อ.ทิวา โกศล ดร.ดวงฤดี ดิษสงค์ และ อ.ปฐมพงศ์ จันทิมา คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในหลักสูตรกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนักศึกษา Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับความกดดันทั้งด้านวิชาการที่เข้มข้น และการปรับตัวทางสังคมในยุคดิจิทัล ความเครียดจากการเรียนวิชาพื้นฐานทางการแพทย์ และความกังวลต่อความคาดหวังของครอบครัว มักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาเกิดภาวะท้อแท้และสูญเสียเป้าหมาย นำไปสู่ปัญหาการเรียนอ่อนและอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา ที่สูงขึ้นในชั้นปีต้นๆ                คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลนักศึกษา โดยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลเพียงแค่เรื่องเรียน แต่เพิ่มการสร้างความมั่นคงภายใน และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักศึกษามีความจัดการชีวิตและอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ                นอกจาการดูแลผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบติดตามเชิงรุกผ่านอาจารย์ประสานงานรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อค้นหาสัญญาณเตือนก่อนเกิดวิกฤต แล้วยังมีการจัดกิจกรรมพบผู้ปกครองเพื่อสร้างแนวร่วมในการประคับประคองนักศึกษาอีกด้วย                ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ไม่เพียงแต่เป็นเพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่นและปลอดภัย ช่วยให้นักศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในวิชาชีพ และมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลสังคมได้อย่างยั่งยืน         แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อค้นหานักศึกษาที่มีสัญญาณความเสี่ยง (ด้านการเรียนหรือสภาพจิตใจ) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา (Drop-out) และเพิ่มอัตราการจบการศึกษาตามเกณฑ์ของหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบัณฑิตมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะการสื่อสาร ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ☑ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยเวช คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา เรื่อง ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ปี 2568 รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ปี 2567 ผศ. ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทักษะการสื่อสารและการให้คำปรึกษา: ใช้ความรู้ด้านการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างอาจารย์และนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการฟังเชิงลึก (Active Listening) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาจิตปัญญาศึกษาและการเยียวยาจากด้านใน: นำความรู้เรื่องการจัดการความเครียดและการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากสู่สุขภาวะ มาใช้ในกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และความยืดหยุ่นทางใจให้แก่นักศึกษา Gen Z ประสบการณ์จากคณาจารย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในคณะฯ เพื่อพัฒนาแนวทางการรับมือกับนักศึกษาที่มีความซับซ้อนในมิติต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมการเรียน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานq ยุทธศาสตร์ที่ 5.3 โปรดระบุ  KR5.3.1/1 ความพึงพอใจต่อมหาวิทยาลัยรังสิต ด้านบรรยากาศ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการ และการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รายละเอียดตัวชี้วัด ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลนักศึกษา มีค่าอยู่ใน ระดับดีขึ้นไป (3.51 คะแนน จากคะแนน เต็ม 5) นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลแผนการเรียนของนักศึกษารายบุคคล และมีข้อมูลการดูแลนักศึกษา                                ขั้นตอนการดำเนินงาน การวิเคราะห์สถานการณ์และรวบรวมข้อมูล: ประชุมอาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปประเด็นปัญหาของนักศึกษาจากปีการศึกษาที่ผ่านมา พร้อมทั้งประชุมร่วมกับสโมสรนักศึกษาเพื่อบูรณาการความต้องการของนักศึกษาเข้ากับแผนการจัดกิจกรรม การจัดทำแผนงานและขออนุมัติ: นำเสนอแผนโครงการและกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการบริหารคณะฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณและบรรจุลงในแผนปฏิบัติงานประจำปีของคณะ การขับเคลื่อนระบบและดำเนินกิจกรรม: ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา จัดสรรอาจารย์ดูแลนักศึกษาเป็นรายบุคคล และขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น ค่ายพัฒนาด้านใน และกิจกรรมพี่ติวน้อง) ให้เป็นไปตามปฏิทินการศึกษา การติดตามและรายงานผล: ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและรายงานสรุปผลการจัดกิจกรรมต่อที่ประชุมกรรมการคณะฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลนักศึกษาที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม การประเมินผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน: สรุปภาพรวมของผลการดำเนินงานและวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นในปีการศึกษาถัดไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ขออนุมัติงบโครงการของฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ช่วงปลายปีการศึกษาของทุกปีการศึกษา อาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา ในประชุมสรุปข้อมูลจำนวนนักศึกษา และผลการดำเนินกิจกรรมและวางแผนกิจกรรมในปีการศึกษาต่อไป และนำไปประชุมร่วมกับทีมสโมสรนักศึกษาเพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกัน ร่างโครงการและขออนุมัติงบประมาณเสนอโครงการหรือกิจกรรมต่อคณะกรรมการคณะฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ และระบุในแผนดำเนินงานกิจกรรมของคณะ โดยมีโครงสร้างของกิจกรรมดังนี้ กิจกรรมสำหรับเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ ดังนี้ กิจกรรมที่จัดโดย จัดโดย ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาและคณาจารย์ กิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ลักษณะกิจกรรมจะมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่นักศึกษา และมีการเชิญผู้ปกครองประชุมพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อทำความเข้าใจระบบการดูแล และร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับความคาดหวังของผู้ปกครอง จัดโดยสโมสรนักศึกษา กิจกรรม แรกพบน้องพี่ PTSM first date เป็นการต้อนรับและสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกใหม่ของคณะ ให้รู้จักคณะและมหาวิทยาลัยมากขึ้น กิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญ แก่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมความความพร้อมทางด้านจิตใจให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคณะ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยอีกด้วย กิจกรรมพี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการเรียนจะเป็นตัวช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนๆได้ผ่านตามเกณฑ์ คณะฯ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านในกิจกรรมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี ดังนี้ กิจกรรม “ค่ายปี 1 เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การฝึกทักษะการสื่อสาร กิจกรรม “ค่ายปี 2 พลังกลุ่มและความสุข” เพื่อปลูกฝังนักศึกษาให้มีความรักเพื่อนมนุษย์ ในฐานะผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างสำนึกเรื่องความเสียสละ และฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น กิจกรรม “ค่ายปี 3 ภาวะผู้นำที่เน้นพลังกลุ่ม” เพื่อเสริมสร้างภาวะความเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม กิจกรรม “ค่ายปี 4 เผชิญความตายอย่างสงบ” เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมต่อการสูญเสีย เรียนรู้ความจริง และเตรียมพร้อมการใช้ชีวิต สร้างระบบการดูแลนักศึกษา หากพบนักศึกษามีปัญหาด้านพฤติกรรม การเรียน หรือปัญหาส่วนบุคคล จะมีระบบการดูแลดังนี้ แต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการและพัฒนานักศึกษา ทำหน้าที่ดังนี้ รวบรวมข้อมูลของนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า – ข้อมูลส่วนตัว ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง จัดสรรให้อาจารย์แต่ละท่านดูแลนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา จัดกิจกรรมพบอาจารย์ที่ปรึกษาภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการเรียนของนักศึกษา สร้างความไว้วางใจและปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับนักศึกษา ติดตามผลการดูแลนักศึกษาทุกภาคการศึกษา โดยรวบรวมข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน จัดทำความเสี่ยงของนักศึกษา เพื่อให้สามารถหาทางป้องกันไม่ให้นักศึกษาเรียนตกซ้ำชั้น หรือพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพจิต และสามารถปรับพฤติกรรมการเรียนและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา เมื่อพบว่านักศึกษามีปัญหาจะมีแนวทางการดูแลดังนี้ อาจารย์ผู้สอน สังเกตเห็นความผิดปกติจะแจ้งที่ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา แจ้งฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาให้รับทราบข้อมูล และให้คำปรึกษาดังนี้ ปัญหาเล็กน้อย อาจารย์ที่ปรึกษาจะสอบถามนักศึกษา พูดคุยทำความเข้าใจ หากปัญหาที่พบต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง หากสามารถแก้ไขได้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะแจ้งอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษา โดยกรอกข้อมูลไว้ในระบบข้อมูล หากอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการการช่วยเหลือให้แจ้งต่ออาจารย์ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจัดนัดหมายพูดคุยร่วมกับผู้ปกครอง หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในเกณฑ์สูงเกินภาระงานที่เหมาะสม : เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลังของบุคลากรสายวิชาการในแต่ละสาขาวิชา ทำให้เกิดความแตกต่างของสัดส่วนการดูแล ดังนี้: สาขากายภาพบำบัด: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 30-35 สาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและสมรรถภาพทางการกีฬา: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-30 สาขาชรัณสุขศาสตร์: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-25 ข้อจำกัดด้านประสบการณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ : อาจารย์ที่ปรึกษาที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติงานยังขาดทักษะและประสบการณ์เชิงลึกในการรับมือกับความซับซ้อนของปัญหาเด็กยุค Gen Z รวมถึงกระบวนการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานทับซ้อน : ภาระงานด้านการสอน การวิจัย และงานบริหารที่มาก ประกอบกับตารางเรียนของนักศึกษาและตารางสอนของอาจารย์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้การจัดเวลาพบปะอย่างเป็นทางการทำได้ยาก ขาดกลไกจูงใจและการสะท้อนภาระงานจริง : เกณฑ์การประเมินภาระงานในปัจจุบันยังคำนวณจาก “จำนวนนักศึกษา” เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึง “ความซับซ้อนของปัญหา” ที่อาจารย์ต้องแบกรับ เช่น การดูแลด้านสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน ซึ่งในแต่ละกรณีต้องใช้เวลาและพลังงานในการเยียวยาแตกต่างกัน ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน   แนวทางในการแก้ไข การบริหารจัดการอัตรากำลังเชิงรุก: จัดทำแผนระบุจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละปีการศึกษาอย่างชัดเจน และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคณะฯ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสัดส่วนภาระงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรในอนาคต การเสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ที่ปรึกษา: พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และประสานความร่วมมือกับหน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (Counselling Center) ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาเชิงลึกสำหรับอาจารย์ใหม่และอาจารย์ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ: ประสานงานกับฝ่ายวิชาการเพื่อกำหนดช่วงเวลา “วันพบอาจารย์ที่ปรึกษา” ลงในตารางเรียนและตารางสอนในทุกภาคการศึกษา เพื่อลดปัญหาภาระงานทับซ้อนและประกันโอกาสในการเข้าถึงอาจารย์ของนักศึกษา การพัฒนาระบบข้อมูลและการรับรองภาระงาน: พัฒนาแบบบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา ให้มีความละเอียดและครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของนักศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเสนอแนวทางผลักดันให้การดูแลนักศึกษาที่มีความซับซ้อนสูงถูกนับเป็นผลงานและภาระงานอย่างเป็นรูปธรรม 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินจากความพึงพอใจ: จัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลผ่าน QR Code หลังจบกิจกรรมหลักในแต่ละปีการศึกษา การติดตามการมีส่วนร่วม: ตรวจสอบข้อมูลการเช็คชื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายชั้นปีที่พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาทุกชั้นปี การประเมินระบบอาจารย์ที่ปรึกษา: ตรวจสอบความครบถ้วนของ แผนการเรียนรายบุคคลที่อาจารย์ต้องจัดทำ การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง: สรุปจำนวนนักศึกษาที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ในทุกภาคการศึกษา เพื่อวัดประสิทธิภาพการค้นหาสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านความสำเร็จของนักศึกษา นักศึกษากลุ่มเสี่ยงด้านการเรียนได้รับคำปรึกษาและวางแผนการเรียนรายบุคคลร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้สามารถประคองระดับคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ของคณะได้มากขึ้น ด้านพัฒนาการทางจิตใจและทักษะศตวรรษที่ 21 นักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน มีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น รวมถึงมีทักษะการสื่อสารที่สามารถนำไปใช้ในการฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพได้จริง กิจกรรม “พี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน” ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่น ทำให้นักศึกษามีความผูกพันกับคณะและมีความมั่นใจในวิชาชีพมากขึ้น ด้านระบบการดูแลและเครือข่ายสนับสนุน คณะมีฐานข้อมูลนักศึกษารายบุคคลที่ละเอียดครอบคลุมทั้งประวัติส่วนตัว ปัญหาด้านพฤติกรรม และความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ทำให้การส่งต่อไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมีความรวดเร็วและเป็นระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างคณะและผู้ปกครองมีความแน่นแฟ้นขึ้นจากการจัดประชุมร่วมกัน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและลดความกดดันที่มีต่อนักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษามีสภาพจิตใจที่มั่นคงขึ้น ด้านการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษา (โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่) มีทักษะการให้คำปรึกษาที่เป็นระบบมากขึ้นจากการทำงานร่วมกับศูนย์แนะแนวของมหาวิทยาลัย ทำให้มาตรฐานการดูแลนักศึกษาของคณะมีความเป็นเอกภาพ เกิดแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการปัญหาภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ผ่านการกำหนดวันพบนักศึกษาที่ชัดเจนในตารางเรียนและตารางสอน  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย/ตัวชี้วัดความสำเร็จ เกณฑ์เป้าหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1.    ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับดีขึ้นไป (3.51 จาก 5.00 คะแนน) 4.67 ระดับดีมาก 2.    อัตราการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักศึกษาทั้งหมด นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมาย 3.    