รางวัลดีเด่น

การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง : ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning : Challenges of nursing education) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ณัฐพล ยุวนิช อ. นัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง อ.ศศิพินทุ์ ศุภมนตรี บัวพล อ.นิธิมา คันธะชุมภู อ.ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล และ อ.จรัสศรี อัธยาศัย คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์เป็นการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่าง ทฤษฎีและการปฏิบัติโดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาพยาบาลมีองค์ความรู้และทักษะทางการพยาบาลและนําไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อดูแลผู้รับบริการ ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพและเกิดความปลอดภัย สภาการพยาบาลจึงได้กําหนดให้หลักสูตรพยาบาลศาสตร์จัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีโดยมีชั่วโมงบรรยายและชั่วโมงฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาล และภาคปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน ตลอดจนให้ความสําคัญกับการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาลมากขึ้น เพื่อเตรียมนักศึกษาให้มีความพร้อมในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จริง โดยเกณฑ์การรับรองคุณภาพสถาบันการศึกษาการพยาบาลและการผดุงครรภ์พ.ศ. 2568 ได้กําหนดเพิ่มเติมให้สถาบันการศึกษามีห้องปฏิบัติการพยาบาลเสมือนจริง  ให้นักศึกษาฝึกฝนทักษะการปฏิบัติการพยาบาล การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจทางคลินิก โดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงทางการพยาบาลด้วยหุ่นจําลองผู้ป่วยเสมือนจริง ในแต่ละรายวิชาครอบคลุม 5 สาขาหลัก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกําหนดและเป็นการเตรียมความพร้อมแก่นักศึกษาก่อนฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย           ในปัจจุบันการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลศาสตร์มีแนวโน้มการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) มาสร้างสถานการณ์จําลองในรูปแบบกรณีศึกษามากขึ้น ซึ่งการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ช่วยให้นักศึกษาพยาบาลได้ฝึกปฏิบัติทักษะต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้ ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะที่จําเป็นในการประกอบวิชาชีพพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ (Guerrero et al., 2024; Jiang et al., 2024; Nair et al., 2024) อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการเปิดโอกาสให้นักศึกษาพยาบาลได้ฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วยที่พบเจอได้น้อยในสถานการณ์จริง เช่น ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยที่มีโรคที่พบได้ยาก และ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โดยนักศึกษาสามารถฝึกปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จําลองได้หลายครั้งโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย (Diaz-Navarro et al., 2024) ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการเรียนการสอนแบบการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) มีประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้ (Saragih et al.,2024) ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ เพิ่มความมั่นใจให้นักศึกษาพยาบาล โดยการฝึกฝนทักษะการพยาบาลที่จําเป็นต่างๆ หลายครั้งจนเกิดความชํานาญและความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจทางคลินิก สถานการณ์จําลองเสมือนจริงจะถูกออกแบบมาให้มีความหลากหลายและซับซ้อน ทําให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ การทํางานร่วมกันในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทํางานเป็นทีมและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย การใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในการฝึกปฏิบัติจริง เพิ่มความน่าสนใจในการเรียนรู้ สถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ถูกออกแบบมาอย่างดี จะช่วยให้นักศึกษาเกิดความสนใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น           คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นความสําคัญของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) และได้พัฒนามาโดยลําดับ ในปีการศึกษา 2566 คณะพยาบาลศาสตร์ได้ปรับการเรียนการสอนในบางสาขาวิชาจากวิธีบรรยายมาใช้กรณีศึกษาร่วมกับการอภิปรายในชั้นเรียนแบบกลุ่ม โดยได้รายงานเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการเรียนการสอน โดย ผศ. สมหญิง โควศวนนท์ และ คณะ เรื่อง “สอนย่างไรจึงจะทําให้นักศึกษานําความรู้สู่การปฏิบัติได้” ซึ่งได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนวิชา BNS 234 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจแนวคิดและทฤษฎีพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น และสามารถให้การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะสุขภาพดีและมีปัญหาสุขภาพได้ ผลการใช้การเรียนการสอนรูปแบบกรณีศึกษาร่วมกับการอภิปรายในชั้นเรียนแบบกลุ่ม พบว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติมากขึ้น และพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนรูปแบบนี้ยังมีข้อจํากัดในด้านการตัดสินใจทางคลินิก การปฏิบัติการพยาบาลเป็นทีม และการสื่อสาร 2 ทาง (Two-way communication) ระหว่างผู้ป่วยและนักศึกษาพยาบาล จึงมีข้อเสนอให้นํากรณีศึกษามาสร้างสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากกรณีศึกษาได้สมจริงมากขึ้น เช่น เห็นการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ การหายใจและการขยายของทรวงอก การหดตัวของรูม่านตาเมื่อมีปฏิกิริยาต่อแสง และอาการต่าง ๆ แบบ Real-time และสามารถพูดคุยกับหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงได้ส่งเสริมให้มีการคิดวิเคราะห์ การสื่อสารเชิงวิชาชีพ การตัดสินใจในการให้การพยาบาลที่เหมาะสมอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดความมั่นใจในตนเองก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติ กับผู้ป่วยจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน (Jiang et al., 2024; Nair et al., 2024) ในปีการศึกษา 2567 คณะได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองทางการพยาบาล และคณะผู้จัดทําได้ร่วมกับคณะกรรมการฯ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) ด้วยหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ในการเรียนการสอน 3 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารก และการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และ 1 สาขาวิชาเสริม คือ การพยาบาลพื้นฐานและเสริมการพยาบาล โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานการณ์จําลองที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงให้ได้มากที่สุดและหวังผลให้เกิดองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสารเชิงวิชาชีพ การตัดสินใจในการให้การพยาบาลที่เหมาะสมอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดความมั่นใจในตนเองก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้             การประยุกต์กระบวนการพยาบาล แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน และแนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาล (Nursing Education Simulation Framework) ของ Jeffries (2005)           กระบวนการพยาบาล (Nursing process) กระบวนการพยาบาลเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการพยาบาล ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินสภาพ การวินิจฉัยการพยาบาลหรือการกําหนดปัญหาทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผล กระบวนการพยาบาลช่วยให้พยาบาลมองปัญหาสุขภาพของผู้รับบริการรายบุคคลแบบองค์รวมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และเป็นการนําความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติบนพื้นฐานของการใช้เหตุผล การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาซึ่งส่งเสริมให้เกิดคุณภาพทางการพยาบาล (Toney-Butler &Thayer, 2023) Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005)เป็นแนวคิดจําลองการออกแบบและการประยุกต์ใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการเรียนการสอนทางการพยาบาล ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การอํานวยความสะดวกในการเรียนของผู้สอน โดยผู้สอนมีหน้าที่หลักในการสังเกต อํานวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน สะท้อนคิด และสรุปผล การเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน การสอนในสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่มีการเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน-ผู้เรียน และผู้เรียน-ผู้สอน การออกแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยคํานึงถึง การกําหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การสร้างสถานการณ์จําลองที่มีรายละเอียดและครอบคลุม การออกแบบสภาพแวดล้อม และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์จําลองเพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการประยุกต์ใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการเรียนการสอนทางการพยาบาล ได้แก่ องค์ความรู้ (Knowledge) ทักษะปฏิบัติการพยาบาล (Nursing skill) ความพึงพอใจของผู้เรียน (Learner’s satisfaction) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และความมั่นใจในตนเอง (Self-confidence) การจัดการเรียนการสอนมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นนํา ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing)           แนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาลของ Jeffries ช่วยให้นักศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และปฏิบัติการพยาบาลอย่างเต็มศักยภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ต่อผู้ป่วย อีกทั้งยังช่วยให้นักศึกษาพยาบาลสามารถประเมินผลและปรับปรุงความสามารถของตนเองเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น (Jeffries, 2005)           จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าว ทางคณะผู้จัดทําจึงพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยกรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ดําเนินการเรียนการสอนตามแนวคิดของ Jeffries 3 ขั้นตอน คือ สถานการณ์ตามฉากที่กําหนด และกําหนดให้นักศึกษาบูรณาการใช้กระบวนการพยาบาล ร่วมกับการสื่อสารเชิงวิชาชีพ การทํางานเป็นทีม ทักษะปฏิบัติการพยาบาลที่จําเป็น และหลักจริยธรรมทางการพยาบาล มาใช้ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยจําลองแบบองค์รวม ด้วยวิธีการนี้คณะผู้จัดทําเชื่อว่าเมื่อนักศึกษาขึ้นฝึกปฏิบัติวิชาปฏิบัติการการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน นักศึกษาจะสามารถนําความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลแก่ผู้ป่วยแบบองค์รวมได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ. สมหญิง โควศวนนท์ และคณะ คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง “สอนอย่างไรจึงจะทําให้นักศึกษานําความรู้สู่การปฏิบัติได้” อื่นๆ ได้แก่ 1) กระบวนการพยาบาลและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐานและ เสริมการพยาบาล และ 2) แนวคิดรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงในการศึกษาทางการพยาบาลของJeffries ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) อื่น ๆ (ระบุ) Simulation-based knowledge skills ของอาจารย์ วิธีการดำเนินการ วิธีการดําเนินการ แบ่งเป็น 4 ระยะระยะที่ 1: การสร้างกรณีศึกษา และการตั้งค่าหุ่นจําลองทางการพยาบาลตามกรณีศึกษา (Scenariocreating and high-fidelity manikin setting up)          ทีมผู้สอนสร้างกรณีศึกษา โดยคัดเลือกกรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงที่นักศึกษาได้ให้การดูแลในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล หรือชุมชน ในวิชาปฏิบัติการพยาบาลของปีการศึกษา 2566 เมื่อคัดเลือกกรณีศึกษาที่มีความเหมาะสมกับเนื้อหาหรือบทเรียนที่จะใช้ในการเรียนการสอนทางห้องปฏิบัติการแล้ว ขั้นตอนถัดไปจะเป็นการดัดแปลงและปรับแก้ไขกรณีศึกษาเพื่อให้ค่าการแสดงผลลัพธ์ต่างๆ เข้ากันได้กับหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง ตัวอย่างของกรณีศึกษาและบทเรียนในห้องปฏิบัติการที่มีความสอดคล้องกันแสดงในตารางที่ 1           เมื่อได้กรณีศึกษาที่เหมาะสม ทางทีมผู้สอนจะนํามาเขียนสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (ตัวอย่างของสถานการณ์จําลองเสมือนจริงแสดงในภาคผนวก ก) โดยใช้แบบฟอร์มของ the International Nursing Association of Clinical Simulation and Learning (INACSL), Thailand Regional Interest Groups (RIGs) โดยมีหัวข้อย่อยในการเขียนสถานการณ์จําลองเสมือนจริง 10 หัวข้อ มีรายละเอียดดังนี้ ข้อมูลทั่วไป เป็นส่วนที่กําหนดข้อมูลทั่วไปของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ชื่อเรื่อง ภาควิชา ผู้เรียน ผู้พัฒนาบท คณะผู้วิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะ และวันที่พัฒนาสถานการณ์จําลอง เป้าหมายการเรียนรู้ (Goal) เป็นส่วนที่กําหนดเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Objectives) เป็นส่วนที่กําหนดวัตถุประสงค์ย่อยในการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ซึ่งในแต่ละวัตถุประสงค์อาจสอดคล้องกับระยะของสถานการณ์จําลอง (หัวข้อ 8) ระยะเวลา ผู้สอนกําหนดระยะเวลาให้ชัดเจนในการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยระยะเวลาจะแบ่งเป็น 3 ระยะตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005) ได้แก่ ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) บทบาทในสถานการณ์จําลอง เป็นการกําหนดบทบาทของผู้เรียน (Learner’s role) และบทบาทผู้ช่วยในสถานการณ์จําลอง (Consideration role) รายละเอียดทั่วไปของสถานการณ์จําลอง ในหัวข้อนี้จะกําหนดรายละเอียดข้อมูลต่างๆของกรณีศึกษาที่คัดเลือกมาใช้ในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น อาการสําคัญนําส่ง ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบันประวัติการเจ็บป่วยในอดีต และข้อมูลสําคัญอื่นที่เกี่ยวข้อง อุปกรณ์ที่ต้องตรียม เป็นการกําหนดอุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องในการใช้ในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ถังออกซิเจน ท่อช่วยหายใจ อุปกรณ์เช็ดตัวลดไข้ Labor set เป็นต้น รายละเอียดในแต่ละระยะในสถานการณ์จําลอง เป็นการกําหนดระยะต่างๆ ของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ในระยะนี้จะมีการเขียนรายละเอียดของการแสดงผลลัพธ์ต่างๆ ในหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง โดยจะแบ่งเป็นหัวข้อย่อย 5 หัวข้อย่อย ได้แก่ 1) ระยะเวลาของสถานการณ์ 2) สภาวะผู้ป่วย (สภาพที่นักศึกษามองเห็นและสังเกตได้และจะนําไปปฏิบัติ 3) การปฏิบัติของผู้เรียน 4) บันทึกของ Facilitator 5) ระยะเวลาของการปฏิบัติ (นาที) ประเด็นการอภิปรายภายหลังสถานการณ์จําลอง (Debriefing) เป็นการกําหนดประเด็นในการอภิปราย และให้นักศึกษาสะท้อนคิดภายหลังเสร็จสิ้นสถานการณ์จําลองเสมือนจริง โดยใช้หลักการ GAS model [G = Gathering information, A = Analyze, S = Summarize] References และแหล่งอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2: การทดสอบความน่าเชื่อถือของสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Validity testing)           เมื่อสร้างสถานการณ์จําลองเสมือนจริงและตั้งค่าแสดงผลลัพธ์ต่างๆ ในหุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงแล้ว ผู้สอนจัดเตรียมอุปกรณ์และจัดสภาพแวดล้อมให้เสมือนหอผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นจะนําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่สร้างขึ้นไปทดสอบ Alpha test และ Beta test ตามลําดับโดยมีรายละเอียดดังนี้ Alpha test: นําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับผู้เรียน ซึ่งเป็นคณาจารย์ต่าง สาขาวิชา เพื่อทดสอบการ Run scenario ของสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้น และหลังสิ้นสุดสถานการณ์ จะอภิปรายร่วมกันกับผู้เรียนเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ ความยากง่าย และการนําไปใช้ หากมีข้อเสนอแนะหรือปรับปรุงแก้ไข ทางผู้สอนจะพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม Beta test: เมื่อปรับแก้สถานการณ์จําลองจากขั้น Alpha test แล้ว ผู้สอนจะนําไปทดสอบ Beta test โดยนําสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ปรับปรุงไปทดสอบกับผู้เรียน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มที่จะเรียนในห้องปฏิบัติการด้วยสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้น และหลังสิ้นสุดสถานการณ์จะอภิปรายร่วมกันกับผู้เรียนเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ ความยากง่าย และการนําไปใช้ เมื่อมีข้อเสนอแนะ หรือปรับปรุงแก้ไข ทางผู้สอนจะพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม หลังจากนั้นจะได้สถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่พร้อมใช้ในการเรียนการสอน ระยะที่ 3: การเตรียมความพร้อมและจัดสิ่งแวดล้อมในการดําเนินสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Scene setting up phase)          ผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมให้เสมือนหอผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด และจัดอุปกรณ์จําเป็นต่างๆ (ที่กําหนดในหัวข้อที่ 7 ของสถานการณ์จําลอง) ในการเรียนการสอนรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ระยะที่ 4: การนําไปใช้ในการสอนในห้องปฏิบัติการ (Implementing phase)          ระยะนี้เป็นขั้นการนําสถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้นมาใช้ในการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework (Jeffries, 2005) ได้แก่ ขั้นปฐมนิเทศและชี้แจงรายละเอียด (Pre-briefing) 2) ขั้นดําเนินสถานการณ์ตามฉากที่กําหนด (Running scenario) และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) ในระหว่างการ Run scenario ผู้สอนที่ทําหน้าที่ Facilitator จะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการปฏิบัติของนักศึกษา และจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีจําเป็นเท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีการตอบสนองบางอย่างที่หุ่นไม่สามารถตอบสนองได้ เช่น การยกแขน ขา เป็นต้น หลังจบการ Run scenario จะพูดคุย เปิดโอกาสให้สะท้อนคิด และอภิปรายกับผู้เรียนถึงประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติในสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และตลอดการเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ ผู้สอนต้องรักษาบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตสังคม (Psychosocial Safety Climate) ตลอดเวลาเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024) ระยะที่ 5: การประเมินผล (Evaluating phase)          หลังจากสิ้นสุดสถานการณ์ ผู้เรียนจะเข้าสู่ขั้นตอนการสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) โดยผู้สอนจะใช้ คําถามในการกระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนคิดและมีการอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการ Run scenario โดยคําถามจะเป็นไปตามกรอบ GAS model นอกจากนี้จะมีการทดสอบความรู้โดยการสอบข้อเขียนในหัวข้อที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จําลองอีกครั้ง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน นอกจากนี้ยังพบว่าผลของการเรียนในห้องปฏิบัติการวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และการพยาบาลพื้นฐาน มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาก่อนที่ใช้กรณีศึกษาหรือการเรียนการสอนแบบฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาล (Nursing skill training) ในห้องปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบเดิม ดังตารางที่ 2 ในรายวิชา BNS 342 การผดุงครรภ์ 2 หลังเสร็จสิ้นการเรียนการสอนและเว้นระยะเวลาการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 4 เดือน (เนื่องจากนักศึกษาขึ้นฝึกวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ) เมื่อนำผลการสอบมาวิเคราะห์รายบทพบว่า มีร้อยละของนักศึกษาที่สอบผ่านในหัวข้อ การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 32.53% เป็น 62.50% 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           การประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) พบว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติมากขึ้น และพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเรียนในรูปแบบเดิมที่ไม่มีการใช้สถานการณ์จําลองเสมือนจริง ดังข้อมูลในตารางที่ 3 ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) อยากให้มีสถานการณ์หลายๆ สถานการณ์ค่ะ จะได้เรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นไปได้ อยากมีเวลาในการทําสถานการณ์ซ้ําเพื่อดูว่าจะทําได้ดีขึ้นไหม อภิปรายผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation- based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin)           ผลจากการเรียนการสอนด้วยการใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation- based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ชี้ให้เห็นว่านักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยค่าคะแนนเฉลี่ยของการเรียนในห้องปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาก่อนที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม การเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติบนพื้นฐานขององค์ความรู้และมีการสะท้อนคิดเพื่อสรุปสาระสําคัญหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติผ่านการ Debriefing ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสะท้อนคิดถึงเหตุการณ์ในสถานการณ์ รวมถึงเหตุผลในการตัดสินใจในการปฏิบัติ ความรู้สึกขณะปฏิบัติ และมีภาพจดจําจากสถานการณ์ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ทําให้เกิดเป็นความรู้ที่คงทนมากกว่าการฟังการบรรยาย การดูการสาธิต และการสาธิตย้อนกลับ           จากการสะท้อนคิดของนักศึกษาพบว่านักศึกษาเกิดความสนุกในการเรียน ไม่เครียดหรือกดดัน บรรยากาศในการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่นและรู้สึกปลอดภัย ทั้งนี้สามารถอธิบายประเด็นนี้ได้ว่ารูปแบบของการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ผู้สอนต้องรักษาบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตสังคม(Psychosocial Safety Climate) ตลอดเวลาเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024) และอาจารย์ที่สอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงได้ รักษากฏระเบียบข้อนี้อย่างเคร่งครัดและปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอจึงทําให้บรรยากาศน่าเรียนและนักศึกษาเกิดความสนุกในการเรียน และอาจส่งผลต่อความพึงพอใจต่อนักศึกษาในการเรียนด้วยวิธีนี้ (Saragih et al., 2024) จากการสํารวจหลังการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงพบว่านักศึกษาเกิดความพึงพอใจต่อรายวิชามากขึ้น โดยผลจากการบูรณาการวิธีการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงต่อความพึงพอใจของผู้เรียนสอดคล้องกับการศึกษาของ Gaspar และ Banayat (2024) โดยสนับสนุนว่าการใช้ High-fidelity manikin ในการเรียนการสอนแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงส่งผลให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับสูงและมีทัศนคติเชิงบอกต่อการเรียนการสอนในสาขาพยาบาลศาสตร์ นอกจากนี้นักศึกษายังสะท้อนคิดให้เห็นว่าการเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงทําให้มีทักษะการสื่อสารเชิงวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่ผ่านมาหลายเรื่อง (Gaspar & Banayat, 2024; Jiang et al., 2024; Nair et al.,2024; Diaz-Navarro et al., 2024; Saragih et al., 2024) นอกจากนี้ยังส่งผลให้นักศึกษามีความมั่นใจขึ้นก่อนที่จะไปฝึกปฏิบัติจริงที่สถานบริการสุขภาพ ในโรงพยาบาล หรือในชุมชน ซึ่งอธิบายได้ว่าการสอนในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ โดยสามารถลองผิดลองถูกได้และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Saragih et al., 2024) และการได้ปฏิบัติซ้ํา จากการแก้ไขข้อผิดพลาดเดิมทําให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น อาจารย์ผู้สอนด้วยวิธีการใช้กรณีศึกษาในรูปแบบสถานการณ์จําลองเสมือนจริง (Simulation-based scenario) โดยประยุกต์ใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง (High-fidelity manikin) ในครั้งนี้ให้ข้อคิดเห็นผ่านการสะท้อนคิดว่าการสอนด้วยวิธีนี้มีความท้าทาย เป็นวิธีใหม่ที่ค่อนข้างดีและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษา นอกจากการเตรียมสอนโดยวิธีการปกติแล้วอาจารย์ยังมีหน้าที่ในการจัดสิ่งแวดล้อมและตั้งค่าแสดงผลลัพธ์ต่างๆใน High-fidelity manikin ทั้งนี้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น (Verkuyl et al., 2024) เป็นที่น่าสนใจว่าอาจารย์ที่ใช้วิธีการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงกล่าวถึงการควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ใจเย็น ไม่ดุว่านักศึกษาในขณะที่กําลังปฏิบัติในสถานการณ์จําลอง ทั้งนี้เป็นข้อกําหนดของรูปแบบการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงที่ต้องรักษาบรรยากาศ           ความปลอดภัยทางจิตสังคม (Psychosocial Safety Climate) เพื่อให้นักศึกษากล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็น ลงมือปฏิบัติอย่างตั้งใจ และเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างอาจารย์และนักศึกษา (Ford et al., 2024) นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์และมีการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเต็มศักยภาพ (Diaz-Navarro et al., 2024)  บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงโดยใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เป็นรูปแบบที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ ดังนี้ นักศึกษาเกิดการพัฒนาองค์ความรู้จากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในสถานการณ์จําลอง ความรู้ที่เกิดขึ้น เป็นความรู้ที่คงทนมากกว่าการฟังจากการบรรยาย นักศึกษาเกิดการบูรณาการใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับความรู้เรื่องการสื่อสารเชิงวิชาชีพอย่างสร้างสรรค์ การเคารพสิทธิผู้ป่วยและจรรยาบรรณวิชาชีพ ทักษะจําเป็นทางการพยาบาล การทํางานเป็นทีมและการตัดสินใจทางคลินิก นักศึกษาเกิดความมั่นใจก่อนไปฝึกปฏิบัติการพยาบาลจริงในสถานบริการสุขภาพ โรงพยาบาล และชุมชน นักศึกษามีความสุขขณะเรียน บรรยากาศในการเรียนไม่กดดัน มีความปลอดภัยทางจิตสังคม และส่งผลต่อความพึงพอในในระดับดีมากของรายวิชาที่บูรณาการการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง อาจารย์ได้เรียนรู้วิธีการสอนที่แตกต่างหลากหลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเตรียมสถานการณ์จําลองให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด อาจารย์มีการจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น เป็นไปในเชิงบวก และเรียนรู้การรักษาความปลอดภัยทางจิตสังคมซึ่งเป็นประโยชน์ในการนําไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาปฏิบัติการพยาบาล ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice สร้างกรณีศึกษาเพื่อใช้ในสถานการณ์จําลองให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมสาระสําคัญของการพยาบาล 5 สาขาหลัก และสาขาพื้นฐานและเสริมการพยาบาล โดยมีทั้งสถานการณ์ที่ซับซ้อนและไม่ซับซ้อนตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา เพื่อให้นักศึกษาการเรียนรู้ได้หลากหลายมิติ พัฒนาสถานการณ์จําลองแบบ Hybridge โดยอาจใช้ Standardized patient ร่วมกับการใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูง เพื่อให้สถานการณ์จําลองมีความเสมือนจริงมากขึ้นและน่าสนใจ จากการสังเกตพบว่านักศึกษาหลายคนมีความโดดเด่นในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติการในสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า นักศึกษาบางคนไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ รวมทั้งพร่องทักษะการปฏิบัติดังนั้นก่อนจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ควรจัดให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะปฏิบัติการพยาบาลที่จําเป็นมาก่อน และมีกระบวนการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนเข้าเรียนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง เช่น ดู VDO การปฏิบัติทักษะต่าง ๆ ที่นักศึกษาต้องปฏิบัติในแต่ละฐานสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และจัดเตรียมเอกสารความรู้ที่เกี่ยวข้อง จัดทําคู่มือปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงเพื่อให้ผู้สอนปฏิบัติได้ถูกต้องตาม Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่อาจารย์ผู้สอนในเรื่องการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง ทั้งในรายใหม่ที่ยังไม่เคยอบรมและ re-skill ในอาจารย์ที่ได้รับการอบรมมาแล้ว เพื่อให้เกิดทักษะการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริง และมีทักษะในการใช้หุ่นจําลองทางการพยาบาลขั้นสูงมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงมากขึ้น โดยอาจให้จับคู่กับอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนด้วยวิธีนี้ และให้ช่วยรับบทในสถานการณ์จําลองที่ไม่ซับซ้อน เช่น ญาติผู้ป่วย พยาบาลหัวหน้าเวร และแพทย์เวร เพื่อให้มีส่วนร่วมและเห็นกระบวนการในการเรียนการสอนตามหลักแนวคิดของ Jeffries’s Nursing Education Simulation Framework ซึ่งจะทําให้อาจารย์มีประสบการณ์และสามารถใช้วิธีการสอนนี้ได้ด้วยตนเองในครั้งถัดไป ควรมีการติดตามผลลัพธ์ของการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลองเสมือนจริงต่อความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลด้วยการวิจัยต่อไป ReferencesDiaz-Navarro, C.,

การเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง: ความท้าทายของการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ (Simulation-based learning: Challenges of nursing education) Read More »

เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 5.2.1 เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สมชาย เล็กเจริญ ผศ.ดร.วศิณ ชูประยูร ผศ.ดร.ภาคภูมิ ชัยศิริประเสริฐ ผศ.ดร.ไววิทย์ จันทร์วิเมลือง ผศ.ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี ผศ.วิไลลักษณ์ ตรีพืช ผศ.ดร.กานต์ ยงศิริวิทย์ ดร. ปภังกร พิชญะธนกร อ.สงบ ศศิพงศ์พรรณ และนางสาวสุรัตนา ขันธสอน วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ มหาวิทยาลัยรังสิตมุงเนนการพัฒนาการเรียนการสอนตามแนวทาง โดยใหนักศึกษาเปนศูนยกลางของการเรียนรู และเนนการพัฒนาทักษะผานกิจกรรมและการปฏิบัติจริง แทนการเรียนรูเชิงทฤษฎีเพียงอยางเดียว ความสําคัญของโครงการจึงการเปลี่ยนผานการเรียนรูจาก Lecture-based Learning ไปสู Active Learning ผานกิจกรรมที่สงเสริมการใชกระบวนการคิดเชิงวิจัย เชน Problem-based Learning, Project-based Learning และ Service Learning จะชวยเพิ่มศักยภาพของนักศึกษาใหสามารถแขงขันในระดับชาติและนานาชาติไดโดยมีประเด็นปญหา คือ ปจจุบันนักศึกษาสวนใหญขาดแรงบันดาลใจ ขาดประสบการณในการประยุกตใชความรูในเชิงปฏิบัติและการสรางผลงานที่สามารถแขงขันไดในระดับชาติและนานาชาติจึงไดเกิดขั้นตอนกระบวนการใน รูปที่ 1 กระบวนการวางแผนการพัฒนานักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3 ตั้งแตนักศึกษาเรียนเขามาศึกษาในชั้นปที่ 1 อาจารยจะปูความรูพื้นฐานพรอมไปกับการสรางแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพผานกิจกรรมในหองเรียน เริ่มใหสรางสรรคแนวคิดโครงการนวัตกรรมดวยกระบวนการวิจัยเบื้องตน ชั้นปที่ 2 พัฒนาโครงการนวัตกรรมผานกระบวนการวิจัยที่ตองอานเอกสารวิชาการคนหาแนวคิดเชิงวิชาการพัฒนาโครงการสงเขารวมการแขงขันระดับชาติ และ/หรือ ใหนําเสนอโครงการนวัตกรรมตอนองป 1ในงานปฐมนิเทศนักศึกษารุนตอไป และนักเรียนมัธยมในวัน RSU Open House ชั้นปที่3 เริ่มเขาสูกระบวนการวิจัยในการอาน Research Reference เพื่อนํามาคิด วิเคราะห สรุปประเด็นสรางสรรคงานวิจัยของตนเองเพื่อตีพิมพในงานประชุมวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติรวมกับอาจารยที่ปรึกษา ชวยสรางชื่อเสียงใหเปนที่รูจักและเปนที่ยอมรับ รูปที่ 1 กระบวนการวางแผนการสอนนักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3 ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การการเรียนรูเชิงปฏิบัติ Active Learning ผาน Problem-based Learning, Project-basedLearning, Service Learning ภายใตแนวคิดที่เนนผลลัพธของการเรียนรู การเรียนรูเชิงปฏิบัติที่นําไปสูการพัฒนาทักษะการสรางสรรคนวัตกรรมและงานวิจัย การเสริมสรางแรงบันดาลใจ ความสามารถในการแขงขันของนักศึกษาในเวทีระดับชาติและนานาชาติ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) เจาของความรู/สังกัด อาจารย ผูชวยอาจารย และเจาหนาที่ ประจําสาขาวิชานวัตกรรมดิจิทัล วิธีการดำเนินการ วิธีการดําเนินการ รูปที่ 2 แสดงวิธีการดําเนินงานกับนักศึกษา ชั้นปที่ 1, 2 และ 3ที่มา: สรางภาพดวย Chat GPT ปที่ 1: Foundation and Inspirationการปูพื้นฐานและสรางแรงบันดาลใจผานการเรียนรูแบบ Project-based Learning & Active Learning• การใหความรูพื้นฐานผานวิชาพื้นฐานในชั้นปที่ 1 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร, ระบบสารสนเทศเบื้องตน, กระบวนการธุรกิจสําหรับระบบสารสนเทศ, วิทยาศาสตรและธุรกิจนวัตกรรมรายใหม, การคิดและการเขียนเชิงสรางสรรค, การออกแบบและพัฒนาเว็บ, คณิตศาสตรพื้นฐานสําหรับการลงทุน, การออกแบบอินโฟกราฟก, พื้นฐานการออกแบบกราฟก• นักศึกษาไดรับมอบหมายใหนําเสนอแนวคิดโครงงานขนาดเล็กที่เกี่ยวของกับสาขาวิชาของตนเอง เชน แนวคิดการพัฒนาแอปพลิเคชันตนแบบ หรือการออกแบบแนวคิดผลิตภัณฑใหม• แนวคิดโครงการมาจาการใช Problem-based Learning (PBL) เพื่อใหเกิดการคิดวิเคราะหและ การแกปญหาอยางเปนระบบ• เชิญผูเชี่ยวชาญหรือศิษยเกามาเปนวิทยากรเพื่อสรางแรงบันดาลใจและแชรประสบการณในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของกับสาขา• พัฒนาผลงานผานกระบวนการ Design Thinking ในการทํางานเปนทีมผานกิจกรรม Collaborative Learning และ Workshop ที่เนนการปฏิบัติจริงภายในชั้นเรียน ปที่ 2: Apply to Innovation Project and Competitionสงเสริมตอยอดโครงการในหองเรียนสูการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมและสงเขารวมการแขงขันในระดับชาติ• การใหความรูผานวิชาชีพในชั้นปที่ 2 การใหความรูเชิงลึกและฝกปฏิบัติแบบครอบคลุมทุกดาน เชน การวิเคราะหและการออกแบบระบบสารสนเทศ การสื่อสารขอมูลและเครือขายคอมพิวเตอรระบบฐานขอมูล การพัฒนาโปรแกรมประยุกตบนเว็บ การจัดการระบบฐานขอมูลสําหรับองคกร การพัฒนาโปรแกรมประยุกตสําหรับใชกับอุปกรณเคลื่อนที่ ความมั่นคงระบบสารสนเทศ อินเทอรเน็ตของสรรพสิ่ง การบริหารโครงการระบบสารสนเทศ• นักศึกษาไดรับคําแนะนําในการพัฒนาโครงงานในรายวิชาที่เรียนผานกระบวนการ Design Thinking ที่เพิ่มกระบวนการวิจัยเบื้องตนมาดําเนินงาน อานทบทวนงานอางอิงทางวิชาการปรับปรุงและทดลองโครงการ• คณาจารยชวยใหคําปรึกษาในการพัฒนาโครงงานดวยความรูชั้นปที่ 2 และเตรียมแผนงาน การพัฒนาโมเดลธุรกิจ ฝกซอมการนําเสนอผลงาน มีการจัด Mock Pitching Sessions เพื่อใหฝกนําเสนอและรับคําติชมกอนลงสนามจริงในการแขงขัน ปที่ 3: Senior Project & National or International Researchสรางสรรคงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ พรอมนําเสนอผลงานวิชาการ• การใชกระบวนการวิจัย ผานวิชาในชั้นปที่ 3 เชน วิทยาการวิจัยดานนวัตกรรมดิจิทัล, ปริญญานิพนธ, วิชาชีพเลือก เพื่อเตรียมความพรอมในการทําวิจัย• นักศึกษาระดมไอเดียและเลือกหัวขอวิจัยที่มีศักยภาพ โดยไดรับคําแนะนําจากอาจารยที่ปรึกษา• นักศึกษาทํางานเปนรายบุคคล และหรือเปนกลุมวิจัย โดยมีการนําเสนอความคืบหนากับอาจารย์ที่ปรึกษาเปนระยะ• งานที่เขาเกณฑสงผลงานวิจัยเขารวมการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงการตีพิมพในวารสารทางวิชาการ• นําเสนอใหเสนอเปนรายงานวิทยานิพนธ สําหรับงานที่ไมไดสงผลงานวิจัยเขารวมการประชุมวิชาการ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 1ปีที่ 1: Foundation and Inspiration บรรยากาศต้อนรับน้องใหม่ ใครเป็นใครไปรู้จักกันให้มากขึ้นในช่วงพบปะทีมอาจารย์ รุ่นพี่ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่องที่เตรียมไว้ให้น้อง ๆ โดยเฉพาะเลยค่ะ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ โดยรุ่นพี่ศิษย์เก่าของเรา ขอขอบคุณ พี่ต้า นายจิรายุส ปรีชาเดช มาให้คําแนะนําต่างๆ กับ น้องๆ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีประโยชน์มากมาย นักศึกษาลงพื้นที่บริการวิชาการแก่ชุมชน ในโครงการยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น สอนการทําสื่อดิจิทัล และความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี การไลฟ์ สด ขายของออนไลน์ พร้อมมอบอุปกรณ์ไลฟ์ สด ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมณีจินดา By ครูนก จ.ปทุมธานี นักศึกษาสาขานวัตกรรมดิจิทัล ได้รับทุนการสนับสนุนจากทางธนาคารออมสิน ในกิจกรรม Smart Start Idea by GSB Startup GSB Micropreneur Academy ประจําปี 2567 ระดับมหาวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีม Mica ได้รับทุนสนับสนุน จํานวน 3,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม Jajitech ได้รับทุนสนับสนุน จํานวน 2,000 บาท สรางแรงบันดาลใจนํานักศึกษาดูงานที่ Shibaura Institute of Technology ประเทศญี่ปุน ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 2ปีที่ 2: Apply to Innovation Project and Competition นําเสนอผลงาน โครงงาน นวัตกรรม ของชั้นปีที่ 2 ในงาน DIT Innovation & JOB Fairs ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1-3 ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง นักเรียนมัธยมศึกษา นางสาว จูเลีย ปิตุนกิน นางสาว สุเมธินี สุทธาเวศ นางสาว วัชราภรณ์ เทียนกระจ่างร่วมเป็นสมาชิกทีมรังสิตสามัคคี พร้อมด้วยคณะเทคโนโลยีอาหาร จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารจากพืชปลอดภัย ได้รับรางวัลชนะเลิศ Best of the best ระดับประเทศ ประเภท คิดดีในโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ประจําปี 2566 นักศึกษาสาขานวัตกรรมดิจิทัล ได้พัฒนานวัตกรรม Wewy (เครื่องรดน้ําต้นไม้อัตโนมัติ) ที่ผ่านการอนุมัติทุนสนับสนุนจากทาง ธนาคารออมสิน ในโครงการ Smart Startup Company by GSB Startup เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท ผลการดําเนินงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 3ปีที่ 3: Senior Project & National or International Research นักศึกษาปริญญาตรีส่งผลงานตีพิมพ์งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2024 8thInternational Conference on Information Technology (InCIT), Chonburi, Thailand, 2024, doi: 10.1109/InCIT63192.2024 นักศึกษาปริญญาตรีสงผลงานตีพิมพงานประชุมวิชาการระดับชาติ2024 16th National Conference on Information Technology (NCIT), Chonburi, Thailand, 2024, Shibaura Institute of Technology Student Exchange & Research Exchange in Japan ภายหลังสําเร็จการศึกษา ได้ทํางานงานและ/หรือได้รับทุนการศึกษาต่อ ทํางานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยและได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ไดทํางานในบริษัทที่มีชื่อเสียง 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK • นักศึกษาทั้งชั้นปี แบ่งเป็นกลุ่มจํานวน 6 กลุ่ม มีความรู้และประสบการณ์ การส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดแข่งขัน 100 % ได้รับรางวัล 2 กลุ่ม• พัฒนาระบบที่ปรึกษาทางวิชาการและเครือข่ายความร่วมมือในองค์กร รวมถึงระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมคุณภาพงานวิจัย เช่น Shibaura Institute of Technology, มูลนิธิเอิร์ทซีฟาวน์เดชั่น, บริษัทดูดีพ จํากัด, PPT Digital• การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง พบว่าการใช้Active Learning ช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนางานของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสําคัญ ตามผลงานในหัวข้อ 2 ผลการดําเนินการ การนําไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยสําคัญที่ทําให้การดําเนินการครั้งนี้ประสบความสําเร็จ การใช้แนวทาง Outcome-Based Education (OBE) ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา การสนับสนุนจากคณาจารย์และผู้บริหารที่ช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง การบูรณาการการเรียนรู้เชิงปฏิบัติเข้ากับโครงงานและการวิจัยเพื่อเสริมสร้างทักษะและความสามารถของนักศึกษา การมีเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ทั้งระดับชาติและนานาชาติที่ช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษามีเวทีแสดงผลงาน ระบบที่ปรึกษาทางวิชาการและการให้คําแนะนําเชิงลึกที่ช่วยพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของนักศึกษา ข้อเสนอแนะในการดําเนินการในอนาคต ควรเพิ่มการฝึกอบรมการวิจัยและการเขียนเชิงวิชาการ ให้แก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติและนานาชาติ เพื่อให้มีเวทีเผยแพร่ผลงานมากขึ้น จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุน การพัฒนานวัตกรรมและการตีพิมพ์งานวิจัย จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ ใช้แนวทางการประเมินผลแบบต่อเนื่อง (Continuous Assessment) เพื่อวัดผลลัพธ์ของการดําเนินงาน และปรับปรุงกลยุทธ์ตามผลลัพธ์ที่ได้รับ พัฒนาระบบศิษย์เก่า เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ทํางานให้กับศิษย์ปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีMentorship Program ระหว่าง อาจารย์ ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน เพื่อพัฒนาแนวทางการทํางานวิจัยที่มีคุณภาพ

เรียนรู้ผ่านกระบวน Active Learning สร้างชื่อเสียงไกลสู่ระดับชาติและนานาชาติ Read More »

แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.3, KR 1.4.3 แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ผู้จัดทำโครงการ​ อ.วัฒนี รัมมะพ้อ ผศ.ดร.นิ่มนวล วิเศษสรรพ์ และอ.ปรมินทร์ งามระเบียบ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           หลักสูตรบัญชีบัณฑิตที่เปดดําเนินการสอนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ตองไดรับการรับรอง ปริญญาตรีทางการบัญชีจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภจึงจะมีผลใหผูสําเร็จการศึกษาสามารถเขาสูกระบวนการทางวิชาชีพไดตามกฎหมาย การรับรองปริญญาตรีทางการบัญชีจึงอยูในอํานาจและหนาที่ของสภาวิชาชีพบัญชี ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ในการพิจารณาใหการรับรองจะใชหลักการความสอดคลองของหลักสูตรกับมาตรฐานการศึกษาระหวางประเทศ สําหรับผูประกอบวิชาชีพบัญชี ที่มุงเนนผลลัพธ           การเรียนรูประกอบดวย ความรูความสามารถเชิงเทคนิค ทักษะทางวิชาชีพ และคานิยม จริยธรรม และทัศนคติทางวิชาชีพเมื่อนํามาประกอบเกณฑมาตรฐานหลักสูตร ระดับปริญญาตรี เกณฑมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี และระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งเปนกฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ สถาบันอุดมศึกษาจะตองดําเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพผูเรียนและผูสําเร็จการศึกษา ใหมีผลลัพธการเรียนรูที่หลักสูตรกําหนด การดําเนินการหลักสูตรจึงครอบคลุมภารกิจและเปาหมายคุณภาพ ในดาน การกํากับมาตรฐาน หลักสูตร นักศึกษา อาจารยผูรับผิดชอบหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุน การเรียนรูรวมทั้งสิ่งอํานวยความสะดวก ซึ่งทั้ง 6 ดานนี้ เปนองคประกอบปจจัยความสําเร็จของการบริหาร หลักสูตรอยางมีคุณภาพ ที่เปนหลักประกันคุณภาพการศึกษาของบัณฑิตใหกับผูมีสวนไดสวนเสียกับหลักสูตร คุณภาพของผูเรียน และบัณฑิต เปนองคประกอบสําคัญที่มีการกําหนดไวในประเด็นยุทธศาสตรการ พัฒนาคณะบัญชี ประเด็นที่ 1 คือ การสรางความเปนเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิตของคณะบัญชี โดยมีวัตถุประสงคความเปนเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต 4 ขอ ดังนี้ หลักสูตรทันสมัยตอบสนองความตองการจําเปนของผูมีสวนเกี่ยวของ การจัดการเรียนสอนตองมุงใหเกิดผลสัมฤทธิ์ผลลัพธการเรียนรูที่หลักสูตรกําหนด คุณภาพของนักศึกษาและบัณฑิตตองเปนที่ยอมรับของตลาด และ คุณภาพของอาจารยที่นอกเหนือจากการมีคุณสมบัติตามเกณฑมาตรฐานหลักสูตร ยังมีความสามารถในการสอนดวยเทคนิคการสอนและการวัดและประเมินผลสัมฤทธการเรียนรูที่เหมาะสม มุงเนนที่ผลลัพธการเรียนรูของผูเรียน           ในทางปฏิบัติ คณะกรรมการหลักสูตรจะกําหนดเปาหมายตัวชี้วัดความสําเร็จในการจัดการเรียนการสอน ไวในแผนปฏิบัติการประจําปสอดคลองกับเปาหมายแผนยุทธศาสตรการพัฒนาคณะบัญชี ดังนั้นเพื่อใหการดําเนินงานหลักสูตรประสบความสําเร็จ และบรรลุเปาหมายดังกลาว คณะกรรมการหลักสูตรจะมีการออกแบบการดําเนินงานที่ขับเคลื่อนหลักสูตรไปสูเปาหมาย ทั้งในรูปแบบของกิจกรรมและโครงการ ซึ่งในที่นี้จะมุงเนนเฉพาะกิจกรรมหรือโครงการ ที่มุงสูการบรรลุเปาหมายตัวชี้วัดผลลัพธ KR 1.4.3 อาจารยไดรับการพัฒนาเทคนิคการสอนหรือการประเมินผลการเรียนรูของนักศึกษา และ KR 1.2.3 รอยละของผูเรียนในแตละรายวิชามีผลสัมฤทธิ์การเรียนรูไมต่ําวา ระดับคะแนน C ไมต่ํากวา รอยละ 80 ซึ่งมีกลไกที่สําคัญในการขับเคลื่อน คือ อาจารยผูสอน หลักสูตรจึงตระหนักถึงความจําเปนที่ตองจัดความรูใหกับอาจารยผูสอนทุกคน ไดมีความเขาใจในหลักการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู การวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน ควบคูกับการกําหนดผลลัพธการเรียนรูรายวิชา ซึ่งหลักสูตรไดเริ่มการพัฒนาอาจารยประจําหลักสูตรทุกคน ในดานนี้ตั้งแตปลายปการศึกษา 2565 จนถึงปจจุบัน และพบวาอาจารยประจําหลักสูตรทุกคน มีความเขาใจมากขึ้นและนําไปปฎิบัติไดดีขึ้นเปนลําดับ สงผลใหหลักสูตรบรรลุเปาหมายของ KR ดังกลาวทั้งสอง           จากการคัดเลือกผลงานเชิงประจักษการจัดการความรูของอาจารยประจําหลักสูตร ในปการศึกษา 2567 ทางคณะบัญชี จึงเห็นสมควรใหนําเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีในเรื่อง แนวทางการประเมินผูเรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู (RQF5) ของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต โดยมีวัตถุประสงค เพื่อแบงปนความรูที่เกิดจากกระบวนการทํางานเชิงคุณภาพของอาจารยประจําแบบ PACD ใน ดานการเรียนการสอน ประกอบดวยการกําหนดผลลัพธการเรียนรูรายวิชา การวางแผนการสอน กําหนดหัวขอสอน กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู ที่ผานมาตลอดระยะเวลา 3 ป ตั้งcตปการศึกษา 2565 – 2567 โดยเนนเฉพาะการวัดและประเมินผลลัพธการเรียนรู และการจัดทํารายงานผลการติดตามผลลัพธการเรียนรูของรายวิชา (RQF5) ที่ใชเปนตนแบบของคณะบัญชี เพื่อเสนอแนวทางการนําไปใชเปนเครื่องมือในการเตรียมความพรอมการบริหารทางวิชาการของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2568 เนื่องจากเปนหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด Outcome Based Education ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  เทคนิคการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ เทคนิคการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ การรายงานผลการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้  ความรูแบบชัดแจง (Explicit Knowledge) ความรูจากคลังความรูของเว็บไซตระบบการจัดการความรู KM Rangsit University(http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)เรื่อง การบริหารจัดการ การศึกษาพยาบาลที่เปนเลิศ เจาของความรู/สังกัด ผศ.ดร.อําภาพร นามวงศพรหม และคณะ สังกัด คณะพยาบาลศาสตรเรื่อง การออกแบบการสอนแบบทลายกําแพงวิชาเจาของความรู/สังกัด อาจารยวัฒนี รัมมะพอ สังกัด คณะบัญชีเรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ในรูปแบบหองเรียนกลับทางเจาของความรู/สังกัด ดร.สัณหสิรี เมืองมาลย คณะเทคนิคการแพทยเรื่อง การสรางกระบวนการเรียนรูผานกิจกรรมจําลอง ในวิชา ผูประกอบการสํานักงานบัญชีเจาของความรู/สังกัด อาจารยวัฒนี รัมมะพอ และ อาจารยอัญชลี มณีทาโพธสังกัด คณะบัญชี อื่น ๆ : แนวคิดการออกแบบหลักสูตรที่มุงเนนผลลัพธการเรียนรูและเทคนิคการประเมินผูเรียน ความรูที่ฝงลึกอยูในตัวคน (Tacit Knowledge) เจาของความรู/สังกัด คณบดีคณะบัญชี, อาจารยวัฒนี รัมมะพอ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ คณะกรรมการหลักสูตร ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการ การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน  โดย ปีการศึกษา 2566 เข้าสัมมนาวิชาการ หัวข้อ แนวคิดและหลักการ การจัดเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน หลังจากที่มีประกาศเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิ  พ.ศ.2565  จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2566  เข้าอบรมเชิงปฏิบัติ หัวข้อ การเขียนรายละเอียดหลักสูตรที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ จัดโดยมหาวิทยาลัย  ปีการศึกษา 2566 เข้าสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ การบริหารหลักสูตรอย่างมีคุณภาพ จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2567 เข้าสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ การวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้เพื่อเตรียมรับการตรวจรับรองหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐาน จัดโดยคณะบัญชี ปีการศึกษา 2567 เข้าอบรม หลักสูตร การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) จัดโดยมหาวิทยาลัย คณบดีจัดประชุมกรรมการประจำคณะและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณา เรื่องแนวทางการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ของนักศึกษาทุกชั้นปี และจัดทำเป็นแนวปฏิบัติ เพิ่มเติมจากการทวนสอบ ต่อมาหลักสูตรได้นำสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565  และปรับปรุงวิธีการจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ รายชั้นปี คณบดีจัดประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ให้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้หลักสูตร ในแผนการจัดการเรียนรู้ RQF3 ในปีการศึกษา 2566 โดยคณบดี ได้ทำต้นแบบ RQF3 เป็นตัวอย่าง คณบดีจัดประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการรายงานผลการดำเนินการจัดการเรียนรู้ RQF5 ในปีการศึกษา 2566 โดยคณบดี ได้ทำต้นแบบ RQF5 เป็นตัวอย่าง อาจารย์ประจำ นำความรู้ที่ได้รับจากการสัมมนา อบรม และประชุมคณะกรรมการฯ มาใช้ในทางปฏิบัติ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โดยยกเว้น รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ และรายวิชาที่สอนให้คณะวิชาอื่น 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินงาน                                                                                                               หลักสูตรได้มีการกำกับติดตามการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยวางแนวทางปฏิบัติดังนี้ อาจารย์ผู้สอน/ผู้รับผิดชอบรายวิชา (กรณีอาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์พิเศษ) จะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการสอน และนำขึ้นระบบ TQF ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากยังเป็นหลักสูตรบัญชีบัณฑิต พ.ศ. 2563 จึงยังคงใช้ มคอ. 5 จนถึงปีการศึกษา 66 คณบดีได้นำเสนอให้มีการเพิ่มเติมผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาลงในแผนการดำเนินการสอน (มคอ.3) เพิ่มเติมจากมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามที่หลักสูตรกำหนด เพื่อให้การวัดและประเมินผลมีความชัดเจนมากขึ้นว่า “ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังหลังจากเรียนรายวิชานั้นแล้วนักศึกษาจะมีผลลัพธ์การเรียนรู้ ในด้านคุณธรรมจริยธรรม ทักษะความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งในปีการศึกษา 2566 ยังไม่บังคับแต่เป็นการขอความร่วมมือ หัวหน้าหลักสูตร จะเป็นผู้ตรวจทานความถูกต้องของการแผนการจัดการเรียนรู้ (มคอ. 3) ให้เป็นไปตามหลักสูตรกำหนด โดยเฉพาะวัตถุประสงค์รายวิชา คำอธิบายรายวิชา หัวข้อสอนที่จะต้องมีครบตามคำอธิบายรายวิชา ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอน กลยุทธ์การวัดและประเมินผล และผลลัพธ์ผู้เรียน หากพบข้อผิดพลาด หรือมีข้อสังเกตใดๆ จะแจ้งให้อาจารย์ผู้สอน/ผู้รับผิดชอบรายวิชาดำเนินการแก้ไข ก่อนเปิดภาคเรียน คณบดี ได้ทำต้นแบบของแผนการดำเนินการสอน ที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างผลลัพธ์เรียนรู้รายวิชา กับผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร และผลลัพธ์ผู้เรียน นอกจากนี้การกำหนดกลยุทธ์การสอน และกลยุทธ์การวัดและประเมินผลผู้เรียนในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังนั้น จะต้องมีเหมาะสมสอดคล้องกัน ดังตัวอย่าง กระบวนวิชา ACC 421 การบัญชีขั้นสูง ภาคการศึกษาที่ 2/2566 ต่อไป 4. เมื่อมีการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ อย่างชัดเจนแล้ว อาจารย์ผู้สอนจะดำเนินการตามแผน พร้อมทั้งมีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายใน1 วิชา เช่น การสังเกตตามสภาพจริงที่ปรากฏในชั้นเรียน  การใช้แบบทดสอบความรู้  การใช้เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics Score  เป็นต้น ทั้งนี้วิธีการประเมินที่ใช้จะต้องแจ้งให้นักศึกษาเข้าใจและรู้เป้าหมายในการพัฒนาตนเอง 5. การกระจายคะแนนในการประเมินผล จะต้องกำหนดให้ชัดเจน และเหมาะสมกับเวลาที่ใช้ไปในการสอนการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ ดังนั้น ผลลัพธ์การเรียนรู้ในแต่ละด้านตามที่หลักสูตรกำหนด จะได้รับการจัดสรรคะแนนส่วนใหญ่ ในด้านทักษะความรู้และทักษะปัญญา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 6. อาจารย์ผู้สอน ต้องออกแบบเครื่องมือในการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ ซึ่งอาจใช้มาตรวัดที่แตกต่างไปจากการให้คะแนน เช่น การให้ผ่าน หรือการไม่ให้ผ่าน เป็นต้น โดยต้องตั้งเกณฑ์ผ่านและแจ้งให้นักศึกษาทราบ ดังตารางที่ 1 ดังนั้นในการรายงานผลการประเมินผู้เรียน จึงมีตารางคะแนนการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้และแสดงคะแนนของนักศึกษาเป็นรายบุคคล จำแนกตามมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ดังนี้ ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการประเมินผลจำแนกตามเครื่องมือวัดผลลัพธ์ นำไปใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน (เกรด) ตามระบบการวัดและประเมินผลของมหาวิทยาลัย ผลรวมของคะแนน จำแนกตามมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ นำไปใช้ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ผลการประเมิน จะเป็น ผ่าน หรือไม่ผ่าน 7. อาจารย์ผู้สอนรายงานผลการดำเนินการสอน (มคอ. 5) โดยคณบดีได้ออกแบบต้นแบบของการจัดทำรายงานฯ เพื่อเสนอต่ออาจารย์ทุกท่านในที่ประชุมคณะกรรมการประจำและอาจารย์ประจำคณะบัญชี (ดูตัวอย่างการรายงานจากเอกสารแนบท้าย)         อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน       หลังจากที่ได้มีการเรียนรู้จากต้นแบบที่คณบดี นำเสนอและเผยแพร่ให้อาจารย์ทุกท่านได้ศึกษาและทดลองทำ มีรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ประจำได้ดำเนินการตาม  ในส่วนของรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ หรือ รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ประจำแต่เป็นการสอนให้กับคณะอื่น  ยังไม่มีการดำเนินการ  พบว่ามีอุปสรรค ดังนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตร และอาจารย์ผู้สอนที่เป็นอาจารย์ประจำ ได้ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ต้นแบบที่คณบดีได้นำเสนอ  แต่ในการรายงานผลการดำเนินการสอนในบางรายวิชา ยังคงรายงานในรูปแบบเดิมตาม มคอ.5  ทางหลักสูตรจึงเห็นว่าเป็นช่วงที่เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจ ประกอบกับเวลาที่ใช้ในการติดตามและประเมินผลมีมากขึ้นหากทำตามต้นแบบ  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรายงานผลให้ทันตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด รายวิชาที่สอนโดยอาจารย์พิเศษ จะดำเนินได้ยาก เพราะเป็นอาจารย์อาวุโส และบางรายวิชาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอาวุโส การที่อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะดำเนินการในส่วนของการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ในการรายงานผลการดำเนินการสอน อาจทำได้ยาก 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ในการประยุกต์ใช้ต้นแบบการวัดและประเมินผู้เรียน ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนวิชา ที่อาจารย์ผู้สอนจะแสดงในแผนการสอนรายวิชา โดยจะต้องลงรายละเอียดของวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนด  ดังนั้นจากประสบการณ์การนำไปใช้ พบว่า อาจารย์หลายท่านสามารถทำได้และมีการพัฒนาทักษะการออกแบบกระบวนวิชา การสอนและการวัดประเมินผล มากขึ้น  โดยในปีการศึกษา 2567 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ได้มีนำ RQF3 มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการกำกับติดตามคุณภาพการสอนของอาจารย์ ซึ่งส่งผลไปยังการทำเอกสารแบบฟอร์มของการติดตามการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อแสดงคะแนนของนักศึกษาที่ทำได้ จำแนกเป็นรายบุคคลและรายด้านของผลลัพธ์การเรียนรู้ ในลักษณะ Metric รวมทั้งการสรุปผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน  เพื่อนำข้อสรุปนี้รายงานลงใน มคอ.5 จะทำให้ การรายงานผลการดำเนินการสอน กระชับขึ้นและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชนืในการติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้รายชั้นปี ต่อไป           บทสรุปความรู้ที่ได้  คือ ปัจจัยความสำเร็จในเรื่องนี้ คือ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับอาจารย์ประจำทุกคนในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา กลยุทธ์การสอน และการวัดประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะต้องมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม และที่สำคัญเมื่อนำสู่การปฏิบัติต้องก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้และเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามความคาดหวัง           ในปีการศึกษาต่อไป คณบดี และหัวหน้าหลักสูตร มีแผนงานที่จะช่วยกันจัดทำระบบข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับอาจารย์ทุกท่านในการป้อนข้อมูลที่จะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา และใช้ในการติดตามพัฒนาการผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดกับนักศึกษาแต่ละคนได้           ความสำเร็จตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของการดำเนินงาน คือ หลักสูตรบัญชีบัณฑิต สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนปฏิบัติการประจำปี บรรลุเป้าหมาย ทั้ง KR 1.4.3 และ KR 1.2.3  และได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษา องค์ประกอบที่ 5 ตัวบ่งชี้ 5.3 ในระดับดี คะแนน 4 มาโดยตลอดตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 จนถึงปี 2566 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ได้นำต้นแบบการออกแบบกระบวนวิชาของคณบดี ไปใช้ในทางปฏิบัติมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2565- ปี2567  เพื่อให้การจัดการเรียนรู้เป็นตามที่หลักสูตรกำหนดโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ และการรายงานผลอย่างถูกต้อง  อีกทั้งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการสอนหลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2568  ให้เป็นไปในแนวทางที่ก่อให้เกิดความพร้อมในการรับตรวจ Post Audit ที่จะเกิดขึ้นในปีการศึกษา 2569 ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กำหนด           ข้อเสนอแนะในอนาคต คือ หลักสูตรจะผลักดันให้อาจารย์ผู้สอนทุกท่าน โดยเฉพาะอาจารย์ประจำ จะต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัติการสอนให้เป็นไปตามแผน  และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้  ให้ถูกต้องตามหลักการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE)  โดยมีการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับอาจารย์ และเพื่อให้มีการรวมข้อมูลอยู่ในศูนย์ข้อมูลเดียวกัน อันจะทำให้การกำกับติดตามการดำเนินงาน และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา จำแนกรายบุคคล เป็นไปได้อย่างเรียบร้อย    

แนวทางการประเมินผู้เรียนกับการรายงานผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา หลักสูตรบัญชีบัณฑิต Read More »

