Author name: apear

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ร่างชมเชย68

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ชื่อเรื่อง ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้แต่ง คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ … ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้   2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน รายละเอียดตัวชี้วัด                               ขั้นตอนการดำเนินงาน   3. การลงมือปฏิบัติ …   4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล   5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link

ร่างชมเชย68 Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.3.1/1 ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ผู้จัดทำโครงการ​ อ. สุวัฒนา ทองเอีย ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยะเวช ดร.ช่อผกา ดำรงไทย อ.ทิวา โกศล ดร.ดวงฤดี ดิษสงค์ และ อ.ปฐมพงศ์ จันทิมา คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในหลักสูตรกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนักศึกษา Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับความกดดันทั้งด้านวิชาการที่เข้มข้น และการปรับตัวทางสังคมในยุคดิจิทัล ความเครียดจากการเรียนวิชาพื้นฐานทางการแพทย์ และความกังวลต่อความคาดหวังของครอบครัว มักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาเกิดภาวะท้อแท้และสูญเสียเป้าหมาย นำไปสู่ปัญหาการเรียนอ่อนและอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา ที่สูงขึ้นในชั้นปีต้นๆ                คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลนักศึกษา โดยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลเพียงแค่เรื่องเรียน แต่เพิ่มการสร้างความมั่นคงภายใน และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักศึกษามีความจัดการชีวิตและอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ                นอกจาการดูแลผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบติดตามเชิงรุกผ่านอาจารย์ประสานงานรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อค้นหาสัญญาณเตือนก่อนเกิดวิกฤต แล้วยังมีการจัดกิจกรรมพบผู้ปกครองเพื่อสร้างแนวร่วมในการประคับประคองนักศึกษาอีกด้วย                ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” ไม่เพียงแต่เป็นเพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่นและปลอดภัย ช่วยให้นักศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในวิชาชีพ และมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลสังคมได้อย่างยั่งยืน         แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อค้นหานักศึกษาที่มีสัญญาณความเสี่ยง (ด้านการเรียนหรือสภาพจิตใจ) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดอัตราการพ้นสภาพนักศึกษา (Drop-out) และเพิ่มอัตราการจบการศึกษาตามเกณฑ์ของหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบัณฑิตมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะการสื่อสาร ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ☑ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ☑ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้      (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้ ดร.สุทิศา ปลื้มปิติวิริยเวช คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา เรื่อง ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ปี 2568 รศ.ปรียา อนุพงษ์องอาจ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง อ.กิตติพันธ์ รุ่งประเสริฐ และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เรื่อง การพัฒนานักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ปี 2567 ผศ. ดร.วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์ อ.ราตรี ทองยู อ.เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม อ.วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล อ.ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย และ อ.สุนิษา เชือกทอง คณะพยาบาลศาสตร์ เรื่อง Healing Heart from Stressful Life Experiences to Well-being ☑ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ☑ เจ้าของความรู้/สังกัด อาจารย์ คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา  รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ทักษะการสื่อสารและการให้คำปรึกษา: ใช้ความรู้ด้านการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างอาจารย์และนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการฟังเชิงลึก (Active Listening) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาจิตปัญญาศึกษาและการเยียวยาจากด้านใน: นำความรู้เรื่องการจัดการความเครียดและการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากสู่สุขภาวะ มาใช้ในกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และความยืดหยุ่นทางใจให้แก่นักศึกษา Gen Z ประสบการณ์จากคณาจารย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในคณะฯ เพื่อพัฒนาแนวทางการรับมือกับนักศึกษาที่มีความซับซ้อนในมิติต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมการเรียน 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานq ยุทธศาสตร์ที่ 5.3 โปรดระบุ  KR5.3.1/1 ความพึงพอใจต่อมหาวิทยาลัยรังสิต ด้านบรรยากาศ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการให้บริการ และการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รายละเอียดตัวชี้วัด ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลนักศึกษา มีค่าอยู่ใน ระดับดีขึ้นไป (3.51 คะแนน จากคะแนน เต็ม 5) นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลแผนการเรียนของนักศึกษารายบุคคล และมีข้อมูลการดูแลนักศึกษา                                ขั้นตอนการดำเนินงาน การวิเคราะห์สถานการณ์และรวบรวมข้อมูล: ประชุมอาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปประเด็นปัญหาของนักศึกษาจากปีการศึกษาที่ผ่านมา พร้อมทั้งประชุมร่วมกับสโมสรนักศึกษาเพื่อบูรณาการความต้องการของนักศึกษาเข้ากับแผนการจัดกิจกรรม การจัดทำแผนงานและขออนุมัติ: นำเสนอแผนโครงการและกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการบริหารคณะฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณและบรรจุลงในแผนปฏิบัติงานประจำปีของคณะ การขับเคลื่อนระบบและดำเนินกิจกรรม: ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา จัดสรรอาจารย์ดูแลนักศึกษาเป็นรายบุคคล และขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น ค่ายพัฒนาด้านใน และกิจกรรมพี่ติวน้อง) ให้เป็นไปตามปฏิทินการศึกษา การติดตามและรายงานผล: ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานและรายงานสรุปผลการจัดกิจกรรมต่อที่ประชุมกรรมการคณะฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลนักศึกษาที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม การประเมินผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน: สรุปภาพรวมของผลการดำเนินงานและวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นในปีการศึกษาถัดไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) ขออนุมัติงบโครงการของฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ช่วงปลายปีการศึกษาของทุกปีการศึกษา อาจารย์ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา ในประชุมสรุปข้อมูลจำนวนนักศึกษา และผลการดำเนินกิจกรรมและวางแผนกิจกรรมในปีการศึกษาต่อไป และนำไปประชุมร่วมกับทีมสโมสรนักศึกษาเพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกัน ร่างโครงการและขออนุมัติงบประมาณเสนอโครงการหรือกิจกรรมต่อคณะกรรมการคณะฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ และระบุในแผนดำเนินงานกิจกรรมของคณะ โดยมีโครงสร้างของกิจกรรมดังนี้ กิจกรรมสำหรับเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ ดังนี้ กิจกรรมที่จัดโดย จัดโดย ฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษาและคณาจารย์ กิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ลักษณะกิจกรรมจะมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่นักศึกษา และมีการเชิญผู้ปกครองประชุมพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อทำความเข้าใจระบบการดูแล และร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับความคาดหวังของผู้ปกครอง จัดโดยสโมสรนักศึกษา กิจกรรม แรกพบน้องพี่ PTSM first date เป็นการต้อนรับและสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกใหม่ของคณะ ให้รู้จักคณะและมหาวิทยาลัยมากขึ้น กิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญ แก่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมความความพร้อมทางด้านจิตใจให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคณะ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยอีกด้วย กิจกรรมพี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการเรียนจะเป็นตัวช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนๆได้ผ่านตามเกณฑ์ คณะฯ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านในกิจกรรมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี ดังนี้ กิจกรรม “ค่ายปี 1 เรียนรู้ตนเอง เข้าใจผู้อื่น” พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การฝึกทักษะการสื่อสาร กิจกรรม “ค่ายปี 2 พลังกลุ่มและความสุข” เพื่อปลูกฝังนักศึกษาให้มีความรักเพื่อนมนุษย์ ในฐานะผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างสำนึกเรื่องความเสียสละ และฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น กิจกรรม “ค่ายปี 3 ภาวะผู้นำที่เน้นพลังกลุ่ม” เพื่อเสริมสร้างภาวะความเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม กิจกรรม “ค่ายปี 4 เผชิญความตายอย่างสงบ” เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมต่อการสูญเสีย เรียนรู้ความจริง และเตรียมพร้อมการใช้ชีวิต สร้างระบบการดูแลนักศึกษา หากพบนักศึกษามีปัญหาด้านพฤติกรรม การเรียน หรือปัญหาส่วนบุคคล จะมีระบบการดูแลดังนี้ แต่งตั้งคณะทำงานระบบอาจารย์ที่ปรึกษา อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการและพัฒนานักศึกษา ทำหน้าที่ดังนี้ รวบรวมข้อมูลของนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า – ข้อมูลส่วนตัว ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง จัดสรรให้อาจารย์แต่ละท่านดูแลนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้า ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา จัดกิจกรรมพบอาจารย์ที่ปรึกษาภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการเรียนของนักศึกษา สร้างความไว้วางใจและปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับนักศึกษา ติดตามผลการดูแลนักศึกษาทุกภาคการศึกษา โดยรวบรวมข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน จัดทำความเสี่ยงของนักศึกษา เพื่อให้สามารถหาทางป้องกันไม่ให้นักศึกษาเรียนตกซ้ำชั้น หรือพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพจิต และสามารถปรับพฤติกรรมการเรียนและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา เมื่อพบว่านักศึกษามีปัญหาจะมีแนวทางการดูแลดังนี้ อาจารย์ผู้สอน สังเกตเห็นความผิดปกติจะแจ้งที่ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา แจ้งฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาให้รับทราบข้อมูล และให้คำปรึกษาดังนี้ ปัญหาเล็กน้อย อาจารย์ที่ปรึกษาจะสอบถามนักศึกษา พูดคุยทำความเข้าใจ หากปัญหาที่พบต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง หากสามารถแก้ไขได้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะแจ้งอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษา โดยกรอกข้อมูลไว้ในระบบข้อมูล หากอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการการช่วยเหลือให้แจ้งต่ออาจารย์ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจัดนัดหมายพูดคุยร่วมกับผู้ปกครอง หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในเกณฑ์สูงเกินภาระงานที่เหมาะสม : เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลังของบุคลากรสายวิชาการในแต่ละสาขาวิชา ทำให้เกิดความแตกต่างของสัดส่วนการดูแล ดังนี้: สาขากายภาพบำบัด: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 30-35 สาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและสมรรถภาพทางการกีฬา: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-30 สาขาชรัณสุขศาสตร์: มีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 20-25 ข้อจำกัดด้านประสบการณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ : อาจารย์ที่ปรึกษาที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติงานยังขาดทักษะและประสบการณ์เชิงลึกในการรับมือกับความซับซ้อนของปัญหาเด็กยุค Gen Z รวมถึงกระบวนการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานทับซ้อน : ภาระงานด้านการสอน การวิจัย และงานบริหารที่มาก ประกอบกับตารางเรียนของนักศึกษาและตารางสอนของอาจารย์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้การจัดเวลาพบปะอย่างเป็นทางการทำได้ยาก ขาดกลไกจูงใจและการสะท้อนภาระงานจริง : เกณฑ์การประเมินภาระงานในปัจจุบันยังคำนวณจาก “จำนวนนักศึกษา” เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึง “ความซับซ้อนของปัญหา” ที่อาจารย์ต้องแบกรับ เช่น การดูแลด้านสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน ซึ่งในแต่ละกรณีต้องใช้เวลาและพลังงานในการเยียวยาแตกต่างกัน ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน   แนวทางในการแก้ไข การบริหารจัดการอัตรากำลังเชิงรุก: จัดทำแผนระบุจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละปีการศึกษาอย่างชัดเจน และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคณะฯ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสัดส่วนภาระงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรในอนาคต การเสริมสร้างสมรรถนะอาจารย์ที่ปรึกษา: พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และประสานความร่วมมือกับหน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (Counselling Center) ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาเชิงลึกสำหรับอาจารย์ใหม่และอาจารย์ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ: ประสานงานกับฝ่ายวิชาการเพื่อกำหนดช่วงเวลา “วันพบอาจารย์ที่ปรึกษา” ลงในตารางเรียนและตารางสอนในทุกภาคการศึกษา เพื่อลดปัญหาภาระงานทับซ้อนและประกันโอกาสในการเข้าถึงอาจารย์ของนักศึกษา การพัฒนาระบบข้อมูลและการรับรองภาระงาน: พัฒนาแบบบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา ให้มีความละเอียดและครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของนักศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเสนอแนวทางผลักดันให้การดูแลนักศึกษาที่มีความซับซ้อนสูงถูกนับเป็นผลงานและภาระงานอย่างเป็นรูปธรรม 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การประเมินจากความพึงพอใจ: จัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบการดูแลผ่าน QR Code หลังจบกิจกรรมหลักในแต่ละปีการศึกษา การติดตามการมีส่วนร่วม: ตรวจสอบข้อมูลการเช็คชื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายชั้นปีที่พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาทุกชั้นปี การประเมินระบบอาจารย์ที่ปรึกษา: ตรวจสอบความครบถ้วนของ แผนการเรียนรายบุคคลที่อาจารย์ต้องจัดทำ การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง: สรุปจำนวนนักศึกษาที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ในทุกภาคการศึกษา เพื่อวัดประสิทธิภาพการค้นหาสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านความสำเร็จของนักศึกษา นักศึกษากลุ่มเสี่ยงด้านการเรียนได้รับคำปรึกษาและวางแผนการเรียนรายบุคคลร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้สามารถประคองระดับคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ของคณะได้มากขึ้น ด้านพัฒนาการทางจิตใจและทักษะศตวรรษที่ 21 นักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน มีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น รวมถึงมีทักษะการสื่อสารที่สามารถนำไปใช้ในการฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพได้จริง กิจกรรม “พี่ติวน้อง เพื่อนติวเพื่อน” ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่อบอุ่น ทำให้นักศึกษามีความผูกพันกับคณะและมีความมั่นใจในวิชาชีพมากขึ้น ด้านระบบการดูแลและเครือข่ายสนับสนุน คณะมีฐานข้อมูลนักศึกษารายบุคคลที่ละเอียดครอบคลุมทั้งประวัติส่วนตัว ปัญหาด้านพฤติกรรม และความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ทำให้การส่งต่อไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมีความรวดเร็วและเป็นระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างคณะและผู้ปกครองมีความแน่นแฟ้นขึ้นจากการจัดประชุมร่วมกัน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและลดความกดดันที่มีต่อนักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษามีสภาพจิตใจที่มั่นคงขึ้น ด้านการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานการทำงาน อาจารย์ที่ปรึกษา (โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่) มีทักษะการให้คำปรึกษาที่เป็นระบบมากขึ้นจากการทำงานร่วมกับศูนย์แนะแนวของมหาวิทยาลัย ทำให้มาตรฐานการดูแลนักศึกษาของคณะมีความเป็นเอกภาพ เกิดแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการปัญหาภาระงานของอาจารย์ที่ปรึกษา ผ่านการกำหนดวันพบนักศึกษาที่ชัดเจนในตารางเรียนและตารางสอน  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย/ตัวชี้วัดความสำเร็จ เกณฑ์เป้าหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1.    ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับดีขึ้นไป (3.51 จาก 5.00 คะแนน) 4.67 ระดับดีมาก 2.    อัตราการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักศึกษาทั้งหมด นักศึกษาทุกชั้นปีเข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมาย 3.    การมีข้อมูลแผนการเรียน อาจารย์ที่ปรึกษามีข้อมูลนักศึกษารายบุคคลครบ 100% ฝ่ายอาจารย์ที่ปรึกษา มีข้อมูลแผนการเรียนและสถานะของนักศึกษา  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ การมีส่วนร่วมของคณาจารย์และสโมสรนักศึกษา: ความร่วมมือระหว่างฝ่ายกิจการนักศึกษากับทีมสโมสรนักศึกษาในการออกแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา ระบบการดูแลแบบต่อเนื่อง: การจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมดูแลนักศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนจบการศึกษา ทำให้เกิดความไว้วางใจและสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง การบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ: การดึงผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแล และการมีช่องทางส่งต่อ ไปยังหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ: การอบรมทักษะการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาวัยรุ่นให้อาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลเชิงดิจิทัล (Digital Tracking): พัฒนาแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูลที่สามารถอัปเดตสถานะนักศึกษาได้แบบ Real-time เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและฝ่ายวิชาการเห็นความเสี่ยงด้านการเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสรุปท้ายเทอม การเพิ่มความถี่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor Community): จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (KM) ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์สูงกับอาจารย์ใหม่ เพื่อแชร์เทคนิคการรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาครอบครัวหรือภาวะซึมเศร้า การบูรณาการกิจกรรมเข้ากับชั่วโมงเรียน: ปรับตารางเรียนและตารางสอนให้มีช่วงเวลา “Advisory Hour” ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาภาระงานที่ทับซ้อนและทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงอาจารย์ได้ง่ายขึ้น   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน การรับรองมาตรฐานภาระงาน: พัฒนาแนวทางให้การรวบรวมข้อมูลการดูแลนักศึกษาในทุกมิติ (ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่รวมถึงสุขภาพจิตและการเงิน) สามารถนำมานับเป็นภาระงานหรือผลงานสายสนับสนุนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ในการดูแลนักศึกษาเชิงลึก ระบบสะสมแต้มความดี/ทักษะ: พัฒนาสมุดบันทึกหรือแอปพลิเคชันเพื่อติดตามทักษะศตวรรษที่ 21 ที่นักศึกษาได้รับจากแต่ละค่าย (ปี 1-4) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ในการสมัครงาน การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า: ดึงศิษย์เก่าที่มีความสำเร็จในวิชาชีพเข้ามาร่วมใน Journey เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง   6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkhttps://drive.google.com/drive/folders/1PRzz3YHS2_GgB5C8e1g1ggIw2MaqwhMF?usp=sharing  