การมีข้อมูลแผนการเรียน อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลนักศึกษารายบุคคลครบ 100% ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษา มีข้อมูลแผนการเรียนและสถานะของนักศึกษา  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การมีส่วนร่วมของคณาจารย์และสโมสรนักศึกษา: ความร่วมมือระหว่างฝ่ายกิจการนักศึกษากับทีมสโมสรนักศึกษาในการออกแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา ระบบการดูแลแบบต่อเนื่อง: การจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมดูแลนักศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา ทำให้เกิดความไว้วางใจและสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง การบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ: การดึงผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแล และการมีช่องทางส่งต่อ ไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ: การอบรมทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาวัยรุ่นให้อาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลเชิงดิจิทัล (Digital Tracking): พัฒนาแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูลที่สามารถอัปเดตสถานะนักศึกษาได้แบบ Real-time เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและฝ่ายวิชาการเห็นความเสี่ยงด้านการเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสรุปท้ายเทอม การเพิ่มความถี่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor Community): จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (KM) ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์สูงกับอาจารย์ใหม่ เพื่อแชร์เทคนิคการรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาครอบครัวหรือภาวะซึมเศร้า การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับชั่วโมงเรียน: ปรับตารางเรียนและตารางสอนให้มีช่วงเวลา “Advisory Hour” ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาภาระงานที่ทับซ้อนและทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงอาจารย์ได้ง่ายขึ้น   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การรับรองมาตรฐานภาระงาน: พัฒนาแนวทางให้การรวบรวมข้อมูลการดูแลนักศึกษาในทุกมิติ (ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่รวมถึงสุขภาพจิตและการเงิน) สามารถนำมานับเป็นภาระงานหรือผลงานสายสนับสนุนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ในการดูแลนักศึกษาเชิงลึก ระบบสะสมแต้มความดี/ทักษะ: พัฒนาสมุดบันทึกหรือแอปพลิเคชันเพื่อติดตามทักษะศตวรรษที่ 21 ที่นักศึกษาได้รับจากแต่ละค่าย (ปี 1-4) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ในการสมัครงาน การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า: ดึงศิษย์เก่าที่มีความสำเร็จในวิชาชีพเข้ามาร่วมใน Journey เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkhttps://drive.google.com/drive/folders/1PRzz3YHS2_GgB5C8e1g1ggIw2MaqwhMF?usp=sharing  

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1, 5.3.1 โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนพ.ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ เนื่องด้วยในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความทันสมัยรวดเร็วสามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา โดยการนำเสนอสิ่งต่างๆผ่านระบบสารสนเทศอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ เช่น การเลือกสถานศึกษา การสมัครสอบ การเรียน และอื่นๆในชีวิตประจำวันได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สื่อสารสนเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ทราบและเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงต่อสาธารณะชนในหลายด้านของการเรียนการสอน โดยเฉพาะการอธิบายให้เกิดความเข้าใจในหลักสูตรทั้ง 2 สาขา คือ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care นอกจากนี้เราจะสามารถทำการประชาสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ พร้อมทั้งการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย อาทิเช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป การอธิบายหลักสูตรเรียนการสอนของคณะเภสัชศาสตร์แก่ผู้สนใจ การวิจัยและการประชุมวิชาการต่างๆที่จะสามารถเผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่งวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถประชาสัมพันธ์และตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที่ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการแก่สังคม และบทบาทสำคัญของวิชาชีพเภสัชกร โดยนำแบบทดสอบมาเป็นเครื่องมือในการประเมินและสะท้อนผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย อันจะช่วยให้การดำเนินงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังมุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศหลากหลายรูปแบบเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์และทันสมัย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทัศนคติที่ดี ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิตของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจและความภาคภูมิใจในสถาบัน อันนำไปสู่การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวมอย่างยั่งยืน  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด           วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต                                 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้         แนวปฏิบัตินี้อาศัยองค์ความรู้ด้านการสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ในสถาบันการศึกษา โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตสู่สาธารณชน ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการแก่สังคม นอกจากนี้ยังนำความรู้ด้านการออกแบบเนื้อหา (content) และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินผล เช่น แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ เพื่อวัดระดับการรับรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม องค์ความรู้ดังกล่าวช่วยให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีระบบ สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5       โปรดระบุ KR    5.1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย      รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก         ตัวชี้วัดหลักของโครงการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งในด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาและวิชาชีพเภสัชกรรม โดยพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งควรมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนเป้าหมายทั้งหมด นอกจากนี้ยังประเมินระดับประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกิจกรรมผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 มีระดับความพึงพอใจหรือได้รับประโยชน์ในระดับดีขึ้นไป ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของการประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสาขา Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวม ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)           ตัวชี้วัดรองมุ่งประเมินคุณภาพของกระบวนการดำเนินกิจกรรมและผลลัพธ์ด้านทัศนคติ การรับรู้ และความน่าสนใจของสื่อประชาสัมพันธ์ที่นำมาใช้ในโครงการ โดยพิจารณาจากคะแนนประเมินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม ความน่าสนใจของการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ เนื้อหาและรายละเอียดของการนำเสนอ ตลอดจนระดับการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมและข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ยังพิจารณาจากการเพิ่มขึ้นของความสนใจและความเข้าใจของผู้เข้าร่วมที่มีต่อวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการพัฒนาและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์และสื่อมัลติมีเดีย ตัวชี้วัดรองเหล่านี้ช่วยสะท้อนคุณภาพของการดำเนินงาน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินงานโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างคณะผู้รับผิดชอบโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรูปแบบ แนวทาง และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ จากนั้นมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันดำเนินการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ในด้านการเรียนการสอน หลักสูตร การวิจัย และกิจกรรมบริการสังคม ต่อมาได้ดำเนินการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จ จึงมีการรวบรวมข้อมูล สรุปผลการดำเนินโครงการ และประเมินผลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อาศัยทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือด้านสื่อสารสนเทศอย่างเหมาะสม และประสานความร่วมมือกับฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ สำนักงาน Wisdom Media มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 20,000 บาท สำหรับสนับสนุนการจัดทำวัสดุและสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น แผ่นประชาสัมพันธ์ วิดีทัศน์ และสื่อดิจิทัลที่ใช้เผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการเชิญวิทยากรเพื่อให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานด้านสถานที่และบุคลากรสนับสนุน เช่น เจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์และแม่บ้าน สำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายภาพ ระบบเสียง และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ YouTube ซึ่งใช้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน ทรัพยากรดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้การประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้าง 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนร่วมกันของคณะผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อกำหนดแนวทาง รูปแบบกิจกรรม และการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จากนั้นได้ดำเนินการออกแบบรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาในวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ภายหลังการดำเนินกิจกรรมได้มีการเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ของผู้เข้าร่วม เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลและสรุปการดำเนินโครงการ อันเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในอนาคต ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง         แม้การดำเนินโครงการจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยรวม แต่อาจพบข้อจำกัดบางประการระหว่างการดำเนินงาน เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการจัดเตรียมข้อมูลและกำหนดรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ การจัดเตรียมสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิทัลและมัลติมีเดียจำเป็นต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่เหมาะสม และเวลาในการสร้างสรรค์ อีกทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ยังต้องอาศัยการออกแบบเนื้อหาให้มีความน่าสนใจและทันสมัยเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร นอกจากนี้ ยังอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาในการจัดกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมบางกลุ่ม เนื่องจากภารกิจด้านการเรียนการสอนหรือการปฏิบัติงานของบุคลากรและนักศึกษา แนวทางในการแก้ไข           เพื่อให้การดำเนินโครงการในอนาคตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรมีการวางแผนและกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยจัดให้มีการประชุมและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเตรียมข้อมูลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการใช้สื่อดิจิทัลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่บุคลากรและนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีความน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้รับสารในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างหลากหลายในการเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย อีกทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมและกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การวัดผลในด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินและแบบทดสอบหลังการเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อประเมินระดับความเข้าใจของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญของวิทยาลัย เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้เข้าร่วมโครงการจะทำแบบสอบถามประเมินระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจที่มีต่อวิทยาลัย โดยใช้มาตรประมาณค่า (Rating Scale) ในการวัดระดับความคิดเห็น จากนั้นนำผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ยและร้อยละ เพื่อสะท้อนระดับความสำเร็จของการสื่อสารข้อมูล ทั้งนี้กำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 ควรมีระดับการรับรู้และความเข้าใจในระดับดีขึ้นไป ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต 2. การวัดผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศ การประเมินผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อรูปแบบและเนื้อหาของสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น วิดีทัศน์ สื่อออนไลน์ และกิจกรรมการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ภายในโครงการ โดยประเมินในประเด็นความน่าสนใจ ความเหมาะสมของรูปแบบการนำเสนอ และความสามารถในการสื่อสารข้อมูลของวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังพิจารณาข้อมูลประกอบจากสถิติการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของวิทยาลัย เช่น จำนวนผู้ติดตาม จำนวนการรับชมคลิปวิดีโอ หรือการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการประเมินเชิงความคิดเห็น ผลลัพธ์ที่ได้จะสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารให้มีความทันสมัยและตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น 3. การวัดผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ การประเมินผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นหลังการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ความเหมาะสมของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับจากโครงการ ผู้เข้าร่วมจะให้คะแนนความคิดเห็นผ่านมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับน้อยที่สุดจนถึงระดับมากที่สุด จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและระดับความพึงพอใจโดยรวม ทั้งนี้ยังพิจารณาจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน เพื่อสะท้อนระดับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ควรมีระดับความพึงพอใจในระดับดีหรือดีมาก ผลการประเมินดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ในครั้งต่อไปให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาและบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โครงการสามารถดึงดูดนักศึกษาและบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมได้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care ตลอดจนกิจกรรมการวิจัยและการบริการวิชาการของวิทยาลัยอย่างครบถ้วน นอกจากนี้การใช้สื่อสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ เช่น Facebook และ YouTube ช่วยให้ข้อมูลของวิทยาลัยสามารถเข้าถึงผู้สนใจได้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดีถึงดีมากทุกหัวข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 4.95–4.99 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัยและได้รับประโยชน์จากกิจกรรมอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการส่งเสริมในเชิงบวก หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 1. ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก และเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่มีต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน – ร้อยละ 100 (จากผู้ที่เลือกระดับดี และดีมาก) 2. รูปแบบ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ มีความเหมาะสม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 3. การประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ ในการประชาสัมพันธ์ มีความน่าสนใจ 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 4. เนื้อหารายละเอียด (content) ในการนำเสนอ มีความเหมาะสม และน่าสนใจ 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 5. การประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการศึกษา และกิจกรรมของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน 6. ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รู้จัก และสนใจ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.99 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 143 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 2 คน 7.  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับทราบบทบาทการทำงานของวิชาชีพเภสัชกรรม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 8. รู้จัก มหาวิทยาลัยรังสิต มากยิ่งขึ้น 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ  ………150………..  คน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม   …..145………  คน คิดเป็นร้อยละ …96.67…….. 2. การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ พบว่าโครงการสามารถบรรลุผลสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวังไว้ โดยเป้าหมายกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลการดำเนินงานจริงมีผู้เข้าร่วมจำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ตัวชี้วัดด้านประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับกำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ในระดับดีหรือมากขึ้นไป แต่จากผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 100 ให้คะแนนในระดับดีและดีมาก แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินในทุกหัวข้ออยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม เนื้อหา และการใช้สื่อสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามที่กำหนดไว้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปแบบกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยในอนาคต 3. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากหลายปัจจัยที่สนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ประการแรกคือการวางแผนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามกำหนดเวลา ประการที่สองคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ประการที่สามคือการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย ทำให้การสื่อสารมีความน่าสนใจและสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เนื้อหาที่นำเสนอมีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับความสนใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จึงทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัย ปัจจัยทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 4. สิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ควรส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา (content) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้และกิจกรรมของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ควรมีการติดตามและประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสารในแต่ละช่วงเวลา อีกทั้งควรขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองในวงกว้าง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยในระยะยาว 5. การปรับปรุงและพัฒนา ในอนาคต ควรมีการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการใช้สื่อดิจิทัลและสิื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบ เช่น การผลิกสื่อวิดีโอเชิงสร้างสรรค์ การถ่ายทอดประสบการณ์ของนักศึกษาและศิษย์เก่า รวมถึงการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรและโอกาสทางวิชาชีพอย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ควรมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนมัธยมศึกษา หน่วยงานวิชาชีพ และองค์กรภายนอก เพื่อขยายโอกาสในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น  ควรมีการพัฒนาระบบประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาปรับปรุงกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการเป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มีการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link https://www.facebook.com/rangsitpharmacy ยอดผู้ติดตาม 2.2 หมื่นคน https://www.youtube.com/ @วิทยาลัยเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย https://www.facebook.com/reel/1387137142906769 https://www.instagram.com/p/DTacNnhAckj/ https://www.youtube.com/watch?v=icKH3P1yxmE&t=1s

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา ก่อนเริ่มโครงการ วิทยาลัยขาดการสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ข้อมูลความสำเร็จถูกจำกัดอยู่ภายในหน่วยงาน หรือช่องทางสื่อสารเดิมที่มีความไม่ทันสมัย ทำให้ขาดภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่ง (Brand Equity) ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) และการยอมรับ (Brand Acceptance) ต่อวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์จากสังคมภายนอกผ่าน Digital Platform ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์    รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ Digital Marketing Analytics: การวิเคราะห์ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อวางกลยุทธ์คอนเทนต์ Reputation Management: การบริหารจัดการชื่อเสียงองค์กร 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)  ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง O5.2 กลุ่มคณะวิชามีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับระดับชาติ/นานาชาติ รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนผู้ติดตามและ Engagement Rate บนสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกเดือนและจำนวนความร่วมมือ (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เกิดขึ้น ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) พื้นที่ข่าว (Media Impression) ในสื่อกระแสหลักหรือสื่อวิชาชีพด้านวิศวกรรม ขั้นตอนการดำเนินงาน Audit & Design: สำรวจภาพลักษณ์ปัจจุบันและออกแบบสื่อสังคมออนไลน์ Content Factory: ผลิตคอนเทนต์ เช่น กิจกรรมในแล็บ, ผลงานนักศึกษา ออกสื่อ TikTok International Network: จัดกิจกรรม Engineering Camp เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์สู่ภายนอก Reputation Monitoring: ติดตามการพูดถึงวิทยาลัยในวงกว้าง ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณประชาสัมพันธ์ดิจิทัล, เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดีย, ทีมงานกราฟิกและวิดีโอ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จัดทำ Content ทุกรูปแบบลง TikTok เพื่อเปิดการรับรู้สู่สังคมภายนอก ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: ข้อมูลพื้นฐานในการทำคอนเทนต์ (Content Marketing) จากอาจารย์และนักศึกษาถูกส่งมาช้า แนวทางแก้ไข: บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางดิจิทัล (Social Listening) และการประเมินจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ติดตามและกดไลก์คอนเทนต์วิทยาลัยเพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยวันเริ่มต้น 23 พ.ย. 2568 มีจำนวนผู้ติดตาม 630 คน และกดถูกใจ 17.5K จนถึงวันที่ 13 มี.ค. 2569 มีจำนวนผู้ติดตาม 1442 คน และกดถูกใจ 49.5K และเกิดความร่วมมือวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ เช่น บริษัท Chelove ในเครือ Guangzhou Automobile Group Motor Co., Ltd บริษัท Midas Thailand บริษัท Schneider Electric สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ บริษัท Betsukawa Corporation HAECO Xiamen Hunan Railway Professional and technical College BYD Thailand การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ การรับรู้แบรนด์ (Engagement Rate) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นไปตามตัวชี้วัด มีความร่วมมือสากล (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความต่อเนื่องและการเลือกใช้ Content ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาคอนเทนต์ให้มีความหลากหลายทางภาษา เช่น คอนเทนต์ภาษาอังกฤษสำหรับดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) เพื่อให้เป็นมาตรฐานการทำงานของวิทยาลัย 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link https://www.tiktok.com/@rsu_en https://www.tiktok.com/@rsu_en/video/7574438966494006536?_r=1&_t=ZS-94g4Hf3xH9U

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก ผู้จัดทำโครงการ​ นายคเณศ แก้วบุญส่ง สำนักงานกิจการนักศึกษา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา สภาพปัญหา/ความท้าทาย: ช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ: บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีความรู้ทางวิชาการ แต่อาจขาดทักษะที่จำเป็นในการทำงานจริง (Soft Skills) เช่น การทำงานเป็นทีม, การสื่อสาร, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ถูกมองในเชิงพัฒนาการ: กิจกรรมชมรมมักถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการ มากกว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ ขาดการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษามีโอกาสน้อยในการสัมผัสและเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการนำความสามารถไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม โอกาสในการพัฒนา: กิจกรรมชมรม โดยเฉพาะ “ชมรมโคโรลิซึ่ม” เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab)” ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ทุกโครงการของชมรม ตั้งแต่การวางแผน การซ้อม ไปจนถึงการจัดแสดง เป็นกระบวนการที่สามารถบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานได้อย่างครบถ้วน   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อถอดบทเรียนและสร้างองค์ความรู้จากกิจกรรมชมรม โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ คือ เพื่อสร้างเสริมทักษะการทำงานที่จำเป็น (Essential Skills): พัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหา ผ่านการจัดกิจกรรมจริง เพื่อปลูกฝังคุณลักษณะการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship): ส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตและสุขภาวะที่ดี: ให้นักศึกษารู้จักการแบ่งเวลา, การจัดการความเครียด และสร้างวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานอย่างมีความสุข เพื่อสร้างต้นแบบ (Model) การเรียนรู้นอกห้องเรียน: แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมชมรมสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานได้ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  อื่น ๆ (โปรดระบุ) – หลักการบริหารโครงการเบื้องต้น (Project Management – PDCA) – ทฤษฎีการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ – ความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ – ความรู้ด้านสุขภาวะจากการออกกำลังกาย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                  – ประสบการณ์และทักษะการบริหารจัดการของ นักศึกษารุ่นพี่และคณะกรรมการชมรม             – เทคนิคการสอนจากนักศึกษารุ่นพี่ และการให้คำปรึกษาของ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม             – ทักษะและความสามารถเฉพาะตัวด้านการเต้น การออกแบบท่าเต้นของ สมาชิกชมรม   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                    แนวปฏิบัตินี้เป็นการผสมผสานความรู้ทั้งสองประเภท โดยนำหลักการ (Explicit) มาเป็นกรอบในการวางแผนกิจกรรม และใช้ประสบการณ์ตรง (Tacit) ของนักศึกษาและอาจารย์ในการลงมือปฏิบัติ, แก้ปัญหา, และตัดสินใจจริงในแต่ละโครงการ ทำให้เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (IMAGE AND REPUTATION) โปรดระบุ KR  05.3 การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักศึกษา (STUDENT LIFE EXPERIENCE) รายละเอียดตัวชี้วัด นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษา ปีการศึกษา 2566 ร่วมแสดงงาน RSU Night 2023 ปีการศึกษา 2567 ร่วมแสดงงาน ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2567 ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน Higher Level Showcase 2025 จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน โครงการ ขับขี่ปลอดภัย ใส่หมวกนิรภัยห่วงใยชีวิตนักศึกษาและชุมชน                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน Plan (วางแผน):  ประชุมทีมงาน (นักศึกษาแกนนำ) เพื่อระดมสมอง กำหนดวัตถุประสงค์, คอนเซ็ปต์, และเป้าหมายของกิจกรรม แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ (ฝ่ายออกแบบท่าเต้น, ฝ่ายสถานที่, ฝ่ายประชาสัมพันธ์, ฝ่ายงบประมาณ) จัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) และกำหนดกรอบเวลา (Timeline) Do (ปฏิบัติ):  ดำเนินการตามแผน: ออกแบบและฝึกซ้อมการแสดง, ประชาสัมพันธ์กิจกรรม, จัดหางบประมาณและอุปกรณ์ ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จัดกิจกรรม/โครงการตามวันที่กำหนด Check (ตรวจสอบ):   รวบรวมข้อมูลเพื่อวัดผล: สังเกตการณ์, จัดประชุมทีมงานเพื่อสะท้อนผล (After Action Review) เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ Act (ปรับปรุง): สรุปบทเรียน (Lesson Learned) ทั้งข้อดีและข้อที่ควรปรับปรุง สรุปโครงการ และนำข้อเสนอแนะไปใช้ในการวางแผนโครงการต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ: งบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต สำนักงานกิจการนักศึกษา สโมสรนักศึกษา สถานที่: ห้องซ้อมเต้น, เวที หรือพื้นที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย อุปกรณ์: เครื่องเสียง, อุปกรณ์ประกอบฉาก, ชุดการแสดง บุคลากร: สมาชิกชมรม, คณะกรรมการ, อาจารย์ที่ปรึกษา, และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สื่อ: ช่องทางการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย และ Social Media ของชมรม (Facebook, Instagram,Youtube,Tiktok) 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ขั้นวางแผน: ทีมงานประชุมและกำหนดรูปแบบในการเต้นเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของงานที่ได้รับโจทย์มาจากทางผู้จัดงาน โดยแบ่งทีมรับผิดชอบชัดเจน มีการวางแผนการแสดง ออกแบบท่าเต้น จัดหาสถานที่ฝึกซ้อม การจัดหานักแสดง งานสวัสดิการ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม งานปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมไปถึงงานตรวจสอบเช็คชื่อทีมงานและงานบริหารงบประมาณ เป็นต้น ขั้นปฏิบัติ: ทีมประชาสัมพันธ์จัดทำโปสเตอร์ผ่าน Social Media เพื่อจัดหานักแสดง เพื่อร่วมทำการฝึกซ้อมอย่างน้อย 15 วัน ก่อนทำการแสดงจริง โดยให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ผลการดำเนินงาน: โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี มีผู้เข้าร่วมชมและ   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: สมาชิกขาดความต่อเนื่องในการมาฝึกซ้อม      – แนวทางแก้ไข: สร้างข้อตกลงร่วมกันในทีม, จัดตารางซ้อมที่ยืดหยุ่น, และใช้ระบบ buddy (เพื่อนช่วยเพื่อน) เพื่อกระตุ้นและให้กำลังใจกัน ปัญหา: งบประมาณสำหรับจัดหาชุดและอุปกรณ์มีจำกัด             – แนวทางแก้ไข: จัดกิจกรรมระดมทุนภายในชมรม, ขอการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก(สปสช), และส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการ DIY อุปกรณ์ประกอบฉาก ปัญหา: ความขัดแย้งทางความคิดในการออกแบบท่าเต้น             – แนวทางแก้ไข: จัดให้มีช่วง “Creative Session” ที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างอิสระ และใช้การตัดสินใจแบบประชาธิปไตยโดยมีหัวหน้าทีมเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล มีอาจารย์ที่ปรึกษาและรุ่นพี่ สังเกตการณ์ พัฒนาการของนักศึกษาสมาชิกชมรม ในเรื่องของการพัฒนาSoft Skills ซึ่งวัดได้จากผลสัมฤทธิ์ของการแสดงในแต่ละงานที่สำเร็จเป็นอย่างดี วัดผลลัพธ์โครงการ: จำนวนผู้เข้าร่วมงาน, และเสียงตอบรับ (Feedback) จาก Social Media การสะท้อนผล: จัดประชุม After Action Review (AAR) หลังจบทุกโครงการเพื่อให้นักศึกษาสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้และปัญหาที่พบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านทักษะ: นักศึกษาที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการมีทักษะ Soft Skills โดยเฉพาะด้านการทำงานเป็นทีมและการวางแผน โดยวัดจากความสำเร็จของการทำงานแต่ละงานที่เกิดขึ้น ด้านประสบการณ์: นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริงครบวงจร ตั้งแต่การคิดริเริ่มไปจนถึงการสรุปผล ซึ่งสร้างความมั่นใจในการทำงานในอนาคต ด้านความเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความสามารถของตนเองทำประโยชน์เพื่อสังคม และได้เรียนรู้การทำงานกับผู้ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ด้านสุขภาวะ: นักศึกษาได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักการจัดการความเครียดจากการเรียนได้ดีขึ้น การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ      ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบรรลุตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ทุกประการ คือนักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษาซึ่งเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Passion ของนักศึกษา: ความรักและความทุ่มเทในการเต้นเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด การทำงานเป็นทีม: การมีเป้าหมายร่วมกันและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกในชมรม บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา: การทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) และผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) แทนการสั่งการ ทำให้นักศึกษามีอิสระในการคิดและตัดสินใจ การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย: การสนับสนุนด้านงบประมาณและสถานที่อย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จัดเตรียมและสรรหาทีมงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างคณะกรรมการชมรมรุ่นต่อไปให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ให้คณะกรรมการชมรมและสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมอบรมเพิ่มเติมในทักษะที่ยังขาด เช่น การบริหารการเงิน, การขอรับทุนสนับสนุนจากภายนอก ที่สำนักงานกิจการนักศึกษาจัดขึ้นในทุกปี ร่วมถึงขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม สร้างเครือข่าย: สร้างความร่วมมือกับชมรมอื่นๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อจัดโครงการขนาดใหญ่ขึ้นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน ถอดบทเรียนเป็นโมเดล: พัฒนา “โมเดลกิจกรรมชมรมเพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองโลก” เพื่อให้ชมรมอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้: เสนอให้ฝ่ายวิชาการและฝ่ายกิจการนักศึกษาพิจารณาแนวทางการเทียบโอนชั่วโมงกิจกรรมเป็นหน่วยกิตกิจกรรม หรือการบันทึกทักษะที่ได้รับลงใน Transcript เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาเข้าร่วม จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้: จัดงาน “Student Club Showcase” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้แต่ละชมรมได้นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีและผลงานของตนเอง 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkรับชมข้อมูลเพิ่มเติม : https://bit.ly/4hzdbnQ

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 “CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด และ รศ.ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ คณะนวัตกรรมเกษตร 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินโครงการพัฒนานักศึกษา “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” มาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557) โครงการนี้ริเริ่มขึ้นจากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ที่ส่งผลให้ “พิธีสู่ขวัญข้าว” และคติความเชื่อเรื่องพระแม่โพสพ ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ กำลังเลือนหายไปจากวิถีชีวิตเกษตรกรไทย                ปัญหาสำคัญที่พบคือ จำนวนผู้ประกอบพิธี (หมอทำขวัญข้าว) ลดลงอย่างต่อเนื่องและขาดผู้สืบทอด หากไม่มีการรวบรวม บันทึก และจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวปราชญ์ชาวบ้าน (Tacit Knowledge) เช่น ขั้นตอนพิธีกรรม บทสวด และความหมายเชิงสัญลักษณ์ จะสูญหายไปอย่างถาวร โครงการนี้จึงนำกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) มาบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและสืบสานภูมิปัญญานี้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการเคารพธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหาร ประเด็นความท้าทายบางอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่   1. การสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนักศึกษาหรือเยาวชนมีความสนใจหรือทัศนคติแตกต่างจากรุ่นปู่ย่า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” ต่อเนื่องมากกว่า 12 ปี กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างพื้นที่เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายและเกิดการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นจากรูปแบบผสมผสานกับการรับน้องใหม่ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับพิธีการดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจ 2.การเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีให้เข้ากับประเด็น SDGS ในยุคปัจจุบัน  การทำกิจกรรมดังกล่าวต้องชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวกับแนวคิดและความเชื่อของประเพณีกับการพึ่งพาธรรมชาติ การเคารพธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ การทำเกษตรแบบยั่งยืนในสภาวะที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางอาหาร การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาต้องมีจุดที่สมดุลระหว่างแบบเก่ากับแบบใหม่ เพราะถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีทั้งหมด อาจได้ประโยชน์ความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ แต่ขาดความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาควร เช่นการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ควรมีการส่งเสริมการทำพิธีเรียกขวัญข้าวควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของประเพณีสู่ขวัญข้าวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลดบทบาทของพิธีสู่ขวัญข้าวในวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวนาไทยในปัจจุบัน ดังนั้น การนำประเพณีดังกล่าวมาผสานกับกิจกรรมรับน้องใหม่จึงเป็นการถ่ายทอดและอนุรักษ์องค์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าว เพื่อให้เยาวนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของประเพณี ฯ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องรักษาให้สามารถคงอยู่และปรับตัวได้ในบริบทของสังคมร่วมสมัยพร้อมทั้งสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ประเพณีดังกล่าวสามารถดำรงอยู่และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในบริบทของสังคมร่วมสมัยและในอนาคตประเด็นต่างๆเหล่านี้ จะช่วยเสริมให้ประเพณีมีความสำคัญและมีคุณค่าควรแก่การสืบสานต่อไปในอนาคต   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้คือ การเพิ่มความพึงพอใจของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยประเมินระดับความพึงพอใจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ในด้านต่างๆได้แก่ ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว ความพึงพอใจด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ความพึงพอใจด้านความพร้อมของสถานที่จัดงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                               อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                                         ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                                  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้และกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)  แนวปฏิบัตินี้มุ่งเน้นการสกัดความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) จากตัวบุคคล (แม่ครูเจ้าพิธี/ปราชญ์ชาวบ้าน) ให้ออกมาเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โดยมีการดำเนินงานดังนี้: การสกัดความรู้ (Knowledge Extraction): ถอดองค์ความรู้จากแม่ครูเจ้าพิธี ทั้งในส่วนของ “บทเรียกขวัญข้าว” ที่ใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกและเก็บเกี่ยว และรายละเอียดของ “เครื่องบวงสรวง” (เช่น กรวยก้นแหลม ขนมห่อ ข้าวต้มมัด หมากพลู) การรวบรวมและจัดเก็บ (Knowledge Storage): บันทึกองค์ความรู้ เทคนิคการดำนา การเพาะกล้า และพิธีกรรม จัดทำเป็นชุดความรู้เพื่อใช้ถ่ายทอดให้นักศึกษาทุกชั้นปี การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer): ส่งผ่านความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านและคณาจารย์ สู่นักศึกษาผ่าน “การลงมือปฏิบัติจริง” และ “กิจกรรมเสวนาวิชาการ” แบบครบวงจร (ตั้งแต่เทคโนโลยีการผลิตไปจนถึงการแปรรูป) บทเรียกขวัญข้าว หรือคำเรียกขวัญข้าวที่แม่ครูใช้ในพิธี ทุกปี มีคำว่า ดังนี้ “แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา เชิญมาเถิดแม่มา มาทำมาหากินในฟื้นแผ่นดินนี้ ขอให้ลูกนี้เป็นเศรษฐีชาวนา ขอให้เป็นพ่อค้าบ้านนอก ขอให้วัวควายเต็มคอก คุ้มแอก คุ้มไถ คุ้มไร่ คุ้มนา คุ้มเคราะห์ คุ้มโศก คุ้มโรคโรคา คุ้มนก คุ้มหนู คุ้มปู คุ้มปา คุ้มงู คุ้มเหี้ย อย่าให้เพลี้ยกินนา อ้ายหนอนอัปรีย์อย่าให้มีเข้ามา สัพพะโภสาวินาสันติ”  บทเรียกขวัญดังกล่าวใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกข้าวและเกี่ยวข้าว  การวางแผนและตัวชี้วัดความสำเร็จ (Plan & KPIs) เป้าหมาย: เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม และสร้างความพึงพอใจระดับมาก-มากที่สุด แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 5  การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management) โปรดระบุ  KR5.1.2 จำนวนกิจกรรม/โครงการระดับชาติหรือนานาชาติ ที่มุ่งเน้น การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม โดยความ ร่วมมือกับองค์กรภายนอก/บุคคลภายนอก ที่ก่อให้เกิดคุณค่า/มูลค่าเพิ่มแก่สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย) รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก: สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (KR5.1.2) การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรภายนอก เชิงปริมาณ: จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 100 คน (นักศึกษา บุคลากร ชุมชน และเครือข่ายต่างประเทศ) เชิงคุณภาพ: ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 00 ขึ้นไป (ร้อยละ 80 ขึ้นไป) ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการสโมสรนักศึกษาฯ ผู้รับผิดชอบ ประชุมเพื่อวางแผนกำหนดการดำเนินงาน วางแผนแนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินงาน เขียนแผนโครงการฯ เพื่อขออนุมัติจัดทำ มอบหมายหน้าที่กับคณะทำงาน ในการจัดทำโครงการฯ เตรียมแผนและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ดำเนินงานการประสานงานระหว่างคณะทำงาน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมโครงการฯ จัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่กำหนด กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ (ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี) กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ (ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี) สรุปผล ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการฯ                        ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)   ลำดับ รายการ ยอดรวม (บาท) 1 ค่ค่าเดินทาง (2 รอบ ปลูกข้าวกับเกี่ยวข้าว) 29,000 2 ค่าวัสดุและอุปกรณ์จัดกิจกรรม บายศรี เครื่องบูชา 5,800 3 ค่าประชาสัมพันธ์/จัดทำเอกสาร 1,000 4 ค่าเตรียมดิน/ต้นกล้าสำหรับปลูกข้าว 5,000 5 ค่าอาหารกลางวัน/ว่าง/อาหารเย็น 24,672 6 ค่าวิทยากร (แม่ครูเจ้าพิธี) รวม 4,800 70,272                                                3. การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติจริงแบบบูรณาการ (Do) ดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับวงจรชีวิตนักศึกษา: การเพาะกล้าข้าวและการปักดำในกิจกรรมปลูกข้าววันแม่ ในช่วงเดือนสิงหาคม  : ถ่ายทอดเทคนิคการดำนาจากเกษตรกรต้นแบบ เรียนรู้การจัดการน้ำและดินตามสภาพพื้นที่ พิธีสู่ขวัญข้าวและบายศรีสู่ขวัญน้องใหม่: บูรณาการการรับน้องเชิงสร้างสรรค์เข้ากับพิธีกรรมทางวัฒนธรรม คณาจารย์ผูกแขนรับขวัญ สร้างความผูกพัน การเสวนาวิชาการ: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านข้าวแบบครบวงจรจากอธิการบดี ผู้บริหาร และปราชญ์ชาวบ้าน กิจกรรมเกี่ยวข้าววันพ่อ : จัดช่วงเดือน ธันวาคม นักศึกษาลงมือเกี่ยวข้าวด้วยเคียวแบบโบราณ พร้อมจัดเตรียมเครื่องบูชาแม่โพสพอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี การร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก : ในเวทีเสวนาวิชาการ ได้รับเกียรติจาก คุณไอรินทร์ อมรสินศิรรัฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก ให้เกียรติมากล่าวต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาพร้อมทั้งร่วมพิธีสู่ขวัญข้าวและเกี่ยวข้าวร่วมกับผู้บริหารและนักศึกษา และในส่วนของ พิธีเรียกขวัญข้าว  ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายอิสรายศ บุญเพิ่ม ครูโรงเรียนบ้านเขาเพิ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก โทรศัพท์ 0959061083 เป็นผู้ทำพิธี เรียกขวัญข้าว                       ประเพณีสู่ขวัญข้าวเป็นอีกประเพณีหนึ่งของชาวนาที่มีคุณค่ามากในมิติทางสังคม ทำให้หลายๆภาคส่วนพยายามอนุรักษ์และสืบสานต่อในหลายๆชุมชน วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาเอกชน ที่มีวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร ที่มีทั้งคณะนวัตกรรมและคณะเทคโนโลยีอาหาร ที่บูรณาการองค์ความรู้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสในการสืบสานประเพณีโบราณนี้ไว้ ไม่ว่าจะมีส่วนช่วยสืบสานในทางตรงหรือทางอ้อม ก็ถือว่านักศึกษาหรือเยาวชนมีโอกาสได้เห็น ได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ เพราะ พิธีสู่ขวัญขวัญข้าว ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนา มีความสบายใจ ที่ได้ขอขมาและไหว้แม่โพสพ หากไม่ได้รับการ บันทึกและสืบสานต่อพิธีกรรมสู่ขวัญข้าวอาจจะเลือนหายไปจากชุมชนชาวนา ผู้ให้ข้อมูลจึงเห็นควรอนุรักษ์และสืบสานให้เป็นเอกลักษณ์ ในแต่ละชุมชนที่มีการปลูกข้าว  เพื่อให้พิธีกรรมสู่ขวัญข้าวยังคงอยู่ และให้นักศึกษาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิธีกรรมสู่ขวัญข้าว ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมในการเตรียมงาน เตรียมเครื่องบูชาหรือของเซ่นไหว้  มีส่วนร่วมในการเผยแพร่กิจกรรมดังกล่าว ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีผู้ชมเข้าถึงได้อย่างมากมาย ซึ่งถือว่าเป็น Soft Power  ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา/อุปสรรค แนวทางแก้ไข ด้านสถานที่จัดกิจกรรม : ระยะทางไกล  (ม.