Prevalence of malnutrition in hospitalized patient

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 Prevalence of malnutrition in hospitalized patient ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.พิเศษ นพ.สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัญหาโภชนาการในผู้ป่วยเป็นปัญหาสําคัญทางสาธารณสุข โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ปัญหาทุพโภชนาการในผู้ป่วยส่งผลให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ภาวะแทรกซ้อนในการดูแลรักษา อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเกิดความจําเป็นในการใช้บุคลากรจํานวนมากขึ้น ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น การทําการสํารวจคัดกรอง ภาวะโภชนาการแรกเข้าโรงพยาบาลในผู้ป่วยทําให้สามารถแก้ไขดูแลด้านโภชนาการในผู้ป่วยดีขึ้น มีผลลัพธ์ทําให้การดูแลรักษาผู้ป่วยดีขึ้น ปัจจุบันระบบคัดกรองภาวะโภชนาการในโรงพยาบาลต่างๆ ยังใช้เป็นเอกสารบันทึกคัดกรอง ทําให้ไม่สะดวก เพิ่มภาระงานบุคลากร ตลอดจนไม่สามารถนําข้อมูลมาทําการวิเคราะห์และวางแผนงานในอนาคต ในแง่ประเด็นของความเหมาะสมของงานต่อจํานวนบุคลากร งบประมาณในระดับโรงพยาบาล ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ในประเทศยังมีไม่เพียงพอในการบูรณาการจัดการวางแผนนโยบายสาธารณสุขของประเทศ ทางหน่วยงานจึงได้นําปัญหานี้มาวางแผนทําโครงการ Big data Nutrition in hospitalized patient ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ที่นํามาใช้1. ความรู้ทางด้านโภชนาการที่มีผลต่อผู่ป่วย2. ความรู้ด้านการจัดการข้อมูล3. ความรู้ด้านการวิจัย4. ความรู้ด้านมาตรฐานการคัดกรองภาวะโภชนาการในประเทศไทย5. การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัดอื่น ๆ (โปรดระบุ) มาจาก สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดําและทางเดินอาหารในประเทศไทย ความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.นพ.สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ สังกัดวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และสถาบันร่วมผลิตแพทย์ – กรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกโรงพยาบาลราชวิถี) วิธีการดำเนินการ 1. จัดทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์นําระบบคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วยใน จากระบบเอกสารมาทําเป็นระบบ digital2. ทดลองในโรงพยาบาลราชวิถีจนประสบความสําเร็จ3. นําโปรแกรมไปติดตั้งในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้าน IT4. จัดอบรมการใช้โปรแกรมทั่วประเทศระยะเวลา 2 ปี โดยมีโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งโปรแกรมได้ 80 แห่ง จากโรงพยาบาล 154 แห่ง5. จัดทํา MOU นําข้อมูลของแต่ละโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยอ้างอิงการปกป้องข้อมูลแต่ละบุคคล PDPA โดยแต่ละโรงพยาบาลจะส่งข้อมูลมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อทําการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งกลับไปที่ โรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยมีรายละเอียดในระดับขนาดโรงพยาบาล ระดับจังหวัด ระดับเขตระดับประเทศ6. จัดทํางานวิจัยระดับประเทศ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           จัดทําโครงการเผยแพร่และติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อคัดกรองภาวะโภชนาการในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในส่วนภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่ปี 2565 – 2567 มี โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 150 โรงพยาบาล โดยทีมงานได้ออกไปสอนและทํา workshop ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค จนถึงปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งโปรแกรมคัดกรองภาวะโภชนาการ ได้ทั้งสิ้น 80 โรงพยาบาล จาก 150 โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ และได้ทยอยส่งข้อมูลกลับมายังโรงพยาบาลราชวิถีเพื่อทําการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นของ prevalence ของภาวะทุพโภชนาการ ความสัมพันธ์ของภาวะทุพโภชนาการกับเรื่องค่าใช้จ่าย ภาวะแทรกซ้อน อัตราตาย และระยะเวลาวันนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการในแต่ละระดับ ได้ทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ข้อมูล ปัญหาอุปสรรค ส่วนใหญ่เกิดจากความร่วมมือของแต่ละโรงพยาบาลที่จะส่งข้อมูลกลับมาให้ทางทีมโรงพยาบาลราชวิถีทําการวิเคราะห์ขาดแรงจูงใจ ภาระงานที่มากขึ้นของแต่ละโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่จะส่งข้อมูลกลับมา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           ผลการดําเนินการ ได้ทําการตรวจสอบข้อมูลที่ส่งกลับมา นําเสนอผลงานนี้ในที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุขโดยปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานในที่ประชุม และสรุปความเห็นว่าเป็นโครงการที่กระทรวงฯ จะได้ดําเนินการต่อ เพื่อเป็นข้อมูลของประเทศ (Big data) ในการวางแผนนโยบายสาธารณสุขเกี่ยวกับด้านโภชนาการ ในประเด็น งบประมาณ บุคลากร ตลอดจนแนวทางการป้องกันภาวะทุพโภชนาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคต่างๆ ในโรงพยาบาล โดยที่ความรู้นี้เป็นข้อมูลในระดับประเทศที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้มาก่อน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ข้อเสนอแนะ ให้กระทรวงสาธารณสุขออกเป็นนโยบายที่ทุกโรงพยาบาล จะต้องส่งข้อมูลผ่านระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทางโรงพยาบาลราชวิถีจัดทําขึ้น เพื่อนํามาวิเคราะห์ข้อมูลเป็นประจําทุกปี เพื่อดูแนวโน้ม รวมทั้งปัญหาภาวะโภชนาการในผู้ป่วยในของประเทศไทย

Prevalence of malnutrition in hospitalized patient Read More »

“ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.3.1/1 “ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.วิมลรัตน์ บุญเสถียร อาจารย์ปราณี ทัดศรี ผศ.วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นปัญหาสำคัญที่มีมายาวนาน เนื่องจากลักษณะพื้นที่ที่ทุรกันดาร เข้าถึงยาก รวมถึงความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับสถานพยาบาลเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและสัญญาณโทรศัพท์/อินเตอร์เน็ต แม้ทุกพื้นที่สูงจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน แต่ช่วงฤดูฝนหลายพื้นที่ถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลัก ทำให้ อสม. มีความลำบากในการปฏิบัติงาน ประกอบกับขาดโอกาสในการเพิ่มเติมความรู้และทักษะที่จำเป็นตามที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้ เมื่อประชาชนเจ็บป่วยจึงต้องดูแลตนเองตามวัฒนธรรมและความเชื่อของตน ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา           จากประเด็นปัญหาดังกล่าว นำมาสู่การพัฒนาโครงการวิจัยแรก ในปี พ.ศ. 2565 “การพัฒนาสมรรถนะซุปเปอร์ อสม. บนพื้นที่สูง” ซึ่งเป็นการวิจัยร่วมระหว่าง 3 สถาบัน ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (มรส.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี (มจธ.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จฬ.) โดยแต่ละสถาบันใช้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตนร่วมกันออกแบบการวิจัย โดยคณะพยาบาลศาสตร์ มรส. ออกแบบหลักสูตร ชุดความรู้ในการพัฒนาสมรรถนะเพื่อยกระดับ อสม. ให้เป็น “ซุปเปอร์ อสม.” โดยต่อยอดความรู้และทักษะพื้นฐานที่มีความจำเพาะกับปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยบนพื้นที่สูง ประกอบด้วยชุดความรู้และทักษะด้านสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1) การอนามัยแม่และเด็ก 2) การปฐมพยาบาล 3) การประเมินและการช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤติ 4) การดูแลผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ป่วยเรื้อรัง 5) การดูแลผู้สูงอายุ และ 6) การรับมือกับโรคระบาด มจธ. ออกแบบกระเป๋าซุปเปอร์ อสม. สำหรับใส่เครื่องมือและยาจำเป็นพื้นฐาน รวมทั้งติดตั้งเสาสัญญาณวิทยุสื่อสารบนพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และ จฬ. พัฒนาสื่อวิดิทัศน์ความรู้และทักษะปฏิบัติที่ใช้บ่อยสำหรับให้ซุปเปอร์ อสม. เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผลการวิจัยทำให้ได้รูปแบบการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง และได้นวัตกรชุมชนจำนวน 27 คนจากพื้นที่ 11 ตำบล ที่มีสมรรถนะเหมาะสมตอบโจทย์สุขภาพในพื้นที่ รวมทั้งได้นวัตกรรมกระเป๋าเวชภัณฑ์ที่เหมาะกับการทำงานของซุปเปอร์ อสม.           ผลลัพธ์จากการวิจัยระยะแรก นำสู่การเปลี่ยนผ่านกระบวนการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. จากนักวิจัยนอกพื้นที่สู่บุคลากรสุขภาพในพื้นที่ในการวิจัยระยะถัดมาในปี พ.ศ. 2566 “การศึกษากลไกในพื้นที่สำหรับขยายผลการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ในพื้นที่ทุรกันดาร” เพื่อสร้างนวัตกรชุมชนรูปแบบ “ซุปเปอร์ อสม.” ให้ครอบคลุมหมู่บ้านบนพื้นที่สูงให้มากที่สุด มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกการพึ่งตนเองในการดูแลด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพ ผ่านการพัฒนาบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ให้มีสมรรถนะในการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. ได้ด้วยตนเองโดยมีทีมนักวิจัยเป็นพี่เลี้ยง ช่วยให้นวัตกรชุมชน “ซุปเปอร์ อสม.” มีสมรรถนะและปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน และมีการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. รุ่นใหม่ ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการด้านสุขภาพของชุมชน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชนบนพื้นที่สูง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ทางการพยาบาล ด้านการพยาบาลอายุรกรรมและศัลยกรรม การพยาบาลมารดาและทารก การพยาบาลเด็ก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการพยาบาลผู้สูงอายุ แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory) ของ David A. Kolb พีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Cone of Learning) ของ Edgar Dale และระบบพี่เลี้ยงตามโมเดล Mentoring for development ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่น ๆ (โปรดระบุ) ความรู้ทางการพยาบาล แนวคิด และทฤษฎีของการเรียนรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด  หลักสูตร ชุดความรู้ และทักษะการพยาบาล ของอาจารย์พยาบาล (ผู้วิจัย)  อื่น ๆ (ระบุ) ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ ของพยาบาลวิชาชีพในรพ.สต. วิธีการดำเนินการ ระยะแรก ปี พ.ศ. 2565 ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) และนำแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ David A. Kolb ร่วมกับพีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Cone of Learning) ของ Edgar Dale มาใช้ในการยกระดับ อสม. ให้เป็น ซุปเปอร์ อสม. ผ่านกระบวนการพัฒนา 2 ระยะ ดังนี้          ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการและพัฒนาสมรรถนะ อสม. เป็นระยะการทำความเข้าใจปัญหา ร่วมวางแผน สร้างความร่วมมือในพื้นที่ และร่วมพัฒนาสมรรถนะของ อสม. ผ่านการเรียนรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกทักษะปฏิบัติ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ประสานงานเพื่อทำความเข้าใจปัญหา และสร้างกลไกและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 2) การสำรวจพื้นที่จริง ระดมความคิด/แลกเปลี่ยนกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาและกิจกรรมการพัฒนาสมรรถนะ อสม. 3) สร้างหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะ อสม. และ 4) ดำเนินการพัฒนาสมรรถนะ อสม. โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกทักษะที่ได้รับการอบรม และศึกษาดูงาน/ฝึกทักษะบางด้านในโรงพยาบาลอำเภอ          ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาต่อยอดสมรรถนะด้านความรู้ ทัศนคติ ทักษะปฏิบัติ และทักษะการตัดสินใจผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์และบริบทจริง ภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง (พยาบาลวิชาชีพ/นักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานที่ รพ.สต.) เพื่อพัฒนา อสม. ให้เป็นนวัตกรชุมชน (ซุปเปอร์ อสม.) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ปฏิบัติงานในสถานการณ์และพื้นที่จริงในฐานะ อสม. 2) เรียนรู้ขณะปฏิบัติงานในพื้นที่จริงกับพี่เลี้ยงหลังการฝึกปฏิบัติ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อน อสม. พี่เลี้ยง และทีมวิจัย ทางออนไลน์ผ่านไลน์กลุ่ม 3) อภิปราย/ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกับพี่เลี้ยงและทีมวิจัยทุก 2-3 เดือน ทางออนไซด์และออนไลน์ 4) เวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง อสม. และ 5) ถอดบทเรียนกระบวนการเรียนรู้ของ อสม. และพี่เลี้ยง และการประเมินสมรรถนะของ อสม. ด้านความรู้ ทัศนคติในการดูแล และทักษะปฏิบัติเมื่อสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาสมรรถนะ          ระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2566 สร้างกระบวนการบ่มเพาะซุปเปอร์ อสม. โดยบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ โดยประยุกต์ใช้ระบบพี่เลี้ยงตามโมเดล Mentoring for development โดยทีมวิจัยทำหน้าที่ Mentor บุคลากรสุขภาพในพื้นที่ทำหน้าที่ Mentee ในขณะเดียวกับบุคลากรสุขภาพจะรับหน้าที่เป็น Mentor ให้ซุปเปอร์ อสม. ด้วย การบ่มเพาะพี่เลี้ยงและซุปเปอร์ อสม. ผ่านการดำเนินงาน 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) กำหนดเป้าหมายและวางแผนร่วมกันผ่านการมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน 2) สร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจผ่านไลน์กลุ่ม 3) พัฒนาสมรรถนะแบบองค์รวมผ่านวิธีการหลากหลายต่อเนื่องตามรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะซุปเปอร์ อสม. ที่ได้จากการถอดบทเรียนระยะแรก  และ 4) เชื่อมโยง ประสานเครือข่ายและแหล่งประโยชน์ในพื้นที่เพื่อร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลลัพธ์ของการดำเนินงานทั้ง 2 ระยะ มีดังนี้ ยกระดับ อสม. ให้เป็นซุปเปอร์ อสม. จำนวน 57 คน ครอบคลุม 50 หย่อมบ้าน (ชุมชนบนพื้นที่สูง) จาก 17 ตำบลของจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เกิดทีมพี่เลี้ยงที่สามารถรับช่วงการดำเนินงาน และมีสมรรถนะในการพัฒนาซุปเปอร์ อสม. จำนวน 15 คน ผลการให้บริการของซุปเปอร์ อสม. พบว่า ให้บริการประชาชนที่เจ็บป่วยทั้งหมด 2,383 ครั้ง (นับเฉพาะช่วงเวลาของโครงการ) ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายัง รพ.สต. ที่อยู่บนพื้นราบ คิดเป็น 1,211,863.70 บาท นอกจากนั้นซุปเปอร์ อสม. สามารถดำเนินการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคลากรสุขภาพ รพ.สต. จำนวน 2,135 ครั้ง ตัดสินใจติดตามวัดความดันโลหิต เจาะเลือดปลายนิ้วในประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วย และทำแผลให้ประชาชนก่อนรายงานผลให้บุคลากรสุขภาพทราบ ซึ่งช่วยลดภาระงานบางด้านให้บุคลากรสุขภาพ รวมถึงสามารถประเมินสภาพและประสานส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปยังโรงพยาบาลแม่ข่ายทางรถ Ambulance และ Sky doctor ได้ทันเวลา จำนวน 13 ครั้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ซุปเปอร์ อสม. สามารถพัฒนาโครงการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับปัญหา บริบท และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ร่วมกับบุคลากรสุขภาพจำนวน 17 โครงการ ตัวอย่างเช่น โครงการลดการติดจอเพิ่มพัฒนาการ โครงการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเด็กอายุ 0-5 ปี (มุ่งเน้นที่การมีความรู้และทักษะในการเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี) โครงการดูแลเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วยตัวเรา (เป็นโครงการร่วมของซุปเปอร์ อสม. และบุคลากรสุขภาพจาก 2 รพ.สต.) โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี “มึสุมึสะ” (เน้นปัญหาซึมเศร้า) เป็นต้น เกิด Learning Innovation Platform (LIP) ที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ในบริบทพื้นที่สูง ในระยะเริ่มต้นทีมวิจัยรับผิดชอบเป็นผู้จัดการ (นายสถานี) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปัจจุบันมีบุคลากรสุขภาพในพื้นที่เข้ามามีส่วนเป็นผู้บริหารจัดการแทนทีมนักวิจัย ผลงานด้านชุดการเรียนรู้ ได้แก่ หนังสือ “รวมเรื่องเล่า เล่าเรื่องราว” จากการถอดบทเรียนประสบการณ์การทำงานในฐานะซุปเปอร์ อสม. จำนวน 25 คน ที่มาจาก 20 หมู่บ้าน 10 ตำบล ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสบเมย และอำเภอแม่สะเรียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน คู่มือ “หลักสูตร ซุปเปอร์ อสม.” ซึ่งรวบรวมแนวคิด ความเป็นมา วัตถุประสงค์และโครงสร้างหลักสูตร รวมถึงแผนการเรียนรู้ และเนื้อหาสาระสำคัญที่จำเป็นของหลักสูตร สื่อสุขภาพ 3 ภาษา 6 ประเด็นโจทย์สุขภาพ จำนวน 40 คลิป 6 เพลง นวัตกรรม “ซุปเปอร์กระเป๋าเวชภัณฑ์” พร้อมคู่มือยาสามัญประจำบ้านและภูมิปัญญา                      ด้านปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ได้แก่ ข้อจำกัดในการหาแหล่งทุนสนับสนุนการเติมยาและวัสดุทางการแพทย์ในกระเป๋าเวชภัณฑ์ของซุปเปอร์ อสม. เนื่องจากยังไม่อยู่ในระบบการเบิกจ่ายของ สปสช. และสัญญาณโทรศัพท์/อินเตอร์เน็ตในบางพื้นที่ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสารและการติดต่อประสานงานระหว่างกันซึ่งทีมวิจัยแก้ไขโดยการติดเสาสัญญาณวิทยุสื่อสาร อย่างไรก็ตามกรณีมีเคสผู้ป่วยจะยังไม่สามารถส่งภาพหรือวิดีโอเพื่อให้บุคลากรสุขภาพร่วมประเมินสภาพผู้ป่วยได้ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK     บทสรุปความรู้ที่ค้นพบจากการดำเนินงาน           ได้ความรู้เชิงกระบวนการในการสร้างความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ การดูแลสุขภาพประชาชนต้องเริ่มจากความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีคนในพื้นที่ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมของพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ การสร้างสมรรถนะในการดูแลสุขภาพจำเป็นต้องใช้หลายวิธี ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงสะท้อนคิดสิ่งที่ปฏิบัติ และปรับปรุงการปฏิบัติ หมุนวนเป็นวงจรต่อเนื่อง จะทำให้ได้ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมใหม่ทุกครั้ง ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง การดูแลสุขภาพประชาชนบนพื้นที่สูงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ จำเป็นต้องประสานงานและได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทุกระดับ ที่มีความรับผิดชอบแตกต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน และจำเป็นต้องผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายเพื่อได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ รางวัล Big Impact สร้างผลกระทบสูงต่อชุมชน ระดับดีเยี่ยม จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในงานนิทรรศการปิดโครงการวิจัยและเสนอผลงาน Appropriate Technology “เรียนรู้ เติบโต แบ่งปันเทคโนโลยีเพื่อชุมชน ขยายผลสู่การพัฒนายั่งยืน” เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 จัดที่โรงแรมเซ็นทาราฯ ซุปเปอร์ อสม. 2 คน ได้รับรางวัล “นวัตกรชุมชน” ระดับดี จากงานประกวดและนิทรรศการ “ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” ครั้งที่ 2 “เสริมพลังนวัตกร ด้วยนวัตกรรมเด่นสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2567 จัดที่โรงแรม The Berkley Hotel Pratunam นักวิจัยจาก มจธ. 2 คน ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่น ปีการศึกษา 2566 จากการดำเนินโครงการซุปเปอร์ อสม. มีการเผยแพร่ข่าวสารด้านสมรรถนะและความจำเป็นที่ต้องผลิต “ซุปเปอร์ อสม.” ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2567 หน้าเว็บหมวด “Likeสาระ”  ความต่อเนื่องยั่งยืนหลังเสร็จสิ้นโครงการ Learning innovation platform ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ (พี่เลี้ยง) เป็นผู้จัดการ (นายสถานี) มีการใช้ประโยชน์จาก platform ในการปรึกษาเคสผู้ป่วยที่พบประกอบการตัดสินใจให้บริการหรือส่งต่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ป่วยที่ดูแล ส่งข้อมูลความรู้ให้ซุปเปอร์ อสม. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสนอข่าวสารการยกระดับบ้านของซุปเปอร์ อสม. เป็นสถานีสุขภาพ เป็นต้น เกิดความร่วมมือในการหาแหล่งสนับสนุนเวชภัณฑ์และยาสามัญประจำบ้านจากวัด โบสถ์ โรงเรียน และ รพ.สต. ที่สามารถเบิกจ่ายเวชภัณฑ์ได้ มีการขยายผลจากนโยบายของสาธารณสุขอำเภอ กำหนดให้บ้านซุปเปอร์ อสม. แต่ละหย่อมบ้าน เป็นสถานีสุขภาพชุมชน ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งแล้วจำนวน 8 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนบนพื้นที่สูง ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ ความรับผิดชอบและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายต่างระดับ และต่างสาขาวิชาชีพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ได้แก่ ภาคประชาชน (ผู้นำชุมชน และ อสม.) บุคลากรของหน่วยงานสุขภาพในพื้นที่ (สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาและนักวิจัยในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะที่แตกต่างกัน การผลักดันการดำเนินงานเข้าสู่ระดับนโยบาย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำที่มีแผนการดำเนินงานรองรับชัดเจน มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การมีแหล่งทุนวิจัยสนับสนุนและให้โอกาสในการดำเนินงานระยะเริ่มต้นก่อนเปลี่ยนผ่านสู่บุคลากรสุขภาพในพื้นที่เพื่อความยั่งยืนต่อไป Link เอกสาร ภาพ สื่อ ที่เป็นผลจากการดำเนินงาน https://drive.google.com/drive/folders/1Ov-rlBWCnMWBfVOd7DiKkckB0U23L1n2?usp=sharing Link การเผยแพร่ ซุปเปอร์ อสม. ในสกู๊ปข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า https://www.naewna.com/likesara/830450 Link VDO เผยแพร่โครงการ ซุปเปอร์ อสม. โดย บพท. https://youtu.be/ODTfIK4bZC8?feature=shared https://youtu.be/yEqTrYlrf-A?feature=shared https://youtu.be/yGlxffMdmpA?feature=shared

“ซุปเปอร์ อสม.” นวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง Read More »

การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 1.3.2, KR 2.1.1 การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี เข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.ภก.เชาวลิต มณฑล วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           รายวิชา ปัญหาพิเศษ เป็นหนึ่งในรายวิชาในหลักสูตรระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่จำเป็นในด้านการวิจัยทางเภสัชศาสตร์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ ในรายวิชานี้ นักศึกษาจะได้มีโอกาสศึกษา วิเคราะห์ และค้นคว้าประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญทางด้านเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาความเข้าใจอย่างรอบด้านผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น ตำรา หนังสือ วารสารวิชาการ ฐานข้อมูล และเอกสารคำสอนต่าง ๆ กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้นักศึกษาไม่เพียงแต่มีความเข้าใจเชิงลึกในศาสตร์ที่ศึกษา แต่ยังได้เรียนรู้ การตั้งสมมติฐาน การออกแบบงานวิจัย การวางแผนการทดลอง รวมถึงการแปลผลข้อมูล กระบวนการดังกล่าวยังช่วยปลูกฝังทักษะการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในวิชาชีพเภสัชกรรม นอกจากนี้ ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากรายวิชานี้ยังมีศักยภาพที่จะถูกพัฒนาต่อยอดสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงและเพิ่มขีดความสามารถของนักศึกษาในเวทีวิชาการ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานักศึกษาให้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ รายวิชา ปัญหาพิเศษ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สร้างผลงานที่มีคุณค่า สร้างองค์ความรู้ใหม่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในวิชาชีพกรรมอย่างแท้จริง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้            ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ในรายวิชา ปัญหาพิเศษ ประกอบด้วยความรู้พื้นฐานด้านเภสัชศาสตร์ เช่น การคำนวณทางเภสัชกรรม เทคนิคการชั่ง ตวง วัด ทฤษฎีต่าง ๆ ทางเภสัชศาสตร์ และความรู้ขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีเภสัชกรรม เภสัชเคมี เภสัชเวท เภสัชวิทยา และเภสัชกรรมคลินิก ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการตั้งสมมติฐานและออกแบบงานวิจัย ตลอดจนกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการตั้งสมมติฐาน การออกแบบงานวิจัย การวางแผนการทดลอง การทำการทดลอง การแปลผลข้อมูล และการสรุปข้อมูลอย่างเป็นระบบ นักศึกษายังได้พัฒนาทักษะการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เช่น ตำรา หนังสือ วารสารวิชาการ ฐานข้อมูล และเอกสารคำสอน นอกจากนี้ รายวิชายังส่งเสริมการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์ พร้อมทั้งฝึกทักษะการสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การเขียนรายงานผลการวิจัยและการนำเสนอผลงานให้แก่คณาจารย์และนักศึกษาด้วยกันเอง รวมถึงการพัฒนาผลงานวิจัยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยกระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่ใช้ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชานี้ช่วยให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในวิชาชีพเภสัชกรรมและการวิจัยในอนาคตอย่างแท้จริง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต                                 วิธีการดำเนินการ คัดเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาและหัวข้อวิจัย           นักศึกษาคัดเลือกอาจารย์ที่ต้องการทำวิจัยด้วย และเข้าพูดคุยปรึกษาเพื่อคัดเลือกหัวข้อวิจัยที่ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีความสนใจร่วมกัน ก่อนเริ่มต้นการวิจัย จะต้องสืบค้นข้อมูล (ภาคการศึกษาที่ 2 ของชั้นปีที่ 4) เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่างานวิจัยที่จะดำเนินการไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่มีอยู่เดิม การเตรียมทรัพยากรสำหรับวิจัย           อาจารย์จัดหาและเตรียมสารเคมี อุปกรณ์ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยให้นักศึกษา ก่อนเริ่มดำเนินการในภาคการศึกษาที่ 1 (ของชั้นปีที่ 5) ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย           ก่อนเริ่มการวิจัย อาจารย์ชี้แจงขั้นตอนการวิจัย รวมถึงเน้นประเด็นด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ (lab safety) เพื่อให้นักศึกษาสามารถทำการวิจัยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นนักศึกษาดำเนินการวิจัยตามแผนที่วางไว้ โดยมีอาจารย์ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และสามารถเข้าปรึกษาอาจารย์ได้ตลอดเวลา           ในขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การเตรียมและเจือจางสารมาตรฐาน การใช้งานเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง เช่น HPLC หรือการใช้ไมโครปิเปต จะมีอาจารย์ดูแลเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย           เมื่อนักศึกษาทำการวิจัยในแต่ละหัวข้อเสร็จสิ้น ต้องจัดการข้อมูลการทดลองให้เรียบร้อยภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกหล่นของข้อมูล และก่อนเริ่มการทดลองในหัวข้อถัดไป อาจารย์และนักศึกษาจะพูดคุยวางแผนและแนวทางแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากการทดลองที่ผ่านมาเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจภาพรวมของการวิจัย รายงานความก้าวหน้า การจัดทำรายงาน และการนำเสนอผลการวิจัย           นักศึกษารายงานความก้าวหน้าของงานวิจัยในช่วงปลายภาคการศึกษาที่ 1 ของชั้นปีที่ 5 พร้อมจัดทำรายงานและเตรียมการนำเสนอในปลายภาคการศึกษาที่ 2 การจัดทำบทความวิจัย           อาจารย์รับผิดชอบหลักในการร่างบทความวิจัย โดยใช้ข้อมูลที่จัดทำร่วมกับนักศึกษา พร้อมคัดเลือกวารสารสำหรับการตีพิมพ์และประสานงานจนบทความได้รับการตีพิมพ์ โดยนักศึกษาจะได้รับการระบุชื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยในทุกบทความที่เกิดจากรายวิชานี้ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           ผลการดำเนินการนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในทุกปีการศึกษา นักศึกษามีผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น ในปีการศึกษา 2562 เกิดบทความวิจัยจำนวน 2 เรื่องจากการวิจัยของนักศึกษาเพียงกลุ่มเดียว และในปีการศึกษา 2563 ได้บทความวิจัยจำนวน 2 เรื่องจากการดำเนินงานของนักศึกษา 2 กลุ่ม ขณะที่ปีการศึกษาอื่น ๆ มีผลงานตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอปีละ 1 เรื่อง ยกเว้นปีการศึกษา 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้ามาดำเนินงานวิจัยในมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตบทความวิจัยในปีการศึกษาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ในปีการศึกษา 2567 นักศึกษาได้ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานและการเตรียมนำเสนอ ซึ่งผลการวิจัยที่ได้ถูกส่งไปยังวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus เพื่อรอการพิจารณาตีพิมพ์ต่อไป           อุปสรรคสำคัญที่พบในการดำเนินงานวิจัย นอกจากข้อจำกัดด้านสถานการณ์ภายนอก เช่น การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงภาระทางการเรียนของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่มีเนื้อหาวิชาการปริมาณมาก ซึ่งส่งผลให้มีเวลาในการทำวิจัยอย่างจำกัด โดยเฉพาะในช่วงปลายภาคการศึกษาที่ 1 ของชั้นปีที่ 5 ที่นักศึกษาต้องเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทำให้สูญเสียเวลาสำหรับการทำวิจัยบางส่วน ส่งผลให้ต้องเร่งดำเนินงานวิจัยเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้สามารถทำวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้งานวิจัยมีความคืบหน้าอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ยังคงมีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพ การสนับสนุนและการปรับแผนงานอย่างเหมาะสมจากอาจารย์ที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานวิจัยจนประสบความสำเร็จ หลักฐานประกอบ ปีการศึกษา 2562 ปีการศึกษา 2562 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2565 ปีการศึกษา 2566 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           การตรวจสอบผลการดำเนินการวิจัย ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยเป็นระยะ ทั้งในรูปแบบการรายงานความคืบหน้า การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนการนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบรายงานฉบับสมบูรณ์และการนำเสนอปากเปล่าในช่วงปลายภาคการศึกษา กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาคุณภาพของผลงานวิจัย แต่ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการกับคณาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียน อันนำไปสู่มุมมองที่กว้างขวางและรอบด้าน           ในด้านประสบการณ์การนำไปใช้ งานวิจัยที่นักศึกษาดำเนินการแสดงถึงศักยภาพในการต่อยอดทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติ ตลอดจนการสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนานวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติได้ ผลการสรุปและอภิปรายพบว่า ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ สามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus อย่างต่อเนื่องในทุกปีการศึกษา อุปสรรคสำคัญที่พบระหว่างการดำเนินงาน คือ ภาระทางการเรียนของนักศึกษา ส่งผลให้เวลาในการทำวิจัยมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวได้รับการแก้ไขผ่านการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงการจัดสรรเวลาเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้งานวิจัยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง           บทสรุปของการดำเนินการนี้ คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าและศักยภาพในเชิงวิชาการ นอกจากนี้ กระบวนการเรียนรู้ในรายวิชายังช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในอนาคต นอกจากนี้ บทความวิจัยที่ผลิตขึ้นยังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษา และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สามารถใช้รับรองมาตรฐานของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ในอนาคต ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยสนับสนุนและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้: การวางแผนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ           ควรเริ่มกระบวนการวางแผนหัวข้อวิจัยร่วมกันระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้นักศึกษามีเวลาเพียงพอในการสืบค้นข้อมูล จัดเตรียมทรัพยากร และลดความเร่งรีบในช่วงเวลาการดำเนินการ การสนับสนุนทรัพยากรและเครื่องมือที่ทันสมัย           การจัดหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์ทดลอง สารเคมี และฐานข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงการอัพเดตซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย การจัดสรรเวลาอย่างยืดหยุ่น           ควรพิจารณาจัดตารางเวลาที่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาสามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา การสนับสนุนเชิงจิตวิทยา           การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตรและส่งเสริมความมั่นใจในตนเองของนักศึกษา รวมถึงการให้คำปรึกษาและคำแนะนำจากอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการดำเนินการวิจัย การกำหนดเป้าหมายและการติดตามผลที่ชัดเจน           การกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงของการวิจัย พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้นักศึกษาเห็นความก้าวหน้าของงานวิจัยและสามารถปรับปรุงการทำงานได้ทันท่วงที การต่อยอดงานวิจัยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์           บางงานวิจัยที่นักศึกษาดำเนินการยังไม่สมบูรณ์หรือมีข้อจำกัดในบางประการ ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบสามารถขยายขอบเขตงานวิจัยให้กว้างขึ้น เพื่อตอบโจทย์ประเด็นวิจัยที่ยังคงค้างอยู่ ในกรณีเช่นนี้ ทีมวิจัยและคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์และความลึกซึ้งของผลงาน ตลอดจนพัฒนาให้งานวิจัยมีคุณภาพเหมาะสมต่อการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติต่อไป           ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของนักศึกษาในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพในอนาคต และบทความวิจัยที่พัฒนาขึ้นยังเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการตอบสนองนโยบายมหาวิทยาลัยที่จะเข้าสู่การจัดอันดับ QS World University Rankings ได้เป็นอย่างดี

การผลักดันงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Read More »

การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาวิทยาลัยรัฐ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.2.1/1, KR 2.2.2, KR 2.2.3, KR 2.4.2, KR 2.4.3/1 และ KR 2.4.4/1 การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่ กับมหาวิทยาลัยรัฐ ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจและได้วางแผนชีวิตในการเป็นครู สู่การพัฒนาเป็นโค้ช และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการสร้างผลงานนวัตกรรมการวิจัย   เพราะนอกเหนือจากภารกิจหลักในการสอนและทำงานวิจัยแล้ว  ยังมีโอกาสได้สร้างแรงบันดาลใจและผลักดันการสร้างนวัตกรรมการวิจัย ให้นักศึกษาเห็นถึงความสำคัญและความเชื่อมโยงที่เป็นรูปธรรมของวิชาพื้นฐานและวิชาชีพ ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ research based learning เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตื่นตาตื่นใจและเกิดความต้องการที่จะอยากรู้ การสอนโดยสอดแทรกเนื้อหาจากการค้นพบจากงานวิจัย ทำให้ลูกศิษย์ของข้าพเจ้ามองเห็นภาพและนำไปสู่บรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการที่เป็นรูปธรรมเพื่อหาคำตอบจากรูปแบบการทำงานวิจัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1   การเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน  ทำให้ลูกศิษย์ของข้าพเจ้าได้รับโอกาสที่ท้าทายขีดความสามารถ จนสามารถทลายความกลัว และลบความรู้สึกต่ำต้อยให้หมดไปจากหัวใจ  ให้สามารถพัฒนาตนเอง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเทียมหน้าเทียมตานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยภาครัฐ  ที่ไม่เพียงเป็นสร้างขวัญและพลังใจให้กับตนเอง  แต่ยังส่งต่อสู่นักศึกษารุ่นต่อมาได้อย่างต่อเนื่อง  จนมีผลงานที่ได้ถ้วยรางวัลและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 24 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยตั้งแต่ปี 2562 ในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ และการได้รับโอกาสในเป็นตัวแทนประเทศไทยนำผลงานไปแข่งระดับนานาชาติจากการได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2568 มุ่งเป้าไปสู่การเพิ่มพูนทักษะในการปั้นนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมวิจัยและเทคโนโลยีของตนเอง ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  วิชาเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร (Food Biotechnology) วิชาความรู้เบื้องต้นทางนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอาหาร วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Research and Development of Innovation Biotechnology) ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล /วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร  วิธีการดำเนินการ ได้จัดการเรียนการสอนนวัตกรรมวิจัยในรายวิชาที่อยู่ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท โดยผู้สอนได้สอดแทรกลงในรายวิชา FTH342 Food Biotechnology หรือวิชาเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร และวิชา FTH 383 เทคโนโลยีข้าว ระดับปริญญาตรี ของคณะเทคโนโลยีอาหาร ที่เปิดสอนในภาคเรียนที่ 2 และวิชา CAB111 Introduction to Agricultural Innovation, Biotechnology and Food Technology หรือวิชาความรู้เบื้องต้นทางนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอาหาร ระดับปริญญาตรี ของนักศึกษาทั้ง 2 คณะ ทั้งคณะคณะนวัตกรรมเกษตรและคณะเทคโนโลยีอาหาร ของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหารเพื่อปูพื้นและสร้างความคุ้นเคยให้กับนักศึกษาทั้งสองคณะของวิทยาลัยตั้งแต่ขั้นปีที่ 1 และได้สอนวิชา BIT691 Research Methodology and Experimental Design ในระดับปริญญาตรีและโท เพื่อให้สามารถฟอร์มทีมนักศึกษาในการส่งแข่งให้มีทั้งป.ตรี และ ป.โท ได้ ได้ขอทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้างนวัตกรรมการวิจัย ได้ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดเวทีต่างๆ ผลงานสำคัญและงานที่ภาคภูมิใจ ผลงานการแข่งขันนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ผลงานที่ได้ถ้วยและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 24 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ มุ่งเป้าไปสู่การเพิ่มพูนทักษะในการเป็นผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง 2. ผลงานการเป็นหัวหน้าโครงการได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัย ได้รับทุนจากแหล่งทุนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาผลงานอาหารจากพืชตั้ง แต่ปี 2562 และเชื่อมโยงกับผลงานวิจัยที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2542 รวม 60 โครงการ มูลค่าทุนรวม 31,782,789 บาท ดังแสดงในตารางที่ 3  (ตารางสีฟ้า)  มีความภาคภูมิใจที่ผลงานอาหารโปรตีนจากพืชหลังปี 2562 สามารถผลักดันส่งเข้าประกวดระดับชาติ และนานาชาติได้ในปัจจุบัน ตารางที่ 3  หัวหน้าโครงการวิจัย จำนวน 60 โครงการ ผลงานนวัตกรรมการวิจัยได้รับทุนภายนอกและมีการโอนค่าธรรมเนียมคืนสู่มหาวิทยาลัย หลักฐานการโอนค่าบริการวิชาการจากแหล่งทุนภายนอกแก่มหาวิทยาลัย 10% ในปี 2567 รางวัลชมชนะเลิศ นวัตกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2567 รางวัลชนะเลิศนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2565 รางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2564 รางวัลชมเชยนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2567 รางวัล Bronze Award ปี 2565 รางวัล Silver Award ปี 2564 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา จากการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา อยู่ในระดับ 4-5 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการดำเนินการ สามารถขอทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอกได้หลากหลายแหล่งทุน และได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับดี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยที่สามารถขยายสู่การร่วมออกจัดแสดงผลงานของแหล่งทุนในงาน FOOD  FAIR ใหญ่ๆ ได้ทั้งในระดับประเทศ และต่างประเทศ  (สวก. และ วช.)  และบางโครงการรับการคัดเลือกเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นจากแหล่งทุนภายนอก (บพข.) ให้นำเสนอเป็นงานวิจัยไฮไลต์ ผลงานวิจัยที่ส่งประกวดเวทีต่างๆ ระดับประเทศได้รับการพิจจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการตัดสินให้เข้ารอบและได้รับรางวัลครบทุกเวที ยังไม่มีประวัติส่งไปแข่งแล้วไม่ติดรางวัลใดกลับมา 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK 1.มีข้อเสนอแนะจากผู้เรียนให้เพิ่มเติมประเด็นการขยายผลสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ นักศึกษามีความประสงค์ที่จะทำวิจัยเชิงลึกในระดับปริญญาโท  และมีข้อเสนอแนะให้เชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเพิ่มเติม 2.ได้คอนเนคชั่นจากแหล่งทุนเดิมในการขยายสู่แหล่งทุนภายนอกในเฟสต่อไปเพื่อให้สามารถสเกลอัปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารใหม่และอาหารฟังก์ชั่นซึ่งเป็นอาหารแห่งอนาคตที่รัฐบาลไทยเร่งการผลักดันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ได้รับ Feed back จากการออกบูธจัดแสดงผลงานและการเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ในการปรับปรุงงานวิจัยให้ตรงใจผู้บริโภคต่างประเทศเพื่อการส่งออกในอนาคต 4.มีผลงานถ้วยรางวัลและโล่รางวัลวิจัยและนวัตกรรมจากงานวิจัยในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 25 รายการ และเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรนวัตกรรมจากงานวิจัยในการเป็นหัวหน้าโครงการและอาจารย์ที่ปรึกษาในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ 14 รายการ และผลงาน Update ในปี 2568 ได้ขยับระดับการส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในเวทีระดับนานาชาติ จำนวน 3 เวทีคือ                4.1  เวที 2025 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition (IPITEx 2025) จัดโดยสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช) ในงาน วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2568 วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2568  รางวัลที่ได้รับ คือ รางวัลเหรียญทอง                4.2 The 3rd China-ASEAN Innovation and Entrepreneurship Competition Commitment Letter จัดโดย  Ministry of Science and Technology of the People’s Republic of China  ASEAN Secretariat ประเทศจีน และนำเสนอผลงาน (pitching) ณ ประเทศมาเลเซีย เดือนกรกฏาคม 2568 อยู่ในระหว่างรอประกาศผล ส่งแข่งโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)                4.2 The 5th World Science, Environment and Engineering Competition WSEEC 2025, Jakarta จัดโดย Fakultas Universitas Pancasila ประเทศอินโดนีเซีย และนำเสนอผลงาน (pitching) ณ ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 14-22 เดือนพฤษภาคม 2568 ส่งแข่งโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เรื่องที่ 1  งบประมาณทุนวิจัย เป็นที่ทราบกันดีว่า มหาวิทยาลัยเอกชน จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านทุนวิจัยจากภาครัฐ  แต่จะใช้เงินรายได้จากจำนวนนักศึกษาเข้าเรียนที่ไม่แน่นอนมาจัดสรรทุนวิจัย  อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเข้าเรียนของนักศึกษาใหม่ มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง  มหาวิทยาลัยเอกชนจึงมีวงเงินจำกัดในการให้ทุนวิจัยแก่คณาจารย์ ทำให้งานวิจัยไม่ลึกและแคบรวมถึงไม่สามารถขยายสเกลสู่สหสาขาได้   และหากต้องการขอทุนระดับ 5 แสน ต้องมีการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติระดับควอไทน์ 2 ขึ้นไป  ยังไม่มีการเทรดหรือการวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยด้วยรางวัลการแข่งประกวดนวัตกรรม อาจเพราะไม่สามารถนำมาใช้จัดอันดับมหาวิทยาลัยเหมือนบทความตีพิมพ์ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าผลงานนวัตกรรมวิจัยเป็นสิ่งที่จับต้องได้และมี impact ที่ส่งเสริมความเจริญของประเทศไทยได้ไม่ด้อยกว่าการตีพิมพ์บทความวิจัย สิ่งที่อยากนำเสนอต่อแหล่งทุนภายในคือ การเพิ่มออปชั่นการวัดความสำเร็จในการขอวงเงินวิจัยระดับ 5 แสนอัป ด้วยการใช้ผลงานการประกวดนวัตกรรมเพิ่มเติมจากผลงานตีพิมพ์ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแล้ว การขอทุนจากแหล่งทุนภายนอก มีการแข่งขันอย่างดุเดือดจากคณาจารย์สังกัดมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยกันและจากมหาวิทยาลัยภาครัฐด้วย  ดังนั้น นอกเหนือไปจากการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์และวิทยานิพนธ์จำนวนมากซึ่งเป็นบทบาทหลักของอาจารย์ประจำในการบริหารโครงการวิจัยหลักอยู่แล้ว   การที่ข้าพเจ้าได้รับทุนจากแหล่งทุนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง  เพื่อทำงานวิจัยเพิ่มเติมจากงานวิจัยหลัก จึงเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้รับความเชื่อถือ และสามารถปิดทุนได้ครบสมบูรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ผู้ให้ทุน  ข้าพเจ้าในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยที่มีการทำสัญญาทุนวิจัย จำนวน 60 โครงการ มูลค่าทุนรวม 31,782,789 บาท มีความภาคภูมิใจที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของแหล่งทุนโดยไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างไร สิ่งที่อยากนำเสนอต่อแหล่งทุนภายในคือ การระบุวันที่ในใบเสร็จที่ใช้เคลียร์เงินทุนวิจัยตามงวด น่าจะมีการยืดหยุ่นให้นักวิจัยได้บ้าง เพราะนักวิจัยอย่างข้าพเจ้า มักจะทำวิจัยให้สำเร็จไปก่อนอย่างน้อย 80 % ก่อนขอทุนวิจัย เพื่อเป็นหลักประกันว่าสามารถควบคุมเวลาวิจัยได้ตรงตามช่วงรายงานความก้าวหน้า  ปัญหาคือใบเสร็จเก่าที่อยู่นอกกรอบเวลา ต้องถูกทิ้งไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เรื่องที่ 2 การแข่งขันประกวดผลงานในเวทีนานาชาติ มีสิ่งที่อยากนำเสนอ คือ เรื่องเวลา เพราะไม่สามารถเดินทางไปร่วมแข่งในรูปแบบออนไซต์ได้ ทำให้พลาดโอกาสการส่งผลงานแข่งในหลายเวทีที่ไม่ได้จัดแข่งแบบออนไลน์ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาติดภาระกิจการเรียนการสอนที่ไม่ยืดหยุ่นในบางรายวิชาที่ไม่ให้คุณค่าการแข่งขัน ทำให้นักศึกษามีความเครียดและรู้สึกว่าการแข่งขันเป็นการบั่นทอนเกรดการเรียน เรื่องนโยบาย เพราะรางวัลจากการแข่งขันไม่สามารถนำมาใชประโยชน์อะไรในทางวิชาการของอาจารย์ได้เลย     กล่าวโดยสรุป ผลการดำเนินในปี 2567 ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงจากผลงานการสร้างนวัตกรรมวิจัยที่ทำมาก่อนหน้าที่นำมาแสดง เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่เห็นผลชัดเจนประการหนึ่งคือ ยอดนักศึกษาที่เข้าเรียนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เทคโนโลยีชีวภาพ) เพิ่มจาก 1 คนในปี 2566 และ 0 คน ในปี 2567 เป็น 5 คน ในปี 2568 (รหัสจำลอง ป.โท ของนศ.ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 67911-00444, 67911-00302, 67921-00117, 67921-00113 และ 67921-112) และทั้งหมด เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร ในระบบตรีควบโท  ที่มีความคุ้นเคยกับการสร้างวัตกรรมการวิจัยขณะที่กำลังศึกษาในหลักสูตร ตรงตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างนวัตกรรมวิจัย  และได้รับการอนุมัติทุน 50% จากมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การสร้างนวัตกรรมวิจัยให้แข่งขันได้เทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาวิทยาลัยรัฐ Read More »

การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.1, KR 2.2.1/1 และ KR 2.5.1/1 การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็น นักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์ คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาก่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้แบบใหม่อยู่เสมอ ความต้องการนักวิจัยรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนานักวิจัยจึงเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของคณะบัญชีในผลักดันอาจารย์รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ให้มีโอกาสได้ทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และให้เข้าสู่เส้นทางการเป็นนักวิจัยอาชีพและสร้างองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาทักษะด้านการวิจัยก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ การส่งเสริมบุคลากรให้มีความเชื่อมั่นในองค์ความรู้ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานด้านการวิจัย กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ทันต่อการแข่งขัน และพร้อมก้าวสู่อนาคต สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี การพัฒนาอาจารย์ด้านวิจัยจึงจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจในการริเริ่มพัฒนา โดยการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความรู้และพัฒนาศักยภาพของอาจารย์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ขอทุนสนับสนุนการวิจัยและสนับสนุนในการนำเสนอผลงานวิจัย และการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา           การพัฒนาอาจารย์นอกจากจะพัฒนาด้านการสอน ด้านการบริการวิชาการแล้ว การพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัยก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นการพัฒนาอาจารย์ด้านการผลิตผลงานวิชาการและงานวิจัยจึงถือเป็นอีกหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด KR2.2.1/1 จำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และ KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการ รวมทั้งการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะ องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ และตัวบ่งชี้ที่ 2.3 ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  Training & Development: T&D กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง Set T&D Goals กำหนดเป้าหมายด้านการวิจัยให้สอดคล้องกับเส้นทางเติบโตของคณะ ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี พ.ศ. 2565 – 2569 ระยะ 5 ปีเพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาด้านงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม Assessment หาจุดอ่อน (Gap) ของคณะบัญชีและอาจารย์ โดยสร้างระบบและกลไกส่งเสริมการผลิตผลงานวิชาการและงานวิจัย การจัดทำแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อให้อาจารย์กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเองระยะ 5 ปี Training & Development Journey ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างรอบด้าน เป็นการส่งเสริมสนุนการดำเนินงานด้านการวิจัย โดยการสนับสนุนส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการวิจัย กำหนดแผนการพัฒนาความรู้และทักษะด้านวิจัย จัดอบรมให้ความรู้ reskill และ upskill เพื่อเตรียมพร้อมทักษะความสามารถต่อทุกการเปลี่ยนแปลง Choose Tools / Methods เลือกเครื่องมือให้ถูกต้อง ในการพัฒนาทักษะด้านการวิจัย โดยได้มีการจัดเตรียมระบบที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล ระบบตรวจสอบการคัดลออกผลงาน ระบบฐานข้อมูลและโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ทางสถิติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องและการคัดลอกข้อมูล จึงมีระบบการเผยแพร่ข่าวสาร การอบรมสัมมนาด้านการวิจัย การเผยแพร่ผลงานวิจัย และการตีพิมพ์ผลงาน ข่าวสารเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการบริหารงานวิจัยของคณาจารย์  ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบฐานข้อมูลวิจัยออนไลน์   ระบบการตรวจสอบความถูกต้องของบทความ (Authentication) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย  ระบบการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนภายในและภายนอกสถาบัน ข้อมูลการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ข้อมูลเกี่ยวกับการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัย รวมถึงข้อมูลการจัดอบรมด้านวิชาการและการวิจัย  Work Environment สร้างวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเรียนรู้ในองค์กร โดยการสร้างแรงจูงใจ จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือให้เหมาะสม สร้างทีมวิจัยโดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ให้คำแนะนำก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้การดำเนินงานวิจัยให้อาจารย์มีที่ปรึกษาตลอดการดำเนินงานวิจัย ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/) เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ/คณะบัญชี อื่น ๆ  Training & Development กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง https://www.ftpi.or.th/en/2022/78527?fbclid=IwAR1vamM2nvif_KtM2wmBvar-p5EEoAWbfuX2M1Eiz_libpffE9Hdb12qdxo ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ดร.ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ/คณะบัญชี วิธีการดำเนินการ           คณะบัญชีมีพันธกิจในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ  ดังนั้นการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัย  จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพการวิจัยของคณะ โดยนอกจากจะใช้เพื่อการสืบค้นข้อมูลสำหรับการพัฒนาหัวข้อและโครงร่างวิจัย  ยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาวารสารที่มีคุณภาพในการตัดสินใจเลือกตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับสากล รวมทั้งคณะบัญชีมีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เกี่ยวกับแหล่งทุนให้อาจารย์ในคณะทราบโดยประกาศผ่านทางบอร์ดภายในคณะ การให้ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง Line Application  คณะบัญชีมีการส่งเสริมการทำวิจัยโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์งานประชุมวิชาการ งานสัมมนาและอบรมต่าง ๆ เพื่อให้คณาจารย์ได้รับทราบข่าวสาร และสร้างความตื่นตัวให้กับอาจารย์  นอกจากนี้ยังมีระบบข้อมูล  SETSMART และจัดทำห้องสมุดของคณะที่รวบรวมวารสารทางวิชาการผลงานวิจัย สื่อสิ่งพิมพ์ และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ทางการวิจัยให้แก่อาจารย์และนักศึกษา  ในปีการศึกษา 2566 คณะได้รับความอนุเคราะห์ในการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อส่งเสริมงานวิจัยจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้อาจารย์และนักศึกษาในระดับปริญญาโท  สามารถใช้ระบบสารสนเทศฯ ดังกล่าวในการสืบค้นข้อมูล บทวิเคราะห์  ข่าวสาร  ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยทางด้านการเงิน และตลาดทุน โดยสามารถสรุปขั้นตอนการดำเนินงานได้ดังนี้ ประชุมกรรมการประจำคณะและอาจารย์ประจำเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะบัญชี พ.ศ.2565–2569 ระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคณะบัญชีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศใช้แผนเพื่อให้บุคลากรทุกคนได้รับทราบข้อมูลและเป้าหมายการพัฒนาคณะโดยทั่วกัน กำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อให้อาจารย์กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตนเองระยะ 5 ปี โดยการกำหนดแผนการพัฒนาด้านวิจัยซึ่งประกอบไปด้วย การกำหนดเป้าจำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และการกำหนดเป้าหมายร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการอย่างน้อยที่ค่าคะแนนถ่วงน้ำหนัก 00 ต่อคน จัดทำแผนการพัฒนาความรู้และทักษะด้านวิจัย โดยการวางแผนการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์งานวิจัย เพื่อเตรียมพร้อมทักษะความสามารถต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ดำเนินงานตามแผน โดยเมื่ออาจารย์รับทราบและกำหนดเป้าหมายแล้ว จะต้องดำเนินการตามแผนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน โดยรองคณบดีฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงาน 2 ครั้งต่อปีการศึกษา เพื่อเป็นการเน้นย้ำและรายงานผลการปฏิบัติงานระยะครึ่งปี สรุปผลการดำเนินงาน โดยรองคณบดีฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่สรุปผลการดำเนินงานจัดทำเป็นรายงานผลการเป้าหมายและผลงานเชิงประจักษ์การพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ประจำปีการศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการด้านงานวิชาการและงานวิจัยตามแผนตั้งแต่ปี พ.ศ.2565–2569 ระยะ 5 ปี สามารถสรุปได้ดังนี้                ด้านการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                คณะบัญชี มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เกี่ยวกับแหล่งทุนให้อาจารย์ในคณะทราบโดยประกาศผ่านทางบอร์ดภายในคณะ การให้ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง Line Application โดยคณะมีการประชาสัมพันธ์งานประชุมวิชาการ งานสัมมนาต่าง ๆ เพื่อให้อาจารย์ได้รับทราบข่าวสาร และสร้างความตื่นตัวให้กับอาจารย์  นอกจากนี้ ยังมีระบบข้อมูลบริษัทจดทะเบียน  SETSMART และห้องสมุดของคณะที่รวบรวมวารสารทางวิชาการ ผลงานวิจัย สื่อสิ่งพิมพ์ และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน  เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ทางการวิจัยให้แก่อาจารย์ รังสิต มีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย โดยสถาบันวิจัย (สวจ.) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการดูแลและบริหารระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย ที่ทุกคณะวิชาสามารถเข้าถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศ และนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารงานวิจัยได้ ดำเนินการสนับสนุนพันธกิจด้านการวิจัยและงานสร้างสรรค์ โดยทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัย ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ และศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้ ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคสมัยใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตผลงานวิชาการ นอกจากนี้สถาบันวิจัย ยังเป็นศูนย์ให้คำปรึกษา โดยมีบริการให้คำปรึกษา บริการการจัดอบรมด้านวิชาการและการวิจัย  บริการข่าวสารข้อมูลด้านการวิจัยและมีสำนักงานจริยธรรม เป็นหน่วยงานที่ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน ในการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์                ด้านการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเรียนรู้ในองค์กร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการรักษาความปลอดภัยในการวิจัยหรือการผลิตงานสร้างสรรค์ เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบรักษาความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ โดยมหาวิทยาลัยมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกหรือรักษาความปลอดภัยในการทำวิจัยหรือการผลิตผลงานสร้างสรรค์ โดยมีโปรแกรม อักขรวิสุทธิ์ และTurnitin เป็นเครื่องมือใช้ตรวจสอบการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Plagiarism Checker) เช่น วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ และบทความวิจัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ เพื่อให้ประโยชน์ในด้านการวิจัย                การจัดกิจกรรมกิจกรรมวิชาการที่ส่งเสริมงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เช่น การจัดประชุมวิชาการ การจัดแสดงงานสร้างสรรค์ การจัดให้มีศาสตราจารย์อาคันตุกะหรือศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) คณะบัญชีมีความร่วมมือกับสมาคมบัญชีบริหารแห่งเอเซีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Management Accounting Association: APMAA) ในการจัดการประชุมทางวิชาการ และการสัมนาในรูปแบบออนไลน์ โดยในปี 2565 มีการจัดสัมมนา  International Conference – Indonesia Chapter (วันที่ 8-11 November 2022) และมีการจัดสัมนาในลักษณะออนไซต์ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 มีแขกรับเชิญจากต่างประเทศ จำนวน 14 ท่าน จากประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย บังคลาเทศ เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ International Seminar Topic: Possibility of Research Collaborations between universities ทั้งอาจารย์และนักศึกษามีส่วนร่วมในการเข้าฟังบรรยาย และมีส่วนร่วมในการจัดการสัมมนา รวมทั้งการร่วมจัดประชุมและสัมมนาวิชาการด้านการศึกษาทางการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูถัมภ์ โดยมีบุคลากรของคณะร่วมเป็นกรรมการจัดงาน และผู้ร่วมเสวนาในการสัมมนาวิชาการ กิจกรรมดังกล่าวเหล่านี้เป็นกิจกรรมส่งเสริมงานวิจัยที่คณะ เพื่อสนับสนุนให้คณาจารย์ในคณะมีความเติบโตทางการวิจัยและวิชาการ                ผลการดำเนินงานด้านการเผยแพร่ผลงานวิชาการะและงานวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                โดยปีการศึกษา 2565 คณาจารย์ของคณะบัญชีมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมอยู่ในทุนวิจัยตามสัญญารับทุนอุดหนุนวิจัยของอาจารย์ประจำคณะบัญชี โดยมีจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการตีพิมพ์จำนวนทั้งสิ้น 15 บทความ แยกเป็นตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ (TCI 1 และ TCI2) จำนวน 8 บทความ การตีพิมพ์ในการประชุมระดับชาติ จำนวน 5 บทความ และการประชุมระดับนานาชาติ จำนวน 2 บทความ                โดยปีการศึกษา 2566 คณาจารย์ของคณะบัญชีมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมอยู่ในทุนวิจัยตามสัญญารับทุนอุดหนุนวิจัยของอาจารย์ประจำคณะบัญชี โดยมีจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนการตีพิมพ์จำนวนทั้งสิ้น 20 บทความ แยกเป็นตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ (TCI 1 TCI2 และ Scopus) จำนวน 13 บทความ การตีพิมพ์ในการประชุมระดับชาติ จำนวน 3 บทความ และการประชุมระดับนานาชาติ จำนวน 4 บทความ โดยผลงานวิจัย ปี 2566 มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในฐานข้อมูลที่มีระดับคุณภาพสูงขึ้น ผลการดำเนินงานด้านเงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์งานวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2566                ปีการศึกษา 2565 คณะบัญชี มีจำนวนอาจารย์ประจำที่ปฏิบัติงานจริง จำนวน 11 คน โดยมีเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในและภายนอกสถาบัน จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ทุนวิจัย เป็นทุนวิจัยจากหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย จำนวน 5 ทุนวิจัย (เงินทุนวิจัย 342,143บาท) และเป็นทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอกในประเทศ 1 ทุนวิจัย และจากต่างประเทศ 2 ทุนวิจัย (เงินทุนวิจัย 221,425 บาท) รวมเงินทุนวิจัยทั้ง 8 ทุนวิจัย เป็นจำนวน 563,568 บาท           ปีการศึกษา 2566 คณะบัญชีมีจำนวนอาจารย์ประจำที่ปฏิบัติงานจริง [ไม่นับรวมอาจารย์ที่ศึกษาต่อ] จำนวน 11 คน โดยมีเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในรวมทั้งสิ้น  655,406.50 บาท แบ่งเป็นทุนวิจัยจากสัญญาทุนปีการศึกษา 2566 จำนวน 308,647.50  บาท  และทุนวิจัยจากสัญญาทุน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 346,759.00 บาท ทุนวิจัยจากภายนอกสถาบัน รวมทั้งสิ้น 298,301.00 บาท แบ่งเป็นทุนวิจัยจากสัญญาทุนปี 2566 รวม  61,492.00 บาท และทุนวิจัยจากสัญญาทุนปี 2565 รวม  236,809.00 บาทเมื่อคำนวณจำนวนเงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในละภายนอกต่อจำนวนอาจารย์ประจำทั้งสิ้น 11 คน  เงินสนับสนุนทุนวิจัยเฉลี่ยรายบุคคลเท่ากับ   86,700.68 บาท และแปลงค่าจำนวนเงินต่อจำนวนอาจารย์ประจำตามกลุ่มสาขาวิชาฯ ได้คะแนนเท่ากับ 5.00 คะแนน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านการวิจัยพบว่าปี พ.ศ.2565-2566  การพัฒนาอาจารย์ด้วยการวิจัยนั้นบรรลุความสำเร็จทุกเป้าหมายและสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างนวัตกรรมงานวิจัย KR2.1.1 สัดส่วนอาจารย์ นักวิจัยที่มีงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และ/หรือนวัตกรรมต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด KR2.2.1/1 จำนวนเงินทุนสนับสนุน งานวิจัย และ/หรืองานสร้างสรรค์ (รวมทั้งภายในและภายนอก) และ KR2.5.1/1 ร้อยละของผลรวมถ่วงน้ำหนักผลงานวิชาการ  ดังนี้           ผลการดำเนินงานด้านการวิจัย ปีพ.ศ.2565-2566 บรรลุเป้าหมายเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาระดับคณะ องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย ประกอบด้วย ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 2.2 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ และตัวบ่งชี้ที่ 2.3ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัย ทำให้คณะบัญชีมีผลการประเมิน 5.00 คะแนน สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การดำเนินงานด้านการวิจัยเพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 เพื่อให้คณะสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานคณะได้ต่อไป เมื่อคณะมีการกำหนดแผนการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว ให้มีการประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้อาจารย์สามารถนำไปกำหนดแผนการพัฒนาด้านการวิจัยให้สอดคล้องไปกับแผนการดำเนินคณะและมหาวิทยาลัย           การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงควรมีแผนการดำเนินงานและเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถออกแบบแผนการพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัยต่อไป การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนอกจากจะเน้นการอำนวยความสะดวกด้านสิ่งสนับสนุนงานวิจัยแล้ว ยังต้องมีการสร้างแรงจูงใจ และมีทีมวิจัยใจที่ดีมีพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำส่งผลการดำเนินงานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในปี 2567 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนโลกของการค้นพบและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในการเริ่มต้นใช้ AI เพื่อการเรียนรู้และวิจัย ควรมีการพัฒนาเรียนรู้วิธีการใช้ AI tools เป็นผู้ช่วยนักวิจัยตัวน้อย ที่จะช่วยให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์สนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อโลกแห่งอนาคต ตารางแสดงผลงานวิจัยของอาจารย์ประจำ ประจำปีการศึกษา 2565

การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาจารย์สู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง Read More »

การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.5.2 การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ ผศ.ดร.ฐิติ วิทยสรณะ นายวุฒิศักดิ์ อยู่จำนงค์ นางเบญจพร เกาะแก้ว สำนักงานจริยธรรมการวิจัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันมหาวิทยาลัยรังสิตได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขอการรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ในงานวิจัยที่เกี่ยงข้องกับคน ของอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาจารย์ที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเพื่อยื่นของตำแหน่งวิชาการ โดยตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 ข้อที่ (6) หากผลงานทางวิชาการมีการใช้ข้อมูลการทำการวิจัยในคนหรือสัตว์ ผู้ขอจะต้องยื่นหลักฐานแสดงการอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่มีการดำเนินการ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงรังสิตจึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต หรือ Rangsit University – Ethical Review Board (RSU-ERB) หรือ เรียกย่อๆว่า คณะกรรมการฯ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2560 เพื่อออกใบรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน ให้กับอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ตลอดการทำงานที่ผ่านมา หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของคณะกรรมการฯ คือการได้รับความยอมรับการปฏิบัติงาน จากหน่วยงาน หรือสถาบันภายนอก ทั้งในระดับชาติและในระดับสากล โดยมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ได้รับการยอมรับระดับสากลนั้น คณะกรรมการฯต้องผ่านการรับรองมาตราฐานจากทางหน่วยงานที่มีชื่อว่า The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP) หรือเรียกย่อๆว่า SIDCER-FERCAP ซึ่งทางสำนักงานจริยธรรมการวิจัยและคณะกรรมการฯ ได้มีการวางแผนและเตรียมการเพื่อขอการรับรองมาตรฐานจาก SIDER-FERCAP โดยแผนการและการเตรียมการนั้นทางสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ได้รายงานในแบบรายงานแนวปฏิบัติที่ดีตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เรื่อยมา ซึ่งสำนักงานจริยธรรมการวิจัยได้รับรางวัลชมเชยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ 3 ปีซ้อนคือ ในปีการศึกษา 2564 เรื่อง “การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” ในปีการศึกษา 2565 เรื่อง “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” และในปีการศึกษา 2566 เรื่อง “การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)”           ในปีการศึกษา 2567 หลังจากได้นำเอาหลักการ และแนวปฏิบัติที่ได้ทำมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มาปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการรับรองจากมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก SIDCER-FERCAP ถือเป็นคณะกรรมการจริยธรรมในคน จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก และแห่งเดียวในตอนนี้ได้ได้รับการรับรอง ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด รศ.ดร.ปานันท์ กาญจนภูมิ สำนักงานจริยธรรมการวิจัยในคน วิธีการดำเนินการ           เพื่อให้ได้การรับรองมาตราฐานจาก SIDCER-FERCAP นั้น ทางคณะกรรมการฯ ได้นำเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ที่ได้รับรางวัลชมเชยแนวทางปฏิบัติที่ดี 3 ปีซ้อนคือ ในปีการศึกษา 2564 เรื่อง “การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” ในปีการศึกษา 2565 เรื่อง “ขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต” และในปีการศึกษา 2566 เรื่อง “การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)” ซึ่งจะกล่าวคร่าวได้ดังนี้ 1. การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต และขั้นตอนการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ซึ่งมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ชุดปัจจุบัน (แต่งตั้งเมื่อปี 2566)  ประกอบด้วยกรรมการภายหลักจำนวน 12 คน Lay person 2 คน และกรรมการสมทบจำนวน 70     1.2  มีการจัดตั้งสำนักงานจริยธรรมการวิจัย โดยใช้ห้อง 1/504 ซึ่งห้องนี้จะเป็นห้องที่ใช้เป็นสำนักงานจริยธรรมการวิจัย โดยเฉพาะ มีการจัดหาอุปกรณ์สำนักงานสำหรับงานจริยธรรมการวิจัยในคน โดยเฉพาะ มีการจัดหาบุคลากรและเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานในส่วนของจริยธรรมการวิจัย โดยเฉพาะ มีการจัดทำ Standard Operating Procedures หรือ SOP ของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งปัจจุบันเป็น version ที่ 2.2 มีการพิจารณาข้อเสนอโครงการครอบคลุม 3 ระดับคือ Exempted, Expedited และ Full board มีการพิจารณาข้อเสนอโครงการระดับ Full board ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน มีการติดตามการดำเนินงานของนักวิจัย หลังจากที่ได้รับใบรับรองจริยธรรมการวิจัย ทุกปี มีการจัดอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยให้กับอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทุกปี 2.การเตรียมตัวรับการประเมินเพื่อขอรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)”    2.1 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้าง และองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ   2.2 ขั้นตอนการเตรียม Standard Operating Procedures หรือ SOP   2.3 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการฯ   2.4. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านการติดตามผลหลังจากได้รับหนังสือรับรอง และการติดตามการปิดโครงการ   2.5 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ด้านเอกสารและการจัดการเอกสาร 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           คณะกรรมการฯ ได้รับการประเมินการปฏิบัติงานจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in  Asia and Western Pacific region (FERCAP)  ในวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานจริยธรรมการวิจัย ห้อง 1-505 และห้องประชุม 1-301 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้ ศ. เกียรติคุณ ดร. พญ. จันทรา กาบวัง เหล่าถาวร, Survey Coordinator ผศ. ดร. พญ. พรรณทิพา ว่องไว,  Lead Surveyor รศ. ดร. พญ. ศิริอนงค์ นามวงศ์พรหม,  Local Surveyor                      ดร. พญ. อรวรรณ ศิลปะกิจ, Local Surveyor Sangeeta Desai, Foreign Surveyor From India รศ.ดร. อารีวรรณ เชี่ยวชาญวัฒนา Assistance Surveyor กรรมการจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน อีกจำนวน 15 คน รูปที่ 1 บรรยากาศในวันประเมินระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2566           หลังจากได้รับการประเมิน กรรมการผู้ประเมินได้มีขอแนะนำต่างๆ ให้ทางคณะกรรมการฯแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตราฐานสากล ก่อนที่จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อได้คำแนะนำจากกรรมการผู้ประเมินแล้ว คณะกรรมการฯจึงได้ทำการวางแผนงาน และแก้ไข ปรับปรุงตามคำแนะนำต่างๆ จนในวันที่ 6 กันยายน 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยระบบการรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (National Ethics  Committee Accreditation System of Thailand :NECAST) ได้เสนอบทบาทในฐานะผู้ตรวจติดตามการรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ภายหลัง SIDCER Recognition เพื่อเป็นการทบทวนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาทำการตรวจติดตามผลการแก้ไขของคณะกรรมการฯ รูปที่ 2 บรรยากาศในวันประเมินระหว่างวันที่ 6 กันยายน 2567 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            หลังจากผ่านการประเมินติดตามการดำเนินงาน และการแก้ไขปรับปรุงของคณะกรรมการฯ แล้ว คณะกรรมการฯจึงได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานจาก SIDCER-FERCAP  อย่างเป็นทางการ และได้เดินทางไปรับโล่ห์การรับรองการปฏิบัติงาน ที่โรงแรม Everest Hotel กรุงกาฐมัณฑุ ประเทศเนปาล ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา รูปที่ 3 บรรยากาศการรับโล่ห์รางวัลที่โรงแรม Everest Hotel กรุงกาฐมัณฑุ ประเทศเนปาล ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 รูปที่ 4 โล่การรับรองการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ จาก SIDCER-FERCAP ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          การที่คณะกรรมการฯ ได้รับรองจาก SIDCER-FERCAP ในครั้งนี้นั้น ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ คณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่รับหน้าที่พิจารณาโครงการที่ส่งเข้ามาให้พิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพตรงไป ตรงมา ตามหลักวิชาการ และมีกัลยณมิตรต่อนักวิจัย   เจ้าหน้าที่ในสำนักงานจริยธรรมการวิจัย ที่ช่วยให้การปฎิบัติงานของคณะกรรมการฯ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ที่ส่งโครงการเข้ามาขอการรับรอง ที่เข้าใจการทำงานของคณะกรรมการฯ          คณะกรรมการฯ ได้ผ่านการรับรองจาก SIDER-FERCAP ซึ่งถือว่าเป็นคณะกรรมการจริยธรรมในคน จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก และแห่งเดียวในตอนนี้ ที่ได้การรับรอง ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นอย่างมากในวงการวิชาการและวิจัย ดังนั้นการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ถือเป็น Best Practice หรือเป็นแบบอย่างที่ดีที่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน จากสถาบันอื่นที่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก SIDCER-FERCAP มาเรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติตาม ซึ่งได้มีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนจากหลายสถาบันได้ติดต่อเข้ามาขอเยี่ยมชมการดำเนินงานของคณะกรรมฯ ตลอดจนการขอพูดคุยเพื่อขอทำ MOU กับคณะกรรมการฯ ในอนาคต

การได้รับการรับรองมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในคนระดับสากลจาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review (SIDCER) และ Forum for Ethical Review Committee in Asia and Western Pacific region (FERCAP) Read More »

การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR3.3.1/1 การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี นายธงชัย บุญเกิด นายพสุ กุนทีกาญจน์ นางสาวนิตยา ป้องศรี นายขุนคำ ปองรักษาชีวิต นางสาวไพวัลย์ ปัญญามูล สำนักงานทะเบียน สำนักงานการเงิน สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ ในปัจจุบัน ระบบสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสามารถช่วยให้การดำเนินงานต่างๆ มีประสิทธิภาพ เช่น ลดระยะเวลา ประหยัดทรัพยากร การดำเนินงานแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบเอกสารและการจัดการข้อมูลด้วยมือ (Manual) มักประสบปัญหาหลายประการ เช่น ความล่าช้าในการค้นหาและประมวลผลข้อมูล ความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน การสูญหายของเอกสารสำคัญ และการสิ้นเปลืองทรัพยากรกระดาษจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดการทำงานที่แยกส่วนและขาดการบูรณาการ                ด้วยเหตุนี้ การนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในหลายมิติ ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในรูปแบบดิจิทัล การประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานแบบเรียลไทม์ การลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร           ผู้ให้ความรู้เล็งเห็นว่างานบางส่วนของสำนักงานทะเบียน สามารถนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานดังที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ ในการถอดความรู้ครั้งนี้ จึงจะขอนำเสนอตัวอย่างงาน 2 ตัวอย่าง ได้แก่  1) งานระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล 2) งานระบบคำร้องขอเงินคืนกรณีสำเร็จการศึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับมหาวิทยาลัย (กรณีศึกษาฐานข้อมูลบริการวิชาการ) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิพงษ์ ชินศรี นายธงชัย บุญเกิด นายพสุ กุนทีกาญจน์ นางสาวนิตยา ป้องศรี นายขุนคำ ปองรักษาชีวิต นางสาวไพวัลย์ ปัญญามูล วิธีการดำเนินการ ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยังขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก)  สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน การดำเนินงานในส่วนของงานระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล และงานระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษา มีแนวทางในการดำเนินการตามวิธีการดำเนินการที่กล่าวไว้ แต่มีความแตกต่างกันในขั้นตอนต่างๆ เช่น                ในการพิจารณาเกี่ยวกับระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ระบบที่ใช้อยู่มีการรับคำร้องผ่านระบบออนไลน์อยู่แล้ว แต่พบว่ายังไม่สามารถชำระเงินค่าคำขอได้ทันที ประกอบกับเอกสารสำคัญทางการศึกษา มีขั้นตอนในการผลิตพอสมควร ตั้งแต่การเข้าไปค้นหาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล พิมพ์เอกสาร เซ็นรับรอง ประทับตรา ซึ่งทำให้การขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการนำ LINE OA: RSU Connect ซึ่งใช้ในการตรวจสอบผลการเรียน มาใช้เป็นช่องทางในการยื่นคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษา และชำระเงินออนไลน์ได้ทันที จากนั้นเมื่อได้รับคำร้องมาที่ระบบ ทางเจ้าหน้าที่เพียงทำการตรวจสอบข้อมูล และยืนยัน ระบบจะทำการสร้างเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลพร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล และส่งกลับไปให้นักศึกษาได้เลย ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่อง 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร ซึ่งระบบดังกล่าวหลังจากพัฒนาได้ใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่พบปัญหาในส่วนของนักศึกษาที่เกรดพึ่งออกครบแล้วอยากขอใบรับรองว่าจบการศึกษาในทันที กรณีนี้ สถานะในระบบยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน เมื่อขอเข้ามาจึงยังมีสถานะกำลังศึกษาอยู่ แต่ปัจจุบันได้มีพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับการดำเนินการในกรณีดังกล่าวแล้ว           สำหรับในส่วนของระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษา ขั้นตอนที่ใช้ก่อนหน้านี้ นักศึกษาจะต้องไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้บริหารคณะเพื่อให้เซ็นใบคำร้อง จากนั้นจะมาที่สำนักงานทะเบียนเพื่อมาตรวจสอบว่าจบการศึกษาจริง ไม่มีหนี้ค้างหรือเงื่อนไขอื่นๆ เมื่อเรียบร้อยจะต้องไปติดต่อที่สำนักงานการเงินเพื่อให้ข้อมูลบัญชีเพื่อรอการโอนเงินค่าประกันคืน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่า ขั้นตอนการไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้บริหารคณะนั้น ไม่มีความเกี่ยวโยงกับเงื่อนไขในการพิจารณาขอเงินค่าประกันคืน ประเด็นสำคัญคือ นักศึกษาจบการศึกษาจริงหรือไม่ และมีหนี้ค้างหรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่ต้องจัดการก่อนไหม โดยข้อมูลเหล่านี้มีจัดเก็บอยู่ในระบบแล้ว การมาติดต่อสำนักงานทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จึงไม่จำเป็นเช่นกัน ดังนั้นนักศึกษาสามารถเข้าสู่ระบบคำร้องและระบบจะตรวจสอบได้ทันที หากไม่ติดอะไรสามารถให้ข้อมูลบัญชีเพื่อรอการโอนเงินค่าประกันคืน ซึ่งระบบจะส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับทางสำนักงานการเงินโดยตรง ซึ่งระบบดังกล่าวหลังจากพัฒนาได้ใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           ระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมีการใช้งานมาประมาณ 8 เดือน มีการขอใช้งานมาไม่น้อยกว่า 4,415 รายการ แบ่งเป็น ใบรับรอง 2,087 รายการ ใบแสดงผลการเรียน 2,028 รายการ รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 400,000 บาท ซึ่งหลังจากนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้ จากการสอบถามนักศึกษา พบว่านักศึกษารู้สึกสะดวก กระบวนการขอเอกสารสำคัญมีความรวดเร็ว ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน สามารถให้บริการได้สะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณการใช้งานระบบดังกล่าวในปัจจุบันยังใช้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเมื่อเทียบกับการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบกระดาษ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อสร้างความรับรู้และความมั่นใจให้กับนักศึกษาในการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งล่าสุดทางวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ปกติจะมีการขอเอกสารสำคัญในรูปแบบกระดาษให้กับนักศึกษาทั้งวิทยาลัย แต่ในตอนนี้มีการขอเป็นรูปแบบดิจิทัลแทนแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคณะ/วิทยาลัย อื่นๆ ต่อไปได้ อันจะส่งผลให้ปริมาณการใช้งานเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมาใช้แสดงดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 ขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ ระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามีการใช้งานมาประมาณ 7 เดือน มีการใช้งานมาไม่น้อยกว่า 2,100 รายการ ซึ่งจากการสอบถามนักศึกษา พบว่านักศึกษาค่อนข้างพึงพอใจ เนื่องจากได้รับเงินคืนรวดเร็ว และลดขั้นตอนไปได้หลายขั้นตอน ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานนั้น ระบบดังกล่าวช่วยลดการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถสืบค้นข้อมูลและดำเนินการคืนเงินให้นักศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ           ดังนั้น บทสรุปความรู้หรือสิ่งที่ค้นพบจากการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน คือ สามารถช่วยให้การดำเนินงานต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลไปถึงความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งการที่ระบบดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การทำงานได้เป็นอย่างดี เป็นผลมาจากการเข้าใจกระบวนการทำงาน เมื่อวิเคราะห์และพิจารณาความเป็นไปได้รวมถึงผลลัพธ์และความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น จะสามารถทราบได้ขั้นตอนไหนควรปรับหรือเปลี่ยนหรือนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้งาน โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามาใช้แสดงดังภาพที่ 2 โดยขั้นตอนการทำงานก่อนหลังนำระบบคำร้องขอเงินค่าประกันคืนกรณีสำเร็จการศึกษามาใช้แสดงดังภาพที่ 2 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การดำเนินการครั้งนี้สำเร็จ คือ ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงจริงๆ ควรดำเนินการดังนี้ ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ขั้นตอนไหนทำได้ผ่านระบบ ขั้นตอนไหนต้องทำนอกระบบ ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องมีหรือตัดออกได้ หากจำเป็นต้องมี จะปรับปรุงหรือเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างไรเพื่อให้สามารถ 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร หากตัดออก ให้พิจารณาว่าตัดออกได้จริงๆ เพราะไม่จำเป็น หรือ ตัดออกแต่ต้องเพิ่มขั้นตอนอื่นหรือเอาระบบสารสนเทศมาทดแทน เพื่อให้สามารถส่งผลลัพธ์ต่อไปยังขั้นตอนถัดไปได้โดย 1) ลดระยะเวลา 2) เพิ่มความสะดวก 3) ประหยัดทรัพยากร พิจารณาความคุ้มค่าในมุมต่างๆ เช่น ด้านการเงิน ด้านทรัพยากร ด้านความพึงพอใจ (ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก) สื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานงานเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบสารสนเทศดังกล่าว                ซึ่งเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ควรตัดสินใจร่วมกันทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมสร้างผลกระทบบางอย่างทั้งในเชิงบวกและลบ ซึ่งเมื่อทุกคนเข้าใจและพร้อมจะเปลี่ยนแปลง แม้จะพบปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขต่อไป เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยประเด็นสำคัญ ที่ต้องพิจารณาหลังจากนำระบบสารสนเทศมาใช้ คือ ความสเถียรของระบบสารสนเทศ ต้องสามารถทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในความถูกต้องแม่นยำ ไม่เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาให้ต้องแก้ไข โดยหากเกิดประเด็นดังกล่าว ต้องรีบแก้ไขปรับปรุงระบบสารสนเทศให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ                แต่อย่างไรก็ตามนโยบาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเอื้อหรือสนับสนุนสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง หากยังมีระเบียบหรือเงื่อนไขใดที่เป็นอุปสรรคต้องรีบดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกัน ซึ่งผู้ให้ความรู้เชื่อว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะสามารถเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำขั้นตอนวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อตัดสินใจในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน

การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน Read More »

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2/1 การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี : บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการ​ นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร นายกิตติธัช ช้างทอง นางสาวชวัลรัศมิ์ จตุเทน และ นางสาววิลาวัณย์ แดนสีแก้ว สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​              ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งเน้นการพัฒนา สังคม ชุมชน และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วัตถุดิบท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน              โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าทอพื้นเมืองจากฝ้ายย้อมคราม ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านลวดลายโบราณ เทคนิคการถักทอด้วยมือ เส้นฝ้ายแท้ และกระบวนการย้อมสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชุมชน ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงมุ่งมั่น ยกระดับผ้าทอพื้นเมืองให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น                ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญในด้านศิลปะวัฒนธรรมการทอผ้า ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ของทางภาคอีสาน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. 2558 การศึกษาและพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิตในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากร ผ่านการลงพื้นที่ศึกษากระบวนการผลิตผ้าทอพื้นเมืองของชุมชนอำเภอเขมราฐ โดยเน้นการศึกษาและลงมือปฏิบัติในด้านการพัฒนาลวดลาย การใช้สีธรรมชาติ และเส้นใยธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจที่นำใช้ในกระบวนการทอผ้า  จากลวดลายดั้งเดิมสู่นวัตกรรมองค์ความรู้จากนักศึกษาและสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไปบูรณาการร่วมกับชุมชน ในการสร้างลวดลาย โทนสี เส้นใยใหม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้ตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมของตลาดในปัจจุบัน โดยการนำลวดลายดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความงามและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับปรุงและพัฒนาให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น                        การศึกษาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้น  เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยการสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะ วัฒนธรรม และวัตถุดิบที่ใช้ในชุมชน ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้มีคุณค่าและสามารถนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว             ช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2560 ได้ดำเนินการศึกษาลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและพัฒนาลวดลายผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ใช้ผ้าพื้นเมือง ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้ลวดลายดั้งเดิมให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของตลาดสมัยใหม่ โดยมีการออกแบบที่สามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองให้มีความน่าสนใจในรูปแบบที่ร่วมสมัย การวิเคราะห์และการออกแบบเครื่องแต่งกายจากลวดลายผ้าไทยในกระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และสามารถรักษาคุณค่าและความหมายทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรกในงานเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ “ฤดูกาลบอกรัก (ษ์) เขมราษฎร์ธานี” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับชุมชน ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ระหว่างเทศบาลตำบลเขมราฐและมหาวิทยาลัยรังสิต              ช่วงปี พ.ศ. 2561 สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการศึกษาและพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองเขมราฐ ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ หมวก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามวิถีชีวิตชุมชน ได้ถูกออกแบบโดยนักศึกษาให้มีความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้ผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐให้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเสนอผ้าพื้นเมืองในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมเสริมการท่องเที่ยวเมืองเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยรังสิต             ช่วงปี พ.ศ. 2562 – 2564 การถ่ายทอดกระบวนการทอผ้าพื้นเมืองและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์สื่อมัลติมีเดียทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีการนำเสนอในมิติการท่องเที่ยวและรูปแบบสารคดี ผ่านช่อง YouTube สถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมัลติมีเดียที่สร้างขึ้นในปีดังกล่าวได้รวบรวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีการทอผ้าพื้นเมือง ลวดลายผ้าที่มีเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมไปถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตชุมชนและการพัฒนาในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในรูปแบบสารคดีช่วยให้ผู้ชมเข้าใจถึงกระบวนการทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้า และยังเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในพื้นที่อำเภอเขมราฐ ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทอผ้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สาธารณะชนในวงกว้าง อีกทั้งได้เสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการตลาดและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน             ช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2566 การพัฒนา การออกแบบลวดลายผ้าพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ โดยการนำมาประยุกต์เข้ากับแพทเทิร์นที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ซึ่งได้ศึกษา ทดสอบร่วมกับเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนา คือ การนำหนังแท้จาก ที่ผลิตโดยโรงผลิตในเขตพื้นที่ชุมชนหลักหก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังแท้ที่ใช้ร่วมกับผ้าพื้นเมืองในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผลงานมีความทันสมัยสู่สากล และคงคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงสุด             ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2566 ได้มีการสร้างสรรค์พัฒนารูปแบบจากผ้าพื้นเมืองลวดลายโบราณสู่ลวดลายผ้าขาวม้า ที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงในเรื่องของ concept การถักทอด้วยมือ ลวดลายและสีธรรมชาติ จากชุมชน ลงพื้นที่ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีพัฒนาบ้านโพธิ์เมือง “เฮือนชูฮัก โฮมสตังค์” บ้านโพธิ์เมือง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มาจากวิถีชีวิตชุมชนสะท้อนผ่านบนพื้นผ้าผ้าขาวม้าทอมือ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากกระบวนการ การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้สี  ใช้เส้นใย การถักทอผ้า จนถึงขั้นตอนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมโครงการ eisa อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จัดขึ้นโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เตรียมพร้อมสนับสนุนผ้าขาวม้าทอมือทั่วประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Creative Young Designers Season 3 เข้าผนึกกำลังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า พร้อมการจัดกิจกรรม Workshop ต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาและชุมชน ก่อนไปสู่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบตัดเย็บชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้า ให้มีความเป็นสากล เข้าถึงคนเมืองมากขึ้น จนได้โมเดลผลงานสร้างสรรค์ต้นแบบชุดแฟชั่นจากผ้าขาวม้าส่งมอบให้แก่ชุมชน  อีกทั้งเพื่อส่งเสริม  การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือของชุมชน และการสร้างโอกาสในการขยายตลาดประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากผ้าทอมือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี สู่การผลิตสื่อจากโครงการ eisa  ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมลงพื้นที่และบันทึกเทปการถ่ายทำสื่อวิดีโอ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่โครงการผ่านสื่อต่างๆ อาทิ รายการบันทึกไทยเบฟ และ ช่อง Amarin TV 34HD สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้มอบลวดลายสร้างสรรค์ผ้าขาวม้าอำเภอเขมราฐให้กับชุมชนได้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่อไป       ในเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอเขมราฐ ตลาดบกสืบสานวัฒนธรรมไทย สัมผัสวิถีชุมชนเขมราษฎร์ธานี ดินแดนแห่งความสุข ประจำปี 2566                จากกิจกรรม “10 ตลาดบก 6 ตลาดน้ำ สืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยกระทรวงวัฒนธรรม  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านทางวิชาการ           ช่วงปี พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน การออกแบบ ผลิตภัณฑ์กางเกง “บอกรักษ์เขมราฐ” จากลวดลายวิถีชีวิตเขมราฐได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าพื้นเมือง วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ภายใต้กระบวนการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาผ่านการวาดลายเส้นอย่างละเอียด โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษา คิดค้นและออกแบบลวดลาย การผสมผสานระหว่างการออกแบบลวดลายผ้าด้วยเทคนิค  การพิมพ์สกรีนสี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ทำให้ผลงานมีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น  คงรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน และมอบลวดลายผ้าที่ออกแบบนี้ให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในอำเภอเขมราฐ และยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและชุมชนในการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้วัสดุพื้นบ้านที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน              การศึกษานี้ ถือเป็นการช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นการรวบรวมข้อมูลสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่สามารถพัฒนาต่อยอดนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ในด้านของเรื่องราววิถีชีวิตชุมชน ความงาม และคุณภาพของวัตถุดิบชุมชน โดยการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย การลงพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับชุมชนตลอดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) จึงเป็นกระบวนการที่เสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักศึกษา บุคลากร และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้                การใช้ความรู้ในการพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองนั้น โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจและศึกษาลักษณะเฉพาะของวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาของชุมชน การออกแบบลวดลายผ้าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความงดงามและสะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การศึกษาและวิจัยลวดลายดั้งเดิมของชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าให้คงอยู่ ลวดลายเหล่านี้มักมีความหมายทางสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นลวดลายที่ทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างสรรค์ลวดลายผ้าให้คงเอกลักษณ์ของชุมชน ทั้งด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ทันสมัยและมีความหมายทางสังคม โดยกระบวนการศึกษาลงมือปฏิบัติ  มีการพัฒนาองค์ความรู้สำคัญ ดังนี้                1.องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลายผ้า                การศึกษาและเข้าใจลวดลายดั้งเดิมของชุมชน โดยลวดลายและสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญ  ในวัฒนธรรมท้องถิ่นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงคำนึงการใช้สีธรรมชาติในการออกแบบ เรียนรู้การใช้สีจากธรรมชาติที่ได้จากพืช แร่ธาตุในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีผลต่อลวดลายผ้า สีที่ได้จากธรรมชาติมักจะมีเอกลักษณ์และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากสีสังเคราะห์ รวมถึงการผสมผสานระหว่างลวดลายดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามร่วมสมัย ซึ่งแนวทางการออกแบบ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าได้ นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้  ดังนี้                         Design Thinking                กระบวนการออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ  มีกระบวนการดังนี้ การเข้าใจปัญหา, การกำหนดปัญหา, การระดมความคิด, การสร้างต้นแบบ  และการทดสอบ                Sustainable Design Model                การออกแบบที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนในการใช้วัสดุและกระบวนการผลิต                Modular Design                การออกแบบที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้ โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและพัฒนา                Cultural Design Model                การออกแบบที่ใช้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น ซึ่งช่วยในการสื่อสารเรื่องราวและความเป็นเอกลักษณ์                Innovation Design Model                เน้นการคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการออกแบบเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากเดิม                The Four Pillars of Sustainability                การนำ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม มาเชื่อมโยงกัน องค์ความรู้ด้านกระบวนการทอผ้า                การเรียนรู้เทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมในชุมชน เกี่ยวกับเทคนิคการทอ ซึ่งกี่ทอผ้าของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะตัวของมันจะช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่สวยงามและคงความเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ได้ และต้องคำนึงถึงการคัดสรรวัสดุที่ใช้ในการทอผ้า การเลือกวัสดุทอผ้าที่มีความเหมาะสม เช่น ไหม ฝ้าย หรือใยจากธรรมชาติพืชท้องถิ่น อีกทั้งการพัฒนาเทคนิคการทอให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ปรับปรุง พัฒนาเทคนิคการทอในรูปแบบใหม่ๆ โดยการผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่เพือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                        Biomimicry Design                การนำแนวคิด Biomimicry มาประยุกต์ในการออกแบบการทอผ้า ในการศึกษาธรรมชาติในการทอรวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับธรรมชาติ                Sustainability Design                การออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกด้าน โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  การออกแบบที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติหรือการใช้เทคนิคการทอที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยสารพิษ  องค์ความรู้ด้านการใช้สีธรรมชาติ                การเรียนรู้วิธีการสกัดและใช้งานสีจากธรรมชาติ เช่น คราม, ฝาง, ครั่ง, ใบไม้กิ่งไม้ และอื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติในการย้อมสีผ้า โดยเลือกใช้สีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและวิธีการย้อมที่เป็นมิตรต่อโลก นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                     Color Wheel Model                โมเดลวงล้อสีเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเลือกสี                Cultural Color Significance                การเลือกใช้สีในแต่ละวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ                Pantone Matching System                การจับคู่สีมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการออกแบบ องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง การนำผ้าที่ทอมาออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย  รวมไปถึงการรักษาคุณภาพและความคงทนของผ้า โดยผ่านการทดสอบและพัฒนาเทคนิคการทอและการย้อมสีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Sustainable Design Framework (การออกแบบที่ยั่งยืน)                การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยใช้วัสดุ ที่ยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แนวทางนี้ ช่วยให้กระบวนการผลิตสีธรรมชาติ  มีความยั่งยืน                Cradle to Cradle Design (C2C)                โมเดลการออกแบบนี้ มุ่งเน้นการผลิตที่ไม่มีขยะโดยใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัสดุหรือในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ การใช้สีจากธรรมชาติที่ไม่ทิ้งสารพิษและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการผลิตอื่น ๆ                Brand Identity Model                มุ่งเน้นการสร้างและการจัดการภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สะท้อนถึงคุณค่าหลักและเอกลักษณ์ของแบรนด์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้   องค์ความรู้ด้านความยั่งยืน                การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน โดยการเลือกใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน เช่น วัสดุธรรมชาติที่สามารถผลิตและใช้ใหม่ได้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์เอกลักษณ์ชุมชน                การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากนักปราชญ์ในชุมชน การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในการทอผ้าและการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ โดยร่วมมือกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ การผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การสร้างสรรค์งานยังคงสะท้อนอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ความคิดของชุมชน นักศึกษา และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                Community-Based Sustainable Development                การพัฒนาโดยมีการมีส่วนร่วมจากชุมชนในการตัดสินใจและดำเนินการ โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งที่มีค่าในท้องถิ่น                Cultural Heritage Preservation                การอนุรักษ์และปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของเป็นวัตถุและที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดการและดูแลมรดกทางวัฒนธรรมให้มีความยั่งยืนในด้านการศึกษาและการปกป้อง                Cultural Capital Model                ทุนทางวัฒนธรรม ที่มีค่าของชุมชน                Cultural Identity Model                ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นและการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมเพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและวิถีชีวิตของชุมชน                Heritage and Legacy Model                การสร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์และการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อให้คงอยู่ในเยาวชนไทยรุ่นหลัง                7.องค์ความรู้ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน                การจัดการด้านของจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ถือเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น นักศึกษา  และบุคลากรได้เรียนรู้และนำโมเดลมาปรับใช้ครั้งนี้ ดังนี้                  ทฤษฎีเศรษฐกิจฐานราก        โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ผ่านการผลิตและจำหน่ายสินค้าของตนเอง โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใช้เครือข่ายในท้องถิ่น ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมประจำทุกสัปดาห์ ตลาดชุมชน ศูนย์สินค้า OTOP หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้เน้นแนวคิด “การตลาดเพื่อชุมชน” ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด ทีมอาจารย์และบุคลากรสถาบันศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับชาวบ้าน นักปราชญ์ชุมชนอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี                                       อื่น ๆ (ระบุ) หนังสือ ตำรา บทความวิจัย วิชาการ ด้านศิลปะการออกแบบ ศิลปวัฒนธรรม และคติชนสร้างสรรค์ วิธีการดำเนินการ                ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2558 – พ.ศ.2568) ได้ถอดบทเรียนจากการศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่นักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาก  การศึกษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่น                การศึกษากระบวนการทอผ้าเริ่มต้นด้วยการเข้าใจถึงเอกลักษณ์ของผ้าท้องถิ่นในแต่ละชุมชน เช่น การศึกษาลวดลาย เทคนิคการทอ วัสดุที่ใช้ และการเล่าเรื่องราวที่ผ้าสื่อถึง ผ้าไหม ผ้าฝ้ายในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านลวดลายผ้า สำรวจและเก็บข้อมูลจากชุมชน                การที่นักศึกษาและบุคลากรลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมพร้อมศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเรื่องเล่าและตำนาน ทอผ้าและมีประวัติศาสตร์ทอผ้าอันยาวนาน โดยใช้กระบวนการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากชาวบ้านหรือช่างทอผ้า ปราชญ์ชวบ้าน ผู้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าและลวดลายเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ  ศึกษาลวดลายและสัญลักษณ์       การศึกษาเกี่ยวกับลวดลายที่สำคัญของชุมชน เช่น ลายดอกไม้, ลายสัตว์, ลายธรรมชาติ หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายทางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของชุมชน ให้สามารถรักษาความหมายและความสำคัญของลวดลายในผืนผ้า ซึ่งผ้าฝ้ายทอเมืองเขมราษฎร์ธานี อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องเล่าและตำนานผ่านลวดลายบนผืนผ้าทอจำนวน 14 ลวดลาย ดังนี้ 1) ลายช่อเทียน                   เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 ของเมืองสยาม ชาวบ้านโคกกงพะเนียงอยู่ในศีลกินในธรรมมาโดยตลอด ผู้ชายก็ออกรบอยู่ไม่ขาด ถ้าทางราชการต้องการก็จะส่งคนที่เก่งฟันดาบคาถาอาคมไปช่วยอยู่มิขาด เมื่อนางนวลตั้งท้องได้ 3 เดือน สามีของนางถูกส่งไปช่วยเหลือราชการแดนไกล เมื่อไปแล้วถูกส่งไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองหลวง เพราะสามีนางเก่งกาจวิชาอาคมบู๊บุ๋น นางสวดมนต์ภาวนาเสมอ นางเป็นผู้นำชาวบ้านลงวัดผู้นำขึ้นบทสวด ผู้นำร้องสรภัญญะ เสียงของนางไพเราะ ใสเหมือนระฆัง นางเลี้ยงลูกได้ 9 – 10 ปี มีทหารขี่ม้าส่งข่าวสารเขียนว่า “ข้าสบายดี จะได้กลับบ้านเราแล้ว ให้นำข่าวไปบอกญาติๆ ข้าด้วย คิดถึงทุกชั่วทุกยาม” ข้าคำหาญ นางดีใจจนสุดที่จะบรรยาย นางได้จุดเทียนสวดมนต์ด้วยน้ำตาและตั้งใจว่าจะมัดหมี่ลายช่อเทียนเป็นครั้งแรก โดยจำลองเอาเทียนที่ตนไหว้พระสวดมนต์มาทำแนวลายมัดหมี่ นางมัดหมี่เพื่อจะใส่อวดสามีตอนกลับมา นางมัดเวลาพลบค่ำจนถึงไก่ขันจึงเสร็จ แสงเทียนนางสว่างทั้งคืน นางมัดเสร็จภายในคืนเดียว ตื่นเช้ามานางย้อมคราม นางมีเจตนาว่าถ้าผู้ใดได้ใส่ผ้ามัดหมี่ลายนี้ นางขออวยพร 2) ลายดาวเคียงเดือน                   เมื่อราวรักสามเศร้าที่ไม่สมหวัง เมื่อชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวคือนางเดือนเต็มและนางแสงดาวลูกสาวเศรษฐี พ่อแม่ฝ่ายชายจะยกขันหมากไปสู่ขอนางเดือนเต็มให้ แต่ด้วยความกลัวว่าทั้งสองนางจะเสียใจชายหนุ่มจึงเข้าไปขวางขบวนขันหมาก ฝ่ายพ่อโมโหมาก จึงเนรเทศลูกออกจากเมืองด้วยกลัวเสียหน้าจึงยกขบวนขันหมากไปสู่ขอลูกสะใภ้เช่นเดิม แต่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเจ้าบ่าว ฝ่ายหญิงจึงคิดค่าปรับเป็นทองคำ 10 บาท  วันหนึ่งขณะที่สองนางไปเที่ยวป่าของชายทุ่ง ชายหนุ่มได้เขียนจดหมายไปบอกลาว่าเขาไม่สามารถที่จะแต่งงานกับใครได้เลย เพราะทั้งคู่ต่างดีกับเขา ไม่อยากให้ใครต้องมาทุกข์ใจ เขาจึงขอบวชตลอดชีวิตเพื่อชดเชยความผิดในครั้งนี้ 3) ลายนาคน้อย                   เกิดขึ้นพร้อมกับมีชาววงศ์ปัดสาสร้างวัดกลางเมื่อนานมาแล้ว ข่าวเล่าขานกันอยู่มิขาดระยะ คือชาวบ้านโคกกงพะเนียงได้พบเห็นนางสองนางมายืมฟืม ในเวลาบ่ายคล้อยเกือบค่ำ วันศีล 5 พอดี วันนั้นมีลมพัดโชยมาเยือกเย็นผิดปกติ นางฟางนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน นางทั้งสองสวยผิวขาวเหลือง มีปิ่นปักผม 3 ช่อ ข้างหูทั้งสองข้าง ผมยาวกลางหลัง นางยิ้มและพูดว่า “ข้ามาขอยืมฟืมเจ้าไปทอผ้าสัก 5 – 6 วันแล้วจะเอามาส่งคืน” นางฟางตอบว่า “ทำไมเร็ว จะทออะไรถึงได้ทอ 5 – 6 วัน” นางบอกว่า “ข้าจะทอผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อย” “เจ้าให้ยืมเถิด ข้าจะทอลายนาคน้อยมาให้เจ้าดู” แล้วนางฟางก็ถามว่า บ้านเจ้าอยู่ที่ใด นางตอบ “อยู่ฝั่งห้วยใกล้ นี่เอง” นางฟางคิดว่าเป็นชาวบ้านท่าปัดซุมฝั่งลาวนั่งเรือมายืมจึงให้ไป โดย 5 วันต่อมาอากาศอึมครึม ลมเย็น ๆ เช่นเดิม เวลาเดิม นางทั้งสองเดินเข้ามา “ข้าเอาฟืมมาส่งแล้ว” นางก็อวดผ้าซิ่น นางฟางรีบเดินมาขอดูใกล้ ๆ  ก็ตกใจ ลายผ้าเป็นตัวนาคน้อยจริงๆ นางบอกว่า “เจ้าทอลายนี้นะ ข้าจะอวยพร ใส่แล้วชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข” ถ้าเจ้าเห็นบั้งไฟผุดขึ้นเหนือน้ำ เจ้าอย่าพากันตกใจ คือพญานาคท่านมาอวยพรให้เจ้าอยู่เย็นเป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน แล้วนางก็เดินจากไป นางฟางคิดว่าทำไมจึงอวยพรอย่างนี้ จึงรีบชวนนางจันนางยืนแอบตามไปส่องทางดูว่า จะกลับไปบ้านใด นางย่องไปจนถึงฝั่งโขงเห็นสองนางโบกมือลา นางฟางตกใจว่ากูอยู่ในป่ากล้วยแท้ ๆ ทำไมนางถึงได้เห็น ภาพที่นางฟางได้เห็นคือ นางเดินลงน้ำ   เห็นแต่เส้นผมฟูน้ำหายไป…ฯ” 4) ลายเม็ดข้าวสาร                    ลายนี้กล่าวถึงพิธีกรรมไหว้ผีนา หรือที่อีสานเรียนกว่าผีตาแฮก จะกระทำในวันแรกที่จะเริ่มเพาะปลูกข้าวพร้อม ๆ กับพิธีแรกนาขวัญ เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ข้าวกล้าบริบรูณ์ดี ได้ข้าวเม็ดงาม แม้หากใครได้สวมใส่จะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 5) ลายดอกหญ้า                    อัญญาวังวงศ์ปัดสา เห็นชาวกรุงเดินผ่านชาวบ้าน พวกเขาแต่งตัวสวยงาม วาจาไพเราะ ขณะที่ชาวบ้านแต่งตัวธรรมดา ๆ และรู้สึกขัดเขินเมื่อต้องพูดจากับชาวกรุง จึงเกิดความน้อยใจ และเปรียบว่าชาวเขมราฐเป็นเหมือนเช่น “ดอกหญ้า” แต่ดอกหญ้าสามารถออกดอกผลิบานได้ทุกหนแห่ง คนอีสานก็มีดีเช่นกัน  มีที่ดินไร่นามากมาย มีข้าวกล้าอุดมสมบรูณ์ สักวันหนึ่งคนทั้งหลายจะได้พึ่งพาชาวอีสานขอให้ชาวอีสานได้ภูมิใจในตนเองเถิด นางหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลง แล้วลุกขึ้นมาฟ้อนรำอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวบ้านจึงถามว่า รำอะไรสวยงามมาก นางจึงตอบว่า รำตุ้มพาง 7) ลายหมี่เอื้อสองคอง                   กาลครั้งนั้นในทุก ๆ ปีของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว ผู้นำชุมชนหรือหมู่บ้านจะตีกลองเรียกประชุมที่ลานวัดเพื่อถามสารทุกข์ความเป็นอยู่ในแต่ละครอบครัว อัญญา บุญทอง วงศ์ปัดสา ได้พบว่า มีครอบครัวผู้หนึ่ง ไม่มีที่ดินทำนา ต้องอาศัยรับจ้างทำนาช่วยผู้อื่น ท่านจึงแบ่งปันที่ดินให้ประมาณ 5 ไร่ เป็นบริเวณชายป่าเพื่อใช้ทำนา โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนใด ๆ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นลาน ผู้นำชุมชนจะตีกลองประชุมที่ลานวัด เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของคนในหมู่บ้าน ครอบครัวของผู้ยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้ทอผ้ามัดหมี่มามอบให้ท่าน ท่านจึงถามว่า “มันคือผ้าอะไร”เจ้าของผ้าจึงตอบว่า “ข้าน้อยได้มัดหมี่เอื้อสองคองมามอบให้ท่าน คองที่หนึ่ง คือ บุญบารมีผู้สูงส่ง คองที่สอง การให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้าน้อยจึงตั้งชื่อว่า หมี่เอื้อสองคอง” คือที่มาของหมี่เอื้อสองคอง จึงมีความหมายว่า ถ้าใครชื่นชอบผ้าลายนี้จะเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งจะให้ทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผู้มีจิตใจประเสริฐงดงาม 8) ลายพญานาคคู่                    เป็นเรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค ผู้ดูแลความสงบสุขของดินแดนสองฝั่ง ลำน้ำโขง ชาวเขมราฐมีความเชื่อเรื่องพญานาคเป็นอย่างมาก และนำมาทำเป็นลายผ้าซิ่นมงคล มีคำทำนายเกี่ยวกับคนที่ชอบนุ่งผ้าซิ่นลายนาคคู่ว่า หญิงที่เลือกผ้าลายนี้แสดงว่าเป็นคนที่รักในศักดิ์ศรี หากตนเองไม่ได้ทำผิดสิ่งใดแล้วมีผู้มากล่าวหาก็จะสู้อย่างถึงที่สุด 9) ลายพานไหว้ครู                   อัญญาวัง วงศ์ปัดสา ได้จำลองเอาพานไหว้ครูที่ปั้นด้วยดินเหนียวเสียบด้วยดอกรัก และดอกจำปี ธูปเทียน ดอกเข็ม เพื่อให้ลูกชายนำไปไหว้ครู ท่านจึงมัดขึ้น 2 ผืน ให้บุตรชายอาจารย์ไพศาล วงศ์ปัดสานำไปไหว้ครู ซึ่งก่อนท่านเสียชีวิต บุตรสาวถามว่าข้าน้อยอยากได้ผ้ามัดหมี่ผืนนี้เพื่อนำไปใส่จะได้ไหม แม่ตอบว่า “ลูกใส่มิได้ดอก ลูกมิคู่ควรแม่ตั้งใจมัดให้ผู้มีวิชาความรู้ เป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนผู้อื่นได้เท่านั้น” ผู้เป็นลูกได้ยินจึงเกิดความรักผ้ามัดหมี่ลายนี้เอาไว้ว่า ตัวเองมิคู่ควร จึงยกให้น้องชายผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ จึงมีความหมายว่า หากผู้ใดชอบผ้าลายนี้เกิดมาจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานสามารถอบรมสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วยสติปัญญา 10) ลายฮั้วอ้อมบ้าน/ลายรั้วล้อมบ้าน  

การศึกษา พัฒนา ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี: บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน Read More »

บริหารอย่างไรให้นักศึกษาเรียนจบได้ใน 1 ปี และตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นและชุมชุน เพื่อสร้างชื่อเสียง ให้กับมหาวิทยาลัย ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.สุมามาลย์ ปานคำ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           จาก KM Rangsit University ปี พ.ศ. 2562 หลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media Technology: SMT) ได้ส่งการจัดการความรู้ ประเด็นการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ เรื่อง เทคนิคการบริหารหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศด้วย SMT Model ซึ่ง S : Scanning ค้นหาจุดเด่นของหลักสูตรฯ, M : Marketing ทำการตลาดออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก และ T : Teaching-Learning Process วางแผนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพนั้น  โดยหลักสูตรฯ กำหนดวิสัยทัศน์ คือ สร้างนักเทคโนโลยีสื่อสังคมที่มีคุณภาพเน้นความรู้ ลงมือปฏิบัติจริงและผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ปี           ในปีการศึกษา 2561 มีผู้สำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี จำนวน 20 คน ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ TCI1 จำนวน 5 บทความ TCI2 จำนวน 11 บทความ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ จำนวน 2 บทความ และการประชุมวิชาการระดับชาติ จำนวน 2 บทความ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาบางคนสามารถตีพิมพ์บทความวิจัยได้มากกว่า 1 บทความ ภายในระยะเวลา 1 ปี จำนวน 2 คน ได้แก่ นายกีรติ แย้มโอษฐ รหัสนักศึกษา 6102332  และนางสาวสุดาทิพย์ สันทนาประสิทธิ์ รหัสนักศึกษา 6102314           ในปีการศึกษา 2562 มีผู้สำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี จำนวน 29 คนและตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ TCI 1 จำนวน 7 บทความ TCI 2  จำนวน 19 บทความ และการประชุมวิชาการระดับชาติ จำนวน 3 บทความ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาบางคนสามารถตีพิมพ์บทความวิจัยได้มากกว่า 1 บทความ ภายในระยะเวลา 1 ปี จำนวน 1 คน ได้แก่ ร้อยโทศุภสัณห์ เกิดสวัสดิ์ รหัสนักศึกษา 6202892          ในปีการศึกษา 2563 มีผู้สำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี จำนวน 32 คนและตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ TCI1 จำนวน 15 บทความ TCI2 จำนวน 22 บทความ  นอกจากนี้ นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาบางคนสามารถตีพิมพ์บทความวิจัยได้มากกว่า 1 บทความ ภายในระยะเวลา 1 ปี จำนวน 5 คน ได้แก่  นางสาวนงนภัส ชัยรักษา รหัสนักศึกษา 6302966, นายกิตติธัช ช้างทอง รหัสนักศึกษา 6304047, นายกฤษฎา ฟักสังข์ รหัสนักศึกษา 6304277, นางสาวกัญญ์กานต์ กุญโคจร รหัสนักศึกษา 6303580 และนางสาวกัญญานีน์ กุลกนก รหัสนักศึกษา 6303041           จากการบริหารหลักสูตรฯ ที่มีประสิทธิภาพ เน้นความรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และวางแผนการเรียนการสอนที่ดีทำให้ผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ปี และมีผลงานตีพิมพ์ที่สูงกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาปกติ ในส่วนของการจัดการความรู้ครั้งนี้ ผู้ให้ความรู้ขอถอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารอย่างไรให้นักศึกษาเรียนจบได้ใน 1 ปีและตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรอื่นฯ และมหาวิทยาลัยต่อไป ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)🗹 ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase) ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)🗹 เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.สุมามาลย์ ปานคำ วิธีการดำเนินการ การบริหารอย่างไรให้นักศึกษาเรียนจบได้ใน 1 ปีและตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถเขียนเป็นแผนภาพเพื่อให้เห็นขั้นตอนกระบวนการที่ชัดเจน รวมถึงระบุช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับแต่ละกระบวนการตั้งแต่วันที่รับนักศึกษาเข้ามาศึกษาจนจบการศึกษา ดังภาพที่ 1 การบริหารอย่างไรให้นักศึกษาเรียนจบได้ใน 1 ปีและตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถเขียนเป็นแผนภาพเพื่อให้เห็นขั้นตอนกระบวนการที่ชัดเจน รวมถึงระบุช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับแต่ละกระบวนการตั้งแต่วันที่รับนักศึกษาเข้ามาศึกษาจนจบการศึกษา ดังภาพที่ 1 จากภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร เน้นให้มีวิชาการวิจัย 2 วิชาในแต่ละเทอม เพื่อใช้สําหรับถ่ายทอดความรู้และติดตามการทําวิจัยควบคู่ไปกับการเรียนการสอนหรือเรียกว่า เรียนรู้ไปพร้อมกับการปฏิบัติจริง 2.Prototype testing in an operational environment – DO  หลักสูตรสารสนเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media Technology: SMT) ได้ปฏิบัติตามกระบวนการตามแผนที่วางไว้ ดังภาพที่ 1 รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินการ  ดังนี้ คลังข้อมูลวิจัย: ผู้สอนสร้างคลังความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยของศิษย์เก่า หรือ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ใน Google Drive ตามความต้องการของผู้เรียน เช่น บทความวิจัย, เล่มวิจัย, PPT ของศิษย์เก่าในการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์/การศึกษาค้นคว้าอิสระ เป็นต้น  ไลน์กลุ่มวิจัย: นักศึกษาส่งชื่อเรื่องวิจัยในไลน์กลุ่มเพื่อตรวจสอบไม่ให้หัวข้อวิจัยของนักศึกษาซ้ำกันในรุ่น และซ้ำกับรุ่นพี่ที่ทำวิจัยเสร็จสิ้นไปแล้ว สร้างแรงจูงใจและเป้าหมายร่วมกัน: ผู้สอนวางแผนร่วมกันกับนักศึกษาทุกคน โดยสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาว่าตั้งใจเรียนจบ 1 ปีหรือไม่ ซึ่งนักศึกษาทุกคนจะตอบว่า “จะเรียนให้จบ 1 ปี” เป็นการสร้างแรงจูงใจและคำสัญญาระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา แผนปฏิบัติการวิจัย: ผู้สอนอธิบายกระบวนการทำวิจัยและส่งแผนการทำวิจัยที่จะทำให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 1 ปี ให้นักศึกษาทุกคนทราบ และ ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนในภาพที่ 1 จนถึงนักศึกษาสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ / การศึกษาค้นคว้าอิสระ  5. การจัดสรรเวลาให้คำปรึกษา: สิ่งสำคัญในการดำเนินการ คือ ผู้สอนต้องจัดสรรเวลาให้คำปรึกษาออฟไลน์หรือออนไลน์กับนักศึกษานอกเหนือจากเวลาเรียนเสาร์-อาทิตย์ เช่น วันจันทร์ เวลา 9.00 – 16.00 น. หรือวันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK           จากปัญหาและอุปสรรคที่พบ หลักสูตรพยายามแก้ปัญหานักศึกษาที่ไม่ทำตามแผนปฏิบัติการวิจัยโดย ผู้สอนจัดทำตารางตรวจสอบผลการดำเนินงานวิจัยของนักศึกษาทุกคน เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยในแต่ละเดือน จะพบว่ามีนักศึกษาบางคนทำวิจัยไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด ดังนั้น ผู้สอนจะดำเนินการแก้ไขในทันที โดยให้เพื่อนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม (เด็กเก่ง) ที่ทำวิจัยสำเร็จในขั้นตอนนั้นๆ แล้ว ไปช่วยให้คำแนะนำ สอนวิธีการ เพื่อให้งานวิจัยเสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ได้ผู้สอนจะไปช่วยเหลือนักศึกษาด้วยตนเองว่าติดปัญหาอะไรและดำเนินการช่วยเหลือ นอกจากนี้ ผู้สอนยังสร้างแรงจูงใจให้หัวหน้ากลุ่มและเพื่อนๆในกลุ่มที่จะรับปริญญาพร้อมกันทุกคนในเดือนธันวาคมของทุกปี หากนักศึกษารู้สึกท้อให้นักศึกษาคิดถึงรูปเพื่อนๆ ในรุ่นใส่ชุดครุยวิทยฐานะ 2 แถบ ถ่ายรูปพร้อมกันทุกคน ให้นักศึกษาทุกคนมองความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นความสำเร็จร่วมกันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ทุก ๆ คนพยายามที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดี และพยายามที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้ทุกคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้           สิ่งสำคัญในการดำเนินการ คือ ต้องแก้ไขในทันทีไม่ให้นักศึกษาหลุดลอยจากแผนที่วางไว้ เนื่องจากเมื่อหลุดลอยไปแล้วจะทำให้ตามเพื่อนๆ ไม่ทันส่งผลให้เกิดความท้อไม่อยากทำวิจัยและทิ้งวิจัยไปในที่สุด           บทสรุปความรู้ คือ ผู้สอนวางแผนและติดตามผลการดำเนินการวิจัยของนักศึกษาทุกคนในทุกขั้นตอนเป็นระยะ นอกจากนี้ยังสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาทุกคนช่วยเหลือเพื่อนเพื่อจะได้รับปริญญาพร้อมกันทุกคน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ต้องมีการวางแผนที่ดี รู้ว่าปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ใด ซึ่งในการศึกษาระดับปริญญาโท คือการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน ดังนั้นหลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตั้งแต่การกำหนดวิชาวิจัยให้มี 2 วิชา และจัดในแต่ละเทอม การกำหนดหัวข้อวิจัยในขอบเขตที่ไม่กว้างจนเกินไป เพื่อที่จะให้นักศึกษาทุกคนรวมถึงผู้สอน สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ซึ่งการวางแผนดังกล่าว ทำให้การทำวิจัย ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเติมหรือต้องทำหลังจากเรียนทุกวิชาครบ แต่สามารถทำได้ในขณะที่เรียน จุดนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักศึกษาสามารถเรียนจบได้ใน 1 ปี และตีพิมพ์บทความวิจัยได้ สร้างผู้นำทีมของนักศึกษาในการทำวิจัย เนื่องจากนักศึกษาจะไม่กล้าขอคำแนะนำจากผู้สอนเพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิเมื่อวิจัยล่าช้า 3. สร้างทีมผู้สอน โดยดึงสมรรถนะของผู้รับผิดชอบหลักสูตรมาใช้ให้ตรงตามความสามารถของแต่ละบุคคล เช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาย เล็กเจริญ ช่วยแนะนำวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติให้นักศึกษาส่งบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุมามาลย์ ปานคำ ช่วยแนะนำวิธีการเขียนบทความวิจัยตามแบบฟอร์มของแต่ละวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

บริหารอย่างไรให้นักศึกษาเรียนจบได้ใน 1 ปี และตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ Read More »

การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ “Human Condition : Hope and Survival”