ระบบการดูแลนักศึกษา “PTSM RSU Journey” Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.2.1, 5.3.1 โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดทำโครงการ​ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนพ.ปฐมพงษ์ สถาพรพงษ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.อภิรุจ นาวาภัทร วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ เนื่องด้วยในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความทันสมัยรวดเร็วสามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา โดยการนำเสนอสิ่งต่างๆผ่านระบบสารสนเทศอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ เช่น การเลือกสถานศึกษา การสมัครสอบ การเรียน และอื่นๆในชีวิตประจำวันได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สื่อสารสนเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ทราบและเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงต่อสาธารณะชนในหลายด้านของการเรียนการสอน โดยเฉพาะการอธิบายให้เกิดความเข้าใจในหลักสูตรทั้ง 2 สาขา คือ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care นอกจากนี้เราจะสามารถทำการประชาสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ พร้อมทั้งการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย อาทิเช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป การอธิบายหลักสูตรเรียนการสอนของคณะเภสัชศาสตร์แก่ผู้สนใจ การวิจัยและการประชุมวิชาการต่างๆที่จะสามารถเผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่งวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถประชาสัมพันธ์และตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที่ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการแก่สังคม และบทบาทสำคัญของวิชาชีพเภสัชกร โดยนำแบบทดสอบมาเป็นเครื่องมือในการประเมินและสะท้อนผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย อันจะช่วยให้การดำเนินงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังมุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศหลากหลายรูปแบบเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์และทันสมัย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทัศนคติที่ดี ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิตของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจและความภาคภูมิใจในสถาบัน อันนำไปสู่การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวมอย่างยั่งยืน  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด           วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต                                 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้         แนวปฏิบัตินี้อาศัยองค์ความรู้ด้านการสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ในสถาบันการศึกษา โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตสู่สาธารณชน ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการแก่สังคม นอกจากนี้ยังนำความรู้ด้านการออกแบบเนื้อหา (content) และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินผล เช่น แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ เพื่อวัดระดับการรับรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม องค์ความรู้ดังกล่าวช่วยให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีระบบ สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5       โปรดระบุ KR    5.1 การสร้างความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย      รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก         ตัวชี้วัดหลักของโครงการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งในด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาและวิชาชีพเภสัชกรรม โดยพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งควรมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนเป้าหมายทั้งหมด นอกจากนี้ยังประเมินระดับประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกิจกรรมผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 มีระดับความพึงพอใจหรือได้รับประโยชน์ในระดับดีขึ้นไป ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของการประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสาขา Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในภาพรวม ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป)           ตัวชี้วัดรองมุ่งประเมินคุณภาพของกระบวนการดำเนินกิจกรรมและผลลัพธ์ด้านทัศนคติ การรับรู้ และความน่าสนใจของสื่อประชาสัมพันธ์ที่นำมาใช้ในโครงการ โดยพิจารณาจากคะแนนประเมินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม ความน่าสนใจของการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ เนื้อหาและรายละเอียดของการนำเสนอ ตลอดจนระดับการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมและข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ยังพิจารณาจากการเพิ่มขึ้นของความสนใจและความเข้าใจของผู้เข้าร่วมที่มีต่อวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการพัฒนาและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์และสื่อมัลติมีเดีย ตัวชี้วัดรองเหล่านี้ช่วยสะท้อนคุณภาพของการดำเนินงาน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน           การดำเนินงานโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างคณะผู้รับผิดชอบโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรูปแบบ แนวทาง และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ จากนั้นมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันดำเนินการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ในด้านการเรียนการสอน หลักสูตร การวิจัย และกิจกรรมบริการสังคม ต่อมาได้ดำเนินการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จ จึงมีการรวบรวมข้อมูล สรุปผลการดำเนินโครงการ และประเมินผลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อาศัยทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือด้านสื่อสารสนเทศอย่างเหมาะสม และประสานความร่วมมือกับฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ สำนักงาน Wisdom Media มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 20,000 บาท สำหรับสนับสนุนการจัดทำวัสดุและสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น แผ่นประชาสัมพันธ์ วิดีทัศน์ และสื่อดิจิทัลที่ใช้เผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการเชิญวิทยากรเพื่อให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานด้านสถานที่และบุคลากรสนับสนุน เช่น เจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์และแม่บ้าน สำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายภาพ ระบบเสียง และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ YouTube ซึ่งใช้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน ทรัพยากรดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้การประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้าง 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน         การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มต้นจากการประชุมวางแผนร่วมกันของคณะผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อกำหนดแนวทาง รูปแบบกิจกรรม และการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จากนั้นได้ดำเนินการออกแบบรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษา การวิจัย และบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาในวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ภายหลังการดำเนินกิจกรรมได้มีการเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ของผู้เข้าร่วม เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลและสรุปการดำเนินโครงการ อันเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในอนาคต ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง         แม้การดำเนินโครงการจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยรวม แต่อาจพบข้อจำกัดบางประการระหว่างการดำเนินงาน เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการจัดเตรียมข้อมูลและกำหนดรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ การจัดเตรียมสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิทัลและมัลติมีเดียจำเป็นต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่เหมาะสม และเวลาในการสร้างสรรค์ อีกทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ยังต้องอาศัยการออกแบบเนื้อหาให้มีความน่าสนใจและทันสมัยเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร นอกจากนี้ ยังอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาในการจัดกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมบางกลุ่ม เนื่องจากภารกิจด้านการเรียนการสอนหรือการปฏิบัติงานของบุคลากรและนักศึกษา แนวทางในการแก้ไข           เพื่อให้การดำเนินโครงการในอนาคตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรมีการวางแผนและกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยจัดให้มีการประชุมและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเตรียมข้อมูลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการใช้สื่อดิจิทัลและการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่บุคลากรและนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีความน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้รับสารในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างหลากหลายในการเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย อีกทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมและกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผลด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การวัดผลในด้านการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินและแบบทดสอบหลังการเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อประเมินระดับความเข้าใจของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญของวิทยาลัย เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care รวมถึงบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้เข้าร่วมโครงการจะทำแบบสอบถามประเมินระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจที่มีต่อวิทยาลัย โดยใช้มาตรประมาณค่า (Rating Scale) ในการวัดระดับความคิดเห็น จากนั้นนำผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ยและร้อยละ เพื่อสะท้อนระดับความสำเร็จของการสื่อสารข้อมูล ทั้งนี้กำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 60 ควรมีระดับการรับรู้และความเข้าใจในระดับดีขึ้นไป ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต 2. การวัดผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศ การประเมินผลด้านประสิทธิภาพของสื่อประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อสารสนเทศในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่อรูปแบบและเนื้อหาของสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น วิดีทัศน์ สื่อออนไลน์ และกิจกรรมการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ภายในโครงการ โดยประเมินในประเด็นความน่าสนใจ ความเหมาะสมของรูปแบบการนำเสนอ และความสามารถในการสื่อสารข้อมูลของวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังพิจารณาข้อมูลประกอบจากสถิติการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของวิทยาลัย เช่น จำนวนผู้ติดตาม จำนวนการรับชมคลิปวิดีโอ หรือการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการประเมินเชิงความคิดเห็น ผลลัพธ์ที่ได้จะสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารให้มีความทันสมัยและตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น 3. การวัดผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ การประเมินผลด้านทัศนคติและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ ดำเนินการโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นหลังการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ความเหมาะสมของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับจากโครงการ ผู้เข้าร่วมจะให้คะแนนความคิดเห็นผ่านมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับน้อยที่สุดจนถึงระดับมากที่สุด จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและระดับความพึงพอใจโดยรวม ทั้งนี้ยังพิจารณาจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน เพื่อสะท้อนระดับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดเกณฑ์ความสำเร็จของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ควรมีระดับความพึงพอใจในระดับดีหรือดีมาก ผลการประเมินดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนากิจกรรมประชาสัมพันธ์ในครั้งต่อไปให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 1. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาและบทบาทของวิชาชีพเภสัชกรรมแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โครงการสามารถดึงดูดนักศึกษาและบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมได้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตรทั้งสองสาขา ได้แก่ Pharmaceutical Science และ Pharmaceutical Care ตลอดจนกิจกรรมการวิจัยและการบริการวิชาการของวิทยาลัยอย่างครบถ้วน นอกจากนี้การใช้สื่อสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ เช่น Facebook และ YouTube ช่วยให้ข้อมูลของวิทยาลัยสามารถเข้าถึงผู้สนใจได้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับดีถึงดีมากทุกหัวข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 4.95–4.99 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัยและได้รับประโยชน์จากกิจกรรมอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับการส่งเสริมในเชิงบวก หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 1. ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก และเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่มีต่อวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน – ร้อยละ 100 (จากผู้ที่เลือกระดับดี และดีมาก) 2. รูปแบบ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ มีความเหมาะสม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 3. การประยุกต์ใช้สื่อสารสนเทศ ในการประชาสัมพันธ์ มีความน่าสนใจ 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 4. เนื้อหารายละเอียด (content) ในการนำเสนอ มีความเหมาะสม และน่าสนใจ 4.97 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 140 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 5 คน หัวข้อและรายละเอียดการประเมิน คะแนนรวมตามหัวข้อการประเมิน 5. การประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการศึกษา และกิจกรรมของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน 6. ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รู้จัก และสนใจ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ 4.99 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 143 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 2 คน 7.  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับทราบบทบาทการทำงานของวิชาชีพเภสัชกรรม 4.98 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 142 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 3 คน 8. รู้จัก มหาวิทยาลัยรังสิต มากยิ่งขึ้น 4.95 – ประเมินระดับดีมาก จำนวน 138 คน – ประเมินระดับดี จำนวน 7 คน จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ  ………150………..  คน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม   …..145………  คน คิดเป็นร้อยละ …96.67…….. 2. การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนดไว้ พบว่าโครงการสามารถบรรลุผลสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวังไว้ โดยเป้าหมายกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลการดำเนินงานจริงมีผู้เข้าร่วมจำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ตัวชี้วัดด้านประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับกำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ในระดับดีหรือมากขึ้นไป แต่จากผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 100 ให้คะแนนในระดับดีและดีมาก แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินในทุกหัวข้ออยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม เนื้อหา และการใช้สื่อสารสนเทศในการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามที่กำหนดไว้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปแบบกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยในอนาคต 3. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของแนวปฏิบัตินี้เกิดจากหลายปัจจัยที่สนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ประการแรกคือการวางแผนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามกำหนดเวลา ประการที่สองคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ประการที่สามคือการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลและกิจกรรมของวิทยาลัย ทำให้การสื่อสารมีความน่าสนใจและสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เนื้อหาที่นำเสนอมีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับความสนใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จึงทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อวิทยาลัย ปัจจัยทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 4. สิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ควรส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา (content) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้และกิจกรรมของวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ควรมีการติดตามและประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสารในแต่ละช่วงเวลา อีกทั้งควรขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองในวงกว้าง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยในระยะยาว 5. การปรับปรุงและพัฒนา ในอนาคต ควรมีการพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้มีความหลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการใช้สื่อดิจิทัลและสิื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบ เช่น การผลิกสื่อวิดีโอเชิงสร้างสรรค์ การถ่ายทอดประสบการณ์ของนักศึกษาและศิษย์เก่า รวมถึงการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรและโอกาสทางวิชาชีพอย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ควรมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนมัธยมศึกษา หน่วยงานวิชาชีพ และองค์กรภายนอก เพื่อขยายโอกาสในการเผยแพร่ข้อมูลของวิทยาลัยไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น  ควรมีการพัฒนาระบบประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาปรับปรุงกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการเป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์ของวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มีการประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Link https://www.facebook.com/rangsitpharmacy ยอดผู้ติดตาม 2.2 หมื่นคน https://www.youtube.com/ @วิทยาลัยเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย https://www.facebook.com/reel/1387137142906769 https://www.instagram.com/p/DTacNnhAckj/ https://www.youtube.com/watch?v=icKH3P1yxmE&t=1s

โครงการประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ผู้จัดทำโครงการ​ ดร. อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา ก่อนเริ่มโครงการ วิทยาลัยขาดการสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ข้อมูลความสำเร็จถูกจำกัดอยู่ภายในหน่วยงาน หรือช่องทางสื่อสารเดิมที่มีความไม่ทันสมัย ทำให้ขาดภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่ง (Brand Equity) ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) และการยอมรับ (Brand Acceptance) ต่อวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์จากสังคมภายนอกผ่าน Digital Platform ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์    รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ Digital Marketing Analytics: การวิเคราะห์ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อวางกลยุทธ์คอนเทนต์ Reputation Management: การบริหารจัดการชื่อเสียงองค์กร 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)  ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง O5.2 กลุ่มคณะวิชามีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับระดับชาติ/นานาชาติ รายละเอียดตัวชี้วัด จำนวนผู้ติดตามและ Engagement Rate บนสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกเดือนและจำนวนความร่วมมือ (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เกิดขึ้น ตัวชี้วัดรอง (หากมีการวัดผลและประเมินผล ให้อธิบายรายละเอียดตัวชี้วัดโดยสรุป) พื้นที่ข่าว (Media Impression) ในสื่อกระแสหลักหรือสื่อวิชาชีพด้านวิศวกรรม ขั้นตอนการดำเนินงาน Audit & Design: สำรวจภาพลักษณ์ปัจจุบันและออกแบบสื่อสังคมออนไลน์ Content Factory: ผลิตคอนเทนต์ เช่น กิจกรรมในแล็บ, ผลงานนักศึกษา ออกสื่อ TikTok International Network: จัดกิจกรรม Engineering Camp เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์สู่ภายนอก Reputation Monitoring: ติดตามการพูดถึงวิทยาลัยในวงกว้าง ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณประชาสัมพันธ์ดิจิทัล, เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดีย, ทีมงานกราฟิกและวิดีโอ 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน จัดทำ Content ทุกรูปแบบลง TikTok เพื่อเปิดการรับรู้สู่สังคมภายนอก ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: ข้อมูลพื้นฐานในการทำคอนเทนต์ (Content Marketing) จากอาจารย์และนักศึกษาถูกส่งมาช้า แนวทางแก้ไข: บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางดิจิทัล (Social Listening) และการประเมินจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ติดตามและกดไลก์คอนเทนต์วิทยาลัยเพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยวันเริ่มต้น 23 พ.ย. 2568 มีจำนวนผู้ติดตาม 630 คน และกดถูกใจ 17.5K จนถึงวันที่ 13 มี.ค. 2569 มีจำนวนผู้ติดตาม 1442 คน และกดถูกใจ 49.5K และเกิดความร่วมมือวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ เช่น บริษัท Chelove ในเครือ Guangzhou Automobile Group Motor Co., Ltd บริษัท Midas Thailand บริษัท Schneider Electric สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ บริษัท Betsukawa Corporation HAECO Xiamen Hunan Railway Professional and technical College BYD Thailand การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ การรับรู้แบรนด์ (Engagement Rate) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นไปตามตัวชี้วัด มีความร่วมมือสากล (MoU) กับบริษัทชั้นนำและมหาวิทยาลัยต่างชาติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ความต่อเนื่องและการเลือกใช้ Content ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พัฒนาคอนเทนต์ให้มีความหลากหลายทางภาษา เช่น คอนเทนต์ภาษาอังกฤษสำหรับดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน บรรจุให้เรื่อง “Brand Engagement” เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานของภาควิชา (Departmental KPI) เพื่อให้เป็นมาตรฐานการทำงานของวิทยาลัย 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Link https://www.tiktok.com/@rsu_en https://www.tiktok.com/@rsu_en/video/7574438966494006536?_r=1&_t=ZS-94g4Hf3xH9U