รังสิต ถึง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี)  จำนวนห้องน้ำไม่เพียงพอ หาสถานที่ที่ใกล้  ที่มีความพร้อมด้านสถานที่แปลงนา ที่พัก ห้องน้ำ ที่เพียงพอกับจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ด้านพิธีการ: แม่ครูเจ้าพิธีให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติและที่มาของประเพณีเรียกขวัญข้าว  หาแม่ครูเจ้าพิธีหมอเรียกขวัญข้าวที่มีประสบการณ์   4. การตรวจสอบและวัดผล ดำเนินการประเมินผลแบบ 360 องศา (แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์) ผลการดำเนินงานสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้: บรรลุตัวชี้วัดเชิงปริมาณ: มีผู้เข้าร่วมถึง 190 คน (สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 คน) ประกอบด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ชุมชน และนักศึกษาแลกเปลี่ยน/ศาสตราจารย์จากประเทศญี่ปุ่น บรรลุตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ: ผู้ตอบแบบประเมิน (ร้อยละ 63.16) มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 82.40 โดยเฉพาะความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณี (ร้อยละ 85.83) และด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ (ร้อยละ 83.33) ความสำเร็จต่อเนื่อง (ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามเกณฑ์รางวัลดีเด่น): โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 12 รอบ (12 ปีการศึกษา) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความยั่งยืนของกระบวนการและคุณค่าที่องค์กรได้รับ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น   1) จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 190 คน  แบ่งเป็น คำนวณร้อยละผู้ตอบแบบประเมิน ข้อ 1 *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ ผู้บริหาร คณะอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 100 คน กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ ผู้บริหาร คณอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 50 คน มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 120 คนจาก 190 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ความพึงพอใจ ข้อที่ 1 ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 63 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.66   ความพึงพอใจ ข้อที่ 2 ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว คำนวณผลประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการที่เลือกระดับมาก –  มากที่สุด ข้อ (2-6)  *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ตอบแบบประเมิน ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 68 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 17 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 85.83   ความพึงพอใจข้อที่ 3 ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 62 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 34 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 24 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 80   ความพึงพอใจข้อที่ 4 ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 64 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 36 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 20 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 83.33   ความพึงพอใจข้อที่ 5 ด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 60 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 38  คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.67 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ค่าเป้าหมายที่ตั้ง ผลการดำเนินงานที่ได้ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 100 คน มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 190 คน ร้อยละของผู้ตอบแบบประเมิน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 120 คิดเป็นร้อยละ 63.16 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย มากกว่าร้อยละ 80 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย ข้อที่ 1-5 ร้อยละ 82.40 5. การปรับปรุงและพัฒนา ปัจจัยความสำเร็จ: การนำข้อเสนอแนะจากวงรอบปีก่อนๆ มาแก้ไขอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การแบ่งงานให้นักศึกษาทุกชั้นปีมีส่วนร่วม และการเปิดโอกาสให้ชุมชนและศิษย์เก่าเข้ามามีบทบาท การแก้ไขปัญหา: มีการปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าร่วม และคัดเลือกแม่ครูเจ้าพิธีที่มีประสบการณ์สูงเพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง การเผยแพร่และนำไปใช้ (Dissemination & Adoption): เกิดการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ โดยมีศาสตราจารย์และนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมและนำแนวคิดเชิงวัฒนธรรมนี้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็น Soft Power ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้หน่วยงานและชุมชนภายนอกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง แผนการขยายผลแนวปฏิบัติ (Future Scaling): กำลังดำเนินการยกระดับความรู้ที่จัดเก็บนี้ ไปบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก (อบต., เกษตรอำเภอ/จังหวัด) เพื่อจัดประกวด “การเรียกขวัญข้าว 4 ภาค” และ “ประกวดคลิปสั้นคำร้องเรียกขวัญข้าวสำหรับเยาวชน” ซึ่งจะเป็นการส่งมอบแนวปฏิบัตินี้ให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระดับชาติ   6. ข้อมูลประกอบ ภาพประกอบการทำกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” รูปภาพ

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” Read More »

โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1/1 โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.วงศกร เจริญพานิชเสรี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ                        ระบบการผลิตบัณฑิตเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่รวดเร็ว โดยงานจริงต้องอาศัยสมรรถนะเชิงปฏิบัติและการบูรณาการข้ามศาสตร์มากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี ขณะที่หลักสูตรแม้มีรอบปรับทุก 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติการปรับเปลี่ยนมักจำกัด ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ใช้จริง” บัณฑิตจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถทำงานได้ทันที                          ความร่วมมือระดับมหาวิทยาลัยหรือคณะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มีส่วนร่วมในระดับหลักสูตรจริง ก็ไม่สามารถร่วมออกแบบ PLO หรือโครงสร้างรายวิชาได้อย่างตรงจุด แม้นโยบาย “ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” จะส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว แต่หากดำเนินการแบบโครงการเฉพาะกิจ ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน                          จึงริเริ่มพัฒนา “โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตร” เพื่อให้การปรับหลักสูตรและความร่วมมือกับอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในระดับหลักสูตรจริง นำไปสู่คุณภาพบัณฑิตและการยอมรับระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยเชิงโครงสร้าง โดยอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพและความต้องการอุตสาหกรรมจริง สร้างความร่วมมือระดับหลักสูตรที่มีบทบาทจริงในการออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน เพิ่มความพร้อมของบัณฑิตให้สามารถทำงานได้ทันที ลดภาระการฝึกอบรมของสถานประกอบการ ยกระดับการยอมรับและชื่อเสียงของหน่วยงานในระดับชาติผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) นโยบายและแนวทางโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวง อว., แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และ Program Learning Outcomes (PLO), กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF), แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565–2569 และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตลอดชีวิตและระบบคลังหน่วยกิต ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.วงศกร เจริญพานิชเสรี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้บูรณาการนโยบายโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และแนวคิด Outcome-Based Education บนฐาน Program Learning Outcomes เข้ากับประสบการณ์ของหัวหน้าหลักสูตรและคณาจารย์ในการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในระดับหลักสูตร   2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง โปรดระบุ KR 5.2.1/1 ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และหน่วยงานมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในระดับชาติ ขั้นตอนการดำเนินงาน วิเคราะห์สมรรถนะที่อุตสาหกรรมต้องการ โดยเทียบกับ PLO เดิมและระบุช่องว่างที่ต้องปรับปรุง ปรับ PLO และโครงสร้างรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ผ่านกระบวนการพิจารณาระดับคณะและมหาวิทยาลัย จัดทำ MOU ระดับหลักสูตร กำหนดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในการร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน บูรณาการผู้เชี่ยวชาญภายนอกสู่การเรียนการสอนจริง ผ่านโครงงานและการประเมินผลงาน เก็บข้อมูลประเมินผลจากผู้เรียนและภาคี เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงแบบ PDCA จัดทำรายงานผลเชิงประจักษ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนและเสนอผลงานระดับชาติ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ใช้กรอบนโยบาย ระบบพัฒนาหลักสูตร MOU และ PDCA ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องตั้งโครงสร้างใหม่ ใช้ศักยภาพหัวหน้าหลักสูตร คณาจารย์ และภาคีอุตสาหกรรมในการออกแบบ ปรับปรุง และประเมินหลักสูตร แม้ได้รับทุนสนับสนุน แต่กลไกความร่วมมือระดับหลักสูตรสามารถดำเนินการได้ภายใต้ทรัพยากรปกติของคณะ ใช้ระบบสนับสนุนของมหาวิทยาลัย เช่น Intranet และเครื่องมือออนไลน์ในการประสานงานและติดตามผล 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จัดประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อวิเคราะห์สมรรถนะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง และเปรียบเทียบกับ PLO เดิมของหลักสูตร ปรับ PLO และโครงสร้างรายวิชาให้สอดคล้องกับข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการพิจารณาระดับหลักสูตร จัดทำ MOU ระดับหลักสูตร กำหนดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในการร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน บูรณาการผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าสู่การเรียนการสอนจริง ผ่านโครงงานและการประเมินผลงานนักศึกษา เก็บข้อมูลผลการประเมินผู้เรียนและข้อเสนอแนะจากภาคี เพื่อนำเข้าสู่การปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง จัดทำรายงานผลเชิงประจักษ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และเสนอผลงานระดับชาติ ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข กระบวนการปรับหลักสูตรหลายระดับทำให้การเปลี่ยนแปลงล่าช้า จึงปรับกิจกรรมการเรียนรู้และวิธีประเมินก่อน พร้อมรวบรวมหลักฐานเพื่อเสนอปรับหลักสูตรรอบถัดไป ความร่วมมือบางส่วนเริ่มต้นในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ จึงปรับ MOU ระดับหลักสูตรให้กำหนดบทบาทชัดเจนในการร่วมออกแบบ สอน และประเมิน พร้อมมีกลไกติดตามผล ความคาดหวังระหว่างหลักสูตรกับอุตสาหกรรมแตกต่างกัน จึงใช้กรอบ OBE เป็นเครื่องมือกลางในการเชื่อมโยงมาตรฐานวิชาการกับสมรรถนะที่ต้องการ ภาคีภายนอกมีข้อจำกัดด้านเวลา จึงจำกัดความร่วมมือเฉพาะหลักสูตรที่เกี่ยวข้องโดยตรง และกำหนดบทบาทให้ชัดเจนเพื่อลดภาระ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การวัดผลและประเมินผลดำเนินการใน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับผลลัพธ์ผู้เรียนประเมินสมรรถนะตาม Program Learning Outcomes (PLO) ที่ปรับปรุงใหม่ ผ่านรายวิชา โครงงานเชิงปฏิบัติ การนำเสนอผลงาน และการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก พร้อมติดตามภาวะการมีงานทำและความสอดคล้องของงานกับสาขาที่เรียน ระดับความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมรวบรวมข้อเสนอแนะจากภาคีเครือข่ายที่ร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ทั้งด้านคุณภาพผลงาน ความพร้อมในการทำงาน และความพึงพอใจ เพื่อใช้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ระดับการยอมรับของหน่วยงานในระดับชาติประเมินผลจากการได้รับทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการได้รับรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนการยอมรับในระดับประเทศตามตัวชี้วัด 2.1/1 โดยนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการ PDCA เพื่อพัฒนา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ต่อคุณภาพผู้เรียนผู้เรียนมีสมรรถนะสอดคล้องกับ PLO ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถทำโครงงานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และมีความพร้อมในการทำงานเพิ่มขึ้น สะท้อนจากข้อเสนอแนะของภาคีเครือข่ายและภาวะการมีงานทำที่สอดคล้องกับสาขา ผลลัพธ์ต่อหลักสูตรและความร่วมมือหลักสูตรได้รับการปรับ PLO และรายวิชาอย่างเป็นระบบ พร้อมความร่วมมือระดับหลักสูตรที่ภาคอุตสาหกรรมร่วมออกแบบ สอน และประเมินจริง โดย MOU มีการกำหนดบทบาทและติดตามผลชัดเจน ผลลัพธ์ต่อภาพลักษณ์และการยอมรับระดับชาติหลักสูตรได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่อง และมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ผ่านเข้ารอบและได้รับรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นหลักฐานการยอมรับระดับชาติสอดคล้องกับ 2.1/1 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ระดับหลักสูตรเป้าหมายคือปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและมีภาคอุตสาหกรรมร่วมจริง ผลที่เกิดขึ้นคือการปรับ PLO และรายวิชาอย่างเป็นระบบ ภาคีร่วมออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของหลักสูตรอย่างชัดเจน ระดับหน่วยงาน (2.1/1)มหาวิทยาลัยรังสิตได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “สถาบันอุดมศึกษาต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ด้านการสนับสนุนหลักสูตรร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา ฯ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ กำหนดเป้าหมายเชิงระบบ โดยผูกการพัฒนาหลักสูตรกับ PLO และยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ความร่วมมือระดับหลักสูตรที่ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทจริงในการออกแบบ สอน และประเมินผู้เรียน ใช้กรอบ OBE และ PLO เป็นเครื่องมือกลางในการปรับหลักสูตรอย่างมีทิศทางและมีหลักฐานรองรับ บทบาทผู้นำของหัวหน้าหลักสูตรและคณะทำงานที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การใช้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และรางวัลระดับชาติเป็นข้อมูลสะท้อนกลับ เพื่อพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนากลไกวิเคราะห์ความต้องการอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การปรับ PLO และรายวิชาทันสมัยและมีข้อมูลรองรับ ยกระดับบทบาทภาคีจากผู้ร่วมกิจกรรมสู่ผู้ร่วมกำหนดเกณฑ์ประเมินและติดตามผลบัณฑิต พัฒนาระบบติดตามผลลัพธ์ผู้เรียนเชิงดิจิทัล เพื่อนำข้อมูลการมีงานทำและความพึงพอใจมาใช้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ขยายเครือข่ายความร่วมมือระดับหลักสูตรให้หลากหลายและตรงสายวิชาชีพมากขึ้น จัดทำคู่มือและกลไกถ่ายทอดแนวปฏิบัติสู่หลักสูตรอื่น เพื่อขยายผลอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ด้าน OBE และการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม เพื่อความยั่งยืนระยะยาว แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นมาตรฐานในการทำงาน คณะกำหนดนโยบายและสร้างแรงจูงใจให้หลักสูตรพัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากการส่งนักศึกษาไปสหกิจศึกษาอย่างเป็นระบบ ใช้การนิเทศสหกิจศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ โดยคณาจารย์พูดคุยกับสถานประกอบการเพื่อรับฟังความต้องการ ทักษะที่จำเป็น และ pain point ของอุตสาหกรรม เริ่มความร่วมมือในรูปแบบกิจกรรมร่วม เช่น สัมมนา โครงงาน หรือการบรรยายพิเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจและทิศทางร่วมกันก่อนเข้าสู่ความร่วมมือเชิงลึก เมื่อหลักสูตรและภาคอุตสาหกรรมมีแนวทางสอดคล้องกัน จึงพัฒนาความร่วมมือสู่ระดับร่วมออกแบบหลักสูตร ร่วมสอน และร่วมประเมิน ก่อนจัดทำ MOU ระดับหลักสูตรตามขั้นตอน หลักสูตร → คณะ → มหาวิทยาลัย เลือก partner ที่มีศักยภาพและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ เพื่อรองรับเงื่อนไขการขอทุนโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เมื่อมี MOU และผลงานเชิงประจักษ์ จึงพัฒนาโครงการเข้าสู่การขอทุนผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และต่อยอดสู่การยกระดับภาพลักษณ์ระดับชาติ 6. ข้อมูลประกอบ จดหมายเชิญเข้าร่วมประกวดรางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เกณฑ์การคัดเลือกผลงานต้นแบบ จดหมายประกาศผลรางวัลประกาศเกียรติคุณ “สถาบันอุดมศึกษาต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” เอกสารเพิ่มเติม