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ “Human Condition : Hope and Survival” ผู้จัดทำโครงการ​ อ.สุรัตน์ ทองหรี่ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ด้วยเครือข่ายนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ (Communication Consortium) 18 สถาบัน ตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และการเผยแพร่ผลงานของอาจารย์ในระดับนานาชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาตามตัวบ่งชี้ สกอ. และได้เล็งเห็นว่าผลงานสร้างสรรค์ประเภทภาพถ่าย เป็นงานที่อยู่ในหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิตทุกสถาบัน จึงมีโครงการจัดกิจกรรมการเผยแพร่ผลงานภาพถ่ายนานาชาติของอาจารย์ในเครือข่ายนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ โดยกำหนดจัดโครงการประมาณเดือนเมษายนของทุกปี ทั้งนี้ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจัดแสดงต้องผ่านการประเมินจากนักวิชาการ นักวิชาชีพ และศิลปินแห่งชาติ โดยมีผู้ส่งผลงานจากประเทศนอกอาเซียนอย่างน้อย 5 ประเทศ โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาอาจารย์และการประกันคุณภาพการศึกษาอีกด้วย           ในปี พ.ศ. 2565 เครือข่ายนิเทศศาสตร์ ได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายนานาชาติในหัวข้อ ‘Human Condition : Hope and Survival’ โดยได้เชิญชวนผู้สนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวดเพื่อคัดเลือกผลงานนำไปจัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในการนี้ผู้เล่าเรื่องได้ส่งผลงานภาพถ่ายเข้าร่วมประกวดและได้รับคัดเลือกภาพถ่ายที่ทำขึ้นภายใต้ชื่อ ‘Give Alms to a Buddhist Monk : ตักบาตรเช้า’ ให้แสดงในนิทรรศการในครั้งนี้           นิทรรศการภาพถ่าย ‘Human Condition : Hope and Survival (สถาวะมนุษย์ : ความหวังและความอยู่รอด)’ เป็นพื้นที่ของการสะท้อนภาพความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ สะท้อนผ่านมุมมองที่หลากหลายที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน การแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์ต่อคำถาม เราคือใคร เป็นอยู่อย่างไร การดำเนินชีวิตอย่างไรที่สร้างความหวังเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความรวนเรแปรปรวนของระบบคุณค่าทั้งเชิงชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม ปรัชญา ศาสนา สังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทสถานการณ์โรคโควิด-19 เราค้นพบวิถีปรับตัวสู่ชีวิตในวิถีใหม่อย่างสร้างสรรค์ในลักษณะใดบ้าง อะไรคือความหวังและความอยู่รอด เครือข่ายนิเทศศาสตร์เล็งเห็นว่า ภาพถ่ายในช่วงรอดต่อของภัยคุกคามสู่สภาวะความเป็นปกติใหม่นี้ จะเป็นสื่อเตือนใจให้ผู้คนตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท ดำรงชีวิตอย่างมีความหวังเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป            ภาพถ่ายเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการถ่ายนทอดเรื่องราว ความคิด ในการสื่อสารความหมาย เรื่องราว เหตุการณ์ สถานที่ ช่วงเวลา รวมถึงความหมายที่ผู้รับสารเกิดการรับรู้ด้วยการสัมผัสทางสายตา การสื่อสารด้วยภาพจึงเป็นวิธีการแสดงออกทางความคิดที่ง่ายตรงไปตรงมา ภาพถ่ายยังเป็นสื่อที่ช่วยสร้างความสนใจ การจดจำและการตีความหมายเนื้อหาและเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นนามธรรมออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและภาพถ่ายยังเป็นการสื่อสารความคิดของมนุษย์ผ่านภาษาภาพไปยังผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วย           ภาพถ่ายเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิต เปรียบเสมือนสาร (Message) ที่ผู้ส่งสาร (Sender) ส่งไปยังผู้รับสาร (Receiver) ผ่านช่องทาง (Channel) ต่าง ๆ ภาพถ่ายเป็นสื่อที่สำคัญในการบันทึกความรู้สึก เหตุการณ์ ความทรงจำ รวมถึงค่านิยมเพื่อก่อให้เกิดสิ่งใหม่ผ่านการนำเสนอมุมมองทางความคิด ประสบการณ์ จินตนาการ ในการสะท้อนการรับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตของทุกสรรพสิ่ง            จากที่มาของแนวคิดข้างต้น จึงเกิดแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดมุมมองที่จะสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ผ่านมุมมองหลากหลายที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคมทั้งเชิงชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม ปรัชญา ศาสนา สังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทสถานการณ์โรคโควิด-19 ผู้คนค้นพบวิถีปรับตัวสู่ชีวิตในวิถีใหม่อย่างสร้างสรรค์ในลักษณะใดบ้าง อะไรคือความหวังและความอยู่รอด ส่งผ่านความคิดมุมมองต่อการดำเนินชีวิตความหวังเพื่อความอยู่รอดของคนรุ่นต่อ ๆ ไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ผู้เล่าเรื่อง ได้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นองค์ความรู้ในการกำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์ อันประกอบด้วย แนวคิดศิลปะแห่งการภาพถ่าย แนวคิดการสื่อความหมายด้วยภาพ และแนวคิดการถ่ายภาพแนว Life Photography จากการศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้เล่าเรื่องกำหนดแนวคิดการสร้างสรรค์ภาพถ่าย ได้แก่ แนวคิดการสร้างสรรค์ กระบวนการสร้างสรรค์ และขั้นตอนการสร้างสรรค์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ แนวคิดการสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1.1 แนวคิดหลัก (Main Idea) คือ ‘ภาพสะท้อนความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ผ่านมุมมองหลากหลายที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม’ 1.2 การพัฒนาแนวคิดหลัก ผู้เล่าเรื่องนำแนวคิดหลักมาเป็นหัวใจหลักของ           การสร้างสรรค์ภาพถ่ายแนว Life Photography โดยเน้นการนำเสนอเรื่องราวของสรรพสิ่งที่มีชีวิตกระทำต่อกันที่สะท้อนความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคมอย่างเป็นธรรมชาติไม่มีการจัดฉากเหตุการณ์ โดยสร้างสรรค์ผ่านความรู้ ประสบการณ์และแรงบันดาลใจของผู้เล่าเรื่อง กระบวนการสร้างสรรค์ ผู้เล่านำแนวคิด ‘ทุกชีวิตล้วนมีความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม’ เป็นประเด็นสำคัญในการสื่อสารสะท้อนภาพความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยมีเนื้อหาที่ต้องการสื่อความหมายให้รับรู้ถึงความงดงามที่ก่อตัวขึ้นเป็นธรรมชาตินั่นเกิดจากสรรพสิ่งที่มีชีวิตที่ให้และแบ่งปันซึ่งกันและกันเพื่อความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ เป็นเพียงสื่อที่นำพาไปสู่ความรู้สึกทางจิตใจทั้งของผู้ให้และผู้รับ และผู้เล่าเรื่องนำแนวคิดการจัดวางองค์ประกอบทางศิลปะ โดยหลอมรวมเนื้อหาให้เป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเพื่อนำไปสู่จุดเด่นในภาพที่เกิดจากการเชื่อมโยงความคิด ความรู้สึก และจินตนาการ3. ขั้นตอนการสร้างสรรค์ ผู้เล่าเริ่มจากการสำรวจสถานที่ โดยการนำตัวของผู้เล่าเรื่องเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ตามเรื่องราวที่กำหนดไว้และเตรียมพร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์นั้น ๆ โดยที่ภาพเหตุการณ์จะต้องปราศจากการจัดฉากหรือการปรุงแต่งใด ๆ เพียงแต่การเฝ้ารอจังหวะให้เหตุการณ์นั้นดำเนินเรื่องราวของมันไป โดยกำหนดและค้นหาฉากหลังที่ตรงกับการสื่อความหมายที่วางไว้ จากนั้นเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพ ประกอบด้วย กล้อง เลนส์ ขาตั้งกล้อง เมมโมรีการ์ด ปรับตั้งค่าโหมด รูรับแสง สปีดชัตเตอร์ รวมถึงความยาวโฟกัสให้มีความพร้อม จากนั้นเฝ้ารอเหตุการณ์ที่จินตนาการไว้ ผู้เล่าเรื่องอดทนรอจน Subject ที่ต้องการปรากฏตามตำแหน่งขององค์ประกอบภาพที่จินตนาการไว้ รวมถึงอากัปกิริยาของ Subject ที่ต้องการ แล้วลงมือกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ☑ ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase)       เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.สำราญ แสงเดือนฉาย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge)☑ เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์คมศร สนองคุณ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีการดำเนินการ ผู้เล่าเรื่องกำหนดขั้นตอนการดำเนินการภาพถ่ายไว้ โดยมีขั้นตอนคือ การบ่งชี้ความรู้ เครือข่ายนิเทศศาสตร์ จัดประกวดภาพถ่ายนานาชาติ ในหัวข้อ ‘Human Condition : Hope and Survival (สถาวะมนุษย์ : ความหวังและความอยู่รอด)’ โดยผู้เล่าสนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวด โดยผู้เล่าได้สนใจสร้างสรรค์ภาพถ่ายในประเด็นที่ทุกชีวิตล้วนมีความหวังเพื่อความอยู่รอดที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคมในบริบทสถานการณ์โรคโควิด-19 ได้อย่างไรบ้าง  การสร้างและแสวงหาความรู้ เมื่อกำหนดประเด็นการสร้างสรรค์ภาพถ่ายได้ ผู้เล่าดำเนินการแสวงหาประเด็นที่จะใช้ในการถ่ายภาพโดยให้เกี่ยวข้องกับ “สถาวะมนุษย์ : ความหวังและความอยู่รอด” โดยเน้นไปที่วิถีชีวิตของมนุษย์ที่ปรับตัวให้อยู่กับบริบทสถานการณ์โรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงแสวงหาเทคนิคการสร้างสรรค์ภาพถ่ายแนว Life Photography เพื่อที่ทำให้สามารถถ่ายทอดเรื่องได้ตรงกับโจทย์มากที่สุด การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ ผู้เล่าเรื่องมีขั้นตอนการจัดการความรู้โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ – Background : กลุ่มเครือข่ายนิเทศศาสตร์จัดประกวดภาพถ่ายนานาชาติ หัวข้อ ‘Human Condition : Hope and Survival (สถาวะมนุษย์ : ความหวังและความอยู่รอด)’ เพื่อสะท้อนภาพความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม – Objective Communication : เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม – Target Audience : บุคคลที่มีต้องการความหวังเพื่อความอยู่รอด – What to Say Concept : ทุกชีวิตล้วนมีความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม – Mood and Tone : ความหวัง ความอยู่รอด วิถีชีวิต และธรรมชาติ การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ผู้เล่าเรื่องนำแนวคิด ‘ทุกชีวิตล้วนมีความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดที่เชื่อมโยงสู่สายใยชีวิตและสังคม’ เป็นประเด็นสำคัญในการสื่อสารสะท้อนภาพความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยมีสาระสำคัญด้าน 1) เนื้อหา (Content) ผู้เล่าเรื่องกำหนดเนื้อหาที่ต้องการสื่อความหมายให้รับรู้ถึงความงดงามที่ก่อตัวขึ้นเป็นธรรมชาตินั่นเกิดจากสรรพสิ่งที่มีชีวิตที่ให้และแบ่งปันซึ่งกันและกันเพื่อความหวังและวิถีเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ เป็นเพียงสื่อที่นำพาไปสู่ความรู้สึกทางจิตใจทั้งของผู้ให้และผู้รับ 2) รูปทรง (Form) ผู้เล่าเรื่องนำแนวคิดองค์ประกอบทางศิลปะมาหลอมรวมเพื่อประกอบสร้างความหมายตามประเด็นเนื้อหาที่กำหนดไว้ คือ การจัดวางองค์ประกอบทางศิลปะ (Composition Art) ในแบบเอกภาพ (Unity) โดยหลอมรวมเนื้อหาให้เป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของส่วนประกอบอื่น นำไปสู่จุดเด่นในภาพที่เกิดจากการเชื่อมโยงความคิด ความรู้สึก และจินตนาการ  การเข้าถึงความรู้ สถานที่ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นดินแดนอีสานใต้ ที่มีความงดงามทางด้านวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ที่น่าสนใจ โดยมีจุดเด่น เป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน ด้านล่างติดเทือกเขาพนมดงรักและชายแดนกัมพูชา ผู้คนมีหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมานานนับพันปี จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมที่หลากหลาย ‘ตักบาตรข้าวเหนียว’ ก็เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ที่ทุกเช้าจะมีชาวบ้านจะมานั่งรอพระสงฆ์ที่เดินเรียงแถวกันมาเพื่อตักบาตรข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ ที่สืบทอดกันมายาวนานของวิถีชีวิตที่สงบ เรียบง่าย และงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทุกคนต้องเว้นระยะห่างในการตักบาตรเพื่อความปลอดภัยทั้งพระสงฆ์และชาวบ้าน การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้เล่าได้เข้าไปศึกษาข้อมูลที่มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ในคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University เพื่อนำมาใช้เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายในครั้งนี้ การเรียนรู้ ผู้เล่าได้เรียนรู้ดังนี้ 7.1 การสำรวจสถานที่ โดยการนำตัวของผู้เล่าเรื่องเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ตามเรื่องราวที่กำหนดไว้และเตรียมพร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์นั้น ๆ โดยที่ภาพเหตุการณ์จะต้องปราศจากการจัดฉากหรือการปรุงแต่งใด ๆ เพียงแต่การเฝ้ารอจังหวะให้เหตุการณ์นั้นดำเนินเรื่องราวของมันไป 7.2 การเลือกฉาก ผู้เล่าเรื่องค้นหาฉากหลังที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ต้องการสื่อความหมาย ระหว่างนั้นเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพ ประกอบด้วย กล้อง Mirrorless Sony A5100  เลนส์ 18-55 mm และขาตั้งกล้อง โดยปรับตั้งค่าโหมด AV รูรับแสง F2.8 สปีดชัตเตอร์ 1/250 ISO 200 รวมถึงกำหนดความยาวโฟกัสให้เก็บภาพได้เต็มตัว ให้มีความพร้อม จากนั้นเฝ้ารอเหตุการณ์ที่จินตนาการไว้ 7.3 การบันทึกภาพ ผู้เล่าเรื่อง เฝ้ารอเหตุการณ์จน Subject ที่ต้องการปรากฏตามตำแหน่งขององค์ประกอบภาพที่จินตนาการไว้ รวมถึงอากัปกิริยาของ Subject ที่ต้องการ แล้วลงมือกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ โดยบันทึกภาพหลาย ๆ ภาพเพื่อนำมาคัดเลือกภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้ง แสง สี ฉาก และอากัปกิริยาของ Subject 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน * 2.1 ผลงานการสร้างสรรค์ภาพถ่าย  ชื่อผลงาน : ‘Give Alms to a Buddhist Monk : ตักบาตรเช้า’ 2.2 อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                    1) การเลือกสถานที่ สถานที่ถ่ายภาพเป็นสถานที่จริงที่มิได้มีการจัดฉากหรือองค์ประกอบใด ๆ ดังนั้นผู้ถ่ายทำต้องเลือกมุมและจัดองค์ประกอบภาพให้ภาพออกมาสมบูรณ์ในการสื่อความหมายมากที่สุด                    2) การเลือกฉาก ด้วยการเป็นชุมชนชนบท ฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าจะส่งให้ภาพมีความน่าสนใจมากกว่าที่จะเป็นบ้านเรือนหรือต้นไม้ในชุมชน                    3) การบันทึกภาพ ก่อนกดชัตเตอร์ผู้ถ่ายภาพต้องรอจังหวะเวลาที่ดีที่สุดเพราะเหตุการณ์นั้นจะเกิดเพียงเสี้ยววินาที หรืออาจต้องใช้การบันทึกภาพแบบต่อเนื่องเพื่อสามารถนำมาเลือกภาพที่ดีที่สุด 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           ผู้เล่าเรื่อง สรุปข้อค้นพบองค์ความรู้ใหม่ของการสร้างสรรค์ภาพถ่ายแนว Life photography โดยสาระสำคัญ ดังนี้                    3.1 การถ่ายภาพแนว Life Photography เป็นการถ่ายภาพวิถีชีวิตที่สะท้อนมุมมองความคิด เรื่องราว สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เน้นเรื่องความเป็นจริงของสภาพที่เป็นไปในสังคม ไม่มีการจัดฉาก จะอยู่บนท้องถนน ในที่ใดก็ตาม มันก็คือภาพชีวิตจริง ไม่ได้จำกัดสถานที่และเวลา แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไป ต้องเว้นระยะห่าง ต้องใส่หน้ากาก จึงทำให้ผู้เล่าเรื่องต้องมีการจัดวางองค์ประกอบภาพให้เหมาะสมกว่าปกติเพื่อการถ่ายภาพให้สมบูรณ์ที่สุด                    3.2 ฉากหน้าฉากหลัง ผู้เล่าเรื่องได้ใช้การองค์ประกอบภาพฉากหลังด้วยกฎสามส่วน โดยแบ่งเป็นพื้นดินสองส่วนท้องฟ้าหนึ่งเพื่อให้ฉากหลังกับวัตถุอยู่ในโทนสีข้างเคียงดูแล้วกลืนกันมีมิติที่น่าสนใจในการสื่อความหมายของภาพ                    3.3 เทคนิคการใช้กล้องและอุปกรณ์ต่าง ๆ ผู้เล่าเลือกถ่ายภาพแนวตั้งเพื่อจะได้บันทึกภาพแบบเต็มตัว ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ใกล้และชัดเจนกว่าการถ่ายภาพแนวนอน อีกทั้งลดพื้นที่ด้านข้างของภาพแนวนอน จึงทำให้สามารถเน้นสิ่งที่ถ่ายได้ชัดเจนขึ้น เต็มตามากขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ผู้เล่าเรื่อง สรุปข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคตของการสร้างสรรค์ภาพถ่ายแนว Life Photography เพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice โดยสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ด้านสถานที่ การนำตัวของผู้เล่าเรื่องเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ตามเรื่องราวที่กำหนดไว้อาจยุ่งยากเพราะด้วยจังหวะเวลา และปรากฏการณ์นั้นอาจเกิดเพียงเสี้ยววินาที ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมการเป็นอย่างดี ในการสำรวจช่วงเวลาและสถานที่ก่อนบันทึกภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ตรงกับการสื่อความหมายมากที่สุด การเลือกฉากหลัง ก่อนกดบันทึกภาพ สิ่งที่ผู้เล่าเรื่องต้องคำนึงถึงคือฉากหลังและองค์ประกอบภาพที่ผู้รับสารจะสัมผัสได้ผ่านภาพถ่ายนั้น ซึ่งบางครั้งการถ่ายภาพมีมุมจำกัดในการบันทึกภาพ ผู้ถ่ายภาพอาจต้องเตรียมอุปกรณ์ ทั้ง กล้อง เลนส์ ฯลฯ ให้ตรงกับภาพที่จะบันทึก การบันทึกภาพ ผู้เล่าเรื่องควรบันทึกภาพหลากหลายมุม หลากหลายองค์ประกอบ เพราะภาพที่เป็นธรรมชาติ อาจมีอากรับกิริยา อาการ อารมณ์ สีหน้า ท่าทาง ที่แตกต่างกันไปทุกเสี้ยววินาที การบันทึกภาพหลากหลายมุมและองค์ประกอบจะทำให้ได้ภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด

การสร้างสรรค์ภาพถ่ายนานาชาติ “Human Condition : Hope and Survival” Read More »

การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้มหาวิทยาลัยรังสิตมีความเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยระดับต้นๆของประเทศและก็ติดอยู่ในระดับโลกถึงแม้อันดับจะไม่สูงมากนักก็คือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นามหาวิทยาลัยที่เป็นผู้กาหนดวิสัยทัศน์และเป็นที่รวมจิตวิญญาณของทุกอย่างของมหาวิทยาลัยรังสิต ทิศทางการการดาเนินงานที่ชัดเจน บุคลากร            ในส่วนของระดับคณะหรือวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน สาหรับในส่วนของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาอย่างต่อเนื่อง ในทิศทางที่ชัดเจน ดังนั้นยุทศาสตร์ซึ่งถือว่าเป็น Road Map ที่สาคัญที่ทาให้สามารถเดินได้มาจุดในปัจจุบัน          อย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นก่อนที่จะทาการกาหนดยุทธศาสตร์ จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยรังสิตอยู่ตรงไหน? ภารกิจหลักของคณะ/วิทยาลัยคืออะไร ? คาตอบในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมาย โดยใช้การจัดการเป็นฐาน สาหรับวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นมีเป้าหมายคือ มหาวิทยาลัยรังสิตติด Top1000/โลกและ Top 10/ประเทศไทย รวมทั้งต้องการให้มหาวิทยาลัยรังสิตสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเองของประเทศไทยได้ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          การบริหารจัดการ คือกระบวนการในการวางแผน การจัดการองค์การ การสั ่งการ การควบคุมการใช้ทรัพยากรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้โดยที่คณะ/วิทยาลัยเป็นหน่วยงานที ่มีหน้าที ่โดยตรงในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายโดยใช้การจัดการเป็นฐาน ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับจะต้องรู้และเข้าใจตรงกันก็คือ ความจริงของปัจจุบันและอนาคตและสิ่งที่ต้องพิจารณาในการนำพาคณะ/วิทยาลัยว่า ภูมิทัศน์ของโลกในศัตวรรษที่ 21 ในทุกมิตินั้นจะเป็นมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นแบบเชิงเส้นอีกต่อไป ส่งผลทำให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะในทุกด้านไม่เหมือนเดิม รวมทั้งทักษะในการดำรงชีวิตก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้ถึงสภาพความจริงดังกล่าว รวมทั้งต้องศึกษาและวิเคราะห์ถึงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และทิศทางของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนและลึกซึ้งว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่ส าคัญจะต้องศึกษาถึงสภาพปัจจุบันของมหาวิทยาลัย คณะ/วิทยาลัยรวมไปถึงอัตราการเติบโตในมิติต่างๆ ขององค์ประกอบที่สำคัญในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศถึงสภาพอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปใช้การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน          วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้รับการยกระดับจากสาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ เป็นคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 และในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 มหาวิทยาลัยรังสิต ทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกระดับจากคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ เป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยท่านอธิการบดีให้นโยบายและทิศทางการด าเนินงานในด้านต่างๆของวิทยาลัยว่าให้คณะ/วิทยาลัยในแนวใหม่ที่สร้างนวัตกรรม ไม่ต้องยึดติดกับกรอบงานเอกสารแบบเดิม ไม่ว่านักศึกษาที่เข้ามาเป็นอย่างไร แต่จบออกไปให้มีคุณภาพ สอนให้นักศึกษามีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ สอนให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม เน้นให้ทั้งบุคลากรและบัณฑิตที่จบออกไปเป็นคนที่มีสมรรถนะสูงทั้งในด้านวิชาการ วิชางานและวิชาคนทางวิทยาลัยได้นำเอาดำริทางด้านนโยบายและแนวทางในการดำเนินงานของวิทยาลัยจากท่านอธิการบดีมาจัดทำเป็นโมเดลของรูปแบบของการบริหารจัดการแบบครบวงจรได้ดังรูป            พิจารณาจากรูปสามารถอธิบายโดยสรุปได้ดังนี้ วงจรของการบริหารจัดการวิทยาลัยหรือแม้แต่ มหาวิทยาลัยนั้น ถ้ามองแบบครบวงจรจะสามารถเขียนเป็นรูปแบบได้ดังรูปข้างบน โดยที่ปัจจัยสิ่งที่สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเอกชนให้เกิดขึ้นนั้น ต้องมาจากงบประมาณ ซึ่งก็คือรายได้ซึ่งมาจาก 2 แนวทางคือจากผู้เรียนหรือนักศึกษา และจากรายได้จากแหล่งอื่นได้แก่ ทุนวิจัย การแต่งตำราหรือเอกสารทาง วิชาการ การนำผลงานวิจัยดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หรือบริการวิชาการในรูปแบบต่างๆ จากรายได้ดังกล่าวก็จะนำไปใช้ในการจัดสรรในด้านต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งบุคลากรที่เก่งๆ และมีสมรรถนะสูง ทำให้ สามารถสร้างเครือข่ายในเชิงวิชาการ วิชางาน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัยที่จะดึงดูด นักศึกษาเข้ามาได้มากทั้งจำนวนและคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพงานในทุกมิติรรวมทั้งได้บัณฑิตที่มีคุณภาพที่ดี สิ่งที่ตามมาคือ ชื่อเสียงของวิทยาลัยก็จะถูกเผยแพร่ออกไปทั้งในระดับในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผล ย้อนกลับทำให้ค่านิยมในการเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัย/มหาวิทยาลัยมีจำนวนมากขึ้น ถ้าสามารถทำให้การพัฒนา ของวงจรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาของของวิทยาลัย/ มหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างยั่งยืน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิธีการดำเนินการ           ทางวิทยาลัยได้นำนโยบายและทิศทางการพัฒนาดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการกาหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการนำพาวิทยาลัยโดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ SWOT ในทุกมิติทั้งด้านคุณภาพและปริมาณทั้งในส่วนของงานสอน งานวิจัย งานบริการวิชาการและงานทานุบารุงศิลปวัฒนธรรมรวมทั้งศึกษาอัตราการเติมโตในด้านต่างๆ ดังกล่าวทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยในระดับประเทศได้นำเอาหลักเกณฑ์ในระดับประเทศมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยมุ่งที่จะพัฒนาให้อัตราการเจริญเติบโตในแต่ละปีให้มากกว่าเกณฑ์ดังกล่าวไม่ต่ากว่า 10-15เปอร์เซ็นต์          โดยทางวิทยาลัยได้ คิดคาขวัญประจาวิทยาลัยคือการเติบโตแบบก้าวกระโดด “Quantum Leap to the Innovation & Entrepreneurship Faculty” ด้วยปรัชญา (Philosophy) “นวัตกรรม จิตวิญญาณผู้ประกอบการ และ ความเป็นสากล ชนะทุกสิ่ง และนามาซึ่งความสาเร็จ” โดยมีปณิธาน (AIM)ว่า “มุ่งผลิตวิศวกรชีวการแพทย์สากลที่มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการเพื่อเติมเต็มระบบการดูแลรักษาสุขภาพให้กับสังคม”ด้วยวิสัยทัศน์ (Vision) ในการนาวิทยาลัยก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อสังคมของอาเซียน”ที่มีอัตลักษณ์ในการ “ประพฤติอย่างมีคุณธรรม คิดอย่างมีนวัตกรรม ทำด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ”สาหรับทิศทางการบริหารจัดการวิทยาลัยนั้น ได้จัดโครงสร้างการบริหารจัดการ การวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานที่เน้นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานเป็นสาคัญ ได้ใช้กลยุทธ์ในการเปลี่ยนจากคณะวิชาให้เป็นวิทยาลัยแห่งผลลัพธ์ พยายามสลายรอยต่อของรายวิชาเพื่อให้เกิดการบูรณาการแบบครบวงจร มุ่งปรับกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับคณาจารย์ที่ต้องเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นผู้ออกแบบกระบวนและอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มุ่งไปที่ผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่รายวิชาอีกต่อไป การดาเนินงานนั้นมุ่งเน้นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด มุ่งสู่การเป็นวิทยาลัยนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ          สำหรับหลักการที่สาคัญที่นามาใช้คือ ใช้กลยุทธ์การ Synergy ของทุกองคาพยพของวิทยาลัย โดยการปฏิบัติภารกิจใดๆต้องส่งผลทาให้มีผลต่อภารกิจหลักอื่นๆอย่างครบวงจร เช่นการทำวิจัย ต้องสามารถนำไปผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไปใช้ในการเรียนการสอน การบริการวิชาการ การทานุบารุงศิลปวัฒนธรรม การพัฒนานักศึกษา การพัฒนาตาแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ การประชาสัมพันธ์เพื่อนาชื่อเสียงมาสู่วิทยาลัย รวมทั้งการนาไปใช้ในการดาเนินการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน          จากการบริหารจัดการวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระยะเวลา 5 ปี ตามรูปแบบและแนวทางที่กล่าวมาพบว่าผลลัพธ์จากการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ดี เห็นได้จากการได้คะแนนการทางด้านประกันคุณภาพโดยภาพรวมเป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิตตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีทุนวิจัยและผลงานการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงงานวิจัยเป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิต นักศึกษาสอบผ่านภาษาอังกฤษเกณฑ์มาตรฐาน CEFR มากกว่าร้อยละ 80 ผลงานในด้านต่างๆติดอันดับ 1-3 ของมหาวิทยาลัย บัณฑิตที่จบออกไปสามารถได้งานทาได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วด้วยเงินเดือนและรายได้ที่สูงที่สามารถยกระดับสถานะและคุณภาพชีวิตให้กับตนเองและครอบครัวได้ดีมากขึ้น สถิติการเป็นผู้ประกอบการของศิษย์เก่าที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ชื่อเสียงและเครดิตของวิทยาลัยได้รับการยอมรับต่อวงการวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จานวนนักศึกษาแรกเข้าเกินเป้าหมายในทุกปี รวมทั้งอัตราการคงอยู่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 อยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นในทุกปี          สำหรับพัฒนาการของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 เป็นต้นมาได้มีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยสรุปจานวน แผนยุทธศาสตร์โยสรุปดังนี้แผนที่ 1 คือ ยุทธศาสตร์ BME1.0 2545 -2554 เป็นยุทธศาสตร์ในระยะเริ่มต้นในเริ่มพัฒนาโดยเน้นการสะสมพลังและสร้างความพร้อมในทุกมิติทั้งในด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการวิจัย และบริการวิชาการขณะนั้นเป็นหลักสูตรหนึ่งในคณะวิทยาศาสตร์แผนที่ 2 คือ ยุทธศาสตร์ BME2.0 2555-2559 ยุทธศาสตร์การเข้าสู่องค์กรแห่งการวิจัยจนกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2559 ทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยกระดับจากสาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ขึ้นเป็นคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ ในระยะเวลา 2 ปีถัดมาคือ ในวันที่16 กรกฎาคม 2561 มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีคาสั่งประกาศยกระดับจากคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์แผนที่ 3 คือ แผนยุทธศาสตร์ BME 3.0 2560-2564 ระยะการเข้าสู่วิทยาลัยแห่งนวัตกรรม และแผนที่ 4 คือ แผนยุทธศาสตร์ BME4.0 2564 -2569 เป็นต้นไป ระยะการการพัฒนาไปสู่วิทยาลัยแห่งผู้นวัตกรรมและประกอบการ อย่างเต็มรูปแบบ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECKการตรวจสอบผลการดาเนินการ การนาเสนอประสบการณ์การนาไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ *          สรุปประเด็นสาคัญของแผนแนวคิดและยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ดังนี้คือ1. การบริหารจัดการจะเน้นการโดยใช้เป้าหมายเป็นฐาน (Target Based Management) 2. เน้นการพัฒนาบัณฑิตโดยเน้นการเปลี่ยนจาก Formative/Informative Learning เป็น Transformative Learning โดยเน้นในด้านของการเป็นผู้นาการเปลี่ยนแปลง (Leadership, Change Agent Skill)3. ใช้ยุทธศาสตร์แบบเสริมพลัง (Synergistic Strategy) ในการบริหารจัดการภารกิจและคน4. เน้นการทาภารกิจทุกอย่างแบบมี Partnership5. มี Brain Bank ของคณะ/วิทยาลัย6. เน้นการผลักดันให้การพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่เป็นเสาหลักของการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทย ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแนวทางหนึ่งของแนวปฏิบัติที่ดีในด้านของการบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางของของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต และหวังว่าการเผยแพร่แนวทางการบริหารจัดการดังกล่าวนี้ จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่สามารถนาเอาไปประยุกต์ใช้ตามแนวทางที่เหมาะสมต่อบริบทของแต่ละคนแต่ละองค์การต่อไป* ข้อมูลบางส่วนสามารถนามาจากแบบฟอร์มรายงานการดาเนินโครงการของสานักงานวางแผนได้ ในกรณีที่โครงการที่ดาเนินการมีประเด็นความรู้ที่สาคัญซึ่งนามาใช้ในโครงการ

การบริหารจัดการที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Read More »

Authentic Learning for Smart Service Team

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 3 Authentic Learning for Smart Service Team ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.สมิตา กลิ่นพงศ์ สำนักงานพัฒนาบุคคล หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ปัจจุบันในโลกมีการเปลี่ยนแปลงและรวดเร็ว การพัฒนาบุคลากรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนั้นจึงเป็นเรื่องจําเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจและโรคระบาด Covid_19 ในปัจจุบัน ทุกคนต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถทํางานในระยะใกล้กันได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม นับเป็นสิ่งที่ท้าทายของผู้บริหาร และบุคลากรทุกคนที่จะต้องเตรียมตนเองให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรอบคอบรอบคอบและรอบด้านความรู้ที่เป็นประเด็นสําคัญที่นํามาใช้          สํานักงานพัฒนาบุคคลได้เล็งเห็นความสําคัญดังกล่าวจึงจัดโครงการพัฒนาบุคลากรตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ จึงได้สร้าง Smart Service Team ขึ้นเพื่อการเป็นขับเคลื่อนและพัฒนาระบบการทํางานในส่วนของการบริการนักศึกษาและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และได้ใช้การพัฒนาบุคลากรด้วยวิธี Authentic Learning (การเรียนการสอนตามสภาพจริง) มาใช้ในการอบรม ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : อื่น ๆ (ระบุ) เป็นความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคลากรที่มาทํางานใน Smart Service Team เช่น เรื่องของวิธีการให้บริการของแต่ละคน วิธีการแก้ปัญหาของแต่ละคน ที่มีการแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ผ่านการบอกเล่าระหว่างกลุ่มทํางาน หรือ Social Media ที่เป็นช่องทางสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว คือ โปรแกรม Line วิธีการดำเนินการ จัดอบรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันเพื่อพัฒนาบุคลากรตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ หัวข้อการพัฒนาระบบการรับนักศึกษาใหม่ ณ โรงแรมซันธารา เวลเนสรีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทราโดยให้แต่ละคณะส่งผู้แทนทั้งสายอาจารย์ และสายเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการรับนักศึกษา โดยการWorkshop แยกสายอาจารย์ และสายเจ้าหน้าที่สายอาจารย์จะเป็นการ workshop ในเรื่องของเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัย โดนใจ สายเจ้าหน้าที่เน้นในเรื่อง ของการให้การบริการที่ดี การทํากระบวนการในเรื่องต่าง ๆ ให้สั้น กระชับมีความรวดเร็วมากขึ้น จัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ หัวข้อ “SMART SERVICE, TO MORE ENROLLMENT” (สําหรับเจ้าหน้าที่) การอบรมเป็น Workshop ในส่วนของเจ้าหน้าที่ ที่ทําหน้าที่ในเรื่องของการรับนักศึกษา ต่อยอดจากการอบรมครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการตกผลึกในเรื่องของการให้การบริการที่ดี และกระบวนการการทํางานต่าง ๆ เพื่อนําไปสู่การสร้าง Smart Service Team ต่อไป จัดอบรม เรื่อง การบริการสู่ความเป็นเลิศ สําหรับเจ้าหน้าที่ที่จะลงปฏิบัติหน้าที่ Smart Service Team จํานวน 20 คน โดยเป็นการเน้นเรื่องการบริการที่ดี /บุคลิกภาพ/ การใช้ภาษา เทคนิคการต้อนรับและขั้นตอนสูงการสร้าง Engagement / หลักการฟังให้ได้ใจความเพื่อการตอบสนองที่ถูกต้อง/ การแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความรู้สึกอันดีต่อผู้เข้ามาติดต่อ และการสร้างสายสัมพันธ์อันดีเพื่อสร้างความประทับใจอันยั่งยืน ปฏิบัติงานโดยจัด Smart Service Team เข้าทําหน้าที่ ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ตั้งแต่มีนาคม – มิถุนายน 2564 วันละประมาณ 2-4 คน (หยุดภารกิจหน้างานตั้งแต่ วันที่ 10 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2564 เนื่องจากสถานการณ์ Covid –19 ทั้งนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน Online และ Line Smart Service Team เป็นหลัก) โดยมี ipad เป็นอุปกรณ์ที่ข้อมูลสําคัญที่จะต้องใช้ในการทํางานเช่น ข้อมูลการรับนักศึกษา ข้อมูลการลงทะเบียน ข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลเรื่องของหอพัก ฯลฯ สําหรับนักศึกษาเก่า และนักศึกษาใหม่ หรือ ผู้ที่กําลังจะตัดสินเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต (Authentic Learning)  สร้าง Line สําหรับ Smart Service Team มีสมาชิก คือ Smart Service Team /ฝ่ายแนะแนวและรับนักศึกษา / สํานักงานทะเบียน / สํานักงานการเงิน / สํานักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ / สํานักงานพัฒนาบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารในกรณีที่เกิดปัญหาต่าง ๆ หรือสอบถามข้อมูล และเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดปัญหาซ้ํา ๆ ซึ่งเป็นการบูรณาการการแก้ปัญหาในหลาย ๆ ภาคส่วน (Authentic Learning) 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน            สํานักงานพัฒนาบุคคลไดประเมินผลการดําเนินงาน โดยใชแบบประเมินใหผูใชบริการ คือ ผูปกครอง นักศึกษาและนักเรียนที่มาใชบริการ ณ โถงอาคาร 1 โดยมีผลประเมินดังนี้ ผูตอบแบบประเมิน มีจํานวน 106 คน เปนผูปกครอง จํานวน 16 คน เปนนักเรียนและนักศึกษา จํานวน 78 คน คิดเปนรอยละ 15.09 และ 84.91 ตามลําดับ             ผู้ตอบประเมิน มีความพึงพอใจทีมบริการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 4.65และมีความพึงพอใจในหัวข้อ ทีมบริการใช้วาจาสุภาพในการให้บริการ มากที่สุดจาก 4 หัวข้อ โดยมีค่าเฉลี่ย ที่ 4.72 ข้อเสนอแนะต่อการบริการของมหาวิทยาลัย อยากให้มีร้านกาแฟที่ตึก17 ครับ หรือไม่ก็ที่กินข้าว เซเว่นได้ยิ่งดีครับ อยากให้ตอบแชทไวกว่านี้หน่อยครับ ดีมากคะ ชัดเจนคะ บริการดีมากครับ พี่เดือนวิทยาลัยดนตรีคนนี้น่ารักมากๆ ครับ ช่วยเหลือทุกอย่าง เป็นห่วงเด็กๆทุกคนเลยครับ ดีเยี่ยมครับ Good             สํานักงานพัฒนาบุคคลได้ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้รับการแนะนํามา ตามความเหมาะสม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK             การพัฒนาบุคลากรด้วยวิธี  Authentic Learning ผู้ที่ให้ความรู้ หรือ Coach ควรเน้นให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ภายใต้ประสบการณ์ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถประยุกต์ข้อมูลความรู้ประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์จริง หรือโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสเชื่อมโยงกิจกรรมในการอบรมไปสู่ชีวิตการทำงานจริงของเขา  และจะขยายผลต่อ ยอดในการใช้การพัฒนาบุคลากรด้วยวิธี Authentic Learning ในโอกาสต่างๆ ต่อไป การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ *            จากการใช้วิธีการสร้าง Smart Service Team ด้วยการพัฒนาบุคลากรแบบ Authentic Learning คือการเปลี่ยนการอบรมจากการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว เป็นการให้ความรู้พร้อมกับ การสร้างกระบวนการปรับทัศนคติในการเรียนรู้ความจริง Authentic Learning ควบคู่กันไป โดยเริ่มจากการอบรมให้ความรู้และใช้การทำ Workshop เพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องต่าง ๆ จากการใช้ความรู้เดิมของผู้เข้าอบรมเป็นหลัก และหาข้อสรุปเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ร่วมกัน และนำข้อสรุปนั้น ๆ ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง  เช่น ปัญหาในเรื่องของกระบวนการรับสมัครนักศึกษา ที่นำไปสู่การสมัครเรียนแบบ Online ลดขั้นตอนการทำงานให้สั้นและกระชับลง หรือการทำงานเป็นทีมที่ไม่ได้แบ่งแยกว่าตัวเองมาจากสังกัดที่ไหนแต่เป็นการทำงานในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต  ที่พร้อมจะเผชิญกับปัญหาและการแก้ไข ในเรื่องต่าง ๆ ด้วยกัน โดยในระยะแรก อาจจะมีปัญหาในเรื่องระบบการรับสมัครออนไลน์ ซึ่งทุกคนก็จะแจ้งปัญหาที่ตนเองได้รับ พร้อมกับผู้บริหารส่วนกลางที่มีส่วนช่วยกันแก้ไขระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น           จากการใช้วิธีการสร้าง Smart Service Team ด้วยวิธี  Authentic Learning ทำให้สำนักงานพัฒนาบุคคลได้แนวคิดในการพัฒนาบุคลากรแนวใหม่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice * ข้อมูลบางส่วนสามารถนํามาจากแบบฟอร์มรายงานการดําเนินโครงการของสํานักงานวางแผนได้ ในกรณีที่โครงการที่ดําเนินการมีประเด็นความรู้ที่สําคัญซึ่งนํามาใช้ในโครงการ

Authentic Learning for Smart Service Team Read More »

การบริหารจัดการโครงการในระดับมหาวิทยาลัยให้ประสบผลสำเร็จ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการโครงการในระดับมหาวิทยาลัย ให้ประสบผลสำเร็จ ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร ฝ่ายวิจัย หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การบริหารจัดการโครงการระดับมหาวิทยาลัยให้ประสบผลสำเร็จ  เป็นโครงการให้ความช่วยเหลือและให้บริการแก่ชุมชนหลักหก  ซึ่งเป็นเขตชุมชนในพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยรังสิต สืบเนื่องจากวิกฤต COVID-19  มหาวิทยาลัยรังสิตได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนหลักหก  จึงให้ความช่วยเหลือชุมชน อำนวยความสะดวกในการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน  โฮมไอโซเลชั่น ผลที่เกิดชึ้นคือ เป็นชุมชนหลักหกมีการติดเชื้อน้อยมาก  เมื่อผ่านช่วงภาวะวิกฤตแล้ว มหาวิทยาลัยยังได้มองเห็นปัญหาเรื่องรายได้ของคนในชุมชน จึงได้จัดทำโครงการสร้างอาชีพและรายได้แนวใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างสุขภาวะ  และให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยเหลือและฝึกฝน ร่วมกันคนในชุมชน ในการจัดทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกจำหน่าย  ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   https://www.youtube.com/watch?v=F-U7VaC1iX4&list=PLcTvutIKrjekMO78ArSFb0bNdwo4HjVk8&index=14 VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด ผศ.ดร.นเรฏฐ์  พันธราธร ฝ่ายวิจัย

การบริหารจัดการโครงการในระดับมหาวิทยาลัยให้ประสบผลสำเร็จ Read More »

การพัฒนาภาษาอังกฤษจากการบูรณาการเรียนการสอนผ่านกิจกรรม

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาภาษาอังกฤษจากการบูรณาการ การเรียนการสอนผ่านกิจกรรม ผู้จัดทำโครงการ​ ปาริฉัตร แก้กลาง สำนักงานนานาชาติ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           การพัฒนาภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ ภายใต้โครงการ P2A Virtual Mobility โดยการนำกิจกรรม P2A Virtual Journey มาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนในรายวิชา RSU150/RSU180 Creative Management การจัดการเชิงสร้างสรรค์           เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปแลกเปลี่ยนยังต่างประเทศ การเรียนการสอน และการดำเนินกิจกรรม ทางสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงจัดตั้งโครงการ P2A Virtual Mobility ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ 1/2563 โดยมีชื่อกิจกรรมว่า P2A Virtual Journey มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะด้านภาษาของบัณฑิตไปสู่ระดับความเป็นสากล และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่นักศึกษาไทยและต่างประเทศ โดยการนำกิจกรรมดังกล่าว ไปบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยระหว่างประเทศ ซึ่งรูปแบบของกิจกรรม เป็นกิจกรรมการเรียนรู้เสมือนจริง ผ่าน Facebook Group หรือโปรแกรม Zoom รองรับกลยุทธ์ทางด้านการศึกษาในยุค New Normal ณ ปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์ผู้สอน เห็นควรว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างมาก จึงนำกิจกรรมมาสอดแทรกการเรียนการสอนในรายวิชา RSU150/RSU180 Creative Management การจัดการเชิงสร้างสรรค์ จากสถาบัน Gen.Ed มหาวิทยาลัยรังสิต ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)  ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase)  เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี วิธีการดำเนินการ สำรวจค่านิยมการใช้สื่อสังคมในแต่ละประเทศ จากการสำรวจผู้ใช้สื่อ social ในแต่ละประเทศ พบว่าหลายประเทศนิยมใช้ Facebook ในการสร้างเครือข่าย จึงนำมาใช้เป็น Platform ในการจัดกิจกรรม P2A Virtual Journey สร้าง Platform การจัดกิจกรรมผ่านสื่อสังคม Facebook Group และ Facebook Fanpage ในนาม P2A Virtual Mobility เนื่องจาก Facebook Group สามารถจำกัดปริมาณคนเข้าถึงได้ เป็น private group ทำให้สะดวกแก่การนำมาใช้ในระบบการศึกษา หรือการจัดกิจกรรมออนไลน์ และ Facebook Fanpage ไม่จำกัดปริมาณคนเข้าถึง สะดวกแก่การนำมาใช้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลกิจกรรม และการถ่ายทอดสดออนไลน์  หลังจากที่ได้ Platform ที่เป็นรูปธรรมแล้ว จึงดำเนินการประสานงานภายในกับอาจารย์ สถาบัน Gen.Ed สถาบันส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สถาบันภาษาอังกฤษ วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน ฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงาน Wisdom Media และศูนย์ RSU Cyber University เพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกัน และหามหาวิทยาลัยพันธมิตรในต่างประเทศที่มีความสนใจ และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ ระหว่างวันที่ 17 และ 26 พฤศจิกายน 2564 และ วันที่ 1 ธันวาคม 2564 ก็ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ Universitas Islam Indonesia, Indonesia และ  Universiti Malaya, Malaysia มหาวิทยาลัย จาก 10 ประเทศอาเซียน สร้างรูปแบบ และแนวทางการจัดกิจกรรม หลังจากที่ได้กำหนดการที่ชัดเจนแล้ว จึงเริ่มต้นกิจกรรม โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Career in the next 10 year โดยแนวทางการจัดกิจกรรม สรุปได้ดังนี้ ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มละ 4-5 คน ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนใหม่ แต่ละกลุ่มต้องประกอบด้วย นักศึกษาอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และ P2A Ambassador จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต  แบ่งกลุ่มเรียบร้อย ให้นักศึกษาทุกคนแนะนำตัวทำความรู้จักกันบน Facebook Group: P2A Virtual mobility และจัดตั้งแชทกลุ่ม ผ่าน LINE หรือ WhatsApp เพื่อปรึกษาหารือในการทำคลิปวีดิโอกลุ่มร่วมกัน เกี่ยวกับอาชีพที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งนักศึกษาสามารถทำงานนี้ได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์ แต่ละกลุ่มจะต้องส่งผลงานดังนี้ – กำหนดให้ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ประกอบด้วย 1) แสดงเทคนิคที่ใช้สำหรับการปฏิบัติงานร่วมกัน และ 2) คลิปวิดีโอกลุ่ม มีความยาวไม่เกิน 5 นาที และสมาชิกทุกคนได้ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในคลิปวิดีโอนั้น โดยบรรยายเนื้อหาที่สอดคล้องกับหัวเรื่อง Career in the next 10 year โดยมีหัวข้อย่อยให้เลือกทำคลิปวิดีโอ 2 ข้อ ได้แก่ 1. The Technology and tools that will be needed in the next 10 years 2. The skills that will be needed in the next 10 years ซึ่งนักศึกษาจะได้ความรู้เพิ่มเติมมาจากการเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในแต่ละหัวข้อจากวิทยากรพิเศษทั้ง 3 ประเทศ ผ่านกิจกรรมสัมมนาในงานนี้ – ส่งคลิปวิดีโอลง Google Drive ภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการทั้ง 3 ประเทศพิจารณาคัดเลือกมา 5 คลิปวิดีโอที่ตรงตามเกณฑ์ตัดสินที่กำหนดไว้ เพื่อนำคลิปที่ถูกคัดเลือกมานำเสนอในวันประกาศรางวัล วันที่ 1 ธันวาคม 2564 โดยให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสินใจ เลือกคลิปวิดิโอที่น่าสนใจที่สุดมา 1 คลิป ผ่านการโหวตคัดเลือกบนลิ้งค์ google form เพื่อค้นหากลุ่มผู้ชนะในกิจกรรม “รับของรางวัล คือ E-Certificate” ประเมินวัดผลการจัดกิจกรรมพบว่าอาจารย์และนักศึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยพันธมิตรเข้าร่วมกิจกรรมแล้วพึงพอใจในกิจกรรมนี้ จึงส่งผลให้มีกิจกรรมนี้ต่อเนื่องในทุกปีการศึกษา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน 2.1 ผลการดำเนินการ กิจกรรมประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งกับนักศึกษาและอาจารย์ และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง 2.2 การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง การนำกิจกรรมมาประยุกต์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศข้ามประเทศได้ผ่านการจัดกิจกรรมเสมือนจริง ทดแทนการเดินทางไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถทำได้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 2.3 อุปสรรค์หรือปัญหาในการทำงาน ปัญหาในการบริหารเวลา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยระหว่างประเทศ ซึ่งมีกำหนดการของการเรียนต่างกัน กิจกรรมระหว่างวันที่ 17 และ 26 พฤศจิกายน 2564 และ วันที่ 1 ธันวาคม 2564 ที่กำหนดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ได้กำหนดสอบปลายภาค ของปีการศึกษาที่ 1/2564 แต่ก็ต้องกำหนดตามนี้เพื่อให้ตารางเวลาการทำกิจกรรมของทั้ง 3 ประเทศดำเนินการร่วมกันได้ หากนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมติดสอบ ให้นักศึกษาตามงานจากเพื่อนในกลุ่มนอกรอบ เนื่องจากเป็นงานกลุ่ม นักศึกษาสามารถปรึกษาหารือกันนอกรอบได้ตลอด จนกว่ากิจกรรมจะสิ้นสุด ปัญหาการสื่อสารภายใน เนื่องจากมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานและวิทยาลัยที่ไม่ตรงกัน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจผิดในรายละเอียดของกิจกรรม แก้ปัญหาด้วยการสร้างกลุ่ม Admin ผ่าน Line group เพื่อการประสานงานที่ถูกต้อง และรับทราบโดยทั่วกัน แก่นักศึกษาไทยและต่างชาติ ปัญหาผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านโปรแกรม Zoom มีจำนวนมากเกินไป แก้ปัญหาด้วยการ Live สดผ่าน Zoom ใช้ Facebook Fanpage: P2A Virtual Mobility ในการ Live  เพื่อรองรับผู้ชมจำนวนมากได้ และสามารถประชาสัมพันธ์กิจกรรมสู่สาธารณะได้ ความสามารถทางด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม จึงแนะนำให้นักศึกษาไทยสื่อสารกับเพื่อนต่างชาติระหว่างดำเนินกิจกรรมให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริง สร้างความคุ้นชินในการใช้ภาษาอังกฤษ และยังเพิ่มทักษะด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษ ในเรื่องการฟัง พูด อ่าน และ เขียน ผ่านการสร้างสรรค์และนำเสนอผลงาน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ จำนวนและความพึงพอใจของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจากทั้ง 3 ประเทศที่เข้าร่วม มหาวิทยาลัยพันธมิตรเห็นควรให้มีโครงการและกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำทุกปีการศึกษา กิจกรรมนี้ตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ (Internationalization) ในเรื่องของการพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิตไปสู่ความเป็นสากลที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษของนักศึกษาและบุคลากร ในเรื่องของทักษะภาษาอังกฤษ ได้แก่ การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) การอ่าน (Reading) และ การเขียน (Writing) เป็นต้น การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           จากการจัดกิจกรรม P2A Virtual Mobility พบว่านักศึกษาและบุคลากรกล้าที่จะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารมากขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะได้ทดลองใช้ภาษาอังกฤษ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากชาวต่างชาติ และยังสามารถนำไปต่อยอดการปฏิบัติงานในอนาคตได้ ทั้งนี้การจัดกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้ นอกจากจะได้พัฒนาภาษาอังกฤษแล้วยังช่วยให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้การปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นและการเข้าสังคมนานาชาติ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           ควรจะมีระบบมาสนับสนุนในการเก็บข้อมูลการทำกิจกรรมด้านนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเป็นสากลแก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต ตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2565-2569

การพัฒนาภาษาอังกฤษจากการบูรณาการเรียนการสอนผ่านกิจกรรม Read More »

การรักษาจุดเด่นของคณะและสร้างการรับรู้สู่สังคม

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การรักษาจุดเด่นของคณะและสร้างการรับรู้สู่สังคม ผู้จัดทำโครงการ​ อ.นัฐวุฒิ สีมันตร คณะดิจิทัลอาร์ต หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           คณะดิจิทัลอาร์ต ได้นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จของการรักษาจุดเด่นของคณะและการสร้างการรับนู้สู่สังคม ซึ่งในการปรับปรุงหลักสูตร และจะเปิดหลักสูตรใหม่ของคณะนั้น   คณะได้มองเห็นปัญหาว่าทำอย่างไร จะทำให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ได้เข้าใจภาพรวมของคณะและหลักสูตรที่จะนำเสนอได้มากขึ้น  จึงได้ค้นคิดแนวทางการประชาสัมพันธ์แนวใหม่ขึ้น เพื่อให้เข้าใจแขนงวิชาต่างๆ ของคณะมากยิ่งขึ้น  https://www.youtube.com/watch?v=GSBVL0Q6_aM&list=PLcTvutIKrjekMO78ArSFb0bNdwo4HjVk8&index=9 VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์นัฐวุฒิ สีมันตร  คณะดิจิทัลอาร์ต

การรักษาจุดเด่นของคณะและสร้างการรับรู้สู่สังคม Read More »

การมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นและชุมชุน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.เริงศักดิ์ แก้วเพ็ชร ฝ่ายพัฒนาสังคมและศิลปวัฒนธรรม หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            มหาวิทยาลัยรังสิต มุ่งเน้นพัฒนาให้นักศึกษามีพื้นฐานในการรู้จักการใช้ชีวิต เลือกทางเดินชีวิตที่เหมาะสม และมีความสุขได้ เพราะวิชาเหล่านี้อาจเป็นตัวเสริมทักษะชีวิตโดยไม่รู้ตัว มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ และดึงเอาทักษะที่ตัวเองถนัดออกมาและรู้จักการให้ การแบ่งปัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น  และรู้จักความรัก รู้จักการแก้ปัญหาในชีวิต รู้หลักของสังคมธรรมาธิปไตย การมีจิตอาสา จิตสาธารณะ ทักษะอาชีพ รู้จักตัวเอง รู้จักเลือกพัฒนาความชอบและความถนัดมาเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักได้   ดังนั้น ฝ่ายพัฒนาสังคมและศิลปวัฒนธรรม จึงได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือดูแลชุมชนในหลายกลุ่มเพื่อศึกษาและ จนกลายเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้น และคนในท้องถิ่นก็ใช้ความรู้ความสามารถที่มีนำมาพัฒนา ดัดแปลง ต่อยอด สร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้ https://www.youtube.com/watch?v=afup6gSE_xw&list=PLcTvutIKrjekMO78ArSFb0bNdwo4HjVk8&index=8&t=73s VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด  ดร.เริงศักดิ์ แก้วเพ็ชร  ฝ่ายพัฒนาสังคมและศิลปวัฒนธรรม 

การมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย Read More »

กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา Soft Skills ให้กับนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต

กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา Soft Skills ให้กับนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.4 รางวัลดีเด่น ปี2566 ผู้จัดทำโครงการ​ อ.วัฒนา ศรีถาวร รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะบัญชี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ คุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต พ.ศ. 2563  นอกจากเป็นผู้มีความรู้ด้านเทคนิคทางวิชาชีพบัญชี สามารถประยุกต์และบูรณาการศาสตร์สาขาวิชาการบัญชีกับศาสตร์สาขาวิชาอื่นๆ ในการทำงานในสายงานบัญชีแล้ว บัณฑิตทุกคนจะต้องมีความตระหนักรู้ในคุณค่าวิชาชีพ มีทัศนคติที่ดี และรู้ว่าการรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณวิชาชีพมีความสำคัญอย่างไร รวมทั้งมีทักษะด้าน Soft Skills ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของคนยุคใหม่ แม้จะถูกเรียกว่า “Soft Skill” แต่กลับเป็นทักษะที่มีความสำคัญเหนือกว่า Hard Skills เพราะเป็นพลังบวกภายในที่จะช่วยให้การพัฒนาในทักษะด้านอื่น ๆ ดีขึ้นได้อย่างมั่นใจ ซึ่งจะทำให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ทักษะดังกล่าวประกอบด้วยทักษะสำคัญในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ การสื่อสาร การแก้ไขปัญหา การทำงานแบบเป็นทีม การเจรจาต่อรอง การจัดการเวลาหรือจัดการตนเอง และภาวะผู้นำSoft Skills เป็นทักษะที่ช่วยให้นักศึกษาและบัณฑิตเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับผู้อื่นไปพร้อมกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงาน ซึ่งบริษัทและองค์กรชั้นนำทั่วโลกใช้เป็นข้อพิจารณาในการคัดเลือกคนเข้าทำงานโดยเฉพาะนักบัญชีในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทความรับผิดชอบจากการทำงานหลังสำนักงาน (Back Office) ไปสู่งานระดับบริหารเป็นหุ้นส่วนหรือทำงานเคียงคู่กับผู้บริหารระดับสูงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจึงทำให้ความรู้ด้านเทคนิควิชาชีพและทักษะเฉพาะงาน (Hard Skills) อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้การทำงานเติบโตก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องใช้ Soft Skills ในการทำงานร่วมกันผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพสูงและมีความสุข หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา Soft Skills ให้กับนักศึกษาจึงได้มุ่งเน้น พัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ในด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง วิชาชีพ และสังคม  มีความรับผิดชอบสูงต่อการทำงานและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์และการนำการเปลี่ยนแปลง    และสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้เป็น Soft skills ที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีในปัจจุบันและต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ 10 Soft Skills ที่สำคัญกับการทำงานในยุคปัจจุบัน การบริหารจัดการเวลา (Time Management) ในบางครั้ง การทำงานจำเป็นต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน การวางแผนระยะเวลาในการทำงานและการจัดลำดับความสำคัญ เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะหากไม่สามารถบริหารเวลาได้ อาจส่งผลต่อผลการเรียนและต่องานที่ตนรับผิดชอบไม่สามารถเสร็จตามกำหนดเวลาได้นั่นเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning) ในปัจจุบันสังคมและเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักศึกษาต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning) จึงเป็นทักษะที่สำคัญในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความก้าวหน้า ความมั่นคง และพร้อมรับมือสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การสื่อสาร (Communication) แน่นอนว่างานทุกงานต้องอาศัยการสื่อสารร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทั้งกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้นักศึกษาไม่กล้าที่จะสื่อสารทำให้เกิดปัญหาตามมาในการชีวิต การเรียน และการงาน ซึ่งการสื่อสารนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ตามแต่ละบริบทเราจะต้องรู้ก่อน ว่าเราจะสื่อสารเรื่องอะไร กับใคร และเลือกวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความสามารถในการคิดสิ่งใหม่ ๆ ในแนวทางที่หลากหลาย ซึ่งทักษะนี้จะต้องอาศัยการเป็นคนช่างสังเกตุ เปิดกว้าง และศึกษาหาข้อมูลอย่างหลากหลาย เพื่อนำมาต่อยอดเป็นไอเดียใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ในการต่อยอดธุรกิจ ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) จากผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรูปแบบและวิธีการทำงานที่หลาย ๆ องค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นความสามารถในการปรับตัว และเตรียมพร้อมกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) การเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่นกว่าที่คิด ช่วยให้เราสามารถรับสารต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และสื่อสารกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการตั้งใจฟังนั้น หมายรวมถึง การรับฟังอย่างเข้าใจ และการที่พยายามเข้าใจผู้อื่น (Empathy)  การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) ในสังคมของการทำงานนั้น เรามักจะเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ ที่มีความแตกต่างกัน ในด้านต่าง ๆ บางคนอาจจะสามารถคุยกันได้อย่างถูกคอ หรือสื่อสารได้อย่างง่ายดาย แต่ในบางคนเราจำเป็นจะต้องอาศัยทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ปรับรูปแบบวิธีการทำงานเพื่อให้เข้ากับคนนั้น ๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเจรจาต่อรอง (Negotiation) ทักษะนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสายอาชีพงานขายเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ในการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่น การเจรจาต่อรองเพื่อให้โปรเจคที่คิดมา ได้รับการอนุมัติ หรือ การเจรจาไกล่เกลี่ยเมื่อทีมมีปัญหาที่เข้าใจผิดกัน เป็นต้น การทำหลายสิ่งพร้อม ๆ กัน (Multitasking) ทักษะสำคัญที่หลายองค์กรกำลังมองหานั่นก็คือความสามารถในการทำงานที่หลากหลาย ทักษะนี้จะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น ลดขั้นตอนและเวลาในการส่งผ่านงานไปสู่คนอีกคนหนึ่ง และทำให้พนักงานได้พัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็ว  จรรยาบรรณในการทำงาน (Work Ethic) การปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทฯ ความรับผิดชอบต่องานที่ทำและสังคม เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนควรมี เพื่อเป็นการสร้างนิสัยที่ดีในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงานอีกด้วย  อ้างอิง : https://www.urbinner.com/post/what-are-soft-skillshttps://blog.jobthai.com/career-tipshttps://novoresume.com/career-blog/soft-skills    ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์วัฒนา ศรีถาวร คณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต จากเป็นคณะกรรมการฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะกรรมการฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ที่ปรึกษาในการฝึกซ้อมนักศึกษาเข้าสู่การแข่งขันและการทำกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยได้รับรางวัลด้านการพูด การเขียน การแข่งกรณีศึกษาระดับประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี  (www.tfac.or.th และ https://apheit.org) วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ หลักสูตรได้จัดให้มีการประชุมและวางแผนการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนานักศึกษาด้าน Soft Skills โดยบรรจุลงในแผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษา มาโดยตลอดตั้งแต่ระยะแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะฉบับเดิม ปี 2559-2564 จนถึงปีการศึกษา 2566 ซึ่งอยู่ในช่วงปี 2 ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะ ปี 2565 – 2569  โดยมีวัตถุประสงค์ที่2 คือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาศึกษามีคุณภาพและเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ผู้เรียน โดยกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ ไว้ในข้อ 1.2.4 กิจกรรม/โครงการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตพึ่งประสงค์ จะบรรลุผลตามตัวชี้วัดความสำเร็จและวัตถุประสงค์ทุกข้อ  ผลการดำเนินงานปรากฏในรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร  ในองค์ประกอบ 3 นักศึกษา ตัวบ่งชี้ 3.1 ระบบและกลไกการรับนักศึกษาและการเตรียมความพร้อม ตัวบ่งชี้ 3.2 การพัฒนานักศึกษา และตัวบ่งชี้ 3.3 อัตราการคงอยู่อัตราสำเร็จการศึกษา และความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตร ซึ่งปรากฏผลในระดับดีมากอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2565 โดยเฉลี่ยองค์ประกอบนี้มีแนวโน้มค่าอันดับคะแนนสูงขึ้น ในระดับดีมากมาโดยตลอด สร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์การธุรกิจโดยจะเห็นได้จากภาวะการได้งานทำภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษา มีค่าเท่ากับ 86.67%, 100.00%, 87.63%, 100% และ 100.00% ตามลำดับ และความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิตจบใหม่ มีค่าเท่ากับ 4.36, 4.42, 4.37, 4.64, และ 4.61 ตามลำดับ การดำเนินงานมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้ การปรับทัศนคติในการเรียนในระบบการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและทำความรู้จักคณะบัญชีเพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจในระบบการจัดการเรียนการสอน และการปรับตนให้เข้ากับระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต และรู้จักหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนอาจารย์ประจำหลักสูตร ด้วยการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาด้านการสร้างเสริมคุณลักษณะภายใน (Soft Skills) ที่ดี คณะกรรมการนักศึกษาและวินัยทำงานร่วมกับคณะกรรมการนักศึกษาคณะบัญชี จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักศึกษาใหม่ด้วยกัน ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง และระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ พร้อมกับเซ็นรับรองการสะสมจำนวนชั่วโมงการเข้าร่วมกิจกรรมด้านกิจการนักศึกษา เพื่อประเมินการพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills  การสอดแทรกกิจกรรมการพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills ในรายวิชาต่าง ๆ เช่น รายวิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี วางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ Soft Skills ไว้ทั้งหมด 12 ชั่วโมง วิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ ใช้กิจกรรมฐานบัญชีภาษีอากรเคลื่อนที่ จัดโดยผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งได้สอดแทรกประสบการณ์การแก้ไขปัญหาการปฏิบัติทางภาษีของธุรกิจของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หรือ Practitioner ลงในฐานกิจกรรมต่างๆ  ตามประเภทของภาษีอากร ที่นักศึกษาจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขกรณีศึกษาและอภิปรายกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่ประจำอยู่ในแต่ละฐาน และวิชา ACC255 จรรยาบรรณและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยการจัดกิจกรรมการแข่งขันสุนทรพจน์และเรียงความ เรื่อง การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพบัญชี พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เป็นคลิปวีดีโอกรณีศึกษาการกระทำผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยจัดทำเป็นงานกลุ่ม วิชา ACC253 หลักการบัญชีต้นทุน ACC254 การจัดการระบบสารสนเทศทางการบัญชี สองวิชานี้ใช้กิจกรรมที่บูรณาการโครงงานพัฒนาระบบบัญชีต้นทุนการผลิตให้กับวิสาหกิจชุมชน ACC498 สหกิจศึกษา เป็นต้น การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบนี้ทำให้นักศึกษามีความแตกฉานในความรู้ด้านเทคนิควิชาชีพควบคู่ไปกับการพัฒนา Soft Skills ในด้านการทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบต่อตนเองและงานที่ทำร่วมกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ การติดต่อสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการจัดการตนเอง การส่งเสริมนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ตอบโจทย์ความท้าทายความสามารถและศักยภาพของนักศึกษา หลักสูตรจะทำการประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับการแข่งขัน ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น Facebook Instagram และ line Group ของคณะบัญชี ช่องทางออฟไลน์ผ่านท่านอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้สอนประจำรายวิชา  เพื่อรับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการแข่งขัน หลังจากนั้นดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาโดยคณะกรรมการฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำหลักสูตรบัญชีบัณฑิต เมื่อได้นักศึกษาเข้าร่วมโครงการการแข่งขันแล้ว ทางคณะจะจัดอาจารย์ที่ปรึกษาการแข่งขันอาจารย์ผู้สอนติว เริ่มต้นด้วยการปฐมนิเทศการแข่งขันในเวทีต่างๆ โดยคณบดี เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเข้าแข่งขันที่ไม่ใช่มีเพียงเพื่อชิงรางวัล แต่เป็นโอกาสในการสร้าง Profile ที่ดีให้กับตนเอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการสมัครงาน เพราะจะได้รับการพัฒนาเป็นระยะนานนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียนของวิชาต่างๆ ทางคณะโดย อ.วัฒนา ศรีถาวร ใช้การสร้างสถานการณ์จำลองของรูปแบบการแข่งขันเพื่อให้นักศึกษาคุ้นชินโดยมีรุ่นพี่และคณาจารย์ที่มีประสบการณ์มาถ่ายทอดบรรยากาศและถอดองค์ความรู้จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง การสร้างแรงกดดันให้กับนักศึกษาในการที่จะต้องค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การใช้เทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ จะจบลงที่การนำเสนอด้วยวาจาในทุกเวทีที่เข้าร่วม ดังนั้นกระบวนการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้การคิดวิเคราะห์ สถานการณ์ การค้นหาปัญหาทางธุรกิจ การวางกลยุทธ์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา สุดท้ายนักศึกษาจะต้องเขียนรายงาน และนำเสนอด้วยวาจา ซึ่งพบว่าด้วยขั้นตอนที่ดำเนินการพัฒนานักศึกษาที่ใช้ ทำให้คณะบัญชีประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยนักศึกษาได้รับรางวัลจากทุกเวทีการแข่งขันที่จัดโดยองค์การภายนอก ดังแสดงในรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต ถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของคณะกรรมการหลักสูตรบัญชีบัณฑิตที่ผ่านมาเพื่อนำอุปสรรคปัญหามาปรับปรุงแผนการพัฒนานักศึกษาในปีถัดไป จะเป็นกิจกรรมที่ดีมากเพราะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อผลประเมินการดำเนินงานทั้งหมดที่มุ่งสู่การพัฒนา Soft Skills ให้กับนักศึกษา และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา   Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน  ผลการดำเนินการตลอดระยะเวลาที่ผ่าน 5 ปี ของนักศึกษาคณะบัญชีระดับปริญญาตรี การแข่งขันการประกวดพูดเพื่อสังคมที่ยั่งยืน “พจนศิลป์” จัดโดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  – รางวัลชนะเลิศ “พจนศิลป์” ครั้งที่ 3 ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  – รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 “พจนศิลป์” ครั้งที่ 4 โครงการประกวดสุนทรพจน์และการเขียนเรียงความเรื่อง “การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพบัญชี” จัดโดยสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) – รางวัลชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์และการเขียนเรียงความทางบัญชี โครงการ “การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมทางวิชาชีพบัญชี” ครั้งที่ 6 ครั้งที่ 7 ครั้งที่ 8 และ ครั้งที่ 10  – รองรางวัลชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์และการเขียนเรียงความทางบัญชี โครงการ “การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมทางวิชาชีพบัญชี” ครั้งที่ 9  การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ จัดโดย สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ – รางวัลชนะเลิศการแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 5 ประจำปี 2564 – รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 7 ประจำปี 2566 – รางวัลชนะเลิศอันดับ 3 การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 6 ประจำปี 2565 – รางวัลชนะเลิศอันดับ 3 การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2563 – รางวัลชนะเลิศอันดับ 4 การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2562 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัย จัดโดย สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) – รางวัลชนะเลิศการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัยครั้งที่ 14 ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี – รางวัลชนะเลิศการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัยครั้งที่ 16 ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี – รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัยครั้งที่ 15 – รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัยครั้งที่ 13 – รางวัลชมเชย การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการด้านการบัญชี ระดับมหาวิทยาลัยครั้งที่ 12 รางวัลนักศึกษาพระราชทาน – รางวัลนักศึกษาทุนพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และปีการศึกษา 2562 – รางวัลเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2562 – รางวัลชมเชยนักศึกษาพระราชทานระดับอุดมศึกษา ภาคกลาง สถานศึกษาขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2563 Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  การตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการพัฒนานักศึกษาด้าน Soft Skills ในระดับปริญญาตรี ใช้ระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจในผลลัพธ์ที่เกิดจากผลการดำเนินงาน ณ ปัจจุบัน ได้ตรวจสอบผลของการดำเนินการตามขั้นตอนมาเป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่าได้รับรางวัลระดับประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามแผนงานของหลักสูตรที่วางไว้ และได้ความรู้เชิงกระบวนการในเลือกเวทีการแข่งขันระดับประเทศให้ประสบความสำเร็จ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการในหลักสูตร คณาจารย์ในคณะ และความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการแข่งขัน โดยไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคปัญหาที่จะเข้ามาโดยใช้ทักษะด้าน Soft Skills ในการบริหารจัดการตนเองและการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ผลการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพ องค์ประกอบที่ 2 คุณภาพบัณฑิต และองค์ประกอบที่ 3 ด้านนักศึกษา ย้อนหลัง 3 ปีมีดังนี้ ปีการศึกษา องค์ประกอบที่ 2 องค์ประกอบที่ 3 2.1 คุณภาพบัณฑิต 2.2ภาวะการได้งานทำ 3.1การรับนักศึกษา 3.2การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา 3.3ผลที่เกิดกับนักศึกษา 2563 4.40 4.37 4.00 4.00 3.00 2564 4.65 5.00 4.00 4.00 4.00 2565 4.63 5.00 4.00 4.00 4.00 การดำเนินงานของหลักสูตรบัญชีบัณฑิตที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากกระบวนการจัดการความรู้ภายในหลักสูตรและคณะวิชาจากการประชุมระดมสมองอาจารย์ทุกครั้งก่อนที่จะดำเนินโครงการและหลังดำเนินการโครงการ  ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการดำเนินงานโครงการพัฒนานักศึกษา ความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษา และการติดตามผลการดำเนินงานตามเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะ หลักสูตรฯ ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาทบทวนกระบวนการดำเนินงานต่างๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่สมควรปรับปรุงแก้ไข หรือสิ่งที่ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อไป ซึ่งนำไปสู่การจัดทำแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice  จากการทบทวนกระบวนการที่มีต่อกระบวนการพัฒนานักศึกษาด้าน Soft Skills ในระดับปริญญาตรีทางหลักสูตรนำมาใช้ประกอบการพิจารณาในการวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้สำหรับปีการศึกษาต่อไป ดังนี้ ด้านการปรับปรุงรูปแบบกิจกรรม ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตจะต้องปรับเป้าหมายการพัฒนานักศึกษาด้าน Soft Skills ให้เหมาะสมผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละชั้นปี เพื่อให้การปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมที่จะบูรณาการในการสอนรายวิชาต่างๆ มีความทันสมัยและน่าสนใจมากขึ้น โดยขยายความร่วมมือกับองค์การวิชาชีพบัญชี หรือองค์การภาคธุรกิจและภาครัฐในการพัฒนานักศึกษา กระตุ้นให้เกิดการใฝ่รู้และความต้องการในการพัฒนาตนเองให้มากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาทุกคนที่จบหลักสูตรบัญชีบัณฑิตได้รับการพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills และจะต้องทำการสำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษาเพื่อสะท้อนความต้องการของนักศึกษาการพัฒนาตนเอง ความคิดเห็นของหัวหน้างานจากสถานประกอบที่ได้ให้การฝึกหัดงาน นำข้อมูลมาใช้การปรับปรุงกิจกรรมโครงการพัฒนานักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาด ด้านการพัฒนาอาจารย์ประจำหลักสูตร โดยเปิดโอกาสให้อาจารย์ประจำหลักสูตรทุกท่านเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาในการแข่งขันต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากการเข้าสังเกตการณ์จากเวทีการแข่งขัน การศึกษาพัฒนาความรู้ของตนเองเพื่อเตรียมตัวเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาต่อไป ด้านวิทยากรผู้นำกิจกรรม ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตจำเป็นต้องพัฒนาอาจารย์ประจำหลักสูตรให้สามารถดำเนินกิจกรรมด้วยตนเองให้ได้มากขึ้น เพื่อจะได้สามารถจัดกิจกรรมได้เองในอนาคต ด้านการพัฒนารูปแบบการเข้าร่วมการแข่งขัน ควรให้นักศึกษาทุกคนได้เข้าสู่กระบวนการแข่งขันในระดับประเทศเพื่อเป็นพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills เช่น การแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศที่แต่ละสถาบันสามารถส่งเข้าร่วมการแข่งขันกี่ทีมก็ได้อย่างไม่จำกัดจำนวน เนื่องจากการแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีเป็นการพัฒนานักศึกษาทั้งด้าน Soft Skills เพื่อฝึกการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การบริหารจัดการเวลา และความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอกลยุทธ์ทางธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาด้าน Hard Skills ที่สามารถนำความรู้จากวิชาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการจัดทำกรณีศึกษาไม่ว่าจะเป็นวิชาการเงินและการลงทุน วิชาการวิเคราะห์งบการเงิน และวิชาการตลาด เป็นต้น

กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา Soft Skills ให้กับนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต Read More »

สอนอย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษานำความรู้สู่การปฏิบัติได้

สอนอย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษา นำความรู้สู่การปฏิบัติได้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 รางวัลดีเด่น ปี2566 ผู้จัดทำโครงการ​ ผศ. สมหญิง โควศวนนท์, อาจารย์ดวงใจ ลิมตโสภณ, อาจารย์ธนัสมัญญ์ เหลืองกิตติก้อง, อาจารย์วิมลวัลย์ วโรฬาร,อาจารย์ศศิพินทุ์ ศุภมนตรี บัวพล คณะพยาบาลศาสตร์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์เป็นสาขาวิชาทางวิชาชีพ การศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้ศาสตร์ทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง วิชาที่กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นรับผิดชอบหลัก ได้แก่ วิชา  BNS 234 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น เป็นวิชาภาคทฤษฎี และ BNS 388 ปฏิบัติการการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น เป็นวิชาภาคปฏิบัติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจแนวคิดและทฤษฎีพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น สามารถให้การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะสุขภาพดีและมีปัญหาสุขภาพได้ครอบคลุมถึงการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลสุขภาพ และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว การพิทักษ์สิทธิเด็ก รวมทั้งประเด็นปัญหากฎหมายและประเด็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง และสามารถนำความรู้จากการเรียนทฤษฎีไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นได้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเด็ก วางแผนการพยาบาล และปฏิบัติการพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยเด็กได้ ซึ่งนักศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา นอกจากนั้นนักศึกษายังจำเป็นต้องมีทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และมีภาวะผู้นำ ในการจัดการการพยาบาล ทักษะเหล่านี้เป็นสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประสงค์ของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต           การจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่ผ่านมา ในภาคทฤษฎีจะเน้นการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่ก็พบปัญหาว่าการจัดสอบเพื่อวัดความรู้เพียงอย่างเดียว มีนักศึกษาสอบไม่ผ่าน 60% เป็นจำนวนมาก เมื่อนักศึกษาไปเรียนในวิชาปฏิบัติ ก็พบปัญหาว่า นักศึกษาไม่สามารถนำความรู้จากการเรียนภาคทฤษฎีไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลได้   ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้          แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น การประยุกต์กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น แนวคิดสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา           การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา (Case studies) เป็นเทคนิคการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนทำความเข้าใจและเชื่อมโยงเหตุการณ์สมมติหรือเหตุการณ์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงกับความรู้หรือทักษะที่ได้เรียนรู้ในรายวิชา โดยมีการกำหนดประเด็นคำถามเกี่ยวกับกรณีศึกษาและองค์ความรู้ที่ต้องนำมาใช้อย่างชัดเจน แต่ไม่มีการจำกัดคำตอบที่ถูกผิดหรือคำตอบที่แน่นอนเพียงคำตอบเดียว การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา (Case studies) ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และการอภิปรายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สังเคราะห์และประเมินแนวทางการตอบสนองต่อเหตุการณ์สมมติอย่างมีหลักการ ได้พัฒนามุมมองความคิดของตนเองจากการแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดของผู้อื่น อีกทั้งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดสร้างสรรค์คำตอบที่หลากหลายได้ ทำให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าเปิดเผยมุมมองของตนเอง           คณาจารย์ในกลุ่มวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นจึงเลือกใช้การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น โดยสร้างกรณีศึกษาที่มีเค้าโครงจากกรณีผู้ป่วยจริงที่สำคัญ พบบ่อย และต้องใช้ความรู้การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นในส่วนที่สำคัญร่วมกับการใช้กระบวนการพยาบาลในการแก้ปัญหากรณีศึกษา ซึ่งนักศึกษาต้องใช้ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา โดยให้นักศึกษาทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดของผู้อื่น และร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาของกรณีศึกษา ด้วยวิธีการนี้ผู้สอนเชื่อว่าเมื่อนักศึกษาขึ้นฝึกปฏิบัติวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น นักศึกษาจะสามารถนำความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลแก่ผู้ป่วยเด็กได้ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น การประยุกต์กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น แนวคิดสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ อาจารย์ในกลุ่มวิชาประชุมประเมินและสรุปปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอนวิชา BNS 234 การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเดิมเน้นการบรรยายเป็นหลัก มาเป็นการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา ด้วยเห็นว่าเป็นวิธีการที่นักศึกษาได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ปัญหาของผู้ป่วยกรณีศึกษา และได้เชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีมาอธิบายกรณีศึกษาและวางแผนการพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาของผู้ป่วยกรณีศึกษา ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีสู่การปฏิบัติการพยาบาล โดยจะแบ่งสัดส่วนเวลาของการเรียน ร้อยละ 50 (15 ชั่วโมง) เป็นการสรุปสาระสำคัญของแนวคิดทฤษฎีของการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และอีกร้อยละ 50 (15 ชั่วโมง) เป็นการแบ่งกลุ่มนักศึกษาเพื่อวิเคราะห์กรณีศึกษา โดยอาจารย์ในทีมผู้สอนทุกคนเข้าสอนประจำกลุ่ม อาจารย์ในกลุ่มวิชาร่วมกันสร้างกรณีศึกษาที่สำคัญ พบบ่อย และครอบคลุมสาระสำคัญของการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น จำนวน 5 เรื่อง โดยใช้เค้าโครงเรื่องมาจากผู้ป่วยจริง พร้อมประเด็นคำถามให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ ค้นหาคำตอบ ประเด็นคำถามจะครอบคลุมการประเมินสภาพผู้ป่วย พยาธิสรีรวิทยาของโรค อธิบายการเกิดอาการ อาการแสดง และการตรวจพบ วิเคราะห์ปัญหาของผู้ป่วย (ข้อวินิจฉัยการพยาบาล) การวางแผนการพยาบาล และการประเมินผล ทีมผู้สอนร่วมกันพิจารณาความถูกต้องเหมาะสมของกรณีศึกษา อาจารย์ในกลุ่มวิชาร่วมกันสร้างคู่มือการสอนโดยใช้กรณีศึกษา แนวคำตอบของประเด็นคำถามทั้ง 5 กรณี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนการวิเคราะห์กรณีศึกษา แบ่งนักศึกษาออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละประมาณ 17 คน ต่ออาจารย์ 1 คน แต่ละกลุ่มแบ่งนักศึกษาเป็น 3 กลุ่มย่อย ให้นักศึกษาทุกคนอ่านกรณีศึกษาและทบทวนความรู้ที่ต้องใช้มาล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียน นักศึกษาอภิปรายกรณีศึกษาในชั้นเรียน แต่ละกรณีศึกษาใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ผู้สอนนำเสนอกรณีศึกษาและประเด็นคำถาม กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ นักศึกษาแต่ละกลุ่มย่อยคิดหาคำตอบตามประเด็นคำถามของแต่ละกรณีศึกษา โดยใช้ความรู้ที่ได้เรียนรู้ และค้นหาความรู้เพิ่มเติม นักศึกษาแต่ละคนนำเสนอคำตอบและข้อคิดเห็นต่อกลุ่มและอภิปราย แต่ละกลุ่มย่อยนำเสนอคำตอบต่อกลุ่มใหญ่ (17 คน) โดยผู้สอนเน้นย้ำกับผู้เรียนว่า การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษาไม่ได้มุ่งหาคำตอบที่ถูกผิดเพียงคำตอบเดียว แต่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มุมมองและเหตุผลที่หลากหลายจากผู้เรียนคนอื่นๆ ผู้สอนรวบรวมคำตอบของผู้เรียน และหยิบยกคำตอบหรือเหตุผลที่น่าสนใจของผู้เรียนขึ้นมาอภิปรายร่วมกับผู้เรียน และสรุปคำตอบร่วมกัน ผู้สอนสรุปประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา การเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เรียนรู้กับกรณีศึกษา และเพิ่มเติมประเด็นที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจหรือยังเข้าใจไม่ครอบคลุม ผู้เรียนทำการสะท้อนคิดการเรียนรู้ (Reflection) ในประเด็นสำคัญ เช่น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา ทักษะที่ได้รับจากกิจกรรม แนวทางการนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล เป็นต้น ผู้เรียนสรุปรายงานกรณีศึกษาแต่ละเรื่องเป็นงานกลุ่ม   Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลการดำเนินการ ด้านนักศึกษา จากการให้นักศึกษาได้สะท้อนคิด พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ ได้เรียนรู้การ ทำงานเป็นทีม การแบ่งหน้าที่กันทำงาน การแสดงความคิดเห็นและการรับฟังความเห็นของผู้อื่น การสืบค้น และเกิดความสามัคคี ได้ฝึกวิเคราะห์ผู้ป่วยในกรณีศึกษา ทำให้เข้าใจพยาธิสภาพ อาการ การรักษา และการดูแลผู้ป่วยเด็กแต่ละโรคมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ในขณะฝึกปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยได้ นักศึกษาพึงพอใจในผลงานของกลุ่ม และเห็นว่าการทำงานเป็นทีมทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างการสะท้อนคิดของนักศึกษา “จากการศึกษาทั้ง 5 สถานการณ์ มีการแบ่งเป็นกลุ่ม โดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาประจำกลุ่ม พบว่า ได้เขา้ใจถึงการวิเคราะห์โรคและอาการและอาการแสดงของโรคนั้น ๆ มากขึ้น สามารถแยกได้ว่า โรคนี้น่าจะเป็นโรคอะไรจากอาการและอาการแสดง การตรวจร่างกาย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้เขา้ใจถึงกลไกของการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากยิ่งขึ้น โดยมีอาจารย์คอย แนะนำ และให้คำปรึกษา ให้ข้อมูล และความรู้ระหว่างเรียน และได้ทำงานร่วมกับเพื่อนในกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ โดยมีประธาน รองประธาน สมาชิกในกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเป็นอย่างดี” “สิ่งที่ได้คือการทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนและอาจารย์ เป็นสิ่งที่ดีมากค่ะ อาจารย์ให้แนวทางการทำงานกลุ่ม คือ ให้นักศึกษาแบ่งหน้าที่กัน มีประธาน และคนเรียบเรียงเนื้อหา ให้นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน และสมาชิกในกลุ่มได้ช่วยกันหาข้อมูล เสนอความคิดเห็น เพื่อตัดสินใจร่วมกัน ทำให้งานออกมาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และมีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มคอยให้ความรู้ ข้อมูล และแนะแนวทางให้นักศึกษาทำงานได้ถูกต้อง” ด้านอาจารย์ผู้สอน ในการสอนสถานการณ์แรก นักศึกษาจะยังไม่คุ้นเคยกับการเรียนวิธีนี้ อาจารย์ เริ่มสอนให้วิเคราะห์หาความผิดปกติของผู้ป่วย เชื่อมโยงกับพยาธิสภาพของโรค นำสู่ปัญหาของผู้ป่วย การวางแผนการพยาบาล โดยนักศึกษาจะช่วยกันนำเสนอ อาจารย์สรุปและเพิ่มเติมให้ และ ให้นักศึกษาทำรายงานกรณีศึกษา นักศึกษาทุกคนจะมีรายงานทั้ง 5 เรื่อง เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการเรียนรู้ขณะขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาล   ปัญหาและอุปสรรคที่พบ นักศึกษาบางคนไม่ได้เตรียมตัวในการอ่านสถานการณ์มาก่อน ทำให้ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการ อภิปรายกลุ่มได้ ห้องเรียนในการทำกลุ่ม คับแคบเกินไป จำนวนนักศึกษาในแต่กลุ่มค่อนข้างมาก กลุ่มละ17 คน ทำให้การอภิปรายแลกเปลี่ยนไม่ทั่วถึง Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล           การประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาโดยนักศึกษา พบว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติมากขึ้น และพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเรียนในรูปแบบเดิมที่เน้นการบรรยาย ดังข้อมูลในตาราง หัวข้อ รูปแบบบรรยาย (ปี64) Case studies (ปี65) Case studies (ปี66) Mean+SD ระดับ Mean+SD ระดับ Mean+SD ระดับ 1.นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ทั้งในแนวคิด เนื้อหา และกระบวนการ 4.5 + 0.57 ดี 4.6+0.53 ดีมาก 4.8+0.40 ดีมาก 2.นักศึกษามีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มนอกเหนือจากชั้นเรียน 4.4 + 0.61 ดี 4.6+0.54 ดีมาก 4.7+0.4 ดีมาก 3.การเข้าเรียนวิชานี้ทำให้มีความพร้อมในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติ 4.4 + 0.64 ดี 4.6+0.55 ดีมาก 4.8+0.40 ดีมาก 4.ในภาพรวมนักศึกษาพึงพอใจกับการเรียนการสอนในรายวิชานี้ 4.5 + 0.55 ดี 4.6+0.58 ดีมาก 4.8+0.40 ดีมาก ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อการเรีนรู้โดยกรณีศึกษา – ดีมาก ๆ ค่ะเป็นวิชาที่ชอบมาก แต่อยากให้เพิ่มเวลาเรียนมากกว่านี้ค่ะ – การสอนแบบวิเคราะห์สถานการณ์โดยให้ผู้เรียนอภิปรายในกลุ่มย่อย และนำเสนอความคิดของกลุ่มย่อย และอาจารย์ช่วยสรุป ทำให้เข้าใจมากขึ้น นักศึกษาเสนอให้มีการสลับและเปลี่ยนกลุ่มพบอาจารย์ทุกคนเพื่อให้นักศึกษาได้เกิดการเรียนรู้ในมุมมองและวิธีคิดที่หลากหลายมากขึ้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาทำให้นักศึกษาเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ดีขึ้น รูปแบบนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในปีการศึกษา 2565 ซึ่งพบว่าผลการประเมินการเรียนรู้ของนักศึกษาสูงขึ้นจากระดับดีในปีการศึกษา 2564 (ค่าเฉลี่ย 4.4-4.5) เป็นระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.6) และในปีการศึกษา 2566 ผลการประเมินการเรียนรู้ของนักศึกษาสูงขึ้นอีก มีค่าเฉลี่ย 4.7-4.8 ซึ่งอาจเป็นผลจากทีมอาจารย์มีทักษะการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษาสูงขึ้น          บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่               การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา ดังนี้ นักศึกษาเกิดการเรียนรู้แนวคิด ทฤษฎีที่สำคัญเกี่ยวกับการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น สามารถประยุกต์ทฤษฎีในการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษา และวิเคราะห์ปัญหาของกรณีศึกษา นำสู่การวางแผนการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัญหาของกรณีศึกษาได้ นักศึกษาสามารถศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาให้ในการอธิบายและวิเคราะห์กรณีศึกษาได้ การนำกรณีศึกษาที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากผู้ป่วยจริง สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในการปฏิบัติการพยาบาล จึงเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์จริงเมื่อขึ้นฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย สร้างความมั่นใจแก่นักศึกษาในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นต่อไป นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การแสดงความคิดเห็น และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานในทีม และเรียนรู้ว่าการทำงานเป็นทีมนำสู่ความสำเร็จและประสิทธิภาพของงานที่สูงขึ้น นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการใช้ข้อมูลสารสนเทศ จากการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อนำมาสนับสนุนการวิเคราะห์ ตัดสินใจ วินิจฉัยปัญหาทางการพยาบาล และออกแบบการพยาบาลให้เหมาะสมกับกรณีศึกษา ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice สร้างกรณีศึกษาให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมสาระสำคัญของการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น และมีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เกิดความคิดวิเคราะห์ในหลายมิติ พัฒนารูปแบบการนำเสนอกรณีศึกษาให้น่าสนใจ เช่น คลิป VDO, Simulation ปรับเปลี่ยนการนำเสนอผลการวิเคราะห์กรณีศึกษา เป็น one page / mapping / infographic จัดหาห้องเรียนที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับการทำงานกลุ่มของนักศึกษา  

สอนอย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษานำความรู้สู่การปฏิบัติได้ Read More »

การเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนการสอน

การเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนการสอน ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR1.1.1, KR1.2.1, KR1.2.2, KR1.2.3, KR1.2.4, KR1.3.1, KR1.3.3 และ KR1.4.6  รางวัลดีเด่น ปี2566 ผู้จัดทำโครงการ​ รศ. นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​ กระบวนทัศน์ในการการจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเนื่องด้วยอารยธรรมมนุษย์มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง จาก “สังคมเกษตร” ที่เน้นการจัดการศึกษาแบบ Informative ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้รายวิชาเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร(Information)โดยผลลัพธ์ของการเรียนรู้ก็คือเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ (Experts) สู่ “สังคมอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นยุคของการศึกษาแบบ Formative ที่เน้นในเรื่องของสังคมและคุณค่า (Socialization &Values)โดยผลลัพธ์ของการเรียนรุ้จะเน้นไปในด้านของวิชาชีพ (Profession) โดยให้สามารถควบคุมตัวเองได้ ควบคุมกันเองได้ในกลุ่มวิชาชีพ           ต่อมาเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โลกได้เปลี่ยนมาสู่ สังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society) และ “สังคมหลังยุคฐานความรู้” (Post Knowledge Based Society) ตามลำดับเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิทัศน์ในทุกมิติทั้งทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับโลกในยุคที่กล่าวมา จากเดิมที่เคยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี “อนาคตที่ค่อนข้างชัดเจน” สู่ “อนาคตที่เป็นไปได้ในหลากหลายทางเลือก” จากนั้นเปลี่ยนมาสู่ “อนาคตที่ค่อนข้างคลุมเครือ” “อนาคตที่ไร้ความชัดเจน” หรือ “VUCA World”(V ย่อมาจาก Volatility: U ย่อมาจากUncertainty: C ย่อมาจาก Complexity: และ A ย่อมาจาก Ambiguity) และในปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งที่เคยผันผวนมาก ๆ หมดความน่าเชื่อถือ คนเราไม่ได้รู้สึกถึงความไม่แน่นอนอีกต่อไป แต่เพิ่มระดับเป็นความวิตกกังวลหรือเรียกว่าโลกยุค BANI (B = Brittle – ความเปราะบาง A = Anxious – ความวิตกกังวล N = Nonlinear – ความไม่เป็นเส้นตรง และ I = Incomprehensible – ความกำกวม เข้าใจไม่ได้ หมายความว่าระบบต่าง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นความไม่เป็นเส้นตรง สิ่งที่เคยคลุมเครือ กลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ ซึ่งระบบต่างๆในทุกมิติมีความซับซ้อนมากขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นโลก “โลกที่ไม่พึงประสงค์” ซึ่งเต็มไปด้วยคลื่นวิกฤตเชิงซ้อนเป็นระลอก ๆ ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 วิกฤตซัพพลายเชนโลก วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร วิกฤตโลกรวน วิกฤตเงินเฟ้อ ที่อาจตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นต้น           ดังนั้นการจัดการศึกษาเพื่อที่จะผลิตบัณฑิตเพื่อให้รู้เท่าทัน หรือดำรงชีวิตหรือให้สามารถแข่งขันได้ในโลกยุคศตวรรษที่ 21หรือโลกยุค BANI นั้นจำเป็นต้อง เสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้เรียน ในบริบทของความเปราะบางโดยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและให้มีชุดความคิดในด้านความยืดหยุ่นในทุกมิติของการดำรงชีวิตมากขึ้นเนื่องจากในโลกที่ไม่เป็นเส้นตรง การใช้ชุดความคิดที่ตายตัวมักจะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต ถ้าไม่มีการคิดค้นสิ่งใหม่โดยหวังพึ่งพาแต่วิธีการเดิม ๆ ที่เคยทำมาจะทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอกับการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถแข่งขันได้ นอกจากนั้นการที่ต้องสร้างวิธีการพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆให้กับผู้เรียน เพื่อค้นหาคำตอบสำหรับปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis) สำหรับ เข้ามาช่วยในการดำรงชีวิตในอนาคตเพราะบางครั้งการวางแผนระยะยาวอย่างละเอียดมากเกินไปอาจไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป           จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตในยุคปัจจุบันนั้นจำเป็นต้องให้ผู้เรียนทำความเข้าใจ “โครงสร้างเชิงระบบ” (Systemic Structure) ที่สามารถแสดงกลไกความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และหยั่งรู้ถึง “ความคิดฐานราก” (Mental Model) ที่กำหนดโครงสร้าง กฎเกณฑ์ รูปแบบ ตัวขับเคลื่อน และผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ในเรื่องนั้น ๆ รวมถึงการพัฒนา “ปัญญา” (Wisdom) มิใช่แค่ “องค์ความรู้” (Knowledge) อย่างที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Wisdom for Sustainable Development) นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจโลกในยุคปัจจุบันอย่างกระจ่างชัด แค่ลำพังขีดความสามารถในการคาดการณ์ (Anticipative Capacity) เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ จะต้องพัฒนา “ขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยน” (Transformative Capacity) โดยต้องเริ่มด้วย “การปรับเปลี่ยน Mindset” มากกว่าการเน้นยกระดับ Skillset หรือการพัฒนา New Skill เพียงอย่างเดียว           วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้มองเห็นว่าการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิตเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดและบทบาทของวิทยาลัยฯจากการเป็นแหล่งเรียนรู้เป็นแหล่งสร้างนวัตกรโดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการเลือกสร้างนวัตกรรมที่ตรงกับความฝัน (Passion) ของตนเองตามความถนัดและเป็นสิ่งที่ตนเองและโลกต้องการ นอกจากนั้นต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียนจากการเรียนให้มีความรู้เป็นการเรียนเพื่อรู้เท่าทันและฉลาดรู้ทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้นำในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงอย่างมีนวัตกรรมรวมทั้งให้ผู้เรียนเปลี่ยนกรอบความคิดละมุมมองจากการให้ความสำคัญเฉพาะกับตัวเองให้มีมุมมองใหม่ที่มองเห็นสังคมส่วนรวมสำคัญกว่าตนเอง           ระบบการจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership Attributes)โดยจัดการศึกษาในรูปแบบที่เรียกว่า Transformative Learning ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะหลักในวิชาชีพทั้งที่เป็นองค์ความรู้และทักษะในเชิงสากลและที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศไทย ซึ่งการจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานพลังกัน (Synergy) ในทุกมิติทั้งในเรื่องคนและภารกิจ เพื่อทำให้มิติต่างๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ การรับนักศึกษา สาระวิชาในหลักสูตร การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา การวางระบบผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลผู้เรียน การบริหารและพัฒนาอาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน รวมทั้งสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ประสานพลัง (Synergy) กันเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           การจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตในรูปแบบที่เรียกว่า Transformative Learning ที่ต้องประสานพลังของมิติต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ระดับคลัสเตอร์ ระดับมหาวิทยาลัยรังสิตรวมทั้งเครือข่ายความร่วมมือทั้งระดับประเทศและต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership Attributes) ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะหลักในวิชาชีพทั้งที่เป็นองค์ความรู้และทักษะในเชิงสากลและที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศไทยและโลกในยุค BANI ซึ่งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้ดังต่อไปนี ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง องค์ความรู้ทางด้านการบริหารที่ประกอบด้วยหลักการการจัดการองค์กร องค์ความรู้ทางด้านการบริหารภารกิจการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (การบริหารการศึกษา งานวิจัย งานบริการวิชาการ) องค์ความรู้ทางด้านการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การสอน จิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาพัฒนาการ การวัดและประเมินผล องค์ความรู้ทางด้าน 21st Century Skills องค์ความรู้แบบองค์รวมในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้นในอนาคตของศตวรรษที่21ของวิศวกรรมชีวการแพทย์โดยเน้นในเรื่องของสภาพปัญหาและข้อจำกัด (Pain Point) ในทุกมิติขององคาพยพทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทยทั้งเรื่องของวิชาการ การวิจัย เรื่องของวงจรชีวิตของเครื่องมือและเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ เรื่องของคนและวิชาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ และการพัฒนา Career Path ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับประเทศไทยรวมทั้งการจัดการศึกษาและพัฒนาบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของมหาวิทยาลัยรังสิต การศึกษาดูงานจากสถาบันการศึกษาและองค์กรในลักษณะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงาน องค์ความรู้อื่นๆที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา และระดับหลักสูตรระดับคณะและวิทยาลัย รวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพรวมทั้งภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ องค์ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ระบบการรับนักศึกษา การพัฒนาสาระหลักสูตรที่ต้องตอบสนองต่อทักษะสากลในศตวรรษที่21รวมทั้งต้องตอบสนองต่อความต้องการ (Demand) ของประเทศไทย การวางระบบผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนการสอน การบริหารและพัฒนาอาจารย์ การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารและพัฒนาอาจารย์ รวมทั้งการพัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนรู้ (Eco-System) โดยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาจะต้องทำงานแบบประสานพลังกันเพื่อทำให้การจัดการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิตของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นเป็นไปในทิศทางที่ทำให้โลกของการเรียนรู้ โลกของการทำงาน และโลกแห่งอนาคต เป็นโลกเดียวกัน) โดยสามารถเขียนเป็นวงจรคุณภาพโดยสรุปได้ดังรูปที่ 1                                                 รูปที่ 1 วงจรคุณภาพของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์            พิจารณาจากรูปที่ 1 เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนดังนั้นกระบวนการบริหารจัดการศึกษาและพัฒนาบัณฑิตแบบองค์รวมจะเริ่มจากที่มาของรายได้หลักคือระบบการรับนักศึกษา รายได้รองมาจากงานวิจัยและงานบริการวิชาการในลักษณะต่างๆซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารและพัฒนาอาจารย์  โดยรายได้ดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในเรื่องของระบบการบริหารและพัฒนาบุคลากรทั้งสายอาจารย์และสายสนับสนุน ใช้ในระบบการพัฒนาสาระวิชาในหลักสูตรระบบการส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา การวางระบบผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลผู้เรียน รวมทั้งสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ จากนั้นจึงใช้หลักการประสานพลัง (Synergy) ทั้งทรัพยากรบุคคลและภารกิจในการจัดการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อผลิตงานวิจัยและบัณฑิตที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณเมื่อผลงานวิจัยงานบริการวิชาการและบัณฑิตมีคุณภาพก็จะส่งผลต่อชื่อเสียงของวิทยาลัยฯและจะเป็นปัจจัยย้อนกลับมายังค่านิยมทางด้านการศึกษาและการสนับสนุนทุนวิจัยให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปอย่างยั่งยืนไม่มีที่สิ้นสุด ในที่นี้จะกล่าวถึงการบริหารจัดการระบบต่างๆโดยสรุปดังนี้ ระบบการจัดทำสาระวิชาในหลักสูตร     การจัดทำสาระวิชาในหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นเป็นระบบที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยการออกแบบและจัดทำสาระวิชาในหลักสูตรต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่สำคัญคือ ปัญหาของโลก และปัญหาของประเทศ(Pain Point) และมาตรฐานของวิชาชีพ ที่เหมาะสมกับยุคและสมัยของการเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ (Paradigm) ของวิชาชีพ วงจรชีวิตของเทคโนโลยีในวิชาชีพ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างองค์ความรู้และทักษะในระดับสากลและความต้องการของประเทศไทย โดยต้องให้สถานประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน สมาคมวิชาชีพมีส่วนร่วมในการจัดทำด้วย โดยสาระวิชาของหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ยุค คือ ในยุคการแพทย์ที่เน้นการดูแลรักษาผู้ป่วย (Patient Care : Corrective Medicine) ในระหว่างปีพ.ศ.2545-2560 ที่เน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องการขาดแคลนบุคลากรและความพอเพียงและความพร้อมใช้รวมทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เกี่ยวของกับเครื่องมือแพทย์ดังนั้นสาระวิชาของหลักสูตรในยุคนี้จะเน้นทางด้านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมคลินิก (Clinical Engineering) และการวิจัยและพัฒนาต่อมาเป็นยุคตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 จนถึงปัจจุบันที่เน้นทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพหรือการแพทย์เชิงป้องกัน (Healthcare : Preventive Medicine) โดยทั้งสองยุคนั้น สิ่งที่เป็นที่ต้องการของประเทศไทยก็คือเรื่องของความมั่นคงทางด้านเรื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพโดยสาระวิชาในยุคปัจจุบันจะเน้นในเรื่องของทรานสฟอร์มเมชันทางด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ (Digital Transformation in Medical Device and Healthcare Technology) ควบคู่กับวิศวกรรมคลินิก โดยทั้งสองยุคนอกจากจะเน้นความรู้และทักษะทางด้าน Hard Skillsในวิชาชีพแล้วยังเน้นทางด้าน Soft Skills อีกทางหนึ่งด้วย การบริหารและพัฒนาอาจารย์รวมทั้งบุคลากรสายสนับสนุน สำหรับปัจจัยที่สำคัญต่อมาก็คือการจัดการในเรื่องของการบริหารจัดการบุคคลให้เหมาะสมกับผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่คาดหวังโดยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้จัดโครงสร้าง บทบาทและหน้าที่ของบุคลากรทั้งสายอาจารย์และสายสนับสนุนวิชาการให้สอดคล้องกับผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ดังรูปที่ 3 โดยมีกระบวนการรับและพัฒนาบุคลากรโดยสรุปดังรูปที่ 2                                                                                                        รูปที่ 2 กระบวนการรับและพัฒนาบุคลากร           พิจารณาจากรูปที่ 2 การบริหารและพัฒนาอาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ประกอบด้วย ระบบการบริหารและพัฒนาอาจารย์ในลักษณะการประสานพลัง ในทุกมิติของภารกิจของอาจารย์ระดับอุดมศึกษาเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยและเป็นไปตามแผนพัฒนาวิทยาลัยสำหรับในส่วนของการบริหารจัดการและการพัฒนาอาจารย์จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ระบบการรับอาจารย์และแต่งตั้งอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร การบริหารอาจารย์ การส่งเสริมและพัฒนาอาจารย์ที่ประกอบด้วย การส่งเสริมและพัฒนาอาจารย์ในด้านการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาอาจารย์ในด้านภาระหน้าที่ในการพัฒนาคุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการ และการส่งเสริมและพัฒนาอาจารย์ในด้านการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งนี้เพื่อให้อาจารย์มีคุณภาพทั้งด้านความรู้ ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่รับผิดชอบ สามารถก้าวทันวิทยาการสมัยใหม่ มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ การวิจัย และการพัฒนาศาสตร์ในสาขาวิชาที่รับผิดชอบ การวางระบบผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินผลการเรียนรู้การส่งเสริมและการพัฒนานักศึกษา           สำหรับปัจจัยที่สำคัญต่อมาก็คือการจัดการในเรื่องของการบริหารจัดการบุคคลให้เหมาะสมกับผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่คาดหวังโดยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้จัดโครงสร้าง บทบาทและหน้าที่ของบุคลากรทั้งสายอาจารย์และสายสนับสนุนวิชาการให้สอดคล้องกับผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ดังรูปที่ 3                                                   รูปที่ 3 วิธีการการประสานพลังในการจัดการศึกษา           พิจารณาจากรูปที่ 3 สามารถอธิบายโดยสรุปได้ดังนี้           ในรูปที่ 3 จะเห็นว่าเป้าหมายของวิทยาลัยคือการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตตามยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นจึงได้จัดแบ่งบุคลากรออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนการบริหารจัดการและส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นไปตามผลลัพธ์ ส่วนทีมพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่ต้องประสานพลังกันกับงานวิจัยและบริการวิชาการ และส่วนพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าโดยทั้งสามส่วนจะทำงานในลักษณะประสานพลังซึ่งกันและกัน สำหรับการจัดการในเรื่องของการจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตนั้นก็จะใช้หลักการประสานพลังในภารกิจซึ่งกันและกันทั้งงานสอน งานวิจัยและงานบริการวิชาการ รวมทั้งงานทางด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยมีกลยุทธ์ที่สามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังรูปที่ 4                                                     รูปที่ 4 วิธีการการประสานพลังในการจัดการศึกษา           พิจารณาจากรูปที่ 4 เนื่องจากภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนไปส่งผลทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนตามไปด้วย ท้ายที่สุดที่สำคัญก็คือทักษะที่ต้องการในการดำรงชีวิตเปลี่ยนไป ดังนั้นวิธีการการเรียนรู้ของผู้เรียนก็ต้องเปลี่ยน การเน้นการสอนไม่ได้ผล ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งผู้สอนและผู้เรียน อาจารย์ต้องไม่เน้นสอน แต่ต้องเน้นการออกแบบการเรียนรู้ เน้นสร้างแรงบันดาลใจ เน้นการเป็นโค้ชหรือผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ไม่ใช่เป็นผู้สอน สำหรับกลยุทธ์และแนวทางในการจัดการการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิตของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์แบบองค์รวมโดยการประสานพลัง ทั้งคนและภารกิจเข้าด้วยกันโดยที่การทำภารกิจหนึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์และเชื่อมโยงไปยังอีกภารกิจที่เหลือด้วยโดยการจัดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์ของการเรียนรู้ (Outcome Based Learning)โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบ Active Learning ทั้งรูปแบบ Project Based LeaningและResearch Based Learning ที่เน้นการเรียนรู้และศึกษาปัญหาโจทย์วิจัยจาก Real Sector จากเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะของการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน โดยกระบวนการโดยสรุปของการพัฒนาการจัดการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิต เพื่อให้เป็นBrain Powerตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตดังนี้ ชั้นปีที่ 1 เน้นในเรื่องการปรับ Mindset การสร้าง Passion และปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ See it, Own it , Solve it, Do it ควบคู่ไปกับความและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์การแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์พื้นฐาน ชั้นปีที่ 2 จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Module โดยการสลายรายวิชาเพื่อเน้นการพัฒนาแนวคิดการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพแบบAnalog และแบบ Digital พร้อมๆกันกับเน้นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม ชั้นปีที่ 3 จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Module โดยเน้นการพัฒนาแนวคิกการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพแบบอัจฉริยะ (Smart Medical Devices and Healthcare Technology) และการพัฒนางานทางด้านวิศวกรรมคลินิก พร้อมๆกับการพัฒนา Mind Setในด้านความทะเยอทะยาน (Ambition) จิตสำนึกในด้านบริการโดยใช้ BIS-Center และชมรมเครื่องมือแพทย์ RSU เพื่อสังคมเป็นฐาน พร้อมทั้งเรียนรู้การศึกษาและหาแนวทางแก้ปัญหาจากสถานประกอบการจริงทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ชั้นปีที่ 4 จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Module โดยเน้นการพัฒนาแนวคิดการวิจัยและพัฒนาต้นแบบเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการดูแลรักษา Module Mini MBA การบริหารจัดการงานวิศวกรรมชีวการแพทย์ และการฝึกงานทั้งในและต่างประเทศตามความต้องการของนักศึกษา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะทางด้านนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการโดยใช้ห้องวิจัยของวิทยาลัยทั้ง 7 ห้องวิจัย BIS Center รวมทั้ง Technology Transfer Center (TTC) และสถานประกอบการจริงทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้           จากกระบวนการพัฒนานักศึกษาที่กล่าวมานั้นสิ่งที่สำคัญอีประการหนึ่งที่จะทำให้กลยุทธ์ในการจัดการศึกาและการพัฒนาบัณฑิตที่กล่าวมาประสบความสำเร็จคือการวัดและประเมินผล โดยทางวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการวัดและประเมินผลเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอนเช่นการเปลี่ยนจากข้อสอบเป็นความลับ เป็นเปิดเผยมากขึ้น การเปลี่ยนจากสอบมีเฉพาะสอบวัดผลเป็นคนๆ เป็นการสอบวัดผลเป็นทีมด้วยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการวัดและประเมินจะเน้นการวัดคุณค่าของการพัฒนาแนวความคิดมากกว่าถูกหรือผิด การพัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนรู้           สิ่งหนึ่งที่วิทยาลัยได้ให้ความสำคัญในการดำเนินภารกิจตาม “ปณิธาน”ที่ว่ามุ่งทำให้“โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน” ก็คือเรื่องของ “ระบบสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปที่ 1จะเห็นว่าระบบสนับสนุนการเรียนรู้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวส่งเสริมความสำเร็จในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนรวมทั้งการส่งเสริมบรรยากาศการทำงานของบุคลากรทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน การพัฒนาระบบสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนจะประกอบด้วยการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Hardware และ Software เป็นสิ่งที่จับต้องได้และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในรูปของความรู้สึกและบรรยากาศทั้งหมดที่เรียกว่า Eco – System สำหรับการพัฒนาสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่ผ่านมาสามารถกล่าวโดยสรุปได้แก่ สภาพแวดล้อมบริเวณรอบนอกวิทยาลัยประกอบด้วย สวนต้นไม้ ป้าย Backdrop ต่างๆ ที่นั่งพักผ่อน ห้องทำกิจกรรมของนักศึกษา ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็น Hardware เพื่อทำให้บรรยากาศในห้องเรียนทุกห้องไม่ใช่เป็นบรรยากาศแห่งที่สอนหนังสือ แต่ต้องเป็นบรรยากาศที่สอดคล้องกับวิชาชีพคือวิศวกรชีวการแพทย์ ที่ประกอบด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้แก่ บรรยากาศการเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก บรรยากาศการเป็นศูนย์สำหรับการสอบเทียบ บรรยากาศในการเป็นศูนย์บำรุงรักษาที่ได้มาตรฐาน บรรยากาศของหอผู้ป่วยในรูปแบบต่างๆทั้งห้อง ICU ห้องฉุกเฉิน หอผู้ป่วยแบบต่างๆ ระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพเป็นต้น ระบบสนับสนุนการเรียนรู้แบบ Online ที่เป็น Software ทางวิทยาลัยได้มุ่งทำให้บรรยากาศในการเรียนรู้ของผู้เรียนสอดคล้องกับปรัชญาในเรื่องของเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการและเหมาะสมกับ Life Style ของผู้เรียนในทุก Generation ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ในด้านของการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบสนองในการ“ก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยได้มีการพัฒนาระบบห้องวิจัย ระบบการเผยแพร่ผลงานวิจัย ระบบการนำผลงานวิจัยไปดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบการสนับสนุนการเรียนรู้ในด้านงานบริการวิชาการที่สอดคล้องกับวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อรองรับการวิจัยของคณาจารย์ รวมทั้งนักศึกษาในทุกระดับทั้งปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก การรับนักศึกษา                  การดำเนินงานในด้านยุทธศาสตร์การรับนักศึกษานั้นจะกระกอบด้วยการประชาสัมพันธ์ การรับนักศึกษา โดยทั้งสองกระบวนการจะเน้นการใช้ผลงานในภาพรวมของวิทยาลัยฯที่กล่าวมาทั้งหมดในการประชาสัมพันธ์ทั้งเชิงรุกและเชิงตั้งรับในสื่อหลักและสื่อสังคมรวมทั้งการจัดกิจกรรมขึ้นทั้งในวิทยาลัยฯและนอกมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้ผู้สนใจที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และเป้าประสงค์ของหลักสูตรจำนวนมากขึ้น Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน  ผลลัพธ์ที่ได้ ในระดับหลักสูตร สามารถพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ ครบทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก มีทั้งแผนการเรียนภาษาไทยและแผนการเรียนนานาชาติ มาตรฐานทางด้านคุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์อยู่ในระดับดีเยี่ยมโดยสัดส่วนของคุณวุฒิปริญญาโทต่อปริญญาเอกของอาจารย์และสัดส่วนของตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์อยู่ในระดับดีเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าตำแหน่งทางวิชาการในสาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ของอาจารย์วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตมีจำนวนสูงสุดในบรรดามหาวิทยาลัยของประเทศไทย จำนวนนักศึกษาแรกเข้าของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากในระยะเริ่มต้นรวมทุกชั้นปีจำนวนประมาณ 160 คน ปัจจุบันมีนักศึกษารวมทุกชั้นปีทุกระดับการศึกษาจำนวนประมาณมากกว่า 400 คน ผลงานทางวิชาการของนักศึกษาและอาจารย์ทั้งผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมรวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญาทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และที่เกี่ยวข้องในแต่ละปีการศึกษาเกิดขึ้นและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจำนวนมาก นักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยฯความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติได้รับรางวัลในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ บัณฑิตที่จบออกไปได้งานก่อนจบ และ จบไปแล้วไม่เกินระยะเวลา 2 เดือนได้งานครบ 100 เปอร์เซ็นต์ผู้ที่ทำงานในอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่สูงกว่ามาตรฐานของสกอ. รวมทั้งสามารถสอบเรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในส่วนหลักสูตรนานาชาติหลักสูตรภาษาไทยและมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับ 1-10 ของโลกเช่น Imperial College ของอังกฤษ เป็นต้น บัณฑิตมีความจงรักภักดีกับสาขาวิชา คณะฯและมหาวิทยาลัย ให้ความร่วมมือกับสาขาวิชาในด้านต่างๆด้วยดีตลอดมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบัน อัตราการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของบัณฑิตที่ได้รับการพัฒนาในทิศทางดังกล่าวพบว่ามีการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานทั้งในเรื่องค่าตอบแทนและตำแหน่งในระดับดีมาก ศิษย์เก่าที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทแม่ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศออสเตรีย ทำงานเป็นวิศวกรที่ปรึกษาขององค์กรระหว่างประเทศทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เป็นผู้บริหารในองค์กรทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ทั้งระดับกลางและระดับดับสูง รวมทั้ง สามารถทำการเปิดบริษัทของตัวเองทางด้านอุปกรณ์การแพทย์ในขณะที่จบการศึกษาออกไปได้เพียง 2 ปีและบริษัทดังกล่าวมีอัตราการเจริญเติบโตในระดับที่ดีในตลาดเครื่องมือแพทย์ของประเทศไทย ระดับคะแนนการประกันคุณภาพประจำปีเป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิตต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลามากกว่า 3 ปี ความพึงพอใจของนักศึกษาในทุกระดับการศึกษาในด้านระบบสนับสนุนการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมากตลอดมา จากการสอบถามนักศึกษาแรกเข้าพบว่า ปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ทำให้เป็นที่ต้องการเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิตคือความพร้อมของระบบสนับสนับสนุนการเรียนรู้ของวิทยาลัยฯ   ในระดับสถาบัน ผลงานและความสามารถในการแข่งขันของนักศึกษาและคณาจารย์สามารถทำชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยรังสิตได้หลายๆผลงานในทุกปีการศึกษา ได้รับการยกระดับจากมหาวิทยาลัยรังสิตจากระดับหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้เป็นคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ตามลำดับ   ในระดับวิชาชีพและระดับประเทศ มีส่วนร่วมและเป็นหนึ่งในผู้นำในการยกระดับวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้มีตัวตนในวิชาชีพของประเทศ นักศึกษาและบัณฑิตของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีส่วนร่วมและเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านวิชาชีพของประเทศไทยและมีส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในการเป็นหนึ่งในทีมงานที่มีคุณภาพในด้านการดูแลรักษาสุขภาพให้กับประชาชนอย่างมีมาตรฐานเท่าเทียมกับระดับสากล สามารถกำจัดและ/หรือลด Pain Point ทางด้านวิศวกรรมคลินิกและ/หรือความมั่นคงทางด้านเครื่องมือแพทย์ให้กับประเทศไทย เป็นหนึ่งในผู้นำในด้านการพัฒนาทางด้าน Digital Transformation ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพให้กับวิชาชีพวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางด้านการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทย   ในระดับอาเซียนและนานาชาติ เป็นผู้ผลิตบุคลากรทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และวางระบบบริหารจัดการงานเครื่องมือแพทย์ให้กับประเทศสปป.ลาวตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยจากการติดตามผลของความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานและการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของบัณฑิตในประเทศสปป.ลาวตลอดมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีเยี่ยมโดยในปัจจุบันประเทศสปปป.ลาวได้นำเอาหลักและวิธีการที่ได้เรียนรู้จากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการรวมทั้งการปฏิบัติงานและที่สำคัญผู้บริหารที่เป็นรับผิดชอบงานเครื่องมือแพทย์ทั้งประเทศสปป.ลาวคือบัณฑิตจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตรวมทั้งได้รับทุนการศึกษาจากต่างประเทศให้มาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตอย่างต่อเนื่อง จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับนานาชาติของประเทสในย่านอาเซียน   อื่นๆ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นเป้าหมายแรกๆของบุคคลจากภายนอกที่ต้องการมาเยี่ยมชมดูงานที่มหาวิทยาลัยรังสิตเพราะปัจจัยที่สำคัญลำดับแรกๆก็คือต้องการมาเยี่ยมชมพร้อมของระบบสนับสนับสนุนการเรียนรู้ของวิทยาลัยฯ วิทยาลัยฯได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกเช่นสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย ให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่สอบรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จำนวนอย่างน้อย 3 มาตรฐานวิชาชีพคือ วิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ในโรงพยาบาล วิชาชีพการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ และวิชาชีพการผลิตเครื่องมือแพทย์เนื่องมาจากปัจจัยสำคัญที่สุดในการได้รับการรับรองคือความพร้อมของระบบสนับสนุนการเรียนรู้เช่นอาคารสถานที่และอุปกรณ์เครื่องมือเป็นต้น ผลงานวิจัย ทุนสนับสนุนการวิจัย รวมทั้งคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ติด3อันดับแรกของมหาวิทยาลัยรังสิตในตลอดระยะ 5 ปีที่ผานมา ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลถึงความสำเร็จนี้ก็คือความพร้อมของระบบสนับสนุนการเรียนการสอนซึ่งรวมทั้งการทำวิจัยด้วยในทุกมิติที่ส่งผลทำให้การขอทุนวิจัย การผลิตผลงานวิจัยการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยรวมทั้งงานบริการวิชาการที่ทางวิทยาลัยได้ทำในลักษณะ Synergy ภารกิจนั่นเอง   อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน สำหรับความท้าทายของการดำเนินการตามแนวคิดและหลักการที่ได้กล่าวมมานั้นสามารถสรุปได้ดังนี้ ส่วนของบุคลากรสายอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาใหม่ ในระยะเริ่มต้น ที่จะต้องปรับแนวความคิดหรือชุดความคิด (Mindset) และหลังจากที่ผ่านทดลองงานหรือมีประสบการณ์ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปก็จะสามารถดำเนินการได้ราบรื่นมากขึ้น ส่วนของกฎระเบียบส่วนกลางต่างๆที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งระดับมหาวิทยาลัย และ/หรือระดับประเทศที่อาจจะเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคเนื่องจากมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมหาวิทยาลัยที่หลากหลายรูปแบบดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานของผู้บริหารระดับคระ/วิทยาลัยในการทำความเข้าใจ แก้ไขและปรับปรุงเป็นระยะๆอยู่ตลอดเพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่  เนื่องจากภูมิทัศน์ของโลกในทุกๆมิติรวมทั้งนักศึกษาที่เข้าใหม่ในแต่ละรุ่น (Generation) มีการเปลี่ยนแปลงไปในบางเกือบทุกมิติในทุกๆปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ในทุกๆปี ที่สำคัญที่สุดก็คือโลกหลังยุคการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และโลกหลังยุคสังคมฐานความรู้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของทางด้านการแพทย์จากการแพทย์เชิงตั้งรับ (Patient Care) เป็นการแพทย์เชิงรุกหรือเชิงป้องกัน (Healthcare หรือ Care for Citizen) ปรากฏการณ์ดังกล่าวทางวิทยาลัยฯได้ทำการตรวจสอบ ติดตามและเฝ้าระวังเพื่อรับมืออยู่ตลอดเวลาและมีการแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดปลีกย่อยและเป้าหมายบางของยุทธศาสตร์และการดำเนินกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลาทั้งในระยะ6 เดือนระยะ1 ปี ระยะ3 ปีและระยะ5 ปี โดยที่แกนหลักของยุทธศาสตร์คือการพัฒนาการจัดการศึกษาแบบ Transformative Learning โดยมีหลักการ แผนงานและวิธีการดำเนินการและเป้าหมายดังรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้น จากการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนและวิธีการการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งถือได้ว่าเป็นความรู้และวิธีการที่ค้นพบใหม่และพิสูจน์มาแล้วตลอดกว่า20ปีที่ผ่านมาพบว่าแนวคิดเกี่ยวกับวงจรคุณภาพ (รูปที่1) วิธีการการบริหารจัดการ (รูปที่2) และวิธีการการประสานพลังในการจัดการศึกษา (รูปที่3 และรูปที่4) ที่ได้คิดและจัดทำขึ้นมาและนำไปใช้ในการลงมือปฏิบัติงานจริงในระยะที่ผ่านมา โดยการปรับปรุงรายละเอียดบางประการอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงนั้น สามารถทำให้การบริหารจัดการงานการจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตประสบความความสำเร็จตามเป้าหมายของผลลัพธ์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ของผลการดำเนินงานที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นที่ชัดเจน (ดังรายละเอียดในหัวข้อเรื่องผลลัพธ์ที่ได้) ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice  เนื่องจากมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมหาวิทยาลัยที่มีหลายกลุ่มคณะ/วิทยาลัยทำให้แนวทางและยุทธศาสตร์การดำเนินการในการจัดการศึกษาในหลากหลายรูปแบบ แต่ทุกรูปแบบสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายต่ำสุดของยุทธศาสตร์(Minimum Requirement) ของมหาวิทยาลัยได้ ในส่วนของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ก็ยังคงยึดถือแนวทางที่กล่าวมาและจะปรับปรุงในรายละเอียดบางส่วนอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ของโลกและประเทศไทยในมิติต่างๆ  สำหรับการดำเนินการเพื่อให้สามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice นั้นจริงๆแล้วในหลายคณะ/หลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยรังสิตและ/หรือสถาบันการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศไทยได้ใช้แนวทางบางส่วนของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน สาระเนื้อหาวิชาในหลักสูตร วิธีการวัดและประเมินผลอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้มีการอ้างอิงโดยตรง

การเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนการสอน Read More »

เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ Story Line สไตล์ นวัตกรรมเกษตร