Engineering Overdrive Branding: เร่งเครื่องสร้างภาพลักษณ์วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR ไม่ระบุ จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก ผู้จัดทำโครงการ​ นายคเณศ แก้วบุญส่ง สำนักงานกิจการนักศึกษา 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา สภาพปัญหา/ความท้าทาย: ช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ: บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีความรู้ทางวิชาการ แต่อาจขาดทักษะที่จำเป็นในการทำงานจริง (Soft Skills) เช่น การทำงานเป็นทีม, การสื่อสาร, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ถูกมองในเชิงพัฒนาการ: กิจกรรมชมรมมักถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการ มากกว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ ขาดการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษามีโอกาสน้อยในการสัมผัสและเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการนำความสามารถไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม โอกาสในการพัฒนา: กิจกรรมชมรม โดยเฉพาะ “ชมรมโคโรลิซึ่ม” เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab)” ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ทุกโครงการของชมรม ตั้งแต่การวางแผน การซ้อม ไปจนถึงการจัดแสดง เป็นกระบวนการที่สามารถบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานได้อย่างครบถ้วน   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อถอดบทเรียนและสร้างองค์ความรู้จากกิจกรรมชมรม โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ คือ เพื่อสร้างเสริมทักษะการทำงานที่จำเป็น (Essential Skills): พัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, ภาวะผู้นำ, และการแก้ปัญหา ผ่านการจัดกิจกรรมจริง เพื่อปลูกฝังคุณลักษณะการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship): ส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตและสุขภาวะที่ดี: ให้นักศึกษารู้จักการแบ่งเวลา, การจัดการความเครียด และสร้างวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานอย่างมีความสุข เพื่อสร้างต้นแบบ (Model) การเรียนรู้นอกห้องเรียน: แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมชมรมสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานได้ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  อื่น ๆ (โปรดระบุ) – หลักการบริหารโครงการเบื้องต้น (Project Management – PDCA) – ทฤษฎีการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ – ความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ – ความรู้ด้านสุขภาวะจากการออกกำลังกาย ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                  – ประสบการณ์และทักษะการบริหารจัดการของ นักศึกษารุ่นพี่และคณะกรรมการชมรม             – เทคนิคการสอนจากนักศึกษารุ่นพี่ และการให้คำปรึกษาของ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม             – ทักษะและความสามารถเฉพาะตัวด้านการเต้น การออกแบบท่าเต้นของ สมาชิกชมรม   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                    แนวปฏิบัตินี้เป็นการผสมผสานความรู้ทั้งสองประเภท โดยนำหลักการ (Explicit) มาเป็นกรอบในการวางแผนกิจกรรม และใช้ประสบการณ์ตรง (Tacit) ของนักศึกษาและอาจารย์ในการลงมือปฏิบัติ, แก้ปัญหา, และตัดสินใจจริงในแต่ละโครงการ ทำให้เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (IMAGE AND REPUTATION) โปรดระบุ KR  05.3 การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักศึกษา (STUDENT LIFE EXPERIENCE) รายละเอียดตัวชี้วัด นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษา ปีการศึกษา 2566 ร่วมแสดงงาน RSU Night 2023 ปีการศึกษา 2567 ร่วมแสดงงาน ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2567 ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน Higher Level Showcase 2025 จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ปีการศึกษา 2568 ร่วมแสดงงาน โครงการ ขับขี่ปลอดภัย ใส่หมวกนิรภัยห่วงใยชีวิตนักศึกษาและชุมชน                                           ขั้นตอนการดำเนินงาน Plan (วางแผน):  ประชุมทีมงาน (นักศึกษาแกนนำ) เพื่อระดมสมอง กำหนดวัตถุประสงค์, คอนเซ็ปต์, และเป้าหมายของกิจกรรม แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ (ฝ่ายออกแบบท่าเต้น, ฝ่ายสถานที่, ฝ่ายประชาสัมพันธ์, ฝ่ายงบประมาณ) จัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) และกำหนดกรอบเวลา (Timeline) Do (ปฏิบัติ):  ดำเนินการตามแผน: ออกแบบและฝึกซ้อมการแสดง, ประชาสัมพันธ์กิจกรรม, จัดหางบประมาณและอุปกรณ์ ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จัดกิจกรรม/โครงการตามวันที่กำหนด Check (ตรวจสอบ):   รวบรวมข้อมูลเพื่อวัดผล: สังเกตการณ์, จัดประชุมทีมงานเพื่อสะท้อนผล (After Action Review) เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ Act (ปรับปรุง): สรุปบทเรียน (Lesson Learned) ทั้งข้อดีและข้อที่ควรปรับปรุง สรุปโครงการ และนำข้อเสนอแนะไปใช้ในการวางแผนโครงการต่อไป ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) งบประมาณ: งบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต สำนักงานกิจการนักศึกษา สโมสรนักศึกษา สถานที่: ห้องซ้อมเต้น, เวที หรือพื้นที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย อุปกรณ์: เครื่องเสียง, อุปกรณ์ประกอบฉาก, ชุดการแสดง บุคลากร: สมาชิกชมรม, คณะกรรมการ, อาจารย์ที่ปรึกษา, และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สื่อ: ช่องทางการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย และ Social Media ของชมรม (Facebook, Instagram,Youtube,Tiktok) 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน ขั้นวางแผน: ทีมงานประชุมและกำหนดรูปแบบในการเต้นเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของงานที่ได้รับโจทย์มาจากทางผู้จัดงาน โดยแบ่งทีมรับผิดชอบชัดเจน มีการวางแผนการแสดง ออกแบบท่าเต้น จัดหาสถานที่ฝึกซ้อม การจัดหานักแสดง งานสวัสดิการ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม งานปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมไปถึงงานตรวจสอบเช็คชื่อทีมงานและงานบริหารงบประมาณ เป็นต้น ขั้นปฏิบัติ: ทีมประชาสัมพันธ์จัดทำโปสเตอร์ผ่าน Social Media เพื่อจัดหานักแสดง เพื่อร่วมทำการฝึกซ้อมอย่างน้อย 15 วัน ก่อนทำการแสดงจริง โดยให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ผลการดำเนินงาน: โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี มีผู้เข้าร่วมชมและ   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา: สมาชิกขาดความต่อเนื่องในการมาฝึกซ้อม      – แนวทางแก้ไข: สร้างข้อตกลงร่วมกันในทีม, จัดตารางซ้อมที่ยืดหยุ่น, และใช้ระบบ buddy (เพื่อนช่วยเพื่อน) เพื่อกระตุ้นและให้กำลังใจกัน ปัญหา: งบประมาณสำหรับจัดหาชุดและอุปกรณ์มีจำกัด             – แนวทางแก้ไข: จัดกิจกรรมระดมทุนภายในชมรม, ขอการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก(สปสช), และส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการ DIY อุปกรณ์ประกอบฉาก ปัญหา: ความขัดแย้งทางความคิดในการออกแบบท่าเต้น             – แนวทางแก้ไข: จัดให้มีช่วง “Creative Session” ที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างอิสระ และใช้การตัดสินใจแบบประชาธิปไตยโดยมีหัวหน้าทีมเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล มีอาจารย์ที่ปรึกษาและรุ่นพี่ สังเกตการณ์ พัฒนาการของนักศึกษาสมาชิกชมรม ในเรื่องของการพัฒนาSoft Skills ซึ่งวัดได้จากผลสัมฤทธิ์ของการแสดงในแต่ละงานที่สำเร็จเป็นอย่างดี วัดผลลัพธ์โครงการ: จำนวนผู้เข้าร่วมงาน, และเสียงตอบรับ (Feedback) จาก Social Media การสะท้อนผล: จัดประชุม After Action Review (AAR) หลังจบทุกโครงการเพื่อให้นักศึกษาสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้และปัญหาที่พบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ด้านทักษะ: นักศึกษาที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการมีทักษะ Soft Skills โดยเฉพาะด้านการทำงานเป็นทีมและการวางแผน โดยวัดจากความสำเร็จของการทำงานแต่ละงานที่เกิดขึ้น ด้านประสบการณ์: นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริงครบวงจร ตั้งแต่การคิดริเริ่มไปจนถึงการสรุปผล ซึ่งสร้างความมั่นใจในการทำงานในอนาคต ด้านความเป็นพลเมืองโลก: นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความสามารถของตนเองทำประโยชน์เพื่อสังคม และได้เรียนรู้การทำงานกับผู้ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ด้านสุขภาวะ: นักศึกษาได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักการจัดการความเครียดจากการเรียนได้ดีขึ้น การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ      ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบรรลุตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ทุกประการ คือนักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเข้าร่วมแสดงงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการของ มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปีการศึกษาซึ่งเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Passion ของนักศึกษา: ความรักและความทุ่มเทในการเต้นเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด การทำงานเป็นทีม: การมีเป้าหมายร่วมกันและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกในชมรม บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา: การทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) และผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) แทนการสั่งการ ทำให้นักศึกษามีอิสระในการคิดและตัดสินใจ การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย: การสนับสนุนด้านงบประมาณและสถานที่อย่างต่อเนื่อง 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จัดเตรียมและสรรหาทีมงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อสร้างคณะกรรมการชมรมรุ่นต่อไปให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ให้คณะกรรมการชมรมและสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมอบรมเพิ่มเติมในทักษะที่ยังขาด เช่น การบริหารการเงิน, การขอรับทุนสนับสนุนจากภายนอก ที่สำนักงานกิจการนักศึกษาจัดขึ้นในทุกปี ร่วมถึงขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม สร้างเครือข่าย: สร้างความร่วมมือกับชมรมอื่นๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อจัดโครงการขนาดใหญ่ขึ้นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน   แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน ถอดบทเรียนเป็นโมเดล: พัฒนา “โมเดลกิจกรรมชมรมเพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองโลก” เพื่อให้ชมรมอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้: เสนอให้ฝ่ายวิชาการและฝ่ายกิจการนักศึกษาพิจารณาแนวทางการเทียบโอนชั่วโมงกิจกรรมเป็นหน่วยกิตกิจกรรม หรือการบันทึกทักษะที่ได้รับลงใน Transcript เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาเข้าร่วม จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้: จัดงาน “Student Club Showcase” เป็นประจำทุกปี เพื่อให้แต่ละชมรมได้นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีและผลงานของตนเอง 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่ใน Linkรับชมข้อมูลเพิ่มเติม : https://bit.ly/4hzdbnQ

จากการเต้น Cover Dance สู่การเรียนรู้การทำงานจริง : การสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาชมรมโคโรลิซึ่มเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก Read More »

pexels-photo-6532373-6532373.jpg

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย”

รางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 5 : KR 5.1.2 “CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” ผู้จัดทำโครงการ​ อ.ธนัชยา เกณฑ์ขุนทด และ รศ.ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ คณะนวัตกรรมเกษตร 1. บริบทและความสำคัญ ก่อนที่จะมีแนวปฏิบัตินี้ มีสภาพปัญหา ความท้าทาย หรือโอกาสในการพัฒนาอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมา                วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินโครงการพัฒนานักศึกษา “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” มาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557) โครงการนี้ริเริ่มขึ้นจากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ที่ส่งผลให้ “พิธีสู่ขวัญข้าว” และคติความเชื่อเรื่องพระแม่โพสพ ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ กำลังเลือนหายไปจากวิถีชีวิตเกษตรกรไทย                ปัญหาสำคัญที่พบคือ จำนวนผู้ประกอบพิธี (หมอทำขวัญข้าว) ลดลงอย่างต่อเนื่องและขาดผู้สืบทอด หากไม่มีการรวบรวม บันทึก และจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวปราชญ์ชาวบ้าน (Tacit Knowledge) เช่น ขั้นตอนพิธีกรรม บทสวด และความหมายเชิงสัญลักษณ์ จะสูญหายไปอย่างถาวร โครงการนี้จึงนำกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) มาบูรณาการร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและสืบสานภูมิปัญญานี้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการเคารพธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหาร ประเด็นความท้าทายบางอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่   1. การสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนักศึกษาหรือเยาวชนมีความสนใจหรือทัศนคติแตกต่างจากรุ่นปู่ย่า คณะนวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” ต่อเนื่องมากกว่า 12 ปี กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างพื้นที่เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายและเกิดการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นจากรูปแบบผสมผสานกับการรับน้องใหม่ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับพิธีการดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจ 2.การเชื่อมโยงคุณค่าของประเพณีให้เข้ากับประเด็น SDGS ในยุคปัจจุบัน  การทำกิจกรรมดังกล่าวต้องชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวกับแนวคิดและความเชื่อของประเพณีกับการพึ่งพาธรรมชาติ การเคารพธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ การทำเกษตรแบบยั่งยืนในสภาวะที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางอาหาร การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาต้องมีจุดที่สมดุลระหว่างแบบเก่ากับแบบใหม่ เพราะถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีทั้งหมด อาจได้ประโยชน์ความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ แต่ขาดความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาควร เช่นการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ควรมีการส่งเสริมการทำพิธีเรียกขวัญข้าวควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของประเพณีสู่ขวัญข้าวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลดบทบาทของพิธีสู่ขวัญข้าวในวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวนาไทยในปัจจุบัน ดังนั้น การนำประเพณีดังกล่าวมาผสานกับกิจกรรมรับน้องใหม่จึงเป็นการถ่ายทอดและอนุรักษ์องค์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าว เพื่อให้เยาวนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของประเพณี ฯ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องรักษาให้สามารถคงอยู่และปรับตัวได้ในบริบทของสังคมร่วมสมัยพร้อมทั้งสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ประเพณีดังกล่าวสามารถดำรงอยู่และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในบริบทของสังคมร่วมสมัยและในอนาคตประเด็นต่างๆเหล่านี้ จะช่วยเสริมให้ประเพณีมีความสำคัญและมีคุณค่าควรแก่การสืบสานต่อไปในอนาคต   แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้คือ การเพิ่มความพึงพอใจของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยประเมินระดับความพึงพอใจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ในด้านต่างๆได้แก่ ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว ความพึงพอใจด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ความพึงพอใจด้านความพร้อมของสถานที่จัดงาน ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาใช้  ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)  ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้                                                                               อื่น ๆ (โปรดระบุ)                                                                                         ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด                                                                                                  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้และกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)  แนวปฏิบัตินี้มุ่งเน้นการสกัดความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) จากตัวบุคคล (แม่ครูเจ้าพิธี/ปราชญ์ชาวบ้าน) ให้ออกมาเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โดยมีการดำเนินงานดังนี้: การสกัดความรู้ (Knowledge Extraction): ถอดองค์ความรู้จากแม่ครูเจ้าพิธี ทั้งในส่วนของ “บทเรียกขวัญข้าว” ที่ใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกและเก็บเกี่ยว และรายละเอียดของ “เครื่องบวงสรวง” (เช่น กรวยก้นแหลม ขนมห่อ ข้าวต้มมัด หมากพลู) การรวบรวมและจัดเก็บ (Knowledge Storage): บันทึกองค์ความรู้ เทคนิคการดำนา การเพาะกล้า และพิธีกรรม จัดทำเป็นชุดความรู้เพื่อใช้ถ่ายทอดให้นักศึกษาทุกชั้นปี การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer): ส่งผ่านความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านและคณาจารย์ สู่นักศึกษาผ่าน “การลงมือปฏิบัติจริง” และ “กิจกรรมเสวนาวิชาการ” แบบครบวงจร (ตั้งแต่เทคโนโลยีการผลิตไปจนถึงการแปรรูป) บทเรียกขวัญข้าว หรือคำเรียกขวัญข้าวที่แม่ครูใช้ในพิธี ทุกปี มีคำว่า ดังนี้ “แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา เชิญมาเถิดแม่มา มาทำมาหากินในฟื้นแผ่นดินนี้ ขอให้ลูกนี้เป็นเศรษฐีชาวนา ขอให้เป็นพ่อค้าบ้านนอก ขอให้วัวควายเต็มคอก คุ้มแอก คุ้มไถ คุ้มไร่ คุ้มนา คุ้มเคราะห์ คุ้มโศก คุ้มโรคโรคา คุ้มนก คุ้มหนู คุ้มปู คุ้มปา คุ้มงู คุ้มเหี้ย อย่าให้เพลี้ยกินนา อ้ายหนอนอัปรีย์อย่าให้มีเข้ามา สัพพะโภสาวินาสันติ”  บทเรียกขวัญดังกล่าวใช้ทั้งในขั้นตอนการปลูกข้าวและเกี่ยวข้าว  การวางแผนและตัวชี้วัดความสำเร็จ (Plan & KPIs) เป้าหมาย: เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม และสร้างความพึงพอใจระดับมาก-มากที่สุด แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ที่ 5  การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (Image and Reputation Management) โปรดระบุ  KR5.1.2 จำนวนกิจกรรม/โครงการระดับชาติหรือนานาชาติ ที่มุ่งเน้น การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม โดยความ ร่วมมือกับองค์กรภายนอก/บุคคลภายนอก ที่ก่อให้เกิดคุณค่า/มูลค่าเพิ่มแก่สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามตัวชี้วัดอื่น ตัวชี้วัดประกันคุณภาพ (ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย) รายละเอียดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดหลัก: สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารภาพลักษณ์และการสร้างความมีชื่อเสียง (KR5.1.2) การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรภายนอก เชิงปริมาณ: จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 100 คน (นักศึกษา บุคลากร ชุมชน และเครือข่ายต่างประเทศ) เชิงคุณภาพ: ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 00 ขึ้นไป (ร้อยละ 80 ขึ้นไป) ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการสโมสรนักศึกษาฯ ผู้รับผิดชอบ ประชุมเพื่อวางแผนกำหนดการดำเนินงาน วางแผนแนวทางในการจัดกิจกรรม และจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นดำเนินงาน เขียนแผนโครงการฯ เพื่อขออนุมัติจัดทำ มอบหมายหน้าที่กับคณะทำงาน ในการจัดทำโครงการฯ เตรียมแผนและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ดำเนินงานการประสานงานระหว่างคณะทำงาน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมโครงการฯ จัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่กำหนด กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ (ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี) กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ (ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี) สรุปผล ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการฯ                        ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)   ลำดับ รายการ ยอดรวม (บาท) 1 ค่ค่าเดินทาง (2 รอบ ปลูกข้าวกับเกี่ยวข้าว) 29,000 2 ค่าวัสดุและอุปกรณ์จัดกิจกรรม บายศรี เครื่องบูชา 5,800 3 ค่าประชาสัมพันธ์/จัดทำเอกสาร 1,000 4 ค่าเตรียมดิน/ต้นกล้าสำหรับปลูกข้าว 5,000 5 ค่าอาหารกลางวัน/ว่าง/อาหารเย็น 24,672 6 ค่าวิทยากร (แม่ครูเจ้าพิธี) รวม 4,800 70,272                                                3. การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติจริงแบบบูรณาการ (Do) ดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับวงจรชีวิตนักศึกษา: การเพาะกล้าข้าวและการปักดำในกิจกรรมปลูกข้าววันแม่ ในช่วงเดือนสิงหาคม  : ถ่ายทอดเทคนิคการดำนาจากเกษตรกรต้นแบบ เรียนรู้การจัดการน้ำและดินตามสภาพพื้นที่ พิธีสู่ขวัญข้าวและบายศรีสู่ขวัญน้องใหม่: บูรณาการการรับน้องเชิงสร้างสรรค์เข้ากับพิธีกรรมทางวัฒนธรรม คณาจารย์ผูกแขนรับขวัญ สร้างความผูกพัน การเสวนาวิชาการ: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านข้าวแบบครบวงจรจากอธิการบดี ผู้บริหาร และปราชญ์ชาวบ้าน กิจกรรมเกี่ยวข้าววันพ่อ : จัดช่วงเดือน ธันวาคม นักศึกษาลงมือเกี่ยวข้าวด้วยเคียวแบบโบราณ พร้อมจัดเตรียมเครื่องบูชาแม่โพสพอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี การร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก : ในเวทีเสวนาวิชาการ ได้รับเกียรติจาก คุณไอรินทร์ อมรสินศิรรัฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก ให้เกียรติมากล่าวต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาพร้อมทั้งร่วมพิธีสู่ขวัญข้าวและเกี่ยวข้าวร่วมกับผู้บริหารและนักศึกษา และในส่วนของ พิธีเรียกขวัญข้าว  ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายอิสรายศ บุญเพิ่ม ครูโรงเรียนบ้านเขาเพิ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก โทรศัพท์ 0959061083 เป็นผู้ทำพิธี เรียกขวัญข้าว                       ประเพณีสู่ขวัญข้าวเป็นอีกประเพณีหนึ่งของชาวนาที่มีคุณค่ามากในมิติทางสังคม ทำให้หลายๆภาคส่วนพยายามอนุรักษ์และสืบสานต่อในหลายๆชุมชน วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาเอกชน ที่มีวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร ที่มีทั้งคณะนวัตกรรมและคณะเทคโนโลยีอาหาร ที่บูรณาการองค์ความรู้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสในการสืบสานประเพณีโบราณนี้ไว้ ไม่ว่าจะมีส่วนช่วยสืบสานในทางตรงหรือทางอ้อม ก็ถือว่านักศึกษาหรือเยาวชนมีโอกาสได้เห็น ได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ เพราะ พิธีสู่ขวัญขวัญข้าว ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนา มีความสบายใจ ที่ได้ขอขมาและไหว้แม่โพสพ หากไม่ได้รับการ บันทึกและสืบสานต่อพิธีกรรมสู่ขวัญข้าวอาจจะเลือนหายไปจากชุมชนชาวนา ผู้ให้ข้อมูลจึงเห็นควรอนุรักษ์และสืบสานให้เป็นเอกลักษณ์ ในแต่ละชุมชนที่มีการปลูกข้าว  เพื่อให้พิธีกรรมสู่ขวัญข้าวยังคงอยู่ และให้นักศึกษาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิธีกรรมสู่ขวัญข้าว ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมในการเตรียมงาน เตรียมเครื่องบูชาหรือของเซ่นไหว้  มีส่วนร่วมในการเผยแพร่กิจกรรมดังกล่าว ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีผู้ชมเข้าถึงได้อย่างมากมาย ซึ่งถือว่าเป็น Soft Power  ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหา/อุปสรรค แนวทางแก้ไข ด้านสถานที่จัดกิจกรรม : ระยะทางไกล  (ม.รังสิต ถึง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี)  จำนวนห้องน้ำไม่เพียงพอ หาสถานที่ที่ใกล้  ที่มีความพร้อมด้านสถานที่แปลงนา ที่พัก ห้องน้ำ ที่เพียงพอกับจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ด้านพิธีการ: แม่ครูเจ้าพิธีให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติและที่มาของประเพณีเรียกขวัญข้าว  หาแม่ครูเจ้าพิธีหมอเรียกขวัญข้าวที่มีประสบการณ์   4. การตรวจสอบและวัดผล ดำเนินการประเมินผลแบบ 360 องศา (แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์) ผลการดำเนินงานสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้: บรรลุตัวชี้วัดเชิงปริมาณ: มีผู้เข้าร่วมถึง 190 คน (สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 คน) ประกอบด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ชุมชน และนักศึกษาแลกเปลี่ยน/ศาสตราจารย์จากประเทศญี่ปุ่น บรรลุตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ: ผู้ตอบแบบประเมิน (ร้อยละ 63.16) มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 82.40 โดยเฉพาะความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณี (ร้อยละ 85.83) และด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ (ร้อยละ 83.33) ความสำเร็จต่อเนื่อง (ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามเกณฑ์รางวัลดีเด่น): โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 12 รอบ (12 ปีการศึกษา) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความยั่งยืนของกระบวนการและคุณค่าที่องค์กรได้รับ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น   1) จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 190 คน  แบ่งเป็น คำนวณร้อยละผู้ตอบแบบประเมิน ข้อ 1 *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรมวันปลูกข้าววันแม่ ผู้บริหาร คณะอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 100 คน กิจกรรมวันเกี่ยวข้าววันพ่อ ผู้บริหาร คณอาจารย์ และบุคลากร จำนวน 20 คน นักศึกษา จำนวน 50 คน มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 120 คนจาก 190 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ความพึงพอใจ ข้อที่ 1 ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 63 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.66   ความพึงพอใจ ข้อที่ 2 ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว คำนวณผลประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการที่เลือกระดับมาก –  มากที่สุด ข้อ (2-6)  *100/จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ตอบแบบประเมิน ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 68 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 35 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 17 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 85.83   ความพึงพอใจข้อที่ 3 ความพึงพอใจด้านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์และบุคลากร ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 62 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 34 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 24 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 80   ความพึงพอใจข้อที่ 4 ความพึงพอใจด้านพิธีรับขวัญน้องใหม่ ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 64 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 36 คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 20 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 83.33   ความพึงพอใจข้อที่ 5 ด้านความรู้เชิงวิชาการ “การเสวนาวิชาการ” ก) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มากที่สุด 60 คน ข) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก มาก 38  คน ค) จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือก ปานกลาง 22 คน ง) ผลประเมินจากผู้เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อยละ 81.67 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ ค่าเป้าหมายที่ตั้ง ผลการดำเนินงานที่ได้ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 100 คน มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 190 คน ร้อยละของผู้ตอบแบบประเมิน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 มีจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 120 คิดเป็นร้อยละ 63.16 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย มากกว่าร้อยละ 80 ความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการด้านต่างๆเฉลี่ย ข้อที่ 1-5 ร้อยละ 82.40 5. การปรับปรุงและพัฒนา ปัจจัยความสำเร็จ: การนำข้อเสนอแนะจากวงรอบปีก่อนๆ มาแก้ไขอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การแบ่งงานให้นักศึกษาทุกชั้นปีมีส่วนร่วม และการเปิดโอกาสให้ชุมชนและศิษย์เก่าเข้ามามีบทบาท การแก้ไขปัญหา: มีการปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าร่วม และคัดเลือกแม่ครูเจ้าพิธีที่มีประสบการณ์สูงเพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง การเผยแพร่และนำไปใช้ (Dissemination & Adoption): เกิดการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ โดยมีศาสตราจารย์และนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมและนำแนวคิดเชิงวัฒนธรรมนี้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็น Soft Power ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้หน่วยงานและชุมชนภายนอกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง แผนการขยายผลแนวปฏิบัติ (Future Scaling): กำลังดำเนินการยกระดับความรู้ที่จัดเก็บนี้ ไปบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก (อบต., เกษตรอำเภอ/จังหวัด) เพื่อจัดประกวด “การเรียกขวัญข้าว 4 ภาค” และ “ประกวดคลิปสั้นคำร้องเรียกขวัญข้าวสำหรับเยาวชน” ซึ่งจะเป็นการส่งมอบแนวปฏิบัตินี้ให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระดับชาติ   6. ข้อมูลประกอบ ภาพประกอบการทำกิจกรรม “สานสัมพันธ์น้องพี่ CAB สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญ : ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยวข้าววันพ่อ” รูปภาพ

“CAB-RSU บูรณาการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าวของชาวนาไทย” Read More »