โมเดลความร่วมมือระดับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และยกระดับชื่อเสียงระดับชาติ Read More »

10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน) ผู้จัดทำโครงการ​ สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ฝ่ายพัฒนาสังคมศิลปวัฒนธรรมและสิทธิประโยชน์ 1. บริบทและความสำคัญ           ตลอดระยะเวลา 10 ปี การขับเคลื่อนงานเอกลักษณ์ของชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นคลังปัญญาที่มีพลัง สามารถขยายผลเชิงพฤติกรรม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยรังสิตกลายเป็นต้นแบบในการสร้างพลเมืองคุณภาพที่เข้าใจและภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างเป็นรูปธรรมสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ได้ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานผู้จัดกิจกรรม สู่การเป็น “ศูนย์กลางการจัดการความรู้และนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรม” โดยมีหัวใจสำคัญคือการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล ผ่าน 3 กลไกหลัก การเปลี่ยนความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคนเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง จากประสบการณ์การปฏิบัติจริงของนักศึกษาและบุคลากรในโครงการต่างๆ มาถอดบทเรียนและจัดทำเป็น “ชุดความรู้” และ “คู่มือปฏิบัติการ” เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ยั่งยืน ป้องกันการสูญหายขององค์ความรู้เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนบุคลากรหรือจบการศึกษา การสร้างวงจรการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจากบนลงล่าง เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะวิชา หน่วยงานภาครัฐ (สปน.) และภาคประชาสังคม โดยใช้โครงการเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” ให้นักศึกษาได้ทดลอง ตีความ และนิยามเอกลักษณ์ชาติในมุมมองใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกสมัยใหม่ การยกระดับสู่สินทรัพย์ทางปัญญา มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำผลลัพธ์จากการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์มาสังเคราะห์เป็นเนื้อหาที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงรากฐานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล และสื่อสารด้วยภาษาสากลเพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                           เอกสารทางการและแนวทางการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหลักฐานเชิงประจักษ์และสื่อสาธารณะ เช่น ข่าวประชาสัมพันธ์ ภาพถ่าย รายงานสรุปผลรายกิจกรรม/รายปี ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประสานงานจาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลดีเด่น เรื่อง การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน  ปีการศึกษา 2567              รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                การขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จคือ การบูรณาการความรู้สองรูปแบบ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง “ระเบียบปฏิบัติที่ได้มาตรฐาน” และ “ความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง” ในส่วนของ ความรู้แบบชัดแจ้ง สถาบันฯ ได้กำหนดให้เป็น “โครงสร้างและมาตรฐานงาน” โดยใช้คู่มือและขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ตั้งแต่กระบวนการประสานงานราชการกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) การวางแผนปฏิบัติการ ไปจนถึงการจัดทำรายงานสรุปผลและการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งช่วยให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม                ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จในเวทีระดับชาติต้องอาศัย ความรู้ฝังลึก ซึ่งเปรียบเสมือน “หัวใจและศิลปะการทำงาน” ของทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยรังสิต ความรู้ส่วนนี้คือทักษะเฉพาะทางทั้งด้านการออกแบบการแสดงและเทคนิคสื่อผสม การลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ การมีสัญชาตญาณในการแก้ปัญหาหน้างานภายใต้ข้อจำกัดและความกดดันของพิธีการสำคัญ รวมถึงศิลปะการประสานงานที่เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 โปรดระบุ KR  การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง OKR 5.1.2/1  สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย) รายละเอียดตัวชี้วัด                เชิงปริมาณ วัดความสำเร็จจากการมีพันธมิตรที่ชัดเจนผ่านจำนวน MOU/MOA และจำนวน กิจกรรมความร่วมมือจริง ที่เกิดขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิตกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน                เชิงคุณภาพ วัดความสำเร็จที่เกิดโดยพิจารณาจากผลการประเมินความพึงพอใจ รวมถึงหลักฐานความสำเร็จเชิงประจักษ์ เช่น เกียรติบัตร และรางวัล ในระดับต่างๆ ตัวชี้วัดรอง                    เน้นความพึงพอใจของเครือข่าย (85%) การสร้างผู้นำเยาวชน และผลลัพธ์ของสื่อออนไลน์ที่สร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขั้นตอนการดำเนินงาน (PDCA)                P – Plan วางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย (สปน.) เพื่อกำหนดเป้าหมายและรูปแบบกิจกรรมให้สอดรับกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยและนโยบายระดับชาติอย่างเป็นระบบ                D – Do ปฏิบัติงานเชิงรุก คัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพและจิตอาสาเข้าสู่กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และส่งเสริมให้ลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่หรือเวทีระดับประเทศ                C – Check ตรวจสอบและประเมินผล ติดตามความคืบหน้าผ่านรายงานสรุปโครงการ วัดผลสำเร็จตามตัวชี้วัดและรับฟังคำวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการภายนอกเพื่อประเมินคุณภาพงาน                A – Act ปรับปรุงสู่มาตรฐานใหม่ นำผลลัพธ์มาถอดบทเรียน เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาต่อยอดให้เป็น “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” (Best Practice) สำหรับการดำเนินงานที่ยั่งยืนในอนาคต   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                การดำเนินงานขับเคลื่อนผ่านระบบ “ทรัพยากรแบ่งปัน” ที่ผสมผสานศักยภาพจากหลายภาคส่วน โดยมีฐาน งบประมาณ หลักจากการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยรังสิต เสริมด้วยงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ช่วยเพิ่มขอบเขตการทำงานสู่ระดับประเทศในด้าน อุปกรณ์และสถานที่ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งห้องสตูดิโอและเครื่องมือผลิตสื่อดิจิทัลของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประสานงานอย่างไร้รอยต่อ พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จากภาคีเครือข่ายภายนอก ทางด้าน บุคลากร ได้รับความร่วมมือจากทีมงานพหุวิทยาการ ทั้งผู้เชี่ยวชาญจากคณะวิชาต่างๆ วิทยากรภายนอก และนักศึกษาแกนนำ เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างทักษะผู้นำเยาวชนผ่านการปฏิบัติงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การลงมือปฏิบัติ              ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรังสิตได้เปลี่ยนบทบาทจากสถานศึกษาเป็น “ภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์”   ที่เข้มแข็งของรัฐโดยเริ่มต้นจาก มิติการส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ผ่านการแสดงละครเวทีระดับชาติและสื่อผสมที่ใช้ศักยภาพด้านศิลปะการแสดงร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหล่อหลอมความจงรักภักดีให้เป็นรูปธรรม ต่อเนื่องสู่ มิติการสร้างผู้นำสากล ที่นักศึกษาได้ปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในเวทีนานาชาติ The International Youth Representatives in Experiencing the Sufficiency Economy Philosophy (IYSEP 2023 (IYSE) สร้างความภาคภูมิใจและชื่อเสียงให้กับประเทศ                ในระยะปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้ยกระดับสู่ มิติการบ่มเพาะทางสังคม โดยบุคลากรเข้าเป็นกลไกหลักในโครงการ “เด็กอวด(ทำ)ดี” เพื่อออกแบบการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับ มิติการสืบสานมรดกวัฒนธรรม ผ่านการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ทั้งด้านศาสนาและโบราณราชประเพณีสำคัญของชาติ ความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ถูกผนึกเป็น มิติแห่งพันธสัญญา ที่สะท้อนผ่านโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่นและการลงนาม MOU อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่พร้อมสืบสานเอกลักษณ์ไทยให้เติบโตอย่างมีพลังในระดับสากลสืบไป ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความสำเร็จตลอด 10 ปีของสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม เกิดจากการเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างเป็นระบบผ่าน 3 มิติหลัก คือ มิติด้านบริหารจัดการ ที่แก้ปัญหาความซับซ้อนของงานระดับชาติและระเบียบพิธีการด้วยระบบ Professional Mentoring โดยจัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง เพื่อเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นมาตรฐานการทำงานที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ                ใน มิติด้านเทคนิคและสถานการณ์วิกฤต มหาวิทยาลัยก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่การแสดงกลางแจ้งและมาตรการด้านสาธารณสุข ด้วยการวางแผนเชิงรุก ทั้งการซ้อมเสมือนจริง การบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วนในมิติด้านการสื่อสารและช่องว่างทางวัฒนธรรม ได้มีการปรับรูปแบบจากการบรรยายเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงและเทคนิคที่ทันสมัย ช่วยทลายกำแพงภาษาและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับอัตลักษณ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. การตรวจสอบและวัดผล เพื่อให้การส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติบรรลุประโยชน์สูงสุด สถาบันฯ ได้วางระบบการติดตามและประเมินผลในทุกมิติ โดยในเชิงปริมาณ มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านจำนวนกิจกรรมความร่วมมือและบันทึกข้อตกลง (MOU) ตามเกณฑ์มาตรฐาน OKR 5.1.2/1 ควบคู่ไปกับการวัดประสิทธิภาพสื่อดิจิทัลที่สร้างผลกระทบต่อสังคม ขณะที่ ในเชิงคุณภาพ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ผ่านการประเมินภาวะผู้นำและการตระหนักรู้ในคุณค่าของชาติ โดยตั้งเป้าหมายความพึงพอใจไว้ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 85 รวมถึงพิจารณาจากรางวัลระดับชาติที่ได้รับ วิธีการวัดผลและประเมินผล                สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม ได้วางระบบการติดตามและประเมินผลอย่างครบวงจรใน 4 มิติ เพื่อเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ โดยเริ่มจากการ ติดตามผลเชิงผลผลิต ผ่านการจัดเก็บฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันการปฏิบัติงานจริง ควบคู่กับการ ประเมินผลเชิงคุณภาพ ที่เน้นการสะท้อนการเรียนรู้และการรับรองมาตรฐานจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ                นอกจากนี้ ยังมุ่งวัดผลกระทบเชิงภาพลักษณ์และการยอมรับ โดยใช้ดัชนีจากการได้รับเชิญเข้าร่วมภารกิจสำคัญและการได้รับรางวัลเกียรติยศเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อมหาวิทยาลัย และสุดท้ายคือการ จัดการความรู้ (KM) ผ่านการรวบรวมและถอดบทเรียนเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างคลังปัญญาที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังและรักษามาตรฐานแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดให้คงอยู่คู่สถาบันอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                จากการดำเนินงานที่ครอบคลุมในทุกมิติได้สร้างผลกระทบเชิงบวก โดยในมิติด้านการพัฒนาคน นักศึกษาและบุคลากรได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำจริงในเวทีระดับประเทศ ทั้งการจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมสำคัญของชาติ ซึ่งช่วยหล่อหลอมความตระหนักรู้ในเอกลักษณ์ชาติให้กลายเป็นรากฐานทางจิตใจที่แข็งแกร่ง ในมิติด้านการยอมรับและบทบาททางสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกระดับบทบาทจาก “ผู้เข้าร่วม” สู่การเป็น “ผู้ร่วมขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์” ในฐานะวิทยากร ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการร่วมระดับชาติ สะท้อนถึงความไว้วางใจสูงสุดที่หน่วยงานรัฐมีต่อศักยภาพของสถาบัน ยืนยันความสำเร็จด้วยการได้รับ โล่ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะภาคีเครือข่ายดีเด่นที่สนับสนุนภารกิจของแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด                ท้ายที่สุด ผลลัพธ์เหล่านี้ได้นำไปสู่ ความมั่นคงเชิงโครงสร้าง ผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจด้านเอกลักษณ์ของชาติให้เกิดความยั่งยืน เป็นรูปธรรม และสง่างามในระดับสากล การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                การดำเนินงานของสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคมสามารถตอบโจทย์ตัวชี้วัดหลัก โดยเฉพาะ OKR 5.1.2/1 ได้อย่างดีเยี่ยมใน 3 มิติสำคัญ คือ ด้านปริมาณและความต่อเนื่อง ที่สะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมร่วมกับภาครัฐอย่างสม่ำเสมอตลอด 10 ปี จนกลายเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนมากกว่างานตามวาระ ด้านคุณภาพและการยอมรับ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการได้รับโล่เกียรติคุณและภารกิจสำคัญระดับชาติ เป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในระดับสูงสุด และใน ด้านความยั่งยืนของระบบงาน การนำระบบจัดการความรู้ (KM) มาใช้ถอดบทเรียนและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในทุกปี ช่วยสร้างฐานข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อยอดสู่มาตรฐานแนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิตอย่างสมบูรณ์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ                ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตลอดทศวรรษของมหาวิทยาลัยรังสิต เกิดจากการหลอมรวมปัจจัยเชิงกลยุทธ์ 5 ด้านหลัก เริ่มจากการมี วิสัยทัศน์และแรงสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ที่สร้างพันธสัญญาองค์กรให้งานดำเนินไปอย่างมั่นคง ผสานกับ ระบบจัดการความรู้ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การถอดบทเรียนและจัดเก็บข้อมูลมีความต่อเนื่องและโปร่งใส หัวใจสำคัญยังอยู่ที่การมี พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ อย่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานงานสู่เวทีระดับโลก ควบคู่ไปกับ นวัตกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ที่ทำให้ศิลปวัฒนธรรมเข้าถึงง่ายและนำไปใช้ได้จริง และสุดท้ายคือ การบริหารความสัมพันธ์เชิงรุก ที่มุ่งเน้นการสื่อสารและประสานงานกับภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ          จนนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณค่าแก่สังคมต่อไป 5. การปรับปรุงและพัฒนา สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มุ่งมั่นก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมผ่านกลยุทธ์เชิงรุก เริ่มจากการ ปฏิรูปคลังความรู้สู่ระบบดิจิทัล เพื่อสร้างฐานข้อมูลความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนจากการรับรู้เชิงทฤษฎีมาเป็นการลงมือทำจริง เพื่อทำให้เอกลักษณ์ชาติเป็นเรื่องร่วมสมัยที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังสำหรับคนทุกเจนเนอเรชั่นสุดท้ายคือการ ปรับโครงสร้างสู่องค์กรที่มีความคล่องตัวสูง เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นในการตอบรับภารกิจสำคัญระดับชาติได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนบทบาทของสถาบันฯ ให้กลายเป็นผู้นำนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่พร้อมขับเคลื่อนเอกลักษณ์ไทยอย่างสง่างามในยุคดิจิทัล แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐาน           สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มุ่งยกระดับความสำเร็จสู่การสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืนผ่าน กลยุทธ์เชิงระบบ เริ่มจากการสังเคราะห์บทเรียน 10 ปี จัดทำเป็น “คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน” เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเครือข่ายทางการศึกษา พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือสู่การทำ MOU กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพในระดับสากลนอกจากนี้ ยังมุ่งสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ผ่านบทบาทของนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นวิทยากรระดับชาติ เพื่อส่งต่อแนวปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชนทั่วประเทศ และใช้การยอมรับจากเวทีประกวดระดับชาติและนานาชาติเป็นแรงขับเคลื่อนในการกำหนดนโยบายภายในมหาวิทยาลัยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงสืบไป 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพกิจกรรม, ไฟล์ข้อมูลดิบ, รายงานสรุป, แบบฟอร์มที่ใช้, วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ โดยระบุเป็น Link เอกสารเพิ่มเติม

10 ปีแห่งการขับเคลื่อนเอกลักษณ์ของชาติ แก่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์สู่การสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ปีพุทธศักราช 2559 – ปัจจุบัน) Read More »

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี : บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการ​ นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร นายกิตติธัช ช้างทอง นางสาวชวัลรัศมิ์ จตุเทน และ นางสาววิลาวัณย์ แดนสีแก้ว สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งเน้นการพัฒนา สังคม ชุมชน และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วัตถุดิบท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน              โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าทอพื้นเมืองจากฝ้ายย้อมคราม ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านลวดลายโบราณ เทคนิคการถักทอด้วยมือ เส้นฝ้ายแท้ และกระบวนการย้อมสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชุมชน ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงมุ่งมั่น ยกระดับผ้าทอพื้นเมืองให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น                ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญในด้านศิลปะวัฒนธรรมการทอผ้า ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ของทางภาคอีสาน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. 2558 การศึกษาและพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากร ผ่านการลงพื้นที่ศึกษากระบวนการผลิตผ้าทอพื้นเมืองของชุมชนอำเภอเขมราฐ โดยเน้นการศึกษาและลงมือปฏิบัติในด้านการพัฒนาลวดลาย การใช้สีธรรมชาติ และเส้นใยธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจที่นำใช้ในกระบวนการทอผ้า  จากลวดลายดั้งเดิมสู่นวัตกรรมองค์ความรู้จากนักศึกษาและสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไปบูรณาการร่วมกับชุมชน ในการสร้างลวดลาย โทนสี เส้นใยใหม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้ตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมของตลาดในปัจจุบัน โดยการนำลวดลายดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความงามและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับปรุงและพัฒนาให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น                        การศึกษาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้น  เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยการสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะ วัฒนธรรม และวัตถุดิบที่ใช้ในชุมชน ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้มีคุณค่าและสามารถนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว             ช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2560 ได้ดำเนินการศึกษาลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและพัฒนาลวดลายผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ใช้ผ้าพื้นเมือง ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้ลวดลายดั้งเดิมให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของตลาดสมัยใหม่ โดยมีการออกแบบที่สามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองให้มีความน่าสนใจในรูปแบบที่ร่วมสมัย การวิเคราะห์และการออกแบบเครื่องแต่งกายจากลวดลายผ้าไทยในกระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และสามารถรักษาคุณค่าและความหมายทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรกในงานเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ “ฤดูกาลบอกรัก (ษ์) เขมราษฎร์ธานี” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับชุมชน ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ระหว่างเทศบาลตำบลเขมราฐและมหาวิทยาลัยรังสิต              ช่วงปี พ.ศ. 2561 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการศึกษาและพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองเขมราฐ ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ หมวก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามวิถีชีวิตชุมชน ได้ถูกออกแบบโดยนักศึกษาให้มีความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้ผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐให้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเสนอผ้าพื้นเมืองในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมเสริมการท่องเที่ยวเมืองเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยรังสิต             ช่วงปี พ.ศ. 2562 – 2564 การถ่ายทอดกระบวนการทอผ้าพื้นเมืองและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์สื่อมัลติมีเดียทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีการนำเสนอในมิติการท่องเที่ยวและรูปแบบสารคดี ผ่านช่อง YouTube สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมัลติมีเดียที่สร้างขึ้นในปีดังกล่าวได้รวบรวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีการทอผ้าพื้นเมือง ลวดลายผ้าที่มีเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมไปถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตชุมชนและการพัฒนาในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในรูปแบบสารคดีช่วยให้ผู้ชมเข้าใจถึงกระบวนการทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้า และยังเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในพื้นที่อำเภอเขมราฐ ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทอผ้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สาธารณะชนในวงกว้าง อีกทั้งได้เสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการตลาดและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน             ช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2566 การพัฒนา การออกแบบลวดลายผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ โดยการนำมาประยุกต์เข้ากับแพทเทิร์นที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ซึ่งได้ศึกษา ทดสอบร่วมกับเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนา คือ การนำหนังแท้จาก ที่ผลิตโดยโรงผลิตในเขตพื้นที่ชุมชนหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังแท้ที่ใช้ร่วมกับผ้าพื้นเมืองในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผลงานมีความทันสมัยสู่สากล และคงคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงสุด             ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2566 ได้มีการสร้างสรรค์พัฒนารูปแบบจากผ้าพื้นเมืองลวดลายโบราณสู่ลวดลายผ้าขาวม้า ที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงในเรื่องของ concept การถักทอด้วยมือ ลวดลายและสีธรรมชาติ จากชุมชน ลงพื้นที่ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีพัฒนาบ้านโพธิ์เมือง “เฮือนชูฮัก โฮมสตังค์” บ้านโพธิ์เมือง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มาจากวิถีชีวิตชุมชนสะท้อนผ่านบนพื้นผ้าผ้าขาวม้าทอมือ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากกระบวนการ การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้สี  ใช้เส้นใย การถักทอผ้า จนถึงขั้นตอนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมโครงการ eisa อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จัดขึ้นโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เตรียมพร้อมสนับสนุนผ้าขาวม้าทอมือทั่วประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Creative Young Designers Season 3 เข้าผนึกกำลังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า พร้อมการจัดกิจกรรม Workshop ต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาและชุมชน ก่อนไปสู่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบตัดเย็บชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้า ให้มีความเป็นสากล เข้าถึงคนเมืองมากขึ้น จนได้โมเดลผลงานสร้างสรรค์ต้นแบบชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้าส่งมอบให้แก่ชุมชน  อีกทั้งเพื่อส่งเสริม  การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือของชุมชน และการสร้างโอกาสในการขยายตลาดประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี สู่การผลิตสื่อจากโครงการ eisa  ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมลงพื้นที่และบันทึกเทปการถ่ายทำสื่อวิดีโอ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่โครงการผ่านสื่อต่างๆ อาทิ รายการบันทึกไทยเบฟ และ ช่อง Amarin TV 34HD สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้มอบลวดลายสร้างสรรค์ผ้าขาวม้าอำเภอเขมราฐให้กับชุมชนได้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่อไป       ในเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ ตลาดบกสืบสานวัฒนธรรมไทย สัมผัสวิถีชุมชนเขมราษฎร์ธานี ดินแดนแห่งความสุข ประจำปี 2566                จากกิจกรรม “10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยกระทรวงวัฒนธรรม  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านทางวิชาการ           ช่วงปี พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน การออกแบบ ผลิตภัณฑ์กางเกง “บอกรักษ์เขมราฐ” จากลวดลายวิถีชีวิตเขมราฐได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าพื้นเมือง วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ภายใต้กระบวนการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาผ่านการวาดลายเส้นอย่างละเอียด โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษา คิดค้นและออกแบบลวดลาย การผสมผสานระหว่างการออกแบบลวดลายผ้าด้วยเทคนิค  การพิมพ์สกรีนสี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ทำให้ผลงานมีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น  คงรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน และมอบลวดลายผ้าที่ออกแบบนี้ให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในอำเภอเขมราฐ และยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและชุมชนในการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้วัสดุพื้นบ้านที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน              การศึกษานี้ ถือเป็นการช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นการรวบรวมข้อมูลสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่สามารถพัฒนาต่อยอดนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ในด้านของเรื่องราววิถีชีวิตชุมชน ความงาม และคุณภาพของวัตถุดิบชุมชน โดยการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย การลงพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับชุมชนตลอดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) จึงเป็นกระบวนการที่เสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักศึกษา บุคลากร และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                การใช้ความรู้ในการพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองนั้น โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจและศึกษาลักษณะเฉพาะของวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาของชุมชน การออกแบบลวดลายผ้าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความงดงามและสะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การศึกษาและวิจัยลวดลายดั้งเดิมของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าให้คงอยู่ ลวดลายเหล่านี้มักมีความหมายทางสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นลวดลายที่ทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างสรรค์ลวดลายผ้าให้คงเอกลักษณ์ของชุมชน ทั้งด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ทันสมัยและมีความหมายทางสังคม โดยกระบวนการศึกษาลงมือปฏิบัติ  มีการพัฒนาองค์ความรู้สำคัญ ดังนี้                1.องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลายผ้า                การศึกษาและเข้าใจลวดลายดั้งเดิมของชุมชน โดยลวดลายและสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญ  ในวัฒนธรรมท้องถิ่นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงคำนึงการใช้สีธรรมชาติในการออกแบบ เรียนรู้การใช้สีจากธรรมชาติที่ได้จากพืช แร่ธาตุในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีผลต่อลวดลายผ้า สีที่ได้จากธรรมชาติมักจะมีเอกลักษณ์และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากสีสังเคราะห์ รวมถึงการผสมผสานระหว่างลวดลายดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามร่วมสมัย ซึ่งแนวทางการออกแบบ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าได้ นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้  ดังนี้                         Design Thinking                กระบวนการออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ  มีกระบวนการดังนี้ การเข้าใจปัญหา, การกำหนดปัญหา, การระดมความคิด, การสร้างต้นแบบ  และการทดสอบ                Sustainable Design Model                การออกแบบที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนในการใช้วัสดุและกระบวนการผลิต                Modular Design                การออกแบบที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้ โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและพัฒนา                Cultural Design Model                การออกแบบที่ใช้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น ซึ่งช่วยในการสื่อสารเรื่องราวและความเป็นเอกลักษณ์                Innovation Design Model                เน้นการคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการออกแบบเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม                The Four Pillars of Sustainability                การนำ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม มาเชื่อมโยงกัน องค์ความรู้ด้านกระบวนการทอผ้า                การเรียนรู้เทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมในชุมชน เกี่ยวกับเทคนิคการทอ ซึ่งกี่ทอผ้าของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะตัวของมันจะช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่สวยงามและคงความเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ได้ และต้องคำนึงถึงการคัดสรรวัสดุที่ใช้ในการทอผ้า การเลือกวัสดุทอผ้าที่มีความเหมาะสม เช่น ไหม ฝ้าย หรือใยจากธรรมชาติพืชท้องถิ่น อีกทั้งการพัฒนาเทคนิคการทอให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ปรับปรุง พัฒนาเทคนิคการทอในรูปแบบใหม่ๆ โดยการผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่เพือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                        Biomimicry Design                การนำแนวคิด Biomimicry มาประยุกต์ในการออกแบบการทอผ้า ในการศึกษาธรรมชาติในการทอรวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับธรรมชาติ                Sustainability Design                การออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกด้าน โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  การออกแบบที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติหรือการใช้เทคนิคการทอที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยสารพิษ  องค์ความรู้ด้านการใช้สีธรรมชาติ                การเรียนรู้วิธีการสกัดและใช้งานสีจากธรรมชาติ เช่น คราม, ฝาง, ครั่ง, ใบไม้กิ่งไม้ และอื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติในการย้อมสีผ้า โดยเลือกใช้สีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและวิธีการย้อมที่เป็นมิตรต่อโลก นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                     Color Wheel Model                โมเดลวงล้อสีเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเลือกสี                Cultural Color Significance                การเลือกใช้สีในแต่ละวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ                Pantone Matching System                การจับคู่สีมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการออกแบบ องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง การนำผ้าที่ทอมาออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย  รวมไปถึงการรักษาคุณภาพและความคงทนของผ้า โดยผ่านการทดสอบและพัฒนาเทคนิคการทอและการย้อมสีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Sustainable Design Framework (การออกแบบที่ยั่งยืน)                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยใช้วัสดุ ที่ยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แนวทางนี้ ช่วยให้กระบวนการผลิตสีธรรมชาติ  มีความยั่งยืน                Cradle to Cradle Design (C2C)                โมเดลการออกแบบนี้ มุ่งเน้นการผลิตที่ไม่มีขยะโดยใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัสดุหรือในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ การใช้สีจากธรรมชาติที่ไม่ทิ้งสารพิษและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการผลิตอื่น ๆ                Brand Identity Model                มุ่งเน้นการสร้างและการจัดการภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สะท้อนถึงคุณค่าหลักและเอกลักษณ์ของแบรนด์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้   องค์ความรู้ด้านความยั่งยืน                การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน โดยการเลือกใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน เช่น วัสดุธรรมชาติที่สามารถผลิตและใช้ใหม่ได้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์เอกลักษณ์ชุมชน                การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากนักปราชญ์ในชุมชน การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในการทอผ้าและการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ โดยร่วมมือกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ การผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การสร้างสรรค์งานยังคงสะท้อนอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ความคิดของชุมชน นักศึกษา และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Community-Based Sustainable Development                การพัฒนาโดยมีการมีส่วนร่วมจากชุมชนในการตัดสินใจและดำเนินการ โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งที่มีค่าในท้องถิ่น                Cultural Heritage Preservation                การอนุรักษ์และปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของเป็นวัตถุและที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดการและดูแลมรดกทางวัฒนธรรมให้มีความยั่งยืนในด้านการศึกษาและการปกป้อง                Cultural Capital Model                ทุนทางวัฒนธรรม ที่มีค่าของชุมชน                Cultural Identity Model                ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นและการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมเพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและวิถีชีวิตของชุมชน                Heritage and Legacy Model                การสร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์และการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อให้คงอยู่ในเยาวชนไทยรุ่นหลัง                7.องค์ความรู้ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน                การจัดการด้านของจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ถือเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น นักศึกษา  และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                  ทฤษฎีเศรษฐกิจฐานราก        โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ผ่านการผลิตและจำหน่ายสินค้าของตนเอง โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใช้เครือข่ายในท้องถิ่น ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมประจำทุกสัปดาห์ ตลาดชุมชน ศูนย์สินค้า OTOP หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้เน้นแนวคิด “การตลาดเพื่อชุมชน” ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับชาวบ้าน นักปราชญ์ชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี                                       อื่น ๆ (ระบุ) หนังสือ ตำรา บทความวิจัย วิชาการ ด้านศิลปะการออกแบบ ศิลปวัฒนธรรม และคติชนสร้างสรรค์ วิธีการดำเนินการ                ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) ได้ถอดบทเรียนจากการศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่นักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาก  การศึกษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่น                การศึกษากระบวนการทอผ้าเริ่มต้นด้วยการเข้าใจถึงเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่นในแต่ละชุมชน เช่น การศึกษาลวดลาย เทคนิคการทอ วัสดุที่ใช้ และการเล่าเรื่องราวที่ผ้าสื่อถึง ผ้าไหม ผ้าฝ้ายในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านลวดลายผ้า สำรวจและเก็บข้อมูลจากชุมชน                การที่นักศึกษาและบุคลากรลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมพร้อมศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเรื่องเล่าและตำนาน ทอผ้าและมีประวัติศาสตร์ทอผ้าอันยาวนาน โดยใช้กระบวนการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากชาวบ้านหรือช่างทอผ้า ปราชญ์ชวบ้าน ผู้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าและลวดลายเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ  ศึกษาลวดลายและสัญลักษณ์       การศึกษาเกี่ยวกับลวดลายที่สำคัญของชุมชน เช่น ลายดอกไม้, ลายสัตว์, ลายธรรมชาติ หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายทางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของชุมชน ให้สามารถรักษาความหมายและความสำคัญของลวดลายในผืนผ้า ซึ่งผ้าฝ้ายทอเมืองเขมราษฎร์ธานี อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องเล่าและตำนานผ่านลวดลายบนผืนผ้าทอจำนวน 14 ลวดลาย ดังนี้ 1) ลายช่อเทียน                   เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 ของเมืองสยาม ชาวบ้านโคกกงพะเนียงอยู่ในศีลกินในธรรมมาโดยตลอด ผู้ชายก็ออกรบอยู่ไม่ขาด ถ้าทางราชการต้องการก็จะส่งคนที่เก่งฟันดาบคาถาอาคมไปช่วยอยู่มิขาด เมื่อนางนวลตั้งท้องได้ 3 เดือน สามีของนางถูกส่งไปช่วยเหลือราชการแดนไกล เมื่อไปแล้วถูกส่งไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองหลวง เพราะสามีนางเก่งกาจวิชาอาคมบู๊บุ๋น นางสวดมนต์ภาวนาเสมอ นางเป็นผู้นำชาวบ้านลงวัดผู้นำขึ้นบทสวด ผู้นำร้องสรภัญญะ เสียงของนางไพเราะ ใสเหมือนระฆัง นางเลี้ยงลูกได้ 9 – 10 ปี มีทหารขี่ม้าส่งข่าวสารเขียนว่า “ข้าสบายดี จะได้กลับบ้านเราแล้ว ให้นำข่าวไปบอกญาติๆ ข้าด้วย คิดถึงทุกชั่วทุกยาม” ข้าคำหาญ นางดีใจจนสุดที่จะบรรยาย นางได้จุดเทียนสวดมนต์ด้วยน้ำตาและตั้งใจว่าจะมัดหมี่ลายช่อเทียนเป็นครั้งแรก โดยจำลองเอาเทียนที่ตนไหว้พระสวดมนต์มาทำแนวลายมัดหมี่ นางมัดหมี่เพื่อจะใส่อวดสามีตอนกลับมา นางมัดเวลาพลบค่ำจนถึงไก่ขันจึงเสร็จ แสงเทียนนางสว่างทั้งคืน นางมัดเสร็จภายในคืนเดียว ตื่นเช้ามานางย้อมคราม นางมีเจตนาว่าถ้าผู้ใดได้ใส่ผ้ามัดหมี่ลายนี้ นางขออวยพร 2) ลายดาวเคียงเดือน                   เมื่อราวรักสามเศร้าที่ไม่สมหวัง เมื่อชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวคือนางเดือนเต็มและนางแสงดาวลูกสาวเศรษฐี พ่อแม่ฝ่ายชายจะยกขันหมากไปสู่ขอนางเดือนเต็มให้ แต่ด้วยความกลัวว่าทั้งสองนางจะเสียใจชายหนุ่มจึงเข้าไปขวางขบวนขันหมาก ฝ่ายพ่อโมโหมาก จึงเนรเทศลูกออกจากเมืองด้วยกลัวเสียหน้าจึงยกขบวนขันหมากไปสู่ขอลูกสะใภ้เช่นเดิม แต่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเจ้าบ่าว ฝ่ายหญิงจึงคิดค่าปรับเป็นทองคำ 10 บาท  วันหนึ่งขณะที่สองนางไปเที่ยวป่าของชายทุ่ง ชายหนุ่มได้เขียนจดหมายไปบอกลาว่าเขาไม่สามารถที่จะแต่งงานกับใครได้เลย เพราะทั้งคู่ต่างดีกับเขา ไม่อยากให้ใครต้องมาทุกข์ใจ เขาจึงขอบวชตลอดชีวิตเพื่อชดเชยความผิดในครั้งนี้ 3) ลายนาคน้อย                   เกิดขึ้นพร้อมกับมีชาววงศ์ปัดสาสร้างวัดกลางเมื่อนานมาแล้ว ข่าวเล่าขานกันอยู่มิขาดระยะ คือชาวบ้านโคกกงพะเนียงได้พบเห็นนางสองนางมายืมฟืม ในเวลาบ่ายคล้อยเกือบค่ำ วันศีล 5 พอดี วันนั้นมีลมพัดโชยมาเยือกเย็นผิดปกติ นางฟางนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน นางทั้งสองสวยผิวขาวเหลือง มีปิ่นปักผม 3 ช่อ ข้างหูทั้งสองข้าง ผมยาวกลางหลัง นางยิ้มและพูดว่า “ข้ามาขอยืมฟืมเจ้าไปทอผ้าสัก 5 – 6 วันแล้วจะเอามาส่งคืน” นางฟางตอบว่า “ทำไมเร็ว จะทออะไรถึงได้ทอ 5 – 6 วัน” นางบอกว่า “ข้าจะทอผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อย” “เจ้าให้ยืมเถิด ข้าจะทอลายนาคน้อยมาให้เจ้าดู” แล้วนางฟางก็ถามว่า บ้านเจ้าอยู่ที่ใด นางตอบ “อยู่ฝั่งห้วยใกล้ นี่เอง” นางฟางคิดว่าเป็นชาวบ้านท่าปัดซุมฝั่งลาวนั่งเรือมายืมจึงให้ไป โดย 5 วันต่อมาอากาศอึมครึม ลมเย็น ๆ เช่นเดิม เวลาเดิม นางทั้งสองเดินเข้ามา “ข้าเอาฟืมมาส่งแล้ว” นางก็อวดผ้าซิ่น นางฟางรีบเดินมาขอดูใกล้ ๆ  ก็ตกใจ ลายผ้าเป็นตัวนาคน้อยจริงๆ นางบอกว่า “เจ้าทอลายนี้นะ ข้าจะอวยพร ใส่แล้วชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข” ถ้าเจ้าเห็นบั้งไฟผุดขึ้นเหนือน้ำ เจ้าอย่าพากันตกใจ คือพญานาคท่านมาอวยพรให้เจ้าอยู่เย็นเป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน แล้วนางก็เดินจากไป นางฟางคิดว่าทำไมจึงอวยพรอย่างนี้ จึงรีบชวนนางจันนางยืนแอบตามไปส่องทางดูว่า จะกลับไปบ้านใด นางย่องไปจนถึงฝั่งโขงเห็นสองนางโบกมือลา นางฟางตกใจว่ากูอยู่ในป่ากล้วยแท้ ๆ ทำไมนางถึงได้เห็น ภาพที่นางฟางได้เห็นคือ นางเดินลงน้ำ   เห็นแต่เส้นผมฟูน้ำหายไป…ฯ” 4) ลายเม็ดข้าวสาร                    ลายนี้กล่าวถึงพิธีกรรมไหว้ผีนา หรือที่อีสานเรียนกว่าผีตาแฮก จะกระทำในวันแรกที่จะเริ่มเพาะปลูกข้าวพร้อม ๆ กับพิธีแรกนาขวัญ เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ข้าวกล้าบริบรูณ์ดี ได้ข้าวเม็ดงาม แม้หากใครได้สวมใส่จะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 5) ลายดอกหญ้า                    อัญญาวังวงศ์ปัดสา เห็นชาวกรุงเดินผ่านชาวบ้าน พวกเขาแต่งตัวสวยงาม วาจาไพเราะ ขณะที่ชาวบ้านแต่งตัวธรรมดา ๆ และรู้สึกขัดเขินเมื่อต้องพูดจากับชาวกรุง จึงเกิดความน้อยใจ และเปรียบว่าชาวเขมราฐเป็นเหมือนเช่น “ดอกหญ้า” แต่ดอกหญ้าสามารถออกดอกผลิบานได้ทุกหนแห่ง คนอีสานก็มีดีเช่นกัน  มีที่ดินไร่นามากมาย มีข้าวกล้าอุดมสมบรูณ์ สักวันหนึ่งคนทั้งหลายจะได้พึ่งพาชาวอีสานขอให้ชาวอีสานได้ภูมิใจในตนเองเถิด นางหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลง แล้วลุกขึ้นมาฟ้อนรำอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวบ้านจึงถามว่า รำอะไรสวยงามมาก นางจึงตอบว่า รำตุ้มพาง 7) ลายหมี่เอื้อสองคอง                   กาลครั้งนั้นในทุก ๆ ปีของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว ผู้นำชุมชนหรือหมู่บ้านจะตีกลองเรียกประชุมที่ลานวัดเพื่อถามสารทุกข์ความเป็นอยู่ในแต่ละครอบครัว อัญญา บุญทอง วงศ์ปัดสา ได้พบว่า มีครอบครัวผู้หนึ่ง ไม่มีที่ดินทำนา ต้องอาศัยรับจ้างทำนาช่วยผู้อื่น ท่านจึงแบ่งปันที่ดินให้ประมาณ 5 ไร่ เป็นบริเวณชายป่าเพื่อใช้ทำนา โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนใด ๆ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นลาน ผู้นำชุมชนจะตีกลองประชุมที่ลานวัด เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของคนในหมู่บ้าน ครอบครัวของผู้ยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้ทอผ้ามัดหมี่มามอบให้ท่าน ท่านจึงถามว่า “มันคือผ้าอะไร”เจ้าของผ้าจึงตอบว่า “ข้าน้อยได้มัดหมี่เอื้อสองคองมามอบให้ท่าน คองที่หนึ่ง คือ บุญบารมีผู้สูงส่ง คองที่สอง การให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้าน้อยจึงตั้งชื่อว่า หมี่เอื้อสองคอง” คือที่มาของหมี่เอื้อสองคอง จึงมีความหมายว่า ถ้าใครชื่นชอบผ้าลายนี้จะเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งจะให้ทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผู้มีจิตใจประเสริฐงดงาม 8) ลายพญานาคคู่                    เป็นเรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค ผู้ดูแลความสงบสุขของดินแดนสองฝั่ง ลำน้ำโขง ชาวเขมราฐมีความเชื่อเรื่องพญานาคเป็นอย่างมาก และนำมาทำเป็นลายผ้าซิ่นมงคล มีคำทำนายเกี่ยวกับคนที่ชอบนุ่งผ้าซิ่นลายนาคคู่ว่า หญิงที่เลือกผ้าลายนี้แสดงว่าเป็นคนที่รักในศักดิ์ศรี หากตนเองไม่ได้ทำผิดสิ่งใดแล้วมีผู้มากล่าวหาก็จะสู้อย่างถึงที่สุด 9) ลายพานไหว้ครู                   อัญญาวัง วงศ์ปัดสา ได้จำลองเอาพานไหว้ครูที่ปั้นด้วยดินเหนียวเสียบด้วยดอกรัก และดอกจำปี ธูปเทียน ดอกเข็ม เพื่อให้ลูกชายนำไปไหว้ครู ท่านจึงมัดขึ้น 2 ผืน ให้บุตรชายอาจารย์ไพศาล วงศ์ปัดสานำไปไหว้ครู ซึ่งก่อนท่านเสียชีวิต บุตรสาวถามว่าข้าน้อยอยากได้ผ้ามัดหมี่ผืนนี้เพื่อนำไปใส่จะได้ไหม แม่ตอบว่า “ลูกใส่มิได้ดอก ลูกมิคู่ควรแม่ตั้งใจมัดให้ผู้มีวิชาความรู้ เป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนผู้อื่นได้เท่านั้น” ผู้เป็นลูกได้ยินจึงเกิดความรักผ้ามัดหมี่ลายนี้เอาไว้ว่า ตัวเองมิคู่ควร จึงยกให้น้องชายผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ จึงมีความหมายว่า หากผู้ใดชอบผ้าลายนี้เกิดมาจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานสามารถอบรมสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วยสติปัญญา 10) ลายฮั้วอ้อมบ้าน/ลายรั้วล้อมบ้าน  

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน Read More »

 
Scroll to Top