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.4.6 เทคนิคการจัดการเรียนการสอน แบบ Story Line สไตล์ นวัตกรรมเกษตร ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ สุรวาณิช ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ อ.ประณต มณีอินทร์ อ.ธนกร พรมโคตรค้า อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​            จากสภาพปัจจุบันการเรียนการสอนในรูปแบบการบรรยายเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์กับแนวทางการศึกษาของยุคเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างแท้จริง เนื่องจากทำให้ผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจเนื้อ หาได้อย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เชิงสร้างสรรค์ได้ ไม่สามารถต่อยอดทางความคิดได้ และไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นทางคณะนวัตกรรมเกษตรจึงส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน และการประมวลผลองค์ความรู้เชิง “บูรณาการ” โดยผนวกกันระหว่างการบูรณาการทางเทคนิคการสอน และบูรณาการด้านประมวลความรู้หรือการสอบ เน้นให้นักศึกษาสามารถเห็นความเชื่อมโยงกันของเนื้อหาวิชาซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ นำความรู้ที่ได้ไปบูรณาการกับชีวิตประจำวัน และสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ อีกทั้งการเรียนการสอนเชิงและการสอบประมวลผลเชิง “บูรณาการ” ตามแบบฉบับนวัตกรรมเกษตร ผู้เรียนจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มพูนทักษะกับเกษตรกรและชุมชนเพิ่มขึ้นด้วย และเนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่การศึกษา สามารถจัดการศึกษาได้โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นที่ในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนและในทุกสถานที่ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การเรียนการสอน และการประมวลผลองค์ความรู้เชิง“บูรณาการ” ที่คณะนวัตกรรมเกษตรดำเนินการนั้น เป็นการนำ เทคนิค Storyline Method ซึ่งเป็นเทคนิคการสอนแบบ “บูรณาการ” เป็นหลัก ซึ่งการบูรณาการในที่นี้ คือ 1) การบูรณาการด้านเทคนิคการสอน เนื้อหารายวิชาในหลายๆวิชาในเทอมนั้นๆเข้าด้วยกัน การบูรณาการทางเทคนิคการสอนของคณะนวัตกรรมเกษตร เป็นการนำเทคนิคการสอนต่างๆ ที่มีอยู่หลากหลายวิธีเข้ามาใช้ร่วมกันในการสอน โดยจะเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น การค้นคว้าความรู้เพิ่มเติม และการค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ที่สำคัญคือการใช้เทคนิคการสอนแบบการเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning) และเทคนิคการสอนแบบการเรียนรู้จากการทดลอง (Project-Based Learning) ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และคิดเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมเสริมนอกชั้นเรียน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์อื่นๆจากนอกห้องเรียน นอกจากนั้นยังมีกระบวนการประเมินผลพัฒนาการผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลาย กระตุ้นให้ผู้เรียนสรุปความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ การปฏิบัติ และการค้นคว้าด้วยตนเอง รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่นๆ และผู้เรียนคนอื่นสามารถร่วมเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีมุมมองที่กว้างขึ้น สำหรับการบูรณาการเนื้อหาในหลายๆวิชาเข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบการเรียนการสอนของคณะนวัตกรรมเกษตร เน้นการผสมผสานความรู้ที่ได้จากการเรียนในแต่ละรายวิชา โดยที่ผู้สอนจะมีการจัดกิจกรรมเชิงบูรณาการขึ้นในรูปแบบของ Problem-Based Learning หรือ Project-Based Learning และให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้จากในรายวิชาต่างๆ มาใช้ประกอบในกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อแก้ไขปัญหา และทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการนั้นๆ พร้อมทั้งมีการนำเสนอผลของกิจกรรมบูรณาการในรูปแบบของการสัมมนา ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะของการนำเสนอผลงานและพัฒนาบุคลิกภาพไปในตัวเป็นการจัดการเรียนการสอนที่คณะนวัตกรรมเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงเทคนิครูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยของสื่อสังคมและความสนใจของนักศึกษาเป็นหลัก  ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ : นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบ Storyline             วิธีสอนแบบสตอรีไลน์ เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ เรียกว่า การกำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยใช้คำถามหลักเป็นตัวนำ สู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตามสภาพจริง ที่มีการบูรณาการระหว่างวิชา เพื่อเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา   “บูรณาการ” เกิดจากผู้เรียนนำความรู้จากทุกรายวิชามาประมวลผลผ่านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำไปแก้ปัญหาและวางแผนจัดการด้านนวัตกรรมเกษตร โดยผู้สอนคอยให้คำแนะนำตลอดการทำกิจกรรม ซึ่งการนำความรู้จากทุกรายวิชามาเชื่อมโยงกัน จะมีรายวิชาหลัก (Main Project) และรายวิชารอง (Secondary Project) รวมอย่างน้อย 3 วิชา ผนวกกับข้อมูล/ข้อคิดเห็นของเกษตรกร (Data base) ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น Data Science จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะกับเกษตรกรและชุมชน จึงทำให้เกิด “การสอบบูรณาการ” ซึ่งการสอบดังกล่าวผู้เรียนต้องนำเสนอผลงานบูรณาการในรูปแบบการสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้เรียนและผู้สอนรวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มทักษะกับเกษตรกรและชุมชนด้วย  ลักษณะเด่นของวิธีการสอน           เป็นการกำหนดเส้นทางการเดินเรื่อง (Storyline) ด้วยการใช้คำถามหลัก (Key Questions) เป็นตัวกำหนดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ โดยเน้นการใช้กิจกรรม (Activity Based Approach) ให้สอดคล้องกับคำถามหลัก และเนื้อหาการผูกเรื่อง ซึ่งยังคงยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมากที่สุด และนอกจากนี้ยังยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันระหว่างกลุ่ม  เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเน้นกระบวนการควบคู่กับความรู้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน  โดยเน้นให้ผู้เรียนสร้าง (Construct) ความรู้ด้วยตนเอง และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้ สามารถพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านสติปัญญา (Head) ด้านอารมณ์ เจตคติ (Heart) และด้านทักษะปฏิบัติ (Hands) ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Long Life Learning)  ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เจ้าของความรู้ นำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.  2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงาน ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ถอดความรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอน แบบ Storyline Method หลังจากที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 วิธีการดำเนินการ            คณะนวัตกรรมเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนและการประเมินผล จึงได้นำรูปแบบการการสอบประมวลผลแบบบูรณาการมาใช้ตั้งแต่ปี 2557 และเห็นว่าเป็นวิธีการประเมินผลที่ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ สามารถประเมินผลได้ครอบคลุมทุกด้านและได้มีการปรับปรุงรูปแบบการสอบบูรณาการให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและสถาณการณ์ปัจจุบัน  จากการที่คณะนวัตกรรมเกษตร  ได้ดำเนินการสอบประมวลความรู้แบบบูรณาการมาเป็นเวลา 10 ปี มีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรจัดประชุมกำหนดวันสอบบูรณาการลงในปฏิทินกิจกรรมคณะ  ประชุมกลุ่มย่อยของอาจารย์ผู้สอนในแต่ละ รายวิชา ของแต่ละชั้นปี  โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จะกำหนดให้มีการสอบบูรณาการในภาคการศึกษาที่ 2 ส่วนชั้นปีที่ 2 และปีที่ 3 สอบบูรณาการ ทั้งสองภาคการศึกษา ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จะไม่มีการสอบบูรณาการ แต่จะเป็นการสอบสัมมนาและโครงการพิเศษ  อาจารย์ประจำกลุ่ม  กำหนดกรอบเนื้อหาวิชา (Storyline) ซึ่งเป็นการกำหนดหัวข้อเชิงบูรณาการ อาจเป็นกิจกรรมในรูปแบบของ Problem-Based Learning หรือ Project-Based Learning ซึ่งการกำหนดการสอบเชิงบูรณาการนี้จะต้องมีความสอดคล้องกับเนื้อหาของหลายๆรายวิชา และผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาที่นำมาบูรณาการร่วมกัน แล้วประกาศให้นักศึกษาทราบ พร้อมยกตัวอย่างให้นักศึกษาเห็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของเนื้อหาวิชาและแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้  ชี้แจงเกณฑ์การประเมิน  กำหนดวันสอบบูรณาการ รูปแบบการเตรียมสื่อเพื่อนำเสนอ  ติดตาม สังเกตุการณ์ กระตุ้นและให้คำแนะนำแก่นักศึกษา ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสอนให้ผู้เรียนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการจำได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องท่องจำ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจ อาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นกรรมการประเมินผลการสอบบูรณาการของนักศึกษา ตั้งคำถาม พร้อมให้ข้อมูลย้อนกลับจากการนำเสนอมาปรับปรุง และจัดทำรายงานบูรณาการให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นักศึกษานำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในทุกรายวิชา มาใช้ประกอบในกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สำหรับแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร วางแผนหรือบริหารจัดการระบบเกษตรให้มีความเหมาะสม ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตสูง มีการจัดการสุขภาพพืชได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีความทันสมัย และทำให้การทำการเกษตรในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย นักศึกษานำเสนอและอภิปรายผลของกิจกรรมบูรณาการในรูปแบบของการสัมมนา มีการตั้งคำถามจากผู้สอนหลายๆท่านและผู้เรียนคนอื่นๆ รวมถึงมีการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆภายในห้องสัมมนา ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้แบบบูรณาการไปใช้ในชีวิตประจำวัน นำไปช่วยเหลือชุมชนและสังคม รวมถึงการนาความรู้มาสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อไป Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ผลลัพธ์หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ผู้เล่าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ดังกล่าว  ผลการดำเนินงาน   Class GPA ของทุกรายวิชา สูงขึ้น จากการจัดการเรียนการสอนและการสอบเชิงบูรณาการแบบ Storyline พบว่าทุกรายวิชา นักศึกษามีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ปกติ นักศึกษาสามารถนำเสนอผลงานบรูณาการได้ สามารถตอบคำถามและเชื่อมโยงองค์ความรู้ในแต่ละส่วนของรายวิชาได้ เป็นอย่างดี และจากการสังเกต นักศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเตรียมการในการสอบบูรณาการ ทำความเข้าใจกับเนื้อหารายวิชา นักศึกษามีความสุข มีความภาคภูมิใจในการตอบคำถามอย่างเข้าใจ ทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมจากคะแนนและเกรดเฉลี่ยรวม (Calss GPA) สูงขึ้น เพราะนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง (Project-Based Learning) ซึ่งการเรียนรู้รูปแบบใหม่นี้ ทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้โดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมากขึ้น โดยผู้สอนคอยให้คำแนะนำตลอดการทำกิจกรรม ผู้เรียนได้ฝึกการนำเสนองานทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม พร้อมมีการแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อเสนอแนะจากผู้สอน และผู้เรียนคนอื่นๆ อีกทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มทักษะกับเกษตรกรและชุมชนอีกด้วย โดยกิจกรรมบูรณาการ เกิดจากผู้เรียนนำความรู้จากทุกรายวิชามาประมวลผลผ่านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำไปแก้ปัญหาและวางแผนจัดการด้านนวัตกรรมเกษตร โดยผู้สอนคอยให้คำแนะนำตลอดการทำกิจกรรม ซึ่งการนำความรู้จากทุกรายวิชามาเชื่อมโยงกัน จะมีรายวิชาหลัก (Main Project) และรายวิชารอง (Secondary Project) รวมอย่างน้อย 3 วิชา ซึ่งในแต่ละรายวิชามีการปรับปรุงให้ทันสมัยตามเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ ผนวกกับข้อมูล/ข้อคิดเห็นของเกษตรกร (Data base) ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น Data Science จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะกับเกษตรกรและชุมชน จึงทำให้เกิด “กิจกรรมบูรณาการ” โดยกิจกรรมดังกล่าวผู้เรียนต้องนำเสนอผลงานบูรณาการในรูปแบบการสัมมนา และมีการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้เรียนและผู้สอนด้วย ดังนั้น จึงเป็นการประเมินนักศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกๆ รายวิชาอีกด้วย จากการจัดการเรียนการสอนเชิงบูรณาการมีลำดับขั้นตอนการเรียนการสอนตั้งระดับชั้นปีที่ 1 ถึงระดับชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นการการเรียนการสอนรายวิชาที่เป็นวิชาพื้นฐานเป็นลำดับแรกที่เป็นความเหมาะสมเอื้อให้นักศึกษามีความรู้พื้นฐาน และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในระดับชั้นปีที่สูงขึ้นไป นอกจากนี้การเรียนรู้ของนักศึกษาใช้เป็นระบบเปิด ที่ไม่จำเป็นต้องมีการท่องจำบทเรียนเพียงอย่างเดียว นักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือสื่อสาร เช่น Ipad เป็นต้น หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ มาประกอบกับการเรียน ผ่านระบบการค้นคว้าข้อมูลทางระบบอินเตอร์เน็ตได้ด้วย ดังนั้น เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา นักศึกษาทุกคนจะต้องมีการสอบประมวลผลความรู้ที่ได้เรียนมาในรูปแบบการนำเสนอบรรยาย ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ คือ Tiktok เพื่อให้นักศึกษาสนุกกับการเรียนและหลักสูตรก็ได้มีการปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันเพิ่มขึ้นด้วย  ส่งเสริมการทำวิจัยของนักศึกษา : การจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ที่เป็นนวัตกรรม จะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาของเราได้สำรวจและค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆเพื่อจุดประกายความคิดนำมาเป็นโจทธิ์วิจัยเชิงบูรณาการได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้จาก การที่นักศึกษา เข้าใจการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของแต่ละรายวิชา แล้วนำมาตั้งโจทย์วิจัย หรือโครงการพิเศษ ตั้งสมมุติฐาน และหาวิธีพิสูจน์สมมุติฐาน บนพื้นฐานของความถูกต้องของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผ่านรายวิชาโครงการพิเศษ ซึ่งจะมีการประเมินองค์ความรู้จากอาจารย์ประจำหลักสูตร ตัวอย่างผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและการสอบแบบบูรณาการของคณะ และเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาคิดโจทย์วิจัยแบบบูรณาการ และงานวิจัยดังกล่าวได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นคือ “เรื่องผลของทริปโตเฟนร่วมกับแสง LED ต่อคุณภาพและสารสำคัญในเห็ดเมจิกภายใต้สภาพปลอดเชื้อ” (THE EFFECT OF TRYPTOPHAN IN COMBINATION WITH LED LIGHT ON THE QUALITY AND CONSTITUENTS OF MAGIC MUSHROOMS UNDER STERILE CONDITIONS) ส่งเสริมการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา ; จากการที่ทางคณะได้จัดให้มีการสอบแบบบูรณาการ และมีการนำเสนอผลงานผ่านการสัมมนา เป็นผลทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกทักษะการนำเสนอหน้าชั้นเรียน การเรียงลำดับเนื้อ การเตรียมสื่อ บุคลิกภาพ ทำให้นักศึกษามีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ทำให้มีผลงานวิจัยของนักศึกษาที่ผ่านการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ และได้รับรางวัลเป็นประจำทุกปี เช่น  ปี 2564  ผลงานวิจัยเรื่อง “การให้ปุ๋ยน้ำหมักมูลหนอนไหมต่อการเจริญเติบโตและสารสำคัญในบัวบก”  : ของนางสาวปรัชยาพร ศรอินทร์ ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 7  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุทธยา  : ได้รับรางวัล การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า ระดับชมเชย ผลงานวิจัยเรื่อง การศึกษาปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเจริญเติบโตของต้นและปริมาณสารประกอบฟีโนลิกรวมในใบกัญชา (Cannabis sativa)  : ของนายภูวณัฐ อินทนนท์ นายศิวกร จันทบาล ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับปริญญาตรี ครั้งที่  7 มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุทธยา  : ได้รับรางวัล การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า ระดับดีเด่น ผลงานวิจัยเรื่อง “การให้ปุ๋ยน้ำหมักมูลหนอนไหมต่อการเจริญเติบโตและสารสำคัญในบัวบก”  : ของนางสาวปรัชยาพร ศรอินทร์ ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 7  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุทธยา  : ได้รับรางวัล การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า ระดับชมเชย ปี 2566 ผลงานวิจัยเรื่อง “ผลของ การให้กรดซาลิไซลิกทางใบต่อการเจริญเติบโตและปริมาณสารสำคัญของพริกกะเหรี่ยง ”  : ของนายวทัญญู แก้วมณี  ในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาศาตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม : ได้รับรางวัล การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า ระดับดีมาก   ผลงานวิจัยเรื่อง “ผลของรังสี UV-C ต่อปริมาณสาระสำคัญในเห็ดขี้ควาย Psilocybe cubensis “ ;  ของนายทัชพล วิชาชัย และธนัชยา เกณฑ์ขุนทด ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 9  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุทธยา  : ได้รับรางวัลการนำเสนอแบบบรรยายในระดับดีเด่น ส่งเสริมการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของนักศึกษา ; สืบเนื่องจากข้อที่ 1.2  ทำให้นักศึกษาของคณะมีผลงานวิจัยที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของวารสารให้ตีพิมพ์บทความวิจัย  เช่น  ผลงานวิจัยเรื่อง “ ผลของปริมาณความเข้มข้นของสารแทนนินต่อการงอกเมล็ดพันธุ์กัญชา RSU 01”  ของ นางสาวชลธิชา จันทร์เทศนา  ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ให้ตีพิมพ์ ในวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 วารสารเพื่อการรับรองคุณภาพของ TCI ปัญหาอุปสรรค           เนื่องจากยังคงมีนักศึกษาอีกส่วนหนึ่งแต่เป็นส่วนน้อยที่ยังต้องการการพัฒนาศักยภาพเป็นพิเศษ  อาจารย์ประจำหลักสูตร จึงได้มีการประชุมเพื่อวางแผนและหาแนวทางในการประเมินผลในหลากหลายวิธีการเพื่อให้เหมาะกับศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถเรียนรู้ได้ และสำเร็จการศึกษาได้ตามมาตรฐานคุณภาพที่คณะกำหนด 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินงาน คณะนวัตกรรมเกษตร ได้มีการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานรูปแบบการจัดการเรียนการสอนและการสอบแบบบูรณาการ เป็นประจำทุกปี และถูกกำหนดอยู่ในปฏิทินกิจกรรมของคณะเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการติดตามและประเมินผล การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ : ประสบการณ์จากการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลแบบบูรณาการ (Storylie)  พบว่า มีส่วนช่วยในด้านต่างๆดังนี้ ช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ: การจัดการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้นักศึกษาได้รับเนื้อหาความรู้ครบตามที่กำหนดในหลักสูตร โดยอาจารย์พยายามถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเนื้อหาที่ยากให้เข้าใจง่ายๆโดยใช้นวัตกรรม ทำให้นักศึกษาสนใจและเข้าใจบทเรียนมากขึ้น ก่อให้เกิดความรู้และความคิดใหม่ในการแก้ปัญหา แทนการค้นหาคำตอบจากที่อาจารย์บอก   หลีกเลี่ยงการรับเนื้อหาความรู้มากมายในคราวเดียว โดยอาจารย์ที่จะเป็นผู้ย่อยข้อมูลให้สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และการทำให้ข้อมูลสั้นกระชับลงจะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจพื้นฐานได้เร็วขึ้น ช่วยตรวจสอบความเข้าใจของนักศึกษา– ถึงแม้ว่าเกรดและข้อสอบสามารถบอกอะไรบางอย่างได้ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างเกี่ยวกับความสามารถในการเรียนรู้และความรู้ของนักศึกษา แนวคิดการสอนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ช่วยให้อาจารย์ตรวจสอบชั้นเรียนและรู้ดีขึ้นว่านักเรียนต้องเจอกับปัญหาใดเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา–วิธีการสอนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ทำให้นักศึกษารู้สึกตื่นเต้นและแตกต่าง กระตุ้นให้พวกเขากล้าพูดและมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           สืบเนื่องจากคณะนวัตกรรมเกษตร ได้ดำเนินการนำนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน แบบ Storyline method มาปรับใช้กับการเรียนการสอนและการสอบประมวลความรู้ทางด้านนวัตกรรมเกษตรแบบบูรณาการมาตั้งแต่ปี 2557จนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากการสอบวัดองค์ความรู้ทางวิชาการของแต่ละรายวิชาซึ่งเป็นการประเมินความรู้แบบแยกส่วนหรือแยกเนื้อหา และได้มีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องหรือจุดด้อยต่างๆรวมถึงปรับรูปแบบการสอบประมวลผลให้เข้ากับสถาณการณ์ปัจจุบัน เช่น การสรุปเนื้อหาจากรายวิชาที่ได้เรียน เป็นอินโฟกราฟิกส์ (Infographics) ที่เข้าใจง่าย และสามารถเผยแพร่ความรู้จากนักศึกษาสู่ผู้สนใจด้านการเกษตร หรือเกษตรกรหัวก้าวหน้า เป็นการบูรณาการความรู้และส่งต่อสู่เกษตรกรผู้ใช้จริง ผ่านช่องทางออนไลน์ และการจัดหน่วยให้ความรู้แก่เกษตรกร แต่ยังคงดำเนินการตามรูปแบบของ Storyline method เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ KR1.4.2 อาจารย์มีผลการประเมินประสิทธิผลการสอนโดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไป  และ KR1.4.3 อาจารย์ผู้สอนมีผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยนักศึกษาในระดับ 4.01 ขึ้นไป

เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ Story Line สไตล์ นวัตกรรมเกษตร Read More »

เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน : การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 1,2,3 : KR 1.3.6/1 KR2.3.1/1 KR3.1.2/1 KR3.2.2/1 KR3.3.2/1 เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน : การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร.มนพร ชาตชำนิ อ.ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง คณะพยาบาลศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนัตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.อนุชิต นิรภัย วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           เนื่องด้วย ศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering Innovation and Service Center: BIS CENTER) และห้องปฏิบัติการ Clinical Engineering Laboratory (CE)  and Medical Information and Management Technology Laboratory (MIMT) วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หน่วยบริการวิชาการคณะพยาบาลศาสตร์  และวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต  ได้ร่วมบูรณาการจุดแข็งขององค์ความรู้ทางวิชาการของทั้ง 3 คณะ เพื่อสร้างงานบริการวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน ในนามหน่วยบริการ N & B RSU Inno Tech and Wellness Centre ซึ่งเป็นรูปแบบการบริการวิชาการที่ได้เริ่มต้นโดย 2 คณะ คือ คณะพยาบาลศาสตร์ และวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ร่วมกันพัฒนาและสร้างนวัตกรรมและการบูรณาการเรียนการสอนรวมถึงการจัดหาเทคโนโลยีสุขภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในด้านการส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพของตนเอง  ด้วยรูปแบบการเข้าถึงบริการบนพื้นฐานด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม โดยนำทักษะทางการพยาบาลร่วมกับการบริการให้คำแนะนำการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการดูแลสุขภาพตนเอง พร้อมกับการบริการจัดหาสั่งซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ การบริการเช่า-ยืมใช้เครื่องมือแพทย์ชั่วคราว เช่น เครื่องผลิตออกซิเจนแบบ Home Use ที่นอนยางพาราลดโอกาสเกิดแผลกดทับ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ และการให้บริการนี้เป็นทั้งการให้บริการแบบมีรายได้และการบริการวิชาการแบบไม่มีรายได้ และเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ การบูรณาการและพัฒนาจุดแข็งของทั้งสามคณะเพื่อการส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพ ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ดังนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพ: การบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาบริการด้านการดูแลสุขภาพ เช่นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย, ระบบข้อมูลทางการแพทย์, และเทคโนโลยีการสื่อสาร การบูรณาการทางวิชาการและวิจัย: การร่วมกันของคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์, คณะพยาบาลศาสตร์, และวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ส่งผลให้มีการบูรณาการทางวิชาการและการวิจัยที่เน้นการพัฒนานวัตกรรมทางด้านสุขภาพ. การให้บริการแบบมีรายได้: การบริการ N & B RSU Inno Tech and Wellness Centre เป็นที่มาของรายได้ผ่านการให้บริการทางด้านสุขภาพและการให้คำแนะนำทางการแพทย์ การฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษา: การให้บริการแก่ประชาชนสามารถบูรณาการกับการฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษาทั้ง 3 คณะและนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ การตอบสนองความต้องการของประชาชน: การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในด้านการส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ การร่วมมือระหว่างคณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี สามารถพัฒนานวัตกรรมทางด้านสุขภาพและการบริการด้านการดูแลสุขภาพในชุมชนได้อย่างครอบคลุมทั้ง 5 ข้อดังกล่าวเบื้องต้น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อื่นๆ ได้แก่ http://bme.rsu.ac.th/nbwellness/ วิธีการดำเนินการ การดำเนินงานของศูนย์บริการวิชาการส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน (N & B RSU Inno Tech and Wellness Centre) เริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2565 ได้แบ่งการบริการออกเป็น 2 มิติหลัก คือ 1) ด้านส่งเสริมและป้องกัน และ 2) ด้านการรักษาและฟื้นฟู ดังนี้: ด้านส่งเสริมและป้องกัน:    – ร่วมกับคลินิกเวชกรรม ม.รังสิต ดำเนินการโครงการ “การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และหัดเยอรมัน” เป็นการให้บริการแก่กลุ่มประชาชนและนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และโรคหัดในพื้นที่ตำบลหลักหก และเครือข่ายรอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิต    – จัดบริการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเน้นการให้บริการแก่ประชาชนในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยรังสิต นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย ด้านการรักษาและฟื้นฟู:    – ร่วมกับหน่วยบริการวิชาการคณะพยาบาลศาสตร์และหน่วย N&B RSU Inno Tech and Wellness Centre เพื่อให้บริการที่มุ่งเน้นการรักษา ฟื้นฟู และป้องกันการเกิดแผลเรื้อรังต่างๆ    – รับปรึกษาเรื่องแผลจากหน่วยตรวจโรคต่างๆ โดยไม่จำกัดเพศและอายุ และทำการดูแลผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรังต่างๆ โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลแผลและการป้องกันการเกิดแผลซ้ำ    – บูรณาการจัดการเรียนการสอนหัวเรื่อง “การดูแลผู้ป่วยที่มีแผล” ในรายวิชา BNE 323 การพยาบาลผู้สูงอายุ และ BNE 291 ปฏิบัติการพยาบาลพื้นฐาน           การดำเนินงานของศูนย์บริการวิชาการส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน (N & B RSU Inno Tech and Wellness Centre) ในปีการศึกษา 2565 เน้นการให้บริการและการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาผู้ป่วยในชุมชน โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ชุมชนได้อย่างเป็นระบบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว                    ในปีการศึกษา 2566 มีการดำเนินการทั้งสองด้านอย่างต่อเนื่องและได้เป็นแหล่งศึกษาดูงานสำหรับผู้เข้าอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต(ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ) รุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 และโครงการอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการพยาบาล ระหว่าง ไทย-กัมพูชา เรื่อง “Upskills Training Program” สำหรับพยาบาลจากประเทศกัมพูชา 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                ผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนการสอนร่วมกับการพัฒนานวัตกรรมทางด้านสุขภาพในรูปแบบที่ผสมผสานที่ทีมดำเนินงานได้มีความสำเร็จที่น่าประทับใจ โดยมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ 3 ชิ้นงานดังนี้: ระบบข้อมูลสุขภาพ (N&B Inno-Tech): การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพนี้ได้รับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ เลขที่ ว1.010493 ลงวันที่ 27 เมษายน 2566 เป็นการยืนยันถึงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งที่มีคุณค่าและมีความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบคัดกรองสำหรับการวิเคราะห์ความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว:การพัฒนาระบบคัดกรองนี้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ เลขที่ ว1.010938 ลงวันที่ 8 มกราคม 2567 เป็นการสร้างเครื่องมือที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพอย่างเฉพาะเจาะจง นวัตกรรม Pillow – Pressure sore Protection: เป็นการพัฒนาหมอนที่มีความสามารถในการป้องกันการเกิดแผลกดทับ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ เพิ่มคุณภาพชีวิตและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้           ผลการดำเนินงานนี้อาจมีปัญหาหรืออุปสรรคบ้าง เช่น การนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือปัญหาในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันและการสื่อสารอย่างเป็นระบบสามารถช่วยในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวและสร้างความสำเร็จในการใช้งานนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและการบาดเจ็บในชุมชน 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ การตรวจสอบผลการดำเนินการและการนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความสำเร็จของโครงการ การสรุปและอภิปรายผลสามารถทำได้ดังนี้: การตรวจสอบผลการดำเนินการ:    – ผลการดำเนินการเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญจากโครงการนี้ เป็นผลของการทำงานร่วมกันระหว่างทีมในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพ การนำเสนอบริการแก่ชุมชน และการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ของนวัตกรรมที่สร้างขึ้น การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้:    – การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้เห็นได้ชัดเจนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการใช้งานนวัตกรรมและเทคโนโลยีในชุมชนที่ได้แก้ปัญหาความต้องการของผู้เข้ามารับบริการ รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและมีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม    – สามารถเป็นในรูปแบบของการนำเสนอผลงานทางวิชาการ การสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ เช่น การนำเสนอในการประชุม การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ หรือการเขียนรายงานสรุปผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่:   3.1 การทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ สามารถสร้างงานที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้   3.2 การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของชุมชน สามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน   3.3 การบูรณาการกับการเรียนการสอนภาคปฏิบัติของนักศึกษาทั้ง 3 คณะ สามารถสร้างการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice เพื่อให้โครงการสามารถเป็น Good Practice และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต มีข้อเสนอแนะที่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินการ ดังนี้ การสร้างพันธมิตรและเครือข่าย:    – สร้างพันธมิตรและเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรชุมชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อสนับสนุนและขยายผลกระทบของโครงการให้กว้างขึ้น การพัฒนาแผนการดำเนินงาน โดยมีการกำหนดเกณฑ์เป้าหมายชัดเจน:    – จัดทำแผนกำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการดำเนินการเพื่อระบุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถวัดผลและประเมินผลการดำเนินการได้อย่างชัดเจน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ:    – ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความต่อเนื่อง:    – สร้างการดำเนินการที่มีความต่อเนื่อง โดยรวมถึงการสนับสนุนและการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ของบุคลากร การส่งเสริมความรับผิดชอบสาธารณะ:    – มีการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจที่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบสาธารณะและความเชื่อมั่นในโครงการ 6.การจัดการภายใต้หลักการของการเป็นมาตรฐาน:    – สร้างระบบการจัดการภายใต้หลักการของการเป็นมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สูงสุด การสร้างความยืดหยุ่น:    – สร้างโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การแบ่งปันประสบการณ์และการเรียนรู้:    – สร้างกลไกสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์และการเรียนรู้ระหว่างองค์กร ชุมชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของโครงการ การตรวจสอบและปรับปรุง:    – ตรวจสอบผลการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและทำการปรับปรุงโครงการตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม การดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวจะช่วยให้โครงการมีความเป็นมาตรฐานและเป็น Good Practice ในการให้บริการและสนับสนุนในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มที่

เทคโนโลยีสุขภาพสู่ชุมชน : การนำนวัตกรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพในทุกบ้าน Read More »

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR2.1.3 KR2.2.1 KR2.2.2 KR2.2.3 KR2.3.1 KR2.3.2 KR2.4.1 KR2.4.2 การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ นันทชัย ทองแป้น วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​                 วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พศ.2559 และได้รับยกระดับจากคณะเป็นวิทยาลัยในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561ทางวิทยาลัยฯได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาลัยทั้งในระยะยาว (5ปี)และระยะสั้นที่รียกว่า Action Plan มาตลอดระยะเวลาโดยทิศทางที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์ในระยะ 5 ปีแรก (2560-2564) ได้มีทิศทางในการเป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสังคมของอาเซียน” โดยการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์นั้นได้เน้นในเรื่องของการ Synergy ทั้งภารกิจและทรัพยากรมนุษย์และเมื่อสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ในระยะ5ปีได้ทำการประเมินแผนพบว่าเราสามารถดำเนินการตามแผนงานจนสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในทุกมิติและหลังจากทำการประเมินสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกในทุกมิติแล้วจึงได้ระดมสมองกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วนทั้งบุคลากรสายอาจารย์และสายสนับสนุนการเรียนรู้ นักศึกษา รวมทั้งองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติจึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะที่ 2 (2565-2569) ขึ้นมาโดยในแผนนี้ได้มีทิศทางในการก้าวสู่ “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เน้นการให้การศึกษาตลอดทุกช่วงชีวิต” โดยสิ่งหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญมากที่เรียกว่า “ปณิธาน”ก็คือการมุ่งทำให้“โลกแห่งการเรียนรู้ โลกแห่งการทำงาน และโลกแห่งอนาคตเป็นโลกเดียวกัน” และการที่จะดำเนินการให้สำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้นั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่วิทยาลัยให้ความสำคัญก็คือเรื่องของ “การพัฒนางานวิจัย”                    สืบเนื่องจากตั้งแต่เข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งแต่ปีการศึกษา 2532 เป็นต้นมาทั้งในตำแหน่งอาจารย์ประจำและผู้บริหารของภาควิชาและหลักสูตรจนมาเป็นคณบดีภาระงานหลักที่สำคัญมากอันหนึ่งของผู้ที่เป็นอาจารย์ในระดับอุดมศึกษาคือภาระงานวิจัย และภารกิจหลักอันนี้ก็จะเป็นยาขมของคณาจารย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยเอกชน ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ที่สำคัญก็คือขาดผู้ที่เชี่ยวชาญจริงๆ มีประสบการณ์และบารมีจริงๆทางด้านการวิจัยและขาดแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่จะมาพัฒนาทิศทางการวิจัย พัฒนานักวิจัย พัฒนาทีมวิจัย ไม่มีทิศทาง ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการทำวิจัย ไม่มีการพัฒนาทีมวิจัยอย่างจริงๆจังๆ ไม่มีผลงานวิจัยเชิงประจักษ์มากนัก ไม่มีพี่เลี้ยงที่มีบารมีและประสบการณ์ในการขอหรือดึงทุนวิจัยเข้ามา จึงได้มีแนวความคิดและวางแผนงานในการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยฯขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากศูนย์ในระยะเริ่มต้นในขณะที่ยังเป็นหลักสูตรหนึ่งในสังกัดคณะวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบันที่ได้รับการยกระดับมาเป็นคณะและวิทยาลัยตามลำดับ โดยจุดมุ่งหมายและเป้าหมายที่ต้องการมากที่สุดที่ต้องไปให้ถึงให้ได้ก็คือในการที่จะพัฒนางานวิจัยอย่างจริงจังและครบวงจร พัฒนาทีมวิจัยที่เข้มแข็งและยั่งยืนสืบต่อกันเป็นทอดๆ มีทุนสนับสนุนการวิจัยจากแหล่งต่างๆอย่างยั่งยืนจากทั้งในระดับมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง  จนกลายเป็นวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสังคมของอาเซียน ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง ดังนี้ องค์ความรู้ทางด้านการบริหารที่ประกอบด้วยหลักการการจัดการองค์กร (หลักการ 4 M) องค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานวิจัย องค์ความรู้ทางด้านการวิจัย การศึกษาดูงานจากสถาบันการศึกษาและองค์กรในลักษณะอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงาน องค์ความรู้อื่นๆที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา แระดับหลักสูตรระดับคณะและวิทยาลัยรวมทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพรวมทั้งภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี วิธีการดำเนินการ การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยได้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่1 เป็นระยะเริ่มต้นจากศูนย์แบบลองผิดลองถูก (ในขณะที่หลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์)           ปีการศึกษา 2543 – 2547  ได้เริ่มจากการทำวิจัยทางด้านเครื่องมือวัดปริมาณทางฟิสิกส์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยจำนวน 90,000บาท มีผู้ช่วยวิจัย 1 คน มีจุดมุ่งหมายในการที่จะทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือวัดปริมาณทางฟิสิกส์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาเพื่อทดแทนการจัดซื้อจากต่างประเทศเพื่อที่จะนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยรังสิตและนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศโดยมีระยะเวลาในการวิจัย 1 ปี ต่อมาได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยรังสิตเรื่องการพัฒนาเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และแสดงผลผ่านอินเตอร์เน็ต           ผลที่ได้รับ ได้ชุดเครื่องมือวัดปริมาณทางฟิสิกส์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และ เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และแสดงผลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งมีบริษัทเอกชน (บริษัทอินเทลเล็คท์)ได้เข้ามาขอทำความร่วมมือในการผลิตในเชิงพาณิชบ์ในระยะ 3 ปีกว่า300ชุดเพื่อนำไปจำหน่ายในราคาถูกให้กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา รวมทั้งใช้ในการบริการวิชาการให้กับคณะครูอาจารย์ทั่วประเทศจำนวนหลายครั้ง ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์จากคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติประจำปี 2544 ได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นสาขาสิ่งประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับรางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นระดับอุดมศึกษาจากสมาคมวิทยาศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี2545 เป็นต้น ระยะที่ 2  ระยะกำลังพัฒนาเพื่อสานต่อ (ในขณะนั้นหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์)           ปีการศึกษา 2548 – 2558 เป็นระยะที่เริ่มมีเครดิตและชื่อเสียงทางด้านการวิจัยออกภายนอก โดยได้เริ่มทดลองขอทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก ในขณะที่ทีมวิจัยที่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นมาก็เริ่มขอจากขอทุนวิจัยจากภายในมหาวิทยาลัยของสถาบันวิจัย ในแง่การตีพิมพ์ผลงานวิจัยนั้น ทางคณาจารย์ของภาควิชาได้นำผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จไปตีพิมพ์ทั้งในแบบProceeding และวารสาร ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติมากกว่าปีละ 20 ผลงาน มีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา มีผลการประเมินการประกันคุณภาพในระดับภาควิชาทางด้านการวิจัยในระดับสูงมากในทุกปี ระยะที่3 ระยะการเข้าสู่คณะ/วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม (ได้รับการยกระดับจากหลักสูตรเป็นคณะและวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ตั้งแต่ปีการศึกษา2558)                         ปีการศึกษา 2558 – 2564 ระยะนี้เป็นระยะที่มีความพร้อมมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในการที่จะเข้าสู่คณะ/วิทยาลัยแห่งการทำวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยมีพื้นฐานอยู่ที่ มีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทัศนคติของคณาจารย์และนักศึกษาที่ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมมาเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม มีผลงานที่ผ่านมาว่าเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำวิจัยได้ประสบความสำเร็จสามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติและนานชาติจำนวนมากในแต่ละปี รวมทั้งมีทุนสนับสนุนการวิจัยที่มากพอสมควรในแต่ละปี มีผู้เชี่ยวชาญในด้านการวิจัยที่ได้สนใจเข้ามาร่วมงานเพิ่มมากขึ้นมาช่วยเป็นMentor ในด้านการชี้แนะแนวทาง การเป็นพี่เลี้ยงในด้านต่างๆ รวมทั้งได้รับอาจารย์ประจำวัยหนุ่มที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศอังกฤษที่มีประสบการณ์เป็นอาจารย์และเคยทำงานวิจัยมาจากต่างประเทศจำนวนหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการพัฒนางานวิจัยของคณะ/วิทยาลัยฯรวมทั้งได้เปิดหลักสูตรในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการทำงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมนอกจากนั้นได้ทำความร่วมมือทางวิชาการ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ โรงพยาบาลและสถานให้บริการทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพแหล่งทุนวิจัยและนวัตกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งภายในและต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นเครือข่ายหาโจทย์วิจัย แหล่งทดสอบผลการวิจัยทางคลินิกแหล่งทุนวิจัย รวมทั้งแหล่งทุนเพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและใช้ประโยชน์ในสถานประกอบการจริง ส่งผลทำให้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 เป็นต้นไปมาเป็นระยะที่เริ่มต้นเข้าสู่คณะ/วิทยาลัยแห่งการวิจัย อย่างต่อเนื่องและต่อยอดไปเรื่อยๆจนกลายเป็นวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม มีผลงานวิจัยและผลการตีพิมพ์เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการรวมทั้งวารสารทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศต่อปีเป็นจำนวนมากรวมทั้งได้มีการต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการนำไปใช้งานได้จริง เริ่มมีการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ในลักษณะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ได้มีการนำเอาผลงานวิจัยไปใช้ในการให้บริการวิชาการ และใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลขึ้นไปเรื่อยๆในทุกๆปี โดยการที่ทางคณะ/วิทยาลัยได้มีTrack วิจัยและจัดห้องวิจัยที่ชัดเจนเพื่อให้มีการจัดการเรียนการสอนและการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาในทุกระดับการศึกษา โดยนักศึกษาจะเวียนกันเข้าไปเริ่มรู้จักการทำวิจัยตั้งแต่ในชั้นปีที่2 เริ่มทำในชั้นปีที่3 และทำจริงจังในชั้นปีที่4โดยทางคณะ/วิทยาลัยจะประสานงานกับผู้รับผิดชอบในระดับมหาวิทยาลัยในการอำนวยความสะดวกในด้านเวลานอกเวลาทำการให้นักศึกษาและคณาจารย์ได้ทำการวิจัยได้เต็มที่เกือบ24ชั่วโมง โดยผลลัพธ์ที่คาดหวังในเบื้องต้นก็คือบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการทำงานของคณะ/วิทยาลัยจะเป็นบรรยายกาศของคณะ/วิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรมมากขึ้น คณาจารย์มีผลงานวิจัยและผลงานตีพิมพ์รวมทั้งมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น อาจารย์มีตำแหน่งทางวิชาการมากขึ้น บัณฑิตที่จบออกไปมีคุณภาพและได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากลมากขึ้น นอกจากนั้นทางคณะ/วิทยาลัยได้ทำการพัฒนาศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและศูนย์นวัตกรรมและบริการวิศวกรรมชีวการแพทย์(ศูนย์BIS) เพื่อใช้เป็นฐานในการนำเอาผลงานวิจัยถ่ายทอดและมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมรวมทั้งใช้เป็นฐานในการให้บริการทางวิชาการทั้งในรูปแบบของเพื่อการศึกษาและเชิงพาณิชย์อีกทางหนึ่งด้วย โดยศูนย์ดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำหรับการพัฒนานักศึกษาในด้านการพัฒนานวัตกรรม งานบริการวิชการและการฝึกทักษะและจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่สุดก็คือผลักดันให้คณะ/วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และมหาวิทยาลัยรังสิตเข้าสู่คณะ/วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย นวัตกรรมและผู้ประกอบการตามแผนยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯ เทคนิคหรือกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ           มีการวางแผนในเชิงกลยุทธ์ มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อให้งานเป็นไปตามแผน โดยเริ่มต้นจากการทำเป็นตัวอย่างให้ดู พัฒนาEco-Systems การทำงานให้น่าทำงาน วางแผนพัฒนาทัศนคติการทำงานของบุคลากรเพื่อให้เป็นไปตามทิศทาง ที่เหมาะสม  มีการประเมินผล ให้รางวัลและการลงโทษในระดับต่างๆที่เหมาะสม โดยได้วางกลยุทธ์ในการพัฒนาที่ต้องวางพื้นฐานจากการสร้างเครดิตจากผลงานวิจัยแบบครบวงจรจากชิ้นเล็กๆไปหาใหญ่ เพื่อที่จะใช้เป็นฐานในการขอทุนวิจัยจากขนาดเล็กในระดับมหาวิทยาลัยไปหาทุนวิจัยขนาดใหญ่จากข้างนอกมหาวิทยาลัย สร้างทีมวิจัยจากขนาดเล็กๆ แล้วค่อยๆขยายขนาดของทีมวิจัยขึ้นมา แสวงหา ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมทีมวิจัยและให้ข้อเสนอแนะและความรู้กับทีมวิจัยมากขึ้น เปิดหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กระตุ้นให้นักศึกษาได้ร่วมเข้ามาเป็นทีมวิจัยต่อเนื่องเป็นทอดๆกันในแต่ละรุ่นมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการทำวิจัยทั้งในด้านของสถานที่และเครื่องมือในการวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการทำภาระกิจแบบSynergy คือการทำวิจัย การเผยแพร่ผลงานวิจัยในลักษณะต่างๆทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ การนำผลวิจัยมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน การใช้ผลการวิจัยมาใช้ในงานบริการวิชาการ และ ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ ผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้เกิดความสำเร็จ และบทบาทของบุคคลนั้น                     ผู้ร่วมงานที่ดีมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่ดีในการทำวิจัยเพียงแต่ยังไม่รู้ทิศทางดังนั้นพอมีทิศทางในการวิจัยที่ชัดเจน มีนักวิจัยที่มีประสบการณ์มาช่วยชี้แนะ ใส่ทัศนคติที่ดีและถูกต้องในการทำวิจัยก็จะทำให้การพัฒนางานวิจัยของคณะ/วิทยาลัยให้ไปได้เร็วมากขึ้น และ การที่มีผู้บังคับบัญชาที่ดีในทุกระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ท่านอธิการบดีผู้ก่อตั้งท่านดร.อรรถวิท อุไรรัตน์อธิการบดีได้ให้การส่งเสริม และสนับสนุนอย่างดียิ่งทำให้สามารถดำเดินแผนงานในแนวทางที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องตลอดมาทำให้การพัฒนางานเป็นไปตามแผนงานโดยอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2.Prototype testing in an operational environment – DOผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                สำหรับผลการดำเนินงานการพัฒนาในวงรอบPDCAในแผนยุทธศาสตร์ระยะ5ปีใน2ระยะ(นับตั้งแต่ได้รับการจัดตั้งเป็นคณะ/วิทยาลัย : 2558-2559 และ 2560 – 2565 ที่ผ่านมานั้น ได้พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในทุกมิติที่เรียกว่า ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และปณิธานของวิทยาลัยฯ โดยผลลัพธ์หรือความสำเร็จของผลการดำเนินงานสามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้2.1 Eco-Systems                ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยที่วิทยาลัยฯได้ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานของบุคลากรและนักศึกษาในทุกภาคส่วนรวมทั้งสอดคล้องและส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิสัยทัศน์และปณิธานของวิทยาลัยโดยวิทยาลัยได้ทำการพัฒนาตามกระบวนการPDCAอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่ประกอบด้วย ห้องวิจัยและบรรยากาศการทำวิจัย ที่ได้มาตรฐานสอดคล้องกับการทำวิจัยและการจัดการเรียนการสอนไปพร้อมกันเหมือนกับมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพในต่างประเทศ ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ในด้านของการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบสนองในการเป็น“วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสังคมของอาเซียน” สำหรับการดำเนินการในด้านนี้ทางวิทยาลัยฯได้ดำเนินการตามวงรอบPDCAการพัฒนาทำนองเดียวกับด้านการพัฒนาระบบสิ่งสนับสนุนด้านอื่นๆตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่กล่าวมาข้างต้นโดยได้มีการพัฒนาระบบห้องวิจัย ระบบการเผยแพร่ผลงานวิจัย ระบบการนำผลงานวิจัยไปดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบการสนับสนุนการเรียนรู้ในด้านงานบริการวิชาการที่สอดคล้องกับวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อรองรับการวิจัยของคณาจารย์ รวมทั้งนักศึกษาในทุกระดับทั้งปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก 2.2 ผลงานวิจัย                ทุนสนับสนุนการวิจัย รวมทั้งคะแนนประกันคุณภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ติด 3 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยรังสิตในตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลถึงความสำเร็จนี้ก็คือความพร้อมของระบบสนับสนุนการเรียนการสอนซึ่งรวมทั้งการทำวิจัยด้วยในทุกมิติที่ส่งผลทำให้การขอทุนวิจัย การผลิตผลงานวิจัยการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยรวมทั้งงานบริการวิชาการที่ทางวิทยาลัยได้ทำในลักษณะ Synergy ภารกิจนั่นเอง  ผลลัพธ์ของการสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ในแต่ละปีการศึกษาได้มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในระดับสากลจำนวนประมาณไม่น้อยกว่า 20 ผลงานต่อปี ในแต่ละปีการศึกษามีผลงานการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาประมาณไม่น้อยกว่า 5 ผลงานต่อปี โดยวิทยาลัยมีอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรรวม 62 ผลงาน ทุนสนับสนุนการวิจัยต่อปีทั้งจากภายในและภายนอกในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านบาท ส่งผลทำให้อาจารย์ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์สามารถพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการเกือบครบ100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลทำให้มีความพร้อมจนสามารถเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว ส่งผลทำให้จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 160 คน เป็น 320-350 คน ในปัจจุบัน รางวัลการประกวดผลงานนวัตกรรม รางวัล Start-Up ทั้งในระดับสถาบัน ระดับประเทศและระดับนานาชาติ ของคณาจารย์และนักศึกษาจำนวนมาก ผลงานวิจัยและนวัตกรรมบางส่วนของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ บางส่วนสามารถใช้งานในสถานการณ์จริง ได้อยู่ระหว่างการนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นเป้าหมายแรกๆของบุคคลจากภายนอกที่ต้องการมาเยี่ยมชมดูงานทางด้านนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยรังสิตเพราะปัจจัยที่สำคัญลำดับแรกๆก็คือต้องการมาเยี่ยมชมนวัตกรรมและแนวทางการพัฒนาของวิทยาลัยฯ วิทยาลัยฯได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกเช่นได้รับการรับรองจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ (ศฟ.) Thailand Center of Excellence in Physics (ThEP) สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) ให้เป็นศูนย์วิจัยในเครือข่าย คะแนนประกันคุณภาพการศึกษาทั้งในส่วนของการวิจัยและในภาพรวมทั้งระดับหลักสูตรและระดับคณะ/วิทยาลัยเป็นอันดับหนึ่งในทุกปีการศึกษาตลอดมา ชื่อเสียงเรื่องการวิจัยและพัฒนาของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์นำมาซึ่งการได้รับเชิญเพื่อทำความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยกับเครือข่ายทั้งที่เป็นสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการจริงภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ  อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน           อุปสรรคหรือปัญหาที่สำคัญที่สุดในการทำงานก็คือทัศนคติในการทำงานของบุคลากร โดยทางผู้บริหารในทุกระดับของคณะ/วิทยาลัยได้มี Growth Mindset และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยถือว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้ ที่สำคัญก็คือผู้ที่มีทัศนคติในการทำงานที่ดีและเหมาะสมจะได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่และผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาและแก้ไขทัศนคติการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะ/วิทยาลัยได้ก็จะมีมาตรการที่เหมาะสมในการทำให้มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น สำหรับปัญหาและอุปสรรคจากภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราในการที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากภายนอกเกิดขึ้น 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่           การพัฒนาในด้านการวิจัยนั้นสิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณาประการหนึ่งก็คืออัตราการเจริญเติบโตของงานวิจัยเพราะเราต้องพัฒนาผลงานวิจัยอย่างน้อยต้องมากกว่าหรือเท่ากับอัตราการเจริญเติบโตหรือความก้าวหน้าของภายนอกทั้งในระดับประเทศหรือระดับสากลไม่เช่นนั้นจะทำให้การพัฒนาของเรานั้นอยู่กับที่หรือล้าหลัง ดังนั้นการบริหารจัดการการพัฒนางานวิจัย ให้สามารถดำเนินการได้ตามแผน นั้นจะต้องประกอบด้วยการสำรวจตัวเอง (การทำSWOT) ในทุกๆด้าน การวางแผนงานและการวางเป้าหมายที่ดีและเหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพขององค์กรและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเป็นไปได้ในอนาคต การลงมือดำเนินงานอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง การสร้างเครดิตและผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ การประชาสัมพันธ์ผลงานที่เหมาะสม ที่สำคัญต้องมีการประเมินผลและทบทวนผลงานและเป้าหมายการดำเนินการเป็นระยะๆตามช่วงเวลาที่เหมาะสม (PDCA)                     อย่างไรก็ตามการพัฒนางานวิจัยไม่มีเรื่องของความสำเร็จที่แน่นอนตายตัว ไม่มีจุดหมายที่แน่นอนตายตัว เพราะทุกๆอย่างจะเปลี่ยนไปตามเวลา ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคและกาลเวลา แต่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลาจะเป็นการยกระดับพื้นฐานของความแข็งแกร่งและศักยภาพในการพัฒนางานวิจัยมากขึ้น ความสำเร็จจริงๆของงานวิจัยก็คือสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริงได้ มีการนำไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ และสามารถทำให้ภาคการผลิตมีความเชื่อถือในเครดิตและเข้ามาให้ความร่วมมือในด้านต่างๆแก่ทีมวิจัยอย่างจริงๆจังๆในทุกๆด้าน อันจะทำให้การเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัย การเรียนการสอน การบริการวิชาการ การนำไปประยุกต์ใช้งานจริง เป็นไปอย่างครบวงจร ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice             เนื่องจากมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีหลายกลุ่มคณะ/วิทยาลัย จากการดำเนินการในเรื่องการสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มาเป็นระยะเวลาหลายปีอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางการเป็นไปของทุกมิติของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสังคมไทย และสังคมโลกนั้นเราไม่สามารถแข่งขันได้เลยถ้าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่มีการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนเพราะไม่รู้จะเอาองค์ความรู้ที่ไหนไปพัฒนาผู้เรียน สิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อมีเทคโนโลยีที่สูงมากขึ้นเช่นปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆมากมายในปัจจุบันเช่น Chat GPT หรืออื่นๆที่จะเกิดขึ้นตามมาล้วนแล้วแต่จะสามารถแทนที่การจัดการเรียนและเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมได้หมดสิ้น ดังนั้นการพัฒนาคณะ/วิทยาลัยให้เป็นคณะแห่งการวิจัยนั้นน่าจะเป็นแนวทางหลักแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างของโลกในศตวรรษที่ 21 นี้            สำหรับการดำเนินการเพื่อให้สามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice นั้นจริงๆแล้วการที่ผลงานการพัฒนาทางด้านการวิจัยในหลายๆปีที่ผ่านมาได้ออกสู่สายตาและเป็นที่รับรู้ทั้งในสื่อภายในสถาบัน สื่อสารมวลชนระดับประเทศ หรือระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของการพัฒนาทางด้านผลงานวิจัยที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่แล้ว อย่างไร ก็ตามในหลายคณะ/หลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยรังสิตและหรือสถาบันการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรบางองค์กรทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศไทยได้ใช้แนวทางบางส่วนของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้มีการอ้างอิงโดยตรง

การสร้างความเป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ Read More »

การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR2.2.3 การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             จากแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ในด้านพัฒนางานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมตามบริบทของมหาวิทยาลัยรังสิตที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย ได้ส่งเสริมให้ทำงานวิจัยที่พัฒนาร่วมกันแบบสหวิทยาการ หรือเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิชา และหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยในรูปแบบการสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ และสนับสนุนการทำงานวิจัยในระดับมหาวิทยาลัย โดยเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ หาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือร่วมกันทำโครงการวิจัยที่มีรายละเอียดซับซ้อน โดยเป้าหมายหลักของการสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยประกอบด้วย 7 ประการ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) เครือข่ายเพื่อสร้างพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่มีความสนใจและความเชี่ยวชาญในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น การประชุมวิชาการ การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information Exchange) เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ระหว่างสมาชิกของเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการเรียนรู้ร่วมกัน ในองค์ความรู้ที่แตกต่างกันให้สามารถทำวิจัยร่วมกันได้ การสนับสนุนและร่วมมือ (Support and Collaboration) การสนับสนุนกันระหว่างสมาชิกในเครือข่าย ในเรื่องการให้คำปรึกษา เข้าร่วมโครงการวิจัยร่วมกัน หรือการแบ่งปันทรัพยากรที่สามารถช่วยเหลือในการทำงานวิจัย เช่น การใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการ การสร้างพื้นที่เพื่อพัฒนาทักษะ (Capacity Building) การจัดอบรม สัมมนา หรือโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกในเครือข่าย ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญภายในโครงการวิจัย หรือ เชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การสร้างพันธมิตรภาคสาธารณะและเอกชน (Public-Private Partnerships) การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างโครงสร้างการบริหาร (Governance Structure) การกำหนดระเบียบ การบริหารจัดการ การจัดการด้านการเงิน และผลงานทางวิชาการ เพื่อให้การดำเนินงานของเครือข่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ การสร้างและรักษาความน่าเชื่อถือ (Trust Building) การสร้างความเชื่อถือระหว่างสมาชิกภายในเครือข่าย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือร่วมไปถึงการทำข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลภายในโครงการ หรือ การนำผลที่ได้จากงานวิจัยไปเผยแพร่ต้องได้รับอนุญาตก่อน                ดังนั้น การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยมีประโยชน์มากในการสนับสนุนการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ และสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการแก้ไขภาวะสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้           การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยเป็นกระบวนการ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase) เจ้าของความรู้/สังกัด  ปี 2563 ประเภทการเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ ชื่อเรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัยให้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับ Q1, Q2https://lc.rsu.ac.th/km/knowledgebase/form/detail/784                                             ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ผู้ให้ความรู้ –                                                                          วิธีการดำเนินการ              การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ในการทำวิจัยที่มีขอบเขตกว้างขวาง ในด้านพหุวิทยาการ ระยะเวลาดำเนินการ และ งบประมาณ โดยกำหนดวัตถุประสงค์เรื่องการมีจำนวนผลงานทางวิชาการซึ่งจะมีขั้นตอนดังนี้ กำหนดวัตถุประสงค์และแผนการดำเนินงานวิจัย กำหนดวัตถุประสงค์ของเครือข่ายงานวิจัยให้ชัดเจน รวมถึงกำหนดแผนการดำเนินงานที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว การสร้างความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของเครือข่าย โดยการสร้างความโปร่งใส และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เข้าร่วม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมในเครือข่าย การสร้างพื้นที่ และ สภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวยต่อการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุม อบรมสัมมนา เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการงานวิจัยเกิดการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสนับสนุนการพัฒนาทักษะ เป็นการสร้างโอกาสให้กับสมาชิกในเครือข่ายในการพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับงานวิจัย สร้างพันธมิตรและความร่วมมือกับองค์กรหรือผู้สนับสนุนอื่นเพื่อเสริมสร้างทรัพยากรและโอกาสในการวิจัย ทั้งเครือข่ายภายใน และภายนอกโครงการวิจัย การจัดการและบริหารความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์และการนำไปใช้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง           การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก เนื่องจากต้องสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจกันระหว่างผู้เข้าร่วม แต่เมื่อมีการสร้างเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพแล้ว จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญและมีประโยชน์ในการพัฒนาวิจัยและสังคมอย่างมาก 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน                เนื่องจากผู้ให้ความรู้ มีประสบการณ์ในด้านการสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยที่เน้นใช้ในงานวิจัยด้าน AI ทางการแพทย์ โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาทรัพยากรและการแลกเปลี่ยนความรู้ในพื้นที่ได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการแก้ไขปัญหาทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ขั้นตอนและเหตุการณ์สำคัญที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ดังนี้ การสร้างโอกาส การผลักดันตนเองเข้าไปในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น เข้าร่วมการประชุมวิชาการในระดับนานาชาติ เข้าร่วมอบรม สัมมนา ในหลักสูตร หรือ หัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องในงานวิจัย การเข้าร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญ และ สร้างความสัมพันธ์เพื่อร่วมทำงานวิจัยเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วม หรือ การเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นสมาชิกในคณะวิจัย การรวมกลุ่มคณะวิจัยเพื่อสร้างกลุ่มคณะวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน AI และการแพทย์เข้าด้วยกัน โดยพิจารณาจากการกำหนดเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ โดยโจทย์งานวิจัยจะได้มาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Domain Expert) เช่น แพทย์เฉพาะทาง นักเทคนิคการแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยการเชิญประชุมกำหนดหัวข้อวิจัย จำนวนส่วนแบ่งทุนวิจัย และ การตีพิมพ์ผลงานวิชาการ การสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้ในงานวิจัย เป็นการรวบรวมข้อมูลมาสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ข้อมูลผู้ป่วยในด้านการรักษา ข้อมูลคลินิก ข้อมูลสัญญาชีพ ซึ่งอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และ รูปแบบที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจะเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้จากการรักษาผู้ป่วย ข้อมูลจากระบบห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และ ข้อมูลผู้ป่วยจากระบบโรงพยาบาล การสร้างโมเดลและอัลกอริทึมที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ นั้นต้องพิจารณาจากโจทย์งานวิจัยว่าเป็นงานด้านใด เช่น การวิเคราะห์ภาพการสแกน ข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการพยากรณ์ผลลัพธ์ของการรักษา โดยการเลือกพิจารณาจากงานวิจัยในเรื่องเดียวกันที่เคยนำเสนอมาก่อนหน้า และนำมาพัฒนาต่อเพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตีพิมพ์ผลงานได้ในระดับสากล การทดสอบ การปรับปรุง โมเดลและอัลกอริทึม อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูงสุดในการใช้งานจริง โดยผลการทดลองที่ได้จำเป็นต้องนำเสนอกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือ เจ้าของโจทย์วิจัยเพื่อยืนยันผลการทดสอบโมเดล และ รับรองผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลว่าเป็นไปตามข้อปฏิบัติทางการแพทย์ หรือ หลักการทางวิทยาศาสตร์ การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการแพทย์ และ AI เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ วิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืน           ดังนั้น การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยในด้าน AI ทางการแพทย์จะเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการรักษาและดูแลสุขภาพของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่               ผลจากการดำเนินการตามแผนที่ได้กำหนดไว้ทำให้ได้ผลงานทางวิชาการร่วมกับเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ตัวอย่างเช่น คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินโครงการจัดตั้งคลินิกเทคนิคการแพทย์ โดยผู้ให้ความรู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่การติดตั้งระบบ Laboratory Information System ในทุกกระบวนการ เมื่อระบบติดตั้งใช้งานเรียบร้อย ทีมงานในโครงการจัดตั้งคลินิกเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกันนำความรู้ที่ได้จัดทำผลงานวิจัยนำเสนอในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ จำนวน 1 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2560 Somyanonthanakul, R. and Gatedee, T. (April 2017) Design and Implementation of Laboratory Information System: A Case Study at the Medical Technology Clinic, Rangsit University. In Proceedings, RSU International Research Conference 2017 (RSUCON 2017), April 28 2017, Thailand                โรงพยาบาลลำพูน ทำโครงการดูแลผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จึงได้ขอความร่วมมือมายังผู้ให้ความรู้เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นำไปเป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมือง ผู้ให้ความรู้ได้ข้อมูลและทำการวิเคราะห์ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการที่ตั้งไว้แล้ว ผู้ให้ความรู้ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าโครงการให้นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สำคัญจัดทำผลงานวิจัยนำเสนอในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ จำนวน 1 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2565 Gatedee, J., Jaiping, K., Yothinarak, A., Netsawang, J., Kasemsawasdi, S., Angsirikuland, S., Somyanonthanakul, R. (2022). Association Serum Uric Acid and Lipid Parameters in Patients at Lamphun Hospital, Thailand. The 17th International Joint Symposium on Artificial Intelligence and Natural Language Processing (iSAI-NLP 2022), 5-7 November 2022. Chiang Mai, Thailand. 152-157                โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วย COVID-19 ในช่วงที่มีการระบาดของโรคตามช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ให้ความรู้ได้เข้าไปร่วมงานทำงานในส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา เพื่อนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเพื่อให้ ผู้รับผิดชอบโรงพยาบาลสนาม สามารถวางแผนเตรียมจำนวนเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา หลังจากได้โครงการดำเนินการเสร็จสิ้น ผู้ให้ความรู้ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าโครงการให้นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สำคัญจัดทำผลงานวิจัยนำเสนอในวารสารวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 2 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2564 และ 2565 Amasiri, Watchara, Kritsasith Warin, Karicha Mairiang, Chatchai Mingmalairak, Wararit Panichkikosolkuli, Krittin Silanun, Rachasak Somyanonthanakul, Thanaruk Theeramunkong, Surapon Nitikraipot, and Siriwan Suebnukarn. 2021. Analysis of Characteristics and Clinical Outcomes for Crisis Management during the Four Waves of the COVID-19 Pandemic, International Journal of Environmental Research and Public Health 18, no. 23: 12633.  Rachasak Somyanonthanakul, Kritsasith Warin, Watchara Amasiri, Karicha Mairiang, Chatchai Mingmalairak, Wararit Panichkitkosolkul, Krittin Silanun, Thanaruk Theeramunkong, Surapon Nitikraipot and Siriwan Suebnukarn. (2022). Forecasting COVID-19 cases using time series modeling and association rule mining. BMC Medical Research Methodology. 22:281 November 2022. Switzerland AG: Springer Nature. 1-18.                คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการทำ Model AI เพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี จึงมีการจัดทำโครงการวิจัยเพื่อใช้ในการคัดกรอง ติดตามการรักษา ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ผู้ให้ความรู้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการโดยรับผิดชอบในการวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากได้โครงการดำเนินการเสร็จสิ้น ผู้ให้ความรู้ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าโครงการให้นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สำคัญจัดทำผลงานวิจัยนำเสนอในวารสารวิจัยระดับนานาชาติจำนวน 1 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2566 Wararit Panichkitkosolkul, Rachasak Somyanonthanakul, Kritsasith Warin, and Siriwan Suebnukarn. (2023) The Discovery of Oral Cancer Prognostic Factor ranking using Association Rule Mining, European Journal of Dentistry. สรุปผลที่เกิดจากการดำเนินการ ลำดับที่ ปี ชื่อบทความวิจัย ประเภทบทความ Index 1 2566 Wararit Panichkitkosolkul, Rachasak Somyanonthanakul, Kritsasith Warin, and Siriwan Suebnukarn. (2023) The Discovery of Oral Cancer Prognostic Factor ranking using Association Rule Mining, European Journal of Dentistry. International Journal Scopus Q1 2 2565 Rachasak Somyanonthanakul, Kritsasith Warin, Watchara Amasiri, Karicha Mairiang, Chatchai Mingmalairak, Wararit Panichkitkosolkul, Krittin Silanun, Thanaruk Theeramunkong, Surapon Nitikraipot and Siriwan Suebnukarn. (2022). Forecasting COVID-19 cases using time series modeling and association rule mining. BMC Medical Research Methodology. 22:281 November 2022. Switzerland AG: Springer Nature. 1-18. International Journal Scopus Q1 3 2565 Gatedee, J., Jaiping, K., Yothinarak, A., Netsawang, J., Kasemsawasdi, S., Angsirikuland, S., Somyanonthanakul, R. (2022). Association Serum Uric Acid and Lipid Parameters in Patients at Lamphun Hospital, Thailand. The 17th International Joint Symposium on Artificial Intelligence and Natural Language Processing (iSAI-NLP 2022), 5-7 November 2022. Chiang Mai, Thailand. 152-157 International Conference IEEE 4 2564 Amasiri, Watchara, Kritsasith Warin, Karicha Mairiang, Chatchai Mingmalairak, Wararit Panichkikosolkuli, Krittin Silanun, Rachasak Somyanonthanakul, Thanaruk Theeramunkong, Surapon Nitikraipot, and Siriwan Suebnukarn. 2021. Analysis of Characteristics and Clinical Outcomes for Crisis Management during the Four Waves of the COVID-19 Pandemic, International Journal of Environmental Research and Public Health 18, no. 23: 12633. International Journal Scopus Q1 5 2560 Somyanonthanakul, R. and Gatedee, T. (April 2017) Design and Implementation of Laboratory Information System: A Case Study at the Medical Technology Clinic, Rangsit University. In Proceedings, RSU International Research Conference 2017 (RSUCON 2017), April 28 2017, Thailand RSU Conference –   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice            การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยในด้าน AI ทางการแพทย์เป็นโครงการที่มีความสำคัญและมีศักยภาพที่จะเสนอแนวทางในอนาคตเพื่อให้เกิดการพัฒนาและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นการวางแผนที่ดีทำให้อนาคตที่การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัยด้าน AI ทางการแพทย์ สามารถทำได้สำเร็จ ควรมีการเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ การสร้างศูนย์กลางการวิจัยที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการแพทย์ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่ในการทำงานร่วมกันและแบ่งปันความรู้ สร้างระบบการสนับสนุนทุนในการวิจัยด้าน AI ทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมการทำงานวิจัยที่มีคุณค่าและมีนวัตกรรม จากหน่วยงานให้ทุน เช่น TCELS และ PMU-B การสร้างพื้นที่สำหรับ แลกเปลี่ยนความรู้ ประชุม สัมมนา และ เวิร์กช็อป ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทางการแพทย์ เพื่อสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ สร้างโครงสร้างการฝึกอบรมที่เหมาะสมสำหรับนักวิจัยและผู้ที่สนใจในด้าน AI ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ในการใช้เทคโนโลยีในงานวิจัยแพทย์ สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและองค์กรทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้           ดังนั้น ผู้ให้ความรู้ขอให้ความสำคัญในเรื่องการหาโอกาส เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเครือข่ายพัฒนางานวิจัย เพราะการทำวิจัยโครงการขนาดใหญ่ ต้องอาศัยความรู้หลายศาสตร์ ในเวลา และ งบประมาณที่จำกัด การเตรียมความพร้อมและความเชี่ยวชาญให้กับตนเอง เพื่อรอโอกาสได้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยที่สำคัญจะทำให้การตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นไปได้มาก

การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย Read More »

คลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต (ระยะที่ 3)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR2.2.3 การสร้างเครือข่ายการพัฒนางานวิจัย ผู้จัดทำโครงการ​ คุณลมัย ประคอนสี สำนักหอสมุด หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ และแหล่งทรัพยากรสารสนเทศเพื่อการศึกษา การค้นคว้าวิจัย การสร้างนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของการเป็นผู้นำเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยทรัพยากรสารสนเทศที่ทันสมัย จัดหาแหล่งทรัพยากรสารสนเทศที่ครอบคลุมและสามารถเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย ให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต ด้านสร้างความเป็นเลิศทางวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สำนักหอสมุดจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต ในปีการศึกษา 2563 ซึ่งต่อมาได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลคลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต (Rangsit University Intellectual Repository หรือ RSUIR) ขึ้นมาเพื่อรวบรวมจัดทำคลังจัดเก็บ และให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิตในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศดังกล่าวให้ทั้งบุคลากรภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่มีประโยชน์ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ และต่อยอดให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยเริ่มใช้งานออนไลน์ได้เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 มีวัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวม จัดทำคลังจัดเก็บและให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตในรูปแบบดิจิทัล เผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิตให้ทั้งบุคลากรภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย ตลอดจนสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ให้คงอยู่และสามารถเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย จากการปรับปรุงพัฒนาในระยะที่ 2 ของส่วนการสืบค้นเมนู Browse โดย ชื่อผู้แต่ง (Author)   ชื่อเรื่อง (Title) หัวเรื่อง (Subject) ที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ ได้รับความร่วมมือในจากโปรแกรมเมอร์เพื่อแก้ไขระบบการสืบค้นดังกล่าว ให้สามารถสืบค้นภาษาไทยได้แล้ว สาเหตุเนื่องมาจากตั้งค่า default ของ tomcat เป็น iso-8859-1 ซึ่งไม่รองรับภาษาไทย ต้องแก้ไขเป็น UTF-8 จึงสามารถอ่านค่าภาษาไทยได้ และจะพัฒนาปรับปรุงให้เป็นฐานข้อมูลที่พร้อมสำหรับการสนับสนุนการวิจัยต่อไป ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้         คลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคลังจัดเก็บและให้บริการทรัพยากรสารสนเทศภูมิปัญญาของคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษามหาวิทยาลัย มีจุดประสงค์ให้ทรัพยากรสารสนเทศได้รับการจัดเก็บในรูปดิจิทัล จะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า สืบค้นวิชาการให้กับบุคลากรทั้งภายในและภายนอก และยังจะเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยในระดับชาติ และนานาชาติในฐานะมหาวิทยาลัยทางด้านวิจัย และนวัตกรรม ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ที่เป็นคลังปัญญาในการจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบต่าง  ๆ และนำออกให้บริการในลักษณะเอกสารฉบับเต็ม (Full text) เช่น – คลังปัญญาจุฬาฯ เพื่อประเทศไทย  (Chulalongkorn University Intellectual Repository ( https://cuir.car.chula.ac.th/community-list ) –  คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol IR) ( http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/ ) วิธีการดำเนินการ การจัดทำแผนดำเนินงานการจัดทำคลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยประจำปีเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติงาน รวบรวมไฟล์ผลงานวิทยานิพนธ์/วิจัยของนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต แยกตามคณะ/สาขาวิชา/ปีการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2566 ได้ดำเนินการลงรายการวิจัย/วิทยานิพนธ์ ปีการศึกษา 2565 จากที่ได้รับตัวเล่มและซีดีจาก สถาบันวิจัย และบัณฑิตวิทยาลัย โดยดำเนินการแปลงไฟล์ใส่ลายน้ำสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยรังสิต ประสานงานกับทีมงานโปรแกรมเมอร์สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อดูแลด้านเทคโนโลยีในเรื่องการปรับปรุงการสืบค้น Server และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ ประชาสัมพันธ์โครงการ/ส่งเสริมการใช้ โดยการแนะนำผ่านการปฐมนิเทศนักศึกษา เป็นต้น ประเมินผลโครงการประจำปีการศึกษาตามรูปแบบ PDCA 2.Prototype testing in an operational environment – DO ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน จากผลการดำเนินงานต่อจาก ระยะที่ 2 ในปีที่การศึกษา 2565 ได้ดำเนินแก้ไขปัญหาในการสืบค้นโดยใช้คำค้นที่เป็นภาษาไทยได้เรียบร้อยแล้ว และพบปัญหาเรื่องบัณฑิตวิทยาลัยแจ้งของดการเผยแพร่วิทยานิพนธ์ที่เคยเผยแพร่แล้วเนื่องจากพบข้อมูลผิดไม่สามารถเผยแพร่ได้ มีการเพิ่มเติมในส่วนของแบบประเมินผลความพึงพอใจในการใช้งานฐานข้อมูลคลังทรัพยากรสารสนเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต (RSUIR) ทำการลงรายการวิทยานิพนธ์ และงานวิจัยบุคลากร มหาวิทยาลัยรังสิตเพิ่มเติมจนถึงปีปัจจุบัน คือปีการศึกษา 2566 และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รวมจำนวน 1,935 รายการ (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 545 รายการ) เพิ่มเติมการเชื่อมโยง (Link) URL งานวิจัย/วิทยานิพนธ์จากฐานข้อมูลคลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลบนหน้าจอสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ (Web Opec) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม (Full-text) จำนวน 545 รายการ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK            คลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต (Rangsit University Intellectual Repository หรือ RSUIR) เป็นฐานข้อมูลคลังปัญญามหาวิทยาลัย เพื่อเผยแพร่และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลให้ทั้งบุคลากรภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย ตลอดจนเพื่อเป็นการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศให้คงอยู่ และสามารถเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย  ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ และต่อยอดให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป           การแก้ไขข้อมูลที่ทางบัณฑิตวิทยาลัยทำบันทึกข้อความเพื่อแจ้งงดเผยแพร่รายการวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต และมหาบัณฑิตที่มีข้อมูลที่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ทำให้ต้องมีการนำรายการดังกล่าวออกจากฐานข้อมูล RSUIR จำนวน 2 รายการ และปรับปรุงแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง จำนวน 1 รายการ ทางสำนักหอสมุดได้มีข้อตกลงกับทางบัณฑิตวิทยาลัยที่จะรับรายชื่อและไฟล์วิทยานิพนธ์ที่ทางบัณฑิตวิทยาลัยรับรองให้เผยแพร่ได้เท่านั้น           ในส่วนแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้ฐานข้อมูลคลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยรังสิตมีผู้ตอบแบบประเมินจำนวน 33 คน โดยแบ่งเป็นการศึกษาระดับปริญญาโท ตอบมากที่สุด 21 คน รองลงมาเป็นระดับปริญญาตรี 11 คน และระดับปริญญาเอก 1 คน ตามลำดับ โดยข้อคำถามทั้ง 5 ข้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีข้อคำถามดังนี้ ข้อมูลมีความถูกต้องตรงตามความต้องการ มีค่าเฉลี่ย 4.09 การเข้าถึงระบบทำได้ง่ายและรวดเร็วในการดาวน์โหลด มีค่าเฉลี่ย 4.48 มีความสะดวกและรวดเร็วในการแสดงผลข้อมูล มีค่าเฉลี่ย 4.60 เป็นแหล่งข้อมูลที่ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและการวิจัย มีค่าเฉลี่ย 4.27 ความพึงพอใจของการใช้บริการโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ย 4.30          โปรแกรม DSpace เป็นโปรแกรม Open source มีการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี ง่ายต่อการลงรายการ การ upload ไฟล์เอกสารฉบับเต็ม การเข้าถึง ตลอดจนถึงสืบค้นและดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์/วิจัย/หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแบบ “Full Text” ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือเรื่องความไม่เสถียรของเว็บไซต์คลังทรัพยากรสารสนเทศฯ เนื่องจากต้องมีการ Run service ของ Server ทุกสัปดาห์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแต่ได้รับการประสานงานจากโปรแกรมเมอร์จากสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยแนะนำให้บรรณารักษ์ผู้ดูแลระบบได้ทำการ Run service ของ Server ตลอดจนมีการพัฒนาบำรุงรักษาโปรแกรมฯ ในส่วนของการ Upgrade โปรแกรม DSpace ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด โปรแกรมเมอร์จากสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในขั้นตอนในการเรียนรู้การดำเนินงานในส่วนดังกล่าว ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice           การพัฒนาคลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต ทุกปีอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมแหล่งทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ไฟล์เสียง (MP4) รูปภาพ รวมทั้งรวบรวมรายงานการค้นคว้าอิสระ (IS) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานอื่น ๆ ที่อนุญาตให้เผยแพร่ เป็นต้น

คลังทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยรังสิต (ระยะที่ 3) Read More »

ระบบสนับการประเมินคุณภาพภายใต้แนวคิด 4D with 3 Smart

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 3 : KR3.4.1, KR3.4.4 ระบบสนับสนุนการประเมินคุณภาพภายใต้แนวคิด 4D with 3 Smart ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมศักดิ์ เอื้ออัชฌาสัย คุณพรรนิภา แดงเลิศ คุณธนัญชนก วารินหอมหวล คุณภัสราภรณ์ อริยะเศรณี คุณวราภรณ์ เกิดน้อย สำนักงานประกันคุณภาพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​             จากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล จึงทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในปัจจุบัน ผู้คนในยุคดิจิทัลต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ทันใจ การบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคดิจิทัลจึงต้องมีการวางแผนการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล หรือการบริหารงานทั่วไป จำเป็นต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็วและเป็นแบบเรียลไทม์ (ปุณณิฐฐา มาเชค, 2565) อีกทั้งแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งเน้นทักษะที่สำคัญของประชากรในศตวรรษที่ 21 ในแปดด้าน โดยหนึ่งในด้านที่สำคัญ คือ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี (Computing and ICT Literacy) รวมถึงแผนยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูล โดยปัจจุบันฐานข้อมูลด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ประกอบด้วย 3 ฐานข้อมูลหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลด้านการอุดมศึกษาฯ และมาตรฐานการอุดมศึกษา, ฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และฐานข้อมูลด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ           จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการสู่องค์กรอัจฉริยะ (Smart Organization) ที่เน้น กระบวนการทำงานแบบ Smart Work และ Work Smart เพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา สำนักงานประกันคุณภาพได้ปรับกระบวนการบริหารงานที่เน้นการทำงานเชิงรุก ตอบสนองทันที (Pro-Active) การใช้ทรัพยากรน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่า (Less resources, but more results) และปรับระบบการทำงานให้เป็นระบบดิจิทัลมากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงในหลายมิติ (Digitalization and hyperlink) ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการบริหารงานบุคลากรในหน่วยงานด้วยหลัก 4D for Smart Organization และนำไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จที่วัดผลได้ตาม Key Result ของแผนพัฒนาบุคลากร สำนักงานประกันคุณภาพ โดยสามารถยืนยันความสำเร็จของผลการดำเนินงานด้วยรางวัลชมเชยจากการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี เรื่อง 4D for Smart Organization ในโครงการแนวปฏิบัติที่ดี มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อปีการศึกษา 2565 (RSU Good Practice Awards 2023)            เพื่อเป็นการพัฒนาความเป็น 4D for Smart Organization สำนักงานประกันคุณภาพจึงมุ่งเน้นความสำคัญในการเพิ่มสมรรถนะการปฏิบัติงานด้าน Smart Technology ไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรให้เป็น Smart People และพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้เป็น Smart Process ด้านการประกันคุณภาพ ซึ่งแต่เดิมกระบวนการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร (มคอ.7), รายงานการประเมินตนเอง (SAR) ระดับคณะวิชา, รายงานประเมินเบื้องต้นสำหรับการตรวจประเมิน ของคณะกรรมการประเมิน, ประกาศฯ มหาวิทยาลัยรังสิตที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และรายงานแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน (Improvement plan) ในรูปแบบไฟล์เอกสาร ที่ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บไฟล์เอกสารเป็นจำนวนมาก จึงได้พัฒนาระบบ Improvement plan: IP ขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการประเมินสามารถใช้ระบบ IP ในการสรุปรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา (ฉบับสมบูรณ์) ในวันที่ประชุมประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ซึ่งหลักสูตรและคณะวิชาสามารถดูรายงานผลการประเมิน และจัดทำรายงานแผนปรับปรุงการดำเนินงาน (Improvement plan) ผ่านระบบ IP ทดแทนการจัดทำแบบ Manual File รวมถึงสามารถออกรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ที่เกี่ยวข้องกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา และนำส่งรายงานผลการดำเนินงานฯ ดังกล่าว ไปยังสำนักงานวางแผนและพัฒนา เพื่อสรุปผลการดำเนินงานประจำปีในแต่ละ Key Result ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ต่อไป ————————————————————-   ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้: ขั้นตอนการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP จากความเป็น 4D with 3 Smart ประกอบด้วย Dynamic Mission คือ มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในพันธกิจตามที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดในทุกปี โดยมีพันธกิจใหม่ด้านการดูแลระบบ Improvement Plan: IP ที่ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับคณะกรรมการประเมิน, หลักสูตร, คณะวิชา, กรรมการและเลขานุการ และการรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 Dynamic Job Description คือ การปรับหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรตามพันธกิจใหม่ โดยมีการมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบในการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ร่วมกับโปรแกรมเมอร์ Dynamic IDP คือ การปรับแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคลประจำปีการศึกษา โดยการเพิ่มเติมหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรเป็นรายบุคคล โดยผู้บริหารหน่วยงานได้พิจารณาและประเมินความรู้ ความสามารถของบุคลากรที่มีความเหมาะสมต่อการร่วมพัฒนา ดูแล เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้การใช้งาน และเป็น Admin ระบบ Improvement Plan: IP Dynamic working result คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการกำกับติดตามการดำเนินงาน ซึ่งจากเดิมสำนักงานประกันคุณภาพมีการติดตามการดำเนินงานของบุคลากรเป็นรายบุคคลผ่านแบบรายงานการปฏิบัติงานรายบุคคลประจำเดือน (Monthly Report) โดยเพิ่มเติมการนำเสนอ (ร่าง) การพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ในทุกสัปดาห์ผ่านที่ประชุมสำนักงาน และนำเสนอความก้าวหน้าต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ ในปีการศึกษา 2565 (ซึ่งเป็นปีที่พัฒนาระบบ) จำนวน 4 ครั้ง           – ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565           – ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565           – ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566           – ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566     และเพิ่มสมรรถนะการปฏิบัติงานใน 3 ด้านที่สำคัญ ได้แก่      – Smart People คือ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ วางแผน มีทักษะในการสื่อสารและการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเป็นผู้ร่วมพัฒนาและวิเคราะห์ระบบ Improvement Plan: IP ร่วมกับ Developer และทำหน้าที่เป็น User Requirement เพื่อวิเคราะห์ว่าระบบที่ออกแบบและพัฒนาต้องมีการทำงานอย่างไรและเงื่อนไขที่กำหนดลงไปในระบบมีอะไรบ้าง, ร่วมออกแบบและตรวจสอบระบบ ตลอดจนทำหน้าที่เป็นวิทยากรในการถ่ายทอดและแนะนำหลักสูตร คณะวิชา และผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ในการใช้งานระบบ IP ซึ่งมีความใกล้เคียงกับการเป็น Chang Agent      – Smart Process คือ การพัฒนากระบวนการดำเนินงานในการประกันคุณภาพการศึกษาให้มีความเป็นระบบ และอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการประเมิน, หลักสูตร, คณะวิชา, กรรมการและเลขานุการ และการรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ทดแทนการจัดทำแบบ Manual File สู่กระบวนการแบบ Lean Process เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น เพราะระบบ IP สามารถคำนวณผลลัพธ์และค่าร้อยละให้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในตัวบ่งชี้เชิงปริมาณได้ และช่วยลดระยะเวลาในการจัดเก็บและค้นหาไฟล์เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินได้ เพราะระบบ IP ได้รวบรวมไฟล์เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ในที่เดียว เช่น คู่มือมาตรฐานฯ มรส.ฯประกาศ คำสั่งฯ แนวทางการประเมิน, รายชื่อคณะกรรมการประเมิน, รายงาน มคอ.7 และรายงาน SAR เป็นต้น            – Smart Technology คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน แม้ว่ามหาวิทยาลัยกำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งสำนักงานประกันคุณภาพมีความประสงค์มุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนการประเมินคุณภาพ ระบบ Improvement Plan: IP ขึ้นใช้เองโดยแยกจากส่วนกลาง เพื่อให้ทันต่อการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2563 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2565 และเกณฑ์มาตรฐานฯ ฉบับ พ.ศ.2567) เพื่อให้การรายงานผลการดำเนินงานทั้งระดับหลักสูตร ระดับคณะวิชา และระดับสถาบันเกิดความคล่องตัว สะดวก รวดเร็ว ซึ่งมีความใกล้เคียงกับการเป็น Agile Technology ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โดยนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 มาตีความสู่การดำเนินงาน และนำมาปรับใช้ในแผนยุทธศาสตร์ สำนักงานประกันคุณภาพ พ.ศ.2565-2569 และแผนพัฒนาบุคลากร สำนักงานประกันคุณภาพ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) โดยนำแนวปฏิบัติของสำนักงานประกันคุณภาพที่ประสบความสำเร็จจากปีการศึกษาที่ผ่านมาในประเด็น 4D for Smart Organization มาดำเนินการต่อเนื่องและพัฒนาเพิ่มเติมใน 3 ด้าน คือ Smart People, Smart Process และ Smart Technology สู่การเป็น 4D with 3 Smart และพิสูจน์ความสำเร็จในการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ด้วยการเก็บข้อมูลผลการประเมินการใช้งานระบบจากตัวแทนของคณะกรรมการประเมิน, หลักสูตร และคณะวิชา วิธีการดำเนินการ           สำนักงานประกันคุณภาพได้นำกระบวนการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP โดยผู้บริหารหน่วยงานให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัย เช่น การสนับสนุนให้หลักสูตรและคณะวิชาที่มีผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ในตัวบ่งชี้ที่ได้คะแนน 4.00 ได้พัฒนาตนเองและจัดทำรายงาน KM แนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จและถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ผ่านระบบ RKMS ของมหาวิทยาลัย ภาพ: ตัวอย่าง Template รายงาน มคอ.7 ที่ระบุเกณฑ์การประเมินในระดับ 5.00 คะแนน โดยต้องจัดทำผลงาน KM แนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ และถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านระบบ RKMS ของมหาวิทยาลัย      นอกจากนี้ มีการส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานเข้าร่วมอบรมแนวทางการจัดการความรู้ในทุกปีการศึกษา เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมมาประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จและองค์ความรู้ของบุคลากรตามพันธกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมาย โดยเป็นผลมาจากการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีจากปีการศึกษาที่ผ่านมา สู่การจัดทำรายงานการจัดการความรู้ของปีการศึกษา 2566 โดยมีกระบวนการจัดการความรู้ของหน่วยงานใน 6 ขั้นตอน ดังนี้ การกำหนดความรู้ที่จำเป็น โดยผ่านการประชุมสำนักงานประจำสัปดาห์ เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าความรู้ใดที่สำคัญและเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จจากปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เป็นเรื่องการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ที่เป็นผลมาจากการพัฒนาบุคลากรตามแนวทาง 4D with 3 Smart การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ โดยการนำองค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ การพัฒนาระบบที่มาจากการพัฒนาทักษะและสมรรถนะของบุคลากร เช่น แผนการพัฒนาระบบ, ขั้นตอนการพัฒนาระบบ, แนวทางการจัดอบรมและประชาสัมพันธ์ระบบ, การให้คำปรึกษาการใช้งานระบบ และการเป็น Admin ดูแลระบบ เป็นต้น สู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ คือ การจัดทำ Model ขั้นตอนการพัฒนาระบบเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพของหน่วยงานที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต การปรับปรุง/ ดัดแปลง/ การสร้างความรู้บางส่วนให้เหมาะสมต่อการใช้งาน โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และปรับปรุงข้อมูลที่จะปรากฏในระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อผู้ใช้งาน การประยุกต์ใช้ความรู้ในงานของตน โดยการนำความรู้ที่ได้จากการประชุมสำนักงาน/ ระดมความคิดเห็น และการให้ความรู้แบบ Coaching จากผู้บริหารหน่วยงาน รวมถึงการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองผ่าน Online Learning Platform เพื่อนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานและการพัฒนาระบบ การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ สำนักงานประกันคุณภาพได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรตามแนวทาง 4D with 3 Smart แล้วทำการประเมินความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสำนักงานประกันคุณภาพ และแผนการพัฒนาบุคลากร ด้วยวิธีการสนับสนุนให้บุคลากรได้รายงานแผนการจัดทำระบบ, รายงานความคืบหน้า, การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และการประเมินผลการใช้งานระบบจากตัวแทนของคณะกรรมการประเมิน, หลักสูตร และคณะวิชา ผู้ใช้งานระบบ โดยทุกขั้นตอนที่มีการพัฒนาได้มีการบันทึกและนำเสนอในรูปแบบ Model ขั้นตอนการพัฒนาระบบ ซึ่งถือเป็น “ขุมความรู้” ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน การจดบันทึกขุมความรู้และแก่นความรู้สำหรับไว้ใช้งานและปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน           6.1 นำผลการสกัดความรู้ตามกระบวนการ 4D with 3 Smart มาบันทึกตามแนวทางของ RKMS           6.2 การเผยแพร่ความรู้ 4D with 3 Smart ที่ทำให้เกิดการพัฒนาระบบผ่านการจัดอบรมการใช้งานระบบ Improvement Plan: IP สำหรับคณะกรรมการประเมิน สำหรับหลักสูตร และคณะวิชา จำนวน 3 ครั้ง รวมถึงบุคลากรในหน่วยงานทุกคนเป็นผู้ใช้งานระบบเพื่อการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 แล้วนำข้อค้นพบจากการใช้งานระบบมาประชุม/ ระดมความคิดเห็น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา/ ปรับปรุง สำหรับใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ปีการศึกษา 2566 ต่อไป 2.Prototype testing in an operational environment – DO สำนักงานประกันคุณภาพมีกระบวนการติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ผ่านแบบรายงานการปฏิบัติงานรายบุคคลประจำเดือน (Monthly Report) และการนำเสนอ (ร่าง) การพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ในทุกสัปดาห์ต่อที่ประชุมสำนักงาน และนำเสนอความก้าวหน้าต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพ ในปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 ครั้ง และรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร คณะวิชา และรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 3 ครั้ง ในปีการศึกษา 2566 ซึ่งผลการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ที่เป็นไปตาม KR ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 มีดังนี้ ความเชื่อมโยงผลการดำเนินงานระดับหลักสูตร ที่รายงานผลจากระบบ IP KR ของแผนยุทธศาสตร์ฯ มรส. พ.ศ. 2565-2569 ตัวบ่งชี้ระดับหลักสูตร KR 1.1.1 หลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ตบช.5.1 สาระของรายวิชาในหลักสูตร KR 1.1.5 ผลความพึงพอใจของนักศึกษาต่อหลักสูตรในระดับดีขึ้นไป ตบช.3.3 ผลที่เกิดกับนักศึกษา KR 1.2.1 มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ตบช.5.1 สาระของรายวิชาในหลักสูตร KR 1.2.2 หลักสูตรที่เปิดดำเนินการสอนมีสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่ทันสมัย พร้อมใช้ และจำนวนเพียงพอสอดคล้องกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ตบช.6.1 สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ KR 1.3.1 อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา ตบช.2.2 ร้อยละของบัณฑิตปริญญาตรีที่ได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี KR 1.3.3 หลักสูตรมีผลการประเมินคุณภาพของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิและมาตรฐานการอุดมศึกษาจากผู้ใช้บัณฑิต ไม่ต่ำกว่าระดับดี ตบช.2.1 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และด้านผลลัพธ์ผู้เรียนตามมาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ.2561 KR 1.3.7 ระดับคุณภาพงานวิจัย/ งานสร้างสรรค์/ นวัตกรรม ของนักศึกษาและบัณฑิตระดับปริญญาโทและปริญญเอก ตบช.2.2 ผลงานของนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ (ทั้งหลักสูตรระดับ ป.โท และ ป.เอก) ความเชื่อมโยงผลการดำเนินงานระดับคณะวิชา ที่รายงานผลจากระบบ IP KR ของแผนยุทธศาสตร์ฯ มรส. พ.ศ. 2565-2569 ตัวบ่งชี้ระดับคณะวิชา KR 1.2.4 กิจกรรม/โครงการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์บรรลุตามตัวชี้วัดความสำเร็จและวัตถุประสงค์ทุกข้อ ตบช.1.6 กิจกรรมนักศึกษาระดับปริญญาตรี เกณฑ์ข้อ 5 ประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา KR 1.4.6 จำนวนผลงานการจัดการความรู้ด้านการเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนการสอน ตบช.5.1 การบริหารของคณะเพื่อการกำกับติดตามผลลัพธ์ตามพันธกิจ กลุ่มสถาบัน และเอกลักษณ์ของคณะ เกณฑ์ข้อ 5 ค้นหาแนวปฏิบัติที่ดีจากความรู้ทั้งที่มีอยู่ในตัวบุคคล ทักษะของผู้มีประสบการณ์ตรง และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ตามประเด็นความรู้ อย่างน้อยครอบคลุมพันธกิจด้านการผลิตบัณฑิตและด้านการวิจัย จัดเก็บอย่างเป็นระบบ โดยเผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริง   ผลลัพธ์การพัฒนางานในเชิงบุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยี (People Process and Technology)     – ผลลัพธ์การพัฒนางานในเชิงบุคลากร (People) โดยการพัฒนาบุคลากรตามแนวทาง 4D with 3 Smart และกำหนดเป้าหมายไว้ในแผนพัฒนาบุคลากร พบว่า บุคลากรมีความรู้ในตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2563 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565) มากขึ้น โดยสามารถปรับปรุง Template มคอ.7 และรายงาน SAR ระดับคณะวิชา ที่ครอบคลุมกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และ ระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษา และประกาศ ก.พ.อ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ พ.ศ. 2562 และมีความเข้าใจในประเด็นยุทธศาสตร์ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2565-2569 ซึ่งเมื่อบุคลากรมีความรู้ในตัวบ่งชี้และเกณฑ์ฯ แล้วจึงนำมาสู่การออกแบบระบบสนับสนุนการประเมินคุณภาพ Improvement Plan: IP และสามารถจัดทำคู่มือการใช้งานระบบ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ คู่มือสำหรับผู้ประเมินระดับหลักสูตร, คู่มือสำหรับผู้ประเมินระดับคณะวิชา และคู่มือสำหรับผู้ใช้งานระดับหลักสูตรและระดับคณะวิชา โดยสามารถเป็นวิทยากรในการจัดอบรมการใช้งานระบบ จำนวน 3 ครั้ง และมีผลการประเมินความพึงพอใจด้านวิทยากร ดังนี้ หัวข้อการจัดอบรม คะแนนเฉลี่ยผลการประเมินความพึงพอใจด้านวิทยากร การใช้งานระบบ IP สำหรับ ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ปีการศึกษา 2565 4.87 ระดับดีมาก การใช้งานระบบ IP สำหรับ ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับคณะวิชา ปีการศึกษา 2565 4.89 ระดับดีมาก การใช้งานระบบ IP สำหรับ หลักสูตร และคณะวิชา/วิทยาลัย/สถาบัน ปีการศึกษา 2566 4.92 ระดับดีมาก – ผลลัพธ์การพัฒนางานในเชิงกระบวนการ (Process) บุคลากรสามารถการพัฒนากระบวนการดำเนินงานในการประกันคุณภาพการศึกษาให้มีความเป็นระบบ และอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการประเมิน, ผู้ใช้งานระดับหลักสูตร และระดับคณะวิชา, กรรมการและเลขานุการ และการรายงานผลการดำเนินงานตาม Key Result ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 โดยสามารถจัดทำ Model ขั้นตอนการพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ดังนี้ – ผลลัพธ์การพัฒนางานในเชิงเทคโนโลยี (Technology) การพัฒนาระบบ Improvement Plan: IP ได้กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์สำนักงานประกันคุณภาพ พ.ศ.2565-2569 ที่กำหนดเป้าหมาย 100% Comfort Faculty and Curriculum IP on time และสามารถดำเนินการได้บรรลุค่าเป้าหมาย 100% โดยเป็นระบบที่ผู้ประเมินทั้งระดับหลักสูตรและคณะวิชา สามารถจัดทำรายงานประเมินเบื้องต้นสำหรับการตรวจประเมิน สามารถช่วยคำนวณผลลัพธ์และค่าร้อยละให้อัตโนมัติ รวมทั้งสามารถสร้างรายงานผู้ประเมินฉบับสมบูรณ์ให้อัตโนมัติ นอกจากนี้หลักสูตร และคณะวิชาสามารถเข้าดูรายงานผลการประเมิน และจัดทำรายงานแผนปรับปรุงการดำเนินงาน (Improvement Plan) ผ่านระบบ ซึ่งระบบช่วยสร้าง Improvement Plan ระดับหลักสูตรและระดับคณะวิชาเบื้องต้นให้อัตโนมัติ และที่สำคัญระบบช่วยสร้างรายงานผลการดำเนินงานตาม KR ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 ที่เกี่ยวข้องกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน เพื่อรายงานผลการดำเนินงานจากระบบส่งให้กับสำนักงานวางแผนและพัฒนา โดยมีผลการประเมินความพึงพอใจด้านระบบ Improvement Plan: IP ดังนี้ หัวข้อการจัดอบรม คะแนนเฉลี่ยผลการประเมินความพึงพอใจด้านระบบ การใช้งานระบบ IP สำหรับ ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ปีการศึกษา 2565 4.87 ระดับดีมาก การใช้งานระบบ IP สำหรับ ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับคณะวิชา ปีการศึกษา 2565 4.85 ระดับดีมาก การใช้งานระบบ IP สำหรับ หลักสูตร และคณะวิชา/วิทยาลัย/สถาบัน ปีการศึกษา 2566 4.83 ระดับดีมาก 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์การนำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่ – การตรวจสอบผลการดำเนินการ ในด้านการติดตามผลการพัฒนาบุคลากรตามแนวทาง

ระบบสนับการประเมินคุณภาพภายใต้แนวคิด 4D with 3 Smart Read More »

สร้างอิทธิพลบนโลกโซเชียล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหลักสูตรให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2566 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR5.2.1 สร้างอิทธิพลบนโลกโซเชียล เพื่อสื่่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหลักสูตร ให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ศุภณัฐ จินตวัฒน์สกุล วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​           ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน โซเชียลมีเดียไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารและการเชื่อมต่อระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับองค์กร สถาบันการศึกษา และธุรกิจในการสร้างและสื่อสารภาพลักษณ์ของตนเอง การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สถาบันการศึกษาเองก็ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการรับรู้และความสนใจที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมาก           อย่างไรก็ตามด้วยความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การแข่งขันในภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันนั้นกลายเป็นเรื่องที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการลดลงของจำนวนนักศึกษา เนื่องจากอัตราการเกิดที่ต่ำลง ซึ่งส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งพบปัญหาในการรักษาตัวเลขการรับเข้านักศึกษาให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ รวมถึงค่านิยมและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อการศึกษามหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางเลือกมากมายในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่ไม่จำกัดอยู่เพียงภายในกรอบของสถาบันการศึกษา มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่เน้นทักษะเฉพาะทางเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่และมีความเกี่ยวข้องกับยุคสมัย           นอกจากประเด็นปัญหาข้างต้นแล้ว สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ตเองก็ได้เผชิญปัญหาที่มีความท้าทายเฉพาะตัว หลายประการ เช่น ภาพลักษณ์เชิงลบของเกมในสื่อต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เกมเป็นเหมือนผู้ร้ายในสังคม, ผู้ปกครองและครูยังขาดความเข้าใจการเรียนการสอนของสาขาวิชาและอาชีพในอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหลักสูตร ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของนักเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากที่ได้ศึกษาปัจจัยการปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จะเห็นว่าปัจจัยด้านภาพลักษณ์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลอย่างมากในการเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาใด ๆ           จากประเด็นปัญหาและความสำคัญข้างต้น การสร้างตัวตนบนโลกโซเชียลของหลักสูตร และการสื่อสารและบริหารภาพลักษณ์ของหลักสูตร จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อกำหนดตำแหน่งทางการตลาด ลดความเข้าใจผิด สร้างความแตกต่างและสะท้อนภาพลักษณ์ของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต ตลอดจนช่วยสร้างชื่อเสียงและสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดการศึกษา ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  หลักการตลาดแบบเป้าหมาย (Target Marketing)  หลักการนี้เน้นการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเข้าถึง โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า เช่น อายุ สภาพครอบครัว รายได้ และความต้องการ การใช้หลักการตลาดแบบเป้าหมายช่วยให้เราสามารถสร้างกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเราได้ (“Target Market,” 2023) ความเข้าใจในพฤติกรรมและค่านิยมของ Gen Z (นักเรียน) และ Gen อื่น ๆ (ครู และ ผู้ปกครอง) Gen Z คือกลุ่มสำคัญนี่คือกลุ่มที่กำลังเป็นนักเรียน นักศึกษาเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสื่อสารและการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและต้องการ ทาง YouGov ได้เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจเพิ่มเติม จากการจัดอันดับการใช้งาน Social Media ประเภทต่าง ๆ แบ่งตาม Generation ในประเทศไทย Gen Z ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดย 35% ของ Gen Z ใช้เวลามากกว่า 4ชั่วโมงต่อวัน เมื่อสอบถามเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม social media ที่ใช้งานบ่อยที่สุด (Generational Trends in Thailand’s Social Media Use, n.d.) กลุ่มคน Gen Z ประมาณ 1 ใน 5 ใช้งาน TikTok เป็นจำนวนถึง 20% และนี่เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ที่ใช้งาน TikTok เพียง 4-12% และ Instagram ที่น้อยกว่า 2% ดังแสดงในภาพประกอบที่ 1  ภาพประกอบ 1 จากการจัดอันดับการใช้งาน Social Media ประเภทต่างๆ แบ่งตาม Generation (Generational Trends in Thailand’s Social Media Use, n.d.) จากสถิติล่าสุดนี้ เราเห็นได้ชัดเจนว่า ทุก Generation ยังคงใช้ Social Media อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Gen Z ที่มีแนวโน้มที่จะใช้ TikTok และ Instagram มากขึ้น และพวกเขายังนำเสนอการใช้งานในมุมต่าง ๆ เช่นการค้นหาสถานที่น่าสนใจหรือข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ แทนการใช้ Search Engine ตามเดิม ในบางกรณี ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจของ Adobe (Adobe, n.d.) ในการใช้ TikTok  เพื่อการค้นหา จะเห็นว่าจากช่วงอายุทั้งหมด กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ดังแสดงในภาพประกอบที่ 2 อย่างไรก็ตาม การเข้าใจ Generation อื่น ๆ ก็มีความสำคัญ เพราะกลุ่มเหล่านี้เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักเรียนด้วย โดยเฉพาะครูและผู้ปกครอง (SEA, 2022) ภาพประกอบ 2 การสำรวจของ Adobe ในการใช้ TikTok ในการค้นหา จะเห็นว่าจากช่วงอายุทั้งหมด กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด Adobe (Adobe, n.d.) Brand Awareness  Brand Awareness หมายถึง การรับรู้แบรนด์หรือการที่ผู้บริโภครู้จักและจำได้ถึงแบรนด์ของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น ๆ มันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าของตนเอง การมี Brand Awareness ที่สูงหมายความว่าผู้บริโภคมีความรู้สึกที่ดีและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์นั้น ๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น Brand Awareness มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น การรับรู้ชื่อแบรนด์ (Brand Recognition) ไปจนถึงระดับที่ผู้บริโภคสามารถนึกถึงแบรนด์ได้เป็นอันดับแรกเมื่อคิดถึงหมวดหมู่สินค้าหรือบริการนั้น ๆ (Top of Mind Awareness) การสร้าง Brand Awareness สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณา, การส่งเสริมการขาย, การใช้สื่อสังคมออนไลน์, การตลาดผ่านเหตุการณ์, หรือการตลาดทางอ้อมผ่านการใช้ influencer หรือการทำ content marketing การมี Brand Awareness ที่ดีช่วยให้แบรนด์สามารถแยกตัวเองออกจากคู่แข่งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ Marketing Funnel Marketing Funnel เป็นเครื่องมือที่ใช้อธิบายการเดินทางพฤติกรรมของลูกค้าและในการวางแผนทำการตลาด ที่ช่วยให้แบรนด์บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ โมเดลนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของพวกอย่างไรในแต่ละขั้นตอน และช่วยให้สามารถปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลงได้ Marketing Funnel มักถูกแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังนี้: การรับรู้ (Awareness): ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการทำให้ลูกค้าเป้าหมายรับรู้ถึงแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ผ่านการโฆษณา, การตลาดเนื้อหา, โซเชียลมีเดีย, หรือช่องทางอื่น ๆ ความสนใจ (Interest): เมื่อลูกค้ารับรู้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายผ่านการ สร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพ ทำให้ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เรานำเสนอ นี่ การพิจารณา (Consideration): ลูกค้าเริ่มเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์หรือบริการกับตัวเลือกอื่น ๆ ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการตัดสินใจ การตัดสินใจ (Decision): ลูกค้าพร้อมที่จะซื้อหลังจากที่พิจารณาข้อเสนอทั้งหมดและตัดสินใจว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ดีที่สุด การซื้อ (Purchase): ขั้นตอนนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าทำการซื้อจริง การสร้างกระบวนการซื้อที่ราบรื่นและง่ายดายสามารถช่วยเพิ่มอัตราการแปลงได้ ความภักดี (Loyalty): หลังจากการซื้อแล้ว การสร้างความภักดีกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำ สามารถทำได้ผ่านบริการหลังการขายที่ดี โปรแกรมสะสมคะแนน หรือข้อเสนอพิเศษ การส่งเสริม (Advocacy): ลูกค้าที่พึงพอใจสามารถกลายเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์ของคุณ โดยการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณให้กับผู้อื่น ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Target_market&oldid=1185476006 https://www.adobe.com/express/learn/blog/using-tiktok-as-a-search-engine https://business.yougov.com/content/44004-generational-trends-thailand-social-media-Gen-Z https://sea.mashable.com/tech/20996/for-gen-z-tiktok-is-more-than-entertainment- ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ศุภณัฐ จินตวัฒน์สกุล วิธีการดำเนินการ 1.วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน  การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของหลักสูตรนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้เข้าใจถึงคุณสมบัติที่เป็นจุดขายและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะสามารถสร้างการเสนอที่น่าดึงดูดใจและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์จุดแข็ง, จุดอ่อน, และประโยชน์ในแง่การทำการตลาด จุดแข็ง/จุดอ่อน แนวทางการปฏิบัติ เพื่อพัฒนา หรือ แก้ไข จุดอ่อน ภาพลักษณ์เชิงลบของเกมในสื่อต่าง ๆ นำเสนอความสำเร็จของศิษย์เก่า เผยแพร่ข้อมูลอาชีพในอุตสาหกรรมเกม จุดอ่อน ผู้ปกครองและครูแนะแนวยังไม่มีความเข้าใจการเรียนของสาขาวิชา เผยแพร่ข้อมูลของหลักสูตรโดยละเอียด ตอบคำถามผ่านช่องทางต่าง ๆ จัดกิจกรรมให้ นักเรียน ครู ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม จุดอ่อน ผู้ปกครองยังไม่มีความเข้าใจอุตสาหกรรม เผยแพร่ข้อมูลอาชีพในอุตสาหกรรมเกม จุดอ่อน ขาดการนำเสนอที่ดี ปรับปรุงการนำเสนอ จุดอ่อน ไม่มีเว็บไซต์หลักสูตร สร้างเว็บไซต์ของหลักสูตร จุดแข็ง หลักสูตรเกมที่แรกในไทย ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จุดแข็ง หลักสูตรมีผลงานมาอย่างยาวนาน รวบรวมผลงานเพื่อเตรียมสำหรับการทำคอนเทนต์ จุดแข็ง ศิษย์เก่าในอุตสาหกรรม สร้างความร่วมมือกับศิษย์เก่า นำเสนอความสำเร็จของศิษย์เก่า จุดแข็ง มีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ  เคยทำงานในอุตสากรรม รวบรวมผลงานเพื่อเตรียมสำหรับการทำคอนเทนต์ จุดแข็ง อาจารย์มีผลงานระดับประเทศ และระดับโลก รวบรวมผลงานเพื่อเตรียมสำหรับการทำคอนเทนต์ จุดแข็ง รายวิชาที่ทันสมัย ทำคอนเทนต์ 2.กลยุทธ์การสื่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหลักสูตร: a. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน: การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้เป็นแนวทางในการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและมีผลต่อกลุ่มเป้าหมาย เพราะเป้าหมายยิ่งชัดเจนเราจะยิ่งทำงานง่ายขึ้น กลุ่มเป้าหมายของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ตในการประชาสัมพันธ์ นักเรียนในระดับมัธยม ครูโรงเรียน ผู้ปกครอง b.สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ: สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและมีคุณค่าสำหรับกลุ่มเป้าหมายของสาขาวิชา โพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่น บรรยากาศในห้องเรียน ผลงานนักศึกษา c.ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย: การตอบกลับความคิดเห็น การแชร์เนื้อหา และการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เป็นวิธีที่ดีในการสร้างความไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ d.ใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสม: การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเช่น Facebook, Reels, TikTok และ YouTube Short เป็นต้น และปรับเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อให้เข้ากับแต่ละแพลตฟอร์ม e.ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือช่วย: ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์และวัดผลการทำงานของเราบนโซเชียล เช่น Google Analytics, Facebook Insights, หรือแพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลอื่น ๆ f.สร้างพันธมิตรกับบุคคลหรือหน่วยงานที่มีอิทธิพลในวงการ: การสร้างพันธมิตรกับบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการหรือกลุ่มเป้าหมายของ สามารถช่วยเพิ่มอิทธิพลและการเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ ได้อย่างดี g.ติดตามและปรับปรุง: ติดตามและวิเคราะห์ผลการทำงานของเรา บนโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณตามผลการวิเคราะห์เพื่อให้การสร้างอิทธิพลมีประสิทธิภาพมากที่สุด 3.กำหนดแนวทางการสร้างคอนเทนต์          เนื้อหาคือกุญแจสำคัญ ทางหลักสูตรได้กำหนดการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพโดยกำหนดแนวทาง การสร้างเนื้อหาโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คอนเทนต์กิจกรรม, คอนเทนต์โชว์ของ, คอนเทนต์ศิษย์เก่า โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ a.Must be “Viral Content.”       การสร้าง “Viral Content” ที่เกาะกระแสในขณะนั้น โดยใช้ประโยชน์จากเกม, ภาพยนตร์, หรือการ์ตูนที่กำลังเป็นที่นิยม เป็นวิธีที่ที่ทำให้คอนเทนต์ของเรามีผู้สนใจได้ง่าย b.คอนเทนต์กิจกรรม สื่อสารกับผู้ปกครองและครูแนะแนวเพื่อเพิ่มความเข้าใจ : จัดทำเอกสารหรือวิดีโอนำเสนอเพื่อเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพในอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต และความสำคัญของสาขาวิชานี้ในการเตรียมความพร้อมสู่อาชีพดังกล่าว จัดกิจกรรมเพื่อให้กลุ่มเด็กมัธยมมีส่วนร่วม : อาทิ การแข่งขันออกแบบเกม, การทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการพัฒนาเกม เพื่อกระตุ้นความสนใจและเชื่อมโยงกับนักเรียนยุค Gen Z สร้างกลุ่มคอมมิวนิตี้สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องเกม : เปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสนับสนุนระหว่างกัน ช่วยให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน c.คอนเทนต์โชว์ของ ผลงานนักศึกษา และ รางวัล การที่จะมีคอนเทนต์ที่ดีได้ จะต้องมีผลงานที่ดีก่อน ส่งเสริมให้นักศึกษาสร้างผลงานและส่งเข้าประกวด : เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้, การแสดงผลงานสู่สายตาของสาธารณะ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ ผนวกกิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา : รวมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานและการประกวดเข้ากับแต่ละวิชา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษา ผลักดัน Cross Curricular Project : นอกจากการผนวกกิจกรรมการประกวดผลงานให้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาแล้ว การทำ Cross Curricular Project ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนสามารถเห็นความเกี่ยวข้องและสามารถนำความรู้จากหลาย ๆ วิชามาใช้ร่วมกัน เพื่อเอื้อให้นักศึกษาง่ายต่อการส่งผลงานเข้าประกวดกล่าวคือ “ทำงานชิ้นเดียว ส่งได้หลายวิชา” อุปกรณ์/ห้องเรียน นำเสนออุปกรณ์และห้องเรียนที่ทันสมัย       การส่งเสริมและผลักดันให้นักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีต่าง ๆ นอกจากจะเป็นการพัฒนาความสามารถของนักศึกษาแล้ว ทางหลักสูตรเองก็ยังได้ผลงานเพื่อใช้ในการสร้างคอนเทนต์อีกด้วย d.คอนเทนต์ศิษย์เก่า สร้างคอมมิวนิตี้ของศิษย์เก่า ให้มีส่วนร่วมกับหลักสูตร : ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างศิษย์เก่าเพื่อแบ่งปันโอกาสและประสบการณ์ ความสำเร็จของศิษย์เก่า : ศิษย์เก่าที่มีอิทธิพลในอุตสาหกรรม   e.คอนเทนต์เชิงลึก คอนเทนต์เกี่ยวกับหลักสูตร, ข้อดีของหลักสูตร, และการเชื่อมโยงกับอาชีพหลังการศึกษา ข้อมูลช่วยเหลือในการสมัคร เช่น แนะนำขั้นตอนการสมัคร, การชำระเงิน, และทุนการศึกษา 4.กำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางการสื่อสาร เราได้ใช้โมเดล Marketing Funnel มาช่วยในการออกแบบให้           เห็นเป้าหมายของคอนเทนต์แต่ละแบบ ขั้นตอน กิจกรรม รูปแบบ/ช่องทาง Awareness สร้างการรับรู้     ใช้การโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย, เพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตร ·       Must be “Viral Content.” ·       คอนเทนต์โชว์ของ ·       คอนเทนต์ศิษย์เก่า   ·       วิดีโอสั้น ·       Facebook, Reels, YouTube, Shorts, TikTok Interest สร้างความน่าสนใจและอยากติดตาม   ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร, และโอกาสหลังจากการศึกษาเสร็จสิ้น ·       คอนเทนต์กิจกรรม ·       คอนเทนต์สอน ·       คอนเทนต์ศิษย์เก่า   ·         วิดีโอ, วิดีโอสั้น, Direct Message ·         Facebook, Reels, YouTube, Shorts, TikTok, YouTube, Website ของหลักสูตร, LINE OA Consideration นักศึกษาที่มีความสนใจอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการพิจารณา   ·       คอนเทนต์เชิงลึก เกี่ยวกับหลักสูตร, ข้อดีของหลักสูตร, และการเชื่อมโยงกับอาชีพหลังการศึกษา ·       คอนเทนต์ศิษย์เก่า ·         Web, วิดีโอ, Info Graphics ·         Website ของหลักสูตร, LINE OA Decision ให้ข้อมูลช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ·       คอนเทนต์เชิงลึก ให้ข้อมูลช่วยเหลือในการสมัคร เช่น แนะนำขั้นตอนการสมัคร, การชำระเงิน, และทุนการศึกษา   ·         Direct Message, วิดีโอสั้น, Info Graphics ·         Website ของหลักสูตร, LINE OA, Messenger Loyalty     เป้าหมายคือการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ·       ให้เข้าร่วม Community ·       และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ   ·         Discord Group Advocacy สร้างให้เกิดการแนะนำหลักสูตรให้กับผู้อื่น นักศึกษาหรือศิษย์เก่าที่พึงพอใจมีแนวโน้มที่จะแนะนำหลักสูตรหรือสถาบันให้กับผู้อื่น ·         วิดีโอสั้น ·         Facebook, Reels, YouTube, Shorts, TikTok   5. กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPIs) กำหนดเป้าหมายสำหรับแต่ละกิจกรรมที่จะทำ : โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายเหล่านี้ควรเป็นไปได้, ชัดเจน, และสามารถวัดได้ กำหนดตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของแต่ละกิจกรรม จำนวนผู้รับชมคอนเทนต์ จำนวนผู้ติดตาม จำนวนไลค์ของคอนเทนต์ จำนวนการแชร์ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม การเพิ่มขึ้นของความสนใจในหลักสูตร จำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวด   a.การเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเพื่อวัดความเปลี่ยนแปลงในความเข้าใจหรือความสนใจของนักศึกษาและผู้ปกครอง ติดตามการมีส่วนร่วมและการปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียเพื่อวัดผลตอบรับจากกิจกรรมประชาสัมพันธ์ รวบรวมข้อมูลการเข้าชมและการมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ของหลักสูตรเพื่อประเมินความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย b.การประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมเพื่อประเมินความสำเร็จของแต่ละกิจกรรม และโครงการโดยรวม ใช้ผลการวิเคราะห์เพื่อประเมินว่ากิจกรรมใดบรรลุเป้าหมาย, กิจกรรมใดที่ต้องปรับปรุง, และแนวทางใดที่ควรนำไปใช้ในอนาคต 2.Prototype testing in an operational environment – DO  ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน ปี 2564 ได้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้ ผลักดันให้เกิดการส่งผลงานเข้าประกวด ผนวกการส่งผลงานเข้าประกวดให้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา รวบรวบและปรับปรุงผลงานเพื่อเตรียมสร้างคอนเทนต์                รวบรวบผลงานเพื่อเตรียมสร้างคอนเทนต์นั้นเป็นงานที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและมีระบบการจัดการที่ดี เริ่มต้นด้วยการรวมรวมผลงานของนักศึกษา, ศิษย์เก่า, และคณาจารย์ตั้งแต่อดีต (พ.ศ. 2547) จนถึงปัจจุบันซึ่งเก็บอยู่ในรูปแบบ CD/DVD นำมาเก็บลง Hard disk และ Cloud ทำให้การจัดเก็บและสืบค้นเป็นไปอย่างง่ายดาย การทำเช่นนี้ช่วยให้ผลงานเหล่านั้นไม่เพียงแต่เก็บรักษาไว้ได้อย่างปลอดภัยแต่ยังสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลก                อย่างไรก็ตามด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีและมาตรฐานความคมชัดของวิดีโอที่เพิ่มขึ้น ผลงานวิดีโอจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในอดีตมีความละเอียดที่ไม่ตอบโจทย์มาตรฐานปัจจุบันและอนาคต การนำ AI มาใช้ในการปรับขนาด (Upscale) ผลงานเหล่านี้เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพของวิดีโอให้มีความคมชัดสูงสุด รองรับความละเอียด 4K 60FPS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รองรับการแสดงผลที่คมชัดและรายละเอียดที่มากขึ้น ภาพประกอบ 6 แสดงกระบวนการรวบรวบและปรับปรุงผลงานเพื่อเตรียมสร้างคอนเทนต์ พัฒนาเว็บไซต์ของสาขาวิชา ทางหลักสูตรได้เริ่มพัฒนาเว็บไซต์ของสาขาเป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับหลักสูตร, รายละเอียดวิชาที่สอน, ข้อกำหนดการเข้าศึกษา ช่วยให้ผู้สนใจสามารถทำความเข้าใจในหลักสูตรมากขึ้น ใช้เว็บไซต์สาขาวิชาเป็นศูนย์กลางหรือ Hub ของทุกกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์ ภาพประกอบ 7 แสดงการให้เว็บไซต์สาขาวิชาเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของทุกกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหลักสูตร สร้างความน่าเชื่อถือผ่าน รายละเอียดที่ครบถ้วน สำหรับผู้ที่สนใจ           ผู้ที่เข้าเว็บไซต์มาด้วยกิจกรรมหนึ่ง จะมีโอกาสไปเปิดดูหน้าอื่น ๆ ที่อยู่ภายในเว็บ หากภายในเว็บของเรามีคอนเทนต์ที่ดึงดูดมากพอ ปี 2565 เริ่มสร้าง Content Video สั้นบน​ Reels และ​​ YouTube Shorts สร้างวิดีโอคอนเทนต์สั้นบน Reels และ YouTube Shorts เพื่อแสดงผลงานของนักศึกษา, บรรยากาศห้องเรียน, และอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ไปยังผู้ชมจำนวนมาก เฉลี่ย 2.5 คอนเทนต์/สัปดาห์   เริ่มโครงการอบรมและแข่งขันพัฒนาเกมระดับมัธยม เริ่มสร้าง Community บน Discord สำหรับผู้สนใจการพัฒนาเกม การสร้าง Community บน Discord สำหรับผู้สนใจการพัฒนาเกมที่เป้าหมายเป็นนักเรียนมัธยม, ครูสอนคอมพิวเตอร์, และครูแนะแนว   เริ่มเผยแพร่วิดีโอสอนพัฒนาเกมบน YouTube ครอบคลุมเนื้อหาวิดีโอสอนพัฒนาเกมเบื้องต้น ปี 2566 ผลักดันให้เกิดการส่งผลงานเข้าประกวด เริ่ม Cross Curricular Project เริ่มสร้าง Content Video สั้นบน​ TikTok ในปี 2566 ได้ทำคอนเทนต์ลง  TikTok เฉลี่ยน 3.7  ครั้ง / สัปดาห์ 3. Proven through successful mission operation, Objectives and Key Results for Knowledge Management – CHECK    3.1 ได้รับรางวัล Thailand Social Award                สิ่งหนึ่งที่สะท้อนอิทธิพลบนโลกโซเชียลของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต มาจากงานประกาศรางวัลโซเชียลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด อยู่เบื้องหลังการเก็บข้อมูล มีการตัดสินในงานนี้ใช้ “METRIC” เป็นเกณฑ์การวัดผล ซึ่งประกอบด้วย ค่าชี้วัดแบรนด์ (BRAND SCORE): วัดผลประสิทธิภาพการทำงานของแบรนด์บนโซเชียลมีเดียในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ โดยคำนึงถึง: การสื่อสารจากช่องทางหลักของแบรนด์ (Own Channel) การสื่อสารจากช่องทางที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ (Earn Channel) ผ่าน 5 ช่องทางหลัก: Facebook, Instagram, TikTok, Twitter และ YouTube พิจารณาจากการวัดประสิทธิภาพเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารจากช่องทางหลักของแบรนด์ (OWN SCORE ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารจากช่องทางที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ (EARN SCORE) ค่าชี้วัดการแสดงความคิดเห็นที่มีต่อแบรนด์ (SENTIMENT SCORE): ประเมินจากความคิดเห็นโดยรวมที่มีต่อแบรนด์           โดยสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ตได้รับรางวัล Special Awards ในฐานะเป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนวงการเกมและอีสปอร์ต มีความโดดเด่นหลายด้านบนโซเชียลมีเดีย จำนวนผู้ติดตาม (Follower), การเติบโตของผู้ติดตาม (Fan Growth), จำนวนการมีส่วนร่วมและการโต้ตอบ (View & Interaction), การพูดถึงแบรนด์ในแต่ละวันบนโซเชียลมีเดีย (Unique Daily Social Mentions), อัตราการแสดงความคิดเห็นและการแชร์ (Comment & Share Ratio), การสนับสนุนเนื้อหาของแบรนด์ (Advocacy), ความสนใจในการซื้อ (Intention), และความรู้สึกหรือทัศนคติที่มีต่อแบรนด์ (Sentiment)           สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาแรกและสถาบันการศึกษาเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลบนเวทีนี้ 3.2 ความสำเร็จของคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย       สำหรับสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต ความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียนั้นเป็นสิ่งยืนยันถึงความสามารถในการดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในวิดีโอเกมและอีสปอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเผยแพร่คอนเท้นต์ในรูปแบบวิดีโอสั้นที่สร้างสรรค์และน่าติดตาม       จากสถิติตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566 – 25 กุมภาพันธ์ 2567 (สถติแบบออแกนิค ไม่มีการจ่ายเงินเสียค่าโฆษณา) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ตบนแพลตฟอร์ม TikTok ด้วยการมีวิววิดีโอสูงถึง 2,817,413 ครั้ง และผู้ชมที่ถึง 2,097,886 คน แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าถึงและกระจายข้อมูลไปยังผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ การมีผู้ชมเข้าชมโปรไฟล์ถึง 21,029 ครั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้ชมเหล่านี้ให้เป็นผู้ติดตาม           ส่วนของการมีส่วนร่วมทางโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญ ด้วยการมีจำนวนไลค์ 148,536 ครั้ง, การแชร์ 24,030 ครั้ง และคอมเมนต์ 2,813 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงระดับของการมีส่วนร่วมและการตอบสนองที่เป็นบวกจากผู้ชม การมีส่วนร่วมที่สูงนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเป็นไปได้ที่เนื้อหาจะถูกแชร์และเห็นโดยผู้ชมจำนวนมากขึ้นเท่านั้น

สร้างอิทธิพลบนโลกโซเชียล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหลักสูตรให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ Read More »