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.นันทชัย ทองแป้น, ดร.ธเนศ อังศุวัฒนากุล, ดร.อนุชิต นิรภัย และ ผศ.อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ 1. บริบทและความสำคัญ 1.1 บริบทขององค์กรและระบบการจัดการศึกษา  วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยาลัยที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และตลาดแรงงานระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) วิทยาลัยได้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องผ่าน วงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) และ การจัดการความรู้ (KM) ครอบคลุมระดับบุคลากร หมวดวิชา หลักสูตร และองค์กร โดยใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น CoP, AAR และการถอดบทเรียน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ บัณฑิตมีอัตราการมีงานทำ 100% ภายใน 3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และมากกว่า 40% ได้รับการจ้างงานตั้งแต่ช่วงฝึกงาน รวมถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้รับการเผยแพร่และรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงระบบคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาต่อไป 1.2 ความท้าทายภายนอกและโครงสร้างองค์กร  ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เช่น AI, Automation และ Big Data รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรจาก พีระมิด (Pyramid Structure) สู่ โครงสร้างเพชร (Diamond Structure) ที่มีการกระจายอำนาจและบทบาทสำคัญของบุคลากรระดับกลางมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มี สมรรถนะเชิงลึก (Deep Competence) และทักษะแห่งอนาคต เช่น Leadership, Adaptability, Data Literacy และ Change-Agent Skills ทำให้การจ้างงานระดับเริ่มต้นลดลง และองค์กรต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริงตั้งแต่เริ่มต้น  1.3 บริบทด้านวิชาชีพและการประเมินสมรรถนะ การประเมินสมรรถนะด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดย สภาวิศวกร (CoE), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และภาคอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เน้นการประเมิน สมรรถนะเชิงบูรณาการ (Holistic Competencies) เช่น การวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมการแพทย์ ความเข้าใจมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ (IEC 60601, ISO 13485) การประยุกต์ใช้ AI, Data Analytics, Simulation และ Automation รวมถึงทักษะด้าน Communication, Teamwork, Ethics และ Critical Thinking ดังนั้น ความสำเร็จของบัณฑิตจึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการปฏิบัติจริง มากกว่าความรู้รายวิชา ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบแยกส่วนรายวิชาและเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของวิชาชีพและตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ 1.4 ความจำเป็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติ  จากการดำเนินงาน PDCA–KM มากกว่า 20 รอบ วิทยาลัยพบว่าการพัฒนาเชิงปรับปรุงบางส่วนไม่เพียงพอ จำเป็นต้อง พลิกโฉมระบบการจัดการศึกษา โดยเปลี่ยนบทบาทอาจารย์จากผู้สอนสู่ ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience Designer) ผ่านแนวคิด Evidence-Based Teaching และการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem/Project-Based Learning และ Transformative Learning พร้อมพัฒนาทักษะผู้เรียน เช่น AI Literacy, Data Literacy, Biomedical Simulation, Leadership, Soft Skills และ Change-Agent Skills รวมทั้งสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า 1.5 แนวคิดการพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรม จากฐานองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่าน PDCA วิทยาลัยจึงพัฒนาแนวปฏิบัติ Transformative Learning โดยปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาจากคณะวิชาแบบเดิมสู่ Outcome-Driven Faculty และการบริหารการเรียนรู้แบบ Outcome-Based Missions พร้อมออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning, Problem-Based Learning, Purpose-Based Learning และ Case-Based Learning ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้เรียนแบบบูรณาการทั้ง Hard Skills, Soft Skills, Mindset และ Competency รวมถึงการพัฒนาระบบ Strategic Data และ Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง เพื่อให้เกิด Learner Transformation 1.6 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Ecosystem) การดำเนินงาน Transformative Learning จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง วิทยาลัยจึงสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ (Tacit Knowledge) ทำให้แนวคิด Transformative Learning สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบการศึกษา 1.7 ความสำคัญเชิงกลยุทธ์  แนวปฏิบัตินี้ผสานแนวคิด Outcome-Based Education (OBE), Impact-Based Learning และ Transformative Learning เพื่อยกระดับระบบการจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะระดับสากล รองรับการสอบวิชาชีพและการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขององค์กร และสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ตามตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย (O1.2 / KR 1.2.1) ที่สำคัญ แนวปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาเป็น ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation Prototype) ที่ขยายผลสู่คณะหรือหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยได้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกหลักในการปรับระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมสร้างเอกภาพในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็น ต้นแบบ Transformative & Impact-Based Education ระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญใน 3 ระดับ ดังนี้ 2.1 ระดับยุทธศาสตร์ของวิทยาลัย ปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาสู่ Transformative Learning อย่างเป็นระบบ ยกระดับการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ของประเทศ เตรียมความพร้อมต่อโลกยุค BANI และ AI Disruption รักษา อัตราการคงอยู่ของผู้เรียน ≥ 90% และเพิ่มอัตราการมีงานทำของบัณฑิตให้สูงกว่ามาตรฐานเดิม เชื่อมโยงการเรียนรู้กับ ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ ปรับระบบบริหารการศึกษา จากการจัดการรายวิชา สู่ Outcome-Based Missions ใช้ ข้อมูลจริง (Data-Driven) และวงจร PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพ ผลิตผู้เรียนที่สามารถ ทำงาน แข่งขัน และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transform) ให้สังคม เชื่อมโยงนวัตกรรมการศึกษาที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อ ผู้เรียน หลักสูตร คณาจารย์ และวิทยาลัย 2.2 ระดับผลลัพธ์ด้านคุณภาพ (Quality & Learning Outcome) ยกระดับ คุณภาพการเรียนรู้และผลลัพธ์ผู้เรียนอย่างแท้จริง พัฒนาสมรรถนะบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลด ช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ระหว่างบัณฑิตกับความต้องการของสถานประกอบการ สร้างระบบพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนด้วย PDCA (ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545) ทำให้หลักสูตรสอดคล้องกับ มาตรฐานวิชาชีพและสภาวิศวกร พัฒนา Learning Ecosystem สำหรับการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามกรอบ CEFR (เป้าหมายระดับ B1 ขึ้นไป) เพื่อสนับสนุนการสื่อสารทางวิศวกรรม การทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ และการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล 2.3 ระดับผลลัพธ์ตามกรอบมาตรฐานวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะครบถ้วนตาม กรอบมาตรฐานวิศวกรชีวการแพทย์ ปรับระบบการเรียนการสอนให้ทันต่อ เทคโนโลยีและความต้องการของวิชาชีพ ยกระดับผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น อัตราคงอยู่ ≥ 90%, อัตราการจบการศึกษา, ผลสอบใบประกอบวิชาชีพ, ผลงานนวัตกรรม/การแข่งขัน/สตาร์ทอัพ และอัตราการมีงานทำ สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืนผ่าน วงจร PDCA เชื่อมโยงผู้เรียนกับ โรงพยาบาล อุตสาหกรรม และภาคีวิชาชีพ เพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง พัฒนาความพร้อมของผู้เรียนสู่การเป็น วิศวกรชีวการแพทย์ระดับสากล ทั้งด้านทักษะเทคนิค ทักษะสากล (Global Competencies) ภาษาอังกฤษเพื่อวิศวกรรม และความเข้าใจมาตรฐานเทคโนโลยีการแพทย์ สร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิต ความรู้สำคัญที่นำมาใช้ แนวปฏิบัตินี้ใช้ทั้ง ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ร่วมกัน ดังนี้ 3.1 ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ของมหาวิทยาลัยและระบบ KM เอกสารยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย งานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Transformative Learning, OBE, Impact-Based Learning, Active Learning, PBL/PjBL และ Modular Learning เกณฑ์ประกันคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3.2 ความรู้ฝังลึกในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ประสบการณ์ของผู้บริหารและคณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตร บริหารหลักสูตร และพัฒนาการศึกษา ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายวิชาชีพ บทเรียนจากการแก้ปัญหาซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องกว่า 20 ปี 3.3 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ ความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานทางด้านการบริหารงานในระดับหมวดวิชา ระดับภาควิชา ระดับหลักสูตร ระดับคณะและวิทยาลัย รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพและภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์แห่งประเทศไทยมากว่า 30 ปี ทักษะ ความชำนาญ และบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานจริงซึ่งอาจไม่ได้เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน การพัฒนาเส้นทางอาชีพในวิศวกรรมชีวการแพทย์ การวางแผน การวางแผน 4.1 ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (Key Indicator)KR1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 O1.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนานักศึกษามีคุณภาพและเป็นนวัตกรรม KR1.2.1 การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้งสอดคล้องกับตัวชี้วัดอื่น ได้แก่ ตัวชี้วัดด้าน การประกันคุณภาพการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานของ สภาวิชาชีพ  เช่น อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร อัตราสอบผ่าน คุณวุฒิวิศวกรชีวการแพทย์ระดับ 4 ตัวชี้วัดด้านการจัดการเรียนการสอนใน RQF3 และ RQF5 รวมถึงคุณภาพบัณฑิตตาม มคอ.7 ตัวชี้วัดด้าน นวัตกรรม การแข่งขัน และรางวัล ตัวชี้วัดรอง O1.3 นักศึกษาและบัณฑิตมีคุณภาพKR1.3.1 อัตราการได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จการศึกษา ≥ 65% 4.2 การวัดและประเมินผล  ระบบการประเมินผลของแนวปฏิบัตินี้พัฒนาบนหลัก PDCA, Outcome-Based Education (OBE), TQF และมาตรฐานวิชาชีพ โดยใช้การประเมินแบบ Multi–Dimensional Assessment ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ระหว่างเรียน และหลังสำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ มิติที่ 1 คุณภาพผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและระหว่างศึกษา จำนวนผู้สมัครและผู้ผ่านเกณฑ์แรกเข้า อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา (Retention Rate) การเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ Soft Skills และการแข่งขัน ความสามารถภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ระดับ B1 มิติที่ 2 คุณภาพการจัดการเรียนรู้ตาม OBE การเชื่อมโยง PLO–YLO–CLO (OBE Mapping) การประเมินสมรรถนะรายปี (Annual Competency Assessment) ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน อาจารย์ และระบบสนับสนุน  มิติที่ 3 ผลลัพธ์ของบัณฑิต อัตราการมีงานทำภายใน 3 เดือนหลังจบ การประกอบอาชีพอิสระ/สตาร์ทอัพ การเติบโตในอาชีพ (Career Progression) มิติที่ 4 การประเมินจากหน่วยงานภายนอก อัตราสอบผ่าน สภาวิศวกร และ TPQI ความพึงพอใจของสถานประกอบการ (Employer Satisfaction) มิติที่ 5 คุณภาพหลักสูตรและระบบบริหาร ตัวชี้วัดระดับหลักสูตร คณะ และมหาวิทยาลัย (RQF3–RQF7) ผลการประกันคุณภาพ (Internal / External QA) ความร่วมมือและความผูกพันของ ศิษย์เก่า ระบบประเมินนี้เชื่อมโยง OBE และ PLO–YLO–CLO และใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อยกระดับความสามารถผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR B1 เพื่อการทำงานระดับสากล 4.3 ขั้นตอนการดำเนินงาน  แนวคิดสำคัญที่รองรับกระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ Transformative Learning – พัฒนาการเรียนรู้ที่สร้าง Deep Competency และผู้นำการเปลี่ยนแปลง Organizational Transformation – ปรับโครงสร้างสู่ Outcome-Driven Faculty Innovative Academic Leadership – ผู้บริหารขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม Real Sector Engagement – เชื่อมโยงการเรียนรู้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และโรงพยาบาล การดำเนินงานโดยใช้วงจร PDCA ดังรายละเอียดพโฏดยสรุปดังนี้ PLAN  ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลจริง เช่น SWOT, KPIs, Retention Rate และความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่วัดผลได้  DO  โดยการขับเคลื่อน Transformative Learning ผ่าน Active Learning, PBL และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมปรับ OBE Mapping และพัฒนาคณาจารย์ผ่าน PLC การออกแบบการเรียนรู้แบบ Modular–Integrated Learning สลายรายวิชาเป็น Competency Modules บูรณาการเนื้อหาข้ามรายวิชา ลดเนื้อหาและการประเมินซ้ำซ้อน เชื่อมโยงการเรียนรู้กับงานจริง CHECK เป็นการประเมินผลตาม KPIs เช่น Retention Rate ผลสัมฤทธิ์ ความพึงพอใจ ผลสอบมาตรฐานวิชาชีพ และอัตราการมีงานทำ ACT ด้สชวยการวิเคราะห์ช่องว่างผลลัพธ์ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ และนำบทเรียนเข้าสู่ PDCA รอบใหม่ (CQI) 4.4 ทรัพยากรที่ใช้  การดำเนินงาน Transformative Learning ใช้ทรัพยากรหลายด้าน ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งทุนสนับสนุน งบประมาณประจำปี (Annual Budget) ใช้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาคณาจารย์ งบทุนวิจัยของอาจารย์ (Faculty Research Grants) ใช้สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเผยแพร่ผลงานระดับชาติและนานาชาติ และการบูรณาการวิจัยสู่การเรียนการสอน รายได้จากบริการวิชาการ (Academic Service Revenue) รายได้จากการอบรม โครงการร่วมกับอุตสาหกรรม และบริการทดสอบทางวิศวกรรม ถูกนำกลับมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนักศึกษา ทุนจากนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Innovation & Startup Funding) ใช้สนับสนุนการพัฒนา Prototype งานวิจัยเชิงพัฒนา และการส่งผลงานแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ สรุปทรัพยากรและระบบบริหารทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนวงจร PDCA ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตให้เป็น Brain Power ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติ วิทยาลัยดำเนินงานตามกระบวนการ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตคุณภาพในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการแนวคิด Transformative Learning, Outcome-Based Education (OBE) และ Modular–Integrated Learning ให้เชื่อมโยงกันทั้งระดับยุทธศาสตร์ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ระบบสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือ 1) ยุทธศาสตร์วิทยาลัย (Strategic Development) วิทยาลัยวิเคราะห์ Pain Point ของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มตลาดแรงงาน ประเมินสมรรถนะบัณฑิตเทียบมาตรฐานวิชาชีพ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี พร้อมทบทวนประจำปี โดยบูรณาการผลลัพธ์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21, PLC และ KM เข้าสู่ระบบการเรียนรู้แบบโมดูลเพื่อลดความซ้ำซ้อน 2) การพัฒนานักศึกษา (Student Development) ปรับจากการเรียนแบบเน้นเนื้อหาไปสู่ Learning by Doing ผ่าน Active Learning, Project/Problem-Based Learning, Team Learning, Modular Learning และการเรียนรู้จากสถานประกอบการจริง เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น Critical Thinking, Creativity, Communication, Collaboration, Leadership, Empathy และ Life Skills 3) ระบบที่ปรึกษา/โค้ช (Coaching & Mentoring + Career Path) อาจารย์ปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น Mentor/Coach ติดตามผู้เรียนรายบุคคล จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) เชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนกับเส้นทางอาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงลึกตาม Modular Path 4) การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) ทบทวน Intended Learning Outcomes ให้สอดคล้องกับ OBE และสมรรถนะวิชาชีพ พร้อมพัฒนารายวิชาใหม่ เช่น AI for Healthcare, Medical IoT และ Biodesign ส่งเสริม Impact-Based Learning, Beyond Classroom, Course Deconstruction และ Team Teaching 5) การพัฒนา Learning Ecosystem พัฒนาห้องเรียนและพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น Studio-Type Classroom, Maker Space, Innovation Lab, Digital Learning และ Simulation Tools เพื่อส่งเสริม Collaborative Learning, Student-Directed Learning และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า 6) การพัฒนาคณาจารย์และบุคลากร ส่งเสริมการอบรมด้าน Transformative Learning, Active Learning, OBE, PBL, Modular–Integrated Learning Design, Team Teaching และ Coaching เพื่อให้บุคลากรสามารถออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7) การปรับระบบการเรียนการสอน (Teaching System Transformation) ขยายการใช้ Active Learning, Biodesign, PBL, Impact-Based Learning และ Team-Based Projects ลดการสอนแบบบรรยาย เพิ่มการเรียนรู้จากโจทย์จริง การสอนแบบทีม และการจัดลำดับโมดูล (Module Flow) ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ 8) ระบบประเมินผลศตวรรษที่ 21 ใช้การประเมินแบบ Open & Authentic Assessment, Team-Based/360° Assessment และ Integrated Rubric เพื่อวัดทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และผลกระทบจากงานจริงอย่างรอบด้าน 9) เครือข่ายความร่วมมือ (Partnership & Collaboration Network) สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล อุตสาหกรรม และบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ ผ่าน MOU การฝึกงาน วิจัย โครงงาน และการร่วมสอน/กำกับดูแล เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากภาคส่วนจริง 10) เครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Network Development) พัฒนาศิษย์เก่าให้มีบทบาทด้าน Career Path, Mentoring, การร่วมสอน การประเมินโครงงาน และการเป็น Strategic Partners ในการพัฒนาโมดูลและการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ 11) การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (English Proficiency Development) ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในทุกโมดูลและกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารเชิงวิชาการ การทำงานระดับนานาชาติ และการใช้ภาษาในโครงงานที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยสรุป วิทยาลัยไม่ได้มองตนเองเป็นเพียง “สถานที่จัดการเรียนการสอน” แต่เป็น ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ยุทธศาสตร์ หลักสูตร

การพลิกโฉมการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด Transformative Learning Read More »

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.1.1 , 1.3.1 การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ผู้จัดทำโครงการ​ อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 1. บริบทและความสำคัญ              สหกิจศึกษาในประเทศไทยริเริ่มโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน โดยนำระบบมาใช้ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปี พ.ศ. 2536 เพื่อบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ จากรูปแบบทวิภาคี ได้พัฒนาเป็นพหุภาคีในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ วัตถุประสงค์ของสหกิจศึกษา มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ทำงานจริง ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร และยกระดับคุณภาพบัณฑิต ซึ่งสหกิจศึกษาแตกต่างจากการฝึกงานทั่วไป คือ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร บังคับให้ปฏิบัติงานจริงเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ภาคการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ                 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับมอบหมายจากสำนักงานมาตรฐานวิชาการให้เข้าร่วมโครงการนำร่องสหกิจศึกษา ในภาคการศึกษาที่ 1/2546 โดยส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, ธนาคารกรุงไทย, บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการประเมินนักศึกษาจากสถานประกอบการ ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และนักศึกษาทั้งหมดมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา                 ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีสาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ถึง 5 สาขาวิชา แต่ละสาขาวิชาต่างก็ดำเนินการจัดการสหกิจศึกษาของตนเอง แต่เนื่องจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยอาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์ ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องตั้งแต่แรก นอกจากนี้ได้เข้าร่วมอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย ซึ่งมีความรู้ ความชำนาญ ในการจัดการสหกิจศึกษา การนิเทศงาน การแก้ปัญหาให้กับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาสหกิจศึกษา วิทยาลัยจึงมีนโยบายให้ดำเนินการปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศสหกิจศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย จากนั้นแต่ละสาขาวิชาสามารถดูแลต่อในส่วนของนักศึกษาของสาขาตนเองได้ ในส่วนปัจฉิมนิเทศ มีการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาทุกสาขาวิชานำผลงานของตนเองมานำเสนอในที่ประชุม เพื่อให้นักศึกษาสาขาวิชาอื่น อาจารย์ที่ปรึกษา และ/หรือผู้ที่สนใจ ตลอดจนนักศึกษาที่กำลังจะไปสหกิจศึกษาสามารถเข้ารับฟังได้ เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตของตัวเอง โดยวิทยาลัยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน                  ต่อมาท่านคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ได้ร่วมกับผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ต้องการให้นักศึกษาของวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการพัฒนาทักษะของนักศึกษาสู่เวทีในระดับสากล เป็นการขยายจากสหกิจศึกษาในประเทศไทย ซึ่งนักศึกษาบางส่วนของวิทยาลัย ไปสหกิจศึกษาในต่างประเทศบ้างอยู่แล้ว การมีโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ ก่อนเข้าร่วมโครงการ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ)                 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอช่องทางเลือกปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสนใจ มีความตั้งใจจะไปทำงานในต่างประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความรู้ ความสามารถ และนอกจากจะสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นแล้วยังสามารถนำแนวทางไปปรับใช้กับสหกิจศึกษา ณ ประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป ตลอดจนสามารถปรับใช้กับนโยบายสหกิจศึกษาซึ่งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผู้ที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) จ้าของความรู้/สังกัด   อาจารย์สุมนา เกษมสวัสดิ์                                                                                รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                ความรู้ที่ได้จากการอบรมสหกิจศึกษาและอบรมสหกิจศึกษานานาชาติ จากสมาคมสหกิจศึกษาไทย และประสบการณ์จากการดำเนินงานในส่วนของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นิเทศงานและการดำเนินงานในส่วนของจัดการภาพรวมของสหกิจศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่  1 สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต (Excellence in Education) โปรดระบุ KR  KR1.1.1 หลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม KR1.3.1 อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา                                                                               ขั้นตอนการดำเนินงาน รับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ (รายละเอียดอยู่ในไฟล์แนบ) รวบรวมข้อมูลส่งให้ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ เพื่อประสานกับบริษัท Betsukawa ในการสัมภาษณ์ ซึ่งมีการสัมภาษณ์หลายครั้ง ทั้งออนไลน์และสัมภาษณ์โดยตรง จึงต้องมีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับนักศึกษาโดยตรง วิทยาลัยใช้วิธีการตั้ง Line กลุ่มย่อย จากการที่มี Line ส่วนตัวของนักศึกษาแต่ละคน เพื่อให้นักศึกษารับทราบข่าวสาร กระบวนการต่าง ๆ ได้ตรงกัน ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวก รวดเร็ว ดีกว่าการติดต่อผ่านสาขาวิชา ซึ่งต้องผ่านหัวหน้าสาขาวิชา เลขานุการสาขาวิชา เป็นต้น ประชุมร่วมระหว่างผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ผู้บริหาร บริษัท Betsukawa ผู้บริหาร คณาจารย์จากวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก สหกิจศึกษากับ บริษัท Betsukawa ทำให้ทราบแนวทางในการดำเนินงานของวิทยาลัย/คณะที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้และปฏิบัติให้เป็นรูปแบบและแนวทางเดียวกัน นักศึกษาปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ บริษัท Betsukawa ห้อง 5-331 อาคารวิษณุรัตน์ นักศึกษาเดินทางไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อประสานงานกับบริษัท และนักศึกษา เพื่อนิเทศงาน ตรวจงานของนักศึกษา นักศึกษานำเสนอผลงานสหกิจศึกษา บริษัทประเมินผลการทำงานและเอกสารของนักศึกษา ตามรูปแบบสหกิจศึกษาแต่ใช้แบบฟอร์มเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีการจัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษานำผลการประเมินของบริษัทมาดำเนินการออกเกรดให้กับนักศึกษา และมีการบันทึกข้อมูลผลกาประเมินลงฐานข้อมูล หมายเหตุ ในส่วนของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในทุกขั้นตอนจะมีการประสานงานระหว่าง ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์  นักศึกษา และ อาจารย์สุมนา ตลอดเวลา เพื่อจัดการเอกสารให้กับนักศึกษา ติดต่อประสานงานกับนักศึกษา ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งวิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ก็สามารถดำเนินการตามได้ ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)                 ไม่ได้ใช้งบประมาณ เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการยังมีจำนวนไม่มาก ประกอบกับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มีการใช้เครื่องมือและ/หรือช่องทางติดต่อสื่อสารทางด้าน IT อยู่แล้ว  เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการเอกสาร MS Word, Google Doc เก็บข้อมูลด้วย Google Sheet, MS Access, Google Drive ใช้ E-Mail ใช้ Line ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะมี E-Mail และ Line ของนักศึกษาแต่ละคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และสร้างเป็น Line กลุ่มย่อย เนื่องจากจะมีการสมัครเข้ามาเป็นช่วง ๆ  และมีการสัมภาษณ์เป็นรอบ ๆ เพื่อให้สามารถติดตามงาน สามารถติดต่อนักศึกษาได้สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากนักศึกษาของวิทยาลัยที่เข้าร่วมสหกิจศึกษามาจากหลากหลายสาขาวิชา 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                 จากขั้นตอนการดำเนินงานที่ได้กล่าวข้างต้น ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อกำหนดของบริษัทและฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์                 ในส่วนของวิทยาลัย มีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โดยเชิญผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ไปให้ความรู้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่งผลให้นักศึกษาสนใจเป็นจำนวนมาก มีการตั้งกลุ่ม Line เพื่อจัดการติวภาษาญี่ปุ่น แนะนำการปฏิบัติตัว การใช้ชีวิต ณ ประเทศญี่ปุ่น ให้กับนักศึกษา โดยไม่ได้บังคับให้นักศึกษาเข้าร่วม นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังประสานกับภาควิชาภาษาญี่ปุ่น เพื่อเปิดรายวิชา ภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาที่สนใจจะเตรียมความพร้อม โดยได้รับความร่วมมือจากภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาจารย์สุมนา ยังแนะนำช่องทางการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเข้าร่วมโครงการ ในปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และทีมงานผู้บริหารจากบริษัท Betsukawa ได้มาประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568  ณ ห้อง 9N-200   ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข                 เริ่มต้นโครงการ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ ก็ต้องจัดการเรื่องเอกสารให้กับนักศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกของวิทยาลัยยังมีจำนวนน้อย จึงยังสามารถจัดการได้                 จะมีปัญหาบางส่วนเกี่ยวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการเปลี่ยนวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าพนักงาน จากเดิมที่นักศึกษาสามารถดำเนินการได้ที่ญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนกฎ ทำให้นักศึกษาต้องเดินทางกลับมาทำเรื่องที่ประเทศไทย เมื่อเรียบร้อย จึงเดินทางกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น ส่งผลให้นักศึกษาและบริษัทเสียโอกาสในการทำงานเป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน ทำให้บริษัท มหาวิทยาลัย ทีมงานจากคณะ/วิทยาลัย ต้องพิจารณาร่วมกันในการเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติสหกิจศึกษาให้มีความเหมาะสมและทำให้ปัญหาในเรื่องนี้หมดไป 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล                 มีวิธีการวัดผลและประเมินอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน เนื่องจากการปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องการเตรียมตัวในส่วนของภาษา ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ระเบียบ วินัย กว่าจะผ่านการคัดเลือก ต้องผ่านการสัมภาษณ์มากกว่า 1  ครั้ง และทุกครั้ง อาจารย์สุมนา จะต้องเข้าร่วมเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และต้องประสานงานกับฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ในส่วนของการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การออกเอกสารรับรองให้กับนักศึกษา เพื่อใช้ประกอบการทำวีซ่า กรณีนักศึกษาได้รับการคัดเลือกจากบริษัท การติดตามความก้าวหน้าของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษา ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาให้กับนักศึกษา  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีได้รับคัดเลือกไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ดังนี้ คนที่ 1 นาย ธนกฤต ทะคะโทะคุ รหัสนักศึกษา 6100509 สาขาวิชาดิจิทัลเทคโนโลยี ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 2 นางสาว ชาลี แซ่จาว รหัสนักศึกษา 6304733 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติสหกิจศึกษาเสร็จสิ้น ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทำงานอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 3 นายสุชน ปฏิยัตตโยธิน รหัสนักศึกษา 6501271 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต กำลังปฏิบัติสหกิจศึกษา อยู่ในประเทศไทย และกำลังจะเดินทางไปสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น คนที่ 4 ธนวรรธน์ ไชยนวล รหัสนักศึกษา 6601886 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้รับคัดเลือกให้ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ประมาณเดือนมิถุนายน 2569 นี้                 ระหว่างที่นางสาวชาลี ไปปฏิบัติสหกิจศึกษา วิทยาลัยได้ส่งข้อมูลเข้าร่วมการประกวดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ระดับเครือข่าย CWIE ภาคกลางตอนบน ประเภทที่ 7 นักศึกษาสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานนานาชาติดีเด่น ผลที่ได้ นักศึกษาได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ                 เนื่องจากหลักสูตรมีความทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม ส่งผลให้นักศึกษาของวิทยาลัยสามารถมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา จากเกณฑ์อัตราการได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังสำเร็จ การศึกษามากกว่าร้อยละ 65 ของผู้สำเร็จการศึกษา ผลเป็นดังนี้ ปีการศึกษา อัตราร้อยละการได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี ผลการประเมินบัณฑิตโดยผู้ใช้บัณฑิต 2565 78.92 4.30 (ดี) 2566 97.14 4.64 (ดีมาก) 2567 80.03 4.36 (ดี)  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจาก นักศึกษาให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ปัจจุบันจะมีจำนวนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเพียง 4 คน เนื่องจากบริษัท Betsukawa ประกอบกิจการ จำหน่ายตู้ควบคุมไฟฟ้า โปรแกรมควบคุมไฟฟ้า ระบบควบคุมไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งนักศึกษาของวิทยาลัยต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในด้านนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาของวิทยาลัยรู้สึกท้อถอย ยังมีนักศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังทยอยยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์และฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ในการประสานงาน ทั้งกับบริษัท คณะ/วิทยาลัยตลอดจนนักศึกษา นอกจากนี้ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ยังช่วยหาบริษัทที่นักศึกษาสามารถเลือกไปสหกิจศึกษาได้นอกเหนือจากบริษัท Betsukawa ได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากสาขาวิชาทุกสาขาวิชาของวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ในเรื่องข้อมูลหลักสูตร การติดต่อประสานงาน การร่วมกันแก้ไขปัญหาและช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับนักศึกษา 5. การปรับปรุงและพัฒนา แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี                 เนื่องจากข้อกำหนดต่าง ๆ ทั้งจากบริษัท Betsukawa และบริษัทอื่น ๆ ที่จะรับนักศึกษาไปปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ประกอบกับการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาแตกต่างกัน จึงต้องมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ของนักศึกษา แนวทางในการขยายผลในวงกว้างหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้กลายเป็นระเบียบปฏิบัติหรือมาตรฐานในการทำงาน                 ขั้นตอนการดำเนินงานที่แสดงในเอกสารข้างต้นสามารถใช้เป็นระเบียบปฏิบัติหรือใช้เป็นมาตรฐานในการทำงาน เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของการปฏิบัติสหกิจศึกษาของนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย วิทยาลัย/คณะที่สนใจจะนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุไว้ได้ โดยมีเอกสารประกอบการทำงานในทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน แม้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบ เอกสาร ก็สามารถนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้เป็นแนวทางในการเริ่มโครงการการพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นได้ 6. ข้อมูลประกอบ เอกสารประกอบ อยู่ใน link https://tinyurl.com/4xxsp7jf

การพัฒนาศักยภาพสหกิจศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี Read More »

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) ผู้จัดทำโครงการ​ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และ ดร.กนกวรรณ พิภักดิ์สมุทร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 1. บริบทและความสำคัญ                ในโลกยุคใหม่ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อน องค์ความรู้ทางทฤษฎีสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้  มหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้วิสัยทัศน์ “การศึกษาคือนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และความมุ่งมั่นที่จะเป็น “ขุมพลังแห่งปัญญา (Intellectual Powerhouse)” ได้กำหนดทิศทางใหม่เพื่อให้นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอดวิชา แต่เป็น “ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)” ที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการและยึดมั่นในสังคมธรรมาธิปไตย                ก่อนที่จะมีการริเริ่มแนวปฏิบัตินี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์พบความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างประสบการณ์จริง” ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มักเผชิญกับทัศนคติที่กลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) และขาดการเชื่อมโยงระหว่างวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) กับวิชาชีพเฉพาะทาง 1 สภาพปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้นักศึกษามองไม่เห็นความสำคัญของวิชาพื้นฐาน และไม่สามารถนำความรู้เชิงวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่แยกส่วน (Fragmented Learning) จึงไม่สามารถตอบโจทย์สมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการทั้งความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), จริยธรรม (Ethics) และคุณลักษณะบุคคล (Character) หรือกรอบ KSEC 1                เหตุผลสำคัญในการริเริ่มแนวปฏิบัติ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการปิดช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) โดยเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองโลกจริง (Sandbox Classroom) เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลอง ฝึกฝน และกล้าที่จะล้มเหลวในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Failure Zone) 1 โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตชิ้นงานออกแบบ แต่เป็นการบ่มเพาะวิธีคิดที่เป็นระบบและการมีจิตสาธารณะ (Compassion) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยรังสิต 1 โดยอาศัยช่วงเวลา “Golden Period” ในภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป้าหมายทางการศึกษาของนักศึกษาใหม่มีความเปราะบางที่สุด มาใช้เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) เพื่อให้เกิดความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร (เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แนวปฏิบัตินี้มีเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ โดยปรับรูปแบบการสอนจากการเรียนแบบแยกรายวิชา ไปสู่การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงวิชาศึกษาทั่วไปกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างเป็นระบบ ทำให้นักศึกษาสามารถเห็นความสัมพันธ์ขององค์ความรู้และนำไปใช้ในงานออกแบบได้จริง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเชื่อมโยงของรายวิชา การดำเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในรายวิชาศึกษาทั่วไป โดยออกแบบการเรียนรู้แบบ Integrated Learning Model ที่ร้อยเรียงรายวิชา RSU111, RSU243 และ RSU180 ให้ทำงานร่วมกันในกรอบกระบวนการเดียวกัน ทำให้นักศึกษาเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเกิดความเข้าใจที่ลึกขึ้นในกระบวนการคิดเชิงสถาปัตยกรรม 3. เพื่อปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่ให้เกิดความพร้อมที่ใกล้เคียงกัน นักศึกษาที่เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การออกแบบ แนวปฏิบัตินี้จึงมีเป้าหมายในการcปรับพื้นฐานทักษะการคิด ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ และสร้างทักษะการนำเสนอ ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้     (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  Sandbox.The Transformative learning framework การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่เคยได้รับรางวัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองโดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการใดๆ จากรางวัลชมเชย เรื่อง Sandbox.The Transformative learning framework ปีการศึกษา 2567        รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้                แนวปฏิบัตินี้ได้บูรณาการความรู้ทั้งแบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากคลังความรู้ของระบบการจัดการความรู้วิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการนำแนวปฏิบัติที่เคยได้รับรางวัลชมเชยเรื่อง “Sandbox: The Transformative Learning Framework” ในปีการศึกษา 2567 มาพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของปีการศึกษา 2568  องค์ความรู้หลักที่นำมาใช้ประกอบด้วย:              1.Transformative Learning Framework: กรอบการเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นการสร้าง “ความหมายของการเรียนรู้” ผ่านการสะท้อนคิด (Reflection) และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากภายใน 1              2.Outcome-Based Education (OBE) และ Impact-Based Education (IBE): การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วัดผลได้จริงด้วย “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม มากกว่าเพียงการให้เกรดเฉลี่ย 1              3.AI Integration Learning Framework (AIILF): การใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลเป็นฐานในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างต้นแบบ (Prototyping) ของนักศึกษาใหม่ 1              4.Design Thinking และ Lean Startup: เครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้ใช้ (User Insight) และการสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ตารางที่ 1 แสดงประเภทความรู้ ประเภทความรู้ แหล่งที่มาและรายละเอียด ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คลังความรู้ RKMS มหาวิทยาลัยรังสิต และเอกสารแผนยุทธศาสตร์ 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง 2567) ความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้ ดร.ธนัฐวัสส์ วงศ์ทิมารัตน์ และทีมผู้สอนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรางวัลชมเชย ปีการศึกษา 2567 สมรรถนะที่มุ่งพัฒนา กรอบ KSEC (Knowledge, Skills, Ethics, Character) 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้)            ❑ ยุทธศาสตร์ที่   1 สร้างความเป็นเลิศและการผลิตบัณฑิต   โปรดระบุ KR ตัวชี้วัดหลัก: ความสำเร็จตาม Key Result (KR) 1.2.1 ของแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2565-2569 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567-2569) ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และ Transformative Learning ที่นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง 1 โดยวัดจากระดับสมรรถนะของนักศึกษาตามกรอบ KSEC ที่ระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าระดับ 3 หรือระดับมาตรฐานที่ทำงานได้เองและแก้ปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ ภาพที่ 1 แสดงความเชื่อมโยง KSEC ของแต่ละรายวิชาที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 รายละเอียดตัวชี้วัด                การวางแผนดำเนินโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox ได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัย  โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ของมหาวิทยาลัยรังสิต  ตัวชี้วัดรอง              ตัวชี้วัดรอง: การประเมินผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Impact Measurement) ผ่านระบบ OKRs (Objectives and Key Results) รายทีม และการวัดระดับการยอมรับจากสังคมผ่าน Social Listening Metrics เช่น ยอด Engagement และ Sentiment ในสื่อออนไลน์ ภาพที่ 2 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ภาพที่ 3 แสดงผลลัพธ์โดยรวม  (key Metrics) จาก Social Listening แยกตามแพลตฟอร์มที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 ขั้นตอนการดำเนินงาน                 การดำเนินงานถูกจัดโครงสร้างเป็นวงจรการเรียนรู้แบบ “Think-Produce-Sell” ตลอด 8 สัปดาห์ในภาคเรียน S/2568 ดังนี้           1.ระยะ BRIEF (สัปดาห์ที่ 1-2): มุ่งเน้นการทำ Empathy และ Critical Thinking เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาภายใต้โจทย์ “Healthy-Happy-Sustainable Living” ผ่านรายวิชา RSU 111 สังคมธรรมธิปไตย 2.ระยะ PITCH (สัปดาห์ที่ 3-5): เน้นกระบวนการ Ideation และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) เพื่อพัฒนาแนวคิดและสร้างต้นแบบเบื้องต้นผ่านรายวิชา RSU 243 ความสร้างสรรค์ในงานศิลป์ 3.ระยะ ACHIEVE (สัปดาห์ที่ 6-8): การผลิตผลงานจริงและจัดแสดงในรูปแบบ Pop-up Exhibition พร้อมการสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านรายวิชา RSU 180 รังสิตมายสไตล์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่ระดับมืออาชีพ   ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ) โครงการนี้ได้รับความสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเครื่องมือจากมหาวิทยาลัย: 1.งบประมาณ: มหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณ 50% สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างโมเดลจริง 2.อุปกรณ์และเครื่องมือ: การใช้ AI Integration (AIILF Model) โดยนักศึกษาได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI Lab เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างสรรค์ภาพจำลอง 3.พื้นที่และเครือข่าย: การใช้พื้นที่ Sandbox Classroom และการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง (Stakeholders) ในพื้นที่ตึก 19 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และตึก 6 Student center มหาวิทยาลัยรังสิต 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน                การลงมือปฏิบัติจริงในโครงการ GenEd.x ARCH-Sandbox คือการนำวงจร “คิด-ผลิต-ขาย” มาปรับใช้ในตารางเรียนรายสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกระบวนการทำงานแบบบูรณาการอย่างแนบเนื้อ                วันจันทร์ – RSU 111 (คิด): กระบวนการ Research-Based และ Design Thinking เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก (Design Solutions) โดยนักศึกษาต้องตอบคำถามว่า “Architecture for What?” เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน                วันพุธ – RSU 243 (ผลิต): กระบวนการ Skill-Based และ Critical Thinking ในการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นต้นแบบ (Production) โดยเน้นความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ (Design Process) 1           วันศุกร์ – RSU 180 (ขาย): กระบวนการ Professional-Based และ Creative Thinking ในการนำเสนอผลงาน (Presentation) และการสร้างกลยุทธ์การออกแบบ (Design Strategy) เพื่อสื่อสารแบรนด์ของตนเองต่อสาธารณะ ภาพที่ 4 แสดงขั้นตอน และกระบวนการในการลงมือปฎิบัติจริงที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละระยะ                ระยะ BRIEF: นักศึกษาลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อหา Insight ที่ลึกซึ้งกว่าการสังเกตแบบเดิม                ระยะ PITCH: การสร้าง Safe Failure Zone โดยอาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach หรือ Facilitator ที่อนุญาตให้นักศึกษาล้มเหลวในการทดลองโครงสร้างและวัสดุ เพื่อเรียนรู้ผ่าน Iterative Loop                ระยะ ACHIEVE: การจัดแคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” ผ่าน Instagram และ Facebook เพื่อสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้สู่สังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสัมผัสได้ถึง “ตัวตนและคุณค่า” ของงานตนเอง ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข ความกังวลในการประเมินสมรรถนะ: นักศึกษาบางส่วนกังวลกับการวัดผลแบบ Rubric score ที่ไม่ใช่คะแนนสอบแบบเดิม แนวทางแก้ไข: อาจารย์สร้างความโปร่งใสผ่านระบบ OKRs และการทำ After Action Review (AAR) ทุกสัปดาห์เพื่อให้เห็น “เส้นทางการเติบโต” ของตนเองอย่างชัดเจน ข้อจำกัดด้านเวลาในภาคเรียน S: ระยะเวลาเพียง 8 สัปดาห์อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แนวทางแก้ไข: การจัดทำ Pre-Summer Bootcamp และการปรับปรุงรายวิชาให้เป็นรูปแบบ Module ที่เชื่อมโยง คิด-ผลิต-ขาย ให้จบภายในสัปดาห์เดียวเพื่อสร้างชัยชนะเล็กๆที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจและสร้างกำลังใจในการเรียนรู้และการลงมือปฎิบัติ 4. การตรวจสอบและวัดผล วิธีการวัดผลและประเมินผล วิธีการวัดผลและประเมินผลของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการให้เกรด (Grades) แต่เป็นการใช้ระบบการประเมินสมรรถนะ KSEC ร่วมกับ Rubric Score ระดับ 0-5 เพื่อวัดการเติบโตเชิงพฤติกรรม (Behavioral Growth) โดยการบูรณาการรายวิชาศึกษาทั่วไป ได้แก่ RSU 111, RSU 243 และ RSU 180 เข้ากับแนวทางการสร้างทักษะแบบสตูดิโอออกแบบ ช่วยเปลี่ยนสถานะของผู้เรียนจาก “นักเรียน” ที่ยังขาดทักษะวิชาชีพ ให้กลายเป็น “นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต” ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Character) สำหรับการเข้าสู่ภาคเรียนที่ 1 ได้อย่างเต็มตัว ระบบ KSEC Rubric score ช่วยให้การวัดผลลัพธ์ใน Semester S นี้มีความหมายมากกว่าคะแนนสอบ แต่คือการยืนยันความพร้อมในการเป็น Change Agent ในสายงานสถาปัตยกรรม ตารางที่ 2 แสดงตารางเกณฑ์การประเมินสมรรถนะ KSEC (Rubric Score 0-5) ระดับ ชื่อระดับสมรรถนะ นิยามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicator) 0 ไม่ปรากฏสมรรถนะ ไม่มีการแสดงผลงานหรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะนั้นในชิ้นงาน 1 ระดับเริ่มต้น สามารถรับรู้ทฤษฎีพื้นฐานแต่แสดงออกได้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับการประคองใกล้ชิด 2 ระดับพื้นฐาน เข้าใจและจัดการงานประจำ (Routine) ได้ภายใต้คำแนะนำ 3 ระดับชำนาญ เกณฑ์มาตรฐาน: แก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นกิจวัตรได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ 4 ระดับเชี่ยวชาญ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่กว้างขึ้นได้อย่างอิสระและเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ 5 ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่สร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบกว้างขวาง  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น                ผลการดำเนินโครงการในปีการศึกษาล่าสุดพบว่า               สมรรถนะนักศึกษา: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สามารถนำเสนอผลงานจริง (Pitch) ได้ภายใน 4 สัปดาห์แรก ซึ่งทำลายสถิติการเรียนรู้แบบเดิมและแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของสมรรถนะ                ผลกระทบเชิงสังคม: แคมเปญ “ลองทำเลย | MY FIRST WEEK STORY” มียอด Organic Engagement สูงถึง 25,448 ครั้ง จาก 580 ข้อความบนสื่อออนไลน์ โดยมี Instagram เป็นช่องทางหลัก (80.34%) ซึ่งสะท้อนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ                ความพึงพอใจและอัตราคงอยู่: นักศึกษามีความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง (Self-Efficacy) และมีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลบวกต่ออัตราการคงอยู่ของนักศึกษาใหม่  การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ โครงการบรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 (KR 1.2.1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินพบว่านักศึกษากว่า 80% มีสมรรถนะในระดับ 3  ขึ้นไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “Architect Mindset” ไปสู่ “Visionary Mindset” ตั้งแต่ช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่ภาคเรียนปกติ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้ประสบความสำเร็จ Synergistic Strategy: การผสานเนื้อหาการเรียนการสอน ระบบคิดเชิงวิจัย และงานบริการวิชาการเข้าด้วยกัน Collective Responsibility: การทำงานข้ามชั้นปี (Cross Peer – Cross Year) และการที่อาจารย์เปลี่ยนบทบาทเป็น Coach Identity Alignment: การเน้นย้ำคุณลักษณะ Change Agent ที่มีความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) และรับผิดชอบต่อสังคมตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต จากการดำเนินงานโครงการ  GenEd.x ARCH-Sandbox ต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา (2567 และ 2568) ทำให้ทีมผู้สอนได้ข้อค้นพบสำคัญ (Key Insight) ในการบูรณาการกลุ่มวิชา gen.Ed. เข้ากับเป้าหมายสมรรถนะของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการค้นพบกลไกการเชื่อมโยงของ “ภาคเรียน S” ในฐานะช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางการศึกษา (Transition Period) จากนักเรียนทั่วไปให้กลายเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มีสมรรถนะ Change Agent อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ ภาคเรียนฤดูร้อน (Semester S) เป็นช่วงเวลา “Golden Period” สำหรับการปรับตัวของนักศึกษาใหม่ ดังนี้                    (1.) การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปไม่ควรเป็นเพียงการ “เรียนเสริม” แต่ต้องเป็น “ฐานสมรรถนะ” ที่ถูกร้อยเรียงเข้ากับสตูดิโอออกแบบอย่างแนบเนียน ผลคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง (Self-Efficacy) ที่ทำให้นักศึกษามีทัศนคติ “ไม่กลัว ไม่ถอย ไม่หาย” แม้ต้องเผชิญโจทย์ที่ท้าทาย                    (2.) กลไกการสะท้อนคิดเชิงวิสัยทัศน์ ผ่านการการประเมินสมรรถนะในอนาคตควรเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ Impact Dashboard ที่รวบรวมข้อมูลแบบ Real-time เพื่อสร้าง Digital Portfolio ที่สะท้อนตัวตนของบัณฑิตต่อตลาดแรงงานโลกนวัตกรรม ภาพที่ 5 AAR (After Action Review)การประเมินแบบสะท้อนผลระหว่างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ปรับปรุงแนวคิด และพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องใน Sandbox Classroomที่มา: ทีมผู้สอน GenEd.x ARCH-Sandbox,2568 5. การปรับปรุงและพัฒนา          การออกแบบกระบวนวิชาของทั้งสองวิชา ที่ทำในปีการศึกษา 2568 เป็นนวัตกรรมที่ผนวกรวมระหว่างการกิจกรรมการเรียนรู้แบบ classic คือ การเรียนรู้จากปัญหาจำลองเหตุการณ์จริงและการแก้ไขปัญหา กับกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีมาก่อน แบบ Pre-experience  ซึ่งเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ได้ผล คือทำให้นักศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมการใฝ่รู้ กระตือรืนร้น ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญเรียนอย่างสนุกไม่น่าเบื่อ  ในอนาคต หลักสูตรอาจจะปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ Module สำหรับรายวิชาทั้งสองซึ่งอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเลือก ที่สามารถผนวกรวมได้ ผ่านโครงการสำนักงานบัญชีภายในมหาวิทยาลัย และอาศัยความร่วมมือของชมรมสำนักงานบัญชี จังหวัดปทุมธานี  โดยให้นักศึกษาจัดตั้งกลุ่มบริการรับทำบัญชีธุรกิจให้กับลูกค้า โดยมีผู้ทำบัญชีจากชมรมฯ เป็นโค้ช  นักศึกษาจะเรียนรู้การให้บริการสำนักงานบัญชี พร้อมกับการทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย  6. ข้อมูลประกอบ ไฟล์ข้อมูลดิบ:   https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1i7zkTrecWvCjHkI3qchyyHmoUulMkY5x   รูปภาพเพิ่มเติม

การบูรณาการวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะสถาปัตยกรรม (GenEd.x ARCH-Sandbox) Read More »

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.)

รางวัลดีเด่น ปีการศึกษา 2568 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : KR 1.2.1 กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) ผู้จัดทำโครงการ​ รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ และ ผศ.วัฒนี รัมมะพ้อ คณะบัญชี 1. บริบทและความสำคัญ การจัดการเรียนการสอนแบบเดิม  สภาพปัญหา “เรียนแยกส่วน จบไปทำไม่ได้จริง”  พบปัญหาดังนี้ Gap ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ (The Theory-Practice Gap) การเรียนบัญชีมักเน้นการบันทึกเดบิต/เครดิตในกระดาษ หรือโจทย์ที่สมมติตัวเลขมาให้แล้ว ทำให้เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาไปพบกระบวนการทำงานจริงในบริษัทที่ใช้ Software หรือ ERP นักศึกษาไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่คุ้นเคยกับ เอกสารที่ใช้ และ Flow เอกสารในระบบดิจิทัล ทำให้สถานประกอบการต้องเสียเวลาสอนงานใหม่ และแสดงความเห็นว่านักศึกษาจบใหม่ทำงานไม่ได้ทันที  2. การมองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจ (Not knowing the business process) นักบัญชีเรียนแค่การ “ลงบัญชีตามเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่ารายการค้า” แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร และเอกสารที่ใช้ประกอบเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจของบริษัทในการทำงานจริงเป็นอย่างไร เช่น ใบสั่งผลิต ใบกำกับสินค้า ใบสั่งซื้อ และรายงานการรับสินค้า เป็นต้น ดังนั้น เมื่อไม่เข้าใจหรือมองภาพกระบวนการทางธุรกิจไม่ได้ ก็ไม่สามารถสังเกตความผิดปกติของเอกสาร และตัวเลขจำนวนเงินได้ เช่น กรณีต้นทุนผลิตสูงเกินกว่างบประมาณการผลิต นักศึกษาไม่สามารถสังเกตหรือวิเคราะห์หาสาเหตุได้ เพราะไม่เข้าใจกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process)   3. ข้อจำกัดการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาสอน (Limitations of incorporating modern technology into teaching) การสอนมีข้อจำกัดอยู่แค่ Excel หรือโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปทางการบัญชี ที่คณะสามารถจัดหามาสอนได้ แต่ปัจจุบันธุรกิจแม้แต่ SME เริ่มใช้ Cloud ERP เช่น Odoo, Peak Account, Flow Account เป็นต้น และรวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการเสริมประสิทธิภาพในการจัดทำงบการเงินและภาษีอากร ซึ่งทางคณะบัญชีจำเป็นต้องเชิญผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยสอน แต่ไม่ได้เต็มที่ ส่งผลให้นักศึกษาขาดประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้  เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันในตลาดงาน ความท้าทายของ AI ที่กำลังเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านการบัญชี เป็นภัยคุกคามนักบัญชีในอนาคต ทำให้งานบันทึกบัญชีแบบพื้นฐาน (Bookkeeping) ถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation และ AI  การบัญชีดิจิทัลเมื่อผนวกรวมกับ AI  จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิชาชีพบัญชีในการก้าวข้ามงานบริการทางบัญชี  ของสำนักงานบัญชีจากแบบดั้งเดิมสู่การบริการด้วยเทคโนโลยีชีดิจิทัลและAI  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม   ความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อนักบัญชีในปัจจุบัน  เปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้รู้ตัวเลขทางการเงิน และสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้ในการคาดการณ์ปัญหาและผลกระทบของปัญหาต่อการดำเนินงานธุรกิจ ซึ่งนักบัญชีจะต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้ร่วมวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ  ดังนั้นหากการสอนยังคงเน้นแค่หลักการและวิธีการตามแนวทางการสอนแบบเดิมเพียงอย่างเดียว นักศึกษาอาจจะหางานทำได้ยาก  จึงเป็นความท้าทายที่จะทำอย่างไรให้นักศึกษาได้อยู่กับโลกการทำงานด้านการบัญชีที่เป็นจริงและกำลังก้าวข้ามไปสู่ยุคดิจิทัลผนวก AI  และเข้าใจในความคาดหวัง ซึ่งจะต้องมีทักษะการประยุกต์ความรู้ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน ตั้งข้อสังเกตด้วยวิจารณญานที่แม่นยำ พยากรณ์หรือคาดการณ์ประสบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  และเสนอแนวทางป้องกันได้    กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิตออกแบบกระบวนวิชาโดยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ใกล้ชิดสถานการณ์ความจริงให้มากที่สุด ได้แก่ การทำธุรกิจจำลอง (“Business Simulation with Odoo & AI Integration”)  การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้ประกอบทางวิชาชีพ  ด้วยการสะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติและกลยุทธ์การแก้ไขปัญหา การเรียนรู้แบบ Pre-experience โดยอาศัยความร่วมมือเครือข่ายวิชาชีพบัญชี ซึ่งไม่ใช่เพียงการเรียนรู้การปฏิบัติงานให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้แบบรอบด้านเพื่อการอยู่รอดในสังคมวิชาชีพบัญชียุคปัจจุบัน  ทางหลักสูตรฯ ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ ในวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  และACC 484 การบัญชีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยทดลองใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการดำเนินการสอน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 และปรับปรุงพัฒนากระบวนวิชาจนลงตัวในปีการศึกษา 2567 และ ดำเนินการต่อในปีการศึกษา 2568 แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายอะไร       กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ และการออกแบบกระบวนวิชาที่ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ ที่จัดอยู่ในการสอนแบบ Active Learning  ความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้ ประเภทของความรู้และที่มาของความรู้ ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้จากคลังความรู้ของเว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้  (http://lc.rsu.ac.th/km/Knowledgebase และ https://rkms.rsu.ac.th/)      ระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่นำมาใช้  การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลของนักศึกษา หลักสูตรบัญชีบัณฑิตด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เจ้าของความรู้/สังกัด หัวหน้าหลักสูตร คณบดี และผู้รับผิดชอบรายวิชา ได้ประชุมร่วมกับชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี บริษัท เบสิค โซลูชั่น จํากัด โดยมีวัตถุประสงค์จะนำความรู้ทางวิชาชีพบัญชีจากประสบการณ์ที่สั่งสมของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจากองค์กรทั้ง 2 แห่ง ผนวกกับความรู้มาตรฐานการรายงานทางการเงินและประสบการณ์การสอนของอาจารย์ เมื่อได้นำความรู้ทั้งสองส่วนบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยใช้ในการพัฒนากรณีศึกษาหรือโจทย์ทางธุรกิจเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ในกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในกลยุทธ์การสอนของรายวิชาทั้งสองข้างต้นอย่างเหมาะสม  โดยกิจกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมแบบเคลื่อนไหว (Movement Activity) เพื่อความไม่น่าเบื่อ และช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลองตามที่กำหนด  ซึ่งทางหลักสูตรถือเป็นนวัตกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคปัจจุบันให้กับนักศึกษา ตามหลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning  ซึ่งความรู้ในส่วนนี้ไม่สามารถพบได้ในตำราในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ที่นำมาใช้ การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ในรายวิชา ACC332 และ ACC484 ด้วยกลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้การใช้ความรู้วิชาชีพบัญชี ในยุดดิจิทัลเทคโนโลยี และร่วมกับความรู้ศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง  ทำให้นักศึกษาบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ และสามารถสะท้อนคิดแนวทางการประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์เสมือนจริงก่อนที่จะไปปฏิบัติงานจริงในวิชาสหกิจศึกษา หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพบัญชี  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้มีความรู้ที่สำคัญที่นำมาใช้  ดังนี้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนในการใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรงผ่านกิจกรรมที่บูรณาการเข้าไปในการสอนรายวิชาต่างๆ ด้วยการชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากประสบการณ์วิชาชีพ เช่น นักศึกษาจะได้รับรางวัลหากมีผลงานโดดเด่น การให้คะแนนที่ท้าทายและรวมคำนวณเป็นคะแนนการวัดและประเมินผลรายวิชา  การได้รับวุฒิบัตรจากการเข้าร่วมเพื่อเป็น Profile ในการสมัครงานในโครงการสหกิจศึกษา การให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้นักศึกษาใช้ในการพัฒนาศักยภาพตนเองต่อไป รวมทั้งการทำ PLC หลังกิจกรรม   การออกแบบการสอนแบบบูรณาการกิจกรรมที่มุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น รายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา ประกอบด้วยนักศึกษาสามารถอธิบายสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีควรรู้ ได้แก่ การจัดตั้งสำนักงานบัญชี ประเภทของบริการที่ตลาดต้องการจากสำนักงานบัญชี การวางแผนธุรกิจ การสร้างคุณค่าให้กับการบริการ  การบริหารทรัพยากรบุคคล การควบคุมต้นทุนดำเนินงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  และการเจรจาต่อรอง   ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่ให้บริการและผู้รับบริการ (Roles play)  ขบคิดปัญหาการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหา  ผนวกกับการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักศึกษาได้สัมผัสกับบรรยากาศการประกอบการสำนักงาน และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหารสำนักงานบัญชี  เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Pre-Experience study) เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสความยากลำบาก ความท้าทาย โอกาส รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นว่านักศึกษาสามารถเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีได้                การจัดการเรียนรู้ ในวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีการออบแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้รับผิดชอบรายวิชาออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLO) และการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ โดยให้ทำธุรกิจจำลอง  ผลิตสินค้า ซื้อสินค้ามาขาย  และดำเนินการจำหน่ายภายในมหาวิทยาลัย การทำสรุปรายรับรายจ่าย  สรุปผลดำเนินงาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการธุรกิจจำลอง ได้ให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการบัญชีจะเข้าไปช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร รูปแบบกิจกรรมที่ใช้ จะต้องมีบรรยากาศสนุกคล้ายสอดแทรกเกมส์แข่งขัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้เล่นเล็กน้อย โดยใช้เกณฑ์เวลา การมีส่วนร่วมในการทำงาน และคุณภาพผลงาน โดยจัดให้มีการประเมินความรู้ที่ได้ด้วยตนเอง และแบ่งปันระหว่างกลุ่มนักศึกษาซึ่งถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะต้องวางแผนการดำเนินกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยเริ่มตั้งแต่การทำแผนการจัดการเรียนรู้ กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ และการเตรียมอุปกรณ์สถานที่ กำหนดการ เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปตามแผน และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการ 2. การวางแผน ตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน ตัวชี้วัดหลัก (ระบุได้เพียง 1 ตัวชี้วัด ซึ่งมีเกณฑ์ที่สามารถเทียบเคียงหรือแปลผลได้) ยุทธศาสตร์ที่ 1 โปรดระบุ KR 1.2.1 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง รายละเอียดตัวชี้วัด                มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่รู้คาดหวัง ตัวชี้วัดรอง                  ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา ตามที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF3) ขั้นตอนการดำเนินงาน               หลักสูตรได้วางแผนการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลไว้ในแผนปฎิบัติการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565  โดยมุ่งให้การดำเนินงานหลักสูตรบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ (KRs) ตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น  นอกจากนี้หลักสูตรมีความคาดหวังที่จะให้นักศึกษามีความพร้อมในการทำงานมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่การเรียนรู้แบบสหกิจศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรภายนอกที่ให้การฝึกหัดงานและร่วมมือกับคณะในสหกิจศึกษา  ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานของนักศึกษาออกมามีคุณภาพในระดับที่องค์กรดังกล่าวยอมรับได้    และมีความตั้งใจที่จะรับนักศึกษาเข้าทำงานหลังเสร็จสิ้น สหกิจศึกษา  การดำเนินงานมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้  ในปีการศึกษา 2567 ได้มีการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับองค์กรวิชาชีพบัญชีเพิ่มเติม ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด จากเดิมที่คณะมีความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพบัญชีหลายแห่ง โดยทำความเข้าใจในข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา ให้ได้ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการหลักสูตร และคณบดี ได้ประชุมกำหนดรายวิชาที่เหมาะสมที่จะใช้กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ที่มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลเข้าไปในรายวิชา โดยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการที่มีกับองค์กรวิชาชีพบัญชี และได้ข้อสรุป 2 วิชา ประกอบด้วย วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี และ ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ซึ่งก่อนหน้านี้ทางหลักสูตรได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยลดการบรรยายและเพิ่มการเรียนรู้  ใช้การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี (Professional)  มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 นอกจากนี้ใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยในการสอนวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี เพื่อสร้างประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการ เช่น การวางแผนธุรกิจสำนักงานบัญชีเชิงกลยุทธ์โดยให้ผู้ประกอบการตัวจริง เป็นผู้วิพากษ์และประเมินผล เป็นต้น และวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  โดยนำโปรแกรมสำเร็จรูป ERP ระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดทำรายงานทางการเงิน การวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนในปีการศึกษา 2568 ได้เพิ่มกิจกรรมธุรกิจจำลอง ในวิชา ACC 484  และใช้การเรียนรู้แบบ Pre -experience ในวิชา ACC 332 โดยกระจายนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม เข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานบัญชี ศึกษาการดำเนินงานสำนักงานบัญชี จากการฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ที่สะท้อนห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และปัจจัยความสำเร็จในการประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชี เพิ่มเติม จากนั้นผู้สอนสร้างสถานการณ์จำลองในห้องเรียน และใช้วิธีสอนแบบ Roles Play เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปัญหาและการแก้ไขปัญหาในฐานะผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี การออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะดำเนินการร่วมกันระหว่างคณบดี หัวหน้าหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี จากองค์กรวิชาชีพบัญชีที่ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับคณะบัญชี โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ (RQF 3) ของรายวิชา ACC 332  และ ACC 484  ประกอบด้วยเนื้อหาสาระรายวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ การออกแบบการสอน และการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้  รวมทั้งบทบาทและความรับผิดชอบของทีมสอน ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี  โดยทำทีมสอนจะประชุมกันเป็นระยะๆ ตลอดระยะเวลาสอน เพื่อปรับแผนการสอนในครั้งต่อไปให้ดีขึ้นและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอน   ผู้รับผิดชอบรายวิชาจะเป็นผู้ประสานงานกับทีมสอน และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม รวมถึงได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในดำเนินงานกิจกรรมการเรียนรู้ และใช้งบประมาณโครงการพัฒนาในแผนปฏิบัติการ ประจำปี 2568 ทรัพยากรที่ใช้ (งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ)            ความร่วมมือองค์กรวิชาชีพบัญชีกับคณะบัญชี  ซึ่งทำให้สามารถดำเนินการสอนภายใต้งบประมาณค่าสอนที่เป็นไปตามระเบียบ  อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาสาธิตให้นักศึกษาได้ดูและลองใช้จริง  ได้รับความอนุเคราะห์จากเครือข่ายความร่วมมือทั้งสิ้น 3. การลงมือปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละขั้นตอน วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา55 คน  สอนโดยประธานและคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผศ.ดร.นิ่มนวล  วิเศษสรรพ์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี  45 ชั่วโมง บวก 3 ชั่วโมง รวม 8 วัน เริ่มตั้งแต่ทำความรู้จักกับสำนักงานบัญชี การจัดตั้งสำนักงาน การบริการทางวิชาชีพ  การวางแผนธุรกิจ การควบคุมต้นทุนดำเนินการ การเจรจาต่อรอง การบริหารบุคลากร และคุณค่าของการบริการทางวิชาชีพบัญชี  มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงาน คือ แผนธุรกิจสำนักงานบัญชี  ซึ่งทางหลักสูตรจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม ใน 1 วัน โดยคณะกรรมการชมรมสำนักงานบัญชีจังหวัดปทุมธานีเป็นกรรมการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษา โดยให้นักศึกษาสวมบทบาทชองผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ได้ขบคิดแนวทางการเจรจาต่อรองในการรับงานและให้บริการแก่ลูกค้า การนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาธุรกิจโดยอาศัยการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินหรือจากการอ่านและตีความงบการเงิน เช่น ปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาการจัดการสินค้าคงเหลือ  การควบคุมต้นทุนดำเนินการ  และการภาษีอากร เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ห่วงโซ่อุปทานในการดำเนินงานสำนักงานบัญชี ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทางชมรมฯ ได้นำพานักศึกษาเข้าเยี่ยมชมสำนักงานบัญชีคุณภาพ และรับฟังการถ่ายทอดความรู้การจัดตั้ง การบริหารจัดการสำนักงาน และความท้าทายของการพัฒนาสำนักงานให้เป็นที่ยอมรับในคุณภาพในช่วงระยะเวลาธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์ของเจ้าของและผู้บริหารสำนักงาน และสุดท้ายให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และการพัฒนาตนเองที่จะเปิดและบริหารสำนักงานบัญชี  นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จ ที่มาสร้างแรงบันดาลใจ  วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ภาค 2/2568) 3 (3-0-6) หน่วยกิต จำนวนนักศึกษา 40 คน  สอนโดย รศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ ผศ.วัฒนี  รัมมะพ้อ และวิทยากรจากบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด และรศ.เยาวรักษ์ สุขวิบูลย์ เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชา สอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในการทำธุรกิจ 45 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่  การเรียนรู้กระบวนการแปรรูปและการผลิต  การวิเคราะห์ต้นทุนผลิตภัณฑ์และการใช้ AI  การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายและการใช้ AI มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการทำธุรกิจขนาดเล็ก  การใช้โปรแกรม Odoo ERP ในการบันทึกรายการค้า ภาษี และการจัดทำรายงานทางการเงิน   การจัดทำบัญชีสำหรับธุรกิจ  การบัญชีสินทรัพย์  การบัญชีหนี้สินและทุน  การบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย ปรับปรุง และปิดบัญชี  การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการวัดผลการเรียนรู้ของแต่ละหัวข้อสอนที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง รวม 100 คะแนนด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การทดสอบความรู้ในส่วนของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  การทดสอบความรู้และเกียรติบัตรจากการอบรมการใช้โปรแกรม Odoo ในการคิดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ของบริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด  การทำงานกลุ่มย่อยและการนำเสนอข้อสรุปของกลุ่ม  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างเรียน เป็นต้น และคุณภาพผลงานคือ การทำธุรกิจจำลอง  ซึ่งผู้สอนจัดให้มีการนำเสนอทุกกลุ่ม โดยผู้สอนและนักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสิน มอบรางวัลให้กับกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด  ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เสมือนจริงให้กับนักศึกษาสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้คิดวิเคราะห์การจัดทำธุรกิจจำลองและการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางบัญชีของธุรกิจ เพื่อจัดเป็นกระบวนเรียนรู้การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์แก่นักศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการออกแบบแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การอบรม E-learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข          ในปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี พบปัญหาจำนวนนักศึกษาที่มีความสนใจเรียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพกระบวนวิชาที่ได้ออกแบบไว้ลดลง และการเปิดสอนในภาค 2  มีผลกระทบต่อเครือข่ายความร่วมมือซึ่งเป็นช่วงหน้างานการให้บริการทางวิชาชีพบัญชี ทั้งในด้านการทำบัญชี และการสอบบัญชี ดังนั้นในปี 2568 ทางหลักสูตรได้ประชุมร่วมกับเครือข่าย ในการปรับช่วงเวลาสอน โดยจัดเป็นช่วงต้นของภาค 2 และให้จัดตารางให้นักศึกษาเรียนเต็มวัน รวม 8 ครั้ง และวางลำดับประเด็นการเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แบบใหม่ให้กับนักศึกษาให้เรียนรู้ด้วยตนเอง และทำกระบวนการสะท้อนคิดให้มากขึ้น และจำกัดจำนวนนักศึกษาไม่ให้เกิน 60 คน               ปี 2567 สำหรับรายวิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นการทำงานกลุ่มร่วมกันระหว่าง 2 คณะคือ คณะบัญชี และคณะเทคโนโลยีอาหาร  โดยนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอาหาร  จะเป็นผู้ดำเนินการคิดสูตรและการผลิตสินค้า  ส่วนนักศึกษาคณะบัญชีจะเป็นผู้ช่วยในการผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้า จนถึงการบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน ปัญหาคือ ชั่วโมงการเรียนการสอนของทั้งสองคณะไม่ตรงกัน บางกลุ่มที่นักศึกษาคณะบัญชีไม่สามารถไปช่วยงานในการผลิตสินค้า และการจัดจำหน่ายได้ แต่ในปี 2568 นักศึกษาคณะบัญชีได้จัดทำธุรกิจจำลองขึ้นเอง โดยเลือกสินค้าที่ผลิตได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซ้ำซ้อนเกินไป ในการวางแผนการผลิตและการจัดจำหน่าย การบันทึกบัญชี การคำนวณต้นทุนการผลิต และออกรายงานทางการเงิน  4. การตรวจสอบและวัดผล     วิธีการวัดผลและประเมินผล          4.1 วิชา ACC 332 ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี มีวิธีการวัดผลและประเมินผลดังนี้  1) การทดสอบความรู้จรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพบัญชี จรรยาบรรณผู้ประกอบการ ข้อกำหนดและเงื่อนไขทางกฎหมาย ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี และภาษีอากร  เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  2) การประเมินคุณภาพรายงานสรุปประเด็นการสะท้อนคิด เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric score 3) คุณภาพของแผนและการนำเสนอแผนธุรกิจสำนักงานบัญชี เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) ประเมินผลงานของกลุ่ม เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score          4.2 วิชา ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีวิธีการวัดผลและประเมินผล ดังนี้  1) ความร่วมมือการเรียนการสอนความรับผิดชอบและจรรยาบรรณวิชาชีพ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  2) การทดสอบย่อย TFRS For NPAEs เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  3) การนำเสนอต้นทุนผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score  4) การนำเสนอการวางแผนการผลิตและการจำหน่าย เครื่องมือ: แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score 5) การทดสอบโปรแกรม Odoo เครื่องมือการวัดผล: ข้อสอบ และตรวจวัดผลโดยการให้คะแนนตามเฉลยข้อสอบ  6) การอบรม E-Learning ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เครื่องมือ: เกียรติบัตรผ่านการอบรมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  7) การนำเสนอการทำธุรกิจ SME แบบประเมินคุณภาพแบบ Rubric Score ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Results / Expected Outcomes) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ผลลัพธ์ต่อตัวนักศึกษา (Learner Outcomes)           1.1 มีความพร้อมทำงานทันที นักศึกษามองเห็นภาพธุรกิจและกิจกรรมที่เป็นตัวผลักให้เกิดรายการค้า สามารถใช้งานโปรแกรม Odoo ERP ได้จริง ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน SME ปัจจุบัน ความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้มีมากขึ้น           1.2 ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence): นักศึกษามีทักษะในการใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Co-pilot) ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแก้ปัญหาทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่ผู้ป้อนข้อมูล (Data Entry) อีกต่อไป           1.3 ความเข้าใจธุรกิจแบบองค์รวม (Business Acumen): นักศึกษาเข้าใจความเชื่อมโยงของระบบเอกสาร ตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต จนถึงการขายและการเงิน ผ่านการจำลองธุรกิจจริง ทำให้สามารถวิเคราะห์งบการเงินได้อย่างมีเหตุผล           1.4 หลักฐานรับรองความสามารถ (Professional Portfolio): นักศึกษาได้รับเกียรติบัตรรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และบริษัทเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) เพื่อใช้ประกอบการสมัครงาน          1.5 นักศึกษา มีแหล่งฝึกงานในวิชาสหกิจศึกษา เมื่อขึ้นปี 4 ผลลัพธ์ต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Instructional Outcomes) เกิดนวัตกรรมการสอนและการจัดการความรู้ (KM)           2.1 คู่มือและองค์ความรู้ (Knowledge Assets): เกิดคลังความรู้ใหม่ (KM) ที่รวบรวมจากปัญหาหน้างานจริง ได้แก่: FAQ การแก้ปัญหา Odoo ฉบับนักศึกษา รวมฮิต AI Prompts สำหรับนักบัญชีบริหาร Case Study ธุรกิจจำลองต้นแบบ การสรุปความรู้จากการสะท้อนคิดการจัดตั้งสำนักงานบัญชี และแนวทางการพัฒนาสำนักงานบัญชีคุณภาพ เส้นทางสู่สำนักงานบัญชีสีขาวของสภาวิชาชีพบัญชี การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ทำบัญชี ตามประกาศข้อบังคับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า           2.2 รูปแบบการสอนต้นแบบ (Pedagogical Model): ได้โมเดลการสอนบัญชีสมัยใหม่ (Accounting Education Sandbox) ที่บูรณาการ TFRS For NPAEs + Odoo + AI + Simulation เข้าด้วยกัน การเรียนจากประสบการณ์ที่มีมาก่อน (Pre-experience Learning) การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมธุรกิจจำลองและสวมบทบาทสมมติ ซึ่งสามารถนำไปขยายผลใช้กับรายวิชาอื่นหรือสาขาอื่นได้           2.3 บรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Environment): เปลี่ยนห้องเรียนจากการนั่งฟังบรรยาย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Co-working Space) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์และเหตุการณ์ประทับใจ ผลลัพธ์ต่อสถาบันและสังคม (Institutional & Social Impact) สร้างเครือข่ายและความเชื่อมั่น           สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง (Strong Partnership): เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน (บริษัท เบสิคโซลูชั่น จำกัด) สำนักงานบัญชีคุณภาพต้นแบบ และองค์กรวิชาชีพบัญชี ในการร่วมพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการตลาด       ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่เป็นรูปธรรม      ACC 484 การบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เชิงปริมาณ: นักศึกษา 100% (40 คน) ผ่านการอบรมและได้รับเกียรติบัตรจาก DBD และ Basic Solution มี “บริษัทจำลอง” ที่สามารถปิดงบการเงินในระบบ Odoo ได้ถูกต้องครบถ้วน จำนวน 6 บริษัท

กลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ในหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (Teaching strategies that focus on promoting learning in the undergraduate accounting program.) Read More »

 
Scroll to Top