สมรรถนะทางการสอน

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 สมรรถนะทางการสอน : จากมุมมองรายวิชา Teaching Practicum in Bilinggual Schools VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ผู้จัดทำโครงการ​ รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี ชิโนกุล วิทยาลัยครูสุริยเทพ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​        Singh and Richards (2006: 155) ได้ให้ความเห็นในการฝึกครูสอนภาษาที่สองว่า “การเรียนรู้ของครูมีความเกี่ยวเนื่องกับการค้นหาทักษะและความรู้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับทักษะความรู้ทางภาษาเท่านั้น แต่รวมถึงการเรียนรู้ในความเป็นครูภาษาด้วย” ประเด็นที่ท้าทายในการสอนรายวิชา MBE 613 Teaching Practicum in Bilingual Schools ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับและรายวิชาใหม่ในหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา (หลักสูตรนานาชาติ) หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2565 และเริ่มเปิดสอนรายวิชาครั้งแรกในภาคการศึกษาปลาย 2565 คือ ทำอย่างไรที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้เนื้อหาในภาคทฤษฎี และทักษะในเชิงปฏิบัติ รวมถึงสัมผัสการเรียนรู้ในความเป็นครูไปพร้อมกัน ภายในเวลาจำกัด เนื่องจากหลักสูตรจัดเป็นการเรียนการสอนในรูปแบบโมดูล ผู้นำเสนอจึงได้นำแนวทางที่ได้เคยทำการวิจัยและทดลองใช้เป็นแนวทางการสอนวิธีวิทยาการสอนตามกรอบ 3 มิติ (Chinokul, 2021: 430) ดังภาพที่ 1 ภาพที 1: องค์ประกอบหลักใน 3 มิติ เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน (Chinokul, 2021: 430)     ความรู้และทักษะเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน ทั้ง 3 มิติ ควรได้รับการฝึกฝนเริ่มจากรายวิชาวิธึวิทยาการสอนเพื่อที่นักศึกษาจะไม่ “หลงทาง” แต่จะเริ่มมุ่งมั่นในการเรียนรู้การเป็นครูที่ดีในวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการสั่งสมทักษะสมรรถนะการสอนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลา ในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาตลอดวิชาชีพในความเป็นครูในการเรียนรู้ความเป็นครูการดำเนินการตามกรอบดังกล่าว ผู้นำเสนอได้ดำเนินการแล้วในรายวิชาวิธีวิทยาการการสอน ซึ่งผู้นำเสนอสอนในระดับบัณฑิตศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ได้แนะนำกิจกรรมที่คณาจารย์สามารถเลือกใช้ในการพัฒนากรอบแนวคิดใน 3 มิติ ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ในความเป็นครู (Self as teacher) 2) ทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้ (Teaching skills shared in learning community) และ 3) ความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ (Connection in professional committees) โดยได้เผยแพร่ในบทความ Chinokul (2021)การนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทของรายวิชา ในหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ของวิทยาลัยครูสุริยเทพมหาวิทยาลัยรังสิต โดยถือได้ว่าเป็นการดำเนินการซ้ำในบริบทที่แตกต่างReferences:•Chinokul, S. (2021). Exploring the role of identity construction, teaching skills, and professional discourse & awareness: A study from a language methodology course for EFL preservice teachers. LEARN Journal: Language Education and Acquisition Research Network, 14 (2), 427-450.•Singh, G., & Richards, J. C. (2006). Teaching and learning in the language teacher education course room: A critical sociocultural perspective. RELC Journal, 37(2), 149-175. https://doi.org/10.1177/0033688206067426   ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ประสบการณ์การเป็นอาจารย์นิเทศก์ การตีพิมพิ์บทความวิจัย และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาโมเดลการเรียนการสอน การใช้รูปแบบการสอนและการจัดการเรียนรู้ เช่น • Chinokul, S. (2021). Exploring the role of identity construction, teaching skills, and professional discourse & awareness: A study from a language methodology course for EFL preservice teachers. LEARN Journal: Language Education and Acquisition Research Network, 14 (2), 427-450.• Chinokul, S. (2015). Classroom Observation: Self-Study of a Language Teacher Educator Supervising Pre-service Teachers. Journal of Education Studies, 43 (3) July-September, 2015, 1-21.• พรสวรรค์ ศุภศรี. “การพัฒนาโมเดลการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดแบบสะท้อนกลับและความสามารถด้านการสอนของนิสิตวิชาเอกการสอนภาษาอังกฤษ”. ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษานานาชาติ (สหสาขาวิชา) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2558ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, นักศึกษาในหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา (หลักสูตรนานาชาติ) หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2565 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา MBE 613 Teaching Practicum in Bilingual Schools ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับ ในภาคการศึกษาปลาย 2565 จำนวน 33 คน ซึ่งมีภูมิหลังในด้านความเป็นครู และ/หรือผู้เรียนในชั้นเรียนภาษาที่สอง วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   1) ผู้นำสนอได้ทบทวนกรอบแนวคิดใน 3 มิติ ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ในความเป็นครู 2) ทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และ 3) ความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ และพิจารณาวัตถุประสงค์รายวิชา ทบทวนแนวทาง และนำข้อมูลมาบูรณาการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงการมอบหมายงานที่ดำเนินการในรายวิชาและการจัดกิจกรรมนอกรายวิชา เพื่อให้ได้หลักฐานการเรียนรู้ที่สะท้อนการเสริมสร้างทักษะตามกรอบ ดังนี้Objectives of the Course1) design lesson plan, plan, teach and manage classroom learning and teaching2) observe teaching and learning and learning to make notes of the significant features as well as the environment from the perspectives of an observer3) monitor individual learning progress, construct tests and design assessment tools4) record of the lesson for the purpose of the students’ learning to teach5) evaluate, use the results, and report learning results to stakeholders, and6) reflect on teaching in teaching practicum in bilingual schools.   การบูรณาการหลักการในกิจกรรมที่เสริมสร้างอัตลักษณ์ในความเป็นครูในรายวิชา• ผู้สอนดำเนินการจัดเตรียมเนื้อหาสาระและกิจกรรมในรายวิชาได้แก่ หนังสือ บทความวิจัย Webinars Scenarios ที่ใช้เป็น inputs ในการเรียนการสอน จาก YouTube, Artifacts และเอกสาร worksheets กำหนดแนวทางที่จะพูดคุยกับผู้เรียนในการดำเนินกิจกรรมในประมวลรายวิชา   การกำหนดการมอบหมายงานที่เสริมสร้างอัตลักษณ์ในความเป็นครูในรายวิชา• จัดให้นักศึกษาทำ Weekly reflection of learning to teach, Reflections of lectures from Modules 1-4 , และ เลือกทำ Reflections from the assigned self-directed website• The language learner and Classroom management <https://coerll.utexas.edu/methods/>• Skills (Speaking, Writing, Reading and Listening) https://coerll.utexas.edu/methods/• Language (Vocabulary, Grammar, Pragmatics, and Culture) https://coerll.utexas.edu/methods/• Technology and Assessment https://coerll.utexas.edu/methods/   การบูรณาการหลักการในกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้• ผู้นำเสนอได้วางแผนและติดต่อสถานศึกษาและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณาจารย์ที่ยินดีให้ความร่วมมือและขอจดหมายขอความอนุเคราะห์ลงนามโดยคณบดีวิทยาลัยครูสุริยเทพในการอนุญาตให้นักศึกษาเข้าสังเกตการณ์การสอน ได้แก่ การสอนภาษาอังกฤษของรายวิชาในสถาบันภาษา และการสอนภาษาจีนในรายวิชาของ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และการสอนภาษาจีนในรายวิชาที่จัดให้กับนักเรียนในโปรแกรมการเรียนในระบบสองภาษา กลุ่มสาระวิชาภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย• ในการดำเนินการสอนผู้นำเสนอได้พยายามเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติในชั้นเรียนจริง โดยเน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถาณการณ์การเรียนการสอน ได้แก่1) การสาธิตโดยผู้นำเสนอในฐานะผู้สอนและผู้เรียนมีส่วนร่วมในฐานะผู้เรียน เช่น กิจกรรมการสาธิตการสอน การฝึกเทคนิคการสอนที่ใช้ในการเรียนรู้ในชั้นเรียนระบบสองภาษา และการศึกษาจากกรณีศึกษาที่ ผู้สอนคัดสรรมา กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็น Teaching Scenarios ให้นักศึกษาได้มองเห็นการตัดสินใจและการใช้เหตุผลในการเรียนการสอนได้ชัดเจนขึ้น2) การกำหนดกิจกรรมให้นักศึกษาลงมือทำ เพื่อฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้เมื่อต้องปฎิบัติจริง เช่นการฝึกลงรหัส (Coding) ข้อมูลในการวิจัยเพื่อการเรียนการสอนจากวีดิทัศน์สั้นๆ จากห้องเรียนจริงที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ เป็นการใช้ข้อมูลจากากรสังเกตการณ์การสอนในห้อง3) การเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สำคัญ เช่น ร่วมออกแบบประเมินการสังเกตการสอนที่จะใช้ในการสังเกตการสอนจริงทั้งในการสังเกตการสอนในชั้นเรียนจริงและในการร่วมเป็นครูอาสาและผู้สังเกตการณ์การสอนโครงการ Volunteer Teaching4) การให้คำปรึกษานักศึกษาทั้งในและนอกชั้นเรียน โดยจัดเวลาให้อย่างพอเพียงและกำหนดนัดหมายล่วงหน้าอย่างชัดเจนตามที่ผู้สอนและผู้เรียนสะดวกในการปรีกษาหารือกันได้โดย ผ่านระบบ VooVMeeting และจัดช่องทางการสื่อสารและการส่งข้อมูลถึงกัน ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ใน Line Group5) การสอนจุลภาค (Microteaching) และ การบันทึกการสอน เพื่อวิเคราะห์ในการมอบหมายการทำ Video Analysis6) ฝึกการทำ Reflection ที่มี Prompts เป็น Guidelines อย่างชัดเจน   การกำหนดการมอบหมายงานที่เสริมสร้างทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้• Class Assignments and Practices นักศึกษามีโอกาสในการฝึกสอน ผ่านกิจกรรมต่างๆที่เปิดโอกาสให้คิด ออกแบบสื่อการสอน ฝึกเทคนิคการสอน และการให้ผลป้อนกลับ• Task 1: Class Observation โดยนักศึกษาสามารถเลือกชั้นเรียนและสถาบันที่ต้องการเข้าศึกษา• Task 2: Micro Teaching Lesson Plan โดยนักศึกษาทำงานเป็นกลุ่มในการกำหนด เนื้อหา วิธีสอน และจัดทำ Lesson plan โดยได้รับคำแนะนำจากผู้สอน    การบูรณาการหลักการในกิจกรรมที่เสริมสร้างความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ• มีการจัดมาตรฐานและการประเมินงานที่มอบหมาย สังเกตและประเมินผลงานของนักศึกษาครู และเน้นตัวอย่างที่เป็นงานที่ใช้จริงและมีความหมายต่อการเรียนรู้ การสังเกตการณ์การสอนของเพื่อนที่บันทึกในวีดิทัศน์เพื่อการปรับปรุงแนวทางการจัดการเรียนรู้• มีกิจกรรมความร่วมมือและการพูดคุยระหว่างกลุ่มครูที่ช่วยพัฒนาการสะท้อนคิด มีหัวข้อการเรียนรู้ในเชิงวิชาชีพ และการเติมเต็มศักยภาพของตนเอง• การสร้างระบบการพัฒนาเชิงวิชาชีพของตนเอง รวมถึงการเข้าร่วมองค์กรวิชาชีพ และการสร้างเครือข่ายฯความร่วมมือในการพัฒนาวิชาชีพ และการเป็นสมาชิกวารสารในสาขาวิชา• นอกจากนี้ยังมีการจัดโครงการพิเศษนอกรายวิชาให้นักศึกษาได้เข้าร่วมโดยสมัครใจ ชื่อโครงการ Volunteer Teaching จัดที่ โรงเรียนสามโคก โดยประสานงานกับผู้อำนวยการหลักสูตรหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา (หลักสูตรนานาชาติ) วิทยาลัยสุครูสุริยเทพ   การกำหนดการมอบหมายงานที่เสริมสร้างความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ• Class final project: Teaching practice and lesson analysis from the video record หลังจากการสอน micro teaching มีการบันทึกวีดิทัศน์ และมีการมอบหมายงานที่เป็น final project ในการวิเคราะห์การสอนของตนและเพื่อน• Attending the optional activity students were encouraged to join the volunteer project initiated by the program มีการให้คำแนะนำนักศึกษาอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการในฐานะครูผู้สอน และผู้สังเกตการณ์ และดำเนินการโครงการ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        จากการดำเนินการในรายวิชา นักศึกษาได้มีโอกาสทบทวนความรู้และพัฒนาทักษะ ครอบคลุมในกรอบ 3 มิติ ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ในความเป็นครู2) ทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และ 3) ความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ และผู้เสนอได้มีโอกาสจัดเตรียมและรวบรวมเครื่องมือที่ใช้ในบันทึกผลการเรียนรู้ และสารสนเทศเกี่ยวกับกิจกรรมในการดึงข้อมูลความรู้ที่ฝังลึกในตัวคน (tacit knowledge) ให้เห็นเป็นรูปธรรม มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นความรู้ที่ชัดจน (explicit knowledge) มากขึ้น ได้แก่     2.1 ได้แบบสังเกตการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เป็นผลงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน ประเด็นหัวข้อที่สังเกต ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของบทเรียน เนื้อหา การออกแบบกิจกรรม และ เอกสารประกอบการสอน ขั้นตอนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน ความร่วมมือของผู้เรียน และภาพรวมของการเรียนการสอน ในการได้มีโอกาสสังเกตการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนจริง นักศึกษาจะมีโอกาสทบทวนและซักถามเกี่ยวกับ Decision Making and Pedagogical Reasoning in Bilingual Teaching และฟังมุมมองความคิดของครู    2.2 ได้ตัวอย่าง lesson plans จัดทำโดยนักศึกษาที่ทำงานเป็นกลุ่ม ในระหว่างการเตรียมบทรียนและกิจกรรมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในกลุ่มและได้รับคำแนะนำจากผู้สอนในรายวิชาดังนั้นจึงมีโอกาสในการทบทวน Decision Making and Pedagogical Reasoning in Bilingual Teaching มีการบันทึกการสอนในรูปแบบวีดิทัศน์ไว้ เพื่อใช้ ในการวิเคราะห์ จากการดำเนินการสอน Microteaching    2.3 ได้ตัวอย่างการวิเคราะห์การเรียนการสอนในระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ที่สะท้อน Decision Making and Pedagogical Reasoning in Bilingual Teaching Practicum ของนักศึกษา ที่มีประสบการณ์การสอนและไม่มีประสบการณ์การสอน ในแบบวิเคระห์มีการกำหนด Prompts ที่นักศึกษาจะต้องมองย้อนกลับ และสะท้อนคิดในขั้นตอน และกระบวนการเตรียมการก่อน ระหว่าง และหลังการสอน ในส่วนที่จะต้องมี Decision Making and Pedagogical Reasoning in Bilingual Teaching    อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน1) เนื่องจากรายวิชานี้เป็นรายวิชาใหม่ในหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสองระบบภาษา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2565 เป็นรายวิชาบังคับและอยู่ระหว่าง Transition ในการเปิดการเรียนชั้นเรียนเต็มรูปแบบ จึงต้องมีการสื่อสารให้ นักศึกษาต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางมาได้ด้วยปัญหาเรื่องวีซ่า ให้ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาถัดไป2) ในการเตรียมการมีเวลาจำกัดเนื่องจากเดิมรายวิชานี้กำหนดให้อาจารย์ที่จะโอนย้ายมาเป็นผู้รับผิดชอบแต่เนื่องจากอาจารย์ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ผู้นำเสนอจึงได้รับการมอบหมายให้รับผิดชอบรายวิชานี้แทน3) การดำเนินการสอนในรายวิชาของหลักสูตรดำเนินการในรูปแบบของ Module จึงอาจเกิดความท้าทายในประเด็นเรื่องเวลาดำเนินการ ทั้งนี้ ผู้นำเสนอได้จัดเวลานอกชั้นเรียนให้คำปรึกษาการทำ Lesson Plans และ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเพียงพอที่นักศึกษาจะมีความมั่นใจในการสอนได้ก่อนการดำเนินการสอน4) วิชานี้เป็นรายวิชาบังคับจึงมีผู้เรียนจำนวนมาก จัดได้ว่า เป็น Large Class ของชั้นเรียนระดับบัณฑิตศึกษาที่เน้นการฝึกปฏิบัติ มีความท้าทายในการบริหารจัดการอย่างมาก โดยเฉพาะในการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning5) เนื่องจากเป็นรายวิชาใหม่ จึงอาจไม่มีการเตรียมทรัพยากรอย่างเพียงพอในการจัดของขวัญหรือค่าตอบแทนให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ซึ่งผู้สอนได้ดำเนินการด้วยตนเอง 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่       1) นักศึกษาได้รับความรู้จากการอ่านหนังสือ และเข้าร่วมชม Webinars รวมทั้งการอภิปรายในเนื้อหาเชิงทฤษฏีที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน Bilingual Education ฝึกการสะท้อนคิดจากการอ่านและการฟังบรรยาย มีโอกาสร่วมกิจกรรมสาธิตในห้องเรียนที่ท้าทายเพื่อเชื่อมโยงทฤษฏีและการปฏิบัติ มีการร่วมกันจัดทำแบบบันทึก และนำไปใช้จริงใน Classroom Observation ของอาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอนในสถานที่จริง การทำ Lesson Plan และ Microteaching จัดทำ Video Recording และวิเคราะห์การสอนของตนเองและกลุ่มจากที่บันทึกไว้ (Video Analysis) และได้ร่วมกันวางแผนในการเป็นครูอาสาสมัครในการไปสอนนักเรียนที่โรงเรียน สามโคก ในโครงการของหลักสูตร   2) มีการตรวจสอบผลการดำเนินการในรายวิชาด้วย การประเมินผลในรายวิชา MBE613 Teaching Practicum in Bilingual Schools   3) มีการตรวจสอบผลการดำเนินการในรายวิชาด้วย หลักฐานจากภาพกิจกรรมในรายวิชา หลักฐานจาก Video Record การทำ Video Analysis และการทำ Reflections หลักฐานจากแบบประเมิน Classroom Observation   4) มีการตรวจสอบผลการดำเนินการกิจกรรมโครงการนอกชั้นเรียนการประเมินแบบทางการจากการร่วมกิจกรรม Volunteer Teaching Project การประเมินหลังจากการร่วมกิจกรรมด้วยภาพสรุป Word Cloud   5) มีการเผยแพร่โดยการนำเสนอความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรมของนักศึกษาทั้งในส่วนของนักศึกษาที่อาสาเป็นครูผู้สอน และนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมในฐานะผู้สังเกตการณ์การสอนใน Volunteer Teaching Project ให้แก่นักศึกษาที่เข้ามาศึกษาใหม่ได้รับฟังในวัน Orientation New Students ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice         1) ในการดำเนินการในรายวิชาครั้งนี้ผู้นำเสนอใช้แนวทาง Active Learning เพื่อสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางแผนไว้       2) ผู้นำเสนอวางแผนจะเขียนบทความวิชาการเพื่อบีนทึก (Document) กิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาที่เป็นผลสะท้อน จากการทบทวน ความรู้และพัฒนาทักษะ ครอบคลุมในกรอบ 3 มิติ ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ในความเป็นครู 2) ทักษะการสอนที่แบ่งปันในกลุ่มชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และ 3) ความเชื่อมโยงในวงวิชาชีพ เป็นข้อมูลการศึกษาในเบื้องต้นจาก Lesson Learned มีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับ Decision making และ Pedagogical reasoning ของครูที่วางแผนจัดเตรียมต้นฉบับบทความวิจัยเพื่อส่งในการพิจารณาตีพิมพิ์ในวารสารวิชาการที่เหมาะสมต่อไป      3) ผู้สอนวางแผนดำเนินการวิจัยเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ในรูปแบบการวิจัยในระยะต่อไป      4) ทั้งนี้ในการดำเนินการหาก มีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และมีการเก็บสะสมข้อความรู้ที่ได้จากรายวิชาอย่างเป็นระบบ น่าจะรวบรวมความรู้และหลักฐานการเรียนรู้ที่เกิดจากรายวิชา นำเสนอเป็นองค์ความรู้ในรูปแบบหนังสือประจำรายวิชาได้ต่อไป      5) ในอนาคตอาจมีการวางแผนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรังสิตในการสังเกตการณ์การสอน และ/หรือ งานมอบหมายในรูปแบบอื่นเพื่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ในการฝึกปฏิบัติทีจะสามารถสร้างรูปแบบการสอนจากบริบท และฐานความรู้ที่ฝังลึกจากหน่วยงานของมหาวิทยาลัยรังสิตได้ในอนาคต ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

สมรรถนะทางการสอน Read More »

การเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1, KR 1.2.3, KR 1.4.3, KR 1.4.5 การเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลของนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิตด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ผู้จัดทำโครงการ​ อ.วัฒนี รัมมะพ้อ คณะบัญชี ​ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ในรายวิชาต่างๆ เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลเทคโนโลยีและศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้องของนักศึกษา ทำให้นักศึกษาเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้และสามารถสะท้อนคิดแนวทางการประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์เสมือนจริงก่อนที่จะไปปฏิบัติงานจริงในวิชาสหกิจศึกษา หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพบัญชี การพัฒนากระบวนการเรียนรู้มีความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้ ดังนี้1. เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน ในการใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรงผ่านกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในการสอนรายวิชาต่างๆ ด้วยการชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากประสบการณ์วิชาชีพ เช่น นักศึกษาจะได้รับรางวัลหากมีผลงานโดดเด่น การให้คะแนนที่ท้าทายและรวมคำนวณเป็นคะแนนการวัดและประเมินผลรายวิชา การได้รับวุฒิบัตรจากการเข้าร่วมเพื่อเป็น Profile ในการสมัครงานในโครงการสหกิจศึกษา การให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้นักศึกษาใช้ในการพัฒนาศักยภาพตนเองต่อไป รวมทั้งการทำ PLC หลังกิจกรรม2. การออกแบบการสอนแบบบูรณาการกิจกรรมอย่างสนุก ที่มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น รายวิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีผลลัพธ์ที่คาดหวังว่านักศึกษามีความรู้ต่อไปนี้เมื่อเรียนวิชานี้ การจัดตั้งสำนักงานบัญชี ประเภทของบริการที่ตลาดต้องการจากสำนักงานบัญชี การวางแผนธุรกิจ คุณภาพการบริการ การบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเจรจาต่อรอง เป็นต้นดังนั้นการออกแบบกิจกรรมต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ได้ขบคิดแนวทางการเจรจาต่อรองและการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางบัญชีของธุรกิจออนไลน์ เพื่อจัดเป็นกระบวนเรียนรู้การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์แก่นักศึกษา3. รูปแบบกิจกรรมที่ใช้ จะต้องมีบรรยากาศสนุกคล้ายสอดแทรกเกมส์แข่งขัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้เล่นเล็กน้อย โดยใช้เกณฑ์เวลา การมีส่วนร่วมในการทำงาน และคุณภาพผลงานกลุ่ม โดยจัดให้มีการประเมินความรู้ที่ได้ด้วยตนเอง และแบ่งปันระหว่างกลุ่มนักศึกษาซึ่งถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะต้องวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยเริ่มตั้งแต่การทำแผนการจัดการเรียนรู้ กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ และการเตรียมอุปกรณ์สถานที่ กำหนดการ เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปตามแผน และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการ ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้, สมาคมสำนักงานบัญชีไทย ชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี บริษัทพีพียูเอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท ฟินันเซียไซรัส จำกัด (มหาชน) วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   หลักสูตรได้วางแผนการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลไว้ในแผนปฎิบัติการประจำปีการศึกษา 2565 โดยมุ่งให้การดำเนินงานหลักสูตรบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ (KRs) ตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น นอกจากนี้หลักสูตรมีความคาดหวังที่จะให้นักศึกษามีความพร้อมในการทำงานมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่การเรียนรู้แบบสหกิจศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรภายนอกที่ให้การฝึกหัดงานและร่วมมือกับคณะในสหกิจศึกษา ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานของนักศึกษาออกมามีคุณภาพในระดับที่องค์กรดังกล่าวยอมรับได้ และมีความตั้งใจที่จะรับนักศึกษาเข้าทำงานหลังเสร็จสิ้นสหกิจศึกษา การดำเนินงานมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้1. พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพบัญชี ซึ่งในปีการศึกษา 2565 ได้ทำความร่วมมือกับสมาคมสำนักงานบัญชีไทย ชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี บริษัท พี พี ยูเอ็นอินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท ฟินันเซียไซรัส จำกัด (มหาชน) โดยทำความเข้าใจในข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะเทคนิคทางวิชาชีพบัญชีให้กับนักศึกษา2. คณบดี ได้จัดประชุมผู้บริหารขององค์กรวิชาชีพภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการข้างต้น เพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ และหารือแนวทางการสอนที่จะทำให้นักศึกษาการเกิดการเรียนรู้ทักษะเทคนิคทางวิชาชีพ ทั้ง 5 ด้าน ตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี (IES) กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี ได้แก่ คุณธรรมและจริยธรรมทางวิชาชีพบัญชี ความรู้ทางบัญชีและศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง การประยุกต์ความรู้ในการปฎิบัติและสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงทางวิชาชีพบัญชี ความรับผิดชอบในงานและการทำงานเป็นทีม การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำอย่างไรให้นักศึกษามีความพร้อมมากที่สุดก่อนการปฏิบัติงานจริงในสหกิจศึกษา (จัดประชุมรวม 1 ครั้ง และแยกเป็นคู่ระหว่างหลักสูตรกับผู้บริหารองค์กรวิชาชีพ 2 ครั้ง) ซึ่งได้ข้อสรุปว่าต้องใช้กรณีศึกษาหรือโจทย์ที่พัฒนาจากการประสบการณ์จริง และการสร้างสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนที่เอื้อต่อการใช้กระบวนการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด นอกจากนี้ทางหลักสูตรโดยหัวหน้าหลักสูตร ได้ประสานขอความอนุเคราะห์จากคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ในการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้นำและการทำงานเป็นทีม เพื่อบูรณาเข้าไปในรายวิชาที่กำหนดด้วย3. คณะกรรมการหลักสูตร และคณบดี ได้ประชุมกำหนดรายวิชาที่เหมาะสมที่จะจัดให้มีการเรียนการสอนแบบเชิงรุก (Active Learning) ที่มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลเข้าไปในรายวิชา โดยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการที่มีกับองค์กรวิชาชีพบัญชีดังกล่าวทั้งหมด สรุปได้ดังนี้ วิชา ACC357 การอำนวยการทางการเงิน วิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ และวิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และได้รับความร่วมมือจากคณะกายภาพบำบัดในวิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี โดยเน้น Soft Skills ตามผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ซึ่งก่อนหน้าปีการศึกษานี้ทางหลักสูตรได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยลดการบรรยายและเพิ่มการเรียนรู้ โดยใช้การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หรือ Practitioner เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 ใช้เทคนิคการทลายกำแพงวิชาด้วยการทำ Integrated Courses วิชาภาษีอากร 2 กับวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จทางบัญชีด้วยการใช้กรณีศึกษาที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีกับอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ต่อมาในปีการศึกษา 2563 ได้ใช้ผลการประเมินจากการทำ Integrated Courses ในการปรับปรุงหลักสูตรโดยพัฒนารายวิชาใหม่ ได้แก่ วิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ โดยมุ่งให้นักศึกษารู้และเข้าใจการทำบัญชีธุรกิจด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปและการปฏิบัติทางภาษีถูกต้อง นอกจากนี้ใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยในการสอนวิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี เพื่อสร้างประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการ และวิชา ACC457 การอำนวยการทางการเงิน โดยนำ Fintech ในรูปของแอพพลิเคชั่นทางการเงินที่นำมาใช้ในตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยความร่วมมือทางวิชาที่ทำกับบริษัท ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ในปัจจุบันโปรแกรมสำเร็จรูปที่นำมาใช้ในการสอนมีทั้ง ERP และระบบ รวมทั้งการพัฒนา Soft Skills ในรายวิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี4. การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ จะดำเนินการร่วมกันระหว่างคณบดี อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่ได้รับมอบหมายจากองค์กรวิชาชีพบัญชีที่ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับคณะบัญชี โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ (มคอ. 3) ของรายวิชา ACC357 การอำนวยการทางการเงิน วิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ วิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี ประกอบด้วยเนื้อหาสาระรายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้นักศึกษามีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนด รวมทั้งวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ข้อสรุปอื่นในการจัดทำแผนการเรียนรู้ของนักศึกษาคือ บทบาทและความรับผิดชอบของทีมสอน (อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชากับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และทีมงานจากคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา) แต่ละรายวิชา ซึ่งประชุมกันทั้งหมดเฉลี่ย 3 ครั้งต่อรายวิชา5. ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะเป็นผู้ประสานงานกับทีมสอน และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม โดยมีอาจารย์ผู้ช่วยปรมินทร์ งามระเบียบ และอาจารย์ประจำหลักสูตรที่ได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในดำเนินงานกิจกรรมการเรียนรู้ และใช้งบประมาณโครงการพัฒนาในแผนปฏิบัติการ ประจำปี 2565 ซึ่งคณะได้วางแผนไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        ผลการดำเนินงานแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น2.1 วิชา ACC357 การอำนวยการทางการเงิน (ภาค2/2565) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 74 คน แบ่งการสอน สำหรับภาคทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารเงินและการลงทุน และการนำไปใช้ในการตัดสินใจ รวม 30 ชั่วโมง โดยที่ปรึกษาทางธุรกิจอิสระคือท่านอาจารย์เหรียญชัย นำชัยศรีค้า และ อาจารย์วัฒนี รัมมะพ้อ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา และ อีก 15 ชั่วโมง สำหรับฝึกการใช้แอพพลิเคชั่น Finansia HERO Version ใหม่ล่าสุด (เป็นโปรแกรมช่วยนักลงทุนในหลักทรัพย์) และการสร้างแรงบันดาลใจการทำ Personal Financial Management โดยที่ปรึกษาทางการเงินจากบริษัท ฟินันเซียไซรัส จำกัด (มหาชน) 2 ท่าน คือ คุณอภิสิทธิ์ ทรัพย์ทวีธนกิจ และคุณยุทธพล ศิริพานิชวัฒนา จากนั้นให้เวลานักศึกษาในการทดลอง Trade หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 20 วัน โดยใช้ข้อมูลจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเงินอีเล็กทรอนิกส์ ที่นักศึกษาสามารถทำการซื้อขายหุ้นเพื่อทำกำไรได้จริงในตลาดทุนเสมือนในวงเงินจำกัด 10 ล้านบาท และใช้ผลกำไรจากการ Trade เป็นตัววัดผลการเรียนรู้ในด้านทักษะปัญญา ความรับผิดชอบในงาน การติดตามผลงานของตนเอง และทักษะการคำนวณและการใช้เทคโนโลยี โดยจัดให้แต่ละคนที่มีผลกำไรดีมาถ่ายทอดการวางแผนการลงทุนให้กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ทางบริษัทจัดรางวัลมามอบให้5 รางวัล วิชานี้จะประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านที่ 2 และ 3 จากการสอบ 50% และผลการเรียนรู้ด้านอื่นที่เหลือ 50%2.2 วิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี (ภาค 2/2565) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา61 คน สอนโดยคณะกรรมการบริหารสมาคม สำนักงานบัญชีไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และอาจารย์วัฒนี รัมมะพ้อ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี 45 ชั่วโมง บวก 3 ชั่วโมง รวม 8 วันเริ่มตั้งแต่ทำความรู้จักกับสำนักงานบัญชี การจัดตั้งสำนักงาน การบริการทางวิชาชีพ การวางแผนธุรกิจ การเจรจาต่อรอง การบริการบุคลากร และคุณภาพการบริการทางวิชาชีพบัญชี มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงานคือแผนธุรกิจสำนักงานบัญชี ซึ่งทางหลักสูตรจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม ใน 1 วัน และทางสมาคมสำนักงานบัญชีไทย จัดกรรมการสมาคมฯ มาเป็นกรรมการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด2.3 วิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ (ภาค 1/2565) 5 (3-4-8) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 62 คน ประยุกต์ใช้กรณีศึกษาที่พัฒนาร่วมกันระหว่างอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรกับผู้สอบบัญชี ซึ่งเป็นกรรมการในสมาคมสำนักงานบัญชีไทย และสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร จึงแบ่งเนื้อหาสาระรายวิชาเป็นการสอนและฝึกทักษะการทำบัญชีธุรกิจแบบครบวงจรจนถึงการส่งงบการเงินเพื่อยื่นภาษีออนไลน์ให้กรมสรรพากร ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชีทั้งระบบคลาวด์ และระบบ ERP ในการจัดทำบัญชีใช้เวลา รวม 60 ชั่วโมง ผู้สอน คือ อ.วัฒนี รัมมะพ้อ อ.ผู้ช่วยสอน ปรมินทร์ งามระเบียบและสอนเนื้อหาสาระสำคัญการปฏิบัติทางภาษีธุรกิจถูกต้อง ใช้เวลา 30 ชั่วโมง โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จากสมาคมฯ และ อีก 12 ชั่วโมงในการใช้กิจกรรมฐานปัญหาภาษีและบัญชีเคลื่อนที่ (การเตรียมพร้อมนักศึกษา 3 ชั่วโมง การเข้าฐานแรลลี่ 7 ชั่วโมง และ PLC 2 ชั่วโมง) โดยผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจากชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี คณบดี และผู้รับผิดชอบรายวิชา ได้ร่วมกันออกแบบและดำเนินกิจกรรมฐานปัญหาภาษีและบัญชีธุรกิจแบบเคลื่อนที่ บูรณาการเข้ามาในแผนการเรียนรู้รายวิชา มีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้ปัญหาในทางปฏิบัติทางบัญชีและภาษีอากรจากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยแบ่งเป็น 7 ฐาน แบ่งเป็นฐานภาษีอากรทางธุรกิจ 6 ด้าน และฐานภาษีรวม 1 ฐาน มีการให้คะแนนในด้านความรู้ที่นำมาใช้ถูกต้อง ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาทางภาษีและทางบัญชี การทำงานร่วมกันเป็นทีม การนำเสนอเชิงโต้ตอบกับวิทยากรประจำฐาน ทางชมรมได้ส่งผู้สอบบัญชี และนักบัญชีประจำฐาน ๆ ละ 2 คน บางฐานจะมีอาจารย์วัฒนี และทางชมรมได้จัดผู้ดำเนินรายการ และอาจารย์ผู้ช่วยสอนทำหน้าที่อำนวยการการดำเนินกิจกรรมและจับเวลาที่ใช้ในแต่ละฐาน รวบรวมคะแนนจากฐานต่างๆ โดยผ่าน Google Sheet การดำเนินงานจบลงด้วยการทำ PLC และมอบรางวัลให้กับทุกทีม รวม 6 ทีม ตามลำดับคะแนน2.4 วิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี (ภาค 1/2565) 3 (2-2-5) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 52 คน สาระรายวิชาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่นPOWER BI การใช้ภาษาวิชัวร์เบสิก การเขียนโค้ชคำสั่งใน Excel เป็นต้น โดยได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์ณัฐธงชัย ตรีทวีวงศ์กุล ใช้เวลา 48 ชั่วโมงในห้องปฏิบัติการสารสนเทศทางการบัญชีของคณะบัญชี กับ อีกส่วนเป็น Soft Skills เน้นการพัฒนาภาวะผู้นำกับการทำงานเป็นทีมให้เป็นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากทีมงานคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 6 ท่านด้วยกัน โดยมีอาจารย์พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศวินกาญจน์ กอบกาญจนพฤติ และอาจารย์ผู้ช่วยปรมินทร์ งามระเบียบ เป็นผู้ร่วมดำเนินกิจกรรมกับทางทีมงาน การวัดผลแบ่งเป็นการสอบวัดผลความรู้ ทักษะปัญญา และทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัล 80% และทักษะการทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ 20% 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่        ผลการดำเนินงาน ณ ปัจจุบัน เป็นผลการดำเนินงานในรายวิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ  ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี ทั้งหมด 2 วิชาที่ดำเนินการสอนแล้วในภาค 1/2565  (รายงานไว้แล้วในมคอ. 5) นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้รายวิชาดังนี้ 1. ผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ  การเรียนรู้ด้าน : คุณธรรม จริยธรรม จากการสังเกตและติดตามพฤติกรรมของนักศึกษา  พบว่า นักศึกษาทุกคนทำได้ตามข้อกำหนดได้ตลอดภาคการศึกษา มีบางข้อน้อยกว่า 100% และมีเหตุผลแจ้งผู้สอน  ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดการเรียนรู้ด้าน : ความรู้ และ ทักษะทางปัญญา  สรุปได้ว่า นักศึกษาสามารถทำข้อสอบข้อเขียนได้คะแนนเกินครึ่งส่วนใหญ่  (90.16%) และการตอบคำถามหรือแสดงความเห็นในการอภิปรายกลุ่มได้  และโครงงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมาย อยู่ในระดับดีขึ้นไปทุกกลุ่ม  ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ถือว่าได้ตามมาตรฐานที่กำหนดการเรียนรู้ด้าน : ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข  การสื่อสาร  และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ      สรุปได้ว่า จากการประเมินคุณภาพจากผลงานของนักศึกษา และการนำเสนอทางวาจา ให้คะแนน  (≥ 80%)  ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด2. ผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชีการเรียนรู้ด้าน : คุณธรรม จริยธรรม  นักศึกษาส่วนใหญ่นักศึกษาปฏิบัติตามข้อตกลงในชั้นเรียน มีการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น ส่งงานตรงต่อเวลาการเรียนรู้ด้าน : ความรู้ และ ทักษะทางปัญญา  นักศึกษาส่วนใหญ่เข้าทดสอบย่อยทั้ง 2 ครั้ง และสอบผ่านการทดสอบ  ในส่วนของรายงานและผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะการสื่อสารการเจรจาต่อรอง และภาวะผู้นำของนักศึกษามีคุณภาพเป็นไปตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชาการเรียนรู้ด้าน : ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ดูจากรายงานและผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะการสื่อสารการเจรจาต่อรอง และภาวะผู้นำของนักศึกษามีคุณภาพเป็นไปตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชาการเรียนรู้ด้าน : ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข  การสื่อสาร  และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ดูจากรายงานและผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะการสื่อสารการเจรจาต่อรอง และภาวะผู้นำของนักศึกษามีคุณภาพเป็นไปตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชา       การสัมภาษณ์นักศึกษาเพิ่มเติม จากการเรียนการสอนในรายวิชา รายวิชา ACC327 การบัญชีและภาษีอากรสำหรับธุรกิจ  จากการที่รายวิชาจัดกิจกรรมในรายวิชา นักศึกษามีความพึงพอใจระดับดีมาก (4.71) และได้แสดงทัศนคติและความพึงพอใจโดยรวม ดังนี้1) เป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะ เพราะเป็นการทดสอบความเข้าใจของเราที่เรียนมา+กับประสบการณ์ในการทำงานของพี่ๆที่มาถ่ายทอดให้รับรู้และเข้าใจเพิ่มขึ้นค่ะ 2) ได้มีการทบทวนเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ได้กลับมาเรียนรู้อีกรอบ 3) ชอบกิจกรรมนี้มาก ทำให้ปลดล็อคในสิ่งที่สงสัยที่ไม่กล้าถามในคลาส 4) ขอบคุณอาจารย์ประจำวิชาที่เล็งเห็นประโยชน์ และจัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ ให้กับนักศึกษา ดีใจและพึงพอใจในกิจกรรมมากมาก เป็นประโยชน์และความรู้ ได้ความรู้ใหม่ ๆ ได้ทวนความรู้เดิม พี่ ๆ ที่มาใจดีและมีใจที่อยากจะแบ่งความรู้สู่น้องๆจริงๆ ขอบคุณมากๆค่ะ 5) อาจารย์และวิทยากรทุกท่าน อธิบายความรู้ใหม่ๆ อธิบายเรื่องภาษีได้เข้าใจง่ายมากๆค่ะ แล้วก็สนุกมากๆค่ะ ของรางวัลเยอะมากด้วยค่ะ ประทับใจ 6) ขอบคุณที่จัดกิจกรรมทำให้รู้อะไรเยอะมากขึ้นเลยครับ 7) ดีเยี่ยมครับ 8) สนุกมากคะ 9) เป็นโครงการที่ดีมากๆ ช่วยส่งเสริมความรู้นอกคลาสเรียนที่เพิ่มมากขึ้น, ชอบมาก, ได้ความรู้ดีมากค่ะ, ได้ความรู้ในการมาสอบเพิ่มค่ะ รายวิชา ACC331 การพัฒนาทักษะเทคนิควิชาชีพบัญชี จากการที่รายวิชาจัดกิจกรรมในรายวิชา นักศึกษามีความพึงพอใจระดับดีมาก (4.66) และได้ให้ข้อเสนอแนะดังนี้ 1) รู้สึกดีที่ได้มาทำกิจกรรมนี้ค่ะได้คุยกับเพื่อนๆ ในคณะมากขึ้น 2) สนุกและได้รับความรู้เยอะมากๆ ดีใจที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ ด้วย         สำหรับรายวิชา ACC332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC357 การอำนวยการทางการเงินอยู่ในระหว่างการดำเนินการสอนในภาค 2/2565  ยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่านักศึกษาจะมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ 100%        นอกจากนี้ ทางหลักสูตรได้มอบหมายให้อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรทำการประเมินความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับความทันสมัย ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้การทำกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในการสอน ความพึงพอใจที่ได้เรียนรู้แบบนี้  ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้  1) อยากให้อาจารย์แนะนำรุ่นน้องให้เลือกเรียนวิชาผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีมากขึ้นค่ะ เพราะส่วนตัวคิดว่าอาจารย์ทุกท่านที่มาสอนล้วนมีประสบการณ์ตรงและความชำนาญสูง สามารถนำประสบการณ์จากการทำงานจริง ๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้นักศึกษาได้อย่างเข้าใจ และเทคนิคในการสอนดีมาก 2) ได้ปฏิบัติจริงทำให้เรียนสนุก  เห็นด้วยกับการเชิญอาจารย์ที่ทำงานโดยตรงจากการเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีมาสอนค่ะ  3) ขอให้ทำการสอนที่ดีแบบนี้ต่อไปค่ะ  ดีแล้วค่ะ  คิดว่าหลักสูตรที่ได้ศึกษามาเป็นประโยชน์มาก สามารถนำไปต่อยอดในชีวิตจริงได้ทันที  4) เป็นการเรียนการสอนที่สนุกและได้รู้จักแอฟทำบัญชีมากขึ้น  อาจารย์สอนเข้าใจและสอนสนุกมากค่ะ   ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          จากการทบทวนกระบวนการ และข้อสรุปความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดกิจกรรมบูรณาการกับการสอน ทางหลักสูตรนำมาใช้ประกอบการพิจารณาในการวางแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกรายวิชาดังกล่าว รวมทั้งการขยายไปสู่รายวิชาอื่นๆ ในปีการศึกษา 2566 แบ่งเป็นด้านต่างๆ มีดังนี้ 1. ด้านงบประมาณ ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตได้บรรจุลงในแผนประจำปี ในปีต่อไป เนื่องจากในปี 2565 ไม่ได้ตั้งงบประมาณในบางกิจกรรม แต่จำเป็นต้องใช้เงิน จึงต้องโยกงบประมาณ  ดังนั้นในปี 2566 จะต้องวางแผนกิจกรรมที่จะต้องใช้เงินงบประมาณจะต้องบรรจุลงในแผนปฏิบัติการโดยดูจำนวนเงินใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากปี 2565 เป็นเกณฑ์2. ด้านการจัดแผนการเรียนรู้รายวิชา ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตพิจารณาผลการประเมินการสอนและประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาจาก มคอ.5 และสรุปโครงการเพื่อนำมาวางแผนและปรับปรุงในการจัดทำมคอ.3 ปีต่อไป3. ด้านการปรับปรุงรูปแบบกิจกรรม ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตพิจารณารูปแบบของกิจกรรมที่บรรจุลงในรายวิชาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยดูจากการสะท้อนคิดของนักศึกษาว่ามีความพึงใจในรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไร เพื่อนำมาปรับปรุงเพื่อให้ตรงกับความต้องการหรือความสนใจของนักศึกษา อีกทั้งเพื่อเป็นการเสริมสร้างสมรรถนะและศักยภาพของนักศึกษาในการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการตลาดงานในสถานการณ์ปัจจุบัน 4. ด้านวิทยากรผู้นำกิจกรรม ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตคาดว่าจะให้อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บรรจุลงในรายวิชาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ในการจัดกิจกรรมได้เองในภายหน้า5. ด้านการพัฒนาอาจารย์ประจำหลักสูตร ทางคณะได้เปิดโอกาสให้อาจารย์ประจำแสดงความสนใจที่จะสอนในรายวิชาใหม่ในหลักสูตร เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นผู้สอนร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก โดยเริ่มจากการเข้าสังเกตการณ์การสอน การศึกษาพัฒนาความรู้ของตนเองเพื่อเตรียมตัวในการสอนต่อไป ซึ่งทางคณะจะพิจารณาความพร้อมในการเตรียมตัวของอาจารย์ประจำก่อนที่จะมอบหมายให้เป็นผู้สอน 6. ด้านการพัฒนากรณีศึกษาทางบัญชี ทางคณะได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพบัญชี 4 แห่งในปีการศึกษา 2565 โดยจัดให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ประจำกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจากองค์กรดังกล่าว เพื่อพัฒนากรณีศึกษาและพัฒนาคุณภาพตามเกณฑ์การขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อให้กรณีศึกษาสามารถนับเป็นผลงานทางวิชาการได้ และนำมาใช้ในการสอนนักศึกษาต่อไป ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ Read More »

ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 1.2.1, KR 1.2.3, KR 1.4.3, KR 1.4.5 ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.ดร.อาภรณ์ ดีนาน ผศ.ดร.รัชนี นามจันทรา ผศ.ดร.วารินทร์ บินโฮเซ็น ผศ.ดร.น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ ผศ.ดร.ขนิตฐา หาญประสิทธิ์คำ คณะพยาบาลศาสตร์​ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          คณะผู้จัดทำการจัดการความรู้เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (พย.ม.) สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการผลิตผู้นำทางคลินิกที่สามารถพัฒนาคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพซับซ้อนทั้งในภาวะเฉียบพลัน วิกฤต และเรื้อรัง โดยบูรณาการศาสตร์ทางการพยาบาล ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และการทำวิจัย อาจารย์ประจำหลักสูตรจึงจำเป็นต้องพัฒนาตนเองด้านความเชี่ยวชาญทางคลินิก การวิจัย และตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อให้สามารถสอนและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาให้บรรลุตามความมุ่งหวังของหลักสูตรได้ การประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรที่ผ่านมา อาจารย์ประจำหลักสูตรมีผลงานวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่สูงกว่าเกณฑ์คุณภาพตลอดมา แต่เกือบทั้งหมดเป็นการเผยแพร่ในระดับชาติ จึงได้ข้อเสนอแนะให้พัฒนาการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผลงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติให้มากขึ้น        ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ คือ กระบวนการวิจัย การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และความรู้/แนวปฏิบัติจากคลังความรู้ของระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University ปีการศึกษา 2563เรื่อง “ทำอย่างไรที่จะได้รับการเผยแพร่บทความในวารสารนานาชาติ” ของ ผศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเสนอกระบวนการปฏิบัติ 7 องค์ประกอบ ได้แก่1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สนใจทางด้านคลินิก2. กล้าและมีแนวคิดจะเขียนสื่อองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาของตนเองในรูปแบบเชิงบูรณาการระหว่าง art and science ในการใช้ภาษาอังกฤษที่จะนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยและสื่อออกมาให้คนอื่นได้เข้าใจด้วยภาษาอังกฤษ (To be valiantly accomplished)3. มีทีมวิจัยและเครือข่ายส่วนบุคคล4. แหล่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่บทความ5. อย่ายอมแพ้และอย่าถอดใจ6. Learning by doing7. ฝึกเขียน cover letter ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ KM Rangsit University (https://hrd.rsu.ac.th/km/)ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ    ในปี พ.ศ. 2565 อาจารย์ประจำหลักสูตรมีการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติมากขึ้น โดยใช้องค์ประกอบ 7 ประการข้างต้น ร่วมกับการดำเนินตามกระบวนการ ดังนี้1. ดำเนินการวิจัยตามความเชี่ยวชาญของตน ต้องเป็นงานวิจัยที่มีกระบวนการวิจัยที่มีคุณภาพ ทำเป็นทีม โดยทำกับเครือข่ายนักวิจัยต่างชาติ ต่างสถาบัน หรือกับสหสาขาวิชาชีพ และควรมีแหล่งทุนสนับสนุน เพื่อสามารถใช้สนับสนุนการตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารที่มีคุณภาพในระดับนานาชาติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง2. มองหาวารสารเป้าหมายระดับนานาชาติ เลือกวารสารที่มีคุณภาพ อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับ เข้ากับประเด็นการศึกษาของเรา และพิจารณาระยะเวลาที่ใช้ในการตีพิมพ์บทความในวารสารนั้น ๆ ซึ่งจะระบุไว้ในแต่ละบทความ การเลือกวารสารเป้าหมายสามารถดูใน website: Scimago Journal Rank และเลือก subject areas ที่ตรงกับ area ของตน เช่น Nursing, Health Profession เป็นต้น (รายละเอียดดังไฟล์แนบ) และเลือกวารสารที่มีระยะเวลาที่ใช้ในการตีพิมพ์ไม่นาน3. เตรียมต้นฉบับบทความเป็นภาษาอังกฤษ การเตรียมต้นฉบับควรทำเป็นทีม และทำตามข้อกำหนด (guidelines) ของวารสารที่เลือก4. มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการใช้ภาษาอังกฤษและคุณภาพของต้นฉบับบทความ ควรมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาช่วยดูความถูกต้องของการใช้ภาษาอังกฤษ และมีผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณาคุณภาพของบทความเบื้องต้น ก่อนการ submit5. ติดตามแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของ peer review ตามกรอบเวลาที่วารสารกำหนด ผู้วิจัยควรติดตามผลการพิจารณาบทความจากวารสารอย่างสม่ำเสมอ และจัดสรรเวลาในการปรับแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของ peer review ให้เสร็จทันภายในกรอบเวลาที่วารสารกำหนด ให้มองข้อเสนอแนะและการปรับแก้ไขเป็นสิ่งท้าทาย ทำให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่ายอมแพ้หรือถอดใจ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        ปี พ.ศ. 2565 อาจารย์ประจำหลักสูตร พย.ม. มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดันานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล SCOPUS มากขึ้น โดยมีจำนวน 5 เรื่อง (ดังไฟล์ที่แนบมา) ดังนี้1. Chatchumni, M., Maneesri, S., & Yongsiriwit, K. (2022). Performance of the Simple Clinical Score (SCS) and the Rapid Emergency Medicine Score (REMS) to predict severity level and mortality rate among patients with sepsis in the emergency department. Australasian Emergency Care, 25(2), 121-125. https://doi.org/10.1016/j.auec.2021.09.002i2. Sirikulchayanonta, C., Sirikulchayanonta, V., Suriyaprom, K., and Namjuntra, R. (2022). Changing trends of obesity and lipid profiles among Bangkok school children after comprehensive management of the bright and healthy Thai kid project. BMC Public Health, 22, 1-10.3. Chatchumni, M., Eriksson, H., Mazaheri, M. (2022). Core components of an effective pain management education programme for surgical nurses: A Delphi technique. Int J Qual Stud Health Well-being, 17:1, 2110672. https://doi.org/10.1080/17482631.2022.21106724. Khuntee, W., Hanprasitkam, K., & Sumdaengrit, B. (2022). Effect of music therapy on postembolization syndrome in Thai patients with hepatocellular carcinoma: A quasi-experimental crossover study. Belitung Nursing Journal, 8(5), 396-404. http://doi.org/10.33546/bnj.22105. Witheethammasak, P., Deenan, A., Masingboon, K. (2022). A Causal Model of Asthma Control in Adults. Pacific Rim Int J Nurs Res, 26(4), 613-626.    ปัญหาและอุปสรรคที่พบ ได้แก่ ข้อจำกัดทางด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ข้อจำกัดด้านเวลา ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์สูง และการมีเครือข่ายจำกัด 3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          ได้ความรู้เชิงกระบวการในการเลือกวารสารเป้าหมายระดับนานาชาติที่จะลงตีพิมพ์ และกระบวนการในการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในระดับนานาชาติให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งกระบวนการประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้1. ดำเนินการวิจัยตามความเชี่ยวชาญของตน2. มองหาวารสารเป้าหมายระดับนานาชาติ3. เตรียมต้นฉบับบทความเป็นภาษาอังกฤษ4. มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการใช้ภาษาอังกฤษและคุณภาพของต้นฉบับบทความ5. ติดตามแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของ peer review ตามกรอบเวลาที่วารสารกำหนด กระบวนการในการตีพิมพ์บทความ ประยุกต์องค์ประกอบที่จะช่วยให้การเผยแพร่ผลงานในระดับวิชาการประสบความสำเร็จ ได้แก่ การมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สนใจทางด้านคลินิก กล้าและมีแนวคิดจะเขียนสื่อองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาของตนเองด้วยภาษาอังกฤษ (To be valiantly accomplished) มีทีมวิจัยและเครือข่ายส่วนบุคคล มีแหล่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่บทความ อย่ายอมแพ้และอย่าถอดใจ และเรียนรู้พัฒนาตนเองจากการปฏิบัติ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice          1. การเลือกวารสารเป้าหมายในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ อาจพิจารณาวารสารที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่หลายฉบับ ในสาขา Nursing ได้แก่ Pacific Rim International Journal of Nursing Research วารสารเล่มนี้พยายามช่วยเหลือนักวิจัยให้ได้ตีพิมพ์ โดยช่วยพิจารณาทั้งคุณภาพของงานวิจัย และความถูกต้องของภาษา มีผู้ทรงคุณวุฒิต่างชาติที่สามารถดูความถูกต้องทั้งเนื้อหาและภาษาได้ ใช้เวลาไม่นาน และค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ไม่สูง ควรรวบรวมรายชื่อวารสารใน area ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้นักวิจัยในสาขามองหาวารสารเป้าหมายง่ายขึ้น        2. สถาบันควรให้การสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานในวารสารระดับนานาชาติ โดยควรจัดให้มีหน่วยงานช่วยเหลือเรื่องการใช้ภาษาและการเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษ เช่น มี Writing Center เพื่อดูคุณภาพของผลงาน ก่อน submit และควรมีเงินทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์เผยแพร่        3. การทำวิจัยควรทำเป็นทีม โดยสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยต่างชาติ ต่างสถาบัน หรือกับสหสาขาวิชาชีพ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ควรสร้างและคงเครือข่ายความร่วมมือในการทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและเพื่อนที่เป็นนักวิจัยต่างชาติ ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

ทำอย่างไรจึงจะได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ Read More »

การเพิ่ม citation หรือ h index ของนักวิจัย

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2565 ยุทธศาสตร์ที่ 2 : KR 2.1.2 การเพิ่ม citation หรือ h index ของนักวิจัย VDO Credit : สำนักงาน Wisdom Media ผู้จัดทำโครงการ​ ศ.ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ​ หลักการและเหตุผล/ความสำคัญ/ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้​          1) ตีกรอบวิจัยที่สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพและน่าสนใจ การสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและน่าสนใจจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผลงานของนักวิจัยได้รับการอ้างอิงมากขึ้น โดยในการตีกรอบวิจัยนั้น ควรเลือกหัวข้อวิจัยที่เป็นปัญหาที่สำคัญ หรือปัญหาใหญ่ซึ่งมีนักวิจัยสนใจเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหากเลือกทำงานวิจัยที่เป็นปัญหาเฉพาะขนาดเล็กจำนวน Citation ก็น้อยตาม และงานวิจัยที่เลือกทำนั้นได้มีการศึกษาหรือวิจัยมาบ้างแล้ว ตามความเชี่ยวชาญและยังมีช่องว่างในการวิจัยอยู่ ทั้งนี้ควรตระหนักว่าการสร้างผลงานที่น่าสนใจและมีคุณภาพสูงสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงได้มากขึ้น         2) ส่งผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารที่มี Impact Factor สูง การเลือกตีพิมพ์ผลงานในวารสารที่มี Impact Factor (IF) สูงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผลงานวิจัยนั้น ๆ ได้รับการอ้างอิงมากขึ้น โดย Impact Factor เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของวารสารว่ามีผู้อ่านและผู้ใช้งานมากน้อยเพียงใด การส่งผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารที่มี Impact Factor สูงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผลงานนั้นได้รับการอ้างอิงมากขึ้น เนื่องจากค่า Impact Factor ของวารสารวิชาการนั้นคำนวณมากจากจำนวนครั้งของการ Citation ใน 1 ปี หารด้วยจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ทั้งหมดในปีนั้น ๆ         3) แชร์ผลงานของคุณ การแชร์ผลงานวิจัยในสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงได้มากขึ้น เช่น ResearchGate, LinkedIn, Twitter หรือ Facebook เป็นต้น ซึ่งทางคณะ วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ควรเข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ข้อควรระวัง คือ ระวังเรื่อง License ของงานวิจัยที่จะแชร์ ควรจะแชร์แค่ link และรายละเอียดของงานวิจัย แต่ไม่ควรแชร์รูป หรือแนบบทความทั้งฉบับ เนื่องด้วยอาจติดลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์        4) การนำเสนอในงานประชุมวิชาการ การนำเสนอในงานประชุมวิชาการช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงได้มากขึ้น โดยช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานประชุมวิชาการเห็นความสำคัญและคุณค่าของผลงานวิจัยที่ทำ และการนำไปสู่การอ้างอิงผลงานเมื่อเกิดการเผยแพร่ในภายหลัง        5) เข้าร่วมกลุ่มวิจัยและโครงการวิจัย การเข้าร่วมกลุ่มวิจัยและโครงการวิจัยช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงได้มากขึ้น โดยการเข้าร่วมกลุ่มวิจัยและโครงการวิจัยนั้นจะช่วยให้ผู้วิจัยได้รับความรู้และประสบการณ์ในการทำงานวิจัยร่วมกับผู้อื่น และมีโอกาสเข้าถึงผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงของผลงานของผู้วิจัยได้        6) ใช้คำสำคัญ (Keywords) และชื่อบทความที่ถูกต้องในผลงาน การใช้คำสำคัญและชื่อบทความที่ถูกต้องในผลงานวิจัย จะช่วยให้ผู้ค้นหาสามารถหาผลงานของผู้วิจัยง่ายขึ้น นอกจากนี้การใช้คำสำคัญที่เหมาะสมในผลงานของผู้วิจัยยังสามารถช่วยให้ผลงานของผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงของผลงานของผู้วิจัยได้        7) สร้างเครือข่าย (Networking) กับนักวิจัยอื่น การสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยอื่นช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงได้มากขึ้น โดยในการสร้างเครือข่ายนั้น ผู้วิจัยสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น และมีโอกาสเข้าถึงผลงานวิจัย เช่น การเชิญ speaker จากสถาบันอื่น มาแลกเปลี่ยนความรู้        8) การเขียนบทความปริทัศน์ การเขียนบทความปริทัศน์จึงเป็นวิธีหนึ่งที่นักวิจัยสามารถใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกอ้างอิงและเพิ่ม h index ของตนเองได้ โดยควรทำการเลือกหัวข้อที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการในวงการวิชาการ เพื่อให้มีผู้อ่านและผู้ใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้ ยังควรเลือกวิธีการสร้างโครงสร้างบทความปริทัศน์เหมาะสมและช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยของผู้วิจัยอย่างเต็มที่ แต่ข้อจำกัดของการเขียนบทความปริทัศน์ คือ ผู้วิจัยจะต้องมีชื่อเสียงในวงการวิจัยในระดับหนึ่งจึงจะถูกเชิญให้เขียนบทความปริทัศน์ และบทความปริทัศน์ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการขอตำแหน่งวิชาการในสายวิทยาศาสตร์อีกด้วย        9) การอ้างอิงบทความของตนเอง (Self-citation) การอ้างอิงผลงานตนเองหรือ Self-citation เป็นเรื่องที่มีข้อดีและข้อเสียเหมือนกับการอ้างอิงผลงานของผู้อื่น โดยข้อดีของ Self-citation คือช่วยเพิ่ม Citation และ h-index ของนักวิจัยเอง และช่วยสร้างความรู้สึกว่าผลงานของผู้วิจัยมีความสำคัญและมีผลกระทบในงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำ อย่างไรก็ตามการ Self-citation นั้นไม่ควรเกิน 20% โดยอ้างอิงจาก https://clarivate.com/webofsciencegroup/essays/journal-self-citation-jcr/ อีกทั้งต้องเป็นการอ้างอิงที่ถูกต้องและมีความเหมาะสมโดยควรใช้ Self-citation เพียงแต่ในกรณีที่จำเป็น เช่น เป็นผลงานที่สอดคล้องกับผลงานที่ผู้วิจัยต้องการตีพิมพ์ หรือเป็นผลงานที่มีความสัมพันธ์กับงานวิจัยเก่าของผู้วิจัย โดยการ Self-citation นั้นต้องมีเหตุผลและเป็นไปตามแนวทางวิชาการของวงการนั้น ๆ โดยเป็นงานวิจัยที่ทำต่อเนื่องกันมาเป็นชุด ๆ ห้ามอ้างอิงผลงานตนเองในบทความวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องเป็นอันขาด ประเภทความรู้และที่มาความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) : ความรู้จากการสั่งสมประสบการณ์ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) : เจ้าของความรู้ วิธีการดำเนินการ 1. วิธีการดำเนินการ   การดำเนินการโดยนำองค์ความรู้ตามที่กล่าวข้างต้นมาใช้โดยได้เลือกตีพิมพ์เฉพาะกับ Publisher ที่มีความน่าเชื่อถือและมีค่า Impact Factor สูง หลังจากตีพิมพ์ได้ลงรายละเอียดใน Social Media Platform ต่าง ๆ ของผู้วิจัย พบว่าได้ผลค่อนข้างดี มีผู้ตามไปอ่านบทความที่ตีพิมพ์มากขึ้น จำนวน citation มากขึ้น ได้รับคำเชิญให้เขียนบทความปริทัศน์จากสำนักพิพม์ต่าง ๆ และไปร่วมงานประชุมวิชาการในระดับนานาชาติที่เป็นการประชุมสำคัญของวงการวิจัยหลายครั้ง ได้รับเชิญให้ไปบรรยายในหลายงานประชุมวิชาการ โดยทุกครั้งที่ตีพิมพ์ระมัดระวังไม่ให้ Self-citation เกิน 20% และตรวจเช็คบ่อยๆใน Scopus, Google Scholar ว่างานวิจัยด้านที่ผู้วิจัยทำนั้นยังเป็นงานวิจัยหลักที่มีผู้สนใจอยู่หรือไม่ มีการนำองค์ความรู้ข้ามสาขามาใช้เพิ่มเติมเพื่อให้องค์ความรู้ใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ 2. ผลการดำเนินการ การนำไปใช้ หรือการลงมือปฏิบัติจริง อุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน        จำนวน Citation 893 ครั้ง และ h-index เท่ากับ 15 โดยในปี 2565 มีจำนวน Citation 176 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการทุกปีเมื่อดำเนินงานตามขั้นตอนที่ชี้แจงไว้โดยละเอียด  3. การตรวจสอบผลการดำเนินการ การนำเสนอประสบการณ์นำไปใช้ สรุปและอภิปรายผล บทสรุปความรู้หรือความรู้ที่ค้นพบใหม่          ได้ตรวจสอบผลของการดำเนินการตามขั้นตอนมาเป็นเวลา 5 ปี พบว่าการเพิ่มขึ้นของ citation เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในอนาคต หรือการดำเนินการเพื่อสามารถนำไปสู่การเป็น Good Practice         แม้ว่าการดำเนินการตามแผนที่กล่าวมานี้ทำให้จำนวน Citation และ h-index เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่แนวโน้มของงานวิจัยที่เลือกทำอาจจะต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอให้ทันต่อประเด็นที่เป็นที่สนใจในปัจจุบัน กล่าวคือต้องตามกระแสของโลกให้ทัน โดยดูจากจำนวน Citation ต่อปีของตนว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอัตราอย่างไร ดูรูปภาพ/กิจกรรมเพิ่มเติมที่นี่

การเพิ่ม citation หรือ h index ของนักวิจัย Read More »

Scroll